ตอนที่ 611: ทำให้พวกเขาดูอ่อนด้อยมากจริงๆ
ถึงขั้นนี้แล้วสองสามีภรรยาคู่นี้ยังจะแสดงความรักต่อหน้าทุกคนเช่นนี้อีก!
ซินหรานรู้สึกคลื่นไส้แทบอาเจียน เมื่อในหัวหวนนึกย้อนถึงสภาพของตนครั้นที่ผ่านมา ก็มั่นใจเต็มร้อยส่วนว่าต้องเป็นฝีมือของสตรีผู้นี้แน่นอน ทันใดนั้นก็ยิ่งรู้สึกรังเกียจมากขึ้น “อย่ามัวแต่พูดจาไร้สาระกับพวกมันเลย ข้างนอกล้วนเป็นคนของเรา คืนนี้ต้องเอาชีวิตพวกมันให้ได้! เพื่อแก้แค้นให้กับคนของพวกเรา!”
สิ้นเสียง ร่างของหญิงสาวในชุดดำก็พุ่งเข้าโจมตีเหอจิ่วเหนียงพร้อมกับกระบี่ในมือ ลู่ไป่ชวนเข้ามาขวางไว้อย่างรวดเร็ว ส่วนทางด้านคนที่เหลือก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หลังได้รับคำสั่งก็พลันเกิดการปะทะกันอย่างดุเดือด
เหอจิ่วเหนียงนั่งกินอาหารอย่างผ่อนคลาย เมื่อครู่ออกไปจัดการสวะพวกนั้นทั้งเมื่อยมือทั้งเสียเวลา ท้องก็ยังไม่ทันอิ่ม ตอนนี้จึงหิวขึ้นมาอีกแล้ว ท่าทีของนางราวกับว่าทุกอย่างรอบตัวในขณะนี้ไม่เกี่ยวข้องกับนางเลยก็มิปาน
เมื่อเห็นเหตุการณ์ความรุนแรงตรงหน้า ฮ่องเต้เกิดความกังวลไม่น้อย แม้รู้แล้วว่าเจ้าสามเตรียมการรับมือไว้พร้อมสรรพ ตนไม่มีทางเป็นอะไรแน่นอน ทว่าก็ยังรู้สึกไม่วางใจอยู่ดี
แต่พอหันไปเห็นเหอจิ่วเหนียงกำลังกินอย่างสำราญ ทั้งยังมองภาพการนองเลือดตรงหน้าด้วยสีหน้าแววตาราวกับกำลังนั่งดูการแสดงงิ้ว ทันใดนั้นความกังวลก็ค่อยๆมลายไปจากพระทัยฮ่องเต้
เหอจิ่วเหนียงยังสงบได้ถึงเพียงนี้ เขาจะปอดแหกได้อย่างไรกัน!
พลันนั้นผู้เป็นใหญ่แห่งแคว้นก็ทำตามหมอหญิงประจำพระองค์ วางท่าผ่อนคลาย คีบอาหารที่เพิ่งถูกยกมาเปลี่ยนใหม่ขึ้นมาลิ้มรส
อืม รสชาติไม่เลวเลยจริงๆ
เฉินอ๋องกับหลินอ๋องปะทะกันตัวต่อตัว เช่นเดียวกับคนของพวกเขาก็กำลังต่อสู้กัน ในโถงตำหนักยามนี้คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นคาวเลือด
ส่วนพระชายาเฉินอ๋องนั่งอยู่ข้างกายไทเฮา ทำหน้าที่คอยปลอบให้สตรีอายุมากไม่ต้องกลัว
ตอนนี้ไทเฮาสงบสติอารมณ์ลงได้แล้ว นางมองสตรีที่นั่งกินอาหารได้อย่างใจเย็นคนนั้นแล้วก็อดยิ้มไม่ได้
สถานการณ์ถึงขั้นนี้แล้ว นึกไม่ถึงว่านางยังกินต่อได้อีก ช่างน่าประหลาดใจยิ่งนัก!
พระชายาเฉินอ๋องเห็นไทเฮายิ้มก็ยิ้มตาม แม้นางจะเจอกับเหตุการณ์เช่นนี้เป็นครั้งแรก แต่มีเหอจิ่วเหนียงอยู่ก็รู้สึกเบาใจมากอย่างน่าประหลาด ไม่กลัวเลยแม้แต่น้อย
เดิมทีกลุ่มคนตงถิงวางแผนไว้ว่า หลังจากกลุ่มที่บุกเข้ามาข้างในต่อสู้ไปได้พักหนึ่ง กลุ่มคนที่อยู่ด้านนอกก็จะบุกเข้ามาสมทบ ทว่าผ่านไปนานกลุ่มข้างนอกก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ส่วนคนที่อยู่ตรงนี้เริ่มบาดเจ็บล้มตายไปไม่น้อย แม้แต่ซินหรานผู้เป็นหัวหน้าก็ได้รับบาดเจ็บแล้ว สถานการณ์ตรงหน้าเริ่มแย่ลงเรื่อยๆ พวกเขาจึงเริ่มตื่นตระหนก
และที่สำคัญที่สุด…
เหล่าขุนนางฝ่ายทหารของเป่ยเหยียนที่หมดสติจากการดื่มสุราเมื่อครู่ กลับสามารถฟื้นขึ้นมาได้ และเข้าสู่การสู้รบอย่างรวดเร็ว ปฏิกิริยาคล่องแคล่วว่องไว ไม่มีร่องรอยของการถูกวางยาเลยแม้แต่น้อย!
คนเหล่านี้จึงตระหนักได้ว่า… พวกเขาติดกับเข้าแล้ว!
แต่แผนการของพวกเขารัดกุมมาก มีคนล่วงรู้ได้อย่างไร?
หรือว่าจะมีไส้ศึก!
“ฝ่าบาท พวกเราจะรับมือไม่ไหวแล้ว!”
มีคนพยายามกัดฟันตะโกนออกมาอย่างสุดกำลัง แต่ยังไม่ทันขาดคำก็ถูกลู่ไป่ชวนปาดคอปลิดชีพไปเสียแล้ว
โลหิตสีแดงสดเกือบสาดกระเซ็นถูกชามอาหารของเหอจิ่วเหนียง นางขยับโต๊ะถอยหลังด้วยความรังเกียจ ทั้งยังบ่นอย่างไม่พอใจ “ท่านเบาๆหน่อยสิ ระวังอาหารข้าเลอะ”
“อ่อ ได้ๆ”
“!!!” พวกคนตงถิงกับหลินอ๋องถึงกับอึ้ง
พวกเขาต่อสู้กันขนาดนี้แล้ว สตรีผู้นี้ยังห่วงกินอีก!
หลินอ๋องโกรธจนดวงตาแดงก่ำ รู้สึกว่าความอัปยศทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตนล้วนเป็นเพราะเหอจิ่วเหนียงคนเดียว หากตนไม่ได้เจอนางที่จิงโจวในครานั้น ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะไม่เกิดขึ้น แผนการของเขาสมบูรณ์แบบมาโดยตลอด ต่อให้ไม่ต้องก่อกบฏ ตำแหน่งฮ่องเต้ก็ต้องตกเป็นของเขาแน่นอน
ทว่าทุกสิ่งทุกอย่างในตอนนี้ถูกสตรีผู้นี้ทำลายจนพังพินาศ!
คนด้านนอกไม่เข้ามาเสริมกำลังเสียที คงเป็นเพราะเกิดปัญหากับพวกเขาขึ้นแล้วเป็นแน่ หากแผนการในคืนนี้ต้องพังลง เขาสาบานว่าจะฆ่าเหอจิ่วเหนียงให้ได้! ไม่อย่างนั้นต่อให้เขาตาย ก็คงตายตาไม่หลับ!
คิดได้ดังนั้น หลินอ๋องจึงพยายามหลบหลีกการโจมตีของเฉินอ๋องอย่างสุดชีวิต พร้อมพุ่งเข้าหาเหอจิ่วเหนียงแล้วเงื้อกระบี่ในมือฟาดฟันลงมาสุดแรง
“ระวัง!”
ฮ่องเต้มองภาพนั้นด้วยความตกใจสุดขีด ส่งเสียงตะโกนเตือนเป็นคนแรก
ทุกคนก็พลอยลุ้นจนหัวใจแทบหลุดออกจากอก โดยเฉพาะลู่ไป่ชวน เพื่อไม่ให้เลือดกระเด็นโดนภรรยา ขณะนี้เขาจึงยืนอยู่ห่างจากนางเล็กน้อย ซึ่งเป็นระยะห่างที่เขาไม่อาจพุ่งกลับเข้าไปขวางได้ทันกาล
เขารู้ว่าภรรยาของตนเก่งกาจมาก แต่นางง่วนอยู่กับการกินอยู่ตลอด ในมือไม่มีอาวุธเตรียมพร้อม ส่วนหลินอ๋องก็อยู่ในอาการคลุ้มคลั่ง จึงไม่มีใครเชื่อมั่นได้เต็มร้อยเลยว่าเหอจิ่วเหนียงจะรับมือได้หรือไม่
ทว่าเหอจิ่วเหนียงยังคงนิ่งสงบไร้คลื่นอารมณ์ ขณะที่กระบี่ของหลินอ๋องเงื้ออยู่เหนือศีรษะกำลังจะฟาดลงมา นางยังคงคีบเนื้อเข้าปากได้อีกหนึ่งคำ
จากนั้น…
ในเสี้ยวพริบตาแห่งความเป็นความตาย ทุกคนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ราวกับดวงตาแทบจะถลนออกมานอกเบ้า
เหอจิ่วเหนียง…นาง…นางใช้ตะเกียบไม้คู่หนึ่ง…หนีบใบกระบี่คมกริบสะท้องแสงเย็นเยียบที่หลินอ๋องฟันลงมาอย่างสุดแรงเอาไว้ได้!
โดยที่ตะเกียบคู่นั้นไม่เสียหายเลยแม้แต่น้อย!
นี่…นี่เป็นความสามารถที่คนธรรมดาทำได้จริงๆหรือ!
เหอจิ่วเหนียงเริ่มมีน้ำโห เอ่ยลอดไรฟัน “เจ้าทำอาหารของข้าเละเทะหมดแล้วนะ!”
คมกระบี่ของหลินอ๋องมีเลือดสดๆจากการต่อสู้ก่อนหน้านี้ เมื่อฟันลงมาเลือดที่เปื้อนบนใบกระบี่จึงกระเซ็นลงในอาหารของเหอจิ่วเหนียง ทำให้อาหารบนโต๊ะทั้งหมดกินไม่ได้อีกต่อไป
สตรีผู้หวงแหนการกินโกรธมาก คนพวกนี้ไม่เคยผ่านความทุกข์ยากลำบากมาก่อน จึงไม่เห็นคุณค่าของอาหารเช่นนั้นสินะ!
นึกถึงครั้นที่พวกนางลี้ภัย ระหว่างทางมีคนต้องหิวตายตามข้างถนนให้เห็นเต็มไปหมด
เหอจิ่วเหนียงยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ และผลที่ตามมาต่อจากนี้ ไม่ใช่สิ่งที่หลินอ๋องจะรับได้แน่นอน
ทุกคนเห็นเหอจิ่วเหนียงใช้ตะเกียบหนีบใบกระบี่ของหลินอ๋องไว้ จากนั้นพลิกตัวตีลังกาทั้งๆที่ยังนั่งอยู่ ก่อนจะฟาดเท้าเข้าหน้าหลินอ๋องอย่างแม่นยำ!
ท่วงท่าของนาง คนธรรมดาไหนเลยจะทำได้!
ไม่รู้ว่านางออกแรงมากเพียงใด ภาพต่อมาที่ทุกคนเห็นคือ ร่างของหลินอ๋องลอยออกไปราวกับว่าวสายป่านขาด ก่อนจะกระแทกพื้นอย่างแรงพร้อมกับกระอักเลือดออกมาอย่างหนัก ทั้งยังมีฟันร่วงออกมาหลายซี่!
ขณะเดียวกัน ทางด้านลู่ไป่ชวนก็จับตัวผู้เป็นหัวหน้าได้แล้ว ส่วนซินหรานในตอนนี้อยู่ในสภาพร่อแร่ แม้แต่แรงจะพูดก็ยังไม่มี
ลูกน้องของอีกฝ่ายบ้างก็บาดเจ็บ บ้างก็สิ้นลม แต่ผู้เป็นหัวหน้าและซินหรานนั้นถูกลู่ไป่ชวนจงใจให้มีชีวิตรอด เพื่อจะนำตัวไปไต่สวน
ในที่สุดความโกลาหลก็สงบลง ฝ่ายหลินอ๋องปราชัยอย่างไม่ต้องสงสัย
และแล้วในตอนนี้เอง…
ด้านนอกมีความเคลื่อนไหวเกิดขึ้น!
ท่ามกลางสายตาเฝ้ารอของกลุ่มคนชุดดำ ในที่สุดก็มีกลุ่มคนจากด้านนอกพุ่งตัวเข้ามา
ทว่าคนที่เข้ามากลับหาใช่พวกพ้องของตน แต่เป็นพวกเฉิงเหมิงที่วาบผ่านหน้าคนเหล่านั้นเข้ามารายงาน “ฝ่าบาท ท่านอ๋อง ภัยที่แฝงข้างนอกถูกกำจัดหมดสิ้นแล้วพ่ะย่ะค่ะ!”
“ทำได้ดี!”
ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างพึงพอใจ ข้างกายเฉินอ๋องมีผู้มีความสามารถไม่น้อยเลยจริงๆ
เฉินอ๋องถามต่อ “ที่ประตูวังหลวงล่ะ?”
“คนพวกนั้นบุกเข้ามาไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ ถูกทหารที่เฝ้าประตูวังจัดการได้เสียก่อน”
ว่าอย่างไรนะ!
พวกเฉินอ๋องเบิกตากว้างด้วยความตกใจ พวกเขาเตรียมการในวังหลวงมานาน เตรียมวางกับดักไว้เพื่อให้สถานการณ์อยู่ในการควบคุม คิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะผ่านประตูวังหลวงมาไม่ได้ด้วยซ้ำ
พวกซินหรานยิ่งไม่อยากจะเชื่อ คนเหล่านั้นล้วนเป็นทหารฝีมือดีของพวกเขานะ เหตุใดถึงได้กระจอกเช่นนี้!
“มันเกิดอะไรขึ้น?”
แม้จะเป็นเรื่องดี แต่เฉินอ๋องก็ยังคงระมัดระวัง กลัวว่าคนพวกนั้นจะยังมีแผนการอื่นแอบแฝง
เฉิงเหมิงมองไปยังเหอจิ่วเหนียงที่ยังคงนั่งทอดสายตามองอาหารด้วยความเสียดายอยู่ที่เดิม ก่อนหันกลับมาตอบผู้เป็นนาย “ทหารเฝ้าประตูวังหลวงบอกว่า ฮูหยินลู่มอบของขวัญเล็กๆน้อยๆให้พวกเขาตอนที่เข้าวังมาพ่ะย่ะค่ะ บอกว่าของเหล่านั้นจะช่วยรักษาชีวิตพวกเขาได้ พวกเขาก็เลยเอาออกมาใช้ ตอนนี้หน้าประตูวังหลวงมีคนนอนกองระเนระนาด นอกจากคนของพวกศัตรู ก็มีคนของเราบางส่วน…”
เมื่อเล่าถึงตรงนี้เฉิงเหมิงก็พูดต่อไม่ออก ใครจะคิดว่ายาของฮูหยินลู่จะร้ายแรงปานนั้น แค่ขวดเล็กๆไม่กี่ขวด นอกจากคนที่กินยาแก้พิษแล้ว คนที่เหลือไม่มีใครรอดเลย สิ้นลมทั้งหมด
ทุกคนถึงกับอึ้ง
หากรู้ตั้งแต่แรกว่าเหอจิ่วเหนียงมีความสามารถถึงเพียงนี้ พวกเขาจะวางแผนมากมายไปทำไมกัน!
ทำให้พวกเขาดูอ่อนด้อยมากจริงๆ!
ทุกคนมองไปยังเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงทำสีหน้าไร้เดียงสา “ข้าแค่เห็นว่าพี่ๆทหารเหล่านั้นปกติแล้วคุยกับข้าถูกคอดี ข้าไม่อยากให้พวกเขาได้รับบาดเจ็บ ก็เลยมอบของขวัญเล็กๆน้อยๆให้เท่านั้นเอง”
ลู่ไป่ชวนจึงนึกออกว่า ตอนที่มาถึงหน้าประตูวังหลวง ระหว่างที่ภรรยารอเขา นางได้เข้าไปสนทนากับทหารเหล่านั้น คงจะเป็นในตอนนั้นสินะที่นางให้ขวดยาพวกเขา
นี่หมายความว่า… หน้าประตูวังหลวงไม่มีเลือดแม้แต่หยดเดียว การก่อกบฏก็จบลงเช่นนี้แล้วน่ะหรือ!
นี่เป็นการก่อกบฏที่รวดเร็วที่สุด และสูญเสียน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เลยหรือนี่!
ตอนที่ 612: เอามานี่
เรื่องนี้ไม่เพียงฝ่ายลู่ไป่ชวนเท่านั้นที่ตกใจ ฝ่ายศัตรูก็ตกใจมากเช่นกัน เพื่อศึกในวันนี้ พวกเขาทุ่มเทอย่างหนักมานานหลายปี ทั้งยังมองเห็นปลายทางอันสวยงามด้วย หากผ่านไปได้อย่างราบรื่น จะต้องกวาดล้างเป่ยเหยียนได้หมดแน่ และยึดให้เป็นแคว้นบรรณาการตงถิงอย่างงดงาม
แต่ใครจะคิดว่า ทัพทหารของพวกเขาไม่สามารถเข้าประตูวังหลวงมาได้ด้วยซ้ำ!
หัวหน้ากลุ่มคนชุดดำรู้สึกคับข้องใจยิ่งนัก รู้สึกว่าตนพ่ายแพ้อย่างไร้เหตุผลสิ้นดี จึงจับจ้องเหอจิ่วเหนียงเขม็งด้วยความโกรธแค้น ตะคอกเสียงลอดไรฟัน “เจ้าเป็นใครกันแน่!”
