ตอนที่ 531: สมกับที่เป็นจิ่วเหนียงจริงๆ
สาเหตุที่คนทั้งสองเข้ามาเขียนจดหมายที่ห้องใต้ดินแห่งนี้ ก็เพื่อจะใช้ตราประทับของซินหราน เมื่อเขียนเสร็จและเก็บจดหมายเรียบร้อยแล้วก็รีบออกไปทันที
เหอจิ่วเหนียงพาลู่ไป่ชวนออกมาจากห้วงมิติ แล้วตรวจค้นภายในห้องอีกรอบ เมื่อแน่ใจว่าไม่หลงเหลือสิ่งใดแล้วจึงรีบออกไป
ครั้นได้หลักฐานมาแล้ว หลายๆเรื่องก็สามารถดำเนินการได้ทันที
.......
หลายวันถัดมา ลู่ไป่ชวนงานยุ่งมาก เขานำคนกวาดล้างฐานลับเหล่านั้นมิได้ว่างเว้น โดยเปลี่ยนเอาคนของตนเองเข้าไปแทนที่อย่างเงียบๆ และแนบเนียนไร้พิรุธ
คนของหน่วยหั่วอวิ๋นไม่พอ ลู่ไป่ชวนก็ไปคัดเลือกกำลังพลจากกองทัพมาสมทบ
หากแสดงฝีมือได้ดีพอ ลู่ไป่ชวนก็จะไปขอให้คนเหล่านี้มาอยู่ที่หน่วยหั่วอวิ๋นจากเฉินอ๋อง อย่างน้อยก็ดีกว่าปล่อยให้ผู้มีความสามารถเก็บตัวให้ฝุ่นจับอยู่ในกองทัพเปล่าๆ สู้มาทำงานในหน่วยหั่วอวิ๋นจะเป็นประโยชน์มากกว่า
ในขณะเดียวกัน ทางด้านคนของซินหรานก็พยายามทำงานกันอย่างหนัก กระจายภารกิจที่ต้องจัดการออกไป ภายในเวลาไม่กี่วัน หลินอ๋องที่อยู่ในเมืองหลวงก็ได้รับจดหมายที่คณะงิ้วชิงอินส่งไป
เมื่อหลินอ๋องได้อ่านจดหมายก็พบว่า อีกฝ่ายใช้คำเรียกขานที่ระบุตัวตนของเขาอย่างชัดเจน ยิ่งไปกว่านั้นยังบอกออกมาตรงๆว่า พวกเขาสามารถช่วยตนแย่งชิงบัลลังก์ได้ แต่มีข้อแม้ว่า ตนต้องทำตามที่พวกเขาบอกทุกอย่างโดยไม่มีข้อแม้
ในใจของหลินอ๋องราวกับมีเพลิงโทสะอัดแน่น ช่วงเวลาที่ผ่านมา เขาพยายามติดต่อกับคนตงถิงมาตลอด แต่อีกฝ่ายกลับเมินเฉย เพราะเรื่องที่เขาปิดบังตัวตนของตัวเอง อีกฝ่ายจึงมองว่าเขาไม่ซื่อสัตย์ ถึงขั้นไม่อยากร่วมมือกับเขาอีก แต่ถึงอย่างนั้น เขาก็ยังพยายามไม่น้อยในการติดต่อกับอีกฝ่าย ในที่สุดวันนี้คนของคณะงิ้วชิงอินก็ตอบกลับมา
ในจดหมายระบุว่า อีกฝ่ายย่อมเต็มใจกลับมาร่วมมือกับเขาอีกครั้ง แต่มีเงื่อนไขว่า เขาต้องนำใบชาไปถวายฮ่องเต้ และทำให้ฮ่องเต้โปรดปรานชานั้นให้ได้ หากทำเรื่องพวกนี้สำเร็จ ทางด้านตงถิงก็จะกลับมาเชื่อใจเขาอีกครั้ง
เพราะร่วมมือกับตงถิงมานาน หลินอ๋องย่อมรู้ดีว่าใบชาเหล่านั้นมีการเพิ่มของบางอย่างลงไป ของชนิดนั้นไม่ได้ทำให้ถึงแก่ชีวิตในระยะเวลาอันสั้น แต่หากเสพติดเข้าแล้ว จะทำให้เชื่อฟังคำพูดเขาทุกอย่างอย่างง่ายดาย
อันที่จริงก่อนหน้านี้หลินอ๋องก็ตั้งใจจะนำใบชานี้ถวายฮ่องเต้อยู่แล้ว อย่างไรเสียก่อนหน้านี้ก็เคยให้ฮ่องเต้เสวยเซียนตันที่มีพิษต่อพระวรกายไปแล้ว การถวายชานี้ก็ไม่ได้ทำให้เขารู้สึกย่ำแย่แต่อย่างใด
ก่อนหน้านี้เสด็จพ่อโปรดปรานเขามาก เขาก็ยังกล้าลงมือทำเรื่องเหล่านั้นเลย ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่พระบิดาทำตัวห่างเหินเขา ทั้งยังเตรียมจะกักบริเวณเขาอีก เขาแทบอดใจรอไม่ไหวอยู่แล้ว ขอแค่ฮ่องเต้ดื่มชานี้เข้าไป ก็จะยอมทำตามแผนการของเขาทุกอย่าง เช่นนี้แผนการของเขาก็จะง่ายขึ้น เผลอๆยังสามารถใช้โอกาสนี้กำจัดเฉินอ๋องได้ด้วย
ส่วนเหอจิ่วเหนียงผู้นั้นช่างประหลาดยิ่งนัก นับตั้งแต่นางไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ท่าทีที่ฮ่องเต้มีต่อเฉินอ๋องก็เปลี่ยนไปมาก แม้ไม่ได้ถึงขั้นโปรดปรานเหมือนองค์รัชทายาท แต่ก็ไม่ได้หาเรื่องกลั่นแกล้งเหมือนเมื่อก่อนแล้ว และบางครั้งก็ยังชื่นชมอยู่เนืองๆด้วย
แม้แต่ทางด้านจิ้งอ๋อง ช่วงนี้เขาเองก็กลัดกลุ้มใจเรื่องนี้จนแทบคลั่ง
จู่ๆสหายอี้ผิงก็ดันมาหายตัวไปอีก ไม่ว่าเขาจะตามหาอย่างไรก็หาไม่เจอ ตอนนี้สถานการณ์ในราชสำนักเป็นเช่นนี้ เขาไม่รู้เลยว่าตนเองควรทำอย่างไร ทั้งยังไร้ความสามารถที่จะรับมือกับเฉินอ๋อง จึงทำได้แต่หมกตัวอยู่ในหอสุรา ดื่มจนเมามายไม่ได้สติแล้วถูกหามกลับจวนวนไปอย่างนั้น
หลินอ๋องไม่สนใจจิ้งอ๋องอีกต่อไป เหตุผลหลักก็เพราะเห็นว่าจิ้งอ๋องหมดประโยชน์แล้ว จึงไม่เสียเวลาหลอกล่อเขาให้เปลืองแรง เขาคิดแค่ต้องทำเพื่อตัวเอง ทำให้ฮ่องเต้กลับมาไว้ใจเขาอีกครั้ง และหาทางกำจัดเฉินอ๋อง
หลังจากสรุปกับตัวเองได้แล้ว หลินอ๋องก็นำใบชาเข้าวัง เขาเพิ่งจะพ้นโทษกักบริเวณพอดี ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อแสดงความจงรักภักดีในยามนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมที่สุด
ในขณะเดียวกัน ทางด้านเฉินอ๋องก็ได้รับจดหมายจากลู่ไป่ชวนเช่นกัน ในจดหมายได้บอกเล่าแผนการที่คณะงิ้วชิงอินมอบหมายให้หลินอ๋องจัดการ อ่านจบเฉินอ๋องก็ขมวดคิ้วแน่น
การกระทำของหลินอ๋องนับวันยิ่งเหิมเกริมไปกันใหญ่ เรื่องเก่ายังไม่ทันได้สะสางให้สิ้นความผิด กลับเร่งรุดก่อเรื่องใหม่อีกแล้ว คิดว่าคนอื่นโง่เขลาเบาปัญญานักหรืออย่างไร
“ท่านอ๋อง เราควรทำเช่นไรดีพ่ะย่ะค่ะ?”
เฉิงเหมิงเอ่ยถาม หากไปขวางตอนนี้ยังทัน
“ไม่ต้องทำอะไรทั้งนั้น”
เฉินอ๋องยกยิ้มมุมปาก ก่อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เจ้าห้าช่างประเมินเสด็จพ่อต่ำเกินไปจริงๆ คิดว่าอุบายเดิมๆจะหลอกเสด็จพ่อซ้ำสองได้หรืออย่างไร”
ฮ่องเต้ก็แค่ไม่สนใจทุกข์สุขของราษฎร แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะโง่เสียหน่อย จะให้คนมาหลอกทำร้ายซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้อย่างไร
ยิ่งคนผู้นั้นเป็นโอรสของตัวเองด้วยแล้ว
“ท่านอ๋องปรีชาสามารถยิ่งนัก”
เฉิงเหมิงสรรเสริญไม่ทันขาดคำ พระชายาก็เข้ามาพอดี เขาจึงถอยออกไปอย่างรู้งาน
“ท่านอ๋อง จดหมายจากจิงโจวหรือเพคะ?”
พระชายาเดินเข้ามาด้วยสีหน้าท่าทางตื่นเต้นจนลืมแม้กระทั่งถวายคำนับ มองเฉินอ๋องอย่างใจจดใจจ่อราวกับ…เอ่อ…ราวกับสุนัขน้อยที่ตื่นเต้นเมื่อได้เห็นอาหารก็มิปาน
“จดหมายจากจิงโจวน่ะ นี่ฮูหยินลู่ส่งมาให้เจ้า”
เฉินอ๋องยิ้มไม่ถือสา และยื่นจดหมายอีกฉบับให้นาง
เห็นได้ชัดว่าพระชายาชื่นชอบเหอจิ่วเหนียงมาก ทันทีที่รับจดหมายมาก็รีบเปิดอ่าน ปรากฏว่าพออ่านไม่กี่บรรทัด รอยยิ้มบนใบหน้าก็พลันแข็งทื่อไป
“น่าโมโหยิ่งนัก! เหตุใดถึงได้มีคนที่น่ารังเกียจเช่นนี้!”
นางอ่านไป พร้อมกับใส่อารมณ์ไปด้วย “ใช่ ต้องสั่งสอนเช่นนี้ถึงจะถูก! กล้าทำเรื่องไร้ยางอายเช่นนี้ ไม่กลัวบาปกรรมจะตกไปถึงลูกหลานหรืออย่างไร!”
“จิ่วเหนียงสมกับที่เป็นจิ่วเหนียงจริงๆ ยอดเยี่ยมไปเลย!”
เฉินอ๋องที่ฟังอยู่ข้างๆ ถึงกับตามอารมณ์ไม่ทัน
ภายในเวลาเพียงชั่วครู่ นางทั้งดีใจ ทว่าประเดี๋ยวก็โกรธ ประเดี๋ยวก็แค้น ประเดี๋ยวก็ทอดถอนใจ ทำเอาเฉินอ๋องถึงกับสงสัยยิ่งนักว่า ในจดหมายเหอจิ่วเหนียงเขียนสิ่งใด
เขาอยากชะเง้อเข้าไปดูมาก แต่คิดไปคิดมาก็ช่างเถอะ การกระทำเช่นนี้ไม่ค่อยจะมีมารยาทเท่าไร…
เคยได้ยินเขาว่ากันว่า จดหมายของสตรี จะไปอ่านมั่วซั่วไม่ได้ หากอ่านอาจจะเจ็บตัวโดยไม่รู้ตัวเอาได้ง่ายๆ
แต่เห็นท่าทางของพระชายาแล้ว เขารู้สึกแปลกใจมากจริงๆ ดังนั้นจึงอดที่จะเอ่ยปากถามไม่ได้ “ฮูหยินลู่ส่งมาว่าอย่างไรหรือ เจ้าถึงได้ตื่นเต้นถึงเพียงนี้?”
“ก็เรื่องสถานบันเทิงที่วางแผนว่าจะเปิดกิจการปลายปีนี้น่ะสิเพคะ ตอนนี้เปิดกิจการไม่ได้แล้ว เพราะว่า…”
พระชายาเล่าเรื่องทั้งหมดในจดหมายให้ฟังรวดเดียว บอกว่าสถานบันเทิงเกิดปัญหาขึ้น พวกคนงานถูกทำร้าย โครงสร้างของสถานบันเทิงอันตรายมาก ต้องรื้อทิ้งสร้างใหม่ ช่วงนี้ต้องจัดการเรื่องจุกจิกเหล่านี้ไม่เว้นแต่ละวัน
โชคดีที่เหอจิ่วเหนียงไปเอาเรื่องกับคนพวกนั้น ได้เงินชดเชยมาพอสมควร ทั้งยังสั่งสอนไปยกใหญ่ คลายความคับแค้นใจไปได้ไม่น้อยเลย
เรื่องราวเบื้องหลังเกี่ยวข้องไปถึงคดีความต่างๆ แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เอ่ยถึงในส่วนนี้ แค่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ให้นางฟังเล็กๆน้อยๆ ราวกับทั้งสองเป็นสหายรักกันมานานก็มิปาน
เฉินอ๋องฟังเงียบๆ ในใจเข้าใจอย่างแจ่มแจ้ง ทั้งยังรู้สึกนับถือเหอจิ่วเหนียงมากจริงๆ เรื่องเหล่านี้ในสายตาคนอื่นเป็นเรื่องราวที่ยากและซับซ้อน แต่พอออกมาจากปากนาง คล้ายกับว่าเป็นเรื่องที่ไม่ควรค่าที่จะเอ่ยถึงเลยก็มิปาน
ยิ่งไปกว่านั้น คนหรือเรื่องราวที่นางเอ่ยถึงมักจะน่าสนใจมาก ทำให้คนรับสารยิ่งอยากรู้มากกว่าเดิม
เหอจิ่วเหนียงเปรียบดั่งวิหคที่เปี่ยมสุขตัวหนึ่ง โบยบินบนท้องนภาอันกว้างไกลอย่างอิสระ ส่วนพระชายากลับเปรียบดั่งนกขมิ้นที่ถูกขังในกรงทอง ด้วยเหตุนี้เรื่องราวต่างๆที่เหอจิ่วเหนียงเล่า จึงยิ่งปลุกเร้าให้พระชายาตื่นเต้นสนใจ
ตอนที่ 532: ลูกที่ดีของเรา
เมื่อเล่าเรื่องราวในจดหมายให้ผู้เป็นสวามีฟังจบ พระชายาก็ถอนหายใจออกมาด้วยความเศร้าหมอง ก่อนจะกล่าว “ตอนแรกคิดไว้ว่า ปลายปีนี้จะได้ไปหาจิ่วเหนียง ไปเดินเล่นในหอเจียย่วน ลิ้มลองของอร่อยๆในร้านเป็ดดำลู่ และได้ไปผ่อนคลายกับการนวดในสถานบันเทิงที่เปิดใหม่ของนางสักหน่อย ตอนนี้ดูท่าไม่ได้ไปแล้ว ทุกอย่างหายวับไปกับตา…”
ปกติพระชายาไม่ได้คบค้าสมาคมกับหมู่สตรีสูงศักดิ์เท่าไหร่นอกเสียจากต้องออกงาน เหตุผลหลักก็เพราะไม่ชอบการประจบประแจงเสแสร้งของคนพวกนั้น พอได้มารู้จักกับเหอจิ่วเหนียงที่เข้ากันได้ดีมาก กลับต้องอยู่ห่างกันไกลถึงเพียงนี้ ทั้งยังมีเรื่องมีราวมาทำลายความตั้งใจของนางเช่นนี้อีก นางทำอะไรไม่ถูกเลย
เฉินอ๋องเห็นท่าทางหดหู่ใจของภรรยา จึงเอ่ยขึ้น “ใครบอกว่าไปไม่ได้ล่ะ ถึงจะไปนวดผ่อนคลายที่สถานบันเทิงไม่ได้ แต่ที่อื่นล้วนไปได้หมดไม่ใช่หรือ”
“หืม?”
พระชายาชะงักไปชั่วครู่ หันมองคนพูดด้วยสีหน้างุนงง
“เราไม่ได้กลับไปจิงโจวนานมากแล้ว ปลายเดือนนี้ว่างพอดี ไปพักผ่อนที่นั่นไม่กี่วันก็ดีเหมือนกัน ถึงอย่างไรที่นั่นก็เป็นเมืองศักดินาของข้า ข้าควรกลับไปดูสักหน่อย”
แววตาของพระชายาพลันทอระยับ จับแขนสามีถามด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น “ท่านอ๋องจะเสด็จไปกับหม่อมฉันใช่หรือไม่เพ.คะ?”
