single mom ep511-520

ตอนที่ 511: นางซุนหน้าแดงก่ำแล้ว


นางซุนมองออกว่าความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวสามนั้นไม่เลวเลย… 


…แต่ต่อให้ความสัมพันธ์ดีมากเพียงใด พวกเขาก็ไม่สามารถมีบุตรเพิ่มได้อีกแล้ว


หัวใจของผู้เป็นมารดาย่อมเจ็บปวด มีทายาทแค่คนเดียวเช่นนี้ วันข้างหน้าจะอ้างว้างเพียงใด


หญิงชราทุกข์ระทมขมขื่นใจอย่างหนัก แต่ก็ไม่อาจพูดกับพวกลูกสะใภ้เหล่านี้ได้ว่า ลู่ไป่ชวนทำเรื่องอย่างว่าไม่ได้แล้ว มิฉะนั้นถือเป็นการทำให้บุตรชายของนางต้องอับอายขายหน้า


ดูท่า คงต้องหาโอกาสไปปรึกษาสะใภ้สามให้แน่ชัด ว่าจะรักษาเจ้าสามให้หายได้หรือไม่ ลองพยายามอีกหน่อยก็ยังดี!


เมื่อคิดได้ดังนี้ หญิงชราก็เอ่ยขึ้น “พวกเจ้าพูดถูก ในเมื่อเป็นเรื่องของพวกเขาสองคน พวกเราก็ไม่ต้องคาดเดาให้มากมายหรอก ข้าเหนื่อยแล้ว จะกลับเข้าไปนอนสักหน่อย”


เอ่ยจบก็ลุกขึ้นเดินกลับเข้าห้องตัวเองไป ไม่ให้โอกาสคนอื่นได้กล่าวอะไรเลย


พวกนางต่างหันมองหน้ากันด้วยความงุนงง ท่านแม่เปลี่ยนอารมณ์ได้เร็วเช่นนี้ ความสามารถในการควบคุมตัวเอง…แข็งแกร่งเกินไปแล้วกระมัง


“ท่านแม่คงไม่ได้เป็นอะไรกระมัง?”


นางฉินลูบหน้าพลางเอ่ยด้วยความเป็นห่วง


ลู่กุ้ยหลานโบกมือพลางกล่าว “ไม่เป็นอะไรหรอกเจ้าค่ะ คนเฒ่าคนแก่ก็เป็นเช่นนี้แหละ อารมณ์แปรปรวนเร็ว”


นางหยูก็พยักหน้า “ข้าก็ว่าไม่น่าจะเป็นอะไร พรุ่งนี้จะเปิดกิจการหอสุราแล้ว วันนี้ข้าต้องไปเตรียมวัตถุดิบ อีกเดี๋ยวก็จะไปแล้ว ข้าไปเตรียมตัวก่อนนะ”


กล่าวจบนางหยูก็ลุกขึ้นเดินกลับเข้าห้องตัวเอง ทุกคนจึงเพิ่งตระหนักได้ จริงด้วย พรุ่งนี้ก็จะเปิดกิจการหอสุราแล้ว ลืมไปได้อย่างไรนะ!


“ไอ้หยา พวกเราก็ต้องไปด้วย! เหตุใดถึงลืมเรื่องสำคัญเช่นนี้ไปได้นะ เช่นนั้นข้าก็ขอไปเตรียมตัวก่อนนะเจ้าคะ!”


ลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นรีบไปเตรียมตัวทันที หอสุรานี้พวกนางก็ร่วมเป็นหุ้นส่วนด้วย แม้จะไม่ได้ลงทุนเยอะ แต่ก็เรียกได้ว่ามีส่วนร่วมในกิจการนี้


แต่ถึงอย่างไร ต่อให้ไม่ได้ร่วมลงทุน นี่ก็เป็นกิจการของคนในครอบครัว เรื่องเปิดกิจการเช่นนี้ต้องไปช่วยอยู่แล้ว!


นางฉินกำลังตั้งครรภ์ ไปไม่ได้จริงๆจึงเอ่ย “เช่นนั้นข้าจะไปตามพวกผู้ชายกลับมา ให้พวกเขาไปด้วย จะได้ช่วยงานพวกยกเก้าอี้ย้ายโต๊ะต่างๆได้!”


ตอนนี้เหล่าผู้ชายไปดูความเรียบร้อยของหอบรรพชน ไม่ได้ทำงานอะไร เช่นนั้นสู้ไปช่วยงานที่หอสุราดีกว่า


ทุกคนเห็นด้วย จากนั้นก็แยกย้านกันไปทำธุระของตนเอง

.......

ลู่ไป่ชวนกลับมา เมื่อเห็นภรรยาหลับอยู่ก็ไม่ได้ไปรบกวน จากนั้นพากลุ่มเด็กๆ และทุกคนในครอบครัวไปที่หอสุราในตัวอำเภอ


เดิมทีนางฉินว่าจะไม่ไป แต่พอคิดดูอีกที ตนเองอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ สุดท้ายจึงตามไปด้วย ไปนั่งดูความคึกคักที่หอสุราดีกว่าอุดอู้อยู่แต่ในบ้านเป็นไหนๆ


ดังนั้นพอเหอจิ่วเหนียงตื่นขึ้นมาในตอนเที่ยงก็พบว่า ที่บ้านไม่มีใครอยู่แม้แต่คนเดียว แม้แต่สาวใช้ก็หายไปหมด


เหอจิ่วเหนียงอ้าปากหาวหวอดๆ พลางร้องเรียกหาคนในบ้าน แต่ไม่มีใครขานรับเลย


นางจึงจะไปที่โรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า ไม่ได้ไปนานแล้ว ไปดูสักหน่อยว่าตอนนี้เป็นอย่างไรบ้าง 


ปรากฏว่ายังไม่ทันได้ก้าวพ้นประตูบ้าน เสียงนางซุนก็ดังมาจากด้านหลัง “หยุดเดี๋ยวนี้นะ!”


เหอจิ่วเหนียงสะดุ้งเฮือก หันหลังขวับกลับไปก็เห็นนางซุนยืนอยู่หน้าห้องตัวเอง จ้องมองมาที่นางเขม็ง


“โอ๊ย ท่านสุภาพสตรีซุนนี่เอง ตกใจหมดเลย! นึกว่าไม่มีใครอยู่บ้านซะอีก!”


เหอจิ่วเหนียงพูดพลางเดินเข้าไปหานางซุน ทันทีที่เดินไปถึงตรงหน้าหญิงชรา ก็โดนอีกฝ่ายลากเข้าไปในห้อง


“ทำอะไรเจ้าคะ ท่าทางมีลับลมคมในเช่นนี้… หรือท่านมีของดีจะให้ข้าเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงมองไปรอบๆด้วยความตื่นเต้น รอยยิ้มบนใบหน้าเจ้าเล่ห์มาก


“เพ้อเจ้อเกินไปแล้วเจ้าน่ะ!”


นางซุนง้างมือตีคนกวนประสาทไปหนึ่งที ก่อนจะเอ่ยอย่างเคร่งเครียด “ข้าถามเจ้าหน่อย เจ้าสามทำเรื่องอย่างว่าไม่ได้ใช่หรือไม่ เจ้าก็เลยโกรธเขา?”


“หา?!”


เหอจิ่วเหนียงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ โชคดีที่ไม่ได้ดื่มน้ำอยู่ หาไม่คงพ่นน้ำออกมาแถมสำลักอีกยกใหญ่เป็นแน่!


“หาอะไรของเจ้า! เป็นเพราะร่างกายเขาได้รับบาดเจ็บจากภารกิจข้างนอกพวกนั้นมานานหลายปีใช่หรือไม่ เขาจึงมีลูกไม่ได้อีก แต่เจ้าฝีมือการแพทย์ดีถึงเพียงนั้นไม่มีวิธีรักษาบ้างเลยหรือ หาทางรักษาเขาได้หรือไม่?”


สีหน้าท่าทีของนางซุนร้อนรนยิ่งนัก ยิงคำถามรวดเดียว ทำเอาเหอจิ่วเหนียงถึงกับอึกอัก


สมกับที่เป็นแม่ลูกกันจริงๆ ก่อนหน้านี้ลู่ไป่ชวนเองก็เคยถามคำถามนี้เหมือนกัน เหอจิ่วเหนียงเพิ่งจะอธิบายให้ลู่ไป่ชวนฟังไปไม่นาน นี่ต้องมาอธิบายให้แม่ของเขาฟังอีกสินะ


“ท่านสุภาพสตรีซุน เรื่องนี้ท่านคิดมากเกินไปแล้ว ลูกชายของท่านไม่ได้ป่วย ไม่ได้เป็นอะไรเลยเจ้าค่ะ กินอะไรก็อร่อย ยังวิ่งได้กระโดดได้แข็งแรงดี ท่านวางใจเถอะเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงลูบแขนหญิงชรา ตอนนี้ได้รู้แล้วว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงเป็นเช่นนี้


เท้าความไปก่อนหน้านี้ นางซุนเคยมาถามนางเรื่องนี้แล้วแต่นางไม่ตอบ หญิงชราจึงสรุปเอาเองเสร็จสรรพว่าบุตรชายของตนเองมีปัญหาเรื่องอย่างว่า และกลายเป็นความกังวลที่ติดอยู่ในใจของนางหนักหน่วง


“ไม่เป็นอะไรจริงหรือ?”


“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงเชิดหน้าแล้วเอ่ยต่อ “สาเหตุที่ข้าไม่สนใจเขาเมื่อเช้าก็เพราะ…เมื่อคืนเขาเอาแต่สะกิดข้าจนข้านอนไม่เต็มอิ่ม! เฮ้อ ดูซิเนี่ย เรื่องเช่นนี้ข้ายังต้องเอามาบอกท่านด้วย น่าอายจริงๆเลย!”


หญิงสาวเอามือปิดหน้าด้วยความเขินอาย(เกินจริง) ทำเอานางซุนถึงกับพูดไม่ออก


…มีคู่สามีภรรยาที่ทะเลาะกันเพราะ…ความสัมพันธ์ดีเกินไปเช่นนี้ด้วยหรือ?


อย่าว่าแต่เหอจิ่วเหนียงเลย แม้แต่นางซุนเองพอได้ฟังก็หน้าแดงด้วยความเขินอายไปแล้วเช่นกัน


กังวลอยู่ตั้งนาน ที่แท้ก็เรื่องแค่นี้เอง


เมื่อรู้ว่าความจริงเป็นเช่นนี้ หญิงชราก็ง้างมือตีลูกสะใภ้ไปอีกสองฉาด “นอนไม่อิ่มก็ไม่เห็นต้องถึงขั้นแง่งอนกันเลย ทำเอาข้ากังวลไปหมด! ว่าแต่… ในเมื่อเป็นเช่นนี้… แล้วท้องเจ้ามีความเคลื่อนไหวอะไรหรือไม่?”


นางซุนชี้ไปที่ท้องของอีกฝ่ายอย่างคาดหวัง ท้องที่ควรจะมีบุตรตัวน้อยๆได้แล้ว เหตุใดตอนนี้ถึงยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นอีก


ในเมื่อมาถึงขั้นนี้แล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงไม่คิดจะปิดบังอีก นางอธิบาย “เป็นเพราะข้าคิดว่า ก่อนหน้านี้โก่วเอ๋อร์เขาไม่มีพ่ออยู่เคียงข้าง โก่วเอ๋อร์รอพ่อเขามานานกว่าพ่อเขาจะกลับมา เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายสำหรับเขาเลย ข้าอยากให้พวกเขาสองพ่อลูกได้สร้างความสัมพันธ์กันให้มากๆก่อน ก็เลยยังไม่คิดจะมีคนที่สองเจ้าค่ะ”


นี่ก็หมายความว่า สามารถตั้งครรภ์ได้ เพียงแต่นางคุมกำเนิดอยู่


ในที่สุดความสงสัยในใจนางซุนก็คลายลง ในขณะเดียวกันก็โล่งใจเป็นปลิดทิ้ง โชคดีที่เป็นเช่นนี้


“เช่นนี้ก็ดี ตอนโก่วเอ๋อร์ยังเด็กเขาไม่มีพ่ออยู่ข้างๆ ตอนนี้ควรชดเชยให้เขาน่ะถูกแล้ว แต่เจ้าเองก็อย่าชักช้าให้มากล่ะ ถือโอกาสตอนที่ยังสาวอยู่นี่ คลอดออกมาร่างกายก็ฟื้นฟูได้เร็ว ขืนรออายุมากขึ้นจะมียากเอานะ เฮ้อ!”


นางซุนเคยอาบน้ำร้อนมาก่อน มีประสบการณ์ชีวิตมาก่อน ย่อมไม่อยากให้พวกลูกสะใภ้ต้องพบเจอกับความทุกข์ที่ตนเองเคยได้รับ นางเอ่ยต่อ “ดูอย่างพี่สะใภ้ใหญ่ของเจ้าสิ นางเห็นสะใภ้รองท้องก็อยากมีอีกสักคน แต่ก็มัวยุ่งกับงานกับกิจการอยู่นั่น บอกว่ารอให้กิจการมั่นคงก่อนแล้วค่อยวางแผนมีลูกอีกที เมื่อถึงตอนนั้นนางจะอายุปาไปเท่าไรแล้วล่ะ ข้าก็เลยบอกนางว่า หากอยากมีก็รีบมีเสียตอนนี้ หรือไม่ก็ไม่ต้องมีเพิ่มแล้ว มีลูกสามคนก็ถือว่าไม่น้อยแล้ว”


“ท่านแม่พูดถูกเจ้าค่ะ ข้าจะหาโอกาสลองพูดกับพี่สะใภ้ใหญ่ดูนะเจ้าคะ ข้ารู้ว่านางอยากมีลูกชายอีกคน แต่ถิงถิงกับซานซานเป็นเด็กผู้หญิงก็เอาใจใส่ดีมากเหมือนกัน ลูกผู้ชายหรือลูกผู้หญิงก็เหมือนกัน ไม่ต้องคิดมากหรอกเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าพร้อมเอ่ย นางไม่ได้ตั้งแง่ว่านางหยูรักลูกผู้ชายมากกว่าลูกผู้หญิง รู้ว่าอีกฝ่ายแค่คิดอยากจะมีลูกผู้ชายเพิ่มอีกสักคน ทว่าความคิดที่อยากตั้งครรภ์อีกเพราะอยากได้บุตรชายนี้ นางมองว่าเป็นความคิดที่ไม่ถูก


โอกาสที่ลูกอีกคนเกิดมาเป็นผู้ชายก็ใช่ว่าจะเกิดขึ้นเสมอไป ถึงตอนนั้นจะเปลี่ยนใจไม่คลอดก็คงไม่ได้


นางซุนกล่าว “ข้าก็คิดเช่นนี้แหละ จะหญิงจะชายก็เหมือนกัน ล้วนเป็นลูกหลานสกุลลู่เหมือนกัน รักและเอ็นดูเหมือนๆกัน”


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะฮิๆสองสามครั้ง ก่อนจะถาม “ท่านแม่ คนอื่นในบ้านหายไปไหนกันหมดเจ้าคะ?”


“พรุ่งนี้เป็นวันเปิดกิจการหอสุรา ไปยุ่งวุ่นกันอยู่ที่นู่นหมดแล้ว แม้แต่พ่อเจ้าก็ไปร่วมวงกับเขาด้วย!”


นางซุนยู่ปากเล็กน้อย เดิมทีนางก็อยากไปเหมือนกัน แต่ก็เลือกที่จะบังคับตัวเองให้นอนพักผ่อนสักหน่อยดีกว่า


ตอนที่ 512: เตรียมพร้อมก่อนเปิดกิจการ


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็พูดขึ้นทันทีอย่างเริงร่า “เช่นนั้นเราก็ไปด้วยดีกว่าเจ้าค่ะ ไปตอนนี้ก็ทันมื้อค่ำพอดี พวกเรากินข้าวกันที่อำเภอเลยแล้วค่อยกลับ!”


วันนี้แค่เป็นวันเตรียมความพร้อมของหอสุรา ดังนั้นจึงไม่ได้ยุ่งมาก


เช่นนั้นไปทำอาหารมื้อเย็นกินกันที่หอสุราเลย กลับมากลางคืนจะได้ไม่ต้องห่วงเรื่องท้องหิวอีก


นางซุนก็คิดเช่นกัน ตอนแรกนางก็จะไปพร้อมกับคนอื่นๆแล้ว หากไม่ใช่เพราะอยากคุยเรื่องนี้กับเหอจิ่วเหนียงก่อน นางคงไปตั้งนานแล้ว


“รถม้าในบ้านเอาไปใช้หมดแล้ว เราสองคนต้องเดินไป เจ้ารีบๆหน่อย”


นางซุนเห็นผมเผ้าอีกฝ่ายยังยุ่งเหยิง ก็.อดเร่งไม่ได้


“เดินไปหรือเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ แค่คิดว่าต้องเดินก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว


“ก็ใช่น่ะสิ!”


นางซุนตอบกลับโดยไม่ได้รู้สึกว่าเรื่องนี้ผิดแปลกอะไร เมื่อก่อนครอบครัวก็ไม่ได้มีรถม้า อย่าว่าแต่เดินทางไปอำเภอเลย ช่วงเวลาที่ลี้ภัยครานั้นก็ยังอาศัยการเดินเท้า คนเฒ่าคนแก่อย่างนางคิดว่า การเดินเยอะๆ เป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ ร่างกายจะได้แข็งแรง


เหอจิ่วเหนียงไม่เชื่อ นางนึกได้ว่าในคอกม้ายังมีหงมู่ตันอยู่


“ยังมีหงมู่ตันของข้าอยู่อีกตัว!”


ไม่รู้ว่าหงมู่ตันกลายเป็นม้าประจำตัวเหอจิ่วเหนียงไปตั้งแต่เมื่อไร ไม่ว่าจะไปที่ใดนางก็จะใช้มันตลอด


เรื่องนี้กลายเป็นที่เข้าใจกันของคนในครอบครัว หากไม่มีสถานการณ์ฉุกเฉินจริงๆ ทุกคนจะไม่ใช้หงมู่ตัน เอาไว้ให้เหอจิ่วเหนียงใช้


นางซุนพูดอย่างไม่เข้าใจ “ข้าขี่ม้าไม่เป็นนะ”


“ง่ายมากเจ้าค่ะ ข้าพาท่านไปเอง!”


กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็สางผมตัวเอง แล้วรวบมัดเสียบด้วยปิ่นง่ายๆ จากนั้นไปจูงหงมู่ตันออกมา ตบหลังมันเล็กน้อย และหันไปวางท่าให้นางซุน


“ท่านสภาพสตรีซุน เร็วเข้าเจ้าค่ะ!”


