single mom ep591-600

ตอนที่ 591: เราก็รู้สึกว่ามันไม่ได้วิเศษอะไร


หลังฝังเข็มเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็ตามฮ่องเต้ลงไปที่เส้นทางลับ ซึ่งทางลงอยู่ในตำหนักบรรทมของพระองค์


ทางลับนี้ไม่ธรรมดา ขั้นตอนการเปิดยุ่งยากซับซ้อนมาก หลังจากผ่านกลไกหลายชั้น ฮ่องเต้ยังต้องใช้ลูกกุญแจที่เก็บซ่อนไว้ในถุงพระบาทที่ทรงสวมอยู่ไขแม่กุญแจอีกครั้ง จึงจะเข้าไปได้


เหอจิ่วเหนียงมองแต่ละขั้นตอนของฮ่องเต้ กระทั่งถึงขั้นตอนสุดท้ายนางถึงกับถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความรังเกียจเล็กน้อย


อากาศหนาวปานนี้ ซ่อนกุญแจไว้ในถุงเท้า ไม่รู้สึกเย็นรึอย่างไร!


ฮ่องเต้เดินนำหน้าโดยไม่ได้สังเกตเห็นท่าทีรังเกียจของสตรีที่มาด้วยกันแต่อย่างใด ทั้งยังเอ่ยเร่งนาง “เจ้ารีบตามมาเร็วๆสิ เดี๋ยวก็หลงหรอก”


ขณะที่เหอจิ่วเหนียงกำลังจะพูดว่า ‘ทางลับแค่เส้นทางเดียวจะหลงได้อย่างไร’ ทันใดนั้นก็เห็นว่าข้างหน้ามีทางแยกออกไปอีกหลายทาง


“ไอ้หยา คิดไม่ถึงเลยเพคะว่าจะมีหลายเส้นทาง น่าทึ่งยิ่งนัก!”


เหอจิ่วเหนียงอดเอ่ยปากชมไม่ได้ แม้ฮ่องเต้องค์นี้จะเป็นพระเจ้าแผ่นดินที่ไม่ค่อยสนใจงานราชกิจ แต่ก็ให้ความสำคัญกับชีวิตตัวเองมากทีเดียว สร้างเส้นทางลับไว้หลายทางเช่นนี้ ก็เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝันกระมัง


ต้องบอกเลยว่าเส้นทางลับมากมายเช่นนี้ หากไม่คุ้นชินต้องหลงทางแน่นอน


“ทางลับนี้ นอกจากเราก็มีแค่เจ้าที่เคยมา”


ฮ่องเต้เห็นท่าทางตื่นเต้นประหลาดใจของอีกฝ่าย ก็รู้สึกลำพองใจเล็กน้อย


เหอจิ่วเหนียงทำเสียงชิชะ ไม่ได้กล่าวอะไร


คนที่สร้างเส้นทางลับเหล่านี้ในปีนั้นคงถูกปลิดชีพไปหมดแล้วแน่นอน แต่ไหนแต่ไรมา ผู้เป็นฮ่องเต้ล้วนทำเช่นนี้กันทั้งนั้น พวกเขาต้องการคนที่เก็บความลับได้ และโลกใบนี้มีเพียงแค่คนตายเท่านั้นที่จะไม่มีวันปริปากพูดอะไรได้


ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงตระหนักบางอย่างขึ้นได้ “เช่นนั้นหม่อมฉันออกไปรอข้างนอกดีกว่าเพคะ”


“เจ้าคิดจะทำอะไรอีก?”


ฮ่องเต้ไม่สบอารมณ์ขึ้นทันที นี่เป็นครั้งแรกที่ตนพาคนเข้ามาที่นี่ นางควรจะซาบซึ้งใจไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงอยากออกไปล่ะ


อีกอย่าง นี่ก็ยังเดินไปไม่ถึงไหนเลย


“หม่อมฉันจะทำอะไรได้ล่ะเพ.คะ หม่อมฉันก็แค่กลัวว่าจะไปเห็นสิ่งที่ไม่ควรเห็นเข้า แล้วถูกพระองค์ฆ่าปิดปากน่ะสิเพ.คะ”


เหอจิ่วเหนียงใจกล้ามาก เอ่ยวาจาไม่เกรงกลัวเลย นางย่อมไม่กลัวฮ่องเต้ลงมือกับนางอยู่แล้ว เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีความสามารถนั้น


ทว่าเรื่องบางเรื่องก็ต้องพูดเอาไว้ก่อน ใครจะรับประกันได้ล่ะว่าฮ่องเต้จะไม่มีความคิดพวกนั้น


“หึ!”


ฮ่องเต้ส่งเสียงแค่นหัวเราะ และเดินนำหน้าต่อพลางกล่าว “พูดไร้สาระให้น้อยๆหน่อย รีบตามมาเร็วเข้าเถอะ!”


หากเขาคิดจะฆ่านางจริงๆ เขาจะพานางมาที่นี่ทำไมกัน ทั้งยังคิดจะยกหยกผานกู่ให้นางอีก


ฮ่องเต้รู้สึกว่า ตนเองเชื่อใจเหอจิ่วเหนียงมากกว่าที่เชื่อใจลัทธิมารในครั้งนั้นเสียอีก อาจเป็นเพราะว่านางเป็นคนแรกที่กล้าพูดความจริงกับเขาอย่างตรงไปตรงมาด้วยกระมัง


ยิ่งไปกว่านั้น แม้นางจะเอ่ยแต่ละคำออกมาได้น่าโมโหนัก แต่เขากลับไม่เคยโกรธนางจริงๆเลยสักครั้ง ซึ่งนี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในรอบหลายสิบปี


สตรีผู้นี้ดีไปหมดทุกอย่าง เสียก็เพียงอย่างเดียวคือ แต่งงานแล้ว


อะแฮ่ม เขาไม่อยากตาย ห้ามมีความคิดเช่นนี้เด็ดขาด! เลิกคิด เลิกคิด!


เหอจิ่วเหนียงตอบรับคำหนึ่ง และเดินตามหลังเขาไป


ยิ่งเดินลึกเข้าไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งเห็นแสงสีทองระยิบระยับปรากฏขึ้น เหอจิ่วเหนียงถึงกับยกมือเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงแล้วเดินตามต่อไป


เมื่อเทียบกับคลังสมบัติเล็กๆนี้ของฮ่องเต้แล้ว คลังสมบัติของนางแทบจะเทียบไม่ติดเลย!


ในที่สุดทั้งสองก็เดินมาถึงจุดหมาย ฮ่องเต้จุดเชิงเทียนบนกำแพงให้แสงสว่าง จากนั้นเดินไปที่หีบใบใหญ่ หยิบกล่องใบหนึ่งออกมา เมื่อเปิดกล่องออกก็พบว่า ยังมีกล่องอยู่ด้านในอีกใบ พอเปิดกล่องด้านในออกอีกครั้งก็ยังคงเป็นกล่องอีกใบ เป็นเช่นนี้อยู่หลายชั้น จนสุดท้ายจึงจะพบถุงผ้าใบเล็ก เขาหยิบออกมา ควานมือหาของบางอย่างจากในถุงผ้า จากนั้นจี้หยกขนาดครึ่งฝ่ามือก็ปรากฏตรงหน้าเหอจิ่วเหนียง


ฮ่องเต้ส่งของสิ่งนั้นให้นาง เหอจิ่วเหนียงรับมาพิจารณาอย่างตั้งใจ เป็นหยกขาวบริสุทธิ์ บนหยกด้านหนึ่งแกะสลักลวดลายมังกร ส่วนอีกด้านสลักลวดลายหงส์ ดูสง่างามและทรงพลังมาก


หยกชิ้นเล็กๆ แต่กลับสามารถสลักลวดลายได้อย่างมีชีวิตชีวาเช่นนี้ ฝีมือช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก


“ดูแล้วก็ไม่เห็นว่าจะแปลกตรงไหนเลยนี่นา”


เหอจิ่วเหนียงพินิจพิเคราะห์อยู่นาน แต่ก็ไม่พบความพิเศษอะไร


ฮ่องเต้นั่งลงบนหีบข้างๆ และกล่าว “นั่นสิ เราเองก็รู้สึกว่ามันไม่ได้วิเศษอะไร แต่บรรพบุรุษรุ่นก่อนๆ ล้วนเห็นว่าหยกชิ้นนี้เป็นของล้ำค่ามาก เราก็ทำได้แค่เก็บรักษามันเอาไว้ให้ดีเท่านั้น”


ตรัสจบ เขาก็หันไปทางอื่นอย่างไม่ใส่ใจ และกวาดตาดูสมบัติชิ้นอื่นในห้องต่อ


ทองคำแท่งสีทองอร่าม อัญมณีกับไข่มุกทะเลที่ทอแสงระยิบระยับ ทั้งยังมีผลงานล้ำค่าของบรรดานักปราชญ์ เครื่องลายครามและหยกล้ำค่าต่างๆมากมาย…


ฮ่องเต้คิดว่า แค่สุ่มหยิบของเหล่านี้ขึ้นมาสักชิ้น ก็ยังมีค่ามากกว่าหยกผานกู่ชิ้นนั้นเสียอีก


เพียงแต่หยกผานกู่เป็นสมบัติตกทอดประจำตระกูลของเขา ย่อมไม่ธรรมดาแน่นอน ดังนั้นแม้ว่าเขาจะรู้สึกไม่เชื่อมากแค่ไหน แต่ตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็เก็บรักษาเอาไว้อย่างดี ไม่เคยให้ผู้ใดแตะต้องเลยแม้แต่คนเดียว


ใช่ เหอจิ่วเหนียงเป็นคนแรก


เหอจิ่วเหนียงเก็บหยกกลับเข้าไปในถุงผ้าใบเล็ก จากนั้นยัดไว้ในอกเสื้อ เก็บเข้าห้วงมิติอย่างแนบเนียน


“ตกลงเพ.คะ พรุ่งนี้เช้าหม่อมฉันจะนำหยกปลอมที่เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้วมาให้พระองค์ เมื่อถึงเวลาพระองค์ก็หาโอกาสเอาออกมา ให้คนพวกนั้นได้รู้ข่าวหยกผานกู่สมบัติล้ำค่าแห่งแคว้นนี้ จากนั้นก็มาดูกันว่าพวกคนตงถิงจะมีความเคลื่อนไหวอย่างไร”


“พรุ่งนี้เช้าหรือ?”


“เพ.คะ วันเดียวก็เพียงพอที่จะทำของเลียนแบบออกมาได้แล้ว วางพระทัยได้เพ.คะ”


ฮ่องเต้กลอกตา.มองบน ต่อให้มีช่างฝีมือที่เก่งกาจมากเพียงใด ก็ต้องหาหยกดีๆเช่นนี้มาให้ได้ก่อนสิ


หยกบริสุทธิ์ที่ใสขนาดนี้หาได้ยากนัก


เหอจิ่วเหนียงไม่คิดจะอธิบายให้เขาฟัง เพราะไม่ว่าอย่างไรวันพรุ่งนี้นางก็เอาของปลอมมาให้เขาได้อยู่แล้ว


หญิงสาวหันไปมองสมบัติที่ทอประกายระยิบระยับเหล่านั้นแล้วยิ้มอย่างเอาอกเอาใจ “ฝ่าบาทเพ.คะ พระองค์เป็นบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ คงไม่ได้ใช้ของพวกนี้สักเท่าไร ประทานให้หม่อมฉันสักหน่อยได้หรือไม่เพ.คะ!”


ฮ่องเต้เห็นว่ายากนักที่นางจะยิ้มเอาอกเอาใจเช่นนี้ จึงโบกพระหัตถ์พลางตรัส “เจ้าเลือกเองได้เลย”


เหอจิ่วเหนียงจึงไม่เกรงใจ เลือกไข่มุกมาเต็มกระเป๋า


“แค่นี้พอหรือ?”


ฮ่องเต้ประหลาดใจเล็กน้อย เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “พอเพ.คะ ไข่มุกเหล่านี้นำไปทำเครื่องประดับได้หลายชิ้นเลยเพ.คะ”


ฮ่องเต้ขมวดพระขนงเป็นปม ก่อนจะหยิบกล่องใบหนึ่งแล้วหยิบไข่มุกหลายกำมือใส่ลงไป นอกจากนี้ยังมีหยกคุณภาพสูงหลายชิ้น ชุดเครื่องประดับที่ทำจากอัญมณีล้ำค่าใส่เพิ่มลงไปอีกมากมาย


“เอาไปเถอะ เอาไปเถอะ เข้ามาแล้วไม่เอาไปเยอะๆ ออกไปเจ้าก็จะหาว่าเราขี้เหนียวอีก”


ฮ่องเต้ยื่นกล่องที่เต็มไปด้วยของล้ำค่าให้นาง ทั้งยังหยิบกำไลหยก กำไลทองให้นางเพิ่มอีกชุด “ลู่ไป่ชวนตำแหน่งต่ำอำนาจน้อย พวกเจ้าเดินทางมาถึงเมืองหลวงก็ต้องใช้เงินเยอะ ไม่มีเงินซื้อเครื่องประดับอะไรกลับไปฝากคนในครอบครัวหรอก เจ้าดูสภาพเจ้าสิ โล่งโจ้งไม่มีอะไรประดับประดาเลย หยิบไป หยิบไป เราได้ยินมาว่าครอบครัวเจ้ามีเด็กผู้หญิงตั้งหลายคน คงจะอยู่ในวัยที่ชื่นชอบของพวกนี้พอดี…”


เหอจิ่วเหนียงถึงกับอึ้ง


นางไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองโล่งโจ้งเสียหน่อย เครื่องประดับสร้อยแหวนเงินทองนางก็มี แค่ปกติต้องรักษาคนป่วย ใส่แล้วทำงานลำบากจึงไม่ได้ใส่


ปรากฏว่าพอมาอยู่เบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ นางกลับกลายเป็นคนอับจนข้นแค้นไปเสียอย่างนั้น


แต่นางก็รับรู้ได้ถึงความหวังดีของฮ่องเต้ เครื่องประดับที่เขาให้ไม่ใช่แค่เหมาะกับเด็กสาววัยแรกแย้มเท่านั้น แต่ยังเหมาะกับวัยของนางอีกด้วย จะได้แบ่งให้พวกพี่สะใภ้และน้องๆด้วยเลย ยิ่งไปกว่านั้น ยังมีเครื่องประดับศีรษะระยิบระยับแสบตาอีกชิ้นหนึ่ง แค่ดูก็รู้ว่าเหมาะกับวัยของฮูหยินผู้เฒ่า ฮ่องเต้พระองค์นี้คิดเผื่อท่านสุภาพสตรีซุนด้วย


ของเหล่านี้ให้ถือคงไม่สะดวก ฮ่องเต้จึงยกหีบใบใหญ่มาอีกหีบ จากนั้นก็ยัดทุกอย่างลงไปในหีบ


เหอจิ่วเหนียงตกตะลึงอีกครั้ง…


ใช้ของดีเปลืองเช่นนี้มันจะดีหรือ!


สุดท้ายเหอจิ่วเหนียงจึงต้องแบกของดีมากมายเหล่านั้นออกไปคนเดียว ฮ่องเต้เดินตัวปลิวนำหน้า ไม่มีท่าทีจะช่วยเลยแม้แต่น้อย


เมื่อออกมาจากเส้นทางลับ เหล่านางกำนัลเห็นเหอจิ่วเหนียงแบกหีบหลายใบที่ซ้อนกันจนสูงท่วมหัวออกมาก็รีบเข้าไปช่วย


เหอจิ่วเหนียงให้คนนำของทั้งหมดยกขึ้นรถม้า จากนั้นก็ให้คนยกถุงใหญ่หลายถุงลงมาจากรถม้าเพื่อนำถวายฮ่องเต้


“ฝ่าบาท นี่เป็นชุดเครื่องเทศสำหรับทำเป็ดดำลู่เพ.คะ หม่อมฉันจัดเป็นชุดๆไว้ ให้คนครัวใส่ลงหม้อ หม้อละห่อ หนึ่งห่อจะสามารถตุ๋นเป็ดดำลู่ได้หนึ่งชุด ทั้งหมดนี้เพียงพอสำหรับเสวยไปช่วงหนึ่ง หลังเสวยหมดตอนนั้นหม่อมฉันคงมาเปิดกิจการที่เมืองหลวงแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นพระองค์จะเสวยมากเท่าไรก็ย่อมได้เพ.คะ!”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวจบ ไม่รอให้ฮ่องเต้ตรัสอะไรก็รีบจากไปด้วยความสุข นางต้องกลับไปนั่งนับสักหน่อยว่าวันนี้ฮ่องเต้ประทานของดีให้นางจำนวนเท่าไร


ฮ่องเต้ก็ไม่ได้ถือสาที่นางเสียมารยาท รีบมาตรวจดูห่อเครื่องเทศพวกนี้ และรับสั่งให้คนไปทำเป็ดดำลู่หลายๆชุดทันที

.....

ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงกลับมาถึงจวน ก็ให้คนไปแจ้งข่าวที่จวนเฉินอ๋องว่าได้หยกผานกู่มาแล้ว


เฉินอ๋องเบิกตากว้างจนดวงตาแทบถลนออกมาด้วยความตกใจ


เสด็จพ่อประทานให้จริงๆหรือ!


ยินดีให้จริงๆหรือ!


เสด็จพ่อใจดีกับฮูหยินลู่เกินไปแล้วกระมัง!


ลู่ไป่ชวนงานเข้าแล้ว!


ตอนที่ 592: พอจะมีเหตุอยู่เหมือนกัน


*ฮัดชิ่ว!*


ลู่ไป่ชวนที่อยู่ในค่ายทหารจู่ๆ ก็จามออกมาครั้งหนึ่ง


หรือว่าภรรยาจะคิดถึงเขาแล้วนะ


“ใต้เท้าไม่สบายหรือขอรับ ข้าน้อยว่าใต้เท้ากลับไปพักผ่อนดีกว่าขอรับ”


ทหารนายหนึ่งรีบเอ่ยขึ้นทันที ทหารนายอื่นต่างก็เห็นด้วย …เพราะพวกเขาอยากเชิญเทพผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้กลับไปเสียที


สวรรค์รู้ดีว่าหลายวันมานี้พวกเขาผ่านอะไรมาบ้าง แรกเริ่มพวกเขาเป็นคนอยากฝึกประลองฝีมือกับลู่ไป่ชวนเอง ต่อมากลับถูกลู่ไป่ชวนบังคับมาฝึกซ้อม บอกว่าต้องการคัดเลือกคนกลุ่มหนึ่งไปทำภารกิจที่จิงโจว


ปกติแล้ว การถูกย้ายตัวไปจิงโจวนับว่าไม่ใช่เรื่องดี แต่ครั้งนี้ หากใครได้ไปจิงโจวนั่นหมายความว่า จะได้เป็นทหารหน่วยหั่วอวิ๋นอย่างเป็นทางการ การเป็นทหารหน่วยหั่วอวิ๋นดีกว่าอยู่ในค่ายฝึกอย่างในตอนนี้เป็นไหนๆ ยิ่งไปกว่านั้นยังได้ทำภารกิจร่วมกับใต้เท้าลู่ ผู้ที่แค่.ลงมือก็สร้างผลงานยิ่งใหญ่ได้ทันที ทุกคนจึงล้วนอยากจะติดตามไปด้วย


แต่ใครก็คิดไม่ถึงว่า ลู่ไป่ชวนจะฝึกโหดขนาดนี้ ราวกับไม่เห็นคนเป็นคนเลย!


