single mom ep571-580

ตอนที่ 571: ใต้เท้าลู่อะไรกัน


“หุบปาก! นางโง่!”


*เพียะ!*


ถานอวิ๋นเฟยตบหน้าภรรยาด้วยหลังมือทันทีที่สิ้นวาจาของอีกฝ่าย จนฮูหยินถานหน้าหัน ถึงกับร่างเซเกือบล้มลงไปกับพื้น


“ท่านแม่!”


ถานเสวี่ยเอ๋อร์รีบเข้าไปประคองมารดา สองแม่ลูกพลันกอดกันร้องไห้


“ข้าบอกแล้วใช่หรือไม่ว่าให้ระวังปากของเจ้าไว้ให้ดี แต่เจ้าก็ยังพูดไม่คิดต่อหน้าลูก อบรมสั่งสอนลูกจนเป็นเช่นนี้! เรื่องวันนี้เป็นความผิดของเจ้า ไม่ว่าตระกูลถานต้องชดใช้เงินเท่าไรก็ชดใช้ความเสียหายไม่ได้!”


จางอวิ๋นเฟยย่อมโกรธอยู่แล้วที่ลู่ไป่ชวนให้เด็กกลุ่มนั้นมาจับตัวห้ามเขาไว้แล้วรุมรังแกบุตรสาวของเขา


ตอนนั้นเขาในฐานะบิดากลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย


อืม จะบอกว่าไม่สามารถทำอะไรได้เลยก็ไม่ใช่เสียทีเดียว เพราะอันที่จริงเขาเลือกที่จะไม่ออกแรงขัดขืนต่างหาก เขาตั้งใจให้ตระกูลลู่สั่งสอนเสวี่ยเอ๋อร์สักหน่อย จากนั้นค่อยเจรจาดีๆกับพวกเขา และมอบของขวัญให้นิดหน่อย เรื่องนี้ก็คงจะผ่านไปได้ด้วยดี


ตอนแรกกะจะให้ภรรยาโง่เง่าเป็นคนไปจัดการ แต่คิดไม่ถึงว่านางจะยังกล่าววาจาร้ายแรงเช่นนี้ออกมา 


ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ!


แม้ตระกูลลู่จะมีพื้นเพมาจากชาวนาบ้านนอก แต่ได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากเฉินอ๋องได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ทั้งยังประทานสวนซีสุ่ยให้เขาอีก นี่ถือเป็นเกียรติอันสูงสุด


แม้ตระกูลถานจะเป็นตระกูลขุนนางเก่าแก่ที่สืบทอดอำนาจกันมานานนับร้อยปี แต่อำนาจที่สืบทอดมาจนถึงรุ่นเขาก็ค่อยๆเริ่มตกต่ำลงเรื่อยๆ จำเป็นต้องรีบเกาะขาเฉินอ๋องให้เร็วที่สุดถึงจะอยู่รอดได้


และตอนนี้ คนที่ใกล้ชิดเฉินอ๋องมากที่สุดก็เห็นจะมีแต่ลู่ไป่ชวนเท่านั้น เขาต้องคว้าโอกาสนี้ให้ได้! ต้องเกาะขาตระกูลลู่เอาไว้ให้แน่นถึงจะมีทางรอด!


เกรงว่าพรุ่งนี้เขาต้องไปจวนตระกูลลู่ด้วยตัวเองเสียแล้ว ต้องพูดคุยหาข้อยุติกันให้ชัดเจน

....

เช้าวันต่อมา


ถานอวิ๋นเฟยมาเยือนจวนตระกูลลู่พร้อมกับของขวัญล้ำค่ามากมาย แต่กลับพบว่าพวกเจ้านายในจวนไม่มีใครอยู่เลย แม้แต่นายท่านผู้เฒ่ากับเหล่าฮูหยินก็ไม่อยู่


ใต้เท้าถานรู้สึกได้ทันทีว่าคนบ้านนี้ไม่อยากเจอเขา จึงหาข้ออ้างมาหลอกเขา


เขาเอ่ย “เมื่อวานพวกเราล่วงเกินตระกูลลู่ไป วันนี้ก็เลยตั้งใจมาขอโทษ ตระกูลลู่ยอมให้ข้าเข้าพบเมื่อไรก็บอกข้าด้วยแล้วกัน ข้าจะรออยู่ตรงนี้แหละ”


กล่าวจบเขาก็ยืนอยู่หน้าประตูไม่ยอมไปไหน


สวีต้าซานไม่รู้ต้องทำเช่นไรต่อ เจ้านายของเขาไม่อยู่จริงๆ ปกติเจ้านายเขาแต่ละคนมีหน้าที่ต้องออกไปข้างนอกทั้งวัน กว่าจะกลับก็มืดค่ำ


นายท่านสามกับฮูหยินออกไปทำงานของตัวเองตั้งแต่เช้า ตอนกลางวันฮูหยินกลับมาพานายท่านผู้เฒ่าไปดูคนงานที่กำลังก่อสร้างสถานบันเทิง ส่วนพวกคุณหนูคุณชายน้อยต่างก็ออกไปทำหน้าที่ของตัวเองกันแต่เช้า จะมีใครอยู่ว่างๆมารอเขากัน


สวีต้าซานอยู่รับใช้ตระกูลลู่มานาน ย่อมรู้จักเจ้านายตัวเองดี ในเมื่อพูดแล้วถานอวิ๋นเฟยไม่ฟังเช่นนั้นก็ปล่อยเขาไป อยากยืนรอถึงเมื่อไรก็แล้วแต่ ถึงอย่างไรคนที่เหนื่อยก็ไม่ใช่ตัวเองเสียหน่อย


เขาไม่สนใจแม้กระทั่งจะส่งคนไปแจ้งเจ้านายด้วยซ้ำ เพราะคนตระกูลถานล่วงเกินคุณหนูโยวโยวของพวกเขา ไม่ว่าอย่างไรเจ้านายของเขาก็ไม่มีทางให้อภัยแน่นอน


ถานอวิ๋นเฟยยังไม่คิดว่าคนตระกูลลู่จะไม่ยอมเจอเขาจริงๆ แต่รอมาทั้งวันแล้วก็ยังไม่เห็นแม้แต่เงาใครสักคน ความโกรธของเขาจึงค่อยๆเพิ่มระดับตามระยะเวลาที่สูญไปจนแทบระเบิดออกมา


วันนี้ลมแรง หิมะตกหนัก เขายืนอยู่หน้าประตูสวนซีสุ่ยตัวแทบจะแข็งเป็นตุ๊กตาน้ำแข็งอยู่แล้ว


คนตระกูลลู่เห็นเขาเป็นตัวตลกอย่างนั้นหรือ!


ใต้เท้าถานกัดฟันกรอดจนกรามสั่น กำหมัดแน่นแล้วคลาย คลายแล้วกำสลับกันไป เขาเครียดมากจริงๆ


แต่ตระหนักถึงสถานการณ์ของตระกูลที่ตกต่ำลงในตอนนี้แล้ว เขาจำเป็นต้องเกาะขาตระกูลลู่เอาไว้ให้ได้ จึงจะช่วยให้ตระกูลถานกลับไปอยู่ในจุดที่รุ่งเรืองที่สุดได้อีกครั้ง


เขาถึงขั้นคิดวางแผนเอาไว้ในใจแล้วด้วยว่า ขอเพียงตระกูลลู่ยอมอภัยให้เขา เขาก็จะดึงลู่ไป่ชวนมาทำการค้านั้นด้วยกัน ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ผลกำไรจากกิจการนั้นงอกเงยอย่างมาก เขาได้ประโยชน์มาไม่น้อย


แต่เหนือสิ่งอื่นใด เรื่องที่เขากังวลก็คือตำแหน่งขุนนางของเขา ดำรงตำแหน่งมาจนถึงป่านนี้แล้วเขายังไม่ได้เลื่อนขั้นเสียที หากได้รับน้ำใจจากลู่ไป่ชวน ให้เขาไปขอความเมตตาจากเฉินอ๋องสักหน่อย คงมิวายเจริญก้าวหน้าอย่างก้าวกระโดดแน่นอน


เฉินอ๋องไม่ได้เป็นเฉินอ๋องคนเดิมเหมือนเมื่อก่อนแล้ว เมื่อก่อนเขาอยู่ในราชสำนักอย่างยากลำบาก ไม่เพียงต้องแย่งชิงอำนาจกับบรรดาอ๋องคนอื่นๆเท่านั้น แต่ยังมีฮ่องเต้คอยขัดขวางด้วย


แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆฮ่องเต้ถึงได้เปลี่ยนพระทัยอย่างกะทันหัน ก่อนหน้านี้ไม่นานยังสั่งกักบริเวณหลินอ๋อง ทั้งยังแบ่งอำนาจในราชสำนักที่เดิมทีอยู่ในมือขององค์รัชทายาทให้กับเฉินอ๋องไปครึ่งหนึ่งด้วย หลีกทางและหนุนหลังเขาทุกทาง อนาคตต้องสำเร็จการใหญ่เป็นแน่


ให้ลู่ไป่ชวนเอ่ยปากกับเขา ช่วยเลื่อนตำแหน่งให้ตนก็คงไม่ใช่เรื่องยาก


เขาบอกตัวเองอยู่ตลอดว่าอย่าโกรธเพียงเพราะเรื่องเล็กน้อยแค่นี้ ต้องคำนึงถึงสถานการณ์ในอนาคตให้มาก ตอนนี้เขายอมก้มหัวให้ลู่ไป่ชวนก็แค่ชั่วคราวเท่านั้น รอให้ตระกูลถานกลับมามีอำนาจยิ่งใหญ่อีกครั้งก่อนเถอะ เขาจะสั่งสอนลู่ไป่ชวนให้สาสมอย่างแน่นอน


“นายท่าน ตอนนี้ก็ยามเว่ยแล้วนะขอรับ” บ่าวรับใช้ประจำตัวเอ่ยทักสีหน้ากังวล


ถานอวิ๋นเฟยที่ตัวสั่นเทาได้ยินดังนั้นก็เพิ่งรู้ตัว


เขายืนรอท่ามกลางหิมะมาเป็นเวลาสองชั่วยามแล้ว มิน่าล่ะถึงรู้สึกว่าร่างกายชาไปทั้งตัว


“เจ้าไปถามดูซิว่าตกลงคนตระกูลลู่จะยอมเจอข้าเมื่อไร”


เขาทนไม่ไหวแล้ว ขืนรอต่อไปเช่นนี้เขาต้องตายเป็นแน่!


“ขอรับ”


บ่าวรับใช้เดินไปถาม สวีต้าซานยังคงตอบเช่นเดิม เจ้านายไม่อยู่ในจวน


ตอนนี้ในจวนก็มีแค่ฉินเจียนที่นอนรักษาตัวอยู่ในห้องนอนแขก อาการบาดเจ็บของเขาสาหัสมาก ช่วงนี้จึงอาศัยอยู่ในจวนตระกูลลู่ตลอด เหอจิ่วเหนียงจะได้ดูอาการและเปลี่ยนยาให้เขาได้สะดวก


ตอนนี้ในจวน คนที่ถือว่าเป็นเจ้านายก็มีแค่ฉินเจียนคนเดียวที่อยู่ แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นคนนอก ไม่อาจตัดสินใจเรื่องในตระกูลลู่ได้


“นี่มันชักจะเกินไปแล้วนะ! ตระกูลลู่ไม่เห็นข้าถานอวิ๋นเฟยอยู่ในสายตาเลยจริงๆ!”


ถานอวิ๋นเฟยสะบัดแขนเสื้ออย่างไม่พอใจ อยากจะหันกลับ แต่พอคิดว่าหากกลับไปตอนนี้ ความพยายามทั้งวันของเขาจะจะสูญเปล่า 


สุดท้ายเขาจึงอดทนอยู่รอต่อไป แม้จะโมโหเพียงใดก็ตาม


ปรากฏว่าไม่นานนัก มีบ่าวคนหนึ่งรีบวิ่งมารายงานด้วยความตื่นตระหนก “นายท่าน เกิดเรื่องใหญ่แล้วขอรับ! ตะ…ใต้เท้าลู่ ใต้เท้าลู่นำทหารเข้าปิดล้อมจวนแล้วขอรับ!”


“ว่าอย่างไรนะ? ใต้เท้าลู่อะไรของเจ้า?”


“ใต้เท้าลู่ ลู่ไป่ชวนขอรับ! เขาพาทหารที่หน่วยไปที่จวน บอกว่านายท่านมีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีลักลอบขนส่งสินค้าอะไรสักอย่างโดยการรับสินบน จะควบคุมตัวท่านกลับไปสอบสวนขอรับ!”


ได้ยินประโยคนี้เข้า ถานอวิ๋นเฟยรู้สึกราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางกระหม่อมในทันใด เขารอลู่ไป่ชวนอยู่หน้าสวนซีสุ่ยตลอดทั้งวัน แต่อีกฝ่ายกลับไม่ได้อยู่ในจวนจริงๆด้วย ทั้งยังนำทหารไปที่จวนเขาเพื่อตรวจค้น


ตั้งสติอยู่ครู่ใหญ่กว่าใต้เท้าถานจะตระหนักได้ว่าลู่ไป่ชวนจะตรวจค้นจวนตนเอง ทั้งยังบอกอีกว่าเขามีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีลักลอบขนส่งสินค้า เขารู้สึกได้ถึงคราวเคราะห์ทันที


“เป็นไปได้อย่างไร… มันเป็นไปได้อย่างไร!”


เขาทำเรื่องพวกนั้นด้วยความระมัดระวังเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ปิดบังทุกคนได้ เหตุใดถึงถูกลู่ไป่ชวนจับได้ล่ะ!


ต้องเป็นเรื่องเมื่อวานเป็นแน่ ที่ทำให้ลู่ไป่ชวนเกิดความคิดแก้แค้นเอาคืน จึงกุเรื่องขึ้นมา หวังจะเล่นงานตระกูลถานของเขาให้ย่อยยับ!


เขาต้องกลับไปถามให้ชัดเจน หากลู่ไป่ชวนไม่ยอมอะลุ่มอล่วย เช่นนั้นเขาก็จะเขียนจดหมายไปร้องเรียนกับเฉินอ๋อง ให้เฉินอ๋องได้รู้ว่าลูกน้องคนนี้เอาเรื่องงานมาเป็นข้ออ้างในการแก้แค้นเรื่องส่วนตัว เมื่อถึงตอนนั้นก็ให้พังกันหมดทุกคนนี่แหละ!


“กลับจวน รีบกลับจวนเดี๋ยวนี้!”


แม้จะยืนอยู่ท่ามกลางหิมะมาทั้งวัน แขนขารู้สึกชาไปทั้งตัว แต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการขึ้นรถม้าแม้แต่น้อย บนรถม้ามีเตาอุ่น พอขึ้นไปถึงก็อบอุ่นร่างกายให้หายเย็นทันที


ขณะที่ผู้นำตระกูลถานเร่งเดินทางกลับจวนด้วยความตื่นตระหนก ทางด้านจวนตระกูลถาน ทุกคนในจวนถูกเรียกตัวออกมารวมตัวที่หน้าประตูจวนกันหมดแล้ว ทั้งเด็กทั้งผู้ใหญ่ชายหญิงต่างยืนร้องไห้ระงม แหกปากกรีดร้องจนน่าปวดหัว


บริเวณรอบๆ ยังมีฝูงชนพากันมาห้อมล้อมมุงดูความวุ่นวาย


ตอนที่ 572: รวบร่างแห


เดิมทีลู่ไป่ชวนตั้งใจเอาไว้ว่าหลังกลับมาจากเมืองหลวงค่อยจัดการกับตระกูลถาน แต่เมื่อคิดในอีกแง่ ตนไปเมืองหลวงครั้งนี้ไม่รู้ว่าต้องไปนานเท่าไร ระหว่างนี้อาจเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นก็ได้ ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหา เขาจึงตัดสินใจจัดการเสียแต่ตอนนี้


ถานอวิ๋นเฟยกลับมาถึงจวน ทันทีที่เห็นภาพตรงหน้าก็แทบจะเป็นลม ตอนที่เขาออกจากจวนทุกอย่างยังดีๆอยู่เลย ภายในเวลาแค่สามชั่วยาม สถานการณ์เปลี่ยนแปลงไปถึงเพียงนี้เชียวหรือ


“ลู่ไป่ชวน ท่านหมายความว่าอย่างไร? ท่านรู้หรือไม่ว่าตระกูลถานของข้ามีอิทธิพลมากเพียงใดในจิงโจว ท่านกล้าทำกับตระกูลถานเช่นนี้ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ!”


ความจริงตอนนี้ในใจถานอวิ๋นเฟยหวาดหวั่นมาก แต่เขาไม่อาจเสียท่าทีได้ อย่างน้อยก็ทำให้ลู่ไป่ชวนได้เห็นว่า เขาเองก็ไม่ใช่คนขี้ขลาดเหมือนกัน!


ลู่ไป่ชวนไม่พูดอะไรให้มากความ แสดงป้ายคำสั่งในมือต่อหน้าอีกฝ่าย และประกาศเสียงก้อง “หน่วยหั่วอวิ๋นทำคดี ผู้ใดขัดขวางการปฏิบัติงานมีโทษประหาร!”