“อืม”
เฉินอ๋องพยักหน้าพร้อมรอยยิ้ม พระชายาโผเข้ากอดคอเขาและกระโดดโลดเต้นด้วยความดีใจ
เฉินอ๋องคิดไม่ถึงว่าภรรยาจะมีท่าทีเช่นนี้ เพราะตลอดชีวิตของนางถูกอบรบสั่งสอนด้วยหลักมาตรฐานสามเชื่อฟังสี่จรรยามาอย่างเคร่งครัด กิริยามารยาทต้องเรียบร้อย.งดงาม การกระทำที่โผกอดคอบุรุษเช่นนี้ เป็นสิ่งที่สตรีในวังไม่พึงกระทำเด็ดขาด
พฤติกรรมหลายๆอย่างของภรรยา ครั้นที่ยังไม่รู้จักเหอจิ่วเหนียงนางไม่เคยทำมาก่อน แต่หลังจากได้รู้จักกับสตรีแซ่เหอ นางก็กลายเป็นคนร่าเริงสดใส มีชีวิตชีวามากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด การกระทำและวาจาก็เด็ดเดี่ยวกล้าหาญมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม เฉินอ๋องไม่ถือสาเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังชอบมากอีกด้วย เขารู้สึกว่า เช่นนี้ต่างหากถึงจะเรียกว่ามนุษย์ เช่นนี้ต่างหากถึงจะเรียกว่าภรรยา ไม่ใช่เป็นแค่พระชายาที่เอาแต่เคร่งครัดในกฎระเบียบ
ทางด้านเฉินอ๋องกำลังหวานชื่นอยู่กับพระชายา
ส่วนอีกทางด้านหนึ่ง หลินอ๋องกำลังเข้าเฝ้าฮ่องเต้ พร้อมกับนำใบชามาถวาย
“เสด็จพ่อ ช่วงนี้ลูกได้ใบชาชั้นดีชนิดหนึ่งมา ได้ยินว่าช่วยในเรื่องการนอนหลับ ลูกรู้ว่าเสด็จพ่อทรงเหน็ดเหนื่อย บรรทมไม่เพียงพอ จึงนำมาถวายเสด็จพ่อได้ลองเสวยพ่ะย่ะค่ะ”
เขาค้อมกายถวายบังคมตามขนบธรรมเนียม สีหน้าเปิดเผยตรงไปตรงมา ดูเหมือนลูกกตัญญูที่ห่วงใยผู้เป็นบิดาโดยแท้จริง
มุมปากฮ่องเต้กระตุกเล็กน้อย ชาช่วยในการนอนหลับอย่างนั้นหรือ แน่ใจนะว่าไม่ได้เห็นเขาเป็นคนโง่
ก่อนหน้านี้ตอนที่ยังไม่ได้รับรู้เรื่องราวจากเหอจิ่วเหนียง เขาคิดมาเสมอว่าเจ้าห้าเป็นคนบริสุทธิ์ไม่มีพิษภัย เพราะตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ เขาไม่เคยเห็นเจ้าห้าคิดมักใหญ่ใฝ่สูงในสิ่งใดเลย แต่เมื่อผ่านเหตุการณ์ของเต้าผิง เขาจึงเข้าใจหลักการข้อหนึ่งอย่างลึกซึ้งแล้วว่า สุนัขที่กัดคนมักจะไม่เห่าหอน
แม้เขาไม่อยากยอมรับว่า สุนัขที่กัดเขาจะเป็นโอรสโดยสายเลือดของเขา แต่อย่างไรมันก็คือความจริง
ในใจฮ่องเต้เย็นยะเยือก ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเหตุใดหลินอ๋องถึงได้เกลียดชังเขาถึงขั้นอยากให้เขาตายขนาดนี้
แต่ด้วยฐานะบิดา แม้เรื่องราวจะรุนแรงถึงขั้นนี้แล้ว เขาก็ยังทำใจสังหารโอรสคนนี้ไม่ได้อยู่ดี
หลินอ๋องเห็นพระบิดานิ่งเงียบไปนาน ในใจก็เริ่มรู้สึกเคร่งเครียด หรือว่าเสด็จพ่อไปได้ยินข่าวลืออะไรมา?
แต่ก็ไม่น่าจะเป็นไปได้
ของสิ่งนั้นเป็นพืชที่มีเฉพาะในตงถิง และหาได้ยากมาก คนทั่วไปไม่รู้ถึงการมีอยู่ของมัน อีกอย่าง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เสด็จพ่อไม่สนใจงานราชกิจ และไม่ได้ออกนอกวังหลวงเลย ไม่น่าจะรู้เรื่องนี้กระมัง
เมื่อคิดได้ดังนี้ อ๋องมากแผนการก็โล่งใจขึ้นมาเล็กน้อย
“เสด็จพ่อ นี่เป็นความกตัญญูจากใจจริงของลูก โปรดเสด็จพ่อรับไว้เถิดพ่ะย่ะค่ะ ลูกไม่อาจอยู่ปรนนิบัติข้างพระวรกายเสด็จพ่อได้ตลอดเวลา การหาของดีมาถวายให้เสด็จพ่อจึงเป็นสิ่งที่ลูกพึงกระทำพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ถึงกับอุทานขึ้นในใจ
ขอบใจ เจ้านี่ช่างกตัญญูจริงๆ!
“เจ้าห้านะเจ้าห้า…”
ฮ่องเต้อยากกล่าวบางอย่าง แต่สุดท้ายก็พูดไม่ออก
หลินอ๋องกลับเห็นถึงความหวังเล็กๆ ท่าทางของเขาพลันนอบน้อมยิ่งขึ้น
“เจ้าช่างเป็นลูกที่ดีของเราจริงๆ!”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฮ่องเต้ก็ตรัสออกมาแค่ประโยคนี้ประโยคเดียว
หลินอ๋องไม่ค่อยเข้าใจเท่าไร ทั้งๆที่ประโยคนี้เป็นคำชื่นชม แต่เหตุใดเขาฟังแล้วกลับรู้สึกพิลึกชอบกล
“กลับไปเถอะ”
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์พลางตรัสอย่างเหนื่อยล้า โดยไม่เหลือบสายพระเนตรมองเขาเลยแม้แต่น้อย
หลินอ๋องไม่ได้ถามอะไร ถวายบังคมแล้วถอยออกไปอย่างง่ายดาย
ทว่าพอออกไปแล้ว เขาลากขันทีน้อยหน้าห้องคนหนึ่งไปยังมุมลับตา แล้วล้วงเอาห่อชาที่ซ่อนในอกเสื้อยื่นให้
“ชงถวายเสด็จพ่อดื่มตามปกติ นี่เป็นของดีที่ข้าเสาะหามาถวายเสด็จพ่อโดยเฉพาะ”
ขันทีน้อยรับมาด้วยความเคารพ และเก็บอย่างระมัดระวัง
ขันทีน้อยคนนี้ เป็นคนที่หลินอ๋องส่งเข้ามาอยู่ข้างกายฮ่องเต้ แผนการของเขารัดกุมขนาดนี้ เขาไม่เชื่อเด็ดขาดว่าฮ่องเต้จะไม่ติดกับ
ทว่าทันทีที่หลินอ๋องกลับไป ห่อใบชานั้นก็ถูกนำถวายถึงพระหัตถ์ฮ่องเต้ทันที
ฮ่องเต้นำห่อใบชาสองห่อวางด้วยกัน พลางยิ้มเยาะเล็กน้อย
นี่เจ้าห้าร้อนใจจนอดรนทนไม่ไหวแล้วหรือ?
ถึงแม้ฮ่องเต้จะไม่รู้ว่าในใบชามีสิ่งใดเจือปนอยู่ แต่เห็นท่าทางหลินอ๋องออกอาการร้อนรนขนาดนี้แล้ว เขาไม่ต้องคิดให้เสียเวลาก็รู้ได้ว่า ต้องไม่ใช่ของดีแน่นอน
เขาไม่มีความคิดที่จะเรียกหมอหลวงมาตรวจสอบเลยแม้แต่น้อย
“ให้คนส่งไปที่จวนเจ้าสามเถอะ”
ตอนนี้ทางด้านเจ้าสามรวบรวมหลักฐานได้มากพอสมควรแล้ว ปล่อยให้เจ้าห้าได้กระเสือกกระสนต่อไปอีกสักพัก รอจนกว่าตนเองสิ้นหวังกับลูกคนนี้ถึงขีดสุด ต่อให้ไม่ควรลงมือ แต่ก็เกรงว่าจะห้ามใจไม่ได้อีกต่อไป
ขันทีน้อยขานรับ และออกไปอย่างเคารพ
แม้ฮ่องเต้จะไม่อยากยอมรับ แต่ในบรรดาลูกๆของเขา ก็มีแค่เฉินอ๋องเท่านั้นที่ไว้ใจได้ แต่ถึงอย่างนั้นเขายังไม่เลิกคาดหวังกับองค์รัชทายาท ดังนั้นในช่วงนี้ เขาจึงอบรมสั่งสอนองค์รัชทายาทด้วยตนเอง ทว่าสุดท้ายก็ประจักษ์แล้วว่า องค์รัชทายาทเป็นได้แค่โคลนเละที่ยากจะก่อเป็นกำแพงได้ วันๆนอกจากร้องไห้คร่ำครวญ ก็ไม่มีปัญญาทำสิ่งใดอีก
ต้องบอกเลยว่า เขาช่วยอะไรไม่ได้แล้วจริงๆ
ตลอดระยะเวลาที่เขามอบหมายให้องค์รัชทายาทดูแลงานราชกิจแทน โอรสผู้นี้จัดการงานได้เละเทะมาก เขาเห็นแล้วก็ละเหี่ยใจ ต้อง.อดหลับอดนอนช่วยแก้ไขฎีกาให้ทุกคืน เหน็ดเหนื่อยยิ่งกว่าตอนที่เขาเป็น.องค์รัชทายาทเสียอีก!
องค์รัชทายาทเป็นคนไร้ความสามารถที่ดันมีความทะเยอทะยาน อาศัยว่าตนเองได้รับความโปรดปรานจากเสด็จพ่อ ทั้งยังลอยหน้าลอยตาบอกเหล่าขุนนางว่า ฎีกาพวกนั้นเขาเป็นคนจัดการเอง
ฮ่องเต้หมดคำจะพูดจริงๆ…
ชีวิตนี้เขาไม่เคยรู้สึกหมดคำพูดเช่นนี้มาก่อนเลยจริงๆ
ดังนั้นช่วงนี้ เขาจึงเริ่มไตร่ตรองเรื่องการเปลี่ยนองค์รัชทายาทแล้ว
เพียงแต่เขายังหาเหตุผลดีๆ ในการเปลี่ยน.องค์รัชทายาทไม่ได้ เหตุผลที่จะไม่ทำให้ตนเองเสียหน้า และสามารถลดภาระของตนเองได้อย่างสมเหตุสมผล
โชคดีที่อีกไม่นาน เหอจิ่วเหนียงก็จะมาฝังเข็มให้เขาแล้ว ไว้ตอนนั้นอาจลองถามความเห็นจากนางดูก็แล้วกัน
แต่เขาไม่ยอมรับหรอกนะว่าตนเองรู้สึกว่า ความคิดเห็นของสตรีอย่างเหอจิ่วเหนียงนั้นมีเหตุผลมาก!
ตอนที่ 533: อาการเสพติดกำเริบ
พวกของซินหรานถูกหน่วยหั่วอวิ๋นจับตัวมาเจ็ดวันแล้ว และในที่สุดวันที่แปดก็ถูกปล่อยตัว
เนื่องจากซินหรานหาแพะมารับบาปแทนได้แล้ว โดยอ้างว่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นล้วนเป็นฝีมือของหัวหน้าคนงานผู้นั้น นางเป็นผู้บริสุทธิ์ที่ถูกกล่าวหา และหลักฐานที่แสดงออกมาแทบจะยอมรับได้ ลู่ไป่ชวนก็ไม่ทำให้พวกนางลำบากใจ จึงยอมปล่อยตัวออกไป
ในระยะเวลาเจ็ดวันนี้ ฉินเจียนเองก็ถูกจับขังด้วยเหมือนกัน แน่นอนว่าฉินเจียนไม่ได้ถูกขังรวมกับพวกคณะงิ้วชิงอิน แต่ถึงอย่างนั้นก็แสดงให้เห็นว่า ลู่ไป่ชวนเอาเรื่องส่วนตัวมาแก้แค้นโดยอ้างเรื่องงาน อีกทั้งเขายังไต่สวนฉินเจียนด้วยวิธีการทรมานทุกวัน โดยที่ไม่ได้แตะต้องคนของคณะงิ้วชิงอินเลย
เห็นได้ชัดว่าลู่ไป่ชวนเกลียดชังฉินเจียนถึงขีดสุดโดยไม่คำนึงถึงสถานะของฉินเจียน ไม่เห็นแก่มิตรภาพที่ผ่านมา และไม่ไว้หน้าเขาเลยแม้แต่น้อย
ซินหรานแสดงท่าทีกังวลมากจนร้องไห้ออกมา ทุกครั้งก็จะเอาแต่ตะโกนโทษตัวเองว่านางเป็นคนทำร้ายฉินเจียน
ฉินเจียนอดทนกับความเจ็บปวดตะโกนตอบนางว่าไม่เป็นไร ทุกอย่างเป็นเพราะความแค้นระหว่างเขากับลู่ไป่ชวน ไม่เกี่ยวกับนาง
สองหญิงชายตะโกนโต้ตอบประโยคเหล่านี้ซ้ำๆทุกวัน ผู้คุมฟังจนสะอิดสะเอียน จนหลายครั้งคิดอยากจะเอาตัวซินหรานไปขังกับฉินเจียนให้จบๆไปเสีย
แต่คนในหน่วยหั่วอวิ๋นรู้ดีว่า เพื่อภารกิจในครั้งนี้ รองแม่ทัพของพวกเขาทุ่มเทไปมากเพียงใด ความพยายามนี้พวกเขายกย่องอย่างมากจากใจจริง
“กลับไปเถอะ ต่อไปอย่ามาพัวพันกับฉินเจียนอีก”
ลู่ไป่ชวนเอ่ยกับพวกซินหรานด้วยสีหน้าท่าทางเฉยชา ไม่บ่งบอกอารมณ์และความรู้สึกใดๆ
ซินหรานกัดฟันแน่น มองฉินเจียนที่ถูกหามไปด้วยสายตาโศกเศร้าอาวรณ์ แต่คิดในใจกำลังคิดว่า นางไม่มีทางยอมปล่อยเครื่องมือชิ้นนี้ไปง่ายๆแน่!
ขณะที่ฉินเจียนถูกหามผ่านหน้านางไปนั้นเขาอยู่ในอาการหมดสติ หลายวันมานี้ลู่ไป่ชวนไม่ให้เขากินข้าว ฉินเจียนจึงดูซูบผอมลงไม่น้อย อีกทั้งตามร่างกายยังมองเห็นคราบเลือดและรอยฟกช้ำอีกด้วย
ซินหรานครุ่นคิดไปมา ก่อนจะคุกเข่าแทบเท้าลู่ไป่ชวน พร่ำขอร้องพร้อมสะอื้นไห้ “ใต้เท้า ทุกอย่างเป็นความผิดของข้าเอง ข้าดูแลพวกบ่าวรับใช้ได้ไม่ดีจึงทำให้เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอะไรกับนายท่านรองเลยนะเจ้าคะ ใต้เท้าโปรดเมตตาด้วย อย่า…”
“ข้าจะจัดการเช่นไรไม่จำเป็นต้องให้คนอย่างเจ้ามาชี้สั่ง เอาตัวออกไป”
ลู่ไป่ชวนพูดขัดอย่างหมดความอดทน และหันหลังเดินไปทันที ผู้คุมที่อยู่ข้างๆ ก็รีบเข้ามาขับไล่พวกนางกลับไป
ซินหรานรู้สึกโมโห ไม่รู้จิตใจของลู่ไป่ชวนทำด้วยสิ่งใด ถึงได้แข็งกระด้างเพียงนี้!
เอาตัวฉินเจียนไปเช่นนี้ แล้วนางจะดำเนินการตามแผนเช่นไร!
แต่นางก็ทำได้แค่มองฉินเจียนถูกนำตัวไป และนางก็ต้องกลับไปที่คณะงิ้วชิงอิน
หลังจากคณะงิ้วชิงอินเกิดเรื่องชุลมุนขึ้น กิจการก็เริ่มซบเซา หากปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไปคณะงิ้วต้องเจ๊งแน่ จากนั้นพิรุธมากมายก็จะผุดออกมา ดังนั้นต้องรีบใช้โอกาสตอนที่มันยังไม่เกิดขึ้น กอบกู้กิจการให้กลับมารุ่งเรืองอีกครั้งให้ได้
“ใบชารอบใหม่มาถึงหรือยัง?”
ซินหรานหมายถึงสินค้ารอบที่ให้ผู้ว่าการเมืองช่วยขนส่งมาให้
“สินค้าจะมาถึงคืนนี้ คืนนี้ข้าจะจับตาดูด้วยตัวเองเพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้”
“อืม ระมัดระวังหน่อย ครั้งนี้อย่าให้มีปัญหาเป็นอันขาด”
น้ำเสียงของซินหรานเคร่งขรึมลง ใบหน้าอ่อนโยนก่อนหน้านี้พลันถูกแทนที่ด้วยสีหน้าร้ายกาจและเคียดแค้น
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ต้องไม่ใช่เหตุบังเอิญแน่นอน นางต้องระมัดระวังให้มากขึ้น และต้องรีบจับหนอนบ่อนไส้ออกมาให้ได้โดยเร็ว
........
ในช่วงนี้ไม่เพียงแค่ลู่ไป่ชวนเท่านั้นที่งานยุ่ง เหอจิ่วเหนียงเองก็ยุ่งจนหัวหมุน ที่โรงหมอแออัดไปด้วยผู้ป่วย นางแทบอยากจะแยกร่างตรวจผู้ป่วยเสียให้รู้แล้วรู้รอด ยุ่งจนไม่มีเวลากลับไปกินข้าวที่จวนเลย
เรื่องนี้ทำเอานางซุนรู้สึกกลัดกลุ้มใจ ไหนก่อนมาสะใภ้สามบอกว่าจะพาไปเดินเล่นซื้อของ ใช้เวลาอยู่กับนางเยอะๆ ปรากฏว่าตั้งแต่มาถึงสะใภ้สามก็เอาแต่งานยุ่ง บางวันแทบไม่เห็นหน้าเห็นตาเลยด้วยซ้ำ
สุภาพสตรีซุนรู้สึกเศร้าใจเล็กน้อย นี่มันอะไรกัน!
นางรู้สึกเหมือนโดนสะใภ้สามหลอก ให้นางอยู่เช่นนี้น่าเบื่อยิ่งกว่าอยู่ที่หมู่บ้านซะอีก!
ความจริงเหอจิ่วเหนียงเองก็คาดไม่ถึงว่า หลังกลับมาจากหมู่บ้าน นางจะต้องมาเผชิญกับเหล่าผู้ป่วยมากมายขนาดนี้ หมอหญิงรู้สึกปวดหัวมากจริงๆ
ทว่าบังเอิญยิ่งนัก เพราะผู้ป่วยเหล่านี้เกี่ยวข้องกับคณะงิ้วชิงอิน!
