ตอนที่ 551: เฉียนชิ่งคิดได้แล้ว
สุดท้ายกว่านอวี้เหลียนก็ถูกจับกลับมาได้ และถูกมัดรวมกับคนที่เหลือในโถงบ้าน
ใบหน้าเฉียนชิ่งเต็มไปด้วยความตกใจ มองภรรยาคนใหม่อย่างไม่อยากจะเชื่อ และถาม “เหลียนเอ๋อร์ นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
กว่านอวี้เหลียนที่เขารู้จักไม่ใช่ผู้หญิงบอบบางอ่อนแอหรอกหรือ เหตุใด…ถึงมีฝีมือวรยุทธ์เก่งกาจถึงเพียงนี้
แม้เขาไม่ได้เห็นหนิงเยี่ยนต่อสู้กับนางกับตา แต่ก็ได้ยินเสียงการต่อสู้ทางด้านนั้นอย่างชัดเจน และตอนที่กว่านอวี้เหลียนถูกนำตัวมา สภาพนางสะบักสะบอมมาก เห็นได้ชัดว่าเพิ่งผ่านการต่อสู้มา
กว่านอวี้เหลียนเห็นว่าเรื่องแดงแล้ว นางหันไปสบตากับกว่านอวี้ผิงที่ถูกจับมัดอยู่ข้างๆวูบหนึ่ง จากนั้นก็ร้องคร่ำครวญ “นายท่านช่วยด้วยเจ้าค่ะ ข้าไม่รู้เรื่องอะไรเลยนะเจ้าคะ!”
นางร้องไห้สะอึกสะอื้นน้ำตานองหน้า พยายามใช้ท่าทางอันน่าสงสารเพื่อให้รอดพ้นจากสถานการณ์นี้ไปให้ได้
ต่อให้เฉียนชิ่งจะโง่เพียงใด แต่พอประมวลผลจากสถานการณ์ในตอนนี้ เขาก็เริ่มตระหนักได้แล้วว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล
“ลู่ไป่ชวน ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่?”
เขาหันไปมองลู่ไป่ชวน เค้นให้อีกฝ่ายบอกความจริง
ลู่ไป่ชวนไม่ได้มีเวลามาอธิบายให้เขาฟัง หันหลังเดินออกไปจากที่นี่ทันที เหลือแค่คนไม่กี่คนที่ทำการยึดทรัพย์ในจวน
เฉียนชิ่งมองเหล่านายทหารรื้อค้นข้าวของในจวนของตนราวกับโจร ข้าวของเสียหายไปทั่ว เขาจึงเริ่มด่าทออย่างบ้าคลั่ง สุดท้ายถูกโหลวชงเอาถุงเท้าเน่าข้างหนึ่งยัดปากด้วยความรำคาญ
จังหวะที่หายใจเข้าเฮือกใหญ่ กลิ่นเหม็นพลันพุ่งอบอวลอยู่ในโพรงจมูกจนแทบขาดใจ เฉียนชิ่งถึงกับตาเหลือก
ก่อนไป ลู่ไป่ชวนทิ้งคำเตือนไว้ด้วยความเมตตา “ใต้เท้าเฉียน ท่านควรจะคิดว่าตัวเองโชคดีมากที่เมื่อวานลูกๆของท่านตัดขาดกับท่าน ไม่ต้องมารับโทษตัดหัวไปกับท่านด้วย”
เฉียนชิ่งอึ้งค้าง ตัดหัวอย่างนั้นหรือ!
เป็นไปได้อย่างไรกัน?
ต่อให้หลักฐานการทุจริตการสอบมีครบถ้วน ก็คงไม่ถึงขั้นโทษประหารกระมัง!
หรือว่าจะเป็นเพราะ…ชาชิงอินนั่น?
ชานั่นมีปัญหาจริงๆหรือ!
ตอนนี้เขาไม่มีกะจิตกะใจจะโวยวายแล้ว และไม่สนใจกว่านอวี้เหลียนกับกว่านอวี้ผิงแล้วเช่นกัน ในหัวกำลังไล่เรียงเรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมา
ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกเย็นวาบที่สันหลัง
เขาหันไปมองสองพี่น้องแซ่กว่านทันที …และเพิ่งรู้ตัวว่า ตนเองถูกหลอกเข้าแล้ว
ไม่อย่างนั้นเมื่อครู่เหตุใดนางต้องหนีด้วยล่ะ!
“อื้อ อื้อ อื้อ อื้อ!” ‘นางสารเลว พวกเจ้ากล้าเล่นงานข้า!’
ถูกอุดปากด้วยถุงเท้าเน่าเขาจึงพูดไม่เป็นคำ ทำได้เพียงเปล่งเสียงอู้อี้ออกมา แต่ก็ไม่มีใครฟังออก
ใครจะคิดล่ะว่าสตรีที่นอนใต้ร่างเขาเมื่อคืนพอเกิดเรื่องขึ้นก็คิดจะหนีเอาตัวรอด ไม่แม้แต่จะสนใจกว่านอวี้ผิงเลยด้วยซ้ำ
กว่านอวี้ผิงเป็นพี่ชายแท้ๆของนางนะ!
…ไม่สิ
เฉียนชิ่งมองสองพี่น้องคู่นี้อย่างพินิจ และพบว่าสองคนนี้หน้าตาไม่ละม้ายคล้ายกันเลย
พวกเขาไม่ได้เป็นพี่น้องกันจริงๆ!
ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกันแน่!
ชายหญิงคู่นี้หลอกใช้เขาทำสิ่งใดกันแน่!
เฉียนชิ่งจ้องเขม็งไปที่กว่านอวี้เหลียนด้วยสายตาเกรี้ยวกราด กว่านอวี้เหลียนเห็นดังนั้นก็คร้านจะเสแสร้งอีกต่อไป มุมปากเล็กจึงยกยิ้มเย้ยหยัน
ช่างเถอะ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ลากผู้ว่าการเมืองจิงโจวผู้นี้ลงหลุมไปด้วยได้ก็นับว่าไม่ขาดทุนแล้ว
เฉียนชิ่งเห็นรอยยิ้มน่ารังเกียจนั่นก็ชะงักไป ทันใดนั้นก็ความโกรธก็ปะทุขึ้นใน.อกจนแทบระเบิด
ผู้หญิงตรงหน้าคนนี้ ไม่ใช่กว่านอวี้เหลียนที่เขารักเลย!
“อื้อ อื้อ อื้อ!” ‘เจ้าไม่ใช่อวี้เหลียน! เจ้าเอาอวี้เหลียนไปไว้ที่ไหน!’
เฉียนชิ่งถูกมัดไว้จึงทำอะไรไม่ได้ หาไม่เขาคงเข้าไปกระชากผมสตรีปีศาจตรงหน้ามาถามให้กระจ่างแล้ว
กว่านอวี้ผิงที่นิ่งเงียบมาตลอดเห็นท่าทางคลุ้มคลั่งของหมากที่พวกตนหลอกใช้ก็หัวเราะเยาะออกมา เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้วยังโง่ไม่เลิกอีก เจ้าหมอนี่ขึ้นมาเป็นผู้ว่าการเมืองได้อย่างไรนะ!
พวกคนเป่ยเหยียน กระจอกสิ้นดี!
ได้ยินเสียงหัวเราะเยาะของกว่านอวี้ผิง เฉียนชิ่งก็ยิ่งเจ็บใจจนทนไม่ไหว ดวงตาของเขาแดงก่ำ มองไปยังคนที่คุมตัวเขาและพยายามพูด “อื้อ อื้อ อื้อ!” ‘ตกลงมันเกิดเรื่องบ้าอะไรขึ้นกันแน่! มีใครบอกข้าได้บ้าง! มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น!’
เฉียนชิ่งดวงตาแดงก่ำ จิตใจเขาพังย่อยยับไม่เป็นชิ้นดี
เมื่อวานยังเป็นเจ้าบ่าวที่แสนจะมีความสุขอยู่เลย จัดพิธีแต่งงานใหญ่โต วันนี้กลับกลายเป็นนักโทษ การเปลี่ยนแปลงอันยิ่งใหญ่ภายในชั่วข้ามคืนเช่นนี้ ใครจะยอมรับได้กัน!
ทว่าทุกคนในที่นี้กลับไม่มีใครสนใจเขาแม้แต่น้อย ถึงอย่างไรคนที่น่าสงสารก็ย่อมมีส่วนที่น่ารังเกียจ ทุกคนรู้สึกว่าเฉียนชิ่งผู้นี้ไม่คู่ควรแก่การเห็นอกเห็นใจ
หลังจากนำตัวเฉียนชิ่งเข้าไปขังในคุกหน่วยหั่วอวิ๋นแล้วก็ไม่มีใครสนใจเขาอีก กลับกันยังพากว่านอวี้เหลียนกับกว่านอวี้ผิงไปไต่สวนทันที
ตอนที่ถูกจับมา พวกเขาโดนบังคับให้กินยาเข้าไปแล้ว ตอนนี้ร่างกายจึงอ่อนแรงไม่มีแรงแม้แต่จะขยับ อยากกัดลิ้นปลิดชีพก็ทำไม่ได้
ส่วนยาพิษที่พวกเขาซ่อนไว้ในปากก็ถูกคนของหน่วยหั่วอวิ๋นควักออกมานานแล้ว
คนของหน่วยหั่วอวิ๋นราวกับกำลังเล่นสนุกกับพวกเขาก็มิปาน แม้จะไต่สวนลงโทษก็ไม่ได้ใช้วิธีที่รุนแรงมากเกินไป ไต่สวนเล็กๆน้อยๆพอเป็นพิธีก็โยนพวกเขาเข้าไปในห้องขัง หลังจากนั้นก็ไม่สนใจพวกเขาอีก
สิ่งที่น่าสนใจก็คือ ลู่ไป่ชวนจงใจขังพวกเขาสองคนในห้องขังที่ติดกับเฉียนชิ่ง เพื่อให้เฉียนชิ่งได้บ้าคลั่งเต็มที่
“พวกเจ้าเป็นใครกันแน่ เหตุใดต้องทำร้ายข้าเช่นนี้ด้วย?”
ตอนนี้ในปากเฉียนชิ่งไม่มีถุงเท้าเน่าแล้ว เขาทิ้งตัวแนบกรงเหล็ก จ้องเขม็งสองพี่น้องในห้องขังข้างๆด้วยความอาฆาต
สองพี่น้องสกุลกว่านถูกบังคับให้กินยาเข้าไป ทั้งยังถูกไต่สวนด้วยวิธีการทรมานอีก จึงไม่มีกะจิตกะใจสนใจเฉียนชิ่ง
แต่กว่านอวี้เหลียนมองตาเฒ่าที่โวยวายคลุ้มคลั่งในห้องขังข้างๆ ก็นึกถึงสภาพตัวเองในตอนนี้ และ.อดที่จะหัวเราะเยาะตัวเองไม่ได้ “หากรู้ว่าจะเป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรก เมื่อคืนคงไม่ให้ตาเฒ่าบ้านี่ปู้ยี้ปู้ยำหรอก ภารกิจก็ทำไม่สำเร็จ แถมยังต้องมาตกอยู่ในสภาพน่าสมเพชเช่นนี้อีก!”
เฉียนชิ่งถึงกับอึ้ง
......
อีกทางด้านหนึ่ง
ลู่ไป่ชวนกลับมาถึงสวนซีสุ่ยก็ไปดูอาการฉินเจียนเป็นอันดับแรก ซึ่งขณะนี้ฉินเจียนยังไม่ฟื้น
วันนี้เหอจิ่วเหนียงไม่ไปโรงหมอ เพราะตั้งใจเฝ้าดูอาการของฉินเจียนที่จวนโดยเฉพาะ
อาการของฉินเจียนถือว่าสาหัส บอกตามตรงว่าหากไม่มีนาง คาดว่าตอนนี้คงกลายเป็นศพไปแล้ว
และต่อให้ตอนนี้ช่วยชีวิตเอาไว้ได้ก็ต้องดูแลอย่างใกล้ชิด จะเกิดข้อผิดพลาดแม้แต่น้อยไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นอาจมีผลข้างเคียงที่อันตรายอย่างไม่อาจแก้ไขได้
ในห้องมีสาวใช้สองคนคอยเฝ้าดูแล เหอจิ่วเหนียงจึงนั่งอยู่กับนางซุนในโถงด้านนอก
หญิงชรากำลังเย็บพื้นรองเท้าให้พวกเด็กๆ ส่วนลูกสะใภ้กำลังนั่งอ่านนิยายอย่างตั้งอกตั้งใจ
เนื้อเรื่องในนิยายเล่มนี้เป็นแนวเดิมๆ รักต้องห้ามระหว่างหนุ่มผู้ยากจนกับหญิงสาวตระกูลร่ำรวย ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับรู้สึกเพลิดเพลินมาก
เมื่อเห็นลู่ไป่ชวนกลับมา คนติดนิยายก็ยังก้มหน้าอ่านต่อและถามขึ้นโดยไม่เงยหน้ามองเขา “เฉียนชิ่งถูกจับตัวแล้วหรือ?”
“อืม ฉินเจียนยังไม่ฟื้นหรือ?”
“ยังเลย ไม่คืนนี้ก็น่าจะพรุ่งนี้เช้าถึงจะฟื้น”
ลู่ไป่ชวนเข้าไปดูฉินเจียนก็เห็นว่าสีหน้าของคนบนเตียงดีขึ้นไม่น้อย ภรรยาเขาน่าจะให้ฉินเจียนกินยาบางอย่างเข้าไปแน่ เขาจึงวางใจลงได้มาก
หลังจากแน่ใจแล้วว่าไม่มีอะไรต้องห่วง เขาก็เดินออกไปนั่งกับมารดาและภรรยาด้านนอก พลางหยิบผลไม้บนโต๊ะขึ้นมากินไปด้วย
นางซุนเงยหน้าเหลือบมองสองสามีภรรยาครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำ “ตกลงใต้เท้าเฉียนผู้นั้นทำความผิดอะไรกันแน่ ข้าขอใส่ใจได้หรือไม่?”
นางรู้ว่าเรื่องเหล่านี้ตนเองไม่ควรถาม แต่ก็อดสงสัยไม่ได้จริงๆนี่!
ในงานมงคลเมื่อคืนก็ได้รู้เรื่องราวแค่ครึ่งเดียว ตอนนี้มีโอกาสจะได้รู้อย่างครบรส ในใจหญิงชราถึงแม้จะรู้สึกลังเล พยายามอดทนเอาไว้ แต่สุดท้ายก็แพ้เสียงในหัว เอ่ยปากถามออกไปอย่างอดไม่ได้อยู่ดี
ได้ยินคำพูดของแม่สามี เหอจิ่วเหนียงก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้จริงๆ ในใจคิดอย่างขบขัน สุภาพสตรีซุนท่านนี้นับวันก็ยิ่งทันสมัยมากขึ้น ศัพท์สมัยใหม่บางคำนางพูดบ่อยๆเข้า ต่อให้ไม่ได้อธิบายความหมายอย่างละเอียด แต่สุภาพสตรีซุนก็เข้าใจ เริ่ดจริง ๆ!
ตอนที่ 552: ฉินเจียนฟื้นแล้ว
“ใส่ใจได้นิดหน่อยเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงทำมือโดยใช้ปลายนิ้วโป้งแตะกับปลายนิ้วก้อย สื่อความหมายว่า ‘เพียงนิดเดียว’
แต่ปรากฏว่าพอหญิงสาวเริ่มเล่าแล้ว…
“...เรื่องก็ประมาณนี้เจ้าค่ะ”
ท่านสุภาพสตรีซุนถึงกับอึ้ง
ลู่ไป่ชวนหมดคำจะพูดจริงๆ
นี่ไม่เรียกนิดเดียวแล้วกระมัง
ผ่านไปครู่ใหญ่กว่านางซุนจะตอบสนอง นางเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ใต้เท้าเฉียนผู้นี้มาเป็นผู้ว่าการเมืองได้อย่างไรกันนะ!”
เหอจิ่วเหนียงเองก็สงสัยเช่นกัน ทั้งสองจึงหันไปมองลู่ไป่ชวนพร้อมกันโดยมิได้นัดหมาย
ลู่ไป่ชวนทำหน้าเหลอหลา ตอนที่เฉียนชิ่งขึ้นเป็นผู้ว่าการเมือง เขายังเป็นสายลับอยู่ที่หนานไท่อยู่เลย เรื่องนี้เขาเองก็ไม่รู้เช่นกัน
แต่ที่แน่ๆ ทุกคนล้วนรู้กันถ้วนทั่วว่า เฉียนชิ่งขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้ได้ก็เพราะอาศัยการสนับสนุนของตระกูลเซี่ย
เช่นนั้นต้องตั้งคำถามว่า ตระกูลทำการค้าอย่างตระกูลเซี่ยทำอย่างไรถึงสามารถดันเฉียนชิ่งขึ้นมาได้สูงถึงเพียงนี้
อันดับแรก–ต้องเป็นเงินแน่นอน
เช่นนั้นขุนนางที่รับสินบนจากเฉียนชิ่งและตระกูลเซี่ยในตอนนั้นมีใครบ้างล่ะ?
การที่ขุนนางลักลอบหาผลประโยชน์ลับหลัง เป็นเรื่องต้องห้ามเด็ดขาด โดยเฉพาะเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งอย่างการเลื่อนขั้น
ตอนไม่รู้ก็ว่าไปอย่าง แต่ตอนนี้พอเกิดข้อสงสัยแล้ว… ดังนั้นต้องตรวจสอบให้ถึงที่สุด
แต่นี่ไม่ใช่เรื่องที่เหอจิ่วเหนียงและนางซุนต้องกังวล พวกนางมีหน้าที่แค่รอใส่ใจเท่านั้นก็พอ
.....
เมื่อตะวันลับขอบฟ้า ในที่สุดฉินเจียนก็ฟื้นดังคาด
เปลือกตาสีไข่ค่อยๆเปิดขึ้น ภาพพร่ามัวตรงหน้าเป็นใบหน้าของสตรีคนหนึ่ง…ที่อยู่ใกล้มาก
“นายท่านรองฉินฟื้นแล้ว!”
เยว่ซูเห็นคนบนเตียงมีอาการขยับเขยื้อนตัวจึงยื่นหน้าเข้าไปดูใกล้ๆ พลางกะพริบตาปริบๆ เมื่อดูจนแน่ใจแล้วว่าฉินเจียนฟื้นแล้วนางก็ไม่รอให้เขาตอบสนองอะไรอีก รีบวิ่งออกไปเรียกเจ้านายทันที
“นายท่านผู้เฒ่า เหล่าฮูหยิน นายท่านสาม ฮูหยิน! นายท่านรองฉินฟื้นแล้วเจ้าค่ะ!”