ถานอวิ๋นเฟยเบิกตากว้าง มองป้ายคำสั่งสีทองอร่ามตรงหน้าด้วยความตกตะลึงจนต้องหุบปากฉับ


แม้เขาเป็นขุนนางระดับห้า แต่ตำแหน่งของเขาก็เป็นแค่ตำแหน่งลอยๆเท่านั้น ไม่ได้มีอำนาจใด ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาถูกเหล่าขุนนางดูถูกดูแคลนมาตลอด ดังนั้นเขาจึงหวังอยากพึ่งพาบารมีของตระกูลลู่ แต่ใครจะคิดว่า บุตรสาวของตนจะไปล่วงเกินหลานสาวของลู่ไป่ชวนเข้า จนนำมาสู่การตรวจค้นจวนเช่นนี้


นี่เป็นเรื่องที่ถานอวิ๋นเฟยรับไม่ได้เลย


“ค้น!”


ลู่ไป่ชวนโบกมือออกคำสั่ง คนของหน่วยหั่วอวิ๋นบุกเข้าตรวจค้นด้านในจวนทันที รื้อทุกห้องจนกระจัดกระจายไม่เหลือชิ้นดี


เทียบกับซินหรานแล้ว การตรวจค้นจวนของถานอวิ๋นเฟยเรียกได้ว่าง่ายดายมาก บัญชีสำคัญหลายเล่มเขาวางไว้บนโต้ะอย่างโจ่งแจ้ง สามารถหยิบจับได้สะดวกสบาย อาจเพราะเขาคิดว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่มีใครสงสัยในตัวเขา เขาจึงไม่ได้ระมัดระวัง ใครจะคิดล่ะว่าจะมีวันนี้ วันที่ลู่ไป่ชวนจะบุกมาเช่นนี้


“ลู่ไป่ชวน! ต้องทำกันถึงขั้นนี้เลยหรือ! เรื่องล่วงเกินเจ้าเมื่อวานข้าก็ไปขอโทษถึงจวนแล้ว เจ้าจะเอาอย่างไรอีก! อยากบีบให้ตระกูลถานต้องตายทุกคนเลยหรืออย่างไร?”


ถานอวิ๋นเฟยชี้หน้าลู่ไปชวน สีหน้าท่าทางเต็มไปด้วยความเจ็บใจ


ฝูงชนโดยรอบก็เริ่มส่งเสียงวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา


“ใต้เท้าของหน่วยหั่วอวิ๋นท่านนี้ปกติเป็นคนยุติธรรม ไม่เคยลำเอียงเลยไม่ใช่หรือ จะทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”


“นั่นสิ หากอ้างเรื่องงานมาแก้แค้นเรื่องส่วนตัว เหตุใดต้องมาทำกลางวันแสกๆเช่นนี้ด้วย ทั้งยังทำอย่างโจ่งแจ้งต่อหน้าทุกคนอีก ข้าว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นกระมัง?”


“หึ ใครจะไปรู้! ขุนนางพวกนี้ไม่มีใครดีสักคนหรอก!”


“นี่มันก็เหมือนดั่งคำกล่าวที่ว่า หมาลอบกัด อย่างไรล่ะ เหอะๆ”


ลู่ไป่ชวนไม่สนใจเสียงจำนรรจาเหล่านั้นเลย ยืนรอรายงานจากลูกน้องต่อไป


ถานอวิ๋นเฟยเห็นลู่ไป่ชวนทำหูทวนลมไม่สนใจตน จึงคิดจะใช้กำลัง แต่ถูกโหลวชงที่อยู่ข้างๆ ขวางเอาไว้ได้ 


โหลวชงเอ่ยน้ำเสียงเย็นชา “คนที่ทำชั่วเอาไว้มากๆ ก็จะนำพาตนเองสู่หายนะ ใต้เท้าถานยังไม่เข้าใจอีกหรือ?”


“เหอะ! เห็นๆกันอยู่ว่าพวกเจ้าอ้างเรื่องงานมาแก้แค้นเรื่องส่วนตัว! หากในใจของเจ้าไม่กลัวก็คงไม่รีบร้อนมาหาเรื่องตระกูลถานเช่นนี้หรอก!”


ตอนนี้ถานอวิ๋นเฟยเคียดแค้นลู่ไป่ชวนเต็มหัวใจแล้ว เขาไม่เข้าใจจริงๆ ลู่ไป่ชวนกินยาผิดสำแดงหรืออย่างไร แค่มาร่วมมือกับเขา วันข้างหน้าต่อให้ไม่ต้องทำอะไรเลยก็สามารถมีเงินไหลเข้ามาเป็นกอบเป็นกำ นี่มีแต่ได้กับได้ทั้งสองฝ่าย


แต่เขายืนกรานที่จะทำให้เรื่องบายปลาย ส่งตระกูลถานไปสู่ความตายเช่นนี้


คนตระกูลถานที่เหลือก็มองลู่ไป่ชวนด้วยสายตาเคียดแค้นชิงชัง ตอนนี้ที่ครอบครัวของพวกเขาต้องอยู่ในสภาพเช่นนี้ ก็เพราะฝีมือของลู่ไป่ชวน!


ไม่นาน คนของหน่วยหั่วอวิ๋นก็ออกมา ทหารคนหนึ่งรายงาน “หัวหน้า ค้นเจอแล้วขอรับ สิ่งเหล่านี้เป็นหลักฐานทั้งสิ้น”


ลู่ไป่ชวนรับมาดู ไม่ว่าจะเป็นจดหมายที่โต้ตอบกัน ตลอดจนบัญชีต่างๆล้วนชี้ชัด ตอนที่ถานอวิ๋นเฟยเห็นสิ่งของเหล่านั้นก็ทนรับความเจ็บปวดไม่ไหว ตาเหลือกเป็นลมหมดสติไปทันที


“เอาตัวไปทั้งหมด”


ลู่ไป่ชวนรับหลักฐานมาแล้วก็ไม่พูดจาให้มากความอีก กระโดดขึ้นหลังม้าจากไปทันที ส่วนทหารคนอื่นๆก็ควบคุมตัวคนตระกูลถานไปที่คุก


กฎหมายเป่ยเหยียนไม่อนุญาตให้มีการลักลอบขนส่งสินค้าระหว่างแคว้น นี่เป็นเรื่องที่ต้องปราบปรามอย่างเด็ดขาด เรื่องเฉียนชิ่งก่อนหน้านี้ยังไม่ถูกลงโทษเลย ตระกูลถานก็อดใจรอไม่ไหวถึงขั้นเสนอตัวให้จับถึงที่อีกรายแล้ว


ทว่าโทษนี้ไม่ได้ลามไปถึงคนในครอบครัว สตรีในจวนน่าจะไม่ได้รับโทษใด ส่วนบุรุษในจวนอาจจะถูกเนรเทศ แต่ตอนนี้ต้องจับกุมไปทั้งหมดก่อน


ในที่สุดถานเสวี่ยเอ๋อร์ก็เข้าใจ(ไปเอง)แล้วว่าสถานการณ์เป็นเช่นไร เป็นเพราะเมื่อวานนางล่วงเกินลู่โยวโยวแน่นอน วันนี้จึงได้ประสบกับเรื่องเช่นนี้ ตอนนี้นางกลัวมากจริงๆ 


“ใต้เท้า ข้ารู้ผิดแล้วเจ้าค่ะ ข้าขอโทษพวกท่าน พวกท่านอย่าจับท่านพ่อท่านแม่ท่านย่าข้าเลยนะเจ้าคะ ฮือๆๆ ใต้เท้า ข้าผิดไปแล้วเจ้าค่ะ!”


เด็กสาวตะโกนร้องขอสะอึกสะอื้น จะวิ่งตามม้าของลู่ไป่ชวนไป แต่น่าเสียดายที่ลู่ไป่ชวนออกไปไกลแล้ว ไหนเลยจะได้ยินคำพูดของนาง


แต่ต่อให้ได้ยินเขาย่อมทำเป็นไม่ได้ยิน เพราะคำขอโทษในวันที่สายไปมันไร้ค่า

....

หลังจากลู่ไป่ชวนกลับมาถึงหน่วยหั่วอวิ๋นก็ตรวจสอบเนื้อหาในจดหมายและบัญชีเหล่านั้นอย่างละเอียด จากนั้นสั่งการให้จับกุมขุนนาง เจ้าหน้าที่ และลูกน้องทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้มาทั้งหมด ไต่สวนอย่างเข้มงวด และบันทึกคำให้การ รับโทษในสิ่งที่ทำ ลู่ไป่ชวนตัดสินโทษทีละคน แต่เอาไว้รอจัดการพร้อมกับเฉียนชิ่งทีเดียว


ถึงอย่างนั้นก็ยังมีบางคนที่หลุดรอดจากการจับกุมไปได้ ลู่ไป่ชวนจึงใช้เวลาที่เหลือตรวจสอบต่อ ทั้งยังส่งคนไปคุ้มกันคนในครอบครัวของตัวเองด้วย เพื่อป้องกันไม่ให้คนพวกนั้นมาแก้แค้นเอาคืน

....

ห้าวันต่อมา 


ในที่สุดสองสามีภรรยาลู่ก็จัดการงานในมือเสร็จ และเตรียมออกเดินทางไปเมืองหลวง


คืนก่อนจะเดินทาง โก่วเอ๋อร์ติดพ่อแม่มากเป็นพิเศษ ยืนกรานจะนอนกับท่านพ่อท่านแม่ให้ได้ เดี๋ยวก็กอดเหอจิ่วเหนียง เดี๋ยวก็กอดลู่ไป่ชวน เอ่ยกับทั้งสองด้วยน้ำเสียงออดอ้อนนุ่มนวล


“ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านต้องดูแลตัวเองให้ดีนะขอรับ ข้าจะรอพวกท่านกลับมานะขอรับ”


ตอนที่ 573: มอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้เขา


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าที่โก่วเอ๋อติดพ่อแม่มากเช่นนี้เป็นเพราะฝังใจจากเรื่องราวในคราวก่อน เป็นการแสดงออกถึงความห่วงใยที่ลูกมีต่อพ่อแม่


“วางใจเถอะนะ พ่อกับแม่กลับมาอย่างปลอดภัยแน่นอน”


เหอจิ่วเหนียงกอดโก่วเอ๋อร์ เอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเป็นพิเศษ


โก่วเอ๋อร์พยักหน้า ฝังตัวอยู่ในอ้อม.อกมารดาเงียบๆไม่เอ่ยอะไรอีก


เขาอยากไปกับท่านพ่อท่านแม่มาก แต่ก็รู้ว่าท่านพ่อกับท่านแม่ไม่ได้ไปเที่ยว สิ่งที่เขาทำได้ก็คือ ไม่เพิ่มความวุ่นวายให้พวกเขา อยู่บ้านรอพวกเขากลับมาเท่านั้น


“เด็กดี อยู่บ้านก็ไม่ต้องคิดถึงพ่อกับแม่ล่ะ ตั้งใจเรียนกับพี่ๆให้เต็มที่ รอวันหน้าพ่อกับแม่จะพาพวกเจ้าไปเที่ยวที่เมืองหลวงด้วยกัน ดีหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงรับรู้ถึงอารมณ์ความหดหู่ของบุตรชาย จึงปลอบโยนเขาเบาๆ


“ขอรับ! ข้าจะตั้งใจเรียนขอรับ”


โก่วเอ๋อร์พยักหน้าตอบ เขาจะเป็นเด็กดีและเชื่อฟัง


ลู่ไป่ชวนตระหนักว่า ทุกครั้งที่ต้องเดินทางห่างบ้านหลายวัน ล้วนเป็นภรรยาที่จะคอยปลอบใจลูก เขาในฐานะพ่อกลับไม่รู้เลยว่าควรพูดเช่นไร เขาเกิดความรู้สึกผิดขึ้นในใจ จึงลองเอ่ยเรื่องที่คิดได้ออกมา “รอพ่อกลับมา จะพาพวกเจ้าไปขี่ม้าตัวใหญ่ๆนะ!”


เหอจิ่วเหนียง “…”


โก่วเอ๋อร์ “…”


หญิงสาวกลอกตา.มองบน ในใจคิด


‘ขายฝันอย่างอื่นบ้างไม่ได้หรืออย่างไร?’


ช่วงเวลาอันแสน.อบอุ่น พลันถูกชายหนุ่มแข็งกระด้างทำลายลงในพริบตา


เหอๆ


เห็นภรรยาทำหน้าเหนื่อยหน่าย ลู่ไป่ชวนก็รู้ถึงความผิดพลาดของตนเอง จึงถามอย่างไร้เดียงสา “เป็นอะไรไปหรือ?”


ก่อนหน้าเขาก็พูดเช่นนี้ ภรรยากับบุตรชายดีใจกันมาก แต่เหตุใดครั้งนี้ถึงไม่เหมือนเดิมเสียแล้วล่ะ?


เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจเขา กอดบุตรชายพลางกล่าว “ไม่ต้องสนใจพ่อเจ้าหรอก รีบนอนกันดีกว่า พรุ่งนี้ต้องตื่นเช้า!”


โก่วเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก ตอบตกลง หลับตา.นอนในอ้อม.กอดของเหอจิ่วเหนียง


ท่านพ่อกับท่านแม่ใจดีมาก หวังว่าครอบครัวของเขาจะได้อยู่ด้วยกันเช่นนี้ตลอดไป


อืม… หากมีน้องสาวเพิ่มมาสักคนก็ยิ่งดี!


ไม่นานโก่วเอ๋อร์ก็หลับสนิท ลู่ไป่ชวนอุ้มบุตรชายไปนอนอีกฝั่ง จากนั้นตนเองก็มุดเข้าไปนอนข้างๆเหอจิ่วเหนียง และเอ่ยถามด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “ฮูหยิน เหตุใดเมื่อครู่พวกเจ้าถึงไม่ดีใจล่ะ?”


“แล้วท่านคิดว่าอย่างไรล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกง่วงแล้ว นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงงัวเงีย ท่าทางไม่ได้สนใจเขาเลย


“ข้าไม่รู้จริงๆ ฮูหยินบอกข้าหน่อยสิ ข้าผิดตรงไหนจะได้ปรับปรุง”


เขาไม่ถนัดในการเลี้ยงดูลูกนัก และรู้ว่าตนเองผิดต่อโก่วเอ๋อร์ ดังนั้นจึงพยายามเรียนรู้การดูแลลูกมาโดยตลอด


ตอนนี้เมื่อพบปัญหา จึงต้องถามไถ่ให้ชัดเจนเพื่อแก้ไข ต่อไปจะได้ไม่เกิดข้อผิดพลาดอีก


เหอจิ่วเหนียงยอมหันมาสนใจเขา เห็นแก่ที่เขาตั้งใจจะเรียนรู้ นางจึงอธิบาย “ทุกครั้งที่ท่านต้องเดินทางไกลก็มักจะบอกลูกว่าจะพาไปขี่ม้าตัวใหญ่ๆตลอด ครั้งสองครั้งก็ได้อยู่หรอก ลูกเกิดความคาดหวัง แต่ท่านพูดเช่นนี้ทุกครั้ง ลูกก็หมดความตื่นเต้นจากรางวัลของท่านแล้ว และแน่นอนว่าเขาไม่อยากทำตามเงื่อนไขของท่านอีก ท่านคงเห็นแล้ว ก่อนหน้านี้ที่ท่านพูดเรื่องนี้กับลูก เขาตอบตกลงด้วยความดีใจใช่หรือไม่ และบอกว่าเขาจะเป็นเด็กดี แต่คืนนี้เขากลับไม่พูดอะไร นี่เป็นเพราะลูกรู้สึกว่าพ่อของเขาไม่ใส่ใจเขาแล้ว ทุกครั้งก็เอาแต่ใช้เรื่องนี้มาหลอกล่อเขาแบบขอไปที”


“อ่า… ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง มิน่าล่ะ ข้าถึงเห็นเขาไม่ค่อยดีใจ ต่อไปข้าจะไม่พูดเช่นนั้นอีกแล้ว”


ลู่ไป่ชวนยิ้มอย่างอารมณ์ดี มือที่อยู่ในผ้าห่มยกขึ้นเตรียมกอดภรรยา


“เลิกกวนได้แล้ว ลูกนอนอยู่นะ พรุ่งนี้ต้องเดินทาง รีบนอนเถอะ!”


เหอจิ่วเหนียงผลักมือเขาออกทันที ท่าทางรังเกียจเล็กน้อย


ลู่ไป่ชวน “…”


ก่อนหน้านี้บอกว่าจะนั่งนกเหล็กยักษ์นั่นไปไม่ใช่หรือ ออกเดินทางสายหน่อยก็ได้ ถึงอย่างไรเดินทางไม่นานก็ถึงแล้ว จะรีบร้อนไปทำไม


แต่ก็คิดได้แค่ในใจ ปากไม่กล้าพูดออกไปหรอก ชายผู้เกรงใจภรรยาเอ่ยเสียงทุ้ม “ข้าแค่อยาก.กอดเจ้านอน สัญญาว่าจะไม่ทำอะไร”


เหอจิ่วเหนียงลืมตาข้างหนึ่งขึ้นมองเขา และเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “แล้วแต่ท่านเถอะ”


ลู่ไป่ชวนจึงได้นอนกอดภรรยาสมใจ


เดิมทีก็แฝงความคิดไม่ซื่ออยู่ด้วยหรอก แต่พอเห็นท่าทางภรรยาง่วงมากจริงๆ จึงยอมอยู่เฉยๆ สงบจิตสงบใจเอาไว้ หาไม่เดี๋ยวอาจโดนถีบตกเตียงได้

.....

