single mom ep561-570

ตอนที่ 561: ไม่ออมมือเลยแม้แต่น้อย


เช้าวันต่อมา


นางเซี่ยพาบุตรชายบุตรสาวทั้งสองมาส่งด้วยตัวเอง


ตอนนี้ครอบครัวลู่ก็เพิ่งตื่นเช่นกัน เดิมทีเหอจิ่วเหนียงเคยชินกับการนอนตื่นสาย แต่รู้ว่าวันนี้นางเซี่ยจะมาจึงตื่นมารอด้วย นางนั่งสัปหงกอยู่ในลานบ้าน


ตอนที่นางเซี่ยสามแม่ลูกถูกสวีต้าซานพาเข้ามา ก็เห็นเหอจิ่วเหนียงนั่งยองๆอยู่บนพื้นในลานบ้าน ศีรษะโคลงเคลงหงึกหงัก ลู่ไป่ชวนที่นั่งอยู่ข้างๆ ใช้มือข้างหนึ่งประคองศีรษะให้เป็นระยะ มองนางด้วยแววตาเปี่ยมความรักอันลึกซึ้ง


ภาพตรงหน้าทำเอาหัวใจของนางเซี่ยรู้สึกขมปร่า ทุกสิ่งทุกอย่างของตระกูลลู่ช่างเพียบพร้อมงดงามจนน่าอิจฉา คนในครอบครัวทั้งสามรุ่นล้วนรักใคร่ปรองดองกันเป็นอย่างดี ไม่ว่าจะเป็นความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับสะใภ้ ความสัมพันธ์ระหว่างสามีกับภรรยา หรือจะเป็นความสัมพัมธ์ระหว่างพ่อแม่กับลูก เป็นความสัมพันธ์ที่ทุกคนล้วนปรารถนา


หากในตอนนั้นนางได้พบเจอกับบุรุษที่รักนางหมดหัวใจ ตอนนี้ชีวิตของนางก็คงไม่ต้องขื่นขมถึงเพียงนี้


แต่จะว่าไป ชีวิตของนางตอนนี้ก็ไม่ถือว่าแย่เลย ลูกๆได้ย้ายทรัพย์สินมาเป็นของนางทั้งหมด ต่อให้นางแบ่งทรัพย์สินส่วนหนึ่งไปบริจาคช่วยเหลือคนยากไร้ นางก็ยังเหลือทรัพย์สินอยู่อีกไม่น้อย สามารถทำให้ชีวิตบั้นปลายของพวกนางแม่ลูกอยู่อย่างไร้กังวลได้สบายๆ


นางแค่ต้องการเลี้ยงดูลูกๆให้เติบโตอย่างดี ให้พวกเขาได้สร้างครอบครัวของตัวเอง แค่นี้นางก็พอใจแล้ว


หญิงม่ายสูดลมหายใจลึกเข้าปอด สติที่ล่องลอยก็ค่อยๆกลับมา นางปรับอารมณ์ของตัวเองก่อนจะเดินเข้าไป


ลู่ไป่ชวนได้ยินเสียงก็กระซิบข้างหูเหอจิ่วเหนียงเบาๆ “ตื่นได้แล้ว ฮูหยินเซี่ยมากันแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง ลู่ไป่ชวนจึงยื่นมือไปหยิกแก้มนางเบาๆ แต่ทันทีที่มือใหญ่สัมผัสถูกแก้มนางก็โดนตีมือ.กลับมาหนึ่งที


“อย่าจับ ข้าแต่งหน้ามาแล้วนะ!”


ยามต้องพบแขกอย่างเป็นทางการ เหอจิ่วเหนียงจะแต่งหน้าอ่อนๆเสมอ ถือเป็นการให้เกียรติแขก


กว่าจะแต่งเสร็จไม่ใช่เรื่องง่ายๆ จะให้ลู่ไป่ชวนทำพังไม่ได้เด็ดขาด!


นางซุนฝึกรำไทเก๊กอยู่ข้างๆ เห็นดังนั้นก็ถลึงตาใส่ลู่ไป่ชวน และดุด่าทันที “ไม่มีอะไรทำก็ไปดูพวกโก่วเอ๋อร์ อย่ามาเกะกะขวางหูขวางตาอยู่ตรงนี้!”


ลู่ไป่ชวน “...”


นี่เขาเป็นลูกชายแท้ๆหรือไม่!


ชายหนุ่มทอดถอนใจ ขณะเดียวกันพวกนางเซี่ยก็เดินมาถึงตรงหน้าพอดี เหอจิ่วเหนียงผุดลุกขึ้น ยิ้มต้อนรับราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น คล้องแขนนางเซี่ยอย่างสนิทสนมพูดคุยกันอย่างเริงร่า ไม่สนใจลู่ไป่ชวนเลยแม้แต่น้อย


“...” ลู่ไป่ชวนมองภรรยาตนเอง ใบหน้าสดใสไม่มีเค้าเงาความง่วงงุนเหมือนเมื่อครู่เลย


ตื่นเร็วเพียงนี้เลยหรือ!


เขาเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะพาสองพี่น้องสกุลเซี่ยไปอีกด้านหนึ่ง เรียกเด็กๆในบ้านมารวมตัวกัน และฝึกกับผู้เฒ่าลู่หนึ่งรอบ


พวกเด็กๆครอบครัวลู่ไม่ใช่แค่ฝึกฝนกันธรรมดาเท่านั้น ยังมีการจับคู่ประลองกัน และสู้กันเป็นกลุ่มอีกด้วย


นอกจากกฎที่ห้ามโจมตีใบหน้าแล้ว อย่างอื่นทำได้หมด ถึงอย่างไรก็ไม่ได้ต่อสู้กันถึงตาย และต่อให้เจ็บหนักก็รักษาได้


ในกลุ่มนี้มีเพียงเซี่ยอวี้หลานคนเดียวที่เป็นมือใหม่ ยังปรับตัวไม่ค่อยได้ ส่วนเซี่ยเฉินห้าวไม่ได้รู้สึกแปลกใหม่อะไรมาก เพียงแค่ฝึกเข้มงวดกว่าปกติที่เขาฝึกก็เท่านั้น แต่เมื่อถึงช่วงที่ต้องประลองตัวต่อตัว เห็นเด็กๆครอบครัวลู่ต่อสู้กันจนฝุ่นตลบ เซี่ยเฉินห้าวก็เริ่มตั้งคำถามกับตัวเองขึ้นอีกครั้ง


ต่อสู้กันดุเดือดปานนี้ ราวกับเป็นศัตรูกันอย่างไรอย่างนั้น ไม่ออมมือกันเลยแม้แต่น้อย!


เช่นนี้ก็หมายความว่า… ความจริงแล้วเมื่อวานโก่วเอ๋อร์ออมมือให้เขา!


วันนี้เซี่ยอวี้หลานเพิ่งเริ่มฝึกวันแรก จึงไม่ต้องประลองแบบตัวต่อตัว ตอนที่คนอื่นประลองกันตัวต่อตัว นางก็ฝึกกับชายชราอยู่ข้างๆ


ส่วนเซี่ยเฉินห้าวที่ยืนดูอยู่ข้างๆ จู่ๆก็ถูกลู่ไป่ชวนดึงคอเสื้อโยนเข้าไปกลางวงต่อสู้ทันที ปรากฏว่าเขาได้ประลองกับเจี๋ยจื่อที่อายุน้อยกว่า อีกฝ่ายไม่พูดพร่ำทำเพลงพุ่งโจมตีจนเขาต้องถอยร่นไปหลายก้าวจึงจะหลบการโจมตีนี้ได้


หลังจากนั้นก็ไม่มีกะจิตกะใจคิดอะไรอีกแล้ว จดจ่อสมาธิทั้งหมดไปกับการต่อสู้เท่านั้น หาไม่คงถูกอัดจนเละแน่

.....

ส่วนอีกทางด้านหนึ่ง นางเซี่ยนำค่าอาหารที่ตกลงกันเมื่อวานมอบให้เหอจิ่วเหนียง


นางบรรจุเงินไว้ในกล่องเล็กๆ ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงเปิดดูก็พบว่า ด้านในมีทองมูลค่าก้อนละหนึ่งร้อยตำลึงอยู่สองก้อน


ทองหรือ!


เหอจิ่วเหนียงมองนางเซี่ยอย่างงุนงง ฝ่ายถูกมองยิ้มตาหยีพลางอธิบาย “เด็กๆอยู่ในวัยกำลังโต กินเก่งมาก อีกอย่างยังต้องรบกวนใต้เท้าลู่กับฮูหยินลู่ช่วยอบรมสั่งสอนอีก สิ่งนี้ล้วนประเมินค่าไม่ได้ ฮูหยินโปรดอย่าปฏิเสธเลย”


ฮูหยินเซี่ยรู้สึกว่าเงินห้าสิบตำลึงมันน้อยเกินไปจริงๆ จึงเปลี่ยนจากตำลึงเงินเป็นตำลึงทอง เช่นนี้ก็ไม่นับว่าน้อยแล้ว


นางก็ทำการค้าเหมือนกัน มีทรัพย์สินกิจการ ทางด้านครอบครัวพ่อแม่ก็คอยช่วยเหลืออยู่บ้าง ค่าใช้จ่ายของเด็กๆทั้งสองเดือนละหนึ่งร้อยตำลึงทอง นางยังพอแบกรับไหว


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วเล็กน้อย หนึ่งร้อยตำลึงทองเท่ากับหนึ่งพันกว่าตำลึงเงินเชียวนะ ฮูหยินเซี่ยช่างร่ำรวยจริงๆ!


และแน่นอนว่านางย่อมเห็นถึงความจริงใจนี้


“เช่นนั้นข้าจะรับไว้แล้วกันนะเจ้าคะ ในเมื่อฮูหยินฝากเด็กๆทั้งสองไว้ พวกเราจะไม่ทำให้ฮูหยินผิดหวังแน่นอน”


สองพี่น้องตระกูลเซี่ยเป็นเด็กในแบบที่นางชอบพอดี หากเป็นคนอื่นนางคงไม่พูดง่ายเช่นนี้


“ใช่ๆ ฮูหยินรับไว้ข้าถึงจะสบายใจ!”


นางเซี่ยผ่อนลมหายใจออกมาด้วยความโล่ง.อก เดิมทียังกังวลว่าเหอจิ่วเหนียงจะไม่รับ และกลัวว่านางจะไม่พอใจด้วยซ้ำ


ถามว่ากังวลแค่ไหน ก็ถึงขั้นที่แผ่นหลังของนางเปียกชุ่มไปด้วยเหงื่อ


โชคดีที่ตกใจเก้อ พลันนั้นนางเซี่ยก็เผยรอยยิ้มสบายใจออกมา


อดีตฮูหยินผู้ว่าการเมืองเป็นคนรู้จักกาลเทศะ เสร็จธุระแล้วก็รีบขอตัวกลับทันที ไม่ว่าฮูหยินลู่จะรั้งอย่างไรนางก็ไม่ยอมอยู่กินมื้อเช้าด้วย


หลังจากกินมื้อเช้าเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็ไปเปลี่ยนยาให้ฉินเจียน จากนั้นก็ไปประจำการตรวจโรคที่โรงหมอ ขณะที่ว่างก็เขียนจดหมายฉบับหนึ่งส่งไปให้เฉิงเสวี่ยเวย บอกเรื่องพวกคุณชายคุณหนูเหล่านั้นจะไปทำงานที่ร้านให้นางทราบ แบ่งเงินค่าเล่าเรียนครึ่งหนึ่งให้กับนาง และกำชับเป็นพิเศษว่าให้ปฏิบัติต่อบุตรหลานขุนนางเหล่านี้อย่างเท่าเทียมกัน ห้ามเลือกปฏิบัติเพียงเพราะฐานะหรือชาติตระกูลของพวกเขาเด็ดขาด


เฉิงเสวี่ยเวยไม่มีความคิดเห็นใดสำหรับการตัดสินใจของเหอจิ่วเหนียง ในจดหมายบอกเอาไว้แล้วว่าเรื่องต่างๆเหล่านี้ให้พวกเหลียนฮวาทั้งสามคนเป็นคนจัดการ นางแค่กำชับให้คนของนางอย่าเลือกปฏิบัติกับคนเหล่านั้นก็พอ หากเกิดอะไรขึ้นเหอจิ่วเหนียงจะเป็นคนรับผิดชอบ


นางไม่ต้องทำอะไรก็ได้เงินส่วนแบ่งมาครึ่งหนึ่ง ย่อมยินดีรับอยู่แล้ว


ยามบ่าย ลู่ไป่ชวนเสร็จจากงานของตัวเองก็ไปรับเหอจิ่วเหนียงที่โรงหมอเฉกเช่นทุกวัน ระหว่างทางเขาเล่าเรื่องราวความคืบหน้าของเฉียนชิ่งให้นางฟัง จากนั้นแวะรับพวกเด็กๆทั้งสามคนกลับบ้านพร้อมกันด้วย


ความผิดของเฉียนชิ่งได้ถูกตัดสินแล้ว การสมคบคิดกับศัตรูต่างแดนเดิมทีก็มีโทษประหารอยู่แล้ว นอกจากนั้นเขายังช่วยลักลอบขนส่งชาพิษอีก ความผิดนี้อีกหนึ่งกระทง บวกกับช่วยทุจริตการสอบเพิ่มอีกหนึ่งกระทง ความผิดเหล่านี้โทษประหารก็ยังไม่พอแล้ว


ตามกฎหมาย ควรประหารและนำศพไปแขวนประจารต่อสาธารณชน แต่วิธีการนี้ทารุณเกินไป ลู่ไป่ชวนจึงรายงานต่อเฉินอ๋อง ให้เฉินอ๋องเป็นคนตัดสินขั้นสุดท้าย


“ท่านอ๋องกับพระชายาเตรียมจะกลับมาที่จิงโจว เมื่อถึงตอนนั้นท่านอ๋องจะตัดสินโทษด้วยตัวเอง”


ลู่ไป่ชวนอธิบายให้ภรรยาฟัง เหอจิ่วเหนียงกลับฟังด้วยท่าทีไม่ยี่หระราวกับฟังเรื่องชาวบ้านทั่วไป แม้เฉียนชิ่งจะถูกหลอกให้ทำเรื่องพวกนั้นโดยไม่รู้ตัว แต่เขาก็ไม่ปฏิเสธที่จะทำแม้แต่น้อย ใครใช้ให้เขาคิดไม่ซื่อกันล่ะ


“ก็หวังแค่ว่าฮูหยินเซี่ยกับลูกๆของนางจะผ่านเรื่องนี้ไปได้”


แม้ตอนนี้ทุกคนดูเหมือนไม่ได้สนใจ แต่สำหรับลูกๆทั้งสามของเฉียนชิ่ง อย่างไรเฉียนชิ่งก็คือบิดาผู้ให้กำเนิดพวกเขา หากจะบอกว่าไม่รู้สึกอะไรเลยก็คงเป็นไปไม่ได้


ตอนที่ 562: ทำได้ดีมาก


ขณะที่พูดคุยกันสองสามีภรรยาก็มาถึงร้านที่เหลียนฮวาอยู่ ตอนนี้ลูกค้าไม่ค่อยมากนัก เหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปไม่เห็นเหลียนฮวาและเซี่ยอวี้หลานจึงถามเด็กในร้าน ได้ความว่าพวกนางอยู่ที่เรือนด้านหลัง เหอจิ่วเหนียงจึงพาลู่ไป่ชวนเดินเข้าไป


“อ๊ากๆๆ ข้าไม่กล้าแล้ว! อย่าตีข้าเลยนะ!”


“ฮือๆๆ ข้าไม่กล้าพูดเหลวไหลอีกแล้ว…”


ยังไม่ทันได้เห็นคนก็ได้ยินเสียงมาแต่ไกล


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วเล็กน้อย 


มีเรื่องน่าสนใจให้ดูซะแล้วสิ!


“รีบตามมาเร็วเข้า!”


นางหันไปเอ่ยเร่งลู่ไป่ชวน จากนั้นก็ยกกระโปรงขึ้น รีบวิ่งนำไปก่อนทันที


ใส่ใจเรื่องชาวบ้านเป็นงานสำคัญ!


ลู่ไป่ชวน “…”


เหอจิ่วเหนียงวิ่งมาถึงเรือนหลังก็เห็นเหลียนฮวากำลังนั่งคร่อมบนตัวเด็กชายร่างท้วมคนหนึ่ง ชกต่อยเนื้อเด้งแน่นของเขาเสียงตุบตับอย่างไม่ปรานี


เซี่ยอวี้หลานที่อยู่ข้างๆ พยายามห้ามด้วยความร้อนใจแต่ก็ห้ามไม่อยู่ นางร้อนใจจนร้องไห้ออกมา


อีกด้านหนึ่งมีเด็กหญิงอายุสิบกว่าปีอีกคนหนึ่งหลบอยู่ที่หลังเสา น้ำตานองหน้าทว่าไม่กล้าส่งเสียงใดออกมาเลย


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้พูดอะไร ยืนกอด.อกดูเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความชื่นชม


เหลียนฮวาแข็งแกร่งขึ้นแล้ว นางไม่ใช่เด็กสาวผู้อ่อนแอคนนั้นอีกต่อไป ดูจากหมัดที่นางออกแรงแต่ละที ช่างถูกใจเหอจิ่วเหนียงมากจริงๆ


เหลียนฮวาต่อยจนพอใจแล้วจึงปล่อยตัวคนใต้ร่าง และดูเหมือนว่าจังหวะนี้เองที่นางเพิ่งจะสัมผัสได้ถึงพลังงานบางอย่าง จึงหันหน้าไปมอง และพบว่าท่านอาสามกับอาสะใภ้สามกำลังยืนมองนางอยู่ไม่ไกล ทันใดนั้นจึงรู้สึกประดักประเดิดไม่น้อย


เมื่อครู่นางใช้กำลังมากเกินไปหรือไม่นะ…


“ท่านอาสาม อาสะใภ้สาม พวกท่านมากันแล้วหรือเจ้าคะ แหะๆๆ…”


เหลียนฮวายกมือเกาศีรษะแก้เขิน และยิ้มด้วยความรู้สึกผิด


เด็กหนุ่มร่างท้วมที่นอนอยู่บนพื้นเห็นมีคนมาก็ร้องไห้จ้า คลานมาตรงหน้าเหอจิ่วเหนียง กอดขาเหอจิ่วเหนียงร้องไห้ยกใหญ่


“พวกนางรังแกข้า ฮือๆๆ ข้าอยากกลับบ้านแล้ว! ฮือๆๆ…”


ท่าทางเด็กหนุ่มราวกับจะขาดใจ ร้องไห้น้ำมูกน้ำตาไหลปนกันจนแยกไม่ออก หากไม่ใช่เพราะเหอจิ่วเหนียง.ยกชายกระโปรงขึ้น คาดว่าคงถูกเจ้าเด็กคนนี้คว้าชายกระโปรงนางไปเช็ดขี้มูกแล้วเป็นแน่


เหลียนฮวาเห็นเขาฟ้องก็รีบแก้ต่างทันที “อาสะใภ้เจ้าคะ ไม่ใช่นะเจ้าคะ เป็นเขาต่างหากที่พูดจาเยาะเย้ยอวี้หลานก่อน เอาเรื่องครอบครัวของอวี้หลานมาล้อไม่เลิก ล้อจนอวี้หวานร้องไห้ แถมยังพูดดูถูกคนทำการค้าอีกว่าต่ำต้อย ข้าก็เลยสั่งสอนเขาเช่นนี้เจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงได้ฟังดังนั้นก็สะบัดขาออกจากมือคนบนพื้นทันที และกล่าว “ทำได้ดีมาก!”