“เป็นพ่อเจ้าอย่างไรล่ะ”
เหอจิ่วเหนียงสวนกลับทันควัน ทุกคนไม่เข้าใจความหมายในวาจาของนาง ทว่าก็สัมผัสได้ว่าต้องไม่ใช่วาจาที่ดีแน่ คนถามจึงกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ
ลู่ไป่ชวนกระชากผ้าปิดหน้าของหัวหน้าศัตรูออก ใบหน้าธรรมดา.ธรรมดา ก็ปรากฏต่อสายตาทุกคน
ด้วยเป็นสามีของเหอจิ่วเหนียง ลู่ไป่ชวนจึงได้เรียนรู้เรื่องต่างๆมาจากนางไม่น้อย หัวหน้าหน่วยหั่วอวิ๋นมองปราดเดียวก็รู้ได้แล้วว่า คนผู้นี้สวมหน้ากากปลอมตัวอยู่ แต่เขาจะยังไม่พูดอะไร รอให้เฉินอ๋องเป็นคนตัดสินใจ
แม้ตอนนี้ คนที่ยังมีสติอยู่ที่อยู่ในโถงแห่งนี้จะเป็นพวกเดียวกับตนทั้งหมด แต่ลู่ไป่ชวนก็ตระหนักดีว่าฐานะของหัวหน้าคนชุดดำผู้นี้ต้องไม่ธรรมดาแน่ หากเปิดโปงตัวตนที่แท้จริงของเขาตอนนี้ อาจทำให้เรื่องราวยุ่งยากได้ ดังนั้นเขาจึงไม่ผลีผลาม
แต่จะว่าไป
ภารกิจในคืนนี้ เดิมทีตั้งใจว่าจะทำผลงานแค่อันดับสามก็พอ แต่ตอนนี้เขาจับตัวผู้เป็นหัวหน้าของศัตรูได้แล้ว ส่วนภรรยาของเขาก็จัดการกับกองทัพฝ่ายศัตรูได้อย่างง่ายดาย เช่นนี้หากไม่ถือว่าเป็นผลงานอันดับหนึ่งก็คงจะถ่อมตัวเกินไป
ดังนั้นสองสามีภรรยาจึงหันสบตากัน และรู้สึกผิดเล็กน้อย
เฮ้อ… ดูซิ แย่จริงๆเลย
เฉินอ๋องเห็นสีหน้าของลู่ไป่ชวนลังเล ก็รู้ทันทีว่าต้องมีอะไรไม่ชอบมาพากลแน่ จึงกล่าว “เอาตัวออกไปเถอะ สั่งให้คนเฝ้าให้ดี อย่าให้ใครมีโอกาสปลิดชีพตัวเองหรือปล้นคุกได้”
“พ่ะย่ะค่ะ”
ลู่ไป่ชวนให้คนคุมตัวคนเหล่านี้ไปขัง ก่อนลูกน้องไป เขาล้วงเอาขวดยาขวดหนึ่งให้ “เอาสิ่งนี้ให้พวกเขากินด้วย จะได้ลดปัญหาหลายๆเรื่อง”
นี่เป็นยากล้ามเนื้ออ่อนแรงของเหอจิ่วเหนียง ไม่เหมือนกับยากล้ามเนื้ออ่อนแรงทั่วไป หากไม่มียาแก้ก็จะไม่มีเรี่ยวแรงไปอย่างนั้นตลอด ร่างกายจะอ่อนปวกเปียกราวกับโคลน
พวกซินหรานถูกนำตัวออกไป เหลือเพียงหลินอ๋องที่ยังอยู่ตรงนี้
หลินอ๋องเห็นตัวเองพ่ายแพ้ยับเยินก็พูดอะไรไม่ออก สุดท้ายแล้วเขาก็พ่ายแพ้ในเงื้อมมือของสตรีผู้นี้อยู่ดี!
“เจ้าห้า เจ้ารู้หรือไม่ว่าความผิดที่เจ้าก่อขึ้นคนเดียว มันจะทำให้ตระกูลของแม่เจ้าเดือดร้อนไปด้วย?”
ผู้ที่ร่วมก่อกบฏกับหลินอ๋องในคืนนี้แทบไม่มีผู้ใดรอดชีวิต และส่วนใหญ่ก็เป็นญาติฝ่ายมารดาของเขา …และยังมีเสด็จแม่ของเขาด้วย
คนถูกถามเงียบไม่เอ่ยอะไร ทว่าแววตายังเต็มไปด้วยความไม่ยอมแพ้
หากไม่มีสตรีอย่างเหอจิ่วเหนียง แผนการของเขาต้องสำเร็จแน่!
เห็นท่าทางของโอรสคนที่ห้าแล้ว ฮ่องเต้ก็ไม่อยากพูดอะไรอีก เขาถอนหายใจยาวออกมา และเริ่มจัดการลงโทษผู้ที่ก่อกบฏในคืนนี้
การที่อ๋องก่อกบฏ อย่างไรก็เป็นเรื่องอื้อฉาวของราชวงศ์ ฮ่องเต้ไม่อยากให้เรื่องราวแพร่งพรายออกไป จึงตัดสินใจประหารหลินอ๋องอย่างเงียบๆ และประกาศว่าหลินอ๋องสิ้นพระชนม์เนื่องจากอาการป่วย
นี่ถือว่าเป็นวิธีลงโทษที่รักษาหน้าที่สุดแล้ว ทุกคนจึงไม่คัดค้านอะไร
หลินอ๋องที่เงียบมาตลอด หลังจากได้ฟังบทลงโทษก็เอ่ยขึ้นในที่สุด “เสด็จพ่อ เสด็จพ่อฆ่าลูกไม่ได้หรอกพ่ะย่ะค่ะ! ฮ่าๆๆ…”
เขาส่งเสียงหัวเราะอย่างลำพองใจ ทำเอาฮ่องเต้ถึงกับงุนงง
หรือว่าหลินอ๋องยังจะมีแผนการอะไรอีก?
ไม่น่าจะเป็นไปได้!
ไม่ปล่อยให้คิดนาน หลินอ๋องเผยคำตอบออกมา
เขาคลำหาบางอย่างที่อกเสื้ออยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ล้วงเอาป้ายทองคำชิ้นหนึ่งออกมา
เขาหัวเราะอย่างสะใจ พร้อมกับชูป้ายทองในมือต่อหน้าทุกคน
ทุกคนเพ่งมองอย่างตั้งใจ
“ป้ายทองเว้นโทษประหารหรือ?”
พระชายาเฉินอ๋องเป็นคนอุทานออกมาเป็นคนแรก ฮ่องเต้ยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่ เขาจำไม่ได้เลยว่าตนเคยมอบป้ายทองเว้นโทษประหารให้กับเจ้าห้าเมื่อไร!
“เป็นป้ายทองของน้องหก”
เฉินอ๋องเอ่ยออกมาช้าๆ ด้วยสีหน้าไม่สู้ดี
ครั้นที่จิ้งอ๋องอายุสิบห้าปี เขาเคยไปฝึกประสบการณ์อยู่ที่ชายแดน ทั้งยังรบชนะศึกกลับมาได้ ฮ่องเต้พอใจมาก จึงมอบรางวัลเป็นป้ายทองเว้นโทษประหารให้เขา
แต่เหตุใดถึงมาอยู่ในมือของเจ้าห้าได้ล่ะ!?
“เจ้าทำอะไรเจ้าหก ฮะ!?”
ฮ่องเต้เขม็งมองหลินอ๋องด้วยความเดือดดาล แทบอยากจะฆ่าลูกทรพีคนนี้ด้วยมือของตัวเอง
“เสด็จพ่อตรัสอะไรเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ ลูกกับน้องหกเราผูกพันกันแน่นแฟ้น น้องหกมอบของสิ่งนี้ให้ลูก มีอะไรไม่ถูกต้องหรือพ่ะย่ะค่ะ?”
หลินอ๋องแสยะยิ้ม ที่เขามีป้ายทองเว้นโทษประหารของจิ้งอ๋องอยู่ในมือได้ ก็เพราะเขาเตรียมทางหนีทีไล่เอาไว้ให้กับตัวเองตั้งนานแล้ว
คนที่ก่อกบฏในคืนนี้ต้องตายทั้งหมด แต่เขาจะตายไม่ได้
ย้อนกลับไปในคืนก่อนที่จิ้งอ๋องจะออกเดินทาง เขาส่งของขวัญไปให้อีกฝ่าย และเล่นบทพี่ชายที่แสนรักใคร่น้องชายเพื่อแลกคะแนนความสัมพันธ์
วันรุ่งขึ้น หลังจากจิ้งอ๋องเดินทางออกจากเมืองหลวงไม่นาน คนในจวนจิ้งอ๋องก็นำป้ายทองเว้นโทษประหารชิ้นนี้มาให้เขา
น้องหกผู้แสนโง่เขลามีพี่ชายอย่างเขาอยู่เต็มหัวใจ ย่อมไม่ยอมทนเห็นเขาเป็นอะไรไปเด็ดขาด
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจแล้ว หลินอ๋องผู้ไร้ยางอายต้องการใช้ป้ายทองเว้นโทษประหารของจิ้งอ๋องปกป้องชีวิตของตัวเอง แม้แต่ในเฮือกสุดท้ายของชีวิต เขาก็ยังหาผลประโยชน์จากจิ้งอ๋อง
ช่างหน้าด้านจริงๆ
แต่ในอีกแง่ นี่แสดงให้เห็นว่าจิ้งอ๋องพอจะคาดเดาได้ว่าพี่ห้าของเขาคิดจะทำสิ่งใด จึงยอมมอบป้ายนี้ให้ เพื่อหวังให้พระบิดาไว้ชีวิตผู้เป็นพี่ชาย
แต่ญาติฝ่ายมารดาของหลินอ๋องมากมายหลายคนต้องถูกสังเวยชีวิตเพื่องานนี้ แต่หลินอ๋องกลับยังคิดเอาตัวรอดคนเดียว ทำเช่นนี้ไม่เกินไปหน่อยหรือ
เหอจิ่วเหนียงไม่มีทางยอมให้เรื่องอยุติธรรมเช่นนี้เกิดขึ้นแน่
ในขณะที่ทุกคนกำลังเคร่งเครียดกับป้ายทองเว้นโทษประหาร หญิงสาวตระกูลลู่ก็ผุดลุกขึ้น พุ่งตัวไปตรงหน้าหลินอ๋องอย่างรวดเร็ว และชิงป้ายทองมา
“เอามานี่!”
ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว เหอจิ่วเหนียงแย่งป้ายทองมาตรวจสอบอย่างละเอียด หนักมากทีเดียว ยืนยันได้ว่าเป็นทองคำแท้แน่นอน
“ตอนนี้ป้ายทองเว้นโทษประหารอยู่ในมือข้าแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะพูดอะไรก็ไร้ประโยชน์”
เหอจิ่วเหนียงก้มมองหลินอ๋องที่มีสีหน้าบิดเบี้ยวเนื่องจากโกรธสุดขีด และกะพริบตาใส่เขาอย่างไร้เดียงสา
หลินอ๋องมีเจตนาร้ายต่อนางตั้งแต่แรกเริ่ม ต้องการเล่นงานคนในครอบครัวของนาง ต่อมาก็ทำร้ายลู่ไป่ชวนจนบาดเจ็บสาหัส
เหอจิ่วเหนียงหมายจะเอาชีวิตเขาตั้งแต่ต้นแล้ว แต่กลับต้องลากยาวมาจนถึงตอนนี้เพราะเหตุผลหลายๆอย่าง ดังนั้นในเมื่อตอนนี้โอกาสมาถึงแล้ว ใครจะยอมปล่อยให้เขารอดตายไปง่ายๆกันล่ะ!
“ฝ่าบาท เรื่องในคืนนี้หม่อมฉันก็ถือว่าสร้างผลงานอยู่บ้างกระมัง ป้ายทองเว้นโทษประหารชิ้นนี้ มอบให้หม่อมฉันนะเพคะ”
ฮ่องเต้ “…”
ป้ายทองเว้นโทษประหารใช่ของที่จะให้กันง่ายๆที่ไหนล่ะ!
อีกอย่าง ด้วยนิสัยดุดันของนาง ต่อให้มีป้ายทองเว้นโทษประหารอยู่ในมือก็ไม่ได้ใช้ประโยชน์อยู่แล้ว
หลังจากได้เห็นเหตุการณ์ในคืนนี้ ฮ่องเต้ก็ตระหนักได้อย่างแรงกล้าว่า ตราบใดที่เหอจิ่วเหนียงต้องการ พวกเขาที่อยู่ตรงนี้สามารถถูกนางกำจัดไปได้อย่างง่ายดาย
คนเช่นนี้ต้องได้มาเป็นคนของตัวเอง หรือไม่ก็ต้องหาวิธีฆ่าปิดปาก
แน่นอนว่าการฆ่าปิดปากไหนเลยจะเป็นไปได้ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่ทำอะไรนางไม่ได้หรอก เพราะที่สำคัญไปกว่านั้น เขายังต้องให้เหอจิ่วเหนียงรักษาโรคให้เขา เหอจิ่วเหนียงคืออายุวัฒนะของเขา จะให้นางเป็นอะไรไปได้อย่างไร
“เจ้าเอาไปเถอะ”
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ตรัสอย่างไม่ใส่ใจ
เพราะดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว หลายสิบปีข้างหน้า ตระกูลลู่ก็คงไม่ได้ใช้ป้ายทองนี้
ฮ่องเต้ตามใจเหอจิ่วเหนียงมาโดยตลอด ทุกคนจึงไม่ได้ตกใจกับเรื่องนี้
และในตอนนี้เอง หลินอ๋องตระหนักได้ถึงความหวาดกลัวขึ้นมาแล้ว เขาคุกเข่าลง มือกดบาดแผล ปากร้องขอชีวิต “เสด็จพ่อ ลูกมีความผิด โปรดเสด็จพ่อให้โอกาสลูกได้แก้ตัวด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”
ที่ผ่านมาเขานึกลำพองมาตลอดว่าการมีป้ายทองเว้นโทษประหารจะทำให้เขาสามารถทำตัวยโสโอหังอย่างไรก็ได้ ตอนนี้พอป้ายศักดิ์สิทธิ์นั้นหายวับไปจากมืออย่างง่ายดายแล้ว เขาก็หมดเรี่ยวแรงจนแทบทรงตัวไม่ไหว
เห็นคนบนพื้นเปลี่ยนสีเร็วราวกับกิ้งก่า ผู้มีอำนาจแห่งแผ่นดินก็หมดใจจะไยดี จึงตรัสอย่างไม่อดทน “เอาตัวไปขัง”
หลินอ๋องเตรียมจะอ้อนวอนร้องขอชีวิตอีกครั้ง แต่กลับถูกลู่ไป่ชวนเอาผ้าขี้ริ้วเหม็นเน่าจากไหนไม่รู้มาอุดปากไว้ในทันทีที่สิ้นคำบัญชา เหลือเพียงเสียงอู้อี้ไร้ความหมาย
เมื่อมองเหล่าขุนนางและฮูหยินขุนนางที่ยังคงนอนหมดสติอยู่บนพื้น ฮ่องเต้ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ในที่สุดก็จบลงเสียที
“ให้คนส่งพวกเขากลับจวน ส่วนพวกเจ้าก็ไปพักผ่อนได้แล้ว มีเรื่องอะไรพรุ่งนี้ก็ค่อยว่ากัน”
จากนั้นก็หันไปตรัสกับไทเฮาด้วยท่าทางเหนื่อยล้า “ลูกทำให้เสด็จแม่ตกใจแล้ว ลูกจะไปส่งเสด็จแม่พักผ่อนเองพ่ะย่ะค่ะ”
ตอนที่ 613: สวรรค์จะลงโทษ
ในคืนนี้ไทเฮาสามารถพูดได้อย่างเต็มปากว่าตนได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง นางรู้สึกสนใจในตัวเหอจิ่วเหนียงเป็นอย่างมาก แม้เหตุการณ์ในคืนนี้จะเกิดความสูญเสีย แต่ก็อยู่ในขอบเขตที่รับได้ ดังนั้นตอนนี้นางจึงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย
“สาวน้อย พรุ่งนี้หากมีเวลา ช่วยมาตรวจชีพจรให้ข้าบ้างได้หรือไม่?”
ไทเฮาไม่ได้รีบกลับตามที่ฮ่องเต้.บอก นางแย้มยิ้มถามเหอจิ่วเหนียง
นางใช้น้ำเสียงอ่อนโยนในการถาม เห็นได้ชัดว่าให้เกียรติเหอจิ่วเหนียงมาก
เหอจิ่วเหนียงตอบกลับทันที “ได้เลยเพ.คะ พรุ่งนี้หม่อมฉันฝังเข็มให้ฝ่าบาทเสร็จจะไปเข้าเฝ้าไทเฮานะเพ.คะ”
เหอจิ่วเหนียงสังเกตเห็นตั้งแต่แรกแล้วว่า พระชายาเฉินอ๋องเป็นผู้ที่อยู่กับไทเฮาตลอดตั้งแต่เข้ามาในงาน สะท้อนให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของทั้งสองไม่เลวเลย พระชายาเฉินอ๋องถือเป็นพี่สาวของนาง เข้ากับไทเฮาได้ดีเช่นนี้ก็หมายความว่า ไทเฮาเป็นคนที่เข้าถึงได้ไม่ยาก และตอนนี้ยังตรัสกับนางด้วยท่าทีเป็นมิตร เหอจิ่วเหนียงประทับใจพระนางมาก จึงยินดีอย่างยิ่งที่จะตรวจพระวรกายให้
“ตกลง เช่นนั้นพรุ่งนี้ข้าจะส่งคนไปรับเจ้า”
ไทเฮาแย้มพระสรวลเมตตา ก่อนจะเสด็จออกไปกับฮ่องเต้
เมื่อฮ่องเต้กลับไปแล้ว ขณะนี้เฉินอ๋องจึงกลายเป็นผู้มีอำนาจสูงสุดในโถงแห่งนี้ ทุกคนที่หมดสติในโถงนี้ไม่จำเป็นต้องป้อนยาถอนพิษ ส่งกลับจวนไปนอนพักตามคำสั่งฮ่องเต้ก็พอแล้ว ส่วนสถานการณ์ที่ประตูวังต้องจัดการให้เรียบร้อย หากปล่อยไว้จะทำให้ชาวบ้านตกใจได้
เหอจิ่วเหนียงส่งยาถอนพิษให้เฉิงเหมิงหลายขวด “เอาให้ทุกคนดมก็ได้แล้ว”
เฉิงเหมิงรับยาถอนพิษมา เฉินอ๋องเอ่ยขึ้น “คืนนี้สองสามีภรรยาลู่นับว่าสร้างความดีความชอบใหญ่หลวงยิ่งนัก เสด็จพ่อต้องให้รางวัลแน่นอน แต่คืนนี้ทุกคนเหนื่อยกันมากแล้ว กลับไปพักผ่อนก่อนเถอะ ที่เหลือข้าจะให้คนจัดการเอง”
“พ่ะย่ะค่ะ ขอบพระทัยท่านอ๋อง”
มีโอกาสได้กลับบ้านไปนอนกอดภรรยา ลู่ไป่ชวนไหนเลยจะปฏิเสธ ถึงอย่างไรหน้าที่ที่ควรรับผิดชอบก็บรรลุผลแล้ว ผลงานของเขาเป็นที่ประจักษ์ทั่วหน้า ไม่มีใครแย่งชิงไปได้
หลังจากบอกลาทุกคนทั้งสองก็ออกไป เมื่อออกมาจากโถงพระที่นั่ง ลู่ไป่ชวนจึงถือโอกาสไถ่ถามภรรยาให้แน่ชัดอีกครั้ง “เจ้าไม่ได้บาดเจ็บตรงไหนจริงๆใช่หรือไม่?”
“จริงสิ ท่านวางใจเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงเดินพลางพิจารณาป้ายทองในมือ ก่อนจะเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ป้ายทองนี่หนักมากจริงๆ วัสดุที่ใช้ก็ดีมากทีเดียว วันไหนที่ลำบากไปต่อไม่ไหว เราเอาออกมาหลอมขายแล้วตั้งตัวใหม่กัน!”
ลู่ไป่ชวน “…”
ภรรยาเอ๋ย เจ้าเห็นๆอยู่ว่านี่เป็นป้ายคำสั่งที่สำคัญมาก หาใช่ทองแท่งที่เอาไว้เป็นทุนรอนเพื่อนำมาตั้งตัว
แต่จะว่าไปแล้ว ดูเหมือนว่าเขาเองก็มีความคล้ายๆภรรยาอยู่ในหัวเล็กน้อย
ช่างเถอะ ไม่สนใจแล้ว ขอแค่ภรรยามีความสุขก็พอแล้ว
“ของสิ่งนี้วิเศษไปเลย พรุ่งนี้ข้าจะถามฝ่าบาทดูว่าพอจะมอบให้คนในครอบครัวเราคนละชิ้นได้หรือไม่”
เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มเจ้าเล่ห์ ลู่ไป่ชวนไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด เพราะรู้ว่าภรรยาพูดเล่น
เมื่อเดินใกล้ถึงประตูวังหลวง ก็เห็นแต่ไกลว่ามีคนนอนเกลื่อนเต็มไปหมด พวกทหารกำลังพยายามให้พวกพ้องของตนดมยาถอนพิษ เมื่อเห็นลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงเดินออกมา ทหารเฝ้ายามที่คุยเล่นกับเหอจิ่วเหนียงก่อนหน้านี้ก็รีบวิ่งมาหา พอมาถึงตรงหน้าก็คุกเข่าให้นางอย่างไม่ลังเล
“ฮูหยินลู่ ท่านช่างวิเศษยิ่งนักขอรับ! ท่านช่วยชีวิตน้อยๆของข้าน้อยไว้ ต่อไปพวกเราสหายพี่น้องจะขอพลีชีพเพื่อท่านทั้งสองขอรับ!”