นางซุน “…”


ความรู้สึกของนางในตอนนี้กังวลเล็กน้อย แต่ก็ขึ้นหลังม้าได้สำเร็จภายใต้การช่วยเหลือของเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงกระโดดขึ้นหลังม้าตามไป ปกป้องนางซุนจากด้านหลังเพื่อไม่ให้นางตก


“นั่งดีๆนะเจ้าคะ พวกเรา ออกเดินทาง~!”


เหอจิ่วเหนียงยื่นมือตีก้นม้า หงมู่ตันก็เริ่มวิ่งเหยาะๆออกตัว


นางซุนเดิมทีหลับตาปี๋ แต่ปรากฏว่าความเร็วของม้าไม่ได้เร็วดังที่คิดไว้ ม้าวิ่งไปช้าๆ ไม่ได้ห้อตะบึงอย่างบ้าคลั่ง นางจึงค่อยๆคลายความรู้สึกกลัวลง


เหอจิ่วเหนียงแอบหัวเราะในใจ หญิงชราคิดว่าตนจงใจจะทำให้นางกลัวสินะ


คนอย่างนางแม้บางครั้งจะทำตัวไม่ได้เรื่องบ้าง แต่เรื่องใดที่ล้อเล่นได้ เรื่องใดที่ล้อเล่นไม่ได้นางย่อมรู้อยู่แก่ใจ ถึงอย่างไรนางซุนก็อายุมากแล้ว หากตกใจจนหัวใจวายขึ้นมาจะไม่แย่เอาหรือ


นางยังอยากให้หญิงชราท่านนี้อยู่หยอกล้อไปกับนางไปนานๆ จึงทำใจแกล้งให้นางตกใจไม่ได้


ม้าค่อยๆวิ่งไปอย่างช้าๆครู่หนึ่ง หลังจากเหอจิ่วเหนียงเห็นว่านางซุนปรับตัวได้แล้ว จึงเพิ่มความเร็วขึ้นเล็กน้อย นางซุนไม่ได้รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด รู้สึกแค่ว่า ทั้งๆที่ม้าไม่ได้วิ่งเร็วมากนัก แต่ก็ยังมาถึงอำเภอได้อย่างรวดเร็ว ราวกับว่าอำเภออยู่ห่างจากบ้านไม่ค่อยไกลอย่างไรอย่างนั้น


หลังจากมาถึงอำเภอ เหอจิ่วเหนียงไม่รู้ว่าสถานที่ตั้งของหอสุราอยู่ที่ใด จึงให้นางซุนเป็นคนบอกทาง จากนั้นนางก็พบว่า ทำเลที่ตั้งเลือกได้ไม่เลวเลย ตั้งอยู่บนถนนสายหลัก คนผ่านไปมาพลุกพล่าน


ตอนนี้หอสุรายังไม่ได้ติดป้ายร้าน คาดว่าน่าจะนำขึ้นไปติดพรุ่งนี้ และเพื่อไม่ให้คนอื่นเข้ามา ประตูจึงเปิดแค่ครึ่งเดียวเพื่อให้คนกันเองเข้าออก


เหอจิ่วเหนียงหันมองไปรอบๆ พบว่าด้านนอกไม่มีใครประกาศอะไรเลย พวกเด็กๆก็ไม่เห็นสักคน


เช่นนี้จะได้อย่างไรกันเล่า!


พรุ่งนี้ก็จะเปิดกิจการแล้ว วันนี้ยังไม่ประกาศเลย แล้วคนจะรู้จักกิจการได้อย่างไร!


“สะใภ้สาม เจ้ายืนนิ่งอยู่ทำไมล่ะ รีบจูงม้าไปมัดหลังเรือนเร็วเข้าสิ!”


นางซุนชี้ทางบอกว่าประตูหลังเรือนอยู่ทางด้านซ้าย


เหอจิ่วเหนียงขานรับ จากนั้นก็เดินไปหลังเรือน 


ยังไม่ทันเดินเข้าไปก็ได้ยินเสียงเด็กๆแล้ว ทว่าเป็นเด็กเล็กๆไม่กี่คน พวกเด็กโตน่าจะช่วยงานอยู่ด้านหน้า เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงเข้ามา โก่วเอ๋อร์ก็รีบวิ่งไปหา แล้วเอ่ยถาม “ท่านแม่ตื่นแล้วหรือขอรับ ตอนนี้รู้สึกดีขึ้นบ้างหรือยังขอรับ?”


ลู่ไป่ชวนบอกบุตรชายผ่านๆ ว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ค่อยสบายจึงไม่ได้มากับเขา ตอนนี้พอเด็กน้อยเห็นมารดาจึงเข้ามาถามด้วยความเป็นห่วง


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางลูบศีรษะบุตรชาย “แม่ดีขึ้นมากแล้ว โก่วเอ๋อร์เด็กดี ช่วยจูงม้าไปมัดไว้ที่คอกให้แม่หน่อยสิ อย่าลืมเอาน้ำให้มันกินด้วยนะ”


มีคนให้เรียกใช้เช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงย่อมไม่เกรงใจ


โก่วเอ๋อร์เองก็คุ้นชินกับการบริการมารดา ดังนั้นจึงไม่ได้รู้สึกแปลกอะไร รีบวิ่งไปจูงม้าเข้าคอกทันที


“แล้วก็พวกเด็กๆที่เรียนหนังสือ ตามอาไปข้างหน้าหน่อย อามีเรื่องบางอย่างให้พวกเจ้าทำ”


เหอจิ่วเหนียงเดินจากเรือนหลังไปด้านหน้าร้าน ด้านหน้ายุ่งมากดังคาด นางฉินช่วยนั่งเด็ดผัก พวกผู้ชายกำลังยกโต๊ะจัดโต๊ะ ปัดกวาดทำความสะอาดต่างๆนานา พวกผู้หญิงกำลังยุ่งงานในครัว พวกสาวใช้บางส่วนก็ช่วยงานในครัว บางส่วนก็ตกแต่งหอสุราขั้นตอนสุดท้าย อย่างไรก็ตาม ไม่มีใครอยู่ว่างเลย


“ฮูหยิน” ลู่ไป่ชวนเดินมาหานางอย่างใส่ใจ “เจ้าจะทำอะไรหรือ?”


“ท่านช่วยหากระดาษ พู่กัน หมึก มาให้ข้าหน่อยสิ ถ้าไม่มีก็ไปซื้อมา ซื้อพู่กันมาหลายๆอันหน่อยนะ กระดาษก็ด้วย ซื้อมาหลายๆแผ่นเลย”


“ได้เลย!”


ลู่ไป่ชวนไม่ถามว่านางจะทำอะไร ไปจัดการตามที่นางสั่งทันที ดีที่ในหอสุราได้เตรียมเอาไว้แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องใช้ในการจดบัญชี จึงเตรียมไว้ครบครัน


เหอจิ่วเหนียงวิ่งไปในครัวอีกครั้ง และลากนางหยูออกมาถาม “พี่สะใภ้ใหญ่ ช่วงเปิดร้านใหม่ท่านเตรียมรายการอาหารใดไว้บ้างเจ้าคะ หรือมีอาหารพิเศษอะไรบ้าง ข้าจะเขียนใบปลิวช่วยประกาศสักหน่อย รับรองวันพรุ่งนี้คนเต็มร้านไม่มีที่นั่งแน่นอนเจ้าค่ะ! นอกจากนี้ วันเปิดกิจการใหม่ต้องมีกิจกรรมให้ลูกค้าร่วมสนุก อย่างเช่นมีส่วนลดให้ลูกค้า ต้องทำให้ลูกค้ารู้สึกว่าได้ประโยชน์ เช่นนี้ทุกคนก็จะพากันมาอุดหนุนเพราะของล่อตาล่อใจนี่แหละเจ้าค่ะ”


นางหยูมองน้องสะใภ้สามด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความตกใจ ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าการเปิดหอสุราต้องทำเช่นนี้ด้วย หอสุราที่นางเคยอยู่มาก่อนหน้านี้เปิดทำการมานานหลายชั่วอายุคน นางไม่เคยเห็นพวกเขาทำเรื่องพวกนี้เลย ดังนั้นนางจึงไม่รู้เรื่องพวกนี้


นางจับมือเหอจิ่วเหนียง “น้องสะใภ้สาม โชคดีนะที่เจ้ามา เช่นนั้นเรื่องพวกนี้มอบให้เป็นหน้าที่เจ้าจัดการแล้วกันนะ เจ้าจัดการเรื่องพวกนี้ข้าวางใจที่สุดแล้ว เจ้าคิดว่าอะไรดีก็แล้วแต่เจ้าเลย! ส่วนเรื่องรายการอาหาร ตอนนี้ทำเสร็จหลายจานแล้ว ข้าจะตักมาให้เจ้าชิม หากเจ้าคิดว่าดีก็เขียนไปได้เลย!”


ในสายตาของครอบครัวลู่ เหอจิ่วเหนียงเป็นคนที่ทำการค้าเก่งที่สุดแล้ว กิจการของครอบครัวในตอนนี้ล้วนเป็นนางที่ก่อตั้งขึ้น คำแนะนำที่นางเสนอมาล้วนมีค่า


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็ตอบตกลง


นางหยูให้คนยกอาหารออกมา เด็กๆที่เรียนหนังสือก็มารวมตัวกันแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงเอ่ยขึ้น “เดี๋ยวข้าจะเขียนใบปลิวออกมาใบหนึ่ง ส่วนพวกเจ้าก็เขียนและวาดตามต้นฉบับของข้า จากนั้นก็ไปป่าวประกาศตามถนน และนำใบปลิวให้คนที่สนใจดู เข้าใจหรือไม่?”


“เข้าใจแล้วขอรับ!”


พวกเด็กๆพยักหน้า และไปหาพู่กันกับกระดาษมาเตรียมพร้อมทันที


เหอจิ่วเหนียงร้อนใจเล็กน้อย ตนเองมาช้าไปหน่อย อีกสองชั่วยามก็จะถึงเวลากินข้าวแล้ว ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มเตรียมเรื่องพวกนี้ ค่อนข้างฉุกละหุกจริงๆ


แต่ไม่เป็นไร ตอนนี้ก็ทำได้แค่ต้องเร่งมือเท่านั้น


เหอจิ่วเหนียงลองชิมอาหารแต่ละอย่างที่ยกออกมา และรู้สึกว่ารสชาติไม่เลวเลยจริงๆ ฝีมือการทำอาหารของนางหยูบอกเลยว่าไว้ใจได้ จากนั้นนางก็วาดภาพอาหารตรงหน้าเหล่านี้ออกมาในรูปแบบการ์ตูน


ตอนที่ 513: บ้านนี้ขาดเหอจิ่วเหนียงไม่ได้จริงๆ


ทุกคนมองเหอจิ่วเหนียงวาดลายเส้นออกมาเป็นอาหารจานหนึ่ง ลักษณะกลมๆอ้วนๆ ดูแล้วน่ารักยิ่งนัก


เมื่อเทียบกับของจริงไม่เหมือนแน่นอน แต่ดูแวบเดียวก็รู้ได้ว่าเป็นอะไร


ไม่เพียงเท่านี้ เหอจิ่วเหนียงยังวาดคนตัวเล็กๆอ้วนๆคนหนึ่งด้วย ตอนที่วาดไม่มีใครเดาออกว่าเป็นใคร แต่พอนางวางพู่กันลง ทุกคนก็ประจักษ์ชัดทันทีว่านั่นคือนางหยู!


“พระเจ้าช่วย อาสะใภ้สามวาดท่านแม่ข้าได้น่ารักยิ่งนักขอรับ!”


เหลยจื่อเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง พลางเดินเข้าไปดูใกล้ๆ


รูปคนบนกระดาษมีรูปร่างอ้วนๆกลมๆ แต่กลับรวมลักษณะพิเศษของตัวนางหยูเข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นตาสองชั้นคู่สวย ตาสองชั้นในภาพบ่งบอกถึงตัวเจ้าของภาพได้เป็นอย่างดี นอกจากนี้ เวลาที่นางหยูทำอาหารมักจะมวยผมขึ้นสูง ไม่มีปอยผมห้อยลงมาที่หน้าผากแม้แต่เส้นเดียว คนในภาพวาดก็เช่นกัน ทั้งยังสวมผ้าคลุมศีรษะด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้เส้นผมหล่นลงในอาหาร ไม่พอยังสวมผ้ากันเปื้อนลายลูกไม้ไว้ด้านหน้า เพิ่มความน่ารักและความอ่อนโยนในแบบผู้หญิงให้กับนางหยูมาก


นี่เป็นการบอกลูกค้าว่า หัวหน้าครัวของหอสุรานี้เป็นสตรี


หัวหน้าครัวของหอสุราส่วนมากจะเป็นบุรุษ ไม่มีเหตุผลอื่น หลักๆก็คือยุคนี้ให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรีเท่านั้นเอง


แต่หอสุราของครอบครัวลู่กลับตรงกันข้าม หัวหน้าครัวของหอสุราเป็นสตรีอย่างเดียวไม่พอ ยังเป็นสตรีที่มีรูปโฉม.งดงาม และฝีมือไม่แพ้บุรุษอีกด้วย


“น่ารักมากเลยขอรับ! เหมือนท่านป้ามาก!”


พวกเด็กๆต่างเข้าไปมุงดู แต่ละคนประหลาดใจมาก พวกผู้ใหญ่ที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินเสียงฮือฮาก็เดินเข้าไปดูบ้าง และพบว่า ฝีมือการวาดภาพของเหอจิ่วเหนียงช่างสุดยอดมากจริงๆ


ลู่ไป่ชวนอดบีบไหล่ภรรยาเบาๆ พลางถามไม่ได้ “นี่เจ้ายังมีความประหลาดใจอีกมากเพียงใดที่สามีอย่างข้าไม่รู้อีกล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงกลอกตามองบนไม่สนใจ “ยังมีที่ท่านไม่รู้อีกเยอะ!”


โก่วเอ๋อร์รีบกล่าว “ท่านแม่วาดภาพเก่งมาก พวกเรารู้กันนานแล้วขอรับ!”


ถึงอย่างไร ตอนที่เข้าเมืองมาได้อย่างปลอดภัยในครานั้น ล้วนแต่อาศัยฝีมือการวาดภาพของเหอจิ่วเหนียง คนที่เข้าเมืองมาด้วยกันในคราวนั้น จนถึงตอนนี้ก็ยังคงจดจำได้ดี


“ใช่ เจ้าสาม เจ้าได้แต่งงานกับภรรยาที่เก่งกาจมากจริงๆ!”


ผู้เฒ่าลู่เดินกลับเข้ามาก็รีบมาดูด้วยทันที และชื่นชมเหอจิ่วเหนียงอย่างตรงไปตรงมา


เหอจิ่วเหนียงถูกคนทั้งกลุ่มชื่นชมจนตัวแทบลอย แต่ก็ยังมีสติอยู่ จึงกล่าวแก้เขิน “เอาละ เอาละ ทำงานกันเถอะ! พวกเจ้าวาดตามตัวอย่างของข้า ส่วนส่วนลดก็คัดลอกตามที่ข้าเขียน ทำได้เท่าไรก็เอาเท่านั้น เสร็จแล้วก็เอาออกไปแจกให้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาตามถนน เข้าใจหรือไม่?”


“เข้าใจแล้วขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงตั้งใจวาดออกมาเป็นแบบการ์ตูนง่ายๆ เพื่อให้ทุกคนได้วาดตามได้ แม้เริ่มวาดแรกๆ จะออกมาไม่ค่อยดีเท่าไร แต่ที่สำนักศึกษาก็มีวิชาวาดภาพ อย่างน้อยก็มีพื้นฐานอยู่บ้าง สำหรับพวกเขาแล้วไม่ใช่เรื่องยาก


หลังจากเหอจิ่วเหนียงเขียยส่วนลดเสร็จก็ให้เด็กๆได้คัดลอก


“ท่านก็มาช่วยด้วย!”


เหอจิ่วเหนียงลากลู่ไป่ชวนมา แม้แต่ลู่เสี่ยวหยางก็ไม่เว้น เพียงแต่ลู่เสี่ยวหยางวาดภาพไม่เป็นจึงทำได้แค่คัดลอกอักษร ส่วนภาพก็ให้คนอื่นวาด


“ส่วนลดเยอะถึงเพียงนี้เลยหรือ?”


ทันทีที่ลู่ไป่ชวนนั่งอ่านก็.อดที่จะขมวดคิ้วไม่ได้


ภรรยาทำการค้า เรื่องนี้เขาไว้ใจมาก แต่ส่วนลดนี้ลดเยอะเกินไปจริงๆ ยุ่งตัวเป็นเกลียวตั้งแต่เช้าจรดค่ำกลับได้เงินมาแค่ไม่เท่าไร นี่มันมากเกินไป ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นกิจการหอสุรา ไม่ใช่ร้านค้าเล็กๆธรรมดา


“ใช่ ในอำเภอมีหอสุราตั้งมากมาย ผู้คนก็มักจะไปหอสุราที่ตัวเองเคยไปประจำกันทั้งนั้น ดังนั้นหอสุราที่เพิ่งเปิดใหม่ของเราต้องมีส่วนลดเพียงพอที่จะดึงดูดลูกค้าให้เข้ามา


แต่พวกท่านวางใจได้เจ้าค่ะ วิธีนี้ทำให้เราได้ใจลูกค้าไม่น้อยแน่นอน แม้ช่วงแรกเราจะได้กำไรน้อย แต่เราจะขายได้เยอะ และนี่คือการสร้างชื่อเสียงให้หอสุราเรา ต่อไปกิจการก็จะค่อยๆดีขึ้น และสามารถทำกำไรได้ปกติเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงมีความมั่นใจมาก ถึงอย่างไรนางหยูก็มีตำราอาหารของนางอยู่ในมือ มีอาหารรสชาติแปลกใหม่ที่ทันสมัยหลากหลาย บวกกับฝีมือการทำอาหารของนางหยูแล้ว ต้องถูกปากถูกใจคนยุคสมัยนี้แน่นอน ดังนั้นไม่ต้องกังวลเลยว่ากิจการจะไม่ดี


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า แต่ก็ยังรู้สึกว่าส่วนลดนี้ยังมากเกินไปอยู่ดี เขาไม่เคยเห็นที่ไหนทำเช่นนี้มาก่อน


…ในระหว่างระยะเวลากิจกรรมส่งเสริมการขายนี้ น้ำและสุราสามารถเติมได้ไม่อั้นและไม่เสียเงิน นอกจากนี้ หากใช้จ่ายครบทุกๆเก้าร้อยเก้าสิบเก้าอีแปะ จะมีสิทธิ์จับสลากรางวัลหนึ่งสิทธิ์ โดยรางวัลจะเป็นอาหาร ทั้งจานเนื้อสัตว์ก็ดี จานผักก็ตาม หรือกับแกล้ม จานเล็กจานใหญ่ล้วนมีหมด แต่ต้องพึ่งดวงของตัวเอง ยิ่งใช้จ่ายมากเท่าไรก็ยิ่งมีโอกาสได้รางวัลเป็นอาหารจานใหญ่เท่านั้น


แม้แต่เขาเองก็ยังหวั่นไหวกับกิจกรรมนี้


เขาคิดในใจ สมกับที่เป็นภรรยาเขาจริงๆ มีนางช่างดียิ่งนัก!