ตอนนี้เป็นเวลาที่พวกผู้ใหญ่กำลังสอนการบ้านให้พวกเด็กๆอยู่พอดี เมื่อก่อนเหอจิ่วเหนียงทำคนเดียว ต่อมาลู่ไป่ชวนก็เข้ามาช่วยด้วย และตอนนี้ก็มีผู้เฒ่าลู่กับนางซุนเข้ามาร่วมวงด้วย
เพียงแต่ผู้เฒ่าทั้งสองไม่ได้มาสอนเด็กๆหรอก แต่ให้เด็กๆเป็นคนสอนให้ต่างหาก
ครั้งก่อนที่มาจวนในเมืองหลัก สองสามีภรรยาชรายังทำตัวไม่ถูก ไม่ค่อยเป็นตัวเองเท่าไร พูดง่ายๆก็คือยังปรับตัวไม่ได้ รู้สึกว่าอยู่ในหมู่บ้านดีกว่า สามารถไปมาหาสู่กับชาวบ้านในหมู่บ้านนั่งคุยเล่นกันได้ อีกอย่าง ตอนนั้นก็มีแค่โก่วเอ๋อร์คนเดียวที่มาอยู่ที่นี่ ครั้งนั้นพวกเขาจึงรู้สึกเหงาๆ
ทว่าตอนนี้สองผู้เฒ่าปรับตัวได้มากขึ้นแล้ว ทั้งยังหาเพื่อนนั่งคุยเล่นในละแวกรอบๆได้ด้วย โดยเฉพาะผู้เฒ่าลู่ ตอนเช้าพาเด็กๆฝึกยุทธ์ด้วยกัน ยามเที่ยงก็ไปนั่งจิบชาที่หอน้ำชากับกลุ่มชายชรา ตกเย็นก็มานั่งเรียนกับพวกเด็กๆใช้เวลาคุ้มค่าทั้งวัน ไม่มีความคิดอยากกลับหมู่บ้านเลยแม้แต่น้อย
ช่วงนี้นางซุนก็มักไปหอน้ำชาเหมือนกัน แต่นางไม่ได้ไปกับสามี นางมีกลุ่มสหายที่ไปด้วยกัน ไม่ใช่ใครที่ไหนไกล เป็นพี่สาววัยไล่เลี่ยกันสองคนที่อาศัยอยู่ที่จวนข้างๆนี่เอง พวกนางมักจะพากันไปนั่งจิบชาฟังเรื่องเล่าที่หอน้ำชา และซุบซิบข่าวลือที่พวกนางได้รู้มาด้วย เพลิดเพลินจนลืมคิดถึงบ้านเลยทีเดียว
ช่วงที่ผู้อาวุโสทั้งสองมาอยู่ที่นี่ พวกเขาได้เห็นการเติบโตของเด็กๆในบ้านอย่างชัดเจน แค่ช่วงเวลาสั้นๆที่ไม่ได้เจอกัน เหลียนฮวาก็สู้เหลยจื่อได้สองยกแล้ว
เด็กๆที่ทำการค้า แม้ไม้ได้ร่ำเรียนอย่างจริงๆจังๆ แต่ความรู้ที่ควรรู้ก็ไม่ขาดตก.บกพร่องเลย พูดจาคล่องแคล่วมีวาทศิลป์ เป็นที่ชื่นชอบของผู้คนเป็นพิเศษ
นึกถึงครั้นที่ทุกคนยังอยู่ในหมู่บ้าน หลังมื้อเย็นทุกคนจะต้องมานั่งล้อมวงเรียนหนังสือ ตั้งแต่พวกเด็กๆย้ายมาอยู่ในเมืองหลัก ทุกคนที่อยู่ทางด้านนั้นก็ไม่ได้สัมผัสกับความกดดันจากการเรียนตำราอีก สองสามีภรรยาชราเองก็ห่างหายจากความรู้สึกนี้มานานแล้ว
พอกลับมาเรียนอีกครั้ง ช่วงแรกๆ สองผู้เฒ่าก็รู้สึกทรมานอยู่บ้าง แต่พอเห็นตนเองพัฒนาขึ้นทีละนิดในแต่ละวัน และมีความรู้รอบตัวเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆโดยเฉพาะนางซุน เวลาออกไปฟังเรื่องเล่ากับพี่สาวสูงวัยทั้งสองจากตระกูลสูงศักดิ์ที่อยู่จวนข้างๆ นางไม่เพียงไม่รู้สึกประหม่าเท่านั้น แต่ยังสามารถพูดคุยแลกเปลี่ยนกับพวกนางได้อย่างคล่องแคล่วอีกด้วย นางจึงรู้สึกว่า การเรียนรู้เป็นสิ่งสำคัญมากจริงๆ และความกระตือรือร้นของนางก็ยิ่งพลุ่งพล่านขึ้นเรื่อยๆ
ขณะที่กำลังตั้งใจเรียนอย่างใจจดใจจ่อ ก็ได้ยินเสียงเยว่ซูที่วิ่งออกมาแจ้งว่าฉินเจียนฟื้นแล้ว ทุกคนถึงกับชะงัก และรีบไปดูฉินเจียนอย่างรวดเร็ว รวมไปถึงพวกเด็กๆด้วย
“เอาละ เอาละ พวกเจ้าตั้งใจทำการบ้านไปก่อนดีกว่า ท่านอาฉินของพวกเจ้าเพิ่งจะฟื้น ต้องพักผ่อนให้มากๆ พวกเจ้าไปตอนนี้ก็รบกวนเขาเปล่าๆ รอพรุ่งนี้ท่านอาฉินของพวกเจ้าอาการดีขึ้นแล้วค่อยไปเยี่ยมก็แล้วกันนะ”
เหอจิ่วเหนียงยกมือเอ่ยหยุดความคิดของพวกเด็กๆ
นางซุนเองก็เห็นด้วย “เจ้าพูดถูก เช่นนั้นพวกข้ายังไม่ไปก็แล้วกัน พรุ่งนี้ค่อยไปดูเขาก็ไม่สาย”
ผู้เฒ่าลู่ที่ลุกขึ้นแล้ว พอได้ยินคำพูดของนางซุน ก็ทำได้เพียงหย่อนก้นนั่งลงตามเดิมอย่างเสียไม่ได้
เขาไม่ได้ใฝ่ใจในการเรียนขนาดนั้น แต่ก็ทนแรงตบตีของหญิงชราไม่ไหว ดังนั้นจึงหลบหนีการถูกบังคับให้เรียนไม่ได้
ด้วยเหตุนี้หัวใจของเขาจึงขมขื่น หันไปขอความช่วยเหลือจากบุตรชายตาปริบๆ แต่สุดท้ายบุตรชายก็ช่วยไม่ได้ ซ้ำยังร่วมมือกับหญิงชรารังแกเขาด้วย!
ในเมื่อสละอำนาจให้นางไปหมดแล้วจะทำอะไรได้อีกล่ะ ทำได้แค่ทนไปนั่นแหละ
ลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงไปดูฉินเจียนด้วยกัน ตอนนี้เยว่หลิงกำลังป้อนน้ำให้เขาอยู่ เนื่องจากบนร่างกายของเขามีบาดแผลน้อยใหญ่เต็มไปหมด สาวใช้จึงไม่กล้าให้เขาลุกขึ้นนั่ง ทำได้แค่ใช้ช้อนเล็กๆ ค่อยๆป้อนน้ำให้เขาเท่านั้น
ตอนนี้ฉินเจียนตั้งสติจากอาการตกใจที่ตัวเองยังไม่ตายได้แล้ว ดวงตาเขาจับจ้องเยว่หลิงที่กำลังป้อนน้ำให้ตนด้วยความเลื่อนลอย รู้สึกราวกับฝันไปก็มิปาน
ไม่เพียงเยว่หลิงเท่านั้น แม้แต่ก้อนอิฐ กระเบื้องในสวนซีสุ่ย มองแล้วพาให้เขารู้สึกอบอุ่นคุ้นเคยจนเขาแทบอยากพุ่งเข้าไปลูบไล้พวกมันเลยทีเดียว
เขายังไม่ตาย ยังได้กินเป็ดดำลู่ที่น้องสะใภ้คิดค้นขึ้นมา ยังได้ร่ำสุรากับสหายพี่น้อง!
จริงสิ ยังได้รับเงินปันผลจากการลงทุนทำธุรกิจกับน้องสะใภ้ด้วย!
ความปรารถนาในทุกๆด้านของชีวิตเขายังคงเป็นไปได้ต่อไป!
เมื่อตระหนักได้แล้วว่าเรื่องตรงหน้าเป็นความจริง คนรอดตายแบบเส้นยาแดงผ่าแปดก็ซาบซึ้งจนน้ำตาคลอ
เยว่หลิงที่กำลังป้อนน้ำให้เขาอย่างระมัดระวัง เห็นเขาจู่ๆก็ร้องไห้จึงตกใจไม่น้อย คิดว่าน้ำอุ่นที่ป้อนให้ร้อนเกินไป จึงรีบเป่าอย่างระมัดระวัง
“ฮือๆๆ…”
ระหว่างที่เยว่หลิงกำลังกระวีกระวาดเป่าน้ำให้เย็นลง ฉินเจียนก็เห็นสองสามีภรรยาแซ่ลู่เดินเข้ามา พอเห็นเงาร่างอันคุ้นเคย คุณชายฉินก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่อีกต่อไป ปล่อยโฮออกมาทันที
ลู่ไป่ชวน “…”
เหอจิ่วเหนียง “…”
เล่นใหญ่เกินไปหน่อยกระมัง
“เสียงเจื้อยแจ้วเช่นนี้ ดูท่าฟื้นตัวได้ไม่เลวเลยนะเจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม ไม่สนใจเลยว่าอีกฝ่ายกำลังร้องไห้อยู่ ดึงมือเขามาตรวจชีพจร พบว่าชีพจรเต้นปกติทุกอย่าง แค่รอให้แผลสมานเท่านั้น
ฉินเจียนมองลู่ไป่ชวนด้วยสายตาราวกับสุนัขแสนซื่อ อยากจะกระโจนเข้าไปกอดเขาให้แน่นสักที
“เด็กน้อย เข้ามานี่มา มาให้ข้าดูเจ้าชัดๆหน่อยซิ!”
เขากวักมือเรียกลู่ไป่ชวนด้วยความโหยหา ราวกับหมาป่าตัวร้ายที่หลอกเด็กในนิทานก็มิปาน
ลู่ไป่ชวน “…”
คนถูกเรียกไม่ได้ขยับเข้าไปหาแม้แต่นิด และมองฉินเจียนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรังเกียจ
“ทำตัวน่าขยะแขยงให้น้อยๆหน่อย รักษาตัวให้ดีเถอะ”
เขาพูดโดยที่ยืนหลบอยู่ด้านหลังภรรยาตัวเอง
อืม รู้สึกปลอดภัยมากจริงๆ
ทันใดนั้นฉินเจียนก็เข้าสู่บทบาทการแสดง ร้องไห้ฟูมฟายพลางตัดพ้ออย่างสะอึกสะอื้น “ฮือๆๆ เจ้าพูดเช่นนี้กับข้าได้อย่างไร กว่าข้าจะเอาชีวิตรอดกลับมาหาเจ้าได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะ! ผู้หญิงพวกนั้นลงมือกับข้าโหดเหี้ยมยิ่งนัก ฮือๆๆ…”
เยว่หลิง “???”
นะ นะ นี่…
เมื่อก่อนนายท่านรองฉินไม่ได้เป็นเช่นนี้นี่นา หรือว่าสมองได้รับความกระทบกระเทือนไปแล้ว?
เมื่อรับรู้ได้ถึงสายตาตกใจของเยว่หลิง ลู่ไป่ชวนจึงโบกมือบอกให้นางถอยไปก่อน เยว่หลิงวางถ้วยในมือลงและรีบถอยไป
“ทำตัวเหมือนคนปกติหน่อยเถอะ ไหนเล่ามา เกิดอะไรขึ้น เจ้าเล่นละครตบตาได้เนียนมากไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงโดนจับได้เอาซะล่ะ?”
ลู่ไป่ชวนลากเก้าอี้มาให้เหอจิ่วเหนียงนั่ง และมองฉินเจียนร้องไห้ฟูมฟายอยู่บนเตียงด้วยความรู้สึกปวดหัวตุบๆ
สมองอาจได้รับการกระทบกระเทือนจริงๆกระมัง ท่าทางกระจองอแงเช่นนี้ดูไม่ค่อยฉลาดเอาซะเลย
โชคดีที่ท่านพ่อท่านแม่กับพวกเด็กๆไม่ตามมาด้วย
ตอนที่ 553: เอาเงินปันผลมาให้เหลียนฮวา
ฉินเจียนได้ยินคำถามที่ชวนปวดใจก็ยิ่งเสียใจกว่าเดิม เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ขณะกำลังจะเล่า ก็เห็นเยว่ซูถือถาดอาหารเข้ามาพอดี
“เอาเถอะเจ้าค่ะ กินอะไรรองท้องก่อนแล้วค่อยเล่าก็ได้”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ย ให้เยว่ซูเข้าไปป้อนอาหารให้เขาก่อน
พอได้กลิ่นหอมของอาหาร ดวงตาฉินเจียนก็เปล่งประกายขึ้นมาทันที ตั้งแต่เมื่อวานยามบ่ายจนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้กินอะไรเลย รู้สึกหิวมากจริงๆ
เขามองเยว่ซูที่ถือชามเดินเข้ามาด้วยสายตาเปล่งประกายระยิบระยับเปี่ยมความปรารถนา ราวกับบุรุษเจ้าชู้ที่กำลังน้ำลายไหลเพราะอยากได้ตัวสาวงามก็มิปาน
ทว่าพอเห็นในชามมีแค่โจ๊กธรรมดา แววตาพราวระยับเมื่อครู่ก็ดับวูบในบัดดล
“เหตุใดถึงมีแค่โจ๊กล่ะ ข้าอยากกินเป็ดดำลู่!”
เขาได้รับบาดเจ็บหนัก เรี่ยวแรงจะพูดก็แทบไม่มีอยู่แล้ว แต่พอพูดถึงเป็ดดำลู่เขากลับดูมีพลังยิ่งกว่าคนปกติซะอีก
“บาดเจ็บถึงขั้นนี้ เป็ดดำลู่ท่านเลิกคิดได้เลยเจ้าค่ะ รอให้หายดีแล้วข้าจะให้ท่านกินให้สาแก่ใจเลยนะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงขบขันเขามาก ไม่อยากเชื่อเลยว่าฉินเจียนจะเป็นคนตะกละถึงเพียงนี้
“ฮะ! ตอนที่ข้าคิดว่าตัวเองกำลังจะตาย ข้านึกถึงแต่เป็ดดำลู่นะ!”
ฉินเจียนตัดพ้อด้วยความปวดใจ เขารู้สึกอยากกินจนแทบทนไม่ไหวอยู่แล้ว
“พรืด!”
เยว่ซูกับเยว่หลิงที่อยู่ด้านหลังขำพรืดออกมา แต่พอรู้ตัวก็รีบยกมือปิดปากทันที
ลู่ไป่ชวนเองก็รู้สึกหมดคำพูดจริงๆ เขาไม่รู้เหมือนกันว่าฉินเจียนกลายเป็นคนตะกละตะกลามเช่นนี้ไปตั้งแต่เมื่อใด
“พูดไร้สาระให้มันน้อยๆหน่อย ป้อนโจ๊กให้เขากินไป เดี๋ยวข้าจะสอบสวนเขา”
ลู่ไป่ชวนโบกมืออย่างหมดความอดทน เยว่ซูกับเยว่หลิงหันสบตากัน จากนั้นคนหนึ่งก็จับแขนฉินเจียนไพล่ไว้ด้านหลัง ส่วนอีกคนเริ่มป้อนโจ๊กให้เขาทันที
“อื้อ อื้อ อื้อ ลู่ไป่ชวน! เจ้า… นี่เจ้ากล้า…กล้าทำกับข้าถึงเพียงนี้เลยหรือ แคกๆๆ…”
หญิงสาวสองคนนี้ฝีมือร้ายกาจยิ่งนัก ป้อนซะจนฉินเจียนพูดไม่เป็นประโยคเลย
เหอจิ่วเหนียงอดเตือนไม่ได้ “อยู่นิ่งๆสิเจ้าคะ เดี๋ยวแผลฉีกขึ้นมาจะแย่เอานะเจ้าคะ”
ทุกคนสนิทสนมกันมานาน ย่อมเข้าใจนิสัยใจคอของกันและกันดี ที่ฉินเจียนทำตัวตลกโปกฮาเช่นนี้ก็เพื่อไม่อยากให้ทุกคนเป็นห่วงเขา
พอถูกเหอจิ่วเหนียงเตือน ฉินเจียนก็เชื่อฟังแต่โดยดี โจ๊กถ้วยหนึ่งไม่ได้มีปริมาณมาก หลังจากเขานิ่งลงก็รีบซดโฮกจนหมดอย่างรวดเร็ว
จากนั้นฉินเจียนก็เริ่มเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ลู่ไป่ชวนฟัง
“ตอนแรกข้าก็คิดเหมือนน้องสะใภ้นั่นแหละว่าให้พวกนางหนีไป เช่นนี้พวกเราจึงจะสามารถตามหารังของพวกมันได้ตามเส้นทางที่พวกนางหลบหนี แต่พวกนางกลับชวนข้าหนีด้วย ตอนนั้นข้าปฏิเสธไม่ได้ก็เลยไปกับพวกนาง คิดไม่ถึงเลยว่าพวกนางก็วางกับดักจะเอาชีวิตข้าเหมือนกัน
เรื่องนี้เป็นความสะเพร่าของข้าเอง ก่อนหน้านี้น้องสะใภ้ให้ยาแก้พิษข้าไว้ ข้าก็เลยลืมเรื่องผลของชานั่นไปเสียสนิท ข้าไม่ได้ดื่มชานานหลายวันแต่กลับไม่แสดงอาการอะไรเลย นางก็เลยจับพิรุธได้”
เมื่อเล่าถึงตรงนี้ฉินเจียนก็รู้สึกว่าตนเองไร้ประโยชน์ยิ่งนัก น้องสะใภ้มอบยาแก้พิษให้ก็เพื่อให้เขาได้ทำงานสะดวก แต่เขากลับลืมเรื่องสำคัญนี้ไปได้ เกือบต้องเอาชีวิตไปแลกไม่ว่า แถมยังเกือบทำให้แผนการใหญ่พังอีก
“แต่ข้าบอกให้คนของหอเชียนฟานปล่อยซินหรานไป เช่นนี้พวกเรายังสามารถตามกลิ่นของนางไปเจอฐานที่มั่นของพวกนางได้! ต่อให้พวกนางเก่งกาจมากเพียงใดก็คงจะคิดไม่ถึงว่าฝีมือวิชาแพทย์ของน้องสะใภ้จะสูงส่งถึงขั้นนี้!”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้สีหน้าของฉินเจียนก็เต็มไปด้วยความเลื่อมใสอีกครั้ง หากก่อนหน้านี้ไม่มีประสบการณ์เรื่องของลู่ไป่ชวนมาก่อนละก็ เขาไม่มีทางเชื่อเป็นอันขาดว่าเหอจิ่วเหนียงจะตามหาคนคนหนึ่งจากกลิ่นได้ ตอนนี้เขามองเหอจิ่วเหนียงเป็นเทพเซียนไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงพูดสิ่งใดย่อมเป็นไปตามนั้น
ในยาเพลินจิตที่เหอจิ่วเหนียงให้ไปก่อนหน้านี้มีส่วนผสมของยาหอมเฉพาะของนาง ไม่ว่าซินหรานจะอยู่แห่งหนใด นางย่อมหาเจอได้
“อืม เข้าใจแล้ว แค่เจ้าปลอดภัยก็พอแล้ว รักษาตัวให้ดีๆ เรื่องที่เหลือข้าจัดการเอง”
ลู่ไป่ชวนลุกขึ้น จูงมือเหอจิ่วเหนียงเดินออกไป
ฉินเจียนรีบถามขึ้น “เรื่องนี้เจ้าไม่ตำหนิข้าหรือ?”