พวกเขาซาบซึ้งใจมาก พวกเขาเป็นทหารเฝ้ายามประตูวัง หากมีอะไรเกิดขึ้นก็ต้องผ่านศพพวกเขาไปก่อน แต่กลับเป็นเพราะยาหลายขวดที่เหอจิ่วเหนียงมอบให้ พวกเขาจึงพลิกสถานการณ์อันตรายกลับมาให้ปลอดภัยได้
นี่ไม่ใช่ฮูหยินลู่ แต่คือเทพเซียนของพวกเขาต่างหาก!
“เกรงใจกันเกินไปแล้ว เกรงใจกันเกินไปแล้ว รีบลุกขึ้นเถอะ ข้าก็แค่รู้สึกถูกชะตากับพวกท่านก็เลยมอบของขวัญเล็กๆน้อยๆให้เท่านั้นเอง ไม่ต้องเกรงใจเลย
อื้อฮือ ดูท่าแล้ว คืนนี้พวกท่านคงจะเหนื่อยกันไม่น้อยเลย พวกเราไม่รบกวนแล้ว ขอตัวก่อนนะ!”
เหอจิ่วเหนียงคลี่ยิ้มเป็นมิตร ในใจคิดว่าได้พวกเพิ่มอีกกลุ่มแล้ว ต่อไปหากอยากรู้เรื่องอะไรในวังหลวงก็แค่กระดิกนิ้วถามคนเหล่านี้
“ทั้งสองกลับดีๆขอรับ วันหลังพวกเราจะไปขอบคุณทั้งสองท่านถึงจวนนะขอรับ!”
ลู่ไป่ชวนตอบกลับด้วยประโยคเกรงใจสองสามประโยค ก่อนจะพาภรรยาเดินเลี่ยงทหารที่นอนหมดสติไปยังรถม้าและบ่าวรับใช้กำลังรออยู่ไม่ไกล
ตอนนี้เลยยามจื่อมาเล็กน้อย บ่าวรับใช้เพิ่งมาถึงไม่นาน เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์อันน่าสะพรึงกลัวเหล่านี้ก็ตกใจมาก ส่วนบ่าวรับใช้ของจวนอื่นรออยู่ตรงนี้มาโดยตลอด ตอนที่เห็นคนเหล่านี้เตรียมจะบุกเข้าไปในวังหลวงก็ตกใจกลัวจนพากันหนีจ้าละหวั่น โชคดีที่พวกเขาเป็นแค่บ่าวรับใช้ คนเหล่านั้นจึงไม่เสียเวลามาเอาชีวิตพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่ได้บาดเจ็บอะไร อย่างมากก็แค่หกล้มตอนที่วิ่งหนี แต่ก็ไม่ได้เป็นอะไรมาก
กว่าจะกลับถึงจวน จนล้างหน้าล้างตาเสร็จก็ดึกมากแล้ว เหอจิ่วเหนียงกินจนอิ่มหนำสำราญ เมื่อหนังท้องตึงหนังตาจึงเริ่มหย่อน นางก้าวขึ้นเตียงเตรียมจะนอน ปรากฏว่าพอเอนตัวลงหัวถึงหมอนกลับหายง่วงเสียอย่างนั้น
นางจึงซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของลู่ไป่ชวน เอ่ยน้ำเสียงอู้อี้ “คืนนี้โดดเด่นเกินไปแล้ว ท่านอาจได้เลื่อนขั้นก็เป็นได้”
การเลื่อนขั้นเป็นเรื่องดี แต่กรณีของลู่ไป่ชวน หากเขาได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง จะต้องย้ายมาอาศัยอยู่ที่เมืองหลวงแน่นอน แต่ครอบครัวอาศัยอยู่ที่จิงโจว เหอจิ่วเหนียงจึงรู้สึกกลุ้มใจ
แม้รู้อยู่แล้วว่าวันหนึ่งจะต้องย้ายมาอยู่เมืองหลวง แต่ก็คิดไม่ถึงว่าจะรวดเร็วเช่นนี้ ทางด้านจิงโจวยังมีเรื่องอีกมากมายที่ยังจัดการไม่เสร็จ สถานบันเทิงของนางก็ยังไม่ได้เปิดกิจการเลย
นางอาจเป็นคนแรกในประวัติศาสตร์เลยกระมัง ที่กลัดกลุ้มใจเพราะสามีจะได้เลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่ง
“ข้าปฏิเสธได้ ข้าขอแค่พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้เจ้ากับท่านแม่ก็พอ”
ลู่ไป่ชวนรู้ว่าภรรยากำลังกังวลเรื่องใด แต่สำหรับเขา ตราบใดที่เฉินอ๋องยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์ เขาก็ยังไม่อยากย้ายมาทำงานที่เมืองหลวง
ขนาดตอนนี้ พวกเขาอยู่ในจิงโจวแท้ๆ ก็ยังแทบไม่มีโอกาสได้อยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตาเลย หากย้ายมาอยู่เมืองหลวง โอกาสที่จะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันก็ยิ่งริบหรี่จนแทบไม่เหลือ
เขาหายจากบ้านไปนานหลายปี ก็อยากจะใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากๆ
“ทำเช่นนั้นได้อย่างไร แสร้งทำตัวทะนง สวรรค์จะลงโทษเอานะ!”
เหอจิ่วเหนียงยื่นมือไปปิดปากเขา ทำสีหน้าจริงจังเหลือหลาย
ลู่ไป่ชวน “???”
พูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?
เหอจิ่วเหนียงอธิบาย “ท่านลองคิดดูสิ มีคนมากมายเท่าไรที่พยายามคิดหาทางเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหน่งจนหัวแทบระเบิด ถึงขั้นยอมทำเรื่องผิดๆมากมาย แต่เรามีโอกาสนั้นแล้วกลับไม่รับ นี่ไม่เรียกว่าวางมาดทะนงตนแล้วจะเรียกว่าอะไร? สิ่งใดที่ควรเป็นของท่านท่านก็รับไว้ ไม่อย่างนั้นทุกอย่างที่ข้าลงแรงไปมันจะมีความหมายอะไรล่ะ”
ที่นางช่วยในวันนี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีความปรารถนาส่วนตัวอยู่เลย อย่างแรก นางไม่อยากให้ลู่ไป่ชวนต้องเหนื่อยเกินไป อย่างที่สอง นางไม่อยากเสียเวลาในการกลับบ้าน อย่างที่สาม ก็เพื่อให้ลู่ไป่ชวนได้รับเกียรติที่เขาควรได้รับอย่างเปิดเผย
ตลอดหลายปีในหนานไท่ แม้เขาจะสร้างผลงานไม่น้อย แต่เรื่องพวกนั้นก็ไม่อาจประกาศออกมาได้ หากเรื่องรั่วไหลออกไป อาจนำภัยมาสู่ครอบครัวได้ แต่ถ้าเป็นเช่นนั้น ไข่มุกเม็ดงามอย่างลู่ไป่ชวนก็จะโดนบดบังความสามารถ แล้วเมื่อไรจะได้เลื่อนขั้นให้สมเกียรติล่ะ
ดังนั้นวันนี้นางจึงทำเช่นนี้
ท่ามกลางความมืด ลู่ไป่ชวน.อมยิ้ม และพลิกตัวขึ้นคร่อมร่างบาง เป่าลมข้างหูนางเบาๆ ก่อนกระซิบเสียงกระเส่า “ฮูหยิน หากเจ้ายังไม่ง่วง คืนนี้เรามาทำอย่างอื่นกันสักหน่อยสิ”
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ …ก็ใช่ว่าจะไม่ได้นะ!
สองสามีภรรยาแสดงความรักกันอย่างดุเดือด
.....
ส่วนทางด้านคุกหน่วยหั่วอวิ๋น ซินหรานกับเจ้านายของนางถูกกรอกยาเข้าปากจนนอนพับอยู่บนพื้น ไม่มีแรงขยับเขยื้อน และไม่มีแรงแม้แต่จะทำร้ายตัวเอง
ซินหรานเงยหน้าขึ้นอย่างยากลำบาก มองเจ้านายที่ถูกขังอยู่ห้องขังข้างๆ และถาม “ฝ่าบาท เราจะทำเช่นไรดีเพ.คะ?”
หัวหน้าผู้นั้นส่งเสียงฮึดฮัด กัดฟันกรอดพลางกล่าว “แผนการพังไม่เป็นท่าเช่นนี้ยังจะทำอะไรได้อีก คงต้องรอให้ตงถิงส่งคนมาไถ่ตัว!”
ด้วยฐานะของเขา เป่ยเหยียนไม่มีทางกล้าเอาชีวิตเขาง่ายๆแน่ สี่แคว้นต่างก็มีอำนาจถ่วงดุลซึ่งกันและกัน หากลงมือปลิดชีพเขา ก็จะเกิดศึกครั้งใหญ่ขึ้น ราษฎรก็จะต้องเผชิญกับความทุกข์ยากอย่างหนัก
เขาจับที่หน้าอกตัวเอง ดูเหมือนว่าหยกผานกู่นั่นยังอยู่กับเขา พวกคนเป่ยเหยียนถูกหักหลังเสียสติไปแล้วกระมัง ลืมของล้ำค่าแห่งแคว้นไปได้อย่างไร
ตอนที่ 614: ฝ่าบาททรงใจอ่อนต่อเขาหรือเพ.คะ
แม้ตอนนี้ร่างกายเขาจะไม่มีแรง แต่ก็ยังพอจะขยับตัวได้บ้าง เขาไม่อยากสนใจซินหรานอีก พยายามคลานไปที่อีกมุมของห้องขังอย่างยากลำบาก
ตรงมุมห้องขังมีกองฟางแห้งอยู่ เขานำหยกผานกู่ออกมาจาก.อกเสื้อ ซ่อนไว้ในกองฟาง เพื่อไม่ให้ทหารเหล่านี้ค้นเจอบนตัวเขา
ทั้งๆที่เป็นแค่เรื่องง่ายๆ แต่สภาพเขาตอนนี้กลับใช้เรี่ยวแรงอย่างสุดกำลังเพื่อจะทำมัน กว่าจะซ่อนเสร็จก็หอบหายใจอย่างยากลำบาก ชีวิตนี้ไม่เคยรู้สึกทรมานเช่นนี้มาก่อน
“ตกลงแล้วผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกันแน่?”
ผ่านไปครู่หนึ่ง เมื่อรู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว ผู้ที่ถูกเรียกว่าฝ่าบาทก็เอ่ยถามคนห้องข้างๆ
ในตอนที่ซินหรานเคยเล่าให้เขาฟังถึงความเก่งกาจของเหอจิ่วเหนียง เขาไม่รู้สึกแยแสเลยสักนิด ก็แค่ผู้หญิงคนเดียวจะเก่งกาจสักแค่ไหนกันเชียว ทว่าไม่คิดเลยว่า สตรีผู้นั้นจะทำลายแผนการที่เขาวางมานานหลายปีจนพังย่อยยับเช่นนี้ได้!
“ตรวจสอบประวัติไม่เจอเพ.คะ รู้แค่ว่าร่ำเรียนวิชาแพทย์มาจากอาจารย์ที่เป็นหมออยู่ในโรงหมออวี้หยวน แต่หม่อมฉันส่งคนไปสืบแล้ว พบว่าอาจารย์ของนางเป็นแค่หมอธรรมดา.ธรรมดา วิชาแพทย์ของเขาเทียบนางไม่ได้แม้แต่น้อย และความสามารถทั้งหมดของนางก็มีที่มาที่ไปไม่ชัดเจน น่าสงสัยทุกอย่างเพ.คะ”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ ซินหรานก็รู้สึกเจ็บใจขึ้นมาทันที
นึกถึงครั้นที่อยู่ในจิงโจว สตรีผู้นั้นตบตีนางอย่างเมามันอยู่ฝ่ายเดียว ไม่อยากจะเชื่อเลยจริงๆ!
แม้แต่นางที่ถือว่าเป็นยอดฝีมือ พออยู่ต่อหน้าสตรีผู้นั้นกลับโดนเล่นงานจนอ่วมอยู่ฝ่ายเดียว อย่าว่าแต่ตอบโต้เลย แม้แต่โอกาสจะตั้งตัวก็ไม่มีด้วยซ้ำ
ด้วยเหตุนี้ นางจึงสรุปได้ว่า สตรีผู้นั้นไม่ใช่คนธรรมดา
ผู้เป็นหัวหน้าหรี่ตาแคบลง มีเรื่องพิลึกเช่นนี้ด้วยหรือ ดูท่าต่อไปคงต้องระวังตัวให้ดีกว่านี้แล้ว
.....
เช้าวันต่อมา
หลังจากเหอจิ่วเหนียงตื่นขึ้นก็พบว่าลู่ไป่ชวนออกจากบ้านไปแล้ว เมื่อคืนเกิดเรื่องใหญ่ หลายคนต้องอยู่จัดการปัญหาทั้งคืนจนไม่ได้นอน แต่ลู่ไป่ชวนสามารถกลับมานอนกอดภรรยาได้ถือว่าโชคดีมาก แต่หลายวันต่อจากนี้งานเขาคงยุ่งน่าดู
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดอะไร หลังจากนอนอุตุพอแล้วก็ตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา กินอาหารเช้า และเข้าวังไปฝังเข็มให้ฮ่องเต้
ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น การฝังเข็มของฮ่องเต้ก็ไม่อาจขาดตอนได้ ยังต้องฝังเข็มติดต่อกันอีกสามวัน
ตลอดทางนางไม่ได้ยินข่าวที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเลย ดูเหมือนว่าราชสำนักจะกำชับคนที่อยู่ในเหตุการณ์ไว้อย่างเข้มงวด ตามถนนหนทางบรรยากาศครึกครื้น ไม่เห็นถึงความผิดปกติใดๆเลย
เหอจิ่วเหนียงนั่งงีบอยู่บนรถม้า ฟังเสียงจ๊อกแจ๊กจอแจของผู้คนด้านนอก มุ่งหน้าไปยังตำหนักฮ่องเต้ตามปกติ
.....
สีหน้าของฮ่องเต้ยังคงเคร่งเครียด เห็นชัดว่ายังคงกลัดกลุ้มกับเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอยู่
เห็นเหอจิ่วเหนียงเข้ามาก็ไม่มีการตอบสนองแต่อย่างใด ยังคงนั่งอมทุกข์ จมอยู่กับความคิดของตัวเองอย่างนั้น
“ฝ่าบาททรงใจอ่อนต่อเขาหรือเพ.คะ?”
เหอจิ่วเหนียงเบิกตาขึ้นเล็กน้อย สีหน้าไม่ได้แสดงถึงอารมณ์หรือความรู้สึกใด แต่ฮ่องเต้กลับสัมผัสได้ถึงความไม่พอใจของนาง
ฮ่องเต้ไม่ตรัสอะไร
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “นึกถึงตอนที่พระองค์เสวยยาลูกกลอนพิษ และเรื่องใบชาก่อนหน้านี้สิเพ.คะ หากไม่ใช่เพราะเรื่องพวกนี้ หม่อมฉันก็คงไม่ต้องมาฝังเข็มให้พระองค์ทุกวันเช่นนี้ วังหลังมีพระสนมโฉมงามหลายคน พระองค์ทำได้แค่มอง แตะต้องไม่ได้ พระองค์รู้สึกดีหรือเพ.คะ? เป็ดดำลู่กลิ่นหอมยั่วยวนชวนน้ำลายสอ แต่พระองค์เสวยได้แค่นิดๆหน่อยๆ ต้องรออีกหลายวันกว่าจะได้เสวยอีกสักครั้ง เรื่องเหล่านี้ใครเป็นตัวต้นเหตุเพ.คะ? ไหนจะเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนอีก จุดประสงค์ของเขาคือ ‘หมายจะปลิดชีพฝ่าบาท’ นะเพ.คะ!”
ฮ่องเต้ยังคงเงียบ
ใช่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นฝีมือของเจ้าห้า
เมื่อครู่เขาเกิดความลังเลขึ้นจริง คิดว่าเสือต่อให้ร้ายก็ไม่มีทางกินลูกของตัวเอง แต่ความจริงประจักษ์ตรงหน้า หากเขาปล่อยตัวปัญหานี้ไว้ วันหน้าไม่รู้จะก่อเรื่องอะไรขึ้นอีก
“เราเข้าใจแล้ว เลิกพูดถึงเรื่องพวกนั้นเถอะ ฝังเข็มให้เราเสร็จเจ้ายังต้องไปเข้าเฝ้าไทเฮาอีก”
ฮ่องเต้เฒ่ากลัวว่านางจะบ่นอีกจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที
ถึงอย่างไรเหอจิ่วเหนียงก็ไม่มีทางยอมให้หลินอ๋องมีชีวิตรอดไปได้ หากฮ่องเต้ไม่ลงมือ นางก็จะลงมือเอง การกำจัดตัวปัญหานี้ออกไปได้ นางจึงจะสบายใจ
หลังจากฝังเข็มเสร็จเหอจิ่วเหนียงก็ไปเข้าเฝ้าไทเฮา ฮ่องเต้ก็ไม่ได้อยู่เฉย ทรงมีคำบัญชาลงไปว่าลงโทษประหารหลินอ๋อง
แน่นอนว่านี่เป็นการดำเนินการอย่างเงียบๆ เหตุผลหลักคือ ฮ่องเต้ยังคงรู้สึกอับอายมากที่หลินอ๋องไปสมรู้ร่วมคิดกับศัตรู ทั้งยังทำร้ายราษฎรไปมากมาย หากเรื่องถูกแพร่งพรายออกไปคงไม่ดีแน่
.....