จากนั้นก็ไม่มีใครสงสัยอะไรอีก ทุกคนต่างก้มหน้าก้มตาทำงานต่อไป แม้แต่เวลาจะพูดคุยกันก็ไม่มี เนื่องจากเหอจิ่วเหนียงบอกว่าต้องแจกใบปลิวให้เสร็จก่อนตะวันจะลับขอบฟ้า ประจายข่าวออกไปให้คนได้รับรู้มากที่สุด


คนอื่นๆกำลังคัดลอกและวาดใบปลิวตามแบบ ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็กำลังออกแบบป้ายใหม่ต่อ ภาพวาดก่อนหน้านี้ค่อนข้างเล็ก ทั้งยังวาดไม่ค่อยสวย นางจึงอยากวาดขนาดใหญ่ๆอีกหลายๆใบ เอาไปติดที่ประตูด้านหน้าและภายในร้าน ลูกค้าที่ผ่านไปมาจะได้เห็นถ้วนทั่ว


ในอำเภอมีคนที่รู้อักษรไม่น้อย ทั้งคนที่ไม่เคยร่ำเรียนอ่านเขียนตำรามาก่อนก็ยังรู้จักตัวอักษร ยิ่งคนที่ร่ำเรียนยิ่งไม่ต้องพูดถึง ดังนั้นการอ่านใบปลิวให้เข้าใจได้นั้นไม่ใช่เรื่องยาก


ใบปลิวหนึ่งใบอ่านตั้งแต่ข้างบนลงมาถึงข้างล่างก็จะเห็นที่อยู่ของหอสุรา จากนั้นก็มาตามที่อยู่นั้นได้เลย


ราคาอาหารภายในร้านนางหยูได้กำหนดเอาไว้แล้ว เหอจิ่วเหนียงแค่เขียนราคาลงไปตามราคาที่ตั้งไว้


หอสุรานี้แม้ทุกคนจะร่วมลงทุนด้วย แต่นางหยูต่างหากที่เป็นเจ้าของที่ใหญ่ที่สุด ดังนั้นการตัดสินใจทุกอย่างจึงขึ้นอยู่กับนาง


เสียงคึกคักจากโถงหน้าร้านดังมาถึงในห้องครัว ลู่กุ้ยหลานเอ่ยขึ้น “พี่สะใภ้สามน่าจะมาแล้วเป็นแน่ เรื่องพวกนี้นางถนัดที่สุด มีพี่สะใภ้สามอยู่รู้สึกสบายใจอย่างไร้กังวลจริงๆ!”


บอกตามตรง ก่อนที่เหอจิ่วเหนียงจะกลับมาที่บ้าน ทุกคนล้วนลุกลี้ลุกลนกันไปหมด ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้ไม่ว่าจะเป็นกิจการใด ล้วนมีเหอจิ่วเหนียงคอยชี้แนะอยู่ตลอด แม้หอสุราเองก็เตรียมการมานานมากแล้ว แต่ก็ยังมีหลายอย่างที่ไม่พร้อม และพวกนางก็ไม่รู้ว่าควรจัดการเช่นไร


พาพวกเด็กๆมาก็ใช้งานไม่ได้ มาถึงก็ได้แต่ให้พวกเขาเล่นอยู่ด้านหลัง ทั้งๆที่ความจริงยังมีอีกหลายเรื่องที่ยังทำไม่เสร็จ


พอเหอจิ่วเหนียงกลับมา สิ่งที่พวกนางรู้สึกว่ายังขาดไปก่อนหน้านี้ก็พลันกระจ่างหลังจากที่เหอจิ่วเหนียงเป็นคนชี้แนะ ทั้งยังจัดการได้อย่างรวดเร็ว


“นั่นสิ มีนางอยู่ข้าวางใจลงไม่น้อยจริงๆ”


นางหยูเองก็เห็นด้วย บ้านนี้ขาดเหอจิ่วเหนียงไปไม่ได้จริงๆ


นางซุนที่ช่วยเด็ดผักอยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็รู้สึกปลาบปลื้มด้วยเช่นกัน ทว่าปากกลับกล่าว “เอาละ เอาละ พอได้แล้ว พวกเจ้าหยุดชมนางได้แล้ว นางเหลิงจนไม่รู้จะเหลิงอย่างไรแล้ว หากมาได้ยินเข้าคงวางท่าจองหองแน่!”


“ฮ่าๆๆ ท่านแม่ก็เป็นซะอย่างนี้ น้องสะใภ้สามนางเก่งมากอยู่แล้ว ท่านแม่เองก็รู้ดีแก่ใจ เหตุใดถึงยังไม่ยอมรับอีกล่ะเจ้าคะ?”


นางฉินที่นั่งเด็ดผักอยู่ด้วยก็ยิ้มพลางกล่าวหยอกล้อ


ในห้องครัวมีเสียงหัวเราะเฮฮาต่างจากความวุ่นวายด้านนอก แต่ละคนพากันหยอกล้อนางซุน นางซุนโมโหมาก ตัดสินใจไม่สนใจพวกนางเหล่านี้ และเดินออกไปดูพวกเด็กๆ


ตอนที่ 514: เปิดกิจการหอสุรา (1)


ก่อนตะวันลับขอบฟ้า ทุกคนก็แจกใบปลิวหมดพอดี จำนวนใบปลิวไม่ได้เยอะมาก แต่ก็ดึงดูดความสนใจของคนได้จำนวนมากทีเดียว


หลังตะวันลับขอบฟ้า กิจการร้านค้ายามค่ำคืนในตัวอำเภอก็เริ่มขึ้น เป็นเวลาเดียวกันกับที่ครอบครัวลู่เริ่มกินมื้อเย็น เตรียมงานกันมาทั้งวัน ย่อมหิวและกินกันอย่างเอร็ดอร่อย


พรุ่งนี้เป็นวันเปิดกิจการหอสุรา พวกบุรุษก็อยากจะฉลองกันสักหน่อย ค่ำคืนนี้จึงมีสุราตั้งโต๊ะด้วยเล็กๆน้อยๆ


เหอจิ่วเหนียงยืนขึ้น และกล่าวอย่างจริงจัง “คนที่มีหน้าที่บังคับรถม้าห้ามดื่มสุราเด็ดขาดนะเจ้าคะ! เพื่อความปลอดภัยของตัวเอง และเพื่อความปลอดภัยของทุกคนเจ้าค่ะ!”


ทุกคนมองนางด้วยความไม่เข้าใจ เหอจิ่วเหนียงกลับไม่อธิบายอะไร เพียงย้ำประโยคเดิมอีกครั้ง “ถึงอย่างไรก็ต้องปฏิบัติเจ้าค่ะ คนขับห้ามดื่ม คนดื่มห้ามขับ เพื่อความปลอดภัยของผู้ร่วมทาง และความปลอดภัยของทุกคน!”


ทุกคนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ เหอจิ่วเหนียงจ้องลู่ไป่ชวนเขม็ง และถามด้วยน้ำเสียงไม่พอใจนัก “ท่านมีปัญหาหรือ?”


ลู่ไป่ชวนจะกล้ามีปัญหาได้อย่างไร เขารีบส่ายหน้าหวือ พร้อมตอบรับทันทีอย่างแข็งขัน “ไม่มีปัญหา! ข้าไม่ดื่มแล้ว ไม่ดื่ม!”


พูดจบก็รีบวางจอกสุราของตัวเองลงทันที คนอื่นเห็นดังนั้นก็รีบจัดแจงว่ายังมีใครที่บังคับรถม้าได้ และห้ามดื่มสุรา ให้ดื่มชาแทน

.......

และในคืนนี้ ทางด้านนายอำเภอก็ได้รับใบปลิวของหอสุราแล้วเช่นกัน


“หอสุราของสกุลลู่เปิดกิจการวันพรุ่งนี้ พวกเจ้าเตรียมตัวไว้ให้ดี พรุ่งนี้ไปร่วมงานกับข้า”


นายอำเภอมาหาภรรยาและบุตรสาว และยื่นใบปลิวในมือให้


นางหลวี่ ฮูหยินนายอำเภอรับใบปลิวมาดูก็หัวเราะออกมา ก่อนจะกล่าว “ภาพวาดนี้ช่างน่าสนใจยิ่งนัก!”


“นั่นสิ แถมหอสุรานี่เหมือนเปิดทำการกุศลอย่างไรอย่างนั้น ข้าแปลกใจจริงว่าพวกเขาทำกิจการกันอย่างไร”


นายอำเภอหัวเราะเล็กน้อย อดที่จะรอคอยไม่ได้จริงๆ


ฮูหยินจางกล่าว “สกุลลู่นี่ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ! ใครจะไปคิดว่าจากตอนแรกที่พวกเขาเป็นผู้ลี้ภัย ตอนนี้กลายมาเป็นตระกูลใหญ่โตมีชื่อเสียงโด่งดังในจิงโจวได้ การเปิดกิจการหอสุราในวันพรุ่งนี้ ต่อให้นายท่านไม่สนใจอยากไปร่วมงานก็ต้องไปอุดหนุนเพื่อให้เกียรตินายท่านสามลู่ คบหากับคนใหญ่คนโตเช่นนั้นให้มากๆ จะเป็นผลดีต่ออนาคตของนายท่านนะเจ้าคะ”


“ใช่!”


นายอำเภอลูบเคราพลางกล่าวต่ออย่างทอดถอนใจ “โชคดีที่ตอนแรกข้าไม่ได้ทำให้สกุลลู่ลำบากใจมากเกินไป หาไม่ตอนนี้ไม่รู้จะเป็นเช่นไรไปแล้ว”


“นั่นสิเจ้าคะ! สกุลลู่ช่างเก่งกาจยิ่งนัก นายท่านต้องคว้าโอกาสนี้เอาไว้ให้ดีนะเจ้าคะ พูดคุยกับใต้เท้าท่านนั้นให้มากๆ ให้เขาได้เห็นหน้านายท่านบ่อยๆ!”


“ต้องทำเช่นนั้นแน่!”


สองสามีภรรยาคิดเพื่ออนาคตภายภาคหน้า ส่วนจางหลานเซียงบุตรสาวของพวกเขาในหัวกลับคิดแต่เรื่องกินอย่างเดียว


อาหารที่ครอบครัวลู่ทำออกมาไม่มีสิ่งใดที่ไม่อร่อยเลย อย่างเป็ดดำลู่กับห่านย่าง หากนางตายนางก็จะเอาของอร่อยๆพวกนี้ฝังไปด้วย!


หากไม่ใช่เพราะกินมากเกินไปจะทำให้ผิวไม่ดี นางคงกินเป็ดดำลู่วันละสามมื้อแล้วเป็นแน่!


“ท่านแม่ เช่นนั้นพรุ่งนี้เราไปกันตั้งแต่เช้าเลยนะเจ้าคะ ขืนช้าจะไม่มีที่นั่งเอาเจ้าค่ะ!”


เป็ดดำลู่ได้รับความนิยมมากจนทำให้หอสุรานี้เป็นที่จับตามอง ทั้งยังมีส่วนลดดีๆล่อตาล่อใจอีก พรุ่งนี้คนต้องแน่นร้านเป็นแน่ หากไปสายมีหวังต้องอดกินแน่!


สองสามีภรรยากำลังปรึกษากันอยู่เงียบๆ จู่ๆจางหลานเซียงก็โพล่งขึ้นมาน้ำเสียงตื่นเต้น ฮูหยินจางไม่พอใจเล็กน้อย หันขวับไปเอ็ดบุตรสาวด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “หลานเอ๋อร์ เจ้าโตจนป่านนี้แล้ว อีกปีสองปีก็จะถึงวัยออกเรือน เหตุใดถึงยังไม่รู้จักกาลเทศะอีก นี่มันใช่เรื่องกินอย่างนั้นรึ!”


จางหลานเซียงอายุมากกว่าเหลียนฮวาเล็กน้อย ความจริงตอนนี้ก็พูดเรื่องออกเรือนได้แล้ว แต่ฮูหยินจางเห็นว่าบุตรสาวยังมีนิสัยเด็กอยู่ กลัวว่าหากออกเรือนไปอยู่กับครอบครัวสามีจะได้รับความทุกข์ตรม จึงอยากรั้งนางเอาไว้ก่อนอีกสักปีสองปี แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเวลาผ่านไป นิสัยของนางก็ไม่พัฒนาขึ้นเลยแม้แต่น้อย นอกจากจะเอาแต่ใจแล้วก็รู้จักแต่เรื่องกิน


ถูกมารดาว่ากล่าวตักเตือน จางหลานเซียงก็รู้สึกน้อยใจ


แล้วการไปหอสุรามันจะไม่ใช่เรื่องกินได้อย่างไรล่ะ!


ฮูหยินจางเห็นท่าทางคับข้องใจของบุตรสาว จึงดึงนางมากล่าวตักเตือนด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยพอใจ “จำเอาไว้นะ พรุ่งนี้ไปถึงเจ้าต้องพูดคุยกับท่านหมอเหอให้มากๆ ขอบคุณนางที่ช่วยรักษาอาการป่วยให้เจ้าอะไรก็ว่าไป พูดคุยกับนางดีๆให้มากเข้าไว้ เข้าใจหรือไม่?”


“เพราะเหตุใดเจ้าคะ นางรักษาโรคให้ข้านั่นก็เป็นเรื่องที่ผ่านมาตั้งนานแล้ว!”


จางหลานเซียงรู้สึกว่าไม่สมเหตุสมผล ตอนนั้นนางก็มอบพริกที่ตนเองปลูกเองให้เหอจิ่วเหนียงไปเพื่อเป็นการขอบคุณแล้ว ตอนนี้หากจะให้ขอบคุณอีกครั้งคงดูพิลึกไปหน่อยกระมัง


“ให้เจ้าทำก็ทำเถอะน่า ยังจะเพราะเหตุดงเหตุใดอะไรอีก แล้วเจ้าจำเอาไว้ด้วยอีกอย่างว่า สามีนางเป็นคนสนิทของเฉินอ๋องที่เก่งที่สุด เขาเป็นถึงแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋น ขุนนางระดับสามเชียวนะ! ตำแหน่งสูงกว่าพ่อเจ้าไม่รู้ตั้งเท่าไร พรุ่งนี้ต้องมีคนไปประจบประแจงมากมายเป็นแน่ พวกเราอย่าได้อยู่รั้งท้ายเชียว!”


“ขุนนางระดับสาม!”


จางหลานเซียงไม่ได้สนใจคำอื่นเลย ได้ยินแค่คำห้าคำว่า ‘ขุนนางระดับสาม’


นางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ทั้งยังยื่นมือออกมานับนิ้วอีกว่า ระดับสามห่างกับตำแหน่งของผู้เป็นบิดากี่ระดับ


“ก็ใช่น่ะสิ! เพราะฉะนั้นเจ้าต้องหัดใช้สมองบ้าง เข้าใจหรือไม่?”


ฮูหยินจางคิดว่าบุตรสาวเข้าใจแล้ว ขณะที่กำลังจะโล่งอก จางหลานเซียงกลับถามขึ้น “ไม่สิเจ้าคะ ข้าจำได้ว่าหมอเหอนางเป็นม่ายไม่ใช่หรือ… โห แต่งงานใหม่ก็ได้แต่งกับคนสูงศักดิ์เช่นนี้เลยหรือ! ทำได้อย่างไรกัน ท่านแม่ ท่านรีบเล่าให้ข้าฟังเร็วเข้าเจ้าค่ะ!”


จางหลานเซียงทำสีหน้าท่าทางอยากรู้อยากเห็น ทำเอาฮูหยินจางถึงกับโมโหจนแทบกระอักเลือด


นายอำเภอที่ยืนอยู่ข้างๆ ไม่อาจทนฟังต่อไปได้อีก เขาถอนหายใจยาวออกมา ก่อนจะกล่าวอย่างทอดถอน “ลูกพ่อ วาจาเช่นนี้ห้ามพูดออกมาเด็ดขาด! นายท่านสามลู่ก็คือสามีคนเดิมของท่านหมอเหอเอง เพียงแต่ก่อนหน้านี้ครอบครัวของเขาคิดว่าเขาประสบเคราะห์ร้ายตายไปแล้ว ต่อมาพอนายท่านสามลู่กลับมาก็ได้เจอกับครอบครัว เช่นนี้เจ้าเข้าใจหรือยัง?”


“โอ้ ท่านหมอเหอหน้าตางดงามปานนั้น แล้วนายท่านสามลู่มีรูปร่างหน้าตาเช่นไรกันนะถึงจะคู่ควรกับนาง”


นายอำเภอ “…”


ได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกหมดคำพูด เขาจนปัญญาจริงๆ ดังนั้นจึงเดินออกไปไม่พูดอะไรอีก


ฮูหยินจางเองก็รู้สึกว่าบุตรสาวผู้นี้เกินเยียวยาแล้ว สองสามีภรรยาได้แต่ถอนหายใจและเดินออกไปทีละคน เหลือเพียงจางหลานเซียงคนเดียวที่ยังอยู่กับความอยากรู้อยากเห็น นางชักจะตื่นเต้นกับการเปิดกิจการหอสุราในวันพรุ่งนี้ขึ้นมาแล้วสิ!

........

