ตอนที่ 541: ก็จะยุ่งเรื่องชาวบ้าน จะทำไม
เฉียนชิ่งคิดไม่ถึงเลยว่าบุตรชายบุตรสาวคู่นี้จะกล้าออกมาประกาศตัดความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับเขาต่อหน้าธารกำนัลในงานสำคัญวันนี้
สำหรับเขาแล้ว นี่เป็นเรื่องที่อัปยศที่สุด!
“พวกเจ้าบังอาจยิ่งนัก! พวกเจ้าเป็นสายเลือดแซ่เฉียนของข้า จะมาตัดขาดความสัมพันธ์ได้อย่างไร ต่อให้พวกเจ้าไม่พอใจเพียงใด แต่ข้าก็เป็นพ่อของพวกเจ้า!
ใครก็ได้ มาลากตัวลูกอกตัญญูสองคนนี้ออกไปเดี๋ยวนี้!”
เฉียนชิ่งถลึงตาด้วยความโกรธ ดวงตาคู่นั้นราวกับจะถลนออกมาเสียให้ได้
“อย่ามาแตะต้องตัวพวกเรา! พวกเราจะตัดพ่อตัดลูกกับท่าน พวกเราจะไปอยู่กับท่านแม่! พวกเราพี่น้องไม่ขอมีพ่อใจดำอำมหิตอย่างท่าน!”
เฉียนเฉินห้าวก้าวขึ้นมายืนปกป้องด้านหน้าพี่สาวของตนเอง สีหน้าเต็มไปด้วยความดุดัน ดวงตาคมปลาบกวาดมองทุกคนอย่างไม่เกรงกลัว วันนี้ไม่ว่าอย่างไร เขาต้องพาพี่สาวออกไปจากที่นี่ให้ได้!
“นางผู้หญิงคนนั้นมันพูดอะไรกับพวกเจ้าฮะ! ข้าเป็นถึงขุนนางระดับสี่ มีแต่คนอยากเสนอหน้าเข้ามาหาข้า ตระกูลเซี่ยนั่นเป็นแค่ตระกูลพ่อค้าแม่ค้า ต่ำต้อยไร้เกียรติ พวกเจ้าควรเลือกทางใดยังต้องให้ข้าสอนอีกรึ!”
บัดนี้ความโกรธของเฉียนชิ่งพุ่งทะยานถึงขีดสุด วาจาที่กระพอกออกมาจึงไม่ได้ผ่านการกลั่นกรอง ทำให้ไปกระทบแขกที่อยู่ในงานหลายคนเข้าเต็มๆ
แม้เขาจะเป็นขุนนางระดับสี่ แต่ก็ไม่ใช่คนที่มีตำแหน่งสูงสุดในที่นี้
นอกจากนี้ หากไม่ใช่เพราะได้รับการสนับสนุนจากตระกูลพ่อค้าแม่ค้า เขาไหนเลยจะมีทางมีวันนี้ได้
ถึงแม้ในจิตใต้สำนึกของเขาจะดูถูกตระกูลคนทำการค้า แต่พูดออกมาตรงๆเช่นนี้ได้หรือ
ทุกคนล้วนรู้สึกว่าตนเองถูกเหยียดหยาม แม้แต่นางซุนกับผู้เฒ่าลู่เองก็โกรธไม่น้อย
เฉียนอวี้หลาน–บุตรสาวของเฉียนชิ่งกล่าว “ท่านพ่อพูดเช่นนี้ออกมาไม่รู้สึกว่าน่าขันไปหน่อยหรือเจ้าคะ ท่านบอกว่าพวกพ่อค้าแม่ค้าต่ำต้อย แต่ที่ผ่านมาก็เพราะท่านอาศัยตระกูลที่ทำการค้าอย่างตระกูลท่านแม่ไม่ใช่หรือ ท่านถึงได้มีทุกวันนี้ได้?”
เฉียนอวี้หลานสาดวาจาได้สะใจมาก สาวน้อยคนนี้ช่างพูดแทนใจพวกเขาได้ดียิ่งนัก!
เฉียนชิ่งไม่ทันได้อ้าปาก เฉียนอวี้หลานก็พูดต่อ “อ้อ ไม่ต้องพูดถึงตระกูลของท่านตากับท่านยายก็ได้เจ้าค่ะ เอาแค่ฮูหยินคนใหม่ที่ท่านพ่อแต่งด้วยนี่ก็เกิดมาจากตระกูลพ่อค้าเหมือนกันไม่ใช่หรือเจ้าคะ ต่างกันก็แค่นางไม่ได้ช่วยสนับสนุนให้ท่านพ่อเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง กลับกันยังไต่เต้าขึ้นมาพึ่งพาอาศัยอำนาจของท่านพ่อด้วยซ้ำ เช่นนี้ควรว่าอย่างไรดีล่ะเจ้าคะ?
ลูกโตมาจนถึงป่านนี้ ยังไม่เคยเห็นอนุคนไหนกล้าเหยียบย่างเข้ามาในจวนอย่างโจ่งแจ้งและหน้าด้านหน้าทนเช่นนี้มาก่อน ขับไล่ฮูหยินใหญ่ออกจากจวน แถมยังพาพี่ชายตัวเองวางอำนาจบาตรใหญ่ในจวนผู้ว่าการเมืองอีก ฮูหยินคนใหม่ของท่านช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก! ขับไล่ท่านแม่ข้าแล้ว ต่อไปก็คงขับไล่ข้ากับน้อง หากท่านพ่อหมดรักท่านแม่ข้าแล้ว เหตุใดไม่ถือโอกาสรับฮูหยินคนใหม่เข้าจวนครั้งนี้ ไล่ข้ากับน้องออกไปซะเลยล่ะเจ้าคะ! พวกเราจะได้ไม่อยู่รบกวนความสุขของท่านกับฮูหยินคนใหม่!”
เหอจิ่วเหนียงรับชมเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความเพลิดเพลิน สาวน้อยคนนี้ปากจัดไม่เบาเลยแฮะ แบบนี้แหละที่นางชอบ!
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ล้วนรู้สึกกระอักกระอ่วน โดยเฉพาะเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาของเฉียนชิ่ง นี่ถือเป็นเรื่องอื้อฉาวของตระกูลเฉียน พวกเขาได้มารู้มาเห็นเช่นนี้ อาจถูกเฉียนชิ่งผูกใจเจ็บก็ได้ ต่อไปไม่รู้เลยว่าต้องถูกกลั่นแกล้งเช่นไร
ในชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างรู้สึกเสียใจที่มาร่วมงานในวันนี้ แต่ละคนถึงขั้นภาวนาต่อสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ขอดวงตาคู่ใหม่ที่ไม่เคยเห็นเหตุการณ์นี้มาก่อน!
“นี่เจ้า! เจ้า…”
เฉียนชิ่งยกมือชี้หน้าบุตรสาว แต่กลับพูดอะไรไม่ออก
เขารู้สึกว่า สาเหตุที่ลูกๆของเขาเป็นเช่นนี้เพราะนางเซี่ยหญิงชั่วผู้นั้นเสี้ยมสอน ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาง่วนอยู่แต่กับงานจนไม่มีเวลาดูแลเรื่องในบ้าน คิดไม่ถึงเลยว่าจะกลายเป็นช่องโหว่ให้นางเซี่ยเกลี้ยกล่อมลูกๆ จนกลายเป็นเช่นนี้ไปได้ ก่อเรื่องวุ่นวายในวันมงคลของเขา เช่นนี้ก็เท่ากับจงใจทำให้เขาอับอายขายขี้หน้าชัดๆ
เจ้าพวกสารเลว!
เฉียนชิ่งกำหมัดแน่น ตวาดใส่บ่าวรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างๆ “มัวยืนบื้ออยู่ทำไม! จับลูกอกตัญญูคู่นี้ไปขังในห้องเก็บฟืนเดี๋ยวนี้! หากยังไม่สำนึกผิดก็ไม่ต้องเอาข้าวเอาน้ำให้พวกมันแตะแม้แต่นิดเดียว!”
“ขอรับ!”
พวกบ่าวรับใช้เข้าไปจัดการทันที จังหวะที่เด็กทั้งสองกำลังจะถูกจับตัวอยู่รอมร่อ เหอจิ่วเหนียงก็ดีดกระดูกไก่ที่ตนแทะกองไว้ออกไป
กระดูกเหล่านั้นกระแทกเข้าที่มือของพวกบ่าวรับใช้อย่างแรงจนเห่อบวมทันที ทุกคนพลันตกใจมาก หันซ้ายมองขวาหาทิศทางที่ตนเองถูกลอบโจมตีอย่างตื่นตระหนก
ลู่ไป่ชวนเห็นเหอจิ่วเหนียงเข้ามาขัดขวางไว้ ก็ใช้จังหวะนี้เอ่ยขึ้น “ใต้เท้าเฉียน แม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องในครอบครัวท่าน แต่กระทำต่อเด็กทั้งสองอย่างเปิดเผยเช่นนี้ เกรงว่าไม่เหมาะสมกระมัง”
ทันทีที่เขาเอ่ยปาก ทุกคนก็คิดว่าเมื่อครู่เป็นฝีมือของใต้เท้าลู่แน่นอน ถึงอย่างไรเขาก็เป็นแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋น การเคลื่อนไหวที่รวดเร็วแม่นยำเมื่อครู่ ไม่ใช่เรื่องที่น่าสงสัยเลย
คนอื่นๆ ต่างพากันเห็นด้วยกับเขา “นั่นสิใต้เท้าเฉียน เด็กอายุยังน้อยยังไม่รู้ความ เหตุใดท่านต้องถือสาลูก ๆ ด้วยล่ะ”
เฉียนชิ่งมองลู่ไป่ชวนด้วยความไม่เข้าใจ เท่าที่ตนรู้จักกับเขามา เขาไม่ใช่คนที่ชอบยุ่งเรื่องของคนอื่น ทว่าวันนี้กลับสอดปากเข้ามาวิจารณ์เรื่องครอบครัวเขา จนเขาเริ่มตระหนักตงิด.ตงิดว่า …หรือที่ตนทำเช่นนี้จะเกินไปจริงๆ ถึงขั้นทำให้ใต้เท้าลู่ทนดูไม่ได้
ทว่าอันที่จริง อย่าว่าแต่เฉียนชิ่งจะงุนงงเลย ลู่ไป่ชวนเองก็ไม่เข้าใจว่าเหตุใดภรรยาของตนถึงยื่นมือเข้าช่วย แต่ในเมื่อช่วยแล้ว ก็ย่อมต้องช่วยให้ถึงที่สุด
เฉียนชิ่งกล่าวกับบุตรทั้งสอง “ในเมื่อใต้เท้าทุกท่านออกหน้าเช่นนี้ เรื่องนี้ก็แล้วกันไปแล้วกัน กลับห้องไปทบทวนความผิดตัวเองให้ดี หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ห้ามออกจากห้องเด็ดขาด!”
“ไม่ไป! ข้าจะไปอยู่กับท่านแม่! วันนี้ข้าจะตัดความสัมพันธ์กับท่าน!”
กล่าวจบ เฉียนเฉินห้าวก็ล้วงเอาหนังสือตัดความสัมพันธ์ออกมาจากอกเสื้อ ยื่นไปตรงหน้าเฉียนชิ่ง พร้อมกล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา “พวกเราลงนามประทับลายนิ้วมือเรียบร้อยแล้ว นับจากนี้ไป พวกเรากับท่านไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกันอีก! จากนี้ไป พวกเราจะใช้สกุลของท่านแม่ ไม่เกี่ยวข้องกับขุนนางระดับสี่ผู้ว่าการเมืองอย่างท่านอีก!”
เหอจิ่วเหนียงชะเง้อคอดู และอุทานในใจ
‘โห โคตรเจ๋ง! ประทับลายนิ้วมือด้วยเลือดซะด้วย ชัดเจนว่าสองพี่น้องคู่นี้ตัดสินใจแน่วแน่ที่จะตัดขาดกับที่นี่แล้ว’
“นี่เจ้า เจ้า… วันนี้ข้าจะตีพวกเจ้าให้ตายซะ!”
เฉียนชิ่งคิดว่าตนเองก็ผ่อนปรนให้มากพอแล้ว แต่ลูกอกตัญญูคู่นี้กลับได้คืบจะเอาศอก ช่างน่าโมโหยิ่งนัก! ต้องสั่งสอนให้เห็นดีซะแล้ว!
และในตอนนี้เหอจิ่วเหนียงก็นั่งไม่ติดอีกต่อไป นางยืนขึ้น พลางกล่าว “ใต้เท้าเฉียนช่างน่าทึ่งซะจริง นอกจากทิ้งฮูหยินใหญ่แล้ว แม้แต่เลือดเนื้อเชื้อไขของตัวเองก็ไม่เว้น ดูท่าคงไม่มีความสามารถอะไรแล้วกระมัง”
วาจานี้ดูหมิ่นอย่างรุนแรง สีหน้าของเฉียนชิ่งคล้ำเขียวในบัดดล
“ฮูหยินลู่พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร คิดจะเข้ามายุ่งเรื่องในครอบครัวเฉียนของข้าอีกคนหรือ?”
ใบหน้าของเฉียนชิ่งเย็นชาอย่างยิ่ง แม้รู้ว่าตำแหน่งของตนเทียบลู่ไป่ชวนไม่ได้ แต่ก็ใช่ว่าจะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ
เหอจิ่วเหนียงยิ้ม พลางเดินไปยืนขวางตรงหน้าสองพี่น้องแซ่เฉียน “ท่านพูดถูกแล้วละ ช่วงนี้ข้าว่างมาก ละก็ชอบยุ่งเรื่องชาวบ้านซะด้วยสิ อีกอย่าง ข้ากับแม่ของเด็กสองคนนี้ก็นับว่ามีไมตรีต่อกัน ตอนนี้จะให้ข้าทนดูท่านทำกับลูกๆของสหายข้าเช่นนี้ได้อย่างไรเล่า
ลูกที่ขาดมารดาก็ไม่ต่างอะไรกับหญ้าที่ขาดราก วันนี้ข้าได้เห็นกับตาแล้วว่าเป็นอย่างไร ข้ายังจำได้ว่าตอนที่ฮูหยินคนเก่าจัดงานเลี้ยงที่จวน เสื้อผ้าอาภรณ์ที่คุณหนูอวี้หลานสวมใส่เป็นชุดทันสมัยที่สุดในจิงโจว เครื่องประดับบนศีรษะและเครื่องประทินโฉมล้วนเป็นของดีที่สุดในจิงโจว แต่ตอนนี้ดูซิ ผ่านไปแค่ไม่กี่เดือน เสื้อผ้าที่คุณหนูอวี้หลานสวมใส่กลับเป็นชุดเดิมเหมือนหลายเดือนก่อน แม้กระทั่งแป้งร่ำก็ไม่มีใช้ ร่างกายซูบผอมลงไปตั้งเยอะ ใต้เท้าเฉียนลองถามใจตัวเองดูเถอะว่า ตั้งแต่ฮูหยินคนเก่าของท่านไม่อยู่ ท่านเคยสนใจลูกๆของท่านบ้างหรือไม่
อีกอย่าง เมื่อครู่ท่านบอกว่า พวกคนทำการค้าต่ำต้อย น่ารังเกียจ แหม่ ช่างบังเอิญซะเหลือเกินว่าข้าเองก็เป็นคนทำการค้าด้วย แต่ข้ากลับไม่คิดว่าตัวเองจะต่ำต้อยตรงไหน เสื้อผ้าบนตัวท่าน ของใช้ประจำวันที่ท่านใช้ มีสิ่งใดบ้างที่ไม่ได้ซื้อมาจากพ่อค้าแม่ค้า อีกอย่าง ภายใต้ชื่อของท่านก็มีร้านค้าอยู่หลายแห่ง ท่านไม่ได้เป็นคนออกหน้าค้าขายเอง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านไม่อาศัยเงินจากการค้าขายมากินมาใช้ ไม่อย่างนั้นใต้เท้าเฉียนจะเอาเงินทองมากมายมาจากไหนเลี้ยงคนในครอบครัวให้ใช้ชีวิตหรูหราได้ล่ะ จะบอกว่าเป็นเงินเดือนขุนนาง? มันเป็นไปได้หรือ?”
ตอนที่ 542: เอาใจลูก
เหอจิ่วเหนียงตั้งประณิธานเอาไว้แล้วว่า ที่มาที่นี่ในวันนี้นอกจากเพื่อกินอาหารในงาน และเข้าไปสำรวจในห้องทำงานของเฉียนชิ่งแล้ว นางก็ไม่ต้องการทำอะไรอีก
แต่การเห็นภาพเด็กสองคนตกอยู่ในความทุกข์ตรมอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ ส่งผลต่อบรรยากาศในการรับประทานอาหารของนางมาก แล้วจะให้นางนั่งดูอยู่เฉยๆได้อย่างไรล่ะ
แม้ว่านางจะเคยมีปัญหากับนางเซี่ยมาก่อน แต่เนื่องจากอีกฝ่ายเปิดใจรับฟังนาง ยอมหย่าร้างกับเฉียนชิ่ง และอบรมสั่งสอนลูกๆออกมาเป็นเด็กดี นางจึงไม่อาจทนเห็นเด็กเหล่านี้ต้องเผชิญเรื่องนี้เพียงลำพัง อย่างไรก็ไม่ได้อาศัยอยู่ร่วมชายคาเดียวกันสักหน่อย จะกลัวไปทำไมกัน
ที่ยื่นมือเข้าช่วยในวันนี้นางเพียงเห็นว่า เด็กสองคนนี้น่าชื่นชมมาก ฉายแววองอาจผ่าเผยตั้งแต่อายุยังน้อย ไม่เกรงกลัวอำนาจใด ทั้งยังรู้จักปกป้องมารดา เป็นสิ่งที่น่าชื่นชมจริงๆ
ฉะนั้นนางต้องลุกขึ้นมาตอบโต้ ดีเลย รู้สึกว่าตนเองไม่ได้ปะทะอารมณ์เช่นนี้มานานแล้ว ช่วยให้รู้สึกกระชุ่มกระชวยจริงๆ!
ก่อนที่เหอจิ่วเหนียงจะพูดเรื่องเหล่านี้ขึ้น แทบไม่มีใครสังเกตจุดนี้เลย ไม่พูดถึงพวกบุรุษแล้วกัน เพราะพวกเขาไหนเลยจะรู้ว่าตอนนี้ในจิงโจวนิยมอาภรณ์และเครื่องประดับแบบใด ดังนั้นต่อให้เหอจิ่วเหนียงกล่าวออกมาเช่นนี้ ขุนนางเหล่านี้ก็ไม่ค่อยเข้าใจ
ผิดกับเหล่าฮูหยินและคุณหนู สดับวาจาของฮูหยินลู่ พวกนางก็พบว่าเสื้อผ้าที่สองพี่น้องคู่นี้สวมใส่ ช่างแตกต่างไปจากคุณหนูคุณชายแห่งจวนผู้ว่าการเมืองในเมื่อก่อนมาก ถึงขั้นดูด้อยกว่าบุตรของขุนนางระดับห้าในที่นี้ด้วยซ้ำ
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “หากใต้เท้าเฉียนใส่ใจลูกทั้งสองจริง เหตุใดถึงสั่งให้บ่าวไพร่เหล่านี้ปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นนี้? คาดว่าฮูหยินคนใหม่ยังไม่ทันแต่งเข้าจวนตามพิธีก็ควบคุมอำนาจการเงินในจวนไปหมดแล้วกระมัง คงเห็นว่าเด็กทั้งสองไม่มีแม่คอยปกป้อง ก็เลยปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างไม่ไยดี ใต้เท้าเฉียนว่าใช่หรือไม่?”
