ตอนที่ 521: ให้อภัยลู่เสี่ยวหยางแล้ว
โก่วเอ๋อร์เด็กวัยไร้เดียงสา คิดว่าลู่เสี่ยวหยางนั่งไม่ขยับนานจึงขาชาจนลุกไม่ไหว จึงอาสาเข้ามาช่วยประคองคนเป็นพี่ชาย
ทว่าลู่เสี่ยวหยางกลับไม่ยอมลุก เขากล่าว “พวกเจ้าไปกินกันก่อนเถอะ ข้าอยากนั่งอยู่เงียบๆคนเดียวสักพัก”
เด็กหนุ่มฝืนยิ้มออกมา พลางยื่นมือไปลูบศีรษะเด็กชายเบาๆ
โก่วเอ๋อร์อายุยังน้อย ยังมีหลายๆเรื่องที่เขาไม่จำเป็นต้องเข้าใจ ลู่เสี่ยวหยางไม่อยากพูดอะไรมาก ด้วยไม่อยากให้โก่วเอ๋อร์รังเกียจเขา
ความรู้สึกผิดบาปในใจของเขามิอาจเลือนหายได้จนถึงทุกวันนี้ เขาต้องชดเชยสิ่งเหล่านี้…ด้วยวิธีของตัวเอง
เหลียนฮวาวิ่งเข้ามารับโก่วเอ๋อร์ พลางเกลี้ยกล่อม “โก่วเอ๋อร์ เรากลับไปกินกันก่อนนะ เดี๋ยวเราเก็บอาหารเอาไว้ให้พี่เสี่ยวหยางก็ได้”
แม้นางจะไม่รู้เรื่องราวเลวร้ายที่ผ่านมาเหล่านั้น แต่ครั้นได้พบกับลู่เสี่ยวหยาง นางก็เคยได้ยินได้เห็นพวกผู้ใหญ่มีท่าทีเกลียดชังเขามาก่อน เห็นชัดว่าเมื่อก่อนพี่เสี่ยวหยางเคยกระทำเรื่องที่ผิดบางอย่างมาจริงๆ ตอนนี้เขาอยากคุกเข่าต่อหน้าบรรพบุรุษอยู่ตรงนี้จึงเป็นเรื่องที่เข้าใจได้
โก่วเอ๋อร์เห็นทุกคนที่อยู่โดยรอบไม่มีท่าทีอะไรก็เม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะยอมเดินออกไปแต่โดยดี ระหว่างเดินก็หันกลับไปมองลู่เสี่ยวหยางเป็นระยะ
อันที่จริงเขาอยากถามมากว่าเพราะเหตุใด เกิดอะไรขึ้น แต่เห็นสีหน้าของทุกคนไม่ค่อยจะดีนัก เมื่อคิดๆดูแล้วจึงเลือกที่จะไม่ถามดีกว่า
เขายังเป็นเด็กอยู่เลย จะคิดให้มากมายทำไมกัน
ยิ่งไปกว่านั้น…
พอเขาเห็นท่านพ่อท่านแม่เดินจูงมือกันอยู่เบื้องหน้า เขาก็ไม่มีอารมณ์จะไปครุ่นคิดเรื่องอื่นแล้ว!
ท่านแม่เปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด ตั้งแต่ท่านพ่อกลับมาก็เอาแต่เดินจับมือถือแขนกับท่านพ่อ
ท่านแม่ลืมเขาไปแล้ว!
เด็กชายตัวน้อยทำปากยู่ รู้สึกหวงมารดาขึ้นมา.ตงิดๆ
เหลียนฮวาเห็นท่าทางโก่วเอ๋อร์เช่นนี้ก็รู้สึกน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก อยากหยิกแก้มป่องๆของเขาสักที แต่เด็กชายกลับวิ่งปรู๊ดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ตามท่านพ่อท่านแม่ตัวเองไปแล้ว
เด็กขี้หวงพยายามแทรกตัวเองเข้าไปอยู่ระหว่างเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวน แต่กลับถูกลู่ไป่ชวนลากตัวมาให้อยู่ข้างๆเขา เด็กน้อยตวัดสายตาใส่ผู้เป็นพ่อด้วยความไม่พอใจ สุดท้ายลู่ไป่ชวนจึงยกร่างเล็กขึ้นมานั่งบนบ่า จากนั้นสามคนพ่อแม่ลูกก็เดินกลับบ้านด้วยกัน
เหลียนฮวามองภาพนั้นด้วยความรู้สึกสะท้อนใจ
นางจำได้เสมอ ครั้นตัวนางเองยังเยาว์วัย บิดาของนางก็ชอบอุ้มนางขึ้นนั่งบนบ่าเช่นนี้เหมือนกัน และพานางวิ่งเล่นไปทั่วเรือน
เมื่อในใจหวนคะนึงถึงวันวาน เด็กสาวก็รู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย แววตาของนางสะท้อนประกาย รู้ตัวอีกทีน้ำตาก็ไหลลงมา …เป็นประกายที่เกิดจากน้ำใสๆ ต้องแสงตะวันที่เอ่อคลอออกมาโดยไม่รู้ตัว
นางรีบปาดน้ำตาอย่างรวดเร็ว
ตอนนี้นางมีครอบครัวที่รักนางมาก นางเองก็มีความสุขมากกับชีวิตในตอนนี้ และเชื่อว่าบิดามารดาที่อยู่บนสวรรค์ก็คงยินดีกับนางเหมือนกัน
หลังจากจัดการอารมณ์เศร้าหมองได้แล้ว เหลียนฮวาก็รีบเร่งฝีเท้าตามคนอื่นไปให้ทัน
........
ขณะนี้ในหอบรรพชนไม่ได้มีแค่ลู่เสี่ยวหยางคนเดียว แต่ยังมีลู่ฟู่กุ้ยด้วย
เดิมทีลู่ฟู่กุ้ยก็จะไปแล้วเหมือนกัน แต่ได้ยินลู่เสี่ยวหยางคุยกับโก่วเอ๋อร์ เขาจึงจงใจรั้งอยู่ต่อ เพราะอยากอยู่พูดคุยกับลู่เสี่ยวหยางเป็นการส่วนตัว
“ท่านลุง ท่านไปกินข้าวเถอะขอรับ”
พอลู่เสี่ยวหยางได้เผชิญหน้ากับลู่ฟู่กุ้ยตามลำพังเช่นนี้ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย นี่คือท่านลุงใหญ่แท้ๆของเขา …ในขณะเดียวกันก็เป็นครอบครัวที่เขาทำลายเองกับมือ
“เจ้าก็ไปด้วยกันเถอะ ถึงแม้เจ้าจะผิด แต่สถานการณ์ในตอนนั้นก็ไม่สามารถโทษเจ้าได้ทั้งหมด”
วาจานี้เขาคิดใคร่ครวญมาก่อนแล้วจึงพูดออกมา
เดิมทีเขาคิดว่า ชาตินี้ตนไม่มีทางให้อภัยลู่เสี่ยวหยางได้เด็ดขาด แต่หลังจากได้เห็นพฤติกรรมของเด็กหนุ่มในทุกวันนี้ และย้อนไตร่ตรองถึงสถานการณ์ในครานั้นอย่างถี่ถ้วนแล้ว หลายๆเรื่องก็ถูกพวกเขาใช้อคติมากไป
โจรพวกนั้นมาเจอพวกเขาเพราะลู่เสี่ยวหยางล่อมาจริง แต่อันที่จริงก็เป็นเพราะพวกเขาซ่อนตัวกันไม่ดี ต่อให้ไม่มีลู่เสี่ยวหยาง โจรพเนจรพวกนั้นก็เจอพวกเขาได้อยู่ดี
เพียงแต่บังเอิญว่าเหตุการณ์วันนั้นเกิดขึ้นเพราะลู่เสี่ยวหยาง ดังนั้นทุกคนที่อยู่ในความสูญเสีย ต้องการระบายความเศร้าโศกเสียใจ จึงโยนความผิดให้ลู่เสี่ยวหยางคนเดียว
แต่หลังจากที่ลู่เสี่ยงหยางได้รับโอกาสแก้ตัว เด็กหนุ่มก็ทำตัวเองให้ดีขึ้นมากจนเป็นที่ประจักษ์ ในตอนแรกเหล่าชาวบ้านล้วนต่อต้านเขาอย่างหนัก แต่ในภายหลังเขาก็พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นได้
ลู่เสี่ยวหยางเป็นคนเฉลียวฉลาดมาตั้งแต่เด็ก ตอนนี้สามารถพัฒนาตัวเองด้วยการสนับสนุนจากครอบครัวจากท่านอาสาม (ผู้เฒ่าลู่คืออาสามของลู่ฟู่กุ้ย) ได้ นับว่าสร้างความภาคภูมิใจให้ครอบครัวพวกเขาไปด้วยได้ไม่น้อยเลย
ลู่ฟู่กุ้ยเป็นผู้ใหญ่แล้ว หลายๆอย่างเขาก็ต้องใช้วิจารณญาณและเลือกที่จะปล่อยวาง ตอนนี้สายเลือดโดยตรงของครอบครัวฝั่งเขาก็เหลือแค่เขากับบุตรชาย บวกรวมกับลู่เสี่ยวหยางด้วยแล้วก็เหลือกันแค่สามคน ขืนยังเอาเรื่องนี้มาทำให้บาดหมางกันก็คงมีแต่แย่กับแย่
ลู่เสี่ยวหยางได้ยินคำนี้ก็นิ่งอึ้ง เขาไม่เคยคิดเลยว่าท่านลุงใหญ่จะให้อภัยเขาได้อีก เขาตกใจมากจนชั่วขณะหนึ่งก็ยังไม่รู้ว่าควรตอบสนองเช่นไร
ลู่ฟู่กุ้ยเห็นท่าทางตกตะลึงของหลานชายก็รู้สึกทอดถอนใจ ทว่าภายนอกกลับยังคงแสดงออกอย่างดุดัน “ยังมัวอึ้งอยู่ทำไมล่ะ ข้าบอกให้เจ้าไปกินข้าวด้วยกันไม่ได้ยินหรือ ขืนข้าปล่อยให้เจ้าอยู่ตรงนี้คนเดียว ท่านปู่กับท่านย่าเจ้าคงคิดว่าข้ารังแกเจ้าแน่”
“อ่อ เอ่อ ไปเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
ลู่เสี่ยวหยางปาดน้ำตาลวกๆและรีบลุกขึ้น จากนั้นก็ไปกินข้าวกับลู่ฟู่กุ้ยที่บ้านของครอบครัวลู่
ระหว่างที่ทั้งสองเดินไปด้วยกัน ลู่ฟู่กุ้ยก็ชวนหลานชายคุยไปด้วย ซึ่งเป็นบรรยากาศที่หาไม่ได้มานานแล้ว “ช่วงนี้ในเมืองหลักเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ดีทุกอย่างเลยขอรับ ข้าได้เรียนรู้อะไรหลายๆอย่าง ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามก็ดูแลข้าอย่างดีขอรับ”
เมื่อพูดถึงเรื่องในเมืองหลัก สีหน้าอารมณ์ของลู่เสี่ยวหยางก็ดีขึ้นมากอย่างเห็นได้ชัด สะท้อนว่าในช่วงที่เขาอยู่ในเมืองหลัก ชีวิตของเขาดำเนินไปอย่างดีเลยทีเดียว
ลู่ฟู่กุ้ยพยักหน้ารับรู้ ในใจนึกยินดีกับเขาด้วย
ใครจะไปคิดล่ะว่า เด็กที่ไม่เอาไหนในเมื่อก่อนคนนั้น ตอนนี้จะทำการค้าได้ ทั้งยังทำได้ดีมากอีกด้วย
นี่ถือเป็นความภาคภูมิใจของพวกเขาชาวสกุลลู่อย่างแท้จริง
“ในเมื่อท่านอาสามกับอาสะใภ้สามของเจ้าให้โอกาสเจ้าแล้ว เจ้าก็ต้องทำมันให้ดี เจ้าในฐานะพี่ชายต้องดูแลน้องๆทุกคนให้ดี จะได้คุ้มค่ากับที่อาสามกับอาสะใภ้สามของเจ้าให้โอกาส”
บิดามารดาของลู่เสี่ยวหยางจากไปแล้ว ปกติจึงไม่มีใครคอยอบรมสั่งสอนอยู่เคียงข้างเขา ทว่าแม้ตอนนี้จะได้ยินวาจาสั่งสอนเหล่านี้จากลู่ฟู่กุ้ย เด็กหนุ่มกำพร้าก็ไม่ได้รู้สึกรำคาญเลย กลับกันยังรู้สึกดีมากด้วยซ้ำ
“วางใจเถอะขอรับ ท่านลุงใหญ่ ข้ารู้ขอรับว่าควรทำเช่นไร”
ได้รับการให้อภัยจากท่านลุงใหญ่แล้ว เด็กมีชนักปักหลังรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยจึงเต็มไปด้วยความปลาบปลื้มปีติ ความหม่นหมองภายในใจพลันเบาบางลงไปไม่น้อย
........
หลังจากกินมื้อกลางวันเสร็จ ชาวบ้านตระกูลลู่ก็กลับไปยังหอบรรพชนอีกครั้งเพื่อทำพิธีต่อในช่วงบ่าย กระทั่งพลบค่ำจึงจะเสร็จพิธี
หลังจากเลี้ยงอาหารเจให้กับพระภิกษุที่มาทำพิธีในวันนี้และให้คนไปส่งกลับอารามแล้ว ชาวบ้านตระกูลลู่จึงจะเริ่มกินมื้อเย็นของตัวเอง
ตอนกลางวันเหล่าชาวบ้านร่วมกินอาหารเจเช่นเดียวกับพระภิกษุเพื่อแสดงถึงความศรัทธา ส่วนตอนเย็นเมื่อเสร็จพิธีแล้วก็สามารถกินเนื้อสัตว์ได้ ทั้งยังดื่มสุราได้อีกด้วย
การเปิดหอบรรพชนเป็นเรื่องที่น่ายินดี ให้บรรพบุรุษได้มีบ้านหลังใหม่ ไม่ต้องเป็นวิญญาณเร่ร่อนลำบากเหมือนเมื่อก่อนแล้ว
หลังจากได้จัดการปัญหาเรื่องนี้เสียที ชาวบ้านสกุลลู่ก็มีความสุขกันทั่วหน้า บนโต๊ะอาหารเต็มไปด้วยความสำราญ พวกผู้ชายต่างยกจอกสุราขึ้นกระดก
ลู่ฟู่กุ้ยเพิ่งจะดื่มไปได้ไม่กี่จอกก็เริ่มเมาแล้ว ถึงจะไม่ได้เมามาก แต่ก็ถึงกับร้องไห้คร่ำครวญออกมา อาจเป็นเพราะอารมณ์พาไปร่วมด้วย
ทุกคนรู้ว่าเป็นเพราะเขานึกถึงเรื่องราวระหว่างทางลี้ภัยในคราวนั้นขึ้นมาอีกเป็นแน่ หลายคนพอเห็นดังนั้นก็พลอยเศร้าหมองตามไปด้วย บางคนถึงกับร้องไห้โฮออกมา
ครอบครัวผู้เฒ่าลู่แม้จะไม่ได้รับความสูญเสียโดยตรง แต่คนที่ตายไปล้วนเป็นญาติสกุลเดียวกัน สำหรับชายชรา คนเหล่านั้นก็คือพี่น้องลูกหลานของเขาทั้งสิ้น เมื่อเห็นลู่ฟู่กุ้ยร้องไห้เช่นนี้ เขาก็อดร้องไห้ตามไม่ได้
“สวรรค์ทำร้ายกันจริงๆ ตอนแรกคนในสกุลพวกเราเป็นสกุลใหญ่มีกันตั้งหลายสิบคน ตอนนี้ครอบครัวข้ากลับเหลือกันแค่สามคนแล้ว ฮือๆๆ…”
ลู่ฟู่กุ้ยคร่ำครวญพลางเอามือทุบโต๊ะ เขารู้สึกเสียใจและเจ็บใจมาก
โก่วเอ๋อร์เห็นลู่ฟู่กุ้ยเป็นเช่นนั้นก็เข้าใจคำพูดที่ท่านอาจารย์เคยพูดในตอนนั้น…
‘บุรุษจะไม่หลั่งน้ำตาง่ายๆ หากไม่ใช่เรื่องที่เสียใจจริงๆ’
ท่านลุงฟู่กุ้ยช่างน่าสงสารยิ่งนัก
ตอนที่ 522: ลู่ฟู่กุ้ยร้องไห้
เมื่อคิดได้ดังนี้ โก่วเอ๋อร์จึงหันไปมองบิดาของตนเอง แล้วเอ่ยถาม “ท่านพ่อ ท่านลุงฟู่กุ้ยร้องไห้เสียใจถึงเพียงนี้ เหตุใดท่านไม่ไปปลอบสักหน่อยล่ะขอรับ?”
คนเป็นพ่อของเด็กชายได้ยินดังนั้นก็นิ่งไปครู่หนึ่ง…
เขาเองก็คิดไม่ถึงว่า จู่ๆลูกพี่ลูกร้องของตนจะร้องไห้หนักเช่นนี้ ทั้งยังพาคนอื่นร้องไห้ตามไปด้วย
แล้ว… จะให้เขาปลอบใจอย่างไรดีล่ะ
เขาจึงหันไปมองภรรยา
เหอจิ่วเหนียงแสร้งทำเป็นไม่เห็น ก้มหน้าก้มตากัดน่องไก่ในมือเงียบๆ
หากคนที่บรรเลงบทโศกในตอนนี้คือลู่ไป่ชวน นางคงลากเขาเข้าบ้านไปแล้ว
แต่ตอนนี้คนที่ร้องไห้คือลู่ฟู่กุ้ย เขาไม่มีภรรยาผู้เป็นคู่คิดอยู่เคียงข้าง จึงไม่มีใครกล้าเข้าไปขัดขวางหรือพาเขากลับบ้านไป
“เช่นนั้นก็ให้เขาร้องไห้ระบายความทุกข์สักหน่อยเถอะ คนเราเวลาเสียใจหากไม่ร้องไห้ออกมาก็จะยิ่งเป็นทุกข์นะ”
เห็นภรรยาไม่สนใจตนเองเช่นนี้ ลู่ไป่ชวนจึงตัดสินใจหาเหตุผลส่งๆพูดออกไป
ล้วนแต่เป็นบุรุษวัยผู้ใหญ่มีครอบครัวกันหมดแล้ว ย่อมมีวุฒิภาวะจัดการอารมณ์ตัวเองได้ อีกอย่าง เขาเองก็ไม่เคยมีประสบการณ์ปลอบคนร้องไห้มาก่อน
โก่วเอ๋อร์เอียงศีรษะครุ่นคิด และรู้สึกว่าที่ท่านพ่อพูดมามีเหตุผลมาก
หากอยากร้องไห้แต่ร้องไม่ได้คงอึดอัดใจแย่ เช่นนั้นก็ให้ท่านลุงฟู่กุ้ยระบายมันออกมาสักหน่อยแล้วกัน
ลู่เสี่ยวหยางได้แต่ก้มหน้าไม่พูดจา เขามองว่า ที่ทุกคนต้องมาเสียอกเสียใจเช่นนี้เป็นเพราะตนเอง ทว่าทุกคนในที่นี้ไม่มีใครเอ่ยปากกล่าวโทษเขาเลย และนั่นยิ่งทำให้เขายิ่งโทษตัวเอง
นางซุนรู้สึกว่าหากปล่อยไว้เช่นนี้ไม่ดีแน่ ตอนนี้อากาศก็หนาวอยู่แล้ว ขืนเอาแต่ร้องห่มร้องไห้ อาหารบนโต๊ะที่ถูกเมินมีหวังได้เย็นหมดอดกิน เช่นนั้นจะไม่ยิ่งแย่ไปกันใหญ่หรือ
ทันใดนั้นหญิงชราก็ลุกขึ้นพรวด และกล่าวเสียงฉะฉานน่าเกรงขาม “เอาละ เอาละ พอได้แล้ว วันมงคลเช่นนี้ยังจะร้องไห้กันอีก! วันนี้เป็นวันเปิดหอบรรพชนอันเชิญดวงวิญญาณบรรพบุรุษเข้าศาล เป็นเรื่องที่น่ายินดี เพราะฉะนั้นทุกคนต้องยิ้มแย้มสิถึงจะถูก มีอะไรน่าร้องไห้กัน!”