เช้าตรู่วันต่อมา


ครอบครัวลู่มารวมตัวกันในอำเภอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง วันนี้เป็นวันเปิดกิจกาจ ต้องเตรียมวัตถุดิบเพิ่มเติม เมื่อวานเตรียมวัตถุดิบที่สามารถค้างคืนได้ ส่วนพวกผักสดต้องเตรียมภายในวันที่ใช้


วันนี้เหอจิ่วเหนียงสวมชุดเรียบร้อยทะมัดทะแมง เพื่อเวลายกอาหารจะได้ไม่มีอะไรหล่นลงไปในชาม คนงานหญิงทุกคนเองก็รวบผมขึ้นสูง ทั้งยังใช้ผ้าโพกศีรษะเพื่อป้องกันไม่ให้เส้นผมหล่นลงไปในอาหารด้วย


ยังไม่ทันเปิดกิจการอย่างเป็นทางการ หน้าประตูก็มีผู้คนมาห้อมล้อมแล้ว มีทั้งคนที่มาชมความคึกคัก มีทั้งคนที่อยากถือโอกาสในกิจกรรมนี้ลองชิมอาหาร และมีทั้งที่บังเอิญเดินผ่านมา เห็นว่าเหอจิ่วเหนียงกับเหลียนฮวารูปร่างหน้าตางดงามจึงอยากดูเป็นอาหารตาสักหน่อย บรรยากาศโดยรวมเป็นไปอย่างครึกครื้นทีเดียว


เหอจิ่วเหนียงเห็นครอบครัวของนายอำเภอทั้งสามคนในกลุ่มคนเหล่านี้


“ใต้เท้าจาง! คิดไม่ถึงเลยว่าพวกท่านก็มาด้วย! ในเมื่อใต้เท้าจางอยู่ที่นี่ เช่นนั้นประเดี๋ยวต้องให้ใต้เท้าจางเป็นคนเปิดงานให้แล้ว!”


เหอจิ่วเหนียงในฐานะฮูหยินของขุนนางระดับสามกลับให้เกียรตินายอำเภอมาก นางเดินฝ่าฝูงชนเข้าไปเชิญครอบครัวของพวกเขาเข้ามา ทำให้ครอบครัวจางตกใจมากจริงๆ ที่ได้รับเกียรติเช่นนี้


ตอนที่ 515: เปิดกิจการหอสุรา (2)


ลู่ไป่ชวนไม่อยู่ น่าจะกำลังไปช่วยแบกป้ายร้าน นายอำเภอกับภรรยากำลังจะเรียกเหอจิ่วเหนียงว่า ‘ฮูหยินสามลู่’ ทว่าทันทีที่อ้าปาก เหอจิ่วเหนียงก็กระซิบเตือนเสียก่อน “ทั้งสองเรียกข้าว่าหมอเหอก็พอเจ้าค่ะ!”


คำพูดเรียบง่าย แต่ความหมายที่สื่อออกมาชัดเจน นางอยากบอกครอบครัวนายอำเภอว่า พวกตนไม่อยากทำให้เอิกเกริก ไม่อยากเปิดเผยสถานะแต่อย่างใด


สองสามีภรรยาแซ่จางไม่ใช่คนโง่ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งสนิทสนมขึ้นเล็กน้อย “วันนี้เป็นวันมงคลของครอบครัวท่านหมอเหอ พวกเราย่อมมาแสดงความยินดีอยู่แล้ว! อีกอย่าง เมื่อวานข้าเห็นภาพอาหารแปลกใหม่มากมายบนใบปลิวก็แทบอดใจไม่ไหว อยากมาต่อแถวรอตั้งแต่เมื่อคืนด้วยซ้ำ!”


ในอำเภอ ขุนนางที่มีอำนาจใหญ่ที่สุดก็คือนายอำเภอ พวกชาวบ้านเห็นนายอำเภอชื่นชมหอสุราสกุลลู่ไม่หยุดปากเช่นนี้ จากที่เดิมทีแค่อยากมาดู ภายในชั่วครู่ก็อยากเข้าไปลองชิมบ้างแล้ว


ยิ่งไปกว่านั้น สุรากับน้ำก็ให้ดื่มโดยไม่เสียเงิน เป็นเรื่องดียิ่งนัก!


“ใต้เท้ากับฮูหยินมาเปิดงานให้หอสุราเราก็นับว่าเป็นเกียรติมากแล้วเจ้าค่ะ ต่อไปนี้คงต้องรบกวนใต้เท้าช่วยดูแลหอสุราของเราด้วยนะเจ้าคะ!”


เจตนาชัดเจนมาก ความหมายของเหอจิ่วเหนียงก็คือ อยากให้เขาในฐานะนายอำเภอคอยเป็นหูเป็นตาให้ เช่นนี้จะได้ไม่มีใครกล้ามารังแกได้ง่ายๆ


หากเป็นคนอื่นกล่าววาจาเช่นนี้ นายอำเภอต้องไม่พอใจมากแน่นอน แต่คนที่กล่าวคือเหอจิ่วเหนียง สามีนางมีตำแหน่งสูงกว่าเขามาก การที่อีกฝ่ายอาศัยผลประโยชน์จากเขาถือว่าเป็นการให้เกียรติเขามาก ดังนั้นเขาจึงพยักหน้าทันที “ไม่มีปัญหา!”


ฮูหยินจางก็ดึงจางหลานเซียงเข้ามาพร้อมแย้มยิ้ม เมื่อวานพวกเขายังนึกกังวลว่า ตอนนี้ครอบครัวลู่ได้ดีแล้วคงไม่สนใจพวกเขาอีก คิดไม่ถึงเลยว่าพวกเขาจะยังวางตัวเข้าถึงง่ายเช่นนี้ ไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องที่เคยขัดแย้งกันมาก่อนเลย ทั้งยังยอมให้พวกเขาเข้าหาอย่างสนิทสนม ทันใดนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าฮูหยินนายอำเภอก็ไม่อาจหุบได้เลย


ดูจากสถานการณ์นี้แล้ว พวกเขายังมีโอกาสคบค้าสมาคมอย่างสนิทสนมกับสกุลลู่ได้ อย่างไรเสียไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น ขอแค่กอดขาสกุลลู่ไว้ให้ดี ก็ไม่ต้องกังวลต่อสิ่งใดแล้ว


และในขณะนี้ ลู่ไป่ชวนกับลู่จิ้งซวนก็แบกป้ายร้านมาพอดี ป้ายร้านนี้ใช้ผ้าไหมมงคลสีแดงคลุมไว้ บนผ้ามีลายดอกไม้มงคลสีแดงดอกใหญ่ดอกหนึ่ง ดูสะดุดตาเป็นพิเศษ


กลุ่มเด็กๆเดินตามหลังมา มีทั้งเด็กๆครอบครัวลู่ และลูกหลานของคนทั่วไปที่อยากตามมาชมความตื่นเต้นสนุกสนาน


มีคนในร้านเตรียมบันไดเอาไว้แล้ว ลู่ไป่ชวนกับลู่จิ้งซวนเป็นคนขึ้นไปแขวนป้ายร้าน จากนั้นก็ให้ลู่จิ้งซวนเป็นดึงผ้าไหมสีแดงออก


ตัวอักษรสามตัว ‘หอสี่ไหล’ ปรากฏสู่สายตาทุกคน ผู้เฒ่าลู่เป็นคนเขียนเอง เพื่อเขียนป้ายนี้ ชายชราพยายามฝึกฝนฝีพู่กันอย่างหนักอยู่หลายวันเหมือนกัน


เสียงประทัดดังสนั่นขึ้น เหลียนฮวากับพวกเหลยจื่อยกถาดออกมาและโยนลูกกวาดแจกทุกคนที่มามุงดู บริเวณรอบๆ เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเฮฮาสนุกสนาน


นายอำเภอเห็นป้ายร้านก็ยิ้มพลางกล่าว “ช่างเป็นชื่อมงคลยิ่งนัก สี่ไหลแปลว่าความสุขมาเยือน มีความสุขในทุกๆวัน!”


“ฮ่าๆๆ ขอบคุณใต้เท้าที่ชื่นชมเจ้าค่ะ ใต้เท้าอยู่ที่นี่พอดี เช่นนั้นพิธีเปิดต้องรบกวนท่านแล้ว!”


กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็วิ่งเข้าไปด้านใน ลากนางหยูออกมา ให้นางกับนายอำเภอได้ตัดผ้าไหมกั้นประตูเปิดงานด้วยกัน


นางหยูเขินอายเล็กน้อย นางไม่เคยรับมือกับสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน นางกะจะให้น้องสะใภ้สามช่วยเป็นแม่งาน คิดไม่ถึงว่าสุดท้านตนเองจะถูกลากออกมา


“ไอ้หยา อาสะใภ้ท่านนี้เหมือนคนในภาพวาดเลย!”


พวกเด็กๆชี้ไปที่ใบปลิวบนกำแพง ในใบปลิวมีภาพวาดนางหยูแบบการ์ตูน มีดอกไม้เล็กๆห้อมล้อมรอบๆ ดูสะดุดตายิ่งนัก


นางหยูยิ่งเขินจนทำตัวไม่ถูก เหอจิ่วเหนียงฉวยโอกาสนี้พูดขึ้น “เด็กน้อยคนนี้สายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก! ท่านนี้ก็คือเถ้าแก่หยู เจ้าของหอสุราแห่งนี้ และเป็นแม่ครัวใหญ่ที่ฝีมือดีที่สุดของหอสุราอีกด้วย ฝีมือการทำอาหารของพี่สะใภ้ข้า รับรองว่าทุกท่านได้กินแล้วก็ยิ่งอยากกิน มาแล้วก็ต้องกลับมาอีกแน่นอน!”


นางหยูหน้าแดงระเรื่อด้วยความเขินอาย ไม่กล้ามองหน้าทุกคน โชคดีที่มีเหอจิ่วเหนียงกับลู่จิ้งซวนยืนประกบซ้ายขวา มิเช่นนั้นนางคงยืนไม่ไหวเป็นแน่


ลู่เสี่ยวหยางส่งกรรไกรให้นายอำเภอเล่มหนึ่ง ให้นางหยูเล่มหนึ่ง จากนั้นผู้เปิดงานทั้งสองก็ตัดผ้าไหมกั้นประตูพร้อมกัน


เสียงประทัดดังสนั่นขึ้นอีกครั้ง เสียงโห่ร้องด้วยความยินดีของทุกคนที่อยู่รอบๆก็ยิ่งดังขึ้น ลู่เสี่ยวหยางกับเหลียนฮวายิ้มต้อนรับแขกเหรื่อและเชิญเข้าไปด้านใน 


นางหยูกลั้นน้ำตาแห่งความสุขนี้เอาไว้ไม่ได้


ชีวิตของนางไม่เคยคิดเลยว่าตัวเองจะได้เป็นเถ้าแก่ทำกิจการเหมือนอย่างคนอื่นเขา ทั้งยังเป็นเถ้าแก่หอสุราที่ใหญ่โตเช่นนี้


ปีที่แล้วครอบครัวพวกนางยังลี้ภัยอยู่เลย ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าวันรุ่งพรุ่งนี้จะไปที่ใด และยิ่งไม่รู้เลยว่า พวกเขาจะตั้งหลักปักฐานอยู่ที่ใด


แต่ในปีนี้ ในวันนี้ ครอบครัวได้ก่อร่างสร้างตัวทำกิจการมากมายหลายอย่าง แม้แต่นางที่ปกติทำอะไรไม่เป็นเลยนอกจากนั่งอยู่ข้างหม้อข้างชาม เป็นสตรีที่คอยทำอาหารให้คนในครอบครัวกิน ตอนนี้จะสามารถเปิดหอสุราใหญ่โตเป็นของตัวเองได้แล้ว


“น้องสะใภ้สาม ขอบใจเจ้ามากนะ!”


นางคว้าเหอจิ่วเหนียงมากอดแน่น และร้องไห้ด้วยความซาบซึ้งใจ


ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะน้องสะใภ้สาม น้องสะใภ้สามทำให้นางได้มีวันนี้


หอสุรานี้เปิดภายใต้ชื่อนาง ในครอบครัวไม่มีใครคัดค้าน แม้แต่พ่อแม่สามีก็สนับสนุน สามีก็ทุ่มเทแรงกายแรงใจสนับสนุนนาง ที่นางสามารถมีวันนี้ได้ ล้วนเป็นเพราะได้รับการสนับสนุนและกำลังใจจากทุกคนในครอบครัว


ครอบครัวพ่อแม่นางไม่ได้ดีเช่นนี้ แต่ครอบครัวพ่อแม่สามีล้วนเป็นคนดีมากๆ


นับจากนี้ นางจะต้องดูแลหอสุรานี้ให้ดี จะไม่ทำให้ทุกคนที่สนับสนุนนางต้องผิดหวังแน่นอน!


“ไอ้หยา พี่สะใภ้ใหญ่กอดคนผิดแล้วกระมัง พี่ใหญ่อยู่นู่นแน่ะ! พี่ใหญ่ ยังยืนนิ่งอยู่ทำไมล่ะเจ้าคะ รีบมาพาภรรยาของท่านไปสิ ข้าต้องไปเรียกแขกแล้วเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะคิกคัก ผลักนางหยูเข้าไปในอ้อมกอดลู่จิ้งซวน จากนั้นก็ลากลู่ไป่ชวนวิ่งหนีไป


นางหยูยิ่งเขินอายเข้าไปใหญ่ ไม่อาจมายืนพลอดรักกับลู่จิ้งซวนหน้าประตูร้านเช่นนี้ได้อยู่แล้ว จึงปาดน้ำตารีบวิ่งไปลุยงานในครัวทันที


นางรู้ว่าน้องสะใภ้สามไม่อยากให้นางคิดมากจึงจงใจหยอกล้อเช่นนี้ ทว่าในใจก็เต็มไปด้วยความรู้สึกขอบคุณมากจริงๆ


วันนี้เป็นวันเปิดกิจการหอสุรา อันที่จริงไม่จำเป็นต้องให้พวกเหอจิ่วเหนียงทำงานยุ่งถึงขั้นนี้ หอสุรารับคนงานเข้ามาทำงานจำนวนไม่น้อย คนงานเหล่านี้ทำกันทันอยู่แล้ว อีกอย่าง สาวใช้ในบ้านก็ตามมาช่วยงานด้วย ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงมีเวลานั่งพัก นางลากลู่ไป่ชวนไปดื่มชาที่เรือนด้านหลัง


“เจ้าตั้งใจให้นายอำเภอมาตัดผ้าเปิดกิจการ วันนี้มีคนมากมายมองอยู่ก็คงรู้กันหมดแล้วว่าหอสุรานี้มีนายอำเภอคอยสนับสนุน วันหน้าพวกเราไม่อยู่บ้านก็ไม่ต้องเป็นห่วงมากเกินไป”


ลู่ไป่ชวนรินชาให้ภรรยา และมองนางด้วยสีหน้ายกย่อง ในใจรู้สึกดีเป็นพิเศษ เหตุใดภรรยาของเขาถึงฉลาดหลักแหลมเพียงนี้นะ


“ฮี่ๆๆ อำนาจมาหาถึงที่ ไม่ใช้ประโยชน์ก็เสียดายเปล่าน่ะสิ! แม้ว่าท่านจะเป็นขุนนางระดับสาม แต่พวกเราก็อยู่ไกลถึงเมืองหลัก คนที่นี่จะไปรู้ได้อย่างไรว่าท่านเป็นใคร ดังคำกล่าวที่ว่า น้ำที่อยู่ไกลไม่อาจช่วยดับไฟที่อยู่ใกล้ได้ มีนายอำเภอคอยสนับสนุน วันข้างหน้าก็จะช่วยลดปัญหาให้พี่สะใภ้ใหญ่ได้ไม่น้อย อีกอย่าง นายอำเภอคนนี้ก็มีนิสัยไม่เลวเลย เกรงอกเกรงใจพวกเรามาโดยตลอด และไม่เคยได้ยินว่าเคยก่อเรื่องอะไรมาก่อน เป็นคนที่คบหาได้”


เหอจิ่วเหนียงย่อมรู้ดีอยู่แล้วว่า เพราะเหตุใดนายอำเภอถึงพาภรรยากับบุตรสาวมาแสดงความยินดีอย่างตั้งใจเช่นนี้ แต่ในเมื่ออีกฝ่ายไม่ใช่คนเลวร้ายอะไร แล้วเหตุใดต้องไม่ช่วยล่ะ


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “อืม กลับไปข้าจะให้คนตรวจสอบผลงานในช่วงหลายปีที่ผ่านมาของเขา หากมีโอกาสก็คงได้เลื่อนตำแหน่ง”


แม้เหอจิ่วเหนียงจะไม่ได้เอ่ยออกไปตรงๆ แต่สามีก็เข้าใจความหมายของนาง


หญิงสาวยื่นมือหยิกแก้มเขาเบาๆ “ข้าชอบคนฉลาดหลักแหลมเช่นนี้จริงๆ!”


ตอนที่ 516: มีค่าได้ก็ต่อเมื่อมีสติและรู้จักประมาณตน


สองสามีภรรยานั่งคุยเล่นกันอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะออกไปช่วยงานข้างนอกอีกครั้ง หากไม่ออกมาก็ไม่รู้เลย พอออกมาเท่านั้น ทั้งสองก็เห็นหอสุราคลาคล่ำไปด้วยผู้คนจนแน่นขนัด ไม่มีที่นั่งหลงเหลือ ทั้งยังมีลูกค้าที่ต้องยืนอีกไม่น้อย


ในบรรดาลูกค้า มีคนที่รู้จักมักคุ้นและเห็นหน้าคร่าตามาร่วมแสดงความยินดีไม่น้อย ทั้งคนที่ร่วมทำการค้ากันมาอย่างยาวนานอย่างครอบครัวของเถ้าแก่หยูเจ้าของร้านเฟิงเฉิน แม้แต่ครอบครัวของเศรษฐีต่งที่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนก็มาด้วย ตลอดจนเจ้าหน้าที่ทางการชั้นผู้น้อยในอำเภอที่วันนี้ว่างจึงพาครอบครัวมาที่นี่


และยังมีบรรดาหมอในโรงหมอ โดยเฉพาะผู้ดูแลเหรินที่เป็นท่านอาจารย์ในนามของเหอจิ่วเหนียงก็พาหลานชายมาด้วย


นี่เป็นสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงไม่เคยคาดคิดมาก่อน ภายในชั่วพริบตาเดียวหอสุราแห่งนี้ก็ดูมีระดับขึ้นมาทันที


“ไอ้หยา วันนี้ช่างเป็นวันมงคลจริงๆ แม้แต่พวกท่านก็มาด้วย!”