เช้าวันต่อมา


สองสามีภรรยาเป็นคนไปส่งพวกโก่วเอ๋อร์ที่สำนักศึกษาด้วยตัวเอง หลักๆคืออยากดูแลความรู้สึกของโก่วเอ๋อร์


ครั้งนี้ลู่ไป่ชวนได้เรียนรู้มากขึ้นแล้ว เขากล่าว “รอพ่อกับแม่กลับมา ไม่ต้องเป็นห่วงนะ พ่อกลับมาแล้วจะทดสอบวรยุทธ์ของพวกเจ้า หากผ่านการทดสอบ พ่อจะสอนวิชาดาบใหม่ๆให้”


ได้ยินดังนั้น ไม่เพียงโก่วเอ๋อร์เท่านั้นที่ดีใจ เด็กๆคนอื่นๆ ต่างก็ตาลุกวาวไปด้วย


“ขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงอมยิ้มด้วยความพึงพอใจ ลู่ไป่ชวนทำได้ไม่เลวเลย


เช่นนั้น …เดี๋ยวนางต้องมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้เขาสักหน่อยแล้ว


บนรถม้า โก่วเอ๋อร์ยังเป็นเด็กผู้น่าสงสารที่มีท่าทีโหยหาบิดามารดา ทว่าพอมาถึงหน้าประตูสำนักศึกษา โก่วเอ๋อร์กลับไม่ยอมให้ทั้งสองลงจากรถม้าด้วย


เขารู้สึกว่าตัวเองโตแล้ว การที่พ่อแม่ยังมาส่งที่สำนักศึกษาเช่นนี้เป็นเรื่องน่าอาย ฉะนั้นจะให้ท่านอาจารย์กับนักเรียนคนอื่นๆรู้เรื่องนี้ไม่ได้!


เห็นบุตรชายหน้าแดงเรื่อเพราะร้อนรน เหอจิ่วเหนียวกลับรู้สึกว่าน่ารักมาก หากไม่ใช่เพราะตอนนี้อยู่ข้างนอก นางต้องยื่นมือไปหยิกแก้มน้อยๆของบุตรชายแน่นอน


“เอาละ แม่ไม่แกล้งเจ้าแล้วก็ได้ รีบไปเถอะ!”


เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะน้อยๆของเขาเบาๆ ให้เขารีบลงจากรถม้า


โก่วเอ๋อร์ไม่ได้ลงจากรถม้าในทันที แต่กลับหอมแก้มเหอจิ่วเหนียงฟอดใหญ่ก่อนจะเตรียมตัววิ่งไป


“แล้วพ่อล่ะ?”


ลู่ไป่ชวนคว้าร่างเล็กๆไว้ทัน เจ้าตัวแสบ จะเลือกที่รักมักที่ชังเช่นนี้ไม่ได้นะ!


โก่วเอ๋อร์จึงหอมแก้มเขาไปฟอดหนึ่ง ก่อนจะเดินตามพวกพี่ๆเข้าไปในสำนักศึกษาอย่างอารมณ์ดี

.....

เมื่อกลับมาถึงจวน สองสามีภรรยาถูกกำชับอีกรอบจากผู้เป็นใหญ่ที่สุดในบ้านอย่างเลี่ยงไม่ได้


จะใครเสียอีก แน่นอนว่าเป็นนางซุนอยู่แล้ว


ฮูหยินผู้เฒ่าจัดเตรียมเสบียงอาหารแห้งเอาไว้ไม่น้อย ให้พวกเขาได้กินระหว่างทาง อีกทั้งสิ่งของมากมายไม่ว่าอะไรก็ให้พวกเขานำติดตัวไปด้วย ราวกับว่าพวกเขาไม่ได้ไปทำงาน แต่ไปท่องเที่ยวมากกว่า


มองสัมภาระหีบห่อกองใหญ่ในลานบ้าน เหอจิ่วเหนียงแทบอยากจะบอกความจริงเรื่องห้วงมิติกับอีกฝ่ายเสียให้รู้แล้วรู้รอด แต่ยังดีที่.อดทนเอาไว้ได้


“สถานการณ์ตอนนี้ยังไม่ค่อยสงบ ระหว่างทางต้องระมัดระวังตัวให้มากๆนะ! พวกเจ้าสองคนหัวดื้อทั้งคู่ แต่หากเจออันตรายก็อย่าได้ทำเก่งเกินไป อย่าลืมว่าโก่วเอ๋อร์ยังรอพวกเจ้ากลับมาอยู่”


นางซุนกล่าวเจือเสียงสะอื้นจางๆ นางย้อนนึกถึงในปีนั้นที่ส่งเจ้าสามออกจากบ้าน ออกเดินทางครั้งนั้นก็หายไปตั้งหลายปี


แม้ตอนนี้บุตรชายกับสะใภ้จะเก่งกาจมาก แต่ก็มีศัตรูไม่น้อยเหมือนกัน เพิ่งจะจัดการตระกูลถานไป แต่ในมุมมืดไม่รู้ว่ามีคนเคียดแค้นอยู่อีกเท่าไร หากถูกเล่นงานเข้าจะทำเช่นไร


“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ พวกเรารักตัวกลัวตายจะตายไป ท่านแม่ไม่ต้องห่วงนะเจ้าคะ จัดการเรื่องที่เมืองหลวงเสร็จก็จะกลับมาทันทีเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าหญิงชราเป็นห่วงความปลอดภัยของพวกเขา จึงไม่หยอกล้อนางอย่างที่เคยทำ และน้ำเสียงที่ตอบกลับก็อ่อนโยนมาก


ลู่ไป่ชวนเอ่ยเสริมสองสามประโยค ก่อนจะยกสัมภาระกองใหญ่ขึ้นหลังม้า ตามด้วยตัวคนกระโดดขึ้นหลังม้าคนละตัว และออกเดินทาง


แม้จะออกเดินทางสายมากแล้ว แต่ทั้งสองก็เข้าไปในหุบเขาลึกอย่างไม่รีบร้อน หาพื้นที่โล่งกว้างแห่งหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงนำเฮลิคอปเตอร์ออกมาจากห้วงมิติ จากนั้นตนเองกระโดดขึ้นไปก่อน ก่อนจะบอกกับลู่ไป่ชวน “ขึ้นมาเร็ว!”


ลู่ไป่ชวนตกใจ 


นั่งนกเหล็กกลางวันแสกๆเช่นนี้ ภรรยาเขาไม่กลัวว่าคนอื่นจะเห็นเอาหรือ?


ตอนที่ 574: เหตุใดต้องหยอดคำหวานเช่นนี้ด้วย


“กลางวันแสกๆ เช่นนี้จะสะดุดตาเกินไปกระมัง รอกลางคืนก่อนดีกว่า”


ลู่ไป่ชวนเป็นห่วงภรรยามากกว่าสิ่งอื่นใด ตำแหน่งขุนนางของเขาหากพูดกันจริงๆ ก็หาใช่สูงส่งล้นฟ้า หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นมาเขาอาจไม่สามารถปกป้องนางได้


ถึงแม้ตอนนี้ความดีความชอบของเขาคู่ควรให้สามารถได้ตำแหน่งที่สูงกว่านี้ได้ แต่ตราบใดที่เฉินอ๋องยังไม่ได้ขึ้นครองบัลลังก์ ก็ไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งขุนนางให้เขาได้


แม้ตอนนี้ฮ่องเต้จะไม่ได้กีดกันเฉินอ๋องแล้ว แต่ก็ไม่มีทางยอมให้คนของเฉินอ๋องได้นั่งตำแหน่งสูงเกินไป


มิฉะนั้น เขาในฐานะฮ่องเต้ก็จะกลายเป็นคนที่ไม่มีประโยชน์อะไรอีก


ความเกี่ยวพันระหว่างผลประโยชน์เหล่านี้ซับซ้อนนัก และในช่วงนี้พวกเขาก็ได้ล่วงเกินคนไปจำนวนมาก หากมีคนจับจุดอ่อนได้ เกรงว่าแม้แต่เฉินอ๋องก็ช่วยปกป้องพวกเขาไม่ได้


“ยังไม่ไปหรอกน่า ข้ามีเรื่องอยากคุยกับท่าน รีบขึ้นมาเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าเขาเป็นห่วงตนเอง จึงอธิบายให้เขาฟังสั้นๆ 


ลู่ไป่ชวนได้ยินดังนั้นก็วางใจ จึงตามขึ้นไป


หลังจากขึ้นไปก็พบว่า เหอจิ่วเหนียงไม่ได้นั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ แต่นั่งในที่ที่เขาควรนั่ง


“ก่อนหน้านี้ท่านบอกว่าท่านอยากเรียนขับเจ้านี่ไม่ใช่หรือ วันนี้มีเวลาพอดี ท่านลองฝึกดูสิ”


เหอจิ่วเหนียงพยักพเยิดหน้าบอกให้เขาไปนั่งตำแหน่งคนขับ


ลู่ไป่ชวนได้ยินดังนั้นก็พลันตื่นเต้น เขาคันไม้คันมือมานานแล้ว!


ตอนแรกคิดเอาไว้ว่าหลังกลับมาจากเมืองหลวงครั้งนั้นจะให้ภรรยาเจียดเวลามาสอนสักหน่อย แต่พอกลับมาก็เจอเรื่องของคณะงิ้วชิงอินเสียก่อน เรื่องราวถาโถมราวกับฝูงวัว


ภายใต้การสอนของเหอจิ่วเหนียง เขาได้รู้จักเครื่องมือต่างๆที่จำเป็นในการขับ


หลังจากคุ้นเคยกับการควบคุมในขั้นตอนพื้นฐานแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ


“เอาละ ลองบังคับเครื่องซิ”


ลู่ไป่ชวนทำตามที่นางบอก บังคับให้เครื่องบินขึ้นสูงเล็กน้อย จากนั้นก็บินวนรอบๆ


ที่นี่เป็นหุบเขาลึก ต่อให้มีเสียงและลอยขึ้นสูงกว่านี้ก็ไม่เป็นไร นายพรานทั่วไปไม่กล้าเข้ามาบริเวณนี้แน่นอน และสัตว์ป่าที่ได้ยินเสียงประหลากเช่นนี้ก็ยิ่งตกใจเผ่นหนีไปไกลแล้ว


ลู่ไป่ชวนฝึกมาทั้งวัน หลังจากท้องฟ้าค่อยๆหรี่แสง เหอจิ่วเหนียงก็นำบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปออกมาสองถ้วย และน้ำอัดลมกลิ่นโคลาสองขวด นั่งกินกันอย่างเอร็ดอร่อย


เป็นครั้งแรกที่ลู่ไป่ชวนได้ลิ้มรสของเหล่านี้ เขารู้สึกแปลกใหม่ยิ่งนัก


โดยเฉพาะน้ำสีดำสองขวดนั่น หน้าตาแปลกประหลาดมาก ภรรยาบอกว่าสิ่งนี้คือน้ำอัดลม เครื่องดื่มแห่งความสุขของคนที่ชอบอยู่ติดบ้าน ดื่มแล้วจะมีความสุข


เขาลองดื่มไปนิดหน่อยก็รู้สึกราวกับมีบางอย่างระเบิดอยู่ในปาก เขาตื่นเต้นมาก รสชาติแปลกๆ เป็นเครื่องดื่มที่ไม่เคยดื่มมาก่อน แต่ดื่มแล้วก็อยากจะดื่มอีก


รสชาติของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปก็ไม่เลวเลย ของแข็งเช่นนี้พอเทน้ำร้อนลงไปก็กลายเป็นบะหมี่สองชามแล้ว กลิ่นหอมโชยเข้าจมูก รสชาติเผ็ดชาสดชื่นมากจริงๆ


อืม ต้องบอกเลยว่า มันอร่อยกว่าเสบียงอาหารแห้งที่นางซุนตั้งใจเตรียมมาให้เสียอีก


แต่ถึงอย่างไรนั่นก็เป็นความรักของมารดา ทั้งสองจะไม่กินไม่ได้เด็ดขาด


กินบะหมี่ลงท้องไปคนละชามยังไม่อิ่ม พวกเขาจึงนำเส้นทำบะหมี่ที่นางซุนเตรียมมาให้ ใส่ลงไปในน้ำบะหมี่กินอีก


ตอนกินก็รู้สึกมีความสุขมากทีเดียว แต่พอกินไปกินมา ลู่ไป่ชวนก็ตระหนักได้ถึงปัญหาร้ายแรง…


ภรรยาเขาเก่งรอบด้าน ทั้งยังมีหม้อวิเศษที่ไม่ว่าต้องการอะไรก็มีหมดอีกด้วย


เขารู้ว่าภรรยามาจากโลกอนาคต นางมาปรากฏตัวที่นี่อย่างกะทันหัน …เช่นนั้นในอนาคต นางจะไปจากที่นี่กะทันหันด้วยหรือไม่?


หากภรรยาจากไป แล้วเขาจะไปตามหานางที่ใด…


คิดได้ดังนี้ ชายหนุ่มก็รู้สึกหดหู่


ในบรรดาคนรอบตัว เขาถือว่าเป็นคนที่เก่งกาจที่สุด แต่เมื่ออยู่กับภรรยา เขายังต้องพยายามอีกมาก


ไม่ว่าเรื่องราวจะยากเย็นเพียงใด เขาก็เต็มใจที่จะพยายาม แต่ปัญหาก็คือ เขากลัวว่าต่อให้ตัวเองทุ่มเทจนสุดกำลังแล้ว ก็ไม่อาจรั้งนางไว้ข้างกายได้ตลอดไป…


เหอจิ่วเหนียงนั่งดื่มน้ำอัดลมอย่างเอร็ดอร่อยโดยที่ไม่รู้เลยว่าในใจลู่ไป่ชวนกำลังคิดอะไรอยู่ หลังจากดื่มเสร็จนางก็ลุกไปดับไฟ และกล่าว “ถึงเวลาแล้ว ออกเดินทางกันเถอะ”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้ลุกขึ้นในทันที เหอจิ่วเหนียงคิดว่าอาจเป็นเพราะนี่เป็นครั้งแรกที่เขาได้กินอาหารเหล่านี้ ร่างกายคงยังปรับตัวไม่ค่อยได้ นางจึงนั่งยองลงเพื่อจะดูอาการเขา แต่กลับถูกเขาคว้าร่างไปกอดไว้


“ฮูหยิน ข้ารักเจ้านะ”


เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้ว สีหน้างุนงงเล็กน้อย “เหตุใดต้องหยอดคำหวานเช่นนี้ด้วย?”


ลู่ไป่ชวนไม่ตอบ ทั้งยังย้อนถาม “เจ้าจะอยู่เคียงข้างข้าตลอดไปหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงชะงัก ยังไม่ทันได้ตอบ ชายหนุ่มก็เอ่ยต่อ “ข้ายอมรับว่าข้าเห็นแก่ตัว รู้อยู่แล้วว่าเจ้าอาจจะกลับไปในที่ที่เจ้าจากมา ที่นั่นย่อมดีกว่าที่นี่ทุกอย่าง แต่ข้าก็ยังเห็นแก่ตัว อยากให้เจ้าอยู่กับข้าที่นี่ เพราะข้าไม่อาจไปหาเจ้าในโลกอนาคตได้จริงๆ…”


ชายหนุ่มพูดรัวเร็วจนแทบฟังไม่เป็นศัพท์ เหอจิ่วเหนียงรู้สึกแปลกอย่างบอกไม่ถูก อยู่ดีๆเหตุใดถึงพูดเรื่องพวกนี้ขึ้นมาล่ะ?


แค่กินบะหมี่ไปชามหนึ่งกับโค้กอีกขวดแค่นั้นเองไม่ใช่หรือ?


“บะหมี่ชามหนึ่งกับโค้กขวดหนึ่งทำให้ท่านคิดไปไกลถึงเพียงนี้เลยหรือ ไม่ต้องขนาดนั้นก็ได้”


เหอจิ่วเหนียงตบไหล่ปลอบเขาเบาๆ จากนั้นจะเอ่ยเร่งให้รีบเดินทาง แต่นางกลับเลือกที่จะเอ่ยอีกอย่างแทน “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด ชีวิตนี้ของข้าก็คงอยู่ที่นี่ตลอดไป เพราะร่างเดิมของข้าไม่มีแล้ว กลับไปคงไม่ได้แล้ว”


สตรีสองภพนึกย้อนถึงเหตุการณ์ที่ตนถูกทำร้ายจนเสียชีวิต ต้องบอกก่อนว่าการเอาชีวิตนางด้วยวิธีการธรรมดา.ธรรมดา เป็นเรื่องที่ยากมาก ยิ่งคิดจะทำลายร่างของนางด้วยนั้นเป็นเรื่องยากยิ่งกว่า ดังนั้นคนร้ายจึงใช้วิธี… ระเบิดร่างของนาง


แต่คนอย่างนางไม่ได้ตายง่ายๆขนาดนั้น แม้กายหยาบไม่หลงเหลือแล้ว แต่ดวงวิญญาณของนางยังคงอยู่ นางได้พบเจอร่างที่เหมาะสม และอาจเป็นเพราะนางกับเจ้าของร่างเดิมมีความผูกพันกันบางอย่าง ดังนั้นนางจึงได้มาเกิดใหม่ในยุคนี้


“นับตั้งแต่วันที่ข้ามาอยู่ที่นี่ ข้าก็รู้ว่าตัวเองกลับไปไม่ได้อีกแล้ว ข้าก็เลยมองว่าทุกคนเป็นครอบครัวของข้า เห็นโก่วเอ๋อร์เป็นลูกแท้ๆของข้าเอง”


เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่าย และตั้งใจย้ำชัดๆกับเขาทุกคำ


ตอนที่ 575: ไม่ใช่คู่ใหม่ปลามันแล้ว ยังพลอดรักกันอีกหรือ


“อีกอย่าง ข้าอยู่ที่นั่นก็ตัวคนเดียว ไม่มีพันธะผูกพันใด กลับไปก็ไร้ความหมาย แต่อยู่ที่นี่ข้ามีท่าน มีโก่วเอ๋อร์ มีท่านพ่อท่านแม่ และทุกคนในครอบครัว ต่อให้วันข้างหน้าจะมีโอกาสกลับไปในที่ที่ข้าจากมา ข้าก็จะไม่กลับไปแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าสามีมักจะคิดฟุ้งซ่าน ดังนั้นต่อให้ลู่ไป่ชวนไม่เอ่ยปากถาม นางก็จะเป็นฝ่ายบอกความในใจกับเขาอยู่ดี


ลู่ไป่ชวนได้ยินดังนั้นก็ดีใจมาก รอยยิ้มบนใบหน้าไม่อาจหุบห้ามได้เลย แต่ก็ยังถาม… “แล้วเจ้าคิดว่า คนที่เจ้าอาลัยอาวรณ์มากที่สุดคือลูกหรือข้า?”