ทันใดนั้นเด็กหนุ่มร่างท้วมก็ตกตะลึงอึ้งไป มองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาฉงน ท่านแม่บอกว่าฮูหยินลู่เป็นคนใจดีมากไม่ใช่หรือ แล้วเหตุใดถึงช่วยคนอื่นรังแกเขาเช่นนี้ล่ะ!


สิ่งที่เขาพูดเป็นเรื่องจริงทั้งนั้น เซี่ยอวี้หลานเป็นลูกสาวของขุนนางชั่วเฉียนชิ่งนั่นจริงๆ ต่อให้เปลี่ยนสกุลก็ไม่อาจเปลี่ยนความสัมพันธ์ที่เป็นพ่อลูกกันได้!


เหลียนฮวาโล่งอกไปเปลาหนึ่ง นางรู้อยู่แล้วว่าท่านอาสะใภ้ช่วยนางแน่นอน


ในขณะเดียวกันเซี่ยอวี้หลานเองก็โล่งใจไปเปลาะหนึ่งเช่นกัน เดิมทีนางคิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะดุซะอีกที่เหลียนฮวาล่วงเกินจางจื่อชังเพราะนาง


เด็กหนุ่มร่างท้วมไม่รู้เลยว่าตอนนี้เรื่องกลับกลายเป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร เขาถูกต่อยยกใหญ่จนเจ็บปวดไปทั้งตัว เขาเติบโตมาจนถึงป่านนี้ยังไม่เคยมีใครทุบตีเขาเลย ทว่าตอนนี้กลับถูกสาวน้อยคนหนึ่งชกต่อย เขาโกรธมากแต่กลับสู้อีกฝ่ายไม่ได้ ตอนนี้คิดได้เพียงอย่างเดียวคือ อยากกลับบ้าน!


เขาพยายามลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก มองทุกคนด้วยสีหน้าโกรธเกรี้ยว “พวกเจ้ารังแกข้า! ข้าจะกลับบ้านไปฟ้องท่านแม่!”


ขณะตะคอกอย่างดุดันเขาก็ปาดน้ำมูกน้ำตาไปด้วย ท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจเหลือคณนา


เหอจิ่วเหนียงมองเขา “เจ้าคงจะเป็นคุณชายน้อยตระกูลจางกระมัง เจ้าคงจะไม่รู้ว่า เมื่อวานแม่ของเจ้าเป็นคนแรกที่เอ่ยปากกับข้าว่าอยากส่งเจ้ามาให้ข้าช่วยอบรมสั่งสอน ในเมื่อเข้ามาแล้ว ที่นี่ก็ไม่ใช่ที่ที่เจ้าอยากมาก็มา อยากไปก็ไปได้”


เด็กหนุ่มร่างท้วมกะพริบตาปริบๆ ในใจคิดอย่างตื่นตระหนก นี่หมายความว่า…จะกลับก็กลับไม่ได้อย่างนั้นหรือ!


“แต่ท่านแม่ไม่ได้บอกข้านี่ว่าพวกเจ้าจะชกต่อยข้าด้วย!”


เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มมุมปาก “เช่นนั้นก็ต้องโทษแม่ของเจ้าแล้วละ”


จางจื่อชัง “...”


เหอจิ่วเหนียงมองหน้าเด็กหนุ่ม แล้วเอ่ยต่อ “ในเมื่อแม่ของเจ้าส่งเจ้ามาที่นี่แล้ว เช่นนั้นก็มีคำบางคำที่ข้าต้องพูดกับเจ้าให้ชัดเจน


เรื่องแรก เจ้าพูดถึงเรื่องครอบครัวของอวี้หลาน เรื่องนี้มันเกี่ยวอะไรกับเจ้า คนที่ทำผิดคือพ่อของนาง ไม่ใช่นาง และอีกอย่าง นางก็ตัดขาดกับพ่อของนางแล้ว ต่อไปเรื่องของใต้เท้าเฉียนจะไม่เกี่ยวข้องอะไรกับนางอีก หากเจ้ายังไม่ยอมเลิกพูดเรื่องพวกนี้ คนที่ตีเจ้าจะไม่ใช่เหลียนฮวาอีก แต่เป็นพ่อแม่ของเจ้า


และเรื่องที่สอง เจ้าดูถูกดูแคลนว่าคนทำการค้าเป็นคนต่ำต้อย ข้าก็ทำการค้า เจ้าด่าคนทำการค้าก็เท่ากับด่าข้าด้วย เจ้ากลับไปถามแม่ของเจ้านะว่าจุดจบของคนที่ด่าข้ามันเป็นเช่นไร อีกอย่าง สถานะของเจ้าตอนนี้เป็นแค่คนงานในร้านเท่านั้น เทียบกับเจ้าของกิจการไม่ได้เลยด้วยซ้ำ เข้าใจหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยวาจาไม่เกรงใจแม้แต่น้อย จางจื่อชังได้ยินดังนั้นก็ยื่นนิ้วมือสั่นๆชี้เหอจิ่วเหนียง ผ่านไปครู่หนึ่งก็ยังพูดไม่ออก


“ฮือๆๆ ข้าอยากกลับบ้าน! ข้าจะไปฟ้องท่านแม่ว่าพวกเจ้ารังแกข้า! ฮือๆๆ…”


เขาเริ่มร้องไห้อีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจเขาเลย หันไปกวักมือเรียกสาวน้อยที่แอบอยู่หลังเสา และให้เด็กสาวทั้งสามคนยืนเรียงแถวหน้ากระดาน ก่อนจะกล่าว “พวกเจ้าทุกคนจำเอาไว้ อยู่ที่นี่ไม่มียศถาบรรดาศักดิ์หรือใครสูงใครต่ำทั้งนั้น ในเมื่อมาแล้วก็ต้องตั้งใจฝึกฝนเรียนรู้ ตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี หากเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก เหลียนฮวา เจ้าอย่าได้ออมมือ ต่อยให้หนักกว่านี้อีก ต่อยเสร็จก็โยนออกจากร้านไป ตระกูลลู่จะไม่ข้องเกี่ยวกับคนตระกูลเหล่านั้นอีก!”


สาวน้อยตาแดงก่ำคนนั้นพยักหน้าอย่างเข้าใจ นางอายุยังน้อยไม่กล้าก่อเรื่องอยู่แล้ว แม้ในใจจะรู้สึกกล้ำกลืนที่ตนเองต้องมาเป็นคนงานในร้านเช่นนี้ แต่ก็ตั้งใจเรียนรู้ทำงานเป็นอย่างดี พยายามไม่หาเรื่องใส่ตัว


โดยเฉพาะตอนที่เห็นเหลียนฮวาต่อยเจ้าเด็กอ้วนนั่น นางวิ่งไปหลบทันทีทั้งยังไม่กล้าส่งเสียงออกมา เพราะกลัวว่าคนต่อไปที่โดนจะเป็นตนเอง


ตอนนี้ได้พบเหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกว่า ฮูหยินท่านนี้งดงามยิ่งนัก เวลายิ้มก็ยิ่งงดงาม


แม้นางอายุยังน้อย ไม่เข้าใจความหมายที่เหอจิ่วเหนียงพูดมากนัก แต่ก็รู้ว่าฮูหยินท่านนี้ไม่อาจล่วงเกินได้ ภายในเวลาสั้นๆ ฝ่ามือนางก็เหงื่อออกจนชุ่มไปหมด


เซี่ยอวี้หลานน้ำตาคลอ ขณะพยักหน้าตอบรับน้ำตาก็ร่วงเผาะลงมา


ตอนที่ท่านพ่อเกิดเรื่อง นางก็รู้อยู่แล้วว่าชีวิตในภายภาคหน้าของตนเองคงไม่ราบรื่น ต้องโดนคนอื่นรังแกแน่นอน นางก็พอจะเตรียมตัวเตรียมใจไว้บ้างแล้ว คิดในใจว่าอย่างมากก็ทำเป็นหูทวนลมไม่ได้ยินไป ถึงอย่างไรตนเองก็ไม่ตายหรอก


แต่คิดไม่ถึงว่าเหลียนฮวาจะช่วยนางลงมือสั่งสอนจางจื่อชังให้ และพอเหอจิ่วเหนียงมาก็ช่วยพูดแทนนางอีก ที่นางร้องไห้ไม่ใช่เพราะโดนรังแก แต่เป็นเพราะซาบซึ้งใจต่างหาก


ในเด็กสาวทั้งสามนี้ มีเพียงเหลียนฮวาที่ใบหน้ายังคงยิ้มแย้ม นางรู้อยู่แล้วว่าอาสะใภ้สามดีที่สุด


ชกต่อยคนอื่นไม่ใช่เรื่องที่ถูกต้อง แต่จางจื่อชังผู้นี้จำเป็นต้องสั่งสอนเช่นนี้จริงๆ


“ขอบคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ”


เซี่ยอวี้หลานยอบกายคำนับพลางกล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งใจ เหอจิ่วเหนียงช่วยประคองนางขึ้นมา ยื่นมือไปหยิกแก้มนางเบาๆ พลางกล่าว “เอาละ ไม่เป็นไรแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร ต่อไปต้องตั้งใจฝึกวรยุทธ์กับทุกคนให้ดี วันหน้าหากเจอเรื่องเช่นนี้อีก เจ้าก็ต้องซัดกลับไปเอง เข้าใจหรือไม่?”


เด็กสาวแซ่เซี่ยอึ้งกับคำพูดนี้เล็กน้อย ไม่เคยมีใครพูดกับนางเช่นนี้มาก่อนเลย กระทั่งนางเองก็ยังรู้สึกว่า ทำเช่นนั้นไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร ทว่าตอนนี้ได้ยินเหอจิ่วเหนียงพูดเช่นนี้นางกลับรู้สึกว่ามีเหตุผล ดังนั้นจึงพยักหน้าตอบรับ


“เอาละ นี่ก็ถึงเวลาแล้ว เก็บของกลับบ้านกันเถอะ เรายังต้องไปรับพวกโยวยาโถวกับเสี่ยวหยางอีก”


ยามที่ไม่มีธุระอื่นใด นางก็จะเดินกลับบ้านพร้อมกับลู่ไป่ชวนและแวะมารับพวกเด็กๆไปด้วย ทำเช่นนี้จนเป็นกิจวัตร


ตอนที่ 563: สตรีก่อเรื่อง บุรุษก็ต้องเป็นคนจัดการ ไม่เห็นแปลกอะไร


เหลียนฮวาเองก็เคยชินเหมือนกัน ไม่ได้รู้สึกว่ามีอะไรผิดแปลก เซี่ยอวี้หลานก็กลับบ้านไปพร้อมกับพวกเขา เนื่องจากตอนเย็นยังต้องเรียนกับพวกเด็กๆครอบครัวลู่ ดังนั้นจึงเดินตามหลังเหลียนฮวาไปอย่างเงียบๆ


ส่วนจางจื่อชังเมื่อได้ยินว่ากลับบ้านได้ ก็รีบลุกขึ้นวิ่งไปทันทีไม่สนใจใครแล้ว ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้วเล็กน้อย คิดในใจ


เจ้าเด็กแซ่จางนี่ เห็นทีคงต้องสั่งสอนกันอย่างจริงจังแล้ว


ส่วนสาวน้อยอีกคนวางตัวอย่างเหมาะสม กล่าวลาเหอจิ่วเหนียง จากนั้นก็รีบกลับไป


ลู่ไป่ชวนจูงมือภรรยาเดินออกไป ด้านเหลียนฮวายังเกิดเรื่องถึงเพียงนี้ เช่นนั้นทางด้านโยวยาโถวกับลู่เสี่ยวหยางก็คงไม่ต่างกันแน่


เหตุการณ์เหล่านี้เหอจิ่วเหนียงมองว่าเกิดขึ้นได้ปกติ ถึงอย่างไรคนเหล่านี้ก็เป็นบุตรหลานของตระกูลขุนนาง ถูกเลี้ยงดูมาอย่างสุขสบาย ให้มาทำงานลำบากเหน็ดเหนื่อยเช่นนี้ แถมยังต้องสังเกตสีหน้าคนอื่นอีก จะมีพฤติกรรมเอาแต่ใจบ้างก็เป็นเรื่องปกติ


ขอเพียงเอาแต่ใจเล็กๆน้อยๆ ก็ยังพอให้อภัยกันได้


แต่หากเป็นเหมือนจางจื่อชังที่นิสัยปากคอเราะรายพูดจาดูถูกเหยียดหยามคนอื่น เช่นนี้ก็ต้องอัดให้หลาบจำกันบ้าง

....

เป็นดังคาด หลังจากที่มาถึงร้านที่โยวยาโถวและลู่เสี่ยวหยางอยู่ก็พบว่า คนที่อยู่ภายใต้การดูแลของพวกเขาแต่ละคนใบหน้าเต็มไปด้วยรอยฟกช้ำดำเขียว เหอจิ่วเหนียงสอบถามต้นสายปลายเหตุอย่างละเอียดทีละคน และพบว่าน่าโมโหยิ่งกว่าทางด้านเหลียนฮวาเสียอีก


ทางด้านเหลียนฮวายังมีเซี่ยอวี้หลาน จางจื่อชังจึงสามารถยกเอาเซี่ยอวี้หลานมาล้อเลียนได้ แต่ทางด้านลู่เสี่ยวหยางกับโยวยาโถวไม่มีคนอื่นที่เป็นเป้าให้ดูถูก ลู่เสี่ยวหยางและโยวยาโถวจึงกลายเป็นเป้าของคนเหล่านี้เต็มๆ


ลู่เสี่ยวหยางยังดีหน่อย เขาโตกว่า มีกำลังในการข่มขู่ แค่ดุด่าไปนิดหน่อยพวกเขาก็ไม่กล้าพูดอะไรมากแล้ว แต่โยวยาโถวอายุยังน้อย จึงถูกกลั่นแกล้งได้ง่ายกว่า ดังนั้นนางจึงถูกรังแกมากที่สุด


ในบรรดาเด็กทั้งสาม เหลียนฮวากับลู่เสี่ยวหยางมีกำลังในการหยุดยั้งคนอื่นได้ขาดลอย มีก็แต่โยวยาโถวคนเดียวที่เจ็บตัว


ตอนที่เหอจิ่วเหนียงเห็นรอยแผลบนใบหน้าโยวยาโถว นางมองด้วยความเอ็นดูสงสารอยู่ครู่หนึ่ง แต่พอหันไปมองคู่กรณีนางก็ฉีกยิ้มออกมาในพริบตา


เถ้าแก่เนี้ยไม่พูดอะไร จูงมือหลานสาวเดินออกไปโดยไม่สนใจพวกเด็กนิสัยเสียเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย


เหลียนฮวาเป็นห่วงโยวยาโถวมาก แต่โยวยาโถวกลับมีสีหน้ามั่นใจและไม่มีความหวาดกลัวแต่อย่างใด ทำเสียงฮึดฮัดออกมาครั้งหนึ่ง ก่อนจะเดินตามเหอจิ่วเหนียงออกไป


หลังเดินออกมาจากร้านแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงจะเอ่ยขึ้น “วางใจได้ อาสะใภ้จะทวงความยุติธรรมให้เจ้าเอง!”


โยวยาโถวพยักหน้า นางรู้ว่าอาสะใภ้ไม่มีทางปล่อยให้นางกล้ำกลืนใจแน่นอน แต่พอคิดว่าคนเหล่านั้นเป็นบุตรหลานตระกูลขุนนาง เด็กหญิงก็แอบมีความกังวลอยู่เล็กน้อย


“อาสะใภ้ ข้าไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าคนเดียวแต่สู้กับพวกเขาได้ตั้งหลายคน ข้ารู้สึกว่าตัวเองเจ๋งสุดๆไปเลยเจ้าค่ะ!”


นางจงใจเผยรอยยิ้มร่าเริงออกมา ไม่อยากให้ผู้เป็นอารับรู้ถึงความทุกข์ภายในใจของตัวเอง


แต่นางหารู้ไม่ว่า การที่นางทำเช่นนี้ ยิ่งทำให้เหอจิ่วเหนียงสงสารนางมากกว่าเดิม


ลู่ไป่ชวนเองก็ลูบศีรษะหลานสาวตัวน้อยเบาๆ พลางกล่าว “เป็นแม่ของพวกเขาที่มาขอร้องอยากส่งพวกเขามาให้เราช่วยอบรมสั่งสอน ไม่มีเหตุผลที่พวกเขาจะมาทำให้เจ้าต้องลำบากใจ กลับไปอาจะให้คนไปแจ้งเรื่องนี้กับครอบครัวพวกเขา ให้พวกเขามาขอโทษ ไม่อย่างนั้นอาไม่จบแน่”


โยวยาโถวเห็นท่าทีท่านอากับอาสะใภ้ออกตัวปกป้องนางอย่างเต็มที่เช่นนี้ก็เม้มปากแน่นสะกดกลั้นเสียงสะอื้นและหยาดน้ำตา ต่อไปนางจะต้องขยันฝึกวรยุทธ์ให้มากกว่าเดิม ไม่ว่าจะรุมนางสักกี่คนนางก็จะสู้ให้ได้! จะไม่ทำให้ท่านอากับอาสะใภ้ต้องเป็นห่วง


เหอจิ่วเหนียงสงสารสาวน้อยจับใจ นางเป็นคนตอบตกลงรับงานมาเอง แต่กลับไม่ได้คำนึงถึงความแข็งแกร่งของโยวยาโถว ทั้งยังปล่อยให้นางต้องเผชิญกับคนเหล่านั้นลำพังอีก


“โยวโยว เป็นอาสะใภ้เองที่คิดไม่รอบคอบ เจ้าไม่ต้องเสียใจนะ เรื่องพวกนั้นให้เป็นหน้าที่ท่านอาสามของเจ้าจัดการ เข้าใจหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงผลักเรื่องทั้งหมดให้กับลู่ไป่ชวนทันที


สตรีก่อเรื่อง บุรุษก็ต้องเป็นคนจัดการ ไม่เห็นแปลกอะไรนี่นา!