ลู่ไป่ชวนไม่สนใจเขา
ฉินเจียนตะโกนขึ้นอีกครั้ง “น้องสะใภ้ ข้ากินเป็ดดำลู่ไม่ได้จริงๆหรือ? พวกเจ้าอย่าเพิ่งไปสิ กลับมาก่อน!”
ทว่ากลับไม่มีใครสนใจเขาเลย
สองสามีภรรยาไม่ได้ไปสอนการบ้านให้เด็กๆต่อ แต่เข้าไปในห้องตำรา และเริ่มหารือเรื่องสำคัญกัน
“อีกไม่กี่วันข้าต้องกลับไปที่เมืองหลวงอีกรอบ ฮ่องเต้ยังต้องให้ข้าฝังเข็มให้อยู่ ตอนนั้นข้าจะถือโอกาสสืบหาที่ซ่อนตัวของซินหรานด้วย หากไม่มีอะไรผิดพลาด ก็สามารถกวาดล้างได้เลยในคราวเดียว”
เหอจิ่วเหนียงนั่งลง ส่วนลู่ไป่ชวนรินชาให้นางอย่างรู้หน้าที่
“ข้าไปกับเจ้าด้วย ข้าเองก็มีเรื่องต้องรายงานท่านอ๋องเหมือนกัน”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “เช่นนั้นท่านก็อย่าลืมจัดการเรื่องในหน่วยหั่วอวิ๋นล่วงหน้าให้เรียบร้อยล่ะ เราไปแค่วันสองวันก็กลับแล้ว”
การเดินทางใช้เฮลิคอปเตอร์ เดินทางไปกลับจึงใช้เวลาไม่นาน
ลู่ไป่ชวนเข้าใจความหมายของนาง จึงกล่าว “ตกลง”
.....
ยามดึก ขณะที่ทุกคนเตรียมตัวเข้านอน เหอจิ่วเหนียงไปที่ห้องของเหลียนฮวา
เด็กสาวเจ้าของห้องยังไม่นอน กำลังฝึกคิดลูกคิดอยู่
*ก๊อก ก๊อก*
“อาสะใภ้ มีอะไรหรือเจ้าคะ?”
เหลียนฮวาเปิดประตูมาเห็นเหอจิ่วเหนียงใบหน้าก็ยิ้มร่าขึ้นทันใด รีบหลีกทางให้นางเข้ามา
“มาดูเจ้าน่ะ เจ้านี่นะ เป็นเด็กขยันเกินไปแล้ว ตอนเย็นก็เรียน ก่อนนอนยังฝึกต่ออีก พักผ่อนบ้างเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองลูกคิดบนโต๊ะพลางตีมือเหลียนฮวาเบาๆ
เหลียนฮวาก้มหน้าด้วยความขัดเขินเล็กน้อย “ข้าแค่รู้สึกว่าตัวเองไม่ค่อยฉลาดเท่าไรน่ะเจ้าค่ะ ก็เลยอยากฝึกฝนให้เยอะๆ”
“ฉลาดหลักแหลมถึงเพียงนี้แล้วยังบอกว่าตัวเองไม่ฉลาดอีก เช่นนั้นคนที่เขาเรียนรู้ช้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วกระมัง” เหอจิ่วเหนียงยิ้มหยอกเย้า
“ข้าเอาเงินปันผลที่ป้าเฉิงให้มาให้เจ้าน่ะ สองสามเดือนที่ผ่านมาเงินปันผลของนางทั้งหมดได้มาหนึ่งพันสองร้อยสามสิบแปดตำลึง ให้เจ้าหมดไม่ขาดแม้แต่อีแปะเดียว” ก่อนจะยัดปึกตั๋วเงินในมือให้เด็กสาว
“อาสะใภ้ ข้า…”
เหลียนฮวาถือตั๋วเงินปึกหนาไว้ในมือก็รู้สึกร้อนผ่าวอย่างบอกไม่ถูก
นางไม่เคยคิดจะรับเงินของเฉิงเสวี่ยเวยเลยจริงๆ เพราะเรื่องนั้นไม่ได้เกี่ยวกับเฉิงเสวี่ยเวยเลย แต่นางกลับได้รับประโยชน์มากมายเช่นนี้ ในใจนางรู้สึกไม่ดีเลย
“เงินนี้ป้าเฉิงยินดีให้เจ้า เจ้ารับไว้นางก็ยิ่งสบายใจ เรื่องนั้นดูจากภายนอกแล้วไม่เกี่ยวกับนางก็จริง แต่ผู้ดูแลร้านกับคนงานในร้านเป็นคนของนาง นางอบรมสั่งสอนคนของนางไม่ดี ดังนั้นสิ่งที่นางทำนี่ก็เป็นเรื่องสมควรแล้ว”
น้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงจริงจังเป็นพิเศษ นางเอ่ยต่อ “หากวันหนึ่งร้านของข้าเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น ข้าก็จะชดใช้ด้วยวิธีเดียวกัน เงินสามารถหาใหม่ได้ แต่หลายๆอย่างเงินก็ไม่สามารถซื้อกลับมาได้นะ”
คนเป็นอาเอ่ยพลางยกมือลูบแก้มหลานสาว ผิวของสาวน้อยเนียนนุ่มน่าจับยิ่งนัก นางอดไม่ได้ที่จะบีบแก้มชวนมันเขี้ยวนั่นเบาๆ จนไม่อยากปล่อยเลยทีเดียว
เหลียนฮวาไม่ถือสาแม้แต่น้อยว่าแก้มของตนเองจะถูกบีบจนเป็นเช่นไร นางคิดตามในสิ่งที่ผู้เป็นอาพูดจนเข้าใจแล้ว
“ก็ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นเงินพวกนี้เก็บเอาไว้ที่อาสะใภ้ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าทันทีโดยไม่คิด “ไม่ได้ เงินของตัวเองก็ต้องเก็บเอาไว้เองสิ”
ตอนที่ 554: นางเซี่ยมาหา
“ขะ ข้า…ข้าอยากให้อาสะใภ้นำเงินพวกนี้ไปทำกิจการ…”
เหลียนฮวาหน้าแดงเรื่อขณะพูดความในใจ
เงินก้อนนี้ถือเป็นลาภลอยที่ได้มา เก็บไว้ที่นางก็ไร้ประโยชน์ สู้นำไปใช้ทำการค้าซะดีกว่า
นางเองก็มีเงินเดือนอยู่แล้ว เงินใช้จ่ายในแต่ละวันรวมถึงเงินที่มอบให้ท่านอาเล็กกับท่านอาเขยก็จัดสรรจากเงินเดือนของตัวเองได้ไม่ลำบาก ดังนั้นตอนนี้นางจึงไม่ได้ขัดสนเงินทองแต่อย่างใด
“เงินมากมายเช่นนี้คิดจะเอาไปลงทุนทั้งหมด เจ้าไม่กลัวขาดทุนหรือ?”
แววตาของเหอจิ่วเหนียงเผยความชื่นชม แต่ขณะที่เอ่ยประโยคนี้นางใช้น้ำเสียงออกแนวเตือนให้อีกฝ่ายใคร่ครวญอย่างระมัดระวัง
เหลียนฮวาส่ายหน้าอย่างมั่นใจ “ไม่กลัวเจ้าค่ะ อย่างแรกคือข้าเชื่อในตัวอาสะใภ้ อย่างที่สอง ต่อให้ขาดทุนก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพราะเงินนี้ไม่ใช่เงินที่ข้าหามาเอง”
“เจ้าเด็กโง่ เหตุใดถึงได้ซื่อสัตย์ถึงเพียงนี้นะ!”
เหอจิ่วเหนียงตีหลังมือหลานสาวเบาๆ แล้วรับเงินที่เหลียนฮวายัดใส่มือคืนมา จากนั้นหยิบตั๋วเงินจำนวนสองร้อยตำลึง กับเหรียญสามสิบแปดตำลึงแยกออกมายื่นให้อีกฝ่าย “เช่นนั้นข้าช่วยเจ้าเอาหนึ่งพันตำลึงไปการค้า ส่วนที่เหลือเจ้าเก็บเอาไว้เองเผื่อใช้ยามจำเป็น”
“แต่…แต่ข้าไม่มีเรื่องใดต้องใช้เงินจริงๆเจ้าค่ะ…”
เหลียนฮวารีบแย้ง ตอนนี้เงินค่าขนมที่มีอยู่กับตัวก็ไม่น้อย เงินสองร้อยกว่าตำลึง… นี่เป็นจำนวนเงินที่นางไม่กล้าคิดเลยด้วยซ้ำ
“จะไม่มีเรื่องต้องใช้ได้อย่างไรกัน เจ้าลองคิดดูสิ อีกไม่นานท่านอาเล็กของเจ้าก็จะคลอดแล้ว เจ้าในฐานะหลานสาวจะไม่แสดงน้ำใจหน่อยหรือ?”
พอเหอจิ่วเหนียงเตือนเช่นนี้ เหลียนฮวาก็เพิ่งจะนึกเรื่องนี้ขึ้นได้
นางลืมเรื่องท่านอาเล็กจะคลอดไปได้อย่างไรกัน!
ปกติเวลาที่นางหาเงินมาได้ นางอยากมอบให้ท่านอาเล็กกับท่านอาเขยบ้าง แต่พวกเขาไม่ยอมรับ
พอดีเลย ถือโอกาสที่ท่านอาเล็กคลอด เตรียมของขวัญรับขวัญให้น้องที่กำลังออกมาลืมตาดูโลกดีกว่า เช่นนี้ต่อให้เป็นของที่มีราคาแพง ท่านอาเล็กก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธแล้ว
“อาสะใภ้ ท่านช่างดีจริงๆเจ้าค่ะ ขอบคุณเจ้าค่ะ!”
เหลียนฮวากอดเหอจิ่วเหนียงด้วยความซาบซึ้งใจ อาสะใภ้ท่านนี้อายุมากกว่าไม่กี่ปี แต่กลับฉลาดหลักแหลมยิ่งนัก ไม่ว่าจะอยู่ต่อหน้าผู้ใดก็สามารถรับมือได้อย่างชำนาญ
อยู่กับเหอจิ่วเหนียง นางต้องเรียนรู้สิ่งต่างๆให้เยอะๆ
เหลียนฮวาเป็นคนมีไหวพริบก็จริง แต่เรื่องธรรมเนียมเหล่านี้เด็กวัยนี้ไหนเลยจะคิดเองได้ นางฉินเป็นญาติเพียงคนเดียวของนางที่เหลืออยู่บนโลกใบนี้แล้ว เรื่องเช่นนี้จะละเลยไม่ได้เด็ดขาด
“ขอบคุณข้าทำไมกัน เราก็ครอบครัวเดียวกันไม่ใช่หรือ?”
เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะเหลียนฮวาอย่างอ่อนโยน ยิ่งมองแม่นางน้อยที่ความสูงไล่เลี่ยนางคนนี้ ในใจก็ยิ่งชื่นชอบมาก
เด็กคนนี้ทั้งฉลาดและโฉมงาม ใครล่ะจะไม่ชอบ!
.....
เช้าวันต่อมา
หลังจากเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนตื่นก็ไปดูอาการของฉินเจียนเป็นอันดับแรก คนที่ดูแลฉินเจียนในคืนที่ผ่านมาคือฟางต้า เหตุผลง่ายๆก็คือเป็นบุรุษเหมือนกัน เรื่องต่างๆย่อมสะดวกมากกว่าสตรี
เห็นเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนเข้ามา ฟางต้าก็รีบเข้าไปทักทายทันที พร้อมกับรายงานอาการของฉินเจียนเมื่อคืน
“ฮูหยิน เมื่อคืนนายท่านรองฉินไม่ได้นอนทั้งคืนเลยขอรับ บอกว่าเจ็บแผล บ่าวจะไปตามฮูหยินให้มาดู แต่นายท่านรองฉินบอกว่าไม่อยากรบกวนเวลาพักผ่อนของฮูหยิน เพิ่งจะหลับไปเมื่อครู่นี่เอง ยังไม่ถึงครึ่งชั่วยามเลยขอรับ”
แม้จะออกมาพูดนอกห้อง แต่ฟางต้าก็ใช้เสียงเบาด้วยไม่อยากรบกวนฉินเจียน
“สาหัสปานนั้นต้องเจ็บปวดทรมานอยู่แล้ว ในเมื่อเขาเพิ่งหลับไป เช่นนั้นอีกเดี๋ยวข้าค่อยมาใหม่แล้วกัน” เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้
แล้วเอ่ยต่อ “เดี๋ยวพวกเยว่ซูจะมาเปลี่ยนเวรกับเจ้า เจ้าไปกินข้าวกินปลาแล้วไปพักผ่อนเถอะ อย่าได้เหน็ดเหนื่อยจนเกินไป”
“ขอรับ ขอบคุณขอรับฮูหยิน”
ฟางต้าตอบรับด้วยความเคารพ และยืนส่งเจ้านายทั้งสองเดินจากไป
“เช่นนั้นข้าไปหน่วยหั่วอวิ๋นก่อนนะ วันนี้เจ้าไปโรงหมอหรือไม่?”
ลู่ไป่ชวนเดินไปพลางถามคนข้างกาย
“วันนี้ยังไม่ไปนะ ข้าให้คนไปแจ้งทางโรงหมอเรียบร้อยแล้ว วันนี้ข้าจะไปดูความคืบหน้าของสถานบันเทิงสักหน่อย เสียเวลามานานมากแล้ว”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า ปล่อยมือนางแล้วกล่าว “เช่นนั้นข้าไปก่อนนะ”
“เจ้าค่ะ เดินทางดีๆล่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงโบกมือลาด้วยความร่าเริงสดใส จากนั้นก็ฉวยโอกาสตอนที่เขาเผลอ…จุ๊บริมฝีปากเขา และรีบวิ่งหนีไปอย่างรวดเร็ว
ลู่ไป่ชวนยืนนิ่งอยู่กับที่ อึ้งอยู่นานกว่าจะเรียกสติกลับมาได้
เมื่อหันหลังกลับไปก็เห็นว่า ฟางต้ายืนชะเง้อคอมองอยู่ด้านหลัง เห็นลู่ไป่ชวนหันกลับไปมองฟางต้าก็รีบหลบทันที
ลู่ไป่ชวน “…”
.....
หลังจากเหอจิ่วเหนียงอยู่คนเดียวก็กำลังคิดจะศึกษาสูตรอาหารใหม่ๆ ทว่าสาวใช้กลับเข้ามารายงาน “ฮูหยิน ฮูหยินเซี่ยมาขอพบเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็พอจะเดาได้ว่าแขกคนนี้มาเพราะเหตุใด นางจึงยิ้มพลางกล่าว “เชิญไปที่ห้องรับแขก เดี๋ยวข้าตามไป”
“เจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงออกจากห้องครัว เห็นนางซุนกำลังรำไทเก๊กอยู่กลางโถงบ้าน การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเชื่องช้ากระด้างกระเดื่อง ทั้งยังไม่ค่อยถูกต้อง เห็นแล้วก็อดขบขันไม่ได้จริงๆ
“ท่านสุภาพสตรีซุน ฮูหยินเซี่ยแวะมาเยี่ยมข้า ไปพบนางกับข้าหน่อยสิเจ้าคะ!”
เหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปหาหญิงชรา นางซุนรำไทเก๊กพลางถามเสียงเนิบช้าขาดตอนตามจังหวะเคลื่อนไหว “ฮูหยินเซี่ย…คนไหนอีก… แล้วมาทำไม…เวลานี้ล่ะ?”
“ก็ฮูหยินคนเก่าของผู้ว่าการเมืองเฉียนชิ่งอย่างไรล่ะเจ้าคะ วันที่พี่สะใภ้ใหญ่เปิดหอสุรา นางกับพวกพี่เฉิงก็ไปอุดหนุนด้วย!”
“อ้อ ที่แท้ก็แม่นางเซี่ยนี่เอง เช่นนั้นนางมาหาเจ้าคงต้องมีเรื่องอะไรเป็นแน่ ข้าไม่ไปแล้วกัน ข้ากำลังออกกำลังกายให้ร่างกายแข็งแรงอยู่! เจ้าไปได้แล้ว อย่ามากวนข้า”
พูดจบนางซุนก็หลับตานึกท่าต่อไป
หลังจากที่มาอยู่ในเมืองหลักก็ได้รู้จักสหายใหม่ๆ หญิงชราจึงเริ่มตระหนักได้ว่า ตัวเองดูแก่กว่าคนวัยเดียวกันในเมืองหลักเสียอีก ด้วยเพราะวัยสาวครอบครัวฐานะยากจน ต้องลำบากตรากตรำกรำแดดกรำลมสารพัด สภาพเรือนร่างย่อมแก่เร็วเป็นธรรมดา ตอนนี้ครอบครัวฐานะดีขึ้นแล้ว นางจึงจะต้องดูแลตัวเองให้ดี จะได้อายุยืนยาวไปอีกหลายๆปี
เหอจิ่วเหนียงเห็นนางปฏิเสธ จึงไปที่ห้องรับแขกเอง
เนื่องจากเมื่อครู่ยุ่งอยู่กับงานในครัว บนศีรษะของเจ้าบ้านสาวจึงยังโพกผ้าโพกหัวไว้อยู่ เนื้อตัวยังเปรอะไปด้วยผงแป้งเล็กน้อย นางปัดออกอย่างไม่ใส่ใจ และเดินเข้าไปพบแขกที่ห้องรับแขกโดยตรง
เมื่อมาถึงห้องรับแขก เหอจิ่วเหนียงจึงได้รู้ว่านางเซี่ยไม่ได้มาคนเดียว แต่ยังพาบุตรสาวกับบุตรชายทั้งสองมาด้วย
“ฮูหยินเซี่ยมาหาข้าถึงนี่มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางเดินเข้าไปต้อนรับ ฮูหยินเซี่ยรีบลุกขึ้น และพาบุตรทั้งสองทำความเคารพตามมารยาท
“ฮูหยินลู่ ที่ข้ามาวันนี้ก็เพื่อจะพาลูกๆทั้งสองของข้ามาขอบคุณฮูหยินอย่างเป็นทางการน่ะ”
พูดจบ สามแม่ลูกก็คุกเข่าลงตรงหน้าเหอจิ่วเหนียงทันที
“ไอ้หยา! ท่านทำอะไรกันเจ้าคะ! รีบลุกขึ้นก่อนเจ้าค่ะ มีอะไรก็ค่อยคุยกัน!”