“...” เหอจิ่วเหนียงถึงกับกำหมัดแน่น


นางผลักสามีหน้าไม่อายอย่างแรง ก่อนจะวางท่าดุดัน “จะไปไม่ไป ฮะ!”


กล่าวจบนางก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ จากนั้นก็ปิดประตูห้องนักบิน ชัดเจนว่าไม่อยากให้ลู่ไป่ชวนเข้าไป


ลู่ไป่ชวนเห็นภรรยาโกรธจริงก็รีบตามไป ฉวยโอกาสขณะที่ประตูกำลังจะปิดเข้าไปได้ทัน


“ฮูหยิน ข้าผิดไปแล้ว อย่าโกรธเลยนะ”


ลู่ไป่ชวนยอมรับผิดด้วยท่าทางนบนอบ กำลังจะจับมือเหอจิ่วเหนียง แต่เหอจิ่วเหนียงหลบทัน และสั่งเสียงดุ “ยังไม่ไปอีก!”


“อ้อๆ ไปกัน!”


ลู่ไป่ชวนตอบตกลงพลางรีบไปนั่งที่ตำแหน่งคนขับ และเปิดเครื่องยนต์


เหอจิ่วเหนียงสอนเขามาทั้งวัน ตอนนี้จึงตั้งใจจะให้เขาเป็นคนบังคับไปเมืองหลวง


เขาก็อยากตั้งใจง้อภรรยาต่ออยู่หรอก แต่วันนี้เพิ่งได้เรียนขับเจ้านกยักษ์เป็นวันแรก ขณะขับจริงจึงไม่สามารถว่อกแว่กได้ ต้องระมัดระวังให้มาก ทำตามที่เหอจิ่วเหนียงสอนมาทุกขั้นตอนอย่างเคร่งครัด


เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจเขา แค่นั่งหลับตาพักผ่อนอยู่ข้างๆเท่านั้น


สอนมาทั้งวัน นางรู้ว่าลู่ไป่ชวนควบคุมได้ไม่เลว แต่นางก็ไม่กล้าประมาท ถึงจะทำเป็นไม่สนใจเขา แต่ก็ยังคอยสังเกตการณ์อยู่ตลอด


เมื่อบินมาถึงพื้นที่กว้างชานเมืองของเมืองหลวง เหอจิ่วเหนียงก็กระโดดลงจากเครื่อง และเก็บเฮลิคอปเตอร์ไว้ในห้วงมิติ


ม้าทั้งสองตัวถูกนำออกมาจากห้วงมิติอีกครั้ง มันมองทุกอย่างรอบๆด้วยความงุนงง


เหอจิ่วเหนียงกระโดดขึ้นหลังม้า และควบม้าห้อตะบึงไปอย่างรวดเร็ว ลู่ไป่ชวนรีบตามไปอย่างไม่รีรอ


“ฮูหยิน อย่าโกรธเลยนะ ข้าแค่ล้อเล่นกับเจ้าเท่านั้นเอง!”


ลู่ไป่ชวนตะโกนขอโทษ เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองเขา “ยังจะปากเสียอีกหรือไม่?”


“ไม่แล้ว จะไม่ปากเสียอีกแล้ว”


“ท่านกับลูก ใครสำคัญกว่า?”


“ลูก ลูกสำคัญกว่า”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินคำตอบก็พึงพอใจ ยังคงมุ่งหน้าไปต่อ แต่ก็ไม่ได้เย็นชาเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว


เมื่อมาถึงประตูเมืองก็แสดงป้ายคำสั่ง ทันทีที่เข้าประตูเมืองได้ ทั้งสองก็มุ่งหน้าไปที่คฤหาสน์


บ่าวรับใช้ทางด้านนี้รู้มาก่อนแล้วว่าเจ้านายจะมา จึงเตรียมข้าวของทุกอย่างเอาไว้พร้อมสรรพล่วงหน้าแล้ว


เหอจิ่วเหนียงกินข้าวเสร็จก็อาบน้ำนอน ส่วนลู่ไป่ชวนนำจดหมายให้คนไปแจ้งที่จวนเฉินอ๋อง ก่อนจะกลับห้องด้วยสีหน้าท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจ


ภรรยาหลับไปแล้ว เขาไม่ได้นอนตามในทันที ทว่านั่งที่ขอบเตียงมองนางหลับอย่างเงียบๆ


เขายอมรับว่า ถึงแม้จะรู้ว่าความคิดเช่นนี้ของตนเองไม่ถูกต้อง แต่เขาก็รู้สึกอิจฉาบุตรชายอยู่ดี


เขาก็แค่อยากให้ภรรยาเป็นของเขาแค่คนเดียว เห็นนางเข้าใกล้คนอื่นในใจก็รู้สึกไม่สบายใจเลย


เขาอาจจะป่วยไปแล้วกระมัง!


คิดได้ดังนี้ เขาก็ยกมือจับหน้าผากโดยไม่รู้ตัว ตัวก็ไม่ได้ร้อนนี่?


เฮ้อ ดวงของเขานี่เกิดมาเหนื่อยจริงๆ พอว่างก็เริ่มคิดฟุ้งซ่านไปต่างๆนานา


สองสามีภรรยาคู่นี้ คนหนึ่งนอนหลับสนิทไม่รู้เรื่อง ส่วนอีกคนก็ครุ่นคิดฟุ้งซ่านไปไกล… โดยที่ไม่รู้เลยว่า นักฆ่าที่รอลอบสังหารพวกเขาระหว่างทางตอนนี้สุดแสนจะทรมานเพียงใด


นักฆ่าเหล่านี้เป็นคนของตระกูลถาน พวกตระกูลถานที่หลบหนีไปได้เป็นผู้ว่าจ้าง กะจะใช้โอกาสที่สองสามีภรรยาแซ่ลู่ออกเดินทางไปเมืองหลวงสังหารพวกเขา แต่กลับกลายเป็นว่า นักฆ่าเหล่านี้มารอซุ่มโจมตีระหว่างทางตั้งหลายวันแล้ว กลับไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย


วันนี้ช่างหนาวเหน็บยิ่งนัก ไม่รู้เช่นกันว่าพวกเขาทนผ่านความหนาวเหน็บในแต่ละคืนวันมาได้อย่างไร


“หัวหน้า สองคนนั่นคงไม่ได้อ้อมไปทางอื่นกระมังขอรับ?”


“ไม่มีทาง! เส้นทางไปเมืองหลวงไม่ว่าจะอ้อมไปทางใดก็ต้องผ่านทางนี้ ไม่อย่างนั้นพวกเราคงไม่วางแผนมาดักซุ่มโจมตีอยู่ตรงนี้หรอก”


“ก็จริง แต่นี่ก็หลายวันแล้วนะขอรับ เหตุใดสองผัวเมียคู่นั้นยังไม่มาอีก ต่อให้เดินทางช้าก็คงไม่ช้าถึงเพียงนี้!”


“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร ต้องเป็นเพราะสองคนนั่นมัวแต่พลอดรักกันแน่ๆ ถึงได้ช้าเป็นเต่าขนาดนี้”


“ผัวเมียคู่นั้นไม่ใช่คู่รักข้าวใหม่ปลามันซะหน่อย ยังจะพลอดรักกันอีกหรือ?”


พวกเขาพูดคุยกันด้วยความหนาวสั่น หากเป้าหมายยังไม่มาอีก มีหวังพวกเขาต้องแข็งตายอยู่กลางป่าชานเมืองนี่เป็นแน่!

.....

เช้าวันต่อมา 


ลู่ไป่ชวนและภรรยากินมื้อเช้าเสร็จก็ไปคารวะเฉินอ๋อง ลู่ไป่ชวนกับเฉินอ๋องไปพูดคุยกันเรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็ไปหาพระชายา มอบของขวัญที่นำมาให้อีกฝ่าย


เมื่อคืนพระชายารู้ข่าวแล้วว่าเหอจิ่วเหนียงมาถึงเมืองหลวงแล้ว ในใจตื่นเต้นจนนอนไม่หลับ เช้าวันนี้จึงตื่นเช้ากว่าทุกวัน มารอในโถงรับแขกตั้งแต่เช้าตรู่ ตอนนี้พอได้พบเหอจิ่วเหนียงก็ดีใจจนยิ้มตาหยี


“เจ้ามาเสียที ข้ารอเจ้าตั้งนานแน่ะ พอรู้ข่าวว่าพวกเจ้าจะมาข้าก็ดีใจรอแล้ว!”


เพื่อไม่ให้เรื่องการเดินทางเป็นที่ครหา หลายวันก่อนหน้าลู่ไป่ชวนจึงส่งจดหมายมาแจ้งทางเมืองหลวงว่าพวกเขาเริ่มออกเดินทางแล้ว การที่มาถึงเมื่อวานก็เป็นไปตามเวลาที่คาดหมายไว้


พระชายาลากเหอจิ่วเหนียงไปที่เรือนของตัวเองด้วยความสนิทสนม จับมือนางไม่ปล่อยเลย


“พวกเจ้ากลับจิงโจวครั้งนี้ข้ากับท่านอ๋องก็จะไปด้วย นี่ข้าไม่เคยคิดอยากกลับจิงโจวขนาดนี้มาก่อนเลยนะ!”


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าพระชายาโหยหาโลกภายนอกมากถึงได้ตั้งตารอคอยเช่นนี้ “ดีเลยเพ.คะ ครั้งนี้พระชายากลับไปพร้อมข้า ข้าจะพาพระชายาไปเดินเล่นที่หอเจียย่วน หากพระชายาอยากได้สิ่งใดก็หยิบได้ตามใจเลยเพ.คะ!”


“ดีมาก ข้าเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน!”


พระชายาตอบตกลง และกล่าวต่อ “เดิมทีข้าคิดว่ากลับไปครั้งนี้จะได้เห็นสถานบันเทิงของเจ้าเปิดกิจการ ไม่อยากเชื่อเลยว่าจะต้องมาเจอเรื่องต่ำช้าเช่นนี้ ช่างทำให้หมดสนุกจริงๆ! พวกกบฏตงถิงเหิมเกริมมากเกินไปแล้ว!”


พระชายากล่าวด้วยความโกรธเกรี้ยว ราวกับอยากจะสังหารพวกคนตงถิงด้วยมือของตัวเอง


“อย่าร้อนใจไปเลยเพ.คะ สถานบันเทิงกำลังสร้างใหม่แล้ว อีกอย่าง พอข้ารู้ว่าผู้หญิงคนนั้นกล้าลงมือกับของของข้า ข้าก็ไปเอาคืนนางแล้ว ให้นางชดใช้ค่าเสียหายหลายเท่า สงสารก็แต่คนงานเหล่านั้น ใช้ชีวิตอย่างดีก็มาถูกฆ่าเสียได้ สักวันข้าจะแก้แค้นให้พวกเขา!”


เหอจิ่วเหนียงกัดฟันกรอด คิดถึงคนที่ต้องมาตายโดยไม่รู้เรื่องรู้ราวแล้วก็แทบอยากไปจับซินหรานมาฉีกร่างเป็นชิ้นๆเสียเดี๋ยวนี้


แต่ก็ไม่ต้องรีบไป การปล่อยซินหรานไปในตอนนี้ก็เพื่อล่อจับปลาใหญ่ พอลากคนที่บงการอยู่เบื้องหลังออกมาหมดเมื่อไร ผู้หญิงคนนั้นก็จะหมดประโยชน์ทันที เมื่อถึงตอนนั้นละก็… หึหึ


พระชายาได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสนใจขึ้นมา “ข้าได้ยินมาว่าผู้หญิงคนนั้นเป็นหัวหน้าของไส้ศึกตงถิง เจ้าไปเอาเรื่องนางได้อย่างไร?”


“เฮ้อ~ คนพวกนั้นไม่ได้อยู่ในสายตาข้าเลยเพคะ ข้าก็ไปหานาง ตบสั่งสอนนางจนสาแก่ใจ พอพวกเดียวกันเห็นอย่างนั้นก็เลยรีบสารภาพ นางจึงจำใจต้องชดใช้เงินให้ข้า จากนั้นก็ถูกลู่ไป่ชวนจับไปขังคุกตั้งหลายวัน ช่างสะใจยิ่งนัก!”


พระชายาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “เจ้าไปตบนางเลยหรือ?”


ได้ยินว่าพวกไส้ศึกแต่ละคนมีวรยุทธ์สูงส่งมากไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงโดนจิ่วเหนียงตบง่ายๆเช่นนั้นได้?


“ใช่เพ.คะ ก็นางยั่วโมโหข้า จะไม่ให้ข้าตบสั่งสอนสักฉาดได้อย่างไร นางยั่วโมโหข้าไม่เท่าไร แต่ยังเอาชีวิตคนบริสุทธิ์ด้วย ข้าไม่ฆ่านางตอนนั้นก็ถือว่าใจดีสุดๆแล้วเพ.คะ”


เหอจิ่วเหนียง.ยกมือเท้าเอวด้วยท่าทางภาคภูมิใจ


พระชายาจึงตระหนักได้ว่า ครั้นที่เกิดเรื่องกับลู่ไป่ชวน เหอจิ่วเหนียงไปช่วยเขากลางดึก และในคืนนั้นดูเหมือนว่านางจะจัดการศัตรูจนเจ็บตัวไปไม่น้อย


ตอนที่ 576: ช่วยบุกเบิกผลไม้ในยุคสมัยนี้สักหน่อย


ในตอนนั้น ท่านอ๋องยังคิดจะให้เหอจิ่วเหนียงทำงานให้อีกด้วย แต่นางดูเหมือนเป็นคนชอบทำอะไรเงียบๆ ไม่ชอบเข้ามาแทรกแซงเรื่องเหล่านี้


หลังจากนิ่งไตร่ตรองอยู่นาน ในที่สุดพระชายาก็เอ่ยขึ้น “เก่งมากจริงๆ!”


ในใจหญิงสูงศักดิ์อิจฉาเหอจิ่วเหนียงมากจริงๆ ไม่พอใจใครก็สามารถตบตีสั่งสอนได้เลย เพราะถึงอย่างไรก็มีความสามารถนั้น


ไม่เหมือนนาง ต้องคอยระมัดระวังในหลายๆเรื่อง ทั้งๆที่เกลียดคนพวกนั้นมากแต่กลับต้องคบค้าสมาคมด้วย ทั้งยังต้องยิ้มแย้มให้คนพวกนั้นอีก แต่ละครั้งเครียดจนแทบจะหายใจไม่ออกแล้ว


มีก็แค่ตอนที่อยู่กับเหอจิ่วเหนียงนี่แหละที่นางรู้สึกผ่อนคลายสบายใจมาก


“พระชายาก็เก่งเพ.คะ แต่ถึงอย่างไรหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ยังมีท่านอ๋องคอยปกป้อง จะกลัวอะไรเพ.คะ?”


เหอจิ่วเหนียงพูดออกมาอย่างมั่นใจตามที่ควรจะเป็น นางไม่ได้มีความกังวลมากมาย ใครมาทำให้นางไม่สบอารมณ์นางก็ต้องสั่งสอนกลับ ไม่อย่างนั้นนางคงโกรธจนป่วยใจ แล้วใครจะรับผิดชอบล่ะ?


พระชายาถอนหายใจออกมา “มันไม่ได้ง่ายเช่นนั้นน่ะสิ ตอนนี้ท่านอ๋องต้องการความช่วยเหลือจากขุนนางในราชสำนัก ข้าก็จำเป็นต้องไปมาหาสู่คบค้าสมาคมกับภรรยาจวนขุนนางเหล่านั้น ต้องผูกมิตรไมตรีด้วย เช่นนี้ข้าจึงจะช่วยท่านอ๋องคลายความกังวลเรื่องต่างๆได้


สามีภรรยาก็เปรียบเสมือนคนคนเดียวกัน ข้าไม่อาจสร้างปัญหาวุ่นวายให้ท่านอ๋องได้”


กล่าวจบนางก็ถอนหายใจออกมาอีกคำรบ ท่าทางทุกข์ใจยิ่งนัก


วาจาที่พระชายากล่าวมาก็ถูก และคนเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำอะไรผิด แค่ชอบทำตัวประจบประแจงก็เท่านั้น ส่วนพระชายาก็แค่ต้องคอยเอาแต่ฟังคำประจบประแจง…หรืออาจเรียกว่าคำพูดที่มีเจตนาเสียดสีเหล่านั้นก็เท่านั้น ไม่ได้มีอะไรมาก


ทว่าจิตใจแต่ละคนเข้มแข็งไม่เท่ากัน หากเป็นเหอจิ่วเหนียง เรื่องเหล่านี้นางไม่เก็บมาใส่ใจแน่นอน เพียงแต่ชายาของเฉินอ๋องท่านนี้รับมือไม่ค่อยไหวจึงเป็นเช่นนี้


“พระชายา เหตุใดต้องปวดหัวกับเรื่องไม่เป็นเรื่องพวกนี้ด้วยล่ะเพ.คะ นี่ไม่ใช่เรื่องใหญ่ซะหน่อย คนอื่นยิ้มแย้มให้ เราก็แค่ยิ้มตอบกลับไปด้วยความสุภาพ หากอีกฝ่ายชักสีหน้า วางท่าโอหังนัก ก็สั่งสอนให้เข็ดไปเลย! นี่ถือเป็นข้อได้เปรียบของคนที่อยู่ตำแหน่งสูงไม่ใช่หรือเพ.คะ ไม่อย่างนั้นทุกคนจะแย่งชิงตำแหน่งสูงๆกันไปทำไมจริงหรือไม่เพ.คะ?”


