single mom ep581-590

ตอนที่ 581: ฮูหยินลู่ก็ยังเข้าข้างฝ่าบาทอยู่บ้าง


“ตกลง เช่นนั้นเดี๋ยวเราจะส่งพวกเขาไปที่จวนเจ้า”


ฮ่องเต้หลับพระเนตรพักผ่อน เมื่อครู่ถูกเหอจิ่วเหนียงทำให้โมโหไม่น้อย สติยังไม่ได้กลับคืนมาอย่างสมบูรณ์


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ไม่ต้องยุ่งยากหรอกเพ.คะ ถึงอย่างไรตอนนี้หม่อมฉันก็ยังอยู่ที่นี่ เดี๋ยวหม่อมฉันพาพวกเขากลับไปพร้อมกันก็ได้เพ.คะ”


“ก็ได้ เช่นนั้นเดี๋ยวให้พวกเขามาเจอเจ้า”


ฮ่องเต้เฒ่าตอบตกลง และโบกพระหัตถ์ให้ขันทีประจำตัว ขันทีเฒ่าไปตามสองคนนั้นมาทันที


ตอนที่สองสามีภรรยาสกุลเผิงมาถึง เหอจิ่วเหนียงเพิ่งจะถอนเข็มเล่มสุดท้ายให้ฮ่องเต้เสร็จพอดี


ระหว่างทางที่มา ขันทีสูงวัยได้บอกเล่าเรื่องราวกับพวกเขาแล้วว่า ฝ่าบาทตกรางวัลให้ฮูหยินลู่โดยการส่งตัวทั้งสองให้กับนาง ต่อจากนี้พวกเขาจะต้องไปอยู่กับฮูหยินลู่ เรื่องเสื้อผ้าค่าใช้จ่ายไม่ต้องกังวล พวกเขายังจะได้รับค่าตอบแทนในวังตามปกติ


สองสามีภรรยารู้สึกว่าตนเองกำลังจะประสบเคราะห์ร้าย ขบคิดมิคลายว่าตนเองทำผิดอะไร ถึงถูกส่งตัวออกจากวังเช่นนี้


ตระกูลเผิงเป็นตระกูลที่อยู่รับใช้ในวังมาหลายชั่วอายุคน ในรุ่นของพวกเขา คนที่ทำขนมอบเป็นก็มีแค่พวกเขาสองสามีภรรยาเท่านั้น


ในวังมีการแข่งขันกันอย่างดุเดือด ทุกปีจะมีพ่อครัวใหม่ๆเข้ามาเรื่อยๆ เดิมทีสองสามีภรรยาคู่นี้ก็ลำบากมากพออยู่แล้ว ตอนนี้ยังถูกส่งตัวออกจากวังอีก ไม่รู้จริงๆว่าจะมีหน้าไปบอกบรรพบุรุษเช่นไร


ด้วยความรู้สึกไม่สบายใจที่ก่อเกิด ตอนที่เหอจิ่วเหนียงได้พบพวกเขา สีหน้าของพวกเขาจึงไม่ค่อยดีนัก ใบหน้ามีเหงื่อผุดพราย แค่ดูก็รู้ว่าพวกเขาหวาดหวั่นและกังวลมาก


ทั้งสองคารวะฮ่องเต้เป็นอันดับแรก จากนั้นเผิงเฉิงก็ทูลถามเสียงสั่น “ฝ่าบาท เป็นเพราะกระหม่อมทำขนมไม่ถูกปากหรือพ่ะย่ะค่ะ…”


ขนมที่นำถวายฮ่องเต้ไม่ได้มีคนรับผิดชอบทำถวายแค่คนเดียว แต่ละวันจะมีพ่อครัวผลัดเปลี่ยนกันทำนำขึ้นถวาย วันนี้บังเอิญเป็นวันของสองสามีภรรยาเผิงพอดี พวกเขาจึงคิดว่า ขนมของพวกเขาในวันนี้ทำให้ฝ่าบาทไม่พอพระทัยจึงถูกส่งตัวให้คนอื่นเช่นนี้


“พวกเจ้าเข้าใจผิดแล้ว ข้าก็บอกแล้วอย่างไรเล่าว่าเป็นเพราะฮูหยินลู่ชื่นชอบขนมที่พวกเจ้าทำมาก ฝ่าบาทก็เลยตกรางวัลให้ฮูหยินลู่ด้วยการส่งพวกเจ้าสองคนไปทำงานให้กับฮูหยินลู่”


ขันทีเฒ่ากังวลว่าความเข้าใจผิดของสองสามีภรรยาคู่นี้จะทำให้ฮ่องเต้พิโรธ จึงรีบอธิบายให้พวกเขาฟังอีกรอบ


สองสามีภรรยาได้ยินคำยืนยันนี้ก็โล่งอกเล็กน้อย ขอแค่ไม่ล่วงเกินฝ่าบาทพวกเขาก็คลายกังวลแล้ว


เหอจิ่วเหนียงมองเหตุการณ์อยู่ข้างๆเงียบๆ เห็นพวกเขาถามเสียงสั่นในตอนแรก ก็คิดว่าพวกเขาไม่ยินดีที่จะออกจากวังซะอีก แต่ดูท่าทางในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าแค่กังวลว่าตัวเองจะถูกเนรเทศก็เท่านั้น


เหล่านายเหนือหัวสามารถออกคำสั่งส่งข้าหลวงในวังออกไปอยู่ไหนก็ได้ตามอำเภอใจก็จริง แต่การถูกส่งไปด้วยความเมตตา กับการลงโทษโดยการเนรเทศนั้นแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง การถูกเนรเทศย่อมนำพาซึ่งความอัปยศมาสู่วงศ์ตระกูล


หลังจากที่ครุ่นคิดครู่หนึ่ง เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยขึ้น “ข้ารู้สึกว่า ขนมที่พวกเจ้าสองคนทำถูกปากข้ามาก ก็เลยทูลขอตัวพวกเจ้ากับฝ่าบาท แต่ข้าไม่ได้บังคับ เพราะครอบครัวข้าปกติอาศัยอยู่ที่จิงโจว หากพวกเจ้าออกจากวังไปกับข้า ต่อจากนี้ไปก็ต้องไปอาศัยอยู่ที่จิงโจว แน่นอนว่าพวกเจ้าสามารถพาครอบครัวตามไปด้วยได้ แต่หากพวกเจ้าอยากอยู่ในวัง ข้าจะให้ฝ่าบาทเปลี่ยนคนอื่นมาแทน”


แต่ไหนแต่ไรมาเหอจิ่วเหนียงไม่เคยบังคับใครอยู่แล้ว เรื่องเช่นนี้ขึ้นอยู่กับวาสนา หากทำให้สองสามีภรรยาคู่นี้รู้สึกว่านางใช้อำนาจรังแกพวกเขา บังคับให้พวกเขาออกจากวัง พวกเขาต้องโกรธแค้นในภายหลังแน่ นั่นย่อมกลายเป็นเรื่องที่น่าหนักใจ สิ่งที่นางต้องการก็คือคนที่เต็มใจจะทำงานเพื่อนางเท่านั้น


ขณะที่เหอจิ่วเหนียงกล่าว ดวงตาของนางจับจ้องปฏิกิริยาของพวกเขาอยู่ตลอด


สองสามีภรรยาหันมองหน้ากัน ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี รีบโขกศีรษะขอบคุณทันที


“ได้ทำงานรับใช้ผู้สูงศักดิ์ถือเป็นเกียรติของพวกบ่าวขอรับ! หากฮูหยินอนุญาต บ่าวอยากพาลูกทั้งสามกับมารดาไปด้วยขอรับ”


คนที่กล่าวคือเผิงเฉิง ภรรยาของเขาที่อยู่ข้างๆ คุกเข่าก้มหน้าไม่กล้าเปล่งวาจาใด ท่าทางเป็นคนค่อนข้างขี้กลัว แต่เมื่อครู่ที่ได้ยินเหอจิ่วเหนียงบอกว่า สามารถพาครอบครัวตามไปจิงโจวได้ นางก็.อดไม่ได้ที่จะเผยรอยยิ้มออกมาด้วยความดีใจ


“ได้สิ เช่นนั้นก็ตามไปกับข้าเลย”


เหอจิ่วเหนียงโบกมือเพื่อบ่งบอกว่าให้พวกเขาไปกับนาง จากนั้นก็กล่าวกลับฮ่องเต้อย่างเป็นกันเอง “เช่นนั้นพวกหม่อมฉันทูลลาเพ.คะ ฝ่าบาททรงพักผ่อนพระวรกายให้เต็มที่นะเพ.คะ”


กล่าวจบนางก็เดินออกไปเลยโดยไม่สนใจว่าฮ่องเต้จะกล่าวสิ่งใดต่อหรือไม่


ฮ่องเต้เห็นดังนั้นก็รีบตรัสตามหลัง “ทำอาหารแปลกใหม่อะไรก็อย่าลืมส่งมาให้เราชิมด้วยนะ!”


เหอจิ่วเหนียงเดินออกไปแล้ว สองสามีภรรยาสกุลเผิงที่เดินตามหลังเป็นผู้ตอบรับแทน และปาดเหงื่อเดินตามเหอจิ่วเหนียงไปด้วยใจเต้นโครมคราม


ฮ่องเต้โกรธเล็กน้อย เห็นขันทีประจำพระองค์ยังยืนอยู่ข้างๆ ก็ตรัสด้วยความโมโห “เจ้ายังมัวยืนนิ่งอยู่ทำไม รีบตามไปบอกนางเร็วเข้าสิ!”


ขันทีเฒ่าเพิ่งจะตอบสนอง และรีบตาม.ออกไป


เหอจิ่วเหนียงอารมณ์ดีมาก แถมยังเดินเร็วมากด้วย ไม่นานก็เดินมาถึงที่จอดรถม้า


“พวกเจ้านั่งรถม้าออกจากวังพร้อมข้าเลยเถอะ”


สองสามีภรรยาได้ยินดังนั้นก็ตกใจมาก รีบส่ายหน้าพัลวัน “ขอบพระคุณน้ำใจฮูหยินขอรับ พวกบ่าวเดินไปได้ขอรับ”


“ไม่ต้องเกรงใจหรอก ข้ามีเรื่องจะคุยกับพวกเจ้าพอดี นั่งรถม้าไปด้วยกันสะดวกกว่า”


สองสามีภรรยาเห็นว่าตนเองปฏิเสธไม่ได้ จึงได้แต่ตอบ.ตกลง


ถือเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ผู้สูงศักดิ์ยินดีให้พวกเขาขึ้นนั่งบนรถม้าด้วย ทั้งสองประหลาดใจมากที่ได้รับน้ำใจนี้


พวกเขาเคยได้ยินคนพูดถึงฮูหยินลู่ท่านนี้มาก่อน ได้ยินว่าวิชาแพทย์ของนางสูงส่ง ได้รับความเกรงใจจากฮ่องเต้มาก ตอนนี้ดูท่า เรื่องที่ได้ยินมาเหล่านั้นจะเป็นเรื่องจริง


ความเกรงใจที่ฮ่องเต้มีต่อฮูหยินท่านนี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!


ขณะที่สองสามีภรรยากำลังก้าวขึ้นรถม้า ก็เห็นขันทีเฒ่าวิ่งตามออกมาพลางตะโกนให้พวกเขารอก่อน


เหอจิ่วเหนียงโผล่ศีรษะออกมาจากหน้าต่างรถม้า เห็นขันทีชราวิ่งมาทางนี้ พลางตะโกนอย่างกระหืดกระหอบ “ฮูหยินขอรับ ฝ่าบาททรงตรัสว่าอยากลองเสวยเป็ดดำลู่ของร้านฮูหยิน เข้าวังครั้งหน้านำมาถวายฮ่องเต้ด้วยได้หรือไม่ขอรับ?”


เยี่ยมจริงๆ แม้แต่เป็ดดำลู่ก็รู้จักด้วย ดูท่าฮ่องเต้จะใส่ใจตระกูลลู่ไม่น้อยเลย


“ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ข้าจะนำมาถวาย!”


เหอจิ่วเหนียงโบกมือรับรู้ จากนั้นสองสามีภรรยาสกุลเผิงก็ก้าวขึ้นรถม้าและออกเดินทางไปด้วยกัน


ขันทีอาวุโสยืนอยู่ที่เดิม มองรถม้าที่เคลื่อนออกไปไกลเรื่อยๆ ก่อนจะกล่าวอย่างทอดถอนใจ “ไม่รู้ท่านอ๋องเหล่านั้นจะไปมีเรื่องกับฮูหยินลู่ทำไม แค่ตามใจนางนิดๆหน่อยๆ นางก็พูดง่ายจะตายไป!”


เดิมทีคิดว่าเป็ดดำลู่มีเฉพาะที่จิงโจวที่เดียว ฮูหยินลู่คงไม่ตอบตกลง เพราะการนำมาถึงเมืองหลวงเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมาก คิดไม่ถึงจริงๆ ว่านางจะตอบตกลงง่ายปานนี้


ดูๆไปแล้ว ฮูหยินลู่ก็ยังเข้าข้างฝ่าบาทอยู่บ้าง รีบไปกราบทูลข่าวดีนี้กับฝ่าบาทดีกว่า!

.....

บนรถม้าในยามนี้ สองสามีภรรยาสกุลเผิงนั่งอยู่บนรถม้าด้วยความกังวล ไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “พวกเจ้าทำตัวตามสบายเถอะ ข้าเป็นคนทูลขอตัวพวกเจ้ามาเอง ย่อมไม่ปฏิบัติต่อพวกเจ้าอย่างไม่เป็นธรรม ขันทีบอกข้าแล้วว่า ในวังจะจ่ายเบี้ยหวัดให้พวกเจ้าเหมือนเดิม แต่ในส่วนของข้าก็จะจ่ายค่าตอบแทนรายเดือนให้พวกเจ้าด้วย ตอนนี้ข้าจะพูดเงื่อนไขกับพวกเจ้าให้ชัดเจน”


“ขอรับ เชิญฮูหยินบอกมาได้เลยขอรับ”


สองสามีภรรยารู้สึกแปลกใจ แต่ไม่ได้เอ่ยถามแต่อย่างใด แค่ก้มหน้ารับฟัง


“ข้าเชิญพวกเจ้ากลับไปไม่ใช่แค่ทำขนมให้ครอบครัวของข้าเท่านั้น ข้าทำกิจการในจิงโจว เตรียมจะเปิดสถานบันเทิง… อืม เป็นกิจการคล้ายๆกับหอสุราน่ะ ในสถานบันเทิงจะมีพวกขนมขายด้วย 


ขนมที่พวกเจ้าทำข้ากินแล้วชอบมาก และข้าก็มีตำรับขนมมากมายให้พวกเจ้า ต่อไปพวกเจ้าจะมีหน้าที่รับผิดชอบทำขนมในสถานบันเทิง และสอนคนในร้านให้ทำขนมเป็น เรื่องพวกนี้คงจะไม่มีปัญหาอะไร 


แต่ข้ามีข้อแม้เพียงอย่างเดียว พวกเจ้าต้องซื่อสัตย์ต่อข้า ข้าปฏิบัติดีต่อคนที่ซื่อสัตย์และคนที่ไม่ก่อเรื่องสร้างปัญหา แต่หากกล้าทรยศหรือก่อเรื่องขึ้นละก็ อย่าโทษที่ข้าสั่งสอนอย่างอำมหิตก็แล้วกัน”


ตอนที่ 582: ข้ารอเจ้ามาชั่วยามกว่าแล้ว


เหอจิ่วเหนียงกล่าววาจานี้ด้วยรอยยิ้ม แต่กลับทำให้คนฟังได้ยินแล้วรู้สึกเย็นวาบด้วยความเกรงกลัว


สองสามีภรรยาสกุลเผิงรีบพยักหน้าตอบรับ “ในเมื่อฝ่าบาทส่งตัวพวกบ่าวให้กับฮูหยินแล้ว ฮูหยินก็คือเจ้านายของพวกบ่าวขอรับ พวกเราย่อมจงรักภักดีต่อฮูหยินแน่นอนขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ทั้งยังบอกข้อที่ควรระวังกับพวกเขาไปหลายอย่าง สองสามีภรรยาได้ยินก็อึ้งไป เพราะหลายๆอย่างต่างไปจากความเข้าใจเดิมของพวกเขามาก


จู่ๆ เหอจิ่วเหนียงก็นึกถึงเรื่องบางอย่างขึ้นได้ “จริงสิ พวกเจ้ารับใช้เหล่าเชื้อพระวงศ์อยู่ในวังมาก่อน แต่หลังจากนี้ต้องมาทำมาค้าขายอยู่กับข้า พวกเจ้ารับได้หรือไม่? หากรับไม่ได้ จะได้กลับไปทูลฝ่าบาทตอนนี้ ฝ่าบาทจะได้เปลี่ยนคนให้ข้า”


เผิงเฉิงได้ยินดังนั้นก็รีบกล่าว “ไม่ว่าจะต้องรับใช้ผู้ใด ขอแค่เป็นคำสั่งของเจ้านาย พวกบ่าวทำได้ทุกอย่างขอรับ”


ภรรยาของเขาที่อยู่ข้างๆ แม้จะไม่ได้เอ่ยคำใด แต่ก็พยักหน้าเห็นด้วยกับวาจาของสามีทุกคำ


อันที่จริงแล้วทั้งสองมองว่า การได้ติดตามตระกูลลู่ไปใช้ชีวิตที่จิงโจวถือเป็นโอกาสที่ดีมากทีเดียว พวกเขาสองสามีภรรยาอยู่รับใช้ในวังก็ไม่ได้รับความสำคัญเท่าไร อีกทั้งแต่ละวันต้องอยู่อย่างอกสั่นขวัญแขวน ศีรษะจะหลุดจากบ่าเมื่อไรก็ไม่รู้


แต่ตระกูลลู่มีความเมตตามาก ไม่เพียงยินดีจ่ายค่าจ้างรายเดือนเพิ่มเติมนอกเหนือจากเบี้ยหวัดจากในวังเท่านั้น แต่ยังอนุญาตให้สามารถพาคนในครอบครัวไปอยู่ด้วยกันได้อีกด้วย ดีกว่าที่พวกเขาจินตนาการเอาไว้มาก แล้วยังมีอะไรต้องไม่พอใจอีก


ครอบครัวสายของพวกเขาไม่ได้มีอิทธิพลในตระกูลมากนัก แม้จะทำงานเป็นข้าหลวงรับใช้ในวัง แต่ก็ขึ้นชื่อว่าเป็นขี้ข้า ไม่ได้รับเกียรติจากวงศ์ตระกูลมานานแล้ว แค่ก้มหน้าก้มตาใช้ชีวิตไปวันๆ 


ต่างจากญาติสายอื่นเจริญรุ่งเรืองไม่น้อย ลูกหลานในครอบครัวได้เป็นขุนนางบ้าง มีฐานะใหญ่โตบ้าง ทุกครั้งที่พบกันในวันรวมญาติ ครอบครัวพวกเขามักจะโดนดูถูกเสมอ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สู้ไปใช้ชีวิตในจิงโจวเสียดีกว่า เปลี่ยนสภาพแวดล้อมความเป็นอยู่ สภาพจิตใจก็จะได้เปลี่ยนแปลงตามไปด้วย


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็วางใจ เรื่องเหล่านี้ต้องพูดกันให้ชัดเจนจะดีที่สุด


“เอาละ เช่นนั้นช่วงสองสามวันนี้พวกเจ้าก็กลับไปเก็บข้าวเก็บของให้เรียบร้อย มีเรื่องหรืองานเก่าอะไรที่ต้องฝากฝังก็ทำให้เสร็จ รอพวกข้าเตรียมตัวเดินทางกลับจิงโจวเมื่อไร เราจะได้เดินทางกลับไปพร้อมกัน”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวจบก็ให้คนบังคับรถม้าไปส่งสองสามีภรรยากลับบ้านพวกเขาก่อน


สองสามีภรรยาตกใจมากที่ได้รับน้ำใจมากมายเช่นนี้ เผิงเฉิงเอ่ยถาม “ฮูหยินขอรับ แล้วช่วงนี้ไม่ต้องให้พวกบ่าวไปรับใช้ที่จวนหรือขอรับ?”