นับตั้งแต่โรงเก็บใบชาของคณะงิ้วชิงอินถูกเผาก็ไม่มีใบชาขายให้กับบรรดาลูกค้าในเมืองเลย ที่ผ่านมาเพราะได้รับใบชาตลอดไม่ขาดช่วง จึงไม่มีใครเกิดอาการผิดปกติ พวกเขาแค่รู้สึกว่าชาของคณะงิ้วชิงอินอร่อยมาก ไม่เหมือนกับชาที่อื่น และด้วยเหตุนี้ ราคาขายของใบชาคณะงิ้วชิงอินจึงสูงลิ่ว แต่ถึงอย่างนั้นลูกค้าทุกคนล้วนมองว่าหากเทียบกับรสชาติแล้วสมเหตุสมผล
แต่ช่วงนี้คณะงิ้วชิงอินไม่มีสินค้า พร้อมกันนั้นพวกซินหรานก็ถูกจำคุก ดังนั้นเมื่อคนที่ดื่มจนเสพติดหาชามาดื่มไม่ได้ อาการต่างๆจึงเริ่มแสดงออกมา
บางคนเพิ่งเริ่มดื่มได้ไม่นาน อาการจึงยังไม่ค่อยหนักมาก เพียงรู้สึกปากแห้งคอแห้งกระหายอยากดื่มชาของคณะงิ้วชิงอินเท่านั้น แต่คนที่ดื่มมานาน อาการที่แสดงออกนั้นหนักมากถึงขั้นมีปัญหาทางจิต
เหอจิ่วเหนียงแจ้งเรื่องนี้กับลู่ไป่ชวนทันที นี่เป็นโอกาสดี จุดอ่อนเหล่านี้สามารถใช้รวบตัวพวกซินหรานได้เลย
ถึงอย่างไรกลุ่มสายลับที่พวกนางวางไว้ก็ถูกสับเปลี่ยนตัวไปหมดแล้ว ฐานลับที่อยู่ในเมืองอื่นก็ถูกทำลายเกือบสิ้น เก็บพวกนางไว้ก็ไม่มีค่า เช่นนั้นก็ไม่จำเป็นต้องเล่นหมากกับพวกนางอีกต่อไป
ดังนั้น ลู่ไป่ชวนจึงกำหนดการจับกุมขึ้นในอีกสี่วันข้างหน้า
เนื่องจากสามวันแรกเป็นวันงานมงคลของเฉียนชิ่งกับฮูหยินคนใหม่ ครอบครัวพวกเขาต้องไปร่วมงาน ไม่อาจทำลายบรรยากาศอันน่ายินดีนี้ได้
อีกอย่าง เขายังต้องอาศัยโอกาสที่ได้เข้าไปในจวนเฉียนชิ่งครั้งนี้หาหลักฐานให้มากขึ้น เช่นนี้จึงจะช่วยให้เฉินอ๋องตัดสินโทษได้เป็นธรรมขึ้น
เหอจิ่วเหนียงเห็นด้วยกับความคิดของสามี “เป็นความคิดที่ดี ถึงเวลานั้นข้าจะไปหากับท่านด้วย”
ลู่ไป่ชวนกำลังจะปฏิเสธ แต่เมื่อนึกถึงเหตุการณ์ในห้องใต้ดินคณะงิ้วชิงอินในคืนนั้น จึงแอบบอกตัวเองในใจ
‘เจ้าเป็นคนเกาะภรรยากิน อย่าถือตัวให้มากนักเลย’
นอกจากเรื่องนี้ สิ่งสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ การควบคุมอาการเสพติดของผู้ป่วยเหล่านั้น ทำให้พวกเขาเลิกติดให้ได้
คนที่ไปดื่มชาชมงิ้วที่คณะงิ้วชิงอินส่วนมากเป็นบุรุษ แต่ก็มีสตรีบ้างเล็กน้อย การรักษาต้องแยกบุรุษกับสตรี และจำเป็นต้องบำบัดระยะยาวอย่างต่อเนื่อง ขั้นตอนและวิธีการก็ไม่ใช่เรื่องง่าย บางคนที่จิตใจอ่อนแอ มีโอกาสเป็นไปได้สูงว่าอาจเอาชีวิตไม่รอดระหว่างการบำบัด
เหอจิ่วเหนียงให้ญาติผู้ป่วยลงนามรับรอง จากนั้นก็ให้ลู่ไป่ชวนนำตัวผู้เสพติดทั้งหมดไปขังในคุก
แน่นอนว่าไม่อาจให้พวกเขาหักดิบได้ เหอจิ่วเหนียงต้มยาให้พวกเขาดื่มช่วยบรรเทาอาการ ส่วนจะเลิกได้ขาดหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับตัวของพวกเขาเอง
ในกลุ่มนี้มีบรรดาคุณชายกับสตรีสูงศักดิ์ไม่น้อย ในชีวิตนี้พวกเขาไม่เคยก้าวเข้ามาในสถานที่น่ากลัวเช่นนั้นมาก่อน เมื่อมาถึงหน้าประตูคุกแต่ละคนก็เริ่มส่งเสียงกรีดร้องต้อต้านไม่ยอมเข้าไป
แต่ภายใต้การบังคับอย่างเข้มงวดทุกคนจึงยอมเข้าไปอย่างไม่เต็มใจ ภายในคุกอบอวลไปด้วยกลิ่นอับชื้นฉุนจมูก กลิ่นคาวเลือดน่าสยดสยอง และกลิ่นตัวเหม็นเปรี้ยวชวนอาเจียนของเหล่านักโทษ ทำเอาคนเหล่านี้แทบทนไม่ไหว หลังจากเข้าไปในคุกบ้างก็ตกใจเพราะเจอหนู บ้างก็เริ่มสบถด่าทอสารพัดว่าคุกนี้เลวร้ายต่างๆนานา
แต่ก็ทำได้เพียงแค่นั้น เพราะสถานที่ที่เหอจิ่วเหนียงคิดออกก็มีแค่คุกนี้เท่านั้นที่สะดวกที่สุด โดยนางอนุญาตให้ญาติของพวกเขาสามารถนำของใช้ส่วนตัวมาให้ได้ อีกทั้งยังบอกพวกเขาว่า พวกเขาไม่ได้ติดคุก แค่มาทำการรักษาอาการป่วยเท่านั้น
นางไม่สนว่าพวกเขาจะซาบซึ้งหรือไม่ ถึงอย่างไรนางก็จะตัดสินใจทำเช่นนี้อยู่ดี และด้วยภาระหน้าที่นี้ ช่วงนี้นางจึงจะไม่ได้ไปประจำการที่โรงหมอ อยู่ในคุกดูแลผู้ป่วยเหล่านี้ ทั้งยังแจ้งไปที่โรงหมอว่า หากเจอผู้ป่วยที่มีอาการเดียวกันให้นำส่งที่นี่ได้เลย
ตอนที่ 534: ง่วงจะตายอยู่แล้ว
คนที่ฉลาด สังเกตอาการตัวเองได้ว่าไม่ปกติก็จะรีบมาหาหมอ แต่ก็มีคนอีกมากที่ไม่ได้คิดว่าตัวเองป่วย ยังคงแวะเวียนไปถามซื้อชาที่คณะงิ้วชิงอิน เนื่องจากตอนนี้คณะงิ้วชิงอินไม่มีสินค้า จึงทำได้แค่บอกกับลูกค้าว่า พรุ่งนี้จะมีสินค้าแน่นอน
ทุกคนจึงนัดกันว่าพรุ่งนี้จะมาดื่มชาที่คณะงิ้วชิงอิน และจะซื้อกลับบ้านด้วย
แต่แล้วคืนนี้ก็เกิดเหตุการณ์ที่พวกเขายากจะผ่านไปได้ขึ้น แต่ละคนกรีดร้องดิ้นทุรนทุรายด้วยความทรมาน อาละวาดขว้างปาข้าวของในบ้านพังเสียหาย
ในคืนนี้ ลู่ไป่ชวนกินมื้อค่ำกับเหอจิ่วเหนียงที่คุก เขาเองก็ไม่ได้กลับจวนมาหลายวันแล้ว ใต้ตาดำคล้ำ สีหน้าเผยความเหนื่อยล้าอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าว่าท่านกลับไปนอนพักสักหน่อยเถอะ นี่มันก็ยังไม่ดึก”
เหอจิ่วเหนียงเห็นสภาพสามีก็อดสงสารไม่ได้ หลายวันที่ผ่านมานี้เขาสะสางคดีไปแล้วไม่น้อย ตอนนี้คณะงิ้วชิงอินเหลือเพียงแค่เปลือก ไม่มีกำลังต้านทานพวกเขาได้อีกแล้ว
“คืนสุดท้ายแล้ว ข้าต้องไปดูด้วยตาตัวเอง จะพลาดท่าในโค้งสุดท้ายไม่ได้เด็ดขาด”
ไม่ใช่ว่าเขาไม่เชื่อในความสามารถการทำงานของพวกลูกน้อง แต่เขาไม่วางใจพวกคนตงถิง กลัวว่าฝ่ายนั้นจะเจ้าเล่ห์เล่นไม่ซื่อ หากเขาไม่ไป เกรงว่าพวกนั้นจะตลบหลังเอาได้ ต้องป้องกันให้รอบคอบ
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “เช่นนั้นพวกท่านระวังตัวด้วย ข้าคงไม่ไปด้วย ต้องอยู่เฝ้าที่นี่”
การบำบัดผู้ติดสารเสพติดเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องเล็ก พวกเขาอาจทำร้ายตัวเองขึ้นมาได้ทุกเมื่อ แม้กระทั่งทำร้ายคนใกล้ตัวหรือทำลายข้าวของด้วย พวกผู้คุมเองก็ไม่เคยเผชิญกับเรื่องพวกนี้มาก่อน นางจึงไม่อาจไปไหนได้
“วางใจเถอะ ที่ไปคืนนี้ก็แค่อยากมั่นใจว่ามีพวกใดบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ไม่ได้จับใครและไม่ได้ปะทะกับพวกเขา ไม่เกิดเรื่องขึ้นหรอก”
“เจ้าค่ะ อ่อจริงสิ ไม่กี่วันมานี้ โก่วเอ๋อร์เจอพวกคนแปลกหน้าอยู่หลายรอบ แม้ข้าจะให้ผงยากับเขาไว้แล้ว แต่เพื่อเป็นการป้องกันอีกขั้น ท่านส่งคนไปปกป้องลูกอย่างลับๆ เพิ่มอีกสักหน่อยสิ อย่าให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นกับลูกและพวกเด็กๆเป็นอันขาด”
เหอจิ่วเหนียงกินไปพลางมอบหมายเรื่องโก่วเอ๋อร์ให้สามี สองสามีภรรยางานยุ่งมากก็จริง แต่ไม่อาจละเลยความปลอดภัยของพวกเด็กๆได้
“ได้”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า ครุ่นคิดในใจต่อ …แม้แต่ท่านพ่อท่านแม่เองก็ต้องส่งคนไปคุ้มกันความปลอดภัยเช่นกัน เพราะไม่อาจรู้ได้เลยว่าคนพวกนั้นจะโหดเหี้ยมถึงขั้นลอบลงมือกับคนชราด้วยหรือไม่
หลังจากลู่ไป่ชวนไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงเข้าไปดูคนเหล่านั้นต่อ ตอนนี้แต่ละคนล้วนส่งเสียงครวญครางด้วยความทรมาน บรรยากาศราวกับว่าที่นี่ไม่ใช่คุก แต่เป็นนรกชัดๆ
เสียงครวญครางโหยหวนทำเอาเหล่านักโทษที่จำคุกด้วยคดีอื่นที่ไม่เกี่ยวข้องล้วนพากันหวาดกลัว นึกสงสัยยิ่งนักว่าคนพวกนี้ทำความผิดใดมา หรือถูกไต่สวนด้วยวิธีทรมานแบบใด ถึงได้ส่งเสียงร้องอย่างน่าสังเวชปานนี้
.......
โรงเก็บชาของคณะงิ้วชิงอินถูกเผา ขณะเดียวกันพวกซินหรานก็ถูกจับเข้าคุก ส่วนคนอื่นต่างก็วิ่งวุ่น ไหนเลยจะมีเวลาจัดหาที่พักใบชารอบใหม่ ใบชาในรอบนี้จึงไม่มีที่เก็บ ดังนั้นกว่านอวี้เหลียนจึงไปออดอ้อนเฉียนชิ่ง ทำให้ใบชาเหล่านั้นถูกส่งตรงไปเก็บยังจวนตระกูลเฉียน
เช่นนี้ไม่เพียงสามารถลบล้างมลทินของคณะงิ้วชิงอินได้เท่านั้น ยังโยนความผิดให้กับเฉียนชิ่งได้ตรงๆอีกด้วย ยิงหินนัดเดียวได้นกสองตัว
เฉียนชิ่งเห็นว่าก็แค่ใบชาจึงไม่ได้คิดอะไรมาก สิ่งที่เขาให้ความสำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ งานมงคลในอีกสามวันข้างหน้าของตนเอง
นี่เป็นงานมงคลครั้งที่สองอันยิ่งใหญ่ในชีวิตของเขาเชียวนะ และคนที่แต่งงานด้วยก็ยังเป็นสตรีตรงใจที่เขาเฝ้าคะนึงหามานาน เขามีความสุขยิ่งกว่าตอนแต่งงานครั้งแรกมาก เพราะกับนางเซี่ยเขาไม่ได้แต่งเพราะความรัก แต่แต่งเพราะอำนาจและผลประโยชน์ของอีกฝ่าย ดังนั้นงานนี้ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องจุกจิกหรือเรื่องใหญ่เขาล้วนจัดการเองทั้งสิ้น ท่าทางทั้งตื่นเต้นทั้งประหม่า ราวกับบุรุษวัยกลัดมันไม่มีผิด
คนของลู่ไป่ชวนที่ซุ่มดูความเคลื่อนไหวอยู่ไกลๆ เมื่อเห็นคนที่อยู่ในสถานที่นั้นชัดเจนแล้ว และรู้ว่าใบชาถูกส่งมาเก็บที่จวนตระกูลเฉียน ก็ล่าถอยออกไป
ใบชาอยู่ในจวนตระกูลเฉียน หลักฐานเป็นที่ประจักษ์ เมื่อถึงตอนนั้นต่อให้เฉียนชิ่งมีสิบปากก็ไม่อาจพูดให้ตัวเองพ้นผิดได้
ดูท่าสวรรค์จะช่วยพวกเขาแล้ว!
.........
ลู่ไป่ชวนกลับไปนอนพักผ่อนเอาแรงที่จวน พอตื่นมาตอนเช้าไม่เห็นภรรยาอยู่ข้างกายจึงรู้สึกไม่ค่อยชินเท่าไร
พวกเด็กๆก็ตื่นกันแล้ว ตื่นมาฝึกวรยุทธ์ กินมื้อเช้า และเตรียมตัวเดินทางไปทำหน้าที่ของตัวเอง ลู่ไป่ชวนทักทายบุตรชายกับบิดามารดาเล็กน้อยก็ไปที่ห้องครัว นำอาหารใส่กล่องเตรียมจะไปที่คุกเพื่อกินมื้อเช้ากับภรรยา
ปรากฏว่ายังไม่ทันออกจากจวน โหลวชงก็มารายงานด้วยความเร่งรีบ
“หัวหน้า ข่าวดีขอรับ!”
โหลวชงเห็นลู่ไป่ชวน ทันใดนั้นสีหน้าท่าทางก็สดใสเต็มไปด้วยพลัง
ลู่ไป่ชวนเลิกคิ้วพลางถาม “มีเรื่องอะไรหรือ?”
“ใบชารอบที่ส่งมาเมื่อคืนไม่รู้ว่าถูกผู้หวังดีที่ไหนทำลายไปแล้ว แถมดูแล้วเหมือนไม่ใช่ฝีมือมนุษย์เลยขอรับ โรงเก็บชาถูกน้ำปูนขาวท่วม ใบชาเสียหาย แต่คนของคณะงิ้วชิงอินที่เฝ้ายามอยู่สองคนเมื่อคืนกลับไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นเลยขอรับ!”
โหลวชงทั้งประหลาดใจทั้งตื่นเต้น จากที่ได้รับรายงานมา คนของคณะงิ้วชิงอินสองคนที่เฝ้ายามทั้งคืนไม่ได้งีบหลับ แต่กลับไม่เห็นว่ามีใครแอบลักลอบเข้าไปปล่อยน้ำเข้าโรงเก็บชาเลย จึงทำให้ใบชาเสียหายทั้งหมด
ลู่ไป่ชวนได้ยินดังนั้น คิ้วกระบี่ก็กระตุกเล็กน้อย
…เรื่องที่คนปกติทั่วไปทำไม่ได้…
ทันใดนั้น ใบหน้าที่ยิ้มทะเล้นของภรรยาก็ผุดขึ้นในหัวของเขา
…คนที่สามารถทำเรื่องที่คนไม่รู้ผีไม่เห็นเช่นนี้ได้ ก็มีแค่ภรรยาของเขาคนเดียวแล้ว!
ชายผู้มีภรรยาเก่งกาจรีบเร่งฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังหน่วยหั่วอวิ๋นอย่างรวดเร็ว เขาอยากเจอภรรยาเสียแต่ตอนนี้จนแทบทนไม่ไหวแล้ว
โหลวชงไม่รู้ว่าผู้เป็นนายเป็นอะไรไป แต่ก็ทำได้เพียงรีบตามเขาไปเท่านั้น
ในใจคิดว่าเขาคงมีเรื่องอยากรีบสั่งการ ปรากฏว่าพอมาถึงหน่วยหั่วอวิ๋น นายท่านสามกลับไม่ได้มีท่าทีรีบร้อนอะไรเลย แค่ถือกล่องอาหารไปหาภรรยาเพื่อกินมื้อเช้าพร้อมกันเท่านั้น
โหลวชงกำลังจะเดินตามเข้าไป จะได้ร่วมวงกินอาหารเช้าด้วย แต่พอคิดภาพสองสามีภรรยากะหนุงกะหนิงกันหวานชื่นแล้ว เขาก็ไม่อยากเข้าไปเป็นก้างขวางคอ ดังนั้นจึงหักห้ามขาของตัวเองไม่ให้ตามเข้าไป
........
ตอนที่ลู่ไป่ชวนมาถึง เหอจิ่วเหนียงยังไม่ตื่น กำลังห่มผ้านอนอุตุ
แม้จะพักอยู่ในห้องขังอันมืดมิดไม่เห็นเดือนเห็นตะวัน แต่ห้องที่นางพักก็ดีกว่าคนอื่นมาก นางอาศัยอยู่ในห้องเล็กๆห้องหนึ่งที่ผู้คุมทำความสะอาดเป็นพิเศษ กลางคืนหากอากาศหนาวนางก็นำเครื่องทำความร้อนหลากหลายชนิดออกมาจากห้วงมิติ ไม่นานนักภายในห้องก็อบอุ่น
ในคุกมีแต่เจ้าหน้าที่บุรุษ แต่นอกจากลู่ไป่ชวนแล้วห้องนี้ก็ไม่มีใครบังอาจเปิดเข้ามาแน่นอน ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงใช้ชีวิตในพื้นที่นี้ได้อย่างอิสระ ประตูห้องก็ไม่ได้ลงกลอนแต่อย่างใด เพราะมีเพียงลู่ไป่ชวนที่สามารถเข้าออกได้
เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเหอจิ่วเหนียงก็ตื่น เสียงฝีเท้าอันคุ้นเคยทำให้นางไม่จำเป็นต้องลืมตาขึ้นมาดู เมื่อรู้สึกได้ว่าลู่ไป่ชวนเดินมานั่งขอบเตียงแล้ว นางจึงจงใจขยับเข้าไปหา ยกศีรษะหนุนตักเขาและนอนต่อ
“ยังนอนไม่อิ่มเลย ข้าง่วงจะตายอยู่แล้ว”
นางเอ่ยพึมพำด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ลู่ไป่ชวนลูบแก้มนางเบาๆ อากาศหนาวเช่นนี้แต่ผิวไม่แห้งเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังนุ่มนวลอีกด้วย ช่างน่ามหัศจรรย์จริงๆ
“เมื่อคืนไปที่จวนตระกูลเฉียนมาหรือ?”