เหอจิ่วเหนียงรีบเข้าไปช่วยประคองหญิงมีอายุขึ้นมาด้วยความตกใจ ทว่าฮูหยินเซี่ยกลับไม่ยอมลุก
“ฮูหยิน ให้ข้าคุกเข่าพูดให้จบเถอะนะ!”
น้ำเสียงของฮูหยินเซี่ยแน่วแน่หนักแน่น เด็กทั้งสองเพียงก้มหน้าโดยไม่พูดอะไร เห็นชัดว่าพวกเขาเตรียมตัวมาแสดงความขอบคุณด้วยความตั้งใจ
เหอจิ่วเหนียงเห็นดังนั้นจึงไม่ห้ามปรามอีก “เจ้าค่ะ เช่นนั้นก็พูดมาเถิด”
“ฮูหยินลู่ ก่อนหน้านี้ข้ามีตาหามีแววไม่ กล้าคิดหาเรื่องล่วงเกินฮูหยิน แต่ไม่เคยมาขอโทษฮูหยินอย่างเป็นทางการเลย ต่อมาฮูหยินก็ช่วยเหลือข้าครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันยังช่วยเหลือลูกๆของข้าตัดขาดกับตระกูลเฉียนอีก ข้ารู้ว่าฮูหยินทำไปก็เพื่อช่วยชีวิตพวกเขา วันนี้ข้าจึงตั้งใจมาขอบคุณ…”
ตอนที่ 555: บุตรที่มีมารดาอยู่เคียงข้างมีค่าดั่งทองคำ
นางเซี่ยกับเฉียนชิ่งแต่งงานอยู่ด้วยกันมาเป็นเวลากว่ายี่สิบปี เฉียนชิ่งก้าวขึ้นมาเป็นผู้ว่าการเมืองได้ ล้วนเป็นเพราะได้รับการผลักดันจากตระกูลเซี่ยทีละเล็กทีละน้อย นางย่อมรู้เรื่องดำมืดของเขาไม่น้อย
นางขอโทษเรื่องราวที่เคยล่วงเกินในอดีต จากนั้นก็ขอบคุณที่เหอจิ่วเหนียงช่วยลูกๆของนางตัดขาดกับเฉียนชิ่ง และเอ่ยต่อ “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เพื่อไต่เต้าให้ได้มาซึ่งตำแหน่ง เฉียนชิ่งทำเรื่องเลวทรามไว้ไม่น้อย” ก่อนจะยื่นบันทึกในมือให้กับเหอจิ่วเหนียง “นี่เป็นบันทึกเหตุการณ์สำคัญและรายชื่อขุนนางที่เกี่ยวข้องทั้งหมด”
เหอจิ่วเหนียงรับมา นางเซี่ยยังคงเอ่ยต่อ “ตำแหน่งของเฉียนชิ่ง เป็นตระกูลเซี่ยที่คอยกรุยทางให้เขาจริงๆ เราใช้เงินไปไม่น้อย
เพื่อชดเชยในสิ่งที่ตระกูลเซี่ยเคยทำผิดไป ข้ายินดีมอบทรัพย์สินของตัวเองเจ็ดส่วน ฮูหยินให้ใต้เท้าลู่นำไปช่วยชาวบ้านยากไร้ก็ได้ หรือส่งให้กับคลังหลวงก็ได้ พวกเราแม่ลูกไม่ขัดข้อง”
กล่าวจบหญิงม่ายก็นำโฉนดบ้าน โฉนดที่ดิน และตั๋วเงินวางลงบนโต๊ะ ทรัพย์สินกองมหึมาเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้นางเซี่ยจริงใจมากอย่างแท้จริง
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เอ่ยอะไร เพียงหยิบขึ้นมานับ
นางเซี่ยเห็นอีกฝ่ายไม่มีปฏิกิริยามากนัก จึงเม้มริมฝีปากเล็กน้อย และลองกล่าวหยั่งเชิง “นอกจากนี้ ข้ายังมีอีกเรื่องที่อยากขอร้องฮูหยิน…”
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วเล็กน้อย คิดในใจ…
ที่แท้ก็รอพูดเรื่องอื่นอยู่นี่เอง
สาวเจ้าบ้านเหลือบมองสองพี่น้องที่คุกเข่าอยู่บนพื้น แล้วกล่าว “ฮูหยินเซี่ยพูดมาได้เลยเจ้าค่ะ ไม่ต้องเกรงใจ”
ฮูหยินเซี่ยกลืนน้ำลายเล็กน้อย ก่อนจะกล่าว “ฮูหยินลู่อบรมสั่งสอนบุตรหลานได้ดี เด็กๆในจวนล้วนเป็นคนเก่งมาก ขะ…ข้า…ข้าอยากขออนุญาตให้อวี้หลานของข้าไปฝึกงานกับเหลียนฮวาที่ร้านได้หรือไม่ ต่อไปในภายภาคหน้า นางจะได้มาดูแลกิจการของตัวเองได้…”
บุตรชายสามารถร่ำเรียนที่สำนักศึกษาได้ แต่บุตรสาวกลับไม่รู้ว่าจะต้องพาไปทางไหน อันที่จริงก็ถึงวัยออกเรือนแล้ว แต่ตอนนี้เฉียนชิ่งเพิ่งจะถูกจับดำเนินคดี เฉียนอวี้หลาน… ไม่ใช่สิ ตอนนี้ควรเรียกว่า ‘เซี่ยอวี้หลาน’
เฉียนชิ่งเพิ่งถูกดำเนินคดี ย่อมส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงของเซี่ยอวี้หลานอย่างเลี่ยงไม่ได้ ต่อให้หาคู่ครองได้ ก็คงไม่ใช่คนดีมีชาติตระกูลที่เหมาะสม
หลังจากผ่านเรื่องราวเหล่านี้มา นางเซี่ยก็ตระหนักได้ในหลายๆอย่าง เด็กๆอายุยังน้อย ให้อยู่ด้วยกันอีกหลายๆปีก่อนก็ไม่แย่นัก
อีกอย่าง แม่นางเหลียนฮวาลูกหลานในตระกูลลู่กับบุตรสาวนางก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกัน ตระกูลลู่กลับไม่เคยพูดถึงเรื่องแต่งงานกับนางเลย แถมตระกูลร่ำรวย สถานะทางสังคมสูงส่งเช่นนี้ ยังให้พวกลูกหลานในบ้านไปทำงานในร้านค้าอีก
นางเซี่ยจึงคิดว่า ควรให้ลูกๆของตนได้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง เช่นนี้ในอนาคตจะได้มีความสามารถปกป้องตัวเองได้
ตอนแรกเหอจิ่วเหนียงคิดว่า นางเซี่ยอยากให้ตนเองช่วยหาคู่ครองตระกูลดีๆให้กับเซี่ยอวี้หลานเสียอีก นางกำลังคิดในใจอยู่เลยว่าจะปฏิเสธเช่นไร กลับกลายเป็นว่าอีกฝ่ายอยากให้บุตรสาวไปฝึกงานดูแลกิจการกับเหลียนฮวา
“ฮูหยินเซี่ยคิดดีแล้วหรือเจ้าคะ ทำงานในร้านมันเหนื่อยมากนะ”
เหอจิ่วเหนียงเข้าไปประคองคนแก่กว่าให้ลุกขึ้น เด็กๆทั้งสองก็ลุกตาม
นางเซี่ยรีบพยักหน้าถี่ๆ “อวี้หลานของข้าทนความเหน็ดเหนื่อยได้ นางทำได้แน่นอน!”
ไม่เพียงพูดแค่นั้น มารดาแซ่เซี่ยยังดึงบุตรสาวมาข้างหน้า ให้นางยืนยันด้วยตัวเอง
เซี่ยอวี้หลานเกร็งเล็กน้อย แต่นางก็สูดลมหายใจเข้าปอดลึก รวบรวมความกล้า และกล่าวออกมา “ฮูหยินลู่โปรดเมตตาด้วยเจ้าค่ะ”
“เจ้าชอบทำการค้าหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าแม่นางน้อยคนนี้น่าสนใจ ชื่อของนางกับเหลียนฮวาตั้งชื่อเป็นดอกไม้เหมือนกัน หากได้รู้จักและเป็นสหายกันก็คงไม่เลว
“ชอบเจ้าค่ะ เพียงแต่ก่อนหน้านี้ท่านพ่อ… เอ่อ ใต้เท้าเฉียนบอกว่า การค้าไม่ใช่เรื่องที่ผู้ดีพึงทำ ก็เลย…”
เซี่ยอวี้หลานพูดได้เพียงเท่านั้น แต่เหอจิ่วเหนียงก็เข้าใจความหมาย
“ใช้ลูกคิดคิดเลขเป็นหรือไม่?”
“เป็นเจ้าค่ะ ข้าน้อยเคยแอบฝึก”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินคำตอบก็ถึงกับยิ้มร่าทันที ดึงเซี่ยอวี้หลานเข้ามาใกล้ “เก่งมาก ข้าชอบสาวน้อยอย่างเจ้านี่แหละ! คำพูดของพ่อเจ้าไร้สาระสิ้นดี ตัวเขาเองก็อาศัยคนทำการค้าเพื่อเลื่อนตำแหน่ง ยังมีหน้ามาพูดว่าไม่ใช่เรื่องที่ผู้ดีพึงทำอีก หน้าไม่อายจริงๆ!”
แม่ลูกตระกูลเซี่ยไม่ได้พูดอะไร เห็นได้ชัดว่าในใจแอบเห็นด้วยกับวาจาของเหอจิ่วเหนียง แต่ถึงอย่างไรเฉียนชิ่งก็เคยมีความสัมพันธ์กับพวกนาง จึงไม่สะดวกที่จะออกความเห็น
“ต้องบอกก่อนว่า พวกเด็กๆในจวน ข้าแยกให้แต่ละคนไปฝึกเรียนรู้กันคนละร้าน ไม่ให้พวกเขาอยู่ด้วยกัน เพราะไม่อย่างนั้นพวกเขาจะช่วยเหลือกัน เช่นนี้จึงจะทำให้พวกเขาเรียนรู้ได้ดียิ่งขึ้น แต่แม่นางอวี้หลาน เจ้าเพิ่งเริ่มทำการค้าเป็นครั้งแรก ข้าจะให้เหลียนฮวาช่วยสอนไปก่อน ไม่กี่วันหลังจากนั้นเจ้าค่อยลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง”
สองแม่ลูกสกุลเซี่ยได้ยินเหอจิ่วเหนียงตอบตกลงแล้วก็ดีใจมาก เซี่ยอวี้หลานกล่าวอย่างตื่นเต้น “ขอบคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ!”
“เกรงใจเกินไปแล้วเจ้าค่ะ อันที่จริงข้าไม่ได้ช่วยอะไรมากเลย ล้วนเป็นเพราะความมุมานะของพวกเด็กๆเอง” เหอจิ่วเหนียงเอ่ยกับฮูหยินเซี่ยด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะบอกกับเซี่ยอวี้หลาน “พรุ่งนี้แม่นางอวี้หลานมาหาข้าที่นี่ก่อนนะ แล้วค่อยไปที่ร้านพร้อมกับเหลียนฮวา”
“เจ้าค่ะ!”
เซี่ยอวี้หลานตอบรับอย่างลิงโลด ใบหน้าเปี่ยมความตื่นเต้น
คำพูดที่ฮูหยินลู่พูดที่จวนตระกูลเฉียนในวันนั้นถูกต้องมาก บุตรที่มีมารดาอยู่เคียงข้างมีค่าดั่งทองคำ ตอนนี้นางกับน้องชายได้อยู่ข้างกายท่านแม่ เรื่องต่างๆที่เมื่อก่อนทำไม่ได้ ตอนนี้ก็ทำได้แล้ว นางเชื่อว่าตนเองจะต้องเก่งขึ้นเรื่อยๆแน่!
“ฮูหยิน ข้าเองก็มีเรื่องอยากจะขอเหมือนกันขอรับ”
เซี่ยเฉินห้าวที่อยู่ข้างๆ เงียบมาตลอดในที่สุดก็เอ่ยขึ้น ใบหน้าเต็มไปด้วยความแน่วแน่อันแรงกล้า
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองนางเซี่ยวูบหนึ่ง เห็นหญิงวัยกลางคนมองไปยังบุตรชายของตนด้วยสีหน้าประหลาดใจระคนงุนงง เห็นชัดว่านางเองก็ไม่รู้ว่าบุตรชายคนสุดท้องมีเรื่องอะไรอยากร้องขอ จุดประสงค์ของนางคือแค่พาบุตรทั้งสองมาขอบคุณเท่านั้นเอง
เมื่อเห็นสีหน้าของนางเซี่ย เหอจิ่วเหนียงก็พอรู้สถานการณ์แล้ว นางรู้สึกถูกโฉลกกับเด็กหนุ่มคนนี้ตั้งแต่แรกเจอ เด็กเช่นนี้ในอนาคตต้องไปได้ไกลแน่
“ว่ามาสิ”
“ขะ…ข้า…ข้าอยากเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นขอรับ!”
เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันตอบโต้ นางเซี่ยก็สวนกลับเสียงกระซิบกดต่ำทันที “พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า! นั่นเป็นที่ที่อันตรายมากนะ ไม่ใช่ที่ที่เด็กอย่างเจ้าจะเข้าไปได้ตามใจ!”
“ท่านแม่ ข้าอยากเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นจริงๆนะขอรับ ในหน่วยหั่วอวิ๋นล้วนมีแต่วีรบุรุษ! ข้าฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก ต้องเข้าได้แน่นอนขอรับ!”
สีหน้าของเซี่ยเฉินห้าวเต็มไปด้วยความตั้งใจแน่วแน่ เขาจะเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นให้ได้ และจับตัวคนเลวอย่างพวกนางจิ้งจอกพวกนั้นให้ได้หลายๆคน!
นางเซี่ยถึงกับหน้าเสีย “ที่เจ้าฝึกมาน่ะไม่ใช่วรยุทธ์อะไรหรอกนะ เป็นกระบวนท่าต่อสู้ที่แค่งดงามแต่ไร้พลังทั้งสิ้น! เจ้ารู้หรือไม่ว่าหน่วยหั่วอวิ๋นมันอันตรายเพียงใด เจ้ายัง…”
“ฮูหยินเซี่ย ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ให้ข้าพูดกับเขาเองดีกว่า”
เหอจิ่วเหนียงเข้ามาช่วยสะสางความข้องใจ นางถามเซี่ยเฉินห้าว “อยากเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะ ข้าได้ยินสามีของข้าบอกว่า คนที่อยากเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นต้องไปฝึกในค่ายทหารระยะหนึ่ง ต้องผ่านการฝึกอย่างหนัก และต้องสร้างผลงานเป็นที่โดดเด่นในกองทัพ ถึงจะมีโอกาสถูกคัดเลือกให้เข้าหน่วยหั่วอวิ๋นได้”
เซี่ยเฉินห้าวได้ยินดังนั้นก็ถึงกับผงะ เขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าการเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นต้องไปฝึกฝนในกองทัพด้วย หากต้องไปฝึกฝนในกองทัพ แปลว่าก็คงต้องใช้เวลาอีกหลายปี
“ตอนนี้เจ้ายังอยากเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นอยู่อีกหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงจับจ้องเด็กหนุ่มโดยไม่ปล่อยให้ปฏิกิริยาเล็กๆน้อยๆของเขาหลุดรอดสายตาไปได้เลย
เซี่ยเฉินห้าวมีท่าทีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบออกมาในที่สุด
“อยากขอรับ!”
“ดีมาก เป็นคนที่มีความกล้าหาญมาก!”
เหอจิ่วเหนียงตบไหล่เขาด้วยความพึงพอใจ แล้วเอ่ยต่อ “เพียงแต่เรื่องนี้ข้าไม่ใช่คนที่จะตัดสินใจได้ เจ้าต้องไปถามสามีของข้า และดูก่อนว่าเจ้าจะผ่านการทดสอบของเขาหรือไม่ หากผ่านด่านของเขาไปได้ เจ้าถึงจะรู้ว่าตัวเองเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นได้หรือไม่ แต่ก่อนจะถึงจุดนั้น เจ้าต้องเกลี้ยกล่อมแม่ของเจ้าให้ได้ก่อน”
ตอนที่ 556: บางเรื่องก็ต้องมีคนกล้าทำในสิ่งที่อันตราย
ทันใดนั้นแววตาของเซี่ยเฉินห้าวก็เผยร่องรอยของความลำบากใจออกมา
การเกลี้ยกล่อมมารดาไม่ใช่ปัญหา เพราะไม่ว่าอย่างไรท่านแม่ก็ไม่มีทางใจแข็งกับเขาได้นานอยู่แล้ว
ทว่าทางฝั่งของใต้เท้าลู่นี่สิ…
อันที่จริงที่เขามาพบเหอจิ่วเหนียงกับท่านแม่ในวันนี้ ก็เพราะมีจุดประสงค์ส่วนตัวอยู่ด้วย
เขาเคยได้ยินมาว่า ใต้เท้าลู่เป็นขุนนางที่ยุติธรรมเคร่งครัด ไม่เคยลำเอียงเข้าข้างผู้ใดเป็นการส่วนตัว และเจรจาด้วยยากที่สุด แต่มีแค่ฮูหยินของเขาคนเดียวเท่านั้นที่เขาจะยอมอ่อนข้อให้ เรื่องเล่าลือนี้ครั้นในงานแต่งงานของเฉียนชิ่ง เขาก็ได้ประจักษ์แล้วว่าใต้เท้าลู่ปฏิบัติต่อภรรยาดีมากจริงๆ ไม่ว่าเรื่องใดก็ยอมฟังนางทั้งนั้น ขอเพียงแค่ฮูหยินลู่เอ่ยปาก ใต้เท้าลู่ย่อมตกลงแน่นอน
ดังนั้น ในวันนี้เด็กหนุ่มจึงคิดจะใช้โอกาสนี้ อาศัยบารมี(ความเป็นคนรัก)ของฮูหยินลู่สักหน่อย แต่คิดไม่ถึงว่าฮูหยินลู่กลับไม่ยอมช่วย เขาจึงรู้สึกกลัดกลุ้มขึ้นมา ไม่รู้ควรทำเช่นไรดี
“เฉินห้าว เลิกดื้อได้แล้ว เจ้าก็ตั้งใจเรียนของเจ้าต่อไป วันข้างหน้าสอบได้ตำแหน่งขุนนางก็สามารถรับใช้แว่นแคว้นได้เหมือนกัน เข้าใจหรือไม่?”