หลังจากเหอจิ่วเหนียงได้เข้าเฝ้าไทเฮา นางก็เข้ากับอีกฝ่ายได้เป็นอย่างดี ไทเฮาเป็นคนที่เข้าถึงง่าย วาจาอ่อนโยน ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนเลย แต่กลับถามถึงการทำอาหารอร่อยๆหลายอย่างจากนาง สุดท้ายเหอจิ่วเหนียงก็รับปากว่า จะส่งเครื่องเทศเป็ดดำลู่มาถวายให้มากขึ้น
ไทเฮามีพระชนมายุเจ็ดสิบกว่าพรรษาแล้ว ย่อมไม่สบายบ้างเป็นธรรมดา แต่ก็ไม่ใช่เรื่องร้ายแรงแต่อย่างใด แค่บรรทมไม่ค่อยหลับ บรรทมหลับก็ฝันเยอะ เบื่อพระกระยาหาร เหอจิ่วเหนียงจึงเขียนเทียบยาให้
ทั้งสองสนทนากันจนกระทั่งถึงมื้อกลางวัน เหอจิ่วเหนียงก็หน้าหนาอยู่กินข้าวกับไทเฮาด้วย ก่อนจะเตรียมตัวกลับ
ไทเฮามอบรางวัลด้วยของดีให้นางไม่น้อย ทั้งยังให้คนช่วยยกของกลับไปให้นางด้วย
หลังออกจากวังหลวงกลับถึงจวน เหอจิ่วเหนียงก็พบกับหญิงสาวที่รับปากไว้ว่าจะช่วยรักษาโรคให้นางเมื่อคืน
หญิงสาวมาพร้อมน้ำใจเต็มเปี่ยม นำของขวัญมาด้วยไม่น้อย เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงกลับมาก็ลุกขึ้นยืนคำนับอย่างสุภาพ
เหอจิ่วเหนียงเห็นหญิงสาวผู้นี้ตื่นเต้นเล็กน้อย จึงชวนคุยเพื่อให้นางรู้สึกผ่อนคลายลง พอเริ่มถามไถ่จึงได้รู้ว่า นางเป็นหลานสะใภ้คนโตของเสนาบดีกรมคลัง นามว่าโจวเยี่ยนหลาน ท่านลุงใหญ่ญาติฝ่ายมารดาเป็นขุนนางฝ่ายค้านในราชสำนัก ภูมิหลังของนางค่อนข้างแข็งแกร่งทีเดียว
สองปีก่อนได้แต่งงาน ทั้งนางและสามีอายุยังน้อยและรักกันดี แต่ก็ยังไม่มีลูก แม้สามีคอยปกป้องอยู่ข้างนางตลอด ครอบครัวก็ไม่มีใครว่าอะไร แต่นางก็.อดเป็นกังวลไม่ได้ จึงค่อนข้างทุกข์ใจ พอรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงมีวิชาแพทย์สูงส่ง จึงอยากมาให้นางช่วยตรวจอาการ
“ปีนี้เจ้าอายุเท่าไรแล้ว?”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เร่งรีบตรวจชีพจรนาง ถามไถ่ต่ออย่างใส่ใจ
โจวเยี่ยหลานตอบตามจริง “เพิ่งจะครบสิบเจ็ดไม่นานมานี้เจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้ และเริ่มตรวจ หลังจากตรวจอย่างละเอียดก็ไม่พบปัญหาใหญ่อะไร แค่นางมีมดลูกเย็นเล็กน้อย ทำให้ทุกครั้งที่มีระดูจะรู้สึกปวดมาก แต่ไม่ได้ส่งผลต่อการมีบุตรแต่อย่างใด
“ร่างกายของเจ้าไม่ได้มีปัญหาใหญ่อะไร แค่ตอนเด็กๆอาจได้รับความเย็นมา ทุกครั้งที่มีระดูก็จะรู้สึกปวดมาก ข้าปรับสมดุลร่างกายให้เจ้าสักหน่อยก็แล้วกัน”
เหอจิ่วเหนียงนั่งลงเขียนเทียบยา ได้ยินว่าตนเองร่างกายปกติเช่นนี้โจวเยี่ยนหลานก็โล่งอกไปได้เปลาะหนึ่ง แต่ก็ยังถามอย่างกลัดกลุ้ม “แล้วเพราะเหตุใดข้ากับสามีถึงไม่มีบุตรสักทีล่ะเจ้าคะ?”
แม้ในยุคสมัยนี้เด็กสาววัยแรกแย้มจะถูกคาดหวังให้มีบุตร แต่เหอจิ่วเหนียงก็เห็นว่าจำเป็นต้องให้ความรู้พื้นฐานกับพวกนางสักหน่อย นางจึงกล่าวอย่างจริงจัง
“ฮูหยินน้อย ปกติแล้วร่างกายของคนเราไม่ว่าจะเป็นชายหรือหญิงต้องอายุครบสิบแปดปีถึงจะเจริญเต็มที่ เจ้าทั้งสองยังหนุ่มยังสาวอยู่ ไม่ต้องรีบมีบุตรเร็วก็ได้ และแน่นอน หากเจ้าไม่สบายใจก็พาสามีเจ้ามาตรวจร่างกายด้วยกันเลยก็ได้ การมีบุตรเป็นเรื่องของสามีภรรยาสองคน ร่างกายของเจ้าไม่มีปัญหา เช่นนั้นก็ต้องตรวจดูร่างกายของสามีเจ้าแล้วว่าแข็งแรงดีหรือไม่”
นี่เป็นครั้งแรกที่โจวเยี่ยนหลานได้ยินคนพูดเช่นนี้ สิบแปดปี เช่นนั้นก็ยังต้องรออีกปีกว่าเลยน่ะสิ
แต่คนรอบตัวนางหลายคนอายุสิบหกสิบเจ็ดปีก็มีบุตรกันแล้ว เช่นนี้จะอธิบายอย่างไรล่ะ
โชคดีที่เหอจิ่วเหนียงอธิบายต่อ “สตรีที่คลอดบุตรตั้งแต่อายุยังน้อย แม้ตอนนี้จะดูไม่มีปัญหา แต่พออายุมากขึ้นก็จะเริ่มแสดงอาการออกมา เมื่อถึงตอนนั้นอยากจะรักษาก็สายไปแล้ว การคลอดบุตรทำให้ร่างกายของสตรีเสียหายมาก อีกอย่าง หากสุขภาพร่างกายของพ่อแม่ไม่แข็งแรงแล้วมีบุตร บุตรที่คลอดออกมาก็จะสุขภาพไม่ดีตั้งแต่เด็ก เลี้ยงยาก และนี่ก็เป็นเหตุผลว่า เหตุใดบางครอบครัวถึงเสียลูกไปง่ายๆ”
ตอนที่ 615: ขนาดวัวม้ายังไม่ถูกใช้ให้ทำงานหนักเช่นนี้เลย
โจวเยี่ยนหลานได้ยินดังนั้นก็ตกใจมาก นางไม่เคยคิดว่าจะมีเรื่องพวกนี้เลย
พลันนั้นในหัวของเด็กสาวก็ฉายภาพครั้นที่พี่สะใภ้สูญเสียลูกไปเมื่อสองปีก่อนขึ้นมา เด็กคนนั้นตั้งแต่คลอดออกมาก็ร่างกายอ่อนแอมาก แค่.ลมเบาๆต้องผิวกายก็ป่วยไข้แล้ว กระทั่งอายุยังไม่ทันครบปีก็ล่วงลับจากไป
และหลังจากพี่สะใภ้คลอดบุตรคนนั้น ร่างกายของนางก็ทรุดโทรม.ลงอย่างรวดเร็ว สองปีที่ผ่านมานี้ไม่เพียงไม่มีวี่แววจะตั้งครรภ์เท่านั้น แต่ยังต้องดื่มยาบำรุงร่างกายทุกวัน และอาการก็ไม่มีท่าทีว่าจะดีขึ้นเลย
ทุกคนล้วนทราบดีว่าการคลอดบุตรทำให้ร่างกายผู้เป็นแม่อ่อนแอลง แต่นึกไม่ถึงเลยว่าการที่พ่อแม่อายุยังน้อยจะเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบด้วย เรื่องนี้ทำให้นางตกใจไม่น้อย
“ฮูหยินลู่ ท่านเก่งมากจริงๆ อาการของพี่สะใภ้ข้าเป็นเหมือนที่ท่านกล่าวมาเป๊ะ ตอนที่นางคลอดลูก นางเพิ่งจะอายุสิบหกปีเอง ไม่ถึงปีนางก็เสียลูกไป ขณะเดียวกันร่างกายของนางก็ย่ำแย่.ลงเรื่อยๆ ปีนี้นางแทบลุกจากเตียงไม่ได้เลย ฮูหยินลู่ช่วยรักษาพี่สะใภ้ข้าหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
“ได้สิ เรื่องพวกนี้หากไม่ได้เรียนวิชาแพทย์มาก็จะไม่เข้าใจ ตอนที่ข้าคลอดลูกอายุก็ยังน้อยเหมือนกัน ส่งผลต่อสุขภาพร่างกายข้าไม่น้อย แต่หลังจากที่ได้เรียนวิชาแพทย์ ข้าก็ค่อยๆปรับสมดุลร่างกาย จึงฟื้นตัวดีขึ้น”
ปีนี้เหอจิ่วเหนียงเพิ่งจะอายุสิบเก้าปี เจ้าของร่างเดิมแต่งงานกับลู่ไป่ชวนเมื่อตอนอายุสิบสี่ ตอนที่ร่างใหม่เพิ่งทะลุมิติมาที่นี่ สุขภาพของโก่วเอ๋อร์กับเจ้าของร่างเดิมอ่อนแอ.จนน่าเป็นห่วง โชคดีที่หมอหญิงจากโลกยุคใหม่ช่วยดูแลฟื้นฟู ร่างกายจึงดีขึ้นมาก
โจวเยี่ยนหลานได้ยินว่าอีกฝ่ายมีประสบการณ์เช่นเดียวกันมาก่อนก็ยิ่งอุ่นใจ “เช่นนั้น พรุ่งนี้รบกวนฮูหยินไปบ้านท่านพ่อท่านแม่ข้ากับข้า ช่วยตรวจร่างกายให้พี่สะใภ้ของข้าหน่อยนะเจ้าคะ นางป่วยมาหลายปี จึงไม่กล้าออกจากบ้านเจ้าค่ะ คงต้องรบกวนฮูหยินแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “หากสะดวกก็ให้สามีเจ้ามาตรวจร่างกายด้วยเลยก็ได้ ไม่แน่อาจเป็นเพราะสุขภาพร่างกายของเขา”
“เจ้าค่ะ ข้าจะกลับไปบอกเขานะเจ้าคะ!”
โจวเยี่ยนหลานลุกขึ้นขอตัวลา มอบเงินค่ารักษาที่เตรียมมาให้กับสาวใช้ข้างกายเหอจิ่วเหนียง จากนั้นก็พาสาวใช้ของตนเองกลับไปด้วยความเร่งรีบเพราะตื่นเต้น
เหอจิ่วเหนียงให้สาวใช้นำของขวัญที่รับมาไปเก็บ ส่วนตนเองก็นับเงินค่ารักษา …สามสิบตำลึงเงิน สำหรับฐานะตำแหน่งของอีกฝ่ายถือว่าไม่มากนัก แต่ก็ไม่ถือว่าน้อย เหอจิ่วเหนียงไม่ได้พูดอะไร เก็บเงินไว้และเตรียมจะไปนอนพัก
เหนื่อยมาทั้งวันแล้วจริงๆ
หญิงสาวเจ้าบ้านตื่นมาอีกหนในยามค่ำ เมื่อลืมตาก็พบกับลู่ไป่ชวนกำลังนั่งมองหน้านางอยู่ข้างๆ มือใหญ่กำลัง.ยกขึ้น จะลูบใบหน้านางพอดี
“ตื่นแล้วหรือ ลุกมากินข้าวเถอะ”
มือที่ยกไว้ของลู่ไป่ชวนเปลี่ยนไปสอดใต้ร่างคนบนเตียงแทน เหอจิ่วเหนียงปล่อยให้อีกฝ่ายประคองลุกขึ้นนั่งแต่โดยดี จากนั้นชายหนุ่มก็ห่มเสื้อคลุมหนาๆให้นาง
“เรื่องงานจัดการไปถึงไหนแล้วหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงอ้าปากหาวก่อนเอ่ยถาม ยังรู้สึกไม่หายง่วง จึงล้างหน้าล้างตาให้สดชื่น
เหล่าสาวใช้ยกอาหารที่เตรียมไว้เข้ามา ทั้งสองนั่งกินมื้อเย็นกันในห้อง
“ทหารฝีมือดีพวกนั้นล้วนเป็นคนของตงถิง หากจะพูดอีกอย่างก็คือ ทั้งหมดล้วนเป็นหน่วยกล้าตาย หากไม่ได้ยาของเจ้า ตอนนี้พวกมันคงปลิดชีพตัวเองไปแล้ว”
สำหรับเรื่องนี้ ลู่ไป่ชวนเองก็ประหลาดใจอย่างมาก พวกคนตงถิงแทรกซึมเข้ามาในแผ่นดินเป่ยเหยียนมากมายหลายชีวิตถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ทั้งยังฝังตัวอยู่มานานแล้วอีกด้วย นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะเกิดขึ้นได้ง่ายๆเลย
เว้นเสียจากว่า…
“ชายแดนมีไส้ศึก”
เหอจิ่วเหนียงเป็นฝ่ายพูดออกมาก่อน
“ใช่” ซึ่งตรงกับความคิดของลู่ไปชวนเช่นกัน “ข้าก็คิดเช่นนั้น ไม่อย่างนั้นพวกตงถิงไหนเลยจะสามารถเข้ามาอยู่ในเป่ยเหยียนได้มากมาย แถมยังซ่อนตัวมาได้นานถึงเพียงนี้”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยฮึดฮัด “แต่นี่ไม่ใช่เรื่องของท่านนะ! ให้เป็นหน้าที่คนอื่นเถอะ ท่านเพิ่งจะกลับมาเป่ยเหยียนไม่นานเอง คงไม่ส่งท่านออกไปอีกครั้งกระมัง ราชสำนักออกจากใหญ่โต ข้าไม่เชื่อหรอกว่าจะไม่มีคนทำได้เลย!”
ความหมายของนางชัดเจน ไม่ว่าอย่างไรนางก็ไม่มีทางยอมให้ลู่ไป่ชวนไปชายแดนเป็นอันขาด เขาเพิ่งจะกลับมาจากหนานไท่ไม่นาน จะให้ไปชายแดนอีกได้อย่างไร ขนาดวัวม้ายังไม่ถูกใช้ให้ทำงานหนักเช่นนี้เลย
“ข้ารู้ ข้าเองก็ไม่ยอมหรอก” ลู่ไป่ชวนยิ้มปลอบใจ
หากเขาตัวคนเดียวไร้ครอบครัว เขาจะไปแห่งหนใดก็ได้ แต่ตอนนี้เขามีภรรยา มีลูก หากไม่ถึงยามจำเป็นจริงๆ เขาไม่มีทางไปไหนเด็ดขาด เพิ่งจะกลับมาอยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าพร้อมตา เขายังไม่พร้อมที่จะจากไปไหนอีกครั้ง
“แล้วหัวหน้าของพวกมันเป็นใครหรือ?”
“พวกเราถอดหน้ากากเขาออกแล้ว และยังพบป้ายประจำตัวของเขาด้วย เขาคือฉีย่วน—-องค์ชายเจ็ดแห่งตงถิง”
บรรดา.องค์ชายของตงถิงยังไม่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอ๋อง จึงเรียกตามลำดับการประสูติ
“อื้อฮือ เช่นนี้ก็มีเรื่องสนุกๆให้ดูแล้วสิ! มีหลักฐานอยู่ในมือเช่นนี้ เป่ยเหยียนมีเหตุผลชอบธรรมพอที่จะยกทัพบุก พวกตงถิงไม่กล้าต่อกรแน่ อีกทั้งเรายังถือโอกาสรีดไถได้อีกด้วย”
เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มเจ้าเล่ห์ โอกาสดีๆเช่นนี้ไม่คว้าไว้ก็โง่แล้ว โดยเฉพาะโอกาสจากพวกตงถิง เมื่อนึกถึงราษฎรที่ถูกพวกคณะงิ้วชิงอินทำร้าย ไหนจะเหล่าสตรีวัยเด็กและวัยสาวที่ถูกกรีดเลือดไปหลอมยาลูกกลอนเหล่านั้นแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ยิ่งรู้สึกว่า พวกคนตงถิงปล่อยเอาไว้ไม่ได้
ตงถิงต้องถูกทำลายให้สิ้นซาก! เพียงแต่เรื่องนี้ไม่ได้ง่ายเหมือนอย่างที่พูด ทั้งสี่แคว้นมีอำนาจถ่วงดุลกัน หากสองแคว้นเกิดศึกสงครามขึ้นมา อีกสองแคว้นก็ต้องเข้าร่วมด้วย ถึงตอนนั้นทุกอย่างก็จะยุ่งเหยิงกันไปหมด
เหอจิ่วเหนียงสามารถแก้ปัญหานี้ได้อย่างง่ายดาย แต่นางทำเช่นนั้นไม่ได้ เพราะนั่นหมายถึงการทำลายกฎของโลกใบนี้
ยิ่งไปกว่านั้น นางไม่ได้อยากเป็นฮ่องเต้สักหน่อย และสามีนางก็ไม่ได้อยากเป็นฮ่องเต้ ไม่จำเป็นต้องแสดงความสามารถสร้างผลงานเหล่านั้น
“ท่านอ๋องก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่จะจัดการอย่างไรนั้นคงต้องรอให้ฝ่าบาทเป็นคนตัดสินใจ”
“ไม่ว่าเขาจะตัดสินใจเช่นไร ข้าหวังแค่ว่าให้รีบจัดการเรื่องนี้ให้เสร็จเร็วๆให้พวกเราได้กลับบ้านเสียที พี่สะใภ้รองเพิ่งคลอดหลานชายตัวน้อยๆ ข้าอยากกลับไปอุ้มหลานจะแย่แล้ว~”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เหอจิ่วเหนียงก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ช่วงนี้เกิดเรื่องใหญ่ในราชสำนัก ต้องมีการจัดระเบียบครั้งใหญ่ อีกทั้งมีคนล้มตายไม่น้อย ตำแหน่งขุนนางต่างๆก็มีการเปลี่ยนแปลง ลู่ไป่ชวนมีบทบาทสำคัญในเรื่องนี้ ไม่อาจทิ้งงานตรงนี้ไปไหนได้
.....
อีกทางด้านหนึ่ง เฉินอ๋องและพระชายาก็กำลังสนทนาเรื่องนี้เช่นกัน
แม้จะมีกฎห้ามสตรียุ่งเกี่ยวเรื่องในราชสำนัก แต่ตอนนี้ถือซะว่าเขาแค่ขอบ่นกับพระชายาสักหน่อยก็แล้วกัน
“ถึงแม้ข้าจะมีผู้ใต้บังคับบัญชาไม่น้อย แต่คนที่ข้าไว้ใจที่สุดก็คือไป่ชวน แต่หากจะให้เขาไปชายแดน ฮูหยินของเขาต้องไม่พอใจแน่ๆ เรื่องของเจ้าห้าในครั้ง ฮูหยินลู่สร้างความชอบเอาไว้ใหญ่หลวง พวกเราจะทำกับพวกเขาเช่นนี้ไม่ได้ ดังนั้นเรื่องจะส่งใครไปชายแดน ทำเอาข้าปวดหัวไม่น้อยเลย”
เฉินอ๋องถอนหายใจเฮือกใหญ่ เขาคิดไม่ออกจริงๆว่าจะมีใครเหมาะสมไปกว่าลู่ไป่ชวน
แม้ฉินเจียนจะเป็นแม่ทัพมากความสามารถอีกคน แต่หากเทียบกับลู่ไป่ชวนแล้ว ไหวพริบและการวิเคราะห์ของเขายังเทียบไม่ได้ บางครั้งก็ถูกคนหลอกใช้เอาเสียง่ายๆ ส่วนเฉิงเหมิงติดตามอยู่ข้างกายเขามานานหลายปี หลายๆเรื่องใกล้ตัวจำเป็นต้องให้เขาเป็นคนจัดการ ไม่สามารถปลีกตัวไปได้อยู่แล้ว ส่วนขุนนางใหญ่ในราชสำนัก แต่ละคนล้วนมีความเห็นแก่ตัวไม่มากก็น้อย หากส่งไปก็ไม่วางใจ ต้องคอยจับตาดูอีก
“มีอะไรต้องหนักใจกันเพ.คะ น้องหกเพิ่งจะไปชายแดนไม่ใช่หรือ เรื่องนี้ให้น้องหกเป็นคนจัดการเป็นอย่างไรเพ.คะ”
พระชายาเอ่ยอย่างไม่ใส่ใจ สีหน้าท่าทีสงบนิ่งเหมือนเหอจิ่วเหนียงไม่มีผิด
ใช่ ทุกครั้งไม่ว่าจิ่วเหนียงจะเจอเรื่องอะไรก็รับมือได้อย่างสุขุม นางเองก็ควรเรียนรู้จากจิ่วเหนียงให้มากขึ้น
“น้องหกหรือ?”