ลู่ไป่ชวนย่อมไม่มีปัญหา สองสามีภรรยาจูงมือโยวยาโถวคนละข้างพลางเดินไปอย่างช้าๆ มุ่งหน้าไปทางสวนซีสุ่ย โดยมีพวกเหลียนฮวาเดินตามหลัง


เนื่องจากระหว่างทางเสียเวลาไปพักใหญ่ พวกเด็กๆที่ไปเรียนจึงกลับมาถึงจวนก่อนแล้ว เมื่อเห็นโยวยาโถวบาดเจ็บ แต่ละคนต่างก็เข้ามารุมล้อมนางด้วยความเป็นห่วง


“พี่โยวโยว ใครรังแกท่าน ข้าจะไปเอาคืนให้ท่านเดี๋ยวนี้!”


โก่วเอ๋อร์กำหมัดแน่นราวกับหมาป่าตัวน้อยที่กำลังขู่คำราม


คนอื่นๆก็เสนอตัวอย่างฮึกห้าวเช่นกันว่าจะช่วยนางแก้แค้น ตอนนี้โยวยาโถวอารมณ์ดีขึ้นมากแล้ว จึงอุ้มโก่วเอ๋อร์ขึ้นมาหอมแก้มหลายฟอดด้วยความมันเขี้ยว


เหอจิ่วเหนียงต้อนเด็กๆให้สลายตัว “เอาละ เอาละ เรื่องแก้แค้นเดี๋ยวค่อยว่ากัน ตอนนี้ข้าต้องทำแผลให้โยวโยวก่อน พวกเจ้าออกไปก่อนเถอะ”


แม้เด็กๆจะเป็นพี่น้องกัน แต่ถึงอย่างไรก็เริ่มเข้าสู่วัยหนุ่มสาวกันแล้ว ต้องระมัดระวังเรื่องความเหมาะสม ถึงอย่างไรตรงนี้ก็มีคนนอกอยู่ด้วย


พวกเด็กๆออกไปอย่างเชื่อฟัง หลังจากออกไปก็ไถ่ถามเรื่องราวที่เกิดขึ้นทั้งหมดกับเหลียนฮวาและลู่เสี่ยวหยาง


ส่วนเซี่ยอวี้หลานก็เล่าเรื่องที่เหลียนฮวาช่วยออกหน้าแทนนางในวันนี้ให้ผู้เป็นน้องชายฟัง


เซี่ยเฉินห้าวกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ ประกาศกร้าวว่าต้องหาโอกาสไปสั่งสอนเจ้าอ้วนนั่นสักครั้ง!


อันที่จริงวันนี้เขาไปสำนักศึกษาก็ถูกคนในชั้นเรียนล้อเลียนเหมือนกัน แต่มีพวกเหลยจื่อช่วย เขาจึงไม่ได้เป็นอะไร แต่เขากลับทนไม่ได้จริงๆ ที่เห็นพี่สาวของตัวเองถูกคนอื่นเหยียดหยามเช่นนี้


“อย่าก่อเรื่องเลย ตอนนี้พวกเราอยู่กับท่านแม่ ท่านแม่เองก็ลำบากมากอยู่แล้ว อย่าเพิ่มปัญหาอีกเลยนะ อีกอย่าง วันนี้เหลียนฮวาก็ช่วยข้าเอาคืนแล้ว จางจื่อชังนั่นโดนเหลียนฮวาอัดจนน่วมเลยละ”


เซี่ยอวี้หลานเอื้อมมือไปจับมือน้องชายที่กำลังอารมณ์เดือดพล่าน ไม่อยากให้เขาเก็บเรื่องนี้มารบกวนใจอีก


“แต่ว่า…”


“ไม่มีแต่ ตกลงตามนี้ คนที่น่าสงสารที่สุดในวันนี้ก็คือน้องโยวโยว เราต้องช่วยนางดีกว่านะ!”


“ขอรับ!”

....

ภายในเวลาเพียงไม่นาน บ่าวรับใช้ของตระกูลลู่ได้ไปแจ้งเรื่องตามจวนของคู่กรณี เมื่อเหอจิ่วเหนียงทำแผลให้โยวยาโถวเสร็จ บรรดาขุนนางจากจวนต่างๆ ก็มา.รอกันอยู่ที่หน้าจวนแล้ว


ใช่ รออยู่ด้านนอก


ลู่ไป่ชวนไม่ได้ให้พวกเขาเข้ามา


นางซุนกับผู้เฒ่าลู่กลับมาจากหอน้ำชา พอรู้เรื่องเข้าก็รีบไปดูโยวยาโถวทันที


“ไอ้หยา คนพวกนั้นเหตุใดถึงรังแกกันขนาดนี้ฮะ! พวกเขาเป็นคนจ่ายเงินมารับความลำบากเอง ยังมาทำร้ายร่างกายหลานสาวข้าอีก! ทำเกินไปแล้ว! วันนี้ต่อให้ยายแก่อย่างข้าต้องทุ่มสุดชีวิต ข้าจะทวงคืนความยุติธรรมมาให้หลานสาวข้าให้ได้! ไป ตาเฒ่า ไปแก้แค้นพวกนั้นกับข้า!”


นางซุนกระพอกด้วยความโกรธ พร้อม.ยกชายกระโปรงขึ้นสาวเท้าพรวดๆออกไป


ผู้เฒ่าลู่เองก็ตามภรรยาไปไม่รอช้า


เหอจิ่วเหนียงเห็นดังนั้นก็รีบพุ่งตัวเข้าไปกอดนางซุนจากทางด้านหลัง “ท่านสุภาพสตรีซุน! ท่านสุภาพสตรีซุน! อย่าใจร้อนเจ้าค่ะ ให้ไป่ชวนเป็นคนจัดการเถอะนะเจ้าคะ ไป่ชวนไม่มีทางให้โยวโยวถูกรังแกเปล่าๆ แน่นอนเจ้าค่ะ!”


“ปล่อยข้านะ! ยายแก่อย่างข้าไม่ได้แสดงฝีมือมานานแล้ว ถ้าไม่ทำให้คนพวกนั้นได้เห็นดีสักหน่อย พวกนั้นก็คงไม่รู้ว่ายายแก่อย่างข้าเคยเป็นมือตบไร้เทียมทานของหมู่บ้านมาก่อน!”


บัดนี้นางซุนอารมณ์เดือดสุดๆ บุตรหลานของนาง นางตีได้คนเดียวเท่านั้น คนอื่นกล้าดีอย่างไรกัน!


เหอจิ่วเหนียงคิดไม่ถึงว่าหญิงชราจะหัวร้อนขนาดนี้ หากไม่ใช่เพราะนางมีพละกำลังมากกว่าละก็ อาจรั้งนางซุนไม่อยู่เป็นแน่


“แต่ก็ต้องให้ไป่ชวนออกไปดูสถานการณ์ก่อนนะเจ้าคะ! เอาเช่นนี้ เราออกไปด้วย แล้วให้เด็กพวกนั้นขอโทษพวกโยวโยวดีหรือไม่เจ้าคะ?”


นางซุนเงียบไป เห็นได้ชัดว่านางยังโกรธอยู่


“ความวู่วามเป็นปีศาจนะเจ้าคะท่านสุภาพสตรีซุน พ่อของเด็กพวกนั้นล้วนเป็นลูกน้องหรือไม่ก็สหายร่วมงานของไป่ชวน หากเรื่องบานปลายไปกันใหญ่ ยากที่จะจบได้สวยนะเจ้าคะ!”


ทันทีที่วาจานี้ถูกเปล่งออกไป นางซุนกับลู่ไป่ชวนก็หันมองหน้าเจ้าของวาจาทันที


ลู่ไป่ชวนรู้สึกซึ้งใจมากที่ภรรยามักจะไตร่ตรองเผื่อเขาทุกอย่าง ส่วนนางซุนก็ตระหนักได้ว่าตนเองไม่คิดถึงมุมนี้มาก่อนเลย ในขณะเดียวกันก็คิดไม่ถึงว่า เหอจิ่วเหนียงจะเอ่ยวาจานี้ออกมา


เพราะปกติแล้วเวลาเกิดเรื่องอะไรขึ้น เหอจิ่วเหนียงมักดูเหมือนคนที่ไม่ยอมใคร…


ตอนที่ 564: มาขอโทษถึงที่


ปกติสะใภ้สามจะเป็นคนที่ดูเหมือนดุดันไม่เกรงใจใคร แต่ไม่ว่าเรื่องใดนางก็พิจารณาได้อย่างรอบคอบ กลับกลายเป็นแม่สามีอย่างนางที่ใช้อารมณ์ซะเอง


คิดได้ดังนี้ นางซุนก็ไม่ดื้อดึงอีก นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงไม่สบอารมณ์ “ก็ได้ ปล่อยข้าได้แล้วน่า”


เหอจิ่วเหนียงยอมปล่อยอีกฝ่าย ก่อนยิ้มพล่าวกล่าว “เช่นนี้สิเจ้าคะจึงจะถูก!”


สิ้นคำนางก็ส่งสายตาให้ลู่ไป่ชวน ฝ่ายถูกมองพยักหน้ารับ และเดินออกไปที่หน้าประตูจวน


หน้าประตูสวนซีสุ่ยในขณะนี้ บรรดาขุนนางและฮูหยินแต่ละคู่ต่างพาลูกตัวป่วนที่ก่อเรื่องมารอกันด้วยความร้อนอกร้อนใจ


พวกผู้ใหญ่ยืนด้วยสีหน้าท่าทางกระวนกระวาย ส่วนเด็กๆตัวต้นเรื่องทั้งหลายคุกเข่าร้องห่มร้องไห้ หากตระกูลลู่ไม่ยอมให้อภัย ก็อย่าหวังว่าพวกเขาจะได้ลุก


ระแวกสวนซีสุ่ยล้วนเป็นเคหสถาะของผู้มีฐานะมีอำนาจ ปกติชาวบ้านทั่วไปจะไม่มาแถวนี้ ส่วนพวกตระกูลใหญ่ๆ ก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักกติกามารยาท ไม่มีใครไร้มารยาทถึงขั้นออกมามุงดูเรื่องคนอื่นกันอย่างโจ่งแจ้งแน่นอน ดังนั้นหน้าประตูสวนซีสุ่ยตอนนี้ นอกจากคนเหล่านี้กับบ่าวรับใช้ประจำตัวของพวกเขาแล้วก็ไม่มีคนนอกอีก


มองในมุมนี้ ทุกคนลอบคิดในใจว่าในเรื่องร้ายๆ อย่างน้อยก็ยังมีความโชคดีอยู่ โชคดีที่ตระกูลลู่อาศัยอยู่ที่สวนซีสุ่ย หากอาศัยอยู่ที่อื่นละก็ วันนี้ต้องเป็นวันที่พวกเขาอับอายขายหน้ามากที่สุดในชีวิตเป็นแน่


“ร้องไห้ทำไม! เจ้านี่มันจริงๆเลย! ตอนเช้าก่อนออกจากจวนข้ากับแม่ของเจ้ากำชับเจ้าว่าอย่างไรฮะ! เจ้าไม่เพียงไม่เชื่อฟังเท่านั้น แต่ยังก่อเรื่องใหญ่โตเช่นนี้ให้ข้าอีก!”


จางอวิ่นเตะก้นกลมๆของจางจื่อชังบุตรชายตัวเองไปเต็มแรง ตะคอกด้วยความโกรธเกรี้ยวจนตัวสั่น


“ใช่! โอกาสดีๆเช่นนี้พวกเราต้องทุ่มไปเท่าไรกว่าจะได้มาพวกเจ้ารู้หรือไม่ แต่พวกเจ้ากลับไม่เห็นค่า พวกเจ้าอยากเห็นพ่อกับแม่หัวใจวายตายก่อนรึถึงจะพอใจ!”


ปกติฮูหยินจางมักตามใจบุตรชายคนโตคนนี้มาก ยุงกัดนิดเดียวก็ตกใจเป็นเรื่องใหญ่โตแล้ว ทว่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้นางไม่อาจเข้าข้างลูกได้ ในหัวคิดแค่ว่าขอให้เหตุการณ์นี้ผ่านไปได้อย่างราบรื่น


ครอบครัวอื่นๆ ต่างก็ส่งเสียงดุด่าต่อว่าบุตรตัวเองเสียงเข้ม สีหน้าฉายแววกังวลใจไปตามๆกัน


มีอยู่หลายคนที่พอพูดรู้เรื่องอยู่บ้าง โดนดุไปยกหนึ่งก็เชื่อฟังขึ้นไม่น้อย ต่อให้รู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง แต่ก็ไม่กล้าแสดงท่าทีต่อต้านออกมา


แต่ก็มีบางคนที่ดื้อรั้น แม้จะถูกทำโทษให้คุกเข่าอยู่ ก็ยังถลึงตาใส่พ่อแม่ตัวเองอย่างเกรี้ยวกราด ราวกับเป็นศัตรูที่เคียดแค้นกันมานานก็มิปาน


ขณะที่พ่อแม่ของเด็กเหล่ากำลังจะลงไม้ลงมือกับลูกตัวเองอีกครั้ง ลู่ไป่ชวนก็ออกมาพอดี


พวกเขาพลันเผยใบหน้ายิ้มแย้ม หันมาคารวะลู่ไป่ชวนทันที


“ข้าน้อยคารวะท่านแม่ทัพ!”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้สนใจพวกเขาในทันที แต่กวาดตามองไปยังเหล่าตัวแสบที่คุกเข่าเรียงกัน


เห็นท่านแม่ทัพแซ่ลู่ไม่เปล่งวาจาใดเสียที จางอวิ่นก็เอ่ยขึ้นด้วยความร้อนใจ “ใต้เท้าขอรับ เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้เป็นเพราะพวกเราอบรมสั่งสอนลูกไม่ดีเอง เจ้าลูกคนนี้ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็กจนเสียคน วันนี้จึงพลั้งกล่าววาจาล่วงเกินเหล่านั้นออกไป พวกเราเห็นว่าเด็กๆตระกูลลู่เป็นเด็กดีมีความสามารถกันทุกคน ก็เลยอยากให้เขามาฝึกฝนเรียนรู้ด้วย แต่คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าลูกคนนี้จะก่อเรื่องเช่นนี้ขึ้น ใต้เท้าโปรดให้โอกาสเขาอีกสักครั้งเถอะนะขอรับ”


วันนี้ลู่ไป่ชวนไปรับพวกเด็กๆที่ร้านพร้อมกับเหอจิ่วเหนียง ย่อมรู้อยู่แล้วว่าเหตุการณ์ตอนนั้นเป็นเช่นไร


เจ้าเด็กอ้วนแซ่จางคนนี้ แม้จะพูดจาไม่ดีกับเซี่ยอวี้หลานจริง แต่ก็ไม่ได้พุ่งเป้าไปที่เหลียนฮวา และถึงอย่างไรก็โดนเหลียนฮวาสั่งสอนไปแล้ว นอกจากนี้ท่าทีของตระกูลจางตอนนี้ก็ถือว่าสำนึกพอสมควร เขาจึงไม่อยากเอาเรื่องให้มากความ 


แต่คนอื่น บางคนก็ล่วงเกินลู่เสี่ยวหยาง บางคนก็ลงไม้ลงมือกับโยวยาโถวนี่สิ


หึ คิดว่าโยวโยวอายุน้อยแล้วจะรังแกได้ง่ายๆสินะ ไม่เห็นเขาในฐานะที่เป็นอาของโยวโยวอยู่ในสายตาเลยหรืออย่างไร


ขุนนางขั้นสามกวาดตามองไปที่ครอบครัวอื่น และเอ่ยถาม “หากข้าจำไม่ผิด ฮูหยินทุกท่านเองไม่ใช่หรือที่เป็นคนขอร้องให้ภรรยาข้าช่วย ถึงได้ส่งบุตรหลานมา นี่เพิ่งจะวันแรก ไม่เพียงพูดจากำเริบเสิบสาน แต่ยังลงไม้ลงมือทำร้ายหลานสาวข้าจนบาดเจ็บอีกด้วย เห็นว่าตระกูลลู่ของข้ามาจากครอบครัวชาวนา ไม่มีคนในราชสำนักคอยหนุนหลังแล้วจะรังแกกันได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ?”


“ขะ…ขะ…ข้า…ข้าน้อยไม่เคยคิดเช่นนั้นแน่นอนขอรับ! ใต้เท้า นี่เป็นเรื่องเข้าใจผิดนะขอรับ!”


“ชะ…ชะ…ใช่…ใช่ขอรับ! พวกเราไม่ได้มีความคิดเช่นนั้นแน่นอน! เด็กๆพวกนี้ไม่รู้ความ ก็เลยไปล่วงเกินคุณหนูลู่เข้า พวกเขาไม่ได้ตั้งใจแน่นอนขอรับ!”


“ใต้เท้าขอรับ เด็กพวกนี้ถูกตามใจจนเคยตัว ดังนั้นพวกเราจึงได้ขอให้ฮูหยินลู่ช่วยอบรมสั่งสอน พวกเราโชคดีมากที่ได้โอกาสนี้ เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้พวกเขาคงไม่ได้ตั้งใจหรอกขอรับ ใต้เท้าโปรดเมตตาด้วย ให้โอกาสพวกเขาอีกสักครั้งเถอะนะขอรับ!”


ขุนนางทั้งหลายต่างร้องขอความเมตตาด้วยความร้อนใจ ในใจก็คร่ำครวญไปด้วย …โธ่! ใต้เท้าลู่ รู้หรือไม่ว่าตัวเองพูดอะไรออกมา!


เขาเป็นถึงคนสนิทของเฉินอ๋องเชียวนะ มีผู้ยิ่งใหญ่คอยหนุนหลังอยู่ชัดๆ ยังบอกว่าตัวเองไม่มีคนในราชสำนักคอยหนุนหลังได้อย่างไร!


