ตอนที่ 601: นางฉินคลอด
หลังมื้ออาหารกลางวัน เหอจิ่วเหนียงเดินทางเข้าวังไปฝังเข็มให้ฮ่องเต้ตามสัญญา ระหว่างการรักษา ทั้งสองฝ่ายไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอีก เป็นอันว่าเรื่องราวก็จบลงตามนี้
องค์หญิงห้าจะคิดเช่นไรก็ไม่รู้แล้ว ศึกมาก็ใช้ทหารต้าน น้ำมาก็ใช้ดินถม อย่างไรก็มีทางรับมือแน่นอน ส่วนจิ้งอ๋องออกเดินทางไปชายแดนตั้งแต่เช้าแล้ว คาดว่าน่าจะอีกนานกว่าจะได้เจอกันอีก
…..
เมื่อเหอจิ่วเหนียงกลับมาถึงจวนก็เขียนจดหมายไปหาที่บ้าน ตอนนี้นางฉินน่าจะใกล้คลอดแล้ว นางยังกลับไปไม่ได้ แต่พวกนางซุนต้องกลับบ้านแน่นอน นางจึงเขียนจดหมายแสดงความห่วงใยฝากไป ส่วนเรื่องอื่นได้แต่รอกลับไปก่อนแล้วค่อยว่ากัน
สำหรับเรื่องการคลอดของนางฉิน เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เป็นกังวลแต่อย่างใด เพราะนางฉินเคยมีประสบการณ์การคลอดบุตรมาสองครั้งแล้ว คงไม่เกิดอันตรายใด
เหลือเวลาอีกยี่สิบกว่าวันก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว เหอจิ่วเหนียงคาดว่าพวกตนต้องกลับไปทันวันปีใหม่แน่นอน
ใครก็ไม่อาจมาขวางการกลับบ้านตอนปีใหม่ของนางได้!
เขียนจดหมายในยามบ่าย ใช้นกพิราบส่งจดหมาย เช้าวันต่อมาจดหมายก็ถูกส่งมาถึงสวนซีสุ่ยแล้ว ขณะนี้นางซุนกำลังเตรียมตัวเดินทางกลับหมู่บ้านพร้อมกับเหลียนฮวาและโยวยาโถวพอดี
ใช่แล้ว พวกนางกลับหมู่บ้านกันแค่สามคน
พวกเด็กๆที่เรียนในสำนักศึกษายังไม่ปิดภาคเรียน ส่วนผู้เฒ่าลู่ต้องคุมคนงานสถานบันเทิง ไม่อาจปลีกตัวไปไหนได้จริงๆ
สวีต้าซานถือจดหมายเข้ามา “เหล่าฮูหยินขอรับ ฮูหยินส่งจดหมายมาขอรับ”
เหลียนฮวารับจดหมายมาอ่านให้นางซุนฟัง
ในจดหมาย เหอจิ่วเหนียงบอกว่า ตอนนี้ยังมีเรื่องต้องจัดการ วันกลับยังไม่แน่นอน แต่ทั้งสองปลอดภัยดี ไม่ต้องเป็นห่วง จะกลับไปก่อนปีใหม่แน่นอน และยังพูดถึงเรื่องการคลอดของนางฉิน บอกว่าเพื่อเป็นการป้องกันเอาไว้ก่อน ให้เชิญหมอตำแยที่โรงหมออวี้หยวนไปอยู่ที่บ้าน หากเกิดอะไรขึ้นจะได้รับมือได้ทันท่วงทีและไม่เสียเวลา
นางซุนได้รับรู้ว่าพวกเจ้าสามจะกลับมาวันไหนยังไม่อาจรู้ได้ ในใจก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย เพราะก่อนหน้านี้ได้ยินว่า สถานการณ์ในราชสำนักยังไม่คงที่ ก็ไม่รู้ว่าไม่คงที่อย่างไร พวกเขาอยู่ที่เมืองหลวงสถานการณ์มันลำบากถึงขั้นยากจะก้าวเดินต่อไปแล้วหรือไม่
ดังนั้นถึงได้ยืดเยื้อจนไม่รู้จะได้กลับวันไหนเช่นนี้
แต่ในจดหมายก็ดูเหมือนไม่มีปัญหาอะไร นางซุนก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตนเองกำลังกังวลเรื่องอะไรอยู่
เหลียนฮวาดูออกว่าหญิงชราเป็นกังวล จึงเอ่ยขึ้น “ท่านย่า ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามเก่งกาจถึงเพียงนั้น ไม่ว่าเจอเรื่องอะไรต้องพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นดีได้แน่นอนเจ้าค่ะ สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้ก็คือ จัดการเรื่องทางด้านจิงโจวให้เรียบร้อย ท่านอาทั้งสองจะได้ไม่ต้องกังวลหน้ากังวลหลัง นี่ต่างหากเจ้าค่ะที่สำคัญที่สุด”
นางซุนได้ยินวาจาของเหลียนฮวาก็รู้สึกอบอุ่นหัวใจขึ้นมา “เจ้าพูดถูก เราต้องจัดการเรื่องที่บ้านให้เป็นไปอย่างเรียบร้อย เด็กสาวอย่างเจ้าช่างพูดจาอบอุ่นใจนัก ไม่เหมือนเด็กผู้ชายตัวแสบพวกนั้น คิดแล้วก็โมโหจริงๆ”
พูดถึงตรงนี้ นางซุนก็หวนนึกถึงวันก่อน ตอนนั้นตนเป็นห่วงเจ้าสามกับภรรยาจนกินอะไรไม่ลง พวกหลานชายตัวแสบกลับเอ่ยกับนางว่า ‘ท่านย่า ท่านไม่กินจริงๆหรือขอรับ เช่นนั้นพวกเราช่วยท่านย่ากินก็แล้วกันนะขอรับ จะได้ไม่เสียของ’
นางรู้สึกเจ็บจี๊ดในหัวใจ พอมาเทียบกับตอนนี้แล้วก็รู้สึกว่า การเลี้ยงดูหลายชายไม่อบอุ่นหัวใจเหมือนเลี้ยงดูหลานสาวเลยจริงๆ
โยวยาโถวก็ฉวยโอกาสนี้คล้องแขนหญิงชรา และกล่าวอย่างเอาใจ “ฮี่ๆๆ ท่านย่ายิ้มแล้วดูดีมากๆเลยเจ้าค่ะ! อาสะใภ้สามดีกับพวกเรามากจริงๆ ตัวเองงานยุ่งมากก็ยังคิดถึงครอบครัว และคิดถึงเรื่องคลอดของท่านแม่อีก”
“นั่นสิ นางก็กังวลเกินกว่าเหตุไปได้!”
นางซุนกล่าวอย่างทอดถอนใจ ในใจรู้ดีว่าสะใภ้สามที่ปกติดูเหมือนไม่เข้าท่า ทว่าความจริงเป็นคนที่คิดมากมากที่สุด และเป็นคนที่ห่วงใยคนในครอบครัวมากที่สุด ถึงได้ทุ่มเททำงานหนักทั้งชีวิตเช่นนี้
ปากบอกว่าสะใภ้สามขี้กังวลเกินเหตุ แต่หารู้ไม่ว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมา นางเองก็กังวลเรื่องต่างๆมากมายหลายเรื่องเช่นกัน
อ่านจดหมายจบ นางซุนกับหลานทั้งสองก็เริ่มออกเดินทาง ครั้งนี้ฟางต้าเป็นคนบังคับรถม้าไปส่งพวกนาง และยังมีลูกน้องฝีมือดีคอยตามไปคุ้มกันอย่างลับๆด้วย เพื่อให้มั่นใจว่าพวกนางกลับถึงบ้านอย่างปลอดภัย
กำหนดการคลอดของนางฉินคืออีกไม่กี่วันข้างหน้า พวกนางตัดสินใจกลับไปวันนี้ จะได้เตรียมความพร้อมได้ทันกาล
แม้ที่บ้านจะมีสาวใช้ พวกนางสามคนไปก็ช่วยอะไรได้ไม่มากไปกว่าเดิม แต่อย่างน้อยก็สามารถทำให้นางฉินรู้สึกอุ่นใจ กำลังใจย่อมสำคัญกว่าสิ่งอื่นใด
…..
ในยามบ่าย สตรีต่างวัยทั้งสามก็เดินทางมาถึงอำเภอต้าหลิ่ง พวกนางไปเชิญหมอตำแยจากโรงหมออวี้หยวนตามคำแนะนำของเหอจิ่วเหนียงกลับบ้านไปด้วยกัน
ในคืนนี้ครรภ์ของนางฉินยังปกติดีทุกอย่าง นางยังลากเหลียนฮวากับโยวยาโถวมานั่งพูดคุยกันอยู่นาน ไม่ได้เจอสาวน้อยทั้งสองนานแล้ว นางฉินคิดถึงพวกนางมากจริงๆ
ในคืนต่อมา นางฉินน้ำคร่ำแตก จากคำแนะนำของเหอจิ่วเหนียงก่อนหน้านี้บอกไว้ว่า ต้องพานางไปที่ห้องสะอาดที่ผ่านการฆ่าเชื้อด้วยใบอ้ายเย่ (สมุนไพรใบแห้งชนิดหนึ่ง) การทำคลอดครั้งนี้มีหมอตำแยฝีมือดีสองท่านคอยดูแลไม่ห่าง หมอตำแยให้ทุกคนรออยู่ด้านนอก ทุกอย่างถูกจัดเตรียมไว้ครบครันพร้อมสรรพ
สิ่งที่คาดไม่ถึงก็คือ การคลอดของนางฉินเป็นไปอย่างราบรื่นอย่างน่าประหลาด ผ่านไปแค่หนึ่งชั่วยามก็ได้ยินเสียงร้องของเด็กทารกแล้ว จากนั้นไม่นานหมอตำแยก็อุ้มเด็กทารกออกมาด้วยรอยยิ้ม “ยินดีกับเหล่าฮูหยินและนายท่านรองด้วยเจ้าค่ะ เป็นคุณชายน้อยเจ้าค่ะ!”
นางซุนยิ้มตื้นตัน “จะหญิงหรือชายก็ดีทั้งนั้น ครอบครัวพวกเราไม่สนใจเรื่องพวกนี้ แล้วแม่เด็กล่ะเป็นอย่างไรบ้าง?”
ขณะกล่าวหญิงชราก็ให้เหลียนฮวารับหลานมาอุ้ม จากนั้นผลักลู่เหอหรงให้รีบไปดูภรรยา
หมอตำแยเห็นทุกอย่าง ในใจรู้สึกอิจฉามากจริงๆ บรรยากาศของครอบครัวนี้ช่าง.อบอุ่นยิ่งนัก
“ปกติดีเจ้าค่ะ ครอบครัวพวกท่านดูแลนางดีมาก คุณชายน้อยก็ว่านอนสอนง่าย ทำให้ฮูหยินรองไม่เจ็บปวดมากเท่าไรเจ้าค่ะ”
“ดีๆๆ เด็กคนนี้ช่างวาสนาดีจริงๆ!”
นางซุนล้วงเอาอั่งเปาที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ออกมาสามถุง ยื่นให้หมอตำแยทั้งสองท่าน และหมออาวุโสที่รอช่วยเหลือหากเกิดเหตุฉุกเฉินอยู่หน้าประตูอีกท่าน แม้สุดท้ายเขาจะไม่ได้ช่วยอะไรเลยก็ตาม
หมออาวุโสคะเนน้ำหนักด้วยมือแล้วรู้สึกว่าเงินถุงนี้หนักพอสมควร จึงเกรงใจที่จะรับ “ข้าน้อยรับไว้ไม่ได้จริงๆขอรับ ข้าน้อยไม่ได้ช่วยอะไรเลย”
“ได้อย่างไรเล่า ท่านหมออยู่ตรงนี้พวกเราก็สบายใจไม่น้อย อีกอย่าง เมื่อวานท่านก็อุตส่าห์กลับมาพร้อมกับพวกเรา ต้องเสียเวลาท่านไม่น้อย สมควรรับไว้! วันนี้ครอบครัวข้ามีเรื่องมงคล ควรเฉลิมฉลองสักหน่อย รับไว้เถอะ!”
นางซุนพูดถึงขั้นนี้แล้ว หมออาวุโสจึงทำได้แค่ยิ้มและรับไว้
ไม่เพียงตกรางวัลให้หมอทั้งสามเท่านั้น สาวใช้ในบ้านก็ได้รับเงินมงคลนี้เช่นกัน แม้ไม่ได้มากนัก แต่ก็เป็นน้ำใจ สีหน้าทุกคนยิ้มแย้มอย่างมีความสุข
หมอตำแยใช้ผ้าห่มหนาห่อตัวนางฉินและพานางฉินกลับไปพักฟื้นที่ห้องของตัวเอง นางซุนรับหลานชายตัวน้อยมาอุ้มจากเหลียนฮวา และเดินตามเข้าห้อง
“ท่านแม่ ลูกเป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
นางฉินเห็นนางซุน เหลียนฮวา และบุตรสาวของตัวเองก็กวักมือเรียกด้วยรอยยิ้ม
ตั้งแต่ตั้งครรภ์ นางฉินบำรุงครรภ์ตามเทียบยาที่เหอจิ่วเหนียงให้มาตลอด ระหว่างการตั้งครรภ์จึงไม่ได้ทรมานเหมือนสองครั้งก่อนที่ผ่านมา คลอดง่ายมาก อีกทั้งหลังคลอดร่างกายและอารมณ์ของนางก็ดีมากด้วย หากไม่มีคนห้ามไว้ นางคงจะลงจากเตียงไปเดินสักสองสามรอบแล้ว
“แข็งแรงดี เจ้าพักฟื้นร่างกายให้เต็มที่ ไม่ต้องห่วงเรื่องอื่น มีอะไรก็บอกให้เจ้ารองทำ เจ้านอนอยู่ไฟเฉยๆสักสองเดือนก็พอ”
ขณะเอ่ยนางซุนก็อุ้มหลานให้นางดู เด็กน้อยอ้วนกลมน่ารักน่าชังยิ่งนัก เนื่องจากช่วงที่ตั้งครรภ์ได้บำรุงครรภ์เป็นอย่างดี เด็กน้อยคนนี้จึงดูดีกว่าตอนที่พวกพี่สาวพี่ชายของเขาคลอดก่อนหน้านี้มาก
เมื่อเห็นหน้าบุตรชาย นางฉินตื้นตันใจมาก แต่พอได้ยินนางซุนบอกว่าต้องอยู่ไฟถึงสองเดือน ดวงตานางก็พลันเบิกกว้างด้วยความตกใจทันที
“ท่านแม่ ข้าบำรุงครรภ์ได้ดีมาก ไม่ต้องอยู่ไฟนานถึงเพียงนั้นหรอกกระมัง?”
“ไม่ได้! ขนาดตอนครอบครัวฐานะลำบากก็ยังต้องให้พวกเจ้าอยู่ไฟอย่างดี ตอนนี้ครอบครัวสุขสบายแล้วก็ยิ่งต้องอยู่ไฟให้ดี เรื่องนี้ฟังแม่ แม่ไม่ทำร้ายเจ้าหรอกน่า!”
นางซุนปฏิบัติต่อลูกสะใภ้ทุกคนดีมาก ครั้นที่ครอบครัวฐานะลำบาก นางซุนก็ยังยืนกรานให้ลูกสะใภ้ทุกคนอยู่ไฟเป็นเวลาสี่สิบวัน ตอนนี้ฐานะดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว งานในบ้านก็มีคนทำให้ ย่อมต้องใส่ใจสุขภาพร่างกายหลังคลอดให้ดี ดังนั้นจึงบังคับให้นางฉินอยู่ไฟเป็นเวลาสองเดือน!
ตอนที่ 602: ท่านเป็นย่าที่ดีที่สุดในโลกเลย
นางฉินสีหน้าเศร้าสร้อยทันที นางอุตส่าห์คิดเอาไว้ว่า ตั้งครรภ์ครั้งนี้ดูแลร่างกายได้อย่างยอดเยี่ยม คงจะไม่ต้องอยู่ไฟนาน ไม่คิดเลยว่าไปๆมาๆ จะอยู่นานกว่าเดิมเสียอีก
ต้องอุดอู้อยู่ในห้องตั้งสองเดือน แม้แต่วันปีใหม่ก็ไม่สามารถออกไปได้
จะทำเช่นไรดี…
แม่ลูกอ่อนมองหน้าสตรีผู้มีอำนาจสูงสุดในบ้านด้วยสีหน้าน่าสงสาร แต่นางซุนยังคงวางท่ายืนกรานปฏิเสธ สุดท้ายนางฉินจึงรู้ว่า ตนเองหมดหวังแล้ว
นางก้มมองลูกน้อยในอ้อมแขน ช่างนุ่มนิ่มน่ารักน่าเอ็นดูเสียจริง พลันนั้นจึงทำให้นางอารมณ์ดีขึ้นมา
“เอาละ เพิ่งจะคลอดหมาดๆ เจ้านอนพักผ่อนให้เต็มที่ มีอะไรก็เรียกเจ้ารอง ให้เจ้ารองไปทำ ส่วนลูกก็ให้นอนกับเจ้าสักพัก เดี๋ยวดึกๆข้าจะมาอุ้มไป”
ลูกน้อยตั้งแต่คลอดออกมาจนถึงตอนนี้ยังไม่ได้กินอะไรเลย นางฉินผู้มีประสบการณ์ย่อมไม่ปล่อยให้เขาหิวแน่นอน
“เจ้าค่ะ ท่านแม่ก็ไปพักเถอะเจ้าค่ะ อย่าเหนื่อยเกินไป เดี๋ยวจะเสียสุขภาพ”
นางฉินมองนางซุนด้วยรอยยิ้ม ในจิตสำนึกไม่ได้มองว่านางเป็นแม่สามีเลยแม้แต่น้อย แต่เห็นนางเป็นแม่แท้ๆของตัวเองไปแล้ว นางรู้สึกดีใจขึ้นมาอีกครั้งเมื่อคิดว่า ต้องเป็นบุญเก่าที่สั่งสมมาหลายชาติภพเป็นแน่ นางจึงได้แต่งงานเข้ามาอยู่ในตระกูลลู่ ได้เป็นสะใภ้ของนางซุน
นางซุนโบกมือพลางบอกนางไม่ต้องเป็นกังวล จากนั้นก็พาเหลียนฮวากับโยวยาโถวออกไป
แม้สองเด็กสาวยังอยากอยู่ดูน้องชายต่อ แต่ก็รู้ว่านางฉินกับน้องชายจำเป็นต้องพักผ่อนให้มากๆ พวกนางจึงได้แต่เดินออกไปด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์
ด้านลู่เหอหรงกำลังทำไข่ต้มน้ำตาลทรายแดงให้นางฉินอยู่ นี่เป็นสิ่งที่นางซุนกำชับโดยเฉพาะ ภรรยาคลอด สามีจะอยู่นิ่งเฉยไม่ทำอะไรไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องช่วยดูแล
โชคดีที่พวกบุตรชายครอบครัวลู่ถูกมารดาสอนให้เข้าครัวมาตั้งแต่เด็ก จึงทำอาหารได้คล่องแคล่วว่องไว ไม่นานไข่ไก่ต้มน้ำตาลทรายแดงอันหอมกรุ่นก็ถูกตักลงใส่ถ้วย ขณะที่ยกเข้ามาก็เห็นพวกนางซุนกำลังเดินออกมาพอดี
นางซุนเรียกบุตรชายไว้ และเอ่ยกำชับ “ถึงแม้ตอนนี้ในบ้านจะมีสาวใช้ แต่นั่นก็เป็นลูกเมียของเจ้า เจ้าควรดูแลเอาใจใส่นางให้ดีด้วยตัวเอง ระหว่างเมียเจ้าอยู่ไฟ ห้ามทำให้นางต้องเสียน้ำตาเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นข้าตีเจ้าแน่!”