เฉินอ๋องขมวดคิ้วเล็กน้อย รู้สึกไม่วางใจเท่าไร
ก่อนหน้านี้จิ้งอ๋องยังเป็นศัตรูตัวฉกาจของเขาอยู่เลย ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเอาแต่ลอบเล่นงานเขาอยู่เรื่อยๆ ตอนนี้แม้จะกลับตัวเป็นพันธมิตรแล้วและเสนอตัวไปประจำการที่ชายแดน แต่ก็ใช่ว่าจะไว้ใจให้จัดการเรื่องนี้ได้
“ใช่เพ.คะ ไม่ว่าอย่างไรน้องหกก็เป็นคนของเรา การที่น้องหกเสนอตัวไปประจำการชายแดน ก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจของเขาแล้ว เขาอยากไปสร้างผลงานที่ชายแดน ย่อมจัดการเรื่องนี้ให้ดีได้แน่
ท่านอ๋อง อยากจะใช้คนก็ต้องเชื่อใจและให้ใจสักหน่อยนะเพ.คะ หากไม่เชื่อใจก็ไม่ต้องใช้ แม้แต่จิ่วเหนียงยังเป็นสหายกับเขาได้ หม่อมฉันเชื่อว่าน้องหกเชื่อถือได้เพ.คะ”
ท่าทียิ้มแย้มของพระชายา เป็นกำลังใจให้กับเฉินอ๋องอย่างมาก
ตอนที่ 616: ไม่ได้แสดงละครอีกแล้ว
เฉินอ๋องใคร่ครวญอย่างจริงจัง เช่นนั้นก็ถือซะว่าทดสอบประสิทธิภาพการทำงานของน้องหกสักหน่อย หากเขาสามารถจัดการเรื่องนี้ได้จริง ก็จะช่วยแก้ปัญหาให้ตนได้ไม่น้อย
“ก็ได้ ข้าจะเขียนจดหมายให้คนส่งไปให้น้องหกที่ชายแดน ให้เขาจัดการตามที่เห็นสมควร”
การที่จิ้งอ๋องเสนอตัวไปชายแดนก็ถือเป็นการแสดงความเป็นมิตรต่อเขา แต่ต้องยอมรับว่าถึงอย่างนั้นเขาก็ยังมีความกังวล กลัวว่าจิ้งอ๋องจะลอบก่อปัญหา
แต่เมื่อได้รับฟังความเห็นของพระชายา ความกังวลเหล่านั้นก็พลันอันตรธาน
จะใช้คนก็ต้องเชื่อใจ หากไม่เชื่อใจก็อย่าใช้ เช่นนั้นลองให้ความเชื่อใจกับเขาสักครั้งแล้วกัน
อีกอย่าง พระชายาพูดถูก ต้องเชื่อมั่นในสายตาของเหอจิ่วเหนียง
บัดนี้จิ้งอ๋องไหนเลยจะคาดคิดว่า ยังไม่ทันเดินทางไปถึงชายแดน พี่ชายที่แสนดีของเขาก็เริ่มเตรียมภารกิจให้เขาแล้ว
.....
หลายวันต่อมา
เหอจิ่วเหนียงใช้ชีวิตเป็นไปอย่างผ่อนคลาย นอกจากฝังเข็มให้ฮ่องเต้กับรักษาอาการป่วยให้พี่สะใภ้ของโจวเยี่ยนหลานแล้ว ก็ไม่มีเรื่องอะไรต้องทำ พอว่างก็ชวนพระชายาไปเที่ยวเล่น
นางรู้ว่าในอนาคต ครอบครัวของตนต้องย้ายมาพำนักในเมืองหลวงอย่างเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้นจำเป็นต้องสำรวจและเตรียมวางแผนลู่ทางกิจการที่นี่เอาไว้ พอถึงเวลาย้ายมาจะได้ราบรื่น
ขณะเดียวกัน ช่วงหลายวันนี้ก็เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นมากมาย เรื่องแรก ฮ่องเต้มีคำสั่งประหารหลินอ๋องและพรรคพวกฝ่ายมารดาของเขารวมแล้วหลายชีวิต เรื่องที่สองคือ เหล่าทหารหน่วยกล้าตายของตงถิงที่ก่อกบฏถูกประหารทั้งหมด เพราะในเมื่อรู้ตัวผู้บงการอยู่เบื้องหลังและเรื่องราวถูกคลี่คลายแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องเก็บเอาไว้อีก และเรื่องที่สาม การพิจารณาความดีความชอบของสองสามีภรรยาตระกูลลู่
จากเหตุการณ์ครั้งนี้ ลู่ไป่ชวนและภรรยาล้วนมีผลงานยิ่งใหญ่ เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจเรื่องในราชสำนักอยู่แล้ว จึงไม่ใคร่อยากได้รางวัลใดๆ
ลู่ไป่ชวนได้รับการเลื่อนขั้นเป็นเจิ้นกั๋ว แม่ทัพใหญ่พิทักษ์แคว้น ขุนนางระดับสอง ได้รางวัลแก้วแหวนเงินทองทรัพย์สินมีค่า ผ้าไหม ใบชาชั้นดี และอีกมากมาย ขบวนหีบสมบัติหลายคันรถม้าถูกลำเลียงไปยังคฤหาสน์ตระกูลลู่
เหอจิ่วเหนียงถึงจะไม่ใคร่สนใจตำแหน่งใด แต่เนื่องจากมีคุณงามความดีใหญ่หลวง ฮ่องเต้จึง.อดพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้นางไม่ได้ รวมถึงนางซุนก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เช่นกัน เรื่องนี้กลายเป็นเรื่องที่สร้างความสั่นสะเทือนภายในราชสำนักอย่างรุนแรง
ตำแหน่ง ‘เก้ามิ่งฮูหยิน’ เป็นตำแหน่งที่พบได้น้อยนัก ใช่ว่าใครก็จะได้รับพระราชทานง่ายๆตระกูลหนึ่ง อย่างมากจะได้รับพระราชทานแค่คนเดียว ทว่าตระกูลลู่ ไม่เพียงลู่ไป่ชวนได้เลื่อนขั้นขุนนางเท่านั้น ภรรยา และแม้กระทั่งมารดาก็ได้รับพระราชทานตำแหน่งอันทรงเกียรติด้วย ทำเอาหลายคนทั้งอิจฉาทั้งริษยา
ในวันประกาศพระราชโองการแต่งตั้ง มีขุนนางจำนวนไม่น้อยแสดงความไม่เห็นด้วย บางคนก็เพราะความอิจฉา บางคนเพราะยึดมั่นในหลักเกณฑ์ มองว่าการที่ตระกูลลู่ได้รับตำแหน่งรวดเร็วเช่นนี้ อาจส่งผลกระทบต่อกฎที่ถือปฏิบัติกันมานานเอาได้
แต่ขุนนางเหล่านี้ไหนเลยจะสามารถเปลี่ยนพระทัยของฮ่องเต้ได้ เผชิญหน้ากับการคัดค้านอย่างดุเดือด ฮ่องเต้เพียงตรัสออกมาสั้นง่ายด้วยอารมณ์โมโห “ขุนนางที่คัดค้านเรา พวกเจ้าตอบเรามาซิว่าในคืนที่เกิดเรื่องวุ่นวายในวัง พวกเจ้าทำอะไรอยู่!”
สิ้นพระดำรัส บรรยากาศอึดอัดพลันเข้าปกคลุม ทุกคนไม่กล้าเปล่งวาจาต่อต้านอีกต่อไป
ในคืนเกิดเหตุ พวกเขาจำอะไรไม่ได้เลย ภาพสุดท้ายคือดื่มสุราจนหมดสติ ตื่นมาอีกทีก็เช้าของอีกวันแล้ว
เนื่องจากกฎการปฏิบัติอย่างเคร่งครัดของสังคมระหว่างเจ้านายและบ่าวไพร่ บ่าวรับใช้ในจวนจึงไม่กล้าอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ผู้เป็นนาย ดังนั้นพอตื่นขึ้นมาในเช้าอีกวัน พวกเขาก็พบว่าตามเนื้อตัวและเสื้อผ้าที่สวมใส่ล้วนเปรอะเปื้อนไปด้วยคราบเลือด ประจักษ์ชัดว่า ในงานเลี้ยงคืนที่ผ่านมา พวกเขาเองก็อยู่ในเหตุการณ์อันนองเลือดนั้นด้วย
พวกเขารู้สึกเหลือเชื่อยิ่งนักที่รอดพ้นจากปากประตูปรโลกมาได้ท่ามกลางสมรภูมิแห่งความตาย ในขณะเดียวกันก็ยิ่งไม่อยากเชื่อว่า ผู้นำก่อกบฏจะเป็นหลินอ๋อง ผู้ไม่เคยแสดงความทะเยอทะยานและความปรารถนาในอำนาจมาก่อน!
ขุนนางฝ่ายบุ๋นรู้สึกโชคดียิ่งนักที่ตนหมดสติไปแต่ยังสามารถรอดชีวิตมาได้ ผิดกับขุนนางฝ่ายบู๊ที่ต่างรู้สึกเสียดายและเจ็บใจ หากในตอนนั้นพวกเขามีสติละก็ คนที่สร้างผลงานก็คงไม่ใช่ลู่ไป่ชวนแค่คนเดียว!
แต่สุดท้าย ไม่ว่าจะพูดอย่างไร การเลื่อนขั้นของลู่ไป่ชวนก็เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้นอย่างปฏิเสธไม่ได้ ผลงานของเขาเป็นที่ประจักษ์ ต่อให้คัดค้านอย่างไรก็ไร้ความหมาย กระทั่งต่อให้องค์รัชทายาทหรืออ๋อง.องค์ใดออกหน้าคัดค้านก็ไร้ประโยชน์อยู่ดี
ส่วนเรื่องที่เหลือ ฮ่องเต้.มอบหมายให้เฉินอ๋องเป็นคนจัดการทั้งหมด แสดงออกอย่างชัดเจนว่า.มอบอำนาจให้เขา คนฉลาดล้วนมองออกว่า ความลำเอียงที่ฮ่องเต้มีต่อ.องค์รัชทายาทนั้น ได้หมดไปอย่างไม่มีวันหวนกลับอีกแล้ว
เหอจิ่วเหนียงเดินเที่ยวเล่นกับพระชายาตลอดทั้งวัน ระหว่างทั้งสองกำลังเดินหาของกินเล่น จู่ๆสาวใช้ก็มารายงานว่าเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
ครั้นที่ได้ยินคำรายงาน เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด ทั้งยังคิดเพลินๆว่าหากพระชายาจำเป็นต้องรีบกลับ นางก็จะกลับจวนของนางบ้าง พอ.กลับไปถึงก็จะลองทำอาหารใหม่ๆออกมาสักหน่อย รอลู่ไป่ชวนกลับมาจะได้กินพร้อมกัน
แต่ปรากฏว่า วาจาถัดไปของสาวใช้ต้องทำให้นายหญิงตระกูลลู่พับเก็บความคิด “องค์รัชทายาทเข้าวัง กราบทูลจะสละตำแหน่ง.องค์รัชทายาทให้ท่านเฉินอ๋องเพ.คะ ตอนนี้เหล่าขุนนางต่างพากันเข้าวังแล้ว พระชายารีบเตรียมตัวเข้าวังเถิดเพ.คะ! อ้อจริงด้วย ท่านแม่ทัพลู่ก็อยู่ในวัง ฮูหยินลู่ก็ไปด้วยเถิดเจ้าค่ะ”
คำรายงานกึ่งบังคับของสาวใช้ เห็นได้ชัดว่ามีคนมอบหมายนางให้มาเรียกตัวทั้งสองแน่นอน เหอจิ่วเหนียงจึงต้องคิดใหม่ อืม ไหนๆก็เข้าวังเวลานี้ ไม่แน่อาจได้อยู่กินข้าวในวังด้วยได้ก็ได้ หากเป็นเช่นนั้นก็จะเยี่ยมไปเลย!
สตรีสูงศักดิ์ทั้งสองจึงกลับไปที่จวนเฉินอ๋อง เมื่อเตรียมตัวเสร็จก็เข้าวังพร้อมกัน
ที่ต้องกลับไปเตรียมตัวก่อน ไม่ได้มุ่งหน้าเข้าวังทันทีก็เพราะว่า วันนี้พวกนางเดินเที่ยวเล่นกันทั้งวัน ผมเผ้ายุ่งเหยิง เหงื่อไหลไคลย้อย จำเป็นต้องชำระร่างกายและจัดแต่งเสื้อผ้าหน้าผมให้เรียบร้อยเหมาะสมก่อน
ทว่าเหอจิ่วเหนียงเพียงล้างหน้าล้างตาและทำผมใหม่แบบง่ายๆเท่านั้น ต่างจากพระชายาที่อาบน้ำใหม่ เปลี่ยนอาภรณ์ชุดใหม่ ทั้งยังแต่งหน้าใหม่อย่างประณีต.งดงาม
ระหว่างนี้เหอจิ่วเหนียงจึงงีบรออยู่บนเก้าอี้กุ้ยเฟย
พระชายามองหญิงสาวผู้มีอิสระในการใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกอิจฉาในใจ แต่ด้วยฐานะของนาง นางจำเป็นต้องระมัดระวังและวางตัวให้เหมาะสม
เมื่อสตรีทั้งสองเข้าวัง ก็พบว่าเรื่องทุกอย่างถูกจัดการเสร็จสิ้นแล้ว ฮ่องเต้ทรงอนุญาตให้องค์รัชทายาทสละตำแหน่งองค์รัชทายาท แต่งตั้งเป็นม่าวอ๋อง และขณะที่ทุกคนยังไม่ทันได้ตั้งตัว ฮ่องเต้ก็ทรงแต่งตั้งให้เฉินอ๋องเป็น.องค์รัชทายาทในทันใดนั้น ให้เขาเป็นผู้สืบทอดบัลลังก์ ดูแลงานราชกิจคนต่อไป
พระราชโองการทั้งหมดที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็วปานฟ้าแลบ ทำให้องค์รัชทายาท…ไม่สิ ม่าวอ๋องไม่มีโอกาสได้แสดงละครที่เตรียมมาเลย …และไม่มีโอกาสอีกต่อไปแล้ว
ความตั้งใจของเขาในตอนแรก เขาคิดจะมาแสดงละครเรียกคะแนนความสงสาร โดยการร้องไห้คร่ำครวญต่อพระพักตร์ฮ่องเต้ เล่นเป็นคนดีขอสละตำแหน่งของตน ด้วยหวังว่าความรักความเอ็นดูที่ฮ่องเต้มีต่อเขาตลอดมา อาจทำให้ฮ่องเต้ปฏิเสธคำขอ และเรียกคืนอำนาจจากเฉินอ๋องกลับมาให้เขาดังเดิม
ทว่าไม่คาดคิดเลยว่า เขาไม่มีแม้กระทั่งโอกาสได้บีบน้ำตา พระบิดาก็ตอบตกลงอย่างง่ายดายเสียอย่างนั้น
เจตนาบอกชัด ราวกับว่าต่อให้เขาไม่ได้เป็นฝ่ายสละตำแหน่ง ในอนาคตเขาก็ต้องถูกปลดจากตำแหน่งอยู่ดี!
ม่าวอ๋องอยากร้องไห้แต่ก็ไม่มีน้ำตา ส่วนฮ่องเต้อารมณ์ดียิ่งนัก ทรงรับสั่งให้จัดงานเลี้ยงฉลองภายในขึ้นทันที และตั้งใจว่าจะประกาศเรื่องใหญ่นี้ในเช้าวันพรุ่งนี้
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงและพระชายามาถึงก็เป็นช่วงงานเลี้ยงภายในพอดี ฮองเฮาจับมือพระชายาเฉินอ๋อง…ไม่สิ ตอนนี้ต้องเรียกว่า ‘พระชายาองค์รัชทายาท’ แล้ว
ฮองเฮาจับมือพระชายาองค์รัชทายาท สนทนากับนางทั้งที่ใจเฝื่อนฝาด
ฮองเฮาคือพระมารดาของม่าวอ๋อง ตอนนี้โอรสของตนมิใช่องค์รัชทายาทแล้ว ในใจนางย่อมรู้สึกเจ็บปวดเหลือแสน เมื่อเห็นหน้าพระชายาองค์รัชทายาทคนใหม่จึงรู้สึกหงุดหงิดเป็นธรรมดา ทว่าในเมื่อโอรสสวรรค์ทรงมีพระบัญชาแล้ว ต่อให้นางไม่พอใจเพียงใดก็ทำอะไรไม่ได้ ช่วงที่ผ่านมาท่าทีของฮ่องเต้ประจักษ์ชัด ต่อให้นางไม่เห็นด้วยก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงอะไรได้
จะโทษก็ต้องโทษโอรสของตัวเองที่ไม่ได้เรื่อง สู้เจ้าสามไม่ได้!
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ดวงตาของฮองเฮาก็หรี่แคบลงทันที
ในคืนที่เกิดเหตุก่อกบฏ นางคือหนึ่งในผู้รอดจากการถูกวางยา จึงมีสติรับรู้ทุกอย่าง เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดอย่างชัดเจน นางจึงรู้ดีว่า หากไม่ใช่เพราะสองสามีภรรยาตระกูลลู่ เจ้าสามไม่สามาถทำงานใหญ่สำเร็จได้ภายในระยะเวลาสั้นๆแน่ คิดแล้วก็ได้แต่กัดฟันแน่น ข่มความไม่พอใจเอาไว้ในใจ
ยังดีที่ฮ่องเต้เห็นแก่ความสัมพันธ์เก่าๆในฐานะคู่ชีวิตอยู่บ้าง ถึงจะปลด.องค์รัชทายาทออกจากตำแหน่ง แต่ก็ไม่ได้แตะต้องตำแหน่งของนาง ต่อให้เจ้าสามได้เป็นฮ่องเต้คนต่อไป นางก็ยังได้เป็นไทเฮา เมื่อคิดได้ดังนี้ นางก็รู้สึกดีขึ้นมาหน่อย
ยามนี้ฮ่องเต้อารมณ์ดีเป็นพิเศษ ภายในระยะเวลาสั้นๆ สามารถจัดการเรื่องใหญ่ๆไปได้หลายเรื่องแล้ว เขารู้สึกพอใจเป็นอย่างมาก
เห็นเหอจิ่วเหนียงเดินไปนั่งกับลู่ไป่ชวน ฮ่องเต้จึงตรัสขึ้น “สถานการณ์ในตอนนี้เป็นสิ่งที่เรายินดีที่ได้เห็นที่สุด ในบรรดาพี่น้องของพวกเจ้า เจ้าสามคือคนที่มีความสามารถที่สุด มอบตำแหน่งนี้ให้เขา เราก็วางใจ ส่วนคนอื่นๆ จงทุ่มเทแรงกายแรงใจ ช่วยเหลือเจ้าสามให้เต็มที่ เราให้โอกาสพวกเจ้ามานานหลายปีแล้ว ในเมื่อคว้าไปไม่ได้ก็ต้องยอมรับความพ่ายแพ้แต่โดยดี หากมีใครคิดร้ายอีกละก็ เราบอกไว้ตรงนี้เลยว่า จุดจบจะต้องเลวร้ายกว่าเจ้าห้า!”