“ไม่ต้อง พวกเจ้าจัดการเรื่องของตัวเองให้เรียบร้อยก็พอแล้ว”


ช่วงนี้เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ต้องการขนม ยิ่งไปกว่านั้น นานๆทีกว่าจะได้มาเมืองหลวง ต้องถือโอกาสนี้ลิ้มรสของแต่ละร้าน และสำรวจคู่แข่งเพื่อพัฒนาร้านของตัวเองให้เหนือกว่าไปด้วย


หลังจากส่งสองสามีภรรยาสกุลเผิงถึงบ้านแล้วและและกลับถึงจวน เหอจิ่วเหนียงพบว่า หน้าประตูจวนมีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ เมื่อพินิจเมื่อพินิจอย่างละเอียดแล้ว พบว่า เป็นรถม้าของจวนอ๋องจิ้งอ๋อง นางจึงจะนึกขึ้นได้ว่า ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้บอกให้จิ้งอ๋องนำของขวัญมาขอโทษนางที่จวน


คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะกระตือรือร้นถึงเพียงนี้ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะมีเจตนาไม่ดีหรือเปล่า


ตอนนี้ลู่ไป่ชวนยังไม่กลับมา เขาไปที่ค่ายทหารก็มีทหารหลายคนอยากฝึกประลองฝีมือกับเขา จนถึงตอนนี้ก็ยังประลองกันไม่เสร็จ


จวนในเมืองหลวงมีบ่าวรับใช้แค่ไม่กี่คน บ่าวผู้ชายมีแค่คนเฝ้าหน้าประตูจวนเท่านั้น ตอนที่เห็นจิ้งอ๋องมา บ่าวรับใช้ตกใจมาก ตอนแรกเขาจะส่งสารไปแจ้งเจ้านาย แต่ถูกจิ้งอ๋องห้ามไว้ จึงทำได้แค่รออย่างร้อนรน


“ฮูหยิน ในที่สุดฮูหยินก็กลับมาเสียที! ท่านจิ้งอ๋องมานานแล้วเจ้าค่ะ และสั่งไม่ให้พวกบ่าวส่งจดหมายไปแจ้งนายท่าน แต่ดีที่เขาแค่นั่งดื่มชารอในศาลาที่สวน ไม่ได้ทำอะไรเจ้าค่ะ”


ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงเข้าประตูจวน ก็มีสาวใช้คนหนึ่งเข้ามาเล่าสถานการณ์คร่าวๆให้นางฟัง


“อืม เข้าใจแล้ว เจ้าไปทำงานของเจ้าเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้ และเดินไปที่ศาลาในสวน


จากที่สาวใช้เล่ามา …นี่จิ้งอ๋องตั้งใจมาขอโทษถึงจวนจริงๆหรือ?


ไม่น่าจะเป็นไปได้!


ขณะกำลังนึกฉงน เหอจิ่วเหนียงก็เดินมาถึงศาลาแล้ว เมื่อเห็นภาพตรงหน้าก็เข้าใจทันทีว่าเหตุใดจิ้งอ๋องถึงได้สงบเสงี่ยม


บริเวณที่ถูกต่อยเมื่อเช้าเขาทายาเรียบร้อยแล้ว ใบหน้าฟกช้ำดำเขียวผสมกับสีของยาที่ถูกละเลงทั่วใบหน้า ช่างเป็นภาพที่ชวนขบขันยิ่งนัก


บัดนี้จิ้งอ๋องไม่ได้นั่งดื่มชาเพียงอย่างเดียว สองมือของเขายังจัดการกับเป็ดดำลู่อย่างเมามันไปด้วย


มีทั้งอาหารและเครื่องดื่มรสเลิศครบครันเช่นนี้ จะไม่สงบเสงี่ยมได้อย่างไร


เหอจิ่วเหนียงได้บอกสูตรเป็ดดำลู่กับสาวใช้ในจวนไว้ก่อนหน้านี้ ครั้นที่ลู่ไป่ชวนได้รับบาดเจ็บ และฉินเจียนพาสหายพี่น้องมาเยี่ยมแล้วบ่นว่าอยากกิน


หลังจากนั้น ที่จวนมักจะเตรียมเป็ดดำลู่เอาไว้ตลอด เผื่อมีแขกมาเยือนจะได้ใช้เป็นสำรับต้อนรับ คิดไม่ถึงเลยว่าในวันนี้ อาหารกินเล่นรายการนี้จะได้ใช้ต้อนรับจิ้งอ๋อง


และชาที่สาวใช้บอกว่าจิ้งอ๋องกำลังดื่มนั้น อืม มันก็คือชานมนั่นเอง


“ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที ข้ารอเจ้ามาชั่วยามกว่าแล้ว!”


จิ้งอ๋องได้ยินเสียงฝีเท้าก็ปรายตามองแวบหนึ่ง และหันมากินต่อ


ตอนแรกที่สาวใช้ยกเป็ดดำลู่มาให้ เขายังคิดอยู่เลยว่าของดำปี๋เช่นนี้ไม่ใช่ของดีแน่ แต่ไม่นานเขาก็ถูกกลิ่นหอมยั่วยวนเข้า เขาพยายาม.อดทนอย่างหนัก แต่น้ำลายเจ้ากรรมเอาแต่แตกพลั่กไม่หยุด จึงตัดสินใจตามใจตัวเอง ลองกินสักคำก็แล้วกัน


หลังกินคำแรกกลับหยุดกินไม่ได้ พอกินไปสักพักก็เริ่มรู้สึกเผ็ด เห็นน้ำสีขุ่นวางอยู่ข้างๆ จึง.ยกขึ้นดื่มโดยไม่คิดอะไร ทว่าทันทีที่ของเหลวรสหวานเข้าปาก คาดไม่ถึงเลยว่ารสชาติจะเยี่ยมยอดถึงเพียงนี้ ชีวิตนี้ตั้งแต่เกิดมา เขายังไม่เคยดื่มเครื่องดื่มที่ไหนอร่อยเช่นนี้มาก่อน


ก่อนหน้านี้ก็เคยได้ยินมาว่า กิจการร้านค้าต่างๆของตระกูลลู่ล้วนเป็นฝีมือของเหอจิ่วเหนียงที่ก่อตั้งขึ้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงดูถูกดูแคลนมาก ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่งจะเก่งสักแค่ไหนกัน คิดไม่ถึงจริงๆว่ารสชาติอาหารของนางจะดีขนาดนี้ แม้รสชาติจะเผ็ด แต่ก็อยากจะกินต่อ 


ตอนแรกตั้งใจเอาไว้ว่าจะมาหาเรื่องเหอจิ่วหนียง แต่ตอนนี้เขาไม่สนใจอะไรอีกแล้ว


“หม่อมฉันก็ไม่ได้ให้ท่านรอเสียหน่อยนี่เพ.คะ คิดไม่ถึงว่าท่านอ๋องจะเชื่อฟังคำสั่งของฝ่าบาทเช่นนี้ จริงๆ ท่านอ๋องวางของขวัญขอโทษเอาไว้แล้วกลับไปก็ได้นี่เพ.คะ ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็ไม่ได้อยากได้ตัวท่านสักหน่อย”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยถ้อยคำไม่ไว้หน้าแต่อย่างใด


หากเป็นเมื่อก่อน จิ้งอ๋องคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟไปแล้ว ทว่าครั้งนี้อ๋องเจ้าอารมณ์แค่ส่งเสียงฮึดฮัดเท่านั้น ไม่แม้แต่จะต่อปากต่อคำกับนางด้วยซ้ำ


“ท่านคิดจะกินจนถึงเมื่อไรเพ.คะ?”


เหอจิ่วคิดไม่ถึงว่าคนผู้นี้จะตะกละตะกลามถึงเพียงนี้ ถึงขนาดนี้แล้วยังไม่หยุดกินอีก


“ยังเหลืออีกตั้งเยอะ จะรีบไปทำไมกัน?”


“...” เหอจิ่วเหนียงหลับตาลง นางหมดคำพูดจริงๆ


สาวเจ้าบ้านเดินไปนั่งบนที่นั่งตรงข้าม ก่อนจะถามอย่างเชื่องช้า “ได้ยินมาว่า ก่อนหน้านี้ความสัมพันธ์ของท่านกับหลินอ๋องไม่เลวเลย เช่นนั้นท่านรู้เรื่องที่หลินอ๋องสมคบคิดกับศัตรูต่างแดนหรือไม่เพ.คะ?”


เรื่องที่หลินอ๋องสมคบคิดกับศัตรูต่างแดนตอนนี้ยังไม่ได้เผยแพร่ให้คนนอกรู้ แต่คนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ล้วนรู้ดีอยู่แล้ว


โดยเฉพาะจิ้งอ๋องผู้น่าสงสาร ตอนแรกที่รู้ว่าหลินอ๋องคือหลินอี้ผิง เขายังคิดว่าเรื่องพวกนี้เป็นเรื่องโกหกด้วยซ้ำ ถึงขั้นจะไปถามความจริงกับหลินอี้ผิงให้รู้เรื่อง แต่สุดท้ายคนผู้นั้นกลับหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ตามหาตัวอย่างไรก็ไม่เจอ ต่อมาก็มีข่าวลือจากในวังว่า ฮ่องเต้กักบริเวณหลินอ๋อง


คราวนี้จะไม่เชื่อก็ไม่ได้แล้ว


ที่ผ่านมานอกจากฮ่องเต้จะเข้าข้าง.องค์รัชทายาทเป็นพิเศษ และไม่ชอบหน้าเฉินอ๋องเป็นพิเศษแล้ว กับอ๋อง.องค์อื่นๆ นับว่าดีด้วยไม่น้อย ไม่เคยกักบริเวณใครโดยไร้เหตุผลเช่นนี้มาก่อน แต่ครั้งนั้นกลับกักบริเวณหลินอ๋อง แม้จะไม่ได้บอกเหตุผล แต่ในสถานการณ์นี้ก็พอจะรู้ได้


หลินอ๋องถูกกักบริเวณเป็นเวลานาน และเพิ่งได้รับอนุญาตให้ปล่อยตัวเมื่อครึ่งเดือนก่อนนี้เอง


ตอนที่ 583: หม่อมฉันมีสุรา ท่านมีเรื่องเล่าหรือไม่


เหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นเหมาะเจาะถึงขั้นนั้นแล้ว จิ้งอ๋องยังมีอะไรไม่เข้าใจอีก


เขารู้แล้วว่า ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ตนเองถูกพี่ห้าหลอกมาโดยตลอด อีกทั้งยังหลอกให้เขาทำเรื่องโง่เขลามากมาย พอคิดๆ จนถึงตอนนี้แล้วก็ยังโกรธไม่หาย


เขาไม่เข้าใจเลยจริงๆ 


ต่อให้พี่ห้าจะคิดหาทางเอาชนะไม่ได้ ก็ไม่ควรไปสมคบคิดกับพวกตงถิง! ยิ่งไปกว่านั้นยังถึงขั้นคิดทำร้ายเสด็จพ่อ นี่ไม่เท่ากับเป็นการทรยศแผ่นดินหรอกหรือ


เดิมทีคิดว่าเสด็จพ่อจะลงโทษประหารพี่ห้า แต่กลับกลายเป็นว่าไม่เป็นไปตามที่เขาคิด แค่กักบริเวณช่วงหนึ่ง ไม่ได้ประกาศความผิดให้คนอื่นรู้ และไม่ลงโทษขั้นรุนแรง เรื่องนี้จิ้งอ๋องไม่เข้าใจจริงๆ


แม้ปกติเสด็จพ่อจะเอื่อยเฉื่อยไม่สนงานราษฎร์งานหลวง แต่ก็ไม่มีทางรับได้ที่โอรสของตัวเองสมคบคิดกับศัตรู เหตุใดเรื่องนี้ถึงปล่อยผ่านไปง่ายๆเช่นนี้ล่ะ?


ตอนแรกเขารู้สึกกังวลว่า หลังจากนี้อนาคตการแย่งชิงบัลลังก์ของเขาจะเป็นไปในทางใดต่อ แต่ต่อมาพอเห็นจุดจบของ.องค์รัชทายาท เขาก็รู้สึกว่าที่ตนเองพยายามมาทั้งหมด ล้วนเป็นเรื่องตลกขบขันทั้งสิ้น


แม้แต่องค์รัชทายาท โอรสคนโปรดของเสด็จพ่อก็ยังถูกเฉินอ๋องชิงอำนาจไปได้ ส่วนเขาที่พยายามมานานหลายปีกลับกลายเป็นว่าถูกพี่ชายตัวเองหลอก ทั้งหมดที่พยายามมาตลอดหลายปีล้วนไร้ค่า เช่นนั้นแล้วหลังจากนี้ยังจะมีความหมายอะไรอีก


ที่ผ่านมาเขามีจิตใจทะเยอทะยานมาก คิดว่าตัวเองก็สามารถช่วงชิงบัลลังก์มังกรได้ แต่หลังจากที่เกิดเรื่องเหล่านั้น เขากลับมองเห็นตัวเองชัดขึ้น ถูกหลินอ๋องหลอกใช้มาตั้งหลายปีกลับไม่รู้เนื้อรู้ตัวเลย ตอนนี้พอย้อนนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้นก็ยังโกรธไม่หาย


ช่วงนั้นเขาอารมณ์ขุ่มมัวไปหลายวัน แต่แล้วหลังจากนั้น หลังจากใคร่ครวญเรื่องราวต่างๆ ในที่สุดเขาก็ตัดสินใจได้


เขาตัดสินใจ…ปล่อยวางความคิดทะเยอทะยานพวกนั้นลง


แม้แต่คนที่อยู่ใกล้ตัวเขา เขายังแยกไม่ออกเลยว่าใครดีใครไม่ดี แล้วจะไปสู้พวกตงถิง ปกครองแว่นแคว้นได้อย่างไรกัน


“รู้แล้วอย่างไร หรือว่าเจ้าก็อยากหลอกใช้ข้าอีกคน?”


หลังจากขบคิดเรื่องราวต่างๆที่ผ่านมาแล้ว จิ้งอ๋องก็มองสตรีตรงหน้าอย่างหงุดหงิด คนผู้นี้น่าเบื่อยิ่งนัก มาพูดเรื่องไม่เป็นมงคลพวกนั้นในเวลานี้ทำไมกัน?


“ท่านอ๋องคิดมากเกินไปแล้ว สำหรับหม่อมฉัน ท่านอ๋องไม่มีค่าอะไรให้หลอกใช้เลย”


เหอจิ่วเหนียงกลอกตา.มองบน ไม่รู้ว่าเขาเอาความมั่นหน้ามาจากไหนนักหนา


“แล้วเจ้าพูดเรื่องนี้ขึ้นมาทำไม?”


“ไม่มีอะไรเพ.คะ หม่อมฉันก็แค่อยากรู้ว่าท่านอ๋องจะรู้สึกเช่นไรหลังจากที่รู้ว่าตัวเองเป็นเครื่องมือให้คนอื่นหลอกใช้มาตั้งหลายปี รู้สึกโกรธมากหรือไม่เพ.คะ ได้ไปแก้แค้นหลินอ๋องหรือยัง?”


จิ้งอ๋องถึงกับอึ้ง


ระหว่างที่เอ่ย เหอจิ่วเหนียงก็หยิบหัวเป็ดขึ้นมากัด หัวเป็ดกินคู่กับแตงช่างเข้ากันยิ่งนัก


“เจ้ามากินของข้าทำไม! เจ้าอยากกินก็ให้สาวใช้ยกมาให้เองสิ!”


อ๋องหนุ่มรีบปกป้องจานตรงหน้าตัวเองราวกับแม่ไก่หวงไข่ ไม่ให้อีกฝ่ายได้มีโอกาสฉกฉวยเป็นครั้งที่สอง


“ของท่านได้อย่างไร ท่านคิดดีๆสิว่าที่นี่จวนใคร?”


เหอจิ่วเหนียงไม่สบอารมณ์ จึงใช้ความไวชิงหยิบขึ้นมาได้อีกชิ้น แล้วแกว่งไปมายั่วยุเขา


จิ้งอ๋องไม่ทันได้ตอบสนอง ตั้งสติได้อีกทีก็เห็นอีกฝ่ายถือหัวเป็ดสองหัวแล้ว เขากัดฟันกรอด จับจ้องของในมือนางด้วยความโมโห


เขาเคยเป็นผู้นำทหารออกรบมาก่อน ย่อมรู้ฝีมือของตัวเองดี แต่อยู่ต่อหน้าเหอจิ่วเหนียง เขากลับถูกกดขี่ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยที่ไม่อาจตอบโต้นางได้เลย


“นี่เจ้า… เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร…”


เขาเคยได้ยินว่าเหอจิ่วเหนียงเคยสังหารนักฆ่าหลายคนในจวนหลินอ๋องเพียงลำพัง แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องเล่าลือ เหตุการณ์ในคืนนั้นถูกจัดการอย่างรวดเร็ว ไม่มีหลักฐานมากมายนัก เขาเองก็รู้เรื่องนี้มาเพียงเล็กๆน้อยๆ และคิดว่าเป็นเรื่องที่คนแค่เอามาบอกเล่าเกินจริงจนสนุกปาก ไม่ได้จริงจังอะไร


แต่หลังจากที่ได้พบกันไม่กี่ครั้ง เขาสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า สตรีผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ


“ท่านสงสัยใช่หรือไม่ว่าเหตุใดหม่อมฉันถึงเก่งกว่าท่าน?”


เหอจิ่วเหนียงราวกับเป็นพยาธิในตัวเขา รู้ไปเสียหมดว่าเขาคิดอะไรอยู่


นางเอ่ยต่อ “อันที่จริงก็ไม่มีอะไรมากหรอกเพ.คะ เพราะหม่อมฉันเก่งเช่นนี้มาตั้งนานแล้ว”


จิ้งอ๋อง “...”