นางเซี่ยเห็นท่าทางของบุตรชายก็รู้ว่าในใจเขากำลังผิดหวัง แต่นางกลับรู้สึกโล่งใจมาก และรีบเข้าไปประคองบุตรชายขึ้นมา
ตอนนี้นางมองอะไรหลายๆอย่างได้ชัดเจนแล้ว แต่เรื่องนี้นางไม่อาจเอาชีวิตบุตรชายมาเสี่ยงได้ หน่วยหั่วอวิ๋นเป็นองค์กรเช่นไรใครต่างก็รู้ แม้ฟังแล้วจะทำให้คนอิจฉาอยากเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของ.องค์กรน่าเกรงขามนี้ แต่นางกลับไม่อยากให้บุตรชายของตัวเองเข้าไปเลย เพราะมากกว่าเกียรติยศคืออันตรายร้ายแรง จะสิ้นชีพไปตอนไหนก็ไม่รู้
“ท่านแม่ ข้าอยากเข้าจริงๆขอรับ ท่านแม่โปรดอนุญาตด้วยเถิดขอรับ”
เซี่ยเฉินห้าวไม่ยอมลุก ทั้งยังโขกศีรษะให้นางเซี่ยอีกด้วย
ชัดเจนว่าเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว โขกศีรษะจนหน้าผากแดง ขืนโขกต่อไปเช่นนี้มีหวังเลือดไหลออกมาแน่
นางเซี่ยตกใจกับการกระทำของบุตรชายมาก รีบห้ามด้วยความปวดใจ “เจ้าจะลำบากตัวเองไปทำไมกันฮะ!”
“ท่านแม่ ขนาดพี่ใหญ่กับพี่รองยังทำในสิ่งที่ตัวเองชอบได้เลย เหตุใดข้าถึงทำไม่ได้ล่ะขอรับ? ข้าอยากเข้าหน่วยหั่วอวิ๋น อยากเป็นหนึ่งในหน่วยนี้ ไม่ว่าต้องลำบากยากเย็นเพียงใดข้าก็จะไป!”
เด็กหนุ่มยืนกรานอย่างหนักแน่น เสียงดังฟังชัดเพื่อแสดงความตั้งใจแน่วแน่ของตัวเองออกมา
นางเซี่ยกำลังอ้าปากจะพูดบางอย่าง แต่เซี่ยอวี้หลานที่อยู่ข้างๆ กล่าวขึ้นเสียก่อน “ท่านแม่เจ้าคะ ให้น้องเล็กไปลองดูก่อนดีหรือไม่เจ้าคะ น้องเล็กมีความคิดเป็นของตัวเองมาตั้งแต่เด็ก เรื่องที่น้องเล็กตัดสินใจแล้ว ไม่ว่าใครก็เปลี่ยนความตั้งใจของเขาไม่ได้นะเจ้าคะ”
“แต่นั่นมันอันตรายเกินไปนะ!”
นางเซี่ยรู้สึกปวดใจมาก มองไปยังบุตรชายคนสุดท้องด้วยแววตาห่วงใยแกมต่อต้าน
เซี่ยเฉินห้าวโต้ “ท่านแม่ บางเรื่องก็ต้องมีคนกล้าทำในสิ่งที่อันตราย ชาวบ้านทุกคนถึงจะนอนหลับได้อย่างไร้กังวล ต่อให้ข้าไม่ไปก็มีคนอื่นอีกมากมายที่ไป ข้าอยากปกป้องพวกท่านด้วยวิธีของข้า ท่านแม่ให้ข้าไปลองเถอะนะขอรับ หากไม่ไหวจริงๆ ข้าจะกลับ!”
เหอจิ่วเหนียงเห็นเด็กหนุ่มหนักแน่นเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้านางก็คลี่กว้างไม่อาจหุบได้เลย อายุน้อยแค่นี้แต่กลับมีความคิดลึกซึ้งยิ่งนัก ไม่เลวเลยจริงๆ
เพียงแต่ การเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นไม่ใช่บอกว่าอยากเข้าก็เข้าได้ ต้องอาศัยความพยายามและความ.อดทนอย่างสูง ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าสุดท้ายแล้วเด็กหนุ่มคนนี้จะรับการทดสอบไหวหรือไม่
นางเซี่ยสะกดกลั้นความเจ็บปวดเอาไว้ไม่ไหวอีกต่อไป ร่ำไห้น้ำตานองหน้าทันที นางรู้นิสัยของบุตรชายตัวเองดี ในเมื่อเขาพูดถึงขั้นนี้ เช่นนั้นก็หมายความว่านางไม่อาจห้ามเขาได้แล้ว
ภายใต้ความอับจนหนทาง ในที่สุดผู้เป็นมารดาก็ทำได้แค่พยักหน้ายอมรับ
เซี่ยเฉินห้าวพลันเผยรอยยิ้มดีใจออกมา จากนั้นก็ถามเหอจิ่วเหนียงด้วยความตื่นเต้น “ฮูหยิน ท่านแม่ข้าตกลงแล้วขอรับ ฮูหยินช่วยแนะนำข้าให้ใต้เท้าลู่รู้จักได้หรือไม่ขอรับ?”
“คืนนี้เจ้ามาที่จวนข้า ข้าจะให้เขาได้เจอกับเจ้า”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าตอบรับ ก็แค่เจอหน้าทำความรู้จักกัน ไม่ใช่เรื่องยาก
“ขอบคุณฮูหยินมากขอรับ!”
เด็กหนุ่มยอมลุกขึ้นในที่สุด สีหน้าท่าทางแน่วแน่เต็มที่
เขาต้องอาศัยความสามารถของตัวเองเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นให้ได้ เขาอยากเป็นคนแบบลู่ไป่ชวน ไม่ได้อยากเป็นแบบพ่อของเขาที่คอยพึ่งพาอาศัยสตรีเลื่อนตำแหน่ง แถมสุดท้ายยังย้อนกลับมาทำร้ายตัวเอง
เนื่องจากในใจเขาเกลียดชังเฉียนชิ่งมาก เขาจึงไม่คิดว่าการที่พ่อของเขาถูกจับเข้าคุกตอนนี้เป็นสิ่งที่ไม่เหมาะสม ทำผิดก็ต้องได้รับโทษ ไม่มีข้อยกเว้น
และนี่ถือว่าเป็นโทษที่พ่อของเขาทำผิดต่อพวกเขาแม่ลูก
เหอจิ่วเหนียงมองนางเซี่ยที่ยืนร้องไห้น้ำตานองหน้า พลางเอ่ย “ฮูหยินเซี่ยอย่ากังวลเลยนะเจ้าคะ คุณชายน้อยอายุยังน้อย การที่คุณชายน้อยเป็นคนไม่หวั่นกลัวต่อสิ่งใดเป็นเรื่องดี ให้เขาได้ทดลองเรียนรู้ด้วยตัวเอง ดีกว่าที่เราใช้ไม้เรียวสั่งสอนเขาเยอะนะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงพูดเช่นนี้นางเซี่ยก็ไม่อาจพูดอะไรมาก ถึงอย่างไรฝ่ายตนก็เป็นคนมาขอร้องถึงที่เอง และการที่เหอจิ่วเหนียงช่วยก็ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ไม่ควรปฏิเสธ
“ขอบคุณฮูหยินมากที่ชี้แนะ เช่นนั้นพวกเราต้องขอตัวลาก่อน ตอนค่ำจะมาส่งเฉินห้าวอีกที”
นางเซี่ยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจนัก อยากกลับไปทำใจเสียหน่อย
เหอจิ่วเหนียงกลับกล่าว “เอาเช่นนี้ดีกว่า คืนนี้ฮูหยินเซี่ยพาลูกๆทั้งสองมากินข้าวที่จวนข้านะเจ้าคะ พอดีข้าเพิ่งลองทำอาหารใหม่ๆออกมาสองสามอย่าง คืนนี้จะได้ลองชิมด้วยกัน และถือโอกาสนี้ให้พวกเด็กๆได้ทำความรู้จักกันด้วย”
เหอจิ่วเหนียงเชิญพวกนางกินข้าว นี่เป็นเรื่องที่นางเซี่ยคิดไม่ถึงเลย เดิมทีนางจะปฏิเสธ แต่เมื่อนึกถึงเป็ดดำลู่กับของกินเล่นอย่างอื่นที่เหอจิ่วเหนียงทำออกมา ทันใดนั้นก็เกิดอาการเปรี้ยวปากอยากกินขึ้นมาแล้ว
อาหารที่เหอจิ่วเหนียงคิดค้นขึ้นมาต้องเป็นของแปลกใหม่ที่ไม่เคยกินมาก่อนแน่นอน หากปฏิเสธก็น่าเสียดายแย่สิ!
นางลังเลเพียวชั่วครู่ก็ตอบตกลง “ต้องขอบคุณฮูหยินลู่ล่วงหน้าแล้ว เช่นนั้นคืนนี้ข้าจะทำอาหารอร่อยๆสักสองสามอย่างมาด้วยก็แล้วกัน”
“เช่นนั้นยิ่งดีเจ้าค่ะ ฮ่าๆๆ!”
เหอจิ่วเหนียงตอบตกลงอย่างฉับไว จากนั้นก็รีบฉวยโอกาสนี้ยื่นโฉนดบ้าน โฉนดที่ดิน และตั๋วเงินคืนให้นางเซี่ย นางเซี่ยมีท่าทีไม่เข้าใจ นางจึงอธิบาย “ฮูหยินเซี่ยอยากช่วยเหลือคนยากไร้ย่อมเป็นเรื่องดี เช่นนั้นเรื่องพวกนี้ท่านก็ควรเป็นคนทำเอง ถึงอย่างไรก็เป็นน้ำใจของท่าน อีกอย่าง ฮูหยินแบ่งส่วนนี้เก็บเอาไว้เองอีกหน่อยเถอะเจ้าค่ะ แม่นางอวี้หลานออกเรือนก็ต้องมีสินเดิมติดตัว คุณชายน้อยเฉินห้าวแต่งงานก็ต้องใช้สินสอด ฮูหยินจะเอาออกมาขนาดนี้ได้อย่างไรเจ้าคะ?”
“แต่…”
“ตกลงตามนี้แหละเจ้าค่ะ ความตั้งใจของฮูหยิน ฮูหยินทำเองจะดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าเอาแค่สิ่งนี้ก็พอ”
ขณะที่กล่าวประโยคหลัง เหอจิ่วเหนียงแกว่งหลักฐานบันทึกความผิดของเฉียนชิ่งที่อยู่ในมือไปด้วย
อันที่จริงนางเข้าใจเจตนาของนางเซี่ยดี การที่นางเซี่ยมอบโฉนดและเงินมากมายเช่นนี้ให้ แม้จะบอกว่าให้นางเอาไปช่วยเหลือคนยากไร้ แต่หากนางจะเก็บเอาไว้เองส่วนหนึ่งก็ไม่มีใครว่า เพราะการมอบของในวันนี้พวกนางรู้กันแค่สองคน
แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ต้องการ นางทำกิจการมากมาย มีเงินทองคณานัป ไหนจะทรัพย์สินที่ลู่ไป่ชวนเก็บสะสมมาตลอดหลายปี นางไม่ได้ขัดสนเงินทองเลย
และแน่นอนว่าต่อให้การเงินของนางติดขัด นางก็ไม่มีทางยักยอกทรัพย์สินเหล่านี้ของนางเซี่ยอยู่ดี เพราะแต่ไหนแต่ไรมานางไม่ใช่คนเช่นนั้นอยู่แล้ว
นางจึงคืนทรัพย์สินเหล่านี้ให้นางเซี่ย ให้อีกฝ่ายไปจัดการเอง และถือเป็นการบอกนางเซี่ยเป็นนัยด้วยว่า ต่อไปไม่จำเป็นต้องใช้วิธีเช่นนี้
นางเซี่ยรับทรัพย์สินทั้งหมดคืนมาด้วยมืออันสั่นเทา นางเข้าใจความหมายที่เหอจิ่วเหนียงสื่อ ในใจประหลาดใจไม่น้อย คนตระกูลลู่ไม่เหมือนขุนนางคนอื่นๆเลยจริงๆ
แต่จะว่าไป นางมอบบันทึกรายชื่อขุนนางที่เคยรับสินบนจากเฉียนชิ่งให้ แต่ในขณะเดียวกันตนเองกลับให้สินบนตระกูลลู่เช่นกัน มันดูน้อยแย้งและไม่เหมาะสมมาก แต่ตอนนี้นางไร้ที่พึ่ง เพื่อลูกๆของนาง นางจึงต้องทำเช่นนี้
เมื่อใคร่ครวญจนเข้าใจแล้ว นางคำนับเหอจิ่วเหนียงอย่างจริงจังอีกครั้ง และกล่าว “ขอบคุณฮูหยินมากจริงๆ วันหน้าหากมีเรื่องอะไรที่ข้าช่วยเหลือได้ ฮูหยินรีบบอกข้าได้เลย!”
ตอนที่ 557: ที่แท้ก็รอจะพูดเช่นนี้อยู่นี่เอง
เหอจิ่วเหนียงรับการคำนับ ยืนส่งสามแม่ลูกกลับ จากนั้นก็กลับไปง่วนกับงานในครัวต่อ
ตอนนี้อาหารสูตรใหม่ทำใกล้เสร็จเรียบร้อยแล้ว นางทำแค่ชุดเดียวสำหรับลองชิมเท่านั้น หากมั่นใจในรสชาติแล้วจึงจะให้แม่ครัวทำเพิ่ม เพื่อให้เพียงพอสำหรับทุกคนในจวน
หลังจากจัดการเรื่องในครัวเสร็จ เหอจิ่วเหนียงจึงไปตรวจดูอาการของฉินเจียนและเปลี่ยนยาให้ จากนั้นก็กำชับคนป่วยไม่กี่ประโยค ก่อนจะพาสาวใช้สองคนไปตรวจสอบความคืบหน้าทางด้านสถานบันเทิง
การก่อสร้างช้าแสนช้า แต่การรื้อถอนกลับรวดเร็วยิ่งนัก ไม่กี่วันอาคารหลังใหญ่ก็กลายเป็นกองซากปรักหักพัง เถ้าแก่สาวทอดมองเศษซากวัสดุก่อสร้างตรงหน้าแล้วถอนหายใจออกมาอย่างหดหู่ ความเสียหายครั้งนี้มากมายจริงๆ
ก่อนหน้านี้ปล่อยให้คนของคณะงิ้วชิงอินมีโอกาสลอบกัดได้ ครั้งนี้จะประมาทไม่ได้อีกเด็ดขาด
นางกับลู่ไป่ชวนมีเรื่องให้ทำมากมาย ไม่สามารถมาจับตาดูทุกอย่างตลอดเวลาได้ และยิ่งไม่อาจให้ลู่ไป่ชวนส่งคนของหน่วยหั่วอวิ๋นมาเฝ้าได้ เพราะนั่นถือเป็นการใช้อำนาจเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว ดังนั้นนางจึงต้องหาคนที่ไว้ใจได้มาช่วยดูแลแทน
คนแรกที่เหอจิ่วเหนียงนึกถึงคือลู่เหอหรง แต่ลู่เหอหรงยังต้องอยู่ดูแลนางฉินที่บ้าน นางฉินใกล้จะคลอดแล้ว และนั่นเป็นเรื่องใหญ่กว่า
เช่นนั้นจะมีใครอีกล่ะ?
เหอจิ่วเหนียงเก็บความกลัดกลุ้มใจเรื่องนี้เอาไว้ก่อน นางเดินสำรวจรอบสถานบันเทิงรอบหนึ่งก็ไม่พบปัญหาใด จึงกำชับคนงานไปสองสามเรื่อง จากนั้นก็พาสาวใช้กลับ
ระหว่างทางบังเอิญพบกับฮูหยินของขุนนางสองสามคน ก่อนหน้านี้เคยเห็นหน้าคร่าตากันมาบ้างแล้วในงานเลี้ยง เดิมทีเหอจิ่วเหนียงคิดจะทำเป็นไม่เห็น แต่ไม่นึกเลยว่าพวกนางจะเห็นตนก่อนแล้ว แต่ละคนต่างฉีกยิ้มกว้างเข้ามาทักทาย
คนยิ้มให้เช่นนี้แล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ไม่อาจเสียมารยาทได้ จึงยิ้มพลางทักทายกลับ “ฮูหยินทุกท่าน ออกมาเดินเล่นซื้อของหรือเจ้าคะ?”
“ฮ่าๆ อยู่ในจวนมันอุดอู้ก็เลยออกมาเดินเล่นสักหน่อยน่ะ ฮูหยินลู่ล่ะ วันนี้ไม่ไปโรงหมอหรือ?”
“นั่นสิ ฮูหยินลู่ไปเดินเล่นกับพวกเราหรือไม่?”