เหอจิ่วเหนียงนั่งลงอย่างสบายๆ หยิบส้มลูกหนึ่งในตะกร้าผลไม้มาปอกเปลือกแล้วเอาเข้าปาก พลันนั้นใบหน้านวลก็เหยเกด้วยความเปรี้ยว


ในยุคสมัยใหม่ ปกติในฤดูกาลนี้ของทุกปี เป็นช่วงที่ส้มหวานได้รับความนิยมมาก แต่น่าเสียดายที่ในยุคสมัยนี้ยังไม่มีส้มหวาน


ส้มในจวนเฉินอ๋องเป็นแค่ส้มธรรมดา แต่ก็มีบ้างที่รสหวาน ทว่าส่วนมากจะเป็นรสเปรี้ยว


พระชายาเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ส้มนี้ค่อนข้างเปรี้ยว แต่นี่ก็เป็นส้มที่ดีที่สุดที่ได้รับถวายมาแล้วนะ”


เหอจิ่วเหนียงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “เช่นนี้ก็ยังเอามาถวายได้อีกหรือเพ.คะ?”


“ก็ใช่น่ะสิ หรือว่าเจ้าเคยกินส้มที่รสหวานกว่านี้?”


“แน่นอนเพ.คะ!” เหอจิ่วเหนียงโพล่งตอบทันที ก่อนจะคิดได้ “…ว่าไม่เคยกิน!”


อันที่จริงที่ผ่านมา เหอจิ่วเหนียงนำส้มรสหวานฉ่ำออกมาจากห้วงมิติให้คนในครอบครัวได้กินบ่อยครั้ง โดยอ้างว่าตนได้มาจากพ่อค้าต่างถิ่น


นางนึกว่าในยุคนี้มีส้มรสหวานแล้ว ไม่คิดเลยว่าจะมีแค่ส้มเปรี้ยวๆพวกนี้!


สตรีสองยุคบังเกิดความคิดบางอย่างในหัว …นางควรบุกเบิกผลไม้ในยุคนี้สักหน่อยแล้ว!


อืม ยอดเยี่ยมไปเลย กลับไปจะให้ท่านพ่อซื้อที่ดินบนภูเขาสักแปลงแล้วเริ่มศึกษาการปลูกผลไม้!


พระชายาไม่ได้รู้สึกประหลาดใจแต่อย่างใด ถึงอย่างไรส้มในตอนนี้ก็เป็นเช่นนี้หมด ทั้งชีวิตนี้นางยังไม่เคยกินส้มที่รสชาติหวานมากๆเลย


“แต่ข้าก็เริ่มศึกษาค้นคว้าแล้วนะเพ.คะว่าจะทำอย่างไรให้ผลไม้เหล่านี้มีรสชาติหวานขึ้น อีกไม่นานพระชายาจะได้ลิ้มรสส้มรสหวานฉ่ำแน่นอนเพ.คะ!”


คนอย่างเหอจิ่วเหนียงคิดอะไรได้ก็จะทำอันนั้น โดยเฉพาะเรื่องกิน นางไม่ยอมลำบากปากตัวเองแน่ ต้องได้กินของที่ตนเองชอบอย่างเปิดเผยให้ได้!


“เรื่องนี้เจ้าก็ทำได้ด้วยหรือ?”


พระชายาตกใจมาก รู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ไม่ธรรมดาจริงๆ หากนางเป็นบุรุษต้องสยบให้แน่นอน!


“แน่นอนเพ.คะ!”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างมั่นใจ ขอแค่นางลงมือทำ ก็ไม่มีสิ่งใดที่ทำไม่สำเร็จ เพียงแต่เพื่อไม่ให้เป็นที่น่าสงสัย ช่วงแรกเริ่มจะเอาเมล็ดพันธุ์ที่ดีเกินไปออกมาเพาะปลูกไม่ได้ เอาแค่เมล็ดพันธุ์ธรรมดาในยุคสมัยใหม่ออกมาปลูกก็ถือว่าเหนือกว่าสายพันธุ์ชั้นเลิศในยุคสมัยนี้แล้ว ค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปก็แล้วกัน


“ตกลง เช่นนั้นข้าจะรอนะ!”


พระชายารู้ว่านางเก่งมาก ไม่เคยรับปากอะไรง่ายๆ แต่เรื่องใดที่รับปากแล้วต้องทำได้แน่นอน


“จะว่าไปก็ไม่ได้มาเมืองหลวงนานแล้ว ไปกันเถอะเพ.คะ เราออกไปเดินเล่นกัน!”


เหอจิ่วเหนียงจูงมือสหายต่างวัยออกไปด้านนอก ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะส่งเสริมผลไม้ในยุคนี้ให้รุ่งเรือง ก็ต้องออกไปสำรวจตลาดเสียหน่อย


“ฮะ อ้อ ก็ดีเหมือนกัน…”


แม้พระชายารู้สึกว่าในเมืองหลวงไม่มีอะไรน่าเดิน แต่เห็นท่าทางตื่นเต้นของเหอจิ่วเหนียงแล้วจึงยอมไปกับนางด้วย

.....

อีกทางด้านหนึ่ง ลู่ไป่ชวนกับเฉินอ๋องกำลังพูดคุยเรื่องสำคัญ


“เจ้าหมายความว่า ตระกูลถานก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับคดีลักลอบขนส่งชาด้วยหรือ?”


เฉินอ๋องขมวดคิ้วแน่น เหตุใดขุนนางในเมืองศักดินาของเขาแต่ละคนถึงไม่ซื่อสัตย์กันเลย


“ไม่ใช่คดีเดียวกันพ่ะย่ะค่ะ ของตระกูลถานเป็นคดีลักลอบขนเกลือของหลวง ไม่เกี่ยวกับคณะงิ้วชิงอินพ่ะย่ะค่ะ”


“เลวจริงๆ! จิงโจวรุ่งเรืองปานนั้นยังหยุดความโลภของคนพวกนั้นไม่ได้อีก!”


เฉินอ๋องโกรธมาก ตอนนี้จัดการเรื่องไส้ศึกตงถิงก็วุ่นวายมากพออยู่แล้ว ยังมีเรื่องตระกูลถานเข้ามาอีก เช่นนี้ใครบ้างจะไม่โมโห


“ท่านอ๋องไม่ต้องกังวลพ่ะย่ะค่ะ เรื่องตระกูลถานจัดการเรียบร้อยแล้ว คนที่เกี่ยวข้องก็ถูกจับเข้าคุกหมดแล้ว แค่รอให้ท่านอ๋องกลับไปตัดสินคดีพร้อมกันทีเดียวเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”


“เช่นนี้ก็ดี ช่วงนี้สถานการณ์ในราชสำนักเอนเอียงมาทางข้า ชาชิงอินที่เจ้าห้ามให้เสด็จพ่อเสวย เสด็จพ่อก็ให้คนนำมาส่งให้ข้ารีบตรวจสอบแล้ว ดูท่าครั้งนี้เสด็จพ่อจะเข้าใจอะไรหลายอย่างมากขึ้นแล้ว นี่เป็นผลงานของฮูหยินเจ้าทั้งสิ้น คืนนี้จวนจะจัดงานเลี้ยง เจ้าพาฮูหยินเจ้ามาร่วมงานเลี้ยงด้วยนะ”


เฉินอ๋องอารมณ์ดีมาก ยิ้มได้อย่างสบายใจ ช่วงนี้งานในราชสำนักเขาก็ทำได้อย่างราบรื่นและประสบความสำเร็จอย่างมาก


ก่อนหน้านี้ พรรคพวกของอ๋ององค์อื่นก็แอบส่งสัญญาณความเป็นมิตรมาให้เขา แม้เขาไม่ไว้ใจพวกที่เปลี่ยนฝักฝ่ายง่ายๆ แต่ก็คิดว่าการได้คนมาช่วยทำงานเพิ่มอีกหนึ่งคนก็เป็นเรื่องดี จึงรับเข้ามาเป็นบริวารก่อน


“ยินดีกับท่านอ๋องด้วยพ่ะย่ะค่ะที่กำลังจะสำเร็จการใหญ่”


ลู่ไป่ชวนยกมือคารวะแสดงความยินดี รู้สึกดีใจกับเฉินอ๋องมากจริงๆ วันนี้เป็นวันที่พวกเขารอคอยมานานแล้ว


เฉินอ๋องหัวเราะชอบใจ “ได้แม่ทัพที่ดีเช่นนี้ ถือเป็นความโชคดีของข้า”


“เป็นหน้าที่ที่กระหม่อมสมควรทำอยู่แล้วพ่ะย่ะค่ะ”


ลู่ไป่ชวนถ่อมตน ยามที่ต้องรับมือกับเรื่องเหล่านี้เขาทำได้อย่างคล่องแคล่ว แต่ดันกลายเป็นคนโง่งมเมื่ออยู่ต่อหน้าเหอจิ่วเหนียงเท่านั้น


“ท่านอ๋อง ออกมาดูนี่เร็วเพคะว่าหม่อมฉันซื้อสิ่งใดมา!”


เสียงของพระชายาดังมาจากด้านนอก ทั้งสองคนคุยเรื่องงานเสร็จพอดี เฉินอ๋องได้ยินเสียงคนรักจึงออกไปดู


ภาพตรงหน้าชวนทึ่งยิ่งนัก สตรีสองคนออกไปเดินเล่น แต่ไม่ได้ซื้อผ้าพับหรือของล้ำค่าแต่อย่างใด กลับซื้อผลไม้กลับมา…เยอะมาก!


เมื่อเห็นกองทัพผลไม้ขนาดใหญ่ เฉินอ๋องก็รู้สึกเปรี้ยวจนเสียวฟันขึ้นมาทันที


ในฤดูหนาวเช่นนี้ปกติแล้วมีผลไม้ให้กินแค่ไม่กี่ชนิด เหอจิ่วเหนียงจึงซื้อผลไม้ที่หาซื้อได้ในท้องตลาดกลับมาทุกชนิด ทั้งยังเป็นประเภทเดียวกันแต่คนละร้าน เพราะนางกังวลว่าแต่ละร้านรสชาติจะไม่เหมือนกัน จึงซื้อมาลองชิมทั้งหมด


“ซื้อผลไม้มาเยอะแยะเช่นนี้ทำไมกัน?”


เหอจิ่วเหนียงตอบทันที “เดินทางบนถนนลูกรังมาหลายวัน รู้สึกเปรี้ยวปากอยากกินผลไม้ก็เลยซื้อกลับมาเพ.คะ ท่านอ๋องจะชิมด้วยกันหรือไม่เพ.คะ?”


ตอนที่ 577: ไม่สบายตรงไหนก็มาให้หมอรักษาได้ตลอดเวลา


“มะ…มะ…ไม่ดีกว่า…”


เฉินอ๋องไม่ได้ชอบของพวกนี้เท่าไร แค่กินบ้างเป็นบางครั้งเท่านั้น และผลไม้ที่เหอจิ่วเหนียงซื้อมาวันนี้ดูแล้วก็น่าจะเปรี้ยวจนแค่เขามองก็น้ำลายสอแล้ว


เหอจิ่วเหนียงทำปากยู่ “ก็ได้เพ.คะ เช่นนั้นข้ากินเองก็ได้ ขอยืมห้องครัวในจวนท่านอ๋องใช้หน่อยนะเพ.คะ!”


กล่าวจบก็ให้บ่าวรับใช้ช่วยยกผลไม้ทั้งหมดไปที่ห้องครัวทันที


เฉินอ๋องยิ่งรู้สึกแปลกใจ “ผลไม้พวกนี้ไม่ใช่ว่ากินได้เลยหรือ เหตุใดต้องยกไปในครัวด้วยล่ะ?”


ลู่ไป่ชวนรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงมักจะใช้ผลไม้ทำของอร่อยๆออกมา แต่ไม่รู้ว่าครั้งนี้นางคิดจะทำอะไร


เขาจึงส่ายหน้า “ฮูหยินของกระหม่อมมักจะมีความคิดแปลกใหม่เสมอ ท่านอ๋องไม่ต้องรีบร้อนพ่ะย่ะค่ะ เดี๋ยวเราก็ได้รู้เอง”


พระชายาตามไปที่ห้องครัวด้วยความใคร่รู้ เฉินอ๋องก็สงสัยมากเช่นกัน จึงไปนั่งเล่นหมากรุกกับลู่ไป่ชวนรอในสวนเล็กๆด้านนอกข้างห้องครัว ส่วนพระชายาพับแขนเสื้อขึ้นช่วยเหอจิ่วเหนียงปอกเปลือกผลไม้แล้ว


เฉินอ๋องกับลู่ไป่ชวนนั่งอยู่ด้านนอก ได้ยินเสียงหัวเราะของสตรีสองคนดังออกมาเป็นครั้งคราว เห็นว่าชายามีความสุขเช่นนี้ เฉินอ๋องก็มีความสุขไปด้วย


“ฮูหยินของเจ้าน่าทึ่งจริงๆ ทุกครั้งที่พระชายาเจอนางก็มักจะยิ้มหัวเราะมีความสุขเช่นนี้เสมอ อยากให้ครอบครัวของพวกเจ้าทุกคนย้ายมาอยู่ในเมืองหลวงเร็วๆจริงๆ พระชายาจะได้ไม่เหงา”


เฉินอ๋องรู้สึกซาบซึ้งใจมาก แต่ก็รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้ตำแหน่งขุนนางของลู่ไป่ชวนถือว่าสูงมากเท่าที่จะเป็นไปได้แล้ว หากเขาเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้นกว่านี้ เกรงว่าจะทำให้ราชสำนักเกิดความปั่นป่วนได้ และตอนนี้เขาเองก็ยังไม่มีอำนาจจะเลื่อนขั้นให้เขา ส่วนทางด้านฮ่องเต้… เฮ้อ… ช่างเถอะ อย่าไปคาดหวังอะไรเลยจะดีกว่า


แต่หากเฉินอ๋องรู้ว่า ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้เสนอกับเหอจิ่วเหนียงด้วยพระองค์เองว่าจะเลื่อนตำแหน่งให้ลู่ไป่ชวน แต่นางกลับปฏิเสธอย่างไม่ลังเลละก็ …คาดว่าเขาคงโมโหมากเป็นแน่


โอกาสดีๆเช่นนี้แต่กลับปฏิเสธ เทพองค์ใดก็ไม่อาจล่วงรู้ได้ทั้งนั้นว่าเหอจิ่วเหนียงกำลังคิดอะไรอยู่


“เชื่อว่าจะถึงวันนั้นในไม่ช้าพ่ะย่ะค่ะ”


ลู่ไป่ชวนยิ้มมุมปากบางๆ เป็นการเอาใจเฉินอ๋องอย่างแนบเนียน


เฉินอ๋องย่อมดีใจ และเล่นหมากรุกกับลู่ไป่ชวนต่อ

.....

“เสร็จแล้ว รีบมาชิมเร็วเข้า!”


หนึ่งชั่วยามผ่านไป เหอจิ่วเหนียงกับพระชายาก็ยกของหวานที่ทำมาจากผลไม้หลายอย่างออกมา ทั้งกั่วเจี้ยง (แยมผลไม้) ผลไม้เชื่อม วุ้นผลไม้ น้ำผลไม้คั้นสด และอีกสารพัดรายการ


สิ่งที่ทุกคนชอบที่สุดคือวุ้นผลไม้ เนื้อสัมผัสเด้งดึ๋ง รสชาติหวานอมเปรี้ยว เป็นอาหารที่พวกเขาไม่เคยกินมาก่อน


ส่วนน้ำผลไม้คั้นสด พวกเขาคิดไม่ถึงว่าจะใส่น้ำแข็งก้อน.ลงไปด้วยทั้งๆที่ตอนนี้เป็นฤดูหนาว เฉินอ๋องมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความประหลาดใจมาก …นางเอาจริงหรือนี่!


“วันนี้พวกเรากินกู่ต่งเกิง (หม้อไฟ) กัน! เครื่องดื่มเย็นๆ กินกับกู่ต่งเกิงเข้ากันสุดๆเลยเพ.คะ แต่คนที่กะเพาะไม่ค่อยดีไม่ให้ชิมนะเพ.คะ เพราะอาจทำให้ท้องเสียได้”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยขึ้นเริงร่า เฉินอ๋องกับพระชายานิ่งไป ทั้งยังมีสีหน้างุนงนเล็กน้อย


“อะแฮ่ม” ลู่ไป่ชวนกระแอมไอ เพื่อเตือนให้ภรรยาใช้วาจาระมัดระวัง เหอจิ่วเหนียงจึงเอ่ยต่อ “แต่ไม่เป็นไรเพ.คะ ข้าอยู่ตรงนี้ทั้งคน ไม่สบายตรงไหนก็มาให้หมอรักษาได้ตลอดเวลา!”