พวกเขาบางคนไม่ได้พักมาสามวันแล้ว ก็เพราะยังทำภารกิจที่ลู่ไป่ชวนมอบหมายไม่สำเร็จ จึงต้องทำใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก


บางคนบอกว่าเช่นนี้ไม่ดีกระมัง เพราะหากพักผ่อนไม่เพียงพอแล้วจะมีแรงทำภารกิจสำเร็จได้อย่างไร


แต่ใต้เท้าลู่กลับบอกว่า หากอยากทำภารกิจบางอย่างให้สำเร็จก็ต้องอดหลับอดนอนเฝ้าติดตามหลายวันหลายคืน และต้องมีแรงเพียงพอที่จะทำหน้าที่ ท้าทายขีดจำกัดของตัวเอง จึงจะสามารถเอาชีวิตรอดในสถานการณ์ที่อันตรายได้ ดังนั้นไม่ว่าจะพูดอย่างไรก็ต้องฝึก


ทุกคนต่างร้องโอดครวญ แค่เห็นลู่ไป่ชวนก็หวาดกลัวจนตัวสั่นแล้ว


เผชิญกับสีหน้าคาดหวังของทหารเหล่านี้ ลู่ไป่ชวนกลับไม่ใจอ่อน ทั้งยังกล่าว “ไม่เป็นไร ฝึกต่อ”


ทุกคนหน้าหงอยทันที นี่พวกเขาไปก่อกรรมทำเข็ญอะไรไว้นะ ถึงได้มาเจอปีศาจอย่างลู่ไป่ชวน!

.....

ลู่ไป่ชวนกลับมาถึงจวนยามฟ้ามืด เรื่องที่เหอจิ่วเหนียงได้หยกผานกู่มา เขาไม่แปลกใจเลยแม้แต่น้อย ภรรยาของเขามีความสามารถ เขาเองก็รู้มาโดยตลอด


เพียงแต่… เหตุใดฮ่องเต้ถึงดีกับภรรยาเขาขนาดนี้นะ?


เขาคิดมากไม่ได้ เพราะหากคิดมาก เขาอาจมีความคิดอยากก่อกบฏเหมือนหลินอ๋องก็เป็นได้


ขอเพียงในใจภรรยามีแค่เขาคนเดียวก็พอแล้ว อีกอย่าง การที่ฮ่องเต้เข้าข้างพวกเขาก็เป็นเรื่องดีแล้ว อะไร อะไร จะได้ง่ายขึ้น


“ท่านดูสิ ข้าทำเลียนแบบได้เหมือนหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงยื่นหยกผานกู่ของปลอมให้ลู่ไป่ชวนดู ลู่ไป่ชวนถึงกับเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมา หยกสองชิ้นนี้แทบดูไม่ออกถึงความแตกต่างเลย


“อันไหนคือของจริงหรือ?”


“เอ่อ… อันนี้ ข้ากลัวจะสับสนก็เลยทำสัญลักษณ์เอาไว้ข้างล่าง”


เหอจิ่วเหนียงชี้หยกอีกอันให้เขาดู ด้านล่างมีจุดสีแดงเล็กๆ มีกลิ่นหอมจางๆ สีดูคุ้นตาเล็กน้อย ลู่ไป่ชวนคิดอยู่ครู่หนึ่ง น่าจะเป็นสีชาดของนาง


หลังจากยื่นให้เขาดู เหอจิ่วเหนียงก็กล่าวต่อ “พรุ่งนี้เช้าข้าจะเอาหยกปลอมไปให้ฮ่องเต้ ให้เขาปล่อยข่าวเรื่องหยกผานกู่ออกไป เช่นนี้พวกคนตงถิงก็จะไปเร่งให้หลินอ๋องลงมือ นี่จะช่วยประหยัดเวลาไปได้มาก ครั้งนี้เรามาอยู่เมืองหลวงนานเกินไปไม่ได้ เพราะลูกจะคิดถึงข้าแน่”


เหอจิ่วเหนียงบ่นกับตัวเอง เดิมทีครั้งนี้นางไม่ได้ตั้งใจจะมาอยู่นานอยู่แล้ว แต่บังเอิญได้รู้ข่าวหยกผานกู่เสียก่อน ดังนั้นต้องรีบจัดการเรื่องนี้ให้จบโดยเร็ว จะเป็นผลดีต่อทุกฝ่าย


“อืม”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้คัดค้าน รู้สึกว่านางทำเช่นนี้ก็ถูกต้องแล้ว


“อ้อ จริงสิ เฉินอ๋องก็รู้แล้วว่าหยกผานกู่อยู่ที่ข้า ท่านคิดว่าท่านอ๋องจะคิดมากหรือไม่ เพราะตอนนั้นเขาก็เน้นย้ำชัดว่าของสิ่งนี้มีแค่คนในราชวงศ์เท่านั้นที่จะได้เห็น ตอนนี้ข้าไม่เพียงแค่ได้เห็น แต่ยังได้มันมาไว้ในมือด้วย หากเขามีความเคลือบแคลงใจต่อท่านจะทำเช่นไร?”


เหอจิ่วเหนียงพูดถึงความกังวลของตัวเอง ตัวนางไม่เป็นไรหรอก แต่ลู่ไป่ชวนน่ะสิ เขาเป็นลูกน้องที่ทำงานให้กับเฉินอ๋อง ไม่แน่อาจจะถูกตั้งแง่ได้


“ไม่หรอก ท่านอ๋องน่าจะเข้าใจดีว่านี่เป็นความไว้วางใจที่ฮ่องเต้มีต่อเจ้า ไม่คิดมากหรอก”


ติดตามเฉินอ๋องมานานหลายปี เขาพอจะเข้าใจนิสัยใจคอของเฉินอ๋อง อาจจะแปลกใจอยู่บ้างที่ฮ่องเต้มอบหยกผานกู่ให้กับภรรยาของเขา แต่ไม่มีทางคิดเล่นแง่ลับหลังแน่นอน เพราะถึงอย่างไรตอนนี้เฉินอ๋องก็ยังต้องพึ่งพาพวกเขาสองสามีภรรยาอยู่


“ข้าก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน รอให้สถานการณ์สงบ.ลงก่อน ข้าจะคืนให้เจ้าของเดิม ต่อไปฮ่องเต้จะประทานให้ใครก็ให้ไป ข้าไม่ได้สนใจอยู่แล้ว”


เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ หากไม่ใช่เพราะครอบครัวของนางอยู่ในแคว้นเป่ยเหยียน นางไม่มีทางเข้ามายุ่งเรื่องพวกนี้หรอก


หากไม่ใช่เพราะครอบครัวอยู่ในเป่ยเหยียน และสามีกำลังทำงานให้เฉินอ๋องละก็ นางไม่มีทางเข้ามายุ่มย่ามกับเรื่องในราชสำนักแม้แต่น้อย ใครอยากยุ่งก็ยุ่งไป


“จริงสิ แผนที่ที่ท่านว่านั่นอยู่ไหนหรือ เอามาให้ข้าดูหน่อยสิ”


ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็นึกถึงแผนที่ปริศนาขึ้นมาได้ จึงเอ่ยถาม


“อ้อ ข้าจะไปหาเดี๋ยวนี้”


ลู่ไป่ชวนเดินเข้าไปในห้องเก็บของ ตอนนั้นที่ได้แผนที่นั้นมา เขาดูไม่ออกว่ามันคือสิ่งใดจึงไม่ได้สนใจ กลับมาถึงก็โยนไว้ในห้องเก็บของ ดังนั้นจึงต้องรื้อหาสักพัก


เหอจิ่วเหนียงเก็บหยกผานกู่ของจริงไว้ในห้วงมิติ จากนั้นก็ช่วยลู่ไป่ชวนหาแผนที่ ในที่สุดก็หาเจอก่อนเวลามื้ออาหารค่ำ ฝุ่นจับหนาเตอะเป็นชั้นๆ แต่ไม่เป็นไร แค่ปัดๆออกก็ได้แล้ว


เหอจิ่วเหนียงพิจารณาแผนที่นั้นอย่างละเอียด ภาพบนแผนที่มีรายละเอียดซับซ้อนมาก ทั้งแม่น้ำ ป่าเขา ต่างๆนานา อีกทั้งฝีมือการวาดก็ไม่ค่อยดี บิดๆเบี้ยวๆราวกับเด็กวาดก็มิปาน


ตัวอักษรที่ปรากฏบนแผนที่ไม่ใช่ตัวอักษรที่ใช้กันในยุคสมัยนี้ อีกทั้งดูๆไปแล้วก็ไม่เหมือนตัวอักษรของต่างแคว้นด้วย เหอจิ่วเหนียงสันนิษฐานว่า น่าจะเป็นตัวอักษรของชนเผ่าบางกลุ่ม


อย่างไรก็ตาม ตอนนี้นางก็ยังอ่านไม่ออกอยู่ดี


“ไม่ต้องกังวล ถึงตอนนี้จะอ่านไม่ออก แต่ข้าก็ดูแผนที่นี้เข้าใจ!”


ลู่ไป่ชวนกำลังจะเอ่ยชวนนางไปกินข้าว แต่เมื่อได้ยินดังนั้นก็รีบเข้าไปดูใกล้ๆทันที


เหอจิ่วเหนียงชี้ลงบนจุดต่างๆบนแผนที่ “นี่คือภูเขา นี่คือแม่น้ำ นี่เป็นป่าทึบกับทะเลสาบ จุดหมายสุดท้ายอยู่ในมหาสมุทร นั่นก็หมายความว่า หากมีคลังสมบัติล้ำค่าจริงๆ ก็น่าจะซ่อนอยู่ใต้ท้องทะเล”


ลู่ไป่ชวนได้ฟังก็ถึงกับอึ้ง…


“อย่างอื่นไม่ต้องสนใจก็ได้ เราแค่รู้ว่าจุดหมายปลายทางอยู่ที่ใต้ท้องทะเลก็พอ ในบรรดาแคว้นทั้งสี่ เราก็ลองคัดกรองออกมาว่าทะเลใดมีชื่อเสียงบ้าง”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าตะลึงค้างของคนข้างๆเลย นางยังคงวิเคราะห์ต่อไปด้วยความตั้งใจ


ตอนแรกลู่ไป่ชวนรู้สึกอึ้ง แต่เมื่อคิดตามที่นางวิเคราะห์แล้วก็รู้สึกว่ามีเหตุผลพอสมควร


ขอเพียงรู้จุดหมายปลายทาง จะไปสนใจระหว่างทางทำไมกัน


แม้แต่ตัวอักษรที่อ่านไม่ออกเหล่านั้น ก็ไม่จำเป็นต้องหาความหมายแล้ว


“ก็พอจะมีเหตุผลอยู่เหมือนกัน” ลู่ไป่ชวนขบคิดอย่างจริงจัง 


เหอจิ่วเหนียงกลับกล่าว “อันที่จริงมันจะเป็นคลังสมบัติล้ำค่าหรือไม่ก็ไม่สำคัญหรอก พอดูมาถึงตรงนี้ข้าก็พอจะเข้าใจแล้วว่า ผู้ที่ทิ้งของพวกนั้นไว้คิดสิ่งใด


ที่เขาทำเช่นนี้ก็เพราะอยากรวบรวมแผ่นดินทั้งสี่ให้เป็นหนึ่งเดียว โดยที่คิดแล้วว่าเบื้องหลังคลังสมบัติที่อุปโลกน์มาอย่างดีนี้ จะทำให้แต่ละแคว้นเผยความทะเยอทะยานของตัวเองออกมาได้”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยเช่นนี้ ลู่ไป่ชวนก็เข้าใจทันที จึงเสริมตามที่ตนเองเข้าใจ “ดังนั้นคนผู้นั้นจึงตั้งใจแบ่งของเหล่านี้ให้กับฮ่องเต้พระองค์แรกของแต่ละแคว้นตั้งแต่แรก ก็เพื่อให้วันหนึ่งคนเหล่านี้สู้รบกันเองจนเหลือแค่แคว้นแคว้นเดียว ง่ายต่อการรวบรวมของเหล่านี้มาเปิดคลังสมบัติล้ำค่า เมื่อถึงตอนนั้นแผ่นดินก็ถูกรวมเป็นหนึ่ง ผู้ที่ได้ครองแผ่นดินก็จะไร้กังวล และหลังจากนั้นในคลังสมบัติล้ำค่านั่นจะเป็นสิ่งใดก็ไม่สำคัญแล้ว”


ตอนที่ 593: แล้วแต่เถอะ อยากทำอะไรก็ทำไป


เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่ายด้วยแววตาชื่นชม สมกับที่เป็นสามีของนางจริงๆ เกริ่นนิดเดียวก็เข้าใจทันที!


ตอนแรกเหอจิ่วเหนียงยังมีความอยากรู้อยากเห็นว่าของล้ำค่าในคลังสมบัตินั้นจะเป็นอย่างไร ทว่าตอนนี้ดูท่าแล้วก็เป็นแค่กลอุบายอย่างหนึ่งเท่านั้น


อย่างไรก็ตาม พวกเขาก็ยังไม่ตัดความเป็นไปได้ที่ว่าใต้ท้องทะเลอาจจะมีสมบัติล้ำค่าอยู่จริงๆออกไป เพียงแต่มหาสมุทรกว้างใหญ่ไพศาลปานนั้น ใครจะรู้ได้กันว่าคลังสมบัติอยู่ตรงไหน นี่ไม่ต่างอะไรกับการ.งมเข็มในมหาสมุทรเลย


แต่เหอจิ่วเหนียงก็ไม่รู้สึกว่าเรื่องนั้นจะน่าสนใจอีกต่อไป ใครอยากไปตามหาก็ไปเถอะ นางไม่ได้ว่างมากขนาดนั้น


คนผู้นั้นอยากรวมแผ่นดินเป็นหนึ่ง แต่ตัวเองกลับไร้ความสามารถ จึงวางหมากให้คนรุ่นหลังไขปริศนา เป้าหมายก็มีแค่สองอย่าง คือหนึ่ง เมตตาราษฎร คิดว่าหากใต้หล้าไม่รวมเป็นหนึ่ง ก็จะเกิดความวุ่นวายแตกแยกอย่างไม่รู้จบ ผู้ที่ทุกข์ยากลำบากก็คือราษฎร ส่วนอย่างที่สอง ทำเพื่อตอบสนองความปรารถนาของตนเอง นั่นก็คือต้องการรวมแผ่นดินเป็นหนึ่งเดียวให้สำเร็จ


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่า ตนเองเป็นแค่คนธรรมดาคนหนึ่ง ไม่ได้มีความทะเยอทะยานใหญ่โตปานนั้น ต่อให้มี ก็ต้องทำด้วยตัวเองจึงจะมีความหมาย ให้คนอื่นทำแทนเช่นนี้มันจะมีความหมายอะไรกัน


อย่างไรคนผู้นั้นก็ตายไปนานหลายปีแล้ว ต่อจากนี้จะเป็นเช่นไรก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับเขาแล้ว


“แผนที่คลังสมบัตินี้เราเก็บเอาไว้ก่อน ห้ามบอกใครทั้งสิ้น ดูท่าทีของท่านอ๋องว่าเขาคิดเช่นไร ถ้าหากเขามีความตั้งใจจะรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง ท่านอยากช่วยก็ช่วย ไม่อยากช่วยก็แสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องไป”


เหอจิ่วเหนียงม้วนแผนที่เก็บ ลู่ไป่ชวนกล่าว “ตกลง เช่นนั้นก็เก็บไว้ที่เจ้าแล้วกัน เก็บไว้กับเจ้าข้าจะได้วางใจ”


หากเก็บไว้ในห้องเก็บของอาจหายไปโดยไม่รู้ตัวได้ แต่ให้เหอจิ่วเหนียงเก็บไว้ในห้วงมิติ ย่อมไม่เกิดปัญหาแน่นอน


เหอจิ่วเหนียงไม่ปฏิเสธ เก็บแผนที่เข้าไปในห้วงมิติทันที


ใครก็คิดไม่ถึงว่าของล้ำค่าแห่งแคว้นสองอย่างที่ทุกคนต่างแย่งชิงกันอย่างบ้าคลั่งจะมาอยู่ในมือของนางง่ายๆแล้ว อีกทั้งนางยังวิเคราะห์ความคิดของผู้อาวุโสท่านนั้นได้อย่างทะลุปรุโปร่งอีกด้วย และสุดท้ายนางเลือกที่จะเมินเฉย แสดงให้เห็นว่าตนเองแค่อยากใช้ชีวิตสบายๆ ไม่วุ่นวายกับใคร

......

วันต่อมา


เหอจิ่วเหนียงนำหยกผานกู่ปลอมไปถวายกับฮ่องเต้ ฮ่องเต้พลิกดูแล้วดูอีกก็ดูไม่ออกว่าเป็นของปลอม หากเหอจิ่วเหนียงไม่บอก เขาคงคิดว่ามันเป็นของจริงแล้ว


เหอจิ่วเหนียงอธิบายให้เขาฟัง ฮ่องเต้ก็เชื่อนาง ถึงขั้นยังอยากให้เหอจิ่วเหนียงแนะนำปรมาจารย์สลักหยกท่านนั้นให้เขารู้จัก แต่เหอจิ่วเหนียงก็ปฏิเสธไป


หลังจากเหอจิ่วเหนียงออกจากวัง ฮ่องเต้ก็ปล่อยข่าวเรื่องหยกผานกู่ออกไป


ในเมื่อเป็นของล้ำค่าที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ ก็ไม่ควรตั้งไว้เฉยๆ ให้ฝุ่นจับในห้องเก็บของ ควรนำออกมาให้ทุกคนได้เชยชมสักหน่อย ให้ทุกคนได้รู้ว่านี่คือสมบัติล้ำค่าที่บรรพบุรุษมอบไว้ให้ และจะอยู่คุ้มครองลูกหลานเป่ยเหยียนสืบไป


อีกเจ็ดวันข้างหน้า ในวังจะมีการจัดแสดงของล้ำค่านี้ขึ้นเพื่อให้ทุกคนได้ชื่นชม


ทันทีที่ข่าวนี้แพร่ออกไป ก็มีขุนนางจำนวนมากคัดค้าน แต่ไม่ว่าจะคัดค้านเช่นไรก็ไร้ประโยชน์ ฮ่องเต้พระองค์นี้เอาแต่ใจเป็นที่สุด มักจะทำตามอำเภอใจตนเองอยู่เสมอ


และแล้วความกดดันจึงตกไปอยู่ที่เฉินอ๋อง เหล่าขุนนางให้เฉินอ๋องไปโน้มน้าวพระทัยฮ่องเต้ นั่นเป็นถึงสมบัติล้ำค่าแห่งแคว้นเชียวนะ จะนำออกมาให้คนอื่นดูราวกับของเล่นได้อย่างไรกัน


ทว่าเฉินอ๋องก็แสดงท่าทีจนปัญญามากเช่นกัน บอกว่าตนเองไม่สามารถเปลี่ยนพระทัยเสด็จพ่อได้ ทั้งยังแสดงท่าทีอีกด้วยว่าสิ่งนั้นเป็นแค่หยกชิ้นหนึ่งเท่านั้นเอง ดูไปก็ไม่เห็นเป็นไร


เหล่าขุนนางจึงไม่อยากพูดอะไรมากอีก ในเมื่อสองพ่อลูกคิดว่าไม่มีปัญหา แล้วขุนนางอย่างพวกเขาจะกังวลไปให้ได้อะไร


แล้วแต่เถอะ อยากทำอะไรก็ทำไป เพราะถึงอย่างไรการที่ในวังมีงานเลี้ยง พวกเขาก็พลอยได้กินได้ดื่มอย่างจุใจ ของดีไม่เสียเงินเช่นนี้ใครล่ะจะไม่ชอบ


ดังนั้น เรื่องนี้ก็เป็นอันตกลงตามนี้


เมื่อเหอจิ่วเหนียงได้รู้วันเวลาจัดงาน นางก็พ่นลมหายใจฮึดฮัดออกมาเฮือกใหญ่ “เหตุใดต้องรอนานขนาดนั้นด้วย จะต้องเสียเวลาไปอีกนานเท่าไร นี่ก็ใกล้จะปีใหม่แล้ว พี่สะใภ้รองก็ใกล้จะคลอดแล้วด้วย ที่บ้านยังมีเรื่องมากมายที่ต้องจัดการ ชิ น่าหงุดหงิดยิ่งนัก!”