[1] เจิ้นกั๋ว: หมายถึง ‘พิทักษ์แผ่นดิน’ หรือ ‘ปกป้องรัฐ’ เป็นอักษรพระราชทานจากฮ่องเต้เพื่อเป็นเกียรติแก่ผู้มีคุณูปการยิ่งใหญ่ในการป้องกันและรักษาความมั่นคงของบ้านเมือง โดยมักปรากฏประกอบอยู่ในตำแหน่งหรือบรรดาศักดิ์ของแม่ทัพและขุนนางชั้นสูง
[2] เก้ามิ่งฮูหยิน: ตำแหน่งเกียรติยศที่ฮ่องเต้ทรงพระราชทานแก่ภรรยาหรือมารดาของขุนนางระดับสูงในราชสำนัก มักใช้เพื่อแสดงการยกย่องคุณงามความดีหรือการมีส่วนร่วมในกิจการบ้านเมือง ถือเป็นเกียรติยศชั้นสูงที่ได้รับอย่างเป็นทางการจากราชสำนัก
ตอนที่ 617: โดนคนอิจฉาอีกวัน
พระดำรัสในฮ่องเต้ เป็นเครื่องเสริมสร้างอำนาจให้กับ.องค์รัชทายาทองค์ใหม่อย่างไม่ต้องสงสัย ภายในน้ำเสียงเต็มไปด้วยการเตือน
บรรดาอ๋องรู้สึกคับข้องใจมาก …นี่มันเรื่องอะไรกัน เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร!
เรื่องของหลินอ๋องยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้หายตื่นตระหนกตกใจมาก เพิ่งผ่านมาไม่กี่วันก็มีเรื่องเปลี่ยนองค์รัชทายาทเข้ามาสร้างแรงสั่นสะเทือนอีก ทั้งยังตัดสินพระทัยอย่างฉับพลันโดยไม่ปรึกษาเหล่าขุนนางแม้แต่น้อย แค่คิดก็เห็นภาพแล้วว่า พรุ่งนี้ท้องพระโรงจะโกลาหลเพียงใด
ถึงแม้พวกเขาจะรู้ตัวดีว่า ความแข็งแกร่งของพวกเขาในยามนี้เทียบองค์รัชทายาทไม่ได้ แต่ก็ไม่สมควรถูกเสด็จพ่อดูแคลนง่ายๆเช่นนี้กระมัง
อ๋ององค์อื่นไม่เท่าไร แต่สำหรับองค์รัชทายาทคนเก่า นี่ไม่ใช่แค่การเสียหน้าเท่านั้น
ที่ม่าวอ๋องประกาศเจตจำนงสละตำแหน่งองค์รัชทายาทในวันนี้ ไม่ใช่เพราะเขาอยากสละตำแหน่งจริงๆ แต่เสด็จพ่อกลับตอบตกลงอย่างง่ายดาย เห็นได้ชัดว่าความโปรดปรานที่ม่าวอ๋องเคยได้รับตลอดมาไม่หลงเหลืออีกแล้ว
เหล่าอ๋องหันมองหน้ากันไปมา ความรู้สึกในใจก็คงมีแค่ตัวเองเท่านั้นที่รู้ดี
อยากจะคัดค้าน แต่ก็ไร้กำลังพอที่จะทำได้ แต่หากไม่พูดอะไรออกไปเลยก็ดูไม่เข้าท่า คล้ายยอมรับกลาย ๆ ว่าพวกเขาคือคนที่ไร้ความสามารถเอามากๆ
ดังนั้นพวกเขาจึงหันมองหน้ากันโดยสัญชาตญาณ ส่งสายตาบอกเป็นนัยกับอีกฝ่าย แต่ก็ไม่มีใครใจกล้าพอที่จะออกหน้า สุดท้ายก็ได้แต่มองหน้ากันเงียบๆ
คนที่ดูมีความสุขที่สุดในที่นี้ก็คงมีเพียงองค์รัชทายาทองค์ปัจจุบันและพระชายา และสองสามีภรรยาตระกูลลู่ ดูจากท่าทางเหอจิ่วเหนียงที่เอาแต่ก้มหน้าก้มตากินก็รู้แล้ว
ทุกคนทำได้แค่กัดฟันกรอดด้วยความไม่พอใจแต่ทำอะไรไม่ได้ เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ไม่สามารถหาคนที่เก่งกาจมีฝีมือโดดเด่นเหมือนลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงได้อีก
ยามที่เหอจิ่วเหนียงกิน นางตั้งอกตั้งใจกินมาก โดยเฉพาะวันนี้ที่เดินเล่นมาทั้งวัน นางรู้สึกหิวมากจริงๆ อากัปกิริยาการกินในตอนนี้จึงไม่ได้วางท่าสง่างาม และนางก็สัมผัสได้ว่า มีสายตามากมายกำลังจับจ้องนางอยู่ ทำให้นางรู้สึกอึดอัดเล็กน้อย
“ฮ่องเต้จัดงานเลี้ยงภายในแล้วให้พวกเรามาร่วมด้วยเช่นนี้ มันจะดูเป็นการไม่เหมาะสมไปหน่อยหรือไม่?”
หลังกินไปได้สักพัก เหอจิ่วเหนียงก็หาโอกาสกระซิบถามลู่ไป่ชวน
งานเลี้ยงในค่ำคืนนี้คืองานเลี้ยงภายในจริงๆ นอกจากเชื้อพระวงศ์แล้วก็มีแค่สองสามีภรรยาสกุลลู่เท่านั้นที่เป็นคนนอก หากพวกเขาหน้าไม่หนาพอ ไหนเลยจะกล้านั่งอยู่ตรงนี้
“ไม่เป็นไร ฝ่าบาทตั้งใจรั้งให้พวกเราอยู่ต่อเอง”
ลู่ไป่ชวนวางท่าสุขุม ไม่คิดว่าตัวเองเป็นคนนอกเลยแม้แต่น้อย
“อืม การฝังเข็มของฝ่าบาทรอบนี้ทำจนครบครั้งแล้ว แต่ข้ายังมีคนไข้อีกคน พรุ่งนี้ข้าจะเขียนเทียบยาให้นาง เสร็จแล้วกลางคืนเราก็กลับบ้านกันเลยดีหรือไม่?”
นางกระซิบเบาๆ บอกเล่าแผนการของตนเอง อีกไม่กี่วันก็จะถึงวันปีใหม่แล้ว จะชักช้าต่อไปอีกไม่ได้
“ก็ดีเหมือนกัน”
แม้ตอนนี้ลู่ไป่ชวนจะได้รับการเลื่อนขั้นเป็นขุนนางระดับสอง แต่ยังไม่ได้เข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เรื่องนี้ฮ่องเต้ผ่อนปรนให้เป็นกรณีพิเศษ ทรงอนุญาตให้เขาเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการหลังปีใหม่ได้ แต่แน่นอนแล้วว่าเขาได้รับการเลื่อนขั้น ดังนั้นจวนแม่ทัพที่ฮ่องเต้พระราชทาน เขาจึงสามารถย้ายเข้าไปอยู่ได้เลย
สิ่งที่ฮ่องเต้พระราชทานย่อมมีมูลค่าและทรงคุณค่า ทว่าเหอจิ่วเหนียงไปดูมาแล้ว นางไม่ค่อยพึงพอใจกับการตกแต่งเท่าไร จึงจ้างคนงานมาตกแต่งใหม่ตามที่นางต้องการ พอหลังปีใหม่กลับมาจะได้ย้ายเข้าอยู่ได้ทันที
แม้อ๋อง.องค์อื่นจะไม่พอใจองค์รัชทายาท ทว่ากับลู่ไป่ชวนและภรรยา พวกเขากลับแสดงท่าทีเป็นมิตรต่ออีกฝ่าย พวกเขาไม่สนใจองค์รัชทายาทกับพระชายา แต่เข้าหาและสนทนากับลู่ไป่ชวน โดยเฉพาะอ๋องที่ชื่นชอบในการฝึกยุทธ์ ถึงขั้นชวนลู่ไป่ชวนออกไปล่าสัตว์ในวันพรุ่งนี้ด้วย
เดิมทีลู่ไป่ชวนอยากปฏิเสธ แต่เมื่อคิดว่านี่อาจเป็นโอกาสที่จะช่วยให้องค์รัชทายาทได้ใกล้ชิดกับพี่น้อง เขาจึงตอบตกลง
“ฝ่าบาทพ่ะย่ะค่ะ ใกล้จะถึงเทศกาลปีใหม่แล้ว กระหม่อมกับฮูหยินก็เลยเตรียมตัวจะเดินทางกลับจิงโจวในคืนพรุ่งนี้พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อใกล้ถึงเวลางานเลี้ยงจบ ลู่ไป่ชวนทูลลากับฮ่องเต้ทันที
“เหตุใดถึงได้รีบร้อนนักล่ะ เรื่องทางนี้จัดการเรียบร้อยแล้วหรือ?”
ฮ่องเต้ขมวดพระขนง จู่ๆก็รู้สึกใจหายขึ้นมาเล็กน้อย
ในช่วงนี้เกิดการเปลี่ยนแปลงหลายๆอย่างขึ้นเพราะฝีมือของสองสามีภรรยาคู่นี้ และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่เขาได้สัมผัสว่า การเป็นฮ่องเต้ก็สามารถผ่อนคลายมีความสุขได้ หากย้อนเวลากลับไปแล้วได้เจอสองสามีภรรยาคู่นี้ตั้งแต่แรก ตลอดมาเขาคงไม่เป็นผู้ปกครองแผ่นดินที่เหลาะแหละไม่เอาไหน
“ฝ่าบาทวางพระทัยได้พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว หลังปีใหม่กระหม่อมจะกลับมารับตำแหน่ง จะไม่ทำให้ฝ่าบาทและองค์รัชทายาทผิดหวังแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“อะไรกัน เมื่อครู่เจ้าเพิ่งรับปากข้าไปหยกๆ ว่าพรุ่งนี้จะไปล่าสัตว์กับข้า”
ทันใดนั้น เยว่อ๋อง ผู้ที่นัดลู่ไป่ชวนไปล่าสัตว์ก็ไม่สบอารมณ์ขึ้นมา พรุ่งนี้นัดกันแล้วว่าจะไปล่าสัตว์ด้วยกัน เช่นนั้นก็ต้องอยู่ย่างเนื้อร่ำสุราด้วยกันก่อนสิ จะแค่ล่าสัตว์แล้วแยกย้ายกันไปง่ายๆได้อย่างไร
เหอจิ่วเหนียงช่วยพูดแทน “ท่านเยว่อ๋องวางใจได้เพ.คะ พวกท่านไปล่าสัตว์ตอนกลางวัน พวกเราออกเดินทางยามไฮ่เพ.คะ”
“ค่อยเดินทางกลับวันมะรืนไม่ได้หรือ เหตุใดต้องลำบากเดินทางกลางค่ำกลางคืนด้วยล่ะ พายุหิมะตกหนักเดินทางลำบากนะ!”
“พวกเราเคยชินกับการเดินทางกลางคืนน่ะเพ.คะ กลางคืนไม่มีคนพลุกพล่าน เดินทางสะดวก อีกอย่าง พวกเราก็มาหลายวันแล้ว คิดถึงลูกแล้วเพ.คะ”
เมื่อเอ่ยถึงตรงนี้ เหอจิ่วเหนียงก็ยิ้มเศร้าเล็กน้อย แสดงความคิดถึงของแม่ที่มีต่อลูกออกมาได้อย่างไร้ที่ติ
คราวนี้แม้จะมีใครอยากคะยั้นคะยอก็ไม่กล้าพูดอีก ได้ยินว่าบุตรชายของทั้งสองยังเล็กมาก ต้องห่างจากพ่อแม่นานถึงเพียงนี้ไม่ใช่เรื่องดีเลยจริงๆ
ฮ่องเต้ตรัส “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ หลังปีใหม่พวกเจ้าก็ย้ายครอบครัวมาอยู่ในเมืองหลวงเลยเถอะ จะได้ไม่ต้องเดินทางไปๆมาๆ ครอบครัวพวกเจ้าคนเยอะ เราจะสั่งให้คนไปขยายคฤหาสน์ของพวกเจ้าให้กว้างขึ้น”
ฮ่องเต้คิดเพื่อพวกเขาด้วยความจริงใจ บรรดาอ๋องได้ฟังก็เจ็บใจยิ่งนัก เสด็จพ่อปฏิบัติต่อเหอจิ่วเหนียงดีเกินไปแล้ว ดีกับนางยิ่งกว่าพระธิดาแท้ๆของตัวเองซะอีก
“ไม่จำเป็นถึงขั้นนั้นเพ.คะ คฤหาสน์ก็ใหญ่มากพอแล้ว เพียงแต่ครอบครัวหม่อมฉันมีกิจการที่จิงโจว สมาชิกไม่อาจย้ายมาอยู่ที่นี่ถาวรได้ ทำได้เพียงมาเที่ยวบางครั้งบางคราวเพ.คะ และส่วนมากคนที่มาเที่ยวได้ก็มีแค่ท่านพ่อ ท่านแม่ กับพวกเด็กๆเพ.คะ”
จะพาเด็กๆมาอยู่ด้วยได้หรือไม่ก็ยังไม่แน่เลย พ่อแม่ของพวกเขาอยู่ที่จิงโจว หากพาพวกเขามาอยู่ในเมืองหลวง โอกาสที่พวกเขาจะได้เจอหน้าพ่อแม่ก็ยิ่งน้อยกว่าเดิม ดังนั้นต้องกลับไปถามความเห็นจากทุกคนก่อน
“ก็ได้ เช่นนั้นหลังปีใหม่เราค่อยเชิญครอบครัวพวกเจ้ามากินข้าวด้วยกันอีกที!”
ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ ตรัสอย่างพระทัยกว้าง เป็นอันตกลงตามนี้
เหอจิ่วเหนียงยกมือทำท่า ‘โอเค’ พลางกล่าว “ไม่มีปัญหาเพ.คะ รอหม่อมฉันย้ายกิจการมาที่เมืองหลวงเมื่อไร จะศึกษาอาหารใหม่ๆออกมา แล้วจะส่งมาถวายในวังเป็นที่แรกเลยเพ.คะ!”
“ฮ่าๆๆ ดี ดียิ่งนัก!” ฮ่องเต้ทรงเกษมสำราญอย่างยิ่ง
ทุกคนมองภาพการสนทนาอย่างเป็นกันเองด้วยความอึ้งจนปากอ้าตาค้าง
สองคนนี้พูดคุยกันราวกับเป็นสหายสนิทกันมานานนม ฮ่องเต้วางท่าสบายๆ ไม่เหมือนฮ่องเต้ในยามปกติเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังบอกว่าจะเชิญครอบครัวขุนนางมากินข้าวอีก
ที่สำคัญ
คือใช้คำว่า ‘เชิญ’
อีกทั้ง ท่าทางของเหอจิ่วเหนียงขณะสนทนากับฮ่องเต้ก็ไม่ได้มีความเคารพเหมือนพวกเขาเลย อยากพูดอะไรก็พูดออกมาตรงๆ และฮ่องเต้ไม่เพียงไม่โกรธเท่านั้น ยังอารมณ์ดีมากกว่าปกติอีกด้วย
คราวนี้ ไม่ว่าจะเป็นสนมในวังหลัง หรือจะเป็น.องค์ชาย.องค์หญิง ล้วนอิจฉาภรรยาขุนนางผู้นี้จนความรู้สึกแทบทะลักออกจากดวงตา
หลังสนทนาเสร็จสิ้น ลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงก็เดินทางออกจากวัง วันนี้ได้ประหยัดค่าอาหารไปอีกมื้อ เหอจิ่วเหนียงเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ในที่สุดเรื่องราวต่างๆก็คลี่คลายไปได้มากแล้ว แต่เรื่องที่ครอบครัวเราต้องย้ายมาอยู่เมืองหลวงเร็วเช่นนี้เป็นเรื่องที่ข้าคิดไม่ถึงเลยจริงๆ แล้วสถานบันเทิงของข้าจะทำเช่นไรล่ะ!”
กล่าวจบนางก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ นั่นเป็นสถานที่ที่นางลงแรงลงเงินไปไม่น้อยเลยนะ กว่าจะสร้างเสร็จ กว่าจะได้เปิดกิจการ ก็คงหลังปีใหม่ แต่ถึงตอนนั้นนางต้องย้ายมาอยู่เมืองหลวงแล้ว ไม่มีเวลาได้ดูแลแน่นอน
ช่างน่าปวดหัวจริงๆ!
“ทำอะไรไม่ได้ คงต้องมอบให้เป็นหน้าที่ของฮูหยินเฉิงแล้ว แต่เรามาเปิดที่เมืองหลวงอีกแห่งก็ได้นี่ อีกอย่าง ความคิดที่เจ้าอยากทำก่อนหน้านี้เจ้าก็จะได้ถือโอกาสลงมือทำเลยด้วย”
ลู่ไป่ชวนเข้าใจนางเป็นที่สุด หลังจากย้ายมาเมืองหลวง นางก็สามารถทำในสิ่งที่ตนเองอยากทำได้อย่างเต็มที่เสียที
“ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอน”
บัดนี้เป็นยามดึกสงัด ทั้งสองนั่งรถม้ากลับจวน
ระหว่างนั้น จู่ๆลู่ไป่ชวนได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวบางอย่างจากบนหลังคาของอาคารที่อยู่ไม่ไกลนัก
จากนั้น เสียงของคนบังคับรถม้าก็ดังขึ้นอย่างสั่นเครือ
“น่ะ น่ะ นายท่านขอรับ พะ พะ พวก…พวกเราถูกล้อมแล้วขอรับ!”
ตอนที่ 618: โดนตีไปเจ็บตัวไม่เบาเลย
อันที่จริงไม่ต้องให้คนบังคับรถม้าบอก ทั้งสองก็รู้แล้วว่าด้านนอกมีคนซุ่มโจมตี แถมยังพากันมาเป็นโขยงเลยทีเดียว
ดูเหมือนว่านี่จะเป็นครั้งที่สองแล้วที่ได้เจอกับนักฆ่า สองสามีภรรยาสบตากัน
ใครกันที่ทนไม่ไหวถึงกับต้องรีบลงมือเช่นนี้
ฟังจากฝีเท้าที่เป็นจังหวะก็รู้ได้ว่าไม่ใช่คนธรรมดาแน่นอน แต่เป็นกลุ่มนักฆ่ามืออาชีพ
กำลังภายในของพวกเขาไม่ธรรมดาเลย แม้จะวิ่งอยู่บนหลังคาแต่เสียงไม่ดังมากนัก ฝีมือยอดเยี่ยมเช่นนี้หากไปทำภารกิจอื่นอาจจะทำสำเร็จได้ แต่การมาจัดการพวกเขาสองคน… หึ คงจะสำเร็จยากหน่อยนะ
เหอจิ่วเหนียงตบหลังมือลู่ไป่ชวนเบาๆด้วยสีหน้าเห็นใจ “พวกเขาล้วนรับเงินมาทำงานทั้งนั้น หากไม่จำเป็นจริงๆ ก็ไว้ชีวิตพวกเขาเถอะนะ ดูซิ ใกล้จะถึงเทศกาลปีใหม่แล้วยังต้องออกมาวิ่งรับงานอีก เฮ้อ สำหรับพวกเขาแล้วคงไม่ง่ายเลย”
ลู่ไป่ชวน “…”
แต่เขายังคงยึดเอาคำพูดของภรรยามาปฏิบัติอย่างดี เป้าหมายของพวกตนคือ การจัดการคนที่บงการอยู่เบื้องหลังเท่านั้น นักฆ่าเหล่านี้แค่ถูกจ้างมาทำงาน ได้เกี่ยวข้องกับผู้ที่อยู่เบื้องหลัง ไม่จำเป็นต้องฆ่าในทันที
“ไปเถอะ ออกไปดูหน่อย”
แม่ทัพใหญ่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม และลงจากรถม้าก่อนจะหันมาประคองผู้เป็นภรรยา
หลังลงจากรถม้า สองสามีภรรยาจึงได้เห็นจำนวนคนที่ล้อมอยู่โดยรอบชัดเจน
ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะพอรู้จักพวกเขาพอสมควร รู้ว่าคนไม่กี่คนไม่สามารถทำอะไรพวกเขาได้ ดังนั้นจึงส่งคนมาประมาณ… เจ็ดสิบ… อืม กว่าแปดสิบคน!