เฉินอ๋องกับพระชายา “…”


นี่เป็นครั้งแรกที่ได้ยินว่า กินกู่ต่งเกิงแล้วจะไม่สบาย


แต่คิดไปคิดมาแล้วก็เห็นด้วย กู่ต่งเกิงเป็นอาหารร้อน น้ำผลไม้เป็นเครื่องดื่มเย็น กินด้วยกันต้องรู้สึกไม่สบายเป็นแน่


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดน้อยขนาดนั้น รู้ว่าในจวนเฉินอ๋องยังมีเด็กอยู่ เครื่องดื่มที่เตรียมให้เด็กๆ จึงไม่ได้ใส่น้ำแข็งลงไป เพียงแต่ผลไม้ที่ใช้ทำเปรี้ยวมากจริงๆ จึงเติมน้ำตาลเพื่อปรับรสชาติ.ลงไปไม่น้อย


หลังจากได้ลงมือทำอาหารเหล่านี้เหอจิ่วเหนียงก็เข้าใจ แม้จะอยู่ในเมืองหลวง แต่ในยุคสมัยนี้ก็หาผลไม้รสหวานได้ยาก ส่วนมากล้วนเป็นผลไม้รสเปรี้ยวฝาด นอกจากสตรีตั้งครรภ์ที่อยากกินของเปรี้ยวกับเด็กที่ชอบกินเล่น หรือคนที่ชอบกินของเปรี้ยวอยู่แล้ว คนทั่วไปไม่มีทางชอบกินผลไม้เช่นนี้แน่ เว้นแต่จะผ่านการแปรรูปมาแล้วเท่านั้น


หลังจากกินกันจนอิ่มท้องแล้ว ลู่ไป่ชวนกับภรรยาจึงกลับคฤหาสน์


เมื่อกลับมาถึง ลู่ไป่ชวนก็ถามความสงสัยในใจทันที “จู่ๆ ซื้อผลไม้มามากมายเช่นนี้ เจ้าอยากทำการค้าผลไม้หรือ?”


ลู่ไป่ชวนรู้ว่าภรรยาตนเองชอบทำการค้า ไม่เคยทำเรื่องที่ไม่มีเหตุผล นางทำเช่นนี้ย่อมมีความคิดเป็นของตัวเองแล้ว


เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่ายด้วยความประหลาดใจ ก่อนจะตอบ “ข้าอยากทำกิจการผลไม้จริงๆ ท่านคิดว่าข้าควรทำเช่นไรดีถึงจะได้กำไรเยอะๆ?”


“หากเจ้าอยากขายของกินที่เจ้าทำในวันนี้ ก็คงเป็นวุ้นผลไม้กับกั่วเจี้ยงที่น่าจะขายได้ง่ายหน่อย ส่วนน้ำผลไม้กับผลไม้เชื่อมทำได้ไม่ยาก แค่มีผลไม้คนทั่วไปก็สามารถทำเองได้ จึงไม่คุ้มกับการลงทุน”


ลู่ไป่ชวนแสดงความคิดเห็นของตนเอง แม้เขาจะไม่ค่อยเข้าใจการทำการค้ามากนัก แต่ก็เข้าใจในหลักการพื้นฐานเหล่านี้


ครอบครัวที่มีฐานะ มีบ่าวรับใช้ แค่สั่งให้บ่าวรับใช้ทำให้กินก็ได้กินของพวกนี้แล้ว


ส่วนคนยากจนก็มองว่า การใช้จ่ายเงินซื้อของเหล่านี้เป็นการฟุ่มเฟือย สู้ทำกินเองดีกว่า 


เขาจึงสรุปว่าสองอย่างหลังนี้ดูจะขายได้ยาก


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า เห็นด้วยกับความคิดเห็นของเขา นางกล่าว “ข้าว่าที่ท่านพูดมาถูกต้องมาก แต่การค้าที่ข้าจะทำไม่ใช่เพียงเท่านี้ 


ข้าอยากปรับปรุงพันธุ์ผลไม้ให้ดีขึ้น ให้ทุกคนได้กินผลไม้รสชาติหวานๆ ไม่ใช่ผลไม้รสเปรี้ยวที่วางขายในตลาดพวกนั้น”


“เจ้าหมายความว่า… เจ้าคิดจะปลูกผลไม้อย่างนั้นหรือ?”


ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้วทันที รู้สึกเป็นกังวล


“ใช่แล้ว ข้าคิดจะทำเช่นนั้น ตอนนี้ดินแดนตะวันตกก็มีผลไม้รสหวานแล้ว แต่การขนส่งยุ่งยาก ราคาก็แพ้งแพง สู้เราปลูกเองดีกว่า! ข้ามั่นใจว่าเราทำเงินจากสิ่งนี้ได้แน่นอน!”


เหอจิ่วเหนียงมั่นใจมาก คิดว่าตนเองสามารถทำกิจการนี้ได้แน่นอน


ทว่าลู่ไป่ชวนกลับเอ่ยเสียงกังวล “การปรับปรุงสายพันธุ์ผลไม้ไม่ใช่เรื่องเล็กๆ เมล็ดพันธุ์ก็ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ สภาพแวดล้อม สภาพอากาศของสถานที่ปลูกก็สำคัญ ที่ผ่านมาก็มีหลายคนเคยคิดจะปลูกผลไม้เหมือนตะวันตกเหมือนกัน แต่สภาพอากาศที่นี่ไม่เหมาะแก่การปลูก และการปลูกก็ต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าจะออกผล ต้องใช้เวลาและแรงงานมาก ไม่คุ้มค่า”


ลู่ไป่ชวนเป็นห่วงว่า แผนการการปรับปรุงสายพันธุ์ผลไม้ของภรรยาอาจก่อให้เกิดปัญหาใหญ่ หากปลูกสำเร็จจริงและทำเงินได้ คงไม่พ้นตกเป็นที่อิจฉาของคนอื่นๆ และไม่รู้ว่าจะเกิดเรื่องวุ่นวายอีกมากเพียงใดตามมา


หากเป็นเรื่องเล็กๆน้อยๆก็ไม่เป็นไร แต่หากมีคนใช้เรื่องนี้มาตั้งข้อสงสัยในตัวนาง กุเรื่องบางอย่างขึ้นมาแล้วส่งเรื่องถึงราชสำนัก นั่นต้องเป็นปัญหาใหญ่แน่


สถานการณ์แว่นแคว้นตอนนี้ยังไม่มั่นคง ลู่ไป่ชวนยังไม่กล้ารับประกันว่าเรื่องต่างๆ ในภายภาคหน้าจะเป็นไปอย่างที่เขาต้องการ หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นแล้วเขาไร้ความสามารถ เขากลัวว่าจะปกป้องทุกคนในครอบครัวไม่ได้


เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้ใส่ใจ “ไม่ต้องห่วง เรื่องนี้ข้าคิดแผนการเอาไว้แล้ว สภาพอากาศไม่เหมาะสม เราก็สร้างสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมให้มันสิ! เรื่องนี้ขึ้นอยู่กับคนลงมือทำ ข้าทำได้แน่นอน ส่วนเรื่องอื่นที่ท่านกังวล ท่านยิ่งไม่ต้องคิดเลย หากข้าปลูกผลไม้ออกมาได้จริงๆ ก็เป็นผลดีต่อทุกคน ใครที่คิดจะมาหาเรื่องข้า ก็ต้องดูว่ามีความสามารถนั้นหรือไม่!”


ได้ยินเหอจิ่วเหนียงพูดมาขนาดนี้ ลู่ไป่ชวนก็ตระหนักแล้วได้ว่าตนเองเกลี้ยกล่อมนางไม่สำเร็จ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ตนเองก็ทำได้แค่พยายามให้มากขึ้น เพื่อจะได้เลื่อนตำแหน่งขุนนางเร็วๆ เมื่อถึงตอนนั้นหากเกิดอะไรขึ้น ต่อให้ต้องสู้อย่างสุดชีวิต ก็ต้องปกป้องนางให้ได้


“อืม ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไร ข้าจะสนับสนุนเจ้าเอง”


ตอนที่ 578: น่าโมโหยิ่งนัก แต่ก็สู้นางไม่ได้


ลู่ไป่ชวนเม้มปากเล็กน้อย สีหน้าท่าทางราวกับคนที่พร้อมสละชีวิตก็มิปาน


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขบขัน “เรื่องนี้ไม่ได้ร้ายแรงอย่างที่ท่านคิดเลย วางใจเถอะ”


ก็แค่ผลไม้ไม่กี่อย่าง ใครจะทำอะไรนางได้


ในเมื่อตัดสินใจจะทำก็ต้องทำ ส่วนเรื่องที่ลู่ไป่ชวนกังวล จะดีที่สุดหากไม่เกิดขึ้น แต่หากเกิดขึ้นก็รอนางจัดการได้เลย!


มีชีวิตมาสองชาติภพ หากยังไม่สามารถมีชีวิตที่อิสระอย่างเต็มที่ได้แล้วมันจะมีความหมายอะไร


เหอจิ่วเหนียงตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ แล้วเอ่ยอย่างผ่อนคลาย “ไม่ต้องห่วงหรอกน่า ต่อให้ฟ้าถล่มลงมาก็มีข้าคอยแบกรับอยู่! รีบไปนอนเถอะ พรุ่งนี้ต้องเข้าวังไปตรวจอาการให้ฮ่องเต้อีก”


กล่าวจบนางก็อ้าปากหาว หันหลังเดินเข้าห้องทันที


ลู่ไป่ชวนยืนนิ่งไปครู่หนึ่ง…


ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ก็มีนางคอยแบกรับอยู่หรือ?


แล้วเขาล่ะทำอะไร? หลบอยู่หลังนางอย่างนั้นหรือ?


ลู่ไป่ชวนโกรธจนหน้าดำคล้ำเขียว ภรรยาดูถูกเขายิ่งนัก! คืนนี้ต้องให้นางได้รู้ซึ้งถึงความเก่งกาจของเขาสักหน่อยแล้ว!


และแล้วในคืนนี้ ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็ได้รู้ว่า ความบ้าคลั่งของบุรุษน่ากลัวเพียงใด ขณะที่นางถูกลงทัณฑ์จนแทบหมดสติ คนเป็นสามีก็กระซิบถามข้างหูนางเสียงเจ้าเล่ห์ “หากฟ้าถล่มลงมาใครจะแบกรับ?”


“ท่านแบก ให้ท่านแบกรับ พอใจหรือยัง ข้าไม่แย่งท่าน!”


ได้ยินดังนั้นชายหนุ่มจึงจะพอใจ และปล่อยให้นางได้นอนหลับพักผ่อน


เช้าวันต่อมา เหอจิ่วเหนียงที่ต้องเข้าวังไปเข้าเฝ้าฝ่าบาท กลับนอนหลับใหลจนตะวันอยู่กลางฟ้า กว่าจะค่อยๆงัดตัวขึ้นมาด้วยความเกียจคร้าน


ลู่ไป่ชวนรู้สึกผิดไม่น้อย จึงเอาอกเอาใจนางเป็นพิเศษ ทั้งช่วยประคองให้ลุกขึ้น ช่วยล้างหน้าแปรงฟัน แม้แต่อาหารเช้าก็ช่วยป้อนให้นางกินทีละคำ


เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจเขาเลย หลังจัดการตัวเองเสร็จก็นั่งรถม้าเตรียมเข้าวัง


ผู้เป็นสามีอยากไปส่ง แต่ปรากฏว่าถูกนางปฏิเสธ


“ไม่ต้อง ข้าเห็นหน้าท่านแล้วอารมณ์ไม่ดี ไม่ต้องไปให้กระทบอารมณ์ของข้า”


เหอจิ่วเหนียงขยับตัวพิงหน้าต่างรถม้าและหลับตาพักผ่อน ลู่ไป่ชวนได้แต่เม้มปาก ไม่กล้าตามนางไป


บ่าวรับใช้ที่อยู่ตรงนั้นเห็นเช่นนี้ก็ไม่กล้าเปล่งวาจาใด ได้แต่ทำเป็นมองไม่เห็น


ภรรยาไม่อยู่บ้าน ลู่ไป่ชวนก็อยู่ว่างไม่ได้ จึงขี่ม้าไปที่ค่ายทหาร ถือโอกาสนี้ไปสืบข่าวซินหรานกับหลินอ๋องสักหน่อย


ซินหรานกลับมาเมืองหลวงตั้งนานแล้ว ไม่มีทางที่จะไม่ติดต่อหลินอ๋องแน่ หรืออย่างน้อยก็ต้องติดต่อกับพวกของตัวเอง


ปล่อยพวกเขาไปนานเกินพอแล้ว ถึงเวลาต้องจับรวบให้หมด!

.....

ปกติเหอจิ่วเหนียงสามารถนั่งรถม้าเข้าวังไปจนถึงพระตำหนักฮ่องเต้ได้โดยตรงอย่างราบรื่น ทว่าวันนี้กลับพบจิ้งอ๋องที่หน้าประตูวัง 


จิ้งอ๋องไม่ชอบขี้หน้าเฉินอ๋องมาแต่ไหนแต่ไร ดังนั้นภรรยาของคนสนิทเฉินอ๋องเขาก็ไม่ชอบหน้าเหมือนกัน เมื่อได้เผชิญหน้ากัน จึงเรื่องวุ่นวายขึ้นที่หน้าประตูวัง


“หึ เป็นแค่ชาวนาบ้านนอก เจอข้าแล้วกลับไม่ยอมลงมาคำนับทักทาย ใครให้เจ้าบังอาจถึงเพียงนี้ฮะ?”


จิ้งอ๋องยังคงโกรธฝังใจกับความอัปยศที่ได้รับจากจวนเฉินอ๋องในคราวก่อน (ถูกกลั่นแกล้งจนปากบวมและยังต้องจ่ายค่ารักษาหลายตำลึง) ตอนนี้จึงอยากให้เหอจิ่วเหนียงคุกเข่าขอโทษ


คิดดูสิ เขาเป็นถึงจิ้งอ๋องผู้สง่างาม.องอาจ ขุนนางในเมืองหลวงมีใครบ้างที่พบเขาแล้วไม่คารวะ แต่สองสามีภรรยาแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋น–ขุนนางระดับสาม กลับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา! ชิ ทุกวันนี้พอนึกถึงเรื่องวันนั้นขึ้นมาทีไรก็ยังรู้สึกเจ็บปากอยู่เลย


วันนั้นเป็นเพราะเรื่องเกิดขึ้นในงานเลี้ยง มีสายตามากมายคอยจับจ้องอยู่ ต่อให้เขาโกรธจนไฟท่วมก็ทำอะไรไม่ได้ แต่วันนี้! ผู้หญิงคนนี้มาเพียงลำพัง เช่นนั้นต้องใช้โอกาสนี้สั่งสอนนางให้เข็ดหลาบสักตั้ง!


เหอจิ่วเหนียงอารมณ์ไม่ดีเพราะนอนไม่อิ่มเป็นทุนเดิม พอได้ยินเสียงสุนัขเห่าหอนด้านนอกก็ยิ่งรู้สึกรำคาญ


“ไม่ต้องสนใจเขา ไปต่อ”


นางสั่งการคนบังคับรถม้าเสียงต่ำ คนบังคับรถม้าก็ทำตาม


ทหารเฝ้าประตูรู้ว่าเป็นรถม้าของฮูหยินลู่ เมื่อเห็นคนบังคับรถม้าแสดงป้ายคำสั่งก็ปล่อยให้เข้าไปทันที


จิ้งอ๋องไฟโทสะพลันลุกพรึ่บ! ไม่อยากเชื่อว่าคนพวกนี้จะทำเหมือนเขาไร้ตัวตนเช่นนี้ ไม่ให้เกียรติกันเกินไปแล้ว!


“หยุดนะ! ข้าบอกให้หยุดเดี๋ยวนี้!”


เขาสั่งให้คนบังคับรถม้าของตัวเองรีบตามไป พลางสบถด่าด้วยความโกรธ ทุกคนโดยรอบต่างพากันมองมา


เหอจิ่วเหนียงที่ตั้งใจจะงีบหลับระหว่างทาง ถูกจิ้งอ๋องรบกวนจนนอนไม่หลับ นางจึงบอกคนบังคับรถม้าให้หยุดรถ และพุ่งพรวดลงจากรถม้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นหันไปกวักมือเรียกรถม้าของจิ้งอ๋อง 


“มานี่ มานี่ ลงมาเดี๋ยวนี้ มีเรื่องอะไรก็มาคุยกันให้รู้เรื่อง!”


วันนี้แดดค่อนข้างแรง เหอจิ่วเหนียงหรี่ตา.มองจิ้งอ๋องที่พรวดพราดลงจากรถม้าด้วยความโมโห ส่วนนางก็พับแขนเสื้อเท้าเอวรอ


ไม่นานจิ้งอ๋องก็มาหยุดยืนตรงหน้านาง ยกยิ้มเย่อหยิ่งพลางกล่าว “ทำไม กลัวขึ้นมาแล้วสิ! รีบคุกเข่าคำนับข้าสามครั้งเดี๋ยวนี้ ข้าอาจจะเมตตาไว้ชีวิต…


อ๊า!”


เขาไม่ทันพูดจบ เหอจิ่วเหนียงก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะขัดขึ้นมา แล้วต่อยเขาไปหนึ่งหมัด


คนข้างๆไม่ทันได้ตั้งตัว เหอจิ่วเหนียงก็ง้างหมัดขวาต่อยเขาไปเต็มแรงอีกครั้ง


จิ้งอ๋องถึงกับน้ำลายกระเด็น…พร้อมกับฟันที่ร่วงออกมาหลายซี่ เขาตกใจมาก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าสตรีตรงหน้าจะกล้าลงมือกับเขา


ทั้งยังแรงมากอีกด้วย!