ขณะเอื้อนเอ่ยเหอจิ่วเหนียงก็โปรยยิ้มไปด้วย ด้วยใบหน้า.งดงามเป็นทุนเดิม บวกกับรอยยิ้มหวานละไมเช่นนี้แล้ว ทำเอาบุรุษในงานหลายคนถึงกับเสียศูนย์ราวกับต้องมนตร์ นึกอิจฉาลู่ไป่ชวน เจ้าหมอนี่ทำบุญด้วยสิ่งใดกัน ถึงได้มีภรรยาโฉมงามปานเทพธิดาเช่นนี้ได้!
ทุกคนถูกความงามของเหอจิ่วเหนียงสะกดจนไม่ได้สนใจเรื่องครอบครัวของเฉียนชิ่งแล้ว
เฉียนชิ่งทั้งโกรธทั้งอึ้ง เขาไม่สังเกตจริงๆ!
ตอนนี้พอได้พิจารณาอาภรณ์ที่บุตรสาวสวมใส่ ก็ดูเหมือนว่าจะเก่ามากจริงๆ พอหันไปมองบุตรสาวคนอื่นก็พบว่า บุตรสาวของตัวเองดูไม่มีสง่าราศีเอาเสียเลยจริงๆ
แต่นี่มันเกี่ยวอะไรกัน แค่เปลี่ยนใหม่ก็จบแล้วไม่ใช่หรือ เดี๋ยวให้บ่าวรับใช้ไปซื้อมาใหม่ก็สิ้นเรื่องแล้ว
มันเป็นเรื่องใหญ่ตรงไหนกัน!
ฮูหยินลู่ผู้นี้ เห็นว่าตัวเองงดงามแล้วจะยุ่งเรื่องครอบครัวคนอื่นอย่างไรก็ได้อย่างนั้นหรือ!
เด็กทั้งสองก็คิดไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะสังเกตได้อย่างละเอียดเช่นนี้ ช่วงนี้มัวแต่คิดหาทางเล่นงานนางจิ้งจอกเจ้าเล่ห์ แม้แต่ตัวพวกเขาเองจึงลืมเรื่องพวกนี้ไปแล้วด้วยซ้ำ เดิมทีก็ไม่ได้คิดอะไรกับเรื่องนี้ แต่พอเหอจิ่วเหนียงพูดขึ้นมา พวกเขาก็รู้สึกว่าตัวเองน่าเวทนาเกินไปแล้วจริงๆ
ฮูหยินลู่พูดถูก บุตรที่ไร้มารดาก็เหมือนดั่งหญ้าที่ไร้ราก พวกเขาถูกนางเจ้าเล่ห์นั่นรังแกจนสภาพกลายเป็นเช่นนี้แล้ว
“ฮือๆๆ…”
ทันใดนั้นทุกคนก็เห็นเด็กสองคนที่เดิมทีมีท่าทางดุดัน เริ่มมีใบหน้าบิดเบี้ยว จนในที่สุดก็ร้องไห้ออกมา เสียงร้องไห้นั้นราวกับได้รับเรื่องกระทบกระเทือนจิตใจอย่างหนัก
วันมงคลเช่นนี้ แต่เด็กทั้งสองกลับร้องไห้ราวกับเป็นงานอวมงคลของผู้เป็นบิดาก็มิปาน
ทุกคนถึงกับพูดอะไรไม่ออก
เฉียนชิ่งเองก็เช่นกัน
ในที่สุด เขาก็ตระหนักได้แล้วว่า… เด็กสองคนนี้เป็นตัวซวยสำหรับเขาอย่างแท้จริง!
“ก็แค่เสื้อผ้าไม่กี่ชุด ข้าให้คนไปซื้อให้พวกเจ้าใหม่เดี๋ยวนี้เลยก็ได้!”
ใต้เท้าเฉียนรู้สึกปวดหัวหนัก แต่ไหนแต่ไรมา เขาไม่เคยสนใจเรื่องในเรือนเลย เรื่องเหล่านี้เขามอบให้เป็นหน้าที่ของฮูหยินคนใหม่ดูแลจริง แต่เพราะเป็นช่วงข้าวใหม่ปลามัน ย่อมมองไม่เห็นว่าฮูหยินคนใหม่ปฏิบัติหน้าที่บกพร่อง นี่เป็นหญิงสาวที่เขาเฝ้าฝันอยากแต่งงานด้วยมาทั้งชีวิตเลยนะ นางต้องดีที่สุดอยู่แล้ว จะให้เด็กตัวซวยสองคนนี่มาทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเขาแตกแยกไม่ได้เด็กขาด!
“จุๆๆ ใต้เท้าเฉียนยังไม่รู้จริงๆ ด้วยว่าตกลงแล้วลูกๆของท่านต้องการสิ่งใดกันแน่ สิ่งที่พวกเขาต้องการไม่ใช่เสื้อผ้าใหม่ๆ แต่เป็นความใส่ใจจากใจจริงของคนเป็นพ่ออย่างท่านต่างหาก ในเมื่อใต้เท้าทำให้พวกเขาไม่ได้ แล้วเหตุใดถึงไม่ยอมปล่อยให้พวกเขากลับไปอยู่กับแม่ของพวกเขาล่ะเจ้าคะ?”
เฉียนชิ่งได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจขึ้นทันที “นี่มัน…!”
“ใต้เท้าลองคิดให้ดีสิ สิ่งนี้ดีต่อท่านทั้งนั้น!” เหอจิ่วเหนียงขัด
ในหัวเฉียนชิ่งพลันมีแต่คำถาม การไล่ลูกๆของเขาออกจากจวน ตัดสัมพันธ์กับพวกเขา มันส่งผลดีต่อเขาอย่างไรกัน?
เหอจิ่วเหนียงกล่าวต่อ “ฮูหยินคนใหม่อายุยังน้อย ย่อมไม่มีประสบการณ์ดูแลเด็ก การเผอเรอก็ถือเป็นเรื่องเข้าใจได้ อีกอย่าง ตอนนี้ท่านทั้งสองเพิ่งจะแต่งงานกัน หากเด็กๆสองคนนี้เกิดทำให้กระทบถึงความสัมพันธ์ก็น่าเสียดายแย่
ที่สำคัญ เด็กๆทั้งสองก็แค่ต้องการไปอยู่กับแม่ของเขา ไม่ได้หมายความว่าจะไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของท่านแล้วเสียหน่อย ความสัมพันธ์ทางสายเลือดก็ยังอยู่ จะพูดว่าไม่มีก็ไม่มีได้ที่ไหน ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
น้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงค่อยๆนุ่มนวลลง วาจาชวนขบคิดทำให้เฉียนชิ่งนิ่งอึ้งไป
ลู่ไป่ชวนเสมองไปทางอื่น ท่าทางที่ภรรยากำลังเกลี้ยกล่อมเฉียนชิ่งในตอนนี้ เหมือนตอนที่นางเล่านิทานเรื่องยายเฒ่าหมาป่าให้บุตรชายฟังไม่มีผิด!
ทุกคนพลันรู้สึกว่าเหอจิ่วเหนียงพูดมีเหตุผล ชั่วครู่หนึ่งจึงมองไปที่เฉียนชิ่งอย่างคาดหวัง หวังว่าเขาจะทำให้ลูกๆของตนเองสมปราถนา
เฉียนชิ่งเห็นบุตรทั้งสองร้องไห้หนักปานจะขาดใจ ทั้งยังเห็นทุกคนต่างมองมาที่ตนด้วยแววตาเว้าวอน จึงเริ่มใจอ่อน ทั้งยังคิดว่า อันที่จริงช่วงนี้ตนก็อยากใช้เวลาอันหวานชื่นอยู่กับฮูหยินคนใหม่สองต่อสองเหมือนกัน ขี้เกียจจะมาใส่ใจลูกอกตัญญูสองคนนี้ด้วย
พลันนั้นเขาจึงกล่าว “ก็ได้ เช่นนั้นให้พวกเจ้าไปอยู่กับแม่ของพวกเจ้าสักพัก…”
ไม่ทันกล่าวจบ เฉียนเฉินห้าวก็ยื่นหนังสือตัดความสัมพันธ์ไปตรงหน้าเขา “ลงนามประทับลายนิ้วมือ!”
เฉียนชิ่งนิ่งอึ้ง หมดคำจะพูดจริงๆ
เขาถลึงตาใส่บุตรชายด้วยแววตำหนิ เจ้าลูกอกตัญญูนี่ ได้คืบแล้วจะเอาศอก!
ลู่ไป่ชวนสำทับ “เอาใจลูกหน่อยสิ เหตุใดใต้เท้าเฉียนยังลังเลอีกเล่า?”
‘เอาใจลูก’ เขาจงใจเน้นคำนี้เป็นพิเศษ
เฉียนชิ่งจึงเลิกลังเล ยื่นมือหยิบพู่กันมาลงนามทันที
ในใจคิดว่า ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ประทับตรา หนังสือตัดความสัมพันธ์นี่ไม่มีผลในทางกฎหมาย ก็แค่ ‘เอาใจลูก’ ให้พวกเขาสบายใจก็เท่านั้น
ไม่เป็นไร อีกไม่กี่วันค่อยให้คนไปรับพวกเขากลับมา เมื่อถึงตอนนั้นค่อยสั่งสอนก็ยังไม่สาย
เมื่อคิดได้ดังนี้ ผู้ว่าการเมืองก็อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย ใบหน้าเริ่มมีรอยยิ้มปรากฏขึ้น
เด็กทั้งสองคิดไม่ถึงเลยว่าจะราบรื่นเช่นนี้ มองหนังสือตัดความสัมพันธ์ด้วยความตื่นเต้น จากนั้นก็คุกเข่าลงตรงหน้าเหอจิ่วเหนียง
“ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ/ขอรับ!”
วันนี้หากไม่ได้เหอจิ่วเหนียงช่วย พวกเขาไม่มีทางตัดขาดจากบิดาได้อย่างราบรื่นเช่นนี้แน่
เฉียนเฉินห้าวได้ตราประทับมาจากห้องทำงานของบิดาแล้ว ที่เหลือเขาสามารถจัดการเองได้ทั้งหมด มีเพียงแค่หนังสือตัดความสัมพันธ์เท่านั้นที่ต้องให้เฉียนชิ่งลงนามต่อหน้าทุกคน หากวันใดที่เฉียนชิ่งคิดจะผิดสัญญา คนที่อยู่ ณ ที่นี้ก็สามารถเป็นพยานให้ได้
ขอแค่บิดาลงนาม และพวกเขาประทับตราลงไป เอกสารฉบับนี้ก็เป็นอันสมบูรณ์แล้ว เช่นนี้พวกเขาก็ไม่มีความสัมพันธ์อะไรกับตระกูลเฉียนแล้ว
แม้พวกเขาอายุยังน้อย แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เข้าใจอะไรเลย สตรีแซ่กว่านผู้นั้นเอาแต่คลุกคลีอยู่กับคนของคณะงิ้วชิงอิน ทั้งยังทำกิจการชาด้วย ภายนอกดูเหมือนเป็นคู่แข่งทางการค้ากับครอบครัวท่านตาพวกเขา แต่ความจริงแล้วกลับหลอกใช้พ่อของพวกเขาทำเรื่องเลวทราม
ก่อนหน้านี้เฉียนเฉินห้าวบังเอิญไปได้ยินพวกนางวางแผนกัน แม้จะได้ยินไม่ชัดเจนนัก แต่ก็เข้าใจเนื้อหาโดยรวม
เรื่องพวกนี้มีพ่อของเขาเข้าไปมีส่วนร่วมด้วย ความผิดรัดตัวจนไม่อาจถอนได้แล้ว พวกเขาจึงต้องปกป้องตัวเองและท่านแม่
ด้วยเหตุนี้ ตอนที่ท่านแม่ของพวกเขาลังเลที่จะหย่า เขาจึงคอยสนับสนุนให้ท่านแม่หย่าเสีย ทั้งยังให้คำสัญญาว่า ตนจะต้องหาทางกลับไปอยู่กับท่านแม่ให้ได้
พี่ใหญ่ไม่อยู่ เขาเป็นบุตรชายคนสุดท้อง จะไม่ยอมให้มารดากับพี่สาวต้องตกอยู่ในอันตรายเด็ดขาด
เหอจิ่วเหนียงรีบประคองพวกเขาขึ้นมา ขณะกำลังจะพูดว่าไม่เป็นไรและปลอบใจเล็กๆน้อยๆ บ่าวรับใช้ด้านนอกก็วิ่งเข้ามาด้วยท่าทีตื่นตระหนกและแจ้ง “นายท่าน เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! มีชาวบ้านแห่กันมาโหวกเหวกโวยวายอยู่ข้างนอก บอกว่าจะซื้อชาชิงอินให้ได้ ต้องการพบแม่นางซินหรานกับฮูหยินขอรับ!”
ตอนที่ 543: เจ้าเอาเมล็ดทานตะวันมาจากไหน แบ่งให้ข้าสักครึ่งสิ
เฉียนชิ่งไม่เข้าใจ จึงตะคอกกลับไปด้วยความโมโห “จะซื้อชาก็ไปที่คณะงิ้วชิงอินสิ มาที่จวนข้าทำไม!”
บ่าวรับใช้กล่าวอย่างร้อนรน “ชาวบ้านบอกว่า ก่อนหน้านี้แม่นางซินหรานของคณะงิ้วชิงอินบอกพวกเขาว่าอีกไม่กี่วันต้องมีสินค้ามาขายแน่ แต่เลยมาหลายวันแล้วกลับยังไม่มีสินค้า ชาวบ้านก็เลยบอกว่าฮูหยินกับแม่นางซินหรานหลอกลวง จะมาขอความเป็นธรรมกับนายท่านขอรับ!”
“เหลวไหลสิ้นดี!”
เฉียนชิ่งเกิดไฟโทสะลุกท่วมในอกอีกหน เหตุใดเรื่องวุ่นวายทุกอย่างถึงได้มารุมพร้อมกันวันนี้นะ!
วันนี้เป็นวันมงคลของเขาแท้ๆ คนพวกนั้นไม่มีตากันหรืออย่างไร!
นอกจากนี้ แต่ไหนแต่ไรมา ไม่ยักเคยเห็นว่ามีร้านค้าใดถูกลูกค้าก่อจลาจลบีบบังคับให้ขายสินค้าให้เช่นนี้มาก่อน!
ยิ่งไปกว่านั้น ที่นี่เป็นถึงจวนผู้ว่าการเมือง แต่ชาวบ้านพวกนั้นกลับกล้ามาก่อเรื่องวุ่นวาย ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยหรืออย่างไร!
“ไล่กลับไปให้หมด! กล้ามาทำลายงานแต่งของข้า ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรืออย่างไร!”
เฉียนชิ่งกำลังเดือดดาล ไม่สนใจแล้วว่าใครจะอยู่ที่นี่บ้าง สั่งการโหดห้าวออกไปทันที
“ช้าก่อน!”
ทว่าเสียงหนึ่งพลันดังขึ้น
เป็นเสียงของลู่ไป่ชวน
หากเป็นคนอื่น เฉียนชิ่งยังกล้าโต้เถียง แต่นี่เป็นลู่ไป่ชวน ต่อให้ไม่พอใจมากเพียงใดก็ทำได้แค่น้อมรับ เขายิ้มคล้ายไม่ยิ้ม พลางกล่าว “ใต้เท้าลู่ วันนี้เป็นวันมงคลของข้าน้อย มีเรื่องอะไรค่อยว่ากันพรุ่งนี้ไม่ได้หรือขอรับ?”
น้ำเสียงของเขาดูเหมือนเกรงใจ แต่ความจริงแล้วแฝงไปด้วยความไม่พอใจอย่างมาก เห็นชัดว่าเขาขุ่นเคืองเรื่องที่สองสามีภรรยาแซ่ลู่คู่นี้มายุ่มย่ามเรื่องในครอบครัวเขา
ลู่ไป่ชวนเองก็ไม่มีเวลามาเล่นลิ้นกับเขา จึงเอ่ยเข้าเรื่องด้วยสีหน้าไร้อารมณ์ “ใต้เท้าเฉียน นี่เป็นเหตุการณ์ที่แต่ไหนแต่ไรมาไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เหตุใดชาวบ้านถึงไม่ไปโวยวายเอาเรื่องที่อื่น แต่กลับบุกมาที่จวนผู้ว่าการเมืองทั้งๆที่รู้ว่าวันนี้เป็นวันมงคลของท่านล่ะ? เป็นขุนนางพึงยึดประโยชน์สุขของราษฎรเป็นที่ตั้ง ต่อให้ตัวเองจะมีเรื่องใหญ่เพียงใด ราษฎรต้องมาก่อน”
วาจานี้ทำเอาทุกคนถึงกับเหงื่อตก ทุกคนคิดว่าลู่ไป่ชวนกำลังสั่งสอนแกมตำหนิ ถึงเขาจะเป็นคนสำคัญของท่านอ๋องก็ไม่จำเป็นต้องพูดหักหน้าถึงขั้นนี้กระมัง
อีกอย่าง พวกชาวบ้านก็แค่อยากซื้อชาเท่านั้นเอง ไม่เห็นมีเรื่องร้ายแรงอย่างที่เขาพูดเสียหน่อย!
เฉียนชิ่งอัดอั้นตันใจจนพูดไม่ออก ในใจบังเกิดความเคียดแค้นสองสามีภรรยาคู่นี้
ในตอนแรกที่เห็นพวกเขามาเยือน ผู้ว่าการเมืองยังนึกลำพองว่าตนเองได้รับเกียรติอย่างสูงที่ครอบครัวของลู่ไป่ชวนพากันมาร่วมแสดงความยินดีทั้งครอบครัว นี่ถือเป็นเกียรติให้เขาสามารถโอ้อวดไปได้อีกนาน
สุดท้ายพอเกิดเรื่องต่างๆนานาขึ้นไม่หยุดเช่นนี้ เขารู้สึกเสียใจแล้วที่ส่งเทียบเชิญให้ตระกูลลู่
ไม่น่าให้พวกเขามาเลย!
“เช่นนั้นก็ไป ออกไปดูสักหน่อย!”
เฉียนชิ่งสะบัดแขนเสื้อเดินออกไป เห็นชัดว่าทำกิริยาเช่นนี้ให้คนตระกูลลู่ดู แต่สุดท้ายไม่มีใครสนใจอากัปกิริยาของเขา ทุกคนพากันตามออกไปดู
“ท่านสุภาพสตรีซุน จะไปดูด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงขยับเข้าไปชิดนางซุน ในกำมือมีเมล็ดทานตะวันที่ไม่รู้เอามาจากไหน นั่งแทะอย่างเอร็ดอร่อย
“ไปสิ ในหมู่บ้านไหนเลยจะได้เห็นความวุ่นวายเช่นนี้ ไปเร็วเข้า! เอ้า แล้วเมล็ดทานตะวันนี่เจ้าเอามาจากไหน แบ่งให้ข้าสักครึ่งสิ!”
นางซุนยื่นมือมาขอหน้าตาเฉย เหอจิ่วเหนียงแบ่งให้นางครึ่งหนึ่ง จากนั้นก็เรียกพวกเด็ก ๆ ออกไปดูด้วยกัน
พวกเด็กๆไม่อยากไป เพราะพวกเขากำลังถกกันด้วยเรื่องวาจาที่ลู่ไป่ชวนกล่าวออกมาเมื่อครู่อยู่ บุตรหลานของขุนนางคนอื่นต่างมองว่า คำพูดของลู่ไป่ชวนสุดโต่งเกินไป แต่พวกเด็กๆสกุลลู่กลับยืนกรานว่า สิ่งที่ลู่ไป่ชวนกล่าวถูกต้องแล้ว ทำให้เกิดการโต้เถียงกันอย่างดุเดือด
แต่เหอจิ่วเหนียงกลับกล่าว “ไปเถอะน่า ออกไปดูกัน คืนนี้กลับไปต้องเขียนบทความเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ให้อาอ่านด้วยนะ หากไม่ออกไปดูจะเขียนได้อย่างไร”
เมื่อได้ยินอาสะใภ้สามสั่งการบ้านขึ้นมากะทันหันเช่นนี้ พวกเด็กๆต่างชะงักไปทันที และในพริบตาต่อมาก็รีบพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับว่ากลัวพลาดเหตุการณ์สำคัญแล้วคืนนี้จะเขียนบทความออกมาไม่ได้อย่างไรอย่างนั้น
เพื่อเป็นการทดสอบความสามารถในการเขียนบทความของพวกเขา เหอจิ่วเหนียงมักจะสุ่มหัวข้อออกมาให้พวกเขาฝึกเขียน หากเขียนได้ดีก็มีรางวัล เขียนได้ไม่ดีก็ถูกทำโทษ เป็นสิ่งที่ช่วยสร้างความตื่นเต้นและกระตุ้นการเรียนรู้ของพวกเขาได้เป็นอย่างดี
พอเด็กครอบครัวลู่วิ่งออกไป เด็กๆที่เหลือก็เห็นว่าไม่มีอะไรทำ จึงตามออกไปดูด้วย
เหอจิ่วเหนียงกับนางซุนเดินตามหลัง ขณะกำลังเดินไปได้ไม่กี่ก้าว สองพี่น้องสกุลเฉียนก็เอ่ยเรียกนางเบาๆ
“ฮูหยินลู่ ข้ารู้ว่าชาวบ้านพวกนั้นมาหาท่านพ่อเพราะเหตุใด ท่านเองก็รู้ใช่หรือไม่ขอรับ?”
เฉียนเฉินห้าวมองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาเปี่ยมความมั่นใจ
เหอจิ่วเหนียงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มพลางตอบรับ “เหตุใดถึงพูดเช่นนี้ล่ะ?”
“ฮูหยินเป็นคนดี รู้ว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับพ่อข้าก็เลยช่วยพวกเราสองพี่น้องไว้ พวกเราสองพี่น้องขอขอบคุณสำหรับบุญคุณของฮูหยินในครั้งนี้ วันหน้ายินดีตอบแทนฮูหยินอย่างสุดความสมารถขอรับ!”
กล่าวจบทั้งสองก็คุกเข่าอีกครั้ง และโขกศีรษะให้นางอย่างจริงใจ
อันที่จริง เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เฉียนเฉินห้าวสันนิษฐานเอาไว้มานานแล้ว เพราะตั้งแต่นางจิ้งจอกนั่นเข้ามาอยู่ในจวน เขาก็แอบตรวจสอบประวัติและเรื่องราวของนางมาโดยตลอด และได้พบสิ่งผิดปกติหลายอย่าง
ใครก็ตามที่ได้ดื่มชาชิงอินนั่นเข้าไปก็จะอยากดื่มอีก หลายครั้งเขาเคยเห็นท่าทางของบิดาหลังจากที่ดื่มชานั่น ใบหน้าเคลิบเคลิ้มเหมือนถูกมนตร์สะกด ดูเหมือนคนไม่มีสติ ถึงขั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขายืนอยู่ไม่ไกล ต่อให้จงใจเรียกเสียงดังก็ไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองแม้แต่น้อย
และได้เห็นชาวบ้านเหล่านั้นที่ดื่มชาเข้าไป หากวันใดไม่ได้ดื่มก็มีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวอยู่ไม่สุข และเพราะเขาติดตามเรื่องนี้มาโดยตลอด จึงรู้ว่าผู้ป่วยที่ไปหาเหอจิ่วเหนียงให้รักษา ส่วนใหญ่มีอาการคลุ้มคลั่งเพราะไม่ได้ดื่มชานั่น
ตอนที่คนเหล่านั้นมีอาการ ท่าทางน่ากลัวมาก ถึงขั้นลงไม้ลงมือกับคนในครอบครัวตัวเองด้วย เขาเห็นแล้วรู้สึกหวาดผวาจับใจ
และด้วยเหตุนี้ เขาจึงเริ่มวางแผนตัดความสัมพันธ์กับบิดาตัวเอง เช่นนี้แล้วหากวันใดที่เรื่องแดงขึ้นมา พวกเขาสามคนพี่น้องจึงจะมีโอกาสเอาชีวิตรอดได้
ส่วนบิดาของเขานั้น ติดกระดุมเม็ดแรกผิด ที่เหลือก็ผิดทั้งหมด ก้าวที่ผิดพลาดของเขาไม่มีทางหันหลังกลับมาได้อีกแล้ว
วาจาของคุณชายเฉินห้าวทำให้เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจไม่น้อย เด็กหนุ่มคนนี้ฉลาดกว่าที่นางคิดเอาไว้ซะอีก!
เขารู้มาก่อนแล้วว่าพฤการณ์บิดาของเขากับกว่านอวี้เหลียนมีปัญหา เขาจึงเลือกค่อยๆเดินหมากทีละก้าว เอาโฉนดบ้าน โฉนดที่ดิน และเงินออกมา และตั้งใจประกาศตัดขาดต่อหน้าทุกคน จนถึงตอนนี้ เฉียนชิ่งยังไม่รู้ตัวเลยด้วยซ้ำว่าตัวเองถูกบุตรชายเล่นงานเข้าแล้ว
อายุแค่นี้ยังมีจิตใจหนักแน่นขนาดนี้ หากยิ่งโตขึ้นจะยิ่งแข็งแกร่งกว่านี้ปานใด
เหอจิ่วเหนียงมองแววตาทอประกายคู่นั้น คนเช่นนี้ ตราบใดที่ได้รับการฝึกฝนเป็นอย่างดี ต่อไปต้องอนาคตไกลแน่นอน!
“พวกเจ้าลุกขึ้นเถอะ ข้าไม่เข้าใจที่พวกเจ้าพูด แล้วต่อไปอย่าพูดเช่นนี้อีก คำพูดพวกนี้ข้าจะถือว่าเจ้าไม่เคยพูดออกมา ถือโอกาสนี้รีบกลับไปหาแม่ของพวกเจ้าเถอะ”
หากช้ากว่านี้อาจไม่ได้ไปแล้ว!
สองพี่น้องค้อมกายรับ และรีบไปโดยเร็ว
เหอจิ่วเหนียงมองตามแผ่นหลังพวกเขาไป และเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ไม่น่าเชื่อเลยว่าเฉียนชิ่งที่ไม่เอาไหนจะมีลูกที่ฉลาดถึงเพียงนี้ อัศจรรย์จริงๆ!”
นางซุนแทะเมล็ดทานตะวันพลางพยักหน้าหงึกหงัก “ข้าก็ว่าเด็กสองคนนี้ไม่เลวเลย นี่สินะที่เขาเรียกว่า…อะไรนะ ยอมฆ่าญาติอะไรนะ?”
“ยอมฆ่าญาติเพื่อความถูกต้องเจ้าค่ะ! แต่อันที่จริงนี่ก็ไม่ตรงเท่าไรนะเจ้าคะ พวกเขาก็แค่ทำเพื่อตัวเอง เลือกหนทางที่ถูกต้องให้กับตัวเองเจ้าค่ะ เพราะอย่างน้อยพวกเขาก็ไม่ได้เปิดโปงความเลวที่เฉียนชิ่งทำให้คนอื่นรู้”
เหอจิ่วเหนียงอธิบายอย่างใจเย็น จากนั้นจูงมือนางซุนรีบลากออกไป “รีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ เดี๋ยวจะพลาดเหตุการณ์สำคัญ!”
.......
ขณะนี้ ด้านหน้าประตูจวนผู้ว่าการคลาคล่ำไปด้วยฝูงชน จุดประสงค์ที่มาในวันนี้ ในตอนแรกก็แค่ต้องการให้ซินหรานกับกว่านอวี้เหลียนออกมาขายชาให้พวกเขา
แต่แล้วก็มีหลายคนเกิดอาการลงแดงอย่างหนัก ลงไปนอนเกลือกกลิ้งบนพื้นราวกับคนคลุ้มคลั่ง ทั้งยังลงไม้ลงมือกับคนรอบข้างอีกด้วย จากนั้นจึงมีคนเริ่มพูดว่าชานี้มีปัญหา ดุด่าว่าเฉียนชิ่งเป็ขุนนางสุนัข ปล่อยให้ผู้หญิงของตัวเองขายชาพิษให้พวกเขา ไม่สมควรที่จะเป็นขุนนางอีกต่อไป
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงกับนางซุนออกมาสถานการณ์ก็ดุเดือดขึ้นแล้ว
ตอนที่ 544: อย่างน้อยให้เขาได้เข้าห้องหออุ่นเตียงก่อน
เฉียนชิ่งไม่เข้าใจว่าพวกเขาพูดเรื่องอะไรกัน เห็นคนเหล่านี้มารวมตัวโวยวายอยู่หน้าประตูจวนตนเองก็รู้สึกไม่สบอารมณ์ คิดว่าต้องมีคนกลั่นแกล้งเขาเป็นแน่
แม้เขาจะรู้ดีว่าชาชิงอินเป็นของดี ไม่ได้ดื่มวันหนึ่งจะรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องเล่นใหญ่ถึงเพียงนี้กระมัง
ต้องมีคนแอบเล่นงานเขาอยู่เบื้องหลังเป็นแน่!
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็เหลือบมองลู่ไป่ชวนทันที
วันนี้เห็นทีก็มีแค่สองสามีภรรยาคู่นี้เท่านั้นที่เรื่องเยอะที่สุด เป็นไปได้สูงว่าพวกเขานี่แหละที่เล่นงานเขา
แต่เขาก็หาสาเหตุไม่ได้ ตนกับพวกเขาก็ไม่ได้มีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนเลย เหตุใดพวกเขาถึงต้องเล่นงานตนด้วยล่ะ
ในหัวของเฉียนชิ่งเต็มไปด้วยความสับสนจนยุ่งเหยิง แต่กลับไม่ตระหนักเลยว่าตนเองถูกกว่านอวี้เหลียนหลอกใช้ ทั้งยังโดนบุตรชายบุตรสาวทอดทิ้ง ถึงขั้นไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนเองถูกลู่ไป่ชวนจับตาดูเข้าแล้ว
“พวกเจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรกัน ข้าไปหลอกพวกเจ้าตอนไหน!”
อยู่ต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ บวกกับคำพูดกระแทกกระทั้นของลู่ไป่ชวนก่อนหน้า เฉียนชิ่งไหนเลยจะกล้าขับไล่ชาวบ้านเหล่านี้ไป ผู้ว่าการเมืองในชุดเจ้าบ่าวท่ามกลางฝูงชน ภาพนี้ชวนให้ขบขันยิ่งนัก
“ขุนนางชั่ว! เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วยังไม่ยอมรับอีก! ชานั่นมีพิษ หลายๆคนเขาไปตรวจกันที่โรงหมอแล้ว เจ้ามันขุนนางชั่ว ปล่อยให้ผู้หญิงของตัวเองมาทำร้ายชาวบ้าน เจ้ามันสมควรตาย!”
มีคนโกรธอย่างหนักจนไม่สนใจสถานะของเฉียนชิ่งแล้ว ปาผักเน่าไปที่เขาทันที
ชุดเจ้าบ่าวอันหรูหราพลันสกปรกเลอะเทอะในพริบตา
ทันใดนั้น ขุนนางบางคนก็เริ่มเอะใจขึ้นมาบ้างแล้ว …ชาชิงอินนั่นดูเหมือนจะเป็นอย่างที่ชาวบ้านพูดมาจริงๆด้วย
ชานั่นรสชาติไม่ได้วิเศษวิโสแสงออกปากอะไรอย่างนั้นเลย แต่กลับทำให้คนติดงอมแงม ต้องได้ดื่มทุกวัน หากวันไหนไม่ได้ดื่มจะรู้สึกหงุดหงิดงุ่นง่าน ไม่มีอารมณ์ทำสิ่งใด
“พวกเจ้า! ใครก็ได้ รีบไล่ชาวบ้านพวกนี้ไปเร็วเข้า!! ไล่กลับไปให้หมด!!!”
สภาพของเฉียนชิ่งในยามนี้น่าสังเวชยิ่งนัก รีบสั่งลูกน้องขับไล่ชาวบ้านเหล่านี้ แต่คนเหล่านี้รับมือได้ง่ายที่ไหนกัน คนที่มีอาการกระหายยิ่งไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น พุ่งตัวเข้าไปจับแขนเสื้อเฉียนชิ่งร้องขอซื้อชา ทั้งยังบอกอีกว่าไม่ว่าต้องจ่ายเท่าไรก็ยอม ขอแค่แบ่งใบชาขายให้พวกเขาบางส่วนก็พอ
สถานการณ์เริ่มควบคุมไม่อยู่ เหอจิ่วเหนียงเดิมทีแค่อยากมาดูความครึกครื้นเฉยๆ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีคนติดชานี้จำนวนมากถึงเพียงนี้ นางรีบยัดเมล็ดทานตะวันในมือให้นางซุน และวิ่งไปหาลู่ไป่ชวน “ให้คนรีบคุมตัวคนที่ติดชาเหล่านี้ไปเร็วเข้า ขืนปล่อยไว้เช่นนี้ต่อไปแย่แน่”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าและสั่งการให้คนจัดการทันที แต่พวกชาวบ้านกำลังโกรธจัด คิดว่าพวกขุนนางเหล่านี้ตั้งใจทำร้าย ไม่ว่าทำเช่นไรก็เอาแต่ขัดขืน
“ข้าลู่ไป่ชวน แม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋น! ขอรับประกันกับทุกท่านตรงนี้ว่าจะตรวจสอบเรื่องนี้ให้กระจ่าง และมีคำตอบให้ทุกท่านแน่นอน!”
ขณะที่ตะโกนก้องเขายังแสดงป้ายประจำตำแหน่งสีทองระยับของตัวเองออกมา ให้ชาวบ้านได้เห็นด้วย เสียงโวยวายจึงค่อยๆเงียบลง
บางคนไม่รู้ว่าแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นเป็นใคร มีความสำคัญอย่างไร แต่บางคนก็เคยได้ยินมาว่า แม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นท่านนี้เป็นคนของเฉินอ๋อง เช่นนั้นเขาต้องจัดการเฉียนชิ่งผู้นี้ได้แน่!
ชาวบ้านบางคนไม่สนใจว่าจะเป็นขุนนางยศตำแหน่งใด พวกเขารู้จักแค่เหอจิ่วเหนียง แต่ละคนจึงคุกเข่าลงตรงหน้าเหอจิ่วเหนียง ขอให้หมอเหอช่วย
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างตกตะลึง พวกเขาในฐานะขุนนาง กลับไม่สามารถทำให้ชาวบ้านเชื่อใจได้เท่ากับเหอจิ่วเหนียงเลยหรือนี่!
“ทุกท่านลุกขึ้นเถอะ ข้าจะหาทางช่วยทุกท่านเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงปลอบพวกเขาไม่กี่ประโยค ก่อนจะนำเข็มเงินออกมาช่วยบรรเทาอาการให้กับคนที่อาการรุนแรงก่อน จากนั้นก็ให้พวกเขาไปกับคนของลู่ไป่ชวน
ลู่ไป่ชวนถามเฉียนชิ่ง “ใต้เท้าเฉียน ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกับชาชิงอินนั่นกันแน่ ท่านคงมีคำอธิบายให้ข้ากระมัง?”
เฉียนชิ่งร้อนใจขึ้นมาแล้ว “ข้าน้อย…เออะ เอ่อ ข้าน้อยก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ! เอ่อ ใต้เท้า ชาวบ้านพวกนี้ต้องจงใจใส่ร้ายข้าน้อยเป็นแน่ขอรับ!”
“ใต้เท้าเฉียนช่างมีอารมณ์ขันซะจริง ท่านไม่เห็นชาวบ้านมีอาการคลุ้มคลั่งลงไปชักดิ้นน้ำลายฟูมปากหรืออย่างไร ใครจะทำร้ายร่างกายตัวเองมาใส่ร้ายคนอื่นกัน?”
เหอจิ่วเหนียงกล่าวเย้ยหยัน แล้วพูดต่อ “งานเลี้ยงในคืนนี้พวกข้าต้องขอตัวลาก่อน ชาวบ้านมากมายต้องรีบได้รับการรักษาตัว หลังจากนี้ยังมีเรื่องต้องทำอีกมากมาย ขออวยพรให้ใต้เท้าเฉียนกับฮูหยินคนใหม่ครองคู่กันนานๆจนแก่เฒ่า มีผู้สืบสกุลเร็วๆนะเจ้าคะ”
กล่าวจบนางก็จูงมือลู่ไป่ชวนเดินออกไป นางซุนกับผู้เฒ่าลู่เรียกพวกเด็กๆมา และตามขึ้นรถม้าไป
เฉียนชิ่งรู้สึกประหลาดใจยิ่งนัก งานมงคลดีๆ เหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้
จนถึงบัดนี้เขาก็ยังคงเชื่อใจกว่านอวี้เหลียน สตรีผู้อ่อนโยนและบอบบางเช่นนั้น ปกติแม้แต่มดแมลงก็ทำใจเหยียบไม่ได้ จะไปทำเรื่องที่ทำร้ายชาวบ้านเป็นวงกว้างเช่นนี้ได้อย่างไรกัน
คนอื่นๆก็เริ่มปะติดปะต่อเรื่องราวได้บ้างแล้ว จึงพากันขอตัวกลับ
.......
ระหว่างทางกลับ ลู่ไป่ชวนถามเหอจิ่วเหนียง “เมื่อครู่ข้าให้คนจับตัวเฉียนชิ่งกับกว่านอวี้เหลียนไปเลยก็ได้ เหตุใดเจ้าถึงห้ามล่ะ?”
เขาเตรียมจะลงมือแล้ว เรื่องมาถึงขั้นนี้ควรรวบตัวได้แล้ว เพราะเสียเวลามานานมากแล้วด้วย แต่คิดไม่ถึงว่าภรรยาเป็นฝ่ายล่าถอยออกมาก่อน เพราะเหตุใดกัน?
“ได้อย่างไรกันล่ะ วันนี้เป็นวันมงคลของใต้เท้าเฉียนนะ จับเขาไปวันนี้ก็ไม่เป็นมงคลสิ อย่างน้อยก็ให้เขาได้เข้าห้องหออุ่นเตียงก่อน!”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มเจ้าเล่ห์ แววตาราวกับจะสื่อบางอย่าง
ลู่ไป่ชวน “…”
“ถึงขั้นนี้แล้วพวกเขายังมีอารมณ์เข้าหออุ่นเตียงอีกหรือ?”