พวกนางมีท่าทีกระตือรือร้นมาก เหอจิ่วเหนียงไม่ทันได้ปฏิเสธก็ถูกลากพาไปเดินเล่นด้วยกันแล้ว
ช่างเถอะ กลับไปก็ไม่มีอะไรทำพอดี เช่นนั้นก็เดินเล่นสักหน่อยแล้วกัน
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจว่า การผูกมิตรไมตรีกับฮูหยินเหล่านี้ก็ถือเป็นเรื่องจำเป็นเหมือนกัน ถึงอย่างไรครอบครัวของตนก็อาศัยอยู่ในจิงโจว มีมิตรสหายเยอะๆ จะทำสิ่งใดก็ราบรื่น
การเดินเล่นของพวกฮูหยินก็วนเวียนอยู่แต่ร้านเครื่องประดับกับร้านเสื้อผ้าอาภรณ์ต่างๆ พวกนางไปที่ร้านเครื่องประดับก่อน เหอจิ่วเหนียงเดินดูอย่างตั้งใจ และคิดขึ้นได้ว่า พวกสาวน้อยในจวนก็ควรจะมีเครื่องประดับใหม่ๆเพิ่มได้แล้ว นางจึงตั้งใจเลือกอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เตรียมจะไปจ่ายเงิน
ปรากฏว่าร่างค่อนข้างอวบของฮูหยินจางเข้ามาขวางนางไว้ ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “ฮูหยินลู่ รู้จักกันมานานแล้วข้ายังไม่เคยมอบของขวัญอะไรให้ท่านเลย เครื่องประดับเหล่านี้ให้ข้าเป็นคนซื้อให้ฮูหยินเถอะนะ ถือซะว่าเป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆของข้า”
เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วเล็กน้อย ขณะที่นางกำลังจะปฏิเสธ ฮูหยินหวังก็เข้ามาเบียดอีกคน “ข้าจ่ายเอง ให้ข้าจ่ายเอง ปกติก็ไม่รู้ว่าฮูหยินลู่ชอบสิ่งใด กว่าจะมีโอกาสเช่นนี้ไม่ใช่หาได้ง่ายๆ ฮูหยินลู่ให้ข้าแสดงน้ำใจสักหน่อยเถอะนะ!”
ฮูหยินเฉินก็ไม่น้อยหน้า เข้ามาสบทบความวุ่นวายแย่งจ่ายเงินด้วยอีกคน
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้ายิ่งนัก
“น้ำใจของฮูหยินทุกท่านข้ารับไว้แล้ว ของเหล่านี้เป็นของที่ข้าจะซื้อกลับไปให้พวกเด็กๆในจวน ไม่รบกวนฮูหยินทุกท่านดีกว่าเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้รังเกียจน้ำใจของพวกนาง ขณะที่ปฏิเสธยังเอ่ยด้วยรอยยิ้มเกรงใจ
“ฮูหยินลู่อย่าเกรงใจพวกเราเลยนะ ถือซะว่าพวกเราซื้อของขวัญให้พวกคุณหนูในจวนก็แล้วกันนะเจ้าคะ ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
แม้ฮูหยินเหล่านี้จะแย่งกันออกหน้าออกตา แต่ก็ไม่กล้าทำให้อีกฝ่ายอึดอัดจนเกินไป เพราะหากทำให้เหอจิ่วเหนียงไม่สบอารมณ์เข้าคงจะได้ไม่คุ้มเสีย
เหอจิ่วเหนียงยังคงส่ายหน้า “น้ำใจของฮูหยินทุกท่านข้ารับไว้แล้วจริงๆ อีกอย่าง ท่านเฉินอ๋องก็ทรงรังเกียจพฤติกรรมเช่นนี้ที่สุด ในฐานะที่สามีข้าเป็นคนสนิทของท่านอ๋อง ข้าจะทำให้สามีข้าต้องขายหน้าไม่ได้ ฮูหยินทุกท่านซื้อเฉพาะของตัวเองเถอะเจ้าค่ะ”
วาจานี้แฝงคำเตือนอยู่ไม่น้อย ทำให้สีหน้าของฮูหยินเหล่านี้แข็งค้างไปทันที จึงรีบเก็บความคิดของตัวเองลงไป และลอบมองสีหน้าของเหอจิ่วเหนียงอย่างระมัดระวัง
เห็นสีหน้าอีกฝ่ายยังคงปกติ ให้สาวใช้ข้างกายไปจ่ายเงิน พวกนางจึงถอนหายใจอย่างโล่ง.อก
เหอจิ่วเหนียงหันกลับมาก็เห็นสีหน้าของพวกนางเจือความกังวล ฮูหยินหวังเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวหน้าเครียด “ฮูหยินอย่าโกรธพวกเราเลยนะ พวกเราก็แค่อยากซื้อของให้เหล่าคุณหนูเท่านั้น ไม่ได้คิดอย่างอื่นเลยจริงๆ…”
“ใช่เจ้าค่ะใช่ พวกเราไม่ได้มีเจตนาอะไรเลย!”
เหอจิ่วเหนียงเห็นสีหน้าแววตาของพวกนางทั้งกลุ้มใจทั้งร้อนใจ ก็ยิ้มพลางกล่าว “ข้ารู้ว่าฮูหยินทุกท่านมีน้ำใจเจ้าค่ะ เราเลิกพูดเรื่องนี้กันดีกว่า ฮูหยินทุกท่านรีบไปเลือกซื้อของตัวเองเถอะ เราจะได้ไปเดินดูที่อื่นกันต่อ”
ฮูหยินเหล่านี้เห็นว่านางไม่คิดเล็กคิดน้อยอะไร ใบหน้าก็มีรอยยิ้มผุดขึ้นทันที และให้สาวใช้ข้างกายไปจ่ายเงิน
จากนั้นก็ไปเดินดูร้านอื่นกันต่อ ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นไม่มีปัญหา
เดินไปเดินมาก็มาถึงร้านสาขาของหอเจียย่วนที่เหลียนฮวาอยู่ แน่นอนว่าต้องแวะเข้าไปดูสักหน่อย
ทันทีที่เข้าไป เหล่าฮูหยินก็เอ่ยชมไม่หยุดปาก บอกว่าหอเจียย่วนดูดีมีระดับ อาภรณ์ที่ตัดเย็บออกมาแต่ละชุด.งดงามยิ่งนัก เรียกได้ว่า.งดงามจนแย่งซื้อกันไม่ทัน
เหอจิ่วเหนียงให้เหลียนฮวานำบัตรลูกค้าพิเศษมอบให้พวกนางอย่างใจกว้าง ให้พวกนางมีสิทธิ์สั่งจองสินค้าได้ก่อนใคร ฮูหยินเหล่านี้ตกใจมากที่จู่ๆตนเองได้รับสิทธิ์นี้ แต่ละคนยิ้มปากไม่หุบเลยทีเดียว
ฮูหยินจางมอบปิ่นที่ตนเองเพิ่งซื้อมาเมื่อครู่ให้กับเหลียนฮวา และกล่าว “คุณหนูเหลียนฮวาช่างเป็นคนจิตใจอ่อนโยน ข้าเห็นแล้วชอบยิ่งนัก ข้าเห็นว่าปิ่นนี้เหมาะสมกับคุณหนูมาก ต้องรับไว้นะ!”
เหลียนฮวาไม่กล้ารับ นางตกใจและหันไปมองเหอจิ่วเหนียง
ฮูหยินจางยิ้มพลางกล่าว “ฮูหยินลู่ ท่านมอบบัตรลูกค้าพิเศษให้พวกเราแล้ว หากพวกเราไม่มีของตอบแทนก็คงกระดากใจที่จะรับ ของสิ่งนี้ก็ถือซะว่าเป็นของขวัญตอบแทนเถอะ ได้หรือไม่?”
ฮูหยินจางช่างเจรจาจริงๆ ทำเอาเหอจิ่วเหนียงปฏิเสธไม่ได้เลย จึงกล่าว “เหลียนฮวา ยังไม่รีบขอบคุณฮูหยินจางอีก”
เหลียนฮวาจึงรับมา และขอบคุณฮูหยินจาง
ฮูหยินท่านอื่นเห็นดังนั้นก็รีบทำตามเช่นกัน ยังดีที่พวกนางรู้จักความพอดี แต่ละคนมอบเครื่องประดับให้เด็กสาวคนละชิ้น ราคาไม่ได้แพงมาก เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆ แสดงให้เห็นว่าพวกนางอยากผูกมิตรไมตรีกับตระกูลลู่จริงๆ
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้กล่าวอะไร เห็นว่าพวกนางมีน้ำใจจริงๆจึงไม่ถือสา แต่หากมีใจคิดเป็นอื่นก็อีกเรื่องหนึ่ง
ฮูหยินทั้งสามพากันเดินเลือกอาภรณ์ด้วยความเบิกบานใจ เหลียนฮวาถือเครื่องประดับไว้ในมือ และถามผู้เป็นอาเสียงเบา “ท่านอาสะใภ้ ต้องทำเช่นไรกับของพวกนี้เจ้าคะ?”
“รับไว้เถอะ พวกนางไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไร”
“เจ้าค่ะ เช่นนั้นกลับไปข้าจะแบ่งให้โยวโยวด้วย ฮี่ๆๆ”
เหลียนฮวาเก็บเครื่องประดับเหล่านั้นไว้ในอกเสื้อ แล้วเอ่ยต่อ “เช่นนั้นอาสะใภ้เดินดูไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะไปต้อนรับแขกก่อนเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าแล้วเดินตรวจดูภายในร้านตัวเองว่ามีตรงไหนควรปรับปรุงแก้ไขบ้างหรือไม่
ไม่นานนักฮูหยินทั้งสามก็เดินมาหาเหอจิ่วเหนียงด้วยสีหน้าท่าทางเบิกบานใจ แต่ละคนซื้ออาภรณ์ไปคนละสองสามชุด ได้ใช้จ่ายเงินแล้วรู้สึกสบายใจมาก ยิ้มปากไม่หุบกันเลย
“ฮูหยินลู่ คุณหนูเหลียนฮวาเป็นคุณหนูที่ฉลาดและมีความสามารถที่สุดที่ข้าเคยเห็นมาเลย ตอนแรกข้าเองก็ไม่เข้าใจว่าฮูหยินทำใจให้เด็กๆออกมาทำงานเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้ได้อย่างไร ที่แท้นี่ก็คือการฝึกฝนเด็กๆไปด้วย!”
“นั่นสิ ได้ยินมาว่าคุณหนูหยวนเอ๋อร์ลูกสาวของฮูหยินหลี่ก็ทำงานในร้านของฮูหยินลู่ด้วย! ฮูหยินหลี่อวดเช้าอวดเย็น ทำเอาคนอื่นๆ ต่างพากันอิจฉาจะแย่อยู่แล้ว!”
“ฮูหยินลู่ ไม่ทราบว่าในร้านยังขาดคนอยู่หรือไม่ ข้าอยากให้ลูกๆของข้าได้ฝึกฝนบ้าง!”
“ใช่ๆๆ ลูกๆของข้าก็เหมือนกัน!”
เห็นสีหน้าท่าทางพวกนางตื่นเต้นเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงก็อดยิ้มมุมปากไม่ได้ ที่แท้ก็รอจะพูดเช่นนี้อยู่นี่เอง
ตอนที่ 558: รุ่งเรืองก็ต้องรุ่งเรืองด้วยกัน ตกต่ำก็ตกต่ำไปด้วยกัน
เหอจิ่วเหนียงได้ยินก็รู้สึกอยากหัวเราะออกมา เหตุใดแต่ละคนถึงอยากมาทำงานให้นางกันนะ
พวกเหลียนฮวาเติบโตมากับความยากลำบาก บวกกับชอบทำการค้า การสนับสนุนให้พวกนางทำงานเหล่านี้จึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมถึงแม้งานจะเหนื่อยยากเพียงใด ภายภาคหน้าจะได้เป็นเครื่องมือหาเลี้ยงตัวเองได้
แต่คุณชายคุณหนูที่เกิดมาในตระกูลขุนนาง เติบโตมาบนกองเงินกองทอง มีชีวิตสุขสบายมาตั้งแต่เด็ก จะยอมทำงานที่ทั้งเหนื่อยทั้งสกปรกเช่นนี้ได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ขุนนางส่วนใหญ่ก็ดูถูกดูแคลนคนทำการค้าอย่างกับอะไรดี คิดว่าตัวเองเป็นตระกูลขุนนางแล้วอยู่สูงกว่าคนอื่น ชุดความคิดเช่นนี้หยั่งรากลึกมายาวนานนับพันปี จู่ๆจะมาเปลี่ยนความคิดภายในชั่วข้ามคืนได้อย่างไรกัน
ฮูหยินขุนนางเหล่านี้มีเจตนาเช่นนี้ ก็แค่อยากผูกมิตรไมตรีกับตระกูลลู่ หวังจะเกาะตระกูลลู่ก็เท่านั้น
ลึกๆในใจอาจยังนึกดูแคลนคนทำการค้าอยู่ก็ได้ เช่นนี้แล้วจะมีความหมายอะไรกัน
“ฮูหยินทุกท่านรู้ตัวหรือไม่ว่าตัวเองกำลังพูดอะไรอยู่?”
เหอจิ่วเหนียงยิ้ม มองพวกนางด้วยแววตาพิจารณา
สตรีทั้งสามได้ยินดังนั้นก็หลบสายตา และยิ้มเจื่อนพลางกล่าวออกมา “เอ่อ…ย่อมรู้ตัวอยู่แล้ว พวกเราแค่อยากให้ลูกๆได้ฝึกฝนประสบการณ์บ้าง ฮูหยินลู่โปรดเมตตาด้วย!”
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้ว “พวกท่านเองก็มีกิจการร้านค้าของตัวเองไม่ใช่หรือ อยากให้เรียนรู้ก็ส่งไปฝึกที่ร้านตัวเองก็ได้แล้วนี่นา เหตุใดต้องถามข้าด้วยล่ะ?”
สีหน้าของพวกนางฉายแววประดักประเดิด พวกนางมีกิจการร้านค้าเป็นของตัวเองก็จริง หรือต่อให้ไม่มี พวกนางก็จ่ายเงินซื้อกิจการมาสักกิจการตอนนี้เลยก็ย่อมได้ นี่ไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาก็คือ ร้านพวกนั้นมันไม่ใช่กิจการของตระกูลลู่!
แค่นี้ความหมายก็ไม่เหมือนกันแล้ว!
เห็นเด็กๆตระกูลลู่แต่ละทั้งฉลาดหลักแหลมและว่านอนสอนง่าย ดูอย่างตอนนี้สิ เวลาแค่ไม่นาน คุณหนูเหลียนฮวาก็สามารถขายเสื้อผ้าให้พวกนางได้หลายชุดอย่างง่ายดาย แถมยังเลือกแบบที่เหมาะสมกับพวกนางที่สุดด้วย พอหันกลับไปมองลูกๆของตัวเอง… เอาแต่กิน เอาแต่เที่ยวเล่น เมื่อเปรียบเทียบกับเหลียนฮวาแล้วช่างห่างไกลกันซะเหลือเกิน
“ไม่ปิดบังฮูหยินลู่ พวกเราเห็นว่าฮูหยิน.อบรมสั่งสอนเด็กๆได้ดีมาก เด็กๆตระกูลลู่ทุกคนล้วนเป็นคนเก่งมีความสามารถ ก็เลยอยาก.รบกวนฮูหยินช่วย.อบรมสั่งสอนลูกๆแทนพวกเราหน่อย ลูกๆของพวกเราแต่ละคนเอาแต่กินๆนอนๆขี้เกียจ ไม่เชื่อฟัง และไม่ตั้งใจเรียนด้วย ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป อนาคตต้องกลายเป็นคนไร้ค่าไม่อาจสืบทอดตระกูลต่อได้แน่นอนเจ้าค่ะ”
“ใช่ๆ ฮูหยินวางใจได้ พวกเราไม่เอาเปรียบฮูหยินแน่นอน พวกเราจะจ่ายค่าตอบแทนให้คนละสองร้อยตำลึงเป็นเช่นไรเจ้าคะ?”
“หากไม่พอก็ตกลงกันได้! ฮูหยินบอกราคามาได้เลย!”
“ใช่ๆๆ!”
ฮูหยินทั้งสามจ้องมองเจ้าของกิจการใหญ่ด้วยแววตาคาดหวังจนแทบทะลักออกมาจากดวงตา
เหอจิ่วเหนียงเริ่มลังเลในใจเล็กน้อย เมื่อครู่ตนเองคิดผิดไปหรือไม่ ดูเหมือนว่าพวกนางไม่ได้แค่อยากจะพึ่งพาบารมีตระกูลลู่เพียงอย่างเดียว แต่ยังคิดจะเรียนรู้จากพวกเหลียนฮวาอีกด้วย
แต่ความเก่งของพวกเหลียนฮวา เกิดจากพรสวรรค์บวกกับความเพียรพยายามของตัวพวกนางเอง ของเช่นนี้จะให้สอนกันได้อย่างไร
อีกอย่าง นางก็ไม่ใช่อาจารย์เสียหน่อย จะช่วยอบรมสั่งสอนใครสักคนได้อย่างไร
เห็นอีกฝ่ายนิ่งเงียบ ฮูหยินทั้งสามก็เริ่มร้อนใจ ฮูหยินจางกล่าวต่อ “ฮูหยินลู่ หากฮูหยินรับพวกลูกๆของพวกเราไว้ ไม่ว่าฮูหยินจะทำเช่นไรก็ย่อมได้ทั้งนั้น หากพวกเขาไม่ฟังก็ลงโทษได้เลย พวกเราไม่มีข้อโต้แย้งอะไรทั้งสิ้น!”
“ใช่ๆๆ พวกเราก็ด้วย!”
เหอจิ่วเหนียงจนปัญญาจริงๆ
“พวกท่านคิดดีแล้วใช่หรือไม่ ลูกหลานของพวกท่านล้วนถูกเลี้ยงดูมาให้เป็นคุณหนูคุณชายที่ใช้ชีวิตสุขสบาย จะมาเป็นคนงานในร้านวิ่งวุ่นทำงานได้จริงๆหรือ จะเรียกผู้คนที่ผ่านไปมาให้สนใจร้านได้จริงๆหรือ จะยิ้มแย้มต้อนรับแขกได้จริงๆหรือ?”
ฮูหยินทั้งสามรีบพยักหน้าทันที “ย่อมได้ ได้แน่นอน! ทุกอย่างแล้วแต่ฮูหยินจัดการได้เลย!”
เหอจิ่วเหนียง “...”
ใจจริงนางอยากปฏิเสธมาก แต่นึกถึงผลตอบแทนแล้ว… คนละสองร้อยตำลึงเชียวนะ!
จ่ายเงินสองร้อยตำลึงเพื่อมาทำงานให้นาง นี่มันคุ้มเสียยิ่งกว่าคุ้ม!
เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา “ถ้าเช่นนั้น พรุ่งนี้ก็พาพวกเขามาได้เลยเจ้าค่ะ”
“ดีๆๆ! เยี่ยมไปเลย!”