แน่ใจนะว่าเป็นสตรี!


“นี่จะ…จะ…เจ้า! เจ้ากล้าต่อยข้ารึ!”


อ๋องเอาแต่ใจมองหน้าอีกฝ่ายอย่างเหลือเชื่อ สตรีโฉมงามเช่นนี้ กลับไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังทำท่าทางแกว่งมือไปมาราวกับจะต่อยเขาอีกหมัดเช่นนี้อีก!


“ทำไม อยากลองดีอีกหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงกระดิกนิ้วเรียกเขาเข้ามาใกล้ๆอย่างท้าทาย แสดงท่าทางให้เห็นว่านางจะต่อยอีก


จิ้งอ๋องกลับไม่กล้าก้าวไปข้างหน้า ได้แต่ใช้วาจาวางท่ากับเหอจิ่วเหนียง “ข้าเป็นถึงอ๋อง เจ้ากล้าลงไม้ลงมือกับข้าในวังเช่นนี้ เสด็จพ่อต้องประหารเจ้าเก้าชั่วโคตรแน่!”


“ไอ้หยา สู้ไม่ได้ก็ฟ้องพ่อแล้วหรือ เก่งจริงๆ!” เหอจิ่วเหนียงเยาะเย้ย


จิ้งอ๋องยิ่งเดือดดาล แทบอยากฉีกร่างนางให้ตายคามือเสียแต่ตอนนี้


ทว่าสองหมัดเมื่อครู่ เหอจิ่วเหนียงลงมือได้รวดเร็วมากจนเขาไม่ทันตั้งตัวเลย เขาจึงรู้ว่าตนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนาง ดังนั้นจึงทำได้แค่ยกฮ่องเต้มาขู่


แต่ผู้หญิงคนนี้ก็ยังกล้าเยาะเย้ยเขาอีก!


น่าโมโหจริงๆ แต่ก็สู้นางไม่ได้!


จิ้งอ๋องโกรธจนหายใจติดขัด แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจข่มอารมณ์เอาไว้ จากนั้นเอ่ยกับเหอจิ่วเหนียงอย่างลำพอง “ไป ไปหาเสด็จพ่อกับข้า ให้เสด็จพ่อเป็นคนตัดสิน! ถึงตอนนั้นเจ้าต้องคุกเข่าขอโทษข้าแน่นอน!”


คนที่เป็นฝ่ายถูกไม่ยอมเสียเปรียบกับเรื่องเช่นนี้แน่นอน เขาอดทนเอาไว้ก่อน รอเดี๋ยวอยู่ต่อหน้าเสด็จพ่อก่อนเถอะ เขาจะกล่าวโทษสตรีปากร้ายนี่!


“ก็ไปสิ แต่ใครจะเป็นคนคุกเข่าอันนี้ก็ไม่แน่นะ!”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยทิ้งท้าย ก่อนกลับขึ้นรถม้าอีกครั้ง ครั้งนี้คนผู้นั้นไม่ได้ขวางอีก นางจึงมีโอกาสได้งีบพักสักครู่


ในที่สุดก็มาถึงพระตำหนักฮ่องเต้ ขันทีคนเดิมมารออยู่ก่อนหลายชั่วยามแล้ว เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงก็รีบเข้าไปต้อนรับ ยิ้มตาหยีพร้อมคำเอาอกเอาใจ “ฮูหยินลู่มาแล้ว ฝ่าบาทรอนานแล้ว รีบตามข้าน้อยมาเถอะขอรับ”


ขณะกำลังจะเชิญเหอจิ่วเหนียงเข้าไป ขันทีก็เห็นจิ้งอ๋องลงจากรถม้าด้วยใบหน้าฟกช้ำดำเขียว เขาตกใจมาก


“ไอ้หยา ท่านอ๋อง เป็นอะไรไปหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


ขันทีรีบเข้าไปช่วยประคอง ทว่าถูกจิ้งอ๋องผลักออก และตะคอกใส่ “ข้าจะเข้าเฝ้าเสด็จพ่อ!”


“ตะ…ตะ…แต่…แต่ว่า…”


“เจ้ากล้าขวางข้ารึ?”


จิ้งอ๋องถลึงตากราดเกรี้ยว ขันทีไม่กล้าพูดอะไรอีก ทำได้แค่ปล่อยให้เขาเดินตึงตังเข้าไป


แต่ในขณะนั้น เหอจิ่วเหนียงชิงเข้าไปก่อนเขาแล้ว


ตอนที่จิ้งอ๋องเข้ามาถึง เหอจิ่วเหนียงคุกเข่าร้องไห้สะอึกสะอื้นต่อหน้าฮ่องเต้แล้ว


“ฝ่าบาท หม่อมฉันไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ฝ่าบาทเสียเวลาตรวจพระวรกายนะเพ.คะ เป็นท่านจิ้งอ๋องที่ขวางหม่อมฉันไว้ หาเรื่องหม่อมฉันเพ.คะ!”


จิ้งอ๋องที่สาวเท้าเข้ามาอย่างรีบร้อน ได้ยินวาจาของนางก็ถึงกับชะงักไปทันที


ตอนที่ 579: ขอโทษต่อหน้าทุกคน


เหอจิ่วเหนียงเห็นจิ้งอ๋องเข้ามาก็ไม่ได้สะทกสะท้านแต่อย่างใด ยังคงปาดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงต่อไป


“ฝ่าบาทโปรดตัดสินให้หม่อมฉันด้วยนะเพ.คะ! หม่อมฉันเดินทางมาจากจิงโจวถึงเมืองหลวงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย กังวลเรื่องพระวรกายของฝ่าบาทจนนอนไม่หลับ พอมาถึงยังถูกท่านจิ้งอ๋องกลั่นแกล้งอีก เห็นว่าครอบครัวของหม่อมฉันเป็นครอบครัวชาวนาบ้านนอก สามีหม่อมฉันตำแหน่งต่ำต้อยจึงถูกเชื้อพระวงศ์ดูถูกเช่นนี้…”


เหอจิ่วเหนียงมีรูปโฉม.งดงามเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ยิ่งแสดงท่าทางอ่อนแอน้อยเนื้อต่ำใจ บวกกับเสียงสะอื้นไห้หวานล้ำ ก็ยิ่งทำให้คน.อดสงสารไม่ได้


หากจิ้งอ๋องไม่ใช่คนที่โดนนางต่อย มาเห็นภาพนี้ไม่แน่เขาอาจจะสงสารเหอจิ่วเหนียงไปด้วยแล้ว


ยิ่งไม่ต้องพูดถึงฮ่องเต้เลย แม้ตอนนี้เขาไม่ได้มีความคิดอยากได้เหอจิ่วเหนียงมาอยู่ในวังหลังแล้ว แต่การออกหน้าปกป้องสตรีโฉมงามก็ไม่ใช่เรื่องที่เกินขอบเขต


“เจ้าหก เจ้านี่ดีจริงๆ! ปกติก็ทำตัวไม่ได้เรื่องอยู่แล้ว ตอนนี้ยังมากลั่นแกล้งผู้หญิงคนหนึ่งอีก เจ้ามันตัวทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของราชวงศ์จริงๆ!”


ฮ่องเต้อ้าปากปุ๊บก็ดุด่าโอรสทันที ไม่ได้สนใจรอยฟกช้ำบนใบหน้าจิ้งอ๋องเลย


“เสด็จพ่อ คนที่โดนต่อยคือลูกนะพ่ะย่ะค่ะ! ลูกไม่ได้แตะนางแม้แต่ปลายเส้นผมเลย!”


จิ้งอ๋องแทบไม่อยากเชื่อ ก่อนหน้านี้รู้มาตลอดว่าเสร็จพ่อลำเอียง แต่คิดไม่ถึงว่าจะลำเอียงถึงขั้นนี้


เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจ นางฟ้องต่อ “ฝ่าบาทเพ.คะ ท่านจิ้งอ๋องเจอหม่อมฉันและจะให้หม่อมฉันคุกเข่าคารวะสามครั้ง หากเป็นวันอื่นหม่อมฉันไม่ลังเลเลย! แต่วันนี้เป็นวันที่หม่อมฉันต้องรีบมาตรวจพระวรกายให้ฝ่าบาท ไม่อาจเสียเวลาได้จริงๆ หม่อมฉันจึงขอให้ท่านจิ้งอ๋องเปลี่ยนไปเป็นวันอื่น แต่ไม่ว่าจะพูดเช่นไร ท่านอ๋องก็ไม่ยอม พรวดพราดเข้ามาจะทำร้ายหม่อมฉัน หม่อมฉันจึงจำเป็นต้องป้องกันตัวเองเพ.คะ โปรดฝ่าบาทลงโทษด้วย!”


แม้ปากจะกล่าวเช่นนี้ ทว่าใบหน้ากลับไม่มีความหวาดกลัวแม้แต่น้อย และไม่เหมือนกับคนร้องขอรับโทษเลย ทั้งยังจงใจยิ้มเยาะเย้ยจิ้งอ๋องอีกด้วย


จิ้งอ๋องเจ็บใจจนพูดไม่ออก ตอนนี้เขาได้เข้าใจความหมายของคำกล่าวที่ว่า ‘มีแค่คนเลวกับสตรีเท่านั้นที่เลี้ยงยาก’ อย่างถ่องแท้แล้ว


เห็นๆกันอยู่ว่าคนที่โดนต่อยคือเขา แต่เหอจิ่วเหนียงกลับเป็นคนได้พูดทุกอย่าง แล้วเขาจะทำอะไรได้อีกล่ะ


ฮ่องเต้พลันโกรธเกรี้ยว ตวาดใส่จิ้งอ๋องอย่างเดือดดาล “นี่เจ้ารังแกผู้หญิงด้วยวิธีเช่นนี้หรือ! เจ้ารู้หรือไม่ว่าหมอเหอเป็นหมอที่เราเชิญมาเพื่อรักษาโรคของเรา เจ้าทำให้นางลำบากเช่นนี้ เจ้าไม่เห็นหัวเราเลยใช่หรือไม่!”


จิ้งอ๋องทรุดเข่าลงทันที “เสด็จพ่อระงับโทสะด้วย เรื่องไม่ได้เป็นอย่างที่นางพูดนะพ่ะย่ะค่ะ…”


“ทำไม เจ้าจะบอกว่าหมอเหอใส่ร้ายเจ้าอย่างนั้นหรือ? นางเป็นแค่ผู้หญิง เข้าวังมาก็เพื่อรักษาโรคให้เรา เหตุใดนางต้องใส่ร้ายเจ้าด้วย? หลายปีที่ผ่านมา เป็นเพราะเราตามใจเจ้ามากเกินไป เจ้าถึงได้เป็นคนใจแคบขี้อิจฉาคนอื่นเช่นนี้!”


ใบหน้าจิ้งอ๋องเต็มไปด้วยความงุนงงและคำถามมากมาย “หา?”


“หาอะไรของเจ้า! ยังไม่รีบขอโทษหมอเหออีก!”


“ฮะ!?” จิ้งอ๋องเบิกตากว้างด้วยความตกใจอีกครั้ง “เสด็จพ่อ คนที่เจ็บตัวคือลูกนะพ่ะย่ะค่ะ!”


“เจ้าสมควรโดนแล้ว! ใครใช้ให้เจ้าไปหาเรื่องฮูหยินลู่ก่อนล่ะ!”


ฮ่องเต้ไม่ได้รู้สึกว่าการที่ตัวเองตัดสินเช่นนี้จะไม่เหมาะสมตรงไหน ทั้งยังถลึงตาใส่จิ้งอ๋องด้วยความโกรธ เร่งให้เขารีบขอโทษ


จิ้งอ๋องไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ ว่าเรื่องจะกลับกลายเป็นเช่นนี้ เดิมทีคิดว่า ตนเองได้รับบาดเจ็บ อย่างน้อยก็ทำให้เสด็จพ่อเข้าข้างได้บ้าง แต่ใครจะคิดว่า เขาจะเข้าข้างเหอจิ่วเหนียงอย่างไม่ลืมหูลืมตา


ก่อนหน้านี้เคยได้ยินมาว่า เสด็จพ่อเชื่อฟังเหอจิ่วเหนียงทุกอย่าง ไม่ว่านางจะพูดอะไรก็เชื่อไปหมด คำพูดของนางศักดิ์สิทธิ์ยิ่งกว่าสนมคนโปรดในวังหลังซะอีก จนมาเห็นกับตาวันนี้ จิ้งอ๋องจึงได้รู้แล้วว่า ความสัมพันธ์ของเหอจิ่วเหนียงกับเสด็จพ่อไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!


“เราบอกให้เจ้าขอโทษ ไม่ได้ยินรึ? หรือกล้าขัดคำสั่งเรา!”


รออยู่ครู่หนึ่ง ฮ่องเต้เห็นจิ้งอ๋องยังไม่ขยับเขยื้อนก็ยิ่งโกรธกว่าเดิม


จิ้งอ๋องอึดอัดใจมาก ทว่าสุดท้ายก็ต้องกัดฟันฝืนพูดออกมา “ขอโทษ เป็นข้าที่บุ่มบ่ามเอง”


เหอจิ่วเหนียงจึงกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล “ในเมื่อท่านอ๋องขอโทษแล้ว หม่อมฉันก็ไม่กล้าคิดอะไรมากแล้วเพ.คะ ถึงอย่างไรท่านก็เป็นถึงอ๋อง หม่อมฉันเป็นแค่หญิงชาวนาบ้านนอก ต่อให้ต้องกล้ำกลืนใจมากเพียงใดก็ไม่กล้าเปล่งวาจาใดอีก”


ขณะที่กล่าวนางจงใจก้มหน้าลงด้วย ทำท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจเหลือประดา จิ้งอ๋องถึงกับตาค้างพูดไม่ออก เขาไม่เคยเจอผู้หญิงคนไหนแสดงละครเก่งขนาดนี้มาก่อน!


ทว่าฮ่องเต้กลับเชื่อนางอย่างสนิทใจ ตรัสขึ้นทันที “ได้ยินหรือไม่! เจ้ากลับไปเตรียมของขวัญส่งไปขอโทษที่จวนตระกูลลู่ด้วย จะจบง่ายๆเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด!”


จิ้งอ๋องแทบใจสลาย เขาขอโทษนางต่อหน้าทุกคนเช่นนี้แล้ว ยังต้องให้นำของขวัญไปขอโทษถึงจวนอีกหรือ นี่ไม่ต่างอะไรกับการกดหัวเขาขยี้พื้นเลย!


“ได้ยินหรือไม่!”


ฮ่องเต้ตะตอกด้วยความโกรธอีกครั้ง จิ้งอ๋องจำใจต้องกัดฟันตอบรับ


หลังจากนั้นจิ้งอ๋องก็โดนไล่ออกไป ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็เริ่มตรวจพระวรกายให้ฮ่องเต้


“ไหนบอกว่าจะมาตรวจเดือนละครั้งไม่ใช่หรือ เหตุใดผ่านมานานเช่นนี้จึงเพิ่งมา ช่วงนี้เรารู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัวเลย หากเจ้ายังไม่มาอีก เราคงจะส่งคนไปรับเจ้าถึงจิงโจวแล้ว”


ฮ่องเต้ตรัสด้วยท่าทางน้อยใจ ราวกับเด็กงอแงอยากกินขนมก็มิปาน


เหอจิ่วเหนียงกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “จริงหรือเพ.คะ หม่อมฉันดูไม่ออกเลยว่าฝ่าบาทจะรีบร้อนอยากตรวจพระวรกาย วันนี้หากไม่ใช่เพราะหม่อมฉันยังพอมีความสามารถอยู่บ้าง ก็คงถูกท่านจิ้งอ๋องรังแกไปแล้วแน่ๆ หม่อมฉันไม่มาเสียที ฝ่าบาทก็ไม่เห็นส่งคนไปดูเลย ยังจะตรัสเช่นนี้อีก”


“ไอ้หยา เจ้าก็ต่อยเจ้าหกเอาคืนไปแล้วไม่ใช่หรือ อีกอย่าง ข้าก็เข้าข้างเจ้าแล้ว แต่ไหนแต่ไรมาเจ้าหกไม่เคยเป็นฝ่ายยอมเสียเปรียบเลย แต่ครั้งนี้ต้องเสียเปรียบเพราะเจ้าถึงขั้นนี้ เจ้าก็น่าจะพอใจแล้วนา”


ฮ่องเต้ก็ใช่ว่าจะไม่รู้อะไรเลย เขาย่อมเห็นอยู่แล้วว่าคนที่โดนต่อยคือจิ้งอ๋อง แต่ในสายตาของเขามองว่า คนที่เริ่มก่อนคือคนผิด จิ้งอ๋องไม่ควรยั่วยุสตรีผู้นี้ เจอจุดจบเช่นนั้นก็สมควรแล้ว


ยิ่งไปกว่านั้น อาการประชวรของเขาก็ยังต้องพึ่งการรักษาจากเหอจิ่วเหนียง หากอยากมีชีวิตอยู่ต่ออีกหลายๆปีก็ต้องให้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนยืดอายุให้ ชีวิตของตนมีเดิมพันเช่นนี้ ย่อมไม่มีสิ่งอื่นใดสำคัญไปกว่านี้แล้ว


เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ฮ่องเต้ผู้นี้ก็ใช่ว่าจะเป็นคนดักดานอย่างที่ร่ำลือกัน


ก็จริง คนที่สามารถเป็นฮ่องเต้ได้จะโง่เขลาเบาปัญญาได้อย่างไร ทุกอย่างล้วนอยู่ในการคาดการณ์ของพวกเขาทั้งหมดอยู่แล้ว


ในสายตาของฮ่องเต้ เรื่องราวทุกสิ่งอย่างในใต้หล้านี้แบ่งออกเป็นสองอย่าง อย่างแรกคือ เรื่องที่เขาใส่ใจ อย่างที่สองก็คือ เรื่องที่เขาไม่ใส่ใจ อยู่ที่ว่าฮ่องเต้จะเลือกสิ่งใดก็เท่านั้น


ก่อนหน้านี้เขาใส่ใจองค์รัชทายาทกับอ๋องคนอื่นๆ แต่หลังจากที่มองสถานการณ์ได้แจ่มแจ้ง ในใจก็เริ่มเอนเอียงไปทางเฉินอ๋องบ้างแล้ว


หลังจากนั้นทั้งสองก็ไม่ได้พูดอะไรกันอีก เหอจิ่วเหนียงเริ่มฝังเข็มให้คนป่วย จากที่ตรวจพระวรกายวันนี้ ร่างกายของฮ่องเต้ฟื้นตัวได้ไม่เลว ไม่ได้มีอาการป่วยอย่างที่เขาอ้างเมื่อครู่เลย


คาดว่าฮ่องเต้ยอมทุ่มเททุกอย่างเพื่ออยากมีชีวิตอยู่ต่อนานๆ รักสุขภาพของตัวเองมาก ดังนั้นจึงมีอาการดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเช่นนี้


นี่เป็นเรื่องดี แต่กลับไม่ใช่เรื่องดีทั้งหมด


ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงทำให้ฮ่องเต้เชื่อฟังคำพูดของนางได้ ก็เป็นเพราะฮ่องเต้ยังต้องพึ่งพานางอยู่ แต่หากพระวรกายของฮ่องเต้ฟื้นตัวกลับมาเป็นปกติเมื่อไร ไม่แน่อาจจะจัดการนางเป็นคนแรกก็ได้


แน่นอนว่านี่เป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ถึงอย่างไรตอนนี้ฮ่องเต้ก็ไม่ได้มีความกล้ามากถึงเพียงนั้น เพราะเขารู้ว่าแม้จะหายจากอาการประชวรแล้ว แต่เหอจิ่วเหนียงก็ยังมีความสามารถควบคุมเขาได้


ตอนที่ 580: ตกรางวัลให้หม่อมฉันสักหน่อยได้หรือไม่


“ร่างกายของเราเป็นอย่างไรบ้าง?”