ลู่ไป่ชวนเอ่ยถาม เหอจิ่วเหนียงตอบรับอย่างสบายๆ “อืม ช่วยไม่ได้ คนพวกนั้นส่งเสียงดังรบกวนจนข้านอนไม่หลับ ก็เลยออกไปทำความดีเล็กๆน้อยๆดีกว่า ขจัดเภทภัยเพื่อชาวบ้าน”
“เหตุใดถึงใช้น้ำปูนขาวล่ะ?”
เขาไม่ถามนางว่าทำน้ำปูนขาวมากมายปานนั้นได้อย่างไร ถึงอย่างไรก็ไม่มีสิ่งใดที่ภรรยาของเขาทำไม่ได้ ในห้วงมิตินั่นมีทุกอย่าง คงจะมีอุปกรณ์ที่ทำได้อยู่แล้วกระมัง ถามไปเขาก็ไม่เข้าใจอยู่ดี
แต่สิ่งที่เขาแปลกใจก็คือ เหตุใดต้องเป็นน้ำปูนขาว ไม่ใช้ไฟเผาเหมือนที่ฉินเจียนทำก่อนหน้านี้
“เพราะน้ำปูนขาวสามารถละลายพิษเหล่านั้นได้อย่างแท้จริง แถมไม่ส่งกระทบต่อชาวบ้านรอบๆอีกด้วย หากจุดไฟเผา พิษเหล่านั้นสามารถลอยออกมากับควันได้ เช่นนั้นจะยิ่งส่งผลร้ายแรงต่อคนที่สูดดมควันพิษเข้าไป”
เหอจิ่วเหนียงอธิบายให้เขาฟังพลางหยัดตัวลุกขึ้นนั่ง พูดมากเช่นนี้อาการง่วงงุนก็พลอยหายไปแล้ว
ตอนที่ 535: เกรงว่าข้าต้องทำให้พวกเจ้าเดือดร้อนแล้ว
ลู่ไป่ชวนได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป
หมายความว่า… ที่ฉินเจียนจุดไฟเผาไปก่อนหน้านี้เป็นวิธีที่ผิด เพราะนั่นทำให้ชาวบ้านที่อยู่บริเวณโดยรอบได้รับพิษไปด้วยอย่างนั้นหรือ
“แล้วชาวบ้านที่สูดดมควันพิษเข้าไปอาการจะรุนแรงหรือไม่?”
ตอนนั้นพวกเขาอยู่กลับหมู่บ้าน ไม่ได้รับรู้กับเหตุการณ์ในคืนนั้น ดังนั้นลู่ไป่ชวนจึงรู้สึกเป็นกังวล
“น้อยๆไม่เป็นไรหรอก แต่หากมากก็ส่งผลรุนแรงมากตามไปด้วย”
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าเขาหมายถึงเรื่องที่ฉินเจียนจุดไฟเผาใบชาในคืนนั้น นางจึงกล่าวต่อ “ยามนั้นเป็นเวลากลางคืนดึกดื่น ชาวบ้านปิดประตูหน้าต่างนอนกันหมดแล้ว ไม่น่าจะมีปัญหาอะไรมาก คนที่สูดดมเยอะก็คงเป็นคนที่ช่วยดับไฟ แต่นั่นก็น่าจะเป็นคนของคณะงิ้วชิงอิน นี่ก็ถือเป็นผลกรรมที่พวกเขาก่อขึ้นมาเอง ไม่ต้องสนใจพวกเขาหรอก”
โชคดีที่ตอนนี้เป็นฤดูหนาว ชาวบ้านแต่ละบ้านต่างปิดประตูหน้าต่างเก็บตัวอยู่ในบ้านกันแต่หัวค่ำ หากเป็นฤดูร้อน เกรงว่าจะต้องมีปัญหาแน่
ลู่ไป่ชวนโล่งอกไปเปลาะหนึ่ง ตอนนี้เขาประจำการอยู่ที่จิงโจว ย่อมต้องปกป้องชาวบ้านในจิงโจวให้ดี หากเกิดเรื่องขึ้นกับชาวบ้านต้องยุ่งยากมากเป็นแน่
เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้นสวมเสื้อผ้า ลู่ไป่ชวนออกไปยกน้ำมาให้นางล้างหน้าล้างตา เสร็จแล้วทั้งสองก็กินมื้อเช้าด้วยกัน
“ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกว่าพวกเขาจะเลิกสิ่งเสพติดนั่นได้ ในคุกทั้งมืดทั้งชื้น เจ้าจะอาศัยอยู่ในนี้นานเกินไปไม่ได้”
แม้ตอนที่เข้ามาในห้องนี้ ลู่ไป่ชวนจะพบว่าภายในห้องมีอุณหภูมิอบอุ่นเป็นพิเศษ แต่ในคุกแห่งนี้มีคนตายไปแล้วไม่รู้เท่าไร ไม่เป็นเรื่องมงคลเลย สภาพแวดล้อมก็ต่างกับข้างนอกราวฟ้ากับนรก เมื่อคิดว่าภรรยาต้องอาศัยอยู่ในสถานที่น่าพรั่นพรึงเช่นนี้ช่วงระยะหนึ่ง เขาก็รู้สึกไม่มีความสุขเอาซะเลย
“ไม่นานมากหรอก ข้าแค่อยู่เพื่อสังเกตอาการในช่วงแรกของพวกเขา หลังจากนี้ให้เป็นหน้าที่ของผู้คุมก็ได้แล้ว ถึงอย่างไรก็ต้องให้พวกเขาผ่านมันไปให้ได้ด้วยตัวเอง ข้าช่วยได้แค่เล็กๆน้อยๆเท่านั้น”
เมื่อเหอจิ่วเหนียงพูดมาถึงตรงนี้ก็ถอนหายใจออกมา หากไม่ผิดไปจากที่นางคาดไว้ หลังจากนี้ไปคนที่มีอาการเช่นนี้ก็คงมีมากขึ้นเรื่อยๆ แต่ถึงอย่างนั้นนางก็หวังว่า อาการของพวกเขาจะไม่รุนแรงมากจนเกินรับมือ หากพวกเขาสามารถอดทนผ่านได้ ใช้เวลาสักระยะก็สามารถเลิกขาดได้
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “พวกคนตงถิงแฝงตัวที่นี่มานานหลายปี ผลกระทบแทรกซึมเป็นวงกว้าง อีกไม่นานคาดว่าคนที่มีอาการเสพติดเช่นนี้ต้องมีมากขึ้นแน่ แต่จะพาคนเหล่านี้มาอยู่ในคุกก็คงไม่ดี สภาพแวดล้อมไม่เหมาะแก่การพักฟื้นร่างกายเลย อีกทั้งครอบครัวผู้ป่วยก็คงจะไม่สบายใจ
เพราะฉะนั้น ข้าแนะนำให้ท่านรีบหาสถานที่โล่งๆกว้างๆสักที่ ย้ายคนเหล่านี้ไปที่นั่น และให้ทหารเฝ้าอย่างเข้มงวด คอยดูแลให้พวกเขาเลิกสิ่งเสพติดนี้ให้ได้”
นางนอนที่นี่แค่คืนเดียวยังต้องนำเครื่องใช้ไฟฟ้าหลายชนิดออกมาใช้กว่าจะหลับลงได้ ไม่ต้องคิดถึงคนอื่นๆเลยว่าพวกเขาจะผ่านมันไปได้อย่างยากลำบากเพียงใด
ภายใต้สภาพแวดล้อมเช่นนี้ ไม่สามารถรักษาอาการป่วยให้ดีขึ้นได้แน่ หากปล่อยไปนานๆ อย่าว่าแต่อาการจะไม่ดีขึ้นเลย เผลอๆอาจแย่ลงกว่าเดิมก็ได้
ลู่ไป่ชวนเองก็คิดเช่นเดียวกันว่าไม่ควรจับผู้ป่วยกับนักโทษมาอยู่รวมกัน เช่นนี้ต่อให้มีคนรู้ว่าตัวเองเสพติดแล้วอยากมารักษาก็คงไม่กล้ามา คงจะถอดใจเพราะสภาพแวดล้อมเช่นนี้เป็นแน่
“เรื่องนี้ข้าจะไปถามเฉียนชิ่งดู หาจวนว่างย้ายผู้ป่วยเหล่านี้ไปรักษาตัวโดยเฉพาะ”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “เร่งมือเข้าเถอะ”
ลู่ไป่ชวนกินข้าวเสร็จก็ไปง่วนกับงานทันที ส่วนเหอจิ่วเหนียยังอยู่ในคุกเพื่อสังเกตอาการของทุกคน หากใครทุรนทุรายจนควบคุมตัวเองไม่ได้ก็จำต้องฝังเข็มให้พวกเขาหลับไป
แต่ถึงอย่างไร นี่ก็ไม่ใช่วิธีที่ได้ผลในระยะยาว เหอจิ่วเหนียงเตรียมปรุงยาเพื่อช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดทรมานให้พวกเขาเวลาที่อาการกำเริบ
.........
ส่วนทางด้านคณะงิ้วชิงอิน เช้าวันนี้เมื่อได้ยินว่าใบชาที่ขนส่งมาถูกทำลายอีกรอบ ซินหรานก็โกรธจนแทบระเบิด รีบไปที่จวนตระกูลเฉียนทันที เมื่อเห็นสภาพยับเยินตรงหน้า ก็ง้างมือตบหน้าลูกน้องที่เฝ้าโรงเก็บชาไปคนละฉาด
“ข้าสั่งให้พวกเจ้าเฝ้าเอาไว้ให้ดีไม่ใช่หรือ แล้วนี่มันเกิดอะไรขึ้น!”
พวกเขาคิดว่าจวนตระกูลเฉียนเป็นสถานที่ที่ปลอดภัยแล้ว เพราะถึงอย่างไรเฉียนชิ่งก็ไม่รู้เรื่องใบชาเหล่านี้ และไม่ได้สงสัยอะไรมาก่อน
ที่ที่อันตรายที่สุดคือที่ที่ปลอดภัยที่สุด แต่สุดท้ายแค่คืนเดียว ของก็ถูกทำลายจนสิ้นแล้ว!
ของเหล่านี้ทั้งต้นทุนและมูลค่าที่จะได้รับสูงมาก แต่นางกลับทำให้เสียหายอย่างหนักครั้งแล้วครั้งเล่า เช่นนี้จะอธิบายให้เบื้องบนฟังอย่างไร!
“คุณหนูระงับโทสะด้วย พวกเราไม่รู้จริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้น! เมื่อคืนพวกเราก็เฝ้าอยู่ตลอดไม่ได้แอบหลับเลย ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลยจริงๆขอรับ พอเช้ามาก็เห็นว่าเป็นเช่นนี้แล้ว พวกเราไม่รู้จริงๆว่ามันเกิดอะไรขึ้น!”
คนเฝ้ายามทั้งสองรีบคุกเข่า แววตาเต็มไปด้วยความกลัวและโทษตัวเอง
เพราะก่อนหน้านี้ของถูกเผาไปแล้วรอบหนึ่ง เมื่อคืนพวกเขาจึงเพิ่มความระมัดระวังมากกว่าเดิมอย่างเคร่งครัด เดินเฝ้าระวังไปรอบๆตลอดเวลา ทว่าพวกเขาไม่ได้ยินเสียงและไม่เห็นความเคลื่อนไหวอะไรเลยจริงๆ พอเช้ามาก็พบว่าของถูกทำลายไปหมดแล้ว
สองคนนี้มีฝีมือและความสามารถที่ไม่เลว นับว่าเป็นยอดฝีมือก็ว่าได้ เพราะความสามารถที่โดดเด่นกว่าคนอื่นจึงถูกส่งมาให้เฝ้าที่นี่ คิดไม่ถึงเลยว่ายังจะเกิดเรื่องที่ไม่อยากให้เกิดเช่นนี้ขึ้นได้อีก
“พวกเจ้าไม่ได้ยินเสียงอะไร พวกเจ้าหมายความว่าเป็นฝีมือของภูตผีปีศาจอย่างนั้นหรือ?”
สามารถทำให้น้ำท่วมโรงเก็บของได้ ทั้งยังหลบเร้นสายตาขององครักษ์ทั้งสองคนไปได้ ใครกันที่มันเก่งกาจได้ถึงเพียงนี้
ชั่วขณะหนึ่งทุกคนก็ไม่กล้าเปล่งเสียงอะไรออกมา เรื่องเช่นนี้ไม่อาจคาดเดาได้เลยจริงๆ
หากเป็นฝีมือผีจริงๆ นั่นก็หมายความว่า เรื่องที่พวกเขาทำอยู่นี่แม้แต่ผีก็ทนดูไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ!
แต่ซินหรานไม่มีทางคิดเช่นนี้แน่นอน นางเชื่อว่ามีคนลอบเล่นงานนางลับหลังแน่ๆ และคนผู้นี้ก็ซ่อนตัวได้ลึกลับมาก ทำให้นางคาดเดาไม่ออกเลยว่าอีกฝ่ายคือใคร
คนทางด้านหน่วยหั่วอวิ๋นนางก็ส่งคนไปจับตาดูไว้แล้ว ฉินเจียนที่ถูกลู่ไป่ชวนเล่นงานจนปางตาย ตอนนี้ยังนอนพักรักษาตัวอยู่ในคุก ลู่ไป่ชวนเมื่อคืนกลับไปนอนที่จวน ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็พักอยู่ที่คุกทั้งคืน
ตอนนี้ผู้ที่มีอาการขาดสารเสพติดในเมืองยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ หากนางไม่รีบแก้ไข แล้วคนพวกนั้นสืบสาวมาถึงตัวนางได้ ความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดต้องสูญเปล่าแน่นอน
เฉียนชิ่งเองก็คาดไม่ถึงว่าเรื่องจะกลายเป็นเช่นนี้ คณะงิ้วชิงอินเป็นพันธมิตรคู่ค้ากับภรรยาคนใหม่ของเขา เอาของมาฝากกับเขาไว้แค่คืนเดียวก็ถูกคนลอบทำลายแล้ว นี่ไม่เท่ากับว่าเป็นการฉีกหน้าเขาหรอกหรือ!
เขาเป็นถึงผู้ว่าการเมืองจิงโจว คนเหล่านั้นกลับบังอาจเข้ามาทำลายข้าวของในจวนเขาได้ นี่ไม่เห็นผู้ว่าการเมืองอย่างเขาอยู่ในสายตาเลยสินะ!
เห็นสภาพย่อยยับตรงหน้า ผู้ว่าการเมืองแซ่เฉียนก็อดก่นด่าเจ้าสุนัขลอบกัดชั่วช้านั่นในใจไม่ได้จริงๆ ของเหล่านี้ล้วนเป็นใบชา ถูกน้ำปูนขาวแช่จนอยู่ในสภาพนี้ ช่างน่าเจ็บใจยิ่งกว่าโดนไฟเผาซะอีก
“พวกเจ้าทำการค้าใบชาแล้วมาประสบปัญหาในเมืองข้าครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ ข้าทำพวกเจ้าต้องเดือดร้อนแล้ว”
เฉียนชิ่งเอ่ยอย่างทอดถอนใจ และเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “อาจเป็นฝีมือของครอบครัวนางเซี่ย ฮูหยินคนเก่าของข้าก็ได้! ที่ผ่านมา กิจการใบชาที่จิงโจว ตระกูลเซี่ยล้วนเป็นเจ้าใหญ่เจ้าเดียวมาโดยตลอด แต่หลังจากที่พวกเจ้าเริ่มทำกิจการใบชาด้วย กิจการของพวกเขาจึงถูกตัดกำไรไปไม่น้อย ใช่ ต้องเป็นเพราะพวกเขาแค้นพวกเจ้าแน่ๆ! เดี๋ยวข้าจะส่งคนไปตรวจสอบ เรื่องนี้เกิดขึ้นในจวนข้า ถึงอย่างไรก็ต้องให้คำอธิบายกับพวกเจ้าแน่นอน”
เดิมทีซินหรานไม่ได้คิดถึงข้อนี้เลย เพราะสิ่งที่นางใส่ใจไม่ใช่ใบชา แต่เป็นอิงซู่ที่แฝงอยู่ในใบชาต่างหาก ดังนั้นจึงคิดไปในทางอื่นมาตลอด คิดว่ามีคนล่วงรู้ถึงแผนการของพวกนางแล้ว
ตอนนี้พอได้ยินเฉียนชิ่งเอ่ยเช่นนี้ นางจึงตระหนักขึ้นได้ นางอาจคิดมากเกินไป ที่จริงอาจเป็นแค่การแข่งขันด้านการค้าก็ได้
ตอนที่ 536: ก่อนพายุจะโหมกระหน่ำ
แต่ถึงอย่างนั้น ซินหรานก็อดถามไม่ได้ “คนตระกูลเซี่ยเก่งกาจถึงเพียงนี้เลยหรือเจ้าคะ?”
อย่างที่รู้กันว่า พวกซินหรานเป็นกลุ่มสายลับ ทุกคนในกลุ่มล้วนเป็นยอดฝีมือ แม้แต่สาวใช้ประจำตัวของนางก็ไม่ใช่คนธรรมดา
ทว่าตระกูลเซี่ยเป็นเพียงตระกูลวาณิชเล็กๆ นอกจากจะมีเครือญาติเยอะ และมีคนในตระกูลเป็นขุนนาง พอจะมีเส้นสายกว้างขวาง ก็หามีสิ่งใดเทียบเคียงพวกนางได้เลย หากการที่ใบชาถูกทำลายสองครั้งนี้เป็นฝีมือของตระกูลเซี่ยจริง เช่นนั้นตระกูลนี้ก็ไม่ควรเก็บเอาไว้อีก
ตระกูลวาณิชเล็กๆแค่ตระกูลเดียว กลับมีความสามารถทำแผนการของนางเสียหายได้ครั้งแล้วครั้งเล่า คนเช่นนี้จะต้องไม่ตายดี!