ตอนนี้ดูจากสีหน้าเย็นชาชวนขนลุกของคนสนิทเฉินอ๋องแล้ว ทุกคนก็รู้ได้ว่าเขาโกรธมากจริงๆ แต่ละคนหวาดหวั่นจนเหงื่อเย็นผุดพราย หากคำขอร้องไม่ได้ผล ก็คงทำได้แค่ทุบตีเจ้าลูกไม่รักดีของตัวเองอีกหนแล้ว


มีแค่สองครอบครัวที่เป็นบุตรสาว จึงไม่รู้ว่าควรสั่งสอนเช่นไร จะให้ทุบตีกลางถนนเช่นนี้ก็คงไม่เหมาะ


บางครอบครัวส่งบุตรมาแค่คนเดียว บางครอบครัวก็ส่งมาสองคน ในนี้รวมแล้วมีเด็กผู้หญิงทั้งหมดสามคน มีเพียงเด็กสาวที่อยู่กับเหลียนฮวาคนนั้นคนเดียวที่ไม่ได้ทำความผิด กลับถึงบ้านอย่างเรียบร้อยไม่มีอะไรเกิดขึ้น ตระกูลลู่เองก็ไม่ได้ให้คนไปแจ้งอะไรกับครอบครัวของนาง


แต่อีกสองคน หนึ่งในนั้นเป็นเด็กสาววัยสิบเอ็ดสิบสองปี และนางก็เป็นคนที่รังแกโยวยาโถวหนักที่สุด


พวกนางอายุมากกว่าโยวยาโถว และช่วยกันรุมทำร้ายโยวยาโถว โยวยาโถวจึงตกอยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบ ใบหน้าถูกข่วนจนเป็นรอยเลือด


พวกผู้ใหญ่ต่างก็ร้องขอความเมตตากันจ้าละหวั่น ทว่าเด็กสาวตัวก่อเรื่องกลับไม่ได้มองเช่นนั้นเลย พวกนางรู้สึกว่าตอนนี้พ่อแม่ของตัวเองเอาแต่แหกปากคร่ำครวญ ยอมก้มหัวนอบน้อมให้ผู้ชายคนนี้ ไม่หลงเหลือท่าทางความน่าเกรงขามเหมือนตอนที่อยู่ในจวนเลยแม้แต่น้อย


น่ารำคาญสิ้นดี!


พลันนั้น เด็กสาวที่รังแกโยวยาโถวหนักที่สุดก็โพล่งขึ้นอย่างเหลืออด “ข้าไม่ผิด! ท่านแม่ข้าจ่ายเงินก็เพื่อให้ข้าไปเรียนรู้ความสามารถ แต่ครอบครัวพวกเจ้ากลับหลอกลวง ให้เด็กที่อายุน้อยกว่าข้าเรียกใช้ข้าทำงานหนักๆ เช่นนี้จะเรียกว่าเรียนรู้อะไรกัน! เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง กลับกล้ามาเรียกใช้คุณหนูอย่างข้า! ข้าต่อว่านางแค่ไม่กี่ประโยคนางก็มาตบตีข้าแล้ว นางเป็นคนลงมือก่อน จะให้พวกเราอยู่เฉยๆ ให้นางตบตีอยู่ฝ่ายเดียวหรืออย่างไร!”


“เสวี่ยเอ๋อร์ หุบปากเดี๋ยวนี้!”


ฮูหยินถานพุ่งเข้าไปห้ามบุตรสาว จะเอามือปิดปากนางไว้ แต่นางพูดเร็วมากจนห้ามไว้ไม่ทันแล้ว


และในขณะเดียวกันนี้ เหอจิ่วเหนียงก็จูงมือนางซุนออกมาพร้อมกับกลุ่มเด็กๆ


ได้ยินถานเสวี่ยเอ๋อร์เอ่ยเช่นนั้น เหอจิ่วเหนียงก็หัวเราะพรืด ก่อนจะกล่าว “ฮูหยินถาน ท่านไม่ได้บอกลูกสาวของท่านให้ชัดเจนก่อนหรือว่าท่านจ่ายเงินมาก็เพื่อให้พวกนางมาทำงานที่ร้านข้า? ไม่ได้ให้นางมาอยู่สบายๆเหมือนบ้านพักคนชรา ตอนนั้นข้าก็บอกท่านชัดเจนมากแล้วนะว่างานในร้านมันทั้งเหนื่อยทั้งเยอะ แถมพูดตรงๆด้วยว่ามาเป็นคนงานในร้าน พวกท่านเป็นคนบอกเองว่าอยากให้ลูกๆมาฝึกความ.อดทน ข้าถึงได้ยอมฝืนใจตอบ.ตกลงอย่างไรล่ะ”


เอ่ยจบก็ไม่รอให้ฮูหยินถานได้ตอบอะไร เหอจิ่วเหนียงหันไปมองถานเสวี่ยเอ๋อร์ แล้วเอ่ยต่อ “อีกอย่าง คุณหนูถาน ข้าไม่สนหรอกนะว่าแม่ของเจ้าบอกกับเจ้าเช่นไร แต่เจ้าต้องเข้าใจเอาไว้ด้วยนะว่าโยวโยวของเราไม่ได้ลงมือสั่งสอนเจ้าอย่างไร้เหตุผล หรือไม่เจ้าก็ลองบอกทุกคนสิว่าเจ้าด่านางด้วยวาจาที่หยาบคายเช่นไร”


ตอนที่ 565: พ่อแม่เป็นเช่นไรลูกก็เป็นเช่นนั้น


ถานเสวี่ยเอ๋อร์ใจกระตุกวูบ เกิดความหวั่นกลัวขึ้นทันที เพราะผรุสวาทที่นางพรั่งพรูออกไปพวกนั้น ไม่เหมาะที่จะพูดต่อหน้าผู้ใหญ่จริงๆ


เด็กสาวก้มหน้า กัดฟันแน่น ไม่ยอมปริปาก


เหอจิ่วเหนียงก็ไม่บังคับนาง ทั้งยังแสดงน้ำใจเป็นฝ่ายกล่าวแทน “ในเมื่อเจ้าไม่พูด เช่นนั้นข้าพูดแทนเจ้าเอง


เจ้าพูดว่า โยวโยวของข้าตัวแค่นี้ก็หน้าด้านไร้ยางอายแล้ว เป็นแค่หลานสาวของลู่ไป่ชวน แต่กลับจองหองว่าเป็นคุณหนูตระกูลลู่ มาเกาะบารมีอยู่ในเมืองหลัก จนลืมไปแล้วว่าพ่อแม่ของตัวเองเป็นใคร ทั้งยังด่าพ่อแม่ของโยวโยวอีกว่าเป็นแค่ชาวนาบ้านนอกไร้ความสามารถ ที่ได้ดีก็แค่เกาะลู่ไป่ชวนเท่านั้น 


คำพูดพวกนี้ออกมาจากปากของเจ้าทั้งสิ้น เจ้ายอมรับหรือไม่?”


ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงไปตามๆกัน นี่เป็นคำพูดที่ออกมาจากปากของเด็กอายุสิบเอ็ดสิบสองปีจริงๆหรือ?


แต่ละคนต่างเหลือบมองสองสามีภรรยาตระกูลถานโดยพร้อมเพรียง แม้ไม่ได้เปล่งวาจาใด ทว่าอารมณ์ที่สื่อผ่านสีหน้านั้นประจักษ์แจ้ง


สีหน้าฮูหยินถานซีดเผือดลงทันใด กำชายเสื้อถานซงผู้เป็นสามีด้วยความเคร่งเครียด


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “ใช่ พวกเราลี้ภัยมา รากฐานไม่มั่นคง คนในครอบครัวส่วนมากยังอาศัยอยู่ในชนบท พวกเด็กๆมาเรียนมาฝึกพัฒนาตัวเองอยู่กับพวกเราในเมืองหลัก แต่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับตระกูลถานของพวกท่านด้วย? ลูกหลานในตระกูลลู่ของพวกเรา พวกเราเองไม่มีปัญหาอะไร เหตุใดพอออกมาจากปากของพวกท่านถึงได้กลายเป็นเกาะบารมีคนอื่นซะได้ล่ะ?


ข้ารู้ว่าพวกท่านดูถูกที่ตระกูลลู่เป็นครอบครัวชาวนา แต่แล้วอย่างไรเล่า? พวกท่านที่เกิดมาจากตระกูลสูงศักดิ์ตอนนี้ก็ยังต้องก้มหัวให้กับสามีข้าไม่ใช่หรือ พวกท่านยังต้องยิ้มประจบ ยอมควักเงินจ่าย ขอร้องให้ข้ารับลูกของพวกท่านมาทำงานไม่ใช่หรือ!


เดิมทีข้าคิดว่า พวกท่านล้วนเป็นผู้ใต้บังคับบัญชาและเป็นสหายร่วมงานของสามีข้า ข้าควรผูกมิตรกับฮูหยินอย่างพวกท่านเอาไว้ ถึงอย่างไรวันหน้าก็ต้องไปมาหาสู่กัน ข้าจึงยอมฝืนใจตอบตกลงคำของี่เง่าของพวกท่าน แต่ใครจะคิดล่ะว่าในใจของพวกท่านกลับดูถูกตระกูลลู่ของพวกเราถึงเพียงนี้ โอ้ ช่างเปิดหูเปิดตาข้ายิ่งนัก!”


คำพูดของเหอจิ่วเหนียงเชือดเฉือนและตรงไปตรงมายิ่งนัก วาจาน่ารังเกียจเหล่านั้นของถานเสวี่ยเอ๋อร์ นางก็เพิ่งได้รู้ตอนที่ทำแผลให้โยวยาโถว ตอนแรกนางกะจะแค่ลงโทษเล็กๆน้อยๆให้พอหลาบจำ แต่สุดท้ายกลับพบว่าคนเหล่านี้ไม่คู่ควรให้นางไว้หน้าให้ไมตรีเลยแม้แต่น้อย


นางซุนที่ยืนฟังอยู่ข้างๆ ก็รู้สึกขยะแขยงยิ่งนัก คนพวกนี้เป็นคนประเภทใดกัน คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะกล้าด่าใครสักคนเช่นนี้


หากไม่ใช่เพราะเหอจิ่วเหนียงเกลี้ยกล่อมเมื่อครู่ ยายเฒ่าอย่างนางนี่แหละจะเป็นคนพุ่งเข้าไปฉีกปากเด็กบ้านั่นเอง!


“ฮูหยินลู่ เป็นเรื่องเข้าใจผิดทั้งนั้นเจ้าค่ะ พวกเด็กๆยังไม่รู้ประสา น่าจะแค่ล้อเล่นกับคุณหนูลู่เป็นแน่!”


ฮูหยินถานรีบแก้ต่างให้บุตรสาวตัวเอง ท่าทางลุกลี้ลุกลนมาก


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองนางอย่างเย็นชา ก่อนจะคลี่ยิ้มหวาน พลางกล่าว “นั่นสินะ เด็กไม่รู้ความอะไรหรอก ต้องเป็นผู้ใหญ่แน่ๆ ที่คอยพูดกรอกหูให้ฟังทุกวัน นางถึงจำได้ดีเช่นนี้ ใช่หรือไม่?”


ฮูหยินถานนิ่งอึ้ง แต่พอได้สติกลับมาก็รีบแก้ตัวทันที “ไม่ใช่นะเจ้าคะ! ไม่ใช่ข้านะ ข้าเปล่า!”


ลู่ไป่ชวนเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ในเมื่อทุกท่านดูแคลนตระกูลลู่ของพวกเราตั้งแต่แรกเหตุใดยังต้องเสแสร้งอีก ข้าแซ่ลู่คนนี้ไม่เคยต้องพรรคต้องพวก แค่ทำงานรับใช้เฉินอ๋องเท่านั้น พวกท่านไม่จำเป็นต้องมาประจบเอาใจ ตระกูลลู่ของพวกเราไม่ต้องการ”


“ไอ้หยา ใต้เท้าลู่! ฮูหยินลู่! เรื่องนี้ตระกูลจางของพวกเราไม่เกี่ยวด้วยเลยนะเจ้าคะ!”


ฮูหยินจางรีบโพล่งขึ้นอย่างร้อนใจ “ข้าเห็นว่าเด็กๆตระกูลลู่ได้รับการ.อบรมสั่งสอนมาอย่างดีจริงๆ ข้าชอบมาก ลูกชายของข้าเองเรียนในสำนักศึกษาก็ไม่ได้รู้จักใครมาก ก็เลยอยากให้เขาได้มารู้จักและเรียนรู้กับเหล่าคุณหนูคุณชายตระกูลลู่ ดังนั้นจึงมาขอร้องฮูหยินให้รับเขาเข้าไปฝึกงานที่ร้าน ทางเราไม่ได้มีเจตนาไม่ดีเลยนะเจ้าคะ!”


ตอนนี้ฮูหยินจางแทบจะเกลียดฮูหยินถานเต็มขั้น เมื่อวานตอนที่เดินซื้อของด้วยกัน ฮูหยินถานไม่ได้เป็นเช่นนี้เลย คำพูดคำจาของนางแสดงออกถึงความจริงใจมากกว่านางด้วยซ้ำ ท่าทางแทบ.อดใจรอไม่ไหว อยากเห็นบุตรสาวเก่งเหมือนเหลียนฮวาเร็วๆก็มิปาน


แต่ไม่อยากเชื่อเลยว่า ลับหลังกลับแอบนินทาตระกูลลู่ไม่เป็นชิ้นดีเช่นนี้ ทั้งยังให้บุตรสาวตัวเองเอาออกมาพูดข้างนอกอีก นี่ไม่เรียกว่าการทำร้ายคนอื่นหรือ?


ฮูหยินจางเป็นสตรีร่างท้วม และจางอวิ่นก็เป็นขุนนางระดับสี่ ตามหลักแล้วไม่ต้องทำความเคารพมากมายก็ได้ ทว่าตอนนี้กลับคุกเข่าลงอย่างไม่ลังเล ก้มตัวลงแทบติดพื้น เพื่อแสดงความจริงใจของตัวเอง


จางจื่อชังก็พอรู้จักเอาตัวรอดอยู่บ้าง เห็นท่านแม่ทำเช่นนั้นก็ร้องไห้ทันที “ฮือๆๆ ข้าไม่ได้ด่าใครนะขอรับ ข้าแค่เยาะเย้ยเซี่ยอวี้หลานที่พ่อของนางทำเรื่องไม่ดีเท่านั้นเอง ฮือๆๆ ต่อไปข้าไม่กล้าทำอีกแล้วขอรับ!”


เรื่องที่เกิดขึ้นกับผู้ว่าการเมืองทุกคนรู้กันถ้วนทั่ว ไม่ใช่ความลับอะไร ตอนที่เขาอยู่ในสำนักศึกษาก็ได้ยินคนพูดกันทุกวัน


อีกอย่าง เขาไม่ได้กล่าววาจาหยาบคายรุนแรงขนาดนั้น แต่ยอมรับว่าหลังจากที่โดนเหลียนฮวาชกต่อย เขาโกรธมากจนพ่นคำดูแคลนคนทำการค้าไปบ้างจริงๆ


ตอนที่เกิดเรื่องที่ร้านเขาถูกเหลียนฮวาสั่งสอนไปแล้ว กลับจวนมาก็ถูกท่านพ่อท่านแม่รุมดุด่าต่อว่าแล้ว ตอนนี้ยังให้เขาคุกเข่ารับผิดอยู่ตรงนี้อีก จนถึงตอนนี้เขายังไม่ได้กินข้าวกินปลาเลย เขารู้ว่าตัวเองผิดแล้ว


นอกจากถานเสวี่ยเอ๋อร์ คนอื่นๆ ต่างก็พากันขอโทษแต่โดยดี ไม่ว่าในใจจะคิดเช่นไร อย่างน้อยตอนนี้ต้องขอโทษเอาไว้ก่อนเรื่องจะได้จบ


แต่ถานเสวี่ยเอ๋อร์ยังคงคิดว่าตัวเองเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ จะไม่ยอมก้มหัวให้ใครทั้งนั้น นางจับจ้องหน้าเหอจิ่วเหนียงเขม็งด้วยสายตาไม่พอใจ


เมื่อวานคนที่เสนอเรื่องนี้เป็นคนแรกคือฮูหยินจาง ไม่ว่าทำอะไรฮูหยินจางก็เป็นคนที่กระตือรือร้นมากที่สุด ฮูหยินจางผู้นี้ดูๆไปแล้วก็ดูไม่มีเล่ห์เหลี่ยมอะไร ภายนอกท่าทางสุภาพเป็นมิตร เหอจิ่วเหนียงดูออกว่าใครจริงใจใครเสแสร้ง เพียงแต่บุตรชายของนางขาดการ.อบรมสั่งสอนจริงๆ ดังนั้นวันนี้จึงถูกเรียกมาด้วย


ครอบครัวอื่นก็รีบแสดงความสำนึกผิดเช่นกัน แม้จิตใต้สำนึกของพวกเขาจะไม่ได้บริสุทธิ์เท่าตระกูลจาง แต่การที่พวกเขามีความตั้งใจอยากให้บุตรหลานของตัวเองคลุกคลีกับเด็กๆตระกูลลู่ก็เป็นเรื่องดี ไม่แน่อนาคตอาจมีเรื่องดีๆเกิดขึ้นก็ได้


แม้จะมีความคิดแง่ลบต่อตระกูลลู่อย่างไร แต่พวกเขาก็ไม่เคยปริปากพูดออกมา ลูกๆจึงย่อมไม่รับรู้ด้วย ดังนั้นแม้วันนี้เด็กเหล่านั้นจะก่อเรื่องเช่นกัน แต่ก็แค่รู้สึกว่างานในร้านหนักเกินไป ก็เลยเอะอะโวยวายกันเท่านั้น ไม่ได้ด่าทอเหยียดหยามคนอื่นเหมือนอย่างที่ถานเสวี่ยเอ๋อร์ทำ


ส่วนเด็กคนนั้นที่ช่วยถานเสวี่ยเอ๋อร์ เป็นเพราะปกติก็สนิทสนมกับถานเสวี่ยเอ๋อร์อยู่แล้ว และเริ่มแรกก็เป็นโยวยาโถวที่ลงมือตบตีถานเสวี่ยเอ๋อร์ก่อน พวกนางจึงเข้าไปช่วยดึงโยวยาโถวแยกออกมาเท่านั้น แต่คิดไม่ถึงว่าถานเสวี่ยเอ๋อร์จะฉวยโอกาสนั้นตบตีโยวยาโถว ทั้งยังกระทำหนักอีกด้วย


บาดแผลรอยข่วนบนใบหน้าของโยวยาโถว ล้วนเป็นฝีมือของถานเสวี่ยเอ๋อร์ทั้งสิ้น


เรื่องราวก็ประมาณนี้ 


เหอจิ่วเหนียงไม่อยากจะยืดเยื้อกับพวกเขาอีกต่อไป “อย่างไรวันนี้หลานสาวของข้าก็เจ็บตัวเจ็บใจไปแล้ว พวกเจ้าต้องขอโทษ โดยเฉพาะคุณหนูถาน เจ้าข่วนหน้าโยวยาโถวไปตั้งหลายแผล ก็ต้องให้โยวยาโถวข่วนเจ้ากลับสักสองสามแผล ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้ไม่จบแน่!”