“ฮี่ๆๆ ท่านแม่ ข้าเข้าใจแล้วขอรับ นี่ข้าเป็นพ่อคนครั้งที่สามแล้วนะขอรับ ทุกครั้งท่านแม่ก็พูดกับข้าเช่นนี้!”
หากในครอบครัวมีสะใภ้คนใดคลอด แม่สามีอย่างนางซุนก็จะกำชับประโยคนี้กับบุตรชายของตนเองทุกครั้ง นั่นก็คือ ห้ามทำให้ลูกสะใภ้ของนางต้องร้องไห้ในขณะที่อยู่ไฟเป็นอันขาด มิฉะนั้นนางจะทุบตีบุตรชายตัวเอง
พี่สะใภ้ใหญ่คลอดสามครั้ง เขาก็ได้ยินท่านแม่กำชับประโยคนี้กับพี่ใหญ่สามครั้ง ตอนนี้มาถึงคราวเขา ท่านแม่ก็กำชับกับเขาเป็นครั้งที่สามเช่นกัน
อืม ก็มีแค่น้องสามคนเดียวที่ไม่เคยโดนกำชับเช่นนี้ ตอนที่น้องสะใภ้สามคลอด น้องสามไม่อยู่ จึงรอดตัวไป
นางซุนกลอกตา.มองบน “เข้าใจก็ดี รีบ.ยกของกินเข้าไปได้แล้ว เดี๋ยวจะเย็นซะก่อน!”
กำชับบุตรชายเสร็จ นางซุนก็หันไปมองโยวยาโถวที่อยู่ข้างๆอีกครั้ง
โยวยาโถวเป็นบุตรสาวคนโตของครอบครัวรอง ตอนนี้มีน้องชายสองคน จู่ๆนางก็นึกถึงคำที่สะใภ้สามเคยพูดก่อนหน้านี้ขึ้นมา …ตอนนี้พวกเขายังไม่อยากมีบุตรเพิ่มก็เพื่ออยากชดเชยเวลาให้กับโก่วเอ๋อร์
ตอนนี้โยวยาโถวก็ไม่ต่างอะไรกับเด็กที่ถูกเพิกเฉยคนนั้นเลย
มองเด็กหญิงที่ยังคงยิ้มแย้ม นางซุนยื่นมือไปลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน และเอ่ยเสียงนิ่มนวล “โยวยาโถว แม่ของเจ้าเพิ่งคลอด ร่างกายกำลังอ่อนแอ พ่อของเจ้าจึงต้องดูแลแม่เจ้าเป็นพิเศษ หากเจ้ามีเรื่องอะไรให้บอกย่านะ ย่าจะจัดการให้เจ้าเอง”
พูดถึงตรงนี้หญิงสูงวัยก็หันไปมองเหลียนฮวาด้วย “เหลียนฮวาก็ด้วย นี่คือครอบครัวของเจ้า เจ้าก็เหมือนโยวยาโถว เป็นลูกของครอบครัวรองเหมือนกัน เป็นหลานสาวของครอบครัวลู่ของพวกเรา แม้ตอนนี้อาเขยของเจ้าจะไม่มีเวลาให้เจ้า แต่ก็ยังมีย่าอยู่นะ มีเรื่องอะไรให้บอก อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเชียว”
เดิมทีเด็กหญิงทั้งสองก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ถึงอย่างไรพวกนางก็ไม่ใช่เด็กๆแล้ว อีกทั้งยังมีหน้าที่รับผิดชอบกิจการของที่บ้านมานาน จึงมองว่าตนเองโตเป็นผู้ใหญ่แล้ว ไม่เคยคิดแย่งความรักจากพ่อแม่กับน้องๆ แต่เมื่อนางซุนกล่าวเช่นนี้พวกนางก็รู้สึกอุ่นซ่านในหัวใจ
โยวยาโถวโผเข้ากอดนางซุน และเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “ท่านย่า ท่านเป็นย่าที่ดีที่สุดในโลกเลยเจ้าค่ะ!”
ลู่โยวโยวอายุยังน้อย แต่ตั้งแต่ที่ได้ออกไปเผชิญโลกภายนอกนางจึงได้รู้ว่า คนในสังคมให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรี สำหรับคนเป็นพี่สาวที่มีน้องชายเหมือนกับนาง อย่าว่าแต่จะได้รับความรักความใส่ใจจากพ่อแม่ปู่ย่าเลย แค่มีข้าวร้อนๆให้กินก็ดีมากแล้ว
นางเติบโตมาในครอบครัวที่แสนอบอุ่น ไม่เคยต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจเพราะน้องชายเลยสักครั้ง น้องชายมีสิ่งใดนางก็มีสิ่งนั้น บางครั้งเพราะว่านางเป็นลูกผู้หญิง ท่านพ่อท่านแม่ยังให้ความใส่ใจเป็นพิเศษเสียด้วยซ้ำ ด้วยเหตุนี้นางจึงเติบโตมาเป็นเด็กที่นิสัยร่าเริงมีความมั่นใจในตัวเองเช่นนี้อย่างไรล่ะ
นางรู้สึกว่าทั้งหมดนี้เป็นเพราะการปลูกฝังของท่านย่า ท่านย่าสอนท่านพ่อกับท่านแม่มาโดยตลอดว่าลูกผู้หญิงกับลูกผู้ชายมีความสำคัญเท่ากัน และคอยเน้นย้ำเช่นนี้อยู่เรื่อยมา ดังนั้นนางจึงได้มีสภาพล้อมในชีวิตที่ดี
ส่วนเหลียนฮวาก็น้ำตาคลอเช่นกัน ริมฝีปากอิ่มแดงระเรื่อเผยรอยยิ้มออกมา และพยักหน้าอย่างเข้าใจ
ครั้นที่อยู่บ้านของตัวเอง แม้ท่านปู่ท่านย่าของนางจะดีว่าปู่ย่าครอบครัวอื่น แต่ในใจลึกๆก็ยังลำเอียงเข้าข้างหลานชายมากกว่า นางในฐานะพี่สาวคนโต ไม่ว่าในบ้านมีเรื่องอะไรก็จะโยนให้นางเป็นคนไปทำ แต่มีของดีอะไรกลับให้พวกน้องชายก่อนเสมอ
ตอนนั้นนางไม่ได้รู้สึกอะไร ตนเองเป็นพี่สาว ยอมให้น้องชายนิดๆหน่อยๆก็ไม่เป็นไร ทว่าตั้งแต่ได้มาอยู่ในครอบครัวลู่ นางจึงได้เรียนรู้ว่า แท้จริงแล้วลูกผู้หญิงก็สามารถถูกรักและถูกใส่ใจอย่างดีได้เหมือนกัน
แม้นางจะมาอาศัยในครอบครัวท่านอาเล็ก แต่คนในครอบครัวไม่เคยมองว่านางเป็นคนนอกเลย แถมพอรู้เรื่องราวที่ผ่านมาในชีวิตของนางยังถึงขั้นใส่ใจนางเป็นพิเศษอีกด้วย มีของดีอะไรก็มักจะคิดถึงนางเสมอ ทำให้นางรู้สึกอบอุ่นมากกว่าตอนที่อยู่บ้านของตัวเองในเมื่อก่อนเสียอีก
“แน่นอนอยู่แล้ว พวกเจ้าเป็นหลานสาวของย่านี่นา ไม่ดีกับพวกเจ้าแล้วจะไปดีกับใครเล่า”
นางซุนยิ้มตาหยี เดินจูงมือหลานสาวทั้งสองกลับเข้าห้องตัวเอง ในห้องของนางมีเตียงอุ่น สามารถนั่งพูดคุยกัน และนั่งเย็บปักถักร้อยด้วยกันได้
…..
ขณะที่นางฉินกำลังให้นมบุตรชาย ลู่เหอหรงก็ใช้ช้อนป้อนไข่ต้มให้นางไปด้วย เมื่อลูกน้อยกินอิ่ม นางฉินก็อิ่มพอดี ทั้งยังซดน้ำแกงร้อนๆจนหมดถ้วย และรู้สึกว่าร่างกายอบอุ่นขึ้น
เด็กน้อยหลับไปแล้ว นางฉินก็รู้สึกเหนื่อยล้าแล้วเหมือนกัน จึงเอนกายนอนพัก
ลู่เหอหรงเองก็นอนตามด้วย เป็นพ่อลูกอ่อนครั้งที่สามแล้ว นับว่าเขามีประสบการณ์มากทีเดียว กลางดึกเด็กน้อยต้องร้องแน่นอน เขาจึงนอนพักเอาแรงสักหน่อย กลางดึกจะได้ตื่นมาดูลูก
พวกเขาหลับจนถึงยามค่ำ ครอบครัวกำลังกินข้าวกันพอดี ลู่เหอหรงจึงยกกับข้าวในส่วนของพวกตนมา สองสามีภรรยาอาศัยตอนที่ลูกน้อยกำลังหลับรีบกินข้าว
นางฉินกินเสร็จก็วางตะเกียบลง และกล่าว “เดี๋ยวท่านให้เหลียนฮวากับโยวยาโถวเข้ามาหน่อย ช่วงนี้ละเลยพวกนางแล้ว ขืนปล่อยไว้นานลูกๆจะรู้สึกน้อยใจได้”
เมื่อก่อนนางไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้นัก แต่หลายๆเรื่องก็ดูมาจากสิ่งที่น้องสะใภ้สามทำ จึงพอได้เรียนรู้มาบ้าง
อยู่ด้วยกันทุกวัน ลู่เหอหรงย่อมรู้ว่าภรรยาคิดอะไรอยู่ หลังจากขานรับก็เก็บถ้วยเก็บตะเกียบออกไปทันที
ไม่นานเขาก็พาเด็กสาวทั้งสองเข้ามา
“ท่านแม่!”
“ท่านอาเล็ก รู้สึกอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”
สีหน้าของแม่นางน้อยทั้งสองยิ้มแย้ม โดยเฉพาะโยวยาโถว ชิงไปดูน้องชายก่อนเลย เห็นเขากำลังหลับอยู่ก็เอ่ยขึ้น “น้องเล็กช่างเป็นเด็กดีจริงๆเจ้าค่ะ ไม่ร้องไห้เลย เลี้ยงง่ายกว่าเจี๋ยจื่อซะอีกเจ้าค่ะ”
นางฉินยิ้มด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความรัก “ร่างกายข้าแข็งแรงดีมาก น้องเล็กของพวกเจ้าเป็นเด็กดี ไม่ทำให้ข้าทรมานเลย ท่านหมอก็บอกว่าเขาแข็งแรงดีเหมือนกัน”
เด็กสาวทั้งสองนั่งลงข้างเปลเด็ก ล้อมดูน้องชายตัวน้อย ยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกเอ็นดู
นางฉินหยิบถุงผ้าถุงหนึ่งออกมาจากตู้ข้างหัวเตียง ก่อนกวักมือเรียกพวกนางมาหา “มานี่เร็ว แม่เตรียมของขวัญเอาไว้ให้พวกเจ้า”
ตอนที่ 603: นางฉินออกจากกรอบความคิดของตัวเอง
ดรุณีน้อยทั้งสองคิดไม่ถึงว่ามีน้องชายแล้วจะได้รับของขวัญด้วย พวกนางขยับเข้าไปใกล้ด้วยความตื่นเต้นดีใจ และจ้องมองถุงผ้าในมือนางฉินตาเป็นประกาย
นางฉินหยิบสิ่งของในถุงออกมา เป็นถุงมือกับหมวกที่ตนเองทำไว้ให้พวกนาง การที่เด็กทั้งสองต้องดูแลกิจการของครอบครัวตั้งแต่อายุเท่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ออกจากบ้านตั้งแต่เช้ากลับมาค่ำมืดทุกวันต้องเหนื่อยไม่น้อย อีกทั้งตอนนี้เป็นฤดูหนาว ของสิ่งนี้จะช่วยคลายหนาวให้พวกนางได้
ชั้นในของหมวกกับถุงมือบุด้วยขนอ่อนของเป็ด แม้น้ำหนักจะเบาแต่กลับให้ความอบอุ่นสูง
และเนื่องจากทั้งสองเป็นเด็กผู้หญิง นางฉินจึงทำแบบน่ารักสดใส ด้านบนปักลาดลายลูกไม้สวยงาม ซึ่งเป็นแบบที่นางไปขอให้ถิงยาโถวสอน
“น่ารักมากเจ้าค่ะ! ท่านอาเล็กทำของสิ่งนี้ให้พวกเราตอนที่ยังตั้งครรภ์อยู่หรือเจ้าคะ?”
เหลียนฮวาชื่นชอบจนวางไม่ลง ลองสวมทันที เด็กหญิงทั้งสองหันมองหน้ากันด้วยรอยยิ้มกว้าง เห็นได้ชัดว่าพึงพอใจมาก
“ปกติอยู่บ้านก็ว่างไม่มีอะไรทำ แม่ก็เลยนั่งเย็บปักถักร้อยของพวกนี้ แม่ทำให้พวกเหลยจื่อด้วยนะ เพียงแต่ของพวกเขาไม่ค่อยสวยเท่าอันนี้”
เด็กๆในครอบครัวล้วนเป็นเด็กดี นางฉินจะทำให้แค่ลูกๆของตัวเองได้อย่างไร แต่เพื่อแสดงออกถึงความใส่ใจต่อเด็กหญิงทั้งสอง นางจึงตั้งใจปักลวดลายลูกไม้ที่สวยงามให้โดยเฉพาะ
“ฮี่ๆๆ ข้ารู้อยู่แล้วว่าท่านแม่ดีกับพวกเราที่สุดเจ้าค่ะ!”
โยวยาโถวซบลงในอ้อมอกมารดาอย่างออดอ้อน นางฉินโอบกอดนางพลางกล่าว “โยวยาโถว แม้ว่าแม่จะคลอดน้องชายออกมาอีกคน แต่เจ้าก็ยังคงเป็นลูกสาวสุดที่รักของแม่เหมือนเดิมนะ แม่จะไม่ทำให้เจ้าต้องน้อยใจเพราะมีน้องชาย เข้าใจหรือไม่?”
“เจ้าค่ะ ท่านย่าก็บอกพวกเราเช่นนี้เหมือนกันเจ้าค่ะ!”
โยวยาโถวพยักหน้า และเอ่ยต่อ “ท่านแม่ ท่านไม่ต้องคิดมากนะเจ้าคะ ข้าโตแล้ว ต่อไปข้าจะดูแลท่านแม่กับน้องๆเองเจ้าค่ะ! อีกอย่าง เราก็ยังมีพี่เหลียนฮวาอีกทั้งคน!”
นางฉินเห็นบุตรสาวตนเองรู้ความเช่นนี้จึงพยักหน้าด้วยความปลื้มใจ ในขณะเดียวกันเมื่อรู้ว่าแม่สามีช่วยนางปลอบใจบุตรสาวสองคนนี้ไปก่อนแล้ว ในใจก็ยิ่งรู้สึกซาบซึ้ง
สะใภ้คนรองสนทนากับเด็กสาวทั้งสองอยู่ครู่หนึ่งก็ให้พวกนางกลับไปพักผ่อน นางมองตามแผ่นหลังบางของสองร่างเดินออกไป ก่อนจะถอนหายใจยาวออกมาครั้งหนึ่ง
ลู่เหอหรงนั่งอยู่ข้างๆตลอด ได้ยินภรรยาถอนหายใจก็รีบเอ่ยถาม “เป็นอะไรไปหรือ ไม่สบายตรงไหนหรือไม่?”