ไส้ศึกสาวลอบกำหมัดแน่นด้วยความโกรธแค้น คล้ายกับว่าคิดแผนการที่จะจัดการกับตระกูลเซี่ยได้แล้ว
เฉียนชิ่งไหนเลยจะล่วงรู้ถึงความร้ายแรงของเรื่องนี้ เขาเอ่ย “ตระกูลเซี่ยทำการค้าก็ใช่ว่ามือไม้จะสะอาด แผนการสกปรกใดๆ พวกเขาก็ใช้มาแล้วนับไม่ถ้วน หากจะบอกว่าเป็นฝีมือของพวกเขาก็ไม่ถือเป็นการใส่ร้ายแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น ข้ากับผู้หญิงขี้อิจฉาริษยานั่นก็จบกันไม่ค่อยดี ตอนนี้คงจะโกรธแค้นมาก ทำเรื่องเช่นนี้ก็ไม่ได้แปลกอะไร”
กว่านอวี้เหลียนที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินดังนั้นก็ก้มหน้าลงทันที และเอ่ยน้ำเสียงสลด “นายท่าน เป็นเพราะอวี้เหลียนไม่ดีเองเจ้าค่ะ หากไม่ใช่เพราะอวี้เหลียน พี่หญิงก็คงไม่โกรธแค้นชิงชังถึงขั้นนี้…”
น้ำเสียงอ่อนหวานที่เอื้อนเอ่ยออกมานั้นราวกับมีเวทมนตร์บางอย่าง ทำให้เฉียนชิ่งฟังแล้วเคลิบเคลิ้ม
เขาคว้าร่างนางมากอดทันที “เรื่องนี้จะโทษเจ้าได้อย่างไรกัน ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของนางชั่วนั่นต่างหาก รอข้าให้คนไปตรวจสอบก่อน เรื่องนี้จะปล่อยไปง่ายๆไม่ได้เด็ดขาด! หากเป็นฝีมือของตระกูลเซี่ยจริง ต้องให้พวกเขาชดใช้ให้พวกเจ้าแน่นอน!”
เฉียนชิ่งถูกกว่านอวี้เหลียนประจบเอาใจจนมัวเมา ลืมสิ้นไปแล้วว่าที่ตนเองเดินมาถึงทุกวันนี้ได้ ล้วนได้รับการผลักดันส่งเสริมจากตระกูลเซี่ยทั้งสิ้น ตอนนี้วาจาที่เปล่งออกมาจากปากเขา แต่ละคำล้วนดูถูกเหยียดหยามตระกูลเซี่ย แม้แต่น้ำเสียงก็ยังเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
และนี่ก็คือผลลัพธ์ที่พวกกว่านอวี้เหลียนต้องการ ขอเพียงทำให้เฉียนชิ่งเชื่อฟังคำพูดทุกอย่าง แผนการของพวกนางจึงจะเป็นไปได้อย่างราบรื่น
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนใต้เท้าแล้วเจ้าค่ะ เมื่อถึงตอนนั้นต้องขอบคุณใต้เท้ามากจริงๆ”
ซินหรานยอบกายเล็กน้อยด้วยความนอบน้อม ทั้งยังส่งสายตาให้กับเฉียนชิ่ง เฉียนชิ่งเห็นดังนั้นถึงกับตาค้างทันที หัวใจเต้นระรัว รู้สึกว่าแม่นางซินหรานรูปร่างหน้าตางดงามยิ่งกว่ากว่านอวี้เหลียนเสียอีก
แต่น่าเสียดายที่ซินหรานเป็นแค่นางงิ้ว ไม่อาจยืนเคียงข้างเขาอย่างผ่าเผยได้ ทำได้แค่ชื่นชมซินหรานไปเช่นนี้เท่านั้น
เมื่อคิดได้ดังนี้ บุรุษเฒ่าก็กอดภรรยาเด็กที่อยู่ในอ้อมกอดแน่นขึ้น
กว่านอวี้เหลียนเห็นอากัปกิริยาทุกอย่างที่เกิดขึ้นระหว่างทั้งสองอย่างชัดเจน แต่นางไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจแม้แต่น้อย ทั้งยังรู้สึกน่าสนใจอีกด้วย
นางไม่ได้แยแสเลยว่าเฉียนชิ่งจะเจ้าชู้หรือไม่ กลับกันนางอยากให้เฉียนชิ่งสนใจสตรีงามไปทั่วด้วยซ้ำ เช่นนี้ก็จะทำให้พวกนางเข้าใกล้เป้าหมายง่ายขึ้น ทั้งยังเร่งแผนการของพวกนางให้เร็วขึ้นอีกด้วย
.......
ทางด้านคณะงิ้วชิงอินในขณะนี้ถูกห้อมล้อมไปด้วยผู้คนที่หลั่งไหลกันเข้ามาจนแน่นขนัด คนเหล่านี้ล้วนมีจุดประสงค์เดียวกันคือมาซื้อใบชา ด้วยตกลงกันแล้วว่าวันนี้สินค้าจะมาถึง หลายๆคนถึงกับมารอตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง
เพราะหลายวันมานี้ไม่มีชาของคณะงิ้วชิงอินให้ดื่ม พวกเขารู้สึกทรมานมากจริงๆ รู้สึกว่าตนเองแทบจะเป็นบ้าแล้ว ไม่เคยรู้สึกว่าใบชาจะสำคัญต่อชีวิตมากถึงเพียงนี้มาก่อน รู้สึกเหมือนกับว่าหากไม่ได้ดื่มแล้วจะขาดใจตายก็มิปาน
ทุกคนล้วนเฝ้ารอด้วยความคาดหวังเต็มเปี่ยม ปรากฏว่าพอเช้ามากลับได้ยินว่า สินค้าถูกคนทำลายไปอีกแล้ว!
เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร เหตุใดถึงได้บังเอิญเช่นนี้!
ถึงขั้นมีคนคิดว่าคณะงิ้วชิงอินต้องโกหกเป็นแน่ พวกเขาต้องมีสินค้าแน่นอน แต่ไม่ยอมขายให้เพราะอยากให้พวกเขาเข้ามาใช้บริการที่คณะงิ้วมากกว่า เนื่องด้วยหากมานั่งดื่มชาที่คณะงิ้วนั้น ราคาจะสูงกว่าการซื้อใบชากลับไปต้มดื่มเองที่บ้าน
ตอนนี้คนอยากซื้อใบชากลับไปทำเองที่บ้านมีจำนวนมากขึ้น คณะงิ้วชิงอินคงเสียดายรายได้ที่หดหายไปเหล่านั้น จึงอยากเก็บไว้ขายในคณะเพื่อทำราคาได้สูงกว่าเป็นแน่
แต่ช่างเถอะ พวกเขาทรมานจนแทบอยากควักตับควักปอดออกมาอยู่แล้ว อย่าว่าแต่ให้นั่งดื่มในคณะงิ้วเลย ต่อให้ราคาสูงกว่านี้หลายเท่าพวกเขาก็ยินดีที่จะจ่าย!
พลันนั้นจึงมีคนตะโกนขึ้น “พวกเราเพิ่มเงินให้! รีบเอาของออกมาขายให้พวกเราเร็วเข้าเถอะ!”
“เพิ่มเงิน ใช่ พวกเราจะเพิ่มเงินให้!”
ถึงกระนั้นก็ไม่มีคนของคณะงิ้วออกมารับมือแต่อย่างใด ตอนนี้เรื่องราวบานปลายไปไม่น้อย หากถูกทางการจับสังเกตได้ ต่อให้เรื่องราวก่อนหน้านี้จะไม่ถึงทางการ แต่เรื่องครั้งนี้ก็พอจะมัดพวกเขาไว้ได้แล้ว
ขณะนี้คนที่อยู่ในคณะงิ้วต่างร้อนใจ
เมื่อคืนตอนที่นำสินค้าไปไว้ที่จวนตระกูลเฉียน พวกเขาแบ่งไว้ที่คณะงิ้วหีบหนึ่งเพื่อเก็บเอาไว้ใช้ต้อนรับแขกในคณะงิ้ว ตอนนี้ของในโรงเก็บสินค้าถูกทำลายหมดเกลี้ยง เหลือแค่หีบนี้หีบเดียวเท่านั้น หากขายออกไปก็จะไม่เหลือสินค้าอีกแล้ว พวกเขาจึงไม่กล้าตัดสินใจเองจริงๆ
เมื่อซินหรานกลับมา ทุกคนก็รวมตัวปรึกษากัน ในที่สุดก็ได้ข้อสรุปว่า เปิดบริการคณะงิ้วอีกครั้ง ส่วนใบชาเพียงหีบเดียวนั้นจะไม่มีการแบ่งขาย จะเอาไว้ให้บริการเฉพาะลูกค้าที่เข้ามานั่งดื่มในคณะงิ้วเท่านั้น
เช่นนี้จึงจะสามารถทำให้คนเหล่านี้อยู่ในความสงบได้ และสามารถหลีกเลี่ยงการตรวจสอบจากทางการได้ด้วย
“ของมีไม่มาก ใช้น้อยๆหน่อยแล้วกัน ข้าจะติดต่อเบื้องบนให้ส่งสินค้ามาอีกรอบ ครั้งนี้ห้ามเกิดความผิดพลาดขึ้นอีกเป็นอันขาด!”
ซินหรานออกคำสั่งเสียงเฉียบขาด ช่วงนี้ทางด้านนางเกิดความผิดพลาดขึ้นบ่อยครั้ง เบื้องบนต้องโกรธมากแน่นอน ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป ตำแหน่งของนางอาจรักษาเอาไว้ไม่ได้แล้ว
นางแค้นใจมาก ทั้งๆที่นางทุ่มเทความพยายามอย่างหนัก ถึงขั้นเสียสละความรู้สึกส่วนตัว เล่นกับหัวใจของตัวเองเพื่อภารกิจของกลุ่ม แต่เหตุใดไม่ว่าทำอะไรถึงได้ล้มเหลวไม่เป็นท่าเช่นนี้!
นางรู้สึกว่าช่วงนี้ตัวเองซวยยิ่งนัก แต่ก็หาเหตุผลไม่ได้
.........
ลู่ไป่ชวนทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขอพบเฉียนชิ่งเพื่อขอจวนร้างหลังหนึ่ง และให้คนไปเก็บกวาดทำความสะอาดภายในวันนั้นเลย จากนั้นก็ย้ายเหล่าผู้ป่วยเข้าไป
ระหว่างทางเคลื่อนย้ายตัว มีคนทนไม่ไหวคิดหนี แต่ถูกลู่ไป่ชวนจับตัวกลับมาได้ และบังคับให้ดื่มยาที่เหอจิ่วเหนียงปรุงให้ถึงจะสงบสติลงได้
........
ในที่สุดก็มาถึงวันงานมงคลของเฉียนชิ่งกับกว่านอวี้เหลียน
เหอจิ่วเหนียงเตรียมเสื้อผ้าให้ทุกคนในบ้านไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อทุกคนสวมก็พบว่าขนาดของอาภรณ์พอดีกับรูปร่างสัดส่วนของตัวเอง รวมทั้งแบบของเสื้อผ้าก็เป็นแบบเดียวกับที่พวกเขาชอบมากด้วย
ผู้เฒ่าลู่กับนางซุนถูกจับแต่งตัวอย่างหรูหราสง่างาม ขับเน้นราศีของความเป็นนายท่านผู้เฒ่ากับฮูหยินผู้เฒ่าจากตระกูลใหญ่ สองผู้เฒ่าเองก็ชื่นชอบเป็นอย่างมาก
“ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่งจริงๆ! ชุดนี้เหมาะกับข้ายิ่งนัก!”
ผู้เฒ่าลู่มองสำรวจตัวเองอย่างหลงใหล คิดแบบหลงตัวเองว่าหากตนใส่ชุดนี้กลับหมู่บ้าน ตนต้องเป็นชายชราที่รูปหล่อที่สุดในสิบหมู่บ้านแปดตำบลแน่นอน
นางซุนไม่สนใจเขา นางกำลังชื่นชมชุดที่ตัวเองสวมอยู่เช่นกัน ต้องบอกเลยว่าสะใภ้สามมีความสามารถในการออกแบบอาภรณ์มากจริงๆ นางไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าตัวเองจะดูงดงามได้ถึงเพียงนี้
นางซุนผู้ที่ชีวิตนี้ไม่เคยแต่งหน้า ค่อนชีวิตทำงานอยู่ในไร่นา ไม่มีปัญญาซื้อเครื่องประทินโฉม ตอนนี้พอมีเงินก็คิดว่าตัวเองแก่แล้ว จะให้มาแต่งหน้าแต่งตาเหมือนคนวัยหนุ่มสาวได้อย่างไร แต่วันนี้พอถูกเหอจิ่วเหนียงจับแปลงโฉม พอมองตัวเองในกระจกก็ถึงกับแทบจำตัวเองไม่ได้
ผู้เฒ่าลู่ชื่นชมตัวเองอยู่ครู่ใหญ่กว่าจะหันไปมองนางซุน พอเห็นคู่ชีวิตในมุมนี้ก็อดชื่นชมไม่ได้จริงๆ “โอ้! ยายเฒ่า พอแต่ง.องค์ทรงเครื่องก็ดูเปลี่ยนไปเลยจริงๆ ราวกับเด็กลงไปยี่สิบปีแน่ะ! …เอ๊ะ ไม่สิ เด็กลงสามสิบปีเลยต่างหาก!”
ช่วงนี้นางซุนใช้เครื่องประทินผิวที่เหอจิ่วเหนียงให้เป็นประจำ ผิวพรรณจึงผ่องใสขึ้นไม่น้อย แม้ฤดูหนาวเช่นนี้ผิวก็ไม่แห้งกร้านเลย เมื่อมีสุขภาพผิวดีขึ้น การแต่งเติมเครื่องประทินโฉมเข้าไปจึงยิ่งขับให้งดงามและดูเด็กลงมาก
“ฮ่าๆๆ เมื่อก่อนไม่ยักจะเห็นท่านพ่อปากหวานเช่นนี้เลยนะเจ้าคะ! ท่านสุภาพสตรีซุน ได้ยินหรือไม่เจ้าคะว่าดูเด็กลงถึงสามสิบปีเลยเชียว! ต่อไปต้องแต่งหน้าบ่อยๆแล้วนะเจ้าคะ!”
นางซุนเองก็ชอบใจมาก อยากหัวเราะแต่ก็เกรงใจที่จะหัวเราะออกมา มีแค่เหอจิ่วเหนียงที่เอาแต่หัวเราะชอบใจอยู่ข้างๆ นางซุนจึงอดที่จะยกมือตีนางไม่ได้
ตอนที่ 537: ท่านสุภาพสตรีซุนช่างพูดจาทำร้ายจิตใจจริงๆ
แรงแค่นั้นของหญิงชรา สำหรับเหอจิ่วเหนียงแล้วไม่ถือว่าเป็นอะไรเลย สะใภ้จอมซนยังคงหัวเราะคิกคัก หลังจากที่ทุกคนพร้อมแล้วก็เริ่มออกเดินทาง
คนที่ไปร่วมงานเช่นนี้ โดยปกติแล้วเหตุผลก็เพื่อสร้างความสัมพันธ์ในเรื่องเส้นสายหน้าที่การงาน บ้างก็ถือโอกาสหาคู่ให้บุตรหลาน แต่ตระกูลลู่ไม่ใช่
ผู้เฒ่าลู่และนางซุนอยากออกมาเห็นโลกกว้าง พวกเด็กๆมากินเลี้ยงให้คุ้มกับของขวัญที่นำมามอบให้ ส่วนลู่ไป่ชวนและภรรยาก็แค่มาสืบความลับของเฉียนชิ่งโดยเฉพาะ
ปล่อยให้พวกคณะงิ้วชิงอินเหิมเกริมมานานเกินไปแล้ว ขืนยังไม่จัดการ เรื่องราวก็จะยิ่งควบคุมได้ยากแล้ว
งานมงคลในวันนี้ สมาชิกตระกูลลู่มากันครบทุกคน นี่เป็นเรื่องที่เฉียนชิ่งไม่ได้คาดคิดมาก่อนเลย ขณะนั้นเขายังรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย
ตระกูลลู่ให้ความสำคัญกับการแต่งงานครั้งที่สองของเขาถึงเพียงนี้เลยหรือ?
ดูท่าจะยินดีมากกว่าเขาซะอีก!
“ใต้เท้าเฉียน ขอแสดงความยินดีด้วยนะเจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มกว้างจนตาหยีพร้อมเอ่ยคำอวยพร จากนั้นก็แนะนำสมาชิกในครอบครัวให้เขารู้จัก
ลู่ไป่ชวนเป็นขุนนางที่มีตำแหน่งสูงที่สุดในจิงโจวตอนนี้ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะพาทุกคนในครอบครัวมาร่วมงานมงคลของเขา เฉียนชิ่งรู้สึกเป็นเกียรติอย่างมาก ตลอดงานให้การต้อนรับพวกเขาอย่างอบอุ่น ทั้งยังประจบประแจงลู่ไป่ชวนยกใหญ่
ในใจรู้สึกเต็มตื้นจนล้นอก อนุมานว่าลู่ไป่ชวนให้เกียรติเขามากเช่นนี้ต้องเป็นเพราะภรรยาคนใหม่ของเขาคนนี้เสริมบารมีให้แน่นอน สวรรค์ นี่แค่วันแรกยังนำพาความโชคดีมาให้ถึงเพียงนี้ แล้ววันหน้าล่ะ เขาจะโชคดียิ่งๆขึ้นไปอีกเพียงใด
เฉียนชิ่งลำพองใจ ดูเหมือนว่าเขาจะเห็นวันที่ตนเองเจริญก้าวหน้าอยู่รำไรแล้ว
“ใต้เท้าเฉียนเกรงใจกันเกินไปแล้ว วันนี้เป็นวันมงคลของท่าน พวกเราต้องมาร่วมแสดงความยินดีอยู่แล้ว ไม่ต้องมาดูแลพวกเราหรอก เดี๋ยวพวกเราเดินชมงานเอง”
ใบหน้าของลู่ไป่ชวนยิ้มแย้ม น้อยนักที่เขาจะเอ่ยวาจาอารมณ์ดีเช่นนี้
“ย่อมได้ขอรับ ย่อมได้ เช่นนั้นก็เชิญใต้เท้าลู่ตามสบายนะ ข้าน้อยขอตัวไปต้อนรับแขกคนอื่นก่อน”
เฉียนชิ่งสั่งการบ่าวรับใช้ข้างกายให้ดูแลคนตระกูลลู่ให้ดี ก่อนจะปลีกตัวไปด้วยใบหน้าแช่มชื่น
นางซุนกับผู้เฒ่าลู่เกร็งเล็กน้อย และถามขึ้น “ผู้นี้ก็คือใต้เท้าผู้ว่าการเมืองหรือ?”