ใบหน้าของโยวยาโถวถึงขั้นเลือดตกยางออก หากไม่ใช่เพราะนางเป็นหมอมากฝีมือ สามารถปรุงยาลบรอยแผลเป็นได้ละก็ ใบหน้าของหลานสาวนางต้องถูกเด็กเปรตนี่ทำเสียโฉมไปตลอดชีวิตแล้วเป็นแน่แท้


คาดว่าอีกเหตุผลหนึ่ง ถานเสวี่ยเอ๋อร์คงเห็นว่าโยวยาโถวหน้าตางดงามกว่านาง จึงจงใจข่วนหน้านางเช่นนั้นแน่ๆ


สองสามีภรรยาตระกูลถานได้ยินดังนั้นก็แตกตื่นมาก จนรีบรุดคุกเข่าลงทันที


ตอนที่ 566: ข้าหาเรื่องแล้วมีคนรับผิดชอบให้ แต่ท่านไม่มี


ใบหน้าเป็นสิ่งสำคัญที่สุดสำหรับสตรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับครอบครัวที่มีสถานะทางสังคม ผู้หญิงที่เกิดมาในครอบครัวเช่นนี้ต้องอาศัยทั้งการอบรมสั่งสอนตามหลักมาตรฐานจริยธรรมและรูปร่างหน้าตาในการหาคู่ครองที่เหมาะสม เพื่อส่งเสริมความรุ่งโรจน์ของวงศ์ตระกูลสืบไป


หากปล่อยให้แม่นางน้อยผู้นั้นข่วนหน้าเสวี่ยเอ๋อร์ เช่นนั้นอนาคตของเสวี่ยเอ๋อร์ก็ต้องพังไม่เป็นท่า ความตั้งใจที่พวกเขาอบรมเลี้ยงดูบุตรสาวคนนี้มาก็สูญเปล่าทั้งหมดน่ะสิ!


“ฮูหยินลู่ ก็แค่เรื่องเด็กทะเลาะกัน พวกเราให้เสวี่ยเอ๋อร์ขอโทษคุณหนูลู่แล้ว อย่าให้ถึงขั้น…”


“หืม ฮูหยินถานมีความเห็นอย่างนั้นหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงพูดขัด มองคนมีความเห็นพลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา วาจาของฮูหยินถานหลังจากนั้นจึงติดอยู่ในลำคอ


ลู่ไป่ชวนกล่าว “พูดเช่นนี้ก็หมายความว่าพวกท่านไม่ยอม?”


ถานอวิ๋นเฟย–ผู้นำตระกูลถามรีบอธิบาย “ไม่ใช่เช่นนั้นนะขอรับ พวกเรารู้ว่าทำผิดต่อคุณหนูลู่ พวกเรายินดีชดใช้ขอรับ!”


ฮูหยินถานรีบสำทับ “ใช่ ใช่เจ้าค่ะ! พวกเรายินดีชดใช้! คุณหนูลู่ต้องการเท่าไร พวกเรายินดีชดใช้ไม่เกี่ยงงอน เพื่อแสดงความขอโทษจากใจจริงเจ้าค่ะ!”


วาจานี้ช่าง…


ครอบครัวลู่ไม่ทันได้พูดอะไร ฮูหยินจางที่อยู่ข้างๆ ก็โพล่งขึ้นเสียก่อน


“ใต้เท้าถาน ฮูหยินถาน พวกท่านประเมินตัวเองสูงเกินไปแล้วกระมัง พวกท่านคิดว่าตระกูลลู่ขัดสนเงินทองหรืออย่างไรถึงอยากได้เงินของพวกท่านน่ะ?”


ฮูหยินจางพูดพร้อมมองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเปี่ยมความรังเกียจ รู้สึกว่าสองสามีภรรยาแซ่ถานคู่นี้ไม่รู้จักเจียมตัวเอาเสียเลย


ลู่ไป่ชวนมีตำแหน่งขุนนางอยู่ทนโท่ ทั้งยังเป็นลูกน้องผู้มีความสามารถที่สุดประจำตัวของเฉินอ๋องอีก รางวัลที่เขาได้รับตลอดการทำงานนั้นไม่ต้องพูดถึงเลย


ไหนจะภรรยาของเขาอีก เหอจิ่วเหนียงเป็นถึงหมอค่าตัวแพงประจำโรงหมออวี้หยวน ทั้งยังเป็นเจ้าของกิจการมากมายหลายอย่าง ทั้งร้านเป็ดดำลู่ หรือหอเจียย่วนล้วนทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำทุกวัน สามีภรรยาคู่นี้ล้วนยืนหนึ่งในฐานะทางการเงิน ฐานะอย่างพวกเขาดูเหมือนคนขัดสนเงินทองหรืออย่างไร


สดับวาจาฮูหยินจาง สีหน้าของสองสามีภรรยาตระกูลถานพลันย่ำแย่.ลงอย่างหนัก


พวกเขาย่อมรู้อยู่แล้วว่าตระกูลลู่ไม่ได้ขัดสนเงินทอง แต่ในใจลึกๆก็ยังคิดว่า ตระกูลลู่เพิ่งจะมีฐานะ มีตำแหน่งลาภยศได้ไม่นาน รากฐานทางทรัพย์สินไม่มีทางทัดเทียมกับพวกเขาที่เริ่มก่อร่างสร้างตัวมาตั้งแต่รุ่นบรรพบุรุษแน่นอน


อีกอย่าง คนบ้านนอกก็เห็นเงินทองเป็นพระเจ้าไม่ใช่หรือ ตราบใดที่พวกตนเสนอผลประโยชน์ให้มากพอ ครอบครัวบ้านนอกครอบครัวนี้ย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน


ทว่าสุดท้ายกลับถูกสตรีอ้วนแซ่จางนี่ทำพังลงจนได้!


“พวกเราไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…”


ฮูหยินถานคิดจะอธิบายอย่างยากลำบาก แต่พออ้าปากก็ไม่รู้ควรพูดเช่นไร จึงอ้ำๆอึ้งๆไปชั่วขณะ


เหอจิ่วเหนียงปรายตา.มองนาง แล้วกล่าว “ตอนนี้มีทางเลือกแค่สองทาง 


หนึ่ง–ให้เด็กๆจัดการกันเองตามวิธีของพวกเขา 


หรืออีกอย่าง–ให้ข้าลงมือเอง เพียงแต่หากข้าลงมือเอง ข้าอาจจะควบคุมน้ำหนักไม่อยู่ ถึงตอนนั้นใบหน้าของคุณหนูถานก็คงจะไม่ใช่แค่รอยแผลข่วนแล้ว”


นางขี้เกียจจะเสวนากับคนเช่นนี้ให้มากความ หาก.ลงมือได้นางจะไม่เสียเวลาเลยแม้แต่พริบตาเดียว ถึงอย่างไรนางก็ไม่มีทางให้โยวยาโถวต้องเป็นฝ่ายเสียเปรียบแน่นอน มิฉะนั้นนางจะอธิบายกับพี่รองและพี่สะใภ้รองอย่างไร


สองสามีภรรยาสกุลถานตกใจกลัวมาก มองเหอจิ่วเหนียงด้วยความหวาดหวั่น


นางพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร หรือว่านางเป็นผู้ใหญ่ที่ถือสาหาความกับเด็กจริงๆ


ความจริงนี่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร เหตุใดตระกูลลู่ถึงไม่ยอมเลิกราเสียที!


ฮูหยินถาวแอบกระตุกแขนเสื้อสามีตนเอง เป็นสัญญาณให้เขารีบหาทางออกเรื่องนี้


ถานอวิ๋นเฟยก็โกรธเกรี้ยวจนกัดฟันกรอด แม้ตอนนี้ตระกูลลู่เป็นที่โปรดปรานของเฉินอ๋องจริง และพวกเขาก็อยากสานสัมพันธ์ด้วยจริงๆ ดังนั้นจึงได้ส่งบุตรสาวไป.อดทนลำบาก แต่ถ้าให้พูดจริงๆ คนพวกนี้ก็เป็นแค่ชาวนาบ้านนอกเท้าเปื้อนโคลน ยังคิดว่าตัวเองเป็นขุนนางใหญ่โตจริงๆอีก


คิดจะสั่งสอนลูกสาวของเขา ไม่เห็นแก่หน้าของเขาเลย!


“ฮูหยินลู่ ในเมื่อใต้เท้าลู่ก็อยู่ตรงนี้ด้วย ฮูหยินเป็นแค่ผู้หญิง อย่าได้ตัดสินเองตามอำเภอใจจะดีกว่า ข้าเชื่อว่าใต้เท้าลู่ต้องมองถึงส่วนรวมแน่นอน! เสวี่ยเอ๋อร์มีความผิดจริง แต่ก็เป็นแค่เรื่องของเด็กๆขอโทษคุณหนูลู่ก็น่าจะเพียงพอแล้ว เหตุใดต้องยึดติดกับเรื่องเล็กๆน้อยๆแค่นี้ด้วย ใช่หรือไม่ขอรับใต้เท้าลู่?”


ใต้เท้าถานมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาเหยียดหยาม ผู้หญิงบ้านนอกคนนี้โอหังยิ่งนัก ถึงรูปร่างหน้าตาจะงดงามปานเทพเซียน แต่กลับปกปิดความหยาบกระด้างที่ติดตัวมาไม่ได้เลยแม้แต่น้อย


ลู่ไป่ชวนหันไปมองคนพูด เห็นท่าทางหยิ่งยโสของเขาแล้วก็อดกระตุกมุมปากไม่ได้


เขาไม่ได้กล่าวอะไร เพียงแค่สะบัดมือเล็กน้อย


พลันนั้นร่างของถานอวิ๋นเฟยก็กระเด็นลอยไปไกล


จังหวะนี้นางซุนถึงกับสะใจไม่น้อย เมื่อครู่หากไม่ใช่เพราะสะใภ้สามรั้งไว้ละก็ นางคงพุ่งเข้าไปสั่งสอนเจ้าบ้านี่ตั้งนานแล้ว


โตจนมีลูกมีเต้าแล้วยังไม่รู้จักพูดจักจา ปากเช่นนั้นเก็บไว้ก็ไร้ประโยชน์!


ฮูหยินถานสองแม่ลูกเห็นถานอวิ๋นเฟยถูกโจมตีก็รีบเข้าไปช่วยพยุง


ลู่ไป่ชวนกล่าวขึ้น “ข้าคิดว่าเจ้าไม่ให้เกียรติฮูหยินของข้า เช่นนั้นก็สมควรตาย”


กำลังภายในของเขาเมื่อครู่นั้นออกแรงมากไปหน่อย ตอนนี้ถานอวิ๋นเฟยรู้สึกเจ็บหน้าอกมาก อยากจะพูด แต่กลับกระอักเลือดออกมาแทน


“ลู่ไป่ชวน ท่านทำเกินไปแล้วนะ!”


ฮูหยินถานจับจ้องลู่ไป่ชวนเขม็งด้วยความเดือดดาล แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะทำขนาดนี้กับอีแค่เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ทำเกินไปแล้วจริงๆ!


“หุบปาก! ผู้ชายเขาคุยกันอยู่ เจ้าจะแทรกปากทำไม?”


ลู่ไป่ชวนปรายแววตาเย็นเยียบมองฮูหยินถาน ย้อนถามด้วยคำพูดของถานอวิ๋นเฟย


ครอบครัวลู่ได้รับการ.อบรมสั่งสอนจากนางซุน ทุกคนจึงไม่มีความคิดที่ว่าบุรุษเป็นใหญ่กว่าสตรี แม้กระทั่งการจัดการภายในบ้านก็เป็นนางซุนที่เป็นคนตัดสินใจ กิจการของครอบครัวก็เป็นเหอจิ่วเหนียงที่สร้างขึ้น ตอนนี้ก็เป็นเหล่าสตรีที่คอยดูแล ดังนั้นสตรีในครอบครัวลู่จึงไม่ได้มีสถานะต่ำต้อย แต่กลับถูกถานอวิ๋นเฟยผู้นี้ถากถาง เช่นนี้ใครจะทนได้กัน


“นี่เจ้า…”


ฮูหยินถานเดือดดาลจนพูดไม่ออก ทำได้แค่.มองสามีตัวเองด้วยความกังวลใจอย่างยิ่ง


เหอจิ่วเหนียงมองสองสามีภรรยาสกุลถานด้วยความลำพองใจ และเอ่ยกับฮูหยินถาน “คิดไม่ถึงล่ะสิว่าข้าหาเรื่องแล้วมีคนรับผิดชอบให้ แต่ท่านไม่มี”


ฮูหยินถานได้ยินดังนั้นก็ยิ่งโกรธเข้าไปใหญ่!


นางมองสามีตนเองที่อยู่ข้างๆ ที่ไม่หืออืออะไรสักอย่าง ก็ยิ่งกัดฟันกรอดด้วยความโกรธจนฟันกรามแทบจะแตกแล้ว


เหอจิ่วเหนียงหันไปบอกกับพวกเด็กๆในบ้านตัวเอง “พวกเจ้าไปจับตัวพวกเขาไว้ อย่าให้มาขวางการเอาคืนของโยวโยวได้”


ในที่สุดพวกเด็กๆก็ได้ยินคำอนุญาตให้ลงมือได้เสียที พวกเขาจึงรีบพุ่งเข้าไปจับตัวคนของตระกูลถานด้วยความตื่นเต้นทันทีไม่รีรอ


ตระกูลถานพาบ่าวรับใช้มาด้วย แต่พวกเขาไม่คิดว่าจะต้องมาปะทะกำลังกัน บ่าวรับใช้ที่พามาล้วนเป็นบ่าวรับใช้กับสาวใช้ธรรมดาเท่านั้น ไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อต้าน และยิ่งไม่ใช่ตู่ต่อสู้ของเด็กๆตระกูลลู่กลุ่มนี้เลย


รวมถึงสองสามีภรรยตระกูลถานก็ถูกพวกเด็กๆครอบครัวลู่จับตัวไว้ เหลือแค่ถานเสวี่ยเอ๋อร์คนเดียวเท่านั้น


และแล้วในที่สุด ถานเสวี่ยเอ๋อร์ก็ได้สัมผัสกับความรู้สึกหวาดกลัวแล้วจริงๆ


เมื่อครู่ที่นางไม่กลัว ก็เพราะมีท่านพ่อท่านแม่อยู่ข้างๆ ไม่ว่าอย่างไรท่านพ่อท่านแม่ก็ต้องปกป้องนางแน่นอน แต่ตอนนี้พ่อของนางได้รับบาดเจ็บแล้ว พวกบ่าวไพร่ที่พามาก็ถูกควบคุมตัวไว้ ไม่มีใครช่วยนางได้เลย


และในตอนนี้ ลู่โยวโยวเดินมุ่งหน้ามาที่นางแล้ว


เด็กสาวแซ่ถานก้าวถอยหลังโดยไม่รู้ตัว สองมือสั่นเทาไม่อาจควบคุม


ก่อนหน้านี้ที่นางลงมือกับลู่โยวโยวได้ ก็เพราะมีคนช่วยนางจับตัวลู่โยวโยวให้ แต่ตอนนี้ไม่มีใครช่วย และนางก็รู้ว่าตัวเองสู้ลู่โยวโยวไม่ได้


นางมองหาทางคิดจะหนี แต่ลู่โยวโยวตามนางมาทันภายในชั่วพริบตา ยกขาถีบนางจนล้มไปกับพื้น จากนั้นก็ขึ้นคร่อมบนตัวนาง ง้างมือข่วนใบหน้านางทันที


“อ๊า! อ๊า! อ๊า! หน้าข้า! ท่านพ่อ ท่านแม่ ช่วยข้าด้วย ฮือๆๆ…”


คุณหนูถานตะโกนกรีดร้องด้วยความหวาดกลัว แต่บิดามารดาของนางกลับไม่สามารถเข้ามาช่วยเหลือได้ เนื่องจากพวกเด็กๆตระกูลลู่ที่ดูภายนอกอายุยังน้อย แต่ละคนล้วนมีพละกำลังเหลือล้น พวกเขาขัดขืนไม่ได้เลย


ตอนที่ 567: นางยอมรับว่าฮ่องเต้เป็นปืนกระบอกหนึ่งของนาง


โยวยาโถวก็ใช่ว่าจะทำอะไรเกินขอบเขต นางไม่ได้เอาคืนถานเสวี่ยเอ๋อร์จนเกินไป แค่ข่วนใบหน้าอีกฝ่ายตามตำแหน่งและจำนวนเท่ากับรอยแผลบนใบหน้าของตัวเองเท่านั้น นี่เป็นสิ่งที่อาสะใภ้สามกำชับไว้


นางรู้ว่าตอนนี้ท่านอาสามหักหน้าตระกูลถานเพื่อปกป้องนาง ดังนั้นนางจะไม่ยอมปล่อยให้ตัวเอง.ตกเป็นเป้าให้ตระกูลถานมีโอกาสโจมตีกลับอีก


หลังจากเอาคืนเสร็จนางก็หยุด ลุกขึ้นมองหน้าถานเสวี่ยเอ๋อร์พลางกล่าว “เจ้าทำข้า ข้าทำเจ้ากลับ ถือว่าหายกัน!”


ถานอวิ๋นเฟย.อดทนกับความเจ็บปวดบนหน้าอก.สบถ.ออกมา “ลู่ไป่ชวน เจ้ารู้หรือไม่ว่าจุดจบของการล่วงเกินตระกูลถานเป็นเช่นไร!”


“ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน”


ทุกคน “!!!”


คิดไม่ถึงเลยว่าลู่ไป่ชวนจะพูดเช่นนี้!