“เปล่าหรอก ข้าแค่ถอนหายใจเฉยๆ”
นางฉินส่ายหน้าและเอ่ยต่อ “ท่านพี่ คนที่ออกไปเจอโลกภายนอกเยอะๆ กับคนที่เอาแต่อุดอู้อยู่ในที่แคบๆ มันไม่เหมือนกันจริงๆ ท่านดูลูกสาวของเราสองคนสิ ออกไปอยู่ข้างนอก พอกลับมาก็เข้าใจอะไรอะไรมากขึ้น มีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น”
ลู่เหอหรงพยักหน้าเห็นด้วยกับสิ่งที่ภรรยาพูด
นางฉินคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะจับมือสามี “ลูกๆของเราเก่งกันขนาดนี้ เราสองคนจะปล่อยให้ตัวเองใช้ชีวิตอย่างไร้เป้าหมายไปวันๆ ต่อไปไม่ได้แล้วนะเจ้าคะ”
ก่อนหน้านี้ทั้งครอบครัวตกลงกันแล้วว่า ให้ครอบครัวรองอยู่ดูแลท่านพ่อท่านแม่ที่บ้านก็พอ แต่ตอนนี้ผู้เฒ่าลู่กับนางซุนก็ไปอยู่ที่เมืองหลักกันแล้ว อีกนานกว่าจะกลับมาสักครั้ง พวกเขาไม่ได้ดูแลทั้งสองอย่างเต็มที่เหมือนที่ผ่านมาแล้ว เมื่อเห็นว่าจะต้องอยู่ว่างๆ จึงเริ่มเกิดความกังวล
“เรื่องพวกนี้อย่าเพิ่งรีบคิดเลย ตอนนี้หน้าที่หลักของเจ้าก็คือพักผ่อนให้เต็มที่ อยู่ไฟให้ครบวัน เรื่องอื่นรอให้ถึงปีใหม่แล้วค่อยว่ากันอีกทีก็ได้”
อันที่จริงลู่เหอหรงมีความคิดบางอย่างอยู่ในใจแล้ว แม้ว่าเขาจะไม่มีความสามารถอื่นใด แต่ดูจากเรือกสวนนาไร่ภายใต้การดูแลของเขาแล้ว ผลผลิตของปีนี้ออกมาไม่เลวเลย เขาตั้งใจว่าจะพยายามให้มากขึ้นอีกนิด เพื่อผลผลิตในหน้าจะได้ดียิ่งขึ้น
ก่อนหน้านี้ที่ได้คุยกับน้องสามเขาก็คิดได้แล้ว ตนเองชอบทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น สิ่งสำคัญคือหาสิ่งที่เหมาะสมกับตัวเองให้เจอ ทำแล้วมีความสุขจึงจะทำออกมาได้ดี
ทว่านางฉินกลับยังคงร้อนใจ เห็นทุกคนเก่งกาจกันเช่นนี้ แม้แต่พ่อแม่สามีก็มีงานทำที่เมืองหลักแล้ว นางอายุยังน้อยจะปล่อยให้ตัวเองไร้ประโยชน์เช่นนี้ไม่ได้
เห็นภรรยาไม่สบายใจ ลู่เหอหรงจึงกล่าว “น้องหญิง ช่วงที่เจ้าตั้งครรภ์ข้าก็ทำนู่นทำนี่ไปไม่น้อย ข้าลองคำนวณแล้ว ผลการเก็บเกี่ยวของเราในปีนี้ดีเป็นพิเศษเลยนะ คนงานประจำที่ช่วยเราก็ได้ส่วนแบ่งธัญพืชไปไม่น้อยเลย และนี่ก็คือความหมายของการอยู่บ้านของเราอย่างไรล่ะ”
เขาจำได้ ตอนที่ตนเองคุยกับน้องสามก่อนหน้านี้ น้องสามก็บอกเขาเช่นนี้ มีเขาคอยอยู่ดูแลบ้าน คนที่เหลือที่อยู่ข้างนอกก็สามารถลุยหน้าที่ของตัวเองได้อย่างสบายใจ
พอดีเขาเองก็ไม่ใช่คนที่ชอบลุยอะไรเหมือนกัน อยู่บ้านดูแลงานในบ้านเหล่านี้ ให้คนที่เหลือในครอบครัวได้สบายใจ แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว
นางฉินนิ่งอึ้ง ตอนนี้นางเพิ่งจะพบว่าตนเองคิดผิดไป
เนื่องจากคนรอบข้างต่างก็เก่งกันหมด นางจึงรู้สึกว่า ตนเองสองสามีภรรยาไม่อาจอยู่เฉยทำตัวไร้ค่าไปวันๆได้ มักจะคิดว่าหากไม่ได้อาศัยการร่วมลงทุนกับพี่ๆน้องๆ แล้วได้เงินปันผลทุกเดือน ครอบครัวของนางก็คือครอบครัวที่ตกต่ำที่สุดในบรรดาพี่น้องทั้งสาม
ตอนตั้งครรภ์อารมณ์แปรปรวนนางก็ยิ่งคิดมาก นานวันก็ยิ่งรู้สึกด้อยค่าตัวเอง รู้สึกว่าตัวเองเป็นตัวถ่วงของลูกๆ
แต่ตอนนี้ เมื่อสามีเอ่ยเช่นนี้ นางจึงตระหนักถึงเรื่องสำคัญขึ้นมาได้
นั่นสิ พี่ใหญ่ไปเรียนตีทอง ออกจากบ้านไปตั้งแต่เช้ากลับมาก็มืดค่ำ พี่สะใภ้ใหญ่เปิดหอสุรางานยุ่งตัวเป็นเกลียว น้องสามกับน้องสะใภ้สามยิ่งต้องพาพวกเด็กๆออกไปเรียนรู้หาประสบการณ์ข้างนอก ในบ้านก็เหลือแค่นางกับสามีสองคน เรือกสวนไร่นากับหมูเห็ดเป็ดไก่ที่เลี้ยงไว้เหล่านั้น ล้วนเป็นสามีนางที่คอยดูแลในทุกวันนี้
ในช่วงนี้ลู่เหอหรงยังสามารถป้องกันภัยจากศัตรูพืชและน้ำท่วมเอาไว้ล่วงหน้าได้อย่างแม่นยำ การที่ผลผลิตในปีนี้เพิ่มมากขึ้น ล้วนเป็นเพราะความสามารถของลู่เหอหรง
ที่ดินที่นามีการปลูกสมุนไพร มันฝรั่ง พริก และธัญพืชต่างๆมากมาย
กิจการสมุนไพรก็ทำรายได้ดีมาโดยตลอด มันฝรั่งกับพริกก็ส่งขายให้กับร้านค้าต่างๆไม่ขาด สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นความสามารถของลู่เหอหรงเช่นกัน
แต่นางกลับเอาแต่เปรียบเทียบกับครอบครัวใหญ่และครอบครัวสามว่าพวกเขาเก่งกว่า จนมองไม่เห็นสิ่งที่สามีตัวเองทำ ละเลยผู้ที่คอยดูแลคนท้องอย่างนาง พร้อมกับคอยจัดการเรื่องในบ้านต่างๆคนนี้ไป
เมื่อคิดได้ถึงตรงนี้ นางฉินก็รู้สึกผิด
“ข้าขอโทษ เป็นข้าเองที่ไม่ได้เห็นถึงความพยายามของท่านเลย”
สตรีหลังคลอดถอนหายใจยาวออกมา ที่แท้คนที่ใช้ชีวิตอย่างไร้จุดหมายมาโดยตลอดกลับเป็นตัวนางเอง
ลู่เหอหรงเข้าใจดีว่าตอนนี้อารมณ์ของนางกำลังอ่อนไหว ย่อมไม่ถือสาอยู่แล้ว เขากอดนางไว้ในอ้อมอกอย่างอ่อนโยน “เป็นสามีภรรยากันเหตุใดต้องพูดคำพวกนี้อีกเล่า เจ้าไม่ต้องคิดมาก เจ้าเป็นคนที่ทำประโยชน์ยิ่งใหญ่ให้กับครอบครัวของเรา ทั้งยังมีลูกน้อยให้ข้าเพิ่มอีกคน ในใจข้า เจ้าดีที่สุดแล้ว”
คำพูดนี้ทำให้นางฉินซาบซึ้งใจมากจนใกล้จะร้องไห้ออกมา
ลู่เหอหรงกล่าวท่าทีร้อนรนแกมหยอกเย้า “รีบฮึบไว้! เจ้ากำลังอยู่ไฟนะ ท่านแม่กำชับข้าเป็นพันๆครั้งว่าห้ามทำให้เจ้าร้องไห้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นนางจะตีข้า!”
“ฮ่าๆๆ ท่านนี่นะ!”
นางฉินที่เดิมทีจะร้องไห้ พอได้ยินคำหยอกล้อของสามีก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ได้
ลู่เหอหรงหัวเราะตาม ก่อนกล่าว “ให้ได้อย่างนี้สิ ยิ้มเยอะๆ หัวเราะเยอะๆ จะได้มีแต่เรื่องดีๆ”
และในตอนนี้เอง เด็กน้อยที่นอนอยู่ในเปลก็ตื่นขึ้น ลืมตา.กลมๆใสแจ๋วขึ้นมอง จากนั้นก็อ้าปากเล็กๆ ร้องไห้เสียงดังลั่น
ลู่เหอหรงมีประสบการณ์ในการเลี้ยงลูกมาแล้ว ร้องไห้เช่นนี้ไม่หิวก็ถ่ายท้อง จึงรีบไปดูลูกน้อย ท่าทางคล่องแคล่วและตั้งใจมาก ไม่ต้องให้นางฉินกังวลเลยแม้แต่น้อย
ความรู้สึกด้อยค่าตัวเองภายในใจนางฉินอันตรธานหายไป ทั้งพ่อแม่สามี สามี และลูกๆ ต่างก็ดีถึงเพียงนี้ ชีวิตก็มีแต่จะรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆ นางยังต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจไปด้วยเหตุใดกัน ช่างงี่เง่าเกินไปแล้ว
….
นางซุนกับหลานสาวทั้งสองเดินทางกลับเมืองหลักในวันที่สามหลังจากที่นางฉินคลอด เพราะเด็กสาวทั้งสองยังมีงานที่ต้องทำ และทางด้านเมืองหลักก็มีแค่ผู้เฒ่าลู่คนเดียวที่เป็นผู้อาวุโสแต่วางใจไม่ค่อยได้ นางซุนจึงต้องไปดูแลเอง
ก่อนไปก็กำชับลู่เหอหรงอยู่ตลอดว่าต้องดูแลภรรยาให้ดี อีกครึ่งเดือนพวกลู่ไป่ชวนก็จะกลับมาฉลองปีใหม่ด้วยกันแล้ว
ตอนที่สามย่าหลานมา รถม้ายังโล่งๆอยู่ ทว่าขากลับกลับนำสิ่งของไปด้วยไม่น้อย ล้วนเป็นอาหารมากมายหลายอย่างที่นางหยูเตรียมเอาไว้ให้ มีตำรับอาหารเล่มนั้นของเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้ไม่ว่านางจะทำอาหารชนิดใดก็ง่ายดายไปเสียหมด
…..
ส่วนทางด้านเมืองหลวงในตอนนี้ งานจัดแสดงหยกผานกู่ก็ได้เริ่มขึ้นแล้ว
ตอนที่ 604: อยู่ดีๆ มอบยาพิษให้พวกเขาทำไม
เป็นครั้งแรกที่เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนเข้าร่วมงานเลี้ยงในวังด้วยกัน ดังนั้นย่อมเตรียมตัวให้ดีสักหน่อย
เหอจิ่วเหนียงเตรียมชุดออกงานสำหรับทั้งสองเอาไว้เรียบร้อยแล้ว และหยิบเสื้อกั๊กแบบเดียวกับที่มอบให้จิ้งอ๋องออกมาให้ลู่ไป่ชวนสวม
“แล้วเจ้าล่ะ?”
ลู่ไป่ชวนเห็นนางเตรียมสิ่งป้องกันตัวให้เขา แต่ตัวนางกลับแต่งตัวงดงามราวกับเซียน ไม่ได้สวมอุปกรณ์ป้องกันตัวเหล่านี้เลย
“ข้าไม่จำเป็นต้องใส่ ข้ามีท่านอยู่ไม่ใช่หรือ มีท่านอยู่ทั้งคนข้าจะได้รับอันตรายอีกหรือ?”
ลู่ไป่ชวนรู้สึกว่านางพูดถูกต้อง ต่อให้เขาต้องเสี่ยงสู้อย่างสุดชีวิต ก็ไม่มีทางให้ภรรยาเป็นอะไรไปเด็ดขาด
“ไม่มีทางแน่นอน”
“ใช่หรือไม่ล่ะ หากให้ข้าใส่ของพวกนี้แล้วข้าจะใส่ชุดกระโปรงกับเครื่องประดับพวกนี้ได้อย่างไร เป็นผู้หญิงแค่อยู่สวยๆก็พอแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยถ้อยคำดูดี แต่ความจริงแล้วนางไม่จำเป็นต้องใช้สิ่งของป้องกันพวกนี้เลย เพราะปกติก็ไม่มีใครทำอะไรนางได้อยู่แล้ว
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าเห็นด้วย มองภรรยาที่แต่งองค์ทรงเครื่องนิดๆหน่อยๆ ก็งดงามได้ถึงขั้นนี้ได้ จู่ๆในใจก็รู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
เขารู้ว่าภรรยาของเขาไม่ว่าจะไปปรากฏตัวที่ใดก็เป็นที่สะดุดตาสะดุดใจ คืนนี้แต่งตัวงดงามปานนี้ ไม่รู้จะมีคนแอบหมายตากี่คนอีก
แต่ภรรยามีอิสระของตัวเอง อีกทั้งสตรีรักสวยรักงามก็เป็นเรื่องธรรมดา เขาไม่อาจเห็นแก่ตัวจนถึงขั้นไม่ให้นางออกไปเจอผู้คนได้ จึงทำได้เพียงใช้ความสามารถที่มีทั้งหมดปกป้องนางให้ดีที่สุดเท่านั้น
คืนนี้เหอจิ่วเหนียงแต่งตัว.งดงามมากจริงๆ อาภรณ์สีเขียวอ่อนขับผิวให้ดูเปล่งปลั่งอ่อนเยาว์ ทั้งๆที่เป็นแม่คนแล้ว ลูกก็วัยสี่ขวบแล้ว แต่กลับดูเหมือนแม่นางน้อยที่ยังไม่ออกเรือน และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น นางมีเสน่ห์เย้ายวนในแบบที่วัยเด็กสาวไม่มี ช่างเป็นที่สุดของความสดใสและมีเสน่ห์ในคนคนเดียวจริงๆ
ลู่ไป่ชวนมองนางหมุนตัวอยู่ตรงหน้าตนเอง และถามเขาด้วยรอยยิ้มว่า “คืนนี้ข้าสวยหรือไม่?”
“ไม่ว่าจะเวลาใดเจ้าก็สวยตลอด แต่คืนนี้สวยเป็นพิเศษ”
ลู่ไป่ชวนดึงนางเข้ามาในอ้อมแขน ก้มหน้าลงจะจูบนาง แต่กลับถูกหญิงสาวยกมือกั้นไว้
“ไม่เลวเลยนี่ ท่านพัฒนาขึ้นแล้วนะเนี่ย ข้าชอบฟังคำพวกนี้มาก แต่กว่าข้าจะแต่งหน้าเสร็จมันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย คิดจะจูบก็จูบไม่ได้เด็ดขาด ไปกันเถอะ ถึงเวลาออกเดินทางแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงผลักลู่ไป่ชวนออก และยกชายประโปรงขึ้นพลางวิ่งออกไป ฮี่ๆๆ ขืนไม่วิ่งหนีตอนนี้มีหวังหนีไม่รอดแน่
เอ๊ย ไม่ใช่! ขืนไม่รีบไปตอนนี้มีหวังสายแน่ ร่วมงานเลี้ยงในวังครั้งแรกนางไม่อยากไปสาย!
เพื่อร่วมงานเลี้ยงในวังครั้งนี้ นางถึงขั้นไม่กินมื้อกลางวัน ปล่อยให้ท้องว่างเพื่อรอรับอาหารในงานเลี้ยงโดยเฉพาะ
ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทางขี้เล่นของนางก็อดหัวเราะไม่ได้จริงๆ
ช่วงนี้เหอจิ่วเหนียงเข้าออกวังหลวงบ่อยจนคุ้นเคยกับวังหลวงมาก เพียงแต่คืนนี้มีผู้คนจำนวนมากมาร่วมงาน รถม้าไม่อาจเข้าไปได้ ทำได้แค่ให้บ่าวรับใช้รออยู่หน้าประตูวัง และทุกคนต้องลงจากรถม้าเดินเท้าเข้าวังเท่านั้น
ลู่ไป่ชวนให้บ่าวรับใช้ของตัวเองกลับไปก่อน ยามจื่อค่อยมารับพวกเขา เพื่อไม่ให้บ่าวรับใช้ต้องทนรับลมหนาวอยู่ตรงนี้
บ่าวรับใช้ซาบซึ้งมาก และกลับไปท่ามกลางสายตาอิจฉาของบ่าวรับใช้ตระกูลอื่น
บ่าวรับใช้ตระกูลอื่นนั้นไม่กล้าแม้แต่จะคิด เพราะพวกเขาไม่อาจรู้ได้เลยว่าเจ้านายอยากจะกลับยามใด หากเจ้านายออกมาแล้วไม่เห็นพวกเขา พวกเขาอาจถึงฆาตได้
เจ้านายของพวกเขาไม่ได้เป็นคนมีเหตุผล เข้าอกเข้าใจเหมือนใต้เท้าลู่ ไม่คิดว่าการที่บ่าวรับใช้อย่างพวกเขาทนหนาวรออยู่ตรงนี้จะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมตรงไหน
ระหว่างที่ลู่ไป่ชวนบอกกับบ่าวรับใช้ เหอจิ่วเหนียงก็มาคุยเล่นกับองครักษ์ที่เฝ้าประตูวังแล้ว
“เฉินอ๋องกับพระชายามาหรือยัง?”
“ท่านเฉินอ๋องกับพระชายาเข้าวังตั้งแต่เช้าแล้วขอรับ ท่านอ๋องต้องไปจัดการงานราชกิจ ส่วนพระชายาไปเข้าเฝ้าองค์ไทเฮากับฮองเฮาที่วังหลังขอรับ”
“ฮี่ๆๆ ข่าวของพวกเจ้ารวดเร็วดังคาด อะ รับของพวกนี้ไว้ มันช่วยรักษาชีวิตของพวกเจ้าได้ แบ่งให้สหายพี่น้องของเจ้าด้วยล่ะ”
เหอจิ่วเหนียงกล่าวพลางล้วงเอาขวดแก้วออกมาหลายขวดยื่นให้พวกเขา
องครักษ์เหล่านี้งุนงง อยู่ดีๆ มอบยาพิษพวกนี้ให้พวกเขาทำไมกัน พวกเขาก็แค่เฝ้ายามประตูวัง ไม่ได้มีอันตรายอะไรสักหน่อย?
“รับไว้เถอะน่า มันมีประโยชน์แน่นอน กันไว้ดีกว่าแก้ไม่ใช่หรือ!”
เหอจิ่วเหนียงถลึงตาใส่พวกเขา ไม่ให้พวกเขาได้ปฏิเสธเลย จากนั้นก็ควงแขนลู่ไป่ชวนเดินเข้าวัง
ขณะที่เดินเข้าวังก็มีขุนนางและฮูหยินจำนวนไม่น้อยร่วมทางด้วย บางคนไม่รู้จักทั้งสองมาก่อนก็มองด้วยแววตาสงสัย บางคนก็รู้แล้วว่าพวกเขาเป็นขุนนางที่มาจากจิงโจว และคิดว่าตามหลักแล้วไม่ควรได้ร่วมงานเลี้ยงในวัง แต่เหตุใดถึงมาได้
อีกหลายๆคนก็ได้ยินเรื่องเลื่องลือระหว่างฮูหยินลู่กับ.องค์หญิงห้ามาบ้างแล้ว จึงรู้ว่าฮ่องเต้ปฏิบัติต่อสามีภรรยาคู่นี้พิเศษจริงๆ ดังนั้นจึงอนุญาตให้พวกเขามาร่วมงานเลี้ยงในวังด้วย ดังนั้นคนกลุ่มนี้จึงไม่ได้แปลกใจ
มีบางคนที่เข้ามาทักทายลู่ไป่ชวนบ้าง อยากถือโอกาสนี้ผูกมิตรด้วย ขณะเดียวกันก็มีขุนนางที่เดิมทีอยู่ฝ่ายเฉินอ๋องอยู่แล้วอยากดูแลลู่ไป่ชวน จึงเข้ามาทักทายพูดคุยกัน
เมื่อเหล่าขุนนางมา บรรดาฮูหยินย่อมมาด้วย เนื่องจากทุกคนล้วนมีเจตนาอยากผูกมิตร บรรดาฮูหยินจึงพูดคุยกับเหอจิ่วเหนียงอย่างยิ้มแย้ม แม้บางคนในใจจะดูแคลนพวกเขาอยู่ลึกๆ แต่ภายนอกก็แสดงออกได้อย่างสุภาพ
ยิ่งได้เข้ามาใกล้ก็ยิ่งประจักษ์ชัดว่า สองสามีภรรยาคู่นี้หน้าตางดงามกันทั้งคู่ อากัปกิริยาก็สง่างาม และที่สำคัญที่สุด อาภรณ์ที่ทั้งสองสวมใส่ไม่ธรรมดาเลย เห็นเช่นนี้แล้วพวกเขาจึงเผยรอยยิ้มออกมาจากใจจริง
เหอจิ่วเหนียงสังเกตทุกอย่าง และจดจำเอาไว้อย่างเงียบๆ ภายนอกยังคงพูดคุยกับคนเหล่านี้อย่างเป็นกันเอง ทว่าในใจทดเอาไว้แล้วว่า เดี๋ยวจะไปถามที่มาที่ไปของแต่ละคนกับพระชายาสักหน่อย
“ใต้เท้าลู่ช่างเป็นวีรบุรุษวัยหนุ่มจริงๆ อายุน้อยแต่สร้างผลงานได้ถึงเพียงนี้ อนาคตไกลเป็นแน่!”
“เฉินอ๋องมีวีรบุรุษอย่างใต้เท้าลู่คอยช่วยเหลือ ไม่แปลกใจเลยที่ฝ่าบาทจะทรงโปรดปรานเช่นนี้!”
“วันหน้าใต้เท้าลู่มีตำแหน่งใหญ่โต ก็อย่าลืมคิดถึงพวกเรานะ!”
งานเลี้ยงในคืนนี้จัดขึ้นอย่างยิ่งใหญ่ ขุนนางในเมืองหลวงระดับห้าขึ้นไปล้วนได้รับเชิญมาร่วมงาน ดังนั้นย่อมมีขุนนางที่ตำแหน่งต่ำกว่าลู่ไป่ชวน พวกเขาจึงเอ่ยคำยกย่องเขาเป็นพิเศษ
ลู่ไป่ชวนรับมือกับสถานการณ์เหล่านี้ได้อย่างคล่องแคล่ว มือข้างหนึ่งจับมือเหอจิ่วเหนียงแน่น เพื่อป้องกันไม่ให้นางคลาดสายตา จนฮูหยินคนอื่นพากันอิจฉาไม่น้อย
เมื่อเข้าสู่ตำหนักพระที่นั่งก็แสดงป้ายสถานะขุนนางของตัวเอง มีขันทีประกาศชื่อโดยเฉพาะ เพื่อให้ขุนนางที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนได้รับรู้สถานะกันคร่าวๆ จะได้ไม่เผลอล่วงเกินผู้ที่ไม่ควรล่วงเกิน
“ใต้เท้าลู่แม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋น และฮูหยินลู่มาถึงแล้ว!”