“มีแน่นอน! ข้าให้เวลาพวกเขา พวกเขาก็ต้องใช้เวลานั้นให้คุ้มสิ!”
เหอจิ่วเหนียงทำสีหน้าท่าทางขึงขัง เฉียนชิ่งโดนหลอกใช้ให้ทำเรื่องชั่วๆมาตั้งมากมาย หากไม่ได้สิ่งใดตอบแทนกลับมาเลย นางรู้สึกเสียใจแทนเขาจริงๆ
ดังนั้น อย่างน้อยคืนนี้…ก็ให้เขาได้อะไรกลับมาบ้าง!
ลู่ไป่ชวนนิ่งเงียบไป
ดีนะที่ไม่ได้นั่งรถม้าคันเดียวกับท่านพ่อท่านแม่และพวกเด็กๆ ไม่อย่างนั้นหากพวกเขาได้ยินวาจานี้เข้าละก็ เขาไม่อยากจะคิดเลย…
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะชอบใจ รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ยิ่งกดลึก
.......
กว่านอวี้เหลียนอยู่ในห้องหอ จึงยังไม่รู้ว่าข้างนอกเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่กว่านอวี้ผิงรู้แล้ว ตอนที่เหล่าชาวบ้านมาโวยวายเอาเรื่อง เขาก็รีบวิ่งไปส่งข่าวที่คณะงิ้วชิงอินทันที
ตอนแรกซินหรานก็อยู่ที่จวนตระกูลเฉียนเช่นกัน เพราะวันนี้คณะงิ้วของนางต้องมาทำการแสดงในงานเลี้ยง แต่เนื่องจากนางรู้สึกไม่สบายใจ จึงขอตัวกลับก่อน กว่านอวี้ผิงรีบไปหาซินหรานเพื่อปรึกษาว่าควรรับมือเช่นไร
ปรากฏว่าตอนที่ซินหรานรู้ข่าว ท่าทางนางดูเหมือนไม่ได้ตกใจอะไรเลย
“ข้าเดาไว้ตั้งแต่แรกแล้วว่ามันจะเป็นเช่นนี้”
สีหน้าท่าทีของซินหรานไร้อารมณ์ ดูไม่ออกเลยว่านางรู้สึกโกรธหรือดีใจ
“แล้วต่อไปพวกเราควรทำเช่นไรดี หน่วยหั่วอวิ๋นจะสืบสาวมาถึงพวกเราหรือไม่ เมื่อถึงตอนนั้นข้าควรทำเช่นไร?”
กว่านอวี้ผิงร้อนใจไม่น้อย เพราะเขายังต้องอาศัยอำนาจของเฉียนชิ่งในการสอบขุนนางระดับเมือง กว่าพวกเขาจะเดินมาถึงจุดนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย หากเรื่องมาแดงเอาตอนนี้ แผนการที่พวกเขาวางไว้มาหลายปีจะไม่พังลงหรือ
“ไม่ต้องร้อนใจไปหรอก ข้าให้คนส่งใบชาไปที่เมืองหลวงแล้ว ตอนนี้เกรงว่าแม้แต่ฮ่องเต้เป่ยเหยียนก็ติดชานั่นแล้ว ขอเพียงเขาต้องการชาชิงอิน ไม่ว่าให้ทำอะไรย่อมฟังพวกเราอยู่แล้ว แม้แต่ฮ่องเต้ยังฟังพวกเรา ถึงตอนนั้นแล้วยังต้องกลัวอะไรอีกเล่า”
นางเอ่ยด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่กลับทำให้คนมองรู้สึกขนลุกอย่างประหลาด
กว่านอวี้ผิงถามอย่างไม่มั่นใจ “จะ จะ…จริงหรือ?”
“ข้าเคยโกหกเจ้าด้วยหรือ เจ้าเตรียมตัวสอบระดับแคว้นปีหน้าให้ดีเถอะ ต่อให้เกิดเรื่องขึ้นที่นี่ ก็มีข้าแบกรับอยู่ ไม่กระทบไปถึงเจ้าแน่นอน”
กล่าวจบนางก็ยกถ้วยชาข้างๆ ขึ้นจิบอย่างใจเย็น
ตอนที่ 545: ท่านยินดีจะหนีไปกับข้าหรือไม่
แม้กว่านอวี้ผิงจะรู้สึกไม่มั่นใจนัก แต่เมื่อได้ยินซินหรานบอกว่าจะเป็นคนรับผิดชอบทุกอย่างเอง ก็รู้สึกโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง
ก็จริง เรื่องชาชิงอินคณะงิ้วชิงอินก็เป็นคนจัดหาและขาย กว่านอวี้เหลียนแค่มีสถานะร่วมลงทุนเท่านั้น เมื่อถึงตอนนั้นก็โยนความผิดทั้งหมดให้กับซินหราน เขากับกว่านอวี้เหลียนก็รอดแล้ว
ตอนนี้กว่านอวี้เหลียนมีตำแหน่งฮูหยินผู้ว่าการเมือง และเขาก็เป็นจวี่เหรินผู้โดดเด่นที่สุด ไม่ว่าอย่างไรก็ยังมีไพ่อยู่ในมือ
[1] จวี่เหริน : สถานะของบัณฑิตที่สอบขุนนางระดับมณฑลติด
ที่เขายังคิดเช่นนี้ได้ ก็เพราะเขายังไม่รู้ว่าลู่ไป่ชวนรู้ถึงการทุจริตการสอบของพวกเขาแล้ว ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่สามารถวางใจได้ถึงเพียงนี้
ซินหรานเห็นท่าทางอีกฝ่ายผ่อนคลายลง ก็แอบหัวเราะเยาะในใจ ผู้ชายขี้ขลาดเช่นนี้ ช่างไร้ประโยชน์ยิ่งนัก
หากไม่ใช่เพราะสองพี่น้องคู่นี้ยังพอมีประโยชน์กับองค์กรอยู่ละก็ นางไม่มีทางออกปากรับรองให้กว่านอวี้ผิงเช่นนี้เป็นอันขาด
ขณะที่กำลังสนทนากันอยู่ก็มีคนเข้ามาแจ้ง “คุณหนู นายท่านรองฉินมาเจ้าค่ะ”
“หืม ยามนี้เขามาทำไม?”
ซินหรานขมวดคิ้วเล็กน้อย นางคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจว่าฉินเจียนมาหาตอนนี้ด้วยเหตุใด
ช่วงนี้ชาวบ้านมีความเคลื่อนไหวใหญ่โตถึงเพียงนี้ นางไม่เชื่อว่าฉินเจียนจะไม่รู้ข่าวอะไรเลย
ถึงเวลาที่ต้องทดสอบเขาจริงๆแล้ว!
บ่าวรับใช้ไม่รู้ควรตอบเช่นไร ได้แต่ก้มหน้ารอฟังคำสั่ง
ซินหรานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับกว่านอวี้ผิง “เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ช่วงนี้ก็อย่าเพิ่งมาที่นี่เลย”
วาจานี้ตรงกับความต้องการของกว่านอวี้ผิงพอดี เขารีบพยักหน้ารับและรีบออกไปทางประตูหลังทันที เพื่อหลีกเลี่ยงการพบกับฉินเจียน
เมื่อได้รับอนุญาตจากซินหราน บ่าวรับใช้จึงเชิญฉินเจียนเข้ามา
ก่อนหน้านี้ฉินเจียนถูกทรมานในคุก หลังจากออกมาก็พักรักษาตัวตลอดหลายวัน จึงไม่ได้มาที่คณะงิ้วชิงอินเลย แต่ซินหรานก็ส่งคนไปสังเกตดูเขามาโดยตลอด
ฉินเจียนเดินเข้ามาก็เห็นซินหรานมีสีหน้าแววตาเย็นชา ไม่เหมือนกับคนที่เขารู้จักก่อนหน้านี้เลย ในใจชายหนุ่มพลันเกิดความระส่ำระสาย แต่ภายนอกยังคงถามอย่างร้อนใจ “ซินหราน ตกลงมันเกิดอะไรขึ้นกับชาเหล่านั้นกันแน่ พวกชาวบ้านรวมตัวโวยวายจำนวนมากปานนั้น แถมตอนนี้เรื่องก็ไปถึงหูหน่วยหั่วอวิ๋นแล้ว”
“ท่านรู้เรื่องแล้ว”
ซินหรานยกยิ้มมุมปากบางๆ วาจานี้ไม่ใช่คำถาม แต่เป็นความมั่นใจ
ฉินเจียนทำสีหน้ายอมรับ เรื่องใหญ่เพียงนี้ หากเขาแสร้งทำเป็นไม่รู้ก็ดูไม่สมจริงไปหน่อยกระมัง
“เป็นฝีมือของข้าเอง เพราะฉะนั้น ท่านจะมาจับข้าใช่หรือไม่?”
ซินหรานไม่มีท่าทีปฏิเสธ เก็บจริตอ่อนแอใสซื่อที่แสดงออกก่อนหน้านี้ไว้ ใบหน้าผุดรอยยิ้มเยาะ
เมื่อเช้าเพิ่งได้รับจดหมายที่ส่งมาจากเมืองหลวง ในจดหมายแจ้งว่าฮ่องเต้เป่ยเหยียนชื่นชอบชานั่นมาก ถึงขั้นตกรางวัลให้กับเหล่าขุนนางอาวุโสที่ได้รับความโปรดปรานเลยด้วย แต่จำนวนชาที่ส่งไปที่เมืองหลวงเหล่านั้นไม่เพียงพอ จึงขอให้นางให้คนส่งเพิ่มไปอีก
ฮ่องเต้เป่ยเหยียนติดกับดักแล้ว ตอนนี้นางไม่จำเป็นต้องเกรงกลัวสิ่งใดแล้ว
สีหน้าฉินเจียนเจ็บปวดและไม่เข้าใจ เดินเข้าไปจับมือหญิงสาวพลางกล่าว “เหตุใดเจ้าต้องทำเช่นนี้ด้วย ตอนนี้ลู่ไป่ชวนเริ่มเข้ามาตรวจสอบแล้ว อีกไม่นานต้องสืบสาวมาถึงที่นี่เป็นแน่ คนผู้นั้นหัวแข็งไร้เหตุผล ไม่มีทางฟังคำพูดข้าแน่!
ซินหราน ข้าไม่สนว่าเจ้าทำเช่นนี้เพราะเหตุใด ข้ามาที่นี่ไม่ใช่เพื่อเค้นถามเจ้า ข้าแค่อยากมาเตือนเจ้า ฉวยโอกาสตอนที่คนของลู่ไป่ชวนยังไม่มาที่นี่รีบหนีไปซะ ที่เหลือข้าจะช่วยเจ้าจัดการเอง!”
“หนีหรือ! ข้าจะหนีไปที่ใดได้?”
ซินหรานมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ สายตาจับจ้องลึกเข้าไปในดวงตาเขา ความกังวลในแววตาคนตรงหน้าไม่เหมือนเสแสร้งเลย หรือว่าเขาจะชอบนางจริงๆ
นึกถึงครั้นอยู่ในคุก เพื่อคนของคณะงิ้วชิงอิน เขายืนหยัดที่จะต่อกรกับลู่ไป่ชวนจนถึงที่สุด จึงถูกซ้อมจนปางตาย
หรือว่านางจะเข้าใจเขาผิดไปจริงๆ
“ไม่ว่าจะหนีไปที่ใด ในจิงโจวแห่งนี้ก็ไม่ใช่ที่ที่ปลอดภัยสำหรับเจ้าแล้ว ข้าเพิ่งได้ข่าวมาว่าตอนนี้ลู่ไป่ชวนไปเก็บหลักฐานตามบ้านเรือนของชาวบ้านแล้ว อีกไม่นานก็คงจะมาที่นี่ ถึงตอนนั้นคิดจะหนีก็ไม่ทันแล้วนะ!”
ท่าทางของนายท่านรองฉินตื่นตระหนกและร้อนใจมาก ดวงตาแดงก่ำเล็กน้อย ดูเหมือนกลัวจริงๆ ว่าลู่ไป่ชวนจะไม่ยอมปล่อยนางไป
ซินหรานเริ่มรู้สึกอ่อนไหว ยอมให้เขาจูงมือลากไปเรือนหลังเตรียมเก็บข้าวของหนี
แต่ทันใดนั้นนางก็ชะงักฝีเท้า
ดวงตากลมโตจับจ้องฉินเจียน และถาม “นายท่านรองฉิน ท่านยินดีจะสละทุกอย่างที่นี่แล้วหนีไปกับข้าหรือไม่?”
ฉินเจียนถึงกับอึ้ง เห็นได้ชัดว่าเขาเองก็คิดไม่ถึงว่าสตรีผู้นี้จะเอ่ยวาจานี้ออกมา
ซินหรานเอ่ยต่อ “หนีไปกับข้าก็เท่ากับว่าท่านทรยศต่อแคว้นเป่ยเหยียน จากนี้ไปท่านไม่อาจเป็นรองแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นผู้มีอนาคตสดใสอีกต่อไป ต้องระหกระเหินหนีหัวซุกหัวซุนไปกับข้า …ท่านยินดีทำหรือไม่?”
ฉินเจียนกรีดร้องโวยวายในใจ
‘โว้ย ใครอยากจะหนีไปกับเจ้ากันเล่า!’
ทว่าภายนอกเขากลับ…พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ตกลง! เจ้าไปไหนข้าจะไปด้วย!”
วาจานี้ทำให้หัวใจของซินหรานวูบไหว นางมองหน้าเขาด้วยแววตาจริงจัง ในที่สุดก็พยักหน้า “ดี!”
ฉินเจียนยืนดูนางเก็บข้าวของ ขณะที่ในหัวกำลังคิดอย่างเร็วจี๋ เขามาที่นี่เพื่อบอกข่าวให้นางรีบหนีไปให้เร็วที่สุด จากนั้นหน่วยหั่วอวิ๋นก็สามารถตามนางไปถึงฐานที่มั่นได้ แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับพลิกผันกะทันหัน ซินหรานให้เขาไปกับนางด้วย เช่นนั้นตนเองก็ได้กลับไปทำงานเหมือนตอนที่อยู่หนานไท่แล้วน่ะสิ เป็นสายลับต่อไป จากนั้นก็หาโอกาสส่งข่าวมาที่เป่ยเหยียน
เขาไม่ติดอะไร แต่เขาควรจะกลับไปบอกเรื่องนี้กับลู่ไป่ชวนก่อน ทว่าตอนนี้สถานการณ์คับขันนัก หากปลีกตัวออกไป ซินหรานต้องสงสัยเป็นแน่ เช่นนั้นก็คงทำได้แค่ตามน้ำไปก่อน แล้วค่อยหาโอกาสส่งข่าวมาให้ลู่ไป่ชวนทีหลัง
ซินหรานหนี คนอื่นๆย่อมหนีไปกับนางแน่นอน ตอนนี้คณะงิ้วชิงอินไม่ปลอดภัยแล้วจริงๆ ต่อให้ไม่โดนหน่วยหั่วอวิ๋นจับตา พวกชาวบ้านก็ต้องแห่กันมาเอาเรื่องอยู่ดี กลับกลายเป็นอุปสรรคต่อการติดต่อกับทางเมืองหลวงของพวกเขาด้วย
อย่างไรเสียตอนนี้ก็ควบคุมฮ่องเต้เป่ยเหยียนได้แล้ว จะกลับมาผงาดอีกครั้งเมื่อไรก็ได้ การหลบหนีครั้งนี้ ก็เป็นแค่การถอยเพื่อรุกในภายหลังเท่านั้น
ยิ่งไปกว่านั้นก็มีฉินเจียนไปด้วย ต่อไปก็สามารถใช้ความรักของฉินเจียนมาเป็นเครื่องมือได้
ซินหรานเก็บข้าวของของตัวเองเสร็จ ออกมาก็ยังเห็นฉินเจียนยืนรออยู่ที่เดิม จึงถาม “ท่านไม่กลับไปเก็บของหรือ?”
ฉินเจียนส่ายหน้า “สิ่งของใดล้วนเป็นของนอกกาย กลับไปตอนนี้จะถูก(เจ้า)สงสัยเอาได้ แค่ได้หนีไปกับเจ้าข้าก็พอใจแล้ว”
ชายหนุ่มกล่าวด้วยสีหน้าเปี่ยมความรักอันลึกซึ้ง ปานหลงรักซินหรานเสียเต็มประดา
ซินหรานยิ้มอย่างพึงพอใจ เดินมาจับมือเขา และกล่าว “อืม ต่อไปข้าจะดูแลท่านเอง!”
“อื้ม!”
เขายิ้มกว้าง พลางคว้าร่างนางมากอดไว้แนบอก สีหน้าเต็มไปด้วยความหวัง
ทว่าในใจกลับคร่ำครวญ คร่ำครวญ คร่ำครวญ ไม่อยู่จิงโจวแล้วก็จะไม่ได้กินเป็ดดำลู่กับชานมของน้องสะใภ้ไปอีกนาน ไหนจะของอร่อยๆอีกตั้งหลายอย่าง…
ฮือๆๆ
ในใจตั้งประณิธานอย่างแน่วแน่ว่า ต้องรีบจัดการพวกคนตงถิงและกลับจิงโจวให้เร็วที่สุด!
.......
ยามดึกสงัด กลุ่มคนคณะงิ้วชิงอินขี่ม้าเดินทางออกจากเมืองจิงโจว
ท่ามกลางความมืดมิดของยามรัตติกาล เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนยืนอยู่บนกำแพงเมือง มองคนกลุ่มนี้กำลังเคลื่อนห่างออกไป พลางอดกล่าวอย่างทอดถอนใจไม่ได้
“คิดไม่ถึงเลยว่าพี่ใหญ่ฉินจะหนีไปกับนางด้วย ช่างเป็นวาสนาของผู้หญิงคนนั้นจริงๆ”
ลู่ไป่ชวนก็ถอนหายใจยาวออกมาเช่นกัน
“ฉินเจียนเสียสละไม่น้อยเลยจริงๆ”
นี่เป็นสิ่งที่ลู่ไป่ชวนเองก็ไม่คาดคิดเช่นกัน เดิมทีแผนการในคืนนี้ก็คือ บุกไปรวบตัวทุกคนที่จวนตระกูลเฉียน
แต่ภรรยาเขากลับบอกว่า ให้ฉินเจียนไปแสดงฝีมือสักหน่อย จะดีที่สุดหากทำให้ซินหรานสามารถหนีไปจากที่นี่ได้
ทั้งหมดเป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ ทว่ากลับเกิดสิ่งที่เหนือความคาดหมายขึ้นด้วยนั่นก็คือ ฉินเจียนถูกลากตัวไปด้วย…
ตอนที่ 546: สุดท้ายนางก็แพ้
“ปะ เรากลับไปนอนดีกว่า ข้าเชื่อว่าอีกไม่นานพี่ใหญ่ฉินก็จะส่งข่าวดีมาให้พวกเรา”
การที่ฉินเจียนถูกลากตัวไปด้วย เหอจิ่วเหนียงมองว่าเป็นเรื่องดี ฉินเจียนจะสามารถสืบเรื่องนี้ได้สะดวกกว่าพวกเขาสืบกันเองมาก สามารถหาหลักฐานสำคัญออกมาได้ ถึงขั้นสามารถทำให้เป่ยเหยียนยกทัพบุกตงถิงอย่างเต็มกำลังได้ด้วย
มองจากกำลังทางทหารของแคว้นแล้ว ตงถิงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเป่ยเหยียนเลย ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งคนมาแฝงตัวในเป่ยเหยียนมากมายเพื่อเปิดช่องโหว่ให้ตงถิงบุกเข้ามาง่ายขึ้น
แต่ตอนนี้ ทางพวกเขาตวรจพบก่อนที่ช่องโหว่นั้นจะถูกเปิดแล้ว และสามารถเตรียมรับมือเอาไว้ได้ทันท่วงที คราวนี้ตงถิงเสียหายหนักแน่นอน
เมื่อถึงตอนนั้น เป็นโอกาสดีที่สุดที่เป่ยเหยียนจะยกทัพบุก
เหอจิ่วเหนียงลากลู่ไป่ชวนเดินลงมาจากกำแพงเมืองไปขึ้นรถม้า เหอจิ่วเหนียงอ้าปากหาวไปครั้งหนึ่ง ก่อนจะถามอยากกระตือรือร้น “อยากไปดูเฉียนชิ่งเข้าหอหรือไม่?”