เหอจิ่วเหนียงพาลู่ไป่ชวนไปทักทายแขก แม้จะมาในฐานะลูกค้า แต่หลักๆ ที่มาก็เพราะชื่อเสียงของครอบครัวลู่ที่สั่งสมมา และแน่นอนว่า ที่สำคัญที่สุดก็คือ หน้าตาของนางกับลู่ไป่ชวน


ทางด้านลู่ไป่ชวนไม่จำเป็นต้องให้นางแนะนำมาก เพราะคนเหล่านี้น่าจะรู้จักเขาดีอยู่แล้ว ดูจากการที่ต่างคนต่างรีบแย่งกันแนะนำตัวให้ลู่ไป่ชวนรู้จัก


คนเหล่านี้รู้จักมักคุ้นกับนายอำเภอ น่าจะเพราะนายอำเภอเป็นคนบอก แม้จะมาเพื่อสร้างความสัมพันธ์ แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถึงสถานะของลู่ไป่ชวน เพียงแค่เรียกเขาว่านายท่านสามลู่ด้วยความเคารพ คนทั่วไปได้ยินคำเรียกขานเช่นนี้ อย่างมากก็แค่คิดว่า พวกเขามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ไม่ได้คิดไปในทางอื่น


แต่ถึงอย่างไร ชื่อเสียงของครอบครัวลู่ขจรขจายไปทั่วอย่างสมบูรณ์แล้ว วันเปิดกิจการหอสุราก็มีคนมีชื่อเสียงจำนวนมากมาร่วมแสดงความยินดี ต่อให้ไม่เปิดเผยสถานะของตัวเอง พวกชาวบ้านย่อมเดาได้ไม่ยากว่ามีคนคอยหนุนหลังครอบครัวนี้อยู่ แต่ช่างเถอะ เพราะพวกเขาสนใจกิจกรรมส่วนลดมากกว่า!


ผู้ดูแลเหรินหัวเราะร่า “ต้องมาอยู่แล้ว! เถ้าแก่ส่งจดหมายมาบอกให้พวกข้าปิดโรงหมอวันนี้เพื่อมาอุดหนุนเจ้า เงินที่พวกเราใช้จ่ายวันนี้เถ้าแก่จะออกให้พวกเราทั้งหมด โอกาสเช่นนี้จะพลาดได้อย่างไรกันเล่า!”


“ท่านหมอซ่งเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าจะให้คนเตรียมห้องส่วนตัวให้พวกท่านนะเจ้าคะ รับรอง พวกท่านกินดื่มกันอย่างสำราญใจแน่นอน!”


“ดีๆๆ!”


หลังจากนั้นก็มีเหล่าสตรีเข้ามาพูดคุยกับเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงยิ้มต้อนรับด้วยไมตรี โดยไม่ต้องสนว่าพวกนางเป็นใคร หรือบุรุษในตระกูลจะทำอะไร ถึงอย่างไรทุกคนก็มาในฐานะแขกที่มาอุดหนุน ควรให้การต้อนรับเป็นอย่างดี


แม้จะมีคนงานกับสาวใช้เพียงพอ แต่แขกที่มาล้วนเป็นคนคุ้นหน้าคุ้นตา ครอบครัวลู่จึงต้องออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง โดยเฉพาะผู้เฒ่าลู่กับนางซุน นอกจากเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนแล้ว สองหญิงชายชราก็เป็นอีกคนที่แขกเข้าหามากที่สุด


ภายนอกลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงยิ้มแย้ม แต่อันที่จริงพวกเขาไม่อยากพูดคุยกับคนไม่ที่รู้จักเหล่านี้เท่าไร และไม่อยากถูกพวกเขาประจบประแจงเพื่อต้องการเข้าหา จึงได้แต่ยิ้มและกล่าวทักทายเล็กน้อย ดังนั้นคนเหล่านั้นจึงหันไปเข้าหาหญิงชายชราทั้งสองแทน


เมื่อก่อนสองสามีภรรยาชราเคยเป็นชาวไร่ชาวนาบ้านนอกมาก่อน แม้ครอบครัวจะเปิดร้านค้าหลายร้าน แต่ก็ไม่ได้เข้ามาดูแลเท่าไร ปกติล้วนเป็นลูกๆหลานๆเป็นคนดูแลจัดการ ทั้งสองแค่รอเงินปันผลเท่านั้น


สถานการณ์ในวันนี้นับว่าเป็นครั้งแรกที่ได้เผชิญหน้า จำต้องบอกเลยว่าค่อนข้างฝืนใจไม่น้อย


อีกอย่าง คนที่คิดจะสร้างสัมพันธ์เหล่านี้ล้วนเป็นเจ้าหน้าที่ขุนนางทั้งสิ้น แม้ตำแหน่งจะไม่ได้สูง แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นขุนนาง สองสามีภรรยาชราไม่กล้าล่วงเกิน เห็นใครเข้าหาก็ยิ้มแย้มพูดคุยด้วยทุกคน


ผู้เฒ่าลู่ยังดีหน่อย การเข้าหากันของพวกบุรุษไม่ได้ซับซ้อนเฉกเช่นสตรี บุตรชายของตนได้ดีมีอนาคตได้รับการยกย่องจากคนมากมายเช่นนี้เขาก็พลอยได้มีหน้ามีตาไปด้วย การดื่มกับพวกเขาหลายๆจอกจึงไม่ใช่ปัญหา


แต่นางซุนไม่ได้เป็นเช่นนั้น นางถูกเหล่าสตรีครอบครัวขุนนางห้อมล้อม แม้แต่ผ้าคลุมศีรษะของนาง คนเหล่านี้ก็ชมแล้วชมอีก ราวกับเป็นผ้าคลุมศีรษะที่ดูดีที่สุดในโลกนี้แล้วก็มิปาน


หลังจากชื่นชมเสร็จก็เริ่มถามไถ่เรื่องในครอบครัว อย่างเช่นเรื่องหาคู่ให้พวกเหลยจื่อ ต้องการดองกับสกุลลู่ บ้านไหนตระกูลใดมีบุตรชายที่ไม่เลวก็ถือโอกาสแนะนำให้เหลียนฮวา


แม้แต่เจี๋ยจื่อกับโก่วเอ๋อร์ที่อายุยังน้อยอยู่ก็ตกเป็นเป้าไปด้วย อยากจับจองให้บุตรสาวของตัวเอง


ตอนแรกนางซุนยังพอรับมือไหว แต่นานไปพอพูดถึงเรื่องเหล่านี้มากๆเข้า นางซุนก็เกิดความระมัดระวังมากขึ้น ที่คนเหล่านี้กระเหี้ยนกระหือรือมากเพียงนี้ ล้วนเป็นเพราะตำแหน่งขุนนางที่สูงของลู่ไป่ชวน ต้องการเข้ามาแสวงหาอำนาจ คนเช่นนี้ครอบครัวลู่ไม่อาจรับได้


ดังนั้นหญิงชราจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว “หลานๆในครอบครัวข้าถึงวัยที่ต้องพูดคุยเรื่องคู่หมั้นคู่หมายแล้วก็จริง แต่ตอนนี้ยังไม่มีความสำเร็จอะไรเลย หากแต่งงานไปจะหาเลี้ยงครอบครัวได้อย่างไรกัน ฉะนั้นทุกคนในครอบครัวก็เลยตัดสินใจกันว่า รอให้พวกเขาได้มีความสำเร็จ หรือมีความสามารถในการเลี้ยงดูครอบครัวให้ได้ก่อน ถึงจะพูดคุยกันเรื่องหาคู่ครอง”


ถึงอย่างไรวันนี้ก็เป็นวันมงคลเปิดกิจการหอสุรา ไม่อาจทำพฤติกรรมที่ทำให้คนไม่สบายใจได้ นางซุนหาใช่คนโง่ นางไม่หักหน้าคนเหล่านี้ คนที่มาล้วนเป็นแขก เพียงยิ้มแย้มต้อนรับก็พอแล้ว


“ไอ้หยา เหล่าฮูหยินลู่ จะคิดเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ! ดั่งคำกล่าวที่ว่า บุรุษต้องแต่งงานมีครอบครัวก่อนแล้วค่อยประสบความสำเร็จทีหลัง เหตุใดครอบครัวท่านถึงคิดย้อนแย้งเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ?”


“นั่นสิเจ้าคะ แม้บุรุษต้องประสบความสำเร็จก่อนแล้วค่อยแต่งงาน แต่สตรีในเรือนก็ถึงวัยที่ต้องแต่งงานแล้วนะเจ้าคะ สตรีไร้ความสามารถไม่นับว่าเป็นปัญหา หลังจากแต่งงานแล้วก็แค่ดูแลเรื่องในเรือนให้ดีก็พอ ไม่จำเป็นต้องมีความสามารถอะไรก็ได้เจ้าค่ะ!”


“ครอบครัวข้ามีหลานชายอยู่คนหนึ่ง รูปร่างหน้าตาดีหล่อเหลามีพรสวรรค์ ข้าว่าเหมาะสมกับคุณหนูเหลียนฮวามากเจ้าค่ะ! เหล่าฮูหยินพิจารณาสักหน่อยดีหรือไม่เจ้าคะ?”


คนเหล่านี้ไม่สนใจการปฏิเสธของนางซุนเลย เอาแต่แนะนำลูกหลานของตัวเอง ขอเพียงเกี่ยวดองกับครอบครัวลู่ได้ วันข้างหน้าก็สามารถเลื่อนตำแหน่งได้สบาย


นางซุนได้ยินถ้อยคำที่ประเดประดังเข้ามาอย่างไม่เกรงใจก็เริ่มโมโห กำลังจะหาข้ออ้างปลีกตัวออกไป แต่เหอจิ่วเหนียงเข้ามาดึงนางพอดี “ท่านแม่ ถึงเวลากินข้าวแล้วเจ้าค่ะ ที่แท้ท่านแม่ก็อยู่ตรงนี้นี่เอง! รีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด!”


“อ้อ ไปสิ ดีเลย ดีเลย!”


นางซุนคิดในใจว่า สะใภ้สามช่างมาได้ถูกเวลามากจริงๆ และแล้วจึงรีบตามเหอจิ่วเหนียงไปอย่างไม่ลังเล


ทว่าฮูหยินพวกนี้กลับรับมือได้ยากมาก พยายามจะรั้งหญิงชราให้อยู่ต่อ อยากให้ทั้งสองอยู่กินอาหารกับพวกนางตรงนี้ด้วยเลย


“ไม่รบกวนดีกว่าเจ้าค่ะ ที่เรือนด้านหลังเตรียมเอาไว้แล้ว”


แรกๆ เหอจิ่วเหนียงยังยิ้มแย้มอยู่ แต่คนเหล่านี้ไม่ยอมปล่อยไปง่ายๆเสียที คว้าชายเสื้อฉุดรั้งเหอจิ่วเหนียงไม่ยอมปล่อย ดึงจนชายเสื้อแทบจะฉีกอยู่แล้ว


อาจเห็นว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นถึงฮูหยินของขุนนางระดับสามแต่ยังมาต้อนรับแขกด้วยตัวเอง แสดงว่าเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนไม่คิดจะเปิดเผยสถานะตนเอง ดังนั้นพวกนางจึงทำพฤติกรรมโดยไม่คำนึงถึงยศศักดิ์ของอีกฝ่าย


ความอดทนของเหอจิ่วเหนียงใกล้จะหมดลงเต็มที นางชักสีหน้าใส่ฮูหยินที่ดึงชายเสื้อนางไม่ยอมปล่อย และกล่าวอย่างเย็นชา “ฮูหยินท่านนี้ ทุกอย่างควรทำแต่พอดี คนเราจะมีค่าได้ก็ต่อเมื่อมีสติและรู้จักประมาณตน พวกท่านเองก็เป็นสตรีที่มาจากครอบครัวขุนนาง หลักการข้อนี้ไม่เข้าใจบ้างเลยหรือ?”


วาจาของเหอจิ่วเหนียงรุนแรงมาก ไม่ไว้หน้าเลยแม้แต่น้อย


เป็นการบอกคนเหล่านี้อย่างชัดเจนว่า สามีของพวกนางมีตำแหน่งต่ำต้อย ไม่คู่ควรที่จะมาปีนป่ายครอบครัวลู่!


ฮูหยินเหล่านั้นตกใจกับสายตาของเหอจิ่วเหนียงมาก รีบปล่อยมือออกและกล่าว “ขะ ขะ ขอโทษเจ้าค่ะ ฮูหยินลู่…”


ว่ากันว่า ตำแหน่งสูงกว่าแค่ขั้นเดียวก็สามารถบดขยี้ให้ตายได้ นายอำเภอยังเป็นแค่ขุนนางระดับเจ็ด เจ้าหน้าที่คนอื่นล้วนตำแหน่งต่ำกว่านายอำเภอเสียอีก คนเช่นนี้สำหรับลู่ไป่ชวนแล้วยังห่างชั้นนัก


หากพวกเขาอยากเป็นมิตรกันอย่างจริงใจ นั่นย่อมเป็นเรื่องที่ดี ค่อยๆทำความรู้จัก คบหาสมาคมกันไป ถึงอย่างไรครอบครัวลู่ก็ไม่ได้สนใจเรื่องลาภยศ ก่อนหน้านี้พวกเขาเองก็เป็นชาวบ้านที่มาจากบ้านนอกเหมือนกัน


แต่ตอนนี้เผชิญหน้ากับคนนิสัยเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงจึงจงใจไม่ไว้หน้าพวกนางแล้ว


ตอนที่ 517: ท่านคือผลประโยชน์ของข้า


ก่อนหน้านี้ไม่เคยไปมาหาสู่กัน ตอนนี้เพิ่งจะรู้จักกันก็พยายามเข้าหาด้วยการใช้บุตรชายบุตรสาวมาเกี่ยวดองด้วยแล้ว นี่ไม่เกินไปหน่อยหรือ!


เห็นสีหน้าท่าทีของคนเหล่านี้ไม่ค่อยสู้ดี เหอจิ่วเหนียงจึงกลับมายิ้มอีกครั้ง แล้วกล่าว “ฮูหยินทุกท่านตามสบายนะเจ้าคะ ขออภัยด้วยหากดูแลไม่ทั่วถึง”


เอ่ยจบก็ลากนางซุนออกไปทันที


“ท่านสุภาพสตรีซุนปกติเป็นคนไม่ยอมคนไม่ใช่หรือเจ้าคะ เหตุใดวันนี้ถึงโดนคนอื่นรุมรังแกเอาได้ล่ะเจ้าคะ?”


หลังจากเดินห่างออกมาพอสมควร เหอจิ่วเหนียงก็กระซิบหยอกล้อหญิงชราเสียงเบาทันที


นางซุนกลอกตามองบน “ใครจะไปคิดว่าแต่ละคนจะหน้าด้านไร้ยางอายถึงเพียงนี้ ข้าปฏิเสธแล้วปฏิเสธอีกก็ยังกัดไม่ปล่อย แต่ละคนเป็นถึงภรรยาขุนนางกันทั้งนั้น แต่เรื่องแค่นี้กลับไม่เข้าใจกันรึ!”


หญิงชรารู้สึกว่าคนเหล่านั้นทำเกินเหตุไปมาก ไม่เข้าใจเลยว่าคนพวกนั้นได้เป็นฮูหยินขุนนางได้อย่างไร


“ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ แม้พวกนางจะรู้ว่าไป่ชวนเป็นขุนนางระดับสาม แต่ก็มาจากครอบครัวชาวไร่ชาวนา ในใจจึงคิดว่าจะทำอย่างไรกับครอบครัวชาวไร่ชาวนาอย่างเราก็ได้ ดังนั้นการปฏิเสธของท่านก็เลยไม่ได้ผล เราต้องแข็งข้อให้มาก ทำให้พวกนางได้รู้ว่า พวกเราไม่ใช่คนที่จะมาข่มเหงได้ง่ายๆ!”


น้ำเสียงที่ทั้งสองใช้สนทนากัน ฟังดูแล้วเหมือนว่าเหอจิ่วเหนียงต่างหากที่เป็นผู้อาวุโส


แต่นางซุนก็ยังตั้งใจฟังแต่โดยดี เพราะเรื่องเหล่านี้นางไม่มีประสบการณ์มาก่อนจริงๆ


ตอนนี้บุตรชายเป็นขุนนาง หลายๆเรื่องที่ตนเองไม่เข้าใจก็ต้องบังคับตัวเองเรียนรู้ ไม่ว่าอย่างไรจะทำให้บุตรชายอับอายขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด


นางถามอย่างจริงจัง “คนเหล่านั้นล้วนมาจากครอบครัวขุนนางทั้งนั้น หากข้าพูดจาแรงเกินไป ไม่เท่ากับเป็นการล่วงเกินพวกนางหรอกหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ หากท่านแม่รู้สึกไม่สบายใจก็จัดเต็มไปเลยเจ้าค่ะ! หากเกิดอะไรขึ้นข้าแบกรับเอง ไม่ต้องกลัวเจ้าค่ะ!”


อันที่จริงนางอยากบอกออกไปมากว่า นางกับฮ่องเต้สนิทกัน แต่ก็กลัวนางซุนหาว่านางขี้โม้ จึงเลือกที่จะไม่พูดดีกว่า เพียงบอกให้นางซุนได้รู้เอาไว้ว่านางจัดการได้ก็พอ


นางซุนเบ้ปาก “เจ้าจะแบกรับอย่างไร อย่าคิดจะเผชิญอะไรอะไรไปซะทุกอย่างเชียวนะ ต้องเรียนรู้ที่จะปกป้องผลประโยชน์ของตัวเองด้วย”


นางรู้สึกว่า การที่เหอจิ่วเหนียงมักจะแบกรับเรื่องทุกอย่างไว้กับตัวเป็นเรื่องโง่งมยิ่งนัก สะใภ้คนนี้มักจะล่วงเกินคนอื่นเพื่อคนของตัวเองเสมอ สุดท้ายตัวเองก็กลายเป็นคนที่ถูกเกลียดชังเสียเอง


“เอาน่า ข้ารู้เจ้าค่ะว่าควรทำเช่นไร ท่านเป็นถึงสุภาพสตรีซุนคนที่ข้าเคารพรักมากที่สุด ท่านนั่นแหละคือผลประโยชน์ของข้า ข้าปกป้องท่านก็ถูกแล้วไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงตอบกลับอย่างไม่ใส่ใจ คล้องแขนหญิงชราแล้วเดินต่อ ทว่านางซุนเมื่อได้ยินวาจาของอีกฝ่ายกลับตกใจเล็กน้อย 


สะใภ้สามบอกว่า ข้าคือผลประโยชน์ของนางอย่างนั้นหรือ


ในใจหญิงชราพลันรู้สึกอบอุ่น

........

วันเปิดหอสุราวันแรกเป็นไปอย่างคึกคัก เจ้าภาพของงานอย่างครอบครัวลู่ต่างก็ยุ่งกันจนหัวหมุน แต่พวกเขาก็ต้องเจียดเวลามากินข้าว ดังนั้นจึงจัดโต๊ะอาหารไว้ที่เรือนด้านหลังสองโต๊ะ โดยโต๊ะหนึ่งเป็นของเจ้านาย อีกโต๊ะเป็นของลูกน้อง เหล่าเจ้านายเป็นฝ่ายกินก่อนด้วยความเร่งรีบ จากนั้นจึงจะเรียกพวกเด็กรับใช้ในร้านกับพวกสาวใช้มาสลับกันกิน


วันนี้สถานการณ์พิเศษ ทันทีที่เปิดร้านผู้คนต่างก็หลั่งไหลกันเข้ามาไม่ขาดสาย ดังนั้นพวกเขาจึงกินอาหารไม่เป็นเวลา แต่หลังจากนี้จะไม่เป็นเช่นนี้อีกแล้ว พวกคนงานในหอสุรา ก่อนเข้างานจะต้องกินให้อิ่มก่อนถึงจะไปทำงานได้


ผู้เฒ่าลู่ถูกลู่จิ้งซวนช่วยจนปลีกตัวออกมาได้ ทันทีที่หย่อนก้นลงนั่งก็เริ่มเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าข้าจะมีวันเช่นนี้ด้วย! ไอ้หยา เมื่อก่อนพอเห็นพวกเจ้าหน้าที่ขุนนางทีไร ข้าถึงกับเข่าอ่อน ตอนนี้แต่ละคนเอาแต่เรียกข้าว่านายท่านผู้เฒ่า มันช่างสุขเกษมเปรมปรีดิ์จริงๆ!”


ต้องบอกเลยว่า การเปิดกิจการหอสุราในวันนี้เป็นวันที่ผู้เฒ่าลู่รู้สึกมีเกียรติที่สุดแล้ว เติมเต็มความทระนงภายในใจที่ขาดหายไปได้อย่างเต็มเปี่ยม ชีวิตเขาได้เปลี่ยนแปลงไปแล้วจริงๆ


ซึ่งตรงกันข้ามกับความรู้สึกของนางซุนอย่างสิ้นเชิง หญิงชรารู้สึกกระอักกระอ่วนกับการถูกปฏิบัติจากบรรดาฮูหยินขุนนางทั้งหลายในวันนี้มาก


นางซุนเหลือบมองสามีผู้เฒ่าที่ดื่มสุรามากเกินไปจนเริ่มพูดจาไปเรื่อย แล้วเอ่ยถามด้วยความกังวล “คนพวกนั้นพูดถึงเรื่องหาคู่ครองให้พวกลูกๆหลานๆหรือไม่?”


“พูดสิ! ทำไม ทางด้านพวกเจ้าก็พูดเรื่องนี้เหมือนกันหรือ?”


ผู้เฒ่าลู่มองภรรยา แล้วเอ่ยต่ออย่างทอดถอนใจ “แก่แล้วก็เป็นเช่นนี้นี่เอง พอนั่งรวมตัวกันก็พูดแต่เรื่องลูกๆหลานๆในบ้าน”


“เจ้าได้ตอบตกลงไปหรือไม่!”


นางซุนถลึงตาใส่ชายชราเขม็ง สายตาคมปลาบจนน่ากลัว จนคนบนโต๊ะไม่มีใครกล้าปริปาก เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินข้าว


ยุ่งมาทั้งเช้า เหนื่อยมากจริงๆ!


ผู้เฒ่าลู่นิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างหนักแน่น “ไม่มีทาง! เรื่องพวกนี้ต้องเป็นเจ้าตัดสินใจสิ ข้ามีสิทธิ์ที่ไหนกันล่ะ!”


เขาตอบพลางกลอกตาหลุกหลิก น้ำเสียงที่ใช้หวาดระแวงที่สุด


เหอจิ่วเหนียงที่นั่งอยู่ข้างๆ อดที่จะขำพรืดออกมาไม่ได้ “ฮ่าๆๆ…”


เดิมทีทุกคนกลั้นขำเอาไว้ พอเหอจิ่วเหนียงขำพรืดออกมา พวกเด็กๆก็เผลอหลุดขำตาม แต่สุดท้ายก็ถูกพ่อแม่ของตัวเองหันขวับมาส่งสายตาปราม จึงรีบกลั้นขำทันที


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “เอาละเจ้าค่ะ ท่านสุภาพสตรีซุนรีบกินข้าวเถอะเจ้าค่ะ ท่านพ่อไม่ใช่คนไร้ไหวพริบเสียหน่อย ไม่ถูกคนพวกนั้นหลอกให้ตอบตกลงไปง่ายๆหรอกเจ้าค่ะ”


ผู้เฒ่าลู่รีบตบต้นขาอย่างเห็นด้วย “เอ้อ นั่นสิ! คนเหล่านั้นประจบประแจงข้า ข้าได้ฟังก็ย่อมชอบใจอยู่แล้ว แต่หากพวกเขาคิดจะหลอกข้า หึ ไม่มีทางซะหรอก!”


สีหน้านางซุนดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “เจ้าก็เอาแต่ปกป้องเขา!”


“ฮ่าๆๆ ข้าก็ปกป้องท่านเหมือนกันนะเจ้าคะ! ท่านสุภาพสตรีซุน อย่าหึงหวงเลยเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงรีบเกลี้ยกล่อมให้นางซุนกินข้าว เดี๋ยวยามบ่ายก็ต้องยุ่งกันอีก คนอื่นก็รีบกินรีบไปทำงานต่อ และสลับให้คนอื่นมากินข้าวบ้าง

.......

ยามเที่ยง มีคนสองสามคนมาเยือนที่หอสุรา 


ซึ่งเป็นคนที่เหอจิ่วเหนียงคาดไม่ถึง!


ทันทีที่เห็นคนเหล่านั้น เหอจิ่วเหนียงถึงกับสับสนว่าตัวเองอยู่ที่อำเภอหรืออยู่ในเมืองหลัก


“พี่เฉิง ฮูหยินเฉียน ฮูหยินหลี่ พวกท่านมาได้อย่างไรเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงเดินไปต้อนรับด้วยรอยยิ้ม


“ฮ่าๆๆ พอรู้ว่าวันนี้ครอบครัวเจ้าเปิดหอสุรา พวกเราว่างพอดีก็เลยมาอุดหนุนน่ะ! คิดไม่ถึงเลยว่าจะคึกคักมากถึงเพียงนี้!”


เฉิงเสวี่ยเวยเป็นคนแรกที่เอ่ยขึ้น พวกนางมาด้วยกันโดยมิได้นัดหมายเพราะบังเอิญได้พบกันระหว่างทาง พวกนางเคยเจอกันมาก่อนครั้นที่เหอจิ่วเหนียงจัดงานเลี้ยงที่จวนจึงแวะทักทายกันตามประสาคนรู้จัก พอถามไถ่ก็ได้รู้ว่าต่างฝ่ายต่างจะมาร่วมแสดงความยินดีกับเหอจิ่วเหนียงที่อำเภอต้าหลิ่ง ดังนั้นจึงถือโอกาสร่วมเดินทางมาด้วยกัน


ฮูหยินหลี่ยิ้มพลางกล่าว “วันนี้บังเอิญมากจริงๆ พวกเราสามคนเจอกันระหว่างทางก็เลยมาด้วยกันเลย!”


ฮูหยินเฉียน “ข้ากับคนสารเลวนั่นหย่ากันแล้ว ฮูหยินลู่ไม่ต้องเรียกข้าว่าฮูหยินเฉียนแล้วจะดีกว่า แซ่เดิมของข้าแซ่เซี่ย เรียกข้าว่าฮูหยินเซี่ยเถอะ”


ฮูหยินเซี่ยอายุอานามแทบจะเป็นย่าคนอยู่แล้ว นางก็เกรงใจหากจะให้เหอจิ่วเหนียงเรียกนางว่าพี่ แต่ก็ไม่กล้าแทนตัวเองว่าป้า เรียกฮูหยินเซี่ยยังรู้สึกดีขึ้นมาหน่อย 


เหอจิ่วเหนียงสัมผัสได้ว่าพวกนางเพียงมาร่วมแสดงความยินดีเท่านั้น ไม่ได้มาฉวยโอกาสเข้าหาเพื่อผลประโยชน์แต่อย่างใด


ทันทีที่ฮูหยินเซี่ยอธิบายจบ เหอจิ่วเหนียงก็ยิ้มพลางกล่าว “ได้สิเจ้าคะ ฮูหยินเซี่ย สีหน้าของท่านดูสดใสขึ้นทุกวัน  นี่แสดงให้เห็นได้ชัดว่าท่านตัดสินใจถูกแล้ว โชคดีกำลังรอท่านอยู่ข้างหน้าแน่นอนเจ้าค่ะ!”


ได้รับคำชื่นชมจากเหอจิ่วเหนียง ฮูหยินเซี่ยก็เอามือจับหน้าตัวเองอย่างเขินอาย อันที่จริงช่วงนี้นางเองก็รู้สึกได้ว่าตัวเองสดใสขึ้นมาก อีกอย่างนางก็ไม่ใช่คนสิ้นไร้ไม้ตอก นางมีสินเดิมของตัวเอง มีกิจการร้านค้าหลายร้าน ที่ดินไร่นาก็หลายผืน แม้ผลตอบแทนไม่ได้มากมาย แต่ก็เพียงพอที่จะเลี้ยงดูตัวเองและพวกบ่าวรับใช้ได้ไม่มีปัญหา


และที่สำคัญที่สุดก็คือ จิตใจของนางดีขึ้นมาก เมื่อก่อนตอนอยู่กับสามีสารเลวนั่น แต่ละวันต้องคอยรองรับโทสะเขาจนนอนไม่หลับด้วยความหวาดระแวง พอตอนนี้มาคิดย้อนกลับไปในแล้ว ตอนนั้นนางช่างโง่เง่า สติฟั่นเฟือนเสียจริง


ตอนที่ 518: สิ่งที่นางคิดว่าไม่ดี ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป


บัดนี้แขกผู้มาเยือนทั้งสามอุตส่าห์ตั้งใจเดินทางมาจากเมืองหลักโดยเฉพาะเพื่อมาอุดหนุน เหอจิ่วเหนียงจึงต้องอยู่ต้อนรับและสนทนากับพวกนาง ดังนั้นจึงผละตัวออกมาจากลู่ไป่ชวน และพาพวกนางไปนั่งพูดคุยกันในห้องส่วนตัว


สตรีจากเมืองหลักทั้งสามออกเดินทางกันตั้งแต่เช้าตรู่จนเพิ่งจะมาถึงตอนนี้ย่อมหิวเป็นแน่ ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงสั่งอาหารจานอร่อยมาเต็มโต๊ะ และพูดคุยกันไปด้วย


เหอจิ่วเหนียงเพิ่งจะกินข้าวเสร็จเมื่อครู่นี้ ไม่ว่าพวกนางจะพูดอย่างไรนางก็กินไม่ลงแล้ว จึงได้แต่ดื่มชาไปเล็กน้อย


เหล่าสตรีมานั่งรวมตัวกันย่อมหนีไม่พ้นเรื่องซุบซิบต่างๆนานา เหอจิ่วเหนียงถามไถ่ฮูหยินหลี่เกี่ยวกับสถานการณ์ของหลี่หยวนในช่วงนี้ ฮูหยินหลี่ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “คำชี้แนะของฮูหยินลู่มีประโยชน์มากจริงๆ ตั้งแต่หยวนเอ๋อร์เข้าไปอยู่ในหอเจียย่วนนางก็เปลี่ยนไปไม่น้อยเลย ตอนแรกข้าก็ไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร แต่พอเห็นนางในตอนนี้แล้วในใจข้าก็อดภูมิใจในตัวนางไม่ได้ ก่อนหน้านี้ล่วงเกินฮูหยินลู่ไปตั้งมากมาย เป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำเลย ฮูหยินลู่อย่าได้คิดเล็กคิดน้อยกับข้าเลยนะ วันข้างหน้าข้าต้องชดเชยให้อย่างแน่นอน!”


ฮูหยินหลี่เอ่ยด้วยความจริงใจ ถึงอย่างไรก่อนหน้านี้นางก็เคยกังขาว่าเหอจิ่วเหนียงไม่เข้าใจวัฒนธรรมและเหตุผล ให้บุตรสาวของนางไปเป็นคนงานวาดภาพต่างๆนานาจริงๆ


นางเคยคิดด้วยซ้ำว่าทางที่ดี ขอให้ฝีมือของบุตรสาวไม่ผ่านด่าน ให้หอเจียย่วนปฏิเสธ เช่นนี้จะได้ตัดความคิดของบุตรสาวไปซะ ให้นางได้อยู่ที่จวนรอหาบุรุษที่เหมาะสมแต่งงานด้วยก็พอ


ทว่าคิดไม่ถึงเลยว่าบุตรสาวของนางจะอาศัยความสามารถของตัวเองทำมันได้ เข้าไปทำงานในหอเจียย่วนได้สำเร็จ ไม่กี่วันแรกพอกลับบ้านมาทีไรก็เอาแต่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้นางฟังด้วยความเบิกบานใจ


เดิมทีในใจฮูหยินหลี่รู้สึกดูถูกดูแคลน คิดว่าชีวิตที่ได้เป็นคนงานหญิงมันจะมีค่าอะไร คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีความหลากหลายถึงเพียงนี้ ได้อยู่กับคนที่มีความสนใจในเรื่องเดียวกัน ทุกคนได้แลกเปลี่ยนทักษะกัน และสามารถสร้างแรงบันดาลใจให้กันและกันได้ สภาพแวดล้อมก็ดีเยี่ยม ตรงไหนที่ไม่เข้าใจก็ศึกษาจากคนที่เข้าใจ หรือหากไม่ได้จริงๆ ก็สามารถถามผู้ดูแลของพวกนางได้ หากผู้ดูแลก็ไม่เข้าใจก็ถามเหอจิ่วเหนียงได้


เหอจิ่วเหนียงเป็นเจ้านายที่ใส่ใจมาก คำถามที่เกี่ยวกับทักษะเหล่านี้นางจะอธิบายให้อย่างละเอียดในทุกๆครั้ง ทำให้คนฟังได้เข้าใจกระจ่างแจ้งที่สุด


สิ่งนี้ทำให้หลี่หยวนยิ่งนับถือนางมากขึ้น ขณะเดียวกัน พอนึกถึงการกระทำที่เสียมารยาทเหล่านั้นของตัวเองทีไร ในใจก็รู้สึกผิดอย่างอดไม่ได้


ตอนแรกเด็กสาวอยากตามมาด้วย แต่งานออกแบบเสื้อผ้าที่ได้รับมอบหมายยังทำไม่เสร็จ จึงทำได้แค่ให้มารดานำของขวัญมาให้เยอะๆ เพื่อแสดงถึงน้ำใจของนาง ทำให้เหอจิ่วเหนียงเห็นถึงความจริงใจของนาง


เหอจิ่วเหนียงเห็นอากัปกิริยาของฮูหยินหลี่ยามเอื้อนเอ่ยแล้วรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก เดิมทีคิดไว้ว่านางจะไม่สบายใจ ไม่คิดเลยว่านางจะบอกเล่าไปด้วยอารมณ์เป็นสุขเช่นนี้


อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงก็คิดไม่ถึงเช่นกันว่าพรสวรรค์ของหลี่หยวนจะดีถึงเพียงนั้น เสื้อผ้าที่นางออกแบบแต่ละชุดให้ความรู้สึกที่พูดไม่ออก แม้จะไม่ได้น่าทึ่งเป็นพิเศษ แต่ก็มีรสนิยมมากทีเดียว


เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ลังเลที่จะรับเด็กคนนี้เอาไว้ แม้จะเคยมีเรื่องบาดหมางกับสองแม่ลูกคู่นี้มาก่อน แต่นางก็ไม่มีทางปล่อยโอกาสทำเงินของตัวเองหลุดลอยไปเป็นอันขาด!


อีกอย่าง สองแม่ลูกก็สำนึกผิดกับเรื่องในอดีตแล้ว หลังจากนี้ไปขอเพียงพวกนางทำตัวให้เหมาะสม ไม่หาเรื่องระรานนางอีก ก็ย่อมไม่มีเหตุผลใดที่จะมากระทบความสัมพันธ์ของพวกนางต่อจากนี้แน่นอน


ตอนนี้เห็นท่าทางของฮูหยินหลี่เป็นเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง นางไม่สนใจว่าจะมีศัตรูกี่คน นางเพียงแค่ถือคติที่ว่า การมีสหายเพิ่มมาอีกคนย่อมดีกว่ามีศัตรูเพิ่ม


“คุณหนูหลี่เป็นคนมีพรสวรรค์สูง แต่คงยากมากเหมือนกันใช่หรือไม่เจ้าคะที่ฮูหยินหลี่จะเปิดใจสนับสนุนงานอดิเรกของนางเช่นนี้ ความใจกว้างของฮูหยินหลี่ครั้งนี้ถือเป็นวาสนาของนางจริงๆ และข้าเชื่อว่า ภายภาคหน้าคุณหนูหลี่มีอนาคตที่ดี ฮูหยินหลี่ย่อมมีหน้ามีตาไปด้วยแน่นอนเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยวาจานี้ด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยรอยยิ้ม


ฮูหยินหลี่ก็ยิ้มปากไม่หุบ ในใจคิด …เป็นจริงอย่างที่ฮูหยินลู่พูด จะไม่มีหน้ามีตาได้อย่างไรกัน ตั้งแต่ลูกสาวได้ทำงานที่หอเจียย่วนนางก็ได้รับสิทธิประโยชน์ไปด้วยไม่น้อย เมื่อก่อนเสื้อผ้าอาภรณ์ของหอเจียย่วนนางต้องแย่งซื้อแถมบางทีก็ไม่ทันด้วย ตอนนี้น่ะหรือ ใช้สวัสดิการของคนงานซื้อมาได้สบายๆ ทั้งยังได้สวมใส่ก่อนใครด้วย!


นอกจากนี้ เมื่อก่อนจะกินเป็ดดำลู่ทีก็ต้องซื้อในจำนวนจำกัด ถึงจะตื๊อหรือยอมจ่ายเพิ่มอย่างไรก็ไร้ประโยชน์ นางเป็นอีกคนหนึ่งที่โปรดปรานเป็ดดำลู่มาก ทุกๆวันเอาแต่เฝ้ารอให้ถึงพรุ่งนี้เร็วๆ ตอนนี้ดีกว่าเมื่อก่อนเยอะ ลูกสาวของนางเป็นคนงานจึงได้รับสิทธิพิเศษ อยากกินเท่าไรก็ได้ เฮ้อ… ตอนนี้นางกินจนเลี่ยนแล้วเนี่ย


ยิ่งไปกว่านั้น ตอนแรกนางคิดว่าการที่บุตรสาวไปเป็นคนงานหญิงจะถูกคนมองเป็นเรื่องน่าอาย คิดไม่ถึงเลยว่าจะกลับกลายเป็นเรื่องที่ถูกคนอิจฉามากมายถึงเพียงนี้ แต่ละคนต่างชื่นชมบุตรสาวนาง และบอกว่านางวาสนาดี


ดังนั้นนางจึงหันมาสนับสนุนให้บุตรสาวทำในสิ่งที่ตัวเองชอบอย่างเต็มกำลัง บางเรื่องที่นางคิดว่าไม่ดี ก็ใช่ว่าจะไม่ดีเสมอไป ขอเพียงบุตรสาวของนางทำแล้วมีความสุขและไม่เดือดร้อนใครก็พอแล้ว


ฮูหยินเซี่ยได้ยินดังนั้นก็เอ่ยขึ้นทันที “ฮูหยินหลี่ช่างวาสนาดีจริงๆ ไม่เหมือนลูกสาวของข้า เรื่องเย็บปักถักร้อยนี่ทำไม่เป็นเลย เฮ้อ ข้ากลุ้มใจเรื่องนี้มากจนจะตายอยู่แล้ว!”