ในใจคิด ‘ยอมผู้หญิงคนนี้เลยจริงๆ!’


“ได้ยินมาว่าช่วงนี้ท่านทำตัวดีขึ้นมาก ทำไมกันเพ.คะ คิดอยากจะเป็นอ๋องที่ไม่อยากมีภาระอะไรแล้วหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงกัดแทะหัวเป็ด พลางทำสีหน้าอยากรู้อยากเห็น โดยที่ไม่รู้สึกว่าคำถามของตนเองจะเป็นการล่วงเกินแต่อย่างใด


จิ้งอ๋องไม่สนใจนางแม้แต่น้อย แต่เมื่อเผชิญกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความใคร่รู้ของอีกฝ่าย เขาก็รู้สึกขึ้นมาว่า หลังจากที่ตนเองได้รู้ตัวตนที่แท้จริงของหลินอี้ผิง ข้างกายเขาก็ไม่มีใครให้เขาได้ระบายความทุกข์ในใจเลย ตอนนี้ถูกเหอจิ่วเหนียงสะกิดต่อม จึงอดไม่ได้ที่จะระบายกับนาง


“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร แม้แต่อำนาจในมือ.องค์รัชทายาทก็ยังถูกแบ่งไปแล้ว ต่อให้ข้ามีความทะเยอทะยานมากเพียงใดก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี อีกอย่าง ข้าก็ดูนิสัยใจคอคนไม่ออก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องแก้คงแก้แค้นพวกนั้นเลย”


เอ่ยจบจิ้งอ๋องก็ยกชานมขึ้นกระดกราวกับยกจอกสุรา ดื่มไปอึกหนึ่งก็รู้สึกเปรี้ยวปากขึ้นมา จึงเอ่ยถาม “มีสุราหรือไม่?”


“หม่อมฉันมีสุรา ท่านมีเรื่องเล่าหรือไม่ล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงจับจ้องเขาด้วยแววตาเป็นประกาย ความอยากรู้อยากเห็นของนางไม่มีท่าทีจะลดน้อยลงเลย


จิ้งอ๋องไม่ได้ตอบอะไร เหอจิ่วเหนียงจึงทึกทักเอาเองเสร็จสรรพว่าเขาคงจะมีเรื่องเล่าแน่ๆ จึงให้สาวใช้ไปยกสุรามา


เพื่อให้เขาได้ระบายอารมณ์อย่างเต็มที่ เหอจิ่วเหนียงจึงให้คนนำถ้วยสุราใบใหญ่มา เพื่อดื่มให้สาแก่ใจ


จิ้งอ๋องมองถ้วยสุราตรงหน้าอย่างเหม่อลอย “...”


นี่มัน…ใหญ่กว่าหัวเขาซะอีก…


เขาแค่อยากดื่มสุรา ไม่ได้อยากตาย!


“รีบเริ่มเลยเถอะเพ.คะ!”


เหอจิ่วเหนียงเร่งคนตรงหน้า ก่อนกวักมือเรียกสาวใช้ให้ไปยกกับแกล้มมา


จิ้งอ๋องจึงเริ่มเล่าเรื่องราวในอดีตให้นางฟัง


…ครั้นจิ้งอ๋องเป็นเพียงเด็กหนุ่มอายุสิบกว่าปี เขาเป็นเด็กหนุ่มสง่าผ่าเผยและองอาจ จิตใจเปี่ยมพลังความทะเยอทะยาน ในตอนนั้นเขารู้สึกว่าเสด็จพ่อเข้าข้างแต่องค์รัชทายาท เป็นเรื่องที่เขายอมรับไม่ได้ จึงคิดจะใช้ความสามารถของตัวเองพิสูจน์ให้เสด็จพ่อเห็นว่าตนเองก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าองค์รัชทายาท


แต่ไม่ว่าเขาจะพยายามมากเพียงใด ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาก็เทียบเฉินอ๋องไม่ได้เลย ทั้งๆที่เฉินอ๋องเป็นคนที่เสด็จพ่อขัดขวางกีดกันมากที่สุด แต่เฉินอ๋องกลับกลายเป็นคนที่มีชื่อเสียงมากที่สุดในหมู่ราษฎร เขาคิดว่าตัวเองก็ไม่ได้ด้อยกว่า จึงพยายามแข่งขันกับเฉินอ๋องมาโดยตลอด


แต่สุดท้ายก็สู้ไม่ได้ มีความกล้าหาญแต่ไร้แผนการ หลายปีที่ผ่านมาเขาทำอะไรแทบไม่สำเร็จเลย แถมกลับกลายเป็นว่าทำงานให้คนอื่นด้วยซ้ำ


คนที่เขาไว้ใจที่สุด กลับหลอกใช้เขามานานหลายปี ทำให้เขาหมดกำลังใจไปแล้ว


เขาจึงคิดว่า เป็นอ๋องที่อยู่ว่างไปวันๆก็ดีเหมือนกัน ไม่ต้องคิดอะไร ไม่ต้องคาดหวัง ไม่คาดหวังย่อมไม่ผิดหวัง


มีคำสอนที่ว่า เป็นบุรุษอย่าหลั่งน้ำตาง่ายๆ แต่บัดนี้ จิ้งอ๋องกลับกำลังปล่อยโฮร้องไห้กับคู่ปรับอย่างเหอจิ่วเหนียงอย่างไม่อาจกลั้น


แม้แต่ตอนที่เขาสนิทสนมกับหลินอี้ผิง เขายังไม่เคยเผยด้านที่อ่อนแอเช่นนี้ออกมาให้เห็น


เหอจิ่วเหนียงเห็นเขาร้องไห้เสียใจเช่นนี้ คอเป็ดในมือก็ยิ่งอร่อยขึ้นหลายส่วน นางแทะจนหยุดไม่ได้ จนกระดูกกองเป็นภูเขาย่อมๆอย่างรวดเร็ว


เมื่อลู่ไป่ชวนกลับมาก็เห็นภาพนี้เข้า


ตอนที่เข้ามาในจวน เขาได้ยินจากบ่าวรับใช้แล้วว่าจิ้งอ๋องมาที่นี่ ตอนที่ได้ยิน เขากังวลว่าฮูหยินจะโดนรังแกจึงรีบรุดเข้ามา แต่ตอนนี้ดูท่าแล้ว… คนที่ถูกรังแกน่าจะเป็นอีกฝ่ายมากกว่า


โดยเฉพาะใบหน้าของจิ้งอ๋องที่มีบาดแผลเต็มไปหมด พอร้องไห้เช่นนี้ด้วยแล้ว… ดูไปก็ช่างน่าขบขันยิ่งนัก


ยังดีที่จังหวะที่ลู่ไป่ชวนกลับมาเห็น จิ้งอ๋องร้องไห้ไปยกใหญ่แล้ว เมื่อเห็นลู่ไป่ชวนเดินมาคนร้องไห้ก็รีบเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากดื่มสุราเข้าไปมาก การตอบสนองของสมองจึงช้าไปเล็กน้อย ลู่ไป่ชวนเห็นทุกอย่างแล้ว


“เจ้า เจ้ามาได้อย่างไร?”


อ๋องผู้โศกศัลย์มองคนมาใหม่ด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยคำถาม


ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้วตอบ “กระหม่อมกลับจวนตัวเอง มีปัญหาอะไรหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”


“อ้อ ใช่ๆ ไม่มีปัญหา..”


จิ้งอ๋องพยักหน้าหงึกหงึก พลันนั้นก็เกิดความคิดบางอย่าง เขากวักมือเรียกลู่ไป่ชวนหย็อยๆ “มาๆๆ มาดื่มด้วยกัน!”


ลู่ไป่ชวน “???”


ขณะที่คนงุนงงกำลังจะหันไปถามภรรยาว่าเกิดอะไรขึ้น ก็เห็นภรรยากวักมือเรียกตนเช่นกัน “มาใส่ใจเรื่องคนอื่นก่อน เดี๋ยวข้าเล่าให้ท่านฟังเพิ่มเติม”


ลู่ไป่ชวน “...”


แต่แล้วเขาก็พยักหน้าและเดินเข้าไปนั่ง พร้อมกับหยิบหัวเป็ดขึ้นมาแทะอย่างคล่องแคล่ว…


จิ้งอ๋องกะพริบตาปริบๆ ถามด้วยความสงสัย “ใส่ใจอะไร ข้าอยากใส่ใจด้วย”


ลู่ไป่ชวน “…”


เหอจิ่วเหนียง “…”


ทั้งสองหมดคำพูดกับสภาพของคนผู้นี้จริงๆ


เหอจิ่วเหนียงรีบแก้สถานการณ์ทันที “ไม่สำคัญหรอกเพคะ สิ่งสำคัญก็คือ หม่อมฉันสามารถชี้ทางสว่างให้ท่านได้ อยากฟังหรือไม่เพ.คะ?”


ตอนที่ 584: ข้าจะกลับไปคิดดูก็แล้วกัน


จิ้งอ๋องดื่มไปไม่น้อย สมองจึงตอบสนองได้เชื่องช้า จึงลืมคำถามของตัวเองไปแล้วว่าตกลงอีกฝ่ายอยากใส่ใจเรื่องอะไร และคล้อยตามคำพูดของเหอจิ่วเหนียง “ทางสว่างอะไร?”


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ง่ายมากเพ.คะ ท่านเองก็รู้ว่าตัวเองมีความกล้าหาญแต่ไร้แผนการ เช่นนั้นท่านก็นำความกล้าหาญของตัวเองไปใช้ในทางที่ถูกต้อง ส่วนเรื่องที่ต้องใช้สมอง ก็ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของคนฉลาดเขาทำไป เหตุใดท่านต้องหาเรื่องให้ตัวเองปวดหัวด้วย จริงหรือไม่เพ.คะ?”


“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”


จิ้งอ๋องส่ายหน้าเล็กน้อย เห็นได้ชัดว่าเขาไม่เข้าใจ


“ตอนนี้สถานการณ์ที่ชายแดนไม่สงบ ท่านมีฝีมืออยู่เต็มตัว เหตุใดไม่ไปแสดงฝีมือของตัวเองที่ชายแดนล่ะเพ.คะ


หากท่านปกป้องความสงบของชายแดนเอาไว้ได้ ราษฎรเป่ยเหยียนจึงจะมีชีวิตสงบสุขอย่างแท้จริง นี่จะกลายเป็นผลงานความสำเร็จอย่างหนึ่งของท่านไม่ใช่หรือเพ.คะ 


ส่วนเรื่องในราชสำนัก ท่านรู้ตัวว่าตัวเองไร้ความสามารถ ดังนั้นไม่มีอะไรที่ท่านต้องเสียดายเลย ปล่อยให้คนมีความสามารถที่แท้จริงทำไป อีกอย่าง นิสัยของเฉินอ๋องท่านเองก็รู้ดี เขาไม่ใช่คนโหดเหี้ยมอำมหิต บีบบังคับคนอื่นถึงชีวิต ต่อให้วันหน้าเขาได้ตำแหน่งนั้นมา เขาก็ไม่มีทางขู่เข็ญท่านแน่ เช่นนี้แล้วท่านยังจะกังวลอะไรอีกเล่า?”


เหอจิ่วเหนียงพูดออกมาจากใจ แม้ก่อนหน้านี้จะมีเรื่องขัดแย้งกับจิ้งอ๋องมาบ้าง แต่นางรู้ว่าลึกๆแล้วนิสัยของจิ้งอ๋องไม่ใช่คนเลวแต่อย่างใด ก็แค่ถูกคนหลอกใช้เท่านั้น


อีกอย่าง จิ้งอ๋องหาใช่คนไร้ความสามารถไม่ หากมานั่งเป็นอ๋องว่างงานกินๆนอนๆ อยู่ในเมืองหลวงไปวันๆ ก็น่าเสียดายความสามารถของเขาแย่ สู้ให้เขาไปอยู่ในที่ที่เหมาะสมกับเขาจริงๆ และให้เขาได้แสดงความสามารถของตัวเองอย่างเต็มที่จะดีกว่า


จิ้งอ๋องไม่ได้กล่าวอะไร ราวกับว่าสมองยังประมวลผลไม่ทัน หรือไม่ก็กำลังขบคิดว่า คำพูดของเหอจิ่วเหนียงเป็นการหวังดีต่อเขาจริงหรือไม่


เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนก็ไม่ได้เร่งรีบ ค่อยๆกัดหัวเป็ดไป ทั้งยังพูดคุยกันเสียงเบาๆไปพลางๆ


ทันใดนั้นจิ้งอ๋องก็ลุกขึ้นพรวด!


ดวงตาคนเมาจับจ้องเหอจิ่วเหนียงเขม็ง และถามเสียงเข้ม “เจ้ามีจุดประสงค์อะไร เจ้าคิดจะหลอกใช้ให้ข้าทำสิ่งใด?”


ตอนนี้เขารู้สึกว่าตัวเองสร่างเมาแล้วไม่น้อย


เหอจิ่วเหนียงเบ้ปาก “สำหรับหม่อมฉัน ท่านยังมีสิ่งใดให้หลอกใช้อีกกัน 


ตอนนี้แม้แต่ฮ่องเต้ก็เริ่มเข้าข้างเฉินอ๋องแล้ว สถานการณ์เป็นใจเช่นนี้ยังมีสิ่งใดให้พวกเราต้องคิดวางแผนร้ายอีกล่ะ 


อีกอย่าง หม่อมฉันไม่ใช่ลูกน้องของเฉินอ๋อง ไม่มีความจำเป็นต้องวางแผนอะไร หม่อมฉันแค่เห็นว่าท่านตกอยู่ในสภาพหมดอาลัยตายอยาก จึงชี้ทางสว่างให้กับท่านก็เท่านั้น ส่วนท่านจะเชื่อหรือไม่ก็เป็นเรื่องของท่านแล้ว หม่อมฉันไม่ได้บังคับซะหน่อย”


จิ้งอ๋องเม้มริมฝีปาก ชั่วขณะนั้นก็ไม่รู้ว่าควรพูดอะไรดี


ผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงชี้ไปที่เป็ดดำลู่ที่ยังกินไม่หมดตรงหน้า และเอ่ยหน้าตาย “ห่อของกินพวกนี้ใส่กล่องให้ข้าด้วย”


เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ คิดในใจ ‘โอ้ ไม่น่าเชื่อว่าจะห่อของกินกลับไปด้วย!’


แต่วันนี้เหอจิ่วเหนียงอารมณ์ดี ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับเขา สั่งให้คนห่ออาหารใส่กล่องให้แขกอย่างใจกว้าง ทั้งยังเพิ่มปริมาณให้ด้วย


จิ้งอ๋องเตรียมจะกลับ แต่ก่อนไปเขาทิ้งท้ายไว้หนึ่งประโยค “ข้าจะกลับไปคิดดูก็แล้วกัน”


กล่าวจบ เหอจิ่วเหนียงไม่ทันได้พูดอะไร เขาก็เดินออกไปทันที


ลู่ไป่ชวนมองหน้าภรรยา แล้วถาม “ตอนนี้บอกข้าได้หรือยังว่าเกิดอะไรขึ้น?”


“เรื่องนี้เกิดขึ้นตั้งแต่ตอนที่ข้าเข้าวังไปเมื่อเช้า…”


เหอจิ่วเหนียงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในวังให้ลู่ไป่ชวนฟัง


“...ท่านคิดว่า การที่ฮ่องเต้เข้าข้างข้าโดยไม่ลืมหูลืมตาเช่นนี้ นอกจากเขาอยากให้ข้ารักษาอาการป่วยให้แล้ว ยังมีเหตุผลอะไรอีก?”


ลู่ไป่ชวนพูดออกมาทันที “อยากพิสูจน์ให้เจ้าเห็นว่าเขาเลือกเช่นไรอย่างนั้นหรือ?”


“ถูกต้อง!”


เหอจิ่วเหนียงดีดนิ้วเป๊าะ และเอ่ยต่อ “ สิ่งที่เขาทำกับท่านอ๋องในตอนนี้ เหมือนกับที่เขาปฏิบัติต่อ.องค์รัชทายาทในเมื่อก่อนเป๊ะ เข้าข้างโดยไม่ลืมหูลืมตาก็เพื่ออยากทำให้ข้าเห็นว่า ตอนนี้เขามีความคิดเหมือนกันกับพวกเรา หวังจะให้ข้ารักษาอาการประชวรของเขาให้ดี และใช้เรื่องนี้เตือนจิ้งอ๋องด้วยว่าให้จิ้งอ๋องวางตัวให้เหมาะสม”


ฮ่องเต้ไม่ได้ดักดานเหมือนที่คนเห็นภายนอก แท้จริงแล้วเขารู้ทุกอย่าง


เขารู้ว่าตอนนี้สถานการณ์โดยรวมเริ่มนิ่ง เฉินอ๋องนั่งตำแหน่งนั้นได้อย่างมั่นคงแน่นอน หากเฉินอ๋องต้องการจริงๆ ก็สามารถยึดบัลลังก์จากเขาได้เลย หรือไม่ก็ให้เหอจิ่วเหนียงผู้เป็นหมอใช้แผนการเล็กๆน้อยๆ ในขณะที่รักษาอาการประชวรปลิดชีพฮ่องเต้ซะ


ฮ่องเต้ย่อมคิดเอาไว้อยู่แล้วว่าเรื่องเช่นนี้อาจเกิดขึ้นได้ จึงพยายามแสดงท่าทีเป็นมิตรกับเหอจิ่วเหนียง เพื่อให้นางเข้าใจในเจตนาของเขา


“ด้วยเหตุนี้ จิ้งอ๋องจึงกลายเป็นผู้ถูกสังเวย แต่ข้ารู้ว่าเนื้อแท้ของเขาไม่ใช่คนเลวร้าย ก็แค่ไม่ค่อยฉลาดนิดหน่อย เลยถูกคนหลอกใช้ก็เท่านั้น คนเช่นนี้หากวางเขาไว้ในตำแหน่งที่เหมาะสม ย่อมสามารถเจิดจรัสได้แน่นอน อีกอย่าง ตอนนี้ท่านอ๋องก็ขาดคนอยู่พอดีไม่ใช่หรือ ถ้าทำเช่นนี้ก็ถือว่าได้ช่วยเขาเฟ้นหาผู้มีความสามารถด้วย”


“เจ้าคิดว่าจิ้งอ๋องจะไปหรือไม่?”


ลู่ไปชวนมองไปทางที่จิ้งอ๋องเดินจากไปแล้วถามขึ้น


“หากไม่มีอะไรผิดพลาด เขาต้องไปแน่”


เหอจิ่วเหนียงมองคนไม่เคยพลาด และตราบใดที่จิ้งอ๋องยังพอมีหัวคิดอยู่บ้าง ก็น่าจะรู้ว่าการไปประจำการที่ชายแดนเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเขาในตอนนี้


ต่อให้ในอนาคตเฉินอ๋องคิดจะกวาดล้างพี่น้องทั้งหมด แต่สำหรับจิ้งอ๋องที่สร้างผลงานทางทหารไว้ที่ชายแดน เฉินอ๋องก็ยังต้องให้ความสำคัญและพิจารณาให้รอบคอบก่อน


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า เขาก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน


ทว่าในใจกลับรู้สึกขมขื่นเล็กน้อย ภรรยาของเขาเป็นที่ชื่นชอบของผู้คนมากเกินไปแล้ว


เมื่อเช้ายังมีเรื่องบาดหมางกับจิ้งอ๋องถึงขั้นชกต่อยกันอยู่เลย ตกบ่ายมาพวกเขากลับสามารถนั่งพูดคุยกันได้อย่างเปิดอกเปิดใจแล้ว ความรู้สึกถึงหายนะยิ่งโหมกระหน่ำรุนแรงขึ้นทุกขณะในใจชายหนุ่ม ราวกับว่าหากตนเผลอเมื่อไร อาจรักษาภรรยาไว้ไม่ได้อีกแล้ว


“มัวแต่เหม่ออะไรอยู่ เมื่อเช้าท่านไปไหนมาฮึ? ข้าคิดไม่ถึงเลยนะว่าวันนี้ท่านจะไม่มารอรับข้าที่หน้าประตูวัง ทำไม ไม่รักข้าแล้วหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางอีกฝ่ายเหมือนมีเรื่องในใจให้คิดมาก จึงจงใจเอ่ยถามแกมหยอกเย้า


“ข้าไปที่ค่ายทหารมา มัวแต่ประลองฝีมือกับทหารในค่ายทั้งเช้า”


กล่าวจบ เขาก็ยื่นมือออกมาให้เหอจิ่วเหนียงดู ฝ่ามือแดงเถือกไปทั้งแถบ เป็นรอยช้ำจากแรงกระแทกของอาวุธ


เมื่อคืนก็แทบไม่ได้นอน เช้าวันนี้ยังไปค่ายทหารประลองฝีมือกับคนมากมายอีก สามีผู้นี้ต้องมีเรื่องอะไรแน่ๆ


เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดพลางเหลือบมองอีกฝ่าย ก่อนจะเผยรอยยิ้มยากจะคาดเดาออกมา


“???” ลู่ไป่ชวนงุนงง


ไม่รู้เหตุใด จู่ๆก็รู้สึกเย็นวาบที่แผ่นหลัง


“ฮูหยิน มือข้าเจ็บไปหมดแล้ว เจ้าทายาให้ข้าหน่อยสิ”


เหอจิ่วเหนียงเดินออกไปจากศาลา ลู่ไป่ชวนรีบตามไป หวังออดอ้อนให้ภรรยาแสดงความเป็นห่วง


“ทาเองสิ แผลแค่นี้ไม่เห็นจะร้ายแรงตรงไหน”


เหอจิ่วเหนียงขี้เกียจจะสนใจเขา มีเรื่องปิดบังนางแล้วยังหวังจะให้นางเป็นห่วงอีก ฝันไปเถอะ!


ลู่ไป่ชวนที่เดินตามอยู่ข้างหลังมองฝ่ามือตัวเองที่บวมแดงแล้วได้แต่ถอนหายใจเบาๆ แย่แล้ว ภรรยาไม่เป็นห่วงเขาแล้ว


ชั่วขณะนั้นในใจก็ยิ่งรู้สึกหดหู่เข้าไปใหญ่


คืนนี้ต้องไปกินข้าวที่จวนเฉินอ๋องอีก เหตุผลแรกก็คือ นี่เป็นคำเชิญของพระชายา ส่วนเหตุผลที่สอง เพราะเฉินอ๋องอยากปรึกษากับลู่ไป่ชวนเรื่องการวางแผนปิดล้อมไส้ศึกพวกนั้น


ซินหรานหลบหนีไปได้สักพักแล้ว สถานการณ์ในเมืองหลวงก็ไม่มีอะไรผิดปกติ แม้แต่ทางด้านหลินอ๋องก็ไม่มีข่าวคราวอะไร เฉินอ๋องจึงรู้สึกแปลกใจ และอยากฟังความคิดเห็นจากลู่ไป่ชวน


ในเวลาค่ำ สองครอบครัวกลับมาพบปะกันอีกครั้ง บุรุษสนทนาเรื่องงาน ส่วนสตรีก็พูดคุยกันเรื่องความสวยความงาม ต่างคนต่างเจรจาพาทีเรื่องของตัวเองไม่รบกวนกันและกัน


ส่วนทางด้านจวนจิ้งอ๋องยามนี้กลับเงียบเหงา ตั้งแต่กลับมาจากจวนตระกูลลู่ จิ้งอ๋องก็ยังคงนั่งดื่มสุรากลัดกลุ้มใจอยู่คนเดียว แม้แต่เหล่าสตรีเรือนหลังทั้งหลายที่อยากเข้ามาปรนนิบัติเอาใจ ก็ยังถูกไล่ออกไปหมด


ใช่ เขาไม่อยากให้สตรีเหล่านั้นมาแย่งกินเป็ดดำลู่ด้วย


“ท่านอ๋อง อย่าดื่มอีกเลยพ่ะย่ะค่ะ จะเสียสุขภาพเอานะพ่ะย่ะค่ะ!”


บ่าวรับใช้ประจำตัวจิ้งอ๋องเอ่ยเตือนผู้เป็นนายด้วยความเป็นห่วง แต่จิ้งอ๋องราวกับไม่ได้ยินอะไรทั้งนั้น เอาแต่ปล่อยความคิดให้ล่องลอยอยู่ในโลกของตัวเอง


ตอนที่ 585: อยากบีบคอสตรีผู้นี้จริงๆ


ในหัวขององค์ชายหกยังคงดังก้องไปด้วยถ้อยคำของเหอจิ่วเหนียงซ้ำไปซ้ำมา 


…เขาเป็นคนกล้าหาญแต่ไร้แผนการ สู้ใช้ความกล้าหาญของตัวเองในทางที่ถูกต้อง ส่วนเรื่องในราชสำนักก็มอบให้เป็นหน้าที่ของคนที่มีความสามารถจริงๆ ทำไป


เฉินอ๋องเป็นคนนิสัยอ่อนโยนและเที่ยงตรง ไม่มีทางลงมือกำจัดพี่น้องทุกคนจนหมดแน่…


คำพูดของเหอจิ่วเหนียงมีเหตุผล ที่ผ่านมาเขาเองก็เคยคิดเช่นนี้ แต่หลินอ๋องที่ปลอมตัวเป็นหลินอี้ผิงมักบอกเขาว่า เป็นโอรสฮ่องเต้เหมือนกัน เหตุใดต้องยอมปล่อยให้คนอื่นแย่งชิงตำแหน่งนั้น แล้วเขาต้องไปทนลำบากลำบนอยู่ในสถานที่แร้นแค้นนั่น


ทั้งยังบอกอีกว่า ผู้ที่ครองบัลลังก์ล้วนมีจิตใจโหดเหี้ยม หากไม่แย่งชิงอำนาจนั้นมาให้ได้ วันหน้าจะตายเช่นไรก็ไม่อาจรู้


ทุกครั้งที่เขาเริ่มลังเลก็มักจะได้ยินคำพูดเช่นนี้กล่อมเกลาเสมอ ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาจึงกัดฟันเดินหน้าต่อ


แต่สุดท้ายทุกอย่างก็ว่างเปล่า…


“ใช่! ชีวิตนี้ของข้าจะปล่อยให้ไร้ค่าไร้ประโยชน์ไปเปล่าๆไม่ได้!


ข้าจะไปชายแดน ข้าจะปกป้องราษฎร!”


เขากระแทกจอกสุราลงบนโต๊ะอย่างแรง แสดงให้เห็นว่าเขาตัดสินใจแน่วแน่แล้ว

.....

เช้าวันต่อมา


จิ้งอ๋องเข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ กราบทูลว่าตนเองจะไปประจำการรักษาความสงบที่ชายแดน ทั้งยังแสดงเจตจำนงอย่างแรงกล้าว่า ตนเองจะไม่ขอแย่งชิงตำแหน่งนั้นอีก


ฮ่องเต้พึงพอใจกับการตัดสินใจของโอรสมาก จึงอนุญาตทันที


ขณะที่ออกจากวังจิ้งอ๋องก็บังเอิญพบกับรถม้าของเหอจิ่วเหนียง นางยังคงสัปหงกเข้าวังมาฝังเข็มให้ฮ่องเต้เฉกเช่นเดิม


และจิ้งอ๋องก็ขวางรถม้าเหอจิ่วเหนียงอีกครั้ง


คนบังคับรถม้าตกใจมาก ในใจคิดอย่างทดท้อ จิ้งอ๋องเอ๊ยจิ้งอ๋อง คิดอะไรของเขาอยู่เนี่ย เมื่อวานเพิ่งจะถูกต่อยไป แผลบนหน้ายังไม่ทันยุบ นี่คิดจะหาเรื่องเพิ่มแผลอีกแล้วหรือ!


แน่นอนว่าครั้งนี้จิ้งอ๋องไม่ได้มาเพื่อหาเรื่องโดนต่อยอย่างที่คนขับรถม้าจินตนาการ เขาเพียงมีเรื่องอยากพูดคุยกับคนในรถม้า


เหอจิ่วเหนียงชะเง้อคอออกมาด้วยท่าทางเกียจคร้าน “มีเรื่องอะไรหรือเพ.คะ?”


“ข้าตัดสินใจจะไปประจำการที่ชายแดนแล้ว”


จิ้งอ๋องเพ่งมองหญิงสาว พยายามมองหาแววตื่นตกใจจากนาง


ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้มีปฏิกิริยาใด แค่หลับตา พยักหน้ารับรู้ และทำท่าเหมือนจะหลับต่อ


“นี่!” ท่าทางจิ้งอ๋องหงุดหงิดเล็กน้อย “ข้าตัดสินใจไปประจำการที่ชายแดนก็เพราะคำพูดของเจ้าเลยนะ! เจ้าไม่มีอะไรจะพูดกับข้าสักหน่อยหรือ?”


ทั้งๆที่เขาอายุมากกว่าเหอจิ่วเหนียง แต่บัดนี้กลับดูราวกับว่าเขาต่างหากที่อายุน้อยกว่านาง ท่าทางของอ๋องหนุ่มยามนี้ราวกับเด็กที่เรียกร้องความสนใจอย่างไรอย่างนั้น


“ไม่มีเพ.คะ ท่านอ๋องไม่มีเรื่องอะไรแล้วใช่หรือไม่เพ.คะ เช่นนั้นหม่อมฉันขอตัวก่อนนะ”


กล่าวจบนางก็โบกมือส่งสัญญาณให้คนบังคับรถม้าเดินหน้าต่อ


“ช้าก่อน!”


จิ้งอ๋องเรียกให้หยุดอีกครั้ง


“มีเรื่องอะไรอีกเพ.คะ?”


เหอจิ่วเหนียงเริ่มไม่สบอารมณ์


“ข้าขอคนครัวของเจ้าสักคนได้หรือไม่ เอ่อ… คนที่ทำเป็ดดำลู่เป็นน่ะ!”


จิ้งอ๋องตระหนักว่า พื้นที่ชายแดนสุดแสนกันดารไม่มีของกินอร่อยๆแน่ แต่เป็ดดำลู่กินแกล้มสุราช่างเป็นอะไรที่เลิศรสเหลือเกิน ไปครั้งนี้ไม่รู้เมื่อไรจะได้กลับมา จะปล่อยให้ปากของตัวเองทนทรมานได้อย่างไรกัน


“อะไรนะ?”


ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ตื่นเต็มตา “ท่านอ๋อง เมื่อวานท่านไปจวนหม่อมฉันท่านก็เห็นแล้วว่าบ่าวรับใช้ในจวนมีแค่ไม่กี่คน ท่านยังคิดจะเอาคนของหม่อมฉันไปอีกหรือ ท่านยังมีมนุษยธรรมอยู่หรือไม่?”


จิ้งอ๋องมองใบหน้าเปี่ยมความรู้สึกไม่เป็นธรรมของอีกฝ่าย จึงรีบทักท้วง “ข้าเปลี่ยนตัวบ่าวรับใช้กับเจ้าคนหนึ่ง! คนครัวในจวนข้าก็ฝีมือไม่เลวเหมือนกันนะ”


“ไม่ได้เพ.คะ”


เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธโดยไม่ต้องคิด “สูตรเป็ดดำลู่เป็นรากฐานการดำรงชีวิตของตระกูลหม่อมฉัน จะให้กันง่ายๆได้อย่างไรเพ.คะ” พูดถึงตรงนี้ หญิงสาวหัวการค้าก็เผยรอยยิ้มไมตรีออกมา “หากท่านอ๋องต้องการจริงๆ ก็ต้องจ่ายเงินซื้อเพ.คะ”


“นี่เจ้า!”


จิ้งอ๋องโมโหจนพูดไม่ออก ทั้งๆที่พวกเขาเคยร่วมโต๊ะร่ำสุรากันมาแล้ว เหตุใดยังจะพูดเรื่องเงินๆทองๆต่อกันอีก ผู้หญิงคนนี้หน้าเงินเกินไปแล้วกระมัง!


แต่พอตระหนักได้ว่า ครอบครัวพวกเขาลี้ภัยมาด้วยความยากลำบาก ย่อมเห็นเงินทองเป็นของล้ำค่ากว่าสิ่งใด จึงกัดฟันกล่าว “ตกลง เจ้าว่ามาว่าต้องการเท่าไร”


“อย่างน้อยก็หนึ่งหมื่นตำลึงเพ.คะ”


“ว่าอย่างไรนะ!”


ดวงตาจิ้งอ๋องเบิกกว้างแทบจะถลนออกมาด้วยความตกใจ


แค่สูตรอาหารสูตรเดียว แพงหูฉี่ปานนี้เชียวหรือ!


“ท่านอ๋อง ท่านต้องเข้าใจก่อนนะเพ.คะว่ามีคนมากมายแย่งกันซื้อสูตรอาหารนี้จากหม่อมฉัน แต่หม่อมฉันไม่เคยคิดจะขายให้ใครเลย นี่ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นว่าท่านจะไปต้องชายแดน และทำกินเองไม่ได้นำไปขายต่อ หม่อมฉันก็ไม่อยากขายให้หรอกนะเพ.คะ หากท่านต้องการจริงๆก็ต้องซื้อเพ.คะ ไม่อยากซื้อหม่อมฉันก็ไม่ได้บังคับ”


เหอจิ่วเหนียงทำท่าทางลำบากใจหนักหน่วง ราวกับว่าราคาที่นางเสนอยังขาดทุนด้วยซ้ำก็มิปาน


เมื่อเห็นว่านางจะปิดม่านหน้าต่างรถม้ายุติการเจรจา จิ้งอ๋องก็รีบโพล่งตอบทันที “หมื่นตำลึงก็หมื่นตำลึง! เดี๋ยวข้าจะให้คนเอาเงินไปส่งให้เจ้า เจ้าก็ให้ตำรับอาหารข้ามาก็แล้วกัน”


“ตกลงเพ.คะ แต่ท่านใช้เองนะเพ.คะ ห้ามทำการค้าขายเด็ดขาด หากท่านแอบทำการค้าขายแล้วโดนหม่อมฉันจับได้ ท่านต้องจ่ายค่าปรับตามสัญญา”


“อะไรของเจ้า?”


จิ้งอ๋องโมโหมาก อยากบีบคอผู้หญิงคนนี้จริงๆ พูดเรื่องบ้าบออะไรกัน!


เขาซื้อสูตรอาหารมาในราคาแพงปานนี้แล้ว ยังจำกัดสิทธิ์การใช้งานอีกหรือ!


ต้องเจ้ากี้เจ้าการขนาดนี้เลย!


เหอจิ่วเหนียงคร้านที่จะอธิบายให้เขาฟัง จึงหยิบพู่กันกับกระดาษขึ้นมาเขียนสัญญา เนื้อความระบุว่า ขายสูตรเป็ดดำลู่ให้จิ้งอ๋องเพื่อใช้ส่วนตัวเท่านั้น ห้ามนำไปใช้เชิงพาณิชย์ หากละเมิดข้อตกลง ต้องชดเชยเป็นจำนวนเงินหนึ่งล้านตำลึงทอง


ตัวเลขค่าปรับในข้อตกลงทำเอาจิ้งอ๋องตกใจจนตาค้าง ผู้หญิงคนนี้หมกมุ่นในเงินทองมากเกินไปแล้วกระมัง


แต่ดีที่เขาตั้งใจแค่ว่าจะเอาไว้ทำกินเองเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาเอาไปทำการค้าอยู่แล้ว จึงยอมรับสัญญาแต่โดยดี


เหอจิ่วเหนียงเขียนสัญญาออกมาสองฉบับ เก็บไว้คนละฉบับ เมื่อทั้งสองฝ่ายประทับลายนิ้วมือ ถือว่าข้อตกลงมีผลบังคับใช้ทันที

....

อีกทางด้านหนึ่ง ณ จวนหลินอ๋อง 


ภายในเวลาไม่ถึงสองเดือน จวนหลินอ๋องมีสภาพราวกับถูกตรวจค้นยึดทรัพย์ก็มิปาน สภาพตกต่ำอย่างมาก


ถึงแม้ฮ่องเต้จะไม่ได้ลงโทษเขาอย่างร้ายแรง แต่กลับจงใจลดรายได้ของจวนเขาอย่างต่อเนื่อง ที่ดิน เรือกสวนนาไร่ที่ฮ่องเต้เคยพระราชทานก่อนหน้านี้ก็ทยอยถูกเรียกคืน แม้แต่เงินเดือนที่เคยได้จากในวังก็หยุดจ่าย


หลายคนไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าหลินอ๋องผู้ที่ไม่เคยยุ่งเรื่องในราชสำนักไปล่วงเกินอะไรฮ่องเต้ แต่คนที่รู้ความจริงกลับรู้ดีว่า ฮ่องเต้จงใจค่อยๆบีบให้หลินอ๋องตายไปอย่างช้าๆ


ขณะนี้หลินอ๋องกำลังรับแขกอยู่ในห้องทำงาน ในเวลาเช่นนี้แน่นอนว่า แขกที่มาไม่ใช่แขกทั่วไป


แขกผู้นี้เป็นสตรีรูปร่างเพรียวบาง สวมเสื้อผ้าคลุมกายมิดชิดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า เผยให้เห็นแค่ดวงตาสองข้างเท่านั้น


“ฮ่องเต้ไม่ได้ดื่มชาชิงอิน เรื่องนี้ท่านไม่รู้หรือ?”