เป็นครั้งแรกที่สองผู้เฒ่าได้เผชิญหน้ากับเหล่าขุนนางโดยตรง เห็นผู้ว่าการเมืองยิ้มประจบประแจงเจ้าสามบุตรชายของตนเช่นนี้ พวกเขาจึงเพิ่งตระหนักได้อย่างแท้จริงว่า บุตรชายของตนประสบความสำเร็จในชีวิตแล้วจริงๆ
ครั้นยังเป็นชาวบ้านยากจนอยู่ที่ชางโจว อย่าว่าแต่ขุนนางใหญ่เหล่านี้เลย แม้แต่เจ้าหน้าที่ตำแหน่งเล็กๆคนหนึ่งพวกเขาก็เกรงกลัวจนตัวสั่นแล้ว ถึงอย่างไรพวกเขาก็เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา ไหนเลยจะกล้าต่อกรกับคนของทางการ
ทว่าตอนนี้ แม้แต่ผู้ว่าการเมืองยังให้ความเคารพพวกเขาถึงเพียงนี้ เห็นได้ชัดว่าอิทธิพลของบุตรชายคนที่สามยิ่งใหญ่เพียงใด
ในใจของชายชรากับภรรยาภาคภูมิใจมาก มีบุตรชายเช่นนี้นับว่าพวกเขาไม่ผิดต่อบรรพบุรุษแล้ว
“จริงสิ ทางนู้นยังมีเหล่าขุนนางอีกหลายคน และมีครอบครัวของพวกเขาด้วย ข้าจะพาพวกท่านไปทำความรู้จักเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงมองไปรอบๆ และคนเหล่านั้นย่อมมองมาที่พวกนางด้วยเช่นกัน บ้างก็มีสีหน้าแปลกใจ บ้างก็ทำสีหน้าตกใจ บ้างก็มีท่าทีกระตือรือร้นอยากเข้ามาทำความรู้จักสร้างความสัมพันธ์ แต่ขณะเดียวกันก็ไม่กล้า
อนิจจา อุปนิสัยของมนุษย์นั้นช่างหลากหลาย เหอจิ่วเหนียงเห็นพฤติกรรมของคนเหล่านี้ทุกอย่าง
“ข้าว่าไม่เอาดีกว่า นั่งอยู่ตรงนี้แหละ ไม่ใช่คนรู้จักมักคุ้น ไปก็ทำตัวไม่ถูกอยู่ดี”
นางซุนเอ่ยจบก็นั่งลง มีพวกเด็กๆนั่งล้อมรอบ ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นไม่น้อย
เหอจิ่วเหนียงคิดไปคิดมาก็เอ่ยขึ้น “เช่นนั้นอยากเดินชมจวนผู้ว่าการเมืองสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ ข้าพาไป”
นางซุนยังคงส่ายหน้า “ไม่ดีกว่า จวนก็เล็กแค่นี้ คงไม่มีอะไรน่าดู…”
ก่อนหน้านี้นางตั้งตารอคอยที่จะมาเยือนที่นี่มากจริงๆ แต่พอมาถึงก็พบว่า จวนแห่งนี้ไม่งดงามตระการตาเท่าสวนชีสุ่ยเลย การตกแต่งก็อย่างนั้นๆ นางซุนไม่ได้รู้สึกว่าที่นี่น่าสนใจเท่าไรแล้ว
“พรืด ฮ่าๆๆ ท่านสุภาพสตรีซุน วาจาของท่านช่างทำร้ายจิตใจจริงๆ! หากใต้เท้าเฉียนมาได้ยินเข้า ไม่รู้ว่าจะปวดใจเพียงใดนะเจ้าคะ!”
อันที่จริงจวนตระกูลเฉียนไม่ได้ถือว่าเล็กเลย เพียงแต่นางซุนได้เห็นสวนชีสุ่ยซึ่งเป็นคฤหาสน์ของขุนนางอันดับหนึ่งมาแล้ว นั่นเป็นถึงคฤหาสน์ที่หรูหราที่สุดในจิงโจวรองจากจวนอ๋องเชียวนะ เห็นสวนชีสุ่ยจนชินแล้ว พอมาเห็นจวนธรรมดาเช่นนี้ย่อมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรอีก
นางซุนไม่ได้สนใจคำพูดของเหอจิ่วเหนียง แต่ฟังเหลียนฮวาแนะนำแขกที่อยู่รอบๆอยู่ ทั้งยังเตรียมให้เด็กๆพานางไปชมการแสดงงิ้ว
เพื่องานมงคลในวันนี้ เฉียนชิ่งทุ่มเทแรงกายแรงใจและกำลังทรัพย์ไปไม่น้อย อย่างน้อยก็หรูหราและยิ่งใหญ่กว่างานมงคลของภรรยาเก่ามาก
รอบๆบรรดาฮูหยินครอบครัวขุนนางหลายคนกำลังกระซิบกระซาบถึงเจ้าสาวผู้นี้อยู่ บอกว่านางวาสนาดีต่างๆนานา
ไม่นานนัก ผู้เฒ่าลู่และลู่ไป่ชวนก็ถูกบรรดาขุนนางลากไปดื่มสุราด้วย นางซุนกับเหลียนฮวาถูกห้อมล้อมไปด้วยเหล่าฮูหยินของขุนนาง ส่วนพวกเด็กๆก็นั่งกับเด็กๆวัยเดียวกัน กินอาหาร และพูดคุยเรื่องสนุกๆที่เกิดขึ้นในสำนักศึกษาด้วยกัน
เหอจิ่วเหนียงจึงคิดจะใช้โอกาสนี้ลงมือ และก่อนหน้านี้ได้ตกลงกับลู่ไป่ชวนเอาไว้แล้วว่า ให้เขาอยู่เฉยๆก็พอ
เมื่อแน่ใจแล้วว่าพวกนางซุนมีคนแอบปกป้องอยู่รอบๆเหอจิ่วเหนียงจึงลุกขึ้น “พวกท่านคุยเล่นกันไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าขอตัวไปเข้าห้องน้ำก่อน”
นางซุนเหลือบมองนาง ไม่รู้เพราะเหตุใดหญิงชราถึงได้รู้สึกว่า สะใภ้สามต้องไปทำเรื่องอะไรบางอย่างแน่ๆ แต่พอมองไปที่บุตรชาย ก็ดูเหมือนเขาจะไม่ได้เคลื่อนไหวอะไร นางจึงคิดว่าตนเองอาจจะคิดมากเกินไป
เพราะหากมีเรื่องอะไรจริงๆ เจ้าสามคงไม่นิ่งเฉยเช่นนี้หรอกกระมัง
เมื่อคิดได้ดังนี้ นางซุนก็เลิกใส่ใจ แล้วหันมาฟังคำประจบประแจงของเหล่าฮูหยินขุนนางต่อ พลางชมงิ้วไปด้วย
ประเดี๋ยวก็ถึงเวลาอันเป็นมงคลแล้ว นางอย่าคิดอะไรมากเลย
.......
เหอจิ่วเหนียงเพิ่งจะปลีกตัวออกมาก็มีสาวใช้เข้ามาถามทันทีว่าต้องการสิ่งใดหรือไม่ เหอจิ่วเหนียงตอบไปว่าด้านในอึดอัดเกินไปจึงออกมาสูดอากาศสักหน่อย สาวใช้ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงเดินตามหลังนางเงียบๆ เพื่อรอรับคำสั่ง
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ใส่ใจที่มีคนตามอยู่เช่นนี้ นางทำทีเดินชมนกชมไม้ของนางไป เอ่ยปากถามเป็นครั้งคราวว่าดอกไม้ในจวนเป็นพันธุ์ใด ปลาในน้ำเป็นพันธุ์ใด สาวใช้ทำหน้าที่ได้เป็นอย่างดี ตอบคำถามได้ทุกอย่าง
“เจ้าเก่งจริงๆ ฉลาดรอบรู้มาก!”
เหอจิ่วเหนียงชื่นชมจากใจ นางรู้สึกว่าสาวใช้คนนี้ไม่เลวเลย มีความรอบรู้กว้างขวางดี
สาวใช้ถูกชมก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย “ฮูหยินชมเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มบางๆ ก่อนจะยกมือจัดทรงผมตัวเองแล้วชะงักไปครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเอ่ยกับสาวใช้ “เจ้าช่วยข้าดูหน่อยสิว่าปิ่นทองผีเสื้อที่ปักอยู่บนหัวข้ามันยังอยู่หรือไม่”
สาวใช้ดูอยู่ครู่ใหญ่ก็ไม่เห็นปิ่นทองลวดลายผีเสื้อบนศีรษะนาง จึงเอ่ยด้วยความร้อนรนใจ “หรือจะหล่นตรงที่คนพลุกพล่านเมื่อครู่เจ้าคะ บ่าวจะไปหาให้ฮูหยินเดี๋ยวนี้เจ้าค่ะ ฮูหยินรอสักครู่นะเจ้าคะ!”
“อืม ข้าจะหาแถวนี้เอง นั่นเป็นปิ่นที่สามีข้าซื้อให้ จะหายไม่ได้เด็ดขาด!”
สาวใช้รีบออกไปช่วยตามหาทันที
เหอจิ่วเหนียงยืนมองสาวใช้วิ่งไปไกลแล้วก็รีบเลี้ยวหลบมุมทันที และสำรวจเส้นทางของจวนตระกูลเฉียนให้คุ้นเคยอย่างรวดเร็วที่สุด
พอมาถึงเรือนหลักก็พบว่า เบื้องหน้าแดงแจ๋ไปหมด เพราะที่นี่เป็นโถงที่จะใช้ทำพิธีนั่นเอง เหอจิ่วเหนียงเลี่ยงไม่เดินเข้าไป ขณะที่กำลังเดินอ้อมไปอีกทาง นางกลับเกิดข้อสังเกตอย่างหนึ่งขึ้นในใจ… เรือนหลักหลังใหญ่ปานนี้ กลับไม่มีบ่าวรับใช้เฝ้าอยู่เลยเนี่ยนะ?
ปกติแล้ว เหตุการณ์เช่นนี้หากคิดไวๆ ก็มีความเป็นไปได้อยู่สองทาง หากไม่มีคำสั่งจากเจ้านายว่าไม่ให้เฝ้า ก็คงจะสะเพร่าจนละเลย เพราะตอนนี้ทั้งบ่าวทั้งนายจวนเฉียนทุกคนล้วนออกไปต้อนรับแขกอยู่ด้านหน้าหมด
แต่เหอจิ่วเหนียงเชื่อว่า ผู้ว่าการเมืองเฉียนไม่มีทางสะเพร่ากับเรื่องแค่นี้
นั่นก็หมายความว่า เป็นคำสั่งของเจ้านาย
หรือว่าฮูหยินคนใหม่จะมีแผนการอะไร?
ตอนที่ 538: ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ
เหอจิ่วเหนียงกลอกตาครุ่นคิด ทันใดนั้นก็นึกอยากเข้าไปดูว่าด้านในเกิดอะไรขึ้น
เมื่อคิดแล้วก็ทำทันที ร่างระหงพลันแล่นวาบเข้าไปด้านในอย่างรวดเร็ว
ภายในโถงว่างเปล่า สายลมพัดผ่านเป็นระลอก ผ้าแพรสีแดงปลิวไสวตามสายลม บรรยากาศชวนขนลุกยิ่งนัก
ทันใดนั้น มีเสียงสนทนาแว่วดังมาจากภายในห้อง เป็นเสียงของชายหญิงคู่หนึ่ง น้ำเสียงดูร้อนรนมาก
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าเฉียนชิ่งกำลังอยู่รับแขกที่ด้านหน้า แขกที่มาวันนี้ล้วนเป็นคนใหญ่คนโต เขาต้องต้อนรับด้วยตัวเองจึงไม่มีเวลาปลีกตัวมาที่นี่แน่นอน
เช่นนั้น…ผู้ชายข้างในคือใครกัน!?
เหอจิ่วเหนียงเบิกตาอ้าปากค้าง ทำสีหน้าท่าทางสนอกสนใจ จู่ๆก็รู้สึกว่าวันนี้เหมือนจะได้รู้ข่าวใหญ่ นางจึงรีบขยับเข้าไปใกล้ห้องห้องนั้น จะได้ฟังชัดๆ
เสียงสตรีดังขึ้น “ก่อนหน้านี้ท่านรับปากอะไรข้าไว้ ตอนนี้มาถึงขั้นนี้แล้วเรื่องราวก็ยังไม่ได้จัดการเสียที ตกลงจะให้ข้าหลับนอนกับตาแก่นั่นจริงๆอย่างนั้นหรือ?”
เสียงบุรุษ “เรื่องนี้มันก็จนปัญญาจริงๆ ใครจะคิดล่ะว่าแผนการในช่วงนี้จะถูกทำลายจนยุ่งเหยิงไปหมด เถอะน่า ถึงอย่างไรเจ้าก็ไม่ใช่สาวบริสุทธิ์มาตั้งนานแล้ว หลับนอนกับเขามันจะเป็นอะไรไป ไม่ต้องคิดอะไรแล้ว จำเรื่องที่ตัวเองได้รับมอบหมายให้ดีก็พอ อย่าทำให้เสียการใหญ่ล่ะ!”
เสียงสตรี “ท่านพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร ก่อนหน้านี้ไม่ได้ตกลงกันเช่นนี้นี่!”
เสียงบุรุษ “แล้วเจ้าคิดว่าตอนนี้เจ้ามีโอกาสหันหลังกลับรึอย่างไร! เอาละ พอๆ เราต่างทำภารกิจเพื่อ.องค์กรด้วยกันทั้งสิ้น หากทำผลงานได้ดี คนที่ได้ประโยชน์ก็คือตัวเจ้าเอง อย่าทำเป็นเหมือนว่าข้าบังคับเจ้าเลย”
กล่าวจบบุรุษผู้นั้นก็หันหลังเดินออกจากห้อง ไม่คำนึงถึงความรู้สึกของสตรีผู้นั้นแม้แต่น้อย
สตรีผู้นั้นโกรธจนควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่อยู่ หยิบจับข้าวของข้างตัวขว้างปาไม่ยั้ง บุรุษผู้นั้นไม่สนใจแม้แต่น้อย หลังจากมองซ้ายขวาก็พบว่าบริเวณรอบๆไม่มีใคร จึงรีบหลบหนีไปอย่างรวดเร็ว
เหอจิ่วเหนียงที่แอบมองอยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลเห็นเหตุการณ์นั้นก็อดที่จะสูดปากไม่ได้ “จุจุจุ เยี่ยมจริงๆ ที่แท้สองคนนี้ก็สร้างภาพเป็นพี่น้องกันนี่เอง มิน่าล่ะ เหตุใดหน้าตาของพวกเขาถึงไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย”
ใช่แล้ว สองคนที่สนทนากันเมื่อครู่ก็คือสองพี่น้องแซ่กว่าน–กว่านอวี้ผิงและกว่านอวี้เหลียนนั่นเอง
วิเคราะห์จากบทสนทนาแล้ว ดูเหมือนว่าจนถึงตอนนี้กว่านอวี้เหลียนก็ยังไม่ยินดีที่จะถวายตัวเองให้กับเฉียนชิ่ง นี่ก็หมายความว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา เฉียนชิ่งยังไม่ได้แตะต้องตัวนางเลย ทั้งยังช่วยสองพี่น้องคู่นี้ทำเรื่องไร้คุณธรรมอยู่ฝ่ายเดียว
ช่างน่าสนใจจริงๆ
หากเฉียนชิ่งรู้ว่าตัวเองถูกหลอกใช้เปล่าๆ เขาจะเสียใจมากเพียงใดนะ?
ไม่ต้องรีบ เพราะอีกไม่นานก็จะได้รู้แล้ว!
เหอจิ่วเหนียงได้รู้เรื่องราวสนุกๆนี้แล้วก็ไม่คิดจะตามไปดูกว่านอวี้เหลียนอีก ถึงอย่างไรนางก็ไม่มีทางช่วยเหลือเฉียนชิ่งเป็นอันขาด เพราะเฉียนชิ่งช่วยคนพวกนี้ทำเรื่องเลวร้ายมากมาย
แต่น่าเห็นใจที่เขาทำเพื่อคนพวกนั้นมากมาย กลับไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรเลย นี่มันเสียเปรียบชัดๆ!
เช่นนั้นเอาอย่างนี้ดีกว่า เห็นแก่ที่เฉียนชิ่งมีตำแหน่งขุนนางเหมือนกับลู่ไป่ชวน เหอจิ่วเหนียงจึงอยากทำตัวเป็นคนดีสักหน่อย
คืนนี้ทำให้เฉียนชิ่งกลายร่างเป็นหมาป่า ทวงคืนหนี้ที่ติดค้างก่อนหน้านี้กลับมาให้หมด!
อืม เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าตนเองช่างเป็นคนดีจริงๆ
จากนั้นนางก็ออกมาจากเรือน และไปทำภารกิจต่อ
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เดินเตร่ไปที่อื่นแล้ว นางมุ่งหน้าไปที่ห้องตำราของเฉียนชิ่งโดยตรง
วันนี้เป็นวันมงคล ทุกคนมีอารมณ์ผ่อนคลาย แม้บริเวณนี้จะมีคนเฝ้า แต่สำหรับเหอจิ่วเหนียงแล้วนี่ไม่ใช่ปัญหา นางหลบเข้าไปในห้องตำราได้อย่างสบายๆ
เช่นเดียวกับครั้นที่ลอบเข้าไปในห้องใต้ดินของซินหรานคราวก่อน เหอจิ่วเหนียงค้นหาจดหมายและบันทึกต่างๆเจออย่างรวดเร็ว ทั้งยังสลับตราประทับขุนนางของเฉียนชิ่งด้วย จากนั้นก็ใช้เทคโนโลยีชั้นสูงจากโลกอนาคตในการคัดลอกหลักฐานออกมาหนึ่งชุด เก็บต้นฉบับไว้กับตัวเอง และเอาของปลอมไว้แทนที่เดิม นางทำทุกอย่างเสร็จภายในเวลาไม่ถึงสิบเฟิน
ในขณะที่นางเตรียมจะออกไป จู่ๆก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากด้านนอก
เหอจิ่วเหนียงรีบซ่อนตัวอย่างรวดเร็ว ขณะเดียวกันก็แอบชะเง้อชะแง้ ท่าทางอยากรู้อยากเห็นอย่างยิ่ง
“นายน้อย เราทำเช่นนี้ไม่ถูกต้องนะขอรับ เรากลับกันเถอะขอรับ!”
ทันใดนั้น น้ำเสียงร้อนรนของบุรุษผู้หนึ่งก็ดังขึ้น
เหอจิ่วเหนียงรับรู้สถานะเจ้าของเสียงนี้ได้ทันที ดูท่าจะเป็นบ่าวรับใช้คนหนึ่ง
“ข้าตัดสินใจแล้ว เจ้าเฝ้าประตูเอาไว้ให้ดี หากมีคนมาให้รีบบอกข้า!”