ได้ยินเสียงประกาศชื่อนี้ ทุกคนในตำหนักพระที่นั่งต่างพากันหันมองมาที่พวกเขา
แม้ทั้งสองจะเคยชินกับสายตาที่จ้องมองมาอย่างพิจารณาเช่นนี้แล้ว แต่ลู่ไป่ชวนก็ยังจับมือภรรยาแน่นขึ้นตามสัญชาตญาณ แทบอยากจะทำให้คนพวกนี้ตาบอดไปเสียจริงๆ
เขามองบางคนด้วยสายตาเย็นชา ทุกคนเห็นสายตาเขาแล้วถึงกับสะดุ้งเฮือกราวกับถูกมัจจุราชกระชากออกจากฝันหวานก็มิปาน
รู้มานานแล้วว่าลู่ไป่ชวนมีภรรยาที่รูปโฉม.งดงามจนทำให้คนใจสั่น ดังนั้นถึงแม้ลู่ไป่ชวนจะมีตำแหน่งใหญ่โต แต่เขาก็ไม่เคยมีอนุหรือสตรีอื่นเพิ่ม และมีบุตรชายเพียงแค่คนเดียว
เรื่องนี้ใครได้รู้ต่างก็อดหัวเราะเยาะไม่ได้ ในใต้หล้านี้มีสตรีโฉมงามถมเถไป บุรุษที่ได้ดิบได้ดีมีตำแหน่งใหญ่โต ใครบ้างจะไม่มีอนุสองอนุสาม
แต่ขณะที่ทุกคนได้เห็นเหอจิ่วเหนียงก็เงียบเสียงลงทันที หากพวกเขามีสตรีโฉมงามเช่นนี้เป็นภรรยา พวกเขายินดีกวาดล้างเรือนหลังทิ้งอนุทั้งหมดแน่นอน!
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจสายตาเหล่านี้เลย เดินไปนั่งที่นั่งของพวกเขาตามการจับจูงมือของลู่ไป่ชวน
ทันทีที่นั่งลง ก็มีคนมาสะกิดไหล่บางเบาๆ และกระซิบถามเสียงเบา
“ท่านคือท่านหมอเหอที่ตรวจพระวรกายให้ฮ่องเต้ใช่หรือไม่?”
ตอนที่ 605: ช่างน่ารักยิ่งนัก
เจ้าของคำถามเป็นหญิงสาวที่ดูอายุมากกว่าเหลียนฮวาเพียงสองสามปี แต่นางเกล้าผมมวยซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของสตรีที่แต่งงานแล้ว
ในยุคนี้ หญิงสาวสามารถแต่งงานได้ตั้งแต่อายุสิบห้าปี ดังนั้นการที่เห็นเด็กผู้หญิงในวัยสิบหกสิบเจ็ดปีแต่งงานแล้วถือเป็นเรื่องปกติ
เหอจิ่วเหนียงหันไปมองนาง และพยักหน้าเล็กน้อย “ใช่แล้ว มีอะไรหรือ?”
หญิงสาวพยักหน้าและกระซิบ “ข้าอยากให้หมอเหอรักษาอาการป่วยให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
นางนั่งอยู่ด้านหลังเหอจิ่วเหนียงและอีกหลายๆคน สามีของนางไปทักทายสนทนากับขุนนางคนอื่นๆอยู่ ดังนั้นตอนนี้นางจึงนั่งอยู่คนเดียว
เหอจิ่วเหนียงถาม “เจ้าป่วยเป็นอะไรหรือ?”
หญิงสาวหน้าแดงทันที รู้สึกเขินอายจนไม่สามารถพูดออกมาได้ อีกทั้งยังมีผู้คนอยู่รอบๆมากมาย และที่สำคัญ ยังมีบุรุษอย่างลู่ไป่ชวนอยู่ตรงนี้ทั้งคน
เหอจิ่วเหนียงคาดเดาบางอย่างได้ จึงเอ่ยทันทีโดยไม่รอให้นางตอบ “ข้าสะดวกไม่ติดปัญหาอะไร เจ้าสามารถมาพบข้าที่จวนได้เลย หรือจะให้ข้าไปรักษาที่บ้านก็ได้ แค่เตรียมค่ารักษาก็พอ”
หญิงสาวไม่คาดคิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะทั้งสวยและพูดง่ายเพียงนี้ นางตระหนักได้ทันทีว่าทุกสิ่งที่นางได้ยินจากองค์หญิงห้าก่อนหน้านี้ล้วนเป็นเท็จ
“ขอบคุณมากเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าไปที่จวนหมอเหอพรุ่งนี้ได้หรือไม่?”
“ไม่มีปัญหา เจ้ามาสักประมาณยามซื่อก็ได้ บอกคนเฝ้าประตูว่านัดกับข้าไว้ เขาจะพาเจ้าเข้าไปเอง”
เหอจิ่วเหนียงตัดสินใจว่า พรุ่งนี้ค่อยไปฝังเข็มให้ฮ่องเต้หลังอาหารเที่ยงก็แล้วกัน
“เจ้าค่ะ!”
หญิงสาวพยักหน้าอย่างมีความสุขและนั่งลงทันทีด้วยใบหน้าเกลื่อนรอยยิ้ม ตั้งใจจะบอกเรื่องนี้กับสามีทันทีที่เขากลับมา
ตอนที่องค์หญิงห้าเข้ามา ก็เห็นภาพเหอจิ่วเหนียงกำลังกระซิบกระซาบกับหญิงสาวพอดี นางกลอกตา.มองบน และจงใจกล่าวเสียงดัง “พวกขี้ครอกไม่เคยถูกสั่งสอน!”
นางเจตนาเหยียดหยามเหอจิ่วเหนียงโดยตรง แม้จะไม่ได้เอ่ยชื่อก็ตาม แต่ใครที่มีไหวพริบก็จะรู้ว่านางกำลังพูดถึงใคร
เหอจิ่วเหนียงทำหูทวนลม หลังจากสนทนากับหญิงสาวด้านหลังเสร็จนางก็ยิ้ม จากนั้นหันกลับมากินเมล็ดแตงโมที่ลู่ไป่ชวนแกะเปลือกให้แล้ว
เมื่อเห็นว่าถูกเมิน องค์หญิงห้าก็ยิ่งโมโห นางกำลังจะพูดบางอย่างต่อ แต่สาวใช้ประจำตัวพยายามโน้มน้าวให้นางใจเย็นไว้ สุดท้ายนางจึงเดินหัวฟัดหัวเหวี่ยงไปนั่งยังที่นั่งของตัวเองอย่างโกรธจัด
ที่นั่งในงานเลี้ยงวันนี้ถูกแยกออกเป็นสองฝั่ง โดยเว้นพื้นที่ตรงกลางไว้สำหรับการแสดงร้องเล่นเต้นระบำ ที่นั่งได้รับการจัดเรียงตามลำดับยศตำแหน่งของแขกผู้ร่วมงานอย่างเคร่งครัด โดยมีอ๋องและเชื้อพระวงศ์อยู่แถวหน้า ตามด้วยขุนนางลำดับขั้นจากสูงไปต่ำเรียงถัดไปจนถึงด้านหลัง
ลู่ไป่ชวนและภรรยานั่งอยู่แถวเกือบหน้าสุด บุคคลสำคัญที่ต้องนั่งข้างหน้าพวกเขายังมาไม่ถึง ดังนั้นจึงไม่มีใครบดบังเหอจิ่วเหนียง อิริยาบถทุกความเคลื่อนไหวของนาง องค์หญิงห้าซึ่งอยู่แถวหน้าสุดฝั่งตรงข้ามจึงเห็นทั้งหมด
เหอจิ่วเหนียงแสดงความรักต่อลู่ไป่ชวนภายใต้สายตาแค้นเคืองจากฝั่งตรงข้าม กินเมล็ดแตงโมที่เขาแกะเปลือก และป้อนองุ่นให้เขาสลับกันไป
“ไร้ยางอายจริงๆ! เหตุใดถึงกล้าทำตัวบัดสีเช่นนี้ในที่สาธารณะ!”
องค์หญิงห้าสุดจะทนมองได้ ตบโต๊ะและก่นด่าลอดไรฟัน
นางอารมณ์ไม่ดีอยู่แล้ว และหลังจากนั่งลงก็พบว่าในงานวันนี้กลับไม่มีเป็ดดำลู่ขึ้นโต๊ะเลย
พ่อของนางขี้งกยิ่งกว่าเสด็จพี่หกซะอีก!
นางได้ยินมาว่า เพื่อเอาใจเสด็จพ่อ สตรีบ้านนอกนั่นจึงให้เครื่องเทศเป็ดดำลู่แก่เสด็จพ่อเป็นจำนวนมาก แต่ทุกคนในวัง มีเพียงไทเฮา ฮองเฮา และหลิวกุ้ยเฟยเท่านั้นที่ได้รับแบ่งไป ส่วนคนอื่นๆไม่ได้อะไรเลย
นางอยากจะกินของอร่อยๆในงานเลี้ยงวันนี้สักหน่อย แต่คาดไม่ถึงว่าจะไม่ได้กินอะไรเลย แถมยังต้องมานั่งพะอืดพะอมคลื่นไส้กับอากัปกิริยาบัดซบของเหอจิ่วเหนียงที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามอีก!
ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของสตรีขี้เหนียวเหอจิ่วเหนียง!
“องค์หญิง เย็นพระทัยก่อนเพ.คะ วันนี้มีแขกมาร่วมงานมากมาย หากพวกเขาเอาพระองค์ไปพูดข้างนอกเสียๆหายๆ ชื่อเสียงของพระองค์จะเสื่อมเสียเอานะเพ.คะ จัดการกับนางเป็นเรื่องง่าย อย่าเพิ่งหาเรื่องเดือดร้อนให้ตัวเองในสถานการณ์เช่นนี้เลยเพ.คะ”
สาวใช้ประจำตัวมีไหวพริบ จึงเอ่ยปรามผู้เป็นนายด้วยเสียงเบา
เมื่อองค์หญิงห้าได้ยินความหมายแฝงในวาจาของสาวใช้ จึงสงบอารมณ์ลงและถาม “จัดการกับนางเป็นเรื่องง่าย เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“องค์หญิงเคยพลาดท่าให้สตรีผู้นั้นมาก่อน หม่อมฉันจึงคิดหาทางเอาคืนได้แล้ว องค์หญิงไม่ต้องทำอะไร แค่รอดูผลลัพธ์ก็พอเพ.คะ”
สาวใช้ยิ้มมีเลศนัย ราวกับว่ามั่นใจว่าจะทำสำเร็จ
สาวใช้ผู้นี้พระมารดาของ.องค์หญิงห้าเป็นผู้จัดหาให้มาดูแลรับใช้องค์หญิงห้าโดยเฉพาะ เป็นผู้มีความคิดแยบยล ด้วยคำแนะนำและข้อเสนอแนะของนางตลอดหลายปีที่ผ่านมา ทำให้องค์หญิงห้าสามารถบรรลุแผนการได้หลายอย่าง องค์หญิงห้าจึงไว้วางใจสาวใช้คนนี้มาก และพยักหน้าพร้อมรอยยิ้มกดลึก
ทว่าสองนายบ่าวหารู้ไม่ว่า...
บทสนทนาของพวกนาง ล้วนอยู่ในโสตประสาทของเหอจิ่วเหนียงทั้งหมด
คนถูกปองร้ายกลอกตา.มองบน และทำปากขมุบขมิบอย่างเย้ยหยัน
หึ สองคนนี้ยังอ่อนเกินไปที่จะจัดการกับนาง!
ในไม่ช้า แขกทั้งหมดก็มาถึง
หลังจากนั้นไม่นาน มีเสียงประกาศดังก้อง “ฮ่องเต้เสด็จ!”
“ฮองเฮาเสด็จ!”
“กุ้ยเฟยเสด็จ!”
ฮ่องเต้เสด็จพร้อมกับกุ้ยเฟย พระโอรส และสะใภ้จำนวนหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้นตามลู่ไป่ชวนและคุกเข่าลงเพื่อแสดงความเคารพ พร้อมกับตะโกนว่า “ทรงพระเจริญอายุยืนหมื่นๆปี!” นางตะโกนจนคอแห้งกระทั่งฮ่องเต้เสด็จถึงที่ประทับ
ฮ่องเต้ตรัส “ยืนขึ้น”
ทุกคนกล่าวขอบคุณแล้วลุกขึ้นนั่งลงประจำที่
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจด้วยความโล่งใจ การร่วมงานเลี้ยงในวังไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“วันนี้ที่เราจัดงานเลี้ยงขึ้น ประการแรก เพื่อเฉลิมฉลองสุขภาพของเราที่แข็งแรงขึ้นอย่างมาก และประการที่สอง เพื่อให้ทุกคนได้ชื่นชมสมบัติแห่งแคว้น–หยกผานกู่!
เนื่องจากหยกผานกู่เป็นสิ่งยึดเหนี่ยวจิตใจของพวกเราชาวเป่ยเหยียน จึงไม่สามารถเก็บไว้ในกุอย่างไร้ค่าได้ เราควรประกาศให้ทุกคนได้รู้ว่า เป่ยเหยียนของเราสามารถเจริญรุ่งเรืองมาได้หลายชั่วอายุคน ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะการปกป้องคุ้มครองจากหยกผานกู่ ใครที่คิดจะปล้นหยกผานกู่ จะต้องถูกประหารอย่างไร้ข้อแม้!...”
จากนั้นฮ่องเต้เฒ่าก็ตรัสเปิดงานอีกเล็กน้อย แต่ผู้คนในงานไหนเลยจะสนใจถ้อยคำหลังจากนั้นอีก ทุกคนต่างเพ่งความสนใจทั้งหมดไปหยกผานกู่และตั้งตารอชมอย่างจดจ่อ
หลินอ๋องที่วันนี้ก็มาร่วมงานเช่นกันรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เขาสัมผัสได้ว่ามีบางอย่างผิดปกติ
หลังจากที่ฮ่องเต้เปิดงานแล้ว อาหารก็เริ่มถูกยกออกมา มีการแสดงร้องเล่นเต้นรำกลางโถงระหว่างที่เหล่าขุนนางรับประทานอาหารไปด้วยเพื่อสร้างความเพลิดเพลิน
ในส่วนของการเปิดตัวหยกผานกู่ แน่นอนว่าจะอยู่ในช่วงท้ายของงาน
งานเลี้ยงในวังสมกับเป็นงานเลี้ยงในวัง อาหารเลิศรสทุกจาน เหอจิ่วเหนียงเพลิดเพลินกับมื้ออาหารมากจนไม่สนใจว่าใครจะทำอะไรอยู่ ส่วนลู่ไป่ชวนก็คอยไปหยิบอาหารมาให้ภรรยาเพราะกลัวว่านางจะกินไม่อิ่ม
เมื่อบรรยากาศเริ่มได้ที่ ขุนนางบางคนก็ลุกขึ้นและดื่มฉลองเพื่อแสดงความยินดีกับฮ่องเต้ที่มีพระพลานามัยแข็งแรง
ฮ่องเต้อารมณ์ดีและตอบกลับด้วยรอยยิ้ม ทันใดนั้นเขาก็อยากจะใช้โอกาสนี้แนะนำทักษะการแพทย์ที่น่าทึ่งของเหอจิ่วเหนียงให้ทุกคนได้รู้สักหน่อย แต่เมื่อหันไปก็เห็นว่า สตรีผู้นั้นกำลังกินอาหารอย่างมูมมาม…
ฮ่องเต้ “...”
ช่างเป็นภาพที่ไม่น่าอภิรมย์เอาซะเลย
พลันนั้นฮ่องเต้จึงล้มเลิกความคิดไป
“ฝ่าบาท นั่นคงเป็นหมอเหอกระมังเพคะ นางดูเป็นคนน่ารักมากนะเพ.คะ!”
ผู้ที่เอ่ยถามเป็นพระสนม นางนั่งอยู่ในตำแหน่งถัดลงไปชั้นล่างหนึ่งขั้น ดูจากภายนอกแล้วอายุน่าจะราวๆสามสิบกว่าปี
นางคือฮุ่ยกุ้ยเฟย–พระมารดาของ.องค์หญิงห้า
นางจดจำผู้ที่กลั่นแกล้ง.องค์หญิงห้าเอาไว้เสมอ แต่นางไม่ใช่คนมุทะลุเหมือนบุตรสาว นางมักจะหาโอกาสจัดการคนเหล่านั้นลับหลังเงียบๆ
เหอจิ่วเหนียงเองก็เป็นหนึ่งในนั้น
เมื่อเห็นว่าเหอจิ่วเหนียงมีพฤติกรรมเหมือนสาวบ้านนอก มาร่วมงานเลี้ยงก็เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินราวกับผีหิวโซ แววตาของฮุ่ยกุ้ยเฟยจึงเต็มไปด้วยความรังเกียจ
แต่ถึงกระนั้น รอยยิ้มของนางก็ยังคงเป็นมิตรมาก
เพราะวาจาของนาง ทำให้ทุกคนหันไปมองเหอจิ่วเหนียง เมื่อเห็นว่านางกินอย่างเอาเป็นเอาตาย ทุกคนก็รู้สึกสังเวชใจ
ตอนที่ 606: พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง (1)
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาเหล่านี้ เหอจิ่วเหนียงก็ตอบสนองกลับด้วยการแจกจ่ายรอยยิ้มให้ทีละคน จนกระทั่งสายตาของนางมาหยุดที่ใบหน้าของฮุ่ยกุ้ยเฟย
นางยิ้มหวาน แล้วกล่าว “กุ้ยเฟยมีสายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก ขอบพระทัยสำหรับคำชมเชยเพ.คะ”
ผู้คนรอบข้างพลันอดหัวเราะไม่ได้ แต่สีหน้าของฮุ่ยกุ้ยเฟยกลับเขียวคล้ำลงเล็กน้อย นางกำลังประชดตนอยู่!
ฮ่องเต้สังเกตได้ว่าฮุ่ยกุ้ยเฟยกำลังจงใจหาเรื่องเหอจิ่วเหนียง งานเลี้ยงเพิ่งจะเริ่ม แต่เขากลับมีเรื่องให้โมโหแล้ว ฮุ่ยกุ้ยเฟยผู้นี้นับวันยิ่งทำตัวแย่ลงเรื่อยๆจริงๆ
ฮ่องเต้เหลือบมองฮุ่ยกุ้ยเฟยอย่างไม่พอใจ จากนั้นจึงแนะนำเหอจิ่วเหนียงให้ทุกคนรู้จัก “ใช่แล้ว นั่นคือหมอเหอที่รักษาเรา เหล่าขุนนางทั้งหลาย ถึงแม้ว่าหมอเหอจะเป็นสตรี แต่ทักษะทางการแพทย์ของนางก็ดีกว่าหมอหลวงทุกคนในสำนักหมอหลวง สุขภาพของเราดีขึ้นมากด้วยการรักษาของหมอเหอ”
ถ้อยคำของฮ่องเต้บ่งบอกชัดว่าเขายกให้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนของตนเอง ในขณะที่ฮุ่ยกุ้ยเฟยกลายเป็นคนนอก
ใบหน้าของฮุ่ยกุ้ยเฟยเปลี่ยนเป็นซีดเผือด นางจงใจดึงดูดความสนใจของทุกคนให้ดูกิริยาน่าอายของเหอจิ่วเหนียง แต่กลับกลายเป็นว่าชี้ช่องให้ฮ่องเต้สรรเสริญเหอจิ่วเหนียง แถมยังสนับสนุนนางอีกด้วย!
ก่อนที่เหอจิ่วเหนียงจะได้อ้าปาก ฮุ่ยกุ้ยเฟยก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน “หมอเหอช่างโชคดีเหลือเกิน ไม่ค่อยมีใครได้รับคำสรรเสริญจากฝ่าบาทเช่นนี้เลยนะ! หมอเหอไม่เพียงเป็นหมอที่ยอดเยี่ยมเท่านั้น แต่ยังงดงามอย่างยิ่งอีกด้วย ไม่แปลกใจเลยที่ฝ่าบาทให้ความสำคัญกับนางเพียงนี้!”
สนมฮุ่ยมีรอยยิ้มบนใบหน้า แต่วาจาของนางกลับกำลังเสียดสี ซึ่งสื่อถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหอจิ่วเหนียงและฮ่องเต้
ถึงคราวที่ฮ่องเต้และลู่ไป่ชวนจะมีใบหน้าเขียวคล้ำบ้างแล้ว ผู้หญิงคนนี้ตั้งใจหาเรื่องคนอื่นชัดๆ
“กล้าดีอย่างไรถึงพูดจาไร้สาระออกมา!”
ฮ่องเต้จับจ้องพระสนมปากร้ายอย่างเกรี้ยวกราดและส่งสัญญาณให้นางเงียบ แต่ฮุ่ยกุ้ยเฟยไหนเลยจะทำตาม เมื่อศรถูกยิงไปแล้ว ไม่มีทางเรียกกลับมาได้อีก นางจะไม่ยอมแพ้จนกว่าเหอจิ่วเหนียงจะต้องอับอายในวันนี้!
“ฝ่าบาท โปรดสงบสติอารมณ์ลงก่อนเพ.คะ หม่อมฉันก็แค่พูดตามความจริง ฝ่าบาทตรัสว่าทักษะทางการแพทย์ของหมอเหอดีกว่าหมอหลวงทั้งหมดในสำนักหมอหลวง แต่ยามที่หมอเหอทำการรักษาฝ่าบาท ไม่มีใครอยู่ที่นั่นเลย การที่พระองค์ตรัสเช่นนี้ไม่ยุติธรรมกับหมอหลวงทุกคนเลยนะเพ.คะ นอกจากนี้หมอเหอเป็นคนหน้าตาดี ใครบ้างจะอดคิดไม่ได้ หม่อมฉัน…หม่อมฉันปวดใจยิ่งนักเพ.คะ!”
ขณะที่กล่าวฮุ่ยกุ้ยเฟยก็เริ่มแสดงท่าทีโศกเศร้า ราวกับว่าฮ่องเต้ได้พบรักใหม่และลืมรักเก่าไปแล้วก็มิปาน
แม้ภายนอกฮุ่ยกุ้ยเฟยจะแสดงท่าทีราวกับว่าตนเองพูดถูกต้อง แต่แท้จริงแล้วในใจนางหวั่นวิตกไม่น้อย การกระทำของนางวันนี้ถือว่านางได้ล่วงเกินฮ่องเต้อย่างเปิดเผยแล้ว และหากนางไม่ระวัง อาจถูกเนรเทศไปตำหนักเย็นหรืออาจถึงขั้นถูกตัดสินประหารชีวิต แต่หากมีใครสักคนในที่นี้เห็นด้วยกับนางและกล้าพูดออกมา เดิมพันของนางครั้งนี้นางก็จะชนะ ทั้งยังได้ช่วยบุตรสาวระบายความโกรธอีกด้วย
ฮ่องเต้โกรธมาก และรู้สึกว่าฮุ่ยกุ้ยเฟยเริ่มเหิมเกริมมากขึ้นเรื่อยๆ เพราะอาศัยความโปรดปรานของเขา นางจึงกล้าพูดกับเขาเช่นนี้สินะ ทว่านางไม่เพียงต่อว่าเขาเท่านั้น ยังพยายามทำลายชื่อเสียงของเหอจิ่วเหนียงด้วย
เรื่องราวอื้อฉาวระหว่างฮ่องเต้กับฮองเฮาและสนมทั้งหลายหรือสตรีคนใดฮ่องเต้ย่อมไม่ใส่ใจ แต่สำหรับตระกูลลู่ การถูกครหาเช่นนี้ถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก ใครจะรู้ว่าต่อไปจะมีคนหยิบยกเรื่องนี้มาใส่สีตีไข่ใส่ร้ายพวกเขาอีกกี่คน
ในตอนแรก องค์หญิงห้ารู้สึกเคืองเล็กน้อยเมื่อเห็นมารดาของนางชื่นชมเหอจิ่วเหนียง แต่คิดไม่ถึงว่าแท้ที่จริงแล้วเสด็จแม่กำลังช่วยระบายความโกรธแทนนาง เด็กสาวยิ้มเยาะ ลืมคำห้ามปรามของสาวใช้ประจำตัวไปจนสิ้น ยืนขึ้นแล้วเอ่ย “เสด็จพ่อ พระองค์เอาแต่ตรัสว่าสตรีผู้นี้มีทักษะทางการแพทย์ที่ยอดเยี่ยม แต่เราไม่เคยเห็นฝีมือของนางเลย ใครจะรู้ล่ะเพคะว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องโกหกหรือไม่ สุขภาพของเสด็จพ่อสำคัญที่สุด เสด็จพ่อต้องระวังด้วยนะเพ.คะ”
ฮ่องเต้เกิดความอึดอัดใจชั่วขณะ เป็นครั้งแรกที่เขาตระหนักถึงความหมายของการที่ไม่สามารถอธิบายเหตุผลของตัวเองได้
ปกติแล้วทุกครั้งที่ฮ่องเต้มีอาการประชวร ทุกคนในวังจะสามารถเข้าไปดูแลเขาระหว่างที่หมอหลวงทำการรักษาได้ ทว่าระหว่างฮ่องเต้กับเหอจิ่วเหนียงกลับทำการรักษากันตามลำพังไม่ให้ใครเข้าไปรบกวน หากไม่มีเรื่องอย่างว่าเข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วจะเป็นอะไรไปได้อีก
อย่างไรก็ตาม ถึงแม้ทุกครั้งที่เหอจิ่วเหนียงทำการรักษาให้ฮ่องเต้ จะมีเหล่าขันทีและนางกำนัลคอยอยู่ด้วยตลอด แต่ถึงอย่างนั้นคนเหล่านั้นล้วนเป็นคนของฮ่องเต้ หากให้พวกเขาออกมาช่วยยืนยันก็คงไม่มีใครเชื่อ
และด้วยนิสัยเจ้าคิดเจ้าแค้นของเหอจิ่วเหนียง ฮ่องเต้รู้ได้เลยว่าฮุ่ยกุ้ยเฟยและองค์หญิงห้าจะต้องพบกับจุดจบไม่สวยแน่ แต่ในชั่วขณะนั้นเขากลับไม่รู้จริงๆ ว่าควรจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
“ฝ่าบาท สิ่งที่ฮุ่ยกุ้ยเฟยกล่าวนั้นสมเหตุสมผลจริงๆพ่ะย่ะค่ะ พวกกระหม่อมไม่เคยเห็นฮูหยินลู่ในบทบาทหมอเลย จึงไม่อาจเชื่อได้จริงๆพ่ะย่ะค่ะว่านางจะมีความสามารถจริง เช่นนั้นให้นางแสดงความสามารถสักหน่อยดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ เพื่อให้นางได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง”
ขุนนางบางคนลุกขึ้นยืน เหมือนกับว่ากล่าวแทนเหอจิ่วเหนียง แต่แท้จริงแล้วพวกเขาแค่อยากดูเรื่องสนุกๆเท่านั้น ตระกูลลู่มาจากภูมิหลังที่ยากจน แต่กลับได้รับการสนับสนุนจากผู้มีอำนาจจำนวนมาก ใครบ้างล่ะจะไม่อิจฉา?
เมื่อเห็นเช่นนี้ คนอื่นๆก็ลุกขึ้นมาช่วยสมทบ “ใช่แล้วพ่ะย่ะค่ะ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่ฮูหยินลู่จะได้พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง!”
ฮ่องเต้เหลือบมองเหอจิ่วเหนียง และเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีท่าทีใดๆเลย ราวกับว่านางไม่ใช่คนที่ถูกกล่าวหาในเหตุการณ์นี้
ขณะนั้น ไทเฮาซึ่งเงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้นอย่างใจเย็น “ฮ่องเต้ ทำตามที่พวกเขาว่าเถอะ ข้าเองก็จะได้สบายใจด้วย”
ไทเฮามีอายุราวๆเจ็ดสิบกว่าปี มีผมหงอกเต็มศีรษะ ทว่ารูปลักษณ์ยังคงสง่างาม ปกติแล้วนางแทบไม่เคยออกงานเช่นนี้เลย แต่วันนี้ได้ยินพระชายาเฉินอ๋องเอ่ยถึงเหอจิ่วเหนียงตลอดเวลา นางรู้สึกสนใจมาก จึงได้มาร่วมงานในวันนี้ด้วย แต่ไม่คิดเลยว่าพอนางมาแล้วจะมีเรื่องวุ่นวายเช่นนี้เกิดขึ้น
รับสั่งที่ออกมาจากปากไทเฮา หากฮ่องเต้จะปฏิเสธย่อมเป็นเรื่องยาก อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้เห็นด้วยทันที เขาหันไปมองเหอจิ่วเหนียงเพื่อถามความเห็นของนาง
เมื่อทุกคนเห็นฉากนี้พวกเขาก็ทอดถอนใจอีกครั้ง ดูเหมือนว่าฮ่องเต้จะปฏิบัติต่อสตรีผู้นี้ดีกว่าที่เคยปฏิบัติต่อนักพรตลัทธิมารนั่นเสียอีก
ลู่ไป่ชวนก็มีอารมณ์โกรธเคืองเช่นกัน นี่คืองานเลี้ยงในวัง การขอให้ภรรยามาสาธิตทักษะทางการแพทย์ให้ดูตรงนี้นี่มันใช่เรื่องหรือ
แต่ทุกครั้งที่เขาพยายามจะออกหน้าปกป้อง ภรรยาก็จับแขนเขาไว้ เห็นได้ชัดว่านางไม่อยากให้เขาเข้าไปข้องเกี่ยว
แม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นกำหมัดแน่น ใครที่ดูถูกพวกเขาในวันนี้ วันหน้าเขาจะเอาคืนพวกมันให้หมด!
จากนั้นสายตาของทุกคนก็จับจ้องไปที่เหอจิ่วเหนียงอีกครั้ง
เหอจิ่วเหนียงยืนขึ้นต่อหน้าทุกคน และกล่าวกับฮุ่ยกุ้ยเฟย “หากต้องการให้หม่อมฉันแสดงความสามารถ ย่อมไม่มีปัญหาเพ.คะ แต่หม่อมฉันมีเงื่อนไข และหวังว่ากุ้ยเฟยจะทรงรับปาก”
ฮุ่ยกุ้ยเฟยคิดในใจว่า ก็แค่สตรีที่ปรนนิบัติฮ่องเต้ด้วยเรือนร่าง จะมีความสามารถอะไรมาเสนอเงื่อนไขกับนาง ดังนั้นนางจึงตกลงโดยไม่ลังเล
จากนั้นเหอจิ่วเหนียงเลื่อนสายตาไปที่ฮ่องเต้และไทเฮา “หม่อมฉันจะแสดงทักษะ แต่ไม่มีคนไข้เลย ฝ่าบาททรงอนุญาตให้หม่อมฉันรักษาองค์หญิงห้าด้วยเถิดเพ.คะ”
สดับวาจา คนทั้งงานก็ตกตะลึง องค์หญิงห้าดูสบายดีนี่นา เหตุใดต้องได้รับการรักษาด้วยล่ะ?
องค์หญิงห้าผุดลุกขึ้นด้วยใบหน้าเคียดแค้น ขณะกำลังจะชี้หน้าด่าทอ เหอจิ่วเหนียงก็พุ่งเข้าไปประชิดตัวนางอย่างรวดเร็ว บีบคางของนางบังคับให้เปิดปาก แล้วเทสุราในจอกของตนเองเข้าปากนาง
ฉากนี้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว จนไม่มีใครสามารถตอบสนองได้ทัน
“อ๊าก…”
ทันใดนั้นก็มีเสียงกรีดร้องจากด้านหลัง ทุกคนหันไปมองเป็นตาเดียว เห็นสาวใช้ประจำตัว.องค์หญิงห้ากำลังวิ่งพรวดพราดเข้ามาด้วยความรีบร้อน
“องค์หญิง ดื่มไม่ได้นะเพ.คะ!”
แววตาตื่นตระหนกของสาวใช้ ทำให้ทุกคนเข้าใจบางอย่างได้ทันที
ก่อนที่ใครจะได้กล่าวอะไร องค์หญิงห้าก็ส่งเสียงออกมา
“ฮ่าๆๆ สุราดีๆ…”
จากนั้นนางก็ออกมากลางโถง แสดงท่าทางคลุ้มคลั่งคล้ายกับคนเมาอย่างหนัก
แต่สุราในงานเลี้ยงมีเพียงสุราข้าวเท่านั้น ซึ่งมีฤทธิ์อ่อนไม่ทำให้เมาหนัก นอกจากนี้องค์หญิงห้าก็ดื่มไปแค่จอกเดียวเท่านั้น ปริมาณเพียงเท่านั้นจะมีอาการรวดเร็วขนาดนี้ได้อย่างไร
ตอนที่ 607: พิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเอง (2)
เมื่อเห็นองค์หญิงห้าเมาหนักราวกับคนคลุ้มคลั่ง และเห็นท่าทางตื่นตระหนกของสาวใช้ประจำตัวพระธิดา ฮ่องเต้ก็ขมวดพระขนงเป็นปมแน่นพลางตรัสถาม “นี่มันเกิดอะไรขึ้น?!”
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดตอบได้ สาวใช้ผู้นั้นยังคงพยายามห้าม.องค์หญิงห้าให้สงบลง แต่ก็ไร้ผล อีกทั้ง.องค์หญิงห้าที่กำลังคลุ้มคลั่งถึงขั้นเริ่มถอดอาภรณ์ของตนเองแล้ว
เมื่อเห็นสถานการณ์ยิ่งวุ่นวายไปกันใหญ่ สาวใช้จึงคุกเข่าลงเบื้องหน้าฮ่องเต้อย่างร้อนใจ “ฝ่าบาทเพ.คะ ฮูหยินลู่หมายจะปองร้าย.องค์หญิงต่อหน้าทุกคน โปรดฝ่าบาทให้ความเป็นธรรมแก่.องค์หญิงห้าด้วยเพ.คะ!”
เมื่อวาจานี้เปล่งออกมา ทุกคนจึงตระหนักขึ้นได้ราวกับถูกปลุกจากภวังค์
จริงด้วย เมื่อครู่ฮูหยินลู่เป็นคนเอาสุราจอกนั้นกรอกปาก.องค์หญิง เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเป็นฝีมือของสตรีผู้นี้!
“โปรดฝ่าบาทให้ความเป็นธรรมแก่.องค์หญิงห้าด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
มีคนออกมาแสดงตัวช่วยเรียกร้องความเป็นธรรม ส่วนฮุ่ยกุ้ยเฟยตอนนี้ไม่สนใจอะไรแล้ว รีบเข้าไปกอด.องค์หญิงห้าเอาไว้แน่น เพื่อไม่ให้นางเปลื้องอาภรณ์มากไปกว่านี้
“หึ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว เจ้ายังไม่สารภาพความจริงอีก!”
ลู่ไป่ชวนมองไปที่สาวใช้คนนั้นด้วยสายตาเย็นยะเยือก แม้แต่เขาเองก็ยังดูออกว่าสุราจอกนั้นไม่ปกติ แล้วนับประสาอะไรกับภรรยาของเขา
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็เกิดความงุนงง นี่ก็แค่สาวใช้คนหนึ่ง จะให้นางพูดอะไรกัน?
เห็นกันทั้งงานว่าเป็นจอกสุราของเหอจิ่วเหนียง เหตุใดถึงได้กล่าวโทษสาวใช้คนนี้ล่ะ?
สาวใช้ยังคงคุกเข่าด้วยร่างสั่นเทา นางคิดไม่ถึงว่าเรื่องจะกลับตาลปัตรเป็นเช่นนี้ไปได้ ทว่านางยังคงกัดฟันแน่น ยืนกรานขอให้ฮ่องเต้ตัดสินเรื่องนี้ให้แก่องค์หญิงห้า
ขอเพียงโยนความผิดให้กับเหอจิ่วเหนียงได้ นางก็จะพ้นโทษได้
ทันใดนั้น เหอจิ่วเหนียงส่งเสียงหัวเราะเบาๆออกมา แล้วเอ่ยกับสาวใช้ที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น “หากเจ้ายังไม่สารภาพความจริง พิษในร่างกายองค์หญิงของเจ้าจะไม่ใช่แค่ทำให้นางอับอายขายหน้าอย่างเดียวแล้ว เพราะหากว่าพิษอยู่ในร่างกายนานถึงสามวัน อาจทำให้อวัยวะภายในของนางแตกและตายได้ …ถ้าจะให้ข้าเดา เจ้าคงไม่ได้ซื้อยาถอนพิษมาด้วยกระมัง?”
“เหลวไหล!”
สาวใช้อยู่ในอาการหวั่นกลัวอยู่แล้ว พอได้ยินเหอจิ่วเหนียงพูดจี้จุดเช่นนี้ก็สะดุ้งจนควบคุมอาการตัวเองไม่อยู่
ฮ่องเต้จับจ้องสาวใช้ผู้นั้นเขม็ง ในใจเริ่มคาดเดาเรื่องราวได้แล้ว
ลู่ไป่ชวนก้าวออกมาคำนับต่อฮ่องเต้ “ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ เรื่องไต่สวนกระหม่อมถนัด โปรดฝ่าบาททรงอนุญาต ให้กระหม่อมช่วยคลี่คลายปัญหาให้พระองค์ด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
กล่าวจบ เขาก็เดินไปคว้าคอเสื้อสาวใช้ผู้นั้นทันที
ฮ่องเต้ไม่ได้ตรัสอะไร เห็นชัดว่าเขาอนุญาต
กล้าทำเรื่องต่ำช้าต่อหน้าเขา สาวใช้ผู้นี้ถึงคราวเคราะห์แล้ว
ฮุ่ยกุ้ยเฟยก็ตระหนักได้ถึงความร้ายแรงของเหตุการณ์นี้แล้ว จึงไม่อาจคำนึงถึงสิ่งอื่นอีก คุกเข่าร้องไห้คร่ำครวญกราบทูล “ฝ่าบาท ชิงอวี่ได้รับความอัปยศอดสูถึงขั้นนี้ ได้โปรดฝ่าบาทตัดสินด้วย สังหารสองสามีภรรยาคู่นี้เสียเถิดเพ.คะ!”
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วมองไปที่นาง และยิ้มเล็กน้อย “เหตุใดต้องรีบร้อนด้วยล่ะเพ.คะ นี่ก็กำลังไต่สวนอยู่ หรือว่ากุ้ยเฟยจงใจจะขัดขวางการตรวจสอบของฝ่าบาทเพ.คะ?”
ฮุ่ยกุ้ยเฟยคิดไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะกล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับตน นางถลึงตาจ้องอีกฝ่ายเขม็ง สายตาอาฆาตแค้นราวกับอยากฉีกร่างคนตรงหน้าเป็นชิ้นๆเสียตอนนี้
ขณะที่ลู่ไป่ชวนกำลังจะเริ่มไต่สวน เหอจิ่วเหนียงกลับเอ่ยขึ้น “ช้าก่อนเจ้าค่ะ! ท่านพี่ งานเลี้ยงดีๆเช่นนี้ไม่ควรมีเรื่องเลือดตกยางออก ใช้สิ่งนี้ดีกว่าเจ้าค่ะ”
นางโยนขวดเล็กๆขวดหนึ่งให้สามี และอธิบาย “ใช้สิ่งนี้ไต่สวน ทรมานยิ่งกว่าตายทั้งเป็นซะอีกเจ้าค่ะ ไม่นานก็คงสารภาพ”
ลู่ไป่ชวนรับมา และนำกรอกปากสาวใช้ผู้นั้นทันที
สาวใช้พยายามไม่กลืนลงไป แต่ไม่อาจขัดขืนได้เลย ของเหลวแปลกประหลาดไหลลงสู่ลำคออย่างง่ายดาย ภายในชั่วพริบตา ร่างกายของนางก็แข็งทื่อ
จากนั้นความรู้สึกเจ็บปวดก็แล่นริ้วไปทั่วร่างจนเหงื่อโทรมกาย เส้นเลือดปูดโปน ดวงตาเหลือกลานราวกับจะหมดสติ
แต่ดันไม่หมดสติเสียที ทั้งที่รู้สึกเจ็บปวดแทบขาดใจ กลับยังมีสติแจ่มชัดทุกอย่าง พร้อมกับรับรู้ถึงความเจ็บปวดได้ทุกอณู ทรมานจนอยากกรีดร้อง ทว่าแม้แต่น้ำตาสักหยดก็ยังไม่ไหลออกมา
ทุกคนเห็นภาพตรงหน้าก็เกิดความหวาดกลัวจนตัวสั่นเทิ้ม ไม่ว่าวิชาแพทย์ของสตรีผู้นี้จะเป็นเช่นไร แต่อย่างน้อยก็ต้องยอมรับแล้วว่านางมีความสามารถนั้นอยู่จริงๆ
ไม่นานก็ได้ยินเสียงสาวใช้ผู้นั้นเอ่ยออกมาด้วยความยากลำบาก “ขะ…ข้า…พูด…ขะ…ข้าพูด…”
เหอจิ่วเหนียงหยิบเข็มเงินออกมาเล่มหนึ่ง แทงลงบนแขนของคนบนพื้น เลือดสีดำพลันไหลออกมา จากนั้นความเจ็บปวดทรมานที่เกิดขึ้นก็อันตรธานหายไปในบัดดล
สาวใช้ตัวชุ่มโชกด้วยเหงื่อราวกับถูกลากขึ้นมาจากน้ำก็มิปาน ร่างกายยังคงสั่นเทาอย่างไม่อาจควบคุมได้
“รีบสารภาพออกมา ขืนยังชักช้า องค์หญิงของเจ้าจะยิ่งแย่”
เหอจิ่วเหนียงเร่งเร้าอย่างหมดความ.อดทน องค์หญิงห้าตอนนี้ถูกคนตีท้ายทอยให้สลบไปแล้ว แต่ถึงกระนั้นร่างกายนางก็ยังไม่สงบ ใบหน้าเปลี่ยนสีเดี๋ยวดำเดี๋ยวแดง ราวกับจะมีควันพุ่งออกมาก็มิปาน
ฮุ่ยกุ้ยเฟยร้อนใจยิ่งขึ้น ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป บุตรสาวของนางต้องกลายเป็นคนสติฟั่นเฟือนไม่สมประกอบเป็นแน่
สาวใช้เหลือบไปมอง.องค์หญิงห้าเล็กน้อย จากนั้นก็ได้แต่.ยอมรับชะตากรรม “ยาในจอกสุราของฮูหยินลู่ ขะ…ข้าน้อย…ข้าน้อยเป็นคนสั่งให้คนใส่ลงไปเอง… นะ…นาง…นาง…ทำให้องค์หญิงต้องอับอาย ข้าน้อยจึงอยากแก้แค้นให้องค์หญิง แต่คิดไม่ถึง…คิดไม่ถึงว่า…”
ประโยคหลังสาวใช้ไม่อาจพูดต่อไปได้ นางคิดว่าตนเองวางแผนได้แยบยลไร้ที่ติที่สุดแล้ว ขอเพียงเหอจิ่วเหนียงดื่มสุราจอกนั้นเข้าไป ก็จะเกิดอาการคลุ้มคลั่งจนต้องอับอายขายหน้า และอีกสามวัน อวัยวะภายในก็จะระเบิดจนตายไป เช่นนี้ก็ถือว่าแก้แค้นให้องค์หญิงได้สำเร็จ
และด้วยเหตุนี้เองนางจึงไม่ได้ซื้อยาถอนพิษมาด้วย เพราะความตั้งใจของนางก็คือหวังให้เหอจิ่วเหนียงตายอยู่แล้ว
ทุกคนต่างตกตะลึงอึ้งค้าง
นั่นก็หมายความว่า เป็น.องค์หญิงห้าที่คิดจะทำร้ายเหอจิ่วเหนียง แต่กลับถูกเหอจิ่วเหนียงจับได้ และกรอกสุราจอกนั้นคืนให้องค์หญิงห้าดื่มแทน!
ละ…ละ…แล้วนี่…นี่เหอจิ่วเหนียงรู้ตั้งแต่เมื่อไรว่าสุราจอกนั้นผิดปกติ?
แล้วนางรู้ตั้งแต่เมื่อใดว่าเป็นฝีมือคนของ.องค์หญิงห้า?
ยิ่งคิดก็ยิ่งชวนให้ขนลุก สตรีผู้นี้เก่งกาจกว่าที่พวกเขาจินตนาการเอาไว้เหลือคณนา!
“ทุกท่านได้ยินชัดแล้วกระมังว่าในร่างกาย.องค์หญิงห้ามีพิษร้ายอยู่ และตอนนี้ก็ไม่มียาถอนพิษด้วย หากข้าไม่ลงมือช่วย หลังจากนี้สามวันอวัยวะภายในของนางก็จะแตกและตายไป แต่ในเมื่อข้ารับปากกับทุกท่านแล้วว่าจะแสดงฝีมือให้ทุกท่านได้เห็น เช่นนั้นย่อมช่วยรักษาให้นาง ทุกท่านตั้งใจดูให้ดีล่ะ”
เหอจิ่วเหนียงกล่าวจบก็เดินไปตรงหน้าฮุ่ยกุ้ยเฟยกับ.องค์หญิงห้า ผลักฮุ่ยกุ้ยเฟยออก และใช้ฝ่ามือ.กดจุดลมปราณบริเวณหน้าท้องของ.องค์หญิงห้า ตามด้วยแทงเข็มเงินบนศีรษะนางหนึ่งเข็ม
ไม่นาน.องค์หญิงห้าที่หมดสติไปก็ฟื้น ความรู้สึกแรกที่สัมผัสได้คือปวดศีรษะ ทว่ายังรู้สึกได้ไม่ทันไร แขนเสื้อของนางก็ถูกฉีกออกและถูกเข็มเงินปัก.ลงบนแขนข้างนั้นอย่างรวดเร็วอีกเป็นชุด นิ้วมือก็ถูกเข็มเงินเล่มใหญ่ทิ่มจนเลือดสีดำข้นทะลักออกมา
องค์หญิงห้าเจ็บปวดจนกรีดร้อง แต่เหอจิ่วเหนียงกดนางเอาไว้แน่น และให้ลู่ไป่ชวนกันคนที่คิดจะเข้ามาขวาง จนไม่มีใครเข้าไปช่วยนางได้เลย
ไม่นานสีของเลือดที่ไหลออกมาจากตัวองค์หญิงห้าก็เปลี่ยนเป็นสีแดงปกติ เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้นยืน “เสร็จแล้ว”
นางมองไปที่ฮุ่ยกุ้ยเฟยด้วยรอยยิ้ม “ค่ารักษาห้าร้อยตำลึงทองเพ.คะ อ้อ จริงสิ ยังมีเงื่อนไขที่กุ้ยเฟยทรงรับปากหม่อมฉันเมื่อครู่ด้วย หม่อมฉันก็ไม่อยากทำให้กุ้ยเฟยลำบากใจ กุ้ยเฟยแค่ขอโทษและขอบคุณหม่อมฉันต่อหน้าทุกคนก็พอเพ.คะ”
“นี่เจ้า…”
ฮุ่ยกุ้ยเฟยชี้หน้านางด้วยความไม่พอใจ แต่ยังไม่ทันได้พูดอะไร ก็ถูกเหอจิ่วเหนียงขัดขึ้น “เจ้าเจ้ออะไรหรือเพ.คะ งานเลี้ยงดีๆกลับถูกกุ้ยเฟยก่อเรื่องวุ่นวายไปหมด กุ้ยเฟยยังจะมีเหตุผลอะไรมาอ้างอีกเพ.คะ หม่อมฉันนั่งกินของหม่อมฉันดีๆ ไม่ได้ไปรบกวนใครเลย แต่กุ้ยเฟยดึงดันจะแต่งเรื่องความสัมพันธ์ของหม่อมฉันกับฝ่าบาทให้ได้
ทำไมเพ.คะ สามีของหม่อมฉันก็นั่งอยู่ตรงนี้กุ้ยเฟยไม่เห็นหรือ หม่อมฉันมีสามีทั้งหนุ่มทั้งหล่อเหลาอยู่ทั้งคน ยังจำเป็นต้องหาสามีรุ่นราวคราวพ่อเพิ่มอีกหรือเพ.คะ อย่าคิดว่าคนอื่นจะสติเลอะเลือนเหมือนตัวเองสิ เรื่องในคืนนี้หากกุ้ยเฟยไม่ขอโทษหม่อมฉัน เรื่องไม่จบแน่!”
ทั้งห้องโถงตำหนักพลันเงียบกริบ เงียบถึงขั้นได้ยินแม้แต่เสียงเข็มเงินตกพื้น!
ทุกคนมองไปที่เหอจิ่วเหนียงด้วยความตกตะลึงปากอ้าตาค้าง
สตรีผู้นี้บ้าไปแล้วกระมัง!
กล้าว่าฝ่าบาทด้วยวาจาเช่นนี้ ไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้วหรือ!
ยิ่งไปกว่านั้น คนที่อยู่ในโถงตำหนักนี้ก็ถูกพาดพิงไปหลายคน เพราะสนมจำนวนมากในวังหลัง ล้วนเป็นบุตรหลานของเหล่าขุนนางที่ถูกบังคับให้เข้าวังถวายตัวเป็นสนมเมื่อถึงวัยปักปิ่นทั้งสิ้น
สีหน้าของแต่ละคนดำคล้ำด้วยความโกรธ
และแน่นอนว่า คนที่อารมณ์เสียไม่แพ้กันก็คือฮ่องเต้ เขาถูกลดค่าอย่างไม่เหลือชิ้นดี
เขาเป็นถึงฮ่องเต้ โอรสสวรรค์ผู้มีอำนาจที่สุดในใต้หล้านะ!
ตอนที่ 608: ตรวจสอบสถานการณ์จวนมู่กั๋วกง
“ฝ่าบาท! ฝ่าบาทจะปล่อยให้นางดูถูกพระองค์กับหม่อมฉันเช่นนี้หรือเพ.คะ?!”
ฮุ่ยกุ้ยเฟยโกรธจนควันแทบออกหู นางเป็นถึงสนมในฮ่องเต้ ในที่นี้ก็มีขุนนางจากตระกูลพ่อแม่นางอยู่ด้วย จะยอมให้สตรีบ้านนอกคนหนึ่งมาหยามเกียรตินางทนโท่เช่นนี้ได้อย่างไร
พี่ชายของฮุ่ยกุ้ยเฟยยืนขึ้น อยากจะพูดบางอย่างเช่นกัน แต่ยังไม่ทันได้อ้าปากก็ได้ยินฮ่องเต้ตรัสออกมาอย่างหมดความอดทนเสียก่อน
“พอได้แล้ว! แค่นี้ยังอับอายขายหน้าไม่พออีกรึ เราบอกแล้วว่าหมอเหอวิชาแพทย์เหนือใคร พวกเจ้าดื้อดึงไม่ยอมเชื่อ ในเมื่อพวกเจ้ายอมเดิมพันก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้ ควรขอโทษก็ขอโทษซะ!
อีกอย่าง งานเลี้ยงในคืนนี้เพิ่งจะเริ่ม พวกเจ้าสองแม่ลูกก็ก่อเรื่องจนวุ่ยวาย เจตนาจงใจทำให้เราลำบากใจชัดๆ!
นับแต่นี้ ฮุ่ยกุ้ยเฟยถูกลดขั้นเป็นฮุ่ยผิน ปลดตำแหน่ง.องค์หญิงของชิงอวี่ออก สองแม้ลูกถูกกักบริเวณเป็นเวลาหนึ่งเดือน หากไม่ได้รับอนุญาตจากเรา ห้ามออกจากตำหนักแม้แต่ก้าวเดียว!”
[1] ผิน เป็นตำแหน่งสนมชั้นรอง
งานเลี้ยงในวังที่ควรจะเป็นไปอย่างราบรื่น ทว่าสองแม่ลูกคู่นี้เอาแต่ก่อเรื่องไม่หยุด จึงทำลายงานใหญ่ให้พังลงในพริบตา
ฮุ่ยกุ้ยเฟย… ไม่สิ ตอนนี้นางกลายเป็นฮุ่ยผินแล้ว
ฮุ่ยผินตกใจจนปากอ้าตาค้าง มองฮ่องเต้ด้วยแววตาไม่อยากจะเชื่อ
เมื่อครู่เหอจิ่วเหนียงกล่าววาจาหยาบคายเพียงนั้น เขาไม่เอาความก็ช่าง แต่คิดไม่ถึงว่าจะเอาความโกรธเกรี้ยวทั้งหมดมาลงกับพวกนางสองแม่ลูก!
สวรรค์รู้ดีว่ากว่านางจะขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งสนมชั้นเอกได้ นางต้องทุ่มเทไปมากเท่าไร ต้อง.อดทนกับความอัปยศอดสูมานานหลายปีกว่าจะสมปรารถนา ตำแหน่งเพิ่งจะมั่นคงได้ไม่กี่ปี ตอนนี้กลับถูกลดขั้นแล้ว!
“ฝ่าบาท…”
นางอยากจะเรียกร้อง ทว่าฮ่องเต้ตะคอกหยุดวาจาของนางฉับพลัน “หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว! รีบขอโทษซะ! ไม่อย่างนั้นเจ้าจะถูกลดขั้นเป็นสนมระดับล่าง!”
ทุกคนสูดลมหายใจเย็นเยียบเข้าปอดด้วยความสะพรึง
ลดตำแหน่งเสียน่าอนาถเลยเชียว!
ฮุ่ยผินถึงกับได้กลิ่นคาวเลือดในลำคอ นางแทบกระอักเลือดเสียให้ได้ ไม่รู้จะพูดเช่นไรต่อ
นางทั้งร้อนรนทั้งหวาดผวา ทว่าหากเปล่งวาจาออกไปในตอนนี้แม้เพียงครึ่งคำ อาจถูกลดขั้นเป็นสนมระดับล่างจริงๆแน่ และหากถูกลดขั้นเป็นสนมระดับล่าง ต้องใช้เวลาอีกกี่ปีก็ไม่รู้จึงจะกลับมาอยู่ในจุดนี้ได้อีกครั้ง
ยิ่งไปกว่านั้น วันนี้นางก็ได้ล่วงเกินฮ่องเต้ไปแล้วจริงๆ ครอบครัวพ่อแม่นางก็ใช่ว่าจะดูแลนางไปได้ตลอด
ไม่มีการปกป้องจากครอบครัวท่านพ่อท่านแม่ นางที่อยู่ในวัง สถานที่พิศวงเช่นนี้จะไม่ถูกกลืนกินให้ตายทั้งเป็นหรือ
เมื่อตระหนักถึงผลมากมายที่จะตามมา ฮุ่ยผิงก็ยิ่งรู้สึกหวาดกลัว ในที่สุดก็ได้เรียนรู้แล้วว่า การก่อเรื่องในงานเลี้ยงคืนนี้ เป็นการตัดสินใจที่ผิดมหันต์
พี่ชายของฮุ่ยผินเห็นดังนั้นก็รีบคุกเข่าขอร้อง “ผ่าบาทโปรดระงับโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ น้องหญิงเลอะเลือนไปชั่วขณะ โปรดฝ่าบาทให้โอกาสน้องหญิงกับ.องค์หญิงห้าอีกครั้งเถิดพ่ะย่ะค่ะ!
ท่านหมอเหอช่วยชีวิต.องค์หญิงห้าเอาไว้ ถือเป็นผู้มีพระคุณของพวกเรา พวกเราจะนำของขวัญไปขอโทษถึงจวน เป็นเพราะน้องหญิงเป็นห่วง.องค์หญิงห้ามากเกินไปก็เลยพลั้งปากพูดไม่ทันคิดพ่ะย่ะค่ะ!”
พูดถึงตรงนี้ ไม่รอให้ฮ่องเต้ตรัสอะไร เขาก็รีบคำนับขอโทษเหอจิ่วเหนียงต่อทันที “องค์หญิงห้าเป็นดั่งแก้วตาดวงใจของน้องสาวข้าน้อย นางเลยพลั้งเผลอล่วงเกินท่านไป ท่านหมอเหอโปรดเมตตาด้วย อย่าถือสานางเลย ข้าน้อยขอโทษท่านหมอเหอแทนน้องสาวกับ.องค์หญิงห้าด้วย”
กล่าวจบเขาก็ยกมือคารวะขอโทษนาง ท่าทางดูสำนึกผิดจริงๆ
อีกฝ่ายแสดง(ละคร)ท่าทีออกมาดีถึงเพียงนี้ เหอจิ่วเหนียงจึงไม่อยากพูดอะไรให้มากความอีก นางโบกมือพลางกล่าว “เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้เถอะ”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้มองพี่ชายของฮุ่ยผินเลย ยื่นมือให้ลู่ไป่ชวนจับแล้วเดินกลับไปนั่งที่เดิม
สีหน้าของพี่ชายฮุ่ยผินดำคล้ำราวกับถ่าน เขาเป็นถึงบัณฑิตผู้สง่าผ่าเผย นี่เป็นครั้งแรกที่มีคนกล้าเพิกเฉยต่อเขาเช่นนี้!
แต่เมื่อคิดว่าอีกฝ่ายคือเหอจิ่วเหนียง ผู้ที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์แม้แต่ฮ่องเต้ เขาจึงรู้ว่าตัวเองย่อมทำอะไรไม่ได้
“ฮ่าๆๆ หมอเหอผู้นี้ไม่ธรรมดาเลยจริงๆ!”
ไทเฮาจับมือพระชายาเฉินอ๋อง แย้มพระสรวลด้วยความพอพระทัยอย่างยิ่ง นิสัยเช่นนี้ช่างถูกใจคนชราอย่างนางจริงๆ!
พระชายาเฉินอ๋องก็เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “จิ่วเหนียงเป็นคนฉลาดมากเพ.คะ วันหลังหลานจะพานางมาเข้าเฝ้าเสด็จย่านะเพ.คะ จะได้นำของอร่อยๆมาถวายด้วยเพ.คะ”
“ดีๆๆ ช่างถูกใจข้ายิ่งนัก!”
ขณะที่สตรีสูงศักดิ์ทั้งสองกำลังแอบคุยกันเบาๆ ฮ่องเต้ก็ถือโอกาสนี้เสริมบารมีให้กับลู่ไป่ชวนและภรรยา ภายหน้าจะได้ไม่มีใครมาหาเรื่องให้ตนเองต้องเดือดร้อนอีก
เขากระแอมในลำคอเล็กน้อย ก่อนตรัส “ใต้เท้าลู่กับฮูหยิน คนหนึ่งสร้างคุณูปการอันใหญ่หลวงต่อแผ่นดินเป่ยเหยียน อีกคนหนึ่งก็เป็นผู้มีพระคุณช่วยชีวิตเรา แม้จะมาจากครอบครัวชาวนา แต่ทั้งสองก็เป็นคนตรงไปตรงมาน่ายกย่อง ตำแหน่งขุนนางและผลงานทั้งหมดล้วนได้มาจากความสามารถของตัวเอง ต่อไปหากเจอพวกเขา ห้ามดูหมิ่นหรือเสียมารยาทกับพวกเขาเช่นนี้อีก ไม่อย่างนั้นจะถือว่าเป็นศัตรูกับเรา!”
ทุกคนพากับเงียบกริบไม่กล้าส่งเสียงอะไรออกมา เหอจิ่วเหนียงเองก็ตกใจไม่น้อย คิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะยอมออกหน้าปกป้องนางต่อหน้าทุกคนเช่นนี้
ดูท่าตาเฒ่านี่ก็ยังมีดีอยู่บ้างนะเนี่ย
“หูหนวกกันหมดแล้วรึ?”
ฮ่องเต้กวาดตามองคนเบื้องล่างด้วยสีหน้าเคร่งขรึม แววตา.คมกริบ ทุกคนรีบคุกเข่าตะโกนก้องทันที “น้อมรับพระบัญชาพ่ะย่ะค่ะ/เพ.คะ!”
เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มมุมปากบางๆ สมควรเป็นเช่นนี้ตั้งแต่แรกแล้ว!
พวกฮุ่ยผินสามคน (อดีต.องค์หญิงห้าและสาวใช้) ถูกนำตัวออกไป ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด คาดว่าคงไม่ได้เห็นหน้าพวกนางไปอีกพักใหญ่
ในที่สุดงานเลี้ยงก็ได้เริ่มขึ้นอย่างเป็นทางการเสียที เหอจิ่วเหนียงกินไปพลางชมการแสดงไปพลาง อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย
เพียงแต่อากาศหนาวเช่นนี้อาหารบนโต๊ะเย็นไวมาก รสชาติไม่อร่อยเหมือนตอน.ยกมาใหม่ๆ หากมีหม้อไฟคงจะสมบูรณ์แบบทีเดียว อืม เอาไว้แนะนำฮ่องเต้ครั้งหน้าดีกว่า
ทว่าท่ามกลางบรรยากาศแห่งความชื่นมื่น มีสายตามากมายมองมาที่พวกเขาสองสามีภรรยา บ้างก็เป็นสายตาแห่งความแค้น บ้างก็เป็นสายตาแสดงความยกย่องนับถือ บ้างก็อยากผูกมิตรด้วย บ้างก็มองด้วยสายตาดั่งคมมีดที่อยากเชือดเฉือนนางเป็นหมื่นชิ้นพันชิ้น
เหอจิ่วเหนียงคำนวณแล้ว สายตาที่เปรียบดั่งคมมีดอยากเชือดเฉือนนางนั้นมีไม่น้อยเลย
นางมองไปทีละคน คนแรกก็คือพี่ชายของฮุ่ยผินที่ทำทีขอโทษนางอย่างสุภาพเมื่อครู่ อีกคนก็คือหลินอ๋องที่ทำตัวเงียบสงบไม่ก่อเรื่องวุ่นวายอะไร และยังมีอีกคน…
เหอจิ่วเหนียงหรี่สายตาแคบ.ลง อีกฝ่ายรีบเบี่ยงสายตาไปอย่างรวดเร็ว แต่ก็ไม่อาจรอดพ้นไปจากสายตาของเหอจิ่วเหนียงได้
นางเป็นฮูหยินสูงศักดิ์ท่วงท่าสง่างาม แน่นอนว่าเป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น เพราะความเคียดแค้นและความถากถางที่แสดงออกทางใบหน้านั้นบ่งบอกอย่างชัดเจนว่าไม่ใช่คนดีอะไร
สถานะของอีกฝ่ายน่าจะไม่ธรรมดา ที่นั่งค่อนข้างอยู่ด้านหน้า ข้างกายมีชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง ดูเผินๆไม่ได้อะไรพิเศษ ตอนนี้กำลังนั่งดื่มพูดคุยหัวเราะกับคนข้างๆ
ดูเหมือนว่าคนที่ความแค้นต่อนางมีแค่ฮูหยินของเขาเท่านั้น
เหอจิ่วเหนียงจำได้ว่านางไม่เคยรู้จักคนผู้นี้มาก่อน และไม่เคยมีเรื่องบาดหมางกันมาก่อนด้วย เหตุใดอีกฝ่ายถึงเคียดแค้นนางเพียงนี้นะ?
หรือว่าจะเป็นแค่ความอิจฉาของสตรีที่เห็นอีกฝ่ายหน้าตาดีกว่า?
นางเบะปากอย่างหลงตัวเอง มีอะไรให้น่าอิจฉากัน ความสวยมันติดตัวมาตั้งแต่เกิดจะให้ทำอย่างไรได้เล่า…
แต่เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ใส่ใจนาน เพราะความสนใจของนางถูกสตรีผู้ที่นั่งอยู่ด้านหลังฮูหยินผู้นั้นดึงดูดไปแล้ว
แม่นางน้อยผู้นั้นหน้าตาคล้ายคลึงฮูหยินผู้นั้นอยู่ห้าส่วน ไม่บอกก็รู้ว่าเป็นแม่ลูกกัน แต่สิ่งที่ไม่เหมือนฮูหยินผู้นั้นก็คือ ดวงตาของแม่นางน้อยเอาแต่จับจ้องมาที่ลู่ไป่ชวน เรียกได้ว่าเป็นแววตาแห่งความหลงใหลคลั่งไคล้มากทีเดียว
ให้ตายสิ สามีนางเพิ่งจะปรากฏตัวที่เมืองหลวงไม่นานก็เริ่มมีสาวๆมาเกาะแกะแล้วหรือ!
เหอจิ่วเหนียงกระตุกแขนเสื้อลู่ไป่ชวน และถาม “คนที่นั่งตรงนั้นเป็นใคร?”
ลู่ไป่ชวนมองตามสายตานางไป และตอบ “หากจำไม่ผิด น่าจะเป็นมู่กั๋วกงกับภรรยาและลูกสาวของเขา ข้าเองก็สงสัยอยู่เหมือนกัน พวกเราไม่เคยมีเรื่องเกี่ยวข้องกับจวนมู่กั๋วกงมาก่อน แต่เหตุใดฮูหยินของมู่กั๋วกงถึงเอาแต่จ้องมาที่เจ้าไม่เลิก”
เขาตัดสินใจเอาไว้แล้วว่า วันพรุ่งนี้จะส่งคนไปตรวจสอบสถานการณ์ของจวนมู่กั๋วกงสักหน่อย กล้าจ้องเขม็งภรรยาเขาเช่นนี้สมควรโดน!
ตอนที่ 609: ภูมิหลังของเหอจิ่วเหนียง
“ลูกสาวของพวกเขาก็เอาแต่มองท่านไม่ละสายตาเลยนะ นี่คิดจะแย่งสามีข้าหรืออย่างไร!”
เหอจิ่วเหนียงกัดฟันกรอด เรื่องอื่นยังพอทนได้ แต่หากคิดจะแย่งสามีนาง คาดว่าคงรนหาที่ตายซะแล้ว
สิ่งที่นางเกลียดที่สุดก็คือพวกสตรีที่มีความคิดกล้าทำผิดศีลธรรมเรื่องพวกนี้ ไม่มีความยับยั้งชั่งใจ ทั้งๆที่อีกฝ่ายมีภรรยาอยู่แล้ว ยังหน้าด้านหน้าทนเข้ามายุ่งกับเขาอีก คนพวกนี้ไม่รู้สึกรังเกียจตัวเองบ้างหรืออย่างไร
“อย่าสนใจเลย ข้ารักเพียงเจ้าคนเดียวเท่านั้น”
ลู่ไป่ชวนดึงมือภรรยาใต้โต๊ะมาวางบนขาของตัวเอง ถ่ายทอดความรู้สึกรักอย่างมั่นคงผ่านความ.อบอุ่นจากฝ่ามือหนาโดยไม่ต้องพูดอะไร
เหอจิ่วเหนียงกลับกล่าวฮึดฮัด “ข้ารู้ว่าท่านไม่ทำอะไรเช่นนั้นหรอก แต่สตรีพวกนั้นห้ามได้ที่ไหนกันล่ะ”
จัวเจียอวี้กำลังมองลู่ไป่ชวนด้วยความหลงใหล นางรู้สึกว่าชีวิตนี้ไม่เคยเห็นบุรุษใดรูปร่างหน้าตาหล่อเหลาถึงเพียงนี้มาก่อน และเขาก็ดีต่อเหอจิ่วเหนียงปานนี้ ทำให้คนยิ่งอยากเข้าหา จึง.อดไม่ได้ที่จะมองเขาให้นานๆหน่อย แต่คิดไม่ถึงว่าจะเผชิญกับสายตาดุร้ายของเหอจิ่วเหนียงจ้องเขม็งมาที่นาง
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่ที่เหอจิ่วเหนียงแสดงความสามารถต่อหน้าทุกคน ทำเอานางตกใจไม่น้อย ไม่รู้เหตุใดนางถึงรู้สึกหวาดกลัวเหอจิ่วเหนียงมาก
ส่วนนางเหยียน มารดาของจัวเจียอวี้ ตั้งแต่ที่ได้เห็นเหอจิ่วเหนียงก็ตัวแข็งทื่อไปแล้ว
ครั้นได้ยินบุตรสาวพูดถึงชื่อจิ่วเอ๋อร์ นางก็รีบส่งคนไปตรวจสอบทันที หลังจากสืบอยู่นานก็ได้ความว่า ครอบครัวนั้นไปตั้งหลักปักฐานอยู่ที่จิงโจวโดยไม่เป็นอะไรเลย ต่อมาพอสืบลึกลงไปอีกก็ได้รู้เรื่องที่น่าเหลือเชื่อยิ่งกว่านั้น
นางเด็กสารเลวนั่นไม่เพียงทำการค้าเป็น แต่ยังมีทักษะการแพทย์อีกด้วย และสามีนางก็เป็นขุนพลคนสำคัญของเฉินอ๋อง
ตอนที่นางสืบเรื่องราวทั้งหมดมาได้ นางเด็กสารเลวผู้นี้ก็รักษาให้ฮ่องเต้ไปแล้ว ทั้งยังได้รับความไว้วางใจจากฮ่องเต้มากอีกด้วย
ก็เหมือนกับนางจิ้งจอกแม่ของนาง หน้าตายั่วยวนสร้างหายนะให้กับราชสำนัก ไม่รู้ใช้วิธีใดถึงทำให้ฮ่องเต้เชื่อใจได้ถึงเพียงนี้
บวกกับเรื่องที่เกิดขึ้นกับสองแม่ลูกฮุ่ยผิน ประจักษ์ชัดว่าฮ่องเต้ไว้เนื้อเชื่อใจและโปรดปรานเหอจิ่วเหนียงเกินขอบเขตไปแล้ว ยังจะมีหน้ามาพูดอีกว่าบริสุทธิ์ใจทั้งสองฝ่าย ช่างน่าขันยิ่งนัก!
ในขณะเดียวกัน นางก็มองลู่ไป่ชวนด้วยสายตาแปลกประหลาด นางรู้สึกว่าบุรุษผู้นี้ต้องไม่มีความสามารถพิเศษอะไรแน่นอน แต่ส่งภรรยาของตัวเองไปถึงตั่งเตียงฮ่องเต้เพื่อให้ได้มาซึ่งลาภยศ คนเช่นนี้ไม่เรียกว่าคนกระจอกแล้วจะเรียกอะไรได้อีก!
ดีที่นางเด็กสารเลวผู้นี้ถูกนางขับไล่ออกไปตั้งแต่เด็ก จึงไม่รู้ภูมิหลังของตัวเอง ไม่อย่างนั้นดูจากความยโสโอหังของนางแล้ว อาจทูลขอให้ฝ่าบาทออกหน้ามาเอาเรื่องนางก็เป็นได้
นางเหยียนรู้สึกว่าการที่เหอจิ่วเหนียงมีตัวตนอยู่เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องดีต่อตัวนาง จะให้ปรากฏตัวต่อหน้าผู้คนนานไปกว่านี้ไม่ได้ นางเด็กสารเลวผู้นี้หน้าตาละม้ายคล้ายนางจิ้งจอกนั่นหลายส่วน หากถูกใครเห็นเข้าและจำได้ ความลับที่ปกปิดมานานกว่ายี่สิบปีในจวนมู่กั๋วกงต้องถูกเปิดเผยเป็นแน่
เพราะฉะนั้นต้องรีบจัดการนางเด็กสารเลวนี่ให้สิ้นซาก ก่อนจะมีใครมารู้ความจริง!
นางขยุ้มกระโปรงของตัวเองใต้โต๊ะเอาไว้แน่นด้วยความเคร่งเครียด
มู่กั๋วกง–จัวเวยที่กำลังร่ำสุรากับสหายขุนนางอยู่ หันมาเห็นท่าทางภรรยาเหมือนมีเรื่องหนักใจเช่นนี้ ก็ถามอย่างไม่สบอารมณ์ “เจ้าเป็นอะไรไปอีกล่ะ?”
ช่วงนี้ภรรยาเขาพูดจาเวิ่นเว้อเหม่อลอยแปลกๆ ตอนกลางวันก็เหม่อลอย ตกกลางคืนยามทำภารกิจอุ่นเตียงก็ยังเหม่อลอยจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวอีก แต่เรื่องนั้นก็ช่างเถอะ นางไม่สามารถทำให้เขาสมปรารถนา เขาก็ไปหาคนอื่นได้ แต่พอเขาไปหาคนอื่น วันรุ่งขึ้นภรรยาน่าเบื่อผู้นี้ก็ตามไประรานคนของเขาอีก เขาใช้ชีวิตราวกับติดหนี้นางมาตั้งแต่ชาติปางไหน ช่างซวยจริงๆ!
ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนหนุ่มๆ ตนหลงไปชอบพอนางได้อย่างไร ถึงได้ยกนางขึ้นมาเป็นฮูหยินใหญ่ จวบจนตอนนี้ตัวเขาเองอายุถึงวัยกลางคนแล้ว ก็ยังใช้ชีวิตอย่างไร้ความสุขอยู่เลย
“ไม่มีอะไร”
นางเหยียนฝืนยิ้มออกมาอย่างยากลำบาก ลังเลอยู่เล็กน้อยว่าจะบอกเรื่องนั้นกับเขาดีหรือไม่
ด้วยนิสัยขี้ขลาดของสามีผู้นี้ หากเขารู้ว่าสตรีที่เพิ่งก่อเรื่องใหญ่โตเมื่อครู่เป็นบุตรสาวของเขาที่ถูกขับไล่ออกไปในตอนนั้น ไม่แน่อาจจะตกใจกลัวจนอยากรีบจัดการขึ้นมาก็ได้
แต่พอคิดๆดูแล้ว นางก็ตัดสินใจยังไม่บอกในตอนนี้ รอให้นางหาทางติดต่อกับมือสังหารได้ก่อนค่อยว่ากัน
หากจะโทษก็ต้องโทษนางที่ตอนนั้นใจอ่อน ไม่ปล่อยให้นางเด็กสารเลวนั่นจมน้ำตายไปซะ ไม่อย่างนั้นตอนนี้ก็คงไม่ต้องมานั่งปวดหัวแก้ปัญหาใหญ่โตเช่นนี้
สาวใช้ในวังยกสุราข้าวมาเปลี่ยนให้เหอจิ่วเหนียงใหม่แล้ว ซึ่งสุรานี้มีฤทธิ์เมาน้อยกว่าเบียร์ในยุคสมัยใหม่ เหอจิ่วเหนียงดื่มราวกับน้ำเปล่า ดื่มไปสองโถก็รู้สึกปวดเบา จึงลุกขึ้นเตรียมจะไปห้องน้ำ
ลู่ไป่ชวนลุกขึ้นตาม “ข้าไปเป็นเพื่อน”
“ไม่ต้อง ไม่ต้อง ในวังหลวงข้าคุ้นเคยเส้นทางแล้ว อีกอย่าง ใครก็ทำอะไรข้าไม่ได้หรอก ท่านอยู่ที่นี่แหละ อย่าพลาดโอกาสสร้างผลงานเชียว”
เหอจิ่วเหนียงตบไหล่เขาเบาๆ และส่งยิ้มมีนัยให้
อีกเหตุผลที่นางอยากออกไปข้างนอกก็เพราะว่า หลินอ๋องยังคงมีท่าทีใจเย็นเหลือเกิน ทั้งๆที่เตรียมคนไว้ด้านนอกแล้ว แต่กลับไม่ลงมือเสียที เหอจิ่วเหนียงจึงอยากออกไปดูว่าสถานการณ์ด้านนอกเป็นเช่นไร
ลู่ไป่ชวนย่อมเข้าใจความคิดของภรรยา จึงเอ่ยรับอย่างจนปัญญา “เช่นนั้นก็ระวังตัวด้วย รีบกลับมาล่ะ”
“เข้าใจแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงส่งสายตาหวานให้เขา และเดินนวยนาดออกไป
หลินอ๋องที่นั่งอยู่ไม่ไกลจับตาสังเกตสองสามีภรรยาลู่อยู่ตลอด เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงออกไป เขาก็ผ่อนลมหายใจเฮือกใหญ่
เขากังวลอยู่ตลอดว่าสตรีผู้นี้จะทำลายการใหญ่ของเขาพัง ด้วยเพราะนางมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศ ไม่ว่าจะเป็นพิษอะไรก็ไม่อาจหลุดรอดสายตานางไปได้
ตอนนี้โชคดีที่นางปลีกตัวออกไปแล้ว
ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงออกไป อาหารสำรับใหม่ก็ถูกยกเข้ามาเปลี่ยนให้กับแขกทุกคนในงาน แทนสำรับอาหารชุดเดิมที่เย็นชืดหมดแล้ว
เมื่อเหอจิ่วเหนียงทำธุระส่วนตัวเสร็จ นางก็เริ่มออกสำรวจบริเวณโดยรอบอย่างระมัดระวัง
ดูๆไปแล้วทุกอย่างก็ปกติดี ทว่ายิ่งเป็นเช่นนี้นั่นหมายความว่ายิ่งไม่ปกติ จากที่เหอจิ่วเหนียงตรวจสอบได้ กองกำลังของอีกฝ่ายมีคนไม่มากนัก ทว่าในเงามืดกลับมีแสงไฟวูบไหวอยู่ ดูเหมือนว่าพวกเขาชักจะทนไม่ไหวแล้ว
ที่สำคัญ นางเพิ่งปลีกตัวออกมาไม่นานก็รีบให้คนเปลี่ยนสำรับอาหารให้แขกในงานเร็วจี๋ แหม่ กลัวคนเขาไม่รู้หรือว่าวางยาลงไปในอาหารน่ะ
เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มมุมปาก และรออีกสักพักแล้วค่อยกลับเข้าไปดูละครชุดใหญ่
ในโถงตำหนัก บัดนี้งานเลี้ยงดำเนินมาถึงช่วงท้ายแล้ว เหอจิ่วเหนียงไม่ได้รีบกลับเข้าไป โดยอ้างว่าอยู่ข้างนอกเพื่อให้สร่างเมา แต่ถึงอย่างนั้นนางก็คอยแอบฟังการเคลื่อนไหวด้านในไปด้วย
ฮ่องเต้สั่งคนให้นำหยกผานกู่ออกมา และนำไปตั้งแสดงไว้กลางโถงเพื่อให้ทุกคนได้เชยชม
นี่เป็นครั้งแรกที่ทุกคนได้เห็นหยกผานกู่ในตำนาน จึง.อดไม่ได้ที่จะยืดคอชะเง้อชะแง้มองให้ชัดๆ
เดิมทีคิดว่าเป็นของล้ำค่าวิเศษอะไรซะอีก ปรากฏว่าเป็นแค่หยกขาวเนื้อดีชิ้นหนึ่งเท่านั้น ดูไม่ออกถึงความวิเศษวิโสตรงไหนเลย
มีคนถึงขั้นเก็บความสงสัยเอาไว้ในใจไม่ได้ เอ่ยถามขึ้น “ฝ่าบาท ในเมื่อหยกผานกู่เป็นของล้ำค่าแห่งแคว้น เช่นนั้นของสิ่งนี้มีความวิเศษอย่างไรหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
คำถามนี้เหมือนถามแทนใจหลายๆคน ฮ่องเต้ตรัสอย่างลำพองใจ “ย่อมมีแน่นอน! หยกผานกู่เป็นกุญแจที่สามารถเปิดคลังสมบัติขุมทรัพย์โบราณได้ แค่ตามหาขุมทรัพย์นั่นเจอ เป่ยเหยียนเราก็จะก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในสี่แคว้น ถึงขั้นสามารถรวมแผ่นดินทั้งสี่ให้เป็นปึกแผ่นหนึ่งเดียวได้!”
ฮ่องเต้ตรัสด้วยอารมณ์ฮึกเหิม ตามที่เหอจิ่วเหนียงสอนทุกอย่าง
ตรัสเสร็จก็เชิญชวนทุกคนยกจอกสุราขึ้นดื่มร่วมกัน เพื่อแสดงความภาคภูมิใจที่แว่นแคว้นมีสมบัติล้ำค่าเช่นนี้
นี่เข้าทางหลินอ๋องเต็มๆ เมื่อทุกคนดื่มสุราจอกนี้ไป เท่ากับว่าภารกิจของเขาสำเร็จไปแล้วครึ่งทาง
บางคนก็เริ่มกล้าตั้งคำถามมากขึ้น ถามว่าคลังสมบัติล้ำค่านั่นอยู่ที่ใด ฮ่องเต้อารมณ์ดีไม่น้อยจึงตอบไปไม่ปิดบัง “เรากำลังวางแผนเตรียมจัดตั้งกลุ่มออกตามหาขุมทรัพย์นั่นขึ้นมา หากตามหาขุมทรัพย์นั่นเจอ ก็จะทำให้เป่ยเหยียนของเรารุ่งเรืองต่อไปนับพันปี!”
ทุกคนเริ่มตื่นเต้น ขณะที่กำลังจะเอ่ยปากถามต่อ แต่ละคนกลับเริ่มรู้สึกวิงเวียนศีรษะขึ้นมา
หลินอ๋องเห็นอาการทุกคนเริ่มผิดปกติก็ยกยิ้มมุมปาก จากนั้นก็ผุดลุกขึ้น พุ่งเข้าไปที่หยกผานกู่ และกล่าว “เสด็จพ่อไม่มีโอกาสนั้นอีกแล้ว แต่ลูกมี…”
ตอนที่ 610: พวกเขาตั้งใจทำงานมากนะ
หลินอ๋องพูดไม่ทันจบ จู่ๆหยกผานกู่ที่อยู่ใกล้แค่เอื้อมก็ลอยขึ้นกลางอากาศ พอเงยหน้ามองก็พบว่า กลางห้องโถงมีกลุ่มคนชุดดำกลุ่มหนึ่งปรากฏตัวขึ้น และหยกผานกู่ก็อยู่ในกำมือของหัวหน้าคนกลุ่มนั้น
เหล่าขุนนางและภรรยาดื่มสุราที่มีพิษเข้าไป หลายคนถึงขั้นหมดสติไปแล้ว บางคนพอมีพลังปราณเข้มแข็งอยู่บ้างจึงยังคงฝืนประคองสติต่อไปได้
ส่วนทางด้านคนสำคัญในงานกลับไม่เป็นอะไรเลย ทั้งฮ่องเต้ ไทเฮา เฉินอ๋องและพระชายา รวมถึงคนสนิทบางส่วน และแน่นอนว่าหนึ่งในนั้นรวมถึงลู่ไป่ชวนด้วย
ฮ่องเต้ได้เตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว งานเลี้ยงในวันนี้จัดขึ้นก็เพื่อเป็นกับดัก ดังนั้นพอเหตุการณ์นี้เกิดขึ้น เขาจึงไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด
แต่สำหรับไทเฮาที่ไม่รู้เรื่องอะไรด้วย บวกกับมีพระชนมายุมากแล้ว เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์สะเทือนขวัญตรงหน้าก็ตกใจไม่น้อย
“นะ…นะ…นะ…นี่มัน…นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้น!?”
พระมารดาในฮ่องเต้จับข้อมือพระชายาเฉินอ๋องแน่น ทั้งรู้สึกกังวลและรู้สึกโกรธ คิดไม่ถึงเลยว่าคนเหล่านี้จะบังอาจบุกเข้าวังอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ ทั้งยังกล้าทำร้ายเหล่าขุนนางมากมาย!
พระชายาเฉินอ๋องลูบหลังพระหัตถ์นางเบาๆพลางปลอบ “เสด็จย่าไม่ต้องกังวลเพ.คะ พวกเราเตรียมรับมือเอาไว้พร้อมแล้ว จะไม่มีเหตุการณ์ร้ายแรงเกิดขึ้นแน่นอนเพ.คะ”
ความจริงแล้วสถานการณ์ในคืนนี้ไม่เหมาะที่จะพาคนชรามามีส่วนร่วมเลย แต่พวกเขากังวลว่าหากให้ไทเฮาอยู่ห่างหูห่างตา คนเหล่านี้จะฉวยโอกาสทำอะไรกับนางได้ ดังนั้นจึงโน้มน้าวไทเฮามาร่วมงานเลี้ยงด้วยเพื่อให้มั่นใจว่านางจะปลอดภัย
ไทเฮาเคยเป็นยอดฝีมือในศึกวังหลังมาก่อน ประสบพบเจอเหตุการณ์ใหญ่ๆมานักต่อนัก เพียงคำพูดเดียวของพระชายาเฉินอ๋อง นางก็เข้าใจแล้วว่านี่คือกับดัก
แต่ในใจก็ยังคงกังวล คนมากมายถูกพิษเช่นนี้ คนที่เหลืออยู่จะรับมือกับพวกที่บุกรุกเข้ามาได้หรือ?
และที่สำคัญ การที่ผู้บุกรุกสามารถเข้าวังมาได้อย่างราบรื่นเช่นนี้ แสดงว่าองครักษ์ด้านนอกคงแพ้ให้ศัตรูแล้ว เมื่อคิดได้ดังนี้ไทเฮาก็ร้อนพระทัยขึ้นมาอีกครั้ง กลัวว่าลูกๆหลานๆที่เหลือจะรับมือไม่ไหว
ท่ามกลางความชุลมุนที่เกิดขึ้น หลินอ๋องก็กล่าวกับหัวหน้าคนชุดดำ “พวกเจ้าได้ของที่พวกเจ้าต้องการแล้ว ที่เหลือก็ควรจะจัดการให้ข้าได้แล้วกระมัง?”
อีกฝ่ายไม่ได้ตอบในทันที แต่กำลังพิจารณาหยกผานกู่ในมืออย่างละเอียด ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างพึงพอใจ “ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอน พวกเรารักษาคำพูดมาโดยตลอดอยู่แล้ว”
อันที่จริงตอนนี้พวกเขาสามารถไปเลยก็ได้ แต่ไหนๆก็มาแล้ว จะไม่ทำอะไรเลยคงน่าเสียดายแย่ เพราะเฉินอ๋องกับลู่ไป่ชวนเอาชีวิตคนของพวกเขาไปไม่น้อย โอกาสแก้แค้นดีๆเช่นนี้ย่อมต้องคว้าเอาไว้
และที่สำคัญ การช่วยหลินอ๋องให้ได้ตำแหน่งฮ่องเต้ ก็จะช่วยลดปัญหาให้พวกเขาในภายภาคหน้าไปได้ไม่น้อย อย่างน้อยก่อนหาขุมทรัพย์นั่นเจอ ก็ได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขไปอีกหลายปี
“เจ้าห้า เจ้าคิดจะก่อกบฏอย่างนั้นหรือ?”
ฮ่องเต้หรี่พระเนตรแคบ.ลง แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร
อันที่จริงตอนที่เขารู้ว่าหลินอ๋องสมคบคิดกับนักพรตลัทธิมารนั่นเพื่อจะปลงพระชนม์เขา เขาก็มีความคิดจะประหารโอรสผู้นี้แล้ว เพียงแต่แผนการใหญ่ของพวกเขายังไม่สำเร็จ จึงต้องไว้ชีวิตลูกทรพีคนนี้ไปก่อน ทว่าเจ้าห้าก็ยังไม่ยอมอยู่เฉยๆ หลังจากนั้นยังเอาใบชาอาบยาพิษมาถวายเขา และตอนนี้ยังคิดจะก่อกบฏปลงพระชนม์เขาผู้เป็นพ่ออีก!
“ช่างเป็นโอรสที่แสนดีของเรายิ่งนัก!”
ฮ่องเต้.ยอมรับว่าตนเองไม่ใช่ผู้ปกครองแผ่นดินที่ดี และไม่ใช่พ่อที่ดีเช่นกัน แต่นอกจากเฉินอ๋องแล้ว เขาไม่ได้ลำเอียงกับโอรสคนอื่นๆมากเกินไปเลย แต่หลินอ๋องกลับถึงขั้นหมายจะเอาชีวิตเขา นี่ไม่ต่างอะไรกับเลี้ยงเนื้อร้ายไว้กับตัวชัดๆ
เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว หลินอ๋องก็ไม่อยากเสแสร้งแกล้งทำเป็นกระต่ายน้อยแสนใสซื่ออีก สดับวาจาพระบิดา เขาแค่นหัวเราะอย่างเย็นชา และย้อนถามกลับ “เสด็จพ่อ เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว มันยังไม่ชัดเจนอีกหรือ?”
ไทเฮาเพิ่งจะรู้เป็นครั้งแรกว่าหลินอ๋องคิดก่อกบฏจึงตกใจมาก หลินอ๋องจิตใจสงบเสงี่ยมไร้ความทะเยอทะยานมาตลอด บอกว่าไม่สนใจเรื่องเหล่านี้ แค่อยากเป็นอ๋องที่อยู่ว่างๆ ใช้ชีวิตสบายๆไม่สนใจอะไรไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงขั้นคิดก่อกบฏเช่นนี้ได้ล่ะ?
ทั้งยังสมรู้ร่วมคิดกับคนที่ปล้นหยกผานกู่กลุ่มนี้อีก ตกลงนี่มันเรื่องอะไรกันแน่!
“เจ้าห้า คิดจะถลกหนังเสือ เจ้ารู้หรือไม่ว่าจะมีจุดจบเช่นไร?”
เฉินอ๋องมองหน้าผู้เป็นน้องอย่างเคร่งขรึม รู้สึกว่าน้องห้าช่างโง่เขลายิ่งนัก ต่อให้คิดก่อกบฏก็มีวิธีตั้งมากมาย เหตุใดถึงเลือกเส้นทางสุดโต่งเช่นนี้
พวกคนตงถิงแสดงความกระเหี้ยนกระหือรืออย่างโจ่งแจ้ง ฝังภัยแฝงเอาไว้หลายเมืองในเป่ยเหยียน จะหวังอยากได้แค่หยกผานกู่ชิ้นเดียวได้อย่างไร
“เรื่องนี้พี่สามไม่ต้องมาเป็นห่วงหรอก แทนที่จะเป็นห่วงข้า เป็นห่วงตัวเองก่อนดีกว่า! นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เป่ยเหยียนก็จะเปลี่ยนผู้นำแล้ว! ฮ่าๆๆ!”
หลินอ๋องหัวเราะเสียงดังสะใจอย่างผู้ชนะ
เสด็จแม่ของเขามาจากครอบครัวฐานะต่ำต้อย ครอบครัวช่วยสนับสนุนได้ไม่มากนัก เขาเองก็ไม่มีอำนาจใดมาตั้งแต่เด็ก เพื่อเอาตัวรอดจึงต้องเก็บซ่อนความทะเยอทะยานของตัวเองไว้ แสดงออกต่อทุกคนว่าเขาขอเป็นแค่อ๋องที่ไม่สนใจเรื่องในราชสำนัก อยากใช้ชีวิตสบายๆเท่านั้น และเพราะเหตุนี้ บรรดาพี่น้องจึงไม่หาเรื่องทำให้เขาลำบากใจ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขามักอ้างเหตุผลว่าอยากออกไปท่องเที่ยว.นอกวัง ในการซุ่มดำเนินแผนการต่างๆนานา ปลุกปั้นญาติพี่น้องฝ่ายมารดาทีละคน แม้แต่เสด็จแม่ของเขาก็ค่อยๆมีตำแหน่งในวังสูงขึ้นเรื่อยๆ
หลังจากได้ลิ้มรสอันหอมหวานของอำนาจ เขาก็ยิ่งเดินหน้าต่อไปไม่ยอมถอย จนบังเอิญได้ทักษะแปลงโฉมอันยอดเยี่ยมมา เขาจึงเริ่มปลอมตัวเป็นหลินอี้ผิง เข้าหาจิ้งอ๋อง และให้น้องชายผู้โง่เขลาทำงานแทนเขามาโดยตลอด
แม้แต่พวกคนตงถิงก็ถูกเขาหลอกจนหัวหมุน ไม่เคยตรวจสอบตัวตนที่แท้จริงของเขาได้เลย
แต่ทุกสิ่งทุกอย่างเหล่านี้…กลับถูกเหอจิ่วเหนียงทำลายจนล้มครืน!
ทักษะการแปลงโฉมอันล้ำเลิศของเขากลับกลายเป็นเพียงเรื่องตลกในสายตานาง ไม่ว่าเขาจะทำเช่นไรก็ไม่อาจรอดพ้นสายตานางไปได้ ตัวตนที่แท้จริงของเขาถูกเปิดโปง แผนการใหญ่ที่วางไว้มานานหลายปีพลันพังทลายระหว่างทาง
เขาจึงจำต้องเลือกหนทางเสี่ยงตายเพื่อให้ตัวเองเดินต่อไปได้ จนมาถึงจุดนี้
เฉินอ๋องทนดูท่าทางราวกับคนเสียสติของหลินอ๋องไม่ได้จริงๆ จึงต้องเตือนเขาสักหน่อย “เจ้าอย่าดีใจเร็วเกินไปนักเลย เจ้าไม่แปลกใจหรือว่าเหตุใดคนอื่นถูกพิษกันทั่วหน้า แต่พวกข้ากลับไม่เป็นอะไรเลย?”
เฉินอ๋องหวังว่าวาจาของตนจะทำให้หลินอ๋องเอะใจได้บ้าง ทว่าหลินอ๋องกลับไม่แยแสเลย เขากล่าว “แล้วอย่างไร พวกเจ้ามีกันไม่ถึงสิบคน ข้างนอกล้วนเป็นคนของข้า แม้แต่เหอจิ่วเหนียงตอนนี้นางก็…”
“ว่าอย่างไร ใครเรียกชื่อข้า?”
หลินอ๋องกำลังจะพูดว่า ‘...แม้แต่เหอจิ่วเหนียงตอนนี้นางก็กลายเป็นศพไปแล้ว’
ด้วยต้องรับมือกับสตรีผู้นี้ คนตงถิงถึงขั้นลงทุนไม่น้อยเพื่อหามือสังหารชั้นเลิศจำนวนหนึ่งมาสังหารเหอจิ่วเหนียงโดยเฉพาะ ก็แค่สตรีคนเดียว ต่อให้เก่งกาจมากเพียงใดก็ไม่มีทางสู้นักฆ่าฝีมือฉกาจจำนวนมากได้แน่
ทว่าเขายังพูดไม่ทันจบ เสียงของเหอจิ่วเหนียงก็ดังขึ้นจากหน้าประตู
ทุกคนหันไปมองตามเสียง พบว่าเหอจิ่วเหนียงยังปกติดีเหมือนตอนที่ลุกไปเข้าห้องน้ำทุกประการ แม้แต่เผ้าผมก็ไม่ยุ่งเหยิงด้วยซ้ำ ราวกับว่าไม่ได้ผ่านสมรภูมิใดมาก็มิปาน
เห็นทุกคนมองมาที่ตน เหอจิ่วเหนียงก็ทำท่ากระมิดกระเมี้ยนเล็กน้อย “เชิญพวกท่านตามสบาย ไม่ต้องสนใจข้า ข้าก็แค่รับบทตัวประกอบเท่านั้น”
เหอจิ่วเหนียงเยื้องย่างเข้ามานั่งลงข้างๆ ลู่ไป่ชวนราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยังเทสุราใส่จอกตัวเองกระดกรวดเดียวหมดจอก ก่อนจะหยิบตะเกียบขึ้นมาคีบอาหารที่เพิ่งยกมาใหม่เข้าปาก
อืม รสชาติไม่เลว แถมยังร้อนๆอยู่เลย
“...” ทุกคนมองภาพนี้ด้วยความอึ้งจนพูดไม่ออก
จนในที่สุดซินหราน–หนึ่งในสมาชิกกลุ่มคนชุดดำทนมองไม่ไหว เอ่ยลอดไรฟันด้วยความโกรธ “หรือว่าคนพวกนั้นรับเงินไปแล้วไม่ทำงาน!”
“อ๊ะๆ อย่าพูดเช่นนั้นสิ!”
เหอจิ่วเหนียงรีบยกมือขึ้นเป็นเชิงห้าม พร้อมกับเอ่ยแก้ต่างให้นักฆ่าเหล่านั้น “พวกเขาตั้งใจทำงานมากนะ กระดูกข้อมือโดนข้าขยี้จนแหลกก็ยังพยายามจะเก็บกริชขึ้นมาฆ่าข้าอีก แต่บังเอิญว่าข้ารีบไปหน่อย กลัวมากินอาหารร้อนๆพวกนี้ไม่ทัน ก็เลยไม่มีเวลาให้พวกเขามากนัก”
กล่าวจบนางก็คีบอาหารขึ้นมากินอีกคำ ก่อนจะกล่าวกับลู่ไป่ชวนเบาๆ “อาหารร้อนๆนี่มันอร่อยจริงๆนะ”
ลู่ไป่ชวนมองนางด้วยสีหน้าเปี่ยมความรักใคร่ ก่อนจะถาม “เจ้าไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?”
“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แต่ไม่รู้ว่าชะตาของคนพวกนี้จะเป็นเช่นไรต่อจากนี้ ท่านแสดงฝีมือเต็มที่เลยนะ เราคว้ารางวัลแค่อันดับสามก็พอ!”
เพราะเหตุใดถึงไม่คว้ารางวัลอันดับหนึ่งน่ะหรือ
ก็เพราะพวกเขามาจากครอบครัวบ้านนอกอย่างไรล่ะ โดดเด่นเกินไปมันไม่ดี
จบตอน
Comments
Post a Comment