“ข้าจะเขียนจดหมายบอกที่บ้านสักหน่อย ท่านพ่อท่านแม่จะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”


ลู่ไป่ชวนเอ่ยขึ้น ทุกครั้งที่พวกเขามาเมืองหลวงมักจะเจอเรื่องยุ่งยากพวกนี้เสมอ หลินอ๋องใกล้จะก่อกบฏเต็มที ในเวลาเช่นนี้เขาไม่อาจปลีกตัวไปจากที่นี่ได้เลย อย่างน้อยก็ต้องถือโอกาสสร้างผลงานใหญ่สักหน่อย เบาะแสที่ได้มาก็เป็นเขากับภรรยาที่สืบมาได้ ที่ฝ่ายพวกเขาสามารถวางแผนดำเนินการรับมือกับปัญหาที่อาจเกิดขึ้นได้ทันท่วงทีเช่นนี้ ก็เป็นเพราะความดีความชอบของภรรยา ดังนั้นจะสะบัดก้นไปแล้วทิ้งความดีความชอบให้คนอื่นมาสวมรอยไม่ได้เด็ดขาด


“รีบเขียนส่งไปเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงโบกมือพลางกล่าวอย่างไร้เรี่ยวแรง ยังดีที่ฮ่องเต้พระทัยกว้าง ประทานของดีมาให้ไม่น้อย ไม่อย่างนั้นคงไม่มีสิ่งใดเยียวยาใจในความคิดถึงบ้านของนางได้แน่

.....

หลินอ๋องใช้อุบายสารพัดกว่าจะทำให้มารดารับปากช่วยเขา นางคิดว่าครั้งนี้จะลองเดิมพันสักตั้ง จากนั้นเขาก็ติดต่อกับเหล่าขุนนางที่เคยวางหมากไว้ในราชสำนักตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา เมื่อนับดูคร่าวๆแล้วถือว่ามีไม่น้อยเลย


ส่วนกำลังทหาร ตงถิงช่วยเขาได้ และหลายปีที่ผ่านมาเขาเองก็ฝึกฝนทหารฝีมือดีไว้ไม่น้อย ขอเพียงชนะศึกครั้งนี้ได้ เขาจะมอบยศถาบรรดาศักดิ์ ให้ตระกูลของทหารเหล่านี้ได้มีหน้ามีตาแน่นอน


เพียงแต่ช่วงหลังๆ ละเลยการฝึกซ้อมไปบ้าง ตอนนี้ต้องเร่งฝึกให้เข้มข้นสักหน่อย เพื่อให้มั่นใจได้ว่าจะไม่มีอะไรผิดพลาด


หลินอ๋องคิดอย่างลำพองว่า แผนการของเขาใช้เวลาเตรียมตัวหนึ่งเดือนก็พร้อมแล้ว ถึงตอนนั้นบุกโจมตีวังหลวงให้แตกในคราวเดียว เขาก็สามารถนั่งบนบัลลังก์มังกรได้อย่างมั่นคงแล้ว


ปรากฏว่าในคืนเดียวกันนั้น ซินหรานมาหาเขาที่จวน และบอกข่าวหนึ่งกับเขา


“ท่านหลินอ๋อง อีกเจ็ดวันข้างหน้าฮ่องเต้เป่ยเหยียนจะจัดงานเลี้ยงขึ้น นี่ถือเป็นโอกาสดีสำหรับท่านแล้ว ฝ่าบาทของพวกเราตรัสว่า บีบให้ฮ่องเต้เป่ยเหยียนสละบัลลังก์ในคืนนั้นเลย”


ซินหรานแค่มาส่งข่าวเท่านั้น น้ำเสียงของนางราบเรียบเป็นพิเศษ


“เจ้าว่าอะไรนะ อีกเจ็ดวันข้างหน้า? มันจะเป็นไปได้อย่างไร!”


หลินอ๋องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ เวลาแค่เจ็ดวันจะทำอะไรได้ล่ะ!


พวกเขาคิดว่าการก่อกบฏมันง่ายดายเหมือนเด็กเล่นขายของหรืออย่างไร!


วังหลวงมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา แค่ทำให้คนเหล่านั้นคลายความระมัดระวังก็ต้องใช้ความพยายามไม่น้อย เวลาแค่เจ็ดวันจะไปพอได้อย่างไร!


อีกอย่าง ทหารม้าของตงถิงจะมาสนับสนุนทันหรือ!


“ท่านอ๋องอย่าเพิ่งร้อนใจไป ฝ่าบาทของพวกเราตรัสแล้วว่าได้ เช่นนั้นย่อมไม่มีปัญหาแน่นอน ท่านอ๋องแค่ทำตามแผนที่วางไว้ก็พอ ฝ่าบาทตรัสแล้วว่าขอเพียงท่านอ๋องทำตามที่ตกลงไว้ เรื่องอื่นพวกเราจะจัดการเอง”


วาจานี้ราวกับเป็นยาวิเศษที่ทำให้หลินอ๋องคลายกังวลลง ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ช่วยจัดการให้ทุกอย่าง นั่นหมายความว่า เขาแค่ทำหน้าที่เป็นผู้ควบคุมสถานการณ์ในคืนที่ก่อกบฏเท่านั้น เรื่องอื่นไม่ต้องกังวล


เพียงแต่… ในใต้หล้านี้จะมีเรื่องดีถึงนี้เพียงจริงๆหรือ?


สิ่งที่พวกเขาต้องการ เป็นแค่วัตถุสิ่งของชิ้นหนึ่งที่ไม่ได้สำคัญอะไรจริงๆหรือ?


โอกาสในการจัดงานเลี้ยงในวังมีมากมายถมเถ เหตุใดต้องเป็นเจ็ดวันข้างหน้าด้วย…


อีกเจ็ดวัน หยกผานกู่จะถูกนำออกมาแสดงต่อหน้าทุกคน…


หรือว่า… จุดประสงค์ของพวกเขาก็คือหยกผานกู่!?


เมื่อคิดถึงตรงนี้ หลินอ๋องก็เหงื่อแตกพลั่กทันที คนพวกนี้รู้เรื่องหยกผานกู่ได้อย่างไรกัน!?


เสด็จพ่อเพิ่งจะประกาศเรื่องหยกผานกู่วันนี้ ไม่มีทางที่พวกเขาเพิ่งรู้วันนี้แน่นอน พวกเขาต้องคิดเอาไว้มานานแล้วเป็นแน่!


พวกเขาเชื่อว่าคลังสมบัติล้ำค่านั่นมีอยู่จริงอย่างนั้นหรือ?


เป็นไปได้อย่างไร นั่นมันเป็นแค่ตำนานเรื่องเล่าก็เท่านั้น!


หลังจากซินหรานกลับไป หลินอ๋องก็เหม่อลอยอยู่เนิ่นนาน ในหัวของเขากำลังประมวลผลถึงต้นสายปลายเหตุทั้งหมด


…หากจุดประสงค์ของพวกตงถิงมีแค่หยกผานกู่จริง เขาก็สามารถยกให้ได้ เพราะถึงอย่างไรเรื่องคลังสมบัติล้ำค่านั่นก็เป็นเพียงตำนานเรื่องเล่าเท่านั้น เป็นเรื่องที่เขาไม่เชื่ออยู่แล้ว ตำนานที่ไม่มีอยู่จริงแลกกับบัลลังก์มังกร เทียบกันแล้วคุ้มค่ามาก


แต่หากสิ่งที่พวกเขาต้องการเป็นอย่างอื่นล่ะ?


เขาจะยกให้ได้หรือ!


หลินอ๋องปวดหัวจนเส้นเลือดบนขมับปูดโปน ในสมองมีแต่คำพูดของซินหรานที่ดังก้องซ้ำๆ


‘ท่านอ๋อง หม่อมฉันแค่มาแจ้งให้ท่านรู้เท่านั้น ไม่ได้มาปรึกษากับท่าน หากท่านอยากสู้เพื่อบัลลังก์นั่นจริงๆ ก็ไม่ควรลังเล’


ตอนที่ 594: รีบมาอุดปากเน่าๆของนางเดี๋ยวนี้


สามวันต่อมา


เหอจิ่วเหนียงตื่นขึ้นก็ได้รับเทียบเชิญที่ส่งมาจากจวนจิ้งอ๋อง เป็นเทียบเชิญที่เชิญพวกเขาสองสามีภรรยาไปกินข้าวที่จวนจิ้งอ๋องในเย็นวันนี้ เพราะเช้าวันพรุ่งนี้ จิ้งอ๋องต้องไปประจำการที่ชายแดนแล้ว ถือเป็นการเลี้ยงส่ง


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกงุนงง เพราะหากว่ากันตามตรง ความสัมพันธ์ของนางกับจิ้งอ๋องก็ไม่ได้ดีถึงขั้นนั้น


แต่เขาส่งเทียบมาเชิญถึงจวน ให้เกียรติกันเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงจึงตอบตกลง


นางบอกกับลู่ไป่ชวนก่อนที่เขาจะออกจากบ้าน ให้เขากลับมาเร็วๆ จะได้ไปจวนจิ้งอ๋องพร้อมกัน จากนั้นนางก็เดินทางเข้าวัง


ตลอดหลายวันที่ผ่านมา ฮ่องเต้เสวยเป็ดดำลู่ติดต่อกันทุกวัน จึงมีอาการร้อนใน หลังจากทำการฝังเข็มให้เขา วันนี้เหอจิ่วเหนียงจึงต้องเขียนเทียบยาแก้อาการร้อนในให้เขาด้วย


เหอจิ่วเหนียงเขียนเทียบยาพลางกำชับ “ของสิ่งนี้แม้จะอร่อย แต่เสวยทุกวันไม่ได้นะเพ.คะ เป็ดเป็นอาหารที่ทำให้เกิดอาการร้อนใน เสวยมากไปส่งผลเสียต่อพระวรกายได้ ต้องควบคุมปริมาณหน่อยนะเพ.คะ”


ฮ่องเต้ไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้อยู่แล้ว จึงตรัสอย่างมั่นใจ “เราก็ยังมีเจ้าคอยรักษาให้อยู่ไม่ใช่หรือ?”


เขามีพระชนมายุมากว่าค่อนชีวิตแล้ว ไม่ได้เสวยอาหารถูกปากเช่นนี้มานานมากแล้ว ยิ่งพักหลังนี้เสวยอะไรก็ไม่อร่อยเลย แต่พอได้กลิ่นเป็ดดำลู่ก็รู้สึกอยากอาหารขึ้นมาทันที หลายวันที่ผ่านมานี้เขาไม่ได้เสวยเป็ดดำลู่เข้าไปเยอะเพียงอย่างเดียว อาหารอย่างอื่นก็เสวยเข้าไปไม่น้อยด้วย


ดูจากท่าทางของเขาตอนนี้ ถึงแม้จะมีอาการร้อนใน แต่เขากลับไม่คิดจะหยุดเสวยเลย


“อีกไม่นานหม่อมฉันก็ต้องกลับแล้ว จะมาอีกทีก็คงหลังปีใหม่ ระหว่างนี้หากเกิดอะไรขึ้นกับพระองค์หม่อมฉันมาช่วยไม่ได้นะเพ.คะ ฉะนั้นพระองค์ต้องดูแลพระวรกายให้ดี ถ้าไม่เชื่อฟังก็เตรียมคำสั่งเสียไว้ได้เลย หากเกิดอะไรขึ้น บรรดาอ๋องจะได้ไม่ต้องกังวลใจทีหลัง”


เหอจิ่วเหนียงไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมา ยังคงตั้งใจเขียนเทียบยาต่อไป จึงไม่เห็นสีพระพักตร์ดำคล้ำของฮ่องเต้เลย


เหล่าขันทีและนางกำนัลที่อยู่ข้างๆ ต่างพากันหวาดกลัวจนตัวสั่น มาพูดเรื่องคำสั่งเสียกับฮ่องเต้ผู้ปรารถนาจะเป็น.อมตะ ช่างกล้าหาญจริงๆ!


ก็มีแค่ฮูหยินลู่เท่านั้นที่กล้ากล่าววาจาเช่นนี้ หากเป็นคนอื่นคงไม่รู้ว่าต้องตายไปกี่ครั้งกี่หนแล้ว


เหอจิ่วเหนียงเขียนเทียบยาเสร็จก็ส่งให้ฮ่องเต้ ทันทีที่เงยหน้าขึ้นก็เห็นว่าอีกฝ่ายกำลังถลึงตาเขียวปั๊ดมองตนอยู่ นางจึงถามด้วยความแปลกใจ


“จ้องหน้าหม่อมฉันทำไมเพ.คะ ฝ่าบาทไม่เชื่อหม่อมฉันอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นพระองค์ก็ลองเสวยติดต่อกันอีกสามสี่วันสิเพ.คะ ไม่แน่ว่างานที่จะมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะไม่ใช่งานจัดแสดงหยกผานกู่ แต่เป็นงานไว้อาลัยพระองค์ก็ได้นะเพ.คะ”


ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็พิโรธขึ้นทันใด “ใครก็ได้! รีบมาอุดปากเน่าๆของนางเดี๋ยวนี้!!”


คนถูกแช่งสูดลมหายใจเข้าออกลึก จ้องเขม็งขันทีประจำพระองค์ที่อยู่ข้างๆด้วยความโกรธเกรี้ยว รู้สึกว่าคนเหล่านี้นับวันก็ยิ่งไร้ประโยชน์มากขึ้นทุกที มีคนกล้าพูดจาสามหาวกับเขาซึ่งๆหน้าตรงนี้ แต่คนพวกนี้กลับไม่กล้าส่งเสียงคัดค้านแม้แต่คำเดียว!


ขันทีเฒ่าสะดุ้งสุดตัว รีบคุกเข่าลงทันที “ฝ่าบาท โปรดรักษาพระวรกายด้วยพ่ะย่ะค่ะ โปรดฟังคำแนะนำของฮูหยินลู่ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”


“เจ้าพูดเช่นนี้ นี่เจ้าก็เห็นดีเห็นงามกับคำพูดของนางอย่างนั้นหรือ?”


ฮ่องเต้โกรธเป็นฟืนเป็นไฟ ยกพระบาทขึ้นถีบขันทีเฒ่าจนหงายหลัง แต่คนถูกถีบก็รีบลุกขึ้นมาคุกเข่าอย่างรวดเร็วอีกครั้ง


เขาไม่กล้าระบายโทสะกับเหอจิ่วเหนียง จึงทำได้แค่เอาความเดือดดาลไปลงกับขันทีประจำตัว


เหอจิ่วเหนียงทนดูต่อไปไม่ได้ จึงเอ่ยขึ้น “หากฝ่าบาทไม่อยากฟัง หม่อมฉันไม่พูดแล้วก็ได้เพ.คะ เหตุใดต้องทำให้คนอื่นเดือดร้อนเช่นนี้ด้วย พระองค์อยากเสวยก็เสวยเถอะเพ.คะ ถึงอย่างไรหม่อมฉันก็ห้ามไม่ได้อยู่แล้ว”


กล่าวจบนางก็ลุกขึ้นจะเดินออกไป


“ช้าก่อน!”


ฮ่องเต้กัดฟันกรอด จับจ้องนางเขม็ง ยิ่งมองก็ยิ่งอดคิดไม่ได้ว่า เป็นเวรเป็นกรรมของตนเองแท้ๆ มีชีวิตยิ่งใหญ่มากว่าครึ่งศตวรรษ แต่กลับถูกสตรีผู้นี้ควบคุมเสียได้


เหอจิ่วเหนียงชะงักฝีเท้า หันมองเขาด้วยสีหน้าหงุดหงิด “มีเรื่องอะไรอีกเพ.คะ?”


“ได้ยินว่าคืนนี้เจ้าจะไปกินข้าวที่จวนเจ้าหกหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงชะงักไปเล็กน้อย ตาเฒ่าผู้นี้รู้ข่าวเร็วจริงๆ


“เพ.คะ ฝ่าบาทจะเสด็จด้วยหรือเพ.คะ?”


ฮ่องเต้ส่ายพระพักตร์ “เรารู้ว่าที่เจ้าหกคิดได้ และตัดสินใจจะไปประจำการที่ชายแดน เป็นเพราะการโน้มน้าวของเจ้า เจ้าไปคืนนี้ก็ฝากเอาของพวกนี้ไปให้เขาด้วย เราคงไม่เจอเขาแล้วละ”


ตรัสจบ ขันทีเฒ่าก็รีบให้คนยกชุดเกราะชุดหนึ่ง และหอกพู่แดงปลายแหลมคมเล่มหนึ่งเข้ามา


“เจ้าหกฝีมือการทหารไม่เลว แค่ใจร้อนวู่วาม ถูกคนหลอกใช้ง่ายก็เท่านั้น ไปฝึกฝีมือที่ชายแดนสักสองสามปีก็ดีเหมือนกัน ในสนามรบมีหอกดาบนับไม่ถ้วน สิ่งที่เราทำให้เขาได้ก็มีเพียงเท่านี้แล้ว”


ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์เพื่อบอกให้เหอจิ่วเหนียงกลับไปได้


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกหมดคำพูด เรื่องเช่นนี้เหตุใดต้องให้นางเป็นคนทำแทนด้วย ให้คนเอาไปส่งให้ที่จวนจิ้งอ๋องก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องมาลำบากนางด้วย!


แถมฮ่องเต้ตรัสเสร็จก็ให้นางกลับไปทันที ไม่ให้โอกาสนางได้ปฏิเสธเลย


อาๆ ช่างเถอะ! ทำก็ทำ!


เหอจิ่วเหนียงเบะปากเล็กน้อย และให้ขันทีแบกของเดินตามหลังนางไป


อันที่จริงแล้วจะว่าไป การกระทำของฮ่องเต้ก็เป็นการเตือนนางเรื่องหนึ่งด้วยว่า จะไปเป็นแขกที่จวนคนอื่นต้องนำของขวัญติดไม้ติดมือไปด้วย จิ้งอ๋องไปประจำการที่ชายแดนครั้งนี้เสี่ยงอันตรายมาก เห็นแก่ที่เขาซื้อตำรับเป็ดดำลู่ของนางไป ก็ถือว่าเป็นลูกค้าคนหนึ่งของนาง เช่นนั้นมอบของขวัญเล็กๆน้อยๆ ที่ช่วยรักษาชีวิตเขาสักหน่อยก็แล้วกัน

.....