ลู่ไป่ชวนตกใจเล็กน้อย
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะอย่างเจ้าเล่ห์ “ฮี่ๆๆ ข้าแอบวางยาเฉียนชิ่ง คืนนี้เขาจะกระปรี้กระเปร่าเป็นพิเศษ!”
ลู่ไป่ชวนตกใจอีกหน!
“ว่าอย่างไร ท่านจะไปหรือไม่ พลาดโอกาสนี้ไปไม่มีอีกแล้วนะ!”
ลู่ไป่ชวน “…”
เขามองภรรยาตัวเองอย่างหมดคำพูดจริงๆในใจคิด
หมายความว่าอย่างไรกัน! อยากไปดูว่าเฉียนชิ่งกระปรี้กระเปร่ามากแค่ไหน เพราะปกติเขาไม่กระปรี้กระเปร่าอย่างนั้นหรือ?
คิดเช่นนี้แล้วเขาก็นึกย้อนไปในคืนที่ลอบเข้าไปในคณะงิ้วชิงอินคืนนั้น …หรือว่าภรรยาจะคิดว่า เขาทำเรื่องอย่างว่าไม่ได้เรื่องจริงๆ?
“เหตุใดถึงเงียบไปล่ะ อื้อ…”
ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงยื่นหน้าไปถาม ก็ถูกลู่ไป่ชวนคว้าร่างมากอดไว้ จับศีรษะนางแหงนขึ้น บดจูบลงไปทันที
ดวงตาเหอจิ่วเหนียงเบิกกว้างด้วยความตกใจ ในใจตะลึงลาน เดี๋ยวสิ นางแค่ชวนไปดูเรื่องสนุกๆเท่านั้น สมองของสามีผู้นี้คิดสัปดนอะไรอยู่!
ทว่าเมื่อริมฝีปากถูกอวัยวะเดียวกันของอีกฝ่ายครอบครอง ร่างกายของเหอจิ่วเหนียงก็อ่อนระทวยลงทันที นางทิ้งตัวลงซบอกแกร่ง หายใจแรงอย่างหืดหอบ เมื่อมาถึงจวน ลู่ไป่ชวนก็อุ้มนางกลับเข้าห้อง
นางถูกวางลงบนเตียง มองสามีถอดเสื้อผ้าโดยไม่พูดไม่จา
เหอจิ่วเหนียงตกตะลึง
ไม่นานนักสามีก็อยู่ในสภาพเปลือยกาย ร่างกำยำขึ้นคร่อมบนร่างบาง มือใหญ่สอดเข้ามาในอาภรณ์คนใต้ร่าง ลูบไล้อย่างซุกซน พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงนุ่มทุ้มเป็นอย่างยิ่ง “ไม่ต้องอิจฉาคนอื่น เจ้าก็มีได้เหมือนกัน”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็ยิ่งตกตะลึง “!!!”
อะไรเนี่ย ข้าแค่อยากไปดูเรื่องสนุกๆเท่านั้นเอง!
เหตุใดตัวเองกลับกลายเป็นเรื่องสนุกๆเสียเองได้เล่า!
ยังไม่ทันได้ปริปากถามให้สิ้นสงสัย ก็ถูกคนร่างใหญ่ประกบริมฝีปากบดเบียดอย่างแนบแน่นแล้ว
ตลอดทั้งคืน กิจกรรมภายในห้องไม่มีท่าทีจะหยุดลงได้เลย เสียงครางกระเส่าอันเร่าร้อนที่เกิดจากการเสพสวาทของเหอจิ่วเหนียงดังขึ้นเป็นครั้งคราว แต่ไม่นานก็ถูกลู่ไป่ชวนห้ามเอาไว้ด้วยริมฝีปาก
ในค่ำคืนนี้ ลู่ไป่ชวนแสดงพลังความเป็นสามีได้อย่างสุดกำลังจริงๆ!
.......
ทางด้านฉินเจียนเร่งเดินทางตลอดทั้งคืน หลังยามดึกสงัดได้เจออารามร้างแห่งหนึ่ง ทุกคนจึงตัดสินใจหยุดพักกันที่นี่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เร่งเดินทางไปเมืองหลวงต่อ
หากไปเมืองหลวงก็จะติดต่อกับหลินอ๋องได้สะดวกขึ้น ตอนนี้คนของคณะงิ้วชิงอินไม่เกรงกลัวสิ่งใดอีก คำพูดคำจาที่ใช้อาจหาญและเปิดเผย ต่อให้ฉินเจียนแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ชี้ก็ไม่ได้แล้ว
ถึงกระนั้นเขากลับไม่ถามอะไรเลย ราวกับว่าไม่ประหลาดใจเรื่องของพวกเขาแม้แต่น้อย
“พวกเจ้าหิวกันแล้วกระมัง ข้าจะเข้าป่าไปหาของป่ากลับมาสักหน่อย”
คนที่ออกมาจากคณะงิ้วชิงอินส่วนมากเป็นสตรี มีบุรุษแค่ไม่กี่คน อีกทั้งดูท่าทางก็อ่อนแอราวกับสตรีก็มิปาน ฉินเจียนจึงไม่หวังจะพึ่งพาพวกเขา
ทุกคนมองเขาด้วยความประหลาดใจ พบว่าเขาไม่ได้สนใจเรื่องที่พวกนางสนทนากันเลยแม้แต่น้อย
ซินหรานคว้ามือเขาไว้และถาม “ไม่อยู่ฟังแผนของพวกเราก่อนหรือ ถึงอย่างไรจากนี้ต่อไปท่านก็เป็นส่วนหนึ่งของพวกเราแล้ว”
“ไม่ละ ความตั้งใจของข้าก็คือพาเจ้าหนี ส่วนเรื่องของพวกเจ้าข้าไม่อยากเข้าไปยุ่ง”
เขาจงใจแสดงท่าทีโกรธเคืองเล็กน้อย เช่นนี้ถึงจะดูสมจริงมากขึ้น เพราะหากพูดอย่างสมเหตุสมผล ทุกอย่างที่ผ่านมา ซินหรานเป็นฝ่ายหลอกลวงเขา ส่วนเขาก็เชื่อนางจนหมดใจ ต่อให้รู้ว่าถูกนางหลอกก็ยังพานางหนีออกมาด้วยกันอย่างไม่ลังเล แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่โกรธเลย คนที่ถูกหลอกแล้วยังไม่โกรธนั่นมันคนโง่แล้ว
ฉินเจียนคิดว่าการที่ตนเองแสดงบทบาทเช่นนี้เป็นเรื่องปกติ เพราะเป็นไปตามความรู้สึกของมนุษย์ทั่วไป
และก็เป็นจริงดังนั้น สดับวาจาของชายหนุ่ม ในใจซินหรานก็รู้สึกซาบซึ้ง
ทว่า…
พริบตาต่อมา คมกริชเล่มหนึ่งก็จ่อที่หน้าท้องของฉินเจียน
ซินหรานออกแรงไม่น้อย แม้ตอนนี้อากาศจะหนาว ฉินเจียนสวมเสื้อผ้าหนา แต่ก็ยังรู้สึกได้ถึงความเจ็บแปลบจากจุดที่ปลายกริชเล่มนั้นสัมผัส
“ซินหราน นี่เจ้า…”
ฉินเจียนเผยสีหน้าตกตะลึงอย่างไม่น่าเชื่อออกมา คนอื่นก็ตกใจกับปฏิกิริยาของซินหราน รีบลุกขึ้นเดินเข้ามาหานางทันที
ซินหรานมองฉินเจียนด้วยดวงตาแดงก่ำ มุมปากยังคงมีรอยยิ้ม ทว่าคำพูดที่เอื้อนเอ่ยออกมากลับเต็มไปด้วยความถากถางตัวเอง “นายท่านรองฉิน ท่านหลอกข้าได้เจ็บแสบยิ่งนัก!
ฮ่าๆๆ ข้านี่โง่จริงๆ หลงคิดไปว่าท่านรักข้าอย่างลึกซึ้งสุดหัวใจ ไม่เคยสงสัยในตัวท่านเลยสักนิด สุดท้ายคนที่โง่ที่สุดก็คือตัวข้าเอง!”
ซินหรานตำหนิตัวเองด้วยรอยยิ้ม ทว่าดวงตากลับมีน้ำตาเม็ดใหญ่เอ่อคลอ
ที่ผ่านมา นางนึกโทษตัวเองอยู่ตลอด นางหลอกลวงเขาเช่นนี้หากวันหนึ่งเขารู้ความจริงเข้าจะเป็นเช่นไร เขาจะเจ็บปวดขนาดไหน แต่ตอนนี้เพิ่งจะตระหนักได้ว่า คนที่ต้องฝ่ายเจ็บปวดกลับเป็นนางเอง
คนที่เผลอใจรักตั้งแต่ต้นจนจบ ก็คือคนโง่อย่างนางเพียงฝ่ายเดียว
ในใจฉินเจียนเริ่มตื่นตระหนก ไม่รู้ว่าตัวเองเผยพิรุธอะไรออกไปถึงถูกจับได้เช่นนี้
หรือว่านี่จะเป็นการทดสอบของนางอีก!
“ซินหราน เจ้าพูดอะไร ความรู้สึกที่ข้ามีต่อเจ้า เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ?”
ใบหน้าของฉินเจียนเต็มไปด้วยความเจ็บปวด สัมผัสได้ถึงความเจ็บแสบที่หน้าท้องของตัวเองได้ ถึงอย่างนั้นเขายังกัดฟันแน่น จงใจขยับเข้าไปใกล้คนตรงหน้าอีกก้าวเพื่อแสดงความจริงใจ
ซินหรานกลับร่นถอยหลังไปหนึ่งก้าว ปลายมีดจึงยังไม่แทงทะลุเข้าไป
“ท่านไม่จำเป็นต้องพิสูจน์อะไรกับข้าอีกแล้ว ท่านทำดีมากเพียงใดก็ไม่อาจปกปิดความจริงจากร่างกายท่านได้”
ซินหรานยิ้มขมขื่น คราวนี้ไม่เพียงฉินเจียนเท่านั้น แม้แต่คนอื่นต่างก็สับสนงุนงงไปด้วย นางหมายความว่าอย่างไรกัน?
ก่อนหน้านี้มั่นใจหนักหนาว่าไว้ใจฉินเจียนได้ไม่ใช่หรือ
“เหตุเพลิงไหม้ในโรงเก็บชาของคณะงิ้วชิงอิน ท่านเป็นคนจุดไฟเผากระมัง คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าข้าจะโดนท่านหลอกได้ ข้าเพิ่งจะเข้าใจเรื่องราวทั้งหมดก็ตอนนี้เอง เหอะๆ!”
ว่าอย่างไรนะ!
ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ฉินเจียนเป็นคนวางเพลิงอย่างนั้นหรือ!?
แต่วันนั้นฉินเจียนไม่อยู่ไม่ใช่หรือ!
ที่บอกว่าฉวยโอกาสตอนที่ลู่ไป่ชวนไม่อยู่รีบไปสร้างผลงานความดีความชอบ…
เป็นเรื่องโกหกอย่างนั้นหรือ!
ในใจฉินเจียนตกใจไม่น้อย แต่ก็ยังคิดว่าตนเองยังหาทางรอดได้ “ซินหราน เจ้าพูดอะไรของเจ้า ข้าไม่รู้จริงๆว่า…”
“พอได้แล้ว!”
ซินหรานตวาดขัดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ข้าให้ท่านดื่มชาชิงอินมาตั้งนาน ตามหลักท่านควรจะติดชานั่นตั้งนานแล้ว ท่านไม่ได้ดื่มหลายวัน แต่กลับไม่มีอาการอะไรเลย… ยังต้องให้ข้าพูดมากกว่านี้อีกหรือไม่?”
สงครามทางจิตใจนี้ สุดท้ายก็เป็นนางที่พ่ายแพ้ก่อน …พ่ายแพ้อย่างราบคาบ!
ฉินเจียนตัวแข็งทื่อไป
‘ซวยแล้ว! ลืมเรื่องนี้ไปได้อย่างกัน!’
น้องสะใภ้ให้ยาแก้พิษเขา เพราะฉะนั้นไม่ว่าเขาจะดื่มชานั่นไปมากเพียงใดก็ไม่มีทางติด และด้วยเหตุนี้เขาจึงไม่ได้กังวลเรื่องนี้เลย
จนลืมคำนึงถึงเรื่องนี้ไปเสียสนิท
นับตั้งแต่ถูกลู่ไป่ชวนจับตัวไปขังในคุกจนกระทั่งถึงตอนนี้ นับสิบวันแล้วที่เขาไม่ได้ดื่มชานั่น แต่เขากลับไม่มีอาการอะไรเลย …บ่งบอกได้ชัดเจนว่าชานั่นไม่ส่งผลใดต่อเขาแม้แต่น้อย
ของสิ่งนั้นมีพิษร้ายแรง ไม่ว่าจิตใจเข้มแข็งเพียงใดก็ไม่มีทางทนได้ แต่ฉินเจียนกลับไม่มีอาการใดเลยทั้งๆที่เขาไม่รู้เรื่องนี้
แค่นี้ก็ชัดเจนทุกอย่างแล้ว
“จะว่าไปก็ต้องขอบคุณลู่ไป่ชวนนะที่จับพวกเราไปขังไว้ด้วยกันตั้งนาน ไม่อย่างนั้นข้าคงคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าทุกสิ่งทุกอย่างที่ท่านทำให้ข้าล้วนเป็นเรื่องโกหกหลอกลวงทั้งสิ้น!”
ซินหรานน้ำตาร่วงเผาะ ก่อนจะทิ้งกริชในมือลงบนพื้น
คนอื่นๆของคณะงิ้วชิงอิงพลันชักกระบี่ออกมา ชี้ปลายกระบี่ไปที่ฉินเจียน
ซินหรานทำใจลงมือเองไม่ได้ แต่ก็ไม่อาจปล่อยให้ฉินเจียนมีชีวิตรอดไปได้อีก
ตอนที่ 547: ปล่อยนางไป
ในเมื่อเรื่องราวถูกเปิดโปงถึงขั้นนี้แล้ว ฉินเจียนก็ไม่จำเป็นต้องแสดงละครบทบาทหนุ่มคลั่งรักอีกต่อไป เขาร่นถอยหลังหลายก้าว สายตาจับจ้องกลุ่มคนอันตรายตรงหน้าอย่างระแวดระวัง
เขาแฝงตัวอยู่ในคณะงิ้วชิงอินมานาน ย่อมรู้ถึงความสามารถของคนเหล่านี้ดี แต่ละคนฝีมือไม่อ่อนด้อยเลย หากสู้กันตัวต่อตัว คนเหล่านี้ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาแน่นอน แต่หากรุมเป็นหมาหมู่ละก็ เกรงว่าเขาคงลำบากไม่น้อย
เขาหนีมากับคนเหล่านี้กะทันหันไม่ทันได้แจ้งลู่ไป่ชวน ยามนี้อยู่ห่างจากเมืองมาไกลแล้ว ต่อให้จุดพลุส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือก็เกรงว่าคงมาช่วยไม่ทัน
คืนนี้เขาต้องจบชีวิตลงที่นี่จริงๆหรือ!
ไส้ศึกเป่ยเหยียนกัดฟันแน่น ในใจคิดสาละวน …แม่เจ้า! ถ้ารู้ว่าเป็นเช่นนี้ ข้าคงไปกินเป็ดดำลู่สักมื้อก่อนออกจากเมืองแล้ว นี่เป็นรสชาติอาหารที่ข้ายกให้เป็นอันดับหนึ่ง รสชาติที่ตราตรึงใจข้ามากนะ! หากไม่ได้กินก่อนตาย ไม่เท่ากับเสียชาติเกิดหรอกหรือ!
ท่านอ๋องยังไม่ได้เป็นฮ่องเต้ ข้ายังไม่ทันได้แต่งงานมีเมียเลย เห็นเจ้าไป่ชวนคลั่งรักทุกวัน ข้ากลับยังไม่เคยมีแม้แต่ความรักด้วยซ้ำ ข้าไม่ได้แต่งงาน คงเกิดมาเสียชาติเกิดแย่
ไม่ได้ ไม่ได้!
ข้ายังไม่เคยลิ้มรสความเจ็บปวดของความรักเลย!
ต่อให้ต้องสู้จนสุดชีวิต ก็ต้องเอาชีวิตรอดกลับไปให้ได้!!
ชายผู้ไม่ยอมตายเพราะยังมีเป้าหมายหลายอย่างในชีวิตบังเกิดแรงผลักดัน พลันชักกระบี่ยาวออกมาจากข้างเอว เอ่ยถามซินหรานเสียงเรียบ “ที่เจ้าล่อข้าออกมา ก็เพื่อจะเอาชีวิตข้าอย่างนั้นหรือ?”
“ฉลาดแล้วนี่”
ซินหรานระบายยิ้มฝืนใจ แต่ก็บอกกล่าวอย่างร้ายกาจออกไปเพื่อให้เขาได้กระจ่างก่อนสิ้นลม “ท่านยินดีหนีออกมากับพวกข้า ไม่ใช่เพราะอยากสืบข่าวหรอกหรือ? ท่านคิดว่าข้าจะยอมให้ท่านสมความปรารถนาอย่างนั้นหรือ
แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ข้าบอกท่านให้ท่านได้ตายตาหลับก็แล้วกัน
ชาชิงอินของตงถิงไม่มียาแก้พิษหรอกนะ หากติดแล้วก็จะติดไปตลอดชีวิต คนไร้ความสามารถอย่างพวกคนเป่ยเหยียน สุดท้ายก็ต้องยอมจำนน คุกเข่าแทบเท้าคนตงถิงอย่างพวกข้าในสักวันหนึ่งอยู่ดี!”
ฉินเจียนแค่นหัวเราะเยาะทันทีหลังสิ้นประโยคน่าโมโหของอีกฝ่าย ก่อนจะตอกกลับ “เฮอะ หน้าตาอัปลักษณ์แล้วยังคิดเพ้อเจ้อฝันหวานอีกรึ! หากไม่มียาแก้พิษจริง เจ้าลองเดาดูซิว่าข้าดื่มชาไปมากมายปานนั้นแล้วเหตุใดยังไม่ติดอีก?”