ตอนนี้นางซุนและผู้เฒ่าลู่ถือเป็นผู้อาวุโสที่สุดในสกุลลู่ มีอำนาจในด้านต่างๆเต็มกำลัง ชาวสกุลลู่ล้วนให้ความเคารพนับถือผู้เฒ่าทั้งสอง ดังนั้นทันทีที่ผู้อาวุโสเอ่ยวาจานี้ออกมา ลู่ฟู่กุ้ยก็ไม่กล้าเปล่งเสียงร้องไห้ออกมาอีก
เขาเองก็รู้ว่าวันนี้เป็นวันดี แต่เขาไม่อาจควบคุมอารมณ์และความรู้สึกได้
บุตรชายของเขายังเล็ก เวลาออกไปทำงานเขาก็ไม่วางใจให้บุตรชายอยู่บ้านคนเดียว หลายๆครั้งจึงต้องพาบุตรชายไปด้วย แต่การพาบุตรชายที่ยังอยู่ในวัยเด็กเล็กไปทำงานด้วยเป็นเรื่องที่ไม่สะดวกเอาเสียเลย
ทุกครั้งที่เจอกับสถานการณ์นี้ ในหัวของเขาก็อดคิดขึ้นมาไม่ได้ว่า …หากภรรยายังมีชีวิตอยู่ก็คงจะดีมากๆ …หากท่านพ่อท่านแม่ของเขายังมีชีวิตอยู่ก็คงจะดี …หากครอบครัวของเขายังอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตา ผู้ชายออกไปทำงานหาเงิน ส่วนผู้หญิงก็ดูแลเรื่องในบ้าน ในบ้านก็คงจะเต็มไปด้วยความสุข เหมือนครอบครัวของท่านอาสามในตอนนี้ …มันคงจะดีมากๆ
แต่ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นได้แค่จินตนาการของเขาแล้ว ครอบครัวของเขาล้มหายตายจากไปหมดแล้ว แม้แต่เถ้ากระดูกก็หาไม่เจอ
“ขะ ขอ ขอโทษขอรับ…”
ลู่ฟู่กุ้ยสูดลมหายใจลึกเข้าปอด เช็ดน้ำตา แล้วยกจอกสุราขึ้นกระดกหมดจอกอีกครั้ง
“ท่านพ่อไม่ต้องร้องนะขอรับ ข้าจะอยู่เคียงข้างท่านเองขอรับ”
ทันใดนั้น เสี่ยวเฉิงจื่อ–บุตรชายของลู่ฟู่กุ้ยใช้ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กเช็ดน้ำตาให้ผู้เป็นบิดา
เสี่ยวเฉิงจื่ออายุน้อยกว่าโก่วเอ๋อร์เล็กน้อย แต่เขาเป็นเด็กที่รู้ประสีประสามาก รู้ว่าการที่ท่านพ่อเลี้ยงดูเขาเพียงลำพังนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เด็กคนนี้จึงเป็นเด็กที่เชื่อฟังมาก เวลาที่พ่อพาเขาไปทำงานด้วย เขาสามารถนั่งรอพ่อทำงานได้ทั้งวัน ไม่ร้องไห้งอแง ไม่ซน ไม่ทำให้บิดาต้องเป็นกังวลแม้แต่น้อย
เห็นบุตรชายรู้ความมากถึงเพียงนี้ ลู่ฟู่กุ้ยก็ยิ่งทนไม่ไหว คว้าบุตรชายมากอด และร้องไห้ออกมาอีกครั้ง
เหล่าคนที่เพิ่งหยุดร้องไห้ในเมื่อครู่เห็นการกระทำของสองพ่อลูกก็น้ำตาคลอขึ้นมาอีกครั้ง
นางซุนจนปัญญาแล้วจริงๆ…
ลู่เสี่ยวหยางผุดลุกขึ้น วิ่งกลับไปที่ห้องของตัวเอง และหยิบสิ่งของบางอย่างออกมาจากใต้หมอน
เขาเดินไปตรงหน้าเสี่ยวเฉิงจื่อ แล้วเอ่ย “เฉิงจื่ออย่าร้องไห้เลยนะ นี่ดูสิ กลับมาครั้งนี้พี่ชายคนนี้เอาของขวัญอะไรมาฝากเจ้า”
เอ่ยจบเขาก็แบมือออก สร้อยคุ้มกันภัยที่ทำจากหยกชิ้นหนึ่งก็ปรากฏตรงหน้าเด็กน้อย
เสี่ยวเฉิงจื่ออึ้งไปเล็กน้อย แต่ไม่ได้ยื่นมือไปหยิบในทันที
ลู่เสี่ยวหยางอธิบายด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน “นี่เป็นสร้อยคุ้มกันภัยที่ข้าเก็บเงินซื้อให้เจ้าเอง เจ้าใส่ติดตัวไว้ จะช่วยให้เจ้ารอดพ้นจากภัยอันตรายได้”
เด็กน้อยหันไปมองบิดาเพื่อเป็นการถามความเห็น ลู่ฟู่กุ้ยพยักหน้าให้ พลางกล่าว “พี่ชายให้ของขวัญเจ้า หากเจ้าชอบก็รับไว้เถอะ”
ได้ยินดังนั้น เด็กชายจึงหันมา แล้วเอ่ยเสียงนุ่มนิ่ม “ขอบคุณขอรับพี่เสี่ยวหยาง!”
ลู่เสี่ยวหยางสวมสร้อยคุ้มกันภัยให้น้อยชายด้วยตัวเอง ก่อนจะลูบศีรษะเขาอย่างอ่อนโยน พลางกล่าว “เฉิงจื่อเป็นเด็กดีจริงๆ ครั้งหน้าพี่กลับมาจะเอาของขวัญมาฝากเจ้าอีกนะ”
“อย่าใช้เงินเปลืองนักเลย เจ้าอายุไม่ใช่น้อยๆแล้วนะ ควรคิดเผื่อตัวเองด้วย อีกไม่กี่ปีเจ้าก็ถึงวัยแต่งงานมีครอบครัวแล้ว”
เพราะลู่เสี่ยวหยางเข้ามาช่วยทำลายอารมณ์โศกเศร้า ลู่ฟู่กุ้ยจึงหยุดร้องไห้แล้ว และหันไปอบรมสั่งสอนผู้เป็นหลานแทน
ลู่เสี่ยวหยางเอ่ยอย่างกระดากกระเดื่อง “แต่งงาน ไม่เร็วเกินไปหน่อยหรือขอรับ?”
เป้าหมายหลักใหญ่ในชีวิตของเขาตอนนี้คือการชดเชยความผิดที่เคยทำไปในอดีต ในหัวของเขาจึงยังไม่คิดเรื่องการแต่งงานมีครอบครัว เขาไม่อยากดึงผู้หญิงคนไหนให้มาร่วมชดเชยความผิดไปกับเขา
บุรุษแซ่ลู่ล้วนรักและทะนุถนอมภรรยาของตน เขาเองก็ต้องยึดคุณลักษณะข้อนี้
ยิ่งไปกว่านั้น… แม่นางที่เขาหลงใหลมีใจให้ในตอนนี้ก็ไม่ได้ชายตามองเขาเลย เรื่องการแต่งงานจึงยังเป็นสิ่งที่เขายังมองไม่เห็นภาพ
“เร็วปงเร็วไปอะไรกัน พ่อแม่เจ้าไม่อยู่แล้ว แต่ที่บ้านยังมีข้าที่เป็นลุงใหญ่ของเจ้าอยู่นะ! ถึงอย่างไรเจ้าก็ต้องเก็บเงินเอาไว้เพื่อตัวเอง อย่าใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายมากนักล่ะ!”
ลู่ฟู่กุ้ยไม่มีท่าทีจะร้องไห้อีก หลังจากผ่านไปครู่หนึ่งก็เพิ่งรู้ตัวว่าทุกคนกำลังมองมาที่เขา พอนึกถึงสภาพตัวเองที่ร้องห่มร้องไห้เมื่อครู่ ก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย
“เอาละ เอาละ รีบกินข้าวกันเถอะ เดี๋ยวอาหารจะเย็นหมด!”
ผู้เฒ่าลู่โบกมือพลางกล่าว และเริ่มกินข้าวเป็นคนแรก
หลังจากผ่านเหตุการณ์นี้ไป ลู่ฟู่กุ้ยก็คิดไว้ว่าจะไม่ดื่มสุราอีกแล้ว ด้วยกลัวว่าหากดื่มเยอะไป จะเมาจนควบคุมตัวเองไม่อยู่อีก
ลู่ไป่ชวนกินข้าวไปด้วย พลางสนทนากับลู่ฟู่กุ้ยไปด้วย “พี่ฟู่กุ้ย เสี่ยวเฉิงจื่อก็พอจะโตแล้ว ท่านคนเดียวก็ยุ่งมากคงดูแลเขาลำบากไม่น้อย สู้ส่งเขาไปเรียนที่สำนักศึกษาดีหรือไม่ อนาคตไม่ว่าจะอยากสอบเป็นขุนนางหรือไม่ แต่อย่างน้อยการได้รู้จักอักษรก็เป็นเรื่องดีนะขอรับ ตอนเด็กๆ พวกเราไม่มีโอกาสได้ร่ำเรียน จะให้ลูกๆไม่ร่ำเรียนเหมือนเราไม่ได้นะขอรับ”
ลู่ฟู่กุ้ยยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด ซุ่ยเอ๋อร์เอ่ยออกมาเสียก่อน “นั่นสิ อย่างพวกข้าเองที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ตอนนี้เวลาเจอปัญหาในโรงงานก็ค่อนข้างลำบาก เพราะฉะนั้นข้าเองก็คิดไว้ว่า หลังปีใหม่จะส่งเสี่ยวจวี๋จื่อไปเรียนที่สำนักศึกษาเหมือนกัน! แต่น่าเสียดายที่อาจารย์คังไม่สอนแล้ว ไม่รู้ว่าสำนักศึกษาไหนสอนดีบ้าง”
นางฉินเอ่ยขึ้นทันที “โอ้ ช่างบังเอิญจริงๆ น้องสาวบ้านสกุลจางก็บอกเหมือนกันว่าหลังปีใหม่จะส่งเสี่ยวเลี่ยงจื่อเข้าเรียน พอดีเลย เด็กทั้งสามคนจะได้มีเพื่อน!”
ลู่ฟู่กุ้ยเพียงฟังเงียบๆโดยไม่เอ่ยคำใด
เขาเองก็อยากส่งบุตรชายเข้าเรียนสำนักศึกษา แต่ก็รู้ว่าค่าเล่าเรียนสูง ด้วยกำลังความสามารถของเขาในตอนนี้ ยังไม่มีศักยภาพพอที่จะให้การศึกษากับบุตรชายได้
น้องสาวบ้านสกุลจางที่นางฉินเอ่ยถึงก็คือนางเสิ่น ครอบครัวของพวกเขาทำการค้ากับครอบครัวลู่จึงเก็บเงินได้ไม่น้อย การส่งลูกๆเรียนหนังสือจึงไม่ใช่ปัญหา
ส่วนครอบครัวของซุ่ยเอ๋อร์ก็ได้รับเงินส่วนแบ่งครั้นที่ถูกช่วยออกมาจากรังโจร และถึงแม้จะเคยหยิบยืมเงินจากครอบครัวท่านอาสาม แต่โดยรวมแล้วภาระทางการเงินของนางก็ไม่ได้หนักหนา แม้ตอนนี้จะอาศัยบ้านกระท่อมมุงจาก แต่ก็ยังดีที่มีบ้านเป็นของตัวเอง
แต่เขาไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกเขาสองพ่อลูกเพิ่งได้มาพบกับครอบครัวท่านอาสามในตอนที่อยู่เมืองเฉียนโจวแล้ว ดังนั้นเงินที่ได้มาจึงเป็นเงินที่หยิบยืมมาจากครอบครัวอาสาม
ตลอดมา เขาทำงานอย่างแข็งขันเพื่อจะคืนเงินที่หยิบยืมมาให้หมดให้ได้ ทุกวันนี้สองพ่อลูกยังเช่าบ้านเก่าๆในหมู่บ้านอาศัยอยู่เลย
เขาเองก็มีความคิดอยากสร้างบ้านเป็นของตัวเอง ไม่ต้องกว้างขวางใหญ่โตนัก แต่ก็ต้องเริ่มจากมีที่ดินเป็นของตัวเองก่อน และการซื้อที่ดินปลูกบ้านก็ต้องใช้เงินจำนวนมากเช่นกัน
ส่วนการเล่าเรียนของลูก นอกจากค่าเล่าเรียนแล้วยังต้องมีค่าอุปกรณ์การเรียน ตำรา กระดาษ พู่กันต่างๆนานา เขาไม่มีความสามารถนั้นจริงๆ…
ตอนที่ 523: เขียนสัญญากู้ยืม
สายตาของทุกคนมองไปที่ลู่ฟู่กุ้ย สีหน้าของลู่ฟู่กุ้ยเก้ๆกังๆเล็กน้อย
เขารู้สึกว่า ตนเองไร้ความสามารถ ตอนนี้ไม่สามารถรับผิดชอบค่าใช้จ่ายการเล่าเรียนของลูกได้ ดังนั้นชั่วขณะหนึ่งจึงไม่รู้ควรทำตัวเช่นไร
ทันใดนั้นเอง ลู่เสี่ยวหยางก็ยืนขึ้น พลางกล่าว “ท่านลุง ท่านให้เฉิงจื่อเรียนเถอะขอรับ ค่าใช้จ่ายข้าจะช่วยออกบางส่วน”
“จะได้อย่างไร! ตัวเจ้าก็ยังอายุแค่นี้เอง เรื่องเรียนของเสี่ยวเฉิงจื่อข้าจัดการเองได้!”
ลู่ฟู่กุ้ยปฏิเสธทันทีโดยไม่ต้องคิด ลู่เสี่ยวหยางยังเป็นเด็ก จะให้เขามาแบกรับภาระเหล่านี้ได้อย่างไร นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน
ในฐานะลุง เขาไม่มีความสามารถอะไร แต่เขาก็อยากสร้างบ้านเพื่อต่อไปลู่เสี่ยวหยางแต่งงานจะได้มีห้องหับส่วนตัวไว้อยู่กับภรรยา ส่วนเงินสินสอดแต่งงาน เขาคงสามารถช่วยเท่าที่จะช่วยได้ ส่วนที่เขาช่วยไม่ได้ก็คงต้องให้ลู่เสี่ยวหยางพึ่งความพยายามและความขยันของตัวเองแล้ว
ที่สำคัญ เรื่องของบุตรชายเขา เขาต้องให้ความสำคัญด้วยตัวเอง คิดไม่ถึงว่าลู่เสี่ยวหยางจะมาใส่ใจเรื่องค่าเล่าเรียนของเฉิงจื่อเช่นนี้
ไม่ได้ อย่างไรก็ไม่ได้เป็นอันขาด!