พวกฮูหยินถึงกับหัวเราะออกมาด้วยความสุขใจ เหอจิ่วเหนียงยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม พลางกล่าวต่อ “แต่ข้าขอบอกเอาไว้ก่อนนะเจ้าคะ ไม่ว่าใครก็ห้ามใช้อำนาจรังแกคนอื่นเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นข้าลงโทษสถานหนักแน่นอน”
ใบหน้าของฮูหยินเหล่านี้เผยความลังเลออกมาเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็พยักหน้าตอบรับ
เรื่องนี้จึงตกลงกันตามนี้ หลังจากรับเงินมา เหอจิ่วเหนียงก็แยกย้ายกับฮูหยินทั้งสาม และออกจากร้านพร้อมกับเหลียนฮวา แวะไปรับลู่เสี่ยวหยางกับโยวยาโถวกลับสวนซีสุ่ยด้วยกัน
ระหว่างทาง เหลียนฮวาบอกทั้งสองว่าพรุ่งนี้จะมีบรรดาคุณหนูกับคุณชายหลายคนมาทำงานด้วย ทั้งสองได้ยินดังนั้นก็ตกใจจนดวงตาเบิกกว้างทันที
“พวกเขาคิดอะไรอยู่กัน?”
ลู่เสี่ยวหยางไม่อยากจะเชื่อ คนเหล่านั้นล้วนเป็นคุณหนูคุณชายที่เติบโตมาในตระกูลที่สุขสบายเพียบพร้อมทุกอย่าง จะมาลำบากตรากตรำทำงานให้เหน็ดเหนื่อยเพื่ออะไรกัน คิดอะไรอยู่กันแน่
“พรุ่งนี้อาจะแบ่งพวกเขาไปให้พวกเจ้าทั้งสามคน พวกเจ้าดูแลพวกเขาให้ดีนะ สิ่งใดที่ควรสอนก็สอน อย่าให้พวกเขาก่อเรื่องเด็ดขาด แต่หากพวกเขาก่อเรื่องขึ้นมาจริงๆ ก็ซัดจนกว่าพวกเขาจะหมดฤทธิ์ เข้าใจหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงกำชับ ใบหน้าเผยรอยยิ้มออกมาบางๆ
“ฮะ?”
เด็กทั้งสามตกใจ นั่นเป็นถึงคุณหนูคุณชายตระกูลขุนนาง พวกเขาซัดได้หรือ?
“ฮะอะไรล่ะ สู้ไม่ได้หรืออย่างไร?”
เหอจิ่วเหนียงมองพวกเขาด้วยสีหน้าเคืองๆ ทั้งสามรีบส่ายหน้าทันที ลู่เสี่ยวหยางกล่าว “ไม่ใช่สู้ไม่ได้ขอรับ แต่สถานะของพวกเขาสูงส่งนัก พวกเราลงมือทำร้ายร่างกายพวกเขาจะดูไม่ดีหรือไม่ขอรับ?”
“อย่าลืมสิ สถานะของพวกเจ้าก็ไม่ได้ต่ำต้อยเหมือนกันนะ”
เหอจิ่วเหนียงจ้องมองพวกเขาอย่างจริงจัง ทั้งสามกลับไม่ได้รู้สึกลำพองใจเลย ทั้งยังยิ่งรู้สึกเจียมตัว
ในครอบครัวลู่ คนที่มีสถานะเป็นขุนนางคือท่านอาสาม และคนที่มีสถานะสูงส่งอย่างแท้จริงก็มีแค่ท่านอาสาม อาสะใภ้สาม และโก่วเอ๋อร์เท่านั้น พวกเขาเป็นแค่ญาติ จะไปแอบอ้างอำนาจบารมีคนอื่นได้อย่างไรกัน
ความคิดนี้พลันผุดขึ้นในใจของเด็กทั้งสามพร้อมกัน
“อย่ามองข้าด้วยสายตาเช่นนี้สิ ข้าบอกว่าพวกเจ้ามีสถานะสูงส่งก็หมายความว่าพวกเจ้ามีสถานะสูงส่ง ตอนนี้มีท่านอาสามของพวกเจ้ากับข้าคอยปกป้องพวกเจ้าอยู่ ต่อไปในอนาคตพวกเจ้าก็ต้องปกป้องพวกข้ากับคนอื่นๆด้วย พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันนะ จะรุ่งเรืองก็ต้องรุ่งเรืองด้วยกัน ตกต่ำก็ตกต่ำไปด้วยกัน เข้าใจหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าลึกๆในใจของเด็กเหล่านี้ยังมีปมอยู่ คิดว่าตัวเองเกิดมาจากครอบครัวชาวนา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกคุณหนูคุณชายที่เกิดมาจากตระกูลขุนนางแล้วย่อมวางตัวถ่อมตนอ่อนข้อให้โดยรรมชาติ ความคิดเช่นนี้จะให้ฝังอยู่ในหัวพวกเขาอีกไม่ได้เด็ดขาด เหอจิ่วเหนียงต้องทำให้พวกเขามีความมั่นใจและกล้าหาญขึ้น หาไม่หากถูกคนเหล่านั้นรังแก เงินที่รับมาก็เสียเปล่าน่ะสิ
เหอจิ่วเหนียงคิดเอาไว้แล้วว่าค่าฝึกฝนที่ได้มานางจะมอบให้กับเด็กๆทั้งสามคน ถึงอย่างไรคนที่ออกแรงก็คือพวกเขา เพียงแต่เรื่องนี้นางจะยังไม่บอกพวกเขาในตอนนี้ รอผ่านไปสักระยะแล้วค่อยบอกเพื่อให้พวกเขาได้ประหลาดใจก็แล้วกัน
เด็กทั้งสามหันมองหน้ากัน ก่อนจะพยักหน้าแน่วแน่ “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ/ขอรับ!”
อาสะใภ้สามบอกว่าพวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน รุ่งเรืองรุ่งก็ต้องรุ่งเรืองด้วยกัน ตกต่ำก็ตกต่ำไปด้วยกัน!
ที่ผ่านมา พวกเขาคิดมาตลอดว่าผู้ที่รุ่งเรื่องจริงๆ ก็คือครอบครัวของท่านอาสามกับอาสะใภ้สาม พวกเขาก็แค่อาศัยบารมีเท่านั้น ไม่เคยทะนงตัวว่าตนเองเป็นส่วนหนึ่งด้วยเลย ทว่าตอนนี้อาสะใภ้สามพูดถึงเพียงนี้แล้ว พวกเขาจึงต้องปรับความคิดตัวเองใหม่
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ และบอกให้พวกเขาเดินเร็วขึ้น
“คืนนี้ฮูหยินเซี่ยจะพาลูกสาวลูกชายของนางมากินข้าวที่จวนเรา ข้าจะให้พวกเจ้าได้ทำความรู้จักกันก่อน เด็กสองคนนั้นอยากเรียนรู้กับพวกเจ้าจริงๆ พวกเจ้าก็ลองชวนคุยให้เยอะๆ หากมีความคิดเห็นอย่างไรก็บอกข้า”
เด็กทั้งสามพยักหน้าเข้าใจ ในใจเต็มไปด้วยความตื่นเต้น
คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่านับตั้งแต่วันพรุ่งนี้ พวกเขาจะได้กลายเป็นผู้ฝึกฝนคนที่เข้ามาใหม่แล้ว พวกเขาเพิ่งจะมาอยู่ในเมืองหลักได้ไม่นานเอง นี่เป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ จะทำให้ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด!
ตอนที่ 559: เซี่ยเฉินห้าวตั้งคำถามกับตัวเอง
หลังจากสี่อาหลานกลับมาถึงสวนซีสุ่ยได้ไม่นาน นางเซี่ยก็พาลูกๆมาถึงพร้อมกับอาหารที่ลงมือทำด้วยตัวเอง
ฝีมือการทำอาหารของนางเซี่ยไม่เลวเลย ทันทีที่เปิดกล่องออก กลิ่นหอมก็โชยฟุ้งออกมา
เหอจิ่วเหนียงแนะนำคนในครอบครัวให้รู้จัก สามแม่ลูกแซ่เซี่ยท่าทางยังคงเกร็งเล็กน้อย ดีที่เด็กๆครอบครัวลู่เป็นคนอัธยาศัยดี เพียงไม่นานก็พาแขกวัยไล่เลี่ยกันทั้งสองไปคุยเล่นด้วยแล้ว
นางซุนรู้สถานการณ์ของนางเซี่ยก็รู้สึกเห็นอกเห็นใจ จับมือนางและพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่าผู้หญิงที่เลี้ยงดูลูกคนเดียวนั้นไม่ใช่เรื่องง่ายเลย นางเซี่ยสัมผัสได้ถึงความหวังดีของเหล่าฮูหยิน จึงรู้สึกผ่อนคลายลงไม่น้อย
ตอนนี้ลู่ไป่ชวนยังไม่กลับ ทุกคนจึงยังไม่เริ่มกินข้าว นั่งสนทนากันในห้องรับแขกระหว่างรอเขา
ทางฝั่งเด็กๆก็พูดคุยกันถูกคอไม่น้อย
เนื่องจากได้รับการกำชับมาจากเหอจิ่วเหนียง เหลียนฮวาจึงเป็นคนชวนคุยอย่างกระตือรือร้น คอยพูดคุยกับเซี่ยอวี้หลานอยู่ตลอด เล่าให้ฟังถึงปัญหาและวิธีการแก้ไขปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในการทำการค้า
เดิมทีเซี่ยอวี้หลานคิดว่า การทำการค้าก็แค่การซื้อมาขายไปปกติ คิดไม่ถึงว่ายังมีเรื่องต้องเรียนรู้มากมาย เหตุใดลูกค้าถึงจงใจทำให้พวกนางลำบากใจ เมื่อเจอปัญหาเช่นนี้จะจัดการอย่างไร และหากสินค้าของตัวเองมีปัญหาจะจัดการเช่นไร
ตอนแรกเริ่มนางก็แค่มีความสนใจเท่านั้น แต่พอยิ่งฟังก็ยิ่งจุดประกายความตั้งใจที่จะเรียนรู้มากขึ้น สำหรับมือใหม่อย่างนาง เรื่องพวกนี้สำคัญมาก คนทั่วไปไม่มีทางสอนได้แน่นอน
พวกเหลียนฮวาทั้งสามคนได้เรียนรู้ปัญหาเหล่านี้ด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้กลับถ่ายทอดให้นางอย่างหมดเปลือกไม่ปิดบังเลยแม้แต่น้อย เซี่ยอวี้หลานรู้สึกซาบซึ้งใจยิ่งนัก
“เหลียนฮวา เจ้าช่างดีจริงๆ ขอบใจเจ้ามากนะ พรุ่งนี้ข้าจะตั้งใจเรียนกับเจ้าอย่างเต็มที่เลย!”
เซี่ยอวี้หลานรู้สึกเคารพและชื่นชมเหลียนฮวามาก มิน่าล่ะ เหตุใดท่านแม่ถึงบอกว่า ลูกหลานตระกูลลู่ล้วนเป็นเด็กดีกันทั้งนั้น ก่อนหน้านี้นางยังไม่เชื่อ รู้สึกว่าตนเองก็ไม่ได้ด้อย แต่ตอนนี้ดูท่าแล้ว นางเทียบเหลียนฮวาไม่ได้เลยจริงๆ
หากนางเป็นคนรู้ทักษะเหล่านี้ก่อน นางก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองจะสอนเหลียนฮวาหมดเปลือกเหมือนอยากที่เหลียนฮวาทำหรือไม่
นางยอมรับว่าตัวเองเป็นคนเห็นแก่ตัว
แต่เหลียนฮวาทำให้นางรู้จักคำว่า ‘เสียสละ’ และ ‘ความไม่เห็นแก่ตัว’ อย่างแท้จริง
ความประทับใจที่เหลียนฮวามีต่ออีกฝ่ายก็ไม่น้อยเหมือนกัน “ไม่เป็นไรเลย เจ้าเพิ่งจะเริ่มใหม่ๆ อาจยังไม่ค่อยชิน แต่พอนานๆไปก็จะดีขึ้นเอง ค่อยๆเป็นค่อยๆไป เราจะพัฒนาตัวเองไปด้วยกันนะ”
โยวยาโถวที่อยู่ข้างๆทำปากยู่ “ฮือๆ ข้าก็อยากอยู่ร้านเดียวกับพี่เหลียนฮวาด้วย!”
นางเป็นเด็กที่อายุน้อยที่สุด ความจริงควรได้รับการช่วยเหลือจากพี่ชายพี่สาว แต่อาสะใภ้กลับยืนกรานแยกให้พวกเขาอยู่คนละร้าน ทำได้แค่รอตอนเย็นกลับมาขอคำชี้แนะจากพวกพี่ๆ ตอนนี้ตัวเองก็ยังไม่ต่างอะไรกับมือใหม่แท้ๆ ก็ต้องมาสอนคนอื่นแล้ว นางรู้สึกเป็นกังวลมาก
เหลียนฮวาคว้านางมากอด “โยวโยว เจ้าเก่งมากแล้วนะ! อาสะใภ้ให้เจ้าช่วยสอนให้คนอื่นเช่นนี้ก็หมายความว่ายอมรับในความสามารถของเจ้าแล้ว เจ้าต้องสู้ๆนะ!”
โยวยาโถวยังรู้สึกกลุ้มใจ ทำอย่างไรก็ยิ้มไม่ออก นางกลัวว่าตัวเองจะสอนคนอื่นได้ไม่ดี ทำให้ท่านอากับอาสะใภ้ต้องอับอายขายหน้า
เหลียนฮวาเห็นน้องสาวยังกังวลไม่คลายจึงเอ่ยต่อ “อาสะใภ้บอกแล้วไม่ใช่หรือว่าหากพวกเขาไม่เชื่อฟัง เจ้าก็ซัดจนกว่าพวกเขาจะเชื่อฟังให้ได้!”
โยวยาโถวยังไม่ทันได้ตอบสนอง เซี่ยอวี้หลานที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็มีท่าทีตกใจขึ้นมา
โหดถึงเพียงนี้เลยหรือ!?
พอรู้ตัวว่าทำให้เซี่ยอวี้หลานตกใจ เหลียนฮวาก็รีบอธิบาย “ไม่ได้หมายถึงเจ้า ข้าหมายถึงคนอื่นน่ะ ตอนนั้นไม่แน่คนพวกนั้นอาจรังแกโยวโยวที่อายุน้อยกว่าก็ได้ ดังนั้นข้าจึงบอกว่าให้ซัดจนกว่าพวกเขายอมเชื่อฟัง”
เซี่ยอวี้หลานได้ยินดังนั้นก็ถอนหายใจโล่ง.อก แต่ยังคงเอ่ยถามอย่างกังวล “แต่โยวโยวอายุน้อยเช่นนี้จะสู้ได้หรือ?”
เหลียนฮวามองเซี่ยอวี้หลาน และหันไปมองโยวยาโถว “ความจริงแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหา”
โยวยาโถวดูเหมือนจะได้รับกำลังใจขึ้นมา จึงเอ่ยกับเซี่ยอวี้หลาน “พวกเราฝึกวรยุทธ์กับท่านอาสามทุกเช้าเจ้าค่ะ ถึงแม้ข้าจะไม่ได้เก่งมาก แต่หากสู้กับคนที่ไม่เป็นวรยุทธ์ข้าสู้ได้สบายมาก!”
อืม กลัวก็แต่อีกฝ่ายเป็นวรยุทธ์นี่แหละ
แต่โยวยาโถวไม่รู้เลยว่า เหอจิ่วเหนียงไม่มีทางส่งคนที่เก่งเกินไปให้นางแน่นอน ไม่อย่างนั้นเด็กหญิงจะควบคุมคนได้ยาก
เซี่ยอวี้หลานตกใจมาก มองแม่นางผู้สดใสสองคนตรงหน้าอย่างพินิจ ดูไม่ออกเลยว่าพวกนางจะฝึกวรยุทธ์ด้วย!
พวกเด็กผู้หญิงพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน แต่ทางด้านเด็กผู้ชายเกือบจะได้ชกต่อยกันอยู่แล้ว
เพราะหลังจากที่เด็กๆกลุ่มนี้รู้ว่าเซี่ยเฉินห้าวอยากเข้าหน่วยหั่วอวิ๋น แต่ละคนต่างก็ตื่นเต้นอยากประลองกับเขา
เนื่องจากการเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นก็เป็นความฝันของพวกเขาเช่นกัน แต่ไม่มีใครเคยพูดเรื่องนี้ออกมาเลย ทว่าเซี่ยเฉินห้าวกลับพูดความคิดของตัวเองออกมาอย่างกล้าหาญ พวกเขานับถือมากจริงๆ
เขากล้ามีความคิดเช่นนี้ นั่นหมายความว่าเขามั่นใจในความสามารถของตัวเองมาก พวกเด็กๆจึงรู้สึกคึกคักขึ้นมา
นี่เป็นสิ่งที่เซี่ยเฉินห้าวคิดไม่ถึง มองเด็กๆครอบครัวลู่ด้วยความประหลาดใจ และถาม “พวกเจ้าก็ฝึกวรยุทธ์ด้วยหรือ?”
เด็กๆทุกคนพยักหน้า โก่วเอ๋อร์กล่าว “พี่เหลียนฮวากับพี่โยวโยวก็ฝึกวรยุทธ์เหมือนกัน!”
เซี่ยเฉินห้าวยิ่งตกใจเข้าไปใหญ่ สมกับที่เป็นครอบครัวของใต้เท้าลู่จริงๆ คิดไม่ถึงเลยว่าจะให้ทุกคนฝึกวรยุทธ์เช่นนี้
คุณชายเซี่ยยังคงอยู่ในอาการอึ้ง โก่วเอ๋อร์จึงถามขึ้นอย่างฮึกเหิม “พี่เฉินห้าว ข้าขอท้าประลองกับท่านได้หรือไม่ขอรับ?”
“ฮะ?”
เซี่ยเฉินห้าวลำบากใจมาก โก่วเอ๋อร์อายุเพิ่งจะสี่ห้าขวบ ตัวเล็กนิดเดียว แต่เขาอายุสิบสี่ปีแล้ว นี่ไม่เท่ากับว่าผู้ใหญ่รังแกเด็กหรอกหรือ?
“พี่เฉินห้าว ตอบสิขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์เอานิ้วจิ้มมืออีกฝ่ายด้วยความคาดหวัง ท่าทางตื่นเต้นแทบอดใจรอไม่ไหวอยู่แล้ว
“เราอายุห่างกันมากนะ เช่นนี้ไม่ดีกระมัง?”