ฮ่องเต้.มองหน้าหมอหญิง พลางถามด้วยสีหน้าคาดหวัง


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ตอบไปทันที แต่กลับถามกลับ “ฝ่าบาทรู้อยู่แล้ว เหตุใดต้องถามอีกล่ะเพ.คะ?”


“เราไม่ใช่หมอ เราจะรู้ได้อย่างไรเล่า?”


“ฝ่าบาทไม่ใช่หมอ แต่ในวังมีหมอหลวงมากมาย ฝ่าบาทไม่เคยเรียกมาตรวจอาการบ้างเลยหรือเพคะ? อีกอย่าง หากฝ่าบาทรู้สึกว่าพระวรกายไม่สบายจริงๆ จะลุกขึ้นมานั่งได้อย่งไรเพ.คะ คาดว่าคงไปตามหม่อมฉันที่จิงโจวตั้งนานแล้ว”


ฮ่องเต้หวงแหนชีวิตตัวเองมาก หากรู้สึกไม่สบายจริงๆ จะปล่อยเวลาให้ยืดเยื้อเช่นนี้ได้อย่างไร


เมื่อความคิดถูกจับได้ ชั่วขณะหนึ่งฮ่องเต้จึงไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไร เพียงแค่ทำเสียงชิชะสองสามครั้งแล้วไม่ได้พูดอะไรอีก


ปกติเวลาฮ่องเต้ฝังเข็มมักจะถือโอกาสงีบหลับด้วย แต่ครั้งนี้ไม่ได้เจอเหอจิ่วเหนียงนาน เขาเก็บเรื่องราวที่อยากจะพูดกับนางไว้ตั้งมากมาย วันนี้จึงตื่นตัวเป็นพิเศษ


“ก่อนหน้านี้ที่เจ้าพูดไว้ผิดเลย องค์รัชทายาทยากที่จะแบกรับภาระใหญ่โตได้จริงๆ หลายปีที่ผ่านมา ข้าเสียเวลากับเขาไปเปล่าประโยชน์แล้ว”


จู่ๆ ฮ่องเต้ก็บ่นกับนาง ขันทีกับเหล่านางกำนัลข้างๆ ต่างเคยชินแล้ว จึงไม่ได้มีท่าทีตกใจอะไร


เหอจิ่วเหนียงก็ไม่รู้เหมือนกันว่าฮ่องเต้ชอบพูดคุยเรื่อยเปื่อยตั้งแต่เมื่อไร ไม่นึกเลยว่าเขาจะชอบบ่นเรื่องเหล่านี้กับนาง แต่นางย่อมไม่พลาดโอกาสใส่ใจเรื่องซุบซิบอยู่แล้ว ดังนั้นจึงไม่ปฏิเสธที่จะรับฟัง


“หม่อมฉันไม่เคยพูดเช่นนั้นนะเพ.คะ ฝ่าบาทอย่าโยงสุ่มสี่สุ่มห้าสิเพ.คะ”


เหอจิ่วเหนียงจำได้ว่า ก่อนหน้านี้ตนเองพูดแค่เรื่องหลินอ๋อง ไม่ได้พูดถึงองค์ัรัชทายาทเลย ฮ่องเต้ผู้นี้ อย่าได้คิดโยนความผิดมาให้นางเชียว


“ไม่ได้พูดหรือ?”


“ไม่เคยพูดแน่นอนเพ.คะ!”


“ก็ได้ ก็ได้ เช่นนั้นถือว่าเราพูดเองแล้วกัน เราพูดเรื่องจริงจังกับเจ้าอยู่ เจ้าอย่าขัดสิ!”


ฮ่องเต้ทำสีหน้ายอมอ่อนข้อ ทำเอานางกำนัลกับขันทีที่อยู่ข้างๆ ถึงกับเหลือบมองด้วยความตกตะลึง ฝ่าบาทของพวกเขาปฏิบัติต่อฮูหยินลู่ไม่ธรรมดาจริงๆ!


ต่อให้เป็นหลิวกุ้ยเฟย หรือองค์รัชทายาทผู้ที่ฮ่องเต้เคยโปรดปรานที่สุด พระองค์ก็ไม่เคย.อดทนและอ่อนโยนเช่นนี้เลย


ได้ยินเขายอมอ่อนข้อ เหอจิ่วเหนียงจึงตั้งใจฟังเขาโดยไม่ขัดอีก


“รู้หรือไม่ว่าเหตุใดเราถึงคอยปกป้อง.องค์รัชทายาทมาโดยตลอด ก็เพราะตอนที่เรายังหนุ่ม เราต้องเจอกับความอัปยศอดสูมาโดยตลอด เราไม่อยากให้รัชทายาทต้องมาเจอซ้ำรอยอย่างที่เราเจอ แต่ใครจะคิดล่ะว่า รัชทายาทจะไร้ความสามารถถึงเพียงนี้ หลายปีที่ผ่านมา ไม่มีผลงานอะไรเลยไม่ว่า แต่ยังทำให้ต้องอับอายขายขี้หน้าอีก!”


ฮ่องเต้ตรัสไปตรัสมาก็โยนความผิดทั้งหมดไปให้องค์รัชทายาท ปัดความผิดพ้นตัวจนเกลี้ยง


เหอจิ่วเหนียงฟังแล้วก็รู้สึกไม่เห็นด้วย จึงกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “เกรงว่าจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นกระมังเพ.คะ หาก.องค์รัชทายาทไร้ความสามารถจริง เขาไม่มีทางอยู่ในตำแหน่ง.องค์รัชทายาทได้นานหลายปีอย่างมั่นคงเช่นนี้ ฝ่าบาทตรัสอะไรก็ย้อนถามพระทัยพระองค์บ้าง อย่าโยนความผิดทุกอย่างให้คนอื่นเลยเพ.คะ”


ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้น ความโกรธถึงกับพลุ่งพล่าน “เจ้า…”


“ก็จริงนี่เพ.คะ หรือจะเป็นไปได้หรือไม่เพ.คะว่า อันที่จริงแล้ว องค์รัชทายาทไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา แต่เพราะเขารู้ว่าฝ่าบาทเป็นคนเช่นไร ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาจึงทำแต่เรื่องที่ถูกพระทัยพระองค์เพื่อเอาใจพระองค์ เพราะอย่างท่านเฉินอ๋องที่มีความสามารถโดดเด่นเช่นนั้นยังถูกพระองค์บีบจนหมดหนทาง หาก.องค์รัชทายาทอยากอยู่รอดปลอดภัยก็ต้องเป็นคนธรรมดา ไม่โดดเด่น ทำตัวให้เหมาะสมกับความคาดหวังของฝ่าบาท”


“เจ้า!”


ฮ่องเต้หายใจติดขัด เห็นได้ชัดว่าเขาโกรธมาก


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้มีท่าทีหวาดกลัวแต่อย่างใด นางเอ่ยต่อ “เลิกเจ้าๆๆได้แล้วเพ.คะ 


ฝ่าบาท ก่อนหน้านี้หม่อมฉันเคยบอกพระองค์แล้ว พระองค์ไม่เข้าใจเลยหรือเพ.คะ


พระองค์ลองถามพระทัยตัวเองดูว่า ในพระทัยพระองค์คิดเช่นนี้หรือไม่ แต่พระองค์ก็น่าจะมองความจริงได้อย่างชัดแจ้งแล้ว หลายปีที่ผ่านมา หากไม่ใช่เพราะท่านเฉินอ๋องคอยปกป้องแว่นแคว้นให้ แว่นแคว้นก็คงโดนตงถิงกับหนานไท่เขมือบไปตั้งนานแล้ว เหตุใดพระองค์ต้องหลอกตัวเองด้วยล่ะเพ.คะ 


หม่อมฉันไม่ปฏิเสธนะเพคะว่าท่านเฉินอ๋องมีเล่ห์เหลี่ยมอยู่บ้าง แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้วไม่ใช่หรือเพ.คะ เจอกับฮ่องเต้ที่ไม่สนใจงานราชกิจกับบิดาที่ลำเอียงเช่นนี้ หากท่านอ๋องไม่ใช่เล่ห์เหลี่ยมพวกนั้นเขาจะมีชีวิตอยู่รอดมาถึงทุกวันนี้ได้อย่างไรเพ.คะ พระองค์ควรจะรู้สึกโชคดีที่ท่านเฉินอ๋องยังมีความกตัญญู แม้จะเป็นเช่นนั้นก็ยังเคารพพระองค์ ไม่เคยมีความคิดที่จะยึดบัลลังก์เลยแม้แต่น้อย”


ขันทีกับนางกำนัลที่อยู่ข้างๆ แทบอยากมุดหนีออกไปจากตรงนี้ให้เร็ว ฮูหยินลู่ผู้นี้ช่างกล้าพูดจริงๆ คิดไม่ถึงว่าจะกล้าพูดเรื่องยึดบัลลังก์ออกมาได้ นั่นมันข้อหากบฏเชียวนะ!


พวกเขาล้วนรู้สึกว่า วันนี้ฮูหยินลู่น่าจะถูกจิ้งอ๋องทำให้โมโหมาก จึงจงใจพูดวาจาเหล่านี้ให้ฮ่องเต้พิโรธ


แต่เมื่อครู่ฮ่องเต้ก็เข้าข้างฮูหยินลู่แล้ว ฮูหยินลู่ยังไม่หายโกรธอีกหรือ


เห็นนางโกรธฝังใจเช่นนี้ วันนี้จึงได้เรียนรู้อีกอย่างว่า หากอยากมีชีวิตอยู่ต่อ อย่าได้ยั่วโมโหสตรีผู้นี้เด็ดขาด!


ฮ่องเต้ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม รู้ทั้งรู้ว่าทุกครั้งที่คุยกับเหอจิ่วเหนียง ตนเองก็จะเป็นฝ่ายโกรธจนตัวสั่น แต่เรื่องในใจบางเรื่อง ตนเองก็ชอบพูดกับนาง ต่อให้รู้ว่าจะถูกนางด่าก็ยังอยากจะพูดกับนาง รู้สึกว่าขอแค่ได้พูดกับนาง เรื่องทุกอย่างก็ดูเป็นเรื่องเล็กไปหมด


ตอนนี้เขาไม่อยากพูดอะไรอีกแล้ว แค่อยากสูดลมหายใจลึกๆ มิฉะนั้นสุขภาพที่อุตส่าห์ฟื้นฟูมาจะพังเสียเปล่า


เหอจิ่วเหนียงเห็นเขาไม่พูดอะไรอีกก็ขี้เกียจจะพูดเช่นกัน ระหว่างรอ นางก็เดินออกไปนั่งกินขนมที่โต๊ะฮ่องเต้จนเกลี้ยง


สมกับที่เป็นฮ่องเต้จริงๆ อาหารเลิศหรูยิ่งนัก ขนมชิ้นเล็กๆเหล่านี้ล้วนทำออกมาได้อย่างประณีต ทั้งหน้าตาของขนมและรสชาติ ล้วนไม่เลวเลย


ฮ่องเต้ที่ถูกยั่วโมโหมาครึ่งวัน มองนางกินขนมของตัวเองอย่างเอร็ดอร่อยโดยไม่ต่อว่าอะไรเลย น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก!


เหอจิ่วเหนียงกินขนมไปหลายชิ้นแล้ว ก่อนจะถามขึ้น “ฝ่าบาท หม่อมฉันรักษาโรคให้พระองค์ พระองค์จะตกรางวัลให้หม่อมฉันสักหน่อยหรือไม่เพ.คะ?”


“เจ้าอยากได้สิ่งใดล่ะ?”


ฮ่องเต้เม้มริมฝีปากเล็กน้อย นอกจากบัลลังก์มังกรแล้ว นางอยากได้สิ่งใดเขาก็ให้ได้


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ “หม่อมฉันมีแผนจะเปิดกิจการใหม่เพ.คะ หม่อมฉันอยากได้ปรมาจารย์ทำขนมเช่นนี้ พระองค์จะมอบให้หม่อมฉันสักคนสองคนได้หรือไม่เพ.คะ? พระองค์วางพระทัยได้ หม่อมฉันจะให้ค่าตอบแทนพวกเขาตามที่พวกเขาเคยได้จากในวัง รับรองว่าไม่ให้พวกเขาต้องลำบากแน่นอนเพ.คะ”


ฮ่องเต้ก็นึกว่าเรื่องใหญ่อะไรซะอีก คิดไม่ถึงว่านางแค่อยากได้คนทำขนมสองคน เรื่องง่ายๆเล็กๆน้อยๆ


“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร พวกเขาเป็นคนในวัง เรื่องอาหารเครื่องใช้ทางวังเตรียมให้ตลอดอยู่แล้ว เจ้าไม่ต้องกังวล เดี๋ยวเราจะให้คนส่งพวกเขาไปที่จวนเจ้า”


เหอจิ่วเหนียงตาลุกวาวทันที คิดไม่ถึงว่าคนที่ส่งไปจากวัง ออกไปอยู่นอกวังทางวังก็ยังคอยดูแลด้วย สวัสดิการนี้ไม่เลวเลย


“ขอบพระทัยฝ่าบาทเพ.คะ หากเป็นไปได้ ขอสองคนที่สนิทกันนะเพ.คะ หม่อมฉันกลัวเกิดปัญหาวุ่นวาย หากพาคู่ที่ไม่ชอบหน้ากันกลับไปหม่อมฉันต้องปวดหัวมากเป็นแน่”


ฮ่องเต้ขมวดคิ้วเล็กน้อย ขันทีเฒ่าที่อยู่ข้างๆ รีบเข้ามาช่วยทันที “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ฮูหยินลู่ชอบกินขนมเหล่านี้ บังเอิญยิ่งนักว่าเป็นฝีมือของสองสามีภรรยาสกุลเผิง สองสามีภรรยาคู่นี้มีหน้าที่ทำขนมอบ ฝีมือประณีตมาก เหมาะสมยิ่งนักพ่ะย่ะค่ะ”


“เป็นคู่สามีภรรยาอย่างนั้นหรือ?”


ฮ่องเต้ประหลาดใจ ขันทีเฒ่ายิ้มตาหยีพยักหน้า “พ่ะย่ะค่ะ สกุลเผิงสืบทอด.งานในครัวหลวงมาหลายชั่วอายุคน ฝีมือยอดเยี่ยมไร้ที่ติ ทั้งยังนิสัยซื่อสัตย์อีกด้วยพ่ะย่ะค่ะ”


ฮ่องเต้พยักหน้ารับรู้ แต่ไม่ได้ตัดสินใจในทันที กลับถามเหอจิ่วเหนียง “เช่นนั้นสองสามีภรรยาคู่นี้ เจ้าจะเอาหรือไม่?”


“เช่นนี้ยิ่งดีเพ.คะ!”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินคำบอกเล่าของขันทีเฒ่าเช่นกัน สองสามีภรรยาคู่นี้เกิดมาในตระกูลที่ทำขนมสืบทอดกันมาหลายรุ่น นางพอใจเป็นอย่างมาก


จบตอน

Comments