ลู่ไป่ชวนกลับมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จ ทั้งสองก็นั่งรถม้าไปที่จวนจิ้งอ๋องด้วยกัน


เมื่อมาถึงก็พบว่า หน้าจวนจิ้งอ๋องมีรถม้าหลายคันจอดอยู่ เหอจิ่วเหนียงจึงรู้ทันทีว่านี่ไม่ใช่แค่การกินข้าวธรรมดา ที่แท้ก็งานเลี้ยงนี่เอง


ในงานเลี้ยงเช่นนี้ มักจะมีบุตรหลานตระกูลสูงศักดิ์อยู่ในงานมากมาย ไม่แน่ตอนนี้พวกเขาอาจจะกำลังเล่นแต่งกวีเสียดสีกันไปมาอีกก็ได้


เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจเรื่องพวกนี้ นางตัดสินใจแล้วว่าพองานเริ่ม นางจะก้มหน้าก้มตากิน กินเสร็จก็กลับ


ลู่ไป่ชวนลงจากรถม้าก่อน และยื่นมือประคองภรรยาลงจากรถม้า วันนี้เพราะต้องออกงานข้างนอก เหอจิ่วเหนียงจึงแต่งหน้าเล็กน้อย ใบหน้ารูปไข่ที่เดิมงดงามอยู่แล้วก็ยิ่งถูกขับเน้นให้โดดเด่นยิ่งขึ้น อาภรณ์ที่สวมก็เป็นแบบใหม่ล่าสุดของหอเจียย่วน ชุดกระโปรงสีม่วงอ่อนยาวจรดพื้น ดูสง่างาม ทั้งยังขับผิวให้ดูขาวผ่อง


รอยแผลเป็นบนใบหน้าลู่ไป่ชวนก็จางหายไปหมดแล้ว โคลนพอกหน้าที่เหอจิ่วเหนียงใช้เหลือบางครั้งเขาก็นำมาใช้ต่อบ้าง ใบหน้าอันหล่อเหลาของเขาในยามนี้จึงดึงดูดสายตาแม่นางทั้งหลายไม่น้อยเลย


สตรีโฉมงามกับบุรุษหล่อเหลายืนเคียงคู่กันเช่นนี้ ไม่ว่าอยู่ที่ใดย่อมเป็นที่สะดุดผู้คน


“นั่นใครกัน ไม่เคยเห็นหน้าเห็นตามาก่อนเลย?”


“เหมือนจะเป็นท่านแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นนะ ก่อนหน้านี้อยู่ที่จิงโจวตลอด เพิ่งมาเมืองหลวงไม่กี่วันนี้เอง”


“อยู่ดีๆ เหตุใดถึงมาเมืองหลวงล่ะ หรือว่าจะเกิดเรื่องใหญ่อะไรขึ้น?”


“ไม่ใช่ ไม่ใช่ เห็นผู้หญิงที่อยู่ข้างๆเขานั่นหรือไม่ นั่นฮูหยินของเขา ตอนนี้เป็นถึงหมอประจำตัวฮ่องเต้เชียวนะ ที่พวกเขาสองสามีภรรยามาเมืองหลวงก็เพราะมาตรวจพระวรกายให้ฮ่องเต้ต่างหากล่ะ!”


“อ๋อ ที่แท้ก็เป็นนางนี่เอง! ข้าก็เคยได้ยินมาเหมือนกัน! โด่งดังไม่น้อยเลยนะ ได้ยินว่าฝ่าบาทปฏิบัติต่อนางไม่ธรรมดาเลย!”


“หา! ไม่น่าจะเป็นเช่นนั้นกระมัง!”


“จะไม่ใช่ได้อย่างไร เจ้าดูสิ นางโฉมงามปานนั้น ฝ่าบาททรงโปรดปรานนางก็ไม่ใช่เรื่องแปลก”


“ก็จริง หมอปกติที่ไหนจะหน้าตางดงามเช่นนี้ล่ะ!”


“จุๆๆ แม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นคงโดนสวมเขาเป็นแน่ อ๊า… โอ๊ย! ใครทำข้า!”


กลุ่มคนเหล่านี้กำลังซุบซิบนินทากันอยู่ดีๆ จู่ๆ คนหนึ่งในกลุ่มก็โดนหินปาใส่หัวจนปูดโน


รอบๆ กลับไม่มีคนยอมรับ ลู่ไป่ชวนจูงมือเหอจิ่วเหนียงเดินผ่านคนเหล่านั้น เขาเหลือบสายตามองอย่างเย็นชา หึ เขาจำหน้าคนพวกนี้เอาไว้แล้ว


กล้านินทาว่าร้ายภรรยาเขา ไม่ว่าพวกเขาจะเป็นเชื้อพระวงศ์หรือตระกูลสูงศักดิ์มาจากไหน เขาก็ไม่ไว้หน้าทั้งนั้น


เหอจิ่วเหนียงพอใจกับวิธีการจัดการของลู่ไป่ชวนมาก จึงแอบกระซิบข้างหูเขา “ครั้งหน้าเอาหินก้อนใหญ่กว่านี้หน่อยนะ”


ลู่ไป่ชวนยกยิ้มมุมปาก “อืม”


และทันใดนั้นเอง มีเสียงตะโกนโวยวายดังขึ้นจากด้านหลัง “นี่! เมื่อครู่เป็นฝีมือของเจ้าใช่หรือไม่?”


ตอนที่ 595: มอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้จิ้งอ๋อง


เจ้าของเสียงก็คือคนที่ถูกลู่ไป่ชวนปาหินใส่เมื่อครู่ ตอนนี้กำลังชี้หน้าตะโกนด่าพวกเขาด้วยใบหน้าเหยเก เห็นได้ชัดว่าต้องการเอาเรื่อง


ลู่ไป่ชวนหยุดฝีเท้าลง หันไปมองเขา แล้วกล่าว “หากท่านยังไม่หยุดพูดจาดูหมิ่นฮูหยินของข้า ต่อไปจะไม่ใช่แค่หินก้อนเล็กๆเหมือนเมื่อครู่แล้ว”


“เป็นเจ้าจริงๆด้วย! ก็แค่คนบ้านนอกกระจอกๆคนหนึ่ง กลับกล้าดีตั้งตัวเป็นศัตรูกับข้า ล่วงเกินจวนเฉิงหยางโหว ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นดีแน่!”


คนผู้นั้นเดินพรวดพราดเข้ามาด้วยใบหน้าถมึงมึง กำลังจะลงไม้ลงมือ แต่กลับถูกลู่ไป่ชวนยกขาถีบจนกระเด็นออกไปไกลซะก่อน


ผู้คนโดยรอบเห็นดังนั้นต่างก็พากันมามุงดูความครึกครื้น


“คนผู้นี้บ้าไปแล้ว! แม้แต่ซื่อจื่อแห่งจวนเฉิงหยางโหวก็กล้าลงมือ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วเป็นแน่!”


“นั่นสิ! ได้ยินมาว่าคนผู้นี้อาศัยความโปรดปรานของเฉินอ๋องทำเรื่องไร้คุณธรรมมาไม่น้อยเลย!”


“ฮะ! เรื่องไร้คุณธรรมอะไรหรือ?”


ไม่ว่าคนเหล่านั้นจะพูดอะไร ลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงก็ไม่สนใจเลย พอคนเหล่านั้นเข้าไปช่วยพยุงซื่อจื่อจวนเฉิงหยางโหว พวกเขาก็ถือโอกาสนี้พาบ่าวรับใช้เข้าไปในจวนจิ้งอ๋องทันที


ซื่อจื่อจวนเฉิงหยางโหวขายหน้าต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ พอลุกขึ้นได้ก็คิดจะไปเอาคืนลู่ไป่ชวนทันที ตะโกนโวยวายเสียงดัง พร้อมกับพุ่งพรวดตามเข้าไป

......

ขณะนี้จิ้งอ๋องกำลังนั่งสนทนากับแขกกลุ่มหนึ่งอยู่ในห้องรับแขก งานเลี้ยงในวันนี้ไม่ได้ใหญ่โตมาก แต่ก็เชิญคนสำคัญมาไม่น้อย ทั้งขุนนางที่สนับสนุนเขาในราชสำนักตลอดมา บุตรหลานตระกูลขุนนางชั้นสูงที่สนิทกัน รวมไปถึงเหล่าองค์ชายองค์หญิงบางส่วน สรุปก็คือ ส่วนมากจะเป็นกลุ่มวัยหนุ่มสาวที่มาจากตระกูลสูงศักดิ์


เมื่อลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงเดินเข้ามา สายตาทุกคู่ในห้องก็จับจ้องไปที่คนทั้งสองทันที หากตัดเรื่องฐานะออกไป สองคนนี้ยืนเคียงคู่กันแล้วช่างดูสูงส่งและสง่างามมากจริงๆ


ทั้งสองคารวะจิ้งอ๋องตามธรรมเนียมมารยาท จากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยขึ้น “ท่านอ๋อง นี่เป็นของขวัญที่ฝ่าบาทฝากหม่อมฉันมามอบให้ท่านอ๋องเพ.คะ ขอให้ท่านอ๋องแคล้วคลาดจากภยันตราย ราบรื่นตลอดเส้นทางเพ.คะ”


เอ่ยจบ นางก็ให้บ่าวรับใช้นำของที่ฮ่องเต้ประทานเข้ามา


ทุกคนรู้สึกประหลาดใจมาก ฝ่าบาทจะประทานสิ่งของให้จิ้งอ๋องก็ส่งมาที่จวนโดยตรงก็สิ้นเรื่อง เหตุใดต้องฝากมากับสองสามีภรรยาคู่นี้ด้วย?


แต่จะว่าไป สิ่งนี้ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สองสามีภรรยาคู่นี้ได้รับความโปรดปรานมาก ไม่ว่าจะจากฮ่องเต้หรือเฉินอ๋องก็ตาม ดูท่าต่อไป คงต้องหาโอกาสผูกมิตรไมตรีสักหน่อยแล้ว


บางคนที่ไหวพริบดีก็คิดว่าต้องผูกมิตรไมตรีด้วย แต่ในขณะเดียวกันก็มีคนที่ไม่ได้คิดเช่นนี้ ดูถูกฐานะของพวกเขา ด้วยเหตุนี้จึงมีบางคนทำหน้าเหยียดหยาม กลอกตา.มองบน


แต่จิ้งอ๋องกลับสนใจเพียงของสองสิ่งนั้นเท่านั้น ในวันที่เขาทูลขอไปประจำการที่ชายแดน เสด็จพ่อก็ทรงอนุญาตทันที ท่าทางราวกับไม่สนใจเขาเลย เขาจึงรู้สึกผิดหวังเสียใจอยู่ลึกๆ คิดว่าเสด็จพ่อไม่ให้ความสำคัญกับเขาแม้แต่น้อย ทว่าตอนนี้กลับฝากของขวัญมากับเหอจิ่วเหนียง จิ้งอ๋องจึงรู้สึกดีใจขึ้นมาทันที


ในพระทัยเสด็จพ่อยังมีเขาอยู่ แค่นี้เขาก็พอใจแล้ว


องค์ชายหกสั่งให้คนมารับของไปเก็บ จากนั้นก็เห็นว่าด้านหลังสองสามีภรรยาลู่ยังมีบ่าวรับใช้อีกสามคนถือถาดอยู่ เขาจึงถาม “นั่นเป็นของขวัญที่พวกเจ้าเตรียมมาให้ข้ากระมัง?”


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้ว “ท่านอ๋องแน่ใจหรือเพ.คะว่าจะดูตอนนี้เลย?”


ของที่ฮ่องเต้ฝากมาย่อมต้องแสดงให้ทุกคนเห็น แต่ของที่พวกเขาเตรียมมานั้นไม่จำเป็นต้องมอบให้ต่อหน้าทุกคน ส่งให้ผู้ดูแลจวนอ๋องก็ได้แล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าจิ้งอ๋องจะเป็นฝ่ายถามขึ้นเองเช่นนี้ เช่นนั้นก็จำต้องเปิดเผยสักหน่อยแล้ว


จากท่าทางของเหอจิ่วเหนียง จิ้งอ๋องรู้สึกว่าต้องไม่ใช่ของดีแน่ๆ แต่ก็รู้สึกสงสัยมากจริงๆ สตรีผู้นี้มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว มักทำให้เขาประหลาดใจอยู่เสมอ


“ดูสิ ข้าอยากดู รีบเปิดเร็วเข้า!”


จิ้งอ๋องผุดลุกขึ้นจากที่นั่ง เดินลัดเลาะมาถึงกลางห้องโถง สองมือไพล่หลัง รอดูว่าของเหล่านั้นคือสิ่งใด


เหอจิ่วเหนียงเชิดหน้าขึ้น ส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้เปิดผ้าออก 


ทันใดนั้นของที่เหอจิ่วเหนียงเตรียมมาก็ประจักษ์แก่สายตาของทุกคน


บนถาดสามถาด ถาดแรกเป็นแส้ที่เต็มไปด้วยหนาม ถาดต่อมาเป็นชุดหน้าตาแปลกประหลาด และถาดสุดท้ายคือขวดแก้วผลึกใสมากมายวางซ้อนกัน


เหอจิ่วเหนียงอธิบายตามลำดับ “ในแส้เส้นนี้มีกลไกซ่อนอยู่ สามารถยืดหดได้ ส่วนปลายจะมีตัวยึด ใช้ยึดจับสิ่งของได้สะดวก”


ขณะที่เหอจิ่วเหนียงอธิบาย ลู่ไป่ชวนก็หยิบขึ้นมาสาธิตให้ดู


แค่ออกแรงสะบัดเบาๆ แส้ที่เดิมมีความยาวแค่สองหมี่ก็ขยายความยาวออกไปได้ไกลมาก ส่วนปลายของแส้มีสิ่งเล็กๆ คล้ายกับกรงเล็บโผล่ออกมา สามารถใช้ยึดเกาะสิ่งของที่ต้องการได้อย่างแน่นหนา


ภายในชั่วพริบตา ผลไม้ที่วางอยู่บนโต๊ะซึ่งอยู่ไกลมากก็มาถึงมือลู่ไป่ชวน และแส้ก็หดตัวกลับมาสั้นสองหมี่ดังเดิม กรงเล็บเล็กๆนั่นก็ไม่มีให้เห็นแล้ว เหลือเพียงหนามแหลมคมอันน่าพรั่นพรึงบนแส้เท่านั้น


ทุกคนเห็นภาพนี้ก็ตกใจจนตาค้าง คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีของที่สุดยอดถึงขั้นนี้ด้วย!


ดวงตาจิ้งอ๋องพลันเป็นประกาย รีบรับแส้มาจากมือลู่ไป่ชวนและทดลองสะบัด ผ่านไปครู่หนึ่งก็ไม่เห็นความเปลี่ยนแปลงอะไร ลู่ไป่ชวนจึงบอกกลไกกับเขาว่าอยู่บนด้านจับ แค่กดเบาๆก็ใช้งานได้แล้ว


หลังเข้าใจวิธีการใช้งาน จิ้งอ๋องก็เอาแส้ไปทดลองในลานด้านนอก เขาไม่เคยใช้แส้มาก่อน แต่กลับรู้สึกว่ามันถนัดมือมาก จึงรู้สึกชอบขึ้นมาทันที


เหอจิ่วเหนียงแนะนำต่อ “ส่วนเสื้อกั๊กตัวนี้เปรียบเสมือนเกราะอ่อน แต่ผลลัพธ์ดีกว่าเกราะอ่อนมาก น้ำหนักเบาและป้องกันอาวุธมีคมได้”


ลู่ไป่ชวนหยิบเสื้อกั๊กขึ้นมา และใช้กริชกรีดอย่างแรง แต่เสื้อกั๊กกลับไม่มีแม้แต่รอยเลย


จิ้งอ๋องถึงกับ.อดใจไม่ไหวรีบรับมาสวม และกวักมือ.บอกลู่ไป่ชวน “มา ลองดูเร็วเข้า!”


“ท่านอ๋อง ไม่ได้เด็ดขาดนะพ่ะย่ะค่ะ!”


บ่าวรับใช้ประจำตัวเห็นเจ้านายสั่งการดังนั้นก็ตกตะลึง และอาสาทดลองแทนจิ้งอ๋อง


ทว่าจิ้งอ๋องที่ตื่นเต้นมากกลับผลักเขาออกไป แล้วให้ลู่ไป่ชวนรีบลงมือ


“ล่วงเกินท่านอ๋องแล้ว”


ลู่ไป่ชวนเอ่ยถ้อยคำขอลุแก่โทษ ก่อนจะชักดาบอ่อนข้างเอวออกมาฟาดฟันไปที่ร่างจิ้งอ๋องทันที


ที่ลู่ไป่ชวนสามารถขึ้นมาเป็นแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นได้ ก็เพราะอาศัยความสามารถของตัวเอง บวกกับปกติตอนอยู่บ้านก็ได้ประลองฝีมือกับเหอจิ่วเหนียงเป็นครั้งคราว ได้รับคำแนะนำจากนางจนฝีมือพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว จิ้งอ๋องรับมือไม่ทันเลย ดาบอ่อนฟาดฟันใส่ร่างจิ้งอ๋องอย่างต่อเนื่อง


คนที่ดูอยู่ข้างๆ ต่างรู้สึกหวาดเสียว ส่วนจิ้งอ๋องที่สวมเสื้อกั๊กไว้ กลับไม่รู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย


ลู่ไป่ชวนรู้จักขอบเขต วันนี้เป็นงานเลี้ยงของจิ้งอ๋องต้องให้เกียรติเจ้าภาพ แสดงฝีมือแค่พอประมาณก็หยุดลง


ทันทีที่เป็นอิสระ จิ้งอ๋องรีบตรวจสอบเสื้อกั๊กอย่างละเอียด และพบว่า เกราะอ่อนชิ้นนี้ไม่มีร่องรอยความเสียหายเลย


“ของสิ่งนี้พวกเจ้าได้มาจากไหน นี่มันของล้ำค่าเชียวนะ!”


จิ้งอ๋องไม่ได้อับอายเลยที่สู้ลู่ไป่ชวนไม่ได้ กลับกันเขารู้สึกตื่นเต้นมาก เพราะของสิ่งนี้เป็นสิ่งที่จะสามารถรักษาชีวิตเขาเอาไว้ได้!


ของดีเช่นนี้ คิดไม่ถึงเลยว่าเหอจิ่วเหนียงจะมอบให้เขา


จิ้งอ๋องตระหนักได้ว่า การที่ตนเองตั้งตัวเป็นศัตรูกับเหอจิ่วเหนียงก่อนหน้านี้ช่างเป็นเรื่องที่โง่เขลาสิ้นดี


“ท่านอ๋อง ของขวัญที่มอบให้ท่าน ท่านรับเอาไว้ก็พอเพ.คะ ถามว่าได้มาจากไหนเช่นนี้จะเสียมารยาทเอานะเพ.คะ”


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้ว พลางเอ่ยด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ


คนอื่นถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด สตรีผู้นี้ กล้าพูดจาเช่นนี้กับท่านอ๋องเลยหรือ!


จิ้งอ๋องไม่โกรธเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังหัวเราะชอบใจ “ใช่ๆๆ ข้าไม่ถามแล้ว!”


เหอจิ่วเหนียงแนะนำของถาดสุดท้าย “ส่วนของพวกนี้ล้วนเป็นยาพิษที่หม่อมฉันปรุงขึ้นเอง และเช่นเดิม เอาไว้ปกป้องชีวิตในยามจำเป็นเท่านั้น ไม่แนะนำให้ใช้พร่ำเพรื่อเพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้โดนตัวเอง ส่วนขวดใหญ่ที่สุดเป็นยาแก้พิษ สามารถแก้พิษได้ทุกชนิดเพ.คะ”


จิ้งอ๋องไม่รู้จะพูดเช่นไร ของขวัญเหล่านี้ช่างถูกอกถูกใจเขามากเหลือเกิน ล้วนเป็นของดีที่เขาใช้ได้จริง มีทองพันชั่งก็หามาครอบครองได้ยาก!