เซี่ยเฉินห้าวไม่ลืมว่าตนเองมาวันนี้ในฐานะแขก อีกอย่าง คุณชายน้อยตรงหน้าก็เป็นถึงบุตรชายเพียงคนเดียวของใต้เท้าลู่ หากทำเขาเจ็บ ใต้เท้าลู่โกรธขึ้นมาจะยอมให้ตนเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นได้อย่างไร
“ไม่เป็นไรหรอก ปกติพวกเราก็ประลองกันเองอยู่แล้ว ถึงแม้โก่วเอ๋อร์อายุยังน้อย แต่เขาเริ่มฝึกก่อนใครเลยนะ บางครั้งพวกเราก็สู้เขาไม่ได้ เจ้าอย่าประเมินเขาต่ำไปหน่อยเลยน่า”
เหลยจื่อเอ่ยขึ้น ทุกคนข้างๆ ก็พยักหน้าเห็นด้วย
เหลยจื่อกับลู่เสี่ยวหยางยังพอประมือกับโก่วเอ๋อร์ได้ แต่พวกเจี๋ยจื่อกับหูจื่อสู้ไม่ได้เลย ถูกโก่วเอ๋อร์ซัดจนร้องไห้เป็นประจำ
เมื่อได้ยินดังนั้น โลกของเซี่ยเฉินห้าวก็ราวกับถล่มลงมา เด็กตัวเล็กแค่นี้แต่สู้เหลยจื่อกับลู่เสี่ยวหยางได้อย่างนั้นหรือ!
แน่ใจนะว่าพวกเขาไม่ได้ออมมือให้โก่วเอ๋อร์น่ะ!
ท่ามกลางเสียงสนับสนุนของทุกคน เซี่ยเฉินห้าวจึงตอบตกลงประลองกับโก่วเอ๋อร์ แต่ในใจยังคงระมัดระวังไม่น้อย บอกกับตัวเองว่าแค่แกล้งเล่นกับเด็กก็พอ ไม่อย่างนั้นหากทำลูกชายใต้เท้าลู่ร้องไห้ขี้มูกโป่งละก็ อาจถูกเอาเรื่องได้
“โก่วเอ๋อร์ ข้าให้เจ้าออกกระบวนท่าก่อนก็แล้วกัน”
“ไม่ต้อง!”
โก่วเอ๋อร์จ้องตาคู่ต่อสู้ ภายในชั่วพริบตาเขาราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ไม่เหลือเค้าโครงของเด็กวัยห้าขวบเลยแม้แต่น้อย
ไม่รอให้เซี่ยเฉินห้าวพูดมาก โก่วเอ๋อร์เคลื่อนไหวพุ่งเข้าโจมตีอย่างรวดเร็ว เซี่ยเฉินห้าวตกใจกับความเร็วของเขามาก ทันใดนั้นก็เชื่อคำพูดของเหลยจื่อแล้ว
เจ้าเด็กผู้นี้ ประมาทไม่ได้เลยจริงๆ!
และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อจากนี้ ทำให้เซี่ยเฉินห้าวถึงกับต้องตั้งคำถามกับตัวเอง
โก่วเอ๋อร์ตัวเล็ก แรงไม่ได้มากนัก หมัดที่ต่อยมาก็ไม่ได้เจ็บ แต่สิ่งสำคัญคือความเร็วของเขา และเขารู้จุดอ่อนคู่ต่อสู้ได้แม่นยำมาก โดยเฉพาะจุดโจมตีที่ไม่ต้องออกแรงแต่เจ็บมาก ทำเอาเซี่ยเฉินห้าวทรมานไม่น้อย
แต่โก่วเอ๋อร์รู้ดีว่าเซี่ยเฉินห้าวเป็นแขก จึงไม่ได้กระทำมากเกินไป พอเห็นว่าอีกฝ่ายทนไม่ไหวแล้วเขาก็หยุด
เซี่ยเฉินห้าวถอยร่นไปสองก้าวตามแรงกระแทก ในหัวเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองอีกครั้ง…
ตอนที่ 560: อย่างไรก็ฝึกฝนกันอยู่แล้ว เพิ่มมาอีกคนไม่เห็นเป็นไร
“กะ…กะ…โก่วเอ๋อร์ เจ้าเก่งกาจยิ่งนัก!”
หลังจากเซี่ยเฉินห้าวหายตกใจก็รีบแสดงความเคารพต่ออีกฝ่ายด้วยความนับถือ และกล่าวชื่นชม “ที่แท้ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นเป็นเช่นนี้นี่เอง!”
เขาไม่ได้รู้สึกผิดหวังที่พ่ายแพ้เลย กลับกันยิ่งตื่นเต้นมากด้วยซ้ำ ครั้นอยู่ที่จวน อาจารย์ฝึกยุทธ์กับบ่าวรับใช้ในจวนจะเป็นคนประลองกับเขา และทุกครั้งที่ประลองกันก็มักจะออมมือให้เขาเสมอ ทำให้เขาชนะตลอด และนั่นทำให้เขารู้สึกว่าตัวเองเก่งพอสมควร
อย่างไรก็ตาม เขารู้ตลอดว่าที่ตนชนะได้เพราะอีกฝ่ายอ่อนข้อให้ จึงไม่ได้รู้สึกภูมิใจขนาดนั้น และระลึกอยู่เสมอว่าตนเองมีฝีมือเพียงผิวเผินเท่านั้น ตอนนี้เมื่อได้ประลองฝีมือแพ้โก่วเอ๋อร์ แม้เขาจะผิดหวังอยู่บ้าง แต่ก็ไม่ถึงขั้นโกรธจนเสียสติ
ครั้งนี้เขาตระหนักแล้วว่า ตนเองสู้ไม่ได้แม้กระทั่งเด็กอายุสี่ห้าขวบ และยิ่งรู้แล้วว่า วรยุทธ์ที่ตนเองฝึกฝนมานั้นก็แค่ผิวเผินเท่านั้น อยากเข้าหน่วยหั่วอวิ๋น เห็นทีต่อจากนี้ต้องฝึกฝนอย่างเอาจริงเอาจังให้มากกว่านี้!
ทุกคนเห็นปฏิกิริยาของแขกหนุ่มก็รู้สึกประหลาดใจ ไม่คิดว่าเขาจะยอมรับความพ่ายแพ้ได้ง่ายดายเช่นนี้
โก่วเอ๋อร์ยิ้มพลางกล่าว “พี่เฉินห้าว ท่านก็เก่งกาจมากเหมือนกันขอรับ พวกพี่เหลยจื่อก็สู้ข้าไม่ได้เช่นกัน พละกำลังของท่านกับพวกพี่เหลยจื่อพอๆกันขอรับ”
โก่วเอ๋อร์พูดอย่างถ่อมตน เพราะท่านแม่สอนเอาไว้ว่า ตอนนี้เขาอายุยังน้อย ต้องรู้จักแกล้งโง่เพื่อหลอกศัตรูบ้าง หากยังไม่เผชิญกับอันตรายจริงๆ อย่ารีบเปิดเผยความสามารถของตัวเอง ให้พวกพี่ๆออกหน้าไปก่อน คนอื่นจะได้ไม่สงสัย มิฉะนั้นหากคนนอกรู้เข้าต้องหมายตาเขาแน่
และด้วยเหตุนี้เอง เด็กชายจึงแสดงฝีมือที่แท้จริงออกมาก็แค่ตอนที่ประลองกับพวกพี่ๆเท่านั้น ส่วนเวลาอื่นเขาก็ทำตัวเป็นแค่เด็กอายุสี่ห้าขวบ
พวกเหลยจื่อกล่าว “ใช่แล้ว ความแข็งแกร่งของเจ้าไม่เลวเลย แค่ดันมาเจอกับโก่วเอ๋อร์เท่านั้นเอง ถึงเขาอายุยังน้อย แต่เขาฉลาดมากนะ การเคลื่อนไหวก็รวดเร็วมากด้วย สู้เขาไม่ได้ก็เป็นเรื่องปกติแหละ!”
เซี่ยเฉินห้าวกำหมัดแน่น พยักหน้ากล่าว “อืม! ต่อไปข้าจะพยายามฝึกให้มากกว่านี้ ข้าต้องอาศัยความสามารถของตัวเองเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นให้ได้!”
“พี่เฉินห้าวต้องอย่าละเลยการเรียนด้วยนะขอรับ เข้าหน่วยหั่วอวิ๋นต้องเป็นทั้งบู๊และบุ๋น พวกเราเองก็เรียนทั้งสองอย่าง ตอนเช้าตื่นขึ้นมาฝึกยุทธ์ ฝึกเสร็จก็ไปเรียนขอรับ”
โก่วเอ๋อร์เป็นห่วง กลัวว่าพี่เฉินห้าวจะหมกมุ่นอยู่แต่การฝึกยุทธ์จนลืมการเรียนไป จึงเตือนเขาอย่างใส่ใจ
เซี่ยเฉินห้าวพยักหน้าหนักแน่น แสดงให้เห็นว่าเขาไม่ละเลยเรื่องนี้แน่นอน
และตอนนี้เอง ลู่ไป่ชวนก็กลับมาพอดี พวกผู้ใหญ่จึงเรียกเด็กๆมากินข้าว ระหว่างมื้ออาหารก็เล่าเรื่องเซี่ยเฉินห้าวอยากเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นให้แม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นฟัง ขณะที่เขากำลังจะเอ่ยบางอย่าง ก็ได้ยินเซี่ยเฉินห้าวกล่าวออกมาก่อน
“ใต้เท้าขอรับ เมื่อครู่ข้ากับน้องโก่วเอ๋อร์ได้ประลองยุทธ์กันไปรอบหนึ่ง และข้าก็ได้รู้ว่าตัวเองสู้เขาไม่ได้ ข้ารู้ตัวดีว่าข้าไม่มีคุณสมบัติพอที่จะได้รับการคัดเลือก ดังนั้นข้าก็เลยคิดว่า รอให้ตัวเองฝึกฝนจนแข็งแกร่งก่อนแล้วค่อยไปสมัครขอรับ”
พูดจบเด็กหนุ่มก็ลุกขึ้นคารวะลู่ไป่ชวนอย่างนอบน้อม แสดงความเคารพต่อลู่ไป่ชวนอย่างสุดซึ้ง
ได้เจอบุคคลต้นแบบของตัวเอง ได้ร่วมโต๊ะอาหารด้วยกันเช่นนี้เซี่ยเฉินห้าวตื่นเต้นมาก แต่เขาก็รู้ดีว่าความสามารถของตัวเองยังไม่มากพอ จึงกระดากใจที่จะเอ่ยเรื่องนั้นกับลู่ไป่ชวน ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจกลับไปพัฒนาตนเองให้มีความสามารถมากกว่านี้ก่อน แล้วค่อยว่ากันอีกที
ลู่ไป่ชวนยิ้มพลางกล่าว “เจ้าคิดได้เช่นนี้ก็เป็นเรื่องดี ความสามารถยังไม่พอก็ไม่ต้องรีบไปหรอก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ เจ้าเข้าใจที่จะพัฒนาตัวเอง ไม่มีใครเก่งมาตั้งแต่เกิด พวกเราทุกคนล้วนอาศัยความเพียรพยายามอย่างต่อเนื่องของตัวเองกันทั้งนั้นกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ มีความฝันและมุ่งมั่นไปให้ถึงเป็นเรื่องที่ดีแล้ว ความจริงเจ้าเองก็ไม่เลวเลยนะ ต่อไปหากมีสิ่งใดให้ข้าช่วยก็มาหาข้าที่จวนได้เลย”
“ขอรับ ขอบคุณใต้เท้ามากขอรับ!”
เซี่ยเฉินห้าวได้รับกำลังใจเช่นนี้รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น ส่วนนางเซี่ยก็แอบโล่ง.อกไปเปลาะหนึ่ง บุตรชายยังอายุน้อยเพียงนี้ นางทำใจให้เขาไปในสถานที่เสี่ยงอันตรายเช่นนั้นไม่ได้จริงๆ ใช้เวลาบ่มเพาะต่อไปอีกหน่อยก็ดีเหมือนกัน
โก่วเอ๋อร์กล่าว “พี่เฉินห้าวยินดีจะฝึกวรยุทธ์กับพวกเราหรือไม่ขอรับ? พวกเราฝึกกันทุกเช้า ฝึกเสร็จก็กินข้าว จากนั้นก็ไปสำนักศึกษาด้วยกัน!”
“ดะ…ดะ…ได้หรือ?”
เด็กหนุ่มผู้ร้อนวิชาย่อมอยากมาอยู่แล้ว ถึงอย่างไรพวกเขาก็ฝึกฝนกันตั้งหลายคน ทั้งยังได้รับการฝึกโดยตรงจากใต้เท้าลู่ด้วย ฝีมือต้องพัฒนาเร็วขึ้นแน่นอน
นางเซี่ยรู้สึกลำบากใจ การที่ลูกๆของตนเองได้คบหากับครอบครัวลู่ย่อมเป็นเรื่องดี แต่นี่เป็นเพียงแค่คำพูดของโก่วเอ๋อร์ หากผู้ใหญ่ไม่พยักหน้าเห็นด้วย นางก็ไม่อาจเห็นดีเห็นงามด้วยได้ ถึงอย่างไรครอบครัวนางก็รบกวนครอบครัวลู่มามากแล้ว
ทว่าในตอนนี้เอง ผู้เฒ่าลู่เอ่ยขึ้น “รู้จักพัฒนาตัวเองย่อมเป็นเรื่องดี ถึงอย่างไรบ้านนี้ก็ฝึกฝนกันทุกวันอยู่แล้ว เพิ่มมาอีกคนก็ไม่เห็นเป็นไร พรุ่งนี้เช้าเจ้าก็มาฝึกด้วยกันเถอะ”
ผู้อาวุโสในบ้านถึงขั้นเอ่ยปากชวนด้วยตัวเองแล้ว เช่นนั้นย่อมไม่ต้องพูดอะไรอีก เซี่ยเฉินห้าวกล่าวขอบคุณด้วยความตื่นเต้น รู้สึกว่าขาของตัวเองก้าวเข้าใกล้หน่วยหั่วอวิ๋นเข้ามาอีกก้าวแล้ว
เซี่ยอวี้หลานได้ฟังบทสนทนาเหล่านั้น ก็ยืนขึ้นและกล่าวด้วยความตื่นเต้นเล็กน้อย “ขะ...ขะ…ข้าก็อยากฝึกวรยุทธ์ด้วยเจ้าค่ะ…”
เสียงของนางยิ่งพูดก็ยิ่งเบาลงเรื่อยๆ เห็นได้ชัดว่าไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง
นางเซี่ยเห็นบุตรสาวกล่าววาจาเช่นนี้ก็คิดว่าแค่อยากตามคนอื่นเล่นๆ จึงรีบดึงนางให้นั่งลงและตำหนิเสียงเบา “อย่าพูดเล่นไร้สาระ รีบขอโทษผู้ใหญ่เดี๋ยวนี้!”
เซี่ยอวี้หลานกัดฟันแน่น “ท่านแม่ ข้าอยากฝึกด้วยจริงๆเจ้าค่ะ เหลียนฮวากับโยวโยวก็ฝึกวรยุทธ์เหมือนกัน ข้าไม่อยากเป็นผู้หญิงอ่อนแอเจ้าค่ะ!”
“ฮ่าๆๆ พูดได้ดี!”
ผู้เฒ่าลู่หัวเราะชอบใจ และเอ่ยต่อ “สาวน้อยคนนี้ไม่เลวเลย! โลกนี้ใครเป็นคนกำหนดกันว่าผู้หญิงต้องเย็บปักถักร้อยอยู่ในเรือนอย่างเดียว หลานๆของข้าพวกนี้ไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงก็อบรมสั่งสอนเหมือนกันหมด หากไม่ติดที่ว่าไม่รับเด็กผู้หญิงเข้าสำนักศึกษาละก็ ข้าคงส่งพวกหลานสาวของข้าเข้าเรียนด้วยแล้ว แต่ถึงกระนั้นก็เถอะ พวกเด็กผู้ชายที่ไปเรียนในสำนักศึกษากลับมาก็มีหน้าที่สอนหนังสือให้พวกพี่สาวน้องสาว ให้พวกนางได้เรียนรู้ไปด้วยกัน!”
นางเซี่ยดูเหมือนจะคิดไม่ถึงว่าชายชราที่เกิดมาจากครอบครัวชาวนาท่านนี้จะมีวิสัยทัศน์กว้างไกลถึงเพียงนี้ ในใจแอบชื่นชมไม่น้อย และภายนอกก็ยิ้มพลางกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนั้นก็ต้องขอรบกวนแล้วเจ้าค่ะ! อวี้หลานกับเฉินห้าวได้มีสหายเช่นนี้ ถือเป็นวาสนาของพวกเขาทั้งสองมาก”
อาหารมื้อนี้เป็นไปอย่างสนุกสนานเพลิดเพลิน ก่อนกลับนางเซี่ยดึงเหอจิ่วเหนียงมาคุยด้วยเบาๆ “ฮูหยินลู่ จากนี้ไปลูกทั้งสองของข้าก็ต้องมารบกวนครอบครัวของฮูหยิน ฮูหยินว่าข้า…ข้าควรทำเช่นไรดีถึงจะเหมาะสม?”
นางไม่ได้กล่าวออกมาตรงๆ แต่เหอจิ่วเหนียงก็เข้าใจความหมายของนาง
ก่อนหน้านี้นางเคยให้ผลประโยชน์ แต่เหอจิ่วเหนียงไม่รับ ตอนนี้จึงไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ฮูหยินเซี่ย นี่มันคนละเรื่องกัน ควรแยกแยะให้ชัดเจน เอาเช่นนี้ดีหรือไม่เจ้าคะ ต่อไปเด็กๆทั้งสองคงต้องกินข้าวที่จวนข้าบ่อยๆ ท่านก็แค่จ่ายค่าอาหารของพวกเขาก็พอ หากกินแค่อาหารเช้าก็คนละยี่สิบตำลึงต่อเดือน หากกินทั้งมื้อเช้าและมื้อเย็นก็คนละห้าสิบตำลึงต่อเดือน ท่านคิดว่าเช่นนี้เป็นอย่างไรเจ้าคะ?”
ต้องบอกว่าเหอจิ่วเหนียงเสนอราคามิตรภาพแล้ว ถึงอย่างไรตอนนี้ในจวนนางก็กินแต่อาหารดีๆคุณภาพสูง และมื้อเย็นก็ให้คุณค่าทางโภชนาการมากกว่า คนละห้าสิบตำลึงถือว่าน้อยไปด้วยซ้ำ
นางเซี่ยเองก็รู้สึกว่าน้อยไปจึงอยากคัดค้าน แต่ก็ไม่รู้ควรพูดเช่นไร ในใจจึงคิดบางอย่างเอาไว้ และเตรียมจะใช้ในวันพรุ่งนี้
“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ เด็กทั้งสองน่าจะมารบกวนที่นี่ทั้งเช้าและเย็น เช่นนั้นก็คนละห้าสิบตำลึงถูกต้องหรือไม่?”
แม่ลูกสองถามย้ำอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดอะไรจึงตอบตกลงไป
จบตอน
Comments
Post a Comment