พวกเขาไม่เข้าใจเท่าไร ลู่โยวโยวเด็กคนนี้ไม่ใช่บุตรสาวของลู่ไป่ชวนเสียหน่อย เหตุใดเขาต้องปกป้องนางถึงเพียงนี้ด้วย


เพื่อหลานสาวเพียงคนเดียว ถึงขั้นต้องแตกหักกับขุนนางด้วยกัน นี่ไม่ใช่ทางเลือกที่ฉลาดเลย


ถานอวิ๋นเฟยเห็นท่าทีจองหองของอีกฝ่ายก็โกรธจนควันแทบออกหู


เมื่อได้เห็นสิ่งที่ตระกูลถานได้รับ ครอบครัวอื่นก็ยิ่งไม่กล้าตั้งตนเป็นศัตรูกับครอบครัวลู่ พาบุตรหลานของตัวเองขอโทษอย่างจริงใจ ทั้งยังรับปากด้วยว่าตั้งแต่วันพรุ่งนี้จะเชื่อฟังคำสั่งสอน จะตั้งใจเรียนรู้ให้ดี ก่อนสุดท้ายจะได้รับอนุญาตให้แยกย้ายกันกลับไป


สองพี่น้องตระกูลเซี่ยมองแผ่นหลังของทุกคนที่แยกย้ายกันกลับไปด้วยอารมณ์สะเทือนใจไม่น้อย น่าอิจฉาเด็กๆตระกูลลู่จริงๆ ที่มีผู้อาวุโสอย่างลู่ไป่ชวน


ลู่โยวโยวเป็นแค่หลานสาวของใต้เท้าลู่ แต่หลังจากที่ถูกคนรังแกมา ลู่ไป่ชวนก็ยืนหยัดที่จะปกป้องคนของตัวเองเต็มที่ แต่พอย้อนคิดถึงสถานการณ์ของตัวเองก่อนหน้านี้ ยามที่ตนถูกรังแก ท่านพ่อก็แค่บอกว่าอย่าได้สร้างศัตรูไปทั่ว เพราะจะส่งผลกระทบต่อหน้าที่การงานของเขา


สิ่งที่พ่อของพวกเขาให้ความสำคัญมากที่สุดก็คือตำแหน่งขุนนางของตัวเอง แต่ลู่ไป่ชวนไม่ได้สนใจเรื่องยศตำแหน่งเลย


พวกเขาก็อยากมีท่านอาเช่นนี้เหมือนกัน มันทำให้รู้สึกปลอดภัยมากจริงๆ


“ท่านอาสาม ข้าเอาคืนนางเช่นนี้ ตระกูลถานจะ…”


โยวยาโถวมองลู่ไป่ชวนด้วยแววตากังวล นางไม่อยากสร้างปัญหาให้กับท่านอาสาม


“เจ้าทำถูกแล้ว ต่อไปหากเจอสถานการณ์เช่นนี้อีกก็ลงมือได้เลย อาสามจะเป็นคนแบกรับให้พวกเจ้าเอง”


ลู่ไป่ชวนยื่นมือลูบศีรษะหลานสาวเบาๆ พร้อมเผยรอยยิ้มเข้าใจ


“เอาละ ไปกินข้าวกันเถอะ กินเสร็จยังต้องทบทวนบทเรียนกันอีก อย่ามัวเสียเวลาอยู่ตรงนี้เลย”


“เจ้าค่ะ/ขอรับ!”


นางซุนไล่ให้พวกเด็กๆไปกินข้าว จากนั้นก็เหลือแต่พวกผู้ใหญ่


“นี่จะไม่มีปัญหาอะไรจริงๆใช่หรือไม่?”


แม้ตอนเอาคืนเมื่อครู่จะรู้สึกสะใจมาก แต่นางซุนก็รู้สึกเป็นกังวลกับเรื่องนี้มากเช่นกัน ถึงอย่างไรรากเหง้าพวกเขาก็เป็นชาวบ้านมาจากชนบท แต่คนเหล่านั้นล้วนเป็นครอบครัวตระกูลขุนนางมาหลายชั่วอายุคน หากว่ากันจริงๆ พวกเขาแทบไม่มีโอกาสต่อกรได้เลย


“ท่านแม่ไม่ต้องกังวลขอรับ ช่วงนี้ข้ากำลังตรวจสอบคดีลักลอบขนส่งอยู่ ตระกูลถานก็มีส่วนเกี่ยวข้องด้วย จะได้หาเหตุผลจัดการถอนรากถอนโคนทีเดียวเลย”


น้ำเสียงของลู่ไป่ชวนฟังดูผ่อนคลายมาก ไม่เก็บตระกูลถานมาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย


นางซุนกะพริบตาปริบๆ “บังเอิญถึงเพียงนี้เลยหรือ?”


“ขอรับ”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “เรื่องเหล่านี้ให้เป็นหน้าที่ข้าจัดการก็พอขอรับ ท่านแม่ไม่ต้องเป็นกังวลนะ”


ขุนนางเหล่านี้ล้วนใช้วิธีการไม่ใสสะอาดแอบสนับสนุนตัวเองกันทั้งนั้น บางครั้งเขาก็ปิดตาข้างหนึ่งปล่อยผ่านไป แต่ครั้งนี้ตระกูลถานมาหาเรื่องถึงที่ เช่นนั้นก็อย่าหาว่าเขาไม่เกรงใจก็แล้วกัน


เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้รู้สึกกังวลอะไร ถึงอย่างไรนางก็เชื่อว่าลู่ไป่ชวนจัดการได้ดีอยู่แล้ว หากจัดการได้ไม่ดี นางก็จะเป็นคนจัดการเอง


แค่ไปหาฮ่องเต้โดยตรงก็สิ้นเรื่อง…


เอ่อ… นางยอมรับก็ได้ว่าฮ่องเต้เป็นปืนกระบอกหนึ่งของนาง นางหันปลายกระบอกปืนไปทางใดย่อมยิงเป้านั้นได้ทันที


หากกล้าไม่ฟังนาง นางจะวางยาพิษเขา…


ใช่ วิธีนี้ใช้ได้ผลชะงัดอยู่แล้ว!

.....

หลังจากกินข้าวเสร็จ สองพี่น้องตระกูลเซี่ยก็ได้เห็นการแข่งขันภายในอันดุเดือดของเด็กๆตระกูลลู่อย่างแท้จริง เดิมทีคิดว่าการที่ทุกคนแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองในตอนกลางวันนั้นก็เป็นเรื่องที่เคี่ยวเข็ญมากแล้ว ปรากฏว่าตกเย็นมา พวกเขายังทบทวนความรู้อีก 


เด็กๆที่ไปเรียนที่สำนักศึกษาทำการบ้านเสร็จก็ต้องนำความรู้ใหม่ๆ ที่ได้เรียนในวันนี้มาสอนให้พวกเด็กๆที่ไปทำการค้า เด็กๆที่ทำการค้านอกจากจะต้องเรียนความรู้จากสำนักศึกษาแล้ว ยังต้องฝึกฝนความชำนาญในการใช้ลูกคิด ทั้งยังทำโจทย์เลขที่เหอจิ่วเหนียงออกแบบให้โดยเฉพาะอีกด้วย


สิ่งนี้ทำให้เซี่ยอวี้หลานถึงกับไปไม่เป็น นางทำไม่ได้จริงๆ


“ข้าสอนเจ้าเอง วิธีที่ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงสอนพวกเราเป็นวิธีที่ง่ายมากเลยละ รับรองว่าเจ้าเรียนไม่นานก็ทำได้แน่นอน!”


เหลียนฮวาสอนเพื่อนใหม่อย่างกระตือรือร้น ปรากฏว่าหลังจากสอนไปครู่ใหญ่ พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าแววตาของสหายยังคงว่างเปล่าเฉกเช่นเดิม


“ไม่เข้าใจหรือ?”


เซี่ยอวี้หลานพยักหน้า แก้มแดงเรื่อด้วยความอาย นางถนัดการแต่งบทกวีและวาดภาพ โจทย์เลขพวกนี้นางไม่เข้าใจเลยจริงๆ


“ไม่เป็นไร ข้าสอนเจ้าบ่อยๆ เดี๋ยวเจ้าก็ทำได้เอง!”


ครั้นแรกเริ่มตอนที่เหอจิ่วเหนียงให้พวกเด็กๆ ลองคิดคำนวณกันเองพวกเขาคิดเช่นไรก็คิดไม่ออก แต่พอเหอจิ่วเหนียงอธิบายให้ฟังง่ายๆ ก็เข้าใจกันทันที นั่นเป็นเพราะเด็กๆครอบครัวลู่มีพรสวรรค์เรื่องเหล่านี้พอสมควร


เหลียนฮวาจึงรู้สึกว่า วิธีการคำนวณที่นางได้เรียนรู้มาและถ่ายทอดให้สหายตอนนี้มันง่ายมาก ไม่มีใครเรียนแล้วไม่เข้าใจแน่นอน แต่คิดไม่ถึงว่าจะมาสะดุดที่เซี่ยอวี้หลาน


เซี่ยเฉินห้าวที่อยู่ข้างๆ รับหน้าที่แบ่งปันความรู้ที่เรียนมาในวันนี้ให้กับพี่สาวตัวเอง ตอนนี้พอว่างแล้ว และเห็นว่าพี่สาวเรียนวิชาเลขอย่างยากลำบากเขาจึงชะโงกหน้ามาเรียนด้วย และพบว่าวิธีการนี้ต่างจากที่ท่านอาจารย์สอนจริงๆ อีกทั้งวิธีนี้ง่ายกว่าที่ท่านอาจารย์สอนเยอะเลย


คุณชายเซี่ยที่เข้ามาเรียนทีหลังเพียงครู่เดียวก็ทำเป็นแล้ว แต่เซี่ยอวี้หลานกลับยังไม่เข้าใจเหมือนเดิม


เด็กๆครอบครัวลู่ต่างเข้ามาห้อมล้อมราวกับได้เห็นโลกใหม่ก็มิปาน ทุกคนผลัดกันอธิบายให้นางฟังคนละรอบ ตั้งใจสอนให้เซี่ยอวี้หลานทำเป็นให้ได้


เดิมทีเซี่ยอวี้หลานคิดว่า พวกเขาจะเยาะเย้ยนางเสียอีก คิดไม่ถึงว่าที่พวกเขาเข้ามาห้อมล้อมก็เพื่อมาสอนนาง ไม่ได้จะเยาะเย้ยนางเลยแม้แต่น้อย


ผู้เฒ่าลู่และนางซุนก็ถือโอกาสนี้เรียนด้วย จะรั้งท้ายพวกเด็กๆกลุ่มนี้ไม่ได้เด็ดขาด


เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนมองดูความเจี๊ยวจ๊าวของกลุ่มนักเรียนต่างวัยอยู่ครู่หนึ่งก็ปลีกตัวออกไป ทั้งสองไปที่ห้องทำงานของลู่ไป่ชวน ลู่ไป่ชวนเดินไปหยิบม้วนคดีลักลอบขนส่งมาดู


หญิงสาวนั่งลงบนตักเขาอย่างไม่เคอะเขิน ยกนิ้วลากวนเป็นวงกลม.บนแผง.อกแกร่ง และเอ่ยด้วยน้ำเสียงยียวน “ท่านอ๋องจะรู้หรือไม่นะว่าท่านกำลังใช้อำนาจแก้แค้นเรื่องส่วนตัวอยู่?”


ตอนที่ 568: ทำในสิ่งที่ตนเองถนัดให้ดีก็พอแล้ว


อยู่ด้วยกันมานานแล้ว เหอจิ่วเหนียงมักชอบแกล้งเขาด้วยท่าทางเช่นนี้เสมอ ลู่ไป่ชวนใจเต้นระส่ำ ทว่าภายนอกกลับยังคงวางท่านิ่งขรึมราวกับนักพรตชราที่ผ่านโลกมามากก็มิปาน


เขาจับนิ้วมือเล็กๆที่ซุกซนนั่นไว้ และเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ต่อให้ไม่มีเรื่องวันนี้ ตระกูลถานก็ต้องโดนตรวจสอบอยู่ดี อีกไม่นานท่านอ๋องจะกลับมา หลายๆเรื่องก็ต้องถูกตรวจสอบแน่นอน”


“นี่…ข้าสร้างปัญหาให้ท่านหรือไม่?”


ถึงลู่ไป่ชวนจะบอกว่าต่อให้ไม่มีเรื่องวันนี้ เขาก็ต้องตรวจสอบตระกูลถานอยู่ดี เพราะคดีนี้เป็นหน้าที่ที่เขาต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว แต่หลังจากเกิดเรื่องในวันนี้ขึ้นในจังหวะที่ตระกูลถานต้องโดนตรวจสอบในเร็วๆนี้พอดี คนอื่นจะมองว่านี่เป็นการเอาเรื่องงานมาอ้างเพื่อแก้แค้นเรื่องส่วนตัวก็ได้


แต่ถึงแม้จะถามเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้มีท่าทีรู้สึกผิดแม้แต่น้อย แววตาของนางเต็มไปด้วยความเจ้าเล่ห์


ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทางของภรรยาก็รู้สึกว่าน่ารักยิ่งนัก จับมือเล็กๆของนางขึ้นมาหอมอย่างอ่อนโยน ก่อนจะกล่าว “ไม่หรอก เจ้าอยากทำอะไรก็ทำได้เลย หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นข้ารับผิดชอบเอง”


“แล้วถ้าหากท่านรับผิดชอบไม่ไหวขึ้นมาล่ะ?”


ลู่ไป่ชวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยอย่างจริงจัง “ข้าก็ไปขอให้ท่านอ๋องช่วยได้”


“พรืด!”


เหอจิ่วเหนียงอดหัวเราะออกมาไม่ได้ “แล้วท่านจะแน่ใจได้อย่างไรว่าท่านอ๋องจะช่วยท่านได้ทุกเรื่อง?”


“ตอนนี้ข้ามั่นใจ แต่วันหน้าก็ไม่แน่เท่าไร แต่ข้าจะปกป้องเจ้ากับทุกคนในครอบครัวอย่างสุดความสามารถของข้าแน่นอน”


ตอนนี้เฉินอ๋องยังไม่ได้ตำแหน่งนั้นมา เขาจึงยังมีประโยชน์อยู่แล้ว เรื่องที่ไม่ใหญ่โตมาก เฉินอ๋องย่อมช่วยเหลือเขาแน่นอน แต่หากวันใดที่เฉินอ๋องได้ครองบัลลังก์เขาก็ไม่แน่ใจแล้ว เพราะการอยู่ใกล้ฮ่องเต้ก็เปรียบดั่งอยู่ใกล้เสือ ผู้ที่เป็นฮ่องเต้ ความคิดย่อมยากหยั่งถึงกว่าคนทั่วไปอยู่แล้ว


เขาไม่รู้ว่าวันนั้นจะมาถึงเมื่อไร แต่ก่อนจะถึงวันนั้น เขาต้องจัดการเรื่องครอบครัวให้เรียบร้อยก่อนแน่นอน เพื่อให้แน่ใจว่าคนในครอบครัวจะไม่ถูกเกี่ยวพันด้วย


เหอจิ่วเหนียงพึงพอใจกับคำตอบของเขามาก ปกติสามีไม่ค่อยเอ่ยคำหวานเท่าไรนัก แต่พอพูดทีก็ทำให้รู้สึกสุขใจไปนานทีเดียว


เขาคิดการณ์ไกล คำนึงแม้กระทั่งเรื่องราชสำนักในอนาคต


เดิมทีนางคิดว่า ลู่ไป่ชวนผู้ที่มอบกายถวายชีวิตทำงานให้เฉินอ๋องอย่างหนักมานานหลายปี ในใจคงไม่มีความคิดแง่อื่นต่อเฉินอ๋องแน่ แม้แต่ตอนที่ไปเมืองหลวงคราวก่อน ท่าทีที่เฉินอ๋องมีต่อลู่ไป่ชวนก็ดีมากทีเดียว นางที่มองจากมุมมองคนนอกยังอดคิดไม่ได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขายังเหนียวแน่นลึกซึ้งยิ่งกว่าสหายพี่น้องเสียอีก ไม่คิดเลยว่าลู่ไป่ชวนกลับมีความคิดอีกมุมหนึ่งที่เกินคาดเช่นนี้ซ่อนไว้


“ฮี่ๆๆ เข้าใจแล้ว!”


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะคิกคัก พลางเอื้อมมือลูบไล้ใบหน้าของเขา หยิกแก้มเขาเบาๆอย่างเพลิดเพลิน


หญิงสาวถามต่อขณะมือยังคงหยอกเย้าอยู่บนใบหน้าคมคาย “เราจะไปเมืองหลวงเมื่อไรหรือ ข้าจะได้แจ้งทางโรงหมอ?”


“อีกสามวัน ข้าเองก็ต้องจัดการงานที่หน่วยเหมือนกัน”


“ตกลง เช่นนั้นท่านตามสบายนะ ข้าจะออกไปดูพวกเด็กๆสักหน่อย!”


กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็เด้งตัวลุกขึ้นทันที ไม่สนใจสามีที่นางหยอกเย้าเมื่อครู่เลยแม้แต่น้อย


ลู่ไป่ชวน “???”


ชายหนุ่มก้มมองตักตนเองด้วยใจเหี่ยวเฉา แต่ไม่เป็นไร ไม่ต้องรีบหรอก อีกเดี๋ยวก็ดึกแล้ว!

.....

ตอนที่เหอจิ่วเหนียงออกไป พวกเด็กๆกับสองสามีภรรยาชราล้วนตั้งใจเรียนกันอย่างขมักเขม้น ภายใต้แสงไฟที่สะท้อนผ่านตะเกียงที่แขวนอยู่กลางวง ทุกคนยังคงสอนโจทย์เลขให้กับเซี่ยอวี้หลานอย่างเคร่งเครียด


ตอนนี้พวกเด็กๆรู้สึกยอมแพ้เล็กน้อย พวกเขาไม่ได้คิดว่าเซี่ยอวี้หลานโง่เขลา แต่รู้สึกว่าพวกเขาเองต่างหากที่ไร้ความสามารถ รู้สึกว่าตัวเองสอนได้ไม่ดีเหมือนกับท่านอาสะใภ้ ตอนนั้นอาสะใภ้อธิบายให้พวกเขาฟัง พวกเขาก็เข้าใจทันที แต่พอมาสอนให้เซี่ยอวี้หลาน กลับรู้สึกว่าตัวเองถ่ายทอดได้ไม่ดีเลย


เซี่ยอวี้หลานหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย ที่ผ่านมานางคิดว่าตัวเองก็ฉลาดพอสมควร แต่มาวันนี้แค่โจทย์เลขไม่กี่ตัวกลับยากจนท้อใจ ถึงขั้นเริ่มตั้งคำถามกับตัวเองแล้วว่า ตกลงนางโง่ถึงขั้นนี้เลยหรือ


น้องชายของนางกับผู้เฒ่าทั้งสองก็ทำได้แล้ว มีแค่นางที่ยังทำไม่ได้เสียที ชั่วขณะนั้นนางจึงรู้สึกละอายใจขึ้นมา


ขณะที่กำลังรู้สึกท้อแท้ทั้งคนสอนคนเรียน เหอจิ่วเหนียงก็เดินเข้ามาพอดี เมื่อเด็กๆเห็นนางก็รีบเรียกทันที “ท่านอาสะใภ้เจ้าคะ รีบมาเร็วเข้าเจ้าค่ะ พวกเราสอนพี่อวี้หลานไม่ได้เจ้าค่ะ!”


คนที่เรียกอย่างกระตือรือร้นคือโยวยาโถว เมื่อครู่นางเพิ่งลงมือแก้แค้นคนมา ตอนนี้จึงรู้สึกกระปรี้กระเปร่ามาก เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงจึงตะโกนเรียกนางเป็นคนแรก


ตอนที่เหอจิ่วเหนียงเดินเข้ามาดู เซี่ยอวี้หลานไม่กล้าเงยหน้าสู้สายตาเลย นางก้มหน้างุด กำกระโปรงแน่น ท่าทางขาดความเชื่อมั่นในตัวเองและเกรงกลัว


เหอจิ่วเหนียงหยิบกระดาษทดที่อยู่รอบๆขึ้นมาพิจารณา ทั้งยังหันมามองกระดาษทดที่อยู่ในมือเซี่ยอวี้หลานในตอนนี้ ซึ่งถูกขีดเขียนยั้วเยี้ยจนเต็มแผ่นไปหมด แต่พอดูอย่างละเอียดก็ดูออกว่า มีการเขียนลำดับขั้นตอนชัดเจน เพียงแต่นางยังไม่เข้าใจก็เท่านั้น


“ฮูหยิน ขะ…ข้า…ข้าพยายามแล้วเจ้าค่ะ แต่ยังทำไม่ได้…”


คุณหนูเซี่ยยอมรับสภาพอย่างกล้าๆกลัวๆ รู้สึกว่าตัวเองหมดปัญญาจริงๆ ไม่รู้จะทำเช่นไรแล้ว ทั้งๆที่นางตั้งใจเรียนมาก แต่ก็ยังไม่เข้าใจอยู่ดี


แต่สหายข้างกายเหล่านี้ยังคงกระตือรือร้นมาก สอนให้นางโดยไม่มีท่าทีรำคาญหรือรังเกียจเลย เสียเวลาคนอื่นไม่ว่า แต่นางก็ยังไม่เข้าใจอีก ฮูหยินลู่คงไม่รังเกียจที่นางโง่จนพรุ่งนี้ไม่ให้นางมาแล้วกระมัง


เมื่อคิดถึงตรงนี้เด็กสาวก็เม้มริมฝีปากแน่น


“เหตุใดถึงพูดเช่นนี้ล่ะ ข้าไม่ได้ตำหนิเจ้าสักหน่อย ไม่เข้าใจก็เป็นเรื่องปกติ ไม่เห็นเป็นไรเลย”


เหอจิ่วเหนียงสัมผัสได้ถึงความกังวลของนาง จึงยื่นมือไปลูบศีรษะเบาๆเพื่อปลอบโยน


เซี่ยอวี้หลานประหลาดใจที่ตนเองยังได้รับความเมตตา ทั้งๆที่นางโง่ถึงเพียงนี้ นึกไม่ถึงว่าฮูหยินลู่จะไม่โกรธ


“แต่ว่าข้า…”


“ไม่มีแต่ นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ซะหน่อย เจ้าตอบคำถามข้าเพียงอย่างเดียวก็พอ …เมื่อครู่ตอนที่พวกเขาสอน เจ้าตั้งใจเรียนหรือไม่?”


เซี่ยอวี้หลานพยักหน้าหนักแน่นทันที “ตั้งใจเจ้าค่ะ! เพียงแต่ไม่ว่าอย่างไรข้าก็ไม่เข้าใจ ข้า…”


น้ำเสียงของนางสั่นเครือเล็กน้อย เห็นชัดว่าขืนพูดต่อคงร้องไห้ออกมาเป็นแน่


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “อย่าร้องไห้ มีอะไรน่าร้องไห้กัน ทำไม่ได้ก็ไม่ต้องทำแล้ว ถึงอย่างไรเจ้าก็ผ่านความพยายามมาแล้ว เมื่อพบว่าตัวเองทำไม่ได้ก็ไม่ต้องฝืน สิ่งเหล่านี้ปกติก็ไม่ได้ใช้ในชีวิตประจำวัน ที่ให้พวกเขาเรียนก็แค่คิดว่าพวกเขาเหมาะที่จะเรียนเท่านั้นเอง แต่ละคนมีความถนัดไม่เหมือนกัน สิ่งที่เจ้าถนัดก็อาจเป็นสิ่งที่ยากมากๆ สำหรับพวกเขาก็ได้ เจ้าแค่ทำในสิ่งที่เจ้าถนัดให้ดีที่สุดก็พอแล้ว”


ที่เหอจิ่วเหนียงตั้งโจทย์นี้ให้พวกเขา ก็แค่อยากให้พวกเขาได้ฝึกสมองก็เท่านั้น และค่อยๆเพิ่มความยากตามระดับพัฒนาการของพวกเขาทีละขั้น ไม่ได้คาดหวังว่าทุกคนจะต้องทำเป็นหมด


และเซี่ยอวี้หลานแค่ดูก็รู้ว่าเป็นเด็กสายศิลป์ ย่อมไม่เข้าใจตัวเลขที่ซับซ้อนเหล่านี้อยู่แล้ว และการที่ไม่เข้าใจก็เป็นเรื่องปกติ


และเพราะความแตกต่างเช่นนี้ ในยุคสมัยปัจจุบัน จึงได้มีการแบ่งหลักสูตรการเรียนการสอนออกเป็นสายวิทย์ฯ และสายศิลป์ฯ


เด็กๆได้ยินวาจาของอาสะใภ้ก็ไม่ได้รู้สึกเสียใจเท่าไรแล้ว เดิมทีพวกเขาคิดว่า ทุกคนจะต้องทำได้ หากไม่เข้าใจก็ต้องพยายามจนกว่าจะทำได้


แต่ท่านอาสะใภ้บอกว่า ถ้าพยายามเต็มที่แล้วแต่ยังทำไม่ได้ ก็ไม่ต้องฝืน ให้ทำในสิ่งที่ตัวเองถนัดให้ดีที่สุดก็พอแล้ว


พวกเขาทึ่งกับคำพูดนี้มากจริงๆ


นางซุนและผู้เฒ่าลู่ได้ฟังก็ไม่เอ่ยขัดแต่อย่างใด พวกเขาอาจไม่ได้มีความรู้มากนัก แต่ก็รู้ดีว่าในเวลานี้ไม่ควรพูดแทรก เพราะสะใภ้สามอบรมสั่งสอนเด็กๆได้เป็นอย่างดี ในเมื่อนางบอกว่าไม่ต้องเรียน นั่นก็หมายความว่าไม่จำเป็นต้องเรียนจริงๆ


อีกอย่าง พวกเขาก็เห็นด้วยเช่นกันว่า บางอย่างก็ไม่อาจฝืนบังคับกันได้จริงๆ เด็กๆทั้งกลุ่มห้อมล้อมช่วยกันสอนแม่นางน้อยสกุลเซี่ยอยู่นานมากแต่นางก็ยังไม่เข้าใจ จนเด็กๆเสียเวลาไปทั้งคืนเปล่าๆ ไม่ได้ทำอย่างอื่นเช่นนี้


ตอนที่ 569: มอบหมายงานให้ผู้เฒ่าลู่


ไม่ได้หมายความว่าพวกเด็กๆจะสอนนางผิด แค่รู้สึกว่าที่เหอจิ่วเหนียงพูดมานั้นถูกต้อง หากเรียนไม่ได้ก็ไม่ต้องเรียน ไม่มีอะไรน่ากังวลขนาดนั้น


ถิงยาโถวที่อยู่หมู่บ้านอันผิงก็ไม่ได้เรียนด้านวิชาการมากมาย ตอนนี้แค่เรียนเย็บปักถักร้อยอยู่ที่โรงงานทั้งวัน นี่ก็นับว่าเป็นทักษะความสามารถอย่างหนึ่งเช่นกัน


และแน่นอนว่าการเรียนรู้ตัวอักษรกับการคำนวณเลขพื้นฐานอย่างไรก็ต้องเรียนรู้ พอมีทักษะพื้นฐานเหล่านี้แล้วก็เพิ่มทักษะอย่างอื่นไปอีกอย่าง สามารถหาเลี้ยงชีพได้ก็เพียงพอแล้ว


“เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน”


เซี่ยอวี้หลานพยักหน้าอย่างหนักแน่น ความรู้สึกละอายใจกับความอึดอัดใจเมื่อครู่พลันมลาย


ฮูหยินลู่เป็นคนใจดีมากจริงๆ ตอนที่เจอกันครั้งแรกคิดว่านางเป็นสตรีที่เย่อหยิ่งและเย็นชามาก คิดว่าเป็นคนที่เข้าถึงยากมากซะอีก ใครจะไปรู้ว่านางจะเป็นคนจิตใจดีเช่นนี้ ราวกับดวงอาทิตย์ดวงน้อยๆที่ทอแสงประกายอบอุ่นเข้ามาหล่อเลี้ยงหัวใจนางครั้งแล้วครั้งเล่า


“เข้าใจก็ดีแล้ว แล้วก็ไม่ต้องเรียกข้าว่าฮูหยินแล้ว หากพวกเจ้าสองพี่น้องไม่รังเกียจ ก็เรียกข้าว่าอาสะใภ้เหมือนทุกคนก็ได้ เช่นนี้ดูสนิทสนมกันมากกว่า”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มเล็กน้อย พลางวางกระดาษทดในมือลง


สองพี่น้องตระกูลเซี่ยจะรังเกียจได้อย่างไร ได้เรียกนางว่าอาสะใภ้เช่นนี้ ช่างเป็นเกียรติมากจริงๆ


ไม่นานนักบ่าวรับใช้ของตระกูลเซี่ยก็มารับเจ้านายน้อยทั้งสองกลับจวน กว่าจะกลับได้ก็ร่ำลากันอยู่นานด้วยความอาลัยอาวรณ์ พวกเขาชื่นชอบสภาพแวดล้อมที่นี่มาก


พอสองพี่น้องออกมาจึงจะรู้ว่า ท่านแม่ก็มารับพวกเขาด้วย นางรอพวกเขาอยู่บนรถม้า ทันทีที่ทั้งสองขึ้นรถม้านางเซี่ยก็ยัดโถน้ำร้อนใส่อ้อมแขนพวกเขาอย่างอ่อนโยนทันที พลางกล่าว “คงหนาวมากสินะ รีบกอดโถน้ำร้อนคลายหนาวก่อน”


วันนี้หิมะไม่ตก แต่นั่งเรียนในลานบ้านทั้งคืนในฤดูหนาวเช่นนี้ก็หนาวมากจริงๆ ทั้งสองรีบสอดโถน้ำร้อนไว้ในเสื้อของตัวเอง ดวงตายิ้มแย้มราวพระจันทร์เสี้ยว


“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ/ขอรับ!”


ทั้งสองยิ้มอย่างมีความสุข คิดถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันนี้แล้วช่างรู้สึกตื่นเต้นและเร้าใจมากจริงๆ


“อารมณ์ดีถึงเพียงนี้ มีเรื่องดีอะไรเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ?”


นางเซี่ยเห็นบุตรทั้งสองยิ้มน้อยยิ้มใหญ่ก็อารมณ์ดีตามไปด้วย วันนี้ทั้งวันนางยังเอาแต่กังวลอยู่เลยว่าลูกๆจะปรับตัวไม่ได้ ตอนนี้ดูท่าแล้วนางคงคิดมากไป


สองพี่น้องจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ทั้งหมดให้มารดาฟัง เรื่องราวมีทั้งสุขและทุกข์ไม่ต่างจากที่นักเล่าเรื่องเล่าเลย


“ท่านแม่ ข้าชอบอาสะใภ้จิ่วเหนียงมากจริงๆ นางใจดีมากๆเจ้าค่ะ!”


เซี่ยอวี้หลานอดเอ่ยชมไม่ได้


เซี่ยเฉินห้าวเองก็พยักหน้าสนับสนุน “อาสะใภ้จิ่วเหนียงรูปโฉม.งดงาม ทั้งยังเป็นสตรีที่มีความสามารถ แถมอ่อนโยนกับพวกเราด้วย ต่อไปหากข้าจะแต่งงาน ข้าจะหาให้ได้อย่างอาสะใภ้จิ่วเหนียงขอรับ!”


วาจานี้ทำเอานางเซี่ยถึงกับหลุดหัวเราะออกมา ในใจคิดว่า ความคิดของบุตรชายคงเป็นไปไม่ได้ บนโลกนี้ใครจะเหมือนเหอจิ่วเหนียงอีก


ทว่านางกลับถามด้วยความรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “ว่าแต่เหตุใดพวกเจ้าถึงเรียกฮูหยินลู่ว่าอาสะใภ้ล่ะ?”


“ฮี่ๆๆ อาสะใภ้จิ่วเหนียงบอกว่าเรียกฮูหยินดูห่างเหินเกินไป เลยให้เรียกอาสะใภ้ จะได้ดูสนิทสนมกันมากขึ้นขอรับ!”


นางเซี่ยรู้สึกประหลาดใจมาก มีคนตั้งมากมายที่อยากเข้าหา อยากสนิทสนมกับตระกูลลู่แต่ไม่สามารถเข้าถึงได้ คิดไม่ถึงเลยว่าเหอจิ่วเหนียงจะให้เด็กสองคนนี้เรียกนางว่าอาสะใภ้อย่างง่ายดาย


“ช่างเป็นวาสนาของพวกเจ้าจริงๆ ต่อไปต้องปฏิบัติต่อนางให้เหมือนเป็นอาสะใภ้แท้ๆด้วยนะ บุญคุณที่ตระกูลลู่มีต่อพวกเรา ชาตินี้ก็คงตอบแทนไม่หมด”


นางเซี่ยกล่าวด้วยความหนักแน่น นึกถึงตอนที่ตนเองล่วงเกินนางในงานเลี้ยงคราวนั้นแล้วก็โกรธตัวเองมาก จนแทบอยากย้อนเวลากลับไปตบหน้าตัวเองสักฉาด เหตุใดถึงได้ทำเรื่องโง่เขลาเช่นนั้นนะ!


“เจ้าค่ะ/ขอรับ พวกเราเข้าใจแล้ว”


ทั้งสองตอบตกลงพร้อมกัน ผ่านไปครู่หนึ่งเซี่ยเฉินห้าวก็ถามขึ้น “ท่านแม่ ครอบครัวเรายังมีเงินอีกหรือไม่ขอรับ?”


นางเซี่ยมองบุตรชายด้วยความประหลาดใจ “เจ้าอยากทำอะไรหรือ?”


“แหะๆ ข้าอยากมาอยู่แถวสวนซีสุ่ยขอรับ เช่นนี้ก็ไม่ต้องให้รถม้ามารับส่งเช้าเย็นแล้ว”


เซี่ยเฉินห้าวยิ้มกระดากกระเดื่อง เขาก็แค่ชอบสวนซีสุ่ยมาก อยากอยู่ใกล้ๆกับตระกูลลู่มากกว่านี้


นางเซี่ยรู้สึกขบขันเล็กน้อย เจ้าเด็กคนนี้ช่างกล้าพูดจริงๆ


“อย่างคฤหาสน์สวนซีสุ่ยใช่ว่ามีเงินแล้วจะซื้อได้นะ ต้องมีทั้งเงินทั้งอำนาจ สถานการณ์ของครอบครัวเราตอนนี้ทำไม่ได้หรอก”


ตอนนี้พวกเขาสามแม่ลูกไม่มีอำนาจ หากไม่ใช่เพราะมีครอบครัวของพ่อแม่นางเซี่ยคอยช่วยเหลืออยู่ ก็ไม่รู้ว่าพวกนางจะถูกคนรังแกไปเท่าไรแล้ว ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมาซื้อคฤหาสน์แถวนี้เลย


ส่วนบุตรชายคนโตที่เป็นขุนนางอยู่เมืองอื่นก็แทบหวังพึ่งพาอะไรไม่ได้ เนื่องจากตำแหน่งของเขายังไม่สูง ต่อให้กลับมาก็เป็นเพียงแค่ขุนนางชั้นผู้น้อยที่ไม่มีใครสนใจ


“เช่นนั้นก็ไม่เป็นไรขอรับ…”


สองพี่น้องถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง ก็จริง เมื่อก่อนตอนที่ท่านพ่อของพวกเขาเป็นผู้ว่าการเมืองก็ยังมาซื้อคฤหาสน์ละแวกสวนซีสุ่ยไม่ได้เลย ตอนนี้ครอบครัวยิ่งไม่มีอำนาจ จะมีโอกาสนั้นได้อย่างไรกัน


นางเซี่ยเห็นท่าทางของบุตรทั้งสองก็คิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว “ซื้อคฤหาสน์ละแวกสวนซีสุ่ยไม่ได้ แต่บริเวณรอบนอกก็ยังพอได้อยู่นะ อีกวันสองวันแม่จะกลับไปถามท่านตาท่านยาของพวกเจ้าก่อนแล้วกัน หากซื้อได้ก็จะซื้อหลังเล็กๆสักหลัง ถึงอย่างไรพวกเราก็อยู่กันแค่สามแม่ลูก ไม่ต้องเอาหลังใหญ่มากหรอก”


“ขอรับ!/เจ้าค่ะ!”


ทั้งสองพยักหน้า ใบหน้าพลันยิ้มกว้าง ทรัพย์สินเงินทองของจวนผู้ว่าการเมือง เซี่ยเฉินห้าวก็โยกย้ายมาเป็นชื่อของมารดาทั้งหมดแล้ว ตอนนี้ในมือย่อมมีเงินอยู่แน่นอน แค่เพียงมีบ้านว่างก็สามารถซื้อได้


แม้จะอยู่บริเวณรอบนอก แต่เมื่อเทียบกับสวนซีสุ่ยแล้วก็ยังถือว่าไม่อาจเทียบได้เลย


สามแม่ลูกพูดคุยกันไปหัวเราะกันไประหว่างทางกลับบ้าน 

....

ส่วนเด็กๆตระกูลลู่ก็เตรียมตัวอาบน้ำพักผ่อน


ผู้เฒ่าลู่นั่งดูดยาสูบอยู่ในลานบ้าน นางซุนนั่งอ่านตัวอักษรใหม่ที่ได้เรียนในวันนี้อยู่ข้างๆ ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็ยกม้านั่งเล็กๆมานั่งด้วย


“ท่านพ่อ ช่วงนี้ว่างหรือไม่เจ้าคะ?”


สีหน้าท่าทางของนางมองแวบเดียวก็รู้แล้วว่า นางมีเรื่องบางอย่าง ทำให้ผู้เฒ่าลู่มองข้ามไม่ได้เลย


นางซุนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่าต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ จึงขยับเข้ามาฟังด้วย ไม่อ่านตัวอักษรอีกต่อไป


“ว่างสิ เจ้ามีเรื่องอะไรหรือ?”


“ฮี่ๆๆ ข้ามีเรื่องบางอย่างอยากให้ท่านพ่อช่วยจริงๆเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้ม และเอ่ยต่อ “อีกสองสามวันข้ากับไป่ชวนจะเดินทางไปเมืองหลวงเจ้าค่ะ ทางด้านสถานบันเทิงกำลังทำการก่อสร้างใหม่ ก่อนหน้านี้เกิดเรื่องขึ้นนิดหน่อย ข้าไม่วางใจให้คนอื่นไปดูแล ก็เลยอยากขอให้ท่านพ่อไปช่วยดูหน่อยเจ้าค่ะ ข้าจะได้วางใจว่าโครงสร้างจะไม่มีปัญหาอีก”


“เฮ้อ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เองหรือ ข้าก็คิดว่าเรื่องอะไร!”


สีหน้านางซุนหงุดหงิดเล็กน้อย อุตส่าห์ขยับเข้ามาฟังอย่างตั้งใจ แต่กลับไม่ได้ฟังเรื่องสนุกอะไรเลย


ผู้เฒ่าลู่กล่าว “ได้อยู่แล้ว แต่ข้าต้องทำอะไรบ้างล่ะ หากเป็นเรื่องที่ซับซ้อนเกินไปข้าก็คงไม่ค่อยเข้าใจมากนักนะ”


“ไม่ต้องทำอะไรเลยเจ้าค่ะ แค่ไปดูทุกวัน เพื่อป้องกันไม่ให้คนงานใช้วัสดุคุณภาพต่ำ และอีกอย่างคือไม่ให้มีคนเจตนาไม่ดีแอบทำตุกติกเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงอธิบายง่ายๆ ถึงแม้ตระกูลลู่จะดูสูงส่งน่าเกรงขาม แต่ความจริงแล้วมีคนจำนวนมากที่คอยจับจ้อง คอยหาโอกาสซ้ำเติมอยู่ตลอด ในหลายครั้งก็ป้องกันเหตุการณ์ให้เกิดขึ้นไม่ได้ จึงทำได้แค่พยามอย่างถึงที่สุด เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดเหตุการณ์เหล่านั้น


“สบายมาก! ข้าไปนั่งดูอยู่แถวนั้นได้ทั้งวัน รับรองไม่ให้ใครมาฉวยโอกาสได้เด็ดขาด!”


ผู้เฒ่าลู่ตบอกรับประกัน เขาอายุปูนนี้แล้วแต่ยังสามารถช่วยงานลูกสะใภ้ได้ เขารู้สึกดีใจมาก


นางซุนกล่าวเสริม “ใช่ ถึงอย่างไรว่างๆ พ่อเจ้าก็ไปแต่หอน้ำชา เปลืองเงินแถมยังเสียเวลาอีก สู้ให้เขาไปทำเรื่องที่มีประโยชน์ซะบ้างก็ดี!”


ผู้เฒ่าลู่ถึงกับฉุนเฉียวขึ้นทันที “พูดอย่างกับเจ้าไม่ชอบไปนั่งเสียเวลาที่หอน้ำชาอย่างนั้นแหละ!”


ตอนที่ 570: อ่านตำราหมื่นเล่ม เดินทางไกลหมื่นลี้


นางซุนเหลือบมองสามี ก่อนจะตอกกลับอย่างเย็นชา “ข้าไปหอน้ำชาแต่ก็ยังช่วยหาลูกค้ามาให้ร้านของเราได้ เจ้าล่ะทำได้หรือไม่?”


หญิงชราพูดพร้อมเชิดหน้าอย่างภาคภูมิใจ เพื่อแสดงให้เห็นว่าตนเองไม่ได้ใช้เวลาโดยเปล่าประโยชน์ ยังได้ช่วยเหลือครอบครัวด้วย


สหายสูงวัยที่ออกไปกับนางเหล่านั้นล้วนเป็นคนร่ำรวยมีชาติตระกูล เวลาที่ออกไปด้วยกันก็มักหาของกินเล็กๆน้อยๆ กระแทกปากเพื่อฆ่าเวลา นางซุนจึงใช้โอกาสนั้นให้คนเอาเป็ดดำลู่มาให้ทุกคนได้กิน


ช่วงนี้เหอจิ่วเหนียงคิดค้นของกินอร่อยๆมาเพิ่ม อย่างเช่นพวกโปโปจีที่มีรสชาติเผ็ดสดชื่น กลายเป็นอีกรายการอาหารหนึ่งที่ได้รับความนิยม สหายของนางกินแล้วก็ชอบมาก ถึงขั้นซื้อกลับไปให้คนในจวนได้กินกัน


นอกจากนี้ ทุกครั้งที่ออกไป นางซุนก็มักจะสวมเสื้อผ้าแบบใหม่ๆของหอเจียย่วนที่เหมาะกับวัยของตนเอง ก็อย่างว่าแหละ เป็นสตรีไม่ว่าจะวัยใดก็รักสวยรักงามกันทั้งนั้น นางสวมชุดสวยๆ สหายได้เห็นย่อมพากันซื้อตามอยู่แล้ว


และสหายเหล่านั้นล้วนมีสถานะเป็นผู้อาวุโสในบ้าน มีอำนาจในการตัดสินใจสูง กล่าวเพียงประโยคเดียว พวกลูกหลานและบ่าวไพร่ในจวนก็พร้อมใจกันสั่งจองเสื้อผ้าตามที่นางบอกแล้ว


คนเหล่านี้ล้วนเป็นลูกค้าประจำ แถมแต่ละครั้งก็สั่งเป็นจำนวนมาก นับว่าเป็นการสร้างรายได้ให้กับกิจการครอบครัวได้จำนวนมากทีเดียว


เรื่องนี้คนในครอบครัวล้วนรู้ดี พอพูดเรื่องนี้ทีไร เหอจิ่วเหนียงก็ชื่นชมแม่สามีคนนี้ด้วยความภูมิใจเสมอ


ถูกภรรยาค่อนแคะเช่นนี้ ผู้เฒ่าลู่ก็ไม่มีอะไรจะพูดอีก เขาไปหอน้ำชาก็ไปแค่ดื่มชาจริงๆ ไม่ได้ช่วยหาลูกค้าให้มาอุดหนุนกิจการตัวเองเลย


คิดๆแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดตัวเองเล็กน้อย ได้แต่พึมพำฮึดฮัด “หึ คราวหน้าข้าจะหาลูกค้ากลับมาซื้อที่ร้านเราบ้าง!”


นางซุนปรายตามองเขา ก่อนกล่าว “เจ้าจัดการเรื่องที่สะใภ้สามกำชับไว้ให้ดีก่อนเถอะ อย่าให้พวกคนชั่วที่คิดร้ายฉวยโอกาสเล่นงานเราได้”


“เออน่า เจ้าวางใจเถอะ! นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ซะหน่อย!”


ผู้เฒ่าลู่โบกมือไปมา ก็แค่เป็นคนคุมงาน เรื่องเช่นนี้เขาถนัดอยู่แล้ว! ตอนที่สร้างบ้านกับสร้างหอบรรพชนในหมู่บ้าน เขาก็เป็นคนคุมงานเอง ทุกอย่างก็เรียบร้อยดีไม่มีปัญหาอะไร


ผู้เฒ่าลู่รับประกันเช่นนี้เหอจิ่วเหนียงก็วางใจลง ตอนนี้คนที่นางไว้ใจมากที่สุดก็คือชายชราคนนี้ ให้เขาไปคอยดูแลนางจึงจะวางใจ


นางซุนจับมือเหอจิ่วเหนียง ถามด้วยอยากรู้ “พวกเจ้าไปเมืองหลวงครั้งนี้มีเรื่องอะไรหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงตอบทันทีไม่ปิดบัง “รักษาอาการประชวรให้ฮ่องเต้เจ้าค่ะ ฝีมือข้าสุดยอดมากเลยนะเจ้าคะ อาการประชวรของฮ่องเต้ มีแค่ข้าคนเดียวที่รักษาได้”


“จริงหรือ!? ไหนเขาว่ากันว่าหมอหลวงในวังแต่ละคนฝีมืออันดับหนึ่งไม่ใช่หรือ สุดท้ายก็ยังสู้เจ้าไม่ได้เนี่ยนะ?!”


พอรู้ดังนี้ นางซุนก็หมดศรัทธากับความสามารถของหมอหลวงในวังในบัดดล สุดท้ายคนพวกนั้นก็ไม่ได้วิเสษวิโสอะไรขนาดนั้น หมอหลวงในวังยังเก่งสู้ลูกสะใภ้ของนางไม่ได้ เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรให้น่าตื่นเต้นแล้ว


“จะบอกว่าพวกเขาไม่เก่งไม่ได้นะเจ้าคะ พวกเขาก็แค่รักษาโรคที่ฮ่องเต้เป็นอยู่ไม่ได้เท่านั้นเองเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้มีเจตนาจะอวดดีและทำลายชื่อเสียงของคนอื่นเลย ตอนนี้ที่วิชาแพทย์ของนางล้ำเลิศถึงเพียงนี้ได้ ก็เพราะการตกผลึกความรู้ที่คนรุ่นเก่าถ่ายทอดกันมารุ่นต่อรุ่น นางได้ต่อยอดความรู้มาจากคนรุ่นเก่าๆ ดังนั้นจะหันกลับไปต่อว่าคนรุ่นเก่าๆไม่ได้


ภายนอกนางซุนพยักหน้าหงึกหงักคล้อยตาม แต่ในใจยังรู้สึกกังขา และรู้สึกว่าลูกสะใภ้ของตัวเองเก่งที่สุดแล้ว


“แล้วพวกเจ้าไปเมืองหลวงไปพักอาศัยกันที่ไหนหรือ พักอยู่ในจวนเฉินอ๋องหรือที่โรงเตี๊ยม? ข้าจะช่วยเตรียมของกินของใช้ให้พวกเจ้า ระหว่างทางจะได้มีอะไรกิน!”


นางซุนไถ่ถามด้วยความใส่ใจมาก คราวก่อนที่พวกเขาไปเมืองหลวง สองชรายังอยู่ที่หมู่บ้าน ไม่รู้เรื่องเหล่านี้ แต่ตอนนี้พอรู้แล้วย่อมใส่ใจเป็นอย่างมาก


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจ ยิ้มพลางกล่าว “ไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะท่านแม่ พวกเรามีที่พักเจ้าค่ะ เป็นรางวัลที่ไป่ชวนได้มา ที่เมืองหลวงก็มีคฤหาสน์เหมือนกัน ไปถึงก็พร้อมอยู่เลย ไว้รอให้สถานการณ์ทางเมืองหลวงสงบกว่านี้สักหน่อย ข้าจะพาพวกท่านไปเที่ยวนะเจ้าคะ!”


“ดีเลย ดีเลย! ข้าเองก็อยากไปเห็นกับตาเหมือนกันว่าเมืองหลวงมันเป็นเช่นไร!”


นางซุนตอบตกลงทันที แววตาฉายความตื่นเต้นดีใจ


ตอนนี้บุตรชายกับสะใภ้มีอนาคตที่ดี บุตรชายเป็นขุนนางใหญ่สร้างคุณูปการมากมาย สะใภ้ก็ยังสามารถรักษาอาการประชวรของฮ่องเต้ได้อีก นางในฐานะมารดาย่อมต้องเรียนรู้โลกภายนอกให้มากๆ วันหน้าออกไปพบปะผู้คนจะได้ไม่ทำให้บุตรชายกับสะใภ้ต้องอับอายขายหน้า


คนสูงวัยทั่วไปมักไม่ชอบเดินทางไกลๆ เพราะรู้สึกว่าการเดินทางไกลไม่ปลอดภัย และจะคิดอยู่เสมอว่า ใบไม้ร่วงกลับสู่ราก ได้ใช้ชีวิตช่วงบั้นปลายอย่างสงบสุขอยู่ในที่ที่คุ้นเคยก็พอแล้ว


ทว่านางซุนไม่ได้เป็นเช่นนั้น ระหกระเหินลี้ภัยมาไกลถึงที่นี่นางก็ผ่านมาแล้ว ได้เห็นหลายสิ่งหลายอย่างมากมายที่ไม่เคยเห็นมาก่อน และช่วงนี้ก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆไม่น้อย จนนางเข้าใจถึงความหมายของคำกล่าวที่ว่า ‘อ่านตำราหมื่นเล่ม เดินทางไกลหมื่นลี้’ อย่างแท้จริง


แม้ตอนนี้นางพยายามเรียนรู้ แต่ก็เรียนรู้ได้ไม่เร็วเท่ากับคนวัยหนุ่มสาว ดังนั้นออกไปสั่งสมประสบการณ์จากโลกภายนอกให้มากๆประกอบด้วยจึงจะดี


เหอจิ่วเหนียงยิ้ม ในใจยิ่งชื่นชอบสุภาพสุตรีซุนท่านนี้มากขึ้น ในยุคสมัยนี้สตรีผู้นี้กลับไม่ยึดติดกับความคิดโบราณเลย คนในครอบครัวลู่มีสมาชิกหลายคน แต่จิตใจเป็นหนึ่งเดียวกัน เพราะมีฮูหยินผู้เฒ่าท่านนี้อยู่เบื้องหลังนั่นเอง


สตรีที่มีสติปัญญาอันยิ่งใหญ่เช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงชื่นชมยิ่งนัก


ทางด้านครอบครัวลู่มีความสุขอบอุ่นกลมเกลียว 

....

ทว่าทางด้านตระกูลถานไม่ได้เป็นเช่นนั้น


ถานอวิ๋นเฟยสองสามีภรรยา.กลับมาถึงจวน ถานเสวี่ยเอ๋อร์ยังคงร้องไห้อย่างหนัก ทั้งจวนวุ่นวายกันไปหมด


“หยุดร้องไห้ได้แล้ว!”


ถานอวิ๋นเฟยตะคอกอย่างเดือดดาลจนถานเสวี่ยเอ๋อร์เงียบฉับไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย แม้แต่ฮูหยินถานก็ก้มหน้างุด ไม่กล้าเปล่งวาจาใดออกมา


“ให้พวกเจ้าไปผูกมิตรกับตระกูลลู่ พวกเจ้ากลับทำเรื่องบ้าๆเช่นนี้ขึ้น! ลู่ไป่ชวนนั่นเป็นถึงคนสนิทของท่านอ๋องเชียวนะ ผูกมิตรไว้เราก็จะก้าวหน้าได้เร็ว แต่เจ้าดูซิว่าตัวเองทำอะไรลงไป!”


ฮูหยินถานเอาแต่ก้มหน้าไม่กล้าปริปาก ถานอวิ๋นเฟยจึงหันไปดุด่าบุตรสาวอีกครั้ง “กว่าแม่ของเจ้าจะส่งเจ้าไปที่นั่นได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลยนะ! แต่ดูเจ้าซิ ไม่รู้จักปรับตัว แถมยังก่อเรื่องวุ่นวายพวกนี้อีก! เจ้ามันโง่ไม่มีใครเทียบจริงๆ!”


ถานเสวี่ยเอ๋อร์ที่โดนข่วนหน้าคิดว่ากลับมาแล้วจะได้รับความห่วงใยจากบิดามารดา ไม่อยากเชื่อเลยว่าท่านพ่อท่านแม่ไม่แม้แต่จะคิดเรียกหมอมาดูอาการให้นาง ทั้งยังดุด่านางสารพัด นางจึงรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจมาก ส่งเสียงร้องไห้ออกมาอีกครั้ง และแย้งเสียงสะอื้น “ท่านแม่บอกเองไม่ใช่หรือเจ้าคะว่าตระกูลลู่นั่นมีพื้นเพเป็นคนรากหญ้าไม่ต้องเก็บมาใส่ใจ ลู่โยวโยวนั่นก็เป็นแค่หลานสาวของลู่ไป่ชวน เป็นแค่เด็กอายุไม่ถึงสิบขวบด้วยซ้ำ ข้าเป็นถึงลูกสาวจวนตระกูลถาน เหตุใดต้องไปเอาอกเอาใจทำดีกับเด็กบ้านนอกแค่คนเดียวด้วย!


ไม่เพียงแค่เป็นเด็กบ้านนอกเท่านั้น มาอยู่ในเมืองหลักยังทำงานชั้นต่ำเช่นนั้นอีก เหตุใดต้องให้ลูกไปทำดีกับนางด้วย เหตุใดเจ้าคะ!”


นางยิ่งพูดก็ยิ่งเจ็บใจ ตะคอกระบายความอัดอั้นในใจออกมา รู้สึกว่าคนที่กล้ำกลืนใจที่สุดก็คือตัวนางต่างหาก นางเป็นถึงคุณหนูใหญ่แต่ต้องทนรับความกล้ำกลืนนี้


“เจ้า!”


ถานอวิ๋นเฟยโกรธจนเลือดขึ้นหน้า อยากจะตะคอกบางอย่างออกไป แต่ฮูหยินถานพูดขึ้นเสียก่อน “นั่นสิเจ้าคะ! ก่อนหน้านี้ตอนที่นายท่านมาคุยกับข้า ข้าเองก็คิดว่าไม่มีความจำเป็นเลย เป็นแค่ครอบครัวชาวนาบ้านนอก ตอนนี้อาศัยที่ตัวเองมีความดีความชอบก็เลยได้รับความโปรดปรานจากท่านอ๋อง เดี๋ยวผ่านไปสักพักก็ตกอับแล้ว เราจะไปผูกมิตรทำไมกันเจ้าคะ 


อีกอย่าง ตระกูลถานของเราก็เป็นตระกูลบุญหนักศักดิ์ใหญ่มาตั้งแต่บรรพบุรุษ แต่ไหนแต่ไรมามีแต่คนอื่นที่ต้องเข้าหามาผูกไมตรีถึงที่ เหตุใดเราต้องเป็นฝ่ายไปผูกมิตรกับพวกเขาก่อนล่ะ?”


ฮูหยินถานเอ่ยพลางกลอกตา.มองบน ไม่รอให้ถานอวิ๋นเฟยได้สวนกลับ นางชิงพูดหยามเหยียดต่อทันที “ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลลู่แต่ละคนหยาบคายกันทั้งตระกูล คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าวันนี้จะกล้าดูถูกตระกูลถานของพวกเรา นายท่าน ต้องสั่งสอนให้เห็นดีกันสักหน่อยนะเจ้าคะ!”


จบตอน

Comments