เขาซาบซึ้งใจจนพูดไม่ออก ไม่รู้ว่าควรขอบคุณพวกนางอย่างไร


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ท่านอ๋องซาบซึ้งใจหรือไม่เพ.คะ?”


“อืมๆ!”


“เช่นนั้นช่วยหม่อมฉันสักเรื่องได้หรือไม่เพ.คะ?”


“เจ้ารีบบอกมาได้เลย!”


เหอจิ่วเหนียงชี้ไปที่คนกลุ่มหนึ่ง… เป็นพวกซื่อจื่อจวนเฉิงหยางโหวที่ตามเข้ามา เมื่อครู่คนกลุ่มนี้นินทาว่าร้ายนาง


“ตอนที่หม่อมฉันมาถึง คนเหล่านี้วิพากษ์วิจารณ์ความสัมพันธ์ของหม่อมฉันกับฮ่องเต้ กล่าววาจาดูหมิ่นหม่อมฉัน ไม่ให้เกียรติสามีหม่อมฉัน ท่านอ๋องคิดว่าควรจัดการเช่นไรดีเพ.คะ?”


ตอนที่ 596: สตรีผู้นี้รู้หรือไม่ว่าตนเองกำลังพูดสิ่งใดอยู่


พวกซื่อจื่อจวนเฉิงหยางโหวที่เดิมทีตั้งใจจะตามมาสั่งสอนลู่ไป่ชวน กลับเห็นว่าสองสามีภรรยาคู่นี้กำลังมอบของขวัญที่ฮ่องเต้ประทานให้กับจิ้งอ๋องอยู่ จังหวะนั้นต่อให้พวกเขาจะกล้าหาญเพียงใดก็ไม่กล้ารบกวน จึงได้แต่รอให้มอบของขวัญให้เสร็จก่อนแล้วค่อยว่ากัน


แต่ปรากฏว่าหลังจากจิ้งอ๋องได้รับของขวัญที่สองสามีภรรยาคู่นี้เตรียมมาให้ต่อ ก็แสดงท่าทีชื่นชอบและตื่นเต้นดีใจมาก ตอนแรกพวกเขานึกดูแคลนสิ่งของเหล่านั้น แต่พอได้เห็นของขวัญแต่ละชิ้นแสดงคุณสมบัติของตัวเองออกมาอย่างยอดเยี่ยม แต่ละคนก็ไม่รู้ควรพูดเช่นไรต่อ โดยเฉพาะยาพิษถาดนั้น หากกระเด็นหลุดออกมาเพียงเล็กน้อยอาจทำให้พวกเขาทรมานจนตายได้เลย


ดังนั้นพวกเขาจึงล้มเลิกความคิดที่จะเอาเรื่องอีกฝ่ายทันที ถึงอย่างไรสองสามีภรรยาคู่นี้ก็มาเมืองหลวงแค่บางครั้งบางคราวเท่านั้น ต่อไปก็คงไม่มีโอกาสได้เจอกันอีก เรื่องในวันนี้ก็ถือว่าโดนหมาลอบกัดไปก็แล้วกัน


แต่ไม่คิดเลยว่า พวกเขาที่ไม่คิดจะเอาเรื่องแล้ว สตรีผู้นี้กลับกัดเรื่องนี้ไม่ยอมปล่อย


ขณะที่กลุ่มจวนโหวกำลังนึกอย่างหัวเสีย จู่ๆก็สัมผัสได้ว่ามีสายตาหลายคู่จับจ้องมาที่พวกเขา โดยเฉพาะสายตาคมปลาบเป็นพิเศษของจิ้งอ๋อง


“เกิดเรื่องอะไรขึ้น?”


จิ้งอ๋องมองไปที่เฉิงหยางโหวซื่อจื่อ เห็นหน้าผากเขาปูดเป็นลูกมะนาว ท่าทางงกๆเงิ่นๆก็เริ่มรู้สึกไม่พอใจ


“เออะ…เอ่อ…ก็แค่…แค่เรื่องเข้าใจผิดกันเท่านั้น…”


แม้เฉิงหยางโหวซื่อจื่อและพวกจะไม่ใช่คนที่ประพฤติตัวดีเท่าไร แต่ก็เติบโตมาจากชนชั้นสูงศักดิ์ ย่อมเข้าใจสีหน้าท่าทางของคนอื่นดี ตอนนี้จิ้งอ๋องชื่นชอบของขวัญที่สองสามีภรรยาคู่นี้มอบให้มาก ย่อมต้องออกหน้าแทนพวกเขาอยู่แล้ว หากเรื่องนี้ลุกลามใหญ่โตเขาต้องซวยเป็นแน่ ดังนั้นจึงต้องยอมจำนนแต่โดยดี


ทว่าสีหน้าของจิ้งอ๋องกลับไม่คลายความโกรธลงเลย ทั้งยังเอ่ย “ใต้เท้าลู่กับฮูหยินลู่เป็นสหายรักของข้า และเป็นแขกคนสำคัญที่ข้าเชิญมาด้วยตัวเอง จะดีมากหากพวกเจ้าไม่ก่อเรื่องอับอายขายหน้า อีกอย่าง ฮูหยินลู่ฝีมือแพทย์สูงส่ง กำลังปรับสมดุลพระวรกายให้เสด็จพ่อของข้าอยู่ พวกเจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วรึถึงได้กล้าบังอาจพูดจาดูหมิ่นเช่นนั้น มาตรงนี้ให้หมด ขอโทษฮูหยินลู่ซะ!”


จิ้งอ๋องกล่าวด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ไม่มีท่าทีประนีประนอมแม้แต่น้อย หมายความว่าเป็นสิ่งที่พวกเขาปฏิเสธไม่ได้


เฉิงหยางโหวซื่อจื่อกลับรู้สึกไม่พอใจมาก ทักท้วงอย่างไม่ได้รับความเป็นธรรม “แต่คนที่โดนทำร้ายคือข้านะ!”


“คำพูดเลวๆของเจ้าไม่สมควรโดนหรืออย่างไร หากเสด็จพ่อรู้เรื่องนี้เข้า อย่าว่าแต่โดนปาหินใส่เลย หัวเจ้าจะหลุดจากบ่าด้วยซ้ำ!”


จิ้งอ๋องตะคอกเสียงเข้ม ปกติแล้วความสัมพันธ์ของเขากับคนเหล่านี้นับว่าไม่เลวเลย เขาเห็นว่าพรุ่งนี้ตนต้องออกเดินทางแล้ว จึงชวนสหายเหล่านี้มาดื่มสุราด้วยกันสักหน่อย ไม่รู้ว่าจะได้เจอกันอีกครั้งเมื่อไร แต่ใครจะคิดล่ะว่าคนโง่พวกนี้มาถึงก็จะล่วงเกินคนอื่นเช่นนี้


แถมคนที่ล่วงเกินดันเป็นเหอจิ่วเหนียงอีก!


หลังจากที่ได้พบปะพูดคุยกันในช่วงสองสามวันที่ผ่านมา จิ้งอ๋องรู้ดีว่าสตรีผู้นี้เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น แค้นแล้วต้องเอาคืน วันนี้หากไม่มีคำอธิบายให้นาง นางไม่ยอมเลิกราแน่


ยิ่งไปกว่านั้น พวกเฉิงหยางโหวซื่อจื่อก็ปากเสียสมควรโดนสั่งสอนจริงๆ ถือโอกาสนี้สั่งสอนสักหน่อยก็ดีเหมือนกัน มิฉะนั้นต่อไปอาจจะก่อเรื่องวุ่นวายใดขึ้นอีก


สดับวาจาจิ้งอ๋อง พวกเฉิงหยางโหวซื่อจื่อจึงตระหนักได้ถึงความรุนแรงของเรื่องนี้ทันที ใต้หล้านี้จะพูดอะไรถึงใครก็ได้ แต่มีเพียงฮ่องเต้คนเดียวเท่านั้นที่ต้องละเว้น ทว่าพวกเขาดันพูดไปแล้ว ทั้งยังมีคนมากมายที่ได้ยิน หากเรื่องนี้ไปถึงหูฮ่องเต้ละก็ นั่นเป็นสิ่งที่เขาไม่อาจยอมรับได้เลย


หลังจากที่ตระหนักได้แล้ว พวกเขาก็ตัดสินใจยอมแพ้


พวกเขาหันสบตากัน จากนั้นเฉิงหยางโหวซื่อจื่อก็เป็นคนเดินนำไปหาลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียง คำนับให้พวกเขาหนึ่งครั้ง “พวกเราต้องขอโทษจริงๆ ทั้งสองท่านโปรดอย่าถือสาพวกเราเลย”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้กล่าวอะไร แค่หันไปมองเหอจิ่วเหนียง ต้องดูว่าภรรยาของเขาจะให้อภัยหรือไม่


ฉากนี้ในสายตาทุกคนมองว่า สองสามีภรรยาคู่นี้กำลังยียวนกวนประสาท คุณชายตระกูลสูงศักดิ์ยอมลดตัวลงไปขอโทษพวกเขาแล้ว พวกเขายังคิดจะทำอะไรอีก


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจเลยว่าคนรอบข้างจะคิดเช่นไร นางเอ่ยกับกลุ่มคู่กรณี “อันที่จริงข้าก็ไม่ได้อยากให้อภัยพวกท่านง่ายๆหรอกนะ แต่เห็นแก่ที่พวกท่านเป็นสหายของท่านจิ้งอ๋อง อย่างไรข้าก็ต้องให้เกียรติท่านอ๋อง ครั้งนี้ก็ถือว่าแล้วกันไปก็แล้วกัน แต่หากมีครั้งหน้าอีก ข้าไม่สนว่าท่านจะเป็นเฉิงหยางโหวซื่อจื่อหรือจะเป็นเทพเจ้ามาจากไหน ข้าสามารถทำให้ท่านตายทั้งเป็นได้


อ้อ จริงสิ คำพูดดูหมิ่นความสัมพันธ์ระหว่างข้ากับฮ่องเต้เหล่านั้น พวกท่านพูดให้ข้าได้ยินก็ไม่มีความหมายหรอกนะ หากแน่จริงก็ไปพูดต่อหน้าฮ่องเต้สิ เช่นนี้ข้าจะได้มีเหตุผลเรียกร้องค่าเสียหายจากฮ่องเต้ที่ทำให้ข้าต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงด้วย เข้าใจหรือไม่?”


ปากเล็กๆของหญิงสาวพูดยาวรวดในคราวเดียว ทำเอาทุกคนถึงกับนิ่งอึ้ง 


สตรีผู้นี้รู้หรือไม่ว่าตัวเองกำลังพูดสิ่งใดอยู่!


‘ไม่ว่าจะเป็นเฉิงหยางโหวซื่อจื่อ หรือจะเป็นเทพเจ้ามาจากไหน ก็สามารถทำให้ตายทั้งเป็นได้’ มันคืออะไรกัน!


แล้วไหนจะคำพูดที่ว่า ‘จะได้มีเหตุผลเรียกร้องค่าเสียหายจากฮ่องเต้ที่ทำให้นางต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง’ นั่นอีก!


นี่มันอะไรกัน!


ทุกคนในงานต่างพากันงงเป็นไก่ตาแตก ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าสตรีผู้นี้เอาความกล้ามาจากไหน ถึงได้กล้าเอ่ยวาจาเช่นนี้ออกมา


พวกเขาไม่รู้ก็ไม่แปลก แต่จิ้งอ๋องนั้นรู้ดีกว่าใคร เพราะก่อนหน้านี้เขาเคยถูกเหอจิ่วเหนียงตบ แต่ก็ยังถูกเสด็จพ่อสั่งให้ขอโทษนางได้ เขารู้แล้วว่าคำพูดของสตรีผู้นี้มีน้ำหนักมากเพียงใดสำหรับเสด็จพ่อ


เฉิงหยางโหวซื่อจื่อเตรียมจะระเบิดอารมณ์โกรธออกมา แต่กลับเห็นจิ้งอ๋องส่งสายตาให้ก่อน เป็นสายตาที่บอกให้เขายอม และแฝงการเตือนเอาไว้


ทันใดนั้นเขาจึงไม่กล้าขยับอีก ได้แต่ยิ้มเจื่อนๆ รับปากอย่างจำยอม และไปหาโต๊ะนั่งเท่านั้น


ส่วนลู่ไป่ชวนและภรรยาก็ไปนั่งโต๊ะที่ถูกจัดเตรียมเอาไว้ให้ 


จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ความคิดของคนรอบๆ ก็พลิกจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที


หากจะบอกว่าสองสามีภรรยาคู่นี้เป็นคนที่มาจากครอบครัวบ้านนอก แต่พวกเขากลับมีผู้หนุนหลังที่แข็งแกร่งมาก เป็นมือขวาที่เก่งกาจที่สุดของเฉินอ๋อง เป็นหมอที่ฮ่องเต้ไว้ใจมากที่สุด ทั้งยังเป็นสหายรักของจิ้งอ๋องอีกด้วย สถานะเหล่านี้พวกเขาไม่มีใครอาจเอื้อมได้เลยแม้แต่คนเดียว


และที่สำคัญ ของขวัญที่พวกเขามอบให้จิ้งอ๋องเหล่านั้นล้วนน่าทึ่ง ของเหล่านี้มีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้


พลันนั้นก็มีหลายคนอยากผูกมิตรกับตระกูลลู่ขึ้นมา


รอบข้างจึงเริ่มมีคนเข้ามาพูดคุยกับลู่ไป่ชวน ครั้นที่ลู่ไป่ชวนอยู่หนานไท่ก็มีประสบการณ์เหล่านี้มากมาย จึงรับมือได้ไม่มีปัญหา


ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็มีหน้าที่…กิน จิ้งอ๋องใจกว้างมาก เพิ่งได้สูตรเป็ดดำลู่มาปุ๊บก็ใช้เป็นสำรับในงานเลี้ยงวันนี้ปั๊บ เพียงแต่จำนวนไม่มากนัก คาดว่าเขาเองก็คงเสียดายอยู่ไม่น้อย เพราะวัตถุดิบเครื่องเทศหลายอย่างไม่สามารถหาซื้อเองได้ หากวัตถุดิบหมดเสียก่อนตอนที่อยู่ชายแดนคงจะยุ่งยากมาก


เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดในใจ เห็นแก่น้ำใจของจิ้งอ๋องที่ออกตัวแทนพวกเขาเมื่อครู่ คืนนี้จะให้คนเอาเครื่องเทศมาส่งเพิ่มอีกหน่อยก็แล้วกัน


นางก็มีนิสัยเช่นนี้ ใครดีด้วยก็จะดีตอบเป็นทวีคูณ


ไม่นานก็มีแขกตระกูลสูงศักดิ์มาเพิ่มอีกไม่น้อย หนึ่งในนั้นก็คือเฉินอ๋องและพระชายา 


พระชายาเฉินอ๋องกวาดตามองแวบเดียวก็เห็นเหอจิ่วเหนียงที่กำลังนั่งแทะหัวเป็ดด้วยสองมือทันที จึงควงแขนพระสวามีเดินมานั่งโต๊ะข้างๆเหอจิ่วเหนียง ทั้งสองฝ่ายก้มหน้ากระซิบกันสองสามประโยค จากนั้นพระชายาก็เริ่มใช้สองมือหยิบหัวเป็ดขึ้นมาแทะด้วยอย่างเอร็ดอร่อย


ท่าทางคล่องแคล่วว่องไวนั้น ทำให้คนในงานตกใจตาค้างจนพูดไม่ออก


ก่อนหน้านี้มีแค่เหอจิ่วเหนียงที่กินด้วยวิธีเช่นนี้ คนอื่นๆรู้สึกว่าดูไม่ดีเอาซะเลย ‘แม้สตรีผู้นี้จะรูปร่างหน้าตา.งดงาม แต่กิริยาก็ยังหยาบกระด้าง ยากจะเป็นผู้ดีได้จริงๆ’ 


แต่ใครจะคิดว่า ตอนนี้พระชายาก็เป็นเช่นนี้ไปด้วย! พวกเขาจึงไม่รู้จะพูดเช่นไรแล้ว


อยู่ใกล้คนเช่นไรย่อมเป็นคนเช่นนั้นจริงๆ พระชายาติดนิสัยของนางไปแล้ว


เมื่อแขกมากันได้พอประมาณ จิ้งอ๋องก็เริ่มกล่าวความรู้สึกเล็กๆน้อยๆ จากนั้นก็ยกสุราดื่มหมดจอก


จากนั้นทุกคนก็เห็นเขาถกแขนเสื้อขึ้น หยิบคอเป็ดขึ้นมาชิ้นหนึ่ง และกล่าวแนะนำ


ตอนที่ 597: เป็นถึง.องค์หญิงห้าเชียวนะ! นางกล้าตอบกลับเช่นนี้เชียวหรือ


“อาหารชนิดนี้เรียกว่าเป็ดดำลู่ เป็นสูตรอาหารที่ฮูหยินลู่มอบให้ข้า พวกเจ้าอย่าดูถูกว่ามันดำปี๋และมีแต่ส่วนหัวส่วนคอเชียวนะ ข้าจะบอกให้ว่า ชิ้นส่วนพวกนี้นี่แหละที่อร่อยที่สุด! ข้ารับรองได้เลยว่า นี่เป็นรสชาติที่พวกเจ้าไม่เคยได้ลิ้มลองมาก่อน ตำรับนี้กว่าข้าจะได้ช่างยากเย็นยิ่งนัก พวกเจ้าทุกคนลองชิมดูสิ!”


สดับวาจาจิ้งอ๋อง ทุกคนก็.อดขมวดคิ้วไม่ได้ 


เหตุใดถึงเกี่ยวข้องกับตระกูลลู่อีกแล้วล่ะ?


ช่วงนี้สองสามีภรรยาคู่นี้มีหน้ามีตาเกินไปแล้วกระมัง


ทุกคนมองคอเป็ดสีดำปี๋ตรงหน้าแล้วรู้สึกต่อต้านอยู่ในใจ ทว่ากลิ่นหอมของมันช่างยั่วยวนชวนน้ำลายสอจริงๆ พอ.มองไปที่เหอจิ่วเหนียงกับพระชายาที่นั่งแทะจนกระดูก.กองโตอยู่ไม่ไกลแล้ว ท่าทางราวกับว่าอร่อยมากทีเดียว


คิดไปคิดมา สุดท้ายก็ทนความยั่วยวนจากกลิ่นหอมนั้นไม่ไหว จึงลองชิมไปหนึ่งคำ…


รสชาติช่างแปลกยิ่งนัก! 


หอมมาก ชามาก ชวนน้ำลายสอมาก!


กินเข้าไปคำแรกก็มีความรู้สึกอยากจะกินอีก!


ตอนแรกเริ่มทุกคนยังใช้ตะเกียบกินอย่างสำรวม แต่ผ่านไปครู่หนึ่งรู้สึกว่าการใช้ตะเกียบกินลำบากมาก พอ.มองไปที่พวกอ๋องก็เห็นพวกเขาใช้มือกินกันทั้งนั้น จากนั้นก็ไม่สนใจอะไรอีกแล้ว แต่ละคนจึงเริ่มใช้มือกินทันที


จิ้งอ๋องเตรียมเอาไว้ไม่มาก เฉลี่ยแล้วทุกคนได้กินหัวเป็ดสองหัว คอเป็ดหนึ่งชิ้น ปีกหนึ่งข้าง และตีนหนึ่งข้าง รวมทั้งผักเครื่องเคียง


หากเป็นคนที่เคยกินบ่อยๆ ปริมาณเท่านี้ถือว่าไม่น้อยแล้ว เพราะยังมีของอย่างอื่นให้กินอีก แต่สำหรับคนที่เพิ่งเคยสัมผัสรสชาติแปลกใหม่เหล่านี้กำลังอยู่ในช่วงติดหนัก ไม่นานก็แทะหมดเกลี้ยง จึงสั่งบ่าวรับใช้ให้ไปยกอาหารมาเพิ่ม แต่สุดท้ายกลับได้รับแจ้งว่า หมดแล้ว


“เสด็จพี่หกเพ.คะ น้องชอบเป็ดดำลู่นี่มาก เสด็จพี่หกบอกสูตรให้น้องได้หรือไม่เพ.คะ น้องจะได้ให้คนในวังทำให้กิน!”


ผู้ที่กล่าวคือ.องค์หญิงห้า ปีนี้มีอายุครบสิบหกชันษา เป็น.องค์หญิงที่นิสัยเอาแต่ใจ ไม่เกรงใจใคร


การจัดลำดับของโอรสธิดาในราชวงศ์จะแยกกันตามเพศ ดังนั้นแม้ลำดับของ.องค์หญิงห้าจะสูงกว่าจิ้งอ๋อง แต่อายุน้อยกว่า จึงเรียกเขาว่าเสด็จพี่


จิ้งอ๋องปฏิเสธทันที “ไม่ได้หรอก สูตรอาหารนี้กว่าข้าจะขอมาได้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ทั้งยังลงนามทำสัญญาแล้วด้วยว่าห้ามบอกคนอื่น หากเจ้าอยากได้ก็ไปขอเอาเองสิ”


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงยังกังวลว่า จิ้งอ๋องดื่มสุราไปมากอาจจะเมาจนหลุดปากบอกก็เป็นได้ แต่เมื่อเห็นเขาเชื่อถือได้เช่นนี้จึงติดสินใจทันทีว่า คืนนี้จะส่งวัตถุดิบมาให้เขาเพิ่มจากที่คิดไว้อีกหน่อย อืม แล้วจะเพิ่มเสื้อขนสัตว์อ่อนหนาๆ ให้เขาอีกสักสองตัวด้วย!


องค์หญิงห้าได้ยินดังนั้นก็ไม่พอใจทันที เสด็จพี่หกบอกให้นางไปขอเอาเองอย่างนั้นหรือ!


นางเป็นถึง.องค์หญิง ต้องการสิ่งใดแค่เอ่ยคำเดียวก็ได้มาแล้วไม่ใช่หรือ!


อีกอย่าง สองสามีภรรยาตระกูลลู่คู่นั้นก็มาจากครอบครัวบ้านนอก มีสิทธิ์อะไรให้นางไปร้องขอพวกเขาด้วย!


“นี่! เจ้านั่นแหละ! เดี๋ยวส่งสูตรอาหารมาให้ข้าด้วยล่ะ ได้ยินหรือไม่?”


องค์หญิงห้ามองไปที่เหอจิ่วเหนียง และกล่าวด้วยน้ำเสียงโอหัง ฟังแล้วไม่ใช่การขอเลย แต่เป็นคำสั่งชัดๆ ทั้งยังเป็นคำสั่งที่ใช้ท่าทางแย่มากอีกด้วย


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองนางแวบหนึ่ง และก้มหน้าก้มตากินของตัวเองต่อ แสร้งทำเป็นไม่ได้ยิน


“นี่! ข้ากำลังพูดกับเจ้าอยู่นะ! เจ้าทำท่าทางเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรฮะ?”


องค์หญิงห้าตบโต๊ะเสียงดังปัง ด้วยออกแรงตบมากไปหน่อยจึงเจ็บเสียเอง สีหน้าพลันเหยเกเล็กน้อย แต่ก็ยังฝืนเก็บอาการเอาไว้ได้


ลู่ไป่ชวนกำลังจะเป็นคนตอบกลับไป แต่ถูกเหอจิ่วเหนียงแตะแขนห้ามเอาไว้ นางเอ่ยเสียงเบา “อีกฝ่ายเป็นสตรี ท่านไม่สะดวกหรอก ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าจัดการก็พอแล้ว”


ปกติเวลาอยู่ข้างนอก เหอจิ่วเหนียงจะเก็บซ่อนความสามารถของตัวเองไว้ มีเรื่องอะไรก็จะให้ลู่ไป่ชวนเป็นคนจัดการ แต่สถานการณ์ตรงหน้าตอนนี้ นางเป็นคนลงมือเองจะสะดวกกว่า


เห็นเหอจิ่วเหนียงยังคงทำท่าไม่สนใจ องค์หญิงห้าก็ยิ่งโกรธ 


จิ้งอ๋องเอ่ยขึ้น “ชิงอวี่ พอได้แล้ว เจ้าอยากขอซื้อสูตรอาหารของฮูหยินลู่ ก็เตรียมของขวัญเล็กๆน้อยๆ ไปตกลงกันที่จวนนางวันหลัง อย่ามาก่อเรื่องในงานเลี้ยง!”


“เสด็จพี่หก ท่านพูดอะไรกันเพ.คะ น้องถูกใจสูตรอาหารของนางก็ถือเป็นเกียรติของพวกเขาสกุลลู่แล้ว พวกเขาควรรีบนำมาให้จึงจะถูก เหตุใดต้องให้น้องไปเยือนถึงจวนด้วย พวกเขาคู่ควรให้น้องทำเช่นนั้นหรือ!”


องค์หญิงห้าหันขวับไปที่เหอจิ่วเหนียง จับจ้องนางเขม็ง ผู้หญิงคนนี้แค่ได้รับความเมตตาจากพวกเสด็จพี่ไม่กี่ครั้งก็ทำตัวเย่อหยิ่งไม่เห็นนางอยู่ในสายตาแล้ว คอยดูเถอะว่าต่อจากนี้นางจะสั่งสอนผู้หญิงคนนี้เช่นไร!


“บังอาจ! ฮูหยินลู่เป็นสหายของข้า เจ้าพูดจาเคารพนางหน่อย!”


จิ้งอ๋องโกรธขึ้นทันควัน องค์หญิงห้าติดนิสัยใช้อำนาจเพื่อให้ได้สิ่งที่ตัวเองต้องการมาโดยตลอด ตอนแรกเขายังคิดเอาไว้ว่า เดี๋ยวจะไปเจรจากับเหอจิ่วเหนียงให้ขายสูตรอาหารให้นางสักหน่อย ตอนนี้ดูท่าคงเป็นไปไม่ได้แล้ว เหอจิ่วเหนียงเป็นคนที่แค้นฝังใจมาก


“เสด็จพี่ น้องเป็น.องค์หญิงนะเพ.คะ! นางต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายเคารพน้อง แต่เสด็จพี่ดูนางสิเพ.คะ แสร้งทำเป็นหูหนวกตา.บอด เห็นชัดๆว่านางไม่เห็น.องค์หญิงอย่างน้องอยู่ในสายตาเลย!”


องค์หญิงห้านั่งอยู่ตรงข้ามกับเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้นางกำลังจ้องหน้าอีกฝ่ายเขม็ง


“นี่เจ้า…”


จิ้งอ๋องกำลังจะพูดต่อ แต่กลับเห็นเหอจิ่วเหนียงยกมือห้ามเอาไว้ และนางก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นเอง “องค์หญิงฉลาดมากเพ.คะ หม่อมฉันไม่เห็น.องค์หญิงอยู่ในสายตาจริงๆ ทำไมเพ.คะ มีปัญหาอะไรหรือไม่? หม่อมฉันรู้จัก.องค์หญิงหรือ? ก็ไม่ แล้วเหตุใดต้องเห็น.องค์หญิงอยู่ในสายตาด้วย องค์หญิงก็ช่างประเมินตัวสูงเสียจริง ละอายใจบ้างเถอะนะเพ.คะ ขอร้องละ!”


คนอื่นๆได้ยินดังนั้นถึงกับตกตะลึงพรึงเพริดอีกครั้ง 


สตรีผู้นี้…กล้ามากจริงๆ!


นี่เป็นถึง.องค์หญิงห้าเชียวนะ! นางกล้าตอบกลับเช่นนี้เชียวหรือ!


คิดไม่ถึงเลยว่า นางจะกล้าว่าองค์หญิงไร้ยางอาย!


องค์หญิงห้าโดนด่าก็ถึงกับอึ้งค้าง นางเติบโตมาจนถึงป่านนี้ มีแค่นางเท่านั้นที่มีสิทธิ์ด่าคนอื่น ไม่เคยถูกคนอื่นด่าเช่นนี้มาก่อน!


“นี่เจ้า…เจ้าว่าอะไรนะ!”


องค์หญิงห้ากัดฟันกรอดด้วยความโกรธ นางแทบอยากเข้าไปฉีกปากเหอจิ่วเหนียงให้ขาดจริงๆ


“หม่อมฉันบอกว่า หม่อมฉันไม่เคยเห็นใครไร้ยางอายแล้วยังมีหน้ามาใช้อำนาจข่มขู่คนอื่นอย่าง.องค์หญิงมาก่อนเพ.คะ วันนี้องค์หญิงทำให้หม่อมฉันได้เปิดหูเปิดตาจริงๆเพ.คะ”


ทันใดนั้นบรรยากาศโดยรอบก็เงียบสงัด ในงานเลี้ยงที่เต็มไปด้วยแขกผู้สูงศักดิ์ ใครจะคิดว่านางจะกล้าเอ่ยวาจาหยาบคายดูหมิ่น.องค์หญิงซึ่งๆหน้าเช่นนี้!


จบเห่ จบเห่แล้ว! 


ตระกูลลู่เพิ่งจะตั้งตัวได้ไม่นาน ก็ถูกสตรีผู้นี้ทำลายลงแล้ว


ทุกคนจึงตระหนักได้ทันทีว่า การผูกมิตรกับตระกูลลู่เป็นการตัดสินใจที่ไม่ผิดพลาดยิ่งนัก


“เจ้าพูดเกินไปแล้วนะ! นี่เป็นถึง.องค์หญิงห้า พระธิดาที่ฝ่าบาททรงรักมากที่สุดเชียวนะ เจ้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วใช่หรือไม่?”


ขณะที่ทุกคนนิ่งเงียบ ก็มีสตรีคนหนึ่งลุกขึ้นด้วยความไม่พอใจ เป็นคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ที่มีความสัมพันธ์อันดีกับองค์หญิงห้า ในใจของนางคิดจะใช้โอกาสนี้เลียแข้งเลียขาองค์หญิงห้าจึงออกหน้าเช่นนี้


เหอจิ่วเหนียงปรายตามองไปที่นาง “ดูเหมือนว่าวันนี้จะมีคนไร้ยางอายไม่น้อยเลย”


“นี่เจ้า!”


ในตอนนี้จิ้งอ๋องไม่เปล่งวาจาใดอีกต่อไป ได้แต่นั่งดูสถานการณ์เงียบๆ ไม่รู้ทำไม จู่ๆเขาก็รู้สึกสงสัยมากว่า เหอจิ่วเหนียงจะสั่งสอนน้องสาวของเขาคนนี้อย่างไร


ถึงอย่างไรเมื่อครู่เขาก็ช่วยน้องสาวพูดแล้ว เป็นชิงอวี่เองที่ปฏิเสธ เช่นนั้นก็อย่ามาโทษเขาแล้วกัน


เฉินอ๋องกับพระชายาก็ไม่มีท่าทีจะเปล่งวาจาใดเช่นกัน พวกเขาล้วนมองเห็นว่า องค์หญิงห้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเหอจิ่วเหนียงเลย อยู่ดูเฉยๆก็พอ


ส่วนลู่ไป่ชวนนั้น…


ใครเลยจะรู้ว่า ขณะที่ภรรยาของเขาปากกำลังดุด่าคนอื่น มือของนางกลับกำลังลูบไล้ต้นขาของเขาวนไปวนมาอยู่ ตอนนี้ตัวเขาเกร็งไปหมด ไม่กล้าขยับเขยื้อนเลย เพราะกลัวคนอื่นจะสังเกตเห็น


องค์หญิงห้าส่งเสียงกรีดร้องออกมาอย่างบ้าคลั่ง “อ๊าย อ๊าย อ๊าย! ใครก็ได้ มาจับนางสารเลวนี่ให้ข้าเดี๋ยวนี้! ข้าจะสั่งสอนนางให้เข็ดหลาบ!”


ได้ยินดังนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด นิ้วเรียวกรีดกรายจับกระดูกเป็ดที่เพิ่งแทะเสร็จเมื่อครู่ขึ้นมา และขว้างไปที่ปากของ.องค์หญิงห้าที่กำลังกรีดร้องอย่างแม่นยำ…


ตอนที่ 598: ถูกบีบให้โต้กลับ


องค์หญิงห้าไม่ทันตั้งตัว รู้สึกแค่ว่าเจ็บปากเหมือนมีบางอย่างเข้าไป กระแทกเหงือกอย่างฉับพลัน พริบตาต่อมาก็รู้สึกได้ถึงกลิ่นคาวเลือดในปาก


ทุกคนตกตะลึง อ้าปากค้างจนแทบจะห้อยลงมาถึงพื้น สตรีผู้นี้ด่าองค์หญิงไม่พอ ยังกล้าทำร้ายร่างกาย.องค์หญิงด้วย นี่นางไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วจริงๆสินะ!


แล้วสามีที่นั่งอยู่ข้างๆนั่นเป็นอะไรไปแล้วล่ะ ภรรยาตัวเองก่อเรื่องขนาดนี้แล้วยังนั่งตัวแข็งเป็นหินอยู่ได้อีก ไม่คิดอยากจะเอาตัวรอดแล้วหรืออย่างไร!


ใบหน้าเหอจิ่วเหนียงยังคงมีรอยยิ้มราบเรียบประดับไว้ ทำให้คนมองแล้วนึกถึงคำว่า ‘สตรีงูพิษ’ ขึ้นมาทันที


ถึงขั้นนี้แล้วยังจะยิ้มออกอีก ไม่ใช่สตรีงูพิษแล้วจะอะไรได้อีกเล่า!


“องค์หญิงยังอยากสั่งสอนหม่อมฉันอยู่อีกหรือไม่เพ.คะ?”


ขณะเอ่ยถาม เหอจิ่วเหนียงยังกระดิกนิ้วท้าทายราวกับไม่หวั่นกลัวต่อสิ่งใดเลยอีกด้วย


องค์หญิงห้าพยายามขย้อนกระดูกออกมา และอยากจะพูดบางอย่าง แต่กลับรู้สึกเจ็บปากมากจนพูดไม่ออก ทำได้แค่โกรธจนน้ำตาไหล นี่เป็นการถูกรังแกครั้งที่น่าสังเวชที่สุดของนางแล้ว


ขุนนางที่อยู่ในงานเลี้ยงบางส่วนทนดูต่อไปไม่ได้ ต่อให้องค์หญิงห้าจะใช้อำนาจบาตรใหญ่เช่นไรแต่นางก็เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ มีเกียรติสูงส่ง จะให้ภรรยาขุนนางคนหนึ่งมารังแกเช่นนี้ได้อย่างไร


“ใต้เท้าลู่ ท่านไม่คิดจะห้ามปรามฮูหยินของตัวเองหน่อยหรือ ถึงอย่างไรองค์หญิงห้าก็เป็นถึง.องค์หญิง และยังเป็นพระธิดาที่ฝ่าบาททรงรักมากที่สุด ท่านทำเช่นนี้ไม่เห็นฝ่าบาทอยู่ในสายตาเลยหรืออย่างไร?”


ชายวัยกลางคนคนหนึ่งอายุราวสี่สิบกว่าปีลุกยืนขึ้น มองสองสามีภรรยาตระกูลลู่ด้วยสายตาเด็ดขาดจริงจัง เขารู้สึกว่าเรื่องวุ่นวายครั้งนี้ช่างเหลวไหลสิ้นดี มีที่ไหนกัน ขุนนางกล้ารังแกพระธิดาในฮ่องเต้เช่นนี้


ลู่ไป่ชวนพูดขึ้นด้วยน้ำเสียงเฉยชา “หากข้าจำไม่ผิด ผู้ที่หาเรื่องก่อนคือองค์หญิงห้า หลังจากฮูหยินของข้า.มอบของขวัญให้ท่านอ๋องเสร็จก็นั่งกินอยู่ข้างๆข้าตรงนี้ด้วยความเรียบร้อยตลอด ไม่ได้ทำอะไรเลย หาก.องค์หญิงห้าไม่มาดูถูกพวกเราว่าเกิดในตระกูลต่ำต้อยก่อน เป็นฝ่ายหาเรื่องก่อน ฮูหยินข้าก็คงไม่ถูกบีบให้โต้กลับเช่นนี้”


ว่าอย่างไรนะ!


ใต้เท้าท่านนั้นคิดว่าตัวเองฟังผิดไป ถูกบีบให้โต้กลับอย่างนั้นหรือ?


เขากล่าววาจาเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร!


ตอนนี้มุมปากของ.องค์หญิงห้าถึงขั้นเลือดไหลออกมาแล้ว เขาตาบอดไปแล้วรึ!


ขุนนางท่านนี้เดิมทีตั้งใจจะยื่นฎีกาในวันพรุ่งนี้ ฟ้องร้องเรื่องที่ลู่ไป่ชวนปล่อยให้ฮูหยินของตัวเองรังแก.องค์หญิง แต่พอนึกขึ้นได้ว่าตอนนี้ฮ่องเต้แทบไม่ยุ่งเรื่องในราชสำนักเลย เรื่องในราชสำนักล้วนอยู่ในความดูแล.ของเฉินอ๋อง และเฉินอ๋องก็อยู่ในเหตุการณ์นี้ด้วย แต่กลับไม่ออกหน้าเปล่งวาจาใดเลย ท่าทางของเขาก็แสดงให้เห็นชัดเจนแล้ว… 


…หรือว่าองค์หญิงห้าจะต้องยอมกล้ำกลืนกับความอัปยศนี้จริงๆ


ขุนนางผู้นี้ค่อนข้างหัวโบราณ มองว่าฮ่องเต้ก็คือฮ่องเต้ ขุนนางก็คือขุนนาง ต่อให้องค์หญิงห้าจะเป็นฝ่ายผิด แต่เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ควรทำเช่นนี้ ดังนั้นจึงยังมองว่าเป็นความผิดของเหอจิ่งเหนียงอยู่ดี


แต่เห็นได้ชัดว่าสามีของนางและอ๋องทั้งสองล้วนเข้าข้างเหอจิ่วเหนียง ชั่วขณะนั้นเขาจึงโมโหจนพูดไม่ออก


จิ้งอ๋องเห็นว่าขุนนางผู้นี้เป็นคนของตนเอง จึงเอ่ยขึ้น “ใต้เท้าฉี นี่ก็เป็นแค่เรื่องกระทบกระทั่งกันเล็กๆน้อยๆ ระหว่างฮูหยินลู่กับน้องสาวข้า ไม่ต้องถือสามากหรอกน่า”


นี่เป็นการบอกเป็นนัยว่า เขาไม่ต้องยุ่งเรื่องนี้ ใต้เท้าฉีรู้สึกเหมือนมีบางอย่างอัดแน่นอยู่ใน.อก อึดอัดจนหายใจไม่สะดวก ไม่เข้าใจเลยว่าจิ้งอ๋องคิดอะไรอยู่ แค่ไม่กี่วัน เหตุใดถึงเข้าข้างเหอจิ่วเหนียงขนาดนี้?


ได้ยินมาว่าเหอจิ่วเหนียงไม่เพียงมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศเท่านั้น แต่ฝีมือเรื่องพิษของนางก็ยังยอดเยี่ยมอีกด้วย หรือว่า…นางจะแอบวางยาบางอย่างกับจิ้งอ๋อง!


เมื่อความคิดนี้ผุดขึ้นมา ใต้เท้าฉีก็ยิ่งรู้สึกว่ามีความเป็นไปได้ ไม่อย่างนั้นจิ้งอ๋องกับเฉินอ๋องที่ขัดแย้งกันมาตลอด เหตุใดวันนี้จิ้งอ๋องกลับเชิญเฉินอ๋องมาร่วมงานเลี้ยงได้ล่ะ? 


ไหนจะหลินอ๋องที่ปกติสนิทสนมกับจิ้งอ๋องมาโดยตลอด วันนี้กลับหายเงียบไม่เห็นแม้แต่เงา หรือว่าเรื่องนี้มีอะไรที่เขายังไม่รู้?


ใต้เท้าฉีชะงักไป ก่อนจะเริ่มเทความคิดไปเรื่องที่ว่าจิ้งอ๋องมีเรื่องอะไรปิดบังเขาอยู่หรือไม่ ส่วนเรื่อง.องค์หญิงห้าถูกรังแกนั้น เขาลืมไปตั้งนานแล้ว


เหอจิ่วเหนียงเห็นใต้เท้าฉีไม่พูดอะไรอีก จึงยิ้มพลางกล่าว “องค์หญิงห้า หม่อมฉันก็เป็นคนเช่นนี้ ใครไม่หาเรื่องหม่อมฉัน หม่อมฉันก็ไม่ไปหาเรื่องใคร แต่ถ้ามีใครมาหาเรื่องหม่อมฉันก่อน หม่อมฉันก็ไม่อาจปล่อยไปง่ายๆได้ ท่านเป็น.องค์หญิง หม่อมฉันไม่สะดวกที่จะลงมือจัดการเอง แต่ได้ยินว่าท่านเป็นพระธิดาที่ฮ่องเต้ทรงรักมากที่สุด เช่นนั้นหม่อมฉันคงต้องไปกราบทูลต่อฮ่องเต้แล้วเพ.คะ”


แม้จะพูดเช่นนี้ แต่สิ่งที่เหอจิ่วเหนียงคิดจริงๆก็คือ เช้าวันพรุ่งนี้ นางจะไม่ไปฝังเข็มให้ฮ่องเต้แล้ว หากฮ่องเต้ไม่ให้องค์หญิงห้ามาขอโทษนางที่จวน นางก็จะแกล้งป่วยไม่เข้าวัง ดูซิว่าฮ่องเต้จะรักพระวรกายตัวเองมากกว่า หรือรักพระธิดาคนนี้มากกว่า


เหอจิ่วเหนียงก็ใช่ว่าจะเจ้าคิดเจ้าแค้นกับเด็กสาวเจ้ายศไม่ยอมเลิกรา แต่.องค์หญิงห้าผู้นี้กวนประสาทเกินไปจริงๆ และหลายคนก็คิดว่าพวกเขามาจากครอบครัวชาวนาบ้านนอก จะดูถูกพวกเขาอย่างไรก็ได้ นางจึงถือโอกาสนี้เพื่อเป็นการประกาศให้ทุกคนรู้ว่า แม้พวกเขาจะมาจากบ้านนอก แต่ก็ใช่ว่าจะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ


องค์หญิงห้านางก็ลงมือจัดการได้ ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงคนอื่นเลย


เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ นางก็เหลือบมองพวกเฉิงหยางโหวซื่อจื่อที่นั่งอยู่ไม่ไกลด้วยแววตาราบเรียบวูบหนึ่ง คนพวกนั้นรับรู้ได้ถึงสายตาตักเตือน จึงสะดุ้งโหยงด้วยความหวาดกลัว


เดิมทีคิดว่าลู่ไป่ชวนเป็นคนที่รับมือได้ยากแล้ว คิดไม่ถึงเลยว่าคนที่รับมือได้ยากกว่าก็คือเหอจิ่วเหนียง


สตรีผู้นี้แม้จะรูปโฉม.งดงาม ขณะเอื้อนเอ่ยวาจาก็ยิ้มแย้ม ทว่ามักจะทำให้คนรู้สึกเสียวสันหลังวาบอยู่ร่ำไป


สตรีผู้นี้ไม่ได้ดูเรียบง่ายเหมือนที่เห็นภายนอกเลย จากที่นางคว้ากระดูกชิ้นเล็กๆ ขึ้นมาขว้างอย่างไม่ใส่ใจ ก็ทำให้องค์หญิงห้าถึงกับพูดไม่ออกได้ เช่นนี้ก็รู้แล้วว่าต้องเป็นยอดฝีมือแน่


แต่นี่…เป็นไปได้อย่างไรกัน!


ครอบครัวนี้เป็นครอบครัวบ้านนอกไม่ใช่หรือ หรือว่าในสถานที่กันดารจะมีเสือซ่อนตัวมังกรซ่อนกายอยู่จริงๆ แม้แต่หญิงสาวชาวบ้านก็ยังเป็นยอดฝีมือได้


องค์หญิงห้าพูดไม่ออก ทั้งยังถูกเหอจิ่วเหนียงข่มขู่ คนรอบข้างก็ไม่มีใครช่วยนางได้เลย ในใจรู้สึกกล้ำกลืนมาก จึงทำได้แค่พาสาวใช้กลับไป


งานเลี้ยงยังคงดำเนินต่อไป กระทั่งเมื่องานเลี้ยงจบลง จิ้งอ๋องก็ตั้งใจมาขอโทษเหอจิ่วเหนียง


“วันนี้ข้าต้องขอโทษเจ้าจริงๆ ที่ทำให้เจ้าถูกคนกลั่นแกล้งครั้งแล้วครั้งเล่า แต่เจ้าวางใจได้ ทางด้านเฉิงหยางโหวซื่อจื่อกับชิงอวี่ข้าจะตักเตือนพวกเขาเอง”


หลังจากที่ได้รับของขวัญสามอย่างจากเหอจิ่วเหนียง จิ้งอ๋องก็มองว่าพวกเขาสองสามีภรรยาเป็นสหายรักของตัวเองไปแล้ว ในงานเลี้ยงเกิดเรื่องพวกนี้ขึ้นกับสหายทั้งสอง เป็นเพราะเขาไม่รอบคอบเอง


หากครั้งหน้ามีโอกาสจัดงานเลี้ยงเชิญพวกเขาอีก เขาจะจัดการเรื่องพวกนี้ให้เรียบร้อยก่อนล่วงหน้าแน่นอน


เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ใช่คนไร้เหตุผล หลังจากเกิดเรื่อง จิ้งอ๋องก็ช่วยพูดแทนนางตลอด อีกทั้งพวกเขาก็ไม่ได้เสียหายอะไรเลย นางจึงโบกมือพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับท่านอ๋องเสียหน่อย 


อ้อ จริงสิ เพื่อเป็นการขอบคุณท่านอ๋องที่ช่วยพูดแทนหม่อมฉันเมื่อครู่ เดี๋ยวหม่อมฉันจะให้คนนำเครื่องเทศเป็ดดำลู่มาให้ท่านเพิ่มอีกหน่อย เครื่องเทศนั้นทำอะไรก็อร่อย ชายแดนเป็นที่ทุรกันดาร ท่านอ๋องรักษาสุขภาพด้วย”


ขณะกล่าวทั้งสองก็ยกมือคารวะจิ้งอ๋องไปด้วย จิ้งอ๋องรู้สึกอบอุ่นหัวใจมาก จึงยิ้มพลางกล่าว “เช่นนั้นก็ขอบใจเจ้ามาก!”


หลังจากสองสามีภรรยาลู่กลับไปได้ไม่นานนัก รถม้าของตระกูลลู่ก็มาเยือนจวนจิ้งอ๋องอีกครั้ง ไม่เพียงแค่นำเครื่องเทศมาส่งเท่านั้น ยังมีเสื้อขนสัตว์หนาๆหลายตัวอีกด้วย จิ้งอ๋องรู้สึก.อบอุ่นใจเป็นล้นพ้น ตั้งแต่เด็กจนเติบใหญ่ แม้แต่เสด็จพ่อกับเสด็จแม่ก็ไม่เคยใส่ใจเขาถึงเพียงนี้


ลู่ไป่ชวนกับภรรยาคู่นี้ เขาตัดสินใจแน่แล้วว่าจะผูกมิตรเป็นสหาย ต่อไปใครกล้าแตะต้องพวกเขา ก็เท่ากับตั้งตนเป็นศัตรูกับเขาด้วย!


ตอนที่ 599: ใจอ่อนแล้วก็ยิ่งจัดการง่าย


อีกทางด้านหนึ่ง เฉินอ๋องกับพระชายาก็เดินทางกลับจวนของตัวเอง ทั้งสองอารมณ์ดีตลอดทาง


พระชายาเอ่ยขึ้น “หม่อมฉันชื่นชอบนิสัยของจิ่วเหนียงมากจริงๆเพ.คะ นิสัยของชิงอวี่หม่อมฉันทนดูไม่ได้มานานแล้ว ในฐานะพี่สะใภ้ก็พูดอะไรได้ไม่มาก เมื่อครู่เห็นจิ่วเหนียงสั่งสอนนาง ข้าก็แอบพอใจไม่น้อย หวังว่านางจะเข็ดหลาบรู้คิดขึ้นมาได้บ้าง จะได้ไม่หาเรื่องใส่ตัวอีก”


องค์หญิงห้าชิงอวี่ เนื่องจากเสด็จแม่ของนางเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้ นางจึงเป็นพระธิดาที่ฮ่องเต้ทรงรักมาก ถูกเลี้ยงดูอย่างตามใจมาตั้งแต่เด็กจนเสียนิสัยแล้ว ใครพูดก็ไม่ฟัง ปกติแม้แต่กับเหล่าสะใภ้อย่างพวกนางชิงอวี่ก็ทำนิสัยหยิ่งยโสโอหัง นางไม่พอใจก็ทำได้แค่.อดทนไว้ คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้สหายรักของนางจะช่วยระบายความอัดอั้นใจแทนนางได้ ช่างสะใจยิ่งนัก


เฉินอ๋องเห็นดังนั้นก็.ยกมือหยิกแก้มนางเบาๆ และยิ้มพลางกล่าว “เจ้าน่ะ หากเมื่อครู่ข้าไม่บังให้เจ้า คาดว่าคนอื่นคนเห็นใบหน้ายิ้มแย้มสะใจของเจ้าไปแล้ว”


“ฮี่ๆๆ ก็มันทนไม่ได้จริงๆนี่เพ.คะ น่าอิจฉาจิ่วเหนียงจริงๆ เมื่อไรหม่อมฉันจะเป็นตัวของตัวเองได้แบบนางบ้างนะ”


เมื่อพูดถึงตรงนี้ สีหน้าของพระชายาก็เต็มไปด้วยความรู้สึกอิจฉาอย่างสุดหัวใจ หากนางสามารถทำทุกอย่างได้ตามอำเภอใจเช่นนั้นบ้างก็คงจะดี


“เจ้าทำได้ทุกเมื่อ”


ริมฝีปากของเฉินอ๋องยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม และให้คำตอบที่หนักแน่นกับนาง


“หา?”


พระชายาคิดว่าตนเองหูฝาดไป มองหน้าเฉินอ๋องอย่างงุนงง


เฉินอ๋องอธิบาย “ลู่ไป่ชวนเป็นแค่ขุนนางระดับสาม ตำแหน่งเล็กๆแค่นั้นยังปกป้องฮูหยินของตัวเองได้ แต่ข้าเป็นรองเพียงแค่ฮ่องเต้คนเดียว จะให้ชายาของตัวเองทนกล้ำกลืนใจได้อย่างไรล่ะ ต่อไปเจ้าอยากทำสิ่งใดก็ทำได้เลย ต่อให้ฟ้าต้องถล่มลงมา ก็มีสามีอย่างข้าคอยแบกรับให้เจ้า”


สิ่งที่เฉินอ๋องพูดล้วนเป็นคำพูดจากใจ ในคืนนี้เขาได้เรียนรู้อะไรมากมายจากลู่ไป่ชวน ภรรยาของตนเองก็ควรตามใจนาง


นางก่อเรื่อง เขาก็ยิ้ม


ในที่สุดเขาก็ได้เข้าใจความหมายของคำว่า ‘แค่ได้ครองคู่รักกันก็ดียิ่งกว่าได้เป็นเซียน’ อย่างแท้จริงแล้ว


เพราะเหอจิ่วเหนียง ฮ่องเต้จึงเปลี่ยน.อคติที่เคยมีต่อเขาตลอดมา กลายเป็นดีกับเขาไม่น้อย และเริ่มเชื่อใจเขา ไม่เพียงมอบอำนาจงานในราชสำนักให้เขาจัดการเท่านั้น ยังนำใบชาที่หลินอ๋องถวายส่งมาให้เขาที่จวนทันทีอีกด้วย ตอนนี้แม้เขาจะไม่ใช่องค์รัชทายาท และอำนาจของฮ่องเต้ยังแข็งแรง แต่สิ่งที่เขาอยากทำก็สามารถทำได้ นี่ก็ดีกว่าแต่ก่อนมากแล้ว ไม่มีเหตุผลที่ต้องให้ชายาของตัวเองต้องทนกล้ำกลืนใจอีก


พระชายาได้ยินดังนั้นก็น้ำตาคลอ นางรู้สึกว่าตนเองโชคดีมากที่ได้เจอกับสามีที่รักนางผู้นี้


อ๋อง.องค์อื่นหรือคุณชายคนอื่นๆ ล้วนมีหญิงงามมากมาย มีเรื่องเรือนเล็กเรือนน้อยวุ่นวายเต็มไปหมด แต่ในจวนเฉินอ๋องมีแค่นางคนเดียว แต่งงานกันมาหลายปี ความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาไม่เปลี่ยนแปลงเลย และเฉินอ๋องก็เป็นคนที่ชอบเรียนรู้แต่สิ่งดีๆ เห็นการใช้ชีวิตคู่ของลู่ไป่ชวนกับภรรยา เขาก็เอามาปรับใช้เพื่อให้นางมีความสุข


นางควรจะพอใจแล้ว


“ท่านอ๋อง มีท่านอยู่ด้วยช่างดีจริงๆเพ.คะ”


“ข้าก็เหมือนกัน มีเจ้าอยู่ด้วยกันมันดีมากจริงๆ”


ทั้งสองกอดกันอย่างหวานชื่น ครู่หนึ่งเฉินอ๋องก็เอ่ยขึ้น “พรุ่งนี้เจ้าไปดูของในคลัง เลือกของขวัญไปให้ฮูหยินลู่สักหน่อย ที่น้องหกคิดได้ และแสดงท่าทีที่ดีขึ้นกับข้าเช่นนี้ ล้วนเป็นเพราะความดีความชอบของฮูหยินลู่ เราต้องจดจำบุญคุณนี้ของนาง”


ผู้จะขึ้นครองบัลลังก์ จะมองไม่เห็นเรื่องพวกนี้ได้อย่างไร


ได้ยินมาว่า วันที่จิ้งอ๋องไปขอโทษฮูหยินลู่ที่จวน เขาอยู่ที่จวนตระกูลลู่พักใหญ่ เฉินอ๋องรู้ได้ทันทีว่าฮูหยินลู่คงแอบช่วยเหลือตนอยู่ลับๆแน่ และเป็นดังคาดจริงๆ วันนี้ถึงขั้นเชิญเขามาร่วมงานเลี้ยงด้วย หากเป็นเมื่อก่อนไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอน


และเมื่อครู่ยังได้ยินคนรอบข้างพูดกันอีกด้วยว่า ลู่ไป่ชวนกับภรรยา.มอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้จิ้งอ๋อง นี่ก็หมายความว่าทั้งสองผูกมิตรกันแล้ว


ลู่ไป่ชวนเป็นคนของเขา กลับมอบของขวัญชิ้นใหญ่ให้จิ้งอ๋องอย่างเปิดเผย นั่นก็เท่ากับเป็นตัวแทนเขาด้วย


เดิมทียังกลัดกลุ้มใจอยู่เลยว่าจะผูกมิตรกับเหล่าพี่น้องอย่างไร คิดไม่ถึงเลยว่าเหอจิ่วเหนียงจะจัดการได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ เขาจะต้องขอบคุณนางให้ดีที่สุด


“เพ.คะ จิ่วเหนียงเป็นสตรีที่เฉลียวฉลาด ทั้งยังเป็นตัวของตัวเองได้อย่างอิสระ หม่อมฉันยิ่งชอบนางมากขึ้นเรื่อยๆแล้วเพ.คะ! น่าอิจฉาใต้เท้าลู่จริงๆ เหตุใดถึงโชคดีเพียงนี้นะ ได้แต่งงานกับภรรยาที่ดีเช่นนี้!”


พระชายาเอ่ยชมไม่หยุดปาก จนทำให้เฉินอ๋องถึงกับหลุดหัวเราะออกมา ดูจากท่าทางของนาง หากนางเป็นบุรุษ คาดว่าคงแย่งฮูหยินของลู่ไป่ชวนมาเป็นของตัวเองเป็นแน่

....

ยามดึกสงัด


จิ้งอ๋องเตรียมจะล้างหน้าล้างตาเข้านอน ทันใดนั้นพ่อบ้านในจวนก็เข้ามารายงาน “ท่านอ๋อง เมื่อครู่หลินอ๋องให้คนนำของขวัญมาส่ง พร้อมกับจดหมายหนึ่งฉบับพ่ะย่ะค่ะ”


จิ้งอ๋องชะงักเท้าลงทันที หลังจากที่รู้ว่าตัวเองถูกหลอก เขาก็ไม่พูดถึงหลินอ๋องอีกเลย ไม่แม้กระทั่งคิดจะไปถามเอาความจากเขาด้วยซ้ำ


เขากับหลินอ๋องสนิทสนมกันมาตั้งแต่เด็ก เมื่อก่อนตอนที่หลินอ๋องแสดงท่าทีไม่สนใจเรื่องแย่งชิงบัลลังก์ เขายังพยายามโน้มน้าวอีกฝ่ายด้วยซ้ำ บอกว่าหลินอ๋องโง่เขลา เป็นเชื้อพระวงศ์เหมือนกันเหตุใดถึงไม่แย่งชิงสักตั้ง


ขนาดเฉินอ๋องที่เสด็จพ่อไม่ทรงโปรดยังพยายามเลย พวกเขาที่พอจะพูดกับเสด็จพ่อได้อยู่บ้างจะปล่อยโอกาสหลุดลอยไปได้อย่างไร


แต่หลินอ๋องกลับยิ้มอย่างใจเย็นตอบกลับ ราวกับคนที่ปลงเรื่องทางโลกแล้วก็มิปาน


แต่ในความเป็นจริงกลับปลอมตัวเป็นหลินอี้ผิง คอยยุยงปลุกปลั่นอยู่ข้างกายเขาตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลายๆครั้งถึงขั้นยุให้เขาส่งคนไปสังหารเฉินอ๋องอีกด้วย โชคดีที่เฉินอ๋องมีเมตตา ไม่คิดเอาความกับเขา ไม่อย่างนั้นความเป็นพี่น้องของพวกเขาไม่รู้จะต้องบาดหมางกันไปถึงเมื่อไร


มองดูจดหมายตรงหน้า จิ้งอ๋องรู้สึกว่าไม่มีอะไรน่าอ่าน หลินอ๋องรู้สึกว่าช่วงนี้ตัวเองสูญเสียอำนาจจึงอยากให้เขาช่วย และคงเขียนอะไรมาหลอกล่อเขาอีกทำนองนั้น


เดิมทีคิดว่าจะไม่อ่าน แต่เพราะความอยากรู้อยากเห็นชนะทุกสิ่ง จึงหยิบจดหมายขึ้นมาเปิดอ่านด้วยความหัวเสีย


คิดว่าหลินอ๋องจะเขียนคำไร้สาระยาวยืดเสียอีก ทว่าทันทีที่เปิดจดหมายออกกลับพบว่า ภายในมีเพียงคำหกคำ


‘น้องข้า รักษาตัวด้วย’


หากเป็นคำพูดยืดยาวจริงๆ จิ้งอ๋องยังพอมีเหตุผลให้หงุดหงิดได้บ้าง แต่คำพูดหกคำนี้ เขากลับไม่รู้เลยว่าควรรู้สึกอย่างไร


ในหัวพานนึกย้อนถึงภาพในวัยเด็ก ในใจเกิดความคิดเล็กๆขึ้นมาว่า ในตอนที่พวกเขายังเด็ก ความผูกพันที่พี่ห้ามีต่อเขาก็น่าจะเป็นความจริงกระมัง


“ท่านอ๋อง ของขวัญพวกนั้นควรทำเช่นไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”


พ่อบ้านที่อยู่ข้างๆถามขึ้น ดึงเขาออกจากห้วงภวังค์ในวันวาน จิ้งอ๋องจัดการอารมณ์ของตัวเองให้เป็นปกติ และกล่าว “เอาไปไว้ในห้องเก็บของเถอะ”


กล่าวจบก็ถือจดหมายกลับห้องไป


พ่อบ้านผู้เฒ่าถอนหายใจยาวออกมา เขารู้ว่าท่านอ๋องของเขาเป็นคนใจอ่อนมาตั้งแต่ไหนแต่ไร หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้ คงไม่เอาจดหมายนั่นให้เขาตั้งแต่แรก


หวังว่าท่านอ๋องไปชายแดนครั้งนี้ จะตัดขาดกับคนในเมืองหลวงเหล่านี้ได้จริงๆเสียที ไม่ว่าหลังจากนี้จะเกิดเรื่องวุ่นวายอะไรขึ้น ท่านอ๋องจะได้ไม่ถูกลากเข้าไปยุ่งเกี่ยวด้วยอีก

.....

ด้านจวนหลินอ๋อง


หลินอ๋องยืนอยู่ในลานบ้านเพียงลำพัง สองมือไพล่หลัง เงยหน้ามองท้องฟ้า


หิมะเริ่มตกลงมาอีกครั้ง แต่เขาเสมือนไม่รู้สึกเหน็บหนาวเลย ทั้งยังตั้งใจเอาหน้ารับหิมะ ไม่นานใบหน้าเขาก็ขาวโพลน


ลูกน้องคนหนึ่งเข้ามารายงาน “ท่านอ๋อง ของขวัญกับจดหมายถูกส่งไปที่จวนจิ้งอ๋องแล้วพ่ะย่ะค่ะ จิ้งอ๋องอ่านจดหมายและรับของขวัญแล้ว แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรพ่ะย่ะค่ะ”


“อืม”


หลินอ๋องตอบรับคำเบาๆ และไม่แสดงท่าทีว่าจะทำอะไรต่อ


องครักษ์ผู้นั้นรู้สึกสงสัย จึงถามขึ้น “ท่านอ๋อง ตอนนี้จิ้งอ๋องกับเฉินอ๋องดีกันแล้ว ทั้งยังเป็นสหายกับสองสามีภรรยาสกุลลู่คู่นั้นอีก เหตุใดท่านอ๋องต้อง…”


“ข้ามีเหตุผลของข้า เจ้าออกไปเถอะ”


“พ่ะย่ะค่ะ”


แม้ลูกน้องจะฉงนปานใด แต่ก็ไม่ได้ถามอะไรอีก และออกไปแต่โดยดี


หลินอ๋องยืนรับหิมะอยู่ในลานบ้านต่อ เพียงแต่ไม่มีใครสังเกตเห็น…ว่ามุมปากเขากำลังยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย


พวกเขาเติบโตด้วยกันมาตั้งแต่เด็ก เขารู้จักนิสัยของจิ้งอ๋องดี รับของแล้ว นั่นก็หมายความว่าเขาใจอ่อนแล้ว


ใจอ่อนแล้วก็ยิ่งจัดการง่าย


ตอนที่ 600: ควรรู้จักพอ


เช้าวันรุ่งขึ้น


ฮ่องเต้รอเหอจิ่วเหนียงมาฝังเข็มเหมือนทุกวัน ทว่าวันนี้รอแล้วรอเล่านางก็ไม่มาเสียที กลับเป็น.องค์หญิงห้าที่เดินพรวดพราดเข้ามาฟ้อง


เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อวานฮ่องเต้ทรงทราบแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นดึกมากแล้วจึงยังไม่ได้สนใจ เพื่อรักษาพระพลานามัยให้แข็งแรง ช่วงนี้เขาจึงเข้าบรรทมเร็ว


เมื่อวานปากของ.องค์หญิงห้ามีเลือดไหลจากการถูกสั่งสอน ผ่านมาหนึ่งคืนก็กลายเป็นบวมเป่ง ตอนนี้จะพูดจาก็ลำบาก พอเห็นฮ่องเต้ก็คุกเข่าร้องไห้ทันที


เดิมทีนางมาฟ้องตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว แต่ได้รับแจ้งว่าเสด็จพ่อทรงบรรทมแล้ว นางจึงรอให้เช้าก่อนค่อยมาเข้าเฝ้า


“เสด็จพ่อ เสด็จพ่อต้องจัดการให้ลูกนะเพ.คะ!” วาจาที่กระพอกออกมาจากปาก.องค์หญิงห้าฟังแทบไม่ชัดเนื่องจากปากบวมฉึ่ง


ฮ่องเต้เห็นสภาพของพระธิดาก็รู้สึกสงสารมาก ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นบุตรสาวที่ตนรักมาก


แต่นางหาเรื่องใครไม่หา ดันไปหาเรื่องเหอจิ่วเหนียง


จะให้เขาโกรธเหอจิ่วเหนียงได้อย่างไร ในเมื่อตอนนี้เขายังจำเป็นต้องให้เหอจิ่วเหนียงช่วยปรับสมดุลร่างกายให้เขาอยู่ ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืน เขาก็รู้ถึงต้นสายปลายเหตุแล้ว เป็นชิงอวี่ที่ไปหาเรื่องคนอื่นก่อน ถูกคนอื่นสั่งสอนกลับมาก็สมเหตุสมผลแล้ว สตรีผู้นั้นเป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ฮ่องเต้เองก็รู้ดี


“ดูเจ้าซิ หาเรื่องใครไม่หา ดันไปหาเรื่องเหอจิ่วเหนียง นางไม่ได้เหมือนคนอื่นนะ”


ฮ่องเต้ถอนหายใจยาวออกมา และโบกพระหัตถ์บอกให้องค์หญิงห้าลุกขึ้น


องค์หญิงห้าเห็นท่าทีเช่นนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเสด็จพ่อจะหาทางจบแบบเงียบๆ ทันใดนั้นนางจึงเดือดดาล “เสด็จพ่อไม่จัดการให้ลูก ลูกไม่ลุกเพ.คะ! เสด็จพ่อโปรดปรานนางเข้าแล้วใช่หรือไม่เพ.คะ!” แม้น้ำเสียงอู้อี้ แต่ความโกรธที่อยู่ภายในประโยคกลับแผลงฤทธิ์แผลงเดชชัดเจน


ถูกตามใจมาตั้งแต่เด็กจนเคยตัว นิสัยดื้อรั้นหยาบคาย แม้แต่วาจาเหล่านี้ก็พูดออกมาได้โดยไม่ไตร่ตรองเลยว่าเหมาะสมหรือไม่


“บังอาจ! เรากับนางบริสุทธิ์ใจต่อกัน ไม่มีเรื่องพวกนั้น!”


ฮ่องเต้แอบคิดในใจอย่างฮึดฮัด เขามีความคิดพวกนั้นอยู่บ้างก็จริง แต่ถึงอย่างไรเขาก็ไม่กล้า!


องค์หญิงห้าตกใจมาก นางไม่เคยเห็นพระบิดาโกรธเกรี้ยวเช่นนี้มาก่อน ฮ่องเต้ตรัสต่อโดยไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายได้พูดอะไร “เจ้าทำผิดแล้วยังไม่สำนึกไม่พอ ยังพูดจาดูหมิ่นเราอีก เราว่าเจ้านับวันยิ่งเลอะเลือนขึ้นทุกที ตำแหน่ง.องค์หญิงไม่อยากเป็นแล้วใช่หรือไม่!”


ควรทราบก่อนว่า ไม่ใช่พระธิดาในฮ่องเต้ทุกพระองค์ที่จะได้รับการแต่งตั้งเป็น.องค์หญิง มีเพียงพระธิดาที่ได้รับความโปรดปรานมากที่สุด จึงจะได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ ซึ่งการได้รับการแต่งตั้ง ก็จะได้รับที่นาดินดีและรายได้จากภาษี แต่หากถูกปลดตำแหน่ง สิ่งเหล่านี้ก็จะถูกยึดไปด้วย


องค์หญิงห้าก็เป็นหนึ่งในองค์หญิงเพียงไม่กี่คนที่ได้รับการแต่งตั้งบรรดาศักดิ์ ที่นางสามารถวางอำนาจบาตใหญ่ได้ก็เพราะมีเงินอยู่ในมือไม่น้อย สามารถใช้บงการให้คนอื่นทำตามที่นางต้องการได้ แต่หากถูกปลดบรรดาศักดิ์เมื่อใด ทุกอย่างที่มีอยู่ตอนนี้ก็จะหายไป ทั้งอาจถูกคนที่นางเคยล่วงเกินเอาไว้เหล่านั้นเอาคืนอีกด้วย


องค์หญิงห้าได้ยินดังนั้นก็ตกใจมาก นางคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเสด็จพ่อจะเข้าข้างฮูหยินขุนนางระดับสามได้ถึงขั้นนี้!


ปกป้องกันถึงขั้นนี้ ยังบอกว่าบริสุทธิ์ใจอีก ใครจะเชื่อล่ะ!


นางไม่พอใจมาก แต่ตอนนี้กลับไม่กล้าพูดอะไรมากเช่นกัน


และในขณะนั้น ขันทีน้อยคนหนึ่งเข้ามากราบทูล “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ตระกูลลู่ส่งคนมาแจ้งว่า วันนี้ฮูหยินลู่มาฝังเข็มให้พระองค์ไม่ได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ บอกว่านางไม่ค่อยสบาย อยากพักผ่อนสักสองสามวันพ่ะย่ะค่ะ”


สีพระพักตร์ฮ่องเต้พลันเปลี่ยนไป


ปกติเหอจิ่วเหนียงสุขภาพแข็งแรงอย่างกับหินผา จู่ๆจะมาเจ็บป่วยง่ายๆเช่นนี้ได้อย่างไร นี่มันอาการต่อต้านเพื่อต้องการให้เขาแสดงท่าทีบางอย่างชัดๆ


พวกสตรีนี่นะ แต่ละคนต่างก็เอาแต่ใจกันทั้งนั้น!


ฮ่องเต้เหลือบมองไปที่พระธิดาของตนเอง ขณะเดียวกันก็คิดถึงสุขภาพร่างกายของตนเองด้วย ชั่งน้ำหนักในใจสักพัก


และแล้วผู้เป็นตัวกลางก็คิดหาทางจัดการปัญหาได้


“กลับไปเถอะ เจ้าเป็นลูกของเรา เรื่องนี้เราจะไม่ถือโทษเจ้า แต่อย่าให้มีครั้งหน้าอีกเป็นอันขาด”


องค์หญิงห้าได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอึ้ง


นางต่างหากที่เป็นฝ่ายถูกทำร้ายร่างกาย เหตุใดเสด็จพ่อจึงตรัสว่าจะไม่ถือโทษนางล่ะ!


เหอจิ่วเหนียงลงไม้ลงมือกับนาง จะปล่อยผ่านไปง่ายๆเช่นนี้อย่างนั้นหรือ!


“แต่ว่า…”


“แต่อะไร?”


ดรุณีสูงศักดิ์กำลังจะพูดออกมา แต่กลับถูกพระบิดาตวัดสายตาเตือน พลันนั้นแม้จะอัดอั้นตันใจมากเพียงใด สุดท้ายก็ทำได้แค่สะบัดหน้ากลับไปอย่างจำใจ


หลังจากที่พระธิดากลับไป ฮ่องเต้ก็โบกพระหัตถ์เรียกขันทีประจำพระองค์มา และทรงรับสั่ง “เตรียมของขวัญส่งไปที่จวนตระกูลลู่หน่อย และบอกให้นางรีบมาฝังเข็มให้เรา ถึงอย่างไรชิงอวี่ก็เป็นลูกของเรา อย่าทำให้เรื่องมันเลยเถิดไปกว่านี้เลย”


ขันทีเฒ่ายิ้มรับคำสั่งและไปจัดการทันที


เขาชอบนิสัยของฮ่องเต้ในตอนนี้มาก ดูมีชีวิตชีวามากขึ้น ดูไม่เหมือนฮ่องเต้ แต่เป็นเพียงผู้อาวุโสธรรมดาคนหนึ่ง


ฮูหยินลู่ท่านนี้ช่างเป็นดาวนำโชคของฝ่าบาทจริงๆ!


ดูท่าต่อไป ต้องเอาอกเอาใจฮูหยินลู่ให้มากๆแล้ว เขาจะได้พลอยมีชีวิตที่สงบสุขไปด้วย

.....

กว่าเหอจิ่วเหนียงจะตื่นก็ยามสาย พอตื่นขึ้นก็ล้างหน้าล้างตาอย่างไม่รีบร้อน ระหว่านั้นก็ได้รู้จากสาวใช้ว่ามีคนในวังมาหาที่จวน นางขมวดคิ้วถาม “มาตั้งแต่เมื่อไร เหตุใดถึงไม่มาเรียกข้าล่ะ?”


สาวใช้ตอบอย่างสุภาพ “จ้าวกงกงบอกว่าฮูหยินไม่ค่อยสบาย เขารอได้เจ้าค่ะ”


“จ้าวกงกงมาเองเลยหรือ ใช่ขันทีประจำตัวฝ่าบาทท่านนั้นหรือไม่?”


“เจ้าค่ะ พวกบ่าวยกชานมกับขนมไปต้อนรับจ้าวกงกงแล้ว ฮูหยินไม่ต้องกังวลเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้ เมื่อรู้ว่าขันทีอาวุโสนำของขวัญมาส่งให้นาง ก็แสดงให้เห็นชัดว่าฮ่องเต้ต้องการซื้อใจนาง


นี่ก็เป็นไปตามที่นางคาดหวัง เพราะถึงแม้นางจะไม่ได้เป็นฝ่ายเสียเปรียบ แต่ก็ต้องการให้บางคนรู้เอาไว้ว่า ตระกูลลู่ไม่ได้ยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ ดังนั้นจึงจงใจอาศัยบารมีฮ่องเต้มา.กดดันคนเหล่านี้ ตอนนี้ฮ่องเต้ให้ขันทีคนสนิทมาหานางด้วยตัวเอง แถมยังรอนางตื่นโดยไม่เอะอะโวยวายสักคำ นี่ก็นับว่าให้เกียรตินางมากพอแล้ว ดังนั้นนางเองก็ควรรู้จักพอ


หลังจากล้างหน้าล้างตาเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็ไปที่ห้องโถงรับแขก ขันทีจ้าวนั่งไขว่ห้างอยู่บนเก้าอี้ ข้างๆมีขนมแบบใหม่ๆวางอยู่ ซึ่งตอนนี้เหลือเพียงเศษขนมเล็กๆน้อยๆแล้ว ดูท่าคงถูกปากขันทีเฒ่าผู้นี้ไม่น้อย


“ไอ้หยา ฮูหยินตื่นแล้วหรือ เป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”


ขันทีจ้าวลุกขึ้น ยิ้มตาหยีพลางโค้งคำนับ เอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง


“ฮูหยินวางใจได้ ฝ่าบาททรงรู้เรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนแล้ว ได้ว่ากล่าวตักเตือน.องค์หญิงห้าไปแล้ว ทั้งยังให้ข้าน้อยนำของขวัญปลอบขวัญมาส่งให้ฮูหยินด้วย หวังว่าฮูหยินจะหายโกรธลงบ้าง”


ถึงอย่างไรขันทีสูงวัยก็อยู่ปรนนิบัติรับใช้ฮ่องเต้มานานหลายปี เปรียบเสมือนผู้ช่วยของฮ่องเต้ จึงไม่พูดอ้อมค้อมกับเหอจิ่วเหนียง บอกกับนางอย่างตรงไปตรงมา


เหอจิ่วเหนียงเห็นเช่นนี้ก็ยิ้มพลางกล่าว “ท่านกงกงกล่าวเกินไปแล้ว เมื่อคืนข้ากลับมาถึงดึกก็เลยรู้สึกไม่ค่อยสบายนิดหน่อยเท่านั้นเอง ไม่ได้โกรธอะไรเสียหน่อย แต่น้ำพระทัยของฝ่าบาทข้ารับไว้แล้ว รบกวนท่านกงกงทูลฝ่าบาทให้ด้วย หากตอนเที่ยงข้าอาการดีขึ้นแล้วจะเข้าวังไปฝังเข็มให้”


“เช่นนั้นก็ดีขอรับ รบกวนฮูหยินลู่แล้ว! ขนมเหล่านี้ข้าน้อยชอบมาก ไม่ทราบว่าฮูหยินจะอนุญาตให้ข้าน้อย นำขนมที่เหลือเหล่านี้กลับไปด้วยได้หรือไม่?”


เขาชี้ไปยังขนมที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อยในจาน เหอจิ่วเหนียงกล่าว “กงกงชอบก็เอากลับไปเยอะๆเลย จะได้ให้ฝ่าบาทลองชิมด้วย”


“ไอ้หยา เช่นนั้นก็ดีมากๆเลย!”


ขันทีจ้าวยิ้มกว้าง ราวกับรอประโยคนี้ของเหอจิ่วเหนียงอยู่ก็มิปาน


ความประทับใจที่เหอจิ่วเหนียงมีต่อขันทีจ้าวค่อนข้างดีมากทีเดียว ย่อมไม่ทำให้เขาลำบากใจอยู่แล้ว ให้คนห่อขนมจำนวนมากให้เขานำกลับไป พร้อมกับเครื่องเทศสำหรับทำเป็ดดำลู่หลายชุด ขันทีเฒ่ากลับไปพร้อมกับของเต็มไม้เต็มมือ หลังจากกลับมาถึงวังก็รีบนำขนมไปถวายฮ่องเต้


ขณะที่ฮ่องเต้กำลังเสวย ขันทีจ้าวก็เอาแต่กล่าวชื่นชมเหอจิ่วเหนียงอยู่ข้างๆไม่หยุดปาก ทั้งจิตใจดีมีเมตตา เฉลียวฉลาด ใจกว้าง พรั่งพรูคำชมออกมาต่างๆนานา


ฮ่องเต้ยิ่งฟังก็ยิ่งรู้สึกแปลกใจ ถึงขั้นเงยพระพักตร์ตรัสถาม “คนที่เจ้าพูดถึงกับคนที่เรารู้จัก ใช่คนคนเดียวกันหรือ?”


จบตอน

Comments