ตามมาด้วยเสียงชายหนุ่มอีกคนดังขึ้น แล้วอีกฝ่ายก็เข้ามาในห้องตำราอย่างรวดเร็วพร้อมทั้งปิดประตู สั่งให้บ่าวรับใช้เฝ้าอยู่ด้านนอก
เหอจิ่วเหนียงเห็นหน้าตาของเขาชัดเจน รูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ดูแล้วอายุน่าจะรุ่นราวคราวเดียวกับลู่เสี่ยวหยาง ใบหน้าโดยรวมคล้ายกับนางเซี่ย ฮูหยินคนเก่าของเฉียนชิ่ง หากนางเดาไม่ผิด นี่คงจะเป็นบุตรชายของเฉียนชิ่งกับนางเซี่ย
เด็กหนุ่มค้นหาทั่วห้องตำรา จนกระทั่งพบกับจดหมายที่เหอจิ่วเหนียงเปิดดูเมื่อครู่เหล่านั้น แต่เขากลับไม่สนใจ วางเอาไว้ข้างๆ และค้นหาต่อไป
จากนั้นไม่นานเขาก็พบกล่องใบหนึ่ง ในกล่องล้วนเป็นสัญญาต่างๆ ทั้งสัญญาที่ดิน รวมไปถึงสัญญาบ้านเรือน และยังมีตั๋วเงินปึกหนึ่งอีกด้วย
เหอจิ่วเหนียงประเมินจากสายตาแล้วน่าจะหลายพันตำลึง
‘จุๆๆ คิดไม่ถึงเลยว่าเฉียนชิ่งจะร่ำรวยถึงขั้นนี้ นี่ไม่ใช่ทรัพย์สินที่ผู้ว่าการเมืองเล็กๆคนหนึ่งจะมีได้ ดูท่า หลายปีที่ผ่านมานี้ เขาทำเรื่องไร้คุณธรรมไปไม่น้อยเลยนะเนี่ย!’
แต่ก็ไม่แน่เหมือนกัน เพราะครอบครัวนางเซี่ยก็เป็นคนมีเงินทอง บางทีนี่อาจเป็นทรัพย์สินของตระกูลเซี่ยก็ได้
แต่นี่ก็แสดงให้เห็นชัดว่า เฉียนชิ่งผู้นี้เกาะภรรยากินไม่ใช่หรือ
ทั้งยังเกาะภรรยากินแบบหน้าด้านๆอีกด้วย!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เหอจิ่วเหนียงก็อดที่จะกลอกตามองบนไม่ได้
‘เฉียนชิ่ง เจ้ามันช่างร้ายกาจจริงๆ!’
ทว่าเหอจิ่วเหนียงก็หยุดความคิดที่มีต่อเฉียนชิ่งเอาไว้แค่นั้นก่อน เพราะคำพึมพำที่ออกมาจากปากของเด็กหนุ่มผู้นั้นในตอนนี้ พลันดึงดูดความสนใจของนางไปแล้ว
“ของพวกนี้น่าจะเป็นของท่านแม่ จะให้นางจิ้งจอกนั่นเอาไปไม่ได้เด็ดขาด!”
“ไม่รู้ว่าท่านพ่อโดนยาเสน่ห์อะไรเข้าไป ผู้หญิงคนนั้นไม่ได้งดงามเลยแม้แต่น้อย ทำอย่างกับนางเป็นของล้ำค่าอยู่ได้!”
“ข้าจะย้ายทรัพย์สินพวกนี้ให้เป็นชื่อท่านแม่ให้หมด ข้าจะดูซิว่าพวกเจ้าสองคนจะใช้ชีวิตอย่างไรต่อไป!”
“กล้าไล่ท่านแม่ข้าออกจากจวน ข้าจะทำให้พวกเจ้าเห็นดีจนต้องไปขอร้องอ้อนวอนท่านแม่ข้า!”
เด็กหนุ่มพูดกับตัวเองขณะที่มือก็สาละวนค้นหาสิ่งของที่ต้องการ และได้ตราประทับส่วนตัวของเฉียนชิ่งมา เขาจึงเขียนสัญญาโอนกรรมสิทธิ์ขึ้นโดยเลียนแบบลายมือของเฉียนชิ่ง พร้อมทั้งลงนามและประทับตราลงไป ประทับทั้งตราส่วนตัวและตราขุนนางของเขา
จากนั้นเด็กหนุ่มก็เก็บสัญญากับตั๋วเงินทั้งหมดไว้ในอกเสื้อ ก่อนจะเปิดประตูออกไปหาบ่าวรับใช้ “ไปกันเถอะ เห็นหรือยัง ข้าบอกเจ้าแล้วว่าไม่เป็นไร ตอนนี้เขาต้องไปดื่มฉลองมีความสุขอยู่ที่เรือนหน้า จะมีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้ได้อย่างไรกัน”
เด็กหนุ่มเอ่ยวาจาค่อนขอด จากนั้นบ่าวรับใช้ก็เอ่ยวาจาเอาใจสองสามประโยค และทั้งสองก็รีบจากไปอย่างรวดเร็ว
เหอจิ่วเหนียงกระโดลงมาจากคาน กวาดตามองห้องตำราที่ถูกเด็กหนุ่มทำให้กลับมามีสภาพเดิม ก่อนจะหันไปที่ประตู และยกนิ้วโป้งให้
ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!
นางเซี่ยเป็นคนฉลาดที่ค่อนข้างสุขุมและลึกลับ ไม่ค่อยชอบอวดลูกตัวเองต่อคนอื่น นางมีบุตรชายสองคน และบุตรสาวหนึ่งคน บุตรชายคนโตออกไปฝึกประสบการณ์เป็นเจ้าหน้าที่ทางการอยู่ต่างเมือง บุตรชายคนเล็กยังร่ำเรียน ส่วนบุตรสาวของนางก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับเหลียนฮวา
บุตรทั้งสามคนของนางเซี่ยเป็นคนเช่นไรนั้นเหอจิ่วเหนียงไม่แน่ใจ แต่ดูจากการกระทำของนายน้อยคนเล็กในวันนี้แล้วก็รู้ได้ว่า อนาคตของเขาต้องไม่ธรรมดาแน่นอน
ในยามนี้เขาไม่ได้เอาแต่จมอยู่กับความเกลียดชัง แต่กลับใช้โอกาสในตอนที่ห้องตำราไม่ได้ถูกเฝ้าอย่างเข้มงวดนี้ แอบโยกย้ายทรัพย์สินของเฉียนชิ่งเพื่อประโยชน์ของมารดาที่ถูกขับไล่ออกจากจวนอย่างไม่เป็นธรรม
ไม่ว่าด้านอื่นของเขาจะเป็นเช่นไร แต่ในตอนนี้เหอจิ่วเหนียงชื่นชมในการกระทำของนายน้อยผู้นี้มากจริงๆ ทั้งเฉลียวฉลาด กล้าหาญ และรอบคอบ หากได้รับการอบรมสั่งสอนอย่างดี อนาคตต้องเป็นเสาหลักให้แว่นแคว้นได้อย่างแน่นอน
เพียงแต่สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ค่อยจะดีนัก เขาไม่ได้เป็นแค่บุตรชายของนางเซี่ย แต่บิดาของเขาคือเฉียนชิ่ง หากเฉียนชิ่งถูกตัดสินว่าผิดจริง บุตรชายบุตรสาวของเขาล้วนพลอยต้องรับโทษไปด้วย
โทษร้ายแรงที่สุดก็คือ การกระทำของเฉียนชิ่งเทียบเท่ากับการสมคบคิดกับศัตรูภายนอก ไม่ว่าเขาจะรู้ตัวหรือไม่ สุดท้ายเขาก็กลายเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดไปแล้ว อย่างไรก็ไม่อาจพ้นความผิดไปได้
ตอนที่ 539: ได้เกาะภรรยาทำภารกิจสำเร็จไปอีกวัน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกเสียดาย เรื่องเหล่านี้เป็นความผิดของเฉียนชิ่งแท้ๆ ครอบครัวและลูกๆไม่ควรมารับเคราะห์ด้วยเลย
คิดไปคิดมา เหอจิ่วเหนียงจึงอยากจะช่วยสักหน่อย
หลังจากเสร็จธุระนางก็ไม่อยู่ต่อแล้วเช่นกัน พลันนั้นร่างของทั้งสามก็หายวับไปอย่างรวดเร็ว จนองครักษ์ที่เฝ้าอยู่มองไม่ทัน
“เมื่อครู่มีอะไรวาบผ่านไปหรือไม่?”
“จะมีอะไรได้ล่ะ ก็คงเป็นพวกนกหรือไม่ก็ใบไม้ เจ้าอย่าได้สงสัยว่าเป็นผีเชียวนะ!”
เท้าความไปก่อนหน้านี้เล็กน้อย ทั้งสองได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่างจึงเดินตรวจตรา แต่สุดท้ายก็พบว่าพวกเขาระแวงเกินเหตุไปเอง พอตอนนี้เจ้าหมอนี่กลับพูดขึ้นว่าได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวอีกแล้ว นี่มันหูหาเรื่องชัดๆ
เขารู้สึกว่า เจ้าหมอนี่อยากสร้างผลงานจนบ้าไปแล้วแน่ๆ อยู่ดีๆจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้อย่างไรกัน
.......
ในตอนนี้เหอจิ่วเหนียงกลับมาที่เดิมที่อยู่กับสาวใช้เมื่อครู่แล้ว สาวใช้กลับมาถึงสักพักแล้วแต่ไม่เห็นนาง จึงเดินตามหารอบๆ
เหอจิ่วเหนียงตะโกนเรียก “ข้าอยู่นี่!” พร้อมกับโบกมือให้ จากนั้นก็เดินไปหาสาวใช้ “เจ้าหาเจอหรือไม่ ข้าเดินหารอบๆแถวนี้ก็ยังไม่เจอเลย”
สาวใช้เอ่ยตอบด้วยท่าทีรู้สึกผิด “บ่าวก็หาไม่เจอเหมือนกันเจ้าค่ะ…”
นั่นเป็นถึงปิ่นที่ใต้เท้าลู่มอบให้ฮูหยินลู่ ตอนนี้ดันหายไปเช่นนี้ สาวใช้กลัวว่าตนเองต้องรับผิดชอบ ถึงอย่างไรตนเองก็อยู่กับฮูหยินลู่ตลอดเวลา ปิ่นของฮูหยินลู่หายแต่นางกลับไม่รู้เลย นี่ถือเป็นความผิดพลาดของนาง
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดจะรังแกสาวใช้บริสุทธิ์คนหนึ่งอยู่แล้ว จึงกล่าวสบายๆ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร มันเป็นความผิดของข้าเอง เดี๋ยวค่อยหาอีกทีก็ได้! นี่ก็ใกล้จะถึงเวลาพิธีมงคลแล้ว เรารีบไปกันเถอะ!”
“เจ้าค่ะ!”
สาวใช้เห็นเหอจิ่วเหนียงพูดง่ายเช่นนี้ก็รู้สึกโล่ง.อก และหันหลังเดินนำทางเหอจิ่วเหนียงไป ปรากฏว่าเดินไปได้เพียงสองก้าว ก็ถูกแสงสะท้อนสีทองระยิบระยับในพุ่มหญ้าสะกดสายตาเข้า นางรีบเดินเข้าไป และหยิบสิ่งนั้นขึ้นมาส่งให้เหอจิ่วเหนียงดู
“ฮูหยิน ท่านดูนี่เจ้าค่ะ นี่ใช่ปิ่นของฮูหยินหรือไม่เจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงรับมาดู แล้วพยักหน้าด้วยความดีใจ “ข้าหาแทบตายก็ไม่เจอ ขอบใจเจ้ามากนะ!”
เอ่ยจบก็ล้วงเอาเงินให้สาวใช้เล็กๆน้อยๆ และบอกว่าเป็นรางวัล
สาวใช้รับมาด้วยท่าทางดีใจ นางเองก็คิดไม่ถึงว่าปิ่นที่นางเดินตามหาอยู่ตั้งนานจะมาหล่นอยู่แค่ในพุ่มหญ้าข้างๆนี่ ก่อนหน้านี้เดินตามหาอยู่หลายหนก็ไม่เห็น จะว่าไปก็แปลกยิ่งนัก!
ตอนที่กลับมาถึงเรือนด้านหน้า เจ้าบ่าวกับเจ้าสาวก็ได้กราบไหว้เทวดาฟ้าดินแล้ว
เนื่องจากบิดามารดาของเฉียนชิ่งล่วงลับไปแล้ว ตอนที่กราบไหว้ผู้ให้กำเนิดจึงไหว้แค่ป้ายวิญญาณ ถึงกระนั้นทุกคนก็ยังให้ความเคารพ เจ้าบ่าวเจ้าสาวทั้งสองคารวะต่อกันต่อหน้าป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ เสียงอวยพรแสดงความยินดีดังก้องอยู่รอบๆ
จากนั้นเสียงคำว่า ‘ส่งตัวบ่าวสาว’ ก็ดังขึ้น และเจ้าสาวก็ถูกจูงมือเข้าห้องหอ
จะว่าไปก็แปลกมากเหมือนกัน วันนี้เป็นวันมงคลของทั้งสอง ตามธรรมเนียมแล้วเจ้าสาวควรถูกรับตัวมาจากบ้านของพ่อแม่ตัวเอง แต่เพราะกว่านอวี้เหลียนอาศัยอยู่ในจวนตระกูลเฉียนมาตั้งแต่แรก วันนี้จึงไม่มีแม้กระทั่งขั้นตอนการรับตัวเจ้าสาวเข้าจวน และพิธีที่เหลือทุกอย่างก็จัดในจวนตระกูลเฉียนตั้งแต่เริ่มจนจบพิธี
หลังจากพิธีเสร็จสิ้น เหอจิ่วเหนียงก็ยังไม่เข้าใจเลยว่าเฉียนชิ่งมีความคิดต่อเจ้าสาวผู้นี้เช่นไร เห็นชัดๆว่าเขาให้ความสำคัญกับพิธีแต่งงานในครั้งนี้มาก ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนตระเตรียมอย่างเหมาะสม แต่ในวันนี้กลับทำพิธีอย่างขอไปที แปลกจริงๆ
แต่นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่นางต้องใส่ใจ นางปรบมือแสดงความยินดีไปกับทุกคน ตอนที่ลู่ไป่ชวนหันมาส่งสายตาถามนางเป็นนัย นางก็ยกมือทำท่าโอเคให้เขา
แม้นางไม่เคยบอกลู่ไป่ชวนว่าการทำมือเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร แต่เพราะทั้งสองอยู่ด้วยกันมานานแล้ว แม้นางไม่เคยบอก แต่ลู่ไป่ชวนก็เข้าใจความหมายของนาง
ริมฝีปากเขายกขึ้นยิ้มโดยไม่รู้ตัว …อ่า ช่างดีจริงๆ วันนี้ได้เกาะภรรยาทำภารกิจสำเร็จไปอีกวัน
นางซุนเห็นท่าทางของทั้งสองก็อดกลอกตามองบนไม่ได้
อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายยังกล้าส่งสายตาท่าทางอย่างโจ่งแจ้ง นี่เห็นคนอื่นตาบอดไปแล้วรึ!
หญิงชรารู้สึกว่า ช่วงนี้สองสามีภรรยาคู่นี้ชักจะออกนอกหน้าเอาใหญ่ กลับไปต้องอบรมสั่งสอนพวกเขาสักหน่อย
หลังจากจบพิธีก็เป็นเวลางานเลี้ยงฉลอง บรรดาแขกเหรื่อรับชมการแสดง ระหว่างนี้ก็ดื่มด่ำสำราญกันไปด้วย บรรยากาศเป็นไปอย่างครึกครื้น
ผู้เฒ่าลู่ดื่มไปไม่น้อยแล้ว เกรงว่าขืนดื่มต่อ กลับไปต้องถูกภรรยาเด็ดหัวแน่ ดังนั้นจึงหาข้ออ้างบอกว่าตนดื่มเยอะจนรู้สึกเวียนหัว ดื่มต่อไม่ไหวแล้ว
ขณะที่คิดว่าจะหนีพ้น คิดไม่ถึงว่าจะมีคนเอ่ยปากขึ้น “นายท่านผู้เฒ่าลู่ดื่มสุรามากแล้ว เช่นนั้นดื่มชาให้สร่างเมาหน่อยดีหรือไม่ขอรับ ชานี่ไม่ใช่ชาธรรมดานะขอรับ ดื่มแล้วรู้สึกตัวเบาสบาย ล่องลอยราวกับอยู่ในดินแดนสวรรค์ นายท่านผู้เฒ่าต้องชื่นชอบแน่!”
สิ้นเสียงนั้นก็มีคนสั่งให้สาวใช้ไปชงชามา ส่วนคนอื่นๆก็แนะนำผู้เฒ่าลู่อย่างต่อเนื่อง
ผู้เฒ่าลู่ได้ยินคนเหล่านี้ชื่นชมชาถึงขั้นนี้ก็รู้สึกสงสัยมาก จึงถาม “บนโลกนี้มีชาที่ดื่มแล้วรู้สึกล่องลอยราวกับอยู่ในดินแดนสวรรค์ด้วยหรือ?”
“มีจริงๆขอรับ! หากดื่มชานั่นแล้วจะทำให้ลืมเรื่องราวทุกข์ใจทุกอย่างได้ กลายเป็นคนที่รู้สึกสบายและอิสระที่สุดในโลกเลยละขอรับ!”
ลู่ไป่ชวนได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติ แต่เขาไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงส่งสายตามีนัยผู้เป็นบิดาเท่านั้น
ปกติผู้เฒ่าลู่กับบุตรชายไม่ค่อยมีปฏิสัมพันธ์ลักษณะนี้กันเท่าไร แต่บางทีคงเป็นเพราะความสัมพันธ์ทางสายเลือด เพียงแค่ส่งสายตาบอกเป็นนัยแค่นี้ ผู้เฒ่าลู่ก็เข้าใจความหมายที่บุตรชายต้องการสื่อได้ทันที
จึงถามคนผู้นั้นต่อ “นี่มันน่าทึ่งเกินไปแล้ว! พอจะเล่าที่มาที่ไปของชานี้ให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่ ตอนอยู่ที่บ้านเกิดข้าไม่เคยได้ยินมาก่อนเลยว่ามีชาดีเช่นนี้อยู่ด้วย ชานี้เป็นชาขึ้นชื่อของจิงโจวหรือ?”
คนผู้นั้นบอกเล่าด้วยรอยยิ้ม “ไม่ใช่หรอก! ชานี้มาจากคณะงิ้วชิงอิน ต่อมาคุณหนูที่ดูแลจวนก็ทำกิจการนี้ด้วย อ้อ ก็ฮูหยินคนใหม่ของผู้ว่าการเมืองในตอนนี้อย่างไรเล่า ว่ากันว่าฮูหยินคนใหม่เป็นสหายสนิทของคุณหนูซินหราน หัวหน้าคณะงิ้วชิงอิน ก็เลยทำกิจการนี้ด้วยกัน ปกติพวกเราจะไปดื่มกันที่คณะงิ้วชิงอิน หรือไม่ก็ไปดื่มที่หอน้ำชาของฮูหยินคนใหม่ มีแค่สองที่นี้เท่านั้นที่ขายชาชิงอิน ที่อื่นหาดื่มไม่ได้นะ!”
“ถูกต้อง! พวกเราดื่มชาชิงอินมาโดยตลอด พอไม่ได้ดื่มสักพักก็รู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว ก็เลยต้องเตรียมเผื่อเอาไว้ที่บ้านบางส่วนด้วย แต่ช่วงนี้ดูเหมือนว่าคณะงิ้วชิงอินจะโดนคู่แข่งอิจฉา ชาที่ขนส่งเข้ามาถูกทำลายจนหมดสิ้น พวกเราอยากซื้อก็ซื้อไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องมาดื่มที่จวนท่านผู้ว่าการเมืองแทน!”
“ฮ่าๆๆ หรือว่าที่ท่านผู้ว่าการเมืองแต่งงานกับฮูหยินคนใหม่เพราะอยากดื่มชาชิงอินกันนะ ช่างมองการณ์ไกลจริงๆ!”
ภายในงานได้ยินเพียงถ้อยคำชื่นชมผู้ว่าการเมือง ไม่มีใครตงิดใจเลยว่าการที่ผู้ว่าการเมืองหย่าร้างกันฮูหยินคนเก่ามาแต่งงานกับฮูหยินคนใหม่เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม
และในตอนนี้พวกสาวใช้ก็ยกน้ำชาเข้ามา ชาร้อนๆนี้ทุกคนต่างตั้งตารอกันอย่างตื่นเต้น
หลายคนเคยดื่มมาก่อน ทั้งยังมีเก็บไว้ที่บ้านด้วย แต่ตอนนี้ชาของคณะงิ้วชิงอินถูกทำลายไปครั้งแล้วครั้งเล่าจนไม่มีสินค้าให้ซื้อ ทุกวันนี้เวลาอยู่ที่บ้านพวกเขาอดใจแล้วอดใจอีก กว่าจะทำใจยอมชงดื่มเล็กๆน้อยๆสักครั้ง
ทว่าวันนี้มาเยือนถึงจวนผู้ว่าการเมือง ฮูหยินคนใหม่ก็เป็นผู้ทำการค้านี้เอง ที่อื่นอาจจะไม่มี แต่จวนผู้ว่าการเมืองต้องมีแน่นอน ดังนั้นหากไม่ดื่มก็คงเสียดายแย่ ทุกคนจึงพากันไม่ดื่มสุรา และหันมาดื่มชาแทน
ถึงอย่างไรพวกเขาก็มอบของขวัญให้แล้ว ดื่มชาสักสามสี่จอกก็คงไม่เกินไปกระมัง
ตอนแรกผู้เฒ่าลู่นึกสนใจชานี้ไม่น้อย แต่หลังจากเห็นคนรอบๆเหล่านี้ดื่มเข้าไปอึกใหญ่แล้วสีหน้าท่าทางเริ่มผิดแปลกไป ทั้งยังเห็นบุตรชายส่ายหน้าให้ด้วยแล้ว ไม่ว่าใครจะพูดอย่างไรเขาก็ไม่ยอมดื่มเด็ดขาด
ตอนที่ 540: สมกับเป็นชาวนาบ้านนอกจริงๆ
เห็นคนรอบข้างดื่มชาเข้าไปแล้วมีทีท่าเคลิบเคลิ้มเช่นนี้ ผู้เฒ่าลู่ก็รีบลุกออกมาจากกลุ่มพวกเขา เดินเร็วๆมาตรงหน้าลู่ไป่ชวน และลากเขาไปถาม
“นี่ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ เหตุใดคนพวกนี้ดื่มชาเข้าไปแล้วดูเหมือนเมายิ่งกว่าดื่มสุราอีกล่ะ?”
ผู้เฒ่าลู่ถามพลางหันไปมองกลุ่มคนที่ยิ้มเยิ้มอย่างเมามายเหล่านั้น รู้สึกเหลือเชื่อยิ่งนัก
“ในชาพวกนั้นใส่ของบางอย่างที่มีพิษลงไปขอรับ ท่านพ่อ ท่านอย่าดื่มเข้าไปเด็ดขาดนะขอรับ”
“มีพิษหรือ! มีพิษแล้วยังจะกล้าดื่มอีกหรือนี่! คนพวกนี้ล้วนเป็นขุนนางไม่ใช่หรือ ไม่กลัวตายกันถึงเพียงนี้เลยหรือ!”
ผู้เฒ่าลู่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นคนกล้าหาญถึงเพียงนี้ สามารถนั่งดื่มชาพิษได้อย่างชื่นอุรา
“พวกเขาไม่รู้ขอรับ พวกเขาคิดว่าชานี้ทำให้คนลืมเรื่องทุกข์ใจได้จริงๆ ช่วงนี้ข้ากำลังตรวจสอบคดีนี้อยู่ ท่านพ่อทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็พอแล้วขอรับ”
“ได้ๆ เช่นนั้นข้าไม่ไปนั่งกับพวกเขาแล้ว เดี๋ยวจะเผลอดื่มเข้าไปไม่รู้ตัว ข้าไปนั่งที่โต๊ะพวกเด็กๆดีกว่า!”
เอ่ยจบชายชราก็รีบวิ่งไปที่โต๊ะของพวกเหลยจื่อ
ลู่ไป่ชวนอยากสังเกตคนเหล่านี้อย่างใกล้ชิดว่าหลังจากที่ดื่มเข้าไปแล้วมีปฏิกิริยาเช่นไร ดังนั้นจึงเข้าไปอยู่ในกลุ่มคนเหล่านี้ต่อ
“ชาดี ชาดีจริงๆ!”
“จะว่าไปก็ช่างบังเอิญเหมือนกันนะ ฮูหยินทั้งสองของใต้เท้าผู้ว่าการเมืองล้วนทำกิจการใบชาเหมือนกัน เพียงแต่ใบชาของฮูหยินคนเก่าไม่ดีเท่าใบชาของฮูหยินคนใหม่เลย ต่อไปพวกเราซื้อชาชิงอินดื่มดีกว่า ไม่ต้องไปซื้อชาของตระกูลเซี่ยนั่นอีกแล้ว!”
“นั่นสิ ท่านผู้ว่าการเมืองเลือกคนใหม่แล้ว พวกเราไยต้องยึดติดกับชาเก่าด้วยเล่า! หากอยากให้เส้นทางการเป็นขุนนางราบรื่น ก็ต้องเลือกเดินตามท่านผู้ว่าการเมืองอยู่แล้ว!”
ระหว่างที่งานเลี้ยงดำเนินไป คนเหล่านี้ยกฮูหยินทั้งสองมาเปรียบเทียบกันไม่หยุดและไม่หลีกเลี่ยงเลยแม้แต่น้อย สำหรับพวกเขาแล้ว วันนี้ต้องเอ่ยวาจายกยอปอปั้นฮูหยินคนใหม่ให้มากๆ ท่านผู้ว่าการเมืองจะได้พอใจ ต่อไปหากมีโอกาสเลื่อนตำแหน่ง พวกเขาย่อมได้โอกาสก่อนใครแน่นอน
แต่พวกเขาไม่รู้เลยว่า วาจาที่พรั่งพรูออกมาเหล่านี้ ทำให้นายน้อยเฉียนเฉินห้าวที่แอบอยู่ในมุมหนึ่งโกรธมาก เขาพยายามอดทนอดกลั้นจนในที่สุดก็ทนไม่ไหว สะบัดตัวออกจากการห้ามปรามของบ่าวรับใช้ พุ่งพรวดออกไปทันที
เขาพุ่งตัวออกมายืนต่อหน้าคนเหล่านั้น และปัดอาหารตรงหน้าทุกคนลงพื้นจนหกกระจัดกระจายทันที
“พวกเจ้าพูดจาเหลวไหล! ชาของท่านตาข้าต่างหากที่ดีกว่า! ในชาของนางจิ้งจอกนั่นต้องใส่ยาอะไรเข้าไปแน่ พวกเจ้าดื่มเข้าไปถึงได้เมามายจนโงหัวไม่ขึ้นเช่นนี้!”
เดิมทีบรรยากาศเป็นไปอย่างแช่มชื่น เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะเฮฮา แต่พริบตาต่อมากลับถูกนายน้อยผู้นี้โผล่ออกมาทำลาย
ทุกคนมองไปที่นายน้อยผู้ก่อเรื่องด้วยความงุนงง
นะ นะ นี่…นี่ทุกคนมาร่วมงานเลี้ยงแสดงความยินดีนะ เขาทำเช่นนี้จะทำให้แขกเหรื่อไม่พอใจเอาได้นะ
“นายน้อย พอเถอะขอรับ เรากลับกันเถอะ หากนายท่านรู้เข้านายท่านต้องโกรธเป็นแน่ขอรับ!”
บ่าวรับใช้รีบวิ่งตามออกมาห้ามผู้เป็นนายไว้ เฉียนเฉินห้าวสะบัดมือบ่าวรับใช้ออก และเอ่ยกับทุกคนเสียงดังลั่น “นางจิ้งจอกนั่นไม่มีแม้กระทั่งบ้านของตัวเอง สองพี่น้องนั่นโผล่มาก็เข้ามาอาศัยอยู่ในบ้านข้ามาตลอด มีหน้ามาบอกว่าตัวเองเป็นคุณหนูมาจากตระกูลร่ำรวย ถุย! หน้าไม่อาย! เห็นชัดๆว่าหวังในทรัพย์สมบัติของครอบครัวข้า ก็เลยรวมหัวกันแต่งเรื่องมาหลอกท่านพ่อข้า!”
ทุกคนในที่นี้พลันเกิดความรู้สึกประดักประเดิด นายน้อยผู้นี้พูดจาตรงไปตรงมาเกินไปแล้วกระมัง!
แม้ทุกคนจะรู้ว่าวันนี้ไม่มีขั้นตอนรับตัวเจ้าสาวมาจากบ้านของฝ่ายหญิง พิธีแต่งงานทุกอย่างจัดขึ้นในจวนตระกูลเฉียน แต่ถึงอย่างไรมันก็เป็นเรื่องส่วนตัวของท่านผู้ว่าการเมือง ไม่ใช่เรื่องที่พวกเขาจะหยิบยกมาวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้นคนฉลาดล้วนทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น มาแสดงความยินดี ร่วมดื่มสุรามงคลก็พอแล้ว
ทว่าตอนนี้กลับถูกนายน้อยผู้ก่อเรื่องโพล่งขึ้นมาเช่นนี้ พวกเขาจึงไม่รู้ว่าควรทำตัวเช่นไร
“ลูกอกตัญญู!”
ทันทีที่มีบ่าวรับใช้ไปรายงาน ผู้ว่าการเมืองก็มาถึงอย่างรวดเร็ว พอเห็นบุตรชายคนเล็กกำลังก่อเรื่องอยู่กลางวงก็โกรธจนเลือดขึ้นหน้า อยากจัดการเขาให้สาสม
“ไสหัวกลับไปเดี๋ยวนี้นะ! อย่ามาก่อเรื่องน่าอายต่อหน้าผู้คนเช่นนี้!”
เฉียนชิ่งเดือดดาลถึงขีดสุด หากวันนี้ไม่ใช่วันมงคลของเขาละก็ เขาคงใช้กฎจวนมาลงโทษบุตรชายอกตัญญูผู้นี้ไปแล้ว
“ข้าไม่กลับ! คนที่ต้องอายคือท่านต่างหาก! แน่จริงก็ไล่ข้าออกจากจวนไปอีกคนสิ! ข้าก็ไม่อยากมีพ่ออย่างท่านเหมือนกัน! ข้าจะไปอยู่กับท่านแม่!”
ขณะที่สองพ่อลูกกำลังปะทะกันอย่างดุเดือด ก็มีสตรีวัยสาวคนหนึ่งวิ่งพรวดพราดเข้ามา ยืนขวางหน้าปกป้องเฉียนเฉินห้าวไว้ แล้วตะคอกใส่เฉียนชิ่ง “น้องพูดถูก! ตอนนี้ท่านพ่อแต่งงานมีครอบครัวใหม่แล้ว นั่นก็หมายความว่าได้ตัดขาดจากท่านแม่และพวกเราแล้ว! อีกไม่นานท่านพ่อก็จะมีลูกกับภรรยาใหม่ จะมาสนใจพวกเราสามพี่น้องได้อย่างไร สู้ท่านพ่อไล่พวกเราสามพี่น้องออกจากจวนต่อหน้าทุกคนตอนนี้เลยดีกว่า และนับจากนี้ไปพวกเราไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกับจวนผู้ว่าการเมืองอีก!”
บุตรชายคนโตของผู้ว่าการเมืองรับราชการอยู่ต่างเมืองไม่ได้เดินทางกลับมาร่วมงานในวันนี้ แต่ด้วยความที่เขารักและเอ็นดูน้องชายและน้องสาวสองคนนี้มาโดยตลอด สองพี่น้องจึงเชื่อว่าหากพี่ใหญ่อยู่ด้วย ต้องตัดสินใจเหมือนกับพวกเขาแน่นอน ดังนั้นทั้งสองจึงกล้าตัดสินใจโดยพลการ ลากพี่ใหญ่เข้ามาในการประกาศตัดความสัมพันธ์นี้ด้วย
สดับวาจา เสียงฮือฮาด้วยความตกใจก็ดังอื้ออึงขึ้นในฝูงชน ตามมาด้วยเสียงกระซิบกระซาบ
เฉียนชิ่งอับอายเป็นอย่างมาก จึงสั่งให้คนจับตัวบุตรของตนทั้งสองไว้ แต่สองพี่น้องคู่นี้หาใช่คนที่จะยอมให้ใครรังแกได้ง่ายๆ ทันใดนั้นงานมงคลในวันนี้ก็เกิดความโกลาหล
ทุกคนต่างต้องหยุดในสิ่งที่กำลังทำอยู่ และจับตาดูว่าฉากครอบครัวอันแสนวุ่นวายนี้จะจบลงเช่นไร
มีแค่คนตระกูลลู่เท่านั้นที่กำลังตั้งหน้าตั้งตากินต่อ ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะพวกเด็กๆ หรือโต๊ะของเหอจิ่วเหนียง พวกเขากินกันอย่างเอร็ดอร่อยมาก
“ท่านสุภาพสตรีซุน ลองชิมนี่ดูสิเจ้าคะ นี่เป็นอาหารขึ้นชื่อของจิงโจวเลยนะเจ้าคะ ปกติหากินได้ยากมาก ต้องบอกเลยว่าใต้เท้าเฉียนผู้นี้ใจป้ำจริงๆ หากเราไม่กินเยอะๆ จะดูเป็นการไม่ไว้หน้าเขานะเจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงกินไปก็คีบอาหารใส่ในถ้วยนางซุนไปด้วย
นางซุนเคี้ยวอาหาร พลางกระซิบถาม “นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ แต่จะว่าไป สองพี่น้องคู่นี้ก็ช่างกล้าหาญมากจริงๆ!”
“ใช่เจ้าค่ะ ข้าก็ชอบเจ้าค่ะคนกล้าหาญเช่นนี้ ข้ากำลังคิดอยู่เลยว่าจะช่วยพวกเขาตัดขาดกับเฉียนชิ่งอย่างไร ตอนนี้ดูเหมือนว่าข้าจะกังวลมากเกินไปแล้ว”
ทั้งสองใช้ระดับเสียงสนทนากันโดยที่มีเพียงพวกนางเท่านั้นที่ได้ยิน
คนอื่นๆที่นั่งร่วมโต๊ะเห็นพวกนางเอาแต่ก้มหน้าก้มตากิน แม้ภายนอกจะทำท่าประจบประแจง ทว่าในใจกำลังดูแคลนไม่น้อย
สมกับเป็นชาวนาบ้านนอกจริงๆ อย่างกับ.อดอยากมาหลายร้อยปีอย่างนั้นแหละ เกิดเรื่องใหญ่โตถึงเพียงนี้แล้วยังมีกะจิตกะใจกินลงอีก ชาติที่แล้วคงเป็นผีอดอยากกระมัง!
ทว่าสองแม่สามีลูกสะใภ้ไหนเลยจะสนใจว่าในใจคนเหล่ากำลังคิดอะไรอยู่ นางซุนถามเหอจิ่วเหนียงต่อ “เจ้ารู้จักพวกเขาหรืออย่างไรถึงไปยุ่งเรื่องคนอื่นน่ะ?”
สีหน้าของเหอจิ่วเหนียงกระอักกระอ่วนเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเชิดหน้าและตอบไป “เฮ้อ! ท่านแม่จะว่าข้ายุ่งเรื่องคนอื่นไม่ถูกนะเจ้าคะ วันที่พี่สะใภ้ใหญ่เปิดกิจการ แม่ของพวกเขาเดินทางไปอุดหนุนโดยเฉพาะเลยนะเจ้าคะ ตอนนี้ข้ากับแม่ของพวกเขานับว่ามีไมตรีต่อกัน ย่อมไม่อยากเห็นพวกเขาถูกใต้เท้าเฉียนทำให้เสียคนอยู่แล้วเจ้าค่ะ”
“ใต้เท้าเฉียนน่ะเขาเป็นถึงผู้ว่าการเมือง จะทำให้ลูกๆเขาเสียคนได้อย่างไรกัน?”
“ท่านสุภาพสตรีซุน ท่านไม่รู้อะไร! อีกไม่นานใต้เท้าเฉียนก็จะเป็นคนที่กำลังจะตาย หากเกิดเรื่องขึ้นกับเขา ลูกๆของเขาก็จะพลอยซวยไปด้วย ถึงเขาจะไม่ใช่คนดี แต่ลูกๆของเขาเป็นคนไร้เดียงสา ทั้งยังเป็นเด็กที่ฉลาดมากด้วย ข้าทนเห็นพวกเขาพลอยซวยไปด้วยไม่ได้จริงๆเจ้าค่ะ”
คนกำลังจะตายอย่างนั้นหรือ?
แววตาของหญิงมีอายุพลันเปลี่ยนไป หรือที่สะใภ้สามจงใจปลีกตัวออกไปเมื่อครู่ ก็เพราะไปจัดการเรื่องนี้?
งานเลี้ยงในวันนี้ช่างเปิดโลกยิ่งกว่าที่นางจินตนาการเอาไว้มากจริงๆ!
จบตอน
Comments
Post a Comment