สตรีร่างบางมองหน้าหลินอ๋อง เอ่ยถามน้ำเสียงไม่พอใจ


ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าฝ่าบาทของพวกนางมาร่วมมือกับคนโง่เช่นนี้ได้อย่างไร ตอนนี้ตัวตนของหลินอ๋องถูกเปิดโปงแล้ว เสด็จพ่อของเขาตั้งท่าระแวงเขาราวกับระแวงโจร คนเช่นนี้ร่วมมือด้วยยังจะมีความหมายอะไรอีก


“เป็นไปได้อย่างไร เขาเคยดื่มต่อหน้าข้ามาตั้งหลายครั้งแล้ว”


หลินอ๋องขมวดคิ้วด้วยท่าทางไม่พอใจ


เป็นแค่สายลับจากบ้านป่าเมืองเถื่อน กล้าตั้งท่าพูดจาสามหาวกับเขา รอให้เขารวบอำนาจแคว้นได้เมื่อไร จะกวาดล้างพวกตงถิงเป็นอย่างแรกเลย!


“เหอะ หากไม่ใช่เช่นนั้นแล้วเหตุใดตอนนี้เขาถึงยังไม่ส่งคนมาขอใบชาจากท่านอีกล่ะ อีกอย่าง สองวันนี้เหอจิ่วเหนียงก็เข้าวังไปตรวจอาการฮ่องเต้เฒ่านั่น แต่กลับไม่มีความเคลื่อนไหวอะไรเลย ท่านช่างเป็นอ๋องที่เหลวแหลกจริงๆ!”


ผู้เป็นแขกมองเจ้าบ้านด้วยแววตาดูแคลน


หลินอ๋องสังเกตได้ถึงแววตาของนาง น้ำเสียงของเขาจึงเย็นชา.ลงมาก เขากัดฟันกรอด “หากข้าจำไม่ผิด เจ้าคือคนที่ถูกส่งตัวมาให้ช่วยข้า ไม่ใช่มาทำสีหน้าท่าทางเช่นนี้ใส่ข้า ข้าว่าเจ้าคงไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วสินะ!”


ตอนที่ 586: เงื่อนไขนี้มันไม่ดูเรียบง่ายเกินไปหน่อยหรือ


ซินหรานประหลาดใจกับน้ำเสียงของอีกฝ่ายมากจนเกือบบันดาลโท.สะสวนกลับไป แต่เมื่อคิดถึงแผนการใหญ่ของฝ่าบาท จึงได้แต่ต้องข่มอารมณ์เอาไว้


“ท่านหลินอ๋อง หม่อมฉันรู้ว่าตอนนี้ท่านอารมณ์ไม่ดี แต่ท่านจะไม่สนใจอะไรเลยไม่ได้ อย่าลืมแผนการใหญ่ของพวกเราสิ สถานการณ์ในตอนนี้ไม่ส่งผลดีต่อท่านเอาซะเลย ท่านเป็นพันธมิตรกับพวกเรามานานหลายปี พวกเราย่อมปกป้องผลประโยชน์ของท่านอยู่แล้ว เช่นนี้เราจึงจะร่วมมือกันได้ในระยะยาวอย่างมั่นคงอย่างไรล่ะ”


ขณะกล่าวซินหรานก็ฝืนยิ้มออกมาเพื่อให้ถ้อยคำของตนฟังดูนุ่มนวลขึ้น


แม้หลินอ๋องยังโกรธอยู่ แต่เห็นนางแสดงท่าทางประจบประแจงก็รู้สึกดีขึ้นไม่น้อย


เขามีสถานะเป็นถึงอ๋องผู้สูงศักดิ์ จะปล่อยให้คนชั้นต่ำมาดูถูกดูแคลนได้อย่างไร คนพวกนี้สมควรประจบประแจงเขาถูกต้องแล้ว!


“เช่นนั้นเจ้าว่าตอนนี้ข้าควรทำอย่างไรต่อ?”


“ท่านอ๋องเคยได้ยินคำนี้หรือไม่เพ.คะ หากไม่เข้าถ้ำเสือแล้วจะล่าลูกเสือได้อย่างไร หากจะสำเร็จการใหญ่ ใจก็ต้องแข็งพอซะก่อน!”


ซินหรานยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวต่อ “ในเมื่อคนพวกนั้นไร้ความเมตตาต่อท่านอ๋อง ท่านอ๋องก็ไม่จำเป็นคำนึงถึงสายเลือดอีกต่อไป แผนการที่ท่านอ๋องปฏิเสธไปก่อนหน้านี้ ถึงเวลาที่ต้องนำออกมาใช้แล้วเพ.คะ”


ก่อนหน้านี้ คนที่มีหน้าที่ติดต่อกับหลินอ๋องเคยเสนอเรื่องก่อกบฏ แต่ถูกหลินอ๋องปฏิเสธ


แน่นอนว่าที่เขาปฏิเสธ ไม่ใช่เพราะเขามีใจเมตตา แต่เขามองว่าหากไม่ถึงคราวจำเป็นจริงๆ ไม่ควรมีความคิดเช่นนั้นเป็นอันขาด เพราะสุดท้าย เรื่องก่อกบฏจะถูกจารึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ และเสื่อมเสียชื่อเสียงไปตลอดกาล


บัดนี้ผู้ครองบัลลังก์คือเสด็จพ่อของเขา หากก่อกบฏขึ้นจริงๆ ย่อมเท่ากับว่าลอบปลงพระชนม์ผู้เป็นบิดาของตัวเอง และต้องถูกราษฎรทั้งแผ่นดินก่นด่าสาปแช่งแน่นอน


ทว่าตอนนี้ เขาตกต่ำถึงขั้นนี้ ทั้งยังถูกคนเหยียบย่ำ เขาสุดจะทนได้แล้วจริงๆ!


“หากข้าก่อกบฏ ตงถิงของพวกเจ้าจะสนับสนุนหรือไม่?”


จู่ๆ หลินอ๋องก็โน้มตัวเข้าใกล้ซินหราน ยื่นมือเชยคางนาง ทั้งสองอยู่ใกล้จนแทบจะหายใจรดกัน แววตาเต็มไปด้วยความหยั่งเชิง


ซินหรานคิดไม่ถึงว่าจู่ๆ อีกฝ่ายจะเข้ามาประชิดตนเช่นนี้ นาง.อดทนกับความน่าขยะแขยง และฝืนยิ้มออกมาพลางกล่าวเสียงหวาน “ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอนเพ.คะ พวกเรากับท่านอ๋องเป็นพันธมิตรกัน ขอเพียงท่านตอบตกลงว่าหลังจากได้ครองบัลลังก์แล้วจะสงบศึกกับตงถิงเป็นเวลาสิบปี พวกเราย่อมส่งทัพสนับสนุนท่านอ๋องอย่างไรเงื่อนไขอยู่แล้ว”


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ความขัดแย้งที่ชายแดนไม่เคยสงบลงเลย สองฝ่ายทำศึกกันตลอด มีทั้งแพ้ทั้งชนะ แต่โดยรวมไม่ได้ส่งผลกระทบต่อแว่นแคว้นทั้งสองฝ่ายมากนัก 


ทว่าทางตงถิงกลับเสนอเงื่อนไขให้สงบศึกเป็นเวลาสิบปี


เงื่อนไขนี้มันไม่ดูเรียบง่ายเกินไปหน่อยหรือ?


หลินอ๋องไม่เชื่อ “เงื่อนไขของพวกเจ้า มีแค่สิ่งนี้จริงๆหรือ?”


“ไม่ใช่แค่นี้แน่นอนเพ.คะ ยังมีอีกอย่าง รอท่านได้ครองบัลลังก์เมื่อไร พวกเราย่อมเอ่ยปากขอแน่”


“สิ่งใด?”


“วางใจเถอะเพ.คะ ก็แค่วัตถุสิ่งของอย่างหนึ่งเท่านั้น ฝ่าบาทของพวกเราชื่นชอบมาก อยากได้ไว้เชยชม สำหรับท่านอ๋องแล้วคงไม่ใช่เรื่องยากอะไร”


ได้ยินดังนั้นหลินอ๋องก็วางใจลง หากเป็นแค่วัตถุสิ่งของชิ้นเดียวก็ตกลงกันง่ายหน่อย เพราะสิ่งที่เขาใส่ใจที่สุดมีแค่ตำแหน่งฮ่องเต้เท่านั้น


ปกปิดความทะเยอทะยาน อยู่กับความ.อดกลั้นมานานหลายปีก็เพราะคิดว่าสักวันหนึ่งจะสามารถครองบัลลังก์ได้อย่าง.งดงาม ใครจะคิดว่าโชคชะตาจะเล่นตลกส่งเหอจิ่วเหนียงสตรีน่าตายนั่นมาทำลายแผนการทุกอย่างของเขาจนย่อยยับป่นปี้ ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เขาก็ไม่จำเป็นต้องสวมหน้ากากอีกต่อไป นับตั้งแต่นี้ไปจะขอแย่งชิงบัลลังก์อย่างเปิดเผย!


เสร็จสิ้นการเจรจาซินหรานก็รีบจากไป หลังออกไปจากจวนหลินอ๋อง นางรีบเช็ดคางด้วยความรังเกียจ


ผู้ชายสกปรกน่ารังเกียจเหมือนกันหมด!


ตั้งแต่ผ่านเรื่องราวของฉินเจียนมา ตอนนี้นางรู้สึกขยะแขยงบุรุษมาก แค่บุรุษเข้ามาใกล้นางก็ขยะแขยงจนแทบจะอาเจียนออกมาแล้ว


เดิมทีคิดว่าหลินอ๋องคงจะเป็นคนที่รู้จักวางตัว คิดไม่ถึงเลยว่าอีกามันจะดำเหมือนกันทั้งโลก

.....

หลินอ๋องเดินทางเข้าวัง แต่เขาไม่ได้ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ทว่าไปหาเสด็จแม่ของตนเองที่วังหลัง


ส่วนเหอจิ่วเหนียง หลังออกจากวังกลับมาถึงจวนก็ได้รับแจ้งว่า คนของจวนจิ้งอ๋องมารออยู่หลายชั่วยามแล้ว นางจึงรีบไปเขียนตำรับอาหารให้และรับเงินมาก่อน เมื่อนับจนมั่นใจแล้วว่าครบหนึ่งหมื่นตำลึง จึงส่งตำรับอาหารให้อีกฝ่าย


“อ้อ จริงสิ วัตถุดิบบางอย่างหาซื้อยากมาก เห็นแก่ที่จิ้งอ๋องจ่ายเงินซื้ออย่างใจกว้าง ข้าจะแถมของให้สักหน่อย แต่ข้าขอเวลาเตรียมหน่อยนะ ตอนเย็นๆจะให้คนเอาไปส่งให้ที่จวน”


“ขอรับ ขอบคุณฮูหยินขอรับ”


อีกฝ่ายกล่าวขอบคุณด้วยความยินดีและรีบวิ่งไปทันที ราวกับกลัวเหอจิ่วเหนียงจะเปลี่ยนใจก็มิปาน


อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงไม่ได้อยากแถมนักหรอก แต่ประเด็นคือวัตถุดิบบางอย่างยังไม่ได้เป็นที่แพร่หลายในยุคสมัยนี้ หรืออาจจะมีแค่ในต่างแดน หากจิ้งอ๋องหาซื้อไม่ได้แล้วมาเอาเรื่องนาง นางก็ยากจะอธิบาย


ทุกวันนี้นางบอกกับใครต่อใครได้แค่ว่า มีคนคนหนึ่งช่วยจัดหาวัตถุดิบเหล่านั้นเอาไว้ให้ ส่วนคนผู้นั้นเป็นใครไม่อาจบอกได้ เพราะอย่างไรครอบครัวนางก็ยังทำการค้านี้อยู่


พอบอกว่ามันเป็นความลับทางการค้า คนอื่นก็ไม่ถามอะไรมากแล้ว


ดังนั้นนางจึงใช้ข้ออ้างนี้มาได้ตลอดอย่างแนบเนียน


เหอจิ่วเหนียงไปที่คลังเก็บวัตถุดิบ แอบนำของในห้วงมิติออกมาเติมเล็กน้อย จากนั้นก็ให้คนมานับ และส่งวัตถุดิบจำนวนหนึ่งไปที่จวนจิ้งอ๋อง มากพอที่เขาจะกินได้หลายเดือน


ส่วนหลายเดือนหลังจากนั้น หากจิ้งอ๋องอยากกินอีกก็คงต้องควักเงินซื้อกับนางแล้ว นางไม่อาจให้เปล่าๆได้หรอกนะ!


เช้าวันนี้ตอนที่เข้าวัง นางเอาเป็ดดำลู่ไปถวายฮ่องเต้ชุดหนึ่งตามที่สัญญา ฮ่องเต้เองก็บอกว่าอยากได้สูตรอาหารจากนาง แต่นางยังไม่ได้ตอบ.ตกลง


ฮ่องเต้บอกว่ายินดีจะนำสิ่งของมาแลก นางยังคิดไม่ออกว่าตัวเองต้องการสิ่งใด จึงถ่วงเวลาออกไปก่อน


ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นถึงฮ่องเต้เชียวนะ จะเรียกเงินแค่หนึ่งหมื่นตำลึงก็คงขาดทุนเกินไปหน่อย นางต้องใคร่ครวญให้ดีๆ


ลู่ไป่ชวนออกไปทั้งวันกว่าจะกลับมา พอกลับมาก็รีบไปหาเหอจิ่วเหนียงทันที


“ฮูหยิน ท่านอ๋องอยากรู้ว่าซินหรานไปหลบอยู่ที่ไหน เจ้าพอจะตามหานางเจอได้หรือไม่?”


ช่วงสองสามวันที่ผ่านมา ลู่ไป่ชวนไปที่ค่ายทหารทุกวัน ต้องรายงานเรื่องที่เกิดขึ้นในจิงโจว ขณะเดียวกันก็ต้องประสานงานกับคนทางด้านเมืองหลวงด้วย เพื่อตรวจสอบให้แน่ใจว่าข่าวที่ส่งถึงกันไปมาก่อนหน้านี้ตรงกัน และเพื่อเป็นการมั่นใจว่าไม่มีใครดัดแปลงจดหมายที่ส่งให้กัน หลังจากมั่นใจแล้วว่าไม่มีปัญหา จึงหันมามุ่งเป้าที่ซินหรานอีกครั้ง


ทั้งคณะงิ้วชิงอินตอนนี้เหลือแค่ซินหรานคนเดียวที่มีชีวิตรอดไปได้ นางมาเมืองหลวง แต่กลับเงียบหายไร้ร่องรอย นานถึงเพียงนี้แล้วก็ยังสืบหาเบาะแสของนางไม่ได้ จึงกลัวว่านางจะไปทำเรื่องเลวร้ายลับหลังโดยพวกเขาไม่ทันได้รับมือ ดังนั้นจึงมาขอให้เหอจิ่วเหนียงช่วย


ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงให้นางกินยาลูกกลอนเพลินจิตเข้าไป ในยาลูกกลอนนั้นมีผงยาสูตรเฉพาะของเหอจิ่วเหนียงผสมอยู่ ไม่ว่าร่างของนางจะอยู่แห่งหนใด เหอจิ่วเหนียงก็จะหานางเจอ เหมือนตอนที่นางหาลู่ไป่ชวนเจอในคราวนั้น


และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ฉินเจียนรีบบอกให้คนของหอเชียนฟานไว้ชีวิตซินหราน แต่ถูกซินหรานเข้าใจผิดคิดว่าในใจฉินเจียนมีนางอยู่จริงๆ


“ได้สิ รีบมากหรือไม่ คืนนี้ข้าพาท่านไปดู”


เหอจิ่วเหนียงคิดเรื่องนี้เอาไว้แล้ว คิดว่าเฉินอ๋องคงจะรอไม่ไหวแล้ว


“ตกลง”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า เขายังไม่คิดจะบอกเรื่องนี้กับใคร พวกเขาสองคนขอไปสำรวจเส้นทางก่อน จากนั้นค่อยให้ท่านอ๋องส่งคนไปจับตาดู เช่นนี้จะไม่ได้ไม่มีอะไรผิดพลาด


และที่สำคัญ เขาไม่อยากให้คนอื่นรับรู้ถึงความสามารถพิเศษของภรรยา

.....

ยามรัตติกาล สองสามีภรรยาเตรียมเปลี่ยนชุดอำพรางตัวก่อนออกเดินทาง


“หนาวจะตาย สวมสิ่งนี้ไว้ข้างในสักหน่อย”


เหอจิ่วเหนียงหยิบชุดกันหนาวสีดำออกมาให้ชายหนุ่ม เป็นชุดกันหนาวทั้งเบาและอุ่นจากยุคสมัยใหม่ ผู้สวมใส่ใส่แล้วยังคงเคลื่อนไหวได้สะดวกคล่องแคล่ว


ลู่ไป่ชวนรับมาสวมไว้ด้านใน จากนั้นสวมชุดพรางตัวทับอีกชั้น ปรากฏว่ารู้สึกอุ่นขึ้นทันที


“ไปกัน ไปกัน รีบไปจะได้รีบกลับมาผิงไฟอุ่นๆ!”


เหอจิ่วเหนียงจัดแจงตัวเองเสร็จก็รีบเดินนำออกไปก่อน


ตอนที่ 587: ภรรยาผู้นี้ไม่เข้าใจอารมณ์รักซึ้งๆ เอาเลย


ความจริงแล้วตั้งแต่วันแรกที่มาถึงเมืองหลวง เหอจิ่วเหนียงก็สัมผัสได้ถึงกลิ่นหอมของเป้าหมายมาโดยตลอด หลายวันที่ผ่านมานางออกจากจวนทุกวัน นางก็วาดเส้นทางไว้ในใจคร่าวๆแล้ว ดังนั้นทันทีที่ออกจากประตูจวน หญิงสาวก็มุ่งหน้าไปทางทิศใต้ของเมืองทันที


ลู่ไป่ชวนที่ตามอยู่ด้านหลังรู้สึกตกใจเงียบๆนี่… จมูกภรรยาของเขารับรู้กลิ่นได้ดีกว่าสุนัขอีกหรือนี่!