คนบังคับรถม้าหวาดกลัวจนตัวสั่น แต่ละเหตุการณ์ที่เจอในช่วงนี้จะน่าระทึกเกินไปแล้ว!
งานเลี้ยงในวังหลวงคืนนั้น หน้าประตูวังมีศพเกลื่อนกลาดเต็มไปหมด ตอนนี้ยังต้องมาเผชิญกับกลุ่มนักฆ่าอีก เกรงว่าเทศกาลปีใหม่ปีนี้คงไม่ได้อยู่ฉลองแล้ว…
นักฆ่าเหล่านี้ถือว่ามีคุณธรรมในการต่อสู้อยู่บ้าง ไม่ได้พุ่งเข้าโจมตีในทันที แต่ล้อมพวกเขาเอาไว้ก่อน เช่นนี้ก็ยังพอเจรจากันได้
“ใครส่งพวกเจ้ามา?”
“เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้!”
อีกฝ่ายทำท่าดุดัน เตรียมจะเข้ามาโจมตี
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า แล้วเอ่ย “เช่นนั้นเป้าหมายของพวกเจ้าก็คือพวกข้าสองคน คนบังคับรถม้าของข้าไม่ได้เกี่ยวด้วย อย่าทำอะไรเขาได้หรือไม่?”
หัวหน้านักฆ่ามองไปที่คนบังคับรถม้าที่กำลังตัวสั่นเทาอย่างควบคุมไม่ได้ …เป้าหมายของพวกเขาในคืนนี้คือเหอจิ่วเหนียง พวกเขารับเงินค่าหัวมาแค่คนเดียว ไม่อาจเสียแรงสังหารสองคนได้ ดังนั้นจึงพยักหน้าตกลงอย่างเป็นธรรม
“ไปเถอะ ไปรอข้างๆก่อน”
เหอจิ่วเหนียงโบกมือบอกกับคนบังคับรถม้า คนบังคับรถม้าทั้งหวาดกลัวทั้งซาบซึ้งใจ บนโลกใบนี้มีเจ้านายที่จิตใจดีเพียงนี้อยู่ด้วยหรือนี่!
“บ่าว…”
แต่แม้จะหวาดกลัวมาก เขาก็รู้ว่าในเวลาเช่นนี้ไม่อาจเอาแต่หดหัวอยู่ในกระดองได้ ตนเป็นบ่าวรับใช้ จะให้เจ้านายมาปกป้องได้อย่างไร!
“เลิกพูดมากได้แล้วน่า รีบถอยไปไกลๆ เร็วเข้า!”
ขณะที่เหอจิ่วเหนียงย้ำกับบ่าวรับใช้อีกครั้ง เป็นจังหวะเดียวกับที่ฝ่ายศัตรูตั้งท่าพุ่งเข้ามาจะฟันดาบถึงหน้านางอยู่แล้ว ลู่ไป่ชวนไม่เสียเวลาพูดจากับบ่าวรับใช้ผู้ห่วงนายเยี่ยงชีวิต ถีบก้นเขาให้หลบไปทันที จากนั้นก็ช่วยภรรยารับการโจมตี
และการต่อสู้ก็ได้เริ่มขึ้น
สถานการณ์โกลาหลมาก มือสังหารหลายสิบชีวิตทำหน้าที่ของตัวเองอย่างสุดกำลัง ทว่าระหว่างช่วงชุลมุน เหอจิ่วเหนียงเอาไม้เรียวมาจากที่ใดไม่อาจทราบ ความยาวของมันเหมือนกับไม้เรียวที่อาจารย์ใช้ชี้กระดานสอนหนังสือ กระหน่ำฟาดนักฆ่าที่พุ่งเข้ามาหานางแต่ละคนจนร้องโอดโอยด้วยความเจ็บปวด
ไม้เรียวเพรียวบางมีความยืดหยุ่นสูง ตีแล้วทั้งเจ็บทั้งแสบยิ่งนัก
แม้ร่างกายจะเจ็บปวดไม่ถึงขั้นถึงแก่ชีวิต แต่หัวใจของพวกเขารู้สึกเจ็บแค้นเจียนจะตายเสียให้ได้!
เหล่านักฆ่าเดือดดาลอย่างมาก พวกเขาเป็นมือสังหารประสบการณ์โชกโชนมาหลายปี ไม่เคยถูกใครกระทำเช่นนี้มาก่อน!
พวกนักฆ่าต่างพุ่งเป้าไปที่เหอจิ่วเหนียง ไม่ได้สนใจลู่ไป่ชวนนัก บางคนต่อสู้กับลู่ไป่ชวนไม่นานก็ล่าถอย เห็นอีกทีก็พุ่งไปทางเหอจิ่วเหนียงโน่นแล้ว
ลู่ไป่ชวนกัดฟันด้วยความโกรธ เห็นได้ชัดว่าเป้าหมายคือภรรยาของเขา …ตกลงใครเป็นผู้สั่งการกันแน่!?
ทว่าตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคิดหาคำตอบ คนพวกนี้ไม่สู้กับเขา เขาก็จะเป็นฝ่ายเข้าไปสู้กับพวกมันเอง ไม่มีทางให้ภรรยาต้องรับมือคนเดียวเป็นอันขาด
คนบังคับรถม้านั่งตัวสั่นอยู่ริมทาง มองเหตุการณ์การต่อสู้ตรงหน้าอย่างงุนงงระคนหวาดกลัว …ไม่เหมือนกับที่เขาจินตนาการเอาไว้เลย ต่อสู้กันมานานเพียงนี้แล้ว แต่กลับยังไม่เห็นเลือดแม้แต่หยดเดียว
ความตั้งใจของเหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวนคือไม่ได้อยากเอาชีวิตของคนเหล่านี้ ดังนั้นจึงไม่ได้ลงมือถึงตาย แค่ทำให้พวกเขาหมดแรงไปเรื่อยๆ
หลังจากปะทะกันอยู่ครู่ใหญ่ เหอจิ่วเหนียงก็เป็นฝ่ายบอกให้หยุด
“พอเถอะ พวกเจ้าก็เห็นแล้วว่าพวกข้าไม่ได้ออกแรงทั้งหมดพวกเจ้าก็ยังทำอะไรพวกข้าไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดว่าจะเอาชีวิตข้าเลย
นี่ก็ใกล้ถึงเทศกาลปีใหม่แล้ว ข้าเองก็ไม่อยากเห็นเลือด พวกเจ้าบอกข้ามาเถอะว่าใครเป็นคนส่งพวกเจ้ามา แล้วคืนนี้ต่างคนต่างก็แยกย้ายกันกลับบ้านได้แล้ว”
ขืนยังให้ขยับร่างกายต่อไปเช่นนี้ อาหารอันโอชะที่นางกินมาจากในวังก็ย่อยหมดกันพอดี
ไม่ได้การ เดี๋ยวกลับไปถึงจวนต้องหามื้อดึกกินก่อนจะนอนซะแล้ว ไม่อย่างนั้นนางคงหิวจนนอนไม่หลับเป็นแน่
เหล่านักฆ่าต่างหันมองหน้ากัน นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เจอสถานการณ์เช่นนี้
จากที่ปะทะกันอยู่นานพอสมควร พวกเขาสัมผัสได้ว่าสองสามีภรรยาคู่นี้ไม่ได้หมายเอาชีวิตพวกเขาเลย หาไม่ตอนนี้พวกเขาก็คงไปเฝ้ายมบาลแล้ว
วรยุทธ์ของสองคนนี้ต่างชั้นกับพวกเขาอย่างเหนือขั้น โดยเฉพาะฝ่ายหญิง กระบวนท่าของนางดูเหมือนง่ายๆสบายๆ ราวกับแทบไม่ได้ขยับตัว ทว่าความจริงแล้วกลับแฝงกลยุทธ์ไว้อย่างแยบยล พวกเขากว่าแปดสิบคน รวมกันแล้วยังสู้นางไม่ได้เลย
“ขอบใจมาก คืนนี้ล่วงเกินท่านแล้ว”
หัวหน้ามือสังหารประสานมือคำนับ แล้วเอ่ยต่ออย่างเคร่งขรึม “แม้จะทำภารกิจไม่สำเร็จ แต่เรื่องการเปิดเผยผู้จ้างวาน พวกเราไม่อาจบอกได้จริงๆ พวกเราเป็นแค่กลุ่มนักฆ่าธรรมดา.ธรรมดาในยุทธภพ ไม่มีคนคอยหนุนหลัง ไม่กล้ามีเรื่องขัดแย้งกับจวนมู่กั๋วกงหรอก”
เอ่ยจบเขาก็นำกลุ่มนักฆ่าจากไปทันที ไม่รอให้ลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงได้กล่าวอะไร
ลู่ไป่ชวนถึงกับอึ้ง…
เหอจิ่วเหนียงก็เช่นกัน…
คนบังคับรถม้าก็ไม่ต่างอะไรเลย…
“หัวหน้านักฆ่าคนนี้น่าสนใจดีนะ พอคบหาได้!”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเบาๆ รู้สึกขบขันที่หัวหน้านักฆ่าจงใจให้ข้อมูลผู้จ้างวานด้วยประโยคซื่อๆเช่นนั้น
ลู่ไป่ชวนมองหญิงสาวด้วยรอยยิ้ม “กลับกันเถอะ ดึกมากแล้ว”
“ข้าหิวแล้ว ข้าอยากกินมื้อดึก”
“อืม ข้าจะทำให้เจ้าเอง”
ระหว่างสองสามีภรรยาเดินทางกลับ ลู่ไป่ชวนก็ไม่ลืมที่จะกำชับคนบังคับรถม้า “เรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ เจ้าห้ามพูดออกไปล่ะ”
“ขอรับ บ่าวเข้าใจแล้วขอรับ!”
คนบังคับรถม้ารู้สึกว่าตนเองก็เรียกได้ว่าผ่านความเป็นความตายมากับนายท่านทั้งสอง นายท่านทั้งสองดีกับเขาถึงเพียงนี้ ชีวิตนี้ต่อให้ต้องบุกน้ำลุยไฟก็ยินดีทำเพื่อนายท่านทั้งสอง ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเรื่องเก็บความลับเลย เขาไม่มีทางพูดออกไปแน่นอน
.....
ระหว่างทางที่พวกนักฆ่ากำลังกลับ คนหนึ่งในกลุ่มถามขึ้น “หัวหน้า พวกเราจะทรยศจวนมู่กั๋วกงเช่นนี้หรือรับ?”
สีหน้าของคนถามเผยความลำบากใจอย่างชัดเจน ตามกฎแล้วพวกเขาไม่ควรบอกผู้จ้างวานออกไป การทรยศผู้ว่าจ้างเท่ากับเป็นการละเมิดกฎของยุทธภพ หากกลุ่มคนอาชีพเดียวกันล่วงรู้เข้า จะไม่ถูกรุมประณามเอาหรือ
วันหน้าจะมีใครกล้าจ้างพวกเขาทำงานอีก!
“เจ้าจะไปเข้าใจอะไร เจ้าคิดว่าจวนมู่กั๋วกงที่เหลือแค่เปลือกนอก กับตระกูลขุนนางที่กำลังรุ่งโรจน์ ใครมีอำนาจน่าเกรงขามมากกว่ากัน?
อีกอย่าง ต่อให้พวกเขาไม่มีฐานะนี้ เจ้าคิดว่าพวกเราจะสู้สองสามีภรรยานั่นได้หรือ?”
ทันใดนั้นผู้ที่ถามก็ก้มหน้าลง กลุ่มของพวกเขาพูดได้เต็มปากว่าเป็นกลุ่มนักฆ่าที่มีฝีมือชั้นยอด แต่สุดท้าย พวกเขาตั้งหลายคนไปล้อมโจมตีสองสามีภรรยาคู่นั้น กลับถูกนางใช้แค่ไม้เรียวเล็กๆ ฟาดจนร้องโอดโอยเหมือนสุนัขเสียได้ หากเรื่องนี้รู้ไปถึงไหนต่อไหนมีหวังได้อายไปถึงนั่น แล้วพวกเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
“เช่นนั้นงานนี้ของจวนมู่กั๋วกง เราจะไม่ทำแล้วหรือขอรับ?”
“เอาเงินค่าจ้างไปคืนครึ่งหนึ่ง ส่วนที่เหลือก็แบ่งให้พวกพี่น้องของเรา โดนตีไปเช่นนี้เจ็บตัวไม่เบาเลย”
“ขอรับ”
......
ขณะที่เหอจิ่วเหนียงกำลังกินมื้อดึก นางก็วิเคราะห์เรื่องการถูกลอบสังหารในคืนนี้กับลู่ไป่ชวนไปด้วย
“ในตอนนั้นข้าคิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าจะเป็นฝีมือใครไปได้
หากเป็นฝีมือของบรรดาอ๋องก็ไม่น่าจะสั่งการได้รวดเร็วขนาดนี้
หรือหากเป็นกลุ่มคนตงถิง ตอนนี้ก็ไม่น่าจะมีกะจิตกะใจมาเล่นงานพวกเรา ควรเอาเวลาไปคิดหาทางช่วยเจ้านายของพวกเขาออกไปให้ได้ก่อนมากกว่า
ส่วนคนอื่นก็ไม่ได้มีความบาดหมางกัน ให้คิดว่าจู่ๆ พวกเขาก็อยากเอาชีวิตข้าเช่นนี้ก็ไม่ค่อยมีเหตุผลเท่าไร
แต่คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะเป็นจวนมู่กั๋วกง ข้าเห็นคุณหนูจวนมู่กั๋วกงมองท่านแล้วเคลิบเคลิ้ม… หรือว่าจะเป็นเพราะนางหลงรักท่านเข้าแล้ว! ก็เลยคิดกำจัดข้าให้ตายไปซะ?”
ตอนที่ 619: หน้าตามันกินไม่ได้เสียหน่อย
ลู่ไป่ชวนไม่รู้จะพูดเช่นไรดี แต่เมื่อพูดถึงคุณหนูจวนมู่กั๋วกง เขากลับนึกถึงเรื่องเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
…คืนที่เขาหนีตายจากจวนหลินอี้ผิง
ระหว่างทางหลบหนี เขาพบกับรถม้าคันหนึ่งผ่านทางมา จึงลอบขึ้นไปหลบบนรถม้าคันนั้น และข่มขู่ให้คนในรถม้าพาเขาหนีไปจากตรงนั้น
ตอนนั้นเขาไม่ได้คิดอะไร ไม่ได้รู้จักอีกฝ่าย และลืมไปแล้วเสียด้วยซ้ำ แต่พอนึกขึ้นได้ในตอนนี้ …สตรีในรถม้าผู้นั้น ก็คือสตรีที่เจอในงานเลี้ยง—-คุณหนูจวนมู่กั๋วกงอย่างนั้นหรือ?
แต่ตอนนั้นเขาสวมหน้ากาก อีกฝ่ายไม่น่าจะจำเขาได้ และคงไม่ได้คิดมีใจให้เขาตั้งแต่ตอนนั้นกระมัง?
ส่วนงานเลี้ยงในวังก็เจอกันแค่ไม่กี่ชั่วยาม อีกอย่าง ตนก็ไม่ได้สนทนากับนางแม้แต่คำเดียว
ดังนั้น อีกฝ่ายคงไม่ถึงขั้นมีใจให้เขาได้
เมื่อวิเคราะห์ความเป็นไปได้แล้ว ชายหนุ่มจึงได้ข้อสรุปว่า ภรรยาของเขาคิดมากเกินไป พอเห็นสตรีมองเขาทีไรก็มักจะคิดว่าอีกฝ่ายชอบเขาไปเสียหมด
“ไม่หรอก ข้ากับนางไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอะไรกัน”
เขาอธิบายอย่างตั้งใจ ไม่อยากให้ภรรยารู้สึกหึงหวง
เหอจิ่วเหนียงเอามือเท้าคาง ส่วนมืออีกข้างตักโจ๊กเข้าปาก พลางใช้สมองคิดอย่างรวดเร็ว
“อืม ข้าเองก็คิดว่าเป็นไปไม่ได้ ถึงแม้หน้าตาของแม่นางผู้นั้นจะไม่ได้งดงามชวนมองนัก แต่ดูแล้วก็ไม่ใช่คนเลวร้ายถึงขั้นเห็นท่านแค่ครั้งเดียวแล้วจะจ้างนักฆ่ามาฆ่าข้า …กลับกัน คนที่วางท่าเป็นศัตรูกับข้ามากว่าดูจะเป็นฮูหยินจวนมู่กั๋วกงต่างหาก”
ลู่ไป่ชวนพลันตาสว่าง ประโยคของภรรยาก่อนหน้านี้ไม่ได้หมายความว่านางกำลังหึงหวงเขาเลยสักนิด แต่กำลังคิดวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างจริงจังอยู่ต่างหาก
ทันใดนั้นชายหนุ่มก็รู้สึกอับอายเล็กน้อย เขาหลงตัวเองเกินไปแล้ว!
โชคดีที่คนเป็นภรรยากำลังใช้ความคิดอยู่กับตัวเอง จึงไม่ได้สังเกตเห็นสีหน้าจืดเจื่อนของเขา ชายหนุ่มผู้อับอายตั้งสติ แล้วบอกเล่าความคิดของตัวเองอย่างจริงจัง
“พวกเรามาอยู่เมืองหลวงนานเพียงนี้ อันที่จริงก็ล่วงเกินคนไปไม่น้อย แต่กับจวนมู่กั๋วกงแทบไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรต่อกันเลย จะบอกว่าเราไปล่วงเกินก็ไม่ได้
เมื่อก่อน ขุนนางรุ่นก่อนๆหลายรุ่นในตระกูลมู่กั๋วกงล้วนเป็นเสาหลักของบ้านเมือง พอมาถึงรุ่นของมู่กั๋วกงคนปัจจุบันกลับไม่มีผลงานโดดเด่นอะไรเลย ทุกวันนี้อยู่ได้เพราะอาศัยบารมีเก่า ทว่าภายในยิ่งตกต่ำย่ำแย่ลงเรื่อยๆ
ตามหลักแล้ว ด้วยฐานะของเราในตอนนี้ พวกเขาควรจะหาทางผูกมิตรกับเรามากกว่า ไม่ใช่จ้างนักฆ่ามาฆ่ากันเช่นนี้
…เรื่องนี้ไม่แน่ว่า อาจเกี่ยวข้องกับเรื่องอื่นก็ได้”
“ที่ท่านพูดมาก็มีเหตุผล ฉะนั้นแล้วจะมีเรื่องอะไรล่ะ?”
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ สมองอันชาญฉลาดของนางเหตุใดตอนนี้ถึงคิดหาเหตุจูงใจของอีกฝ่ายไม่ออกเอาเสียได้ล่ะนี่!