ไหนๆเรื่องก็แดงแล้ว ฉินเจียนไหนเลยจะต้องพูดจาดีๆอีก วาจาที่กล่าวออกมาจึงเชือดเฉือนตามวิสัยของเขาทันที
แม้ซินหรานจะรู้แล้วว่าที่ผ่านมาอีกฝ่ายเล่นละครตบตา แต่เมื่อได้ยินเขาต่อว่าตนจังๆ ถึงขั้นนี้ ก็รู้สึกเจ็บปวดมากอย่างอดไม่ได้
คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะกล้าว่านางอัปลักษณ์ ทั้งๆที่ผ่านมา เขามักพูดอย่างหลงใหลเสมอว่านางเป็นสตรีที่โฉมงามที่สุดในใต้หล้า
หึ คงจะจริงดั่งคำกล่าวที่ว่า วาจาจากปากของบุรุษล้วนโกหกทั้งเพ!
“ฉินเจียน ท่านกล้าพูดถึงขนาดนี้เลยหรือ! ท่านไม่รู้สึกผิดต่อคุณหนูของพวกเราบ้างเลยรึอย่างไร!”
คนที่ตะคอกสวนกลับมาทันควันอย่างเดือดดาลนี้ ก็คือสาวใช้ประจำตัวของซินหราน
ในตอนแรกที่ฉินเจียนก้าวเข้ามาพัวพันกับคณะงิ้วชิงอิน นางสัมผัสได้รางๆว่าฉินเจียนผู้นี้ไว้ใจไม่ได้ ทว่าตั้งแต่ซินหรานป่วย เขาคอยดูแลคุณหนูของนางอยู่ที่คณะงิ้วตลอดเช้าค่ำ ถึงขั้นหลังจากที่ซินหรานได้กินยาของเหอจิ่วเหนียงเข้าไปแล้วมีอาการท่าทางแปลกไป ฉินเจียนก็ไม่เคยแสดงท่าทีรังเกียจเลย ทั้งยังฝึกยุทธ์กับซินหรานอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย นางจึงยอมเชื่อว่า ฉินเจียนอาจจะหลงรักคุณหนูของนางอย่างลึกซึ้งจริงๆ แล้วจึงค่อยๆคลายความระแวดระวังลง
แต่ตอนนี้ พอถูกคุณหนูจับได้ เขากลับกล่าววาจาเสียดแทงหัวใจถึงขั้นนี้ออกมา!
คนอื่นอาจไม่รู้ แต่นางในฐานะสาวใช้ประจำตัวคุณหนู ย่อมรู้ว่าคุณหนูมีใจให้ฉินเจียนแล้วจริงๆ ไม่ต้องคิดก็รู้แล้วว่าตอนนี้คุณหนูจะเจ็บปวดมากเพียงใด
“ชิ!” ฉินเจียนส่งเสียงชิชะราวกับนักเลง ก่อนจะกล่าวอย่างไม่แยแส “พูดอย่างกับพวกเจ้ารู้สึกผิดต่อข้าอย่างนั้นแหละ หากไม่ใช่เพราะน้องสะใภ้ข้าให้ยาแก้พิษไว้ละก็ ตอนนี้ข้าคงเป็นคุณชายเสพติดชานั่น กลายเป็นทาสรับใช้ของพวกเจ้าไปแล้ว!”
ได้ยินเขาพูดถึง ‘น้องสะใภ้’ ครั้งแล้วครั้งเล่าเช่นนี้ก็รู้ได้ทันทีว่า ความสัมพันธ์ของเขากับตระกูลลู่นั่นดีมากเพียงใด ซินหรานโกรธจนแทบกระอักเลือด ก่อนหน้านี้นางปักใจเชื่อไปได้อย่างไรว่าพวกเขาบาดหมางกันถึงเพียงนั้น!
“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว! ลงมือ!”
คนหนึ่งในกลุ่มออกคำสั่ง ทุกคนจึงถืออาวุธล้อมเข้าโจมตีฉินเจียนทันที
ฉินเจียนถอยร่นไปหลายก้าว ขณะรับมือก็คิดหาทางหลบหนีไปด้วย และที่น่าหงุดหงิดก็คือ ม้าของเขาถูกผูกไว้กับต้นไม้ซึ่งอยู่ไกลจากตรงนี้มาก ไม่ว่าฉินเจียนจะเรียกอย่างไรมันก็ไม่มา
ไม่มีม้าเขาก็ไม่มีทางหนีได้ทัน เช่นนั้นก็ทำได้แค่สู้สุดใจแล้ว!
ฉินเจียนกัดฟันแน่น ในใจคิดอย่างเคียดแค้น หากวันนี้ไม่อาจรอดกลับไปได้ ก็ขอลากคนตงถิงชั่วช้าพวกนี้ลงนรกไปด้วยกันเลยก็แล้วกัน! ถือว่าทำความดีก่อนตาย
แค่เสียดายที่จะไม่ได้อยู่กินอาหารสูตรใหม่ที่น้องสะใภ้ทำอีกแล้ว…
เมื่อคิดได้ดังนี้หัวใจก็ยิ่งฮึกเหิม มือใหญ่ง้างกระบี่ฟาดสุดแรง ปลิดชีพสตรีสองคนที่อยู่ใกล้เขาที่สุดในทันที
คนอื่นเห็นดังนั้นก็ตกใจ คิดไม่ถึงว่าพวกนางหลายคนล้อมโจมตีฉินเจียน แต่ฉินเจียนยังสามารถฆ่าสหายของพวกนางได้ถึงสองคน!
การตายของสหายสองคนนั้น ยิ่งกระตุ้นจิตสังหารของทุกคนให้ลุกโชนขึ้น บุกโจมตีฉินเจียนอย่างสุดกำลัง
เริ่มแรกฉินเจียนยังสามารถรับมือได้ แต่พอนานเข้าก็เริ่มทนไม่ไหว หลังจากสังหารเพิ่มไปได้สามคน ร่างกายของเขาเองก็เต็มไปด้วยบาดแผล มือที่จับกระบี่ก็เริ่มสั่นเทา
บัดนี้ใกล้เวลารุ่งสาง หลายวันที่ผ่านมาท้องฟ้าแจ่มใส ชายหนุ่มทอดมองไปทางทิศตะวันออก …ไม่รู้ว่าหลังจากวันนี้ ตนเองจะมีโอกาสได้เห็นดวงตะวันโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าอีกหรือไม่
“ตายซะเถอะ!”
คู่ต่อสู้เห็นว่าฉินเจียนได้รับบาดเจ็บสาหัส เลือดอาบทั้งตัว จึงรีบฉวยโอกาสนี้รวบรวมพลังทั้งหมดที่มีพุ่งโจมตีเขาทันที
ฉินเจียนใช้กำลังเฮือกสุดท้ายรับการโจมตี กระบี่ในมือของเขาที่ยกขึ้นต้านการโจมตีถูกฟันจนหักเป็นสองท่อน และคมดาบของอีกฝ่ายก็กำลังจะฟันลงบนหน้าเขา
ฉินเจียนหลับตาลงอย่างหมดแรง เขาพยายามต่อสู้อย่างสุดกำลังแล้ว…
ภารกิจปราบสายลับตงถิงยังไม่สำเร็จ แต่เขาไม่อาจอยู่รับใช้ท่านอ๋องได้อีกต่อไปแล้ว
.......
ทว่าผ่านไปครู่หนึ่ง คมดาบที่หมายเอาชีวิตเขาก็ยังไม่ฟาด.ลงมา
ฉินเจียนลืมตาขึ้น พลันนั้นดวงตาของคนรอรับความตายก็ยิ่งเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ
ไม่รู้ว่าชายชุดดำสี่คนตรงหน้าโผล่มาจากไหน เข้ามาช่วยปัดเป่าเภทภัยของตนออกไปได้ ทั้งยังเข้าสู้กับคนคณะงิ้วชิงอินอย่างไม่ออมมือ
ฝีมือของชายชุดดำทั้งสี่แข็งแกร่งมาก สามารถบดขยี้คนคณะงิ้วชิงอินได้อย่างราบคาบ
คนของคณะงิ้วชิงอินก็คิดไม่ถึงว่าจู่ๆ จะมีคนโผล่มาเช่นนี้ คิดจะหนีก็ไม่ทันเสียแล้ว ทุกคนล้วนตายภายใต้คมดาบของชายชุดดำทั้งสี่
เดิมทีซินหรานคิดว่าฉินเจียนต้องตายอย่างไม่ต้องสงสัย ตนจึงยืนดูเฉยๆโดยไม่ได้เตรียมตั้งรับสิ่งใด ตอนนี้พอเห็นว่าคนของตนตายไปจำนวนมาก นางก็ไม่คำนึงถึงสิ่งใดอีก รีบขี่ม้าหนีไปอย่างรวดเร็ว
คนชุดดำคิดจะตามไปจับตัวนางไว้ แต่ฉินเจียนตะโกนสั่ง “ปล่อยนางไป!”
คนชุดดำไม่ได้ขัดขืน แต่ก็ยังจับจ้องตามทิศทางที่หญิงสาวหนีไป
ซินหรานกลับตัวแข็งทื่อเมื่อได้ยินคำพูดนี้ ในใจเกิดความคิดขัดแย้ง
ราวกับเป็นห่วงกันเช่นนี้ ในใจเขาไม่มีนางเลยจริงๆหรือ?
แต่ไม่มีใครหาได้ล่วงรู้เจตนาของฉินเจียน นั่นก็คือ เขาทำตามความตั้งใจของน้องสะใภ้ คือปล่อยให้ซินหรานหนีไป เพื่อจะใช้นางเป็นเหยื่อล่อให้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังออกมา หากซินหรานตาย หมากที่น้องสะใภ้วางไว้ก่อนหน้านี้ก็สูญเปล่าน่ะสิ
หนึ่งในคนชุดดำเข้ามาดูอาการของฉินเจียน และพบว่าเขาบาดเจ็บหนักเอาการ จึงป้อนยาลูกกลอนให้เขากินสองเม็ด
“ขอบคุณมาก พวกเจ้าคือ…”
“พวกเราเป็นคนของหอเชียนฟานขอรับ นายท่านสามลู่รู้ว่าท่านแฝงตัวอยู่ในคณะงิ้วชิงอินจะเกิดอันตรายขึ้นได้ ก็เลยให้พวกเราแอบคุ้มกันท่านอย่างลับๆขอรับ”
ฉินเจียนตกใจมาก ที่แท้ก็เป็นคนของหอเชียนฟานนี่เอง
เป็นคนที่ลู่ไป่ชวนเตรียมการเอาไว้!
ทันใดนั้นเขาก็นึกขึ้นได้ว่า ตอนนั้นลู่ไป่ชวนบอกว่าอยากจะส่งคนคอยคุ้มกันเขาอย่างลับๆ แต่คนของหน่วยหั่วอวิ๋นไม่เพียงพอ ตอนนั้นเขายังเป็นคนบอกเองว่าไม่เป็นไร ไม่อยากให้ลู่ไป่ชวนต้องวุ่นวาย แต่คิดไม่ถึงว่าสหายจะไปขอความช่วยเหลือจากกองกำลังนอกมา ทั้งยังช่วยเขาได้ในช่วงเวลาสำคัญพอดี!
เป็นเช่นนี้เสมอ ในช่วงเวลาคับขัน ก็ยังมีสหายพี่น้องนี่แหละที่พึ่งพาได้!
พวกเขาช่วยพยุงฉินเจียนขึ้นหลังม้า คำนึงถึงบาดแผลที่สาหัสของเขาจึงค่อยๆเดินทางไปช้าๆ แต่ถึงกระนั้นฉินเจียนก็ทนอาการบาดเจ็บสาหัสไม่ไหว หมดสติไปในที่สุด
เมื่อเห็นว่าคนที่ต้องคุ้มกันหมดสติไปแล้ว คนชุดดำจึงมองตากัน จากนั้นก็รีบควบม้าเร่งเดินทางกลับเข้าเมืองอย่างรวดเร็ว กลับไปตอนนี้ก็น่าจะไปถึงสวนซีสุ่ยก่อนที่เหอจิ่วเหนียงจะไปตรวจคนไข้ที่โรงหมอพอดี
ตอนที่ 548: อารมณ์ความเป็นแม่ของนางซุน
เพราะเหตุผลบางอย่าง ทำให้วันนี้เหอจิ่วเหนียงนอนขี้เซาอีกครั้ง ตะวันโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าแล้วก็ยังไม่ตื่น
วันนี้ลู่ไป่ชวนตั้งใจจะไปตรวจค้นจวนผู้ว่าการเมือง แต่ก็อยากรอเหอจิ่วเหนียงก่อน จะได้ออกจากจวนไปพร้อมกัน ชายหนุ่มตื่นมาทำหน้าที่กำกับดูแลพวกเด็กๆฝึกยุทธ์เฉกเช่นทุกวัน ส่วนนางซุนกำลังร้อยเข็ม ช่วยผู้เฒ่าลู่ซ่อมกล้องสูบยาเส้น ทว่าทั้งๆที่เขาทำนู่นทำนี่เพื่อรอเหอจิ่วเหนียงตื่น กลับกลายเป็นว่าเป็นการรอรับฉินเจียนที่บาดเจ็บสาหัสแทน
“นายท่านสาม แย่แล้วขอรับ ใต้เท้าฉินถูกนำตัวกลับมาแล้วขอรับ!”
วันนี้เวรเฝ้าประตูจวนเป็นของสวีต้าซาน เห็นมีคนมาเขาก็รีบเข้ามารายงานทันที
สวีต้าซานรู้ว่าผู้มาเยือนเป็นใครและสถานการณ์เป็นเช่นไรจึงไม่ปล่อยให้คนเหล่านั้นรอด้านนอก พาพวกเขาเข้ามาในจวนโดยตรง
ดังนั้นพอลู่ไป่ชวนเงยหน้ามอง ก็เห็นชายชุดดำกำลังหามฉินเจียนเข้ามา
“ไอหยา พุทโธพุทธัง! นี่มันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดจึงได้บาดเจ็บถึงเพียงนี้!”
นางซุนเห็นดังนั้นก็รีบเข้าไปดูทันที อาการของฉินเจียนตอนนี้สาหัสกว่าครั้นที่เหอจิ่วเหนียงแบกกลับมาในคราวที่ลี้ภัยมาก!
“ตัวตนของนายท่านรองฉินถูกจับได้แล้วขอรับ พวกคนคณะงิ้วชิงอินก็เลยพยายามฆ่า”
หนึ่งในชายชุดดำอธิบาย
“ลำบากพวกเจ้าแล้ว”
ลู่ไป่ชวนรีบให้คนพาฉินเจียนไปที่ห้องพักของแขก ส่วนตนรีบไปปลุกเหอจิ่วเหนียงให้มาช่วยชีวิตฉินเจียน
จากนั้นชายชุดดำทั้งสี่ของหอเชียนฟานก็ถูกเชิญไปที่ห้องรับแขกเพื่อกินข้าว ทั้งสี่ร้องขอพร้อมกันว่าอยากกินเป็ดดำลู่
สำหรับจวนตระกูลลู่ คำขอเล็กๆน้อยๆ แค่นี้ย่อมได้รับการตอบสนองอย่างไร้เงื่อนไขอยู่แล้ว และไม่ได้มีแค่เป็ดดำลู่เท่านั้น ยังมีชานม เต้าหู้เหม็น มันฝรั่งทอด และอีกมากมาย…
เหอจิ่วเหนียงรีบวิ่งไปดูอาการของฉินเจียนทั้งๆที่ยังไม่ได้ล้างหน้าล้างตา เมื่อเห็นบาดแผลทั่วทั้งร่างของคนบนเตียง ก็.อดอุทานไม่ได้
แม่เจ้า!
“โชคดีที่คนของหอเชียนฟานช่วยห้ามเลือดเอาไว้แล้ว ไม่อย่างนั้นตอนนี้เลือดคงหมดตัวเป็นแน่”
ขณะที่เอ่ยเหอจิ่วเหนียงก็นำยาลูกกลอนที่ตนเองหลอมขึ้นมาเองยัดเข้าปากฉินเจียนหลายเม็ดอย่างไม่เสียดาย จากนั้นก็ให้ลู่ไป่ชวนช่วยถอดเสื้อผ้าเขาออก
แม้ชายหนุ่มแซ่ลู่จะนึกหงุดหงิดอยู่บ้างที่ให้ภรรยาต้องมาเห็นเรือนร่างของฉินเจียน แต่ตอนนี้เป็นช่วงเวลาความเป็นความตาย หาใช่เวลาที่ต้องคิดเล็กคิดน้อยไม่ เขาจึงลงมือถอดเสื้อผ้าของฉินเจียนออกอย่างรวดเร็ว
โชคดีที่ไม่มีแผลที่ก้น เขาจึงเหลือกางเกงชั้นในไว้อยู่
“เขาจะไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
ลู่ไป่ชวนมองบาดแผลที่พาดยาวบนร่างของฉินเจียน คิ้วกระบี่ขมวดเป็นปมแน่น แววตาฉายแววกังวลจนเอ่อล้น
“มีข้าอยู่ ไม่ต้องกังวล!”
เหอจิ่วเหนียงตบอกรับประกัน อาการของฉินเจียนหากตกไปอยู่ในมือคนอื่นอาจไม่รอด แต่นางเป็นใครกันเล่า?
มีความสามารถทำได้ทุกอย่าง!
จะให้พี่ใหญ่ฉินเป็นอะไรไปได้อย่างไรกัน!
นางเริ่มจากใช้ยาน้ำทำความสะอาดแผล จากนั้นทายาตามแผลเล็กๆเย็บแผลที่ฉกรรจ์ และพันแผล
ขั้นตอนทุกอย่างเป็นไปอย่างรวดเร็ว ใช้เวลาไม่นานก็เสร็จสิ้น
เพียงแต่ฉินเจียนเสียเลือดมาก ตอนนี้ร่างกายจึงอ่อนแรง เหอจิ่วเหนียงชะเง้อมองไปด้านนอก ก่อนจะถาม “ข้างนอกไม่มีใครอยู่ใช่หรือไม่?”
“มีแค่ท่านพ่อกับท่านแม่อยู่”
“ท่านให้พวกเขาไปอยู่รับแขกสี่คนนั้นก่อน หาอะไรให้พวกเขาทำสักหน่อย พี่ใหญ่ฉินเสียเลือดมาก ข้าต้องถ่ายเลือดให้เขา”
เหอจิ่วเหนียงเริ่มเตรียมของโดยไม่เงยหน้าขึ้นมามอง
“ถ่ายเลือด?”
ลู่ไป่ชวนแปลกใจ คำนี้เขาไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน
ถ่ายเลือดใคร แล้วถ่ายอย่างไร?
“ใช่ ในห้วงมิติข้ามีของที่ทำได้ ท่านวางใจเถอะ”
เอ่ยจบหมอหญิงก็โบกมือเพื่อบอกให้สามีรีบออกไปทำตามที่นางบอก
แม้ลู่ไป่ชวนไม่ค่อยวางใจนัก แต่ก็ออกไปถ่วงเวลาท่านพ่อกับท่านแม่เพราะกลัวว่าพวกเขาจะเข้ามาเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็น
เหอจิ่วเหนียงเจาะเลือดฉินเจียนออกมาเล็กน้อยเพื่อตรวจหาหมู่เลือด จากนั้นก็นำถุงเลือดออกมาจากห้วงมิติ และเริ่มถ่ายเลือดให้คนเจ็บทันที
ส่วนทางด้านลู่ไป่ชวนก็หลอกล่อให้นางซุนกับผู้เฒ่าลู่ไปต้อนรับคนทั้งสี่ของหอเชียนฟานได้สำเร็จ
สองชรามองฉินเจียนเป็น…เอ่อ…มองเขาเป็นบุตรบุญธรรมมาโดยตลอด ฉินเจียนบาดเจ็บสาหัสได้รับการช่วยเหลือกลับมาได้อย่างปลอดภัยไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ ควรแสดงความขอบคุณคนเหล่านี้เป็นอย่างยิ่ง
คิดได้ดังนี้ สามพ่อแม่ลูกตระกูลลู่จึงไปที่ห้องรับแขกด้วยกัน และเห็นทั้งสี่กำลังสวาปามอาหารกันอย่างเอร็ดอร่อย
พวกเขาอยู่ในองค์กรเช่นนั้น ต้องออกไปทำภารกิจข้างนอกตลอดปี นอนกลางดินกินกลางทรายเป็นอาจิณ วิถีชีวิตเป็นไปอย่างง่ายๆ และรวดเร็วพอให้รอดไปวันๆ ไม่ได้พิถีพิถันอะไร และน้อยนักที่จะได้ลิ้มรสของอร่อยๆเช่นนี้
ครอบครัวลู่แสดงน้ำใจเต็มเปี่ยม ไม่เพียงเตรียมเป็ดดำลู่กับอาหารว่างให้พวกเขาเท่านั้น ยังมีปลานึ่งเนื้อย่างอีกสารพัด เพียงพอที่จะทำให้พวกเขาอิ่มหนำสำราญได้เต็มที่
เห็นเจ้าบ้านเดินเข้ามา ชายมากฝีมือทั้งสี่ก็จะลุกขึ้นแสดงความเคารพ แต่นางซุนชิงกล่าวขึ้นทันที “ไม่ต้องมากพิธีหรอก กินกันตามสบายเลยนะ ไอ้หยา แต่ละคนเหตุใดจึงผอมเช่นนี้ล่ะ กินเข้าไปเยอะๆหน่อย กินเยอะๆ!”
นางซุนพิจารณารูปร่างของยอดฝีมือทั้งสี่ พบว่าแต่ละคนร่างผอมบางราวกับขาดสารอาหาร จึงรีบหยิบตะเกียบสะอาดคู่หนึ่งบนโต๊ะขึ้นมา แล้วคีบอาหารใส่ชามพวกเขาเป็นพัลวัน
“ขอบคุณเหล่าฮูหยินลู่ขอรับ!”
ทั้งสี่ตกใจที่ได้รับความห่วงใยเช่นนี้ แม้พวกเขาจะไม่ได้อยู่ในความดูแลของลู่ไป่ชวน แต่ด้วยความสัมพันธ์ของตระกูลลู่กับท่านหัวหน้าหอ สถานะของพวกตนและตระกูลลู่ก็ถือว่าเป็นแค่เจ้านายกับลูกน้องเช่นกัน แต่เหล่าฮูหยินลู่กลับคีบอาหารให้พวกเขาด้วยตัวเองเช่นนี้ ช่างเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
“ไม่ต้องเกรงใจ ไม่ต้องเกรงใจ ดูซิ แต่ละคนร่างกายผอมกะหร่องเช่นนี้ หากพ่อแม่ของพวกเจ้ามาเห็นเข้าคงเจ็บปวดใจแย่ เอ้าๆ กินเยอะๆ นี่เป็นน้ำแกงบำรุงร่างกาย พวกเจ้าต้องดื่มเข้าไปเยอะๆนะ!”
สำหรับนางซุนที่อายุปูนนี้แล้ว สิ่งที่ทำให้นางมีความสุขที่สุดก็คือการที่ได้เลี้ยงลูกหลานให้อ้วนท้วนสมบูรณ์แข็งแรง ทุกวันนี้เด็กๆในบ้านใบหน้าจ้ำม่ำ ร่างกายอ้วนท้วนแข็งแรง หญิงชราปลื้มใจไม่น้อย แต่พอเห็นเด็กหนุ่มสี่คนตรงหน้าผอมแห้งแทบจะเหลือแค่หนังหุ้มกระดูกเช่นนี้ ความรู้สึกของความเป็นแม่ก็ผุดขึ้น
เด็กหนุ่มสี่คนนี้ ดูๆแล้วคงจะอายุมากกว่าลู่เสี่ยวหยางสองสามปี หากอยู่ในครอบครัวคนทั่วไปก็เพิ่งจะถึงวัยแต่งงาน ล้วนเป็นบุตรหัวแก้วหัวแหวนของครอบครัวทั้งสิ้น
แต่ระหว่างที่เดินมาเมื่อครู่ เจ้าสามบอกว่าพวกเขาเหล่านี้ล้วนเป็นเด็กกำพร้า ถูกนายท่านหมิงรับมาเลี้ยงดูตั้งแต่เด็ก ทำหน้าที่ที่คนทั่วไปไม่อาจรับได้เช่นนี้ตั้งแต่ยังอายุน้อย นางซุนฟังแล้วก็รู้สึกสงสารจับใจ
เดิมทีทั้งสี่กำลังมีความสุขมากที่ได้กินของอร่อยๆเหล่านี้ แต่เมื่อได้ยินนางซุนกล่าวเช่นนี้ ในใจก็รู้สึกเศร้าขึ้นมาเล็กน้อย
พวกเขาไร้พ่อขาดแม่มาตั้งแต่จำความได้ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าการที่ถูกพ่อแม่รักและเอาใจใส่มันรู้สึกเช่นไร หากพ่อแม่ของพวกเขายังอยู่ จะรักและเอ็นดูพวกเขาเหมือนอย่างที่เหล่าฮูหยินลู่บอกหรือไม่นะ
ทว่าความเป็นจริง พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเหตุใดตนเองถึงได้เป็นเด็กกำพร้า
บางคนพ่อแม่ตายจาก บางคนก็ถูกพ่อแม่ทอดทิ้งตั้งแต่แรกเกิด และบางคนก็พลัดหลงกับพ่อแม่ตั้งแต่เด็ก จนถึงตอนนี้ ความทรงจำที่พวกเขามีต่อผู้ให้กำเนิดของตัวเองเลือนรางจนแทบจำไม่ได้แล้วด้วยซ้ำ
แต่พวกเขาเข้ามาอยู่ในหอเชียนฟานนานหลายปีแล้วจึงไม่ได้จิตใจอ่อนแอถึงเพียงนั้น ไม่นานก็ปรับอารมณ์ของตัวเองได้ ดื่มน้ำแกงที่นางซุนตักให้ด้วยความอบอุ่นหัวใจ
“พวกเจ้าช่วยชีวิตฉินเจียนเอาไว้ พวกเจ้าก็คือผู้มีพระคุณของสกุลลู่ วันหน้าหากมีเวลาว่างก็มาที่นี่อีกนะ อยากกินอะไรก็บอกได้เลย ทุกคนที่นี่จะทำให้พวกเจ้ากินเอง!”
นางซุนรู้สึกว่าชีวิตของพวกเขาคงไม่ง่ายเลย จึงกล่าวปลอบและให้ความอบอุ่นกับพวกเขาอย่างเต็มที่ที่สุด
ทั้งสี่รู้สึกอบอุ่นหัวใจมาก เติบโตมาจนถึงตอนนี้ นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนใส่ใจพวกเขามากถึงเพียงนี้
อันที่จริงท่านหัวหน้าหอก็ปฏิบัติกับพวกเขาดีเหมือนกัน ทุกครั้งที่ออกไปทำภารกิจก็จะให้เงินตอบแทน พวกเขามีเงินเก็บไม่น้อย อยากกินอยากได้สิ่งใดก็ไม่ได้เดือดร้อน เพียงแต่เพราะต้องออกไปทำภารกิจอยู่บ่อยๆ จึงไม่สามารถกินอยู่ตามใจตัวเองได้ จึงใช้ชีวิตหยาบๆ พอผ่านๆไปเท่านั้น
ผู้เฒ่าลู่นั่งสูบกล้องยาสูบอยู่ข้างๆอย่างเงียบๆ
เดิมทีเขาอยากถามเรื่องฉินเจียนสักหน่อย แต่ตนเองไม่มีโอกาสได้อ้าปากพูดเลย และคิดได้ว่าฉินเจียนทำงานให้เฉินอ๋อง หลายๆเรื่องไม่ใช่สิ่งที่เขาควรถาม ดังนั้นเขาจึงไม่เอ่ยอะไร ได้แต่ฟังภรรยาพูดไม่หยุดอยู่ฝ่ายเดียว
ตอนที่ 549: สินค้าของเหอจิ่วเหนียงต้องเป็นของดีแน่นอน
หลังจากที่ลู่ไป่ชวนพาสองชรามาที่ห้องรับแขก เขาก็กลับไปที่ห้องที่ฉินเจียนนอนรักษาตัวอยู่อีกครั้ง ยามนี้เหอจิ่วเหนียงจัดการทำแผลให้คนเจ็บเรียบร้อยและเก็บเครื่องมือทุกอย่างเสร็จแล้ว และเรียกสาวใช้สองคนมาเฝ้าฉินเจียน จากนั้นตนเองก็กลับห้องไปล้างหน้าล้างตา
“หิวหรือไม่ ห้องครัวยกอาหารมาแล้ว กินข้าวก่อนค่อยไปล้างหน้าก็ได้”
ลู่ไป่ชวนไม่ลืมว่าเมื่อคืนภรรยาทำภารกิจบนเตียงเหน็ดเหนื่อยมากเพียงใด แถมต้องตื่นมาช่วยชีวิตฉินเจียนตั้งแต่เช้า ตอนนี้คงหิวแย่
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าพลางกล่าว “ยังไม่กิน ข้าอยากล้างหน้าล้างตาก่อน อ้อจริงสิ สี่คนนั้นยังอยู่ใช่หรือไม่ เดี๋ยวข้าจะไปหาพวกเขาหน่อย”
“ยังอยู่ กำลังกินข้าวอยู่ในห้องรับแขก”
อาหารมื้อนี้ของชายหนุ่มทั้งสี่ดำเนินไปอย่างยาวนาน แต่ละคนอิ่มจนแทบจุก เหตุก็เพราะนางซุนดูแลพวกเขาอย่างอบอุ่นเหลือเกิน ไม่ว่าจะเป็นอาหารจานใดก็อยากให้พวกเขาได้ลิ้มลอง ราวกับหวังอยากขุนให้พวกเขาอ้วนพีในมื้อนี้เลยก็มิปาน
เดิมทีพวกเขาจะปฏิเสธ แต่เห็นท่าทางเหล่าฮูหยินกระตือรือร้นเช่นนี้ก็ทำใจปฏิเสธไม่ลงจริงๆ จึงทำได้แค่ก้มหน้าก้มตากินต่อไป
กว่าเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนมาถึง ชายหนุ่มทั้งสี่ก็กินอิ่มจนตาลอยแล้ว ส่วนนางซุนก็ยืนยิ้มกับผลงานชิ้นเอกของตัวเอง
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ
ท่านสุภาพสตรีซุนนี่ช่างมีหัวใจอ่อนโยนมากจริงๆ!
“เสร็จแล้วหรือ ฉินเจียนเป็นอย่างไรบ้าง?”
ผู้เฒ่าลู่เห็นทั้งสองเดินเข้ามาก็รีบเอ่ยถามทันที
“ไม่เป็นไรแล้วเจ้าค่ะ คงค่ำๆถึงจะฟื้น ท่านพ่อกับท่านแม่จะไปดูเขาหรือไม่เจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตอบและถามกลับ เจตนาก็คืออยากให้ทั้งสองปลีกตัวออกไปอีกครั้ง
ผู้เฒ่าลู่กับนางซุนก็ไม่ใช่คนไม่รู้ความ ย่อมฟังออกอยู่แล้วว่าลูกสะใภ้หมายความว่าอย่างไร รู้ว่าพวกเขาอยากคุยเรื่องที่ไม่ต้องการให้พวกตนรู้แน่นอน จึงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี อย่างไรเสียเรื่องเหล่านี้คนเฒ่าคนแก่อย่างพวกเขาก็ไม่อยากรู้อยู่แล้ว “ต้องไปดูอยู่แล้ว เช่นนั้นตรงนี้ก็ให้พวกเจ้าดูแลต่อแล้วกันนะ”
กล่าวจบคนสูงวัยทั้งสองก็เดินออกไปทันที
เหอจิ่วเหนียงมองท่าทางกุลีกุจอออกไปของบิดามารดาด้วยความรู้สึกขบขัน สองชราคู่นี้ช่างน่ารักยิ่งนัก
ชายหนุ่มทั้งสี่รีบลุกขึ้นคารวะ ลู่ไป่ชวนกล่าว “ครั้งนี้ฉินเจียนรอดพ้นอันตรายมาได้ เป็นข้าต่างหากที่ต้องขอบคุณพวกเจ้า”
ขณะกล่าว แม่ทัพลู่ก็ยกมือคารวะพวกเขาจากใจจริง
เรื่องนี้พอย้อนคิดแล้วก็น่าหวาดหวั่นไม่น้อย หากก่อนหน้านี้ไม่ได้ไปขอคนจากหอเชียนฟานให้ไปแอบคุ้มกันฉินเจียนอย่างลับๆละก็ เกรงว่าตอนนี้ฉินเจียนคงกลายเป็นผีเฝ้าป่าไปแล้ว
“เป็นหน้าที่ของพวกข้าน้อยอยู่แล้วขอรับ ภารกิจคุ้มกันนายท่านรองฉินเสร็จสิ้นแล้ว พวกข้าน้อยต้องขอตัวกลับไปรายงานท่านหัวหน้าหอก่อนขอรับ”
ชายหนุ่มทั้งสี่ยิ้มพลางกล่าว จากนั้นก็เตรียมจะกลับ
ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับกล่าวขึ้น “ช้าก่อน”
สิ้นเสียง นางล้วงเอาขวดผลึกใสหลายขวดออกมาจากอกเสื้อ ยื่นให้กับคนทั้งสี่ “ครั้งนี้พี่ใหญ่ฉินรอดพ้นจากอันตรายมาได้ พวกเราต้องขอบคุณพวกเจ้าจริงๆ นี่เป็นยาและยาพิษที่ข้าเป็นคนปรุงเอง ข้างขวดติดฉลากกำกับเอาไว้แล้ว พวกเจ้าเอาไปใช้ได้ตามสถานการณ์ พวกเจ้าออกไปทำภารกิจบ่อยๆ ต้องได้ใช้แน่ หากใช้หมดแล้วก็มาเอาเพิ่มจากข้าได้”
เหอจิ่วเหนียงมองว่านางกับหอเชียนฟานก็มีความสัมพันธ์อันดีกันอยู่บ้าง และก่อนหน้านี้หมิงเจ๋อก็ส่งสาวใช้มาให้นางหลายคน ถือเป็นน้ำใจต่อกัน ตอนนี้สี่คนนี้ช่วยชีวิตฉินเจียนเอาไว้ มอบยาให้พวกเขาก็ไม่นับว่าเป็นบุญคุณอะไร
ชายชุดดำทั้งสี่มองขวดแก้วผลึกใสในมือด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะยิ้มกว้างด้วยความปลื้มใจ คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้รับยาที่เหอจิ่วเหนียงเป็นคนปรุงด้วยตัวเองเช่นนี้ ถือเป็นเกียรติสำหรับพวกเขามาก
ฮูหยินลู่รักษานายหญิงของพวกเขาจนหายดีมาแล้ว ฝีมือการแพทย์ของนางย่อมไม่ต้องสงสัยอะไรเลย
สินค้าของเหอจิ่วเหนียงต้องเป็นของดีแน่นอน!
และที่สำคัญที่สุดก็คือ ยังสามารถใช้ได้อย่างไม่จำกัดอีกด้วย!
ถึงแม้พวกเขาจะเกรงใจไม่กล้ามาขอเพิ่มเป็นครั้งที่สอง แต่การได้รับอนุญาตเช่นนี้ก็ทำให้พวกเขาดีใจมากแล้วจริงๆ
“ขอบคุณท่านหมอเหอมากขอรับ!”
ชายหนุ่มทั้งสี่เก็บขวดยาไว้อย่างดี และยกมือคารวะสองสามีภรรยา จากนั้นก็ขอตัวกลับไปรายงานที่หอเชียนฟาน
แต่สิ่งที่พวกเขาไม่รู้ก็คือ ในอนาคตอีกไม่นาน ขวดแก้วผลึกใสเหล่านี้จะเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตพวกเขาไว้ได้
เมื่อผู้มาเยือนออกไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงกล่าวเตือนคนข้างๆอย่างเย็นชา “ท่านจะไปตรวจค้นยึดทรัพย์จวนตระกูลเฉียนไม่ใช่หรือ เหตุใดยังอยู่ตรงนี้อีกล่ะ?”
ตามหลักเขาต้องออกจากจวนตั้งแต่เช้าแล้ว ทว่าตอนนี้เที่ยงวันแล้วยังอยู่ที่จวนอยู่เลย หรือว่าเขามีความคิดสัปดนเหมือนเมื่อคืนอีก
เมื่อสังเกตเห็นสายตาระแวดระวังของภรรยา ลู่ไป่ชวนจึงยิ้มขำ พลางกล่าว “กำลังจะไปพอดี เจ้าเหนื่อยมาทั้งเช้าแล้ว กลับไปนอนต่ออีกหน่อยเถอะ รอตอนค่ำฉินเจียนฟื้นแล้วค่อยถามเรื่องที่เกิดขึ้นกับเขาก็ได้”
เหอจิ่วเหนียงกลอกตาอย่างอ่อนใจ “ข้าก็อยากนอนต่ออยู่หรอก แต่ยังต้องไปตรวจคนไข้ที่โรงหมอ ไหนจะสถานบันเทิงอีก ต้องไปดูหน่อยว่ารื้อไปถึงไหนแล้ว ยังมีเรื่องให้ทำอีกเยอะ!”
กล่าวจบนางก็เอามือไพล่หลังแล้วเดินออกไปอย่างเชื่องช้า ลู่ไป่ชวนรีบตามไปและกล่าวอย่างเอาอกเอาใจ “ข้าไปส่งเจ้าที่โรงหมอเอง”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ปฏิเสธ
.......
เมื่อคืนเฉียนชิ่งราวกับออกศึกใหญ่ต่อเนื่องสามร้อยยก รู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เคยทำเรื่องดุเดือดขนาดนี้มาก่อน แม้ตอนนี้จะเที่ยงวันแล้วก็ยังนอนกอดภรรยาคนงามอยู่ มุมปากยังคงยิ้มอย่างพึงพอใจ คิดว่าตนเองได้เจอรักแท้เข้าแล้วจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ปลุกพลังเทพยุคบรรพกาลเช่นนี้ขึ้นมาได้
เดิมทีกว่านอวี้เหลียนคิดจะใช้อุบายบางอย่างเพื่อเลี่ยงคืนเข้าหอ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนั้นร่างกายจะเกิดอาการไร้เรี่ยวแรงขึ้น ไม่มีแรงขัดขืนเลย สุดท้ายก็เสียท่าให้ตาเฒ่าผู้นี้จนได้ ทั้งยังถูกทรมานราวกับตายทั้งเป็น
และด้วยเหตุนี้ ตอนที่ลู่ไป่ชวนนำคนบุกเข้ามาตรวจค้นยึดทรัพย์ที่จวนตระกูลเฉียน สองสามีภรรยาข้าวใหม่ปลามันก็ยังไม่ลุกจากเตียง
ลู่ไป่ชวนถือว่ายังพอมีมนุษยธรรมอยู่บ้าง ให้คนไปจับตัวกว่านอวี้ผิงที่ตื่นแต่เช้ามาอ่านตำราอย่างขะมักเขม้นมาก่อน
“มีสิทธิ์อะไรมาจับตัวข้า! พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร! ข้าเป็นถึงจวี่เหรินเชียวนะ! และน้องเขยข้าก็เป็นถึงผู้ว่าการเมืองด้วย!”
ตอนนี้กว่านอวี้ผิงยังไม่เปิดเผยตัวตนของตัวเอง ดังนั้นจึงยังคงแสร้งเป็นบัณฑิตผู้อ่อนแอต่อไป ตะโกนโวยวายใส่พวกลู่ไป่ชวน
“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว อย่าว่าแต่จวี่เหรินตัวเล็กๆแค่คนเดียวเลย ต่อให้เป็นจอหงวนคนใหม่หากเจอหัวหน้าข้าก็ต้องคารวะ! นับประสาอะไรกับบัณฑิตที่มีประวัติไม่ชัดเจนอย่างเจ้า! หึ! ยังมีหน้ามาอวดดีอีก!”
“นั่นสิ ข้าทนเหม็นขี้หน้าเจ้ามานานละ เงียบๆหน่อย ไม่อย่างนั้นจะตบกบาลให้แตกซะ!”
พวกซ่างอีเฟยตบกบาลกว่านอวี้ผิงไปหนึ่งทีอย่างไม่ลังเล ตบจนเขามึนไม่รู้เหนือใต้ออกตกเลยทีเดียว
หลังจากกว่านอวี้ผิงได้ยินคำพูดของคนเหล่านี้สีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป หรือว่าเรื่องที่เขาทุจริตการสอบก่อนหน้านี้จะแดงขึ้นแล้ว?
ไม่น่าจะเป็นไปได้!
นี่มันก็ผ่านไปตั้งนานแล้วนี่!
ลู่ไป่ชวนเห็นสีหน้าแตกตื่นจนเก็บอาการไม่อยู่ของเขาก็แอบหัวเราะเยาะในใจ กระจอกเช่นนี้ก็ยังเป็นสายลับได้ พวกตงถิงจะใช้คนทำภารกิจทั้งทีช่างไม่เลือกเอาซะเลย!
“เดินไป ไปที่เรือนหลัก”
ลู่ไป่ชวนหันหลังเดินไป คนอื่นๆก็เดินตาม
เดิมทีคิดว่า การที่พวกเขาเคลื่อนไหวใหญ่โตเช่นนี้จะทำให้สองสามีภรรยาเจ้าบ้านตื่นขึ้นมาได้ซะอีก ปรากฏว่าพอไปถึงเรือนหลัก กลับได้ยินเสียงกรนของเฉียนชิ่งดังลั่นราวกับฟ้าจะถล่ม
ทุกคน “...”
ต่างคิดในใจ ‘เมื่อคืนจัดหนักถึงขั้นไหนกันเนี่ย ถึงได้เป็นเช่นนี้ไปได้!’
“ไปเอาน้ำเย็นมาปลุกเจ้านายของพวกเจ้าให้ตื่นเดี๋ยวนี้!”
ลู่ไป่ชวนออกคำสั่งกับพวกบ่าวรับใช้ของที่นี่
ตอนที่ 550: จับกุมตัว
พวกบ่าวรับใช้ตกใจมาก ให้พวกนางยกน้ำเย็นมาสาดเจ้านายเนี่ยนะ! นี่ถือเป็นการล่วงเกินอย่างร้ายแรงเลยนะ!
ทว่าคนตรงหน้าผู้นี้เป็นขุนนางตำแหน่งใหญ่กว่าเจ้านายของพวกนางเสียอีก ไม่ใช่คนที่บ่าวไพร่อย่างพวกนางจะขัดคำสั่งได้
“หูหนวกรึ ไม่ได้ยินที่หัวหน้าข้าพูดหรืออย่างไร?”
หนิงเยี่ยนตะคอกอย่างดุดันพร้อมกับจับจ้องพวกนางด้วยสายตาเหี้ยมเกรียม ทุกคนหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม รีบไปตักน้ำตามคำสั่งทันที
เฉียนชิ่งกำลังฝันหวานอยู่ ในฝันเขาได้เลื่อนตำแหน่งใหญ่โต จนกระทั่งได้นั่งอยู่ในตำแหน่งอัครเสนาบดี
ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะเขาได้แต่งงานกับกว่านอวี้เหลียน กว่านอวี้เหลียนเป็นดาวนำโชคของเขา ช่วยให้เขาได้เลื่อนตำแหน่งสูงขึ้นเรื่อยๆ จากนั้นพวกเขาก็มีลูกด้วยกัน ลูกเป็นเด็กดีเชื่อฟัง ฉลาดเฉลียวตั้งแต่เด็ก ดีกว่าลูกอกตัญญูสามคนของเขากับนางเซี่ยไม่รู้กี่เท่า
ดูท่าแล้วการตัดสัมพันธ์กับลูกอกตัญญูสามคนนั้นก็เป็นเรื่องดีจริงๆ อย่างน้อยเด็กพวกนั้นจะได้ไม่ต้องมาล่วงเกินภรรยาของเขา และไม่คอยเอาแต่ทำให้เขาโกรธเกรี้ยวทุกวัน
ในฝัน เขากำลังเห็นบุตรชายตัวน้อยๆของเขาโผเข้ามากอดด้วยความตื่นเต้น ทว่าจู่ๆกลับสัมผัสได้ถึงความเย็นวาบจับใจ ความฝันของเขาดับวูบในพริบตา เสียงกรีดร้องของภรรยาดังขึ้นเสียดหู และเขาก็ค่อยๆได้สติกลับมา พอลืมตาตื่นก็พบสาวใช้ในเรือนคนหนึ่งถือกะละมังเปล่าอยู่ในมือ
ความโกรธของคนกำลังฝันหวานพุ่งทะยานทันที ตะโกนลั่น “บังอาจ! พวกเจ้ากล้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร!”
“นายท่านอย่าโกรธบ่าวเลยนะเจ้าคะ ฮือๆๆ ท่านแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นสั่งให้บ่าวทำเช่นนี้เจ้าค่ะ ท่านเขย (พี่ชายของกว่านอวี้เหลียน) ก็ถูกจับตัวไว้แล้วเจ้าค่ะ!”
สาวใช้คุกเข่าขอรับโทษ ท่าทางหวาดกลัวมาก
เฉียนชิ่งยังไม่ทันได้ตอบสนอง กว่านอวี้เหลียนที่อยู่ข้างๆ ก็พูดขึ้นด้วยความตกใจ “จับพี่ชายข้าด้วยเหตุใด?”
ในใจกว่านอวี้เหลียนตื่นตระหนกมาก นางสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์ร้ายบางอย่าง เมื่อคืนนางเพิ่งจะพลาดท่าเสียตัวให้ตาเฒ่าผู้นี้ จึงคิดว่าไหนๆก็ไหนๆ อย่างน้อยหลังจากนี้ก็ขอใช้ชีวิตดีๆสักสองสามปีเพื่อชดเชยเรื่องบัดซบนี่สักหน่อย คิดไม่ถึงเลยว่าพอตื่นเช้ามาจะมีคนบุกเข้ามาจับ นางรู้สึกว่า นี่เหมือนเป็นแผนการที่วางเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว
แต่ไม่น่าจะเป็นไปได้ ซินหรานบอกว่านางจัดการได้ไม่ใช่หรือ!
หรือว่าพวกซินหรานก็โดนเล่นงานแล้วเหมือนกัน?
แต่เมื่อคืนก็ยังดีๆอยู่เลยนี่!
“พวกเขา…พวกเขาบอกว่าท่านเขยทุจริตการสอบเจ้าค่ะ…”
กว่านอวี้เหลียนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ส่วนเฉียนชิ่งก็รีบลุกพรวดขึ้นทันที จับจ้องสาวใช้ที่คุกเข่าอยู่บนพื้นอย่างดุดัน “เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
“ใต้เท้าเฉียน ตื่นหรือยัง ตื่นแล้วก็รีบออกมาได้แล้ว ไม่อย่างนั้นหน่วยหั่วอวิ๋นจะบุกเข้าไปแล้วนา”
บ่าวรับใช้ยังไม่ทันตอบ โหลวชงก็ตะโกนดังลั่นมาจากด้านนอก เฉียนชิ่งตกใจจนมือไม้อ่อนแรง ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
เรื่องทุจริตการสอบผ่านไปตั้งนานแล้ว เหตุใดถึงเพิ่งจะมาจับเอาตอนนี้ล่ะ?
เขารู้สึกว่ามีความไม่ชอบมาพากลบางอย่าง เรื่องไม่ได้มีแค่นี้แน่
กว่านอวี้เหลียนรีบซุกเข้าไปในอ้อมแขนของเฉียนชิ่ง เอ่ยด้วยสีหน้าท่าทางหวาดกลัว “นายท่าน อวี้เหลียนกลัวเจ้าค่ะ”
“คนดี ไม่ต้องกลัวนะ เจ้าจัดการตัวเองให้เรียบร้อยก่อนแล้วค่อยออกมา ข้าจะออกไปดูสถานการณ์ก่อน”
เพิ่งจะแต่งงานใหม่เพียงข้ามคืน เฉียนชิ่งเพิ่งจะฝันหวานไปแค่ครั้งเดียว ตอนนี้กลับมีเรื่องเหล่านี้มากวนใจเสียแล้ว แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ระบายโทสะกับหญิงสาวแก้วตาดวงใจไม่ลง น้ำเสียงที่เอ่ยกับนางจึงอ่อนโยนมากทีเดียว
“เจ้าค่ะ”
กว่านอวี้เหลียนพยักหน้าอย่างน้อยใจ จากนั้นก็มองเฉียนชิ่งมือไม้สั่นขณะสวมเสื้อผ้าจนกระทั่งให้คนช่วยพยุงค่อยๆเดินโซเซออกไป
คนของหน่วยหั่วอวิ๋นเห็นท่าทางเจ้าบ้านแล้ว ต่างก็ยกยิ้มมุมปากอย่างดูแคลน
ลู่ไป่ชวนมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้าอย่างพิจารณา และอดชมภรรยาอยู่ในใจไม่ได้
‘ยาของภรรยาข้านี่สุดยอดจริงๆ!’
“ใต้เท้าลู่ นี่มันเรื่องอะไรกัน?”
แม้เฉียนชิ่งจะใจเต้นลุ่มๆดอนๆ แต่ก็ยังคงวาดมาดเข้ม เอ่ยเสียงขรึม
ลู่ไป่ชวนยกมือส่งสัญญาณให้คนของหน่วยหั่วอวิ๋นไปควบคุมตัวเขาอย่างไม่รีรอ
“ลู่ไป่ชวน นี่เจ้าคิดจะทำอะไร! ข้าเป็นขุนนางของราชสำนักนะ!”
การจู่โจมโดยไม่ทันตั้งตัวเช่นนี้ทำให้เฉียนชิ่งแทบทรงตัวไม่อยู่ จ้องเขม็งลู่ไป่ชวนด้วยใบหน้าแดงก่ำ
“ใต้เท้าเฉียน ข้าเห็นแก่ที่เราเป็นขุนนางรับใช้ราชสำนักด้วยกันก็เลยให้ท่านได้จัดงานมงคลให้เสร็จเสียก่อน ตอนนี้ก็ยังไว้หน้าท่านให้ท่านได้แต่งตัวให้เรียบร้อยก่อนค่อยเข้ามาจับ ท่านต้องรู้จักสำนึกบุญคุณบ้างนะ ไม่ใช่ตะโกนโหวกเหวกโวยวายตรงหน้าข้าเช่นนี้”
น้ำเสียงของลู่ไป่ชวนฟังดูเอื่อยเฉื่อย ตอนนี้ฉินเจียนยังไม่ฟื้น เขาจึงไม่มีอารมณ์จะเสวนากับเฉียนชิ่งมากนัก อย่างไรหลักฐานก็ชี้ชัดอยู่แล้ว แค่เข้ามาจับกุมยึดทรัพย์ที่จวนก็จบ
เมื่อคืนภรรยาเป็นคนบอกกับเขาว่า ทรัพย์สินของเฉียนชิ่งถูกบุตรชายคนเล็กโยกย้ายไปแล้ว ตอนนี้จวนตระกูลเฉียนก็เหลือแค่เปลือก ไม่มีสิ่งของมีค่าอะไรน่าสนใจ
ส่วนเฉียนชิ่งพอได้ยินคำพูดของลู่ไป่ชวนก็ตัวแข็งทื่อทันที
เขาพูดว่าอะไรนะ!
‘หากไม่ใช่เพราะตนต้องจัดงานมงคล เขาคงจัดการตนไปตั้งนานแล้ว’ อย่างนั้นหรือ!
หมายความว่า ลู่ไป่ชวนรู้ตั้งนานแล้วว่าเขาช่วยพี่เขยทุจริตการสอบอย่างนั้นหรือ!
คนผู้นี้ปกปิดเจตนาได้ลึกถึงเพียงนี้เลยหรือ!
หวนนึกถึงเมื่อคืนที่ครอบครัวลู่พากันมาร่วมแสดงความยินดีกับงานมงคลของเขาทั้งครอบครัว ตอนนั้นเขาภูมิใจมาก แต่วันนี้กลับนำคนบุกเข้ามาจับเขา
ทำกันเกินไปแล้ว!
“เหตุใดฮูหยินคนใหม่ถึงยังไม่ออกมาล่ะ เรากำลังจะไปที่คุกนะ ไม่จำเป็นต้องแต่งองค์ทรงเครื่องให้สวยหรูมากนักหรอก”
ลู่ไป่ชวนส่งเสียงเร่งคนด้านในพร้อมกับสีหน้าท่าทางหงุดหงิด
เฉียนชิ่งได้ยินว่าเขาจะจับกว่านอวี้เหลียนด้วยก็ทนไม่ไหวอีก ตะคอกด้วยความโกรธทันที “เรื่องการสอบเกี่ยวอะไรกับนางด้วย อีกอย่าง เจ้าไม่มีหลักฐานแม้แต่น้อยว่าข้าเกี่ยวข้องกับการทุจริตการสอบ ข้าจะยื่นฎีกาฟ้องเจ้าต่อฮ่องเต้!”
ในใจเฉียนชิ่งยังมั่นใจว่าลู่ไป่ชวนไม่มีหลักฐาน ถึงอย่างไรเรื่องมันก็ผ่านไปนานมากแล้ว เขามาขุดคุ้ยเอาป่านนี้ก็สายไปแล้ว ยังจะมีหลักฐานอะไรเหลือให้เขาจับได้อีกเล่า
ลู่ไป่ชวนยังคงยืนนิ่งๆ ไม่เคลื่อนไหวอะไร ก้มหน้าเอียงศีรษะเล็กน้อยมองดูถุงมือหนังที่ภรรยาให้มาว่าสวมเรียบร้อยดีหรือไม่ ก่อนจะเอ่ยสบายๆ “คดีทุจริตการสอบไม่ได้เกี่ยวข้องกับฮูหยินคนใหม่ก็จริง แต่ชาชิงอินเกี่ยวข้องกับนางแน่นอน ตอนนี้ซินหรานหัวหน้าคณะงิ้วชิงอินหนีหัวซุกหัวซุนไปแล้ว เพราะฉะนั้นก็คงต้องมาสอบสวนกับฮูหยินคนใหม่แล้ว”
กว่านอวี้ผิงที่อยู่ข้างๆ กับกว่านอวี้เหลียนที่อยู่ในห้องได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงในบัดดล
ซินหรานหนีไปแล้วหรือ!
เป็นไปได้อย่างไร!
ไหนบอกว่าทุกอย่างอยู่ในการควบคุมของนางแล้วไม่ใช่หรือ!
นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่!
เหงื่อเย็นผุดพรายขึ้นบนฝ่ามือกว่านอวี้เหลียน นางทุ่มเทไปมากมายถึงเพียงนี้ เหตุใดมันถึงกลับตาลปัตรภายในชั่วข้ามคืนเช่นนี้ได้!
หรือว่านางกับกว่านอวี้ผิงเป็นแค่เครื่องสังเวยของ.องค์กรนั้นมาตั้งแต่แรก!
เป็นไปไม่ได้!
หมากตัวสำคัญอย่างเฉียนชิ่งยังอยู่ตรงนี้ พวกนางวางแผนมาตั้งนานกว่าจะดันกว่านอวี้ผิงขึ้นมาอยู่ตรงนี้ได้ ทั้งหมดนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย จู่ๆคิดจะสละเรือทิ้งก็ทิ้งไปเช่นนี้น่ะหรือ!
อีกอย่าง
ตอนนี้นางได้เป็นถึงฮูหยินของผู้ว่าการเมือง สถานะนี้สามารถช่วยองค์กรทำอะไรได้อีกตั้งมากมายหลายอย่าง นางไม่เชื่อเด็ดขาดว่าจะถูกทอดทิ้ง
ลู่ไป่ชวนต้องจงใจพูดเช่นนี้เพื่อให้นางยอมจำนนเป็นแน่ ซินหรานยังอยู่แน่นอน นางต้องไปถามให้ชัดเจน!
สตรีสายลับขับไล่สาวใช้ออกไป จากนั้นพุ่งตัวไปที่หน้าต่างเพื่อจะกระโดดหนี ทว่าทันทีที่เปิดหน้าต่าง ก็เห็นชายแปลกหน้าคนหนึ่งยืนอยู่ด้านนอก มองนางด้วยสีหน้าเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นคนของหน่วยหั่วอวิ๋น!
“ฮูหยินคนใหม่จะไปไหนหรือ?”
หนิงเยี่ยนยกมือกอด.อก ยิ้มตาหยีพร้อมกับเอ่ยถาม ขณะที่ในใจนึกชื่นชมลู่ไป่ชวนยกใหญ่
‘หัวหน้าสุดยอดไปเลย รู้ว่านางจะหนีเลยให้ข้ามานั่งเฝ้าอยู่ตรงนี้’
กว่านอวี้เหลียนยิ้มกลบเกลื่อน ก่อนจะกล่าว “ข้ารู้สึกหายใจไม่ค่อยออกน่ะ ก็เลยเปิดให้อากาศถ่ายเทหน่อย”
สิ้นเสียงนางก็ทำท่าจะปิดหน้าต่าง แต่ภายในพริบตาต่อมา ร่างบางกลับพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็ว!
หนิงเยี่ยนเห็นดังนั้นจึงรีบไล่ตามไป และทั้งสองก็ต่อสู้กัน
กว่านอวี้เหลียนมั่นใจในฝีมือของตัวเองมาก แต่เมื่อต่อสู้กับหนิงเยี่ยนนางกลับแทบไม่สามารถรับมือได้เลย หนิงเยี่ยนเห็นว่านางดูทุลักทุเล เขาจึงถึงขั้นออมมือให้นาง
กว่านอวี้เหลียนกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ หากไม่ใช่เพราะถูกเฉียนชิ่งปลุกปล้ำเมื่อคืน นางก็คงไม่เป็นเช่นนี้!
จบตอน
Comments
Post a Comment