เอ่อ… คำชมนี้ เขาไม่กล้าปริปากพูดออกมาหรอกนะ


ผ่านไปครึ่งชั่วยาม บนกำแพงคฤหาสน์หลังหนึ่ง 


ศีรษะของคนสองคนค่อยๆโผล่ขึ้นมาอย่างช้าๆ


คนที่เฝ้าอยู่บริเวณรอบๆ ต่างสลบไปโดยไม่รู้เนื้อรู้ตัวหมดแล้ว ทั้งสองหันมาสบตากันวูบหนึ่ง จากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็เตรียมจะแอบเข้าไป


“แค่ยืนยันว่านางอยู่ที่นี่ก็พอแล้ว ข้าจะแจ้งท่านอ๋องให้เขาส่งคนมาจับตาดู เราไม่ต้องเข้าไปหรอก”


ลู่ไป่ชวนคิดว่าเรื่องนี้เป็นหน้าที่ของเขา หากเอาแต่ให้ภรรยาช่วยจะดูไม่เหมาะสม อีกอย่าง ภรรยาก็บ่นว่าหนาวอยู่ตลอด นางควรจะอยู่บ้านผิงไฟคลายหนาวมากกว่า ไม่ควรมาลำบากกับเขาเช่นนี้


“ไหนๆก็มาแล้ว ไม่เข้าไปดูก็เสียเที่ยวน่ะสิ! อีกอย่าง คนของพวกท่านก็ใช่ว่าจะสังเกตได้ละเอียดเท่าข้า ไปกันเถอะ!”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวจบก็นำหน้าเข้าไปก่อน และหาที่ซ่อนตัวทันที


เมื่อครู่แค่ใช้ยาให้คนด้านนอกสลบไปเท่านั้น ไม่ได้ส่งผลกระทบใดกับคนที่อยู่ข้างใน ดังนั้นควรหลบไว้ก่อน


ลู่ไป่ชวนไม่อาจพูดอะไรได้อีก ทำได้แค่ตามนางเข้าไป เมื่อเห็นนางซ่อนตัวอยู่หลังเสาเช่นนี้ เขาก็อดนึกถึงวันแรกที่พวกเขาได้กลับมาเจอกันไม่ได้


ตอนนั้นเขากำลังหลบซ่อนตัวอยู่ จากนั้นหญิงสาวร่างบอบบางก็เข้ามา และถามตรงๆว่า ‘ท่านก็คือพี่ใหญ่ซุนใช่หรือไม่’


คิดถึงวันนั้นแล้วก็อดอมยิ้มไม่ได้ เขาคิดว่าชีวิตนี้ ตนคงไม่อาจลืมภาพที่นางเข้ามาหาด้วยท่วงท่าคล่องแคล่ว และทักทายกันด้วยริมฝีปากยิ้มแย้มนั้นได้แน่


“ท่านยิ้มอะไร?”


เหอจิ่วเหนียงมองคน.อมยิ้มด้วยความงุนงง มาจับตาดูโจรดึกๆดื่นๆเช่นนี้ มีอะไรน่ายิ้มกัน


“ไม่มีอะไร แค่นึกถึงตอนที่เราเจอกันครั้งแรก ที่เจ้าเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ซุนน่ะ”


“มีอะไรน่าแปลกกัน ท่านอายุมากกว่าข้าอยู่แล้ว ข้าเรียกท่านว่าพี่ใหญ่ก็ไม่แปลกซะหน่อย”


ลู่ไป่ชวน “...”


ภรรยาผู้นี้ไม่เข้าใจอารมณ์รักซึ้งๆเอาซะเลย!


“อืม ไปกันเถอะ”


ลู่ไป่ชวนหมดอารมณ์หวานซึ้งในบัดดล ดึงมืออีกฝ่ายมาข้างกาย และแอบย่องไปทางเรือนหลักด้วยกัน


“ฝ่าบาท ตอนนี้หลินอ๋องไม่มีค่าอะไรให้พวกเราใช้ประโยชน์ได้แล้ว เหตุใดเรายังต้องเอาอกเอาใจเขาอีกล่ะเพ.คะ สู้เปลี่ยนคนใหม่ดีกว่า เช่นนี้จะได้ส่งผลดีต่อแผนการของเราด้วย”


สองผู้บุกรุกเข้ามาถึงหน้าห้องห้องหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงหยิบเครื่องช่วยฟังออกมาสองเครื่อง แบ่งให้ลู่ไป่ชวนเครื่องหนึ่ง จากนั้นทั้งสองก็แนบตัวชิดติดกำแพงพร้อมใช้เครื่องมือทันสมัยแอบฟังบทสนทนาด้านใน


เจ้าของเสียงที่ดังมากจากในห้องก็คือซินหราน เหอจิ่วเหนียงตามกลิ่นจากตัวของนางมาจนเจอที่นี่


ไม่นาน เสียงของบุรุษก็ดังขึ้น “เจ้าจะไปเข้าใจอะไร อูฐที่ผอมตายก็ยังใหญ่กว่าม้าอยู่ดี อีกอย่าง ยิ่งเป็นคนที่อับจนหนทางเช่นนี้ด้วยแล้ว ยิ่งควบคุมง่ายกว่าเดิมซะอีก”


ได้ยินวาจานี้ เหอจิ่วเหนียงก็พยักหน้าเห็นด้วย และพึมพำเสียงเบา “พูดได้ดีทีเดียว”


ลู่ไป่ชวนฟังโดยไม่ได้กล่าวอะไร


“แต่ว่า…”


ซินหรานยังอยากพูดบางอย่าง แต่กลับถูกอีกฝ่ายขัดเสียก่อน


“ไม่มีแต่ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะว่าเจ้าคิดอะไรอยู่ เพราะเจ้าประมาทเกินไปจึงถูกหลอกเอาได้ ทำให้คนของเราต้องตายอย่างน่าอนาถ ข้าไม่เอาโทษเจ้าก็ถือว่าเมตตามากแล้ว 


ภารกิจต่อไปของเจ้าก็คือ จับตาดูหลินอ๋องให้ดี โน้มน้าวให้เขาก่อกบฏให้ได้ เราถึงจะฉวยโอกาสช่วงชุลมุนเข้าวังหลวงชิงเอา ‘หยกผานกู่’ มาได้”


ในประโยคนี้เผยข้อมูลสำคัญมากมาย เหอจิ่วเหนียงมีท่าทีตื่นเต้นที่ได้ล่วงรู้เรื่องสำคัญอย่างไม่คาดคิด


“พวกเขาต้องการให้หลินอ๋องก่อกบฏ หยกผานกู่คือสิ่งใดกัน ใช้ทำอะไรหรือ?”


นางมองไปที่ลู่ไป่ชวน ลู่ไป่ชวนส่ายหน้า เขาเองก็ไม่เคยได้ยินมาก่อนเช่นกัน คงต้องไปถามเฉินอ๋องอีกที 


จากที่พวกเขาพูดมา หยกผานกู่นี่น่าจะอยู่ในวัง และถูกเก็บซ่อนเอาไว้อย่างแน่นหนา แม้แต่พวกเขาเองก็ไม่รู้ว่าอยู่ที่ใด ดังนั้นจึงต้องการอาศัยกำลังจากหลินอ๋อง


บุรุษในห้องเอ่ยต่อ “ฮ่องเต้เฒ่านั่นร้ายกาจยิ่งนัก ไม่แตะต้องชาชิงอินเลยแม้แต้น้อย อยากจะควบคุมเขาคงต้องคิดหาวิธีอื่น …ส่งคนแฝงตัวเข้าไปในจวนเฉินอ๋อง ทำลายชานั่นซะ อย่าให้เหลือหลักฐานอะไรไว้”


พวกเขาได้ข้อมูลมาว่าฮ่องเต้เป่ยเหยียนไม่ดื่มชานั่นเลยแม้แต่น้อย แต่กลับส่งไปให้เฉินอ๋องทั้งหมด ดูเหมือนว่าต้องการเก็บไว้เป็นหลักฐานเพื่อใช้เล่นงานตงถิงในภายภาคหน้า เรื่องนี้จะให้เกิดขึ้นไม่ได้เด็ดขาด สิ่งใดก็ตามที่เป็นภัยต่อตงถิง ต้องกำจัดให้สิ้นตั้งแต่เนิ่นๆ


ซินหรานรับคำสั่ง “เพ.คะ”


เหอจิ่วเหนียงกระซิบเสียงเบา “อื้อฮือ พวกเขายังจะไปที่จวนเฉินอ๋องด้วย เช่นนั้นวางกับดักต้อนรับศัตรูหน่อยเป็นอย่างไร!”


“อืม เดี๋ยวกลับไปแล้วเจ้ารีบนอนพักผ่อนซะนะ ข้าจะไปที่จวนเฉินอ๋อง ต้องเตรียมแผนการรับมือเอาไว้ล่วงหน้า”


“เราก็ไปด้วยกันเลยสิ!”


เหอจิ่วเหนียงมองเขาด้วยแววตาเป็นประกาย ในแววตาคู่นั้นเต็มไปด้วยคำว่า ‘ข้าอยากใส่ใจด้วยคน!’


“...” ลู่ไป่ชวนหมดคำจะพูดจริงๆ


นิสัยอยากรู้อยากเห็นของภรรยา ไม่รู้ว่าได้มาจากใคร


สุดท้ายเหอจิ่วเหนียงก็ได้ไปจวนเฉินอ๋องสมใจปรารถนา ทั้งสองสวมชุดพรางตัว และเข้าไปอย่างไม่ปิดบัง องครักษ์จวนเฉินอ๋องเกือบจะจับตัวพวกเขาเพราะความเข้าใจผิดแล้ว ดีที่ลู่ไป่ชวนแสดงป้ายคำสั่งออกมาทัน จึงทำลายความเข้าใจผิดไปได้


เฉินอ๋องกับพระชายากำลังเตรียมจะเข้านอน แต่กลับได้รับรายงานว่าลู่ไป่ชวนกับฮูหยินของเขาแอบปีนกำแพงเข้ามาหากลางดึก สดับคำรายงาน ความง่วงงุนของผู้สูงศักดิ์ทั้งสองก็อันตรธานไปทันที


ตอนที่เฉินอ๋องกับพระชายามาถึง เหอจิ่วเหนียงกำลังเพลิดเพลินอยู่กับของว่างยามดึกในจวนเฉินอ๋อง ข้างกายมีเตาอุ่นเตาหนึ่งวางอยู่ ในจานมีไม้เสียบอยู่หลายไม้


ใช่แล้ว กำลังย่างเนื้อย่างนั่นเอง


พระชายาเห็นภาพนี้ก็รีบเดินเข้ามาหา ปกตินางเป็นคนที่ไม่กินมื้อดึก แต่พอเห็นเหอจิ่วเหนียงกินก็รู้สึกหิวขึ้นมา ดังนั้นจึงให้คนเตรียมอาหารเหมือนของเหอจิ่วเหนียงมาให้นางเพิ่มอีกชุด


“พวกเจ้าสวมชุดพรางตัวทำไมกัน?”


พระชายาเดินมานั่งข้างเหอจิ่วเหนียง เบียดลู่ไป่ชวนออกไปได้สำเร็จ


“ออกไปทำภารกิจมานิดหน่อยเพ.คะ ไม่ทันได้เปลี่ยนชุดก็มาที่นี่เลย เมื่อครู่เกือบถูก.องครักษ์ในจวนจับตัวเพราะความเข้าใจผิดด้วยนะเพ.คะ!”


เหอจิ่วเหนียงบอกเล่าพลางทาน้ำมันลงบนเนื้อย่างเสียบไม้ครึ่งหนึ่ง และโรยเครื่องเทศ.ลงไป กลิ่นหอมโชยไปทั่วห้องทันที


ตอนแรกเฉินอ๋องตั้งใจจะชวนลู่ไป่ชวนไปคุยที่ห้องทำงาน แต่พอคิดได้ว่าเหอจิ่วเหนียงตั้งใจตามมาด้วยเช่นนี้ นางอาจจะมีเรื่องอยากพูดด้วยก็ได้ ดังนั้นเขาจึงสั่งให้บ่าวรับใช้ออกไป ในห้องจึงเหลือแค่พวกเขาสี่คน


สตรีทั้งสองกำลังย่างเนื้อย่างกันอย่างสนุกสนาน ส่วนบุรุษก็คุยเรื่องงานกันข้างๆ


ลู่ไป่ชวนกล่าว “ท่านอ๋อง ที่ซ่อนตัวของสายลับตงถิงอยู่ที่คฤหาสน์แห่งหนึ่งในตรอกอวี๋เฉียนทางทิศใต้ของเมืองพ่ะย่ะค่ะ คฤหาสน์ไม่ได้ใหญ่โตนัก ดูเหมือนบ้านชาวบ้านธรรมดาทั่วไป ช่วงนี้พวกเขากำลังติดต่อกับหลินอ๋อง เตรียมจะโน้มน้าวหลินอ๋องให้ก่อกบฏพ่ะย่ะค่ะ”


“ก่อกบฏอย่างนั้นหรือ! พวกเขามีจุดประสงค์ใดกัน?”


เฉินอ๋องขมวดคิ้วแน่น เรื่องก่อกบฏเขาคิดว่าหลินอ๋องไม่น่าจะทำจริงๆ เพราะความผิดฐานก่อกบฏใหญ่หลวงยิ่งนัก


“ฉวยโอกาสช่วงชุลมุนเข้าวังหลวงเพื่อชิงหยกผานกู่พ่ะย่ะค่ะ”


จุดประสงค์ของอีกฝ่าย เฉินอ๋องเพียงอุทานถามด้วยอารมณ์ไปอย่างนั้น คาดไม่ถึงว่าลู่ไป่ชวนจะมีคำตอบให้จริงๆ 


เมื่อได้ยินคำว่า ‘หยกผานกู่’ ดวงตาของเฉินอ๋องฉายแววตื่นตระหนกอย่างมากออกมา


“นั่นก็หมายความว่า ที่พวกเขาวางแผนมานานหลายปี อย่างแรกก็เพื่อต้องการให้แคว้นเป่ยเหยียนอ่อนแอ.ลง อีกอย่าง… ก็เพื่อชิงหยกผานกู่”


เฉินอ๋องขมวดคิ้วเป็นปมแน่นขึ้น ก่อนจะเอ่ยต่อเสียงลอดไรฟัน “ความทะเยอทะยานไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!”


เหอจิ่วเหนียงที่กำลังย่างเนื้ออย่างตั้งอกตั้งใจเงยหน้าขึ้นถาม “ท่านอ๋องเพ.คะ หยกผานกู่คือสิ่งใดหรือเพ.คะ พวกเรารู้ได้หรือไม่?”


ขณะเอ่ยถาม นางมองเฉินอ๋องด้วยแววตาอยากรู้อยากเห็นมาก


เฉินอ๋องชะงักไปครู่หนึ่ง…


ตอนที่ 588: นี่มันดูเวอร์วังเกินไปแล้วกระมัง


เผชิญกับสายตาคาดหวังของคนถาม สุดท้ายเฉินอ๋องก็ปฏิเสธไม่ลง


“อันที่จริงก็ใช่ว่าจะพูดไม่ได้…”


“เช่นนั้นก็รีบเล่าสิเพ.คะ พวกเรากำลังย่างเนื้ออยู่พอดี!”


เฉินอ๋อง “???”


‘เขาจะเล่าหรือไม่เล่าแล้วเกี่ยวอะไรกับการที่พวกนางย่างเนื้อด้วย?’


ถึงจะหูผึ่งรอฟังอย่างตั้งใจ แต่เหอจิ่วเหนียงก็ยังคงหันไปง่วนกับการย่างเนื้ออย่างขะมักเขม้น ไหนเลยจะเห็นสีหน้าสุดแสนฉงนของอ๋องหนุ่ม


มีเพียงลู่ไป่ชวนที่มองภรรยาตัวเองกำลังย่างเนื้ออย่างจริงจังด้วยสีหน้าเปี่ยมรอยยิ้มอ่อนโยน


ภรรยาของเขาช่างน่ารักเสียจริง


เฉินอ๋องมองสองสามีภรรยาคู่นี้ ถึงแม้จะรู้สึกว่าการทำตัวของพวกเขาจะค่อนข้างหุนหันพลันแล่นไปสักหน่อย แต่เรื่องหลายๆเรื่องล้วนเป็นพวกเขาสองคนที่ตรวจสอบมาได้ อย่างเช่นเรื่องเกี่ยวกับหยกผานกู่ในคืนนี้ นี่ถือเป็นการผลงานความดีความชอบครั้งใหญ่อีกครั้ง


เขาไม่รู้ว่าควรตอบแทนสองสามีภรรยาคู่นี้เช่นไรดีแล้ว


เฉินอ๋องสูดลมหายใจลึกเข้าปอดเฮือกหนึ่ง ก่อนจะกล่าว “อันที่จริงเรื่องนี้เป็นความลับสุดยอดอย่างหนึ่ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมา นอกเหนือจากราชวงศ์แล้วก็ไม่มีใครล่วงรู้ 


หยกผานกู่ถือเป็นสมบัติล้ำค่าแห่งแคว้นเป่ยเหยียน มีเพียงฮ่องเต้แต่ละยุคสมัยเท่านั้นที่ได้เห็นและเป็นผู้ดูแลของสิ่งนี้ ว่ากันว่าหยกผานกู่เป็นกุญแจเปิดคลังสมบัติโบราณ ตราบใดที่มีหยกผานกู่นี้อยู่ ราชวงศ์เป่ยเหยียนก็จะยังยืนหยัดคงอยู่ไม่ล่มสลาย”


“คลังสมบัติอย่างนั้นหรือ!”


เหอจิ่วเหนียงเงยหน้าพึ่บ ดวงตาทอประกายเบิกกว้าง และถามต่อ “คลังสมบัติอะไรหรือเพ.คะ มีเยอะหรือไม่ แล้วอยู่ที่ใด พวกเรารู้ได้หรือไม่เพ.คะ?”


เฉินอ๋อง “…”


“นี่เป็นเพียงคำเล่าลือเท่านั้น หลายสิบหลายร้อยปีที่ผ่านมาไม่เคยมีใครได้เห็นคลังสมบัติจริงๆเลย


เมื่อก่อนยามที่แคว้นประสบความยากลำบาก บรรพบุรุษหลายรุ่นก็เคยส่งคนออกไปตามหาคลังสมบัติที่ว่านี่ แต่ไม่เคยมีใครได้อะไรกลับมา เพียงแต่ทุกครั้งหลังจากที่ส่งคนออกไปตามหาคลังสมบัติ ภัยคุกคามแคว้นต่างๆก็จะสงบ.ลง 


สิ่งนี้ทำให้บรรพบุรุษรุ่นก่อนๆ ล้มเลิกความคิดที่จะตามหาคลังสมบัติ และมองว่าหยกผานกู่เปรียบดั่งเทพผู้พิทักษ์ ตราบใดที่มีหยกผานกู่อยู่ ไม่ว่าจะประสบพบเจอกับปัญหาอะไร แคว้นก็สามารถพลิกวิกฤตกลับมาสงบสุขได้ดังเดิม”


คำบอกเล่าเช่นนี้ หากเหอจิ่วเหนียงได้ฟังในโลกเดิมที่จากมา คงหัวเราะจนหงายหลังกับความ.งมงายของพวกเขาเป็นแน่ แต่ตอนนี้ ดวงวิญญาณของนางยังสามารถทะลุมิติมาอยู่ในยุคสมัยนี้ได้ เรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่าหลายๆเรื่อง วิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบันก็ไม่สามารถอธิบายได้ ดังนั้นเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าพิสดารนี้ เหอจิ่วเหนียงไม่เพียงเชื่อเท่านั้น ทั้งยังรู้สึกว่า หยกผานกู่ยอดเยี่ยมมากอีกด้วย มิน่าล่ะ พวกตงถิงถึงปรารถนาขนาดนี้


“ท่านอ๋องเพ.คะ หยกผานกู่อยู่คู่แคว้นเป่ยเหยียนมาตั้งแต่แรก หรือว่าผ่านเหตุการณ์อะไรมาก่อนจะตกมาอยู่กับราชวงศ์เป่ยเหยียนเพ.คะ?”


ในเมื่อได้เริ่มถามแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ไม่เกรงใจเฉินอ๋องอีก ย่อมถามในสิ่งที่ตัวเองสงสัยให้กระจ่าง ไม่อย่างนั้นจะนอนหลับได้อย่างไร


“นับตั้งแต่แผ่นดินถูกแบ่งออกเป็นสี่แคว้น หยกผานกู่ก็อยู่ในมือราชวงศ์เป่ยเหยียนมาโดยตลอด ว่ากันว่าในคราวที่ปฐมกษัตริย์ราชวงศ์เป่ยเหยียนเสด็จเข้าไปในหุบเขา ได้รับความเมตตาจากเซียนท่านหนึ่ง ประทานหยกผานกู่นี้ให้”


เฉินอ๋องนึกย้อนอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเล่าให้ฟังอย่างจริงจัง


เหอจิ่วเหนียงเบิกตากว้างขึ้น ตื่นเต้นหนักขึ้น


เกี่ยวโยงไปถึงเซียนเลยหรือ!


นี่มันดูเวอร์วังเกินไปแล้วกระมัง


อันที่จริงแม้แต่เฉินอ๋องก็รู้สึกว่าตำนานของหยกผานกู่นี้เป็นเรื่องเหลือเชื่อ เท่าที่เขารู้ ตอนนี้ราชวงศ์เป่ยเหยียนก็ไม่ได้มีคลังสมบัติล้ำค่าใดอยู่จริงๆ แต่ยังคงบูชาหยกผานกู่เป็นสมบัติล้ำค่าของแคว้นเพื่อใช้ยึดเหนี่ยวจิตใจเท่านั้น


แต่ตามหลักแล้ว หากแม้แต่เป่ยเหยียนยังไม่คิดว่าเป็นเรื่องจริง พวกคนตงถิงก็ไม่น่าจะให้ความสนใจมากถึงเพียงนี้…


หรือว่า…


“หรือว่าพวกคนตงถิงรู้เบาะแสที่อยู่ของคลังสมบัติล้ำค่านั่นแล้ว ตอนนี้ขาดก็แค่หยกผานกู่ หากได้ไปก็สามารถเปิดคลังสมบัติล้ำค่านั่นได้?”


นี่เป็นเพียงการคาดเดาง่ายๆของเหอจิ่วเหนียงเท่านั้น ในใจลึกๆ นางยังรู้สึกว่าไม่น่าจะเป็นไปได้ พวกคนตงถิงอาจไม่ได้มีความสามารถถึงเพียงนั้น


เฉินอ๋องก็ส่ายหน้า “เป็นไปไม่ได้ ถึงแม้เป่ยเหยียนจะมีหยกผานกู่ แต่ก็ไม่เคยรู้เลยว่าคลังสมบัติล้ำค่านั่นอยู่ที่ไหน ไม่อย่างนั้นปฐมกษัตริย์ส่งคนออกไปตามหาก็คงไม่กลับมามือเปล่าทุกครั้ง และที่สำคัญที่สุดก็คือ มีแค่คนของราชวงศ์เป่ยเหยียนเท่านั้นที่รู้ พวกคนตงถิงจะไปรู้ได้อย่างไร?”


เหอจิ่วเหนียงออกความเห็นทันที “ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะมีความเป็นไปได้อยู่สองอย่าง อย่างแรก หลินอ๋องเป็นคนบอก หลินอ๋องอาจจะบอกเรื่องหยกผานกู่กับพวกเขาเพื่อแลกกับการให้พวกเขาช่วยเหลือ 


อย่างที่สองก็คือ พวกเขารู้เรื่องหยกผานกู่มาโดยตลอด แค่ไม่แสดงทีท่าออกมาก็เท่านั้น”


“เพราะเหตุใด? นี่จะเป็นไปได้อย่างไร?” เฉินอ๋องประหลาดใจ 


พระชายากล่าวขึ้น “หากจะบอกว่าหลินอ๋องเป็นคนบอกก็พอมีความเป็นไปได้อยู่บ้าง แต่หากบอกว่าพวกเขารู้เรื่องนี้มาโดยตลอด แล้วพวกเขารู้มาจากไหนกัน? ในเมื่อปฐมกษัตริย์เป่ยเหยียนได้รับมาหลังจากที่เข้าหุบเขา แล้วคนอื่นจะรู้ได้อย่างไร?”


เหอจิ่วเหนียงแบ่งเนื้อย่างที่ย่างเสร็จให้พระชายาสองไม้ แล้วกล่าว “เป็นไปได้หรือไม่เพคะว่าคนที่เข้าไปในหุบเขาครั้งนั้นไม่ได้มีแค่ปฐมกษัตริย์เป่ยเหยียน แต่ยังมีปฐมกษัตริย์ของแคว้นอื่นด้วย?”


“ฮะ! ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นกระมัง?”


เฉินอ๋องกับพระยาชาเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เขารู้สึกไม่เชื่อว่าจะเป็นเช่นนั้น


“ก็มีความเป็นไปได้อยู่นะพ่ะย่ะค่ะ”


ลู่ไป่ชวนเอ่ย และกล่าวต่อ “ตอนที่กระหม่อมอยู่หนานไท่ก็เคยอ่านบันทึกประวัติศาสตร์ของแคว้นต่างๆมาก่อน ในยุคที่แบ่งแคว้นออกเป็นสี่แคว้น ปฐมกษัตริย์ของสี่แคว้นเคยเป็นสหายกันมาก่อน อาจเป็นไปได้ว่าในตอนนั้น พวกเขาเข้าไปในหุบเขาด้วยกัน เพียงแต่แต่ละคนได้รับโชควาสนาต่างกันก็เท่านั้น”


เหอจิ่วเหนียงมองลู่ไป่ชวนด้วยแววตาชื่นชม “มีเหตุผล! ได้รับโชควาสนาต่างกัน ดังนั้นสิ่งของที่ได้รับย่อมต่างกัน เป่ยเหยียนได้หยกผานกู่มา ส่วนแคว้นอื่นอาจได้รับอย่างอื่น อย่างเช่นแผนที่ของคลังสมบัติ หรือของสำคัญอย่างอื่นที่ใช้ในการเปิดคลังสมบัติ หรือไม่ แต่ละแคว้นอาจได้หยกผานกู่ไปคนละส่วนก็เป็นไปได้ และต้องเอาหยกผานกู่แต่ละส่วนมาต่อกันจึงจะเป็นกุญแจที่แท้จริงในการเปิดคลังสมบัติ”


เหอจิ่วเหนียงเกิดความคิดเจิสจรัส นำเนื้อเรื่องในซีรี่ส์ที่เคยดูในโลกก่อนมาประกอบการวิเคราะห์ ยิ่งคิดก็ยิ่งมีความเป็นไปได้


เรื่องคลังสมบัติของล้ำค่าพวกนี้เดิมทีคิดว่ามีแค่ในละครซะอีก คิดไม่ถึงว่าชีวิตจริงจะมีเรื่องเช่นนี้ด้วย 


เรื่องนี้ชักจะน่าสนใจขึ้นมาแล้วสิ!


สิ่งที่สตรีสองภพสนใจที่สุดก็คือ สมบัติล้ำค่าในยุคโบราณจะมีสิ่งใดบ้างนะ


หรือจะเป็นเพียงเรื่องขบขันที่บรรพบุรุษหลอกให้ลูกหลานเชื่อเล่นๆ บอกว่ามีสมบัติล้ำค่ายิ่งใหญ่ แต่สุดท้ายพยายามค้นหากันแทบตายกลับพบเพียงกระดาษแผ่นเล็กๆที่ระบุเนื้อหาสั้นๆว่า เป็นแค่เรื่องล้อเล่นที่พวกเขาสร้างขึ้นเท่านั้น


เรื่องพวกนี้เหอจิ่วเหนียงอ่านเจอมาเยอะ ดูละครมาแยะ จะปักใจเชื่อง่ายๆไม่ได้


หญิงสาวผู้ออกความเห็นไม่รู้เลยว่า สิ่งที่ตนเองวิเคราะห์จะทำให้เฉินอ๋องกับพระชายาตกตะลึงขนาดไหน 


หากสิ่งที่นางพูดเป็นจริง เช่นนั้นก็หมายความว่า คลังสมบัติล้ำค่านั่นก็มีอยู่จริงน่ะสิ!


หากอยากได้สมบัติล้ำค่านั้นมา ก็หมายความว่าต้องรวบรวมของล้ำค่าของทั้งสี่แคว้นมาให้ได้


จากสถานการณ์ในตอนนี้ เฉินอ๋องรู้แค่ว่าของล้ำค่าแห่งแคว้นเป่นเหยียนคือหยกผานกู่ แล้วแคว้นอื่นจะเป็นสิ่งใดเขาไม่รู้


หรือว่าตงถิงจะมีแผนที่ของคลังสมบัติล้ำค่านั้นอยู่จริงๆ?


แล้วหนานไท่กับชีเถิงล่ะ?


หรือว่าของล้ำค่าทั้งสี่แคว้นจะเป็นหยกผานกู่เหมือนกัน!


เฉินอ๋องรู้สึกปวดหัวขึ้นมาทันที นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!


ลู่ไป่ชวนกลับนั่งเงียบไม่เปล่งวาจา สีหน้าของเขาลุ่มลึก ไม่อาจรู้ได้ว่ากำลังคิดสิ่งใดอยู่


“แล้วตอนนี้ควรทำเช่นไรดี?”


เฉินอ๋องเกิดความร้อนใจ จากเดิมที่คิดว่าพวกตงถิงเพียงแค่ต้องการสร้างความปั่นป่วนเพื่อให้เป่ยเหยียนอ่อนแอ คิดไม่ถึงเลยว่าจุดประสงค์ของคนพวกนั้นจะเป็นคลังสมบัติล้ำค่า พวกสุนัขตงถิงจิตใจกระเหี้ยนกระหือรือมากเกินไปแล้ว!


“จะทำอย่างไรได้อีกล่ะเพ.คะ ก็ต้องสู้กับตามแผนการของพวกเขาไปเช่นนี้แหละเพ.คะ ถึงอย่างไรหยกผานกู่ก็ยังอยู่ในมือเรา”


ตอนที่ 589: ยังมีเรื่องอะไรที่ข้ายังไม่รู้อีก


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้กังวลแม้แต่น้อย ทั้งยังตื่นเต้นด้วยซ้ำ อันที่จริงนางอยากเห็นเหมือนกันว่าหลังจากรวบรวมของทั้งหมดได้แล้ว เมื่อถึงเวลาเปิดคลังสมบัติแล้วจะเป็นอย่างไร


วาจานี้ทำให้เฉินอ๋องฉุกคิดได้ทันที “จริงด้วย ข้านี่ชักจะเลอะเลือนแล้ว ตราบใดที่หยกผานกู่ยังอยู่ในมือพวกเรา ไม่ว่าพวกเขาจะใช้แผนการอะไรก็ไร้ความหมาย เพียงแต่…”


เอ่ยถึงตรงนี้ เฉินอ๋องก็มีท่าทีลังเลเล็กน้อย


เหอจิ่วเหนียงรับไม่ได้ที่สุดกับการพูดจาอึกอักค้างคาเช่นนี้ นางเค้นถามอย่างอดใจไม่ไหว “เพียงแต่อะไรเพ.คะ รีบพูดมาสิเพ.คะท่านอ๋อง!”


พระชายาก็เค้นถามเช่นกัน “นั่นสิเพ.คะ! ซู้ด อ่า ซู้ด อ่า… จิ่วเหนียงย่างเนื้อได้อร่อยมากๆ ข้าไม่เคยกินเนื้อย่างที่ไหนอร่อยเท่านี้มาก่อนเลย!”


เฉินอ๋องมองสตรีทั้งสองนั่งยองกินเนื้อย่างอย่างเอร็ดอร่อยก็ได้แต่ส่ายหน้าระอา และกล่าว “เพียงแต่ ในฮ่องเต้ทุกพระองค์ที่ผ่านมา เสด็จพ่อข้าเป็นฮ่องเต้ที่ไม่เชื่อตำนานเรื่องเล่าที่สุด หลายปีที่ผ่านมาเขาเอาแต่หมกมุ่นกับการบำเพ็ญตบะเพื่อเป็น.อมตะ ไม่เคยสนใจเรื่องพวกนี้เลย ดังนั้นจึงไม่รู้เหมือนกันว่าหยกผานกู่นั่นยังอยู่หรือไม่ หรือจะเป็นของจริงหรือเปล่า”


สิ่งที่เฉินอ๋องคิดก็คือ หากหลินอ๋องเป็นคนบอกอีกฝ่ายเรื่องหยกผานกู่ จะเป็นไปได้หรือไม่ว่าเขาได้สลับหยกผานกู่ไปแล้ว และใช้มันเป็นข้อแลกเปลี่ยนเพื่อให้คนตงถิงช่วย


ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ ตอนนี้เขาอยากเข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้เพื่อยืนยัน


เหอจิ่วเหนียงมองท่าทีของเฉินอ๋องก็พอจะสันนิษฐานได้ว่าเมื่อครู่ตนเองคงพูดเกินจริงมากไปจนทำให้เขาตกใจ นางจึงกล่าว “ท่านอ๋อง อย่าเพิ่งร้อนใจไปเพ.คะ เป็นของจริงหรือไม่พรุ่งนี้เช้าข้าเข้าวังไปถามฝ่าบาทก็รู้แล้วเพ.คะ ฝ่าบาทต้องการตำรับเป็ดดำลู่ของข้าพอดี เขาติดค้างข้าเรื่องนี้อยู่!”


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกโชคดีมากที่วันนี้ตนเองยังไม่ได้บอกสิ่งที่ตนเองต้องการกับฮ่องเต้ไป พรุ่งนี้เช้าถือโอกาสนี้ลองเสียเลย


“เจ้าอยากทูลขอหยกผานกู่กับเสด็จพ่ออย่างนั้นหรือ?”


ดวงตาของเฉินอ๋องแทบจะถลนออกมา ฮูหยินลู่ช่างเป็นคนกล้าคิดจริงๆ!


นางไม่เข้าใจที่เขาพูดไปเมื่อครู่หรืออย่างไร ว่าหยกผานกู่นี้เป็นสมบัติอันล้ำค่าแห่งแคว้นเป่ยเหยียน!


ต่อให้เสด็จพ่อของเขาไม่ได้เห็นความสำคัญ แต่ก็ไม่มีทางยกให้ใครง่ายๆแน่นอน!


“ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรล่ะเพ.คะ ท่านอ๋องอยากลองชิมเนื้อย่างสักหน่อยหรือไม่เพ.คะ?”


ขณะที่พูดเรื่องเหล่านี้ สีหน้าของเหอจิ่วเหนียงยังคงราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ความรู้สึก ทั้งยังกินอย่างเอร็ดอร่อยอีกด้วย ภายในเวลาแค่ไม่นาน นางกับพระชายาสองคนกินเนื้อย่างเสียบไม้ไปกองโตแล้ว


ลู่ไป่ชวนก็แอบหยิบเนื้อย่างไปกินหลายไม้เช่นกัน ตอนนี้มีแค่เฉินอ๋องที่ยังไม่กิน เหอจิ่วเหนียงจึงถามด้วยความหวังดี ตอนนี้ไฟในเตากำลังร้อนได้ที่ อยากกินเท่าไรก็ย่างได้ทั้งนั้น


เฉินอ๋องเดินไปหยิบขึ้นมากินหนึ่งไม้ พอได้ลิ้มรสก็รู้สึกว่าเรื่องอะไรก็ไม่สำคัญอีกแล้ว ช่างเถอะ ในเมื่อนางอยากลองขอก็ให้นางไปลอง อย่างน้อยก็จะได้รู้ว่าเสด็จพ่อคิดเช่นไรกับเรื่องนี้


และแล้วเรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้ หลังจากกินเนื้อย่างเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็กลับบ้านล้างหน้าล้างตาเข้านอน ตอนนี้ยังไม่ถือว่าดึกมากนัก ประมาณยามจื่อ แต่ช่วงนี้ค่อนข้างยุ่งจึงรู้สึกเหนื่อยเล็กน้อย


เหอจิ่วเหนียงง่วงแล้ว แต่ลู่ไป่ชวนกลับมีสีหน้าท่าทางราวกับมีเรื่องหนักใจ นอนอย่างไรก็นอนไม่หลับ


“เป็นอะไรไปหรือ ตอนอยู่ในจวนท่านอ๋องข้าก็สังเกตเห็นว่าท่านมีเรื่องบางอย่าง นี่ท่านยังมีเรื่องอะไรที่ข้ายังไม่รู้อีก?”


เหอจิ่วเหนียงพลิกตัวหันมามองเขา มือข้างหนึ่งหนุนแก้มไว้ มืออีกอย่างยื่นไปสัมผัสหน้าอกลู่ไป่ชวนวาดเป็นวงกลม กล่าวเสียงหวานลึกแทบซึมเข้าถึงกระดูก


ลู่ไป่ชวนตัวแข็งทื่อไปชั่วขณะ รีบจับมือนางไว้ “ตอนแรกข้าก็ไม่ได้คิดจะปิดบังเจ้าหรอกนะ ข้าแค่รู้สึกว่า เรื่องนี้มันมีลับลมคมในบางอย่าง ก็เลยยังคิดไม่ตก”


“เช่นนั้นท่านลองบอกมาซิ ข้าจะได้ช่วยท่านคิด”


ลู่ไป่ชวนส่งเสียงอืมตอบ.ตกลง และกล่าว “ข้ารู้สึกว่าเรื่องบางเรื่องเจ้าอาจจะคาดเดาถูกต้อง”


“ท่านหมายถึงเรื่องใดหรือ?”


“เรื่องของล้ำค่าแต่ละแคว้นอาจได้ไปไม่เหมือนกัน 


ในคืนนั้นที่ข้าลอบปลิดชีพองค์รัชทายาทหนานไท่ องค์รัชทายาทหนานไท่กำลังดูแผนที่สถานที่หนึ่งอยู่ บนแผนที่นั่นวาดยุ่งเหยิงเต็มไปหมด ตัวอักษรก็ไม่เหมือนที่พวกเราใช้กันในตอนนี้ เดิมทีข้าตั้งใจว่าแค่รีบจัดการเขาเสร็จก็จะรีบออกไป แต่พอเห็นท่าทางของเขาดูหวงแหนของสิ่งนี้มาก ข้าก็เลยหยิบมันมาด้วย”


ลู่ไป่ชวนรู้สึกทึ่งเล็กน้อย นี่เขาคงไม่ได้เผลอเอาสมบัติล้ำค่าของหนานไท่กลับมาด้วยกระมัง


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็หายง่วงเป็นปลิดทิ้ง “สุดยอดไปเลย! แล้วแผนที่นั้นยังอยู่กับท่านหรือไม่?”


“อืม อยู่ที่จวนนี้พอดี”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้าตอบ ตอนนั้นหลังจากที่พวกเขากลับมาจากหนานไท่ ของทั้งหมดก็ถูกเก็บไว้ในคฤหาสน์แห่งนี้ แต่แผนที่นั้นเขาดูไม่ค่อยเข้าใจเท่าไรจึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ หลังจากนำกลับมาก็วางทิ้งไว้เฉยๆ หากวันนี้ไม่ใช่เพราะภรรยาเขาเอ่ยคำเหล่านั้นออกมาละก็ เขาคงลืมไปแล้วด้วยซ้ำว่ามีของชิ้นนั้นอยู่


“ข้าดูแผนที่นั้นแล้วมันไม่ใช่แผนที่จัดวางกำลังทหารของหนานไท่ และไม่ใช่แผนที่ที่เกี่ยวข้องอะไร ก็เลยไม่ได้เก็บมาใส่ใจ”


“ไม่เป็นไร พรุ่งนี้ท่านเอามาให้ข้าดูหน่อยก็แล้วกันนะ”


เหอจิ่วเหนียงอ้าปากหาว พลางขยับตัวนอนท่าสบายๆในอ้อมกอดชายหนุ่ม เตรียมจะนอน


แม้นางจะสนใจเรื่องคลังสมบัติล้ำค่านั้นมาก แต่ก็แค่ในแบบที่คนคนหนึ่งอยากรู้อยากเห็นสนุกๆเท่านั้น ไม่ถึงขั้นให้ลู่ไป่ชวนลุกไปควานหาแผนที่กลางดึก


ทว่า หากแผนที่คลังสมบัติล้ำค่านั่นอยู่ในมือพวกเขาจริง เช่นนั้นก็ถือว่ามีแต้มต่อเหนือคนอื่นไปหลายขั้น


“อืม”


ลู่ไป่ชวนยิ้มตอบตกลง หันไปดับตะเกียง และกอดภรรยานอน


เขาเองก็แอบตื่นเต้นอยู่เล็กน้อย หากได้แผนที่มาจริงๆ ก็แปลว่าเขาสร้างความดีความชอบครั้งใหญ่อีกครั้ง ไม่เพียงตนเองเท่านั้นที่ได้เลื่อนขั้นขุนนาง ไม่แน่อาจทำให้ภรรยากับท่านแม่ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ไปด้วยก็ได้


ตอนที่ 590: เราไม่มองว่าเจ้าเป็นสตรีก็ได้


เช้าวันต่อมา


สองสามีภรรยาตระกูลลู่ยังคงง่วนอยู่กับภาระหน้าที่ของตัวเอง สำหรับเรื่องแผนที่พวกเขาไม่ได้รีบร้อนแต่อย่างใด กลางคืนมีเวลาค่อยดูก็ได้


ทางด้านจิงโจวกำลังขาดกำลังทหาร มาเมืองหลวงครั้งนี้ลู่ไป่ชวนจึงจะคัดเลือกทหารมีฝีมือกลับไปด้วยจำนวนหนึ่ง ดังนั้นเขาจึงต้องใส่ใจกับการคัดเลือกด้วยตัวเอง


ส่วนเหอจิ่วเหนียงยังคงเข้าวังตามปกติเหมือนทุกวัน ระหว่างที่กำลังฝังเข็มให้ฮ่องเต้ นางก็เล่าข้อมูลที่สืบมาได้เมื่อคืนกับเขา


“เจ้าว่าอะไรนะ เจ้าห้าคิดจะก่อกบฏอย่างนั้นหรือ?”


ฮ่องเต้หรี่พระเนตรลงเล็กน้อย อันที่จริงช่วงนี้เขาก็สังเกตเห็นว่าโอรสคนนี้ติดต่อกับญาติตระกูลมารดาอยู่บ่อยๆ จึงพอจะคาดเดาได้บ้าง เพราะในอดีต ครั้นที่ตำแหน่งของเขาไม่มั่นคง เขาก็ทำเช่นนั้นเหมือนกัน


เพียงแต่เขาคิดว่า ตนเองไม่ได้โง่เขลาเหมือนหลินอ๋อง ออกไปเจอคนโน้นคนนี้อย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ คิดว่าตอนนี้ไม่มีใครจัดการเขาได้จริงๆอย่างนั้นหรือ


“เพ.คะ แต่ไม่น่าจะรีบลงมือในเร็วๆนี้นะเพ.คะ เพราะเขาต้องเผื่อเวลาในการวางแผนจัดวางหมากก่อน เพราะความคิดพวกนี้เขาเพิ่งถูกคนยุยงมาไม่นานนี้เองเพ.คะ”


เหอจิ่วเหนียงวิเคราะห์อย่างใจเย็น และกล่าวต่อ “ฝ่าบาทเพ.คะ จากเรื่องนี้เรายังสามารถจับพวกขุนนางในราชสำนักที่คิดไม่ซื่อ สมคบคิดกับหลินอ๋องในตลอดหลายปีนี้ออกมาตรวจสอบและจัดการอย่างจริงจังนะเพ.คะ เพื่อเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องขึ้นได้”


ในพระทัยฮ่องเต้ก็เห็นด้วยกับข้อนี้ แต่พอคิดว่าทั้งหมดนี้ล้วนเป็นคำพูดของเหอจิ่วเหนียง เขาจึงรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที


“สตรีเข้ามายุ่งกับเรื่องราชสำนักไม่ได้ เจ้าไม่รู้หรือ?”


“ก็ได้เพ.คะ ฝ่าบาทไม่ให้หม่อมฉันพูด หม่อมฉันไม่พูดก็ได้เพ.คะ”


เหอจิ่วเหนียงหุบปากอย่างเชื่อฟัง และนางก็ไม่เปล่งวาจาใดอีกเลยจริงๆ


ฮ่องเต้คิดไม่ถึงว่านางจะเชื่อฟังถึงเพียงนี้ ปกติตนเองตรัสไปแค่คำเดียว นางก็สวนกลับมาเป็นสิบ วันนี้นางเป็นอะไรไปนะ


“เจ้า…”


“ฝ่าบาทวางพระทัยได้เพ.คะ หม่อมฉันเป็นคนเชื่อฟังมาก ในเมื่อฝ่าบาทไม่อยากรู้ว่าพวกตงถิงยุแยงให้หลินอ๋องทำเช่นนี้เพราะจุดประสงค์ใด หม่อมฉันก็จะไม่พูดเพ.คะ”


ฮ่องเต้ “!!!”


เขารู้สึกโกรธมากจริงๆ คิดไม่ถึงเลยว่านางยังจะกล้าขู่เขาอีก!


“พูดมา!”


เหอจิ่วเหนียงปรายตามองคนออกคำสั่งวูบหนึ่ง นางไม่ยอมปริปาก และไม่มีท่าทีหวั่นกลัวใดๆเลย


“ยังนิ่งอยู่อีก นี่เราก็ให้เจ้าพูดแล้วอย่างไรเล่า!”


ฮ่องเต้สะกดกลั้นความโกรธไว้ มีชีวิตมาจนถึงปูนนี้แล้ว ไม่เคยคิดเคยฝันเลยว่าจะมาเจอคู่ปรับเช่นนี้ ช่างน่าโมโหยิ่งนัก!


“แต่เมื่อครู่ฝ่าบาททรงตรัสเองนะเพ.คะว่าสตรียุ่งเรื่องราชสำนักไม่ได้ หม่อมฉันเป็นเพียงสตรีชาวบ้านธรรมดา…”


“เอาละ” ฮ่องเต้พ่นลมหายใจ “พอได้แล้ว เราไม่มองว่าเจ้าเป็นสตรีก็ได้ เจ้าพูดมาเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงยกยิ้ม คิดในใจ


‘ได้เพ.คะ ได้ฟังหม่อมฉันแล้วพระองค์ต้องขอบคุณหม่อมฉันแน่นอน!’


สุดท้ายเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้เล่นตัวกับฮ่องเต้จนเกินไป นางเล่าเรื่องที่พวกตงถิงต้องการหยกผานกู่ให้เขาฟัง


“หยกผานกู่อย่างนั้นหรือ คนต่ำช้าพวกนั้นรู้เรื่องหยกผานกู่ได้อย่างไร?”


ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็ขยับตัวด้วยอารมณ์เดือดดาล แต่เขายังฝังเข็มอยู่ เหอจิ่วเหนียงจึงสะบัดมือตีเขาทันที


“อย่าขยับเพ.คะ!”


ฮ่องเต้เบิกตากว้าง “!!!”


เหล่าขันทีและนางกำนัลตกตะลึง “!!!”


เหอจิ่วเหนียงไม่ทุกข์ร้อน นางไม่ได้รู้สึกว่าการที่ตนเองตีฮ่องเต้จะผิดตรงไหน ทั้งยังเอ็ดเสียงดุ “พระองค์รู้หรือไม่เพคะว่าเข็มนี้มันฝังยากเพียงใด พระองค์ขยับเช่นนี้จะทำให้จุดลมปราณกับความลึกตื้นเพี้ยนได้นะเพ.คะ พระองค์ยังรักชีวิตอยู่หรือไม่เพ.คะ!”


เดิมทีฮ่องเต้เตรียมจะระบายโทสะ แต่ถูกดุเสียงแข็งเช่นนี้ก็ไม่รู้จะตรัสเช่นไรอีก สุดท้ายจึงได้แต่อยู่นิ่งๆอย่างเชื่อฟัง และรีบเปลี่ยนอารมณ์ทันที “แล้วเจ้าคิดว่าพวกเขาอยากได้หยกผานกู่ไปทำอะไร?”


“ตอนแรกพวกหม่อมฉันก็ไม่รู้เหมือนกันเพ.คะว่าพวกนั้นต้องการสิ่งนี้ไปทำไม แต่เมื่อคืนพวกหม่อมฉันไปถามเฉินอ๋องมาแล้ว ท่านอ๋องบอกว่าหยกผานกู่เป็นกุญแจเปิดคลังสมบัติล้ำค่าอะไรสักอย่าง ดังนั้นการที่พวกเขาต้องการหยกผานกู่ย่อมหมายความว่าต้องการตามหาคลังสมบัติล้ำค่านั่นเพ.คะ ฝ่าบาท จุดประสงค์ของคนพวกนั้นก็คือหยกผานกู่ ตอนนี้การที่หยกผานกู่อยู่ในพระหัตถ์ของพระองค์ย่อมไม่ปลอดภัยอีกต่อไป ประทานให้หม่อมฉันเก็บรักษาไว้ให้ดีหรือไม่เพ.คะ”


“เจ้ารู้หรือไม่ว่าตัวเองพูดอะไรออกมา? ของสิ่งนั้นใช่ของที่จะยกให้ใครก็ได้ตามใจอย่างนั้นหรือ!”


ฮ่องเต้จะขยับตัวอีกครั้งด้วยอารมณ์พาไป แต่ก็นึกถึงฝ่ามือเมื่อครู่ขึ้นมาได้ จึงยั้งตัวไม่ขยับเขยื้อนไว้ได้ทัน แต่ยังคงตรัสด้วยน้ำเสียงแข็งกร้าวบ่งบอกถึงความไม่พอใจ


“เมื่อวานพระองค์ทรงตรัสเองว่าจะประทานสิ่งของกับหม่อมฉันแลกกับเป็ดดำลู่ ทั้งยังทรงตรัสอีกว่า ไม่ว่าหม่อมฉันต้องการสิ่งใดพระองค์จะทรงประทานให้ ไอ้เราก็อุตส่าห์หลงคิดว่า วาจาโอรสสวรรค์เป็นวาจาศักดิ์สิทธิ์ คิดไม่ถึงเลยว่าจะหลอกสตรีชาวบ้านอย่างหม่อมฉัน


ไม่ให้ก็ไม่ให้เพ.คะ หม่อมฉันไม่อยากได้ก็ได้ เช่นนั้นหากเกิดอะไรกับหยกผานกู่ขึ้นมา ครอบครัวของหม่อมฉันก็ไม่ขอเกี่ยวข้องด้วยแล้วนะเพ.คะ”


เหตุผลที่เหอจิ่วเหนียงต้องการดูแลหยกผานกู่มีอยู่สองเหตุผล อย่างแรก–เพราะความอยากรู้อยากเห็น อยากเห็นว่าของล้ำค่าแห่งแคว้นนี้หน้าตาเป็นเช่นไร เหตุผลที่สอง–เพราะอยากช่วย บนโลกใบนี้ไม่มีสถานที่ใดที่จะปลอดภัยไปกว่าห้วงมิติของนางอีกแล้ว


ฮ่องเต้ไม่น่าเชื่อถือได้เลย จะถูกคนอื่นขโมยของไปตอนไหนก็ไม่รู้ หรือไม่อาจถูกแอบสับเปลี่ยนของไปแล้วก็ได้ใครจะรู้


นางได้มาเกิดใหม่ในแผ่นดินเป่ยเหยียน ครอบครัวของนางก็ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่ นางไม่อยากให้ดินแดนอันสงบสุขถูกคุกคามจนเกิดความวุ่นวาย ดังนั้นนางย่อมต้องเข้ามาช่วยแบกรับหน้าที่นี้ด้วย


ต่อให้คลังสมบัติล้ำค่านั่นมีอยู่จริง ก็ต้องอยู่ในมือของคนเป่ยเหยียน จะปล่อยให้ไปตกอยู่ในมือคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด


นางก็เป็นมนุษย์คนหนึ่ง ย่อมมีความโลภ จะยกของดีเช่นนี้ให้คนอื่นได้อย่างไรกัน


ฮ่องเต้พิโรธมาก ช่วงนี้อุตส่าห์ฟื้นฟูร่างกายมาเป็นอย่างดี ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย กลับต้องมาโกรธจนอาการทรุดเพราะสตรีผู้นี้จนได้!


เขาพยายามสูดลมหายใจเข้าออกเป็นจังหวะตามที่เหอจิ่วเหนียงเคยสอนมา ก่อนจะตรัส “นั่นเป็นของล้ำค่าแห่งแคว้น จะมอบให้เจ้าส่งเดชได้อย่างไร แล้วเจ้ารับประกันหรือไม่ว่าหากมันอยู่ในมือเจ้าแล้วจะปลอดภัย?”


“ฝ่าบาทเชื่อใจหม่อมฉันได้ หม่อมฉันย่อมไม่ทำให้พระองค์ผิดหวังอยู่แล้วเพ.คะ”


เหอจิ่วเหนียงก็ใช่ว่าจะยั่วโทสะเขาตลอด หากยั่วยุให้เขาพิโรธจนไม่มอบให้ละก็ คงจะได้ไม่คุ้มเสีย


ฮ่องเต้ไม่ตรัสอะไร เพราะต้องการไตร่ตรองให้รอบคอบ


สิ่งนั้นเป็นของที่มีเพียงผู้ปกครองแผ่นดินเป่ยเหยียนเท่านั้นที่จะได้สัมผัส เป็นเรื่องที่ปฎิบัติสืบทอดมาหลายชั่วอายุคน แล้วเขาจะยกให้คนอื่นง่ายๆได้อย่างไร


ยิ่งไปกว่านั้น หากในวังเป็นสถานที่ที่ไม่ปลอดภัย แล้วยังจะมีที่ใดปลอดภัยอีก


แต่ก็ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาจึงรู้สึกไว้ใจสตรีผู้นี้มากเป็นพิเศษ


ไม่ว่าเรื่องจะใหญ่หลวงเพียงใด แต่พออยู่ต่อหน้าสตรีผู้นี้แล้ว ราวกับว่าเรื่องนั้นเป็นเพียงเรื่องเล็กน้อย คล้ายกับว่าตราบใดที่นางรับเรื่องไปจัดการ ก็ไม่มีเรื่องใดที่นางทำไม่สำเร็จ


องค์จักรพรรดิกำลังใช้ความคิดอย่างหนัก แม้เขาจะเป็นฮ่องเต้ที่ไม่ได้เรื่อง แต่เรื่องกฎระเบียบที่บรรพบุรุษปฏิบัติสืบทอดกันมาอย่างเคร่งครัดเขาก็ให้ความสำคัญมาก หยกผานกู่นั่น หลังจากที่เสด็จพ่อทรงประทานให้เขา เขาก็ไม่เคยมอบหมายให้คนอื่นดูแลแทนเลย หลายปีที่ผ่านมาเขาเป็นคนดูแลเองมาโดยตลอด แม้แต่คนสนิทก็ไม่รู้ว่าเขาเก็บมันไว้ที่ใด


นอกจากนี้ เรื่องหยกผานกู่ แต่ไหนแต่ไรมามีแค่คนในราชวงศ์เท่านั้นที่รู้ แต่ตอนนี้เรื่องกลับรั่วไหลออกไปถึงคนต่างแคว้นได้ หลินอ๋องจึงตกเป็นผู้ต้องสงสัยคนแรก ส่วนอ๋องคนอื่นก็ต้องจับตาดูและเฝ้าระวังไว้เช่นกัน


ถึงแม้ฮ่องเต้ไม่ค่อยยุ่งงานราชกิจเท่าไรนัก แต่ก็ไม่มีทางยอมให้ใครล้วงมือเข้ามาแตะต้องแผ่นดินเป่ยเหยียนได้ บรรดาโอรสของเขาจะแย่งชิงบัลลังก์กันเองเขาไม่ว่า แต่จะให้คนต่างแคว้นมาฉวยโอกาสด้วยไม่ได้เด็ดขาด


หากหลินอ๋องหวังแค่ครองบัลลังก์เหมือนอ๋อง.องค์อื่นๆ เขาจะไม่ก้าวก่ายเลย เพราะในอดีตเขาเองก็เคยผ่านเรื่องเช่นนี้มาก่อน ผู้มีความสามารถย่อมได้เป็นฮ่องเต้เป็นเรื่องที่ถูกต้อง ส่วน.องค์รัชทายาท เขาพยายามปกป้องอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้เรื่องอยู่ดี เช่นนั้นต้องปล่อยไปตามสภาพแล้ว


ทว่าหลินอ๋องกลับสมคบคิดกับศัตรูต่างแคว้น เรื่องนี้เขาไม่อาจทนรับได้แม้แต่น้อย …รอจับปลาใหญ่ได้เมื่อไร ชีวิตของเจ้าห้าก็ถึงคราจบสิ้นเมื่อนั้น!


หลังจากจมอยู่กับความคิดอยู่เนิ่นนาน ในที่สุดฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้นช้าๆ “เดี๋ยวเราจะเอาหยกผานกู่มาให้เจ้า เจ้าต้องเก็บรักษามันไว้ให้ดีนะ!”


สุดท้ายเขาก็ตัดสินใจ ยกหยกผานกู่ให้เหอจิ่วเหนียงดูแล ไม่มีเหตุผลอื่นใด เขาแค่รู้สึกไว้ใจนางมาก และหวังว่านางจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง


ตัวเขาเป็นคนมีนิสัยหวาดระแวงมาก ปกติไม่มีทางเชื่อใจใครง่ายๆ นอกจากลัทธิมารนั่นแล้ว ก็มีเหอจิ่วเหนียงอีกคนที่เขาไว้ใจ


แม้จะเคยถูกลัทธิมารนั่นทำลายความเชื่อใจของเขาจนย่อยยับ แต่สำหรับเหอจิ่วเหนียง นางทำให้เขายินดีจะลองไว้ใจใครสักคนอีกครั้ง


จบตอน

Comments