ลู่ไป่ชวนเกือบจะหลุดปากออกไปแล้วว่า ‘อาจเกี่ยวข้องกับชาติกำเนิดของนางก็ได้’ แต่กลัวว่าการสันนิษฐานของตนจะผิดพลาด จึงไม่ได้เอ่ยออกไป
“เช่นนั้นเอาไว้ก่อนดีหรือไม่ พรุ่งนี้เราก็จะกลับจิงโจวแล้ว รอหลังปีใหม่กลับมาค่อยตรวจสอบอีกทีก็ยังไม่สาย ถึงตอนนั้นจะต้องสะสางบัญชีให้หมด”
เขาตั้งใจจะถือโอกาสนี้สืบเรื่องราวของจวนมู่กั๋วกงด้วย สายตาที่ฮูหยินจวนมู่กั๋วกงใช้มองภรรยาเขาในคืนนั้นเขาเองก็เห็น แววตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้นชิงชัง …เรื่องนี้ต้องเกี่ยวข้องกับความลับบางอย่างเป็นแน่
แม้รู้ว่าภรรยาคนนี้ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม แต่สายเลือดแต่กำเนิดในกายของนางครึ่งหนึ่งก็เป็นของเจียงรั่วหย่า อาจจะเพราะพลังงานบางอย่างที่ภรรยาคนเก่าหลงเหลือเอาไว้กระมัง ในใจเขาจึงผุดข้อสันนิษฐานขึ้นในบัดดลว่า เรื่องนี้อาจเกี่ยวข้องกับภูมิหลังของเหอจิ่วเหนียงร่างเดิม ดังนั้นเขาอยากตรวจสอบให้รอบคอบ ไม่อาจปล่อยเรื่องนี้ไปได้
ลู่ไป่ชวนให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก ตั้งใจแน่วแน่ว่าจะส่งคนไปสืบเรื่องนี้ให้ชัดเจน จะได้ไม่ต้องมานั่งเทียนคิดเอาเองเช่นนี้
ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็ไม่อยากคิดอะไรแล้ว ยุ่งมาทั้งคืนนางรู้สึกเหนื่อยแล้วจริงๆ หลังจากกินเสร็จก็เข้านอน พรุ่งนี้ยังมีเรื่องต้องทำอีก
เช้าวันต่อมา
สองสามีภรรยานั่งกินมื้อเช้าด้วยกัน เสร็จจากนั้นลู่ไป่ชวนก็ไปล่าสัตว์กับบรรดาอ๋อง ส่วนเหอจิ่วเหนียงเขียนเทียบยาชุดสุดท้ายส่งไปให้พี่สะใภ้ของโจวเยี่ยนหลาน
ในกลางคืน บรรดาอ๋องจัดงานเลี้ยงฉลองรอบกองไฟ กินเนื้อย่างกันเล็กๆน้อยๆ และถือโอกาสให้พระชายาของตนเองสร้างความสนิทสนมกับเหอจิ่วเหนียง เรียกได้ว่ากิจกรรมแน่นทั้งวันจนไม่มีเวลาให้คิดอย่างอื่นเลย
เช้าของอีกวัน ยามประชุมเช้าในท้องพระโรง ฮ่องเต้ทรงประกาศราชโองการเรื่องเปลี่ยนองค์รัชทายาทอย่างเป็นทางการ ขุนนางในท้องพระโรงคัดค้านเพียงไม่กี่คน ถึงอย่างไรครั้นที่ผ่านมา ที่ฮ่องเต้มอบอำนาจให้เฉินอ๋องจัดการงานราชกิจแทน ขุนนางหลายคนก็รู้ได้แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง ดังนั้นจึงไม่ได้เกิดการโต้แย้งมากนัก ทำเอาม่าวอ๋องรู้สึกช้ำใจอีกครั้ง
ตั้งแต่เกิดมา เขาก็ได้รับการแต่งตั้งเป็น.องค์รัชทายาททันที อยู่ในฐานะนี้มานานถึงสามสิบปี ตอนนี้กลับถูกเปลี่ยนฐานะอย่างฉับพลัน แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจะไม่มีใครเข้าข้างเขาสักคน ทำให้เขารู้สึกแย่มาก
ในตอนนี้ใครเลยจะสนใจจิตใจของอดีต.องค์รัชทายาทผู้ไม่เอาไหน ทุกคนล้วนกำลังปรึกษากันถึงวันมงคลที่เหมาะสมสำหรับพิธีสถาปนา.องค์รัชทายาท.องค์ใหม่
ม่าวอ๋องถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ช่างเถอะ มาทะเลาะกับคนพวกนี้ สู้เอาเวลากลับไปกำชับพระชายาดีกว่าว่าคืนนี้ต้องพยายามผูกมิตรกับเหอจิ่วเหนียงให้ดี
ตอนนี้เรื่องราวเป็นเช่นนี้ไปแล้ว เขาจึงมองว่าสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับเหอจิ่วเหนียงดีกว่า ไม่ใช่เพราะหวังจะกลับมาแย่งชิงอำนาจหรือทวงคืนตำแหน่ง แค่อยากเป็นสหายกับตระกูลลู่เท่านั้น
จริงๆนะ แค่อยากเป็นสหายด้วย
ดูอย่างเจ้าหกสิ หลังจากได้เป็นสหายกับสองสามีภรรยาแซ่ลู่แล้ว มีของดีอะไรบ้างที่เขาไม่ได้รับ ทั้งเครื่องเทศเป็ดดำลู่ก็ดี ไหนจะของขวัญที่สองสามีภรรยามอบให้ต่อหน้าธารกำนัลในงานเลี้ยงส่งคืนนั้นอีก ของเหล่านี้ใครบ้างจะไม่อยากได้
ยิ่งไปกว่านั้น
หลังปีใหม่ ลู่ไป่ชวนก็จะมารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการ เมื่อถึงตอนนั้นกิจการของตระกูลลู่ก็คงมาเปิดในเมืองหลวงด้วย พวกเขาต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีเอาไว้ เพื่อประโยชน์ในวันหน้า!
เขาเคยสืบมาแล้วว่า ทางด้านจิงโจวขายเป็ดดำลู่ในปริมาณจำกัดต่อวัน อาภรณ์แบบใหม่ๆของหอเจียย่วนก็ต้องแย่งกันซื้อ หากไม่มีเส้นสาย หรือมีความสัมพันธ์ที่ไม่ดีกับตระกูลลู่ละก็ ต่อให้มีเงินก็ไม่มีทางซื้อได้
อย่างไรเสียทุกคนล้วนประจักษ์ชัดว่า สตรีนามเหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนที่ยอมใครง่ายๆ ทั้งยังมีเสด็จพ่อคอยหนุนหลังอยู่ด้วย จะล่วงเกินนางไม่ได้เป็นอันขาด
และแล้ว บัดนี้ม่าวอ๋องก็ล้มเลิกความคิดอยากกลับมาครองตำแหน่ง.องค์รัชทายาทเป็นปลิดทิ้ง เขาอยู่ในตำแหน่ง.องค์รัชทายาทมานานหลายปีก็รู้สึกเหนื่อยใจมากจริงๆ เขายอมรับว่าตนเองเป็นคนไร้ความสามารถ ฉุดอย่างไรก็ฉุดไม่ขึ้น เขาไม่อยากพยายามแล้ว แค่อยากใช้ชีวิตเรียบง่ายไปวันๆ ยามที่ถูกเสด็จพ่อขังให้แก้ฎีกาในห้องทรงพระอักษร เป็นช่วงเวลาที่ทุกข์ทรมานสำหรับเขามากจริงๆ
สถานการณ์ในตอนนี้แม้จะปวดใจและเสียหน้าบ้าง แต่ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ของชีวิต
หน้าตามันกินไม่ได้เสียหน่อย!
“ท่านม่าวอ๋อง ฝ่าบาทเรียกท่านอยู่พ่ะย่ะค่ะ!”
ม่าวอ๋องกำลังขบคิดเรื่องต่างๆ จนไม่ได้สังเกตถึงบรรยากาศที่เกิดขึ้นรอบตัวเลย กระทั่งคนข้างกายกระซิบบอก เขาจึงจะดึงสติกลับมาได้
เขารีบรับคำ “เสด็จพ่อทรงรับสั่งมาได้เลยพ่ะย่ะค่ะ ลูกฟังอยู่”
ฮ่องเต้เห็นท่าทางโอรสคนโตเหม่อลอยเช่นนี้ก็รู้สึกวิงเวียนจนต้องนวดขมับ จึงตรัสถาม “เราพูดกับเจ้าอยู่ เจ้ามัวแต่เหม่ออะไรของเจ้า กำลังคิดสิ่งใดอยู่?”
“ลูกกำลังคิดว่า วันนี้จะล่าสัตว์อะไรมาแกล้มสุราได้พ่ะย่ะค่ะ”
เขาไม่ได้ไตร่ตรองเลย เอ่ยคำตอบง่ายๆออกไปโดยไม่ได้คิด
ขุนนางในท้องพระโรงกลั้นเสียงหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่ ม่าวอ๋องสมกับเป็นคนไม่เอาไหนจริงๆ วันๆคิดแต่เรื่องไร้ประโยชน์เช่นนี้
อดีต.องค์รัชทายาทถูกปลดตำแหน่งยังไม่ทันได้ออกจากท้องพระโรง ก็เริ่มถูกเหล่าขุนนางเยาะเย้ยเสียแล้ว
ทว่าฮ่องเต้ไม่ได้มีท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด ถอนหายใจเบาๆและตรัสออกมา “หลายปีที่ผ่านมา เราเอาแต่บังคับให้เจ้าทำในสิ่งที่เจ้าไม่ชอบ ต่อไปนี้เจ้าชอบทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้นเถอะ เราจะไม่บังคับให้เจ้าทำในสิ่งที่เจ้าไม่ชอบอีกแล้ว”
พระดำรัสของพระบิดา พลันทำให้ม่าวอ๋องเกิดความตื้นตันใจ
ตั้งแต่เล็กจนโต เสด็จพ่อรักและเอ็นดูเขาที่สุด เป็นตัวเขาเองที่ไม่ได้เรื่อง ไม่เหมาะสมกับตำแหน่ง แต่ยังคงวางท่ายโสโอหังมาตลอดเพราะคิดว่าเสด็จพ่ออย่างไรก็รักเขาที่สุด พอเห็นเจ้าสามเก่งกาจขึ้นเรื่อยๆ ก็ไม่ยอมรับและพยายามหาเรื่องขัดแข้งขัดขาเขา
จนสุดท้ายก็พ่ายแพ้ย่อยยับ
เขาคิดว่าเสด็จพ่อจะต้องผิดหวังในตัวเขา ดูแคลนเขาเหมือนที่คนอื่นกำลังทำ
คิดไม่ถึงเลยว่า เสด็จพ่อจะตรัสว่า ‘หากเขาชอบสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น’
ม่าวอ๋องตื้นตันจนแทบร้องไห้ ส่วนฮ่องเต้หลังตรัสกับม่าวอ๋องจบก็หันไปตรัสกับ.องค์รัชทายาท “เจ้าสาม ตำแหน่ง.องค์รัชทายาทเป็นสิ่งที่เจ้าสมควรได้รับอย่างแท้จริง แต่ส่วนหนึ่งก็เป็นเพราะพี่ชายของเจ้ายอมสละตำแหน่งให้ หลังจากนี้หากเขามีปัญหาอะไร เจ้าก็ช่วยเหลือเขาด้วยก็แล้วกัน”
“พ่ะย่ะค่ะ ลูกจะทำตามคำสั่งสอนของเสด็จพ่ออย่างเคร่งครัดพ่ะย่ะค่ะ”
องค์รัชทายาทยิ้มด้วยความยินดี ตอนนี้เขาได้ในสิ่งที่ต้องการแล้ว ไม่มีสิ่งใดที่ไม่พอใจ
วาจาของฮ่องเต้ แม้ดูเหมือนตรัสกับ.องค์รัชทายาท แต่ความจริงแล้วเป็นการตักเตือนพวกขุนนางที่หัวเราะเยาะม่าวอ๋องเมื่อครู่ต่างหาก
นี่เป็นการประกาศให้รู้โดยทั่วกันว่า ต่อให้ม่าวอ๋องลงจากตำแหน่ง.องค์รัชทายาทแล้ว ก็ใช่ว่าจะให้ใครมาเยาะเย้ยเขาได้
ตอนที่ 620: ภาพที่เห็นตรงหน้ามันคือเรื่องจริงหรือนี่
ทุกคนในท้องพระโรงได้ยินดังนั้นก็ไม่กล้าเอ่ยคำใด ทว่าในใจพลันเกิดความรู้สึกเคลือบแคลง
หากจำไม่ผิด ตลอดมาบรรดาอ๋องรักใคร่ปรองดองกันแค่ภาพลักษณ์ภายนอก ความจริงแต่ละคนต่างแย่งชิงอำนาจกันอย่างดุเดือด แม้แต่องค์รัชทายาทที่ไม่ได้เรื่องก็ไม่ยอมเสียหน้า ไร้ความสามารถกลับไม่ยอมแพ้
ทว่าเหตุใดตอนนี้ ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องถึงดีขึ้นเสียแล้วล่ะ?
องค์รัชทายาทถูกเปลี่ยนคน แต่ม่าวอ๋องไม่มีความคิดเห็นอะไรเลย ทั้งยังคิดถึงเรื่องล่าสัตว์ร่ำสุราได้อีก นี่ใช่ความคิดของคนสูญเสียอำนาจจริงๆหรือ?
หรือว่าม่าวอ๋องจะโกรธจนสมองฟั่นเฟือนไปแล้ว?
ไหนจะอ๋ององค์อื่นๆอีก เหตุใดแต่ละคนถึงไม่โวยวายเลย พวกเขายอมปล่อยให้เรื่องเป็นไปเช่นนี้จริงๆหรือ?
เหล่าขุนนางรู้สึกฉงนงงงวยมาก แต่ไม่มีใครกล้าพูดอะไร ขืนพูดไปอาจถูกตัดหัวได้
หลังจากหารือกันไปครู่หนึ่ง เรื่องพิธีสถาปนา.องค์รัชทายาทก็ถูกมอบหมายให้ฝ่ายพิธีการไปจัดการ จากนั้นการประชุมเช้าก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ขณะที่ทุกคนเตรียมแยกย้ายกันออกจากท้องพระโรง ก็ได้ยินสุรเสียงฮ่องเต้รั้งให้บรรดาอ๋องและองค์ชายอยู่ต่อ จากนั้นทรงรับสั่งเสียงเบา “คืนนี้พวกเจ้ากินอะไรกันก็ส่งมาให้ให้เราชุดหนึ่งด้วย!”
ม่าวอ๋องกล่าว “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาดก็คงจะเป็นเนื้อย่างพ่ะย่ะค่ะ อากาศหนาวเช่นนี้ หากส่งกลับมาที่วังอาหารคงเย็นชืด เสด็จพ่อไปล่าสัตว์กับพวกเราดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
องค์รัชทายาทเสริม “ก็ดีเหมือนกันนะพ่ะย่ะค่ะ คืนนี้ไป่ชวนจะเดินทางกลับแล้ว ถือว่าไปผ่อนคลายสักหน่อยเป็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ตรัส “เราไปได้ แต่เจ้าไปไม่ได้ ตอนนี้เจ้าเป็น.องค์รัชทายาทแล้ว มีงานต้องสะสางอีกมาก ไม่ต้องไปหรอก!”
จากนั้นก็หันไปตรัสกับม่าวอ๋อง “พวกเจ้ารอเราประเดี๋ยว เราจะไปเปลี่ยนชุดก่อน ไม่ได้ยืดเส้นยืดสายมานานหลายปีแล้ว!”
ตรัสจบก็รีบพุ่งตัวออกไปจากท้องพระโรง ท่ามกลางสายตาของเหล่าขันทีและนางกำนัลมากมาย
เหล่าขุนนางถึงกับตกตะลึงพรึงเพริด ภาพที่เห็นตรงหน้ามันคือเรื่องจริงหรือนี่!
องค์รัชทายาทพลันหน้างอ รู้สึกเหมือนตนเองไม่ใช่องค์รัชทายาทเลย แต่เป็นแรงงานที่ถูกเอาเปรียบมากกว่า!
อ๋อง.องค์อื่นกับเหล่าองค์ชายก็ไม่มัวเสียเวลา ต่างรีบแยกย้ายกันไปเตรียมตัวอย่างรวดเร็ว
เชื้อพระวงศ์ตำแหน่งอ๋องโดยปกติแล้วจะพักอาศัยอยู่ที่จวนส่วนตัวนอกวังหลวง แต่ในวังหลวงก็จะมีตำหนักของตนเองเช่นกัน เสื้อผ้าอาภรณ์ข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ จะถูกเตรียมไว้พร้อมสรรพเสมอ ส่วนเหล่าองค์ชายอาศัยอยู่ในวังหลวงอยู่แล้ว ดังนั้นการเตรียมตัวของพวกเขาจึงเป็นไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทำให้เสด็จพ่อต้องรอนาน
และแล้วการล่าสัตว์ที่นัดหมายกันแค่ปากเปล่า กลับกลายเป็นการล่าสัตว์ของเชื้อพระวงศ์ทันที
ฮ่องเต้กับบรรดาอ๋องและองค์ชายออกจากวังเช่นนี้ย่อมได้รับความสนใจเป็นอย่างมาก แต่ฮ่องเต้กลับวางตัวอิสระไม่มีพิธีรีตอง และไม่ได้พาคนไปมากนัก มีเพียงบรรดาโอรสกลุ่มหนึ่ง กับ.องครักษ์ประจำพระองค์เท่านั้น ไม่สนใจคำคัดค้านของผู้ใดเลย
โชคดีที่ลู่ไป่ชวนเป็นคนรอบคอบ แม้ไม่รู้ว่าฮ่องเต้จะเสด็จด้วย แต่ท่านอ๋องและเหล่าองค์ชายล้วนเป็นเชื้อพระวงศ์ชั้นสูง เขาจึงไม่อาจประมาทได้
ดังนั้นเขาที่ไม่ได้เข้าร่วมประชุมในท้องพระโรงเช้าวันนี้ ได้นำคนไปเตรียมสถานที่เอาไว้เรียบร้อยแล้ว เพื่อให้แน่ใจว่าบริเวณรอบๆ จะไม่มีชาวบ้านอยู่ และส่งกำลังทหารไปคุมเข้มเพื่อรอเชื้อพระวงศ์มา
ปรากฏว่าผู้นำกลุ่มเหล่าอ๋องและองค์ชาย ก็คือฮ่องเต้ที่เสด็จเข้ามาด้วยความฮึกเหิม
ลู่ไป่ชวนรู้สึกไม่อยากจะเชื่อยิ่งนัก
เขารู้ดีว่าเชื้อพระวงศ์เหล่านี้ไม่ได้เรื่อง ทว่าฮ่องเต้กลับเสด็จออกมาพร้อมกับคนแค่ไม่กี่คน นี่หากเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับฮ่องเต้ ใครจะเป็นคนรับผิดชอบล่ะ?
ในที่นี้มีแค่เขาคนเดียวที่เป็นคนนอก หรือจะให้เขารับผิดชอบทั้งหมดคนเดียวอย่างนั้นหรือ?
แม่ทัพพิทักษ์แคว้นถอนหายใจเฮือกใหญ่ เป็นเช่นนี้แล้วจะมีทางเลือกอะไรอีก จากนี้ก็อย่าคิดว่าจะได้ล่าสัตว์ดีๆเลย สิ่งที่ต้องทำจริงๆคือปกป้องคุ้มกันคนผู้นั้นต่างหาก!
ฮ่องเต้ไม่ได้ผ่อนคลายเช่นนี้มานานแล้ว ไม่ได้ตรัสอะไรมากมาย แค่กำชับไม่กี่ประโยคก็เป็นคนนำเข้าไปในป่าทันที ลู่ไป่ชวนรีบตามไปไม่รอช้า
และการล่าสัตว์อันดุเดือดก็ได้เริ่มขึ้น
.....
ณ จวนมู่กั๋วกง
เมื่อคืนหลังจากจ่ายค่าตอบแทนให้กลุ่มมือสังหาร ฮูหยินจัวก็เข้านอนอย่างสบายใจ ในใจคิดอย่างหวานชื่นว่า พรุ่งนี้เช้าตื่นขึ้นมาก็ไม่มีเรื่องรบกวนใจอีกแล้ว
เรื่องที่เกิดขึ้นในช่วงนี้เป็นฝันร้ายสