single mom ep61-70

ตอนที่ 61: เก็บสีหน้าโศกเศร้าของเจ้าไป


นางซุนตกตะลึงกับวาจาเรียบนิ่งของเหอจิ่วเหนียงจนพูดไม่ออก


…เมื่อครู่ยังไม่ยอมให้นางกินอยู่เลย แต่ตอนนี้กลับอดใจรอไม่ไหวอาสาปอกเปลือกให้นางเอง ลูกสะใภ้คนนี้ยังเห็นนางเป็นแม่สามีอยู่หรือไม่!


“น้องสะใภ้สาม เจ้าเลิกกวนได้แล้ว ข้าเป็นสะใภ้ใหญ่ ข้าลองเอง!”


นางหยูทำลายความตึงเครียด หยิบมันฝรั่งขึ้นมาลูกหนึ่งปอกเปลือก แต่เหอจิ่วเหนียงไวกว่า นางปอกเสร็จก่อนแล้ว


จากนั้นสตรีผู้รอบรู้ก็ยัดมันฝรั่งที่ตนปอกเปลือกเสร็จเข้าปากตัวเองต่อสายตาร้อนรุ่มของทุกคน


“อ๊าก!”


นางซุนเผลอส่งเสียงกรีดร้องด้วยความตกใจ รีบโผเข้าไปปัดมันฝรั่งในมือเหอจิ่วเหนียงทิ้ง ทั้งยังพยายามจะล้วงมือเข้าไปควักสิ่งแปลกปลอมนั่นออกจากปากอีกฝ่าย


“เหตุใดถึงทำเรื่องโง่เง่าเช่นนี้! หากเจ้าเป็นอะไรไปแล้วโก่วเอ๋อร์จะอยู่อย่างไร! รีบอ้วกออกมาเดี๋ยวนี้นะ! สะใภ้ใหญ่ เจ้ารีบไปตักน้ำมาเร็วเข้า สะใภ้รอง รีบมาตบหลังนางให้อ้วกออกมา เร็วสิ!”


ได้ยินคำสั่งการ ทุกคนก็กระวีกระวาดทำตามอย่างรวดเร็ว


ในตอนแรกโก่วเอ๋อร์จับจ้องมันฝรั่งในหม้อด้วยความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ในใจคิดว่ามีของอร่อยกินอีกแล้ว แต่เมื่อเห็นท่าทางของพวกผู้ใหญ่ร้อนอกร้อนใจเช่นนี้จึงเข้าใจว่าท่านแม่ของตนกำลังตกอยู่ในอันตราย เด็กน้อยรีบโผเข้าไปกอดขาเหอจิ่วเหนียงและเริ่มร้องไห้เสียงดังลั่น


ผู้เฒ่าลู่สับสนอย่างมาก นี่มันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ มองสตรีในบ้านวิ่งไปมาด้วยความตื่นตระหนกด้วยสีหน้างุนงง “นะ นี่มัน…นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”


มันฝรั่งในปากเหอจิ่วเหนียงยังกลืนลงไปไม่หมด นางพยายามปิดปากแน่นเพื่อป้องกันไม่ให้นางซุนล้วงเข้ามา สตรีทำเรื่องพิเรนทร์ถูกห้อมล้อมราวกับว่านางใกล้จะตายในอีกไม่กี่อึดใจก็มิปาน


“หยุด!”


เหอจิ่วเหนียงโน้มตัวลงไปอุ้มโก่วเอ๋อร์ และรีบถอยหลังไปหลายก้าว พร้อมกับรีบกลืนมันฝรั่งที่เหลือในปาก ก่อนจะเอ่ยเสียงดังฟังชัด “สิ่งนี้ไม่มีพิษ ข้าลองกินแล้วไม่เป็นอะไรเลย เห็นหรือไม่!”


นางฉินละล่ำละลักด้วยความตื่นตระหนก “น้องสะใภ้สาม จะ จะ เจ้าใจเย็นๆ เจ้าเพิ่งกินเข้าไปพิษอาจยังไม่แสดง เจ้ารีบอ้วกออกมาตอนนี้ยังทันนะ!”


เหอจิ่วเหนียงเหนื่อยใจมาก นางพิสูจน์ถึงขั้นนี้แล้ว เหตุใดพวกเขาถึงยังไม่เชื่ออีก!


แต่ในใจก็รู้ว่าที่ทุกคนเป็นเช่นนี้เพราะเป็นห่วง ดังนั้นนางจึงไม่มีท่าทางหัวเสียแต่อย่างใด


หญิงสาวมองบุตรชายในอ้อมแขนพร้อมกับถาม “เจ้าเชื่อแม่หรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่เขาก็ร้องไห้จนแทบหายใจไม่ทันไปแล้ว เมื่อมารดาถามเช่นนี้เขาจึงหยุดร้องทันที และพยักหน้าหงึกหงักโดยไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น


“เช็ดน้ำตาซะ เป็นลูกผู้ชาย เสียน้ำตาง่ายๆเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!”


เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจความตื่นตระหนกของคนอื่นเลย เพียงปลอบบุตรชายเท่านั้น


นางซุนกระวนกระวายใจมาก หากเหอจิ่วเหนียงเป็นอะไรขึ้นมาจริงๆ นางจะยิ่งปวดใจกว่าการที่คนแก่อย่างนางสิ้นใจไปเสียเองแน่ๆ


แต่อีกฝ่ายกลับไม่มีอาการผิดปกติแต่อย่างใด จึงค่อยๆสงบสติอารมณ์ลง เอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “ไม่มีพิษจริงๆหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงเงยหน้ามอง “ไม่มีจริงๆเจ้าค่ะ ไม่เชื่อท่านแม่ก็ลองชิมสักคำสิ พวกท่านก็ลองชิมคนละคำ ข้าไม่ห้าม”


นางซุนไม่สนว่าจะจริงหรือไม่ ปอกเปลือกทิ้งและยัดเข้าปากทันที นางหยูกำลังจะขวาง แต่หญิงชราเคี้ยวและกลืนลงไปเรียบร้อยแล้ว


ผู้เฒ่าลู่ฟังมาตั้งนานในที่สุดก็เข้าใจแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น …สิ่งที่อยู่ในหม้อนี่อาจมีพิษ แต่ภรรยากับลูกสะใภ้สามของตนกลับกินเข้าไปแล้ว!


ชายชรารีบวิ่งเข้าไปประคองผู้เป็นภรรยาด้วยความตื่นตระหนก น้ำตาเอ่อคลอ น้ำเสียงสั่นเครือ “ยายเฒ่า เหตุใดเจ้าถึงผลีผลามเช่นนี้! หากเจ้าตายไปข้าจะทำเช่นไร!”


เพียะ!


นางซุนตบหน้าสามีหนึ่งฉาดใหญ่


ชายชราเอามือจับแก้มตัวเองด้วยความมึนงง “…”


นางซุนตะคอกอย่างดุดัน “เมียเจ้ายังไม่ตาย! รีบเก็บสีหน้าโศกเศร้าของเจ้าไปซะ!”


ผู้เฒ่าลู่นิ่งงัน ไม่กล้าเปล่งเสียงใดออกมา “...”


นางหยูและนางฉินพยุงแขนแม่สามีคนละข้าง เอ่ยถามด้วยความเป็นกังวล “ท่านแม่ ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่เจ้าคะ รู้สึกไม่สบายตัว หรือรู้สึกผิดปกติตรงไหนบ้างหรือไม่?”


นางซุนนิ่งเงียบ และพยายามลิ้มรสมันฝรั่งในปากอย่างตั้งใจ


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางเลิกคิ้วถาม “เป็นอย่างไรเจ้าคะ อร่อยใช่หรือไม่?”


หญิงชราผู้รักษาหน้าไม่ตอบในทันที ผ่านไปครู่หนึ่งจึงจะตอบอย่างเคร่งขรึม “ไม่แย่”


สัมผัสอ่อนนุ่ม รสชาติดี ทั้งๆที่ไม่ได้เติมเครื่องปรุงรสลงไปเลย แค่ใช้น้ำสะอาดต้มก็มีกลิ่นหอมอ่อนๆได้


เหอจิ่วเหนียงยิ้ม และส่งมันฝรั่งที่เหลือในมือครึ่งหนึ่งให้โก่วเอ๋อร์กิน


นางหยูมองแล้วรู้สึกอกสั่นขวัญหาย แต่เมื่อเห็นแม่สามีปอกเปลือกอีกลูกแล้ว นางก็.อดที่จะลองชิมไม่ได้


จากนั้นแต่ละคนก็เริ่มหยิบพืชหัวสีเหลืองขึ้นมากัดชิมคำเล็กๆ


“อืม∼ ไม่เลวเลยจริงๆด้วย อร่อยกว่ารำข้าวและบะหมี่อีก!”


ลู่กุ้ยหลานกัดไปหนึ่งคำ ทันใดนั้นสีหน้าก็เผยความประหลาดใจ


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางเชิดหน้า “คราวนี้เชื่อข้าหรือยังล่ะ!”


นางซุนเหลือบมองสะใภ้อวดดี และบ่นอย่างไม่สบอารมณ์ “โชคดีที่ไม่มีพิษ ไม่เช่นนั้นแม้แต่เทพเซียนก็ช่วยเจ้าไม่ได้!”


หลังจากวุ่นวายกันมาพักใหญ่ ทุกคนก็ได้เวลากินข้าว เหล่าคนงานห่อข้าวไปด้วยแล้วจึงไม่ต้องเป็นห่วง ดังนั้นมื้อกลางวันจึงค่อนข้างเรียบง่าย


ชาวบ้านมักมีเรื่องให้พูดคุยกันในมื้ออาหาร เหอจิ่วเหนียงแสดงความคิดของตนเองพร้อมกับถือถ้วยข้าวไว้ในมือ “พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาอีกครั้ง ดูว่ารอบๆยังมีสิ่งนี้อีกหรือไม่ ข้าจะขุดมาให้หมด รอมีที่ดินแล้วพวกเราจะปลูกกัน”


“มันเป็นของป่า จะปลูกขึ้นหรือ?”


อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงอยากตบหน้าอกตอบอย่างมั่นใจว่า ‘ได้’ แต่สุดท้ายนางก็ต้องยับยั้งตัวเองไว้ และยิ้มโง่งมพลางตอบอย่างไม่มั่นใจ “ไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรกันเจ้าคะ?”


ผู้เฒ่าลู่เอ่ยเสริม “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็ถางป่าหาที่ดินให้ได้เยอะๆหน่อย ช่วงนี้พวกผู้ชายในบ้านล้วนยุ่งกับการสร้างบ้าน รอสร้างบ้านเสร็จค่อยวางแผนกันอีกที”


“ท่านพ่อ พวกเราคิดว่าวันพรุ่งจะไป…”


นางหยูเอ่ยไม่ทันจบ ชายชราปฏิเสธทันที “ไม่ได้! หน้าที่ออกไปทำงานนอกบ้านเป็นของผู้ชาย ผู้หญิงก็อยู่บ้านต้มชาหุงหาอาหารไป หากไม่มีอะไรทำจริงๆก็ไปเก็บผักป่าบนเขา ส่วนเรื่องใช้แรงต้องให้ผู้ชายเป็นคนทำ”


ผู้เฒ่าลู่ไม่เคยคิดให้สตรีในบ้านออกไปถางป่าเลย ผู้หญิงช่วยดูแลพืชผลในไร่นาเล็กๆน้อยๆยังพอได้ แต่หากต้องไปทำงานหนักเหล่านั้นต้องเป็นหน้าที่ของบุรุษ อย่างไรก็ตาม สิ่งสำคัญที่สุดตอนนี้คือการบำรุงร่างกายของทุกคนให้แข็งแรงก่อน


สตรีเหล่านี้เป็นลูกสะใภ้และบุตรสาวของเขา ผู้นำครอบครัวสูงวัยทำใจให้พวกนางไปทำงานหนักเช่นนั้นไม่ได้


นางซุนก็เอ่ยเช่นกัน “พ่อของพวกเจ้าพูดถูกแล้ว พวกเจ้ามีลูกมีเต้ากันมาหมดแล้ว ร่างกายขาดสมดุล จะไปทำงานหนักเช่นนั้นไม่ได้ เรื่องถางป่ายังไม่ต้องรีบร้อนหรอก ช่วงนี้พวกเจ้าก็ขึ้นเขาไปหาต้นนั่นกับสะใภ้สามแล้วกัน หากมีเยอะพอก็แบ่งไปให้ครอบครัวพวกฟู่กุ้ยบ้าง”


ทุกคนพยักหน้าตกลง ในใจของนางหยูกับนางฉินรู้สึกโชคดีมากที่ได้เจอพ่อแม่สามีเช่นนี้ ส่วนลู่กุ้ยหลานและนางเสิ่นดีใจมากที่สวรรค์พัดพาให้ได้เจอครอบครัวอีกครั้ง ทุกคนเชื่อว่าวันข้างหน้าจะต้องมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้นแน่นอน


เหอจิ่วเหนียงกำลังครุ่นคิดว่าจะนำพาให้ทุกคนหาเงินได้อย่างไร ความฝันของนางคืออยากเป็นคนร่ำรวยที่สุดในใต้หล้า!


“จริงสิ น้องสะใภ้สาม เมื่อครู่ข้าเห็นในตระกร้าสะพายหลังเจ้ามีต้นจำพวกหญ้าด้วย มันคืออะไรหรือ มีประโยชน์อย่างไร?”


นางหยูนึกถึงใบหญ้าในตะกร้าของเหอจิ่วเหนียงขึ้นได้ เมื่อครู่นางคิดจะทิ้งไปแล้ว แต่ตระหนักได้ว่าอาจมีประโยชน์ต่อสะใภ้สามจึงยังไม่ได้ทำอะไรกับมัน


ตอนที่ 62: จำแนกสมุนไพร


“พี่สะใภ้ใหญ่ นั่นไม่ใช่หญ้าเจ้าค่ะ หากข้าจำไม่ผิด หญ้าสองชนิดนั้นเป็นสมุนไพร ตอนนี้ผู้ลี้ภัยอพยพเข้าเมือง สมุนไพรเป็นสิ่งที่จำเป็นที่สุด หากพวกเรานำสมุนไพรเหล่านี้ไปถามตามโรงหมอหรือร้านยา บางทีอาจขายได้ก็ได้นะเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงอธิบายด้วยรอยยิ้ม นางหยูจึงรีบแสดงความรู้สึกผิดเพราะเกือบทำให้เสียเรื่องแล้ว “เจ้าดูสิ ข้านี่จริงๆเลย มันคือสมุนไพร แต่กลับคิดว่าเป็นหญ้าเสียได้ โชคดีที่น้องสะใภ้สามมีความรู้กว้างขวาง”


“ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ ดูผ่านๆมันก็เหมือนหญ้าจริงๆนั่นแหละ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มไม่ถือสา นางหยูดูไม่ออกก็เป็นเรื่องปกติ


“พี่สะใภ้สาม ข้าเห็นสมุนไพรนั่นเหมือนกันมาก เหตุใดท่านถึงบอกว่าเป็นสมุนไพรสองชนิดล่ะเจ้าคะ?”


ก่อนหน้านี้ลู่กุ้ยหลานหยิบขึ้นมาดูแล้ว นางเห็นว่าสมุนไพรเหล่านั้นมีรูปร่างคล้ายกันหมด จึงคิดว่าตัวเองฟังวาจาของพี่สะใภ้ผิดไป


“มันคือสมุนไพรสองชนิด ดูๆแล้วเหมือนกันมาก แต่มันมีความแตกต่างกันอยู่ เจ้าดูไม่ออกก็ไม่แปลก รอกินข้าวเสร็จข้าจะสอนพวกเจ้าเองว่าต้องจำแนกอย่างไร”


“ดีเลย!”


ลู่กุ้ยหลานตอบรับด้วยความตื่นเต้น นางซุนมองสะใภ้สามด้วยความประหลาดใจ “แล้วเจ้ารู้ได้อย่างไรว่าหญ้าพวกนี้คือสมุนไพร?”


ช่วงนี้สะใภ้สามฉลาดแบบพลิกผันราวกับคนละคน เดี๋ยวก็จับโจรได้ ไหนจะวาดภาพได้อีก ตอนนี้แม้แต่สมุนไพรก็ยังรู้จัก ยังมีเรื่องอะไรที่นางทำไม่ได้อีกหรือไม่


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าทุกคนต้องประหลาดใจ ดังนั้นจึงคิดคำตอบไว้แล้ว “ก่อนหน้านี้ข้าไปร้านขายยามาหลายครั้งแล้ว เห็นมาก็เลยจำได้เจ้าค่ะ”


ทุกคนได้ยินคำตอบนี้ก็เงียบไป รู้สึกทึ่งในความเก่งของสตรีผู้นี้จริงๆ ไม่นึกเลยว่ามองแค่ปราดเดียวก็รู้ได้


นางซุนกลับเบิกตากว้างอย่างเหลือเชื่อ “ตามร้านขายยาทำออกมาเป็นสินค้าพร้อมขายแล้วทั้งนั้น เจ้าดูใบแห้งๆแค่นั้นก็สามารถขึ้นเขาไปหาสมุนไพรที่เหมือนกันได้เลยอย่างนั้นหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงมองหญิงชราและพยักหน้าด้วยความไม่มั่นใจ “เหมือนจะเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ แต่ข้าก็ไม่ค่อยมั่นใจเหมือนกัน ต้องไปถามที่ร้านขายยาหรือโรงหมออีกที”


แม้จะได้คำตอบเช่นนี้ แต่ครอบครัวลู่ทุกคนล้วนรู้สึกว่าเรื่องนี้ได้รับการอธิบายแล้ว และเหอจิ่วเหนียงเพียงกำลังถ่อมตัว


โก่วเอ๋อร์ยกมือทั้งสองข้างขึ้นจับแก้ม แสดงท่าทางยกย่องอย่างยิ่ง “โอ้โฮ ท่านแม่สุดยอดไปเลย!”


เด็กคนอื่นๆก็ทำตามโก่วเอ๋อร์ เหอจิ่วเหนียงขบขันมากจึงหัวเราะพลางเอ่ยปราม “เลิกเล่นได้แล้ว รีบกินเร็วเข้า”


เด็กๆกลับเข้าสู่ความสงบ ผู้เฒ่าลู่กล่าว “เช่นนั้นพรุ่งนี้ก็ให้เจ้าใหญ่กับเจ้ารองเข้าเมืองไปถามดูแล้วกัน หากได้จริง นี่สามารถทำเป็นอาชีพได้เลย อย่างน้อยทุกคนก็สบายใจได้ระหว่างที่ยังไม่มีที่ทำกิน”


“ท่านพ่อ ข้าไปเองเจ้าค่ะ ข้าอยากไปถามด้วยว่ามีสมุนไพรใดน่าสนใจบ้าง เราจะได้หาสมุนไพรที่ตรงกับความต้องการ จะได้ทำเงินเยอะๆ”


เหอจิ่วเหนียงร้องขอ นางซุนจึงถลึงตามองผู้เฒ่าลู่ “อันที่จริงควรให้สะใภ้สามไปน่ะถูกแล้ว ให้เจ้าใหญ่กับเจ้ารองไป พวกเขาไปถึงแล้วจะถามเถ้าแก่ร้านขายยาว่าอย่างไร? แล้วหากเจอปัญหาล่ะ จะจัดการได้เหมาะสมหรือไม่อย่างไร? เจ้าพูดอะไรออกมาแต่ละอย่าง ใช้สมองคิดบ้างสิ!”


ชายชราพลันหดหู่เล็กน้อย เบาเสียงลงบอกหญิงชราด้วยความลำบากใจ “อยู่ต่อหน้าลูกๆหลานๆมากมายเช่นนี้ ไว้หน้าข้าสักหน่อยไม่ได้หรือ?”


ทุกคนยกมือปิดปากอมยิ้ม กินข้าวมื้อนี้ช่างมีความสุขยิ่งนัก


หลังจากเสร็จสิ้นมื้ออาหาร เหอจิ่วเหนียงนำชะเอมเทศและหวงฉีออกมาสอนให้ทุกคนรู้จักจำแนก ทุกคนถูกบังคับให้เรียนรู้การจำแนกสมุนไพรอย่างไม่อาจเลี่ยง


“นี่คือหวงฉี มีความเหลืองเล็กน้อย รสฝาดนิดหน่อย ส่วนนี่คือชะเอมเทศ ขอบใบจะเป็นสีน้ำตาลคล้ำเล็กน้อย รสชาติจะหวาน ดูได้ไม่ยาก”


ขณะอธิบายเหอจิ่วเหนียงก็ชี้ตามจุดต่างๆให้พวกเขาเห็นภาพ ทุกคนจึงได้รู้ว่าสมุนไพรทั้งสองชนิดนี้มีความแตกต่างจริงๆ และแอบชื่นชมเหอจิ่วเหนียงในใจอีกครั้ง


เรื่องเช่นนี้นางก็รู้ด้วย เก่งมากจริงๆ!


เหอจิ่วเหนียงยิ้มถ่อมตน แสดงท่าทางให้พวกเขาเห็นว่า นางเองก็เพิ่งบังเอิญรู้มาเหมือนกัน


เหอจิ่วเหนียงนำทุกคนล้างสมุนไพร ในตอนนี้เองลู่เหอหรงก็กลับมา


“ท่านแม่ ข้าหานักขุดหินได้แล้วขอรับ อาจารย์ท่านนี้เป็นช่างหินมากประสบการณ์ นอกจากขุดหินแล้ว เขายังจะสอนทุกคนแปรรูปหินและปูฐานบ้านด้วย เขาให้พวกเรากำหนดสถานที่ขุดหินให้เรียบร้อย พรุ่งนี้เขาจะมาแต่เช้าขอรับ”


ลู่เหอหรงรายงานและส่งเงินที่เหลือคืนให้นางซุน พร้อมทั้งชี้แจงค่าใช้จ่ายในวันนี้ให้ฟัง เขาจ่ายเงินค่ามัดจำให้นักขุดหินไปห้าอีแปะ


นางซุนรับเงินมาโดยไม่พูดอะไร


นางฉินรีบเข้าไปไถ่ถามผู้เป็นสามี “กินข้าวมาหรือยังเจ้าคะ?”


ลู่เหอหรงรู้ว่าภรรยาเป็นห่วงตน จึงพยักหน้ายิ้มพลางตอบ “ข้ากินแล้ว ก็อาหารแห้งที่พกติดตัวไปเมื่อเช้านั่นแหละ กินจนอิ่มเลย เจ้าไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวข้าจะขึ้นเขาไปดูสถานที่ขุดหินก่อน”


“ไม่ต้องรีบหรอก หาของกินรองท้อง ดื่มน้ำดื่มท่าสักหน่อยแล้วค่อยไปก็ได้ อย่าลืมสิว่าตัวเองกำลังบาดเจ็บอยู่นะ”


ผู้เฒ่าลู่เตือนด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล พวกเขาเป็นกลุ่มที่เพิ่งเข้ามาอยู่ใหม่ ไม่รู้ว่ามีสายตากี่คู่กำลังจับจ้องอยู่ในที่ลับ หากถูกจับพิรุธได้ ความพยายามทั้งหมดก็สูญเปล่า


เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เหอจิ่วเหนียงก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าการตกแต่งแผลปลอมครั้งล่าสุดผ่านมาสองสามวันแล้ว หากปล่อยนานไปจะทำให้แผลดูไม่สมจริง ต่อไปนี้ต้องแต่งเพิ่มเติมทุกๆสองวัน อย่างน้อยต้องทำเช่นนี้ไปสักสองถึงสามเดือนอาการของบาดแผลจึงจะสมจริง


ทว่าตอนนี้คนอยู่กันไม่ครบจึงยังทำอะไรไม่ได้ รอทุกคนกลับมาครบก่อนแล้วค่อยว่ากัน


เมื่อตะวันลับขอบฟ้า ไม่ว่าจะเป็นคนที่ไปที่ว่าการอำเภอ คนที่ขึ้นเขาไปตัดไม้ หรือจะเป็นคนที่ไปหาสถานที่ขุดหิน ต่างก็กลับมากันครบแล้ว นางซุนจ่ายค่าแรงให้กับชาวบ้านเสร็จทุกคนจึงพากันกลับบ้าน


ชาวบ้านเหล่านี้นึกไม่ถึงเลยว่าจะได้รับเงินค่าจ้างแบบรายวัน ไปทำงานในเมืองยังต้องรอครบหนึ่งเดือนกว่าจะได้เงินค่าแรง เมื่อได้รับเงินรายวันเช่นนี้ ทุกคนจึงประทับใจในครอบครัวลู่มากยิ่งขึ้น


ครอบครัวลู่นั่งล้อมวงกินอาหารเย็น มื้อนี้อาหารการกินสุดแสนพิเศษทั้งไก่และปลา ยิ่งไก่ที่เริ่มตุ๋นตั้งแต่ตอนเช้า ยามนี้เมื่อกินเข้าไปจึงแทบจะละลายในปากเลยทีเดียว


การที่พวกเขาลี้ภัยจนกระทั่งมาถึงที่นี่ แม้ไม่ได้ขาดแคลนอาหาร แต่ตลอดมาก็ไม่เคยได้กินของดีเช่นนี้เลย ระหว่างทาง เพื่อป้องกันไม่ให้คนอื่นได้กลิ่นหอมของอาหารและเข้ามารุกราน พวกเขาจึงทำเพียงอาหารง่ายๆที่ไม่ส่งกลิ่นรุนแรง


ทว่ายามนี้ไม่เหมือนวันวานแล้ว ในหมู่บ้านแห่งนี้ถือว่าปลอดภัยระดับหนึ่ง อีกอย่างคงไม่มีใครบ้าระห่ำก่อเรื่องขึ้น พวกเขาจึงไม่ต้องระมัดระวังเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว


กลิ่นหอมโชยไปไกล โชคดีที่ที่ดินสำหรับสร้างบ้านของพวกเขามีพื้นที่กว้างมาก กลิ่นหอมที่โชยออกไปจึงถูกสายลมพัดกระจายไปแล้ว ครอบครัวอื่นจึงได้กลิ่นหอมเพียงบางเบาเท่านั้น


“อร่อยยิ่งนัก! พี่สะใภ้ใหญ่ ฝีมือของท่านยอดเยี่ยมที่สุดเลยเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียวยกนิ้วโป้งชื่นชม ตั้งแต่ทะลุมิติมานางก็เห็นนางหยูและนางฉินสลับกันทำอาหาร ต่อมาก็มีลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นเข้ามาช่วย แต่หลักๆแล้วคนทำก็คือนางหยู เนื่องจากนางหยูมีฝีมือในการทำอาหาร ทุกคนเองก็ชอบอาหารฝีมือนาง ส่วนอีกสามคนใช่ว่าทำอาหารไม่อร่อย เพียงแต่เทียบฝีมือของนางหยูไม่ได้ก็เท่านั้น


ส่วนเหอจิ่วเหนียงยังไม่เคยทำอาหารเลย เพียงเป็นลูกมือช่วยหยิบจับเล็กๆน้อยๆเท่านั้น


ใช่ว่านางทำไม่เป็น เพียงแต่ขี้เกียจก็เท่านั้น อีกอย่างในชาติก่อนนางก็ยุ่งมากจนไม่ค่อยมีเวลา บ้างก็กินอาหารที่ทางที่ทำงานเตรียมเอาไว้ให้ หรือไม่ก็สั่งอาหารนอกบ้านมาส่ง น้อยนักที่จะทำอาหารกินเอง


โชคดีที่พี่สะใภ้และน้องสามีไม่คิดเล็กคิดน้อยเรื่องนี้กับนาง และไม่เคยแสดงอาการไม่พอใจเลย


คนอื่นๆก็เอ่ยชมตามเหอจิ่วเหนียง ทั้งยังยกนิ้วโป้งเลียนแบบ นางหยูถูกชื่นชมก็เขินจนแก้มแดงก่ำ เอ่ยอย่างเขินอาย “ไม่อร่อยขนาดนั้นหรอกน่า รีบกินเถอะ!”


เหอจิ่วเหนียงก้มหน้าก้มตากินอย่างเอร็ดอร่อย นางซุนเอ่ยถามจางซง “วันนี้ไปที่ว่าการอำเภอมาเป็นอย่างไรบ้าง?”


ตอนที่ 63: ท่านพ่อคือบุรุษผู้แข็งแกร่ง


ทุกคนจึงนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อเช้าได้ จางซงยิ้มแห้งเล็กน้อยด้วยความขัดเขิน ทันทีที่กลับมาถึงก็กินข้าวเลย ลืมเล่าเรื่องที่ที่ว่าการให้ทุกคนฟังไปเสียสนิท


เขาวางถ้วยลง ยกหลังมือเช็ดปากแล้วเล่าอย่างตั้งใจ “นายอำเภอคนนี้เป็นขุนนางที่ดีคนหนึ่งเลยขอรับ ตอนแรกพวกเรายังกังวลว่ามันเป็นเรื่องเล็ก ขุนนางคงไม่ใส่ใจ แต่นายอำเภอกลับเปิดศาลไต่สวนเลย นางหลี่ก่อความวุ่นวายโดยไร้เหตุผล ขนาดอยู่ในศาลก็ยังช่วยเฉียนต้าหนิวปกป้องความผิด ดูถูกเหยียดหยามตระกูลลู่ของเรา จึงถูกนายอำเภอสั่งโบยสิบไม้ ส่วนพวกเฉียนต้าหนิวถูกโบยคนละยี่สิบไม้ จำคุกหนึ่งเดือน และหากครั้งหน้าก่อเรื่องอีกจะถูกเนรเทศสามพันลี้ทันทีไม่มีข้อยกเว้น”


ครอบครัวลู่พึงพอใจกับการตัดสินครั้งนี้มาก พร้อมทั้งชื่นชมในการมีหลักธรรมาภิบาลของนายอำเภอผู้นี้


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้แสดงความเห็นใด ยังเร็วไปที่จะตัดสินในตอนนี้


นายอำเภอผู้นี้จะเป็นคนดีจริงๆ หรือแค่กำลังสังเกตการณ์บางอย่าง


อย่างไรเสียครอบครัวลู่ก็อาศัยอยู่ในเขตอำนาจของเขา เหอจิ่วเหนียงยังอยากทำความรู้จักผู้มีอำนาจคนนี้ให้ดีก่อน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่อาจตามมา


ทุกคนเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน หลังจากจัดการกิจส่วนตัวเสร็จก็แยกย้ายกันกลับกระท่อมไปพักผ่อน


โก่วเอ๋อร์เป็นเด็กหลับง่ายมาตลอด ทว่าวันนี้กลับนอนมองชายคาตาแข็งค้าง


“เป็นอะไรไป?”


เหอจิ่วเหนียงตีแก้มกลมๆของบุตรชายเบาๆ พร้อมกระซิบถาม


“ท่านแม่…”


ทันใดนั้นเด็กน้อยก็ราวกับถูกเปิดท่อน้ำ เบะปากขดตัวเข้าหาอ้อมกอดมารดา น้ำเสียงคล้ายจะร้องไห้


“แม่อยู่นี่ โก่วเอ๋อร์ไม่ต้องกลัวนะ”


นางสันนิษฐานว่าอาจเป็นเพราะบุตรชายยังไม่คุ้นชินจึงงอแงเช่นนี้ เมื่อคืนเพราะเหนื่อยมาก เจ้าตัวเล็กจึงไม่มีแก่ใจจะระบายอารมณ์


โก่วเอ๋อร์ยังคงซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนผู้เป็นแม่โดยไม่พูดอะไร ผ่านไปพักใหญ่จึงจะเอ่ยถามเสียงอ่อย “ท่านพ่อจะกลับมาหรือไม่ขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียงชะงักไปทันที นับตั้งแต่นางทะลุมิติมาที่นี่ โก่วเอ๋อร์ยังไม่เคยถามถึงบิดาของเขาเลย ในทุกวันเขาจะตัวติดนาง มีความสุขสนุกสนานตามแบบฉบับเด็กคนหนึ่ง


จนนางคิดว่า หรือเป็นเพราะโก่วเอ๋อร์ไม่เคยเจอหน้าพ่อตัวเองตั้งแต่เกิด จึงไม่มีความทรงจำเกี่ยวกับบิดาให้นึกถึง


แต่บัดนี้ดูท่าแล้วไม่เป็นเช่นนั้น นางประเมินความฉลาดของเด็กคนนี้ต่ำเกินไป


คนที่หายไปสามปี ไร้การติดต่อ ไร้ข่าวคราว เหอจิ่วเหนียงไม่รู้จริงๆ ว่าอีกฝ่ายยังมีชีวิตอยู่หรือไม่


สตรีข้ามภพแอบหวังลึกๆในใจ…อย่างเห็นแก่ตัว ว่าสามีจำเป็นของนางผู้นี้ไม่ต้องกลับมาอีกเลยก็ดี นางเพียงคนเดียวก็สามารถเลี้ยงลูกให้เติบโตอย่างดีได้


หากกลับมา นางก็ต้องแบ่งเวลาไปปรนนิบัติรับมือกับบุรุษคนหนึ่ง เช่นนั้นคงเหนื่อยแย่


แต่เมื่อมองหน้างอง้ำของเจ้าตัวเล็กเช่นนี้ หญิงสาวผู้พอใจในชีวิตตอนนี้แล้วกลับไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร


โก่วเอ๋อร์ถามต่อ “พวกเรามาอยู่ที่นี่ ท่านพ่อจะรู้หรือไม่ขอรับ แล้วท่านพ่อจะหาพวกเราเจอหรือไม่?”


มีหลายเรื่องที่เขาเองก็รู้ดีแก่ใจ แม้อายุยังน้อย แต่เขาเฉลียวฉลาดกว่าเด็กคนอื่นๆในวัยเดียวกันมาก


เขารู้ว่าตอนนี้ครอบครัวมาอยู่ในสถานที่แห่งใหม่ จะมีบ้านใหม่ 


แล้วท่านพ่อล่ะ?


หากท่านพ่อกลับไปบ้านหลังเก่าที่พวกเขาเคยอยู่ แล้วไม่เจอพวกเขาจะทำเช่นไร?


นึกถึงเรื่องนี้ เด็กน้อยผู้คิดถึงบิดาก็รู้สึกปวดใจจนอยากร้องไห้


เหอจิ่วเหนียงกอดบุตรชายในอ้อมแขนแน่นขึ้น พร้อมปลอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนดุจน้ำเย็น “พ่อของเจ้าต้องกลับมาแน่นอน พ่อเจ้ายังไม่เคยเห็นหน้าเจ้าเลยนะ เขาต้องกลับมาแน่”


ไม่ว่าบุรุษผู้นั้นจะกลับมาหรือไม่ตอนนี้ก็ตอบให้เด็กน้อยสบายใจไปก่อนแล้วกัน


“จริงหรือขอรับ แล้วท่านพ่อจะตามหาพวกเราเจอหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์เงยหน้าขึ้นมองมารดาด้วยความโศกเศร้า


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกลำบากใจเล็กน้อย แต่ยังคงตอบด้วยความใจเย็น “ต้องหาเจอสิ เขาเป็นพ่อของเจ้านะ พ่อของเจ้าเก่งกาจ เป็นถึงบุรุษผู้แข็งแกร่ง จะหาไม่เจอได้อย่างไร”


“ท่านพ่อเป็นบุรุษผู้แข็งแกร่งอย่างนั้นหรือขอรับ?”


ดวงตาไร้เดียงสาของเด็กน้อยมีประกายวาววับ เขาไม่เคยได้ยินท่านแม่พูดถึงท่านพ่อมาก่อนเลย!


“ใช่แล้ว ท่านพ่อเจ้าเป็นถึงทหาร มีฝีมือเก่งกาจ แม่นับถือพ่อของเจ้ามาก!”


“ว้าว!”


น้ำเสียงตื่นเต้นของโก่วเอ๋อร์ดังขึ้นเล็กน้อย เมื่อรู้ตัวก็รีบเอามือปิดปากตนเอง ก่อนจะเอ่ยถามอีก “เช่นนั้นเหตุใดท่านพ่อถึงยังไม่กลับมาหาข้าล่ะขอรับ?”


“ก็เพราะพ่อของเจ้ากำลังทำภารกิจใหญ่อยู่น่ะสิ เป็นบุรุษผู้แข็งแกร่งก็ต้องทำภารกิจใหญ่ เสร็จจากภารกิจก็ต้องกลับมาหาเจ้าแน่นอน”


เหอจิ่วเหนียงอดทนกับความง่วง จงใจยกย่องนับถือชายผู้นั้นมาก


“ไม่ใช่เพราะท่านพ่อไม่รักโก่วเอ๋อร์ใช่หรือไม่ขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์เอ่ยอย่างกล้าๆกลัวๆ ครั้นที่อยู่บ้านเก่า เขาเคยได้ยินเด็กในหมู่บ้านบอกว่าเป็นเพราะเขาเกิดมาร่างกายอ่อนแอ บิดาของเขาจึงไม่ต้องการเขาแล้ว


“ท่านพ่อรักโก่วเอ๋อร์อยู่แล้ว หากท่านพ่อรู้ว่าโก่วเอ๋อร์ทั้งน่ารัก ทั้งฉลาด และเป็นเด็กดีของทุกคนเช่นนี้ เขาต้องดีใจมากแน่ๆ!”


เด็กน้อยผู้น้อยใจได้ยินดังนั้น รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น


“รีบนอนเถอะ รักษาสุขภาพให้แข็งแรง รอพ่อเจ้ากลับมาแล้วให้พ่อเจ้าพาออกไปเที่ยวดีหรือไม่?”


“อื้อๆ ข้าจะเชื่อฟังท่านแม่ ข้าจะนอนขอรับ!”


เด็กน้อยพยักหน้าหนักแน่น จากนั้นหลับตาลงในอ้อมกอดเหอจิ่วเหนียงด้วยความอิ่มเอม


นางซุนนอนอยู่ข้างกายสองแม่ลูก ได้ยินทุกคำพูดของพวกเขา ทำให้นางพลอยนึกถึงเจ้าสาม บุตรชายที่ตนรักมากที่สุดขึ้นมา พลันนั้นน้ำตาก็เอ่อคลอ


ตอนนี้ครอบครัวลู่ใช้ชีวิตอยู่ที่นี่กันอย่างมีความสุข หากเจ้าสามอยู่ด้วยก็คงดี


…ไม่รู้ว่าตอนนี้เขาอยู่ที่ไหน


หญิงชราพลิกกายหันหลังให้ทั้งสอง พยายามกลั้นน้ำตาเอาไว้ จะร้องไห้ไม่ได้เด็ดขาด มิเช่นนั้นคงรบกวนการพักผ่อนของลูกหลาน

.......


ขณะเดียวกัน


ณ หนานไท่ ดินแดนที่ห่างจากหมู่บ้านอันผิงไกลแสนไกล


บุรุษในชุดดำคนหนึ่งกำลังนั่งดื่มสุราคลายความกลัดกลุ้มใจอยู่บนหลังคาบ้าน


ไม่นานนัก ชายสวมชุดดำเหมือนกันอีกคนหนึ่งก็โผล่เข้ามานั่งลงข้างๆ พร้อมกับเอ่ยถามด้วยความไม่เข้าใจ “เจ้าสร้างคุณูปการใหญ่โตได้ เหตุใดถึงยังมานั่งอมทุกข์อยู่อีกล่ะ ข้ากลับไปครั้งนี้ องค์ชายบอกว่ารอเจ้ากลับไป พระองค์จะทูลขอฝ่าบาทให้พระราชทานตำแหน่งแม่ทัพใหญ่ให้เจ้า!”


คนที่พูดก็คือฉินเจียนที่เพิ่งกลับมาจากเป่ยเหยียนในยามเว่ยของวันนี้ และผู้ที่กำลังใช้สุราบำบัดความทุกข์ในใจก็คือซุนฉี สหายร่วมเป็นร่วมตายของเขา และเป็นคนที่ลอบปลงพระชนม์องค์รัชทายาทแห่งหนานไท่นั่นเอง


“จุดจบจะเป็นเช่นไรยังไม่อาจรู้ได้”


ซุนฉียกยิ้มมุมปาก รอยยิ้มจืดเจื่อนปรากฏขึ้นบนใบหน้าหล่อเหลา เขาเหยียดขาทั้งสองข้างออก นอนราบลงไป ประสานสองมือไว้หนุนศีรษะ ทอดมองดวงดาวที่สุกสกาวอยู่บนท้องนภา ในใจไม่รู้นึกคิดสิ่งใด


“นี่เจ้าเป็นอะไรไป จู่ๆก็เป็นเช่นนี้ ข้าสับสนไปหมดแล้ว!”


ฉินเจียนมองสหายด้วยความไม่พอใจ เขาเกลียดพฤติกรรมเช่นนี้ของอีกฝ่ายเป็นที่สุด มีอะไรก็ไม่พูด เอาแต่เก็บไว้ในใจ ทำท่าทุกข์ระทมขมขื่น ช่างน่าเบื่อเสียจริง!


“ไม่มีอะไร ก็แค่คิดถึงบ้าน”


ซุนฉีพึมพำ ฉินเจียนกลับทำท่าราวกับได้ยินเรื่องขบขัน “เจ้าบอกว่าตัวคนเดียวไม่มีญาติพี่น้องไม่ใช่หรือ?”


“อืม”


คนถูกถามตอบเพียงสั้นๆ และไร้ท่าทีว่าจะพูดอะไรต่อ


ฉินเจียนยังคงไม่เข้าใจ “แล้วชายหนุ่มเดียวดายอย่างเจ้ากำลังคิดถึงบ้านที่ไหนกัน?”


ซุนฉีไม่ตอบ


ฉินเจียนคร้านจะพูดพล่ามอยู่คนเดียวจึงแย่งสุราในมือคู่หูมากระดก


“พรวด!”


เข้มยิ่งนัก!


ดูท่าเจ้านี่คงทุกข์ใจจริงๆ


ฉินเจียนคิดว่าซุนฉีคงไม่อยากพูดอะไรแล้ว ทว่าผ่านไปครู่ใหญ่เขาก็ได้ยินสหายเปล่งวาจาออกมา “เจ้าเดินทางผ่านชางโจวครั้งนี้ สถานการณ์ที่นั่นเป็นเช่นไรบ้าง?”


“ชางโจวน่ะหรือ…เฮ้อ ตอนนี้รันทดเสียยิ่งกว่าอะไร!”


ฉินเจียนส่ายหน้าไปมาช้าๆ ก่อนจะยกสุราดื่มอีกอึก


หลังจากได้ยินคำตอบ ซุนฉีไม่ได้เผยอารมณ์ความรู้สึกใดออกมา


“ตลอดทางพบศพเต็มไปหมด บ้างก็กระหายตาย บ้างก็หิวตาย มีแม้กระทั่งใช้เด็กเป็นอาหาร เหลือแต่ซากกระดูกเด็กทิ้งเอาไว้…”


ครั้นพูดถึงเรื่องนี้ฉินเจียนก็อดทอดถอนใจมิได้ ฝ่าบาทก็ช่างไร้ประสิทธิภาพเหลือเกิน เรื่องถึงขั้นนี้แล้วยังไม่มีวิธีบรรเทาทุกข์สำหรับผู้ประสบภัย อีกทั้งยังผลักภาระทั้งหมดให้เฉินอ๋อง


ซุนฉีลอบกำหมัดแน่น หลับตาลงด้วยความเจ็บปวด


ตอนที่ 64: ยอมเป็นหมากตัวหนึ่ง


เมื่อลืมตาอีกครั้ง แววตาของชายหนุ่มก็เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว


“องค์รัชทายาทหนานไท่สิ้นพระชนม์แล้ว ตอนนี้พวกเขาคงไม่ก่อเรื่องชั่วคราว ข้าจะกลับชางโจวสักหน่อย”


กล่าวจบซุนฉีก็ลุกขึ้น จากนั้นกระโดดลงจากหลังคา ตรงไปจูงม้าออกจากคอก


“นี่เจ้าเกิดเป็นบ้าอะไรกลางดึกเนี่ย! เจ้าอย่าลืมสิว่าตอนนี้มีสายตาหลายคู่กำลังจับจ้องพวกเราอยู่ หากถูกจับได้ เจ้าจะตายอย่างไรก็ไม่รู้!”


บุรุษผู้ลอบปลงพระชนม์ทายาทแห่งราชวงศ์หนานไท่ย่อมรู้ดีถึงสิ่งที่สหายตักเตือน แต่ตอนนี้เขาไม่อยากสนใจอะไรทั้งนั้น!


ก่อนหน้านี้สถานการณ์ทางด้านหนานไท่คับขัน ซุนฉีจึงไม่อาจปลีกตัวไปไหนได้ และด้วยความกังวลว่าหนานไท่จะเกิดความวุ่นวายยืดเยื้อจนทำให้เขาต้องเสียเวลาไปอีกหลายปี เขาจึงตัดสินใจปลงพระชนม์องค์รัชทายาทหนานไท่


เขากับฉินเจียนคือผู้นำของที่นี่ ยามฉินเจียนไม่อยู่ เขาก็ไม่สามารถทิ้งหน้าที่ตรงนี้ไปไหนได้ ทำได้เพียงรอให้อีกฝ่ายกลับมาเท่านั้น


ตอนนี้คนสับเปลี่ยนกลับมาแล้ว เขาจึงอยากใช้ช่วงจังหวะอันมีค่านี้กลับไปเยี่ยมครอบครัว ไม่อยากเสียเวลาแม้แต่อึดใจเดียว


ซุนฉีจากบ้านมาหลายปี ไม่รู้ว่าบิดามารดาจะเป็นเช่นไรบ้าง…และไม่รู้ว่าภรรยาที่เจอกันแค่ครั้งเดียวแค่ในวันแต่งงาน…จะเป็นเช่นไรบ้าง


ในความทรงจำของชายหนุ่ม สตรีผู้นั้นงดงามยิ่งนัก ทว่าเป็นคนขี้กลัว เอาแต่ก้มหน้าไม่กล้ามองเขา


แม้จะไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ต่อกัน แต่ในเมื่อร่วมหอลงโรงแล้วนางก็คือภรรยาของเขา เขาควรรับผิดชอบนางไปตลอดชีวิต


แต่ใครจะรู้กันว่าหลังจากแต่งงานได้เพียงวันเดียว เช้าวันรุ่งขึ้นเขาก็ต้องออกมาทำหน้าที่รับใช้ชาติแล้ว เดิมทีคิดว่าเพียงสองสามเดือนก็จะได้กลับบ้าน แต่ใครเลยจะคิดว่าระหว่างนั้นกลับเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น


พวกเขาเหล่าหน่วยรบเผชิญกับการถูกลอบสังหารของนักฆ่ามืออาชีพในวันที่พวกเขาไปส่งสินค้าชุดนั้น


เพราะสินค้าชุดนั้นไม่ใช่สินค้าทั่วไป หากแต่เป็นอาวุธและเงินทองที่กำลังถูกส่งไปในสถานที่ตามคำสั่งของเฉินอ๋อง ไม่รู้ว่านักฆ่าเหล่านั้นเป็นฝีมือของฝ่ายใด


เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้คนในขนวนขนส่งสินค้าตายทั้งหมด ซุนฉีพาผู้เป็นหัวหน้าหนีไปได้ ทว่าโชคร้ายที่หัวหน้าหน่วยผู้นั้นบาดเจ็บสาหัสจนถึงแก่ชีวิต ก่อนสิ้นลมเขามอบป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่งไว้ และกำชับว่านำไปส่งให้ถึงมือเฉินอ๋องให้ได้


และนับจากรับป้ายคำสั่งนั้นมา ซุนฉีก็ได้เข้าสู่วังวนแห่งการแย่งชิงอำนาจของราชวงศ์โดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ก็ยากจะถอนตัวแล้ว


เขากบดานอยู่ในป่านับแรมเดือนกระทั่งอาการบาดเจ็บดีขึ้นจึงมุ่งหน้าไปตามเส้นทางที่ขบวนสินค้าเคยกำหนดไว้ หาฐานปฏิบัติการที่ซุ่นโจวของเฉินอ๋องจนเจอ ได้เจอกับผู้เป็นใหญ่ในค่าย และมอบป้ายคำสั่งในมือให้กับเขา


เฉินอ๋องมองเห็นศักยภาพของชายผู้นี้ จึงถามความสมัครใจว่ายินยอมทำงานให้เขาหรือไม่ คนถูกถามไม่ตอบตกลง เขาคิดเพียงแค่ว่า ‘อยากกลับบ้าน’


เฉินอ๋องเองก็ไม่บีบบังคับ สั่งให้คนพาซุนฉีไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จัดเตรียมอาหารให้เขาจนอิ่ม นอนพักผ่อนให้มีแรงก่อนแล้วค่อยกลับ


ซุนฉีอาศัยอยู่ในค่ายเป็นเวลาสามวัน จู่ๆเขาก็เป็นฝ่ายขอพบเฉินอ๋องเอง และบอกว่ายินดีที่จะอยู่ที่นี่


ตลอดสามวันนั้นเขาไม่ได้ออกไปไหนเลย กิจวัตรของเขามีเพียงกิน นอน ตื่นนอนก็กินเท่านั้น


แต่เขามักได้ยินคนรอบตัวพูดถึงเรื่องศึกสงคราม


แคว้นเป่ยเหยียนค่อนข้างยากจน รอบแคว้นห้อมล้อมไปด้วยศัตรู ดังนั้นสงครามที่ชายแดนจึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง


ฮ่องเต้องค์ปัจจุบันก็เอาแต่เสพสุข โอรสทั้งหลายก็เอาแต่สนใจผลประโยชน์ตรงหน้า มีเพียงเฉินอ๋องที่มักออกไปฝึกทหารด้วยตนเองที่ฐานปฏิบัติการนอกเมืองทุกวัน ใส่ใจศึกสงครามชายแดน


พระองค์ยังรับเลี้ยงเด็กกลุ่มหนึ่งไว้ในค่าย ในทุกวันฟ้ายังไม่ทันสาง เด็กเหล่านี้ก็จะลุกขึ้นมาฝึกวรยุทธ์ ตะโกนปลุกใจด้วยความฮึกเหิม


หลังจากสอบถามจึงได้รู้ว่า เด็กกลุ่มนั้นล้วนเป็นเด็กกำพร้าที่มาจากชายแดน ยามชายแดนเกิดศึกสงคราม คนในครอบครัวพวกเขาได้รับผลกระทบจนถึงแก่ชีวิต เด็กที่รอดมาได้โดยไร้ที่ยึดเหนี่ยวเหล่านั้น เฉินอ๋องจึงมีความคิดรับพวกเขามาเลี้ยงดู


และเรื่องราวทั้งหมดนี้ ทำให้ซุนฉีตัดสินใจอย่างแน่วแน่ ว่าจะทำภารกิจใหญ่ให้กับเฉินอ๋องจนสำเร็จ แล้วสวมเสื้อแพรกลับบ้านเกิดอย่างภาคภูมิ


แน่นอนว่าซุนฉีตั้งใจจะส่งจดหมายกลับไปบอกที่บ้าน แต่ด้วยกลัวว่าจดหมายจะตกไปอยู่ในมือฝ่ายตรงข้าม ทำให้ครอบครัวต้องเดือดร้อน เขาจึงล้มเลิกความคิดไป และบอกกับเฉินอ๋องว่า ‘เขาตัวคนเดียว ไร้ญาติพี่น้อง’ ทั้งยังเปลี่ยนชื่อตัวเองเป็น ‘ซุนฉี’


ท่านแม่แซ่ซุน และ ‘ฉี’ ก็แปลว่า ‘หมาก’ 


บัดนี้ เขายอมเป็นหมากตัวหนึ่ง


บุรุษผู้ปกปิดตัวตนไม่เคยบอกเรื่องนี้กับใครรวมถึงฉินเจียน ไม่มีใครรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาชื่อคือ ‘ลู่ไป่ชวน’


ชางโจวเผชิญกับความแห้งแล้งมานานแล้ว ครั้นที่เขาจากบ้านมาที่นั่นก็มีสภาพย่ำแย่ ในตอนนั้นเขาคิดว่าคงไม่หนักไปกว่าที่เป็นอยู่อีกแล้ว แต่ตอนนี้ผ่านมาแล้วสามปี ความรุนแรงกลับทวีคูณ ดังนั้นใครก็ไม่อาจทนอยู่ได้อีกต่อไป


หลายเดือนก่อนเขารู้ข่าวว่า ชางโจวประสบภัยแล้งอย่างหนัก ราษฎรลี้ภัยไปทั่วสารทิศของเป่ยเหยียน ทว่าเขาไม่อาจปลีกตัวไปไหนได้เลย เพราะทางด้านนี้เองก็อยู่ในช่วงโกลาหล 


กว่าเขาจะจัดการทุกอย่างทางนี้เสร็จเรียบร้อย ดูเหมือนว่าเรื่องทางบ้านเกิดจะสายไปแล้ว


ลู่ไป่ชวนไม่อาจประวิงเวลาได้อีกต่อไป ไม่สนใจคำห้ามปรามของคู่หูอีกแล้ว กระโดดขึ้นหลังม้า กระตุกเชือกบังเหียนควบสัตว์พาหนะชั้นดีออกไปอย่างรวดเร็วราวกับลูกธนูที่พุ่งออกจากคันศรท่ามกลางความมืดมิดในยามรัตติกาล


ฉินเจียนร้อนใจมาก มิน่าล่ะ เหตุใดวันนี้ทันทีที่เขากลับมาถึง ซุนฉีก็รีบมอบหมายหน้าที่ให้เขารับช่วงต่อ ท่าทางราวกับจะทิ้งกันแล้ว ที่แท้ก็รอโอกาสนี้นี่เอง!


เพียงแต่…บ้านของซุนฉีอยู่ชางโจวอย่างนั้นหรือ?


ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆชายแซ่ฉินก็นึกถึงครอบครัวที่ได้เจอระหว่างทางในตอนนั้น…


ตอนนี้พวกเขาคงจะตั้งหลักปักฐานที่จิงโจวได้แล้วกระมัง

.......


ฟ้าสางเป็นสัญญาณเข้าสู่เช้าวันใหม่


เหอจิ่วเหนียงตื่นนอนแต่เช้าตรู่ ส่งโก่วเอ๋อร์ให้นางซุนดูแล จากนั้นเตรียมนำหวงฉีและชะเอมเทศที่เก็บมาได้เมื่อวานเดินทางเข้าอำเภอ


คนอื่นก็แยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตนเอง นักขุดหินมาถึงแล้ว เมื่อดวงตะวันโผล่พ้นเส้นขอบฟ้าทุกคนก็เริ่มลงมือทำงาน


เหอจิ่วเหนียงจูงหงหมู่ตันออกมา ทันใดนั้นก็เห็นชายรูปร่างผอมคนหนึ่งเดินมาทางนี้ นางเพ่งมองด้วยความตั้งใจ อยากรู้ว่าอีกฝ่ายมีเจตนาอะไร


ชายร่างผอมกลับไม่สนใจนาง เดินตรงไปทางกระท่อมมุงจากของครอบครัว


ผู้เฒ่าลู่เพิ่งกินวอโถวเสร็จ เตรียมจะพาเหลยจื่อขึ้นเขาไปดูเหล่าผู้ใหญ่ตัดไม้ขุดหิน


เหลยจื่อเป็นหลานชายคนโตของบ้าน แม้อายุเพียงสิบเอ็ดปี แต่ก็มีหลายเรื่องที่เขาควรศึกษาและทำความเข้าใจได้แล้วในวัยนี้ ไม่อาจทำตัวเหมือนนายน้อยสูงศักดิ์ที่วันๆไม่ต้องทำอะไร


โชคดีที่เหลยจื่อเองก็เป็นเด็กกระตือรือร้น ไม่ทำให้ผู้ใหญ่ต้องกังวลใจ


“ท่านคือพี่ลู่ใช่หรือไม่?”


ชายร่างผอมเดินมาหยุดยืนตรงหน้าผู้เฒ่าลู่ ชายชราตกใจเล็กน้อย เมื่อมั่นใจแล้วว่าตนไม่รู้จักคนตรงหน้ามาก่อน จึงถามกลับด้วยความสงสัย “ท่านคือใคร?”


“ข้าชื่อเฉียนเถี่ยซู่ เป็นพ่อของต้าหนิว เมื่อคืนข้ากลับบ้านไปเห็นบ้านเละเทะมาก ภรรยาข้าถูกโบยสิบไม้ พอถามถึงได้รู้ว่าต้าหนิวก่อเรื่องเดือดร้อนขึ้นอีกแล้ว ข้าก็เลยตั้งใจจะมาขอโทษพี่ลู่ ข้าต้องขอโทษพี่ลู่ด้วยที่ข้าสั่งสอนลูกชายไม่ดี”


ได้รู้ถึงเจตนาในการมาของคนแปลกหน้าแล้ว ผู้เฒ่าลู่รู้สึกประหลาดใจมาก นึกไม่ถึงว่าครอบครัวเฉียนจะมีคนที่มีเหตุผลเช่นนี้ด้วย ดังนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าเหี่ยวย่นจึงแฝงความจริงใจมากขึ้น


“ในเมื่อต้าหนิวได้รับโทษแล้ว ต่อไปเขาต้องเรียนรู้ได้แน่ น้องเฉียนไม่ต้องพูดถึงเรื่องพวกนี้แล้ว”


วาจานี้ออกมาจากใจจริง ชายชรารู้ว่าตอนนี้เฉียนต้าหนิวถูกคุมขังที่ที่ว่าการอำเภอ เช่นนั้นเรื่องที่เกิดขึ้นกับครอบครัวตนก็ไม่จำเป็นต้องเก็บมาใส่ใจแล้ว


“ใช่ๆๆ ต้าหนิวเองก็ได้รับโทษแล้ว เขารู้ตัวแล้วว่าทำผิดไป เช่นนั้นรบกวนพี่ลู่ไปถอนคำร้องที่ที่ว่าการอำเภอ ให้ปล่อยตัวเขาออกมาได้หรือไม่?”


ผู้เฒ่าลู่ได้ยินดังนั้นก็ชะงักไป 


เยี่ยมจริงๆ ที่แท้ก็มาด้วยเหตุนี้นี่เอง!


รอยยิ้มบนใบหน้าชราหายวับในบัดดล เขาสะบัดมือเฉียนเถี่ยซู่ออกพลางกล่าว “น้องชาย เจ้าพูดจาน่าขันเกินไปแล้วกระมัง นั่นเป็นคำสั่งของนายอำเภอนะ ข้าเป็นเพียงชาวบ้านจะไปก้าวก่ายได้อย่างไร อีกอย่าง ถูกจับขังแค่เดือนเดียวเอง ให้เขาได้รับการสั่งสอนเสียบ้างก็ดี เด็กคนนี้หากไม่สั่งสอนตั้งแต่เด็ก โตไปอาจก่อเรื่องใหญ่ได้นะ!”


“ใช่ๆๆ มันก็จริง” เฉียนเถี่ยซู่พยักหน้าอย่างจริงจัง จากนั้นเอ่ยต่อด้วยท่าทางและน้ำเสียงชวนให้คนฟังโมโหยิ่งนัก “ข้าไม่เข้มงวดกับการสั่งสอนเขาเอง แต่พี่ลู่รู้หรือไม่ ต้าหนิวเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของข้า กว่าข้าจะมีลูกชายได้มันไม่ง่ายเลย คุกนั่นมันใช่ที่อยู่ของคนที่ไหนกัน หากเขาเป็นอะไรขึ้นมา ข้ากับภรรยาจะใช้ชีวิตอยู่ได้อย่างไร!”


ตอนที่ 65: นางไม่ใช่คนโง่


เหอจิ่วเหนียงยืนมองอยู่ข้างๆ อดทอดถอนใจไม่ได้ สมกับเป็นสามีของนางหลี่จริงๆ ทั้งยังสั่งสอนลูกออกมาให้มีนิสัยเช่นนี้อีก นิสัยเหมือนกันทั้งครอบครัว


ผู้เฒ่าลู่เองก็คิดไม่ถึงว่าจะได้ยินวาจาเช่นนี้ เขาโมโหอย่างมาก “คุกดีๆแบบนั้นทำไมจะอยู่ไม่ได้ ขอเพียงต้าหนิวลูกเจ้าทำตามกฎระเบียบ หนึ่งเดือนก็ได้ออกมาแล้ว อีกอย่าง นั่นมันเขตอำนาจของที่ว่าการอำเภอ ไม่ใช่สถานที่ที่ชาวบ้านจะทำอะไรก็ได้!”


ชายชราไม่อยากเปลืองน้ำลายกับคนเช่นนี้ จึงจูงมือเหลยจื่อเตรียมเดินหนีไป


เฉียนเถี่ยซู่กลับคว้าแขนเขาไว้ กดเสียงต่ำ สายตาแข็งกร้าว “ข้าไม่สน! หากวันนี้เจ้าไม่ช่วยลูกชายข้าออกมา ข้าก็ไม่ให้เจ้าไปไหนทั้งนั้น!”


นางซุนได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจึงออกมาดู จากนั้นเดินมาดึงมือเฉียนเถี่ยซู่ออกแล้วดุด่า “ลูกเมียเจ้าถูกโบยถูกลงโทษแล้วเจ้ายังจะมาทำตัวไร้ยางอายที่บ้านข้าอีกรึ! ไป ข้าจะลากเจ้าไปที่ว่าการอำเภอให้ถูกโบยอีกคน!”


หญิงชราหันไปกวักมือเรียกลูกสะใภ้และบุตรสาวที่อยู่ในกระท่อมให้ออกมาช่วย เหล่าบุรุษไม่อยู่ สตรีอย่างพวกนางก็สามารถจัดการเองได้!


ไม่นานนางหยูก็พาพี่น้องออกมาพร้อมเชือกในมือ เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่การข่มขู่


เฉียนเถี่ยซู่ไม่เคยเจอสถานการณ์เช่นนี้มาก่อน เขาตกตะลึง กำลังคิดจะตะคอกตอกกลับ แต่บ่วงเชือกกำลังลอยเข้ามาหมายสวมลงที่คอพอดี ทันใดนั้นเขาก็ตกใจจนถอยหลังไปหลายก้าว มองหญิงกลุ่มนี้ด้วยสีหน้าตื่นตระหนก และตะคอกด้วยน้ำเสียงสั่นเทา “ผะ ผะ ผู้หญิงพวกนี้จิตใจอำมหิตยิ่งนัก! พะ พวกเจ้า ฝากไว้ก่อนเถอะ!”


ทิ้งท้ายเสร็จสิ้นคนที่มาพร้อมความมั่นใจก็วิ่งเตลิดกลับไปอย่างรวดเร็ว นางซุนทำเสียงฮึดฮัดเย้ยหยันตามหลัง “ข้าจะรอดูว่าเจ้ายังกล้ามาทำตัวไร้ยางอายที่นี่อีกหรือไม่ ไอ้พวกนักเลงหัวไม้!”


เหอจิ่วเหนียงอดสูดปากชื่นชมไม่ได้ ตอนแรกนางยืนดูเหตุการณ์ด้วยความไม่วางใจ แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่านางประเมินกำลังการต่อสู้ของนางซุนต่ำไปเสียแล้ว


หญิงสาวลอบยกนิ้วโป้งชื่นชมหญิงชรา ก่อนกระโดดขึ้นหลังม้า มุ่งหน้าไปในอำเภอ


ครั้นที่เข้าอำเภอก่อนหน้านี้ เหอจิ่วเหนียงเพียงเดินสำรวจแบบผ่านตาเท่านั้น ร้านโอสถและโรงหมอมีทั้งหมดหกถึงเจ็ดร้าน มีสามร้านที่ค่อนข้างใหญ่ ทั้งตรวจโรคและซื้อโอสถได้ เหอจิ่วเหนียงจึงเลือกไปสามร้านนี้


“แม่นาง ต้องการซื้อโอสถหรือตรวจโรคขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียงไปร้านที่ใหญ่ที่สุดในเมืองก่อน ชื่อว่า ‘โรงหมออวี้หยวน’ มีหมอตรวจโรคห้าคน เด็กรับใช้ในร้านมีสามถึงสี่คน การค้าดีมาก คนป่วยก็หนาตา


โชคดีที่เด็กรับใช้กระตือรือร้นมาก เมื่อเห็นลูกค้าเดินเข้ามาก็รีบต้อนรับทันที


“ข้าเก็บสมุนไพรมาได้จากบนเขา ที่นี่รับซื้อสมุนไพรหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงเห็นกิริยาท่าทางของเด็กในร้านเป็นไปด้วยความนอบน้อม น้ำเสียงของนางจึงอ่อนโยนโดยไม่รู้ตัว


ช่วงนี้สมุนไพรขาดแคลนหนัก ได้ยินว่ามีคนมาขายสมุนไพร รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กรับใช้ก็ยิ่งเผยความยินดี “รับขอรับ รับขอรับ รอสักครู่นะขอรับ ข้าน้อยจะไปเรียกท่านผู้ดูแลมา!”


กล่าวจบก็รีบวิ่งไปที่หลังร้าน เหอจิ่วเหนียงเดินดูภายในร้านระหว่างรอ พบว่าผู้ที่มาตรวจโรคส่วนใหญ่เป็นสตรีและเด็กที่สวมเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง อีกทั้งส่วนมากก็คือผู้ลี้ภัยที่เพิ่งเดินทางมาถึงที่นี่ แต่ละคนร่างกายซูบผอม ใบหน้าซีดเซียว ริมฝีปากแห้งกรัง ช่างน่าเวทนายิ่งนัก คงเป็นเพราะได้รับเงินช่วยเหลือมาแล้ว จึงสามารถมาหาหมอได้เช่นนี้


โชคดีที่หมอและเด็กรับใช้ของโรงหมอแห่งนี้มีใจรักบริการ ไม่มีท่าทีรังเกียจเพียงเพราะคนเหล่านี้สวมเสื้อผ้าซอมซ่อเลย ทั้งยังเตรียมน้ำชาไว้สำหรับบริการด้วย


ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ความอ่อนน้อมและความเป็นมิตรย่อมเป็นวิธีเข้าถึงใจลูกค้าได้ดีที่สุดเสมอ


ไม่นานนักผู้ดูแลก็ออกมา เป็นชายวัยกลางคนรูปร่างผอมเตี้ย แต่กลับมีพลังเต็มเปี่ยม ไว้หนวดเคราเล็กน้อย ดูเป็นคนอารมณ์ดีมาก


“แม่นาง นี่คือท่านผู้ดูแลเหรินขอรับ”


เด็กรับใช้แนะนำด้วยความใส่ใจ เหอจิ่วเหนียงค้อมศีรษะและทักทาย “สวัสดีเจ้าค่ะท่านผู้ดูแลเหริน”


ผู้ดูแลเหรินมีสีหน้ายิ้มแย้ม กิริยาดีเยี่ยมเฉกเช่นเดียวกับเด็กรับใช้ “แม่นางต้องการขายสมุนไพรอะไรหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงวางตะกร้าสะพายหลังลง ให้อีกฝ่ายดูชะเอมเทศกับหวงฉีที่อยู่ด้านใน


เมื่อเห็นสมุนไพรสองชนิดในตะกร้า แววตาของผู้ดูแลวัยกลางคนก็ลุกวาวอย่างเห็นได้ชัด 


สมุนไพรสองชนิดนี้ล้วนเป็นสมุนไพรที่ใช้บ่อยในช่วงนี้ ในโรงเก็บสมุนไพรเหลือไม่มากแล้ว


เขาหยิบขึ้นมาดูบางส่วน แม้ยังไม่ได้แปรรูปเป็นตัวยาพร้อมใช้ แต่ก็ดูออกว่าคุณภาพไม่เลว


“แม่นางมีอยู่เท่าไร?”


“ตอนนี้มีเพียงเท่านี้เจ้าค่ะ แต่หากท่านผู้ดูแลให้ราคาดี หลังจากนี้อยากได้เท่าไรก็ตกลงกันได้”


เหอจิ่วเหนียงมองเหล่าผู้ป่วยที่รอตรวจโรคพลางเอ่ยต่อ “ไม่เพียงสมุนไพรเหล่านี้เท่านั้น สมุนไพรที่ใช้บ่อยในอาการไข้หวัดลมร้อน ไข้หวัดลมหนาวก็มีเช่นกัน”


ผู้ดูแลร้านตกใจเล็กน้อยเมื่อเห็นสตรีตรงหน้ากวาดตามองผู้ป่วยเพียงปราดเดียวก็รู้ถึงอาการของพวกเขาแล้ว ดูเหมือนว่านางจะเข้าใจในวิชาแพทย์!


ในขณะนี้ คนที่มีทักษะทางการแพทย์มีไม่มากนัก ยิ่งไปกว่านั้น สตรีที่เข้าใจในวิชาแพทย์มีน้อยจนหาได้ยาก


“แม่นางเข้าใจวิชาแพทย์ด้วยหรือ?” ชายแซ่เหรินมองแม่นางตรงหน้าด้วยท่าทางตื่นเต้น 


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้า “ข้าไม่เข้าใจหรอก แค่รู้จักสมุนไพรไม่กี่ชนิดเท่านั้นเจ้าค่ะ”


ผู้ดูแลรู้สึกผิดหวังมาก แต่ยังคงเอ่ยต่อ “โรงหมออวี้หยวนของเรารับซื้อสมุนไพรตลอด หากแม่นางมีของก็นำมาขายได้เลย สมุนไพรแต่ละชนิดมีราคาแตกต่างกันไป สมุนไพรที่ยังไม่ผ่านการแปรรูปกับสมุนไพรที่ผ่านการแปรรูปแล้วราคาก็ต่างกัน ตอนนี้แม่นางมีชะเอมเทศกับหวงฉี เป็นสมุนไพรที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป ราคาก็จะต่ำลงมาหน่อย ยึดตามราคาตลาดตอนนี้ ชะเอมเทศชั่งละสิบแปดอีแปะ ส่วนหวงฉีชั่งละยี่สิบสามอีแปะ”


เหอจิ่วเหนียงถามต่อ “แล้วหากผ่านการแปรรูปแล้วล่ะเจ้าคะ?”


“หากผ่านการแปรรูปแล้ว ไม่ว่าจะเป็นสมุนไพรชนิดใดก็จะมีราคาแพงกว่าแบบที่ยังไม่แปรรูปสิบห้าอีแปะ”


แพงกว่าถึงเพียงนี้เชียวหรือ?


เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจไม่น้อย เช่นนั้น แปรรูปขายจะคุ้มค่ากว่า!


อันที่จริงการแปรรูปสมุนไพรไม่ใช่เรื่องยุ่งยาก คนอื่นนางไม่รู้ แต่นางทำได้!


เพียงแต่ตอนนี้เพิ่งจะเริ่มสร้างบ้าน จึงไม่มีสถานที่สำหรับการแปรรูปสมุนไพร


สตรีผู้มีความฝันอยากเป็นเศรษฐีรู้สึกปวดใจเล็กน้อย นางพลาดเงินก้อนโตเลยนะ!


“ตกลงเจ้าค่ะ วันนี้ข้าขายสมุนไพรเท่านี้ก่อน หากมีสมุนไพรอีกข้าจะเอามาขายใหม่”


เหอจิ่วเหนียงตอบตกลง ผู้ดูแลเหรินจึงให้เด็กนำตาชั่งมา ชะเอมเทศทั้งหมดสี่ชั่งครึ่ง หวงฉีสี่ชั่ง ทั้งหมดเป็นเงินจำนวนหนึ่งร้อยเจ็ดสิบสามอีแปะ


จากคนที่ได้เงินจำนวนมากมาตลอด ครั้งนี้กลับได้ไม่ถึงสองร้อยอีแปะ เหอจิ่วเหนียงขบเม้มริมฝีปากพลางครุ่นคิด เงินน้อยนิดเช่นนี้ไม่อาจเลี้ยงดูครอบครัวใหญ่ได้ ต้องพยายามหาเงินให้มากกว่านี้!


ในขณะที่คนเสร็จธุระสะพายตะกร้าเตรียมออกจากโรงหมด ผู้ดูแลเหรินก็เรียกให้นางหยุดก่อน “หากแม่นางรับปากว่าจะขายสมุนไพรให้แค่โรงหมอของข้าเพียงที่เดียว ข้าจะเพิ่มราคาให้สมุนไพรแต่ละชนิดอีกชั่งละสองอีแปะ!”


สมกับเป็นพ่อค้าจริงๆ เขาผูกขาดให้เหอจิ่วเหนียงขายสมุนไพรให้เพียงแค่โรงหมออวี้หยวนเท่านั้น เพื่อเป็นการรับประกันว่าโรงหมอจะมีสมุนไพรในคลังเพียงพอ และเพิ่มประสิทธิภาพในการตรวจรักษาคนไข้ได้มากขึ้น


เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้ตอบในทันที เพียงเอ่ย “น้ำใจของท่านผู้ดูแลข้ารับรู้แล้ว แต่เรื่องในครอบครัวตัวข้าเองไม่อาจตัดสินใจได้ ต้องกลับไปปรึกษาที่บ้านก่อน อีกสองสามวันข้าจะกลับมาให้คำตอบท่านนะเจ้าคะ”


ผู้ดูแลโรงหมออวี้หยวนรีบรับปาก และให้เด็กรับใช้เดินออกไปส่งนาง


เหอจิ่วเหนียงไปสอบถามราคาที่โรงหมออีกสองแห่งตามที่ตั้งใจไว้ โรงหมอแห่งแรกมีผู้ใช้บริการมากเช่นกัน แต่ไม่เท่ากับโรงหมออวี้หยวน ราคารับซื้อสมุนไพรก็ให้ไม่สูงเท่าไรนัก


ก็จริง การค้าของโรงหมอแห่งนี้เทียบกับโรงหมออวี้หยวนไม่ได้เลย จะให้ราคาสูงได้อย่างไรกัน


ส่วนอีกแห่งตั้งอยู่ข้างโรงหมออวี้หยวน…ทว่ามีสิ่งหนึ่งที่ทำให้เหอจิ่วเหนียงไม่พอใจมากนั่นคือ โรงหมอแห่งนี้เห็นนางเดินออกมาจากโรงหมออวี้หยวนก็ทำสีหน้าไม่ดีใส่นาง ทั้งยังเย้ยหยันนางด้วย


เหอจิ่วเหนียงจึงหันหลังเดินจากไปโดยไม่สนใจ


นางตั้งมั่นแล้วว่า ต่อไปนี้หากมีสมุนไพร นางจะส่งขายให้กับโรงหมออวี้หยวนแน่นอน ทั้งยังให้ราคาสูงกว่าราคารับซื้อปกติอีกสองอีแปะ ใครจะปฏิเสธกัน


นางไม่ใช่คนโง่เสียหน่อย!


ตอนที่ 66: น้องเขยอย่าร้อนใจไป


ยามพลบค่ำ หลังจากกลับมา เหอจิ่วเหนียงเล่าเรื่องสมุนไพรให้คนในครอบครัวฟัง ลู่จิ้งซวนออกความเห็นว่า สามารถก่อเตาได้ประมาณสองสามเตา และสร้างกระท่อมอีกสองหลังสำหรับแปรรูปสมุนไพร ทุกคนเห็นด้วยกับความคิดนี้ แต่กลับถูกเหอจิ่วเหนียงปฏิเสธ


เหอจิ่วเหนียงอธิบาย “เรื่องครอบครัวเราแปรรูปสมุนไพรต้องเก็บไว้เป็นความลับจะดีที่สุดเจ้าค่ะ จะให้ใครรู้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นหากมีคนเอาไปทำตามจะทำเช่นไร?”


ทุกคนได้ยินดังนั้นก็รู้สึกว่ามีเหตุผล 


นางฉินเอ่ยถามด้วยความกังวล “เราจะไม่สูญเงินไปเปล่าๆใช่หรือไม่?”


นั่นเป็นเงินเกือบครึ่งของครอบครัวเชียวนะ แค่คิดก็รู้สึกปวดใจแล้ว!


“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกเจ้าค่ะ แม้พวกเราไม่เคยแปรรูปสมุนไพรกันมาก่อน แต่ขั้นตอนที่เราจะใช้ก็ลดลงไปกว่าครึ่งของกระบวนการปกติ”


เหอจิ่วเหนียงอธิบายอย่างจริงจัง จากนั้นหันไปเอ่ยกับผู้เฒ่าลู่ “ท่านพ่อเจ้าคะ ในเมื่อเราจะทำการค้านี้แล้ว เช่นนั้นเราสร้างบ้านเพิ่มอีกสักสองหลังเป็นอย่างไรเจ้าคะ ทำเป็นโรงแปรรูปซะเลย พวกพี่สะใภ้จะได้แปรรูปสมุนไพรอยู่ที่บ้าน สมุนไพรสดก็ให้ซุ่ยเอ๋อร์และสะใภ้บ้านอื่นขึ้นไปเก็บ พวกเรารับซื้อสมุนไพรจากพวกเขาตามราคาตลาด จากนั้นเราก็นำมาแปรรูปเองแล้วนำไปขาย เช่นนี้ไม่เพียงจะสร้างรายได้ให้กับญาติพี่น้องเท่านั้น เรายังได้กำไรอีกด้วยเจ้าค่ะ”


“เป็นความคิดที่ดี!”


ลู่จิ้งซวนตบเข่าฉาดพร้อมกับชื่นชม เมื่อเทียบกับน้องสะใภ้สามแล้วความคิดของเขาตื้นเขินไปหน่อย ความคิดของน้องสะใภ้สามช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!


“อืม เป็นความคิดที่ดี แต่เจ้าจะทำสมุนไพรแค่สองชนิดนี่น่ะหรือ ปีหนึ่งจะทำได้เท่าไรกัน อีกอย่าง เจ้ารู้วิธีการแปรรูปสมุนไพรหรือ?”


สมกับที่เป็นนางซุนจริงๆ เพียงเอ่ยปากก็ถามประเด็นสำคัญแล้ว และทันทีที่นางกล่าวจบ ทุกคนต่างหันไปมองเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงกระแอมเล็กน้อย ก่อนทำท่าถ่อมตัว “ตอนแรกข้าก็ทำไม่เป็นหรอกเจ้าค่ะ…”


ทุกคนขมวดคิ้วด้วยความงุนงง


“แต่วันนี้ข้าสอบถามผู้ดูแลโรงหมอมาแล้วเจ้าค่ะ…”


สีหน้าของคนครอบครัวลู่คลายกังวลลงเล็กน้อย


“หลังจากตกลงราคากับผู้ดูแล ข้ารับปากเขาว่าจะขายสมุนไพรให้โรงหมอของเขาเพียงที่เดียว ผู้ดูแลดีใจมาก ไม่เพียงเพิ่มราคาสมุนไพรให้ชั่งละสองอีแปะเท่านั้นนะเจ้าคะ แต่ยัง…”


ทุกคนมีท่าทางลุ้นระทึก ตาเบิกกว้างขึ้นเล็กน้อยด้วยความอยากรู้


“เจ้านี่นะ!” นางซุนยกมือตีแขนลูกสะใภ้เล่นลิ้นอย่างเหลือ.อด “รีบบอกมาเร็วเข้า จะยั่วให้คนอยากรู้ทำไมกัน!”


“ฮี่ๆๆ” เหอจิ่วเหนียงหยอกล้อพอแล้ว ไม่ยั่วให้อยากรู้อีกต่อไป “เขายังบอกสมุนไพรที่ใช้บ่อยๆกับข้า และยังบอกวิธีการแปรรูปคร่าวๆด้วยเจ้าค่ะ!”


พลันนั้นสีหน้าของทุกคนจึงคลายกังวลเป็นปลิดทิ้ง ริมฝีปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้ม ดวงตาโค้งลงดุจจันทร์เสี้ยว


“จริงหรือ?”


นางซุนพยายามควบคุมริมฝีปากตนเองไม่ใช้ยกขึ้น จับแขนเหอจิ่วเหนียงพลางถามย้ำอีกครั้ง


เหตุใดตอนนี้สะใภ้สามถึงปราดเปรื่องและรอบคอบเช่นนี้กันนะ นางพึงพอใจมาก!


เพียงแต่นางต้องเก็บอาการ สงบสติอารมณ์เอาไว้ จะให้อีกฝ่ายรู้ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นหญิงสาวผู้นี้จะเหลิงเอา!


“จริงแท้แน่.นอนเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงยกนิ้วเกี่ยวปอยผมที่หน้าผากออกอย่างเย่อหยิ่ง “ข้าจัดการเสียอย่าง จะพลาดได้อย่างไรกันเจ้าคะ!”


“ว้าว ท่านอาสะใภ้สามเก่งที่สุดเลย! ข้าชอบท่านมากเจ้าค่ะ!”


โยวยาโถวเป็นคนแรกที่โผเข้ามา.กอดเหอจิ่วเหนียง โก่วเอ๋อร์เห็นเช่นนั้นก็ไม่ยอมแพ้ เข้ามาเบียดในอ้อมกอดนางเช่นกัน “ข้าก็ชอบท่านแม่มากขอรับ!”


เด็กคนอื่นๆ แม้จะเข้ามาในอ้อมกอดเหอจิ่วเหนียงไม่ได้ แต่ก็เบียดกันเข้ามาแนบชิดตัวนาง มีเพียงเหลยจื่อและเหลียนฮวาที่คิดว่าตัวเองโตแล้ว จึงเขินอายที่จะเข้าไป


เหลียนฮวาเห็นเด็กๆ ต่างเข้าไปห้อมล้อมเหอจิ่วเหนียงก็อดยิ้มไม่ได้ นางชื่นชอบบรรยากาศเช่นนี้ของครอบครัวลู่จริงๆ ครึกครื้นกว่าครอบครัวนางในเมื่อก่อนมาก ท่านปู่และท่านย่าลู่ก็ไม่รังเกียจที่นางเป็นเด็กผู้หญิง นางอยู่กับพวกเขามาระยะหนึ่งแล้ว ไม่เคยมีใครในครอบครัวพูดอะไรให้นางต้องลำบากใจเลย นางมีความสุขยิ่งนัก


“เอาละ เอาละ พอได้แล้ว ผู้ใหญ่เขาคุยการคุยงานกันอยู่ พวกเจ้าเป็นเด็กไปเล่นตรงโน้นไป!”


นางซุนคลี่คลายความอลหม่านของพวกเด็กๆ จากนั้นเข้าเรื่องต่อ “หากการค้านี้ทำแล้วมั่นคงก็เป็นเรื่องดี แต่สมุนไพรในป่าก็ใช่ว่าจะมีอยู่ตลอดนะ พวกเราต้องวางแผนสำรองเอาไว้ด้วย”


“ต้องเป็นเช่นนั้นอยู่แล้วเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงดีดนิ้วพร้อมยิ้มย่อง เมื่อเห็นสายตาเหยียดหยามของนางซุนจึงกระแอมเล็กน้อย แล้วรีบวางท่าจริงจังมากขึ้น


“ข้าคิดเช่นนี้เจ้าค่ะ หากเราทำการค้านี้ได้ดี ที่ดินที่เราถางไว้บนเขาก็เอามาปลูกสมุนไพร รับรองว่าการค้านี้ทำได้ยาวๆแน่.นอนเจ้าค่ะ”


นางซุนโพล่งออกมาในทันใด “ให้ตายเถอะ! วางแผนอีกอย่างจะทำอีกอย่าง เจ้าลืมไปแล้วหรือว่าเมื่อวานเจ้าเป็นคนบอกเองว่าที่ดินที่ถางไว้บนเขาจะเอาไปปลูกเจ้าลูกกลมๆนั่น! …เรียกว่าอะไร มันฝรั่งใช่หรือไม่ เจ้าลืมไปแล้วหรือ?”


ของอร่อยๆอย่างมันฝรั่ง เหอจิ่วเหนียงจะลืมได้อย่างไรกัน


ขณะที่สตรีต้นคิดจะอธิบาย ลู่จิ้งซวนก็เอ่ยถามขึ้น “มันฝรั่งคืออะไรกัน?”


อ๋อ จริงสิ!


เหอจิ่วเหนียงตบหน้าผากตัวเองหนึ่งที เมื่อวานลืมเล่าเรื่องมันฝรั่งกับพวกผู้ชายในบ้านไปเลย


สตรีสองภพจึงเล่าเรื่องที่ตนขุดมันฝรั่งจากบนเขามาได้ให้พวกเขาฟังอีกครั้ง แม้แต่ผู้เฒ่าลู่ที่ได้เห็นโลกกว้างก็ไม่เคยได้ยินสิ่งนี้มาก่อน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนที่เหลือเลย


โชคดีที่เมื่อวานเหล่าสตรีและผู้เฒ่าลู่รู้เรื่องกันแล้ว และยังได้ลองกิน พวกนางจึงไม่ทีท่าประหลาดใจเหมือนเหล่าบุรุษ


“มีของดีเช่นนี้อยู่จริงๆหรือ วิเศษไปเลย!”


บุรุษหนุ่มทั้งสี่ตกตะลึง นึกไม่ถึงเลยว่าจะค้นพบธัญญาหารชนิดใหม่โดยบังเอิญเช่นนี้ หากนำเรื่องนี้ไปแจ้งทางการ ต้องเป็นการสร้างคุณูปการใหญ่หลวงเป็นแน่!


แน่.นอนว่าตอนนี้พวกเขายังไม่ทำตามความคิดนั้น ต้องให้ตัวเองอิ่มท้องก่อน และหาเงินให้ได้มากพอ จึงจะเปิดเผยเรื่องนี้ต่อคนอื่น


“ใจเย็นไว้ ใจเย็นไว้!”


เหอจิ่วเหนียงยกมือขึ้น และเข้าเรื่องเมื่อครู่ต่อ “ตอนเด็กข้าเคยได้ยินคนพูดถึงมันฝรั่งนี่ ได้ยินมาว่าเป็นพืชที่ปลูกง่าย พวกเราถางที่ดินออกมาก่อน ปลูกมันฝรั่งในช่วงฤดูใบไม้ร่วง รับรองว่าสามารถผ่านฤดูหนาวได้แน่.นอน 


ส่วนเรื่องสมุนไพร พวกเราไม่เคยมีประสบการณ์การปลูก คงต้องรบกวนท่านพ่อ พี่ใหญ่ และพี่รองศึกษาหาวิธีแล้ว รอฤดูใบไม้ผลิมาเยือนแล้วค่อยปลูก”


ในครอบครัว สองพี่น้องลู่มีฝีมือในการทำไร่ไถนา ครั้นอยู่ชางโจว เรื่องเรือกสวนไร่นาล้วนเป็นหน้าที่ของพวกเขา ผู้เฒ่าลู่และนางซุนไม่ต้องทำงานหนักแล้ว เพียงเดินดูพืชผลในไร่เติบโตเป็นเช่นไรบ้างเป็นบางครั้งบางคราเท่านั้น


แต่ไม่ว่าอย่างไรชายชราก็ทำอาชีพเกษตรกรมาค่อนชีวิต ย่อมมีประสบการณ์มากแน่.นอน เรื่องเหล่านี้มอบให้เป็นหน้าที่เขาเหอจิ่วเหนียงก็วางใจ


สำหรับการจัดการของเหอจิ่วเหนียงจางซงเข้าใจอย่างชัดเจน ทว่าฟังไปฟังมากลับมีเพียงพวกเขาสองพี่น้องที่ไม่ได้รับมอบหมายให้ทำสิ่งใด พลันนั้นจึงร้อนใจขึ้นมา “พี่สะใภ้สาม แม้ว่าพวกเราสองพี่น้องจะไม่มีประสบการณ์ด้านการเกษตร แต่พวกเราก็สามารถเรียนรู้ได้ พวกเราขอปลูกสมุนไพรด้วยได้หรือไม่?”


ลู่กุ้ยหลานพยักหน้าอย่างกระตือรือร้น ตอนนี้อาศัยร่มเงาของครอบครัวบิดามารดา แม้จะรักใคร่กันดี แต่ก็ใช่ว่าพวกเขาอยากอยู่งอมืองอเท้าไม่ช่วยอะไรเลย พวกเขาจึงรู้สึกกระวนกระวายใจ


“น้องเขยอย่าร้อนใจไป มีงานให้พวกเจ้าทำอยู่แล้ว”


เหอจิ่วเหนียงตอบกลับไป จากนั้นมอบหมายหน้าที่ “น้องหญิงกับน้องเสิ่นช่วยพี่สะใภ้ทั้งสอง สิ่งที่ต้องทำในตอนนี้คือขุดหามันฝรั่งกับสมุนไพรในป่า เรื่องการแปรรูปรอหลังสร้างบ้านเสร็จค่อยว่ากัน


ส่วนน้องเขยทั้งสอง ข้าจะมอบหมายให้พวกเจ้ารับผิดชอบเรื่องทำการค้า”


ตอนที่ 67: ของดีต้องเก็บเอาไว้ขาย


สองพี่น้องแซ่จางเป็นคนฆ่าสัตว์และพ่อค้าขายเนื้อ อาชีพของพวกเขาก็เป็นการค้าอย่างหนึ่ง พวกเขาต้องมีทักษะการเจรจา และรู้จักการแก้ไขสถานการณ์


ต่อไปเหอจิ่วเหนียงยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมาก นางไม่อาจทำทุกอย่างคนเดียวได้ ดังนั้นต้องแบ่งหน้าที่ให้คนอื่นรับผิดชอบ และสองพี่น้องจางก็เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดด้านทำการค้าในตอนนี้


เมื่อได้ยินว่าตนยังมีประโยชน์ จางซงกับจางหย่งดีใจมาก ไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงจะให้พวกเขาทำสิ่งใด พวกเขาจะตอบตกลงในทันที อย่างไรเสียหากทำไม่เป็นก็สามารถเรียนรู้ได้ ตราบใดที่พวกเขามีความพยายาม จะต้องเข้าใจและทำได้อย่างแน่.นอน


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางกระตือรือร้นของทุกคนจึงพึงพอใจมาก นางโบกมือพลางกล่าวด้วยความวางใจ “เยี่ยมไปเลย ทุกคนขยันและช่วยกันเช่นนี้ เชื่อว่าครอบครัวเราต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่.นอน!”


นางซุนทนดูท่าทางกล้าหาญของเหอจิ่วเหนียงไม่ได้ เหตุใดช่วงนี้สะใภ้สามถึงจัดการเรื่องต่างๆได้อย่างเด็ดขาดกัน หรือว่าพอเจ้าสามไม่อยู่นางก็เริ่มตั้งตัวเป็นผู้นำครอบครัวไปแล้ว?


เมื่อคิดเช่นนี้หญิงชราก็รู้สึกสับสนเล็กน้อย


เฮ้อ ไม่คิดแล้ว!


ขอเพียงทุกคนในครอบครัวช่วยกันทำมาหากินอย่างขันแข็ง จะต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่!


หลายวันต่อมา ทุกคนล้วนยุ่งอยู่กับหน้าที่ของตนเอง ฝ่ายบุรุษรับผิดชอบเรื่องการสร้างบ้าน ส่วนฝ่ายสตรีก็เข้าป่าไปขุดมันฝรั่งและสมุนไพร


มันฝรั่งมีไม่มากนัก จากสถานที่ที่เหอจิ่วเหนียงค้นพบในตอนนั้น วันนี้ขุดจนทั่วแล้วรวมๆมีไม่ถึงห้าสิบชั่ง


แต่ไม่เป็นไร มันฝรั่งสามารถหั่นเป็นแผ่นแล้วนำมาปลูกต่อได้ ต่อให้ขุดได้ไม่มากก็สามารถนำมาขยายพันธุ์ต่อได้อีกเยอะ


ส่วนสมุนไพรมีมากพอสมควร ชาวบ้านในหมู่บ้านบริเวณนี้ยังไม่รู้จักสมุนไพรจึงไม่มีใครขึ้นมาเก็บ มีเพียงบางชนิดซึ่งเป็นผักป่าที่จะถูกเก็บไปบ้าง


อาทิผักกาดน้ำ หลงขุย หรือพวกผู่กงอิง เป็นผักป่าที่ชาวบ้านนิยมเก็บไปบริโภค


เหอจิ่วเหนียงสอนพวกนางหยูจำแนกสมุนไพร คนตั้งใจเรียนรู้ยิ่งฟังก็ยิ่งตกตะลึง นึกไม่ถึงเลยว่าผักป่าเหล่านี้ก็สามารถนำไปแลกเงินได้ ตลอดมาเก็บกลับไปกินเองไม่พอ ยังนำไปใช้เลี้ยงสัตว์ที่บ้านด้วย ตอนนี้หวนนึกแล้ว…ช่างไม่เห็นคุณค่าของของดีโดยแท้!


เมื่อตระหนักได้ถึงคุณค่าของสิ่งใกล้ตัว บนโต๊ะอาหารของครอบครัวลู่จึงไม่เห็นผักป่าให้เห็นอีกแล้วแม้แต่ต้นเดียว ลู่เหอหรง.อดถามด้วยความฉงนไม่ได้ว่าเข้าป่าไปเหตุใดถึงไม่ขุดพวกผักป่ากลับมาบ้าง นางฉินยกมือตีสามีไปหนึ่งที “กินๆๆ คิดแต่จะกิน! ของดีก็ต้องเก็บเอาไว้ขายสิ!”


ลู่เหอหรงมีสีหน้างุนงง


ตอนนี้พวกเขามีชีวิตดีขึ้นบ้างแล้ว กินผักป่าไม่ได้แล้วอย่างนั้นหรือ?


นางซุนและทุกคนมีความคิดเช่นเดียวกัน การตั้งหลักปักฐานยังต้องใช้เงินอีกเยอะ แน่นอนว่าเรื่องหาเงินต้องมาก่อน


ดังนั้น อะไรที่เป็นเงินเป็นทองก็อย่าใช้สุรุ่ยสุร่าย!


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขบขัน “อันที่จริงไม่จำเป็นต้องถึงขั้นนี้ก็ได้เจ้าค่ะ ผักป่าพวกนี้โตไว งอกออกมาแต่ละครั้งก็เยอะเลย เลือกแค่ต้นที่อิ่มน้ำสดใหม่ไปขาย ที่เหลือเก็บเอาไว้กินกันเองก็ได้เจ้าค่ะ ของพวกนี้ล้วนเป็นของดีมีประโยชน์ต่อร่างกายนะเจ้าคะ”


อีกอย่าง แม้ในช่วงฤดูนี้ผักป่าจะเริ่มลดน้อยลงแล้วแต่ไม่ต้องห่วง เหอจิ่วเหนียงสามารถหาโอกาสนำออกมาจากห้วงมิติได้ นำออกมาปลูกเพิ่มเติมจากที่มีอยู่เดิมก็สามารถเก็บเกี่ยวได้อีกไม่น้อย


อย่างไรเสียก็เป็นผักป่าที่พบได้ดาษดื่น ทุกคนคงไม่สงสัย อย่างมากก็แค่คิดว่านางโชคดีที่สามารถหาผักป่าที่อุดมสมบูรณ์ได้เท่านั้น


ลู่เหอหรงพยักหน้าหงึกหงัก เห็นด้วยกับวาจาน้องสะใภ้ “ใช่ๆ แม้จะทำเพื่อเงิน แต่กองทัพก็ต้องเดินด้วยท้องใช่หรือไม่?”


นางซุนตีบุตรชายซ้ำ “ตอนนี้เจ้าหิวมากอย่างนั้นรึ?”


คนถูกตีหน้าแดงเรื่อ ส่ายหน้าเล็กน้อย สีหน้าประจบประแจง “ข้าเปล่าสักหน่อยท่านแม่ ฮี่ๆๆ ท่านแม่ ข้าก็แค่ล้อเล่นเท่านั้นเอง แค่ล้อเล่นน่ะ ท่านอย่าโกรธไปเลยนะขอรับ!”


และแล้วหลังจากนั้นเป็นต้นมา ทุกคนในครอบครัวลู่ก็ได้เห็นผักป่าบนโต๊ะอาหารอีกครั้ง อย่างไรเสียพืชเหล่านี้ก็มีประโยชน์ต่อร่างกายต้องกินเสียบ้าง ถึงกระนั้นทุกคนก็ตระหนักได้ว่า จะกินทิ้งกินขว้างไม่ได้เด็ดขาด


ตอนนี้ด้วยปัจจัยหลายๆอย่าง ทำให้ครอบครัวลู่ยังไม่สามารถแปรรูปสมุนไพรได้ สมุนไพรที่ถูกเก็บมาจึงทำได้เพียงนำมาล้างให้สะอาดและตากแดดให้แห้งเท่านั้น แม้ความสดใหม่จะลดลง แต่ก็สะดวกในการเก็บรักษา รวมกันแล้วก็คงได้หลายกระสอบ


อันที่จริงการตากแห้งสมุนไพรก็ทำให้ง่ายต่อการนำไปแปรรูป อีกทั้งราคาก็ต่างจากสมุนไพรสดใหม่ ถึงอย่างนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ตั้งใจว่าหากวันใดไปเยือนโรงหมอ นางจะลองตกลงราคาอีกครั้ง


และแล้ววันเปิดเรียนของสำนักศึกษาซงเฮ่อก็มาถึง


ทุกคนตื่นขึ้นมาทำภารกิจของตนเองตั้งแต่เช้ามืด นำสมุนไพรตากแห้งบรรจุลงกระสอบแล้วนำขึ้นเกวียนที่มู่จวงและเอ้อหนิว โจรเร่ร่อนสองพี่น้องสร้างขึ้นก่อนหน้านี้ และใช้เฮยเฟิงลากเกวียน ส่วนเด็กๆทั้งสามนั่งพิงกระสอบ สีหน้าของพวกเขาเผยความตื่นเต้นอย่างมาก พวกเขาจะได้เข้าสำนักศึกษาแล้ว!


คนที่ไปกับเหอจิ่วเหนียงในวันนี้คือลู่จิ้งซวน วันนี้เป็นวันที่เด็กๆทั้งสามเข้าศึกษา จะต้องมีบุรุษสักคนเป็นตัวแทนของครอบครัวไปส่งพวกเขาเพื่อแสดงให้เห็นว่าครอบครัวให้ความสำคัญกับเด็กๆทั้งสามมาก


เกวียนเล่มนี้ใช้งานมาตลอดทางการลี้ภัย อันที่จริงมันพังจนสภาพดูไม่ได้แล้ว หลังจากมาถึงหมู่บ้านอันผิงก็ไม่เคยใช้อีกเลย จึงลืมไปแล้วว่าต้องเปลี่ยนเกวียนใหม่ที่เหมาะสมกว่านี้


ก่อนออกเดินทางเหอจิ่วเหนียงบอกเรื่องนี้กับนางซุน รอหลังจากจัดการเรื่องต่างๆ เสร็จเรียบร้อยแล้วค่อยหาซื้อเกวียนใหม่ ต่อไปทำการค้าก็ต้องใช้งานอยู่แล้ว


นางซุนไม่มีเหตุผลใดที่จะปฏิเสธแน่นอน ทั้งยังให้เงินมาด้วย แต่เหอจิ่วเหนียงบอกว่าขายสมุนไพรบนเกวียนทั้งหมดนี้ก็ได้เงินพอแล้ว นางซุนจึงเก็บเงินกลับไป


เหอจิ่วเหนียงขี่ม้าตัวโปรดอย่างหงหมู่ตันตามหลังเกวียน การเดินทางเป็นไปอย่างสบายๆ


โก่วเอ๋อร์ยืนบนถนนด้วยสีหน้าเศร้าหมอง มองดูเงาของขบวนไกลออกไปเรื่อยๆ ก่อนจะก้มลงมองร่างกายที่เล็กและผอมของตนเองด้วยความรู้สึกหดหู่ เขาอยากโตเร็วๆ จะได้ออกไปกับท่านแม่ได้!


เหลียนฮวาเดินมาอุ้มเด็กน้อย เดิมทีคิดว่าเขาจะร้องไห้ จึงเตรียมคำปลอบใจมาด้วย แต่โก่วเอ๋อร์กลับไม่ต้องการให้นางอุ้ม ทั้งยังทำเสียงหนักแน่น “พี่เหลียนฮวาไม่ต้องอุ้มข้าแล้วขอรับ! ท่านแม่บอกว่าข้าสุขภาพไม่แข็งแรง ต้องขยับร่างกายเยอะๆ ต่อไปข้าจะเดินเองขอรับ!”


ถนนลูกรังเดินยาก เพื่อไม่ให้ตนเองล้ม โก่วเอ๋อร์จึงจับมือเหลียนฮวาเดินอย่างตั้งใจ


เหลียนฮวาเห็นว่าเด็กน้อยรู้ความถึงเพียงนี้จึงเอ่ยชื่นชม ในใจรู้สึกเอ็นดูเขามากยิ่งขึ้น

.......


เมื่อมาถึงอำเภอก็ยังเป็นเวลาเช้า กลุ่มเหอจิ่วเหนียงไปที่โรงหมออวี้หยวนก่อน สตรีผู้นำกลุ่มตกลงราคาโดยสูงขึ้นจากราคาเดิมสิบอีแปะได้ด้วยความราบรื่น ภายใต้ความตกตะลึงของลู่จิ้งซวนและเด็กทั้งสาม


เนื่องจากครั้งนี้นำสมุนไพรมาจำนวนมากจึงได้ราคาดี รวมแล้วได้เงินมาถึงหกตำลึงครึ่ง


เหอจิ่วเหนียงคิดว่ายังเป็นเงินจำนวนน้อย แต่ในสายตาของลู่จิ้งซวน นี่นับเป็นเงินก้อนใหญ่ทีเดียว ชีวิตในอดีตครอบครัวเขาพยายามหาเงินกันทั้งปีก็ยังไม่ได้ถึงหกตำลึง แต่นี่ใช้เวลาเพียงห้าหกวันก็ได้เงินมามากขนาดนี้แล้ว!


พินิจแล้ว เงินเหล่านี้ก็เป็นบรรดาสตรีในครอบครัวที่เป็นคนหามา พวกผู้ชายอย่างเขาง่วนอยู่กับการสร้างบ้าน ทั้งยังมีอุปสรรคที่ต้องแสดงละครเป็นผู้บาดเจ็บอยู่ตลอด ตั้งแต่มาอยู่จิงโจวยังไม่เคยหาเงินได้สักแดง เขาจึงรู้สึกละอายใจไม่น้อย


ก่อนจากไป ผู้ดูแลเหรินแห่งโรงหมออวี้หยวนเดินมาส่งคู่ค้าที่หน้าประตูด้วยรอยยิ้ม “ท่านลู่ แม่นางเหอ หากมีของอีกก็เอามาส่งที่โรงหมอของข้าได้เลยนะ!”


“วางใจได้เลยเจ้าค่ะ อีกสามสี่วันข้าจะเอามาส่งอีก”


เหอจิ่วเหนียงรับคำ และบอกผู้ดูแลเหรินให้ส่งถึงตรงนี้ก็พอแล้ว


เป็นครั้งแรกที่ลู่จิ้งซวนถูกเรียกว่า ‘ท่าน’ เขารู้สึกตื่นเต้นมาก ทว่าขณะเดียวกันในใจก็รู้สึกไม่ดีอย่างยิ่ง รู้สึกว่าตนไร้ประโยชน์เหลือเกิน เป็นถึงบุตรชายคนโตของครอบครัวแต่กลับเก่งกาจไม่ได้สักเสี้ยวหนึ่งของน้องสะใภ้สามเลย


หลังจากเดินออกมา ลู่จิ้งซวนยื่นเงินหกตำลึงครึ่งให้เหอจิ่วเหนียง ฝ่ายหญิงถามด้วยความไม่เข้าใจ “หืม? ให้ข้าทำไมเจ้าคะ?”


ตอนที่ 68: ของขวัญเข้าเรียน


ลู่จิ้งซวนอธิบายเหตุผลด้วยความละอายใจ “พวกสตรีเป็นคนหาเงินก้อนนี้ก็ต้องเอาให้เจ้าสิ กลับไปแล้วเจ้าเป็นคนเอาให้ท่านแม่ก็แล้วกัน”


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขบขัน ขณะเดียวกันก็เข้าใจความคิดของพี่สามีมาก หรือการที่สตรีในบ้านหาเงินได้ในช่วงนี้ จะทำให้ผู้ชายในบ้านรู้สึกขาดความมั่นใจในตัวเองไปเสียแล้ว?


หญิงสาวผู้เป็นหัวเรี่ยวหัวแรงของภาระงานในครอบครัวครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว “พี่ใหญ่ เงินนี่ทุกคนเป็นคนหามาด้วยกัน ใครเป็นคนถือก็เหมือนกันแหละเจ้าค่ะ”


ลู่จิ้งซวนกำลังจะแย้งต่อ แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ให้โอกาสเขาอีก นางอธิบายให้เขาคลายกังวล “พี่ใหญ่ ช่วงนี้การสร้างบ้านก็มีเรื่องมากมายที่พวกท่านต้องจัดการกันอย่างหนัก ผู้หญิงอย่างพวกข้าอยู่ว่างๆไม่มีอะไรทำ การได้หาเงินเข้าบ้านเช่นนี้ก็เป็นเรื่องดีไม่ใช่หรือ พวกเราล้วนช่วยกันประคับประคองครอบครัว หากไม่มีพวกท่านสร้างบ้าน แล้วพวกข้าจะไปเก็บสมุนไพรอย่างวางใจได้อย่างไรเจ้าคะ นี่คือความช่วยเหลือซึ่งกันและกันของทุกคน ดังนั้นเงินที่ได้มาทุกเหวินพวกท่านก็มีส่วนช่วยด้วย อย่าคิดเช่นนั้นเลยนะเจ้าคะ”


สตรีสองภพตระหนักดีว่าบุรุษเพศล้วนมีจิตสำนึกของความเป็นผู้นำ ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคนี้เป็นยุคที่ให้ความสำคัญต่อเพศชายมากกว่าเพศหญิง ดังนั้นนางจึงเข้าใจความกลัดกลุ้มของลู่จิ้งซวนเป็นอย่างดี


เมื่อถูกมองความคิดออก ลู่จิ้งซวนก็ยิ่งวางตัวไม่ถูก ด้วยกลัวว่าน้องสะใภ้สามจะตำหนิตนที่มีความคิดเช่นนี้ ชายหนุ่มผู้เป็นพี่คนโตในบ้านจึงไม่รู้ควรพูดเช่นไร


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้ เอ่ยจบนางก็กระโดดขึ้นหลังม้าแล้วเดินออกไป ส่วนเด็กๆทั้งสามไหนเลยจะสนใจว่าผู้ใหญ่คุยอะไรกัน ดวงตากระจ่างใสมองผู้คนที่สัญจรกันขวักไขว่บนท้องถนนด้วยความตื่นเต้น


ในที่สุดลู่จิ้งซวนก็สบายใจขึ้นไม่น้อย ขณะเดียวกันก็ตระหนักได้ว่าความคิดของตนเมื่อครู่ช่างใจแคบยิ่งนัก ครอบครัวเดียวกันไม่ควรคิดเล็กคิดน้อยจนเกินเหตุเช่นนี้

......


เมื่อมาถึงร้านตำรา เด็กๆทั้งสามลงจากเกวียนด้วยความตื่นเต้น ทว่าเมื่อเห็นในร้านมีคนเดินเข้าเดินออกเช่นนี้พวกเขากลับไม่กล้าเข้าไป


เหลยจื่อหันกลับมามองบิดาและอาสะใภ้สามเพื่อต้องการหาความปลอดภัย


ลู่จิ้งซวนผู้ด้อยค่าตัวเองก็ไม่เคยมาเยือนสถานที่หรูหราเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นเขาจึงยืนอ้ำอึ้งอยู่อย่างนั้น


เหอจิ่วเหนียงผูกม้าเสร็จก็เดินเข้ามา นางทำเป็นไม่เห็นสีหน้ากังวลของพวกเขา เพียงส่งยิ้มกว้างพลางเอ่ยขึ้น “เราเข้าไปดูข้างในกันเถอะ”


ลู่จื้งซวนปฏิเสธทันควัน “น้องสะใภ้ ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องพวกนี้ เจ้าพาเด็กๆเข้าไปเถอะ อ้อใช่ เอาเงินไปด้วย!”


ชายหนุ่มบอกพร้อมส่งถุงเงินให้เหอจิ่วเหนียง แต่หญิงสาวไม่รับ


“พี่ใหญ่ ยิ่งไม่เคยเข้าก็ยิ่งต้องเข้าไปดูเจ้าค่ะ อันที่จริงมันก็ไม่ต่างไปจากร้านอื่นหรอก อีกอย่าง แม้แต่รังโจรท่านยังกล้าเข้าไปแล้ว จะกลัวร้านขายตำราเล็กๆแค่นี้ทำไมกันเจ้าคะ ส่วนเงินซื้ออุปกรณ์การเรียน ก่อนหน้านี้ข้าบอกกับเด็กๆ เอาไว้ว่าข้าจะซื้อเป็นของขวัญเข้าเรียนให้พวกเขาเอง ฉะนั้นท่านเก็บเอาเงินไว้เถอะเจ้าค่ะ”


สิ้นเสียง สะใภ้สามแห่งครอบครัวลู่ก็จูงมือหลานๆเดินเข้าไปในร้าน ลู่จิ้งซวนยังคงลังเล แต่เมื่อใคร่ครวญตามวาจาของเหอจิ่วเหนียงแล้วก็รู้สึกเห็นด้วย อีกอย่าง เหลยจื่อเป็นบุตรชายของเขา ลูกเข้าเรียนวันแรก ผู้เป็นพ่อจะอยู่เฉยได้อย่างไร พลันนั้นชายผู้ขลาดกลัวจึงพับเก็บความกังวลลงแล้วเดินตามเข้าไป


ทันทีที่ก้าวเข้ามาในร้าน กลิ่นหอมของตำราก็ลอยปะทะจมูก ชายหนุ่มแซ่ลู่ลอบอุทานในใจ …สมกับเป็นสถานที่ของผู้มีความรู้จริงๆ ช่างประณีตยิ่งนัก!


“ลูกค้าสองท่านนี้ กำลังมองหาอะไรอยู่หรือขอรับ?”


เด็กในร้านเห็นลูกค้าเดินเข้ามาจึงรีบต้อนรับด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม วันนี้เป็นวันเปิดเรียนของสำนักศึกษาซงเฮ่อ หลายครอบครัวต่างพากันมาซื้ออุปกรณ์การเรียน ในวันนี้ร้านตำราจึงคึกคักเป็นพิเศษ


เหอจิ่วเหนียงก็ไม่เข้าใจเรื่องเหล่านี้เท่าไร จึงบอกความต้องการกับเด็กในร้าน “น้องชาย เด็กๆจะเข้าเรียน เจ้าแนะนำอุปกรณ์การเรียนหน่อยสิ ไม่จำเป็นต้องเป็นของดีมาก แค่ทนทานก็พอ”


ไม่ใช่เพราะเสียดายเงิน นางเพียงคิดว่าเด็กๆเพิ่งเริ่มเข้าเรียน ของเหล่านี้เป็นของใช้สิ้นเปลืองอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องใช้ของแพงมากก็ได้ รอให้เด็กๆเรียนไปสักระยะหนึ่งก่อน ถึงตอนนั้นจะใช้อุปกรณ์ที่เลิศเลอกว่านี้ก็ยังไม่สาย


อำเภอต้าหลิ่งไม่ใช่อำเภอไกลปืนเที่ยง แต่ตระกูลร่ำรวยกลับไม่ใช่ลูกค้าหลักของร้านตำราแห่งนี้ รายได้ของทางร้านมาจากชาวบ้านเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นภายในร้านจึงมีอุปกรณ์การเรียนที่เหมาะกับชนชั้นล่าง การแนะนำสินค้าของทางร้านจึงไม่ใช่ปัญหา


เมื่อได้ยินว่าลูกค้ากลุ่มนี้จะซื้อของให้เด็กๆที่มาด้วยกัน นั่นหมายความว่าพวกเขาต้องซื้อมากกว่าหนึ่งชุดแน่.นอน พลันนั้นรอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กในร้านจึงยิ่งกว้างขึ้น “ได้ขอรับ เชิญตามข้าน้อยมาได้เลยขอรับ!”


“นี่คือพู่กันขนแกะที่นำเข้าล่าสุดของทางร้านขอรับ ด้ามพู่กันทำมาจากไม้ไผ่ ราคาถูก คุณภาพดี ด้ามละหนึ่งร้อยห้าสิบอีแปะเท่านั้นขอรับ 


ส่วนแท่งหมึก ข้าน้อยแนะนำแท่งหมึกควันสน นิยมใช้กันทั่วไป ราคาสองร้อยอีแปะ เหมาะสำหรับเด็กที่เริ่มเรียนการเขียนขั้นต้นขอรับ 


กระดาษข้าน้อยแนะนำเป็นกระดาษใยปอขอรับ สามฉื่อราคาห้าสิบห้าอีแปะ กระดาษใยปอขาวจะมีความละเอียดกว่ากระดาษใยปอเหลืองนิดหน่อย ราคาจะแพงกว่ายี่สิบอีแปะขอรับ อันนี้ก็แล้วแต่นายท่านกับฮูหยินจะเลือกขอรับ 


และสุดท้ายแท่นฝนหมึก ถ้าเด็กใช้ หากไม่มีข้อกำหนดอะไรซื้อแบบธรรมดาก็ได้ขอรับ แท่นละแปดสิบอีแปะเท่านั้นขอรับ!”


เด็กในร้านคิดว่าเหอจิ่วเหนียงและลู่จิ้งซวนเป็นสามีภรรยากัน เด็กทั้งสามก็หน้าตาคล้ายคลึงกัน นอกจากนี้ ครอบครัวที่สามารถส่งบุตรหลานเข้าเรียนได้ถึงสามคนในเวลาเดียวกันต้องเป็นครอบครัวที่มีฐานะแน่.นอน การที่เด็กในร้านเรียกทั้งสองว่านายท่านและฮูหยินจึงไม่ใช้คำเรียกที่เกินจริง


เหอจิ่วเหนียงไม่ใส่ใจกับสรรพนามของตน ส่วนลู่จิ้งซวนนั้นสติกระเจิงเพราะตะลึงเรื่องราคาไปแล้ว จึงไม่มีใครแก้ไขความเข้าใจผิดให้เด็กในร้านเลย


ส่วนเด็กทั้งสามไหนเลยจะเข้าใจเรื่องมูลค่าสินค้า แต่ทันทีที่เหลยจื่อเห็นสีหน้าซีดเผือดของผู้เป็นบิดาก็พอรู้ได้ว่าราคาต้องไม่ธรรมดาแน่.นอน


ในที่สุดลู่จิ้งซวนก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดหลายๆครอบครัวจึงไม่ส่งบุตรหลานเข้าสู่ระบบการศึกษา นอกจากภาระเรื่องค่าเล่าเรียนแล้ว อุปกรณ์การเรียนก็มีราคาสูงมาก อีกทั้งของเหล่านี้เป็นของใช้สิ้นเปลือง อย่างเช่นหมึกและกระดาษที่ต้องซื้อบ่อยๆ คำนวนแล้วไม่ใช่เงินน้อยๆ นี่ยังไม่รวมพวกตำราอีก


ชายชาวนาตระหนักว่า หากตนกับภรรยาเลี้ยงดูบุตรกันเพียงลำพัง ชีวิตนี้คงไม่มีปัญญาส่งเขาเรียนได้แน่ ยิ่งมีลูกถึงสามคน… ไม่ต้องพูดถึงเลย


ลู่จิ้งซวนยังไม่ทันหายตกใจ เหอจิ่วเหนียงก็โพล่งออกไป น้ำเสียงสบายๆและเด็ดขาด “ตกลง จัดมาตามที่เจ้าแนะนำสามชุด! อ่อใช่ กระดาษน่าจะใช้เยอะ แต่ละชุดเอาหกฉื่อก็แล้วกัน เอาเป็นกระดาษใยปอขาวนะ”


“ได้เลยขอรับ! ฮูหยินช่างตรงไปตรงมายิ่งนัก ข้าน้อยจะรีบไปจัดเตรียมให้เดี๋ยวนี้ขอรับ!”


เรียกได้ว่าเด็กในร้านผู้นี้มีไหวพริบมาก มองเพียงปราดเดียวก็รู้แล้วว่าครอบครัวนี้สตรีเป็นผู้นำ เขาไม่ถามความเห็นจากนายท่านที่อยู่ข้างๆเลยก็รีบวิ่งไปจัดการแล้ว


ลู่จิ้งซวนตระหนักว่าตนยังอ่อนต่อโลกมาก แม้ในใจจะเต็มไปด้วยความตกใจราวกับคลื่นซัดสาด แต่เขาก็ไม่พูดอะไรออกมา


เหอจิ่วเหนียงพาหลานทั้งสามเดินดูรอบๆ และได้ตำรามาอีกสามสี่เล่ม อาทิตำราหนึ่งพันอักษรขั้นพื้นฐาน ตำราร้อยสกุล คัมภีร์สามอักษร


ตำราเหล่านี้ราคาหนึ่งร้อยยี่สิบอีแปะเท่ากัน


ขณะที่กำลังเดินไปจ่ายเงิน เหอจิ่วเหนียงบังเอิญสะดุดตาเข้ากับพัดเล่มงามเล่มหนึ่ง พลันนั้นนางนึกขึ้นได้ว่า การเข้าศึกษาในยุคนี้ต้องมีของขวัญคารวะอาจารย์ จึงถามเด็กในร้าน “น้องชาย พัดนี่ราคาเท่าไรหรือ?”


เด็กในร้านรู้งาน รีบประจบประแจงอย่างเร็วรี่ “ฮูหยิน สายตาท่านช่างเฉียบแหลมยิ่งนัก! พัดนี่เป็นสินค้าใหม่ของทางร้านขอรับ ราคาสิบสองตำลึง โครงพัดทำมาจากไม้กฤษณาประกายม่วง ล้ำค่าอย่าบอกใคร! แล้วนี่ภาพวาดภูเขาลำธารบนหน้าพัดนี่ คังซิ่วไฉเป็นคนวาดเองเลยนะขอรับ ทั้งยังเขียนบทกวีไว้ด้วย นักกวีในเมืองชื่นชอบกันทั้งนั้นเลยขอรับ!”


ตอนที่ 69: ของขวัญคารวะอาจารย์


เหอจิ่วเหนียงได้ยินเช่นนี้ก็รู้สึกสนใจขึ้นมา “คังซิ่วไฉที่เจ้าว่าคืออาจารย์คัง เจ้าของสำนักศึกษาซงเฮ่อใช่หรือไม่?”


“ใช่ขอรับ อาจารย์คังท่านนั้นแหละ! ความสามารถของเขาเป็นที่รู้กัน แต่สวรรค์เกลียดชังผู้มีความสามารถ ทำให้เขาไม่สามารถเข้าร่วมการสอบเคอจวี่ได้ ปกตินอกจากการสอนแล้ว เขาก็ส่งภาพวาดและบทกวีพวกนี้มาขายที่ร้านเราด้วยขอรับ”


ขณะพูดถึงซิ่วไฉแซ่คัง ใบหน้าของเด็กในร้านผู้นี้ก็เต็มไปด้วยความสะเทือนใจ คล้ายรู้สึกเสียดายแทนบุคคลในเรื่อง


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้ ก่อนจะก้มลงกระซิบกับหลานๆ “นำพัดนี่มอบให้อาจารย์คังเป็นของขวัญคารวะอาจารย์ดีหรือไม่?”


ตอนที่เหลยจื่อได้ยินราคา เขาตกใจจนตาเบิกกว้าง พัดเล่มเดียวขายแพงเพียงนี้เชียวหรือ!


ยิ่งตอนนี้ได้ยินว่า จะมอบสิ่งนี้ให้อาจารย์คัง ก็ยิ่งไม่อยากเชื่อเข้าไปใหญ่


เจี๋ยจื่อเอ่ยถามด้วยความสงสัยและใสซื่อ “เมื่อเช้าท่านอาสะใภ้สามนำน้ำผึ้งไหหนึ่งมาให้อาจารย์คังแล้วไม่ใช่หรือขอรับ?”


สองสามวันที่ผ่านมา เหล่าชายฉกรรจ์ที่ขึ้นไปตัดไม้บนเขาได้รังผึ้งมาไม่น้อย เด็กๆที่บ้านชอบน้ำผึ้งมาก เหอจิ่วเหนียงนึกขึ้นได้ว่าตนเห็นอาจารย์คังมีอาการไอบ่อยครั้ง ด้วยสรรพคุณของน้ำผึ้งที่ช่วยบรรเทาอาการระคายเคืองคอ นางจึงตั้งใจนำมามอบให้เขาหนึ่งไห


ในยุคนี้ อาจารย์คือผู้ที่ได้รับการยกย่องอย่างยิ่งในสังคม ครอบครัวลู่เองก็รู้ถึงข้อเท็จจริงนี้เช่นกัน


สิ่งที่เด็กๆไม่เข้าใจคือ เห็นชัดว่าที่บ้านนำน้ำผึ้งมาให้อาจารย์คังแล้ว เหตุใดยังต้องมอบพัดราคาแพงเช่นนี้ให้อีก


เหอจิ่วเหนียงอธิบายให้พวกเขาฟังอย่างใจเย็น “น้ำผึ้งคือน้ำใจเล็กๆน้อยๆที่ครอบครัวเรามอบให้อาจารย์คัง แต่พัดนี่เป็นของขวัญคารวะอาจารย์ของพวกเจ้าสามคนในฐานะศิษย์ มันไม่เหมือนกัน”


เด็กในร้านหัวเราะพร้อมกับประจบประแจง “ฮูหยินช่างมีความรู้กว้างขวางยิ่งนักขอรับ!”


ลู่จิ้งซวนยิ่งรู้สึกละอายใจ เขาไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้เลย หากวันนี้เขามาส่งเด็กๆคนเดียว คงต้องทำเรื่องน่าอายขึ้นเป็นแน่


เหลยจื่อเข้าใจแล้ว อีกทั้งเขายังตระหนักได้ว่า สิ่งที่เรียกว่า ‘ของขวัญคารวะอาจารย์’ ควรเป็นสิ่งที่พวกเขาต้องเตรียมเอง


เพียงแต่…


เด็กชายเงยหน้าขึ้นมองผู้ปกครองสาวด้วยความลำบากใจ “ท่านอาสะใภ้สาม พวกข้าไม่มีเงิน คงซื้อไม่ได้ขอรับ…”


เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะหลานชายอย่างอ่อนโยน “อารู้ว่าพวกเจ้าไม่มีเงิน อาจะซื้อแทนพวกเจ้าก่อนเป็นอย่างไร รอพวกเจ้าโตขึ้นหาเงินได้แล้ว ค่อยเอาเงินมาคืนอาก็แล้วกัน”


“ขอรับ!”


เด็กๆทั้งสามพยักหน้าตกลงด้วยรอยยิ้มกว้าง วันหน้าพวกเขาจะต้องตอบแทนบุญคุณอาสะใภ้สามอย่างสุดความสามารถแน่.นอน!


เด็กในร้านที่ยืนอยู่ด้วยได้ยินบทสนทนาของพวกเขาจึงได้รู้ว่าแท้จริงแล้วเด็กทั้งสามไม่ใช่ลูกของฮูหยินผู้นี้ เป็นเพียงหลาน แต่นางปฏิบัติต่อหลานได้อย่างใจกว้างถึงเพียงนี้ ช่างเป็นคนเอาใจใส่จริงๆ!


ค่าใช้จ่ายในการซื้ออุปกรณ์การเรียนของเด็กทั้งสามครั้งนี้เป็นเงินจำนวนสิบสี่ตำลึงกับหนึ่งร้อยอีแปะ เด็กในร้านเห็นว่าพวกเขาซื้อหลายอย่างจึงลดราคาให้ ทั้งหมดเหลือเพียงสิบสี่ตำลึง


เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น เหอจิ่วเหนียงก็พาทุกคนออกจากร้าน


หลังยืนส่งลูกค้ากระเป๋าหนักที่หน้าร้านอย่างเป็นมิตรจนลับตาแล้วเด็กในร้านก็สูดปากทันที คนเราไม่อาจตัดสินกันที่ภายนอกได้จริงๆ การแต่งกายของพวกเขาซอมซ่อดูแล้วไม่มีเงิน แต่กลับมีกำลังความสามารถส่งบุตรหลานเล่าเรียนได้ถึงสามคน อีกทั้งยังไม่อยากเชื่อว่าจะขอซื้อพัดราคาสิบสองตำลึงได้อย่างง่ายดาย


เด็กในร้านรู้สึกราวกับว่า วิสัยทัศน์ในการมองโลกของตนนั้นแคบเกินไปแล้ว


หลังจากซื้อของเสร็จ เหอจิ่วเหนียงและลู่จิ้งซวนก็พาเด็กๆทั้งสามมาส่งที่สำนักศึกษาซงเฮ่อ บัดนี้หน้าสถานศึกษาชื่อดังมีเด็กรับใช้วัยสิบหกถึงสิบเจ็ดปีคนหนึ่งยืนต้อนรับ เพียงแจ้งชื่อและที่อยู่ที่ลงทะเบียนไว้ก็สามารถเข้าไปได้


อาจารย์คังสุขภาพไม่แข็งแรงจึงไม่ได้ออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง สำนักศึกษาจึงให้เด็กรับใช้หนุ่มสองสามคนมาช่วย


วันนี้มีนักเรียนจำนวนมาก มีนักเรียนบางส่วนที่ยังไม่ได้จ่ายค่าเล่าเรียน จึงมีแถวรอจ่ายเงินของผู้ปกครองด้วย


ค่าเล่าเรียนของเด็กสกุลลู่ทั้งสามจ่ายไปแล้วจึงไม่ต้องสนใจ หลังจากแจ้งข้อมูลที่ลงทะเบียนไว้แล้ว เด็กรับใช้ก็นำทางเหอจิ่วเหนียงและทุกคนเข้าไปด้านในเพื่อพบคังซิ่วไฉที่ลานด้านหลัง


ในวันนี้คังซิ่วไฉสวมชุดคลุมยาวสีฟ้าคราม กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ใต้ต้นไม้ คิ้วกระบี่ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย ราวกับมีเรื่องทุกข์ใจที่ไม่อาจแก้ไขได้ก็มิปาน


ยามมองบุรุษหนุ่มผู้นี้ เหอจิ่วเหนียง.อดนึกเสียดายแทนเขาไม่ได้ ในยุคนี้ คนที่สามารถร่ำเรียนจนหยั่งลึก ทั้งยังทำคะแนนได้ดีเช่นนี้หายากยิ่ง แต่กลับเคราะห์ร้ายมาป่วยหนัก


สตรีสองภพนึกอยากตรวจโรคให้ซิ่วไฉผู้นี้ อยากรู้ว่าแท้จริงแล้วเขาป่วยเป็นโรคใดกันแน่ ทว่าตอนนี้วิชาแพทย์ของนางยังไม่อาจเปิดเผยได้ อีกอย่าง สีหน้าคังซิ่วไฉนับว่ายังไม่น่าห่วง คาดว่าโรคที่เขาเป็นอยู่คงไม่ถึงขั้นร้ายแรงเกินรักษาได้


เช่นนั้นรอก่อนก็แล้วกัน!


คังซิ่วไฉเห็นกลุ่มคนเดินเข้ามา จึงลุกขึ้นเดินไปหาพวกเขา


เนื่องจากเหอจิ่วเหนียงสมัครเรียนให้กับเด็กๆสามคนในครั้งเดียว คังซิ่วไฉจึงประทับใจในตัวนางมาก มองเพียงปราดเดียวก็จำนางได้แล้ว เขายิ้มและทักทายอย่างสุภาพ “นี่คือบุตรหลานทั้งสามของแม่นางลู่ใช่หรือไม่ ไปนั่งในห้องด้านหน้าก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าน้อยจะตามไป”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มแย้ม จากนั้นเหลยจื่อนำน้องๆทั้งสองทำตามที่อาสะใภ้สามสอนไว้ระหว่างทาง 


เด็กทั้งสามก้าวไปข้างหน้า โค้งคำนับอย่างสุภาพว่า “คารวะท่านอาจารย์คัง!”


คังซิ่วไฉพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ เขายังไม่ทันได้เอ่ยรับคำ เหลยจื่อก็มอบพัดให้ผู้เป็นอาจารย์ด้วยความเคารพ “ท่านอาจารย์ นี่คือของขวัญคารวะอาจารย์จากศิษย์ทั้งสาม โปรดท่านอาจารย์รับไว้ด้วยขอรับ”


คังซิ่วไฉประหลาดใจเล็กน้อย 


สำนักศึกษาเล็กๆของเขายังไม่เคยมีใครมอบขวัญคารวะอาจารย์มาก่อน เป็นเพราะศิษย์เหล่านั้นไม่รู้ว่ามีพิธีคารวะอาจารย์เช่นนี้ อย่างไรเสียเด็กที่เข้ามาเรียนที่นี่ก็เป็นเพียงครอบครัวชาวบ้าน ความต้องการของผู้ปกครองก็เพียงเพื่อให้บุตรหลานอ่านออกเขียนได้เท่านั้น ไหนเลยจะรู้ถึงพิธีเหล่านี้


โดยทั่วไปแล้ว การกำหนดให้มีของขวัญคารวะอาจารย์จะมีเฉพาะในสำนักศึกษาขนาดใหญ่ ตัวอย่างเช่นสำนักศึกษาประจำเมือง ในอดีตครั้นที่เขาสอบเข้าสำนักศึกษาในเมืองได้ก็ต้องเตรียมของขวัญคารวะอาจารย์เช่นกัน


ซิ่วไฉผู้รอบรู้มองเพียงปราดเดียวก็ทราบแล้วว่าโครงพัดนี้ทำมาจากไม้กฤษณาประกายม่วง…ราคาสูงไม่เบาเลย


ศิษย์มอบของขวัญคารวะอาจารย์เพื่อแสดงถึงความเคารพรักที่มีต่อผู้เป็นอาจารย์ นับแต่โบราณมา ไม่เคยมีอาจารย์คนไหนปฏิเสธของขวัญคารวะอาจารย์มาก่อน ดังนั้นคังซิ่วไฉจึงรับไว้ ทันทีที่คลี่พัดออกก็พบว่า ลวดลายบนนั้นเป็นภาพวาดของตนเอง เจ้าของผลงานตกใจเล็กน้อย ทว่าพริบตาต่อมาเขาก็.อดหัวเราะไม่ได้


“ใส่ใจแล้ว อาจารย์ชอบมาก”


คังซิ่วไฉชื่นชอบจากใจจริง ภาพภูเขาลำธารบนพัดนี้เป็นภาพวาดที่เขาชอบที่สุด ก่อนหน้านี้ต้องปิดสำนักศึกษาไปพักใหญ่ทำให้เขาขาดรายได้ แต่เพราะยังต้องหาเงินรักษาอาการเจ็บป่วย ชายผู้สู้ชีวิตจึงต้องนำภาพวาดของตนเองไปขาย รวมถึงภาพภูเขาลำธารภาพนี้ด้วย


นึกไม่ถึงเลยว่ามันจะหวนกลับมาสู่ตนอีกครั้ง


เจ้าของผลงานบอกกับเด็กรับใช้ข้างกายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ไปเอาพู่กันหูปี่ของข้ามาให้พวกเขา”


รับของขวัญมาแล้ว แน่.นอนว่าต้องมีของขวัญมอบกลับ อันที่จริงคังซิ่วไฉเตรียมพู่กันไว้เพื่อมอบให้กับเด็กทุกคนเป็นปกติ แต่เนื่องจากความสามารถมีขีดจำกัด จึงเป็นเพียงพู่กันธรรมดา


แต่ตอนนี้ คังซิ่วไฉตั้งใจจะมอบพู่กันหูปี่ให้ศิษย์ใหม่ทั้งสามตรงหน้า ต้องทราบก่อนว่าพู่กันทั่วไปไม่อาจเทียบกับพู่กันหูปี่ได้เลย


เด็กรับใช้รับคำสั่งและนำเข้ามา คังซิ่วไฉส่งของขวัญตอบแทนให้ศิษย์ทั้งสามด้วยตัวเอง “นี่คือพู่กันที่อาจารย์ได้มาจากท่านอาจารย์ตอนเรียนอยู่ที่สำนักศึกษาในเมือง ตอนนี้ขอมอบให้พวกเจ้า หวังว่าในอนาคตพวกเจ้าจะสอบเข้าสำนักศึกษาในเมืองได้ และสอบเข้าเป็นขุนนางได้นะ”


“ขอบคุณท่านอาจารย์ขอรับ!”


ทั้งสามรับของขวัญมาด้วยความดีใจ ก่อนจะหันมองเหอจิ่วเหนียงและลู่จิ้งซวนด้วยสีหน้าราวกับว่า ‘ตนทำสำเร็จแล้ว’


ทันใดนั้นลู่จิ้งซวนก็นึกบางอย่างขึ้นได้ จึงนำไหใบเล็กใบหนึ่งออกมาจากตะกร้าสะพายหลัง ส่งให้เด็กรับใช้ข้างๆ พลางอธิบายด้วยความนอบน้อม “นี่คือน้ำผึ้งป่าที่เราเก็บมาได้จากในป่า ช่วยให้ปอดชุ่มชื้น บรรเทาอาการไอได้ เป็นน้ำใจเล็กๆน้อยๆจากครอบครัวเราขอรับ โปรดอาจารย์คังรับไว้ด้วย”


ถูกต้อง คำพูดเหล่านี้ก็เป็นสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงสอนเขาระหว่างทางเช่นกัน เพราะนางอยากออกหน้าให้น้อยที่สุด จึงมอบหน้าที่ผู้นำให้กับพวกเขา


ตอนที่ 70: เคราะห์ร้ายยิ่งนัก


คังซิ่วไฉประหลาดใจอีกครั้ง นึกไม่ถึงเลยว่าครอบครัวนี้จะละเอียดลออและรู้จักมารยาททางสังคมเช่นนี้ นอกจากนี้ น้ำผึ้งป่าเป็นของดีและหายาก ท่านหมอเองก็มักกำชับให้เขาผสมน้ำผึ้งกับน้ำอุ่นดื่มเป็นประจำ แต่อย่างที่ทราบว่าน้ำผึ้งเป็นของหายาก ทำให้มีราคาสูง เขาจึงรู้สึกสิ้นเปลือง


ทันใดนั้นน้ำเสียงชายอมโรคผู้ถูกใส่ใจก็อ่อนโยนลงไม่น้อย  “เช่นนั้นข้าน้อยจะขอรับไว้ ขอบคุณที่เป็นห่วง”


เห็นคังซิ่วไฉรับน้ำใจของครอบครัวไว้ ลู่จิ้งซวนดีใจอย่างมาก เดิมทีเขากังวลว่าอาจารย์คังจะรังเกียจเสียแล้ว


เด็กรับใช้พาเด็กแซ่ลู่ทั้งสามไปที่ลานด้านหน้า ลู่จิ้งซวนและเหอจิ่วเหนียงจึงขอตัวลาคังซิ่วไฉ


“พี่ใหญ่ ท่านไปซื้อเกวียนนะเจ้าคะ แล้วต่อเติมเป็นตู้แบบรถม้า วันข้างหน้าเด็กๆมาเรียนจะต้องใช้


หลังออกจากสำนักศึกษา เหอจิ่วเหนียงก็ตั้งใจจะแยกย้ายกับลู่จิ้งซวน


“ตกลง เช่นนั้นน้องสะใภ้สามไปเดินเที่ยวเถอะ หากอยากซื้ออะไรก็ซื้อเลย เสร็จแล้วไปเจอกันที่ประตูเมืองนะ”


หลังจากเผชิญกับสภาพสังคมที่ไม่เคยพบเจอในชีวิตมาก่อนตลอดช่วงเช้า ในที่สุดชายแซ่ลู่ผู้ประหม่าจนเครียดเกร็งก็ได้ผ่อนคลายเสียที ประสบการณ์ในวันนี้สอนให้เขารู้ว่าสิ่งที่น้องสะใภ้สามเคยบอกไว้นั้นถูกต้อง ในโลกนี้ไม่มีใครเหนือกว่าใคร ไม่มีใครมีสิทธิ์ดูถูกเราได้ ตราบใดที่เราปฏิบัติต่อคนอื่นด้วยมารยาท คนก็จะปฏิบัติต่อเราด้วยมารยาทเช่นกัน


ความจริงแล้วที่ขอตัวแยกย้ายกับพี่สามีเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้มีแผนการว่าจะทำอะไรต่อ ในเมื่อว่างจากภาระงานแล้วหญิงสาวก็เพียงนึกอยากเดินเล่นเตร็ดเตร่ในเมือง 


ยามมองดูร้านรวงต่างๆ สตรีสองภพก็นึกถึงครอบครัวลู่ขึ้นมา ครอบครัวเจ้าของร่างเดิมมีสตรีหลายคนแต่กลับไม่มีใครใช้ของบำรุงผิวพรรณเลย เมื่อวานตอนที่กินมื้อเย็น นางสังเกตมือนางหยูหยาบกระด้างและมีรอยแตก จึงคิดว่าควรซื้อเครื่องบำรุงผิวไปให้เหล่าสตรีในบ้านสักหน่อย


เมื่อมีเป้าหมายแล้ว หญิงสาวก็มุ่งตรงไปที่ร้านเครื่องประทินผิวใกล้ๆ ร้านเครื่องประทินผิวร้านนี้คาดว่าเป็นร้านใหญ่ในอำเภอ สังเกตจากขนาดของร้านและลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการ


เข้าไปดูสักหน่อยก็แล้วกัน


ขณะเดินเข้าไปในร้านก็มีโฉมสะคราญสวมอาภรณ์หรูหรานางหนึ่งเดินเข้าไปพร้อมเหอจิ่วเหนียงเช่นกัน ดรุณีน้อยวัยแรกแย้มผู้ทำหน้าที่ขายสินค้ารีบปรี่เข้าไปต้อนรับสาวงามผู้นั้น…ราวกับมองไม่เห็นเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนประเภทที่เก็บเรื่องไร้สาระมาใส่ใจ อันที่จริงนางเองก็ไม่ชอบให้มีพนักงานเดินประกบเช่นกัน


ร้านเครื่องประทินผิวขนาดใหญ่เช่นนี้แน่นอนว่าต้องมีชาด สินค้าส่วนมากในร้านเป็นจำพวกเครื่องสำอาง ในมุมของสตรียุคศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด เครื่องสำอางเหล่านี้คุณภาพต่ำมาก ไม่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค และไม่มีความประณีตเลย ส่วนประกอบไม่ถูกต้อง หากใช้นานไปเป็นพิษต่อร่างกายแน่


สตรีสองภพเดินสำรวจภายในร้านไปเรื่อยๆ กระทั่งเจอกับน้ำมันทาผิวชนิดหนึ่ง ทันทีที่เปิดฝาออก กลิ่นน้ำมันหมูก็ปะทะจมูกอย่างแรงจนแสบ บอกชัดถึงส่วนประกอบหลักที่ใช้ในผลิตภัณฑ์ ทว่ากลิ่นนั้นกลับเหม็นหืนชวนคลื่นไส้ เป็นไปได้ว่าน้ำมันหมูที่ใช้เก่าแล้ว


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าด้วยความรังเกียจ ขณะจะไปดูอย่างอื่น สาวใช้ในร้านอีกคนก็เดินเข้ามา


“นี่ ถ้าไม่ซื้อก็ไม่ต้องดู เฮอะ ถึงดูไปก็ไม่มีปัญญาซื้อ รีบออกไปเดี๋ยวนี้นะ! คนเขาจะขายของ อย่าเกะกะ!”


อากัปกิริยาของสาวใช้ผู้นี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงเกิดความไม่พอใจเล็กน้อย นางเงยหน้ามองเด็กรับใช้จองหอง และตอกกลับอย่างไม่เกรงใจ “ตาสุนัขมองคนต่ำ คิดว่าตัวเองสูงส่งมาจากไหนถึงกล้าดูถูกคนอื่น?”


“นี่เจ้า!”


สาวใช้ผู้นั้นโมโหมาก นางพูดผิดตรงไหน ดูก็รู้ว่าสตรีชั้นต่ำผู้นี้ไม่มีปัญญาซื้อแน่.นอน แล้วนี่ยังกล้าดี ด่านางว่าเป็นสุนัขอีก!


“เจ้าๆๆ อะไรของเจ้า! นี่ สาวน้อย เป็นแค่เด็กในร้านอย่าคิดว่าตัวเองเลิศเลอนัก อย่าว่าแต่ขายสินค้าพวกนี้เลย ต่อให้เจ้าเอาตัวเองมาขาย ข้าก็ยังไม่อยากชายตามองเจ้าแม้แต่นิดเดียว!”


สาดวาจาเดือดดาลจบเหอจิ่วเหนียงก็หันหลังเดินออกไปทันที สาวใช้ผู้นั้นโกรธมากจนดวงตาแดงก่ำ


สาวใช้ที่ต้อนรับสตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นเข้ามาปลอบสหายร่วมงานให้ใจเย็นลง “เอาน่า พอได้แล้ว พอได้แล้ว เจ้าจะไปใส่ใจผู้หญิงบ้านนอกเช่นนั้นทำไมกัน นางไม่มีปัญญาซื้อถึงทำได้แค่พูดจาอวดดีเช่นนี้!”


หลังออกจากร้านเครื่องประทินผิวร้านนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ไม่มีอารมณ์ไปร้านเครื่องประทินผิวอื่นอีก แม้แต่ร้านที่ใหญ่ที่สุดยังไม่มีของดี ไม่ต้องพูดถึงร้านเล็กๆร้านอื่นเลย


ดูท่าคงต้องนำออกมาจากห้วงมิติแล้ว


ต้องบอกว่าตั้งแต่ทะลุมิติมาที่นี่ เหอจิ่วเหนียงก็แอบนำผลิตภัณฑ์ดูแลผิวกายในห้วงมิติออกมาใช้ตลอดโดยที่ไม่ให้ใครรู้


เอาละ วันนี้เป็นโอกาสอันดีที่นางสามารถนำออกมาใช้ได้อย่างโจ่งแจ้งแล้ว


ยามนี้เป็นยามเฉิน เหอจิ่วเหนียงจึงไปนั่งที่หอน้ำชา ฟังนักเล่าเรื่องเล่าเรื่องเก่าซ้ำซากจำเจด้วยอากัปกิริยาที่เกินจริง สตรีมากประสบการณ์ไม่ได้รู้สึกถึงความสนุกแม้แต่น้อย เล่าแต่เรื่องเดิมๆจนผ่านมาหลายชั่วอายุคนแล้ว ไม่เบื่อบ้างหรืออย่างไร


ยิ่งเห็นลูกค้าในร้านต่างพากันตบโต๊ะด้วยความชอบใจ ชื่นชมว่ายอดเยี่ยมไม่ขาดสาย คิ้วงามของเหอจิ่วเหนียงก็ขมวดเข้าหากันอย่างแรงจนใบหน้าเหยเก น่าเห็นใจคนในยุคโบราณจริงๆ ความบันเทิงมีให้เสพน้อยเหลือเกิน เพียงเท่านี้ก็ขบขันกันได้ถึงเพียงนี้แล้ว


หลังจากดื่มชาไปสองจอก สตรีผู้เบื่อหน่ายลุกขึ้นเดินออกจากร้านทันที เมื่อไตร่ตรองแล้วว่าไม่มีอะไรให้ทำอีกจึงจะไปรอลู่จิ้งซวนที่ประตูเมือง แต่ขณะนั้นก็เห็นอีกฝ่ายเดินลากรถม้าที่ทำเสร็จแล้วมาพอดี


“พี่ใหญ่ เหตุใดถึงเสร็จเร็วนักล่ะเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจเล็กน้อย คิดว่าต้องรอแทบทั้งวันเสียอีก


“อืม มีหลังคารถม้าสำเร็จรูปพอดี เขาก็เลยเชื่อมให้เลย!”


ลู่จิ้งซวนจูงเฮยเฟิงเดินเข้ามาหาน้องสะใภ้สามด้วยความดีใจ จากนั้นทั้งสองก็จูงม้าออกจากเมือง


“สมน้ำหน้าเจ้าหมอนี่นัก ทางการไม่น่าให้เงินช่วยเหลือมันเลย!”


“นั่นสิ ขยะเช่นนี้จะมาอยู่ในจิงโจวเนี่ยนะ ช่างเป็นตราบาปของเมืองจริงๆ!”


“น่าเสียดาย องค์ชายอุตส่าห์มีจิตใจเมตตา แต่มักมีคนประเภทนี้เข้ามาสร้างปัญหาอยู่เรื่อย!”


ทางด้านหน้าของเหอจิ่วเหนียงและลู่จิ้งซวนมีฝูงชนกลุ่มหนึ่งขวางทางอยู่ ทำให้รถม้าไม่สามารถผ่านไปได้


ลู่จิ้งซวนหันมองน้องสะใภ้เล็กน้อย และหันกลับไปจูงเฮยเฟิงเดินต่อ “หลีกทางหน่อย หลีกทางให้หน่อยขอรับ…”


ชายหนุ่มเพียงอยากขอทางผ่านไปเท่านั้น ทว่าทั้งสองไม่คิดเลยว่าเพียงเดินเข้าไปได้แค่สามสี่ก้าว คนที่นอนกองอยู่บนพื้นจะโผเข้ากอดขาลู่จิ้งซวนอย่างรวดเร็ว


“ท่านอาจิ้งซวน ท่านอาจิ้งซวนใช่หรือไม่ ท่านอาจิ้งซวน ช่วยข้าด้วยขอรับ ฮือๆๆ…”


น้ำเสียงคุ้นเคยยิ่งนัก


ทว่าทั่วทั้งร่างอาบโชกไปด้วยเลือด ใบหน้ามอมแมมจนดูไม่ได้


ลู่จิ้งซวนดูไม่ออกจริงๆว่าอีกฝ่ายคือใคร เหตุใดถึงตกอยู่ในสภาพเช่นนี้


“ท่านอาจิ้งซวน ข้าเอง เสี่ยวหยาง! ข้าเสี่ยวหยางเองขอรับ! ฮือๆๆ ดีจริงๆที่ได้เจอท่านที่นี่! ฮือๆๆ…”


ฝูงชนได้ยินดังนั้นจึงรู้ว่าพวกเขารู้จักกัน พลันนั้นทุกสายจึงหันไปจับจ้องชายผู้จูงรถม้าด้วยความรังเกียจ “เป็นญาติกันอย่างนั้นหรือ?”


“ซวยจริงๆ เหตุใดถึงมีคนเช่นนี้ร่วมสกุล?”


“ทำให้ญาติพี่น้องต้องอับอายขายหน้าจริงๆ ถุย!”


แม้ลู่จิ้งซวนจะไม่เข้าใจว่าตกลงแล้วเกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ได้ยินชาวบ้านโพนทะนาเหยียดหยามเช่นนี้แล้ว…เจ้าเด็กนี่ต้องก่อเรื่องไม่ดีมาเป็นแน่


เด็กหนุ่มที่เรียกตัวเองว่าเสี่ยวหยางไม่สนใจว่ากลุ่มชาวบ้านจะประณามตนเช่นไร เขารู้เพียงว่าตอนนี้ท่านอาจิ้งซวนดูเหมือนมีกินมีใช้ ตราบใดที่ตนได้พึ่งพาเขา ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะอดตายแล้ว


คิดได้ดังนั้น ชายเจ้าเล่ห์จึงพยายามพิสูจน์ว่าตนเองคือลู่เสี่ยวหยาง โดยพยายามเช็ดหน้าให้สะอาดขึ้น


แต่เพราะไม่มีน้ำ ยิ่งเช็ดจึงยิ่งสกปรก ลู่จิ้งซวนเผยความรังเกียจ “เอาละ พอแล้ว ข้ารู้แล้วว่าเจ้าคือลู่เสี่ยวหยาง แล้วเจ้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร มันเกิดอะไรขึ้น?”


ครั้นที่อยู่หมู่บ้านตระกูลลู่ ลู่เสี่ยวหยางคืออันธพาลประจำหมู่บ้าน ชาวบ้านล้วนรู้ดีและไม่ชอบเขา ตอนนี้แม้สวรรค์ดลบันดาลให้เขาได้เจอตน แต่ลู่จิ้งซวนก็ไม่คิดจะให้ความช่วยเหลือเด็กหนุ่มเสเพลคนนี้


เหอจิ่วเหนียงเห็นลู่เสี่ยวหยางมีบาดแผลเต็มตัว ชัดเจนว่าถูกทำร้ายร่างกายมาอย่างหนัก ขาข้างหนึ่งบิดงอผิดรูปคล้ายถูกทุบตีจนหักไปแล้ว


นางไม่ได้เข้าไปหาคนบนพื้นในทันที แต่ไถ่ถามฝูงชนโดยรอบแทน “พี่สาว ข้าขอถามหน่อยสิ เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือ เหตุใดเขาจึงถูกทำร้ายจนมีสภาพเช่นนี้เจ้าคะ?”


จบตอน

Comments