“ท่านลุง ไม่มีสิ่งใดที่ไม่ได้ขอรับ ช่วงนี้ข้าเก็บเงินได้ไม่น้อย จ่ายค่าเล่าเรียนของเฉิงจื่อได้ไม่มีปัญหา สายเลือดฝั่งเราก็มีเขาที่เป็นเด็กคนเดียวแล้ว ยิ่งควรต้องเลี้ยงดูเขาให้ดีขอรับ”
ที่ลู่เสี่ยวหยางทำเช่นนี้ก็เพราะอยากชดเชยความผิดที่เขาเคยทำไป อีกอย่าง เขาคิดจริงๆว่าสายเลือดฝั่งพวกเขาก็มีแค่เสี่ยวเฉิงจื่อที่เป็นเด็กคนเดียวแล้ว ดังนั้นควรเลี้ยงดูต้นกล้าต้นนี้ให้ดี เติบโตขึ้นไปจะได้มีความรู้ความสามารถ นำพาความรุ่งโรจน์มาสู่วงศ์ตระกูล และได้ชดเชยความรู้สึกผิดในใจกับความไม่สบายใจของเขาด้วย
ลู่ไป่ชวนที่อยู่ใกล้ๆ ก็คอยดูท่าทีของลู่ฟู่กุ้ยเช่นกัน หากลู่ฟู่กุ้ยลำบากจริงๆ เขาไม่มีทางอยู่เฉยโดยไม่ทำอะไรแน่นอน ไม่ว่าจะลำบากอย่างไร การศึกษาไม่อาจละทิ้งได้เด็ดขาด
แต่พอเห็นลู่เสี่ยวหยางอาสา เขาก็ไม่คิดจะเข้าไปแทรกมือ ตอนนี้ลู่เสี่ยวหยางมีความคิดความอ่านเช่นนี้ถือว่าเป็นเรื่องดี แสดงให้เห็นว่าเขาโตแล้วจริงๆ มีความรับผิดชอบ เช่นนั้นก็สนับสนุนให้เขาได้แสดงออก
ลู่เสี่ยวหยางทำการค้าหาเงินได้มากกว่าลู่ฟู่กุ้ยทำงานรับจ้างแรงงานเสียอีก นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้เขายังร่วมลงทุนกิจการสถานบันเทิงกับเหอจิ่วเหนียงด้วย แม้กิจการจะยังไม่เปิด แต่หากเปิดละก็ ได้เงินปันผลมากมายแน่นอน
อย่างน้อยดูจากตอนนี้แล้ว ฐานะของลู่เสี่ยวหยางเรียกได้ว่าไม่เลวเลย และเชื่อว่าเขาจะมีกำลังทรัพย์ที่ส่งเสียให้เฉิงจื่อร่ำเรียนได้
ลู่ฟู่กุ้ยรู้สึกสับสน เขายอมรับว่าตอนนี้เขาไม่สามารถส่งเสียบุตรชายร่ำเรียนได้จริงๆ หากอยากส่งบุตรชายเข้าเรียนหลังปีใหม่จริงๆ เช่นนั้นก็คงต้องขอยืมเงินจากคนอื่นแล้ว
และดูจากตอนนี้ คนที่สามารถให้ยืมเงินได้ก็มีแค่ครอบครัวของท่านอาสาม
แต่ก่อนหน้านี้ครอบครัวของท่านอาสามก็ช่วยเหลือเขามามากแล้ว เงินที่หยิบยืมมาก่อนหน้านี้ก็เพิ่งจะคืนไปหมดไม่นาน หากขอยืมอีก เขารู้สึกเกรงใจมากจริงๆ
ส่วนทางด้านลู่เสี่ยวหยาง หลานคนนี้ก็ยังเด็ก และเขาในฐานะลุงจะให้ไปเอาเงินของหลานได้อย่างไรกัน
ชายผู้กลัดกลุ้มคิดจนหัวหมุน ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างทอดถอนใจในที่สุด “ก็ได้ เช่นนั้นให้ถือว่าลุงยืมเจ้าก็แล้วกัน วันหน้าเจ้าแต่งงานมีครอบครัวลุงจะคืนให้ เรามาเขียนสัญญากู้ยืมกัน ถึงเวลาลุงคืนให้เจ้า แล้วเจ้าต้องรับเงินคืนด้วย”
ในเมื่อไม่สบายใจที่จะรับมาเปล่าๆ ลู่ฟู่กุ้ยจึงเสนอให้เป็นเรื่องการกู้ยืม ถึงอย่างไรเฉิงจื่อก็เป็นบุตรชายของเขา เขาต้องเลี้ยงดูด้วยตัวเอง ตราบใดที่เขายังมีชีวิตอยู่ มีมือมีเท้าครบสามสิบสอง ไม่มีเหตุผลใดที่จะต้องให้หลานชายมาช่วยเหลือ
ส่วนเรื่องที่ผ่านมาเหล่านั้น ในเมื่อเลือกที่จะให้อภัยแล้วก็ไม่ควรยกเอามาเป็นเหตุผลในการเอารัดเอาเปรียบหลานชายเด็ดขาด
ดูเหมือนว่าทุกคนก็คิดไม่ถึงว่าลู่ฟู่กุ้ยจะเสนอให้ทำสัญญากู้ยืม โดยเฉพาะอย่างยิ่งลู่เสี่ยวหยาง เขาอยากช่วยท่านลุงกับน้องชายเขาจากใจจริง หากถือว่าให้ยืม นั่นก็เท่ากับว่าเขาไม่ได้ช่วยท่านลุงน่ะสิ
“ท่านลุง ไม่ต้องจริงๆขอรับ ข้า…”
ลู่เสี่ยวหยางรีบปฏิเสธทันที แต่กลับถูกเหอจิ่วเหนียงห้ามไว้
“เสี่ยวหยาง ทำตามที่ลุงของเจ้าบอกเถอะ ตอนนี้ที่เจ้าสามารถช่วยได้ก็ถือว่าเจ้าได้ช่วยแล้ว แต่เรื่องดอกเบี้ยก็ต้องคิดให้ดีๆ อย่าทำให้ลุงของเจ้าไม่สบายใจล่ะ”
เหอจิ่วเหนียงมองว่าวิธีนี้เป็นธรรมกับทุกฝ่ายที่สุด แม้จะบอกว่าลู่เสี่ยวหยางให้ผู้เป็นลุงยืมเงินส่งเสียเสี่ยวเฉิงจื่อเรียน และวันข้างหน้าก็ต้องคืนเงินให้ แต่หากไม่มีการช่วยเหลือของเขาในวันนี้ เฉิงจื่อก็ไม่มีโอกาสได้เข้าเรียน ผลลัพธ์นี้ดีที่สุดแล้ว
ลู่เสี่ยวหยางได้ยินเหอจิ่วเหนียงเอ่ยดังนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก อาสะใภ้สามพูดสิ่งใดล้วนถูกทุกอย่าง เขาต้องเชื่อฟัง
“ก็ได้ขอรับ”
เขาจำยอมพยักหน้า ลู่ฟู่กุ้ยเองก็พึงพอใจมาก และหันไปเอ่ยกับลู่ไป่ชวน “ไป่ชวน ตระกูลของเราตอนนี้ก็เจ้านี่แหละที่มีอนาคตที่สุดแล้ว เจ้าช่วยข้าเขียนสัญญากู้ยืมเพื่อเป็นหลักฐานหน่อยสิ วันข้างหน้าหากข้าคืนเงินแล้วเขาไม่รับ เจ้าจะได้ช่วยข้าจัดการเขาได้!”
ลู่ไป่ชวนตอบตกลงอย่างเต็มใจ หลังจากกินข้าวเสร็จก็ไปหากระดาษพู่กันมาช่วยเขียนสัญญากู้ยืม
ตอนนี้เฉิงจื่อยังไม่ได้เข้าเรียนจึงยังไม่รู้ว่าค่าใช้จ่ายเท่าไร ลู่ไป่ชวนจึงเขียนลงไปว่า ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการเล่าเรียนทั้งหมดของเฉิงจื่อ ลู่เสี่ยวหยางจะเป็นคนช่วยออกให้ทั้งหมด ไม่ว่าเท่าไรก็จะต้องคืนให้ครบ
หลังเขียนเสร็จก็ให้ทั้งสองฝ่ายประทับลายนิ้วมือ
สัญญากู้ยืมมอบให้ลู่เสี่ยวหยางเป็นคนถือไว้ ให้เขาเก็บไว้ให้ดี
ลู่เสี่ยวหยางยิ้มอย่างขมขื่น เขาไม่ได้อยากได้สิ่งใดชดเชย เขาส่งน้องชายเรียนต่างหากถึงจะเป็นการชดเชย เหตุใดยังต้องเอาค่าชดเชยด้วยเล่า
เฮ้อ จนปัญญาจริงๆ
ทว่าก็ยังดีที่ในที่สุดเรื่องนี้ก็สามารถหาทางออกร่วมกันได้ ไม่ว่าอย่างไรหลังปีใหม่เสี่ยวเฉิงจื่อก็จะได้เข้าเรียนแล้ว ได้ปูพื้นฐานความรู้ตั้งแต่เด็กเช่นนี้ ขอเพียงแค่ตั้งใจ อย่างไรก็ไม่ลำบากแน่นอน
........
วันต่อมา ครอบครัวลู่ไปช่วยงานที่หอสุราอีกวัน และถึงเวลาที่ทุกคนต้องแยกจากกันอีกครั้ง ด้วยหน้าที่ขุนนางของลู่ไป่ชวน งานในโรงหมอของเหอจิ่วเหนียง และการเรียนของพวกเด็กๆ หน้าที่เหล่านี้ไม่อาจละทิ้งไปหลายวันได้
ทว่าครั้งนี้มีนางซุนและผู้เฒ่าลู่ร่วมเดินทางด้วย เนื่องจากนางซุนอยากไปสัมผัสบรรยากาศงานมงคลของผู้ว่าการเมืองสักหน่อยว่าเป็นอย่างไร
และแน่นอนว่า เหตุผลสำคัญที่สุดย่อมเป็นเพราะอยากไปอยู่กับพวกหลานๆสักพัก คนเฒ่าคนแก่ก็ย่อมชอบความคึกคักของหลานๆ
ตั้งแต่เด็กๆ ย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองหลัก พวกเขาสองผู้เฒ่าก็รู้สึกว่าชีวิตไม่ค่อยมีรสชาติเอาซะเลย
ตอนนี้นางหยูต้องไปดูแลหอสุรา ลู่จิ้งซวนก็ต้องไปเรียนตีทอง พวกลู่กุ้ยหลานถ้าไม่ไปช่วยที่หอสุราก็ไปดูแลงานในโรงงาน ไม่มีใครว่างเลย
ในบ้านจึงเหลือแค่สองสามีภรรยาครอบครัวรอง
จืดชืด ชีวิตช่างจืดชืดจริงๆ สู้ไปดูความคึกคักในเมืองหลักดีกว่า!
อันที่จริงนางซุนตัดสินใจยากพอสมควร และก็ตัดสินใจได้ว่า รอจนกว่าปีใหม่ค่อยกลับมาพร้อมกันอีกหน เมื่อถึงตอนนั้นนางฉินก็คงจะคลอดพอดี นางจะได้กลับมาดูแลพอดี
“รีบกลับเข้าบ้านเถอะ ไม่ต้องส่งแล้ว!”
นางซุนยื่นหน้าออกมาจากหน้าต่างรถม้า โบกมือพลางบอกกับลู่เหอหรงและนางฉิน
สีหน้านางฉินเต็มไปด้วยความอาวรณ์ ตอนนี้ในบ้านก็เหลือแค่พวกนางแล้ว ช่างเงียบเหงาจริงๆ!
แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ ทุกคนล้วนทำเพื่ออนาคตกันทั้งนั้น มีแค่พวกเขาที่ตอนนี้ยังไม่ได้มีความคิดอะไร
พอตระหนักได้ว่าทุกคนกำลังยุ่งกับงาน มีแค่พวกเขาสองสามีภรรยาที่อยู่ว่างๆ ทันใดนั้นนางฉินก็เริ่มคิดมาก
ทุกคนล้วนกำลังพยายามกันอยู่ แต่พวกเขาสองคนกลับไม่ทำอะไรเลย เช่นนี้คนอื่นเขาก็ก้าวหน้าไปแล้ว แต่พวกเขากลับยังอยู่ที่เดิม
ก่อนหน้านี้เพราะทุกคนได้อยู่ด้วยกัน เติบโตไปด้วยกัน จึงมองไม่เห็นภาพนัก แต่ตอนนี้พอแยกบ้านกันแล้ว น้องสามกับน้องสะใภ้สาม รวมไปถึงพวกเด็กๆ ในครอบครัวกลับมาบ้านทีไรก็ไม่เหมือนเดิมทุกครั้ง ยิ่งนานวันก็ยิ่งมีสง่าราศี แม้กระทั่งครอบครัวของพี่ใหญ่พี่สะใภ้ใหญ่ และครอบครัวพวกน้องหญิงล้วนแต่กำลังพยายามทำเพื่ออนาคตของครอบครัวกันทั้งสิ้น
แล้วพวกเขาสองคนล่ะ?
ชีวิตนี้จะอยู่อาศัยในหมู่บ้านที่อบอุ่นนี้ไปทั้งชีวิต อยู่ที่เดิมตลอดไปเช่นนี้หรือ
ตอนที่ 524: สิ่งใดที่ผิดปกติ ย่อมมีความผิดแปลกแน่นอน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางฉินก็รู้สึกเสียวสันหลังวาบ
พวกเขาแยกครอบครัวดูแลกันเองแล้ว หากเป็นเช่นนี้นานเข้า ความแตกต่างระหว่างครอบครัวก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ
กิจการการค้าเดียวกัน เหตุใดต้องให้คนอื่นพยายามอยู่ฝ่ายเดียว ส่วนพวกเขาสองสามีภรรยากลับรู้จักแค่รอให้คนมาป้อนอาหารให้
เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว!
แม้ตอนนี้ทุกคนจะไม่ได้เอ่ยปากพูดอะไร แต่หากปล่อยไว้ ต้องเกิดความขุ่นเคืองขึ้นสักวันเป็นแน่!
คิดได้ดังนี้ นางฉินก็คว้ามือสามีมาจับไว้ แล้วกล่าวอย่างกังวล “ข้าว่าหลังจากข้าอยู่เดือนหลังคลอดเสร็จ ข้าจะหาอะไรทำสักหน่อย ทุกคนล้วนกำลังพยายามกันอยู่ทั้งนั้น เห็นทีข้าก็ต้องหาอะไรทำบ้าง จะตามหลังทุกคนเช่นนี้ไม่ได้แล้ว!”
ก่อนหน้านี้ลู่เหอหรงอยากออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก แต่นางไม่เห็นด้วย ต่อมาจึงตัดสินใจให้ลู่เหอหรงอยู่บ้านดูแลท่านพ่อท่านแม่ และดูแลเรือกสวนนาไร่ แต่ท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่ได้อยู่บ้านตลอด มักจะไปอยู่ในเมืองหลักอยู่บ่อยๆ และเรื่องเรือกสวนนาไร่ในตอนนี้ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นกังวลอะไร แค่ไปตรวจดูความเรียบร้อยในทุกๆวัน ดูว่าผลผลิตมีแมลงวัชพืชกัดกินหรือไม่ งานพวกนี้เป็นงานง่ายๆ พูดตรงๆก็คือพวกพี่น้องดูแลลู่เหอหรงก็เลยมอบงานเช่นนี้ให้เขา
“ในที่สุดเจ้าก็คิดได้แล้ว!”
ลู่เหอหรงถอนหายใจยาวออกมา แล้วเอ่ยต่อ “ก่อนหน้านี้ข้าก็กังวลเรื่องนี้นี่แหละ ครอบครัวของข้าสามคนพี่น้อง น้องสามออกไปข้างนอกกลับมาได้ดิบได้ดี พี่ใหญ่ก็กำลังเรียนช่างตีทอง ก็มีแค่ข้าที่ดูเหมือนทำอะไรไม่เป็นเลย แล้วก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรได้บ้าง ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป ในบรรดาสามคนพี่น้อง ข้าก็คือคนที่ไร้อนาคตที่สุดแล้ว…”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ ความรู้สึกจุกอกก็โจมตีเขา อารมณ์พลันหม่นหมอง
จะว่าไปแล้ว เขาเหมาะกับการทำสิ่งใดล่ะ?
“ไม่หรอกเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรก็ต้องรอหลังปีใหม่ถึงจะลงมือทำได้ ช่วงนี้พวกเราก็คิดกันไปก่อนว่าเราอยากทำสิ่งใด แล้วถึงตอนนั้นก็เริ่มทำกัน!”
นางฉินเห็นท่าทีของสามีไม่ค่อยดีก็รู้สึกปวดใจ ก่อนหน้านี้เขาอยากออกไปหาประสบการณ์ข้างนอก เป็นนางเองที่ขัดขวางเขา ช่วงนี้เขาก็พยายามดูแลนางอย่างดีมาโดยตลอด นางจึงจะไม่ห้ามเขาอีกแล้ว
“ก็ดีเหมือนกัน”
ลู่เหอหรงพยักหน้าอย่างหนักแน่น ไฟแห่งความหวังพลันจุดประกายขึ้นในใจ
ก่อนหน้านี้มองไม่เห็นความจริงที่ว่า ทุกคนล้วนกำลังพยายามกันอยู่ มีแค่พวกเขาที่ปล่อยให้เวลาผ่านไปเปล่าประโยชน์ ตอนนี้พอได้เห็นแล้ว จะปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้วจริงๆ
ความรุ่งเรืองมั่นคงของตระกูลคือผลลัพธ์จากความขยันและความพยายามของทุกคนในครอบครัว ไม่ใช่เกิดจากแค่บางคน แม้พวกเขาสองคนไม่มีความคาดหวังอะไรมาก แต่จะอยู่เฉยๆโดยไม่ทำอะไรไม่ได้เช่นกัน
........
ครอบครัวของลู่ไป่ชวนเดินทางกลับมาถึงเมืองหลัก เพิ่งจะถึงหน้าประตูเมืองก็ได้รับรายงานจากลูกน้องที่มารออยู่ที่ประตูว่า เกิดเรื่องขึ้นแล้ว ลู่ไป่ชวนจึงไม่ทันได้กลับถึงบ้านก็ต้องไปที่หน่วยหั่วอวิ๋นก่อน
ผู้เฒ่าลู่กับนางซุนเคร่งเครียดเล็กน้อย เอ่ยถามอย่างกังวล “คงไม่ได้เกิดเรื่องใหญ่กระมัง?”
เหอจิ่วเหนียงตอบสบายๆ “วางใจได้เจ้าค่ะ ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาข้าก็แบกเอาไว้ได้เจ้าค่ะ!”
นางซุนได้ยินดังนั้นก็หมดคำพูดจริงๆ
นี่นางกำลังจริงจังอยู่นะ!
เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาอย่างไร้เดียงสา แสดงออกทางสีหน้าเป็นนัยว่า นี่ข้าก็จริงจังเหมือนกันเจ้าค่ะ!
ผู้เฒ่าลู่เห็นภรรยากับลูกสะใภ้คู่นี้เริ่มทะเลาะกันอีกแล้ว ก็หันหน้าหนีไม่อยากร่วมด้วย เพราะเขารู้ว่าหากตนเองกล้าเข้าไปร่วมวงละก็ ต้องมีจุดจบที่ไม่ดีแน่นอน
พวกเด็กๆก็ก้มหน้าก้มตาแสร้งทำเรื่องของตัวเองไป รู้รักษาตัวรอดสำคัญที่สุด
หลังจากนั้น เหอจิ่วเหนียงและนางซุนก็เริ่มปะทะคารมกัน
“ข้ายังไม่ตาย ไม่ต้องให้เจ้ามาแบกหรอก!”
“ท่านยังมีชีวิตอยู่ข้าก็แบกได้นี่เจ้าคะ!”
“ข้าแบกตัวเองได้!”
“แล้วข้าแบกบ้างไม่ได้หรืออย่างเจ้าคะ?”
“เจ้าตัวสูงไม่เท่าข้าเลย จะแบกได้อย่างไร?”
ทั้งสองเถียงกันไปมาราวกับเด็กตลอดทาง เมื่อมาถึงจวน เหอจิ่วเหนียงก็พาสองผู้เฒ่าไปที่เรือนที่ทั้งสองเคยพักก่อนหน้านี้ด้วยความเบิกบาน
เมื่อวานส่งจดหมายมาที่จวนแล้ว สาวใช้ในจวนจึงรู้ว่านายท่านผู้เฒ่าทั้งสองจะมา ดังนั้นจึงเผาถ่านรอไว้ในห้อง ทันทีที่เข้ามาก็อบอุ่นมาก
“เอาละ เจ้าไปทำงานของเจ้าเถอะ พวกเราจะพักผ่อนกันเอง!”
ทันทีที่เข้ามาในเรือน นางซุนก็ผลักเหอจิ่วเหนียงออกไป เอ่ยด้วยน้ำเสียงติดรำคาญ ทว่าวาจานั้นกลับเต็มไปด้วยความห่วงใย
เหอจิ่วเหนียงย่อมเข้าใจเจตนาของหญิงชรา จึงกล่าว “ก็ได้เจ้าค่ะ ท่านสุภาพสตรีซุน ข้ารู้ว่าท่านเป็นห่วงข้า ข้าจะไปเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ พวกท่านนอนงีบสักพักนะเจ้าคะ ถ้ารู้สึกหนาวก็ไม่ต้องออกไปข้างนอก ให้คนยกอาหารมื้อเย็นมาให้ท่านกินในนี้แทน”
เอ่ยจบก็วิ่งออกไป นางซุน.กลอกตา.มองบน พร้อมบ่นไล่หลัง “เรื่องดีๆไม่รู้จักเรียนรู้ซะบ้าง เอาแต่ทำตัวกะล่อนเช่นนี้ บอกให้ข้าเอาข้าวเข้ามากินในห้อง เจ้าเด็กคนนี้เหตุใดถึงได้ขี้เกียจถึงเพียงนี้นะ!”
บ่นเสร็จนางก็ทุบประตูไปทีหนึ่ง
.......
เหอจิ่วเหนียงจัดการดูความเรียบร้อยของพวกเด็กๆ เสร็จก็ไปดูความคืบหน้าของสถานบันเทิง
ก่อนหน้านี้ไปโรงหมอทุกวัน นางยุ่งมากจริงๆ จึงมอบหมายเรื่องนี้ให้ลู่ไป่ชวนเป็นคนดูแล เขามีเวลาก็มักจะไปตรวจสอบความเรียบร้อย และกลับมาบอกความคืบนางให้นางได้รู้
ตอนนี้ว่าง เหอจิ่วเหนียงจึงอยากไปดูด้วยตัวเอง มีตรงไหนที่ไม่เหมาะสมก็จะได้ปรับเปลี่ยนแก้ไข
เมื่อเหอจิ่วเหนียงมาถึง คนข้างในเห็นแล้วก็พากันเข้ามาทักทายเสียงดัง ราวกับกลัวว่านางจะไม่ได้ยินก็มิปาน
นางโบกมือบ่งบอกว่าตามสบาย จากนั้นก็เดินสำรวจภายใน
ส่วนใหญ่เป็นไปอย่างเรียบร้อย มีบางจุดที่ต้องปรับเปลี่ยนแก้ไขเล็กๆน้อยๆ ตามที่ลู่ไป่ชวนแนะนำ หากจะใช้คำให้เห็นภาพความคืบหน้า ก็คงจะเป็นคำว่า ‘สมบูรณ์แบบ’!
เหอจิ่วเหนียงเดินดูทีละชั้น โดยมีหัวหน้าคนงานพยายามเดินตามไม่ใกล้ไม่ไกล เหอจิ่วเหนียงรู้สึกรำคาญจึงกล่าว “เจ้าไปทำงานของเจ้าเถอะ ข้าเดินดูเองได้”
หัวหน้าคนงานไม่ยอมไป ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “เถ้าแก่ เถ้าแก่มาตรวจดูความเรียบร้อย ข้าน้อยก็ควรอยู่ข้างๆท่าน จะได้แนะนำเถ้าแก่ได้สะดวกขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นทันที “สถานบันเทิงแห่งนี้ข้าเป็นคนออกแบบเองกับมือ จำเป็นต้องให้เจ้าแนะนำด้วยหรือ?”
ก่อนหน้านี้ก็ใช่ว่านางจะไม่เคยมา ทุกครั้งก็ยังคงเป็นกฎเดิม เหตุใดครั้งนี้ถึงไม่เชื่อฟัง?
สิ่งใดที่ผิดปกติ ย่อมมีบางอย่างผิดแปลกแน่นอน
เหอจิ่วเหนียงจ้องหน้าหัวหน้าคนงาน มุมปากยกขึ้นเล็กน้อยคล้ายเป็นรอยยิ้ม หากแต่ไม่ยิ้ม
หัวหน้าคนงานถูกจับจ้องเช่นนี้ก็ตื่นตระหนกเล็กน้อย รีบละสายตาหันหนี และยิ้มเจื่อนๆ “เถ้าแก่อย่าได้ตำหนิเลยขอรับ เถ้าแก่ไม่ได้มานาน ข้าน้อยกลัวว่าเถ้าแก่จะไม่รู้ความคืบหน้าในช่วงนี้ ก็เลยอยากมาดูกับเถ้าแก่แค่นั้นขอรับ หากเถ้าแก่ไม่อยากให้ข้าน้อยอยู่ด้วย ข้าน้อยจะไปเดี๋ยวนี้ขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจเขา นางเดินเข้าไปด้านในต่อ ขณะที่เดินเลี้ยวหัวมุมก็หันไปเหลือบมองเขาเล็กน้อย และพบว่าสีหน้าท่าทีของเขาดูเจือความกังวลจางๆ
หรือว่า… ในช่วงที่นางไม่ได้มา หัวหน้าคนงานผู้นี้ได้ทำความผิดขึ้นจริงๆ
การก่อสร้างสามารถเกิดความผิดพลาดได้หลายจุด อาทิ โกงแรงงานหรือใช้วัสดุคุณภาพต่ำ เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้เหล่านี้ เหอจิ่วเหนียงก็ยิ่งเพิ่มการตรวจสอบอย่างละเอียด
เมื่อเข้ามาถึงห้องหนึ่ง พวกคนงานกำลังทำงานกันอย่างหนัก มีฝุ่นผงตลบอบอวล และบนพื้นก็เต็มไปด้วยวัสดุไม้เกลื่อนกลาด
“พวกเจ้าทำอะไร?”
เหอจิ่วเหนียงยืนอยู่หน้าประตู ขมวดคิ้วแน่น สีหน้าถมึงทึง
ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนการตกแต่งแล้ว เหตุใดถึงยังใช้วัสดุไม้สำหรับงานก่อสร้างอยู่อีก เห็นว่านางโง่นักหรืออย่างไร!?
ทุกคนได้ยินเสียงนี้ก็พลันสะดุ้งโหยง รู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมาในบัดดล
หัวหน้าคนงานรีบเข้ามาดู และยิ้มเจื่อนพลางเอ่ยตอบ “เถ้าแก่ พวกเขากำลังทำงานกันอยู่ขอรับ! ตรงนี้ฝุ่นเยอะ เราเดินไปดูทางโน้นกันดีกว่าขอรับ!”
เหอจิ่วเหนียงผลักเขาออก และตะคอกกลับอย่างเดือดดาล “เจ้าคิดว่าข้าโง่นักหรืออย่างไรฮะ!”
พูดจบก็ย่ำเท้าเดินเข้าไปดูในห้อง ทันใดนั้นนางก็ยิ่งโมโหมากขึ้น
ตอนที่ 525: ยังเด็กเกินไป
เหอจิ่วเหนียงเข้ามาก็พบว่า ผนังห้องนี้มีรูขนาดใหญ่ ตอนนี้คนงานเหล่านี้กำลังรีบอุดอยู่
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงมาถึง สีหน้าของทุกคนตื่นตกใจอย่างรุนแรง จากนั้นก็ละล่ำละลักรีบใช้ร่างของตนเองยืนบังจุดที่เป็นปัญหา
ทว่าเหอจิ่วเหนียงเห็นมันแล้ว พวกเขาไม่รอดแน่
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
นางกดความโกรธเอาไว้ ลดเสียงต่ำเอ่ยถาม แต่คนที่อยู่ตรงนี้ล้วนสัมผัสได้ว่า ความโกรธของนางถึงขีดสุดแล้ว
“ถะ ถะ เถ้าแก่ คะ คือ…คือว่า พวกคนงานยกของไม่ทันระวังก็เลยไปชนผนังตรงนั้นเข้า มันก็เลยพังขอรับ ข้าน้อยกำลังให้พวกเขารีบจัดการซ่อมให้เร็วที่สุด มะ มะ ไม่นานก็เสร็จเรียบร้อยแล้วขอรับ!”
หัวหน้าคนงานเม็ดเหงื่อผุดพรายท่วมตัว รอยยิ้มบนใบหน้าบิดเบี้ยว กล้ามเนื้อริมฝีปากสั่นระริก
เหอจิ่วเหนียงมองหัวหน้าคนงานที่จงใจจะเบี่ยงประเด็น มุมปากนางยกขึ้นอย่างเย็นชา “ผนังห้องนี้ทำด้วยกระดาษสาอย่างนั้นหรือ ชนนิดเดียวถึงกับพังเป็นหลุมใหญ่ขนาดนี้ได้!”
เหอจิ่วเหนียงพูดพร้อมกับผลักเหล่าคนงานที่ยืนบังผนังออก จากนั้นก็เข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับผนังกันแน่
ทันทีที่ดูนางก็รู้ได้ทันที
นี่มันแย่กว่ากระดาษสาซะอีก!
โครงสร้างผนังเต็มไปด้วยไม้ผุที่ถูกปลวกกัดกิน แค่ยื่นมือไปแตะเพียงเล็กน้อยก็ร่วงกราวลงมาเป็นผงอย่างง่ายดาย!
อาคารที่ก่อสร้างเช่นนี้ใครจะกล้ามา แค่จามสองสามครั้งก็พร้อมที่จะพังถล่มลงมาแล้ว!
นี่เป็นอาคารที่อันตรายยิ่งกว่าอาคารเก่าแก่ใกล้จะพังซะอีก จะให้นางเปิดทำการค้าได้อย่างไร!
เหอจิ่วเหนียงทุ่มเทกับหอแห่งนี้ไม่น้อย เดือนหน้าก็ได้ฤกษ์เปิดกิจการแล้ว แต่กลับพบว่าการก่อสร้างห่วยมาก โชคดีพบก่อนตอนที่ยังไม่เปิดกิจการ หาไม่หากเกิดเรื่องขึ้น ความเสียหายนั้นใครจะรับผิดชอบ
หากเปิดกิจการ แค่ลูกค้าเข้ามาจำนวนมากโดยที่ยังไม่ต้องทำอะไรหอนี้ก็พังครืนลงมาได้แล้ว ถึงตอนนั้นคงมีคนบาดเจ็บล้มตายมหาศาล และเรื่องราวจะไม่ได้เกี่ยวพันแค่นางคนเดียว
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าเรื่องไม่ได้มีแค่นี้ หากแค่หัวหน้าคนงานยักยอกเงินซื้อวัสดุ เปลี่ยนเป็นวัสดุระดับต่ำทั้งหมด นางยังสามารถเข้าใจได้
แต่นี่ไม่ใช่แค่เป็นวัสดุก่อสร้างระดับต่ำ ทั้งหมดนี้คือของที่พร้อมจะพังได้ทุกเมื่อเพียงแค่กระแทกเท่านั้น
นี่ต้องการทำให้นางเสียชื่อเสียง ทำให้ลู่ไป่ชวนเสียชื่อเสียง หรือไม่ก็อยากทำให้เฉินอ๋องเสียชื่อเสียง แล้วเรื่องนี้เป็นความคิดของใครกัน?
เหอจิ่วเหนียงคิดไปถึงพวกคนตงถิง
ก่อนหน้านี้ที่นางมาดูงานด้วยตัวเองยังไม่พบปัญหาเหล่านี้ หลังจากไปเมืองหลวงกลับมา นางยุ่งอยู่กับงานในโรงหมอจนละเลยเรื่องทางนี้ไปสนิท
เรื่องสับเปลี่ยนวัสดุก่อสร้าง น่าจะเริ่มขึ้นตั้งแต่หลังจากที่นางไปเมืองหลวง
พวกตัวดี นี่พวกมันวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว!
เหอจิ่วเหนียงยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ แต่ก็ยังคงท่าทีสงบนิ่ง
เรื่องนี้นางมาเจอเข้าแล้ว อีกฝ่ายต้องตื่นตระหนกยิ่งกว่านางแน่ เพียงแต่นางต้องนิ่งเพื่อดูสถานการณ์ก่อน จะต้องตรวจสอบหาคนที่อยู่เบื้องหลังได้แน่นอน
นิ่งไว้ นิ่งไว้…
นางบอกตัวเองในใจว่าให้นิ่งไว้ อย่าให้ตัวเองโกรธเป็นอันขาด และในที่สุดนางก็ปรับอารมณ์ได้ ค่อยๆเก็บความโกรธที่แสดงออกมาเมื่อครู่ลงไป
ด้านหัวหน้าคนงานก็ครุ่นคิดหาทางรับมือกับเรื่องตรงหน้าจนหัวหมุน เมื่อเห็นท่าทางนางไม่ได้โกรธเหมือนเมื่อครู่แล้วจึงรีบกล่าว “เถ้าแก่เข้าใจผิดแล้วขอรับ ตรงนี้จัดการได้ไม่ดีจริงๆ ข้าน้อยเองก็เห็นแล้วว่าตรงนี้มีปัญหาจึงรีบให้พวกเขามาซ่อม อีกสองสามวันก็ซ่อมเสร็จแล้ว เถ้าแก่อย่าโกรธไปเลยนะขอรับ!
ทั้งหมดมันเป็นความผิดของข้าน้อยเอง แต่ข้าน้อยรับรองได้ว่ากิจการจะเปิดได้อย่างราบรื่นแน่นอนขอรับ!”
หัวหน้าคนงานกล่าววาจาหวานหู เห็นชัดว่าเขาคิดว่าเหอจิ่วเหนียงจับพิรุธเรื่องนี้ไม่ได้ และรู้สึกว่านางหลอกง่าย
เหอจิ่วเหนียงมองเขาด้วยความสนใจ หัวหน้าคนงานรู้สึกเย็นแผ่นหลังวาบ และสงสัยว่าตนเองตัดสินใจผิดพลาดไปหรือไม่
แต่ผ่านไปครู่หนึ่ง เหอจิ่วเหนียงก็ยิ้มออกมาพลางกล่าว “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าเข้าใจผิดไปแล้ว เอาละ พวกเจ้าทำงานของพวกเจ้าต่อเถอะ ข้าจะเดินไปดูที่อื่นต่อ”
นางยิ้มจากใจจริง ดูไม่ออกถึงการโกหกเลย ยิ่งทำให้หัวหน้าคนงานรู้สึกว่านางหลอกง่าย
เห็นท่าทางนางเช่นนี้หัวหน้าคนงานกับเหล่าคนงานก็โล่ง.อกไปเปลาะหนึ่ง คิดในใจ …ดีนะที่นางโง่ ดูจากภายนอกเหมือนคนฉลาดที่รู้เท่าทันไปซะทุกอย่าง ที่แท้ก็แค่ผู้หญิงวางมาดคนหนึ่งเท่านั้นเอง
เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจว่าในใจพวกเขาคิดเช่นไร นางหันหลังเดินออกไปทันที ไม่มีท่าทีชะงักหรือลังเลแม้แต่น้อย
เมื่อเห็นนางออกไปแล้ว หัวหน้าคนงานก็พ่นลมหายใจออกมาอย่างโล่ง.อก ก่อนจะหันไปตะคอกคนงานเหล่านั้น “มัวบื้ออยู่ทำไม ยังไม่รีบจัดการอีก!”
“ขอรับ ขอรับ!”
ทุกคนดึงสติกลับมา และทำงานของตัวเองต่อ
เมื่อพบปัญหาใหญ่ถึงเพียงนี้แล้ว อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงไม่มีอารมณ์จะไปดูที่อื่นต่ออีก หากไม่มีอะไรผิดจากที่คิดไว้ สถานบันเทิงแห่งนี้น่าจะต้องรื้อทิ้งแล้วสร้างใหม่
อีกทั้งต้องหาผู้คุมงานที่ไว้ใจได้มาทำ
แต่ก่อนจะถึงตอนนั้น นางต้องระบายความโกรธนี้ก่อน!
ไม่เคยมีใครสามารถทำให้นางขาดทุนได้ถึงขั้นนี้เลย ไม่เคยมีเลย!
เหอจิ่วเหนียงเดินไปมาอยู่รอบหนึ่งด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนไปนางยังบอกให้พวกเขาตั้งใจทำงานให้ดี เสร็จงานแล้วจะมอบ ‘อั่งเปา’ ให้พวกเขา
ทุกคนดีอกดีใจกันมาก มีเถ้าแก่ที่หลอกง่ายมันช่างดีจริงๆ ถึงขั้นนี้แล้วยังจะมอบอั่งเปาให้พวกเขาอีก!
หลังจากเหอจิ่วเหนียงกลับไป ผู้ดูแลแผนกต่างๆ หลายคนต่างก็มาล้อมวงถามกัน “ต่อไปจะทำเช่นไรดี ตอนแรกนางดูโกรธมาก เหตุใดจู่ๆถึงหายโกรธเฉยเลยล่ะ?”
“นั่นสิ ข้าคิดว่าวันนี้เรื่องจะแดงแล้วซะอีก กลับกลายเป็นว่านางจับไม่ได้เสียอย่างนั้น!”
“อาจเป็นเพราะในนี้ฝุ่นเยอะมากกระมัง นางก็เลยไม่เห็น พวกสตรีชอบความสะอาด ยิ่งสตรีรูปงามเช่นนั้นก็ยิ่งแล้วใหญ่!”
“ที่เจ้าพูดมาก็ถูก ท่าทางนางก็ดูไม่ได้สงสัยอะไร ทุกคนไม่ต้องกังวลไปหรอก!”
ไม่ว่าพวกเขาจะพูดคุยอะไรกันเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ยิน แต่ความจริงแล้วนางยังไม่ได้ไปไหนไกล …นางต้องเตรียมตรวจสอบว่า ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ไม่นานนักหัวหน้าคนงานก็เดินออกมาจากอาคารด้วยท่าทางหันรีหันขวาง มองหน้าประตูซ้ายขวาอย่างระแวดระวัง เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครน่าสงสัย จึงรีบเดินแฝงตัวเข้าไปในฝูงชน
เหอจิ่วเหนียงแอบสะกดรอยตามเขาไปอย่างเงียบๆ ดูจากท่าทางเขาแล้ว มีพิรุธอย่างเห็นได้ชัด
เถ้าแก่สถานบันเทิงสะกดรอยตามพลางพึมพำกับตัวเอง “อ่อนจริงๆ แค่นี้ก็ร้อนใจจนอยู่ไม่สุขแล้ว เด็กน้อยเอ๊ย!”
หัวหน้าคนงานอายุจะเข้าวัยห้าสิบแล้ว แต่กลับถูกนางเยาะเย้ยว่าเด็กน้อย…
หากเขาได้ยิน คงจะขอบคุณนางกระมัง
หัวหน้าคนงานเดินด้วยความรีบร้อน โดยที่ไม่รู้เลยว่าตัวเองถูกสะกดรอยตาม รีบจ้ำอ้าวอย่างต่อเนื่อง…จนเดินเลี้ยวเข้าไปในคณะงิ้วชิงอิน
เดิมทีเหอจิ่วเหนียงตั้งข้อสันนิษฐานไว้อยู่แล้วว่าเป็นฝีมือของคนตงถิง เมื่อเห็นเขาเดินมาทางนี้ก็ยิ่งมั่นใจมากขึ้น และเมื่อได้เห็นกับตาว่าเขาเดินเข้าไปในคณะงิ้วชิงอิน ก็สามารถยืนยันข้อสงสัยได้ทันที
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ตามเข้าไป และเดินกลับไปอย่างเงียบๆ
ครั้นที่กลับมาถึงเมืองหลักก่อนหน้านี้ มีลูกน้องของลู่ไป่ชวนมารอลู่ไป่ชวนอยู่ที่หน้าประตูเมือง ดูเหมือนว่าเขาจะบอกเรื่องของคนตงถิง เหอจิ่วเหนียงเตรียมจะกลับไปถามสามีว่าตกลงเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ไปปรึกษาเขาก่อน แล้วค่อยจัดการคนพวกนี้
........
เมื่อกลับมาถึงจวนฟ้าก็มืดแล้ว แต่ความจริงตอนนี้ยังไม่ได้ดึกมากนัก เพียงแค่ฤดูหนาวกลางวันสั้นกลางคืนยาว
ส่วนลู่ไป่ชวนยังไม่กลับมา
นางซุนกับผู้เฒ่าลู่นอนงีบไปและตื่นขึ้นมาแล้ว เมื่อตื่นขึ้นและออกไปนอกเรือนก็พบว่าอากาศค่อนข้างหนาว แม้ก่อนหน้านี้เพิ่งจะบ่นเหอจิ่วเหนียงไปว่าเหตุใดถึงเป็นคนขี้เกียจไปได้ แต่สุดท้าย… นางซุนก็บอกให้สาวใช้ยกอาหารเข้ามาให้พวกเขาที่ห้องเสียอย่างนั้น
พวกเด็กๆก็กินที่ห้องของตัวเองเช่นกัน
ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงมาถึง สาวใช้ก็ยกอาหารร้อนๆมาให้
ตอนที่ 526: ต้องสร้างบรรยากาศหน่อย
เหอจิ่วเหนียงยืดแขนบิดขี้เกียจ แล้วเอ่ย “ไม่ต้องรีบ ตอนนี้ข้ารู้สึกหนาวนิดหน่อย เดี๋ยวข้าจะไปอาบน้ำก่อน เจ้าเอาอาหารไปอุ่นไว้ก่อนเถอะ รอนายท่านสามกลับมาแล้วค่อยยกมาอีกที”
“เจ้าค่ะ บ่าวจะไปเตรียมน้ำอุ่นให้เดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ”
หลังจากเข้าสู่ฤดูหนาว ในห้องครัวจะมีหม้อน้ำร้อนหม้อใหญ่ที่ต้มเตรียมพร้อมไว้อยู่ตลอดเวลา ตอนนี้สาวใช้แค่ไปยกมาเท่านั้น
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “หากยกไม่ไหวก็ไปเรียกพวกฟางต้ามาช่วย เป็นผู้หญิงอย่าทำงานใช้แรงยกหนักๆให้มาก”
“เจ้าค่ะ”
สาวใช้ยิ้มตาหยีขานรับ ก่อนจะออกไป
เจ้านายเห็นอกเห็นใจบ่าวรับใช้อย่างพวกนาง พวกนางย่อมต้องปรนนิบัติเจ้านายอย่างภักดี ขอเพียงมีเจ้านายดี ตระกูลก็จะรุ่งโรจน์ตลอดไปมิเสื่อมถอยแน่นอน บ่าวอย่างพวกนางที่ได้ดูแลรับใช้เจ้านายเช่นนี้ก็จะพลอยมีชีวิตที่ดีไปด้วย
หลังจากเหอจิ่วเหนียงอาบน้ำเสร็จแล้วเดินออกมาจากห้องน้ำ ก็พบว่าลู่ไป่ชวนกลับมาแล้ว ร่างกายของเขาเพิ่งเผชิญอากาศหนาวมาหมาดๆ เมื่อเห็นว่าภรรยาเพิ่งอาบน้ำเสร็จ น้ำอุ่นในอ่างยังไม่ได้เททิ้ง เขาก็ลงไปแช่น้ำในอ่างต่อจากนางทันที
น้ำในอ่างแทบไม่เหลือความอุ่น แต่ยังสามารถคลายความหนาวเหน็บบนร่างกายได้เล็กน้อย
หลังจากอาบน้ำเสร็จ สาวใช้ก็เข้ามาถ่ายน้ำที่ใช้แล้วออกไป ส่วนสองสามีภรรยาก็นั่งลงเริ่มกินมื้อเย็น
พวกเขาไม่ได้พูดคุยอะไรกัน รอจนกว่าสาวใช้ทำความสะอาดเสร็จแล้วออกไป เหอจิ่วเหนียงจึงจะเอ่ยขึ้น “วันนี้เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ ลูกน้องถึงได้รีบมาตามท่านไปเช่นนั้น?”
ลู่ไป่ชวนซดน้ำแกงไปอึกหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยตอบ “ข้าจะเล่าให้เจ้าฟังอยู่พอดี ฉินเจียนพบโรงเก็บใบชาที่มีอิงซู่ผสมอยู่ที่คณะงิ้วชิงอินแล้ว และจุดไฟเผาไปแล้ว นับว่าเป็นความเสียหายครั้งใหญ่มากสำหรับคณะงิ้วชิงอิน แต่เป็นเรื่องดีสำหรับพวกเรา เพียงแต่ตอนนี้ เพื่อให้ตัวเองรอดพ้นจากการเป็นผู้ต้องสงสัย ฉินเจียนจึงต้องไปเป็นสุนัขรับใช้ที่คณะงิ้วชิงอินอีกครั้ง ทั้งยังต้องช่วยทางคณะงิ้วตรวจสอบด้วย
เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้น แววตาก็เปล่งประกายขึ้นทันที “เยี่ยมไปเลย! พี่ใหญ่ฉินช่างกล้าหาญยิ่งนัก ไม่เลว ไม่เลว!”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ใช่ ข้าเองก็คิดไม่ถึงว่าหลังจากที่เรากลับบ้านไปแค่ไม่กี่วันจะมีเรื่องดีเช่นนี้เกิดขึ้น”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยชมฉินเจียนอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็คิดถึงปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานบันเทิง จึงเอ่ยออกมาอย่างทอดถอนใจ “ทางด้านพวกท่านมีข่าวดี แต่ทางด้านข้านี่สิ… เฮ้อ ซวยจริงๆ!”
“มีอะไรหรือ?” ลู่ไป่ชวนสงสัย
เขาไม่รู้ว่าวันนี้เหอจิ่วเหนียงออกไปตรวจสอบความคืบหน้าของงานก่อสร้างที่สถานบันเทิง จึงคิดว่ามีเรื่องเกิดขึ้นที่บ้าน
เหอจิ่วเหนียงตอบ “สถานบันเทิงของข้า…ถูกพวกคณะงิ้วชิงอินเล่นงานเข้าแล้ว…”
นางเล่าปัญหาที่เกิดขึ้นในสถานบันเทิงให้อีกฝ่ายฟัง ตลอดจนเรื่องที่นางแอบสะกดรอยตามหัวหน้าคนงานผู้นั้นด้วย
ลู่ไป่ชวนฟังแล้วก็อึ้งไป
“เจ้าหมายความว่า สถานบันเทิงล้วนสร้างด้วยไม้ที่ผุพังอย่างนั้นหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ก่อนที่ข้าจะไปเมืองหลวง ตอนนั้นเหมือนจะยังไม่มีปัญหาอะไร เพราะข้ามักจะไปตรวจสอบเองเสมอ พวกเขาก็เลยไม่มีโอกาส แต่หลังจากที่ข้าไปเมืองหลวงก็ไม่รู้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้น…” นางส่ายหน้าเซ็งๆ “...และจากที่ข้าดู… สถานบันเทิงในตอนนี้คงต้องรื้อทิ้งทั้งหมดแล้วสร้างใหม่จะดีกว่า”
“เช่นนั้นก็ต้องเสียเวลาไปอีกนานเลยน่ะสิ?”
“ใช่… สุนัขพวกนั้นทำให้ข้าต้องเสียเงินเสียทอง! สถานบันเทิงอย่างไรก็ต้องสร้างใหม่ เสียทั้งแรง เสียทั้งเงิน เสียทั้งเวลาของข้าไปไม่น้อย! หึ แต่ไม่ต้องห่วง ข้าต้องให้พวกมันชดใช้แน่นอน ไม่มีทางปล่อยพวกมันไปแน่!”
ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้วแน่น สีหน้าเคร่งขรึม
เขาตกใจมาก คิดไม่ถึงว่าพวกคนตงถิงจะมุ่งเป้ามาที่ภรรยาของเขาแล้ว ภรรยาของเขาแค่ทำในสิ่งที่ตัวเองชอบ เรื่องนี้ก็ตกเป็นเครื่องมือที่พวกมันเอามาใช้เล่นงานได้ด้วยหรือ
“ดูเหมือนว่าตอนนี้เราต้องปรับเปลี่ยนแผนการแล้ว”
ตอนแรกลู่ไป่ชวนวางแผนไว้ว่า รอให้ฉินเจียนตรวจสอบเบาะแสให้ได้มากกว่านี้ก่อน รวบรวมหลักฐานทั้งหมด แล้วค้นหาสายสนกลในของพวกเขา จากนั้นจึงจะกำจัดพวกเขาทีเดียว แต่หากเป็นเช่นนั้นก็จะไม่สามารถคิดบัญชีความแค้นของภรรยาเขาได้
กิจการของภรรยาก็คือกิจการของเขาเหมือนกัน ภรรยาถูกกลั่นแกล้งก็เท่ากับว่าเขาถูกกกลั่นแกล้งด้วย เช่นนั้นจะปล่อยไปง่ายๆไม่ได้!
“ไม่เป็นไร พวกท่านไม่ต้องเปลี่ยนแผนหรอก ข้าจะใช้วิธีของข้าเอาคืนพวกมันเอง!”
เหอจิ่วเหนียงกำหมัดแน่นจนมีเสียงกระดูกดังลั่นกรอบแกรบ ลู่ไป่ชวนถึงกับเม้มริมฝีปากโดยไม่รู้ตัว
ภรรยาเขา…โหดยิ่งนัก…
แต่ถึงจะโหดก็มีมุมที่น่ารักมากเช่นกัน!
“เจ้าคิดจะทำเช่นไรหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มเลศนัย กระดิกนิ้วให้ลู่ไป่ชวนขยับเข้ามาใกล้ๆ คนถูกเรียกรีบขยับเข้าไปใกล้นางทันที จากนั้นหญิงสาวผู้มีแผนการก็กระซิบข้างหูเขาเบาๆ “ข้าวางแผนจะทำเช่นนี้ก่อน แล้วค่อยทำเช่นนั้น สุดท้ายก็จะ…โป๊ะเชะ!”
ลู่ไป่ชวน “???”
‘เช่นนี้’ ‘เช่นนั้น’ ของนางนี่มันเช่นไรกัน!
ภรรยากำลังกวนเขาเล่นใช่หรือไม่!
“ฮ่าๆๆ…”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะจนตัวหงาย ลู่ไป่ชวนรีบคว้าร่างนางมากอดไว้ และถามแกมเย้า “เด็กเจ้าเล่ห์ ต้องการให้สามีทำสิ่งใดก็รีบบอกมาเร็วเข้า!”
เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดอย่างจริงจัง ก่อนจะกล่าว “อืม ต้องให้ท่านช่วยด้วยจริงๆ”
“บอกมาได้เลย…”
เขากำลังจะหยอดคำหวานว่า ‘ต่อให้บุกน้ำลุยไฟข้าก็ทำให้ได้’ ต่อท้ายสักหน่อย
แต่กลับได้ยินเหอจิ่วเหนียงเอ่ยขึ้นทันควัน “หากเป็นไปได้ เมื่อถึงตอนนั้นท่านยกเก้าอี้มานั่งดูอยู่ข้างๆ แล้วตะโกนเป็นกำลังใจให้ข้าว่า ‘สู้ๆ’ ด้วยนะ!”
ลู่ไป่ชวน “…”
เห็นสามีเงียบไป หญิงสาวก็อธิบายเสริม “หรือไม่ก็ ‘ดีเยี่ยม’ ก็ได้! …เป็นการส่งเสียงให้กำลังใจอย่างไรล่ะ อย่างเวลาคนเราขับถ่ายก็ต้องออกแรง นี่ก็เหมือนกัน!”
ลู่ไป่ชวนยิ่งสับสนกับการเปรียบเทียบของนาง…
เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางสะพรึงของสามี ก็เอ่ยอย่างระอา “ช่างเถอะ พูดไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ปรบมือให้กำลังใจคงทำเป็นกระมัง ปกติข้าไม่ค่อยลงมือทำอะไรพวกนี้ แต่หากข้าลงมือทั้งทีแล้วก็ต้องสร้างบรรยากาศหน่อย เช่นนี้ถึงจะน่าประทับใจ!”
ลู่ไป่ชวน “…”
........
สองวันต่อมา
ตลอดสองวันที่ผ่านมาเหอจิ่วเหนียงไม่ได้ไปโรงหมอ นางไปซุ่มตัวอยู่ใกล้ๆสถานบันเทิง เพื่อลอบสังเกตและลอบสะกดรอยตามหัวหน้าคนงาน
ในวันแรก หัวหน้าคนงานไม่ได้ไปที่คณะงิ้วชิงอิน แต่วันที่สองเขาไปที่นั่น เหอจิ่วเหนียงอุทานกับตัวเอง “เด็กน้อยจริงๆ แค่นี้ก็ร้อนรนจนอยู่ไม่สุขแล้ว”
เถ้าแก่เนี้ยสาวแอบเดินตามผู้ต้องสงสัยไปตลอดทาง กระทั่งเห็นหัวหน้าคนงานไปที่คณะงิ้วชิงอิน ทั้งยังเดินเข้าไปในเรือนด้านหลังโดยตรง
เหอจิ่วเหนียงส่งสัญญาณขึ้นฟ้า จากนั้นก็ลอบตามเข้าไป
หัวหน้าคนงานมาถึงก็มุ่งตรงไปยังเรือนของซินหรานอย่างคุ้นเคยเส้นทาง ซินหรานเพิ่งเดินออกมายังไม่ทันได้กล่าวอะไร ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็โผล่มาจากมุมไหนไม่ทราบ พุ่งเข้าถีบหัวหน้าคนงานทันที
“ดีจริงๆ ข้าก็คิดอยู่ว่าเหตุใดเจ้าถึงกล้าทุจริตการก่อสร้างของข้า ที่แท้ก็มีคนชั่วคณะงิ้วชิงอินคอยวางแผนอยู่เบื้องหลังนี่เอง! ฉินเจียนเดิมทีก็ไม่ใช่คนดีอยู่แล้ว สตรีที่เขารักหัวปักหัวปำก็ดันสันดานชั่วด้วยอีก! งานของตัวเองไม่รู้จักทำ เอาแต่หาเรื่องระรานคนอื่น ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร!”
หัวหน้าคนงานไม่คิดเลยว่าจู่ๆ เหอจิ่วเหนียงจะปรากฏตัวขึ้นที่นี่ เขาไม่ได้เตรียมตัวเอาไว้ พอถูกเหอจิ่วเหนียงกระโดดถีบเต็มแรง ร่างจึงลอยไปกระแทกกำแพง และร่วงลงพื้นอย่างจัง
ไม่รู้ว่าเท้าของเหอจิ่วเหนียงทำมาจากหินหรืออย่างไร แรงเท้ามหาศาลราวกับมีน้ำหนักสิบชั่ง หัวหน้าคนงานถึงกับกระอักเลือดคำโต รู้สึกราวกับว่าอวัยวะภายในแหลกสลายก็มิปาน
ซินหรานเองก็คิดไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะโผล่มาเช่นนี้ และที่สำคัญที่สุดก็คือ เรือนของนางมีองครักษ์คุ้นกันหนาแน่น ไม่อยากเชื่อเลยว่านางจะเข้ามาได้โดยที่องครักษ์ไม่เห็น และไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลยแม้แต่น้อย!
นางเอกละครงิ้วมองแขกไม่ได้รับเชิญด้วยความหวาดกลัว ในใจเกิดความคิดนับพัน และกำลังคิดว่าควรรับมือเช่นไร
ตอนที่ 527: ตบจนกว่าจะยอมรับ
ขณะเดียวกันซินหรานก็เห็นว่าลูกน้องของนางเตรียมท่าจะออกมาแล้ว นางจึงรีบทำมือส่งสัญญาณเพื่อบอกพวกเขาว่าอย่าผลีผลาม
เมื่อครู่ไม่เห็นเลยว่าเหอจิ่วเหนียงเข้ามา เห็นได้ชัดว่านางมีฝีมือไม่ธรรมดา หากให้ลูกน้องออกมาตอนนี้เกรงว่าคงถูกจัดการจนเรียบแน่ ให้พวกเขาซุ่มไว้ก่อนจะดีกว่า
ซินหรานคิดว่าคนเหล่านั้นซ่อนตัวได้ดี และการส่งสัญญาณของนางก็แอบทำได้แนบเนียนอย่างไร้ที่ติ แต่หารู้ไม่ว่า เหอจิ่วเหนียงเห็นทุกอย่างแล้ว
“ฮูหยินลู่ จู่ๆก็บุกเข้ามาในเรือนข้า ทั้งยังลงมือทำร้ายคนอื่นเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?”
แท้จริงแล้วตอนนี้ในใจซินหรานตื่นตระหนกอย่างมาก แต่อีกใจก็คิดว่าเหอจิ่วเหนียงน่าจะยังไม่พบเรื่องน่าสงสัยอะไร ดังนั้นจึงวางท่าว่าตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด
เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่ายด้วยสายตาราวกับมองคนโง่ แล้วเอ่ยถาม “แม่นางซินหรานตา.บอดหรืออย่างไร?”
ซินหราน “…”
เหอจิ่วเหนียงยกมือกอด.อก มองสตรีตรงหน้าด้วยท่าทางสบายๆ “แม่นางซินหรานช่างมีความสามารถซะจริง เอื้อมมือมาถึงหน้าข้าได้ เจ้าสุนัขนี่ก็คงเป็นคนของเจ้ากระมัง เจ้าให้คนทุจริตสับเปลี่ยนวัสดุก่อสร้างของข้า ใช้ไม้ผุๆมาสร้างกิจการของข้า ทำไม เจ้าหวังจะให้กิจการของข้าเกิดเรื่องขึ้น แล้วโยนความผิดให้สามีข้า ช่วยให้ฉินเจียนเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาแทนอย่างนั้นหรือ? น่าขันสิ้นดี! เจ้ายังไม่ได้เป็นอะไรกับฉินเจียนเลยก็คิดเพื่อเขาถึงเพียงนี้แล้ว ตกลงเจ้าเป็นแม่นมของเขา หรือเป็นเมียเก็บเขากันแน่?”
เหอจิ่วเหนียงไร้ซึ่งความหวาดกลัว ไม่ไว้หน้าใครทั้งนั้น มาถึงก็ค่อนแคะเย้ยหยันอีกฝ่ายทันที ทั้งยังลากฉินเจียนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย ไม่สนใจสถานะในหน่วยหั่วอวิ๋นของฉินเจียนเลยแม้แต่น้อย
เพราะเช่นนี้ จึงจะทำให้อีกฝ่ายเชื่อว่า ฉินเจียนกับสองสามีภรรยาตระกูลลู่ไม่ลงรอยกันสุดขั้วอย่างชัดเจน
ซินหรานแอบวางใจลงได้ไม่น้อย ต้องบอกก่อนว่า จากเหตุการณ์โรงเก็บใบชาถูกวางเพลิงที่ผ่านมา หนึ่งในผู้ต้องสงสัยของนางก็คือฉินเจียน เพราะตอนที่โรงเก็บใบชาถูกเผา ฉินเจียนไม่ได้อยู่ที่คณะงิ้วชิงอิน เพราะตอนนั้นลู่ไป่ชวนไม่อยู่พอดี ฉินเจียนจึงอ้างว่าต้องรีบกลับไปทำงาน รีบสร้างผลงานเพื่อหาทางกำจัดลู่ไป่ชวนให้ออกไปได้เร็วขึ้น
และเพราะบังเอิญว่าฉินเจียนไม่อยู่พอดี ดังนั้นจึงถูกคนในคณะงิ้วชิงอินสงสัย
ด้วยเหตุนี้จึงทำให้นางสงสัยในตัวฉินเจียนไปด้วย แต่หลังจากนั้นฉินเจียนก็อยู่ข้างกายนางตลอด ทั้งยังบอกว่าจะช่วยนางหาต้นสายปลายเหตุของเรื่องนี้ด้วย ทำให้นางคลายความสงสัยนั้นลงไปได้บ้าง
ตอนนี้ได้ยินคำพูดจากปากของเหอจิ่วเหนียง เมื่อนำมาประกอบกันแล้ว นางจึงยิ่งเชื่อใจฉินเจียนมากขึ้น
นั่นสิ หัวใจของฉินเจียนมีแต่นาง เหตุใดเขาต้องทำเรื่องที่ทำร้ายนางด้วยล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้น
กิจการชาของคณะงิ้วชิงอินก็แยบยลมาโดยตลอด คนทั่วไปไม่มีทางรับรู้ได้ถึงสิ่งที่ซ่อนอยู่ภายในชาเหล่านี้แน่นอน และต่อให้คนของหน่วยหั่วอวิ๋นฉลาดปานใด ก็ไม่มีทางคาดคิดถึงวิธีการพวกนี้ได้แน่ อีกอย่าง ของที่ผสมลงไปในชา มีเฉพาะที่ดินแดนตงถิงเท่านั้น คนที่นี่ไม่มีทางรู้ได้แน่
เมื่อคิดได้ดังนี้ ไส้ศึกสาวก็พลันคลายข้อกังขาในตัวฉินเจียนไปจนหมดสิ้น
ซินหรานตัดพ้อ สีหน้าราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรม “ฮูหยินลู่ ท่านกล่าวร้ายกันเช่นนี้ไม่มากไปหน่อยหรือเจ้าคะ ข้ารู้ว่าครอบครัวท่านกับนายท่านรองฉินไม่ลงรอยกัน แต่จะมาใส่ร้ายกันลอยๆเช่นนี้ไม่ถูกนะเจ้าคะ! ส่วนผู้ชายคนนี้ เขาก็แค่มาดื่มชาดูงิ้วที่คณะชิงอินของเราประจำ แล้วรู้สึกว่าชาของที่นี่หอมดี ก็เลยมาติดต่อขอแบ่งซื้อเท่านั้นเอง แต่ท่านกลับกล่าวหากันเช่นนี้ ต่อไปข้าจะเอาหน้าที่ไหนไปสู้ผู้คนล่ะเจ้าคะ?”
รำพันจบนางเอกละครงิ้วก็ทำท่าจะร้องไห้ ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นมาซับหางตา
เหอจิ่วเหนียงไม่รอช้า ฟาดฝ่ามือลงบนใบหน้านักแสดงสาวไปหนึ่งที
ลูกน้องของซินหรานที่ซ่อนตัวอยู่ เห็นดังนั้นก็ตกตะลึง เตรียมจะพุ่งตัวออกมาช่วย แต่เห็นผู้เป็นนายยังไม่มีคำสั่งให้ออกไป พวกเขาจึงทำได้แค่อดทนเอาไว้
เหอจิ่วเหนียงยังไม่สาแก่ใจ จึงจับซินหรานตบอีกหลายฉาด ปากพลางต่อว่าไปด้วย
“ไม่ต้องมาแสดงละครต่อหน้าข้า! กล้าแกว่งเท้าเข้ามาหาเรื่องข้า เช่นนั้นก็เตรียมตัวรับผลที่จะตามมาให้ดี! สถานบันเทิงนี่ข้าทุ่มเทแรงกายแรงใจและเงินไปเท่าไร แต่กลับถูกคนสารเลวอย่างเจ้ามาทำลาย! แล้วยังกล้ามาแสดงละครต่อหน้าข้าอีก ข้าจะตบจนกว่าเจ้าจะยอมรับ!
เจ้าอย่าคิดนะว่าละครของเจ้าจะหลอกข้าได้เหมือนเจ้าสุนัขโง่ฉินเจียนนั่น เจ้าเป็นคนเช่นไร ข้าดูแค่แวบเดียวก็รู้แล้ว ในเมื่อเจ้าหมอนี่มันเป็นคนของเจ้า เช่นนั้นเจ้าก็รับผิดชอบการกระทำของมันซะ!
วันนี้หากเจ้าอยากรอดจากเงื้อมมือของข้า ก็ชดใช้ความเสียหายมาให้ข้าสามเท่า! ไม่อย่างนั้นต่อให้เง็กเซียนฮ่องเต้ลงมาเจ้าก็ไม่รอด!”
เหอจิ่วเหนียงลงไม้ลงมืออย่างไม่ปรานี ในฐานะหมอ นางรู้ดีว่าต้องโจมตีจุดไหนบนร่างกายอีกฝ่ายถึงจะรู้สึกเจ็บปวดที่สุด แต่นางไม่ได้จะตบตีถึงขั้นถึงตาย แต่อย่างน้อยก็ขอตบให้สาแก่ใจหน่อยแล้วกัน!
ลู่ไป่ชวนได้รับสัญญาณจากภรรยาก็รีบพาคนมาที่นี่ ทันทีที่วิ่งเข้าประตูมา ก็เห็นภาพภรรยากำลังขึ้นคร่อมบนตัวซินหราน สองมือกระหน่ำฟาดใบหน้าคนใต้ร่างเสียงดังฟังชัด
*เพียะ! เพียะ! เพียะ!*
ซินหรานไม่มีโอกาสได้ตอบโต้แม้แต่น้อย นอกจากส่งเสียงกรีดร้องแล้วก็ไม่สามารถทำอะไรได้เลย
พลันนั้น ลู่ไป่ชวนก็หวนนึกถึงคำพูดของนางในคืนนั้นขึ้นมา
แค่ต้องการให้เขายกเก้าอี้มานั่งดู และปรบมือให้กำลังใจนางก็พอ…
ฉินเจียนที่งีบหลับกลางวันอยู่ ได้ยินเสียงความวุ่นวายก็รีบออกมาดู ซึ่งเขาออกมาพร้อมกับที่ลู่ไป่ชวนมาถึงพอดี
สาวใช้ประจำตัวซินหรานเห็นคนที่ออกมาจากเรือนก็เพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่าฉินเจียนก็อยู่ที่ที่เหมือนกัน นางลืมไปตามเขาเสียสนิท!
แต่ทันทีที่เห็นเขา สาวใช้ก็รีบเข้าไปฟ้องทันที “นายท่านรองเจ้าคะ! รีบไปช่วยคุณหนูทีเถิดเจ้าค่ะ คุณหนูถูกผู้หญิงชั่วนั่นตบตีจะจะแย่อยู่แล้วเจ้าค่ะ!”
ฉินเจียนย่างสามขุมเข้าไปอย่างไม่ลังเล แต่ลู่ไป่ชวนกลับเข้ามาขวางเขาไว้ ฉินเจียนตวาดลั่นทันทีด้วยความเดือดดาล “พวกเจ้าสองผัวเมียเป็นบ้าไปแล้วหรืออย่างไร! วันนี้ข้าจะสั่งสอนพวกเจ้า!”
สิ้นเสียง บุรุษทั้งสองก็ชกต่อยกัน สาวใช้เห็นดังนั้นก็ยิ่งร้อนใจ สองคนนี้ชกต่อยกันแล้ว แล้วคุณหนูของนางล่ะจะทำอย่างไร!
แม้สาวใช้คนนี้จะมีฝีมือยุทธ์อยู่บ้าง แต่อารมณ์และพฤติกรรมอันแสนเดือดดาลของเหอจิ่วเหนียงในตอนนี้ นางไม่มีความกล้าที่จะเข้าไปห้ามเลยแม้แต่น้อย!
โชคดีที่เหอจิ่วเหนียงยังรู้จักยับยั้งชั่งใจ หลังจากปลดปล่อยความแค้นอยู่ครู่ใหญ่ นางก็ผละตัวออกจากซินหราน
สาวใช้รีบเข้าไปช่วยประคองซินหราน ฉินเจียนเห็นดังนั้นก็หยุดปะทะกับลู่ไป่ชวน รีบเข้าไปกอดหญิงสาวด้วยท่าทางปวดใจ
“นี่พวกเจ้าทำอะไรฮะ! ที่รังแกซินหรานเพราะเห็นว่านางอ่อนแออย่างนั้นหรือ มีอะไรก็มาลงกับข้านี่!”
ฉินเจียนปกป้องซินหรานไว้ในอ้อมอก และตะคอกลู่ไป่ชวนกับภรรยา
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเยาะ “เจ้าก็ถามนางเองสิว่านางก่อเรื่องอะไรไว้ ภายนอกทำเป็นอ่อนแอ แต่จิตใจชั่วช้ายิ่งกว่าปีศาจ!”
กล่าวจบนางก็เดินไปหยุดยืนเบื้องหน้าหัวหน้าคนงานที่อยู่ในสภาพสะบักสะบอม ยื่นมือไปจับที่หลังหูเขา และกระชากหน้ากากหนังมนุษย์บนใบหน้าเขาออกอย่างรวดเร็ว ใบหน้าภายใต้หน้ากากพลันถูกเปิดเผย
คนผู้นี้ปลอมตัวเป็นหัวหน้าคนงาน และเข้ามาดำเนินแผนการทำลายสถานบันเทิงของนาง!
นอกจากนี้ จากการเฝ้าสังเกตของเหอจิ่วเหนียงในช่วงสองวันที่ผ่านมา นางพบว่าไม่ใช่แค่หัวหน้าคนงานคนนี้เท่านั้น คนงานที่ทำงานก่อสร้างเหล่านั้นก็ล้วนสวมหน้ากากหนังมนุษย์ทั้งสิ้น!
นี่หมายความว่า กลุ่มคนงานที่ทำงานให้นางก่อนหน้านี้…ทั้งหมดถูกกำจัดทิ้งไปแล้ว และถูกคนของคณะงิ้วชิงอินเข้ามาสวมรอยแทนที่!
เมื่อนึกถึงคนบริสุทธิ์ที่ต้องสูญเสียชีวิตไปเหล่านั้น เหอจิ่วเหนียงก็ยิ่งโกรธจนตัวสั่น นางแทบจะทนไม่ไหว อยากสับเนื้อคนเหล่านี้เป็นพันชิ้นหมื่นชิ้น!
ทุกคนล้วนตกตะลึงกับฉากนี้ ด้านพวกลูกน้องของลู่ไป่ชวนตกใจด้วยคิดไม่ถึงว่านี่คือคนที่กำลังปลอมตัวอยู่ พวกเขาดูไม่ออกเลย ส่วนด้านคนของซินหรานตกใจที่ทักษะการปลอมตัวขั้นสูงของพวกเขาถูกจับได้ง่ายๆ!
นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน!
ซินหรานเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ชั่วขณะนั้นก็ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไร
นิ้วของเหอจิ่วเหนียวขยับเล็กน้อย หัวหน้าคนงานที่เดิมทีหมดสติอยู่จู่ๆก็ฟื้นขึ้น เมื่อได้สติกลับมาเขาก็ร้องไห้คร่ำครวญกับซินหราน “คุณหนู ช่วยข้าด้วย!”
‘คุณหนู ช่วยข้าด้วย’
เพียงประโยคนี้ประโยคเดียวนี้ สามารถลากซินหรานเข้าสู่สภาวะยากลำบากทันที ไม่ว่านางจะยอมรับหรือไม่ อย่างไรก็อ้างว่าตนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องไม่ได้แล้ว
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า!”
ซินหรานร่นถอยหลังไปสองก้าวอย่างตื่นตระหนก คิดไม่ถึงเลยว่าลูกน้องพวกนี้จะทรยศนาง!
ตอนที่ 528: นับว่ายังรู้จักเอาตัวรอดอยู่บ้าง
ฉินเจียนรีบออกตัวช่วยปกป้องซินหราน ตะคอกใส่เหอจิ่วเหนียงอย่างเดือดดาล “เจ้าไปเอาใครที่ไหนมาใส่ร้ายซินหราน คำพูดลอยๆของเจ้า ข้าไม่เชื่อแม้แต่คำเดียว!”
แม้ปากจะบอกเช่นนั้น แต่ในใจกลับชื่นชมซ้ำไปซ้ำมา ‘น้องสะใภ้แข็งแกร่งยิ่งนัก! น้องสะใภ้ยอดเยี่ยมสุดๆ!’
“เจ้าจะเชื่อหรือไม่ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับข้า ที่ข้ามาวันนี้ก็เพื่อให้คนชั่วผู้นี้ชดใช้ความเสียหายให้ข้า ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเจ้า!”
เหอจิ่วเหนียงยืนกอด.อก จ้องหน้าซินหรานอย่างเย้ยหยัน แสดงสีหน้าท่าทางบ่งบอกว่า ‘นางชั่ว วันนี้เจ้าจบเห่แล้ว!’
ซินหรานตกตะลึง หัวใจสั่นสะท้าน เรื่องนี้เกินความคาดหมายของนางมาก นางพูดได้เต็มปากว่าฝีมือของนางเองก็ไม่เลว ไม่ว่าจะเป็นคนในคณะงิ้วชิงอิน หรือกลุ่มต่างๆของตงถิง ฝีมือนางไม่เป็นสองรองใครแน่นอน หาไม่ก็คงควบคุมคนเหล่านี้ไม่ได้ นอกจากนี้ ก่อนหน้านี้นางได้กินยาลูกกลอนที่ชื่อยาเพลินจิตอะไรนั่นเข้าไป นางรู้สึกได้ว่าร่างกายของตัวเองพัฒนาขึ้นไม่น้อย แต่พออยู่ต่อหน้าเหอจิ่วเหนียง นางกลับไม่มีความสามารถที่จะตอบโต้เลย ได้แต่ถูกนางจับตบตีอยู่นานเช่นนี้!
แม้ตอนนี้มีฉินเจียนกอดอยู่ แต่นางก็ยังรู้สึกหวาดหวั่น นางรู้สึกว่าฉินเจียนก็อาจจะปกป้องนางไม่ได้
หัวใจสายลับสาวยิ่งตื่นตระหนก …เหอจิ่วเหนียงผู้นี้มีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่?
“ข้า…ข้าไม่รู้จริงๆ ว่านี่มันเรื่องอะไร…”
ซินหรานทำสีหน้าจะร้องไห้อีกครั้ง ปรากฏว่าพูดได้เพียงเท่านั้น ก็เห็นเหอจิ่วเหนียงง้างกำปั้นขึ้นมา นางรีบสะกดกลั้นไม่ไห้ตัวเองร้องไห้ แล้วเอ่ยต่อ “ในเมื่อเรื่องมันเกิดขึ้นแล้ว ต่อให้ข้าพูดจนปากเปียกปากแฉะก็คงไม่เชื่อ เช่นนั้นฮูหยินลู่ต้องการเช่นไรก็บอกมาเลยดีกว่า…”
วาจานี้ ราวกับว่านางถูกใส่ร้ายก็มิปาน
ฉินเจียนแสดงท่าทีสงสารเหลือคณนา “นี่มันไม่เกี่ยวกับเจ้า เจ้าจะยอมนางทำไม เรื่องนี้ให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ ข้าจะช่วยเจ้าจัดการเอง!”
ซินหรานรีบห้ามฉินเจียน เอ่ยเจือเสียงสะอื้น “นายท่านรอง ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ในเมื่อคนผู้นี้เกิดเรื่องขึ้นในเรือนข้า เช่นนั้นข้าก็ต้องเป็นคนรับผิดชอบ ทำตามที่ฮูหยินลู่บอกเถอะเจ้าค่ะ…”
เหอจิ่วเหนียงแค่นหัวเราะ ถึงแม้ผู้หญิงคนนี้จะพูดจาตลบตะแลงเก่ง แต่ก็ช่างเถอะ เพราะผลลัพธ์ที่นางต้องการก็คือสิ่งนี้!
“จุจุจุ ดูซิ ต่อให้เจ้าทำตัวทุกข์ระทมขมขื่นปานใด ก็มีแค่ฉินเจียนคนโง่ผู้นี้นี่แหละที่ถูกเจ้าหลอกได้! อะ นี่เป็นรายการค่าใช้จ่ายการก่อสร้างสถานบันเทิงของข้า เจ้าชดใช้มาสามเท่า คิดกลมๆ ทั้งหมดก็หนึ่งหมื่นตำลึง จ่ายมาตอนนี้ เดี๋ยวนี้!
อ้อ แล้วอีกอย่าง ฆ่าคนก็ต้องชดใช้ด้วยชีวิต บาปกรรมที่พวกเจ้าทำ พวกเจ้าก็รอรับผลที่ตามมากันเองเถอะ วันนี้ข้าแค่มาทวงในส่วนของข้าเท่านั้น”
ซินหรานได้ยินวาจานั้นก็กัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น!
ผู้หญิงคนนี้พูดจาเหลวไหลสิ้นดี นางต้องการให้ชดใช้ก็ช่าง แต่ค่าใช้จ่ายในการก่อสร้างสถานบันเทิงนั่นก็ไม่ได้มากมายถึงเพียงนี้หรือเปล่า!
นี่นางเปลี่ยนค่าเงินจากหนึ่งอีแปะเป็นสิบตำลึงชัดๆ!
ส่วนเรื่องการฆ่าคน นางบอกว่านางไม่สนใจ แต่กลับเรียกลู่ไป่ชวนมาถึงที่นี่แล้ว คนของหน่วยหั่วอวิ๋นแห่กันมาขนาดนี้ แล้วนางจะต้องรอผลกรรมอะไรอีก
ส่วนฉินเจียน หากเขาเกิดความโลเลไปกับเรื่องในครั้งนี้ เกรงว่าความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดของนาง อาจสูญเปล่าก็เป็นได้!
เมื่อความคิดในหัวหมุนวนจนยุ่งเหยิง สตรีไส้ศึกก็ถึงกับตาเหลือก เป็นลมหมดสติไปทันที
ฉินเจียนรับร่างนางไว้ แล้วตะโกนขึ้น “ซินหราน! ซินหราน! เหอจิ่วเหนียง ซินหรานเป็นลมไปแล้ว เจ้าพอใจแล้วหรือยัง!”
เหอจิ่วเหนียงพับแขนเสื้อขึ้น เดินเข้าไปใกล้ “ถอยไป ข้าทำให้นางฟื้นได้!”
สิ้นเสียง เข็มเงินเล่มหนาและยาวสามเล่มก็ปรากฏออกมา ทอประกายเย็นวาบ!
“เจ้าจะทำอะไร ออกไปนะ!”
ฉินเจียนร้องอุทาน ซินหรานหรี่ตาขึ้นเหลือบมองเล็กน้อย พบกับเข็มเงินเล่มหนายาวอยู่ตรงหน้าสามเล่ม ทันใดนั้นนางก็ไม่อาจแสร้งเป็นลมได้อีกต่อไป ขณะกำลังจะลืมตาขึ้นมาพูด เหอจิ่วเหนียงก็ปักเข็มเงินลงบนร่างนางอย่างรวดเร็ว
“อ๊าๆๆ!”
ซินหรานทนไม่ไหวจนส่งเสียงกรีดร้องออกมา
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยี “มาแสร้งหมดสติต่อหน้าข้า เจ้าดูถูกกันเกินไปแล้ว ยังไม่ตายก็รีบลุกขึ้นมาชดใช้เงินซะ ไม่อย่างนั้นพ่อจะตบตีเจ้าให้ตาย!”
ซินหราน “!!!”
ผู้หญิงคนนี้ปากร้ายยิ่งนัก! เดี๋ยวก็แทนตัวเองว่าข้า เดี๋ยวก็แทนตัวเองว่าพ่อ ไร้การ.อบรมสั่งสอนจริงๆ ลู่ไป่ชวนหลงรักผู้หญิงห่ามๆเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาวิเคราะห์เรื่องเหล่านี้ ตอนนี้อีกฝ่ายต้องการให้นางชดใช้เงิน โดยชดใช้ให้เหอจิ่วเหนียงหนึ่งหมื่นตำลึง และต้องชดใช้ให้ครอบครัวคนงานที่เสียชีวิตไปครอบครัวละห้าร้อยตำลึง
นางมีเงินก็จริง แต่จะมาผลาญไปง่ายๆเช่นนี้ไม่ได้!
ช่วงนี้พวกเขาซวยยิ่งนัก โรงเก็บใบชาถูกเผาจนวอดวาย เสียหายจนประเมินค่าไม่ได้ไม่พอ ตอนนี้ยังต้องเสียเงินก้อนใหญ่อีก!
แต่หากไม่ชดใช้ ตอนนี้คนของหน่วยหั่วอวิ๋นก็แห่กันมามากมายเพียงนี้แล้ว หากขัดขืนจนเป็นเรื่องใหญ่ขึ้นมาละก็ พวกนางอาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ก็ได้ และที่สำคัญที่สุด ตัวตนของพวกนางอาจจะถูกเปิดเผยได้
ถึงอย่างไร ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงก็แค่คิดว่า ที่นางวางแผนทำลายสถานบันเทิงก็เพื่อฉินเจียน เช่นนั้นก็ทำให้นางเข้าใจเช่นนี้ต่อไปดีแล้ว คนที่ได้ประโยชน์ก็ยังเป็นพวกนางอยู่ดี
ฉินเจียนกล่าวอย่างไม่พอใจ “ไม่ต้องสนใจนาง เรื่องพวกนี้เจ้าไม่ได้เป็นคนทำเสียหน่อย เจ้าจะสนใจนางทำไมกัน นางเป็นคนมาหาเรื่องเจ้า มันถึงได้เป็นเช่นนี้!”
ฉินเจียนโกรธจนหน้าดำหน้าแดง อยากปะทะฝีปากกับเหอจิ่วเหนียงสักยก แต่ซินหรานกลับดึงชายเสื้อเขาเอาไว้แน่น แผนการของนางดำเนินมาถึงขั้นนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากพังไปแล้วนางจะอธิบายกับเบื้องบนอย่างไร แค่คิดก็สัมผัสได้ถึงความเลวร้าย ทรมานยิ่งกว่านางตายไปซะอีก!
“นายท่านรอง อย่างไรก็เป็นความผิดของข้า เรื่องนี้เอาตามนี้เถอะเจ้าค่ะ ซินหรานยอมชดใช้เงินให้”
เอ่ยจบนางก็ส่งสายตาให้สาวใช้ สาวใช้รีบเข้าไปหยิบเงินมา
คณะงิ้วของพวกเขาใหญ่โตมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งเมือง หากบอกว่าไม่มีเงินใครเลยจะเชื่อ กิจการคณะงิ้วชิงอินทำเงินได้ดีมากตลอดหลายปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ พวกเขายังมีแหล่งรายได้ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้นก็คือ กิจการใบชา ราคาขายนับว่าสูงลิ่ว ลูกค้าที่ซื้อก็มีจำนวนมากเช่นกัน ดังนั้นการชดใช้เงินกว่าหลักหมื่นตำลึง แม้ว่าจะเป็นเงินก้อนใหญ่ชวนใจหาย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีปัญญาชดใช้
ฉินเจียนยิ่งแสดงสีหน้าท่าทางปวดใจ แต่ก็ ‘ไม่คิดจะทำอะไร’ ทำเพียงมองซินหรานนับตั๋วเงินมูลค่าหนึ่งพันตำลึงจำนวนสิบใบ ยื่นให้เหอจิ่วเหนียง
จากนั้นก็นับเพิ่มอีกห้าใบ เป็นส่วนของเงินชดเชยครอบครัวคนงานที่เสียชีวิต
เงินห้าร้อยตำลึง เพียงพอสำหรับครอบครัวชาวบ้านธรรมดาครอบครัวหนึ่ง ให้สามารถมีชีวิตอย่างสุขสบายไปได้ทั้งชีวิต
เหอจิ่วเหนียงรับเงินมานับ ก่อนจะเอ่ย “นับว่าเจ้ายังรู้จักเอาตัวรอดอยู่บ้าง”
จากนั้นนางก็เก็บเงินไว้ในอกเสื้อ แล้วเดินออกจากคณะงิ้วไป
แต่ก่อนจะเดินออกไปถึงปากประตู นางหันกลับมาเอ่ยกับลู่ไป่ชวน “เรื่องต่อจากนี้ต้องฝากท่านเป็นคนจัดการแล้ว รีบกลับจวนนะ เย็นนี้ข้าจะเตรียมของอร่อยๆให้ท่านกิน” พร้อมกับส่งยิ้มหวาน และขยิบตาให้อีกหนึ่งที
ซินหรานได้ยินดังนั้นถึงกับตกตะลึง “!!!”
ฉินเจียนก็เช่นกัน “!!!”
ลู่ไป่ชวน “!!!”
หลังจากเหอจิ่วเหนียงออกไปแล้ว ลู่ไป่ชวนก็หันมาสั่งการลูกน้อง “เอาตัวทุกคนที่นี่ไป”
ทุกคนที่เขาหมายถึง รวมถึงฉินเจียนด้วย
ฉินเจียนเดือดดาลขึ้นมาอีกครั้ง กอดซินหรานไว้แน่น แล้วตะคอกใส่ลู่ไป่ชวน “มีอะไรก็มาลงกับข้า อย่าทำอะไรซินหราน!”
ลู่ไป่ชวนไม่ปรายตามองเขาเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังออกคำสั่งอย่างหนักแน่นอีกครั้ง “เอาตัวไปทุกคน”
คนของหน่วยหั่วอวิ๋นจึงเข้ามาแยกตัวฉินเจียนกับซินหรานออกจากกัน คนอื่นๆในคณะงิ้วก็ถูกเชิญไปดื่มชาที่หน่วยหั่วอวิ๋นทั้งหมด
ซินหรานยังคงท่าทีสงบนิ่ง นางไม่ได้หวาดหวั่นเลยแม้แต่น้อย เพราะนางมั่นใจว่า คนที่อยู่เบื้องหลังจะสามารถช่วยนางออกมาได้อย่างแน่นอน แต่ถึงอย่างนั้น วันนี้นางก็สร้างความเสียหายไปอย่างหนัก ต่อจากนี้ต้องถูกต่อว่าฉาดใหญ่แน่นอน
ตอนนี้นางมีเรื่องที่ชวนปวดหัวยิ่งกว่า นั่นก็คือ การที่โรงเก็บชาถูกเผา ส่งผลให้ลูกค้าก่อนหน้านี้จะได้รับของไม่ต่อเนื่อง และเมื่อผู้กินไม่ได้กินติดต่อกัน ร่างกายก็จะเกิดปฏิกิริยาบางอย่างขึ้น …หากสิ่งนี้เกิดขึ้นเป็นวงกว้าง แผนการที่วางมาหลายปีก็จะพังลงทั้งหมด!
นางหันมองฉินเจียนที่อยู่ข้างๆ และคิดว่า… ถึงเวลาที่ต้องใช้งานเขาแล้ว
ตอนที่ 529: พบข้อมูลมากมายดังคาด
“นายท่านรอง ข้าน้อยถูกใส่ร้ายนะเจ้าคะ!”
เห็นเหอจิ่วเหนียงกลับไปแล้ว ซินหรานจึงมีความกล้าขึ้น นางร้องไห้ในอ้อมกอดฉินเจียนทันที
ฉินเจียนกอดนางเอาไว้แน่น พลางปลอบเบาๆว่าไม่เป็นไร
ภาพนี้ดูแล้วช่างน่าซึ้งใจปนเวทนายิ่งนัก ลู่ไป่ชวนกับภรรยาราวกับเป็นคนเลวที่ทำให้คู่รักต้องพลัดพรากจากกันก็มิปาน แต่น่าเสียดายที่บริเวณตรงนี้ไม่มีคนอื่น จึงไม่มีผู้ชมคอยให้กำลังใจพวกเขา
เมื่อมาถึงคุกของหน่วยหั่วอวิ๋น ฉินเจียนกับคนของคณะงิ้วชิงอินถูกจับขังแยกกัน แต่ไม่ได้ห่างกันมากนัก ทุกคนได้ยินเสียงเขาทะเลาะกับลู่ไป่ชวนอย่างชัดเจน
“ลู่ไป่ชวน เจ้าคนสารเลว! แน่จริงก็ปล่อยข้าออกไปสิ! เจ้าเอาเรื่องส่วนตัวมาแก้แค้นข้า ข้าจะไปรายงานเรื่องนี้ต่อหน้าท่านอ๋อง!”
“เจ้างานการไม่ทำ วันๆเอาแต่หมกตัวอยู่ในสถานที่โสโครกนั่น ยังมีหน้าไปฟ้องอีกหรือ? เหอะ เจ้ารีบไปฟ้องสิ ข้าก็อยากรู้เหมือนกันว่าท่านอ๋องจะเชื่อเจ้าหรือเชื่อข้า!”
“เจ้ามันคนจิตใจอำมหิต! ตอนนั้นถ้าไม่ได้ข้าช่วยชีวิตเจ้าเอาไว้ เจ้าจะมีชีวิตอยู่มาจนถึงทุกวันนี้หรือ แล้วดูซิ เจ้าตอบแทนผู้มีพระคุณเช่นนี้หรือ!”
“คนที่ช่วยข้าคือท่านอ๋องต่างหาก เจ้ายังมีหน้ามาพูดจาเช่นนี้ด้วย ไร้ยางอายจริงๆ!”
“ซินหรานเป็นผู้บริสุทธิ์ มีอะไรเจ้าก็มาลงที่ข้านี่!”
“น่าขันสิ้นดี มาหาเรื่องภรรยาข้าแล้วยังมีหน้าบอกว่าเป็นผู้บริสุทธ์อีก นี่ต้องไร้ยางอายถึงขั้นไหนกัน!”
คนของคณะงิ้วชิงอินเชื่อว่าพวกเขาทะเลาะกันจริง ถึงขั้นมีเสียงปึงปังดังขึ้นบางครั้งด้วย เห็นได้ชัดว่าสถานการณ์รุนแรงมากเพียงใด
ทว่าความเป็นจริงแล้ว ทั้งสองกำลังนั่งเอกเขนกด้วยท่วงท่าสบายๆ ปากฉินเจียนด่า แต่มือเขาไม่ได้อยู่ว่าง รีบเขียนสิ่งที่เขาตรวจสอบพบในคณะงิ้วชิงอินช่วงนี้ จากนั้นก็ยื่นให้ลู่ไป่ชวน
ลู่ไป่ชวนรับมาอ่าน เนื้อหาระบุว่าคนกลุ่มนี้มีที่กบดานหลายที่ ล้วนเป็นที่ที่พวกเขาคาดไม่ถึงมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นโรงหมอเล็กๆ ร้านค้าต่างๆ กลุ่มของพวกเขากว้างขวางเทียบเท่ากับหอเชียนฟานของหมิงเจ๋อเลยก็ว่าได้
เพียงแต่หอเชียนฟานเป็นหน่วยระดับสูง ส่วนคณะงิ้วชิงอินเป็นหน่วยระดับทั่วไป ทั้งนี้ก็เพื่อให้ง่ายต่อการแทรกซึมในหมู่ชาวบ้าน และหากเกิดเรื่องขึ้นก็จะง่ายต่อการหลบซ่อนตัว
นอกจากนี้ยังค้นพบเรื่องใหญ่ที่สุดอีกด้วย นั่นก็คือ สัญลักษณ์ที่มีเพียงคนภายในเท่านั้นที่รู้จัก สัญลักษ์ดังกล่าวมีชื่อว่า ‘ลวดลายสุริยันค่อนดวง’
สัญลักษ์นี้แทบไม่เคยเปิดเผยต่อคนภายนอก เป็นสัญลักษณ์ที่ใช้ยืนยันตัวตนเมื่อพวกเขาต้องติดต่อระหว่างกัน ปกติบุรุษจะมีสัญลักษณ์นี้ที่เอว ส่วนสตรีจะมีสัญลักษณ์ที่ต้นขา
เมื่ออ่านมาถึงตรงนี้ ลู่ไป่ชวนก็เหลือบมองสหาย จู่ๆก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจเขาขึ้นมา ไม่รู้ว่าเขาต้องเสียสละตัวเองไปมากมายเพียงใด จึงจะตรวจสอบเรื่องพวกนี้มาได้
ฉินเจียนเป็นคนไม่คิดอะไรซับซ้อน หากเป็นยามปกติเขาคงไม่เข้าใจสายตาที่ลู่ไป่ชวนมองมาแน่ ทว่าตอนนี้เขาเข้าใจได้ในทันที จึงรีบเขียนลงไปในกระดาษว่า ‘ข้ายังบริสุทธิ์!’
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าเบาๆ บอกเป็นนัยว่า ‘อืม เจ้าบริสุทธิ์’
ฉินเจียนเขียนลงไปอีก ‘ข้าบริสุทธิ์ผุดผ่องจริงๆ!’
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าอีกครั้ง…อย่างเห็นใจ ‘อืมๆ เจ้าบริสุทธิ์จริงๆ’
ฉินเจียนเห็นสายตาของอีกฝ่ายก็ยังไม่วางใจ
เหตุใดถึงรู้สึกว่า ยิ่งอธิบายก็ยิ่งแย่นะ!
แล้วอีกอย่าง เหตุใดตนต้องมาอธิบายว่าตัวเองยังบริสุทธิ์ให้เขาเข้าใจด้วย!
ลู่ไป่ชวนกลับคิดว่า ตนอาจจี้จุดเรื่องที่ฉินเจียนยังบริสุทธิ์ให้เขาเกิดเจ็บใจเข้าเสียแล้ว เขาจึงมีปฏิกิริยาทางสีหน้าตอบกลับมาอย่างดุเดือดเช่นนี้ ตนจึงไม่อยากพูดถึงเรื่องที่ทำร้ายจิตใจเขาอีก และเขียนลงไปในกระดาษว่า ‘วางใจเถอะ ข้าจะตรวจสอบเอง’
ตอนนี้พวกซินหรานอยู่ในคุกพอดี เขาจะได้ไปตรวจสอบทุกอย่างที่คณะงิ้วชิงอินอย่างสะดวก
ฉินเจียนไม่ได้สื่อสารอะไรต่อ แสร้งส่งเสียงด่าทออีกสองสามประโยค กระทั่งลู่ไป่ชวนกระแทกประตูเสียงดังและเดินออกไป
คนของคณะงิ้วชิงอินหันมาคุยกัน สาวใช้ถามซินหราน “คุณหนู ตอนนี้จะทำเช่นไรดีเจ้าคะ?”
“ไม่ต้องร้อนใจไป รอดูลู่ไป่ชวนก่อน หากเขาแค่ทำไปเพราะช่วยเหอจิ่วเหนียงก็แล้วไป แต่หากมีจุดประสงค์อื่น… ข้าก็ยังมีแผนสำรองอยู่ พวกเราหาใช่คนที่ใครจะมารังแกได้ง่ายๆเหมือนกัน!”
แผนสำรองของนางก็คือ ‘ฉินเจียน’ ตอนนี้หัวใจของฉินเจียนอยู่กับนาง ไม่ว่านางจะพูดอะไร ฉินเจียนย่อมอยู่ข้างนางแน่นอน
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็คลายความกังวลใจลงได้บ้างแล้ว เป็นจริงดังที่คุณหนูว่า ฉินเจียนปฏิบัติต่อคุณหนูของพวกเขาเป็นอย่างดี เห็นได้ชัดว่าเขามีใจให้ซินหรานอย่างแท้จริง
มีคนรักคอยปกป้องเช่นนี้ ต่อให้ลู่ไป่ชวนเจออะไรขึ้นมาจริงๆ ฉินเจียนต้องช่วยได้แน่นอน
........
ลู่ไป่ชวนออกจากหน่วยหั่วอวิ๋นและมุ่งหน้ากลับจวน เหอจิ่วเหนียงลงมือทำอาหารด้วยตัวเองสองอย่าง นอกนั้นให้เป็นหน้าที่ของแม่ครัว
ถึงกระนั้นลู่ไป่ชวนก็พอใจอย่างมาก หากภรรยาทำมากกว่านี้ เขาคงปวดใจที่ภรรยาต้องเหนื่อย
ยามรัตติกาล หลังจากที่ทุกคนเข้านอนกันหมดแล้ว ลู่ไป่ชวนก็แอบย่องออกจากห้อง
ทว่าเพิ่งจะเปิดประตู…
“ข้าไปด้วย!”
เสียงของเหอจิ่วเหนียงก็ดังมาจากด้านหลังทันที
ลู่ไป่ชวน “!!!”
เพื่อให้นางหมดเรี่ยวหมดแรงจนไม่สามารถลุกจากเตียงได้ กิจกรรมบนเตียงในคืนนี้ ลู่ไป่ชวนจึงจัดหนักเป็นพิเศษ หวังว่าภายในชั่วขณะหนึ่งนางคงไม่ตื่นขึ้นมา อย่างน้อยสักหนึ่งชั่วยามก็ยังดี
แต่แล้วเหตุใดตอนนี้นางถึงตื่นขึ้นมาซะอย่างนั้นเล่า!
อีกทั้งฟังจากน้ำเสียงแล้ว นางดูมีพลังเต็มเปี่ยม ไม่เหนื่อยไม่เพลียเลยแม้แต่น้อย
ลู่ไป่ชวนถึงกับนึกกังขาในความสามารถของตัวเอง “???”
“ดึกมากแล้ว เจ้าพักผ่อนเถอะนะ ข้าจะไปคนเดียว”
เดิมทีลู่ไป่ชวนอยากพูดกับนางว่า ‘เจ้าเหนื่อยแล้ว ควรนอนพักผ่อนดีกว่า’ แต่เมื่อหันกลับไปมองกลับพบว่า นางกำลังเปลี่ยนเสื้อผ้าอย่างกระฉับกระเฉง ทั้งยังรวบผมหางม้าสูง ดูกระปรี้กระเป่า ไม่มีท่าทีเหน็ดเหนื่อยให้เห็นเลย
ลู่ไป่ชวน “...”
กิจกรรมร่วมรักหลายๆครั้งที่ผ่านมา …ที่นางดูเหน็ดเหนื่อยอ่อนเปลี้ยเพลียแรง …นางแสร้งทำอย่างนั้นหรือ?
ข้าก็อุตส่าห์ลำพองใจคิดไปว่า ตัวข้าเองก็มีความสามารถไม่ธรรมดาเสียอีก…
ในใจชายชาติทหารหนุ่มบังเกิดความคิดแง่ลบจางๆ พอคิดได้เช่นนี้ก็อดรู้สึกปวดใจไม่ได้จริงๆ…
เมื่อเห็นแววตาหมองหม่นของอีกฝ่าย เหอจิ่วเหนียงจึงกระแอมไอเล็กน้อย และเปลี่ยนเรื่องทันที “อย่ามัวแต่ชักช้าอยู่เลย รีบไปกันเถอะ เดี๋ยวฟ้าจะสางเอา!”
กล่าวจบนางก็ชิงเดินนำไปก่อน ลู่ไป่ชวนถอนหายใจอย่างหมดแรง และรีบตามไปอย่างอ่อนล้า
........
แม้ว่าคนที่อยู่เบื้องหน้าของคณะงิ้วชิงอินจะถูกจับตัวไปแล้ว แต่แน่นอนว่าในที่ลับก็ยังมีอีกบางส่วน ตอนที่ทั้งสองลอบเข้าไปจึงยังต้องใช้ความระมัดระวังตัวสูง
พวกเขาแอบเข้าไปที่เรือนของซินหรานโดยตรง เมื่อเข้าไปในส่วนของห้องนอนแล้ว ก็เปิดกลไกที่อยู่ใต้เตียงนอนของซินหรานตามที่ฉินเจียนบอกทันที
“นี่มันห้องใต้ดินนี่!”
เหอจิ่วเหนียงชะโงกศีรษะเข้าไปดู ด้านล่างมืดสนิท ทันทีที่ลู่ไป่ชวนจุดตะบันไฟ นางก็อดใจรอไม่ไหวกระโดดลงไปแล้ว
ลู่ไป่ชวนหมดคำพูดจริงๆ
สรุปคนที่เกะกะก็คือเขาต่างหาก!
ชายหนุ่มตามลงไป แต่ไม่ลืมทำทุกอย่างอย่างรอบคอบ เขาปรับกลไกจากด้านในให้กลับไปเป็นดังเดิม เช่นนี้ต่อให้ใครเข้ามาในห้องก็ไม่พบความผิดปกติ
ห้องใต้ดินแห่งนี้กว้างขวาง หากแต่ไม่ใช่สถานที่ซุกซ่อนของพวกนั้น การตกแต่งเหมือนห้องตำรามากกว่า
เห็นได้ชัดว่า ปกติเวลาที่ซินหรานจัดการเรื่องต่างๆ นางมักจะมาทำที่นี่ เหอจิ่วเหนียงจุปาก ก่อนจะกล่าว “จุจุจุ ช่างระมัดระวังดีซะจริง!”
หากต้องจัดการเรื่องอะไรก็ต้องลงมาที่นี่ทุกครั้ง คงจะยุ่งยากไม่น้อยสินะ
ลู่ไป่ชวนไม่ได้เอ่ยอะไร แค่รีบค้นหาเบาะแสที่เกี่ยวข้องอย่างรวดเร็ว และแล้วก็พบข้อมูลมากมายดังคาด
ทั้งฐานลับของพวกเขาในหลายแห่ง รายชื่อสายลับบางส่วน สมุดบัญชีกิจการตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้กระทั่งจดหมายโต้ตอบต่างๆก็มีด้วย…
แต่ไม่นานนัก ลู่ไป่ชวนก็เกิดความกังวลขึ้นมา
ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลารวบแห หากเอาของพวกนี้ออกไปตอนนี้ต้องถูกจับได้แน่ เมื่อถึงตอนนั้น หากคนพวกนั้นไหวตัวทันแล้วหลบหนี ทั้งหมดที่พวกเขาทำมาจะไม่สูญเปล่าหรือ
จังหวะนั้น เหอจิ่วเหนียงเดินยิ้มแป้นเข้ามา แล้วกล่าว “ท่านดูสิ ตอนนี้เห็นหรือยังว่าพาข้ามาแล้วมีประโยชน์อย่างไร?”
ตอนที่ 530: เขาก็คือคนที่ไร้ประโยชน์ เป็นตัวถ่วง
ลู่ไป่ชวนยังไม่เข้าใจความหมายที่อีกฝ่ายสื่อ ก็เห็นหญิงสาวยกวัตถุรูปทรงสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่สีดำชิ้นหนึ่งออกมาจากอากาศวางลงบนโต๊ะ จากนั้นก็นำหลักฐานเหล่านี้วางลงไปทีละแผ่น เสียง *แกรกๆ กึกๆ* ดังออกมาจากวัตถุชิ้นนั้น ไม่นานก็มีกระดาษออกมาจากอีกด้าน
ลู่ไป่ชวนตกตะลึงมาก เขายังไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เหอจิ่วเหนียงหยิบหลักฐานที่เหมือนกันทุกประการสองฉบับวางลงตรงหน้าเขา
ไม่สิ จะบอกว่าเหมือนกันทุกประการไม่ได้ เพราะต้นฉบับมีร่องรอยการเปิดพลิกไปมาจึงดูเก่าแล้ว ส่วนอีกฉบับที่เพิ่งออกมาใหม่เอี่ยม
นอกจากความแตกต่างข้อนี้แล้ว ที่เหลือไม่ว่าจะเป็นลายมือ หรือตราประทับสีแดง ล้วนเหมือนกันทุกอย่าง
สิ่งนี้คืออะไรกัน การแกะสลักอย่างนั้นหรือ?
แม้ในยุคสมัยนี้จะมีการพิมพ์แล้ว แต่การพิมพ์ก็ยังไม่เป็นที่แพร่หลายและยังคงล้าสมัย ต่อให้พิมพ์ออกมาก็ไม่มีทางรวดเร็วถึงเพียงนี้ อีกทั้งลายมือก็เหมือนกับลายมือต้นฉบับทุกประการ ต่อให้เจ้าของลายมือมายืนตรงหน้าก็คงแยกไม่ออกว่าฉบับไหนเป็นลายมือที่ตนเองเขียน
“นะ นี่มัน… ทะ ทะ ทำได้อย่างไรกัน?”
บุรุษยุคโบราณเบิกตากว้าง น้ำเสียงตะกุกตะกัก ท่าทางอึ้งงันราวกับไม่เคยเห็นโลกมาก่อน
“สิ่งนี้เรียกว่าเครื่องถ่ายเอกสาร! เช่นนี้เราก็สามารถนำหลักฐานต้นฉบับกลับไปได้ ส่วนฉบับปลอมก็เอาไว้ที่นี่”
เพื่อให้ดูสมจริงยิ่งขึ้น เหอจิ่วเหนียงเลือกใช้กระดาษที่มีในยุคนี้ เพียงแต่ค่อนข้างใหม่กว่าเล็กน้อย
“แต่นี่มันใหม่เกินไป”
ลู่ไป่ชวนรับมาพิจารณาอย่างละเอียด กระดาษใหม่มาก เนื้อสัมผัสลื่นมือจนรู้สึกได้ เช่นนี้อาจจะถูกจับได้แน่
“เราทำให้มันเก่าได้!”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้มองว่าเรื่องนี้เป็นปัญหาเลย นางเก็บเครื่องถ่ายเอกสารกับหลักฐานต้นฉบับไว้ในห้วงมิติ จากนั้นก็หยิบหลักฐานฉบับใหม่มาขยี้ การกระทำของนางค่อนข้างหุนหันจนน่าตกใจ ทว่ากลับได้ผลดียิ่งนัก ไม่นานกระดาษก็เต็มไปด้วยร่องรอยของกาลเวลา
ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นก็ไม่พูดอะไรอีก ทั้งสองช่วยกันขยำหลักฐานเท็จเหล่านั้น
นอกจากนี้ เหอจิ่วเหนียงยังพบตราประทับด้วย นางคัดลอกด้วยเครื่องมือทันสมัยอย่างไม่รีรอ และเอาของปลอมเก็บไว้ที่นี่ ส่วนต้นฉบับนางเก็บเอาไว้เอง
ลู่ไป่ชวนตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
เป็นแบบที่เขาคิดจริงๆ เขาก็คือคนที่ไร้ประโยชน์ คนที่เป็นตัวถ่วงเอง!
หลังจากเหอจิ่วเหนียงจัดการทุกอย่างเสร็จ ก็เห็นลู่ไป่ชวนมองมาที่ตนเองด้วยทีท่าตะลึงงัน นางกะพริบตาปริบๆ แล้วเอ่ยถาม “ยังนิ่งอยู่ทำไมเล่า รีบช่วยกันค้นหาเงินสิ! เงินหมื่นตำลึงนั่นไม่พอที่จะปลอบประโลมหัวใจอันบอบช้ำของข้าได้หรอกนะ!”
ลู่ไป่ชวน “…”
เขาจึงได้สติกลับมา แล้วเริ่มค้นหาอย่างจริงจัง และแล้วก็พบจริงๆด้วย!
เงินเหล่านี้ซ่อนอยู่ในช่องเล็กๆหลังตู้ตำรา ซ่อนได้ลึกลับมากทีเดียว
แต่น่าเสียดาย สุดท้ายลู่ไป่ชวนก็เจอมันแล้ว
ไม่ใช่ว่ามีความสามารถพิเศษอะไรหรอก ก็แค่ภรรยาเขาให้ของเล่นชิ้นเล็กๆชิ้นหนึ่งที่เรียกว่า ‘เครื่องมือตรวจจับ’ มาใช้ อิฐตรงไหนในห้องกลวง แค่ใช้เครื่องนี้ค้นหาก็สามารถรู้ได้
เหอจิ่วเหนียงนับตั๋วเงินที่ค้นพบ รวมแล้วได้ทั้งหมดกว่าแปดหมื่นตำลึง
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่านางต้องเก็บตั๋วเงินทั้งหมดนี้ใส่กระเป๋าตัวเองแน่นอน จากนั้นก็นำเครื่องถ่ายเอกสารออกมา ไม่ลืมที่จะสร้างตั๋วเงินปลอมมาวางไว้ที่เดิม
ถึงจะเป็นยุคโบราณ แต่ตั๋วเงินในยุคสมัยนี้ก็ไม่ได้ผลิตออกมาด้วยกระบวนการธรรมดา.ธรรมดา บนผิวกระดาษจะมีรอยประทับบางอย่างซ่อนเอาไว้เพื่อใช้พิสูจน์ว่าเป็นของจริงหรือของปลอม นอกจากนี้ผิวสัมผัสก็แตกต่างจากกระดาษทั่วไป จะเลียนแบบให้เหมือนทุกกระเบียดนิ้วย่อมเป็นไปไม่ได้ เหอจิ่วเหนียงเองก็ไม่ได้เสียเวลาเก็บรายละเอียด นางเน้นเพียงจุดสังเกตหลักๆเท่านั้น
อย่างไรเสีย กว่าคนพวกนี้จะพบปัญหา ก็คงถูกรวบกันไปหมดแล้ว
“ฮี่ๆๆ ออกมาคืนนี้ช่างเกินคุ้มจริงๆ!”
เหอจิ่วเหนียงเก็บของเรียบร้อย จากนั้นทั้งสองก็เตรียมออกไป
ทว่า…
ทันทีที่กำลังจะก้าวเท้า ก็ได้ยินเสียง *แกรก* ของประตูห้องด้านบนดังขึ้น!
จากนั้นมีเสียงฝีเท้าของคนสองคน
ตามมาด้วยเสียงกลไกใต้เตียงถูกเปิดออก
…เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังจะลงมา!
ห้องใต้ดินแห่งนี้เป็นพื้นที่โล่งกว้าง ถึงจะหลบใต้โต๊ะแต่มองแวบเดียวก็หาเจอแล้ว ดังนั้นไม่มีทางหลบหนีได้อย่างแน่นอน
ลู่ไปชวนส่งสัญญาณมือให้เหอจิ่วเหนียง บอกให้นางถอยไปชิดกำแพง ส่วนเขาจะไปดักที่ประตูทางเข้า เตรียมจัดการกับคนที่เข้ามา
ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับทำท่าทางราวกับห่วงหาอาทรเขาเหลือคณนา ยืนยันจะอยู่ข้างกายเขาให้ได้
ลู่ไป่ชวนอบอุ่นหัวใจยิ่งนัก คิดในใจอย่างหวานชื่น …ภรรยาติดเขาเกินไปแล้ว รอเดี๋ยวเถอะ หากคนพวกนั้นเข้ามา เขาจะแสดงฝีมือให้ภรรยาได้ประจักษ์ เพื่อแสดงให้นางได้เห็นว่า เขาไม่ใช่ตัวถ่วง!
*เอี๊ยด~*
เสียงขยับเตียงดังขึ้น พร้อมแสงจากเชิงเทียนสาดส่องลงมา บ่งบอกว่าคนข้างบนเตรียมจะลงมาแล้ว
“ระวังหน่อย ข้างล่างมืด ระวังร่วงลงไปล่ะ”
“รู้แล้วน่า ข้าไม่ได้มาครั้งแรกซะหน่อย!”
“เจ้าว่าเหตุใดช่วงนี้เราถึงดวงซวยนักนะ ไม่ว่าจะเรื่องซวยอะไรก็เกิดขึ้นแต่กับพวกเรา?”
“ก็นั่นน่ะสิ”
ทั้งสองพูดคุยกันพลางเดินลงมา ขณะที่แสงเทียนกำลังจะส่องมาถึงตำแหน่งที่ลู่ไป่ชวนกับภรรยายืนอยู่ ลู่ไป่ชวนก็ยกมือขึ้นเตรียมจะจัดการ ทว่าเมื่อซัดฝ่ามือลงไป…กลับคว้าได้เพียงแค่อากาศ
พอเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้ง สองคนนั้นก็เดินไปถึงหน้าโต๊ะตำราแล้ว และยังคงสนทนากันต่อไปเสียงเบาเช่นเดิม
“ต้องรีบติดต่อให้คนส่งใบชามาด่วนๆ ครั้งนี้เฉียนชิ่งจะมีบทบาทสำคัญแล้ว ให้อวี้เหลียนเร่งมือหน่อย คราวนี้ให้ขนมาทีเดียวสองลำเลย หาไม่หากอีกไม่กี่วันนี้มีคนเริ่มแสดงอาการออกมาละก็ พวกเราตกอยู่ในอันตรายแน่
ไหนจะด้านเมืองหลวงอีก คนผู้นั้นที่ติดต่อกับเรามาตลอด ข้าคิดไม่ถึงเลยว่าจะเป็นเชื้อพระวงศ์ เราประเมินเขาน้อยไปจริงๆ คนผู้นี้เราก็ต้องใช้ประโยชน์ ให้เขาเอาใบชาไปถวายฮ่องเต้สักหน่อย หากเขายินดีทำ นั่นแสดงว่าเขายังเป็นพวกเดียวกับเราอยู่ แต่หากไม่ ต่อไปก็อย่าคบหากันอีก ร่วมมือกับพวกเราตั้งนานแต่กลับไม่เคยเปิดเผยตัวตนที่แท้จริง เห็นพวกเราเป็นเบี้ยล่างชัดๆ!
…ไม่ใช่สิ ไม่ว่าเขาจะยินดีทำหรือไม่ สุดท้ายเขาก็ต้องทำงานให้เราอยู่ดี! ที่ผ่านมาได้ประโยชน์จากพวกเราไปตั้งมากมาย เราจะไม่เรียกดอกเบี้ยคืนได้อย่างไรกัน ถึงอย่างไรเราก็มีจุดอ่อนเขาอยู่ในมือ เขาไม่กล้าต่อกรกับพวกเราหรอก”
คนหนึ่งพูดพล่ามไม่หยุดปาก ส่วนอีกคนก็เขียนตามคำสั่งไม่หยุดมือ
ลู่ไป่ชวนเพิ่งจะได้สติ จึงหันไปถามเหอจิ่วเหนียงอย่างงุนงง “พะ พะ พวกเขาไม่เห็นเราอย่างนั้นหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงตอบสบายๆ “ใช่แล้ว! ตอนนี้เรากำลังอยู่ในห้วงมิติที่ข้าเคยบอกท่านอย่างไรล่ะ เราเห็นพวกเขา แต่พวกเขามองไม่เห็นเรา”
ลู่ไป่ชวนรู้สึกสับสน
แต่พริบตาต่อมา เหตุการณ์มากมายก็ซ้อนทับในหัวของเขา …ตนเคยนั่งนกเหล็กยักษ์นั่นมาแล้ว เคยเห็นเครื่องถ่ายเอกสารอะไรนั่นมาแล้ว เคยเล่นเครื่องสร้างวัตถุสามมิติมาแล้ว และเคยสัมผัสเครื่อมือแปลกประหลาดต่างๆจากนางมาไม่น้อยแล้ว…
ตระหนักได้ดังนี้ ชายหนุ่มก็เกิดความรู้สึกเช่นเดิมขึ้นอีกครั้ง …ภรรยาช่างเก่งกาจยิ่งนัก ภรรยาช่างวิเศษจริงๆ!
เขาตัดสินใจแล้วว่า ต่อไปนี้ไม่จำเป็นต้องแสดงความสามารถอะไรอีก ภรรยาเก่งกาจถึงเพียงนี้ เขานอนโง่ๆเฉยๆก็พอแล้ว!
เนื่องจากเอาแต่ใจลอยหลงเพ้อไปไกล ในสมองมีแต่ภรรยาเต็มไปหมด บัดนี้ลู่ไป่ชวนจึงไม่ได้ยินแล้วว่าสองคนนั้นกำลังคุยอะไรกัน
เหอจิ่วเหนียงเอ็ดอย่างเอือมระอา “ท่านเอาแต่ใจลอยไปถึงไหนแล้วเนี่ย! อะ เอาไป เอาสมุดพี่ไปลอกซะน้อง!”
ลู่ไป่ชวนได้สติ มองสมุดเล่มเล็กๆที่อีกฝ่ายโยนมาให้…
ในสมุดได้บันทึกเอาไว้อย่างละเอียด สรุปคำพูดของสองคนนั้นเอาไว้เป็นข้อๆ
หนึ่ง-ให้เฉียนชิ่งขนส่งชา
สอง-ให้หลินอ๋องถวายชาให้ฮ่องเต้
สาม-ให้ฉินเจียนขายชา
สี่-หาโอกาสกำจัดเหอจิ่วเหนียง
ห้า-หากกำจัดเหอจิ่วเหนียงไม่ได้ ก็ให้กำจัดบุตรชายนางแทน!
ลู่ไป่ชวน “…”
ไม่เห็นต้องละเอียดขนาดนี้เลย…
อย่างไรก็ตาม จากเนื้อหาเหล่านี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นที่น่าเป็นห่วงที่สุดก็คือ ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า โก่วเอ๋อร์อาจจะตกอยู่ในอันตราย ดังนั้นจะต้องรีบป้องกันเอาไว้!
จบตอน
Comments
Post a Comment