“ไอ้หยา ดูฮูหยินเซี่ยพูดเข้าสิ คุณหนูเฉียนยังเด็กอยู่เลย เดี๋ยวพอโตไปก็ทำได้เอง หากฮูหยินกังวล กลัวว่านางจะทำไม่ได้ ก็เชิญอาจารย์สักคนมาสอนให้นางสิเจ้าคะ ไม่กี่ปีต้องทำได้แน่นอน!”


เห็นพวกนางพูดคุยกันอย่างเป็นมิตรเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงรู้สึกเหลือเชื่อมากจริงๆ ใครเห็นภาพนี้จะเชื่อว่าสองคนนี้เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อน


เฉิงเสวี่ยเวยเห็นพวกนางคุยกันเรื่องบุตรของตัวเองก็รู้สึกใจคอแห้งเหี่ยว 


แม้นางจะเคยแต่งงานมีครอบครัวมาก่อน แต่ก็ไม่มีลูก หลังจากหย่าร้างนางก็ไม่เคยคิดจะหาสามีใหม่เลย นางเองก็เคยคิดอยากรับเด็กในตระกูลมาเลี้ยงดูเป็นลูกสักคน แต่ในตระกูลของนางไม่ว่าลูกใครใครก็รัก ลูกเปรียบดั่งแก้วตาดวงใจของพ่อแม่ พ่อแม่ย่อมอาลัยอาวรณ์ อีกอย่าง ตอนนี้ก็ยังไม่มีเด็กในวัยที่เหมาะสม เรื่องการรับเด็กมาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรมของนางจึงยังล่าช้าออกไป


ตอนนี้ได้ฟังทุกคนพูดถึงลูกของตัวเองนางจึงรู้สึกอิจฉาไม่น้อย


เหอจิ่วเหนียงคล้ายกับดูออกถึงความรู้สึกนึกคิดของคู่ค้าแซ่เฉิง จึงเอ่ยขึ้น “พี่เฉิงยังสาว เหตุใดไม่ถือโอกาสตอนที่ยังสาวมีลูกสักคนล่ะเจ้าคะ?”


ฮูหยินเซี่ยกับฮูหยินหลี่เพิ่งจะตระหนักได้ว่าเฉิงเสวี่ยเวยยังไม่มีลูก ทันใดนั้นก็ฉุกคิดได้ว่าตนเองพูดมากเกินไปแล้ว จึงหันมาสนับสนุนวาจาของเหอจิ่วเหนียง


“นั่นสิ น้องเฉิงยังสาว ภูมิหลังก็ไม่เลว อยากได้คู่ครองแบบไหนหรือ?”


“เป็นวัยที่ยังเหมาะสมนัก หากข้ายังสาวเช่นนี้อยู่ละก็ ข้าหาสามีแต่งงานใหม่อีกรอบแน่ แต่ตอนนี้อายุมากแล้ว ไม่มีความคิดนั้นเลย”


เฉิงเสวี่ยเวยยิ้มอย่างฝืดเฝื่อน “ไม่ใช่ว่าข้าไม่คิดนะเจ้าคะ แค่ยังไม่เจอคนที่ใช่–คนที่มีภูมิหลังเทียบเท่ากับข้า คนที่สมบูรณ์แบบทำนองนั้นน่ะเจ้าค่ะ มีแต่พวกสภาพครอบครัวไม่ทัดเทียมข้า ล้วนเข้ามาเพื่อหวังทรัพย์สินของข้าทั้งนั้น หากได้มาเป็นสามีก็คงซ้ำรอยสามีเก่าของข้านั่นแหละ ข้ากลัวจริงๆจนไม่กล้าคิดจะหาแล้วเจ้าค่ะ”


ครั้นที่อยู่กินกับสามีเก่า เป็นเพราะรูปร่างของนางที่อ้วนท้วน จึงเป็นอุปสรรคทำให้ตั้งครรภ์ไม่ได้ ตอนนี้นางผอมลงมาก สุภาพร่างกายพร้อม สามารถตั้งครรภ์ได้แล้ว แต่กลับไม่เจอคนที่ใช่เสียที จึงจำต้องเสียเวลาไปเช่นนี้ ดูท่า สุดท้ายแล้วคงทำได้เพียงรับเด็กมาเลี้ยงดูเป็นบุตรบุญธรรม หวังให้ดูแลนางในยามแก่เฒ่า และจัดพิธีศพส่งนางขึ้นสวรรค์…


ไม่สิ นางมีเงิน สามารถเลี้ยงดูตัวเองจนแก่เฒ่าได้ นางแค่หวังอยากมีลูกสักคนให้มาจัดพิธีศพส่งนางขึ้นสวรรค์เท่านั้น


ที่เฉิงเสวี่ยเวยกล่าวมามีเหตุผล สตรีทั้งสามฟังแล้วก็ได้แต่มองหน้ากันไปมา ไม่รู้จะเอ่ยอย่างไรต่อ


ฮูหยินเซี่ยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว “หาสามีก็ต้องขยี้ตาดูให้ดีถึงจะได้ ตอนที่ข้าตัดสินใจหย่า เหตุผลแรกก็คือได้รับคำแนะนำจากฮูหยินลู่ เหตุผลที่สองก็คือ… ข้าสืบเจอเรื่องที่ไม่เคยรู้มาก่อน เฉียนชิ่งกับนางจิ้งจอกนั่นคบหากันมานานแล้ว สองคนนั้นมักจะนัดพบกันที่หอน้ำชาของนางจิ้งจอกนั่น เฉียนชิ่งถึงขั้นช่วยเหลือกิจการหอน้ำชาของมันในนามของข้า หลังจากที่ข้ารู้เรื่องใจข้าแทบแตกสลาย หากข้าย้อนเวลากลับไปได้ ข้าไม่มีทางแต่งงานกับผู้ชายพรรค์นี้เป็นอันขาด!”


เหอจิ่วเหนียงจับใจความสำคัญในคำพูดของนางได้ นั่นก็คือ ‘ชา’


ว่าที่ฮูหยินคนใหม่ของเฉียนชิ่ง… ทำกิจการชาอย่างนั้นหรือ?


ตอนที่ 519: เหอจิ่วเหนียงโกรธ


ฮูหยินลู่รีบเค้นถาม “ใต้เท้าเฉียนใช้นามของฮูหยินอย่างไร เรื่องนี้มันเป็นมาอย่างไรกันเจ้าคะ?”


สีหน้านางมีเพียงความสงสัยใคร่รู้ราวกับไถ่ถามเรื่องซุบซิบทั่วไป ทำให้คนมองไม่ออกถึงความคิดแอบแฝงใดๆ


ฮูหยินเซี่ยเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “มาถึงขั้นนี้แล้ว ไม่มีสิ่งใดที่พูดไม่ได้ ถือซะว่าเป็นเรื่องซุบซิบก็แล้วกัน”


จากนั้นฮูหยินเซี่ยก็เริ่มเล่าเรื่องราวให้ฟัง


…เดิมทีครอบครัวทางฝั่งฮูหยินเซี่ยเป็นคนเมืองอวิ๋นโจว หลักๆทำกิจการชา มีชามากมายหลากหลายชนิด ย่อมมีกิจการหอชาอยู่แล้ว ถือเป็นตระกูลค้าขายชาที่มีชื่อเสียงที่สุดในพื้นที่เลยก็ว่าได้


ไม่เพียงเท่านี้ ครอบครัวฝั่งพ่อแม่นางก็มีคนที่รับตำแหน่งขุนนางเช่นกัน นับว่าเป็นตระกูลที่มีอำนาจ ดังนั้นจึงสามารถสนับสนุนให้เฉียนชิ่งขึ้นมาสู่ตำแหน่งผู้ว่าการเมืองได้


นางคิดเอาไว้ว่า ต่อไปครอบครัวของพ่อแม่นางก็สามารถอาศัยอำนาจของเฉียนชิ่งขยับขยายเส้นทางกิจการการค้าได้…


…คิดไม่ถึงเลยว่า พอเฉียนชิ่งประสบความสำเร็จแล้วจะลืมบุญคุณคนเช่นนี้ จิตใจอกตัญญูยิ่งนัก


แต่เรื่องนี้ก็ช่างเถอะ


ส่วนกว่านอวี้เหลียน–ฮูหยินคนใหม่ของเขาก็มีหอน้ำชาเหมือนกัน และทั้งสองก็ได้พบรักกันที่นั่น เฉียนชิ่งเอาใจใส่นางมาก ตอนที่กิจการหอน้ำชาของนางซบเซา เขายังจงใจพาพวกสหายร่วมงานไปอุดหนุนนาง


จากนั้นมา ชาของหอน้ำชากว่านอวี้เหลียนก็ไม่เพียงพอต่อการขาย ต้องคิดหาทางหาใบชาเข้ามาเพิ่ม


ด้วยความสัมพันธ์ของเฉียนชิ่งกับฮูหยินคนเก่า ชาทางด้านจิงโจวแปดถึงเก้าส่วนล้วนเป็นชาของสกุลเซี่ย กว่านอวี้เหลียนเทียบไม่ได้จึงถูกกลบ


เฉียนชิ่งจึงใช้ชื่อของฮูหยินคนเก่าช่วยกว่านอวี้เหลียนลอบขนชาไปที่จิงโจวมาโดยตลอด…


เหอจิ่วเหนียงได้ฟังดังนั้นก็รู้สึกว่า เฉียนชิ่งผู้นี้ช่างไร้ยางอายมากจริงๆ ใช้ชื่อของฮูหยินตัวเองช่วยเหลือกิจการชาของเมียน้อย เหตุใดถึงได้ไร้ยางอายถึงเพียงนี้


อีกสองคนได้ฟังก็รู้สึกโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ เฉียนชิ่งผู้นี้ได้ทำลายความเคารพนับถือที่พวกนางมีต่อเขาไปอย่างสมบูรณ์


ตามหลักเหตุผลแล้ว หากเขาชอบพอสตรีผู้นั้นจริงๆ รับนางเข้ามาเป็นอนุภรรยาก็จบเรื่องแล้ว อย่างไรเสียบุรุษสมัยนี้ก็สามารถมีอนุเรือนหลังกี่คนก็ได้ แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้น ยืนกรานจะหย่าร้างกับนางเซี่ย และแต่งสตรีผู้นั้นเข้ามาเป็นฮูหยินใหญ่ให้ได้ นี่มันแปลกมากเกินไปจริงๆ


แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ทุกคนในเมืองจิงโจวก็มองเป็นเรื่องขบขัน ชื่อเสียงที่เฉียนชิ่งได้สั่งสมตลอดหลายปีที่ผ่านมาแทบไม่เหลือแล้ว


ฮูหยินเซี่ยกล่าวต่อ “ตลอดหลายปีที่เฉียนชิ่งอยู่ในตำแหน่งก็ทำเรื่องลับลมคมในเอาไว้ไม่น้อย ข้าจับจุดอ่อนเขาได้ แต่ไม่อาจเอามาใช้ได้ ถึงอย่างไรลูกชายลูกสาวของข้าก็ยังอยู่กับเขา หากเกิดเรื่องขึ้นกับเขา ลูกๆของข้าทั้งสองก็พลอยได้รับโทษไปด้วย ตอนนี้ทำได้แค่ให้เขาอวดดีไปก่อนสักพัก รอข้าจัดการเรื่องลูกๆได้เมื่อใด ข้าจะทำให้ชายชั่วหญิงเลวสองคนนั่นเข้าคุกให้ได้!”


นางเซี่ยกัดฟันกรอดด้วยความเคียดแค้น ทำให้เหอจิ่วเหนียงอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้


นางคิดว่า หลังจากที่ฮูหยินเซี่ยหย่าร้างก็จะใช้ชีวิตที่เหลือต่อไปเรื่อยๆเช่นนี้ ไม่นึกเลยว่านางมีความคิดจะแก้แค้นด้วย และก่อนจะแก้แค้นก็ยังต้องปกป้องบุตรชายบุตรสาวของตัวเองก่อน ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!


คนเช่นนี้เหอจิ่วเหนียงนับถือมากจริงๆ เพราะฉะนั้น หญิงชั่วชายเลวคู่นั้นจะปล่อยไปง่ายๆไม่ได้


“ฮูหยินเซี่ยมีแผนรับมือแล้วหรือเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงยังคงแปลกใจมิคลาย ฮูหยินเซี่ยตอบอย่างภูมิใจ “ข้าจัดการไปแล้วละ เชื่อว่าอีกไม่นานลูกๆของข้าทั้งสองก็จะกลับมาหาข้า”


ประโยคสั้นๆ แสดงให้เห็นชัดว่านางไม่อยากจะพูดอะไรต่อแล้ว ทุกคนล้วนมีไหวพริบ จึงไม่คิดจะถามต่อ


ถึงอย่างไรก็คงได้รู้ในอีกไม่นาน ช่วงเวลาดีๆของเฉียนชิ่งเหลือไม่มากแล้ว หึหึ


เหอจิ่วเหนียงคิดไม่ตกจริงๆ ว่าเฉียนชิ่งถูกอีกฝ่ายป้อนน้ำแกงพิศวาสอะไรให้หรือไม่ สถานการณ์ในตอนนี้เห็นได้ชัดว่าครอบครัวพ่อแม่ของฮูหยินเซี่ยแข็งแกร่งกว่ามาก แต่ก็ยอมทิ้งภรรยาผู้หนุนหลังของตัวเอง ทั้งยังกล้าทำเรื่องน่าอายมากมายโดยไม่สนใจถูกผิด รนหาที่ตายจริงๆ


แต่พอคิดๆอีกที ดูท่าเฉียนชิ่งไม่ได้ถูกเล่ห์กลมนตราอะไรยั่วยวนหรอก คนผู้นี้เลวทรามมาจากเนื้อแท้ต่างหาก การกระทำที่ตรงกับคำกล่าวที่ว่า เสร็จศึกฆ่าขุนพลเช่นนี้ เขาไม่ได้เพิ่งทำครั้งแรกแน่นอน


“ยอดเยี่ยมไปเลย! เช่นนั้นพวกเราจะรอฟังข่าวดีจากฮูหยินนะเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงยกนิ้วโป้งชื่นชม และพูดคุยสัพเพเหระกับพวกนางอีกไม่กี่ประโยคก่อนจะขอตัวออกมา นางยังมีเรื่องต้องทำอีกมากมาย ทุกคนจึงไม่ได้รั้งนางเอาไว้


หลังจากเหอจิ่วเหนียงออกไป พวกนางจึงจะเริ่มกินอาหารกันอย่างจริงจัง ฮูหยินหลี่กินไปชมไป ทั้งยังบ่นไปด้วยว่าเหตุใดหอสุราแห่งนี้ถึงไม่ไปเปิดที่เมืองหลัก มีของอร่อยมากมายหลายอย่างแต่กลับได้กินแค่ครั้งนี้ครั้งเดียว ต่อไปหากอยากกินอีกก็ต้องเดินทางตั้งไกล นี่หาซื้อได้ยากกว่าเป็ดดำลู่ซะอีก!

.......

เหอจิ่วเหนียงออกไปก็ลุยงานต่อจนกระทั่งถึงเวลากลับบ้าน ครั้นถึงเวลานอนพักผ่อนแล้ว จึงจะเล่าเรื่องของฮูหยินเซี่ยให้ลู่ไป่ชวนฟัง


“เจ้ากำลังสงสัยว่า ในใบชาที่เฉียนชิ่งแอบลักลอบขนเข้ามาให้กว่านอวี้เหลียนจะมีอิงซู่ชนิดเดียวกันกับของคณะงิ้วชิงอินเจือปนอยู่ด้วยอย่างนั้นหรือ?”


ลู่ไป่ชวนได้ฟังภรรยาเล่าก็เข้าใจความนัยของนางทันที เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าพลางกล่าว “ต้องมีแน่นอน จะมีแค่ใบชาอย่างเดียวคงเป็นไปไม่ได้ จะมีเรื่องน่าบังเอิญถึงเพียงนี้ได้อย่างไร พวกเขาอยากใช้ประโยชน์จากใบชาปนเปื้อนนั่นค่อยๆล้างสมองชาวจิงโจว หากถึงวันที่พวกเขาควบคุมทุกอย่างแล้ว เราอยากเปลี่ยนสถานการณ์ก็คงยาก”


เหอจิ่วเหนียงนึกถึงสงครามในยุคสมัยใหม่ พวกคนต่างแดนก็ใช้วิธีค่อยๆทำร้ายร่างกายของฝ่ายศัตรูเช่นนี้เหมือนกัน


อิงซู่มีผลกระทบที่รุนแรงมาก หากเสพติดแล้วยากที่จะเลิกได้ และต่อให้เลิกแล้วก็ยังจะมีอาการต่อไป สงครามน่าสังเวชเกินกว่าจะทนดูได้เหล่านั้น เหอจิ่วเหนียงไม่อยากให้เกิดขึ้นเลยจริงๆ


ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้วแน่น “หากเป็นเช่นนี้ คนที่ข้าส่งไปก็น่าจะจับสังเกตได้ หรือว่าช่วงนี้ไม่มีความเคลื่อนไหวอะไร?”


“อาจเป็นไปได้ว่าช่วงนี้ไม่มีความเคลื่อนไหว แต่ก็เป็นไปได้ว่า คนที่ท่านส่งไปยังไม่รู้ว่าในชามีอิงซู่อยู่ ก็เลยไม่ได้รายงานกลับมา”


เหอจิ่วเหนียงวิเคราะห์ แม้นางจะไม่อยากเข้ามายุ่งกับเรื่องพวกนี้ แต่เรื่องนี้ก็เกี่ยวพันเป็นวงกว้าง หากนิ่งเฉยหรือประมาท คงไม่พ้นเกิดเรื่องร้ายขึ้นต่อแว่นแคว้นแน่ ตัวนางเองไม่ได้กลัวหรอก แต่กลัวว่าครอบครัวจะได้รับผลกระทบ


ที่สำคัญที่สุดก็คือ นางจะไม่ยอมให้สงครามอิงซู่เกิดขึ้นในประวัติศาสตร์อีกแล้ว!


เพราะหากเป็นเช่นนั้น นางอาจทนไม่ไหว บุกไปทำลายล้างราชวงศ์ตงถิงจนสิ้นแน่!


ลู่ไป่ชวนกำลังไตร่ตรองถึงปัญหานี้อย่างจริงจัง “กลับไปข้าต้องตรวจสอบให้ละเอียดมากขึ้น ไม่มีทางปล่อยให้คนพวกนั้นก่อเรื่องใหญ่ขึ้นเด็ดขาด”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “เหตุใดคนตงถิงถึงได้น่ารังเกียจเช่นนี้! ชิ น่าหงุดหงิดยิ่งนัก ทางราชสำนักไม่มีแผนการจัดการกับพวกตงถิงบ้างเลยหรือ ปล่อยให้พวกมันกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ตอนนี้พวกเราค้นพบฐานพวกมันแค่ในจิงโจว แล้วที่อื่นอีกล่ะ ของเช่นนี้หากปล่อยไว้นานต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่!”


นางอยากไปหาฮ่องเต้เสียแต่ตอนนี้ ให้เขารีบส่งคนไปจัดการพวกตงถิงซะ มิฉะนั้นแว่นแคว้นต้องอยู่ยากเป็นแน่


ไม่รู้เพราะเหตุใด ฮ่องเต้ถึงยังยึดติดกับบัลลังก์แต่ไม่ยอมทำอะไรสักอย่าง ตัวเองไร้ความสามารถก็ให้คนอื่นขึ้นครองบัลลังก์สิ เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับอำนาจ กดขี่ข่มเหงเฉินอ๋อง หากจะบอกว่าเขาเป็นไส้ศึกตัวฉกาจของตงถิงก็ไม่มากไปเลย!


ลู่ไป่ชวนส่ายหน้า “ตอนนี้ก็มีแค่ท่านอ๋องคนเดียวที่กลุ้มใจเรื่องพวกนี้ ส่วนคนอื่นไม่ก่อเรื่องก็บุญโขแล้ว ตอนนี้สถานการณ์ในราชสำนักกำลังดุเดือด บรรดาอ๋องต่างแย่งชิงอำนาจกันเอง คนที่ใส่ใจราษฎรจริงๆ ตอนนี้เห็นทีก็มีแค่ท่านอ๋อง”


เหอจิ่วเหนียงหมดคำพูดจริงๆ “ปัญหาตอนนี้ไม่ใช่แค่ความปลอดภัยของราษฎรแล้ว หลังจากเรื่องทั้งหมดนี้ระเบิดออกมา อำนาจที่พวกเขาใฝ่หาพวกนั้นยังจะมีประโยชน์อะไรอีก จะตายอยู่แล้วยังจะคิดถึงเรื่องอำนาจ เชื้อพระวงศ์พวกนี้ช่างโง่เง่าซะจริง ไม่เข้าใจเลยว่าคิดอะไรอยู่!”


ตอนที่ 520: เปิดหอบรรพชน


ลู่ไป่ชวนได้แต่ยิ้ม ไม่ได้เอ่ยคำใด


ตอนนี้อยู่ที่บ้านตัวเอง ไม่มีคนอื่น เหอจิ่วเหนียงอยากจะสบถด่าทออย่างไรก็ไม่เป็นไร ถึงอย่างไรภรรยาของเขาก็ไม่ผิด คนเหล่านั้นโง่เขลาเบาปัญญาจริงๆ ในเมื่อไม่อาจเป็นผู้นำที่ดีได้ ก็ไม่ต้องทำตัวเป็นคนประเภทหวงก้าง มอบตำแหน่งให้กับคนที่มีความสามารถมากกว่าอย่างเฉินอ๋องไม่ดีกว่าหรือ


หากแต่วาจาเช่นนี้ไม่อาจพูดออกไปตามใจคิดได้ หากถูกคนอื่นได้ยินเข้าแล้วเอาไปพูด ต้องส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเฉินอ๋องแน่


ยิ่งตำแหน่งสูงมากเท่าไรก็ยิ่งต้องใส่ใจชื่อเสียงมากขึ้นเท่านั้น พวกเขาจะทำลายภาพลักษณ์ของเฉินอ๋องที่อยู่ในใจของราษฎรไม่ได้


ชายหนุ่มยื่นมือไปคว้าภรรยามากอดไว้ในอ้อมอก ก่อนจะกล่าว “นอนเถอะ ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้เปิดหอบรรพชนยังมีเรื่องต้องทำอีกมาก”


อันที่จริงการเปิดกิจการหอสุรากับวันเปิดหอบรรพชนไม่ควรจัดติดกันเช่นนี้ เพราะเมื่อกิจการหอสุราเพิ่งเปิดก็ยังมีเรื่องที่ยังไม่เรียบร้อยให้จัดการอีกเยอะ แล้วก็ต้องมากังวลเรื่องหอบรรพชนอีก เป็นสถานการณ์ที่ค่อนข้างกระชั้นชิด แต่ก็จนหนทางจริงๆ ลู่ไป่ชวนมีงานต้องทำในเมืองหลักมากมาย ได้กลับมาบ้านสองสามวันเช่นนี้ก็นับว่าไม่ง่ายเลย เรื่องสำคัญต่างๆที่จะจัดขึ้นจึงต้องถือโอกาสตอนที่เขามีเวลากลับมาเช่นนี้รีบจัดการให้เรียบร้อย


แต่อันที่จริง ชาวบ้านสกุลลู่ก็ไม่ได้มีเงื่อนไขว่าทุกคนต้องอยู่กันให้ครบ อย่างเช่นนางหยูที่ต้องไปดูแลหอสุรา นางย่อมปลีกตัวมาร่วมงานไม่ได้อยู่แล้ว ทุกคนก็ไม่ได้ว่าอะไร ทั้งยังให้นางพาลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นไปช่วยงานด้วย หากในพิธีเปิดหอบรรพชนมีส่วนไหนที่นางหยูต้องทำก็ให้ถิงยาโถวเป็นตัวแทน ถึงอย่างไรก็เป็นครอบครัวเดียวกัน ไม่ได้มีกฎเกณฑ์มากมายแต่อย่างใด

.......

เช้าตรู่วันต่อมา


ครอบครัวลู่ยังคงตื่นกันตั้งแต่เช้า พิธีการในวันนี้ต้องฆ่าหมูหนึ่งตัว และไก่ตัวผู้หนึ่งตัวเพื่อนำมาเซ่นไหว้บรรพบุรุษ


พวกผู้ชายก็ยุ่งเรื่องพวกนี้กันตั้งแต่เช้า ส่วนพวกผู้หญิงก็จัดเตรียมข้าวปลาอาหาร


การเปิดหอบรรพชนเป็นเรื่องใหญ่ เป็นพิธีศักดิ์สิทธิ์ ต้องมีการเชิญพระอาจารย์มาทำพิธี พร้อมทั้งลูกๆหลานๆ ต้องโขกศีรษะคารวะให้กับบรรพบุรุษ


สกุลลู่ไม่ได้มีเพียงแค่ครอบครัวของผู้เฒ่าลู่เท่านั้น ยังมีครอบครัวของพวกลู่ฟู่กุ้ยและชาวบ้านอีกบางกลุ่มด้วย พวกเขาล้วนเป็นคนสกุลลู่ก็ต้องมาทั้งหมด เพราะดวงวิญญาณที่จะอันเชิญมาสิงสถิตอยู่ในหอบรรพชนเป็นบรรพบุรุษของพวกเขาทุกคน รวมไปถึงญาติพี่น้องที่ตายระหว่างทางลี้ภัยด้วย


หลายๆตระกูลไม่ให้สตรีเข้าหอบรรพชน แต่สกุลลู่ไม่มีกฎเกณฑ์เช่นนี้ บุรุษสตรีล้วนถูกเชิญเข้าไปด้านใน เวลาบูชาเซ่นไหว้จึงสะดวกมาก


เนื่องจากจำนวนคนค่อนข้างเยอะ ดังนั้นวันนี้ทุกคนจะอยู่กินข้าวด้วยกันที่บ้านผู้เฒ่าลู่ สตรีอย่างพวกซุ่ยเอ๋อร์จึงมาช่วยทำอาหารกันตั้งแต่เช้าตรู่


สิ่งของเครื่องใช้ในครั้งนี้ทุกคนรวมเงินกันซื้อ เพียงแต่บ้านผู้เฒ่าลู่ออกเงินเยอะที่สุด เนื้อหมูในค่ำคืนนี้จึงแบ่งตามจำนวนเงินที่แต่ละบ้านออก


เช่นนี้จึงจะยุติธรรมต่อทุกคน และไม่มีผู้ใดคัดค้านว่าไม่เหมาะสม


ทุกวันนี้ชาวบ้านสกุลลู่บางส่วนก็ทำงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า บ้างก็เป็นลูกจ้างที่ร้านค้า บ้างก็ช่วยขับเกวียน และมีบางส่วนที่เพาะปลูกพืชผลการเกษตรในที่ดินผืนเล็กๆของตนเองที่ถางได้ ไปพร้อมกับรับปลูกสมุนไพรให้ครอบครัวลู่ ตอนนี้เรียกได้ว่า แต่ละครอบครัวมีชีวิตที่ดีกว่าตอนที่อยู่ชางโจวเสียอีก ดังนั้นจ่ายเงินเล็กๆน้อยๆเพื่อบรรพบุรุษเป็นเรื่องที่พวกเขายินดีมาก


ขาดเพียงอย่างเดียว นอกจากครอบครัวของผู้เฒ่าลู่แล้ว …ครอบครัวคนอื่นไม่ได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา พอมารวมญาติกันแล้วเห็นครอบครัวชายชราได้อยู่พร้อมหน้า ก็รู้สึกอิจฉาระคนปวดใจ


ในวันมงคลเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงผู้ไม่ชอบทำอาหารก็ยังช่วยเป็นลูกมือด้วย นั่งล้างผักอยู่ในลานบ้านกับพวกสะใภ้ พลางพูดคุยสัพเพเหระไปด้วย เล่าเรื่องในเมืองหลักของจิงโจวไปด้วย


สตรีเหล่านี้รู้สึกสนใจสถานการณ์ในเมืองหลักมาก แม้เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าไม่มีสิ่งใดที่น่าเล่า แต่ก็ไม่อาจต้านทานสายตามุ่งมาดอันแรงกล้าของพวกนางได้ ดังนั้นจึงไม่รำคาญที่จะเล่าให้พวกนางฟัง ทุกคนยิ่งฟังก็ยิ่งร้องขออยากฟังอีกหลายๆเรื่อง


เห็นท่าทีตื่นตาตื่นใจของพวกนาง เหอจิ่วเหนียงจึงเอ่ยขึ้น “หากพวกเจ้าอยากไปพัฒนาตัวเองในเมืองหลักก็ต้องพยายามให้มากขึ้น พยายามคว้าโอกาสนั้นให้ได้ ต่อไปทุกๆสามเดือน ข้าจะจัดการให้พวกเจ้าได้ไปเรียนรู้ในเมืองหลักสักครั้ง เช่นนี้พวกเจ้าจะได้สัมผัสกับสถานการณ์ภายนอก”


แม้เหล่าคนงานหญิงในโรงงานใช้เครื่องจักรเย็บผ้า แต่เทคโนโลยีนี้ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกใหม่สำหรับพวกนางไปแล้ว นอกจากนี้ จะจำกัดให้พวกนางอยู่ที่นี่ตลอดไม่ได้ ต้องให้พวกนางได้ออกไปเห็นโลกภายนอกด้วย จะได้พัฒนาความคิดและเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ เช่นนี้จึงจะตามทันยุคสมัย ที่สำคัญ สิ่งนี้ยังจะส่งผลดีต่อการพัฒนาโรงงานด้วย


ตอนนี้กิจการยิ่งใหญ่โตขึ้นเรื่อยๆ โรงงานที่นี่มีกำลังผลิตไม่เพียงพอต่อความต้องการแล้ว นางคิดอยากสร้างโรงงานในเมืองหลักเพิ่มอีกสักสองสามแห่ง เพียงแต่เรื่องนี้เกี่ยวข้องไปถึงเครื่องจักรเย็บผ้า จึงไม่ใช่ว่าอยากจะสร้างก็สร้างเลยได้ ต้องแน่ใจว่าความลับนี้จะถูกเก็บไว้อย่างแน่นหนาที่สุด


เรื่องที่อยากทำมีมากมายหลายอย่าง คงต้องค่อยๆเป็นค่อยๆไปก็แล้วกัน


คนอื่นไหนเลยจะล่วงรู้ว่าภายในเวลาอันสั้น เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดเรื่องราวต่างๆไปถึงไหนต่อไหน พอพวกนางได้ยินอีกฝ่ายบอกว่าจะส่งพวกตนออกไปเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง แต่ละคนต่างก็ตาลุกวาวด้วยความตื่นเต้น


“จริงหรือ จิ่วเหนียง เจ้านี่ดีจริงๆเลย!”


อันที่จริงทุกคนล้วนรู้ดีว่า หากพิจารณาจริงๆแล้ว เรื่องนี้ไม่มีความจำเป็นเลย การส่งพวกนางไปเรียนรู้ในเมืองหลักล้วนต้องใช้เงินไม่น้อย แต่ถึงกระนั้น เหอจิ่วเหนียงก็ยังยินดีที่จะทำ พวกนางจึงรู้สึกซาบซึ้งใจจนไม่รู้จะพูดอย่างไร


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะฮี่ๆ พลางน้อมรับคำชื่นชมยกย่องเหล่านี้


ที่นางทำ ไม่ใช่เพื่อเป็นผลดีต่อคนเหล่านี้ฝ่ายเดียว ในขณะเดียวกันก็ส่งผลดีต่อกิจการของครอบครัวด้วย


ชีวิตคนเราต้องอย่าหยุดที่จะเรียนรู้และพัฒนาตัวเอง เช่นนี้จึงจะยิ่งสร้างความมั่นคง มั่งคั่งให้ตัวเอง


ในตอนนี้เอง ผู้เฒ่าลู่ก็เข้ามาพร้อมกับตะโกนก้อง “พวกพระอาจารย์มากันแล้ว ยกของบูชาเซ่นไหว้ที่เตรียมไว้ออกมาได้เลย จะได้ไปที่หอบรรพชนพร้อมกัน!”


พระอาจารย์ที่นิมนต์มาครั้งนี้เป็นพระภิกษุจากอาราม เชิญมาทำพิธีเล็กๆน้อยๆ จากนั้นก็สวดมนต์และทำบุญแผ่กุศลให้ผู้ล่วงลับ


ความจริงเหอจิ่วเหนียงไม่เชื่อเรื่องเหล่านี้ แต่ในเมื่อทะลุมิติมาอยู่ที่นี่แล้ว เรื่องบางเรื่องก็จำเป็นต้องเข้าร่วม ดังนั้นจึงมอบหมายงานที่บ้านให้กับสาวใช้ ส่วนตนเองก็ตามไปรวมตัวด้วย


เหล่าลูกๆหลานๆนำป้ายวิญญาณที่แกะสลักเอาไว้ก่อนหน้านี้เข้าไปวางด้านใน จากนั้นก็ยกของเซ่นไหว้ไปตั้ง บรรดาภิกษุก็เริ่มสวดมนต์ ชาวบ้านตระกูลลู่ที่ยืนอยู่ด้านหลังต่างก็คุกเข่า ยกสองมือขึ้นพนมตั้งจิตอธิษฐานด้วยความศรัทธา บอกกล่าวกับบรรพบุรุษให้ปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ และขอให้อยู่เย็นเป็นสุข


พวกเขานั่งคุกเข่าทำพิธีตลอดทั้งเช้า พวกเด็กๆความ.อดทนค่อนข้างต่ำตามประสา จึงแอบนวดเข่าที่เจ็บปวดของตัวเอง พร้อมโอดครวญในใจว่าเมื่อไรพิธีจะสิ้นสุดเสียที


จนกระทั่งมีผู้ใหญ่บางคนก็เริ่มทนไม่ไหวแล้ว หลังค่อยๆงอลงช้าๆ


ทำอย่างไรได้เล่า ก็การอยู่ในท่าเดิมนานๆ มันไม่สบายตัวเลยจริงๆ เหน็บชา ปวดเอว แต่พิธีกรรมนี้สำคัญมาก ไม่อาจลุกออกไปไหนได้ ทำได้แค่ขยับตัวคลายเมื่อยเล็กน้อย และอดทนอยู่อย่างนั้น


มีเพียงลู่เสี่ยวหยางที่คุกเข่า แผ่นหลังยืดตรงตั้งแต่เริ่มจนถึงตอนนี้ ไม่ขยับเขยื้อนตัวเลยแม้แต่น้อย


บนป้ายวิญญาณนั้นมีพ่อ แม่ ปู่ ย่าของเขา รวมไปถึงอา อาสะใภ้ พี่ๆ น้องๆ 


…คนเหล่านี้ล้วนตายเพราะเขา


เขารู้ตัวว่าตัวเองผิดมาตั้งแต่แรกแล้ว แต่เมื่อก่อนไม่ยอมรับ ไม่กล้าเผชิญหน้า ทว่าตอนนี้เขากล้าที่จะเผชิญหน้ากับทุกอย่างแล้ว


แม้คนที่ตายไปแล้วจะไม่อาจฟื้นคืนชีพได้ แต่เขายังมีโอกาสชดเชยให้กับคนที่ยังมีชีวิตอยู่ สำหรับเขานี่เป็นสิ่งที่ดีมากแล้ว


เมื่อถึงยามเที่ยงก็ได้เวลากลับไปกินข้าวที่บ้านของครอบครัวลู่ มื้อนี้ทั้งเหล่าภิกษุและชาวบ้านล้วนรับประทานอาหารเจ


ทว่าลู่เสี่ยวหยางกลับยังคงนั่งคุกเข่าอยู่ที่เดิม ในท่าเดิม ไม่ไหวติง


“เสี่ยวหยาง กินข้าว!”


เหอจิ่วเหนียงมองออกว่าเด็กคนนี้มีเรื่องในใจ จึงตะโกนเรียกเขาเสียงดังเพื่อเรียกสติ


โก่วเอ๋อร์ถึงขั้นวิ่งเข้ามาช่วยพยุงเขาพลางเอ่ยถาม “พี่เสี่ยวหยาง ท่านขาชาก็เลยลุกไม่ไหวใช่หรือไม่ขอรับ?”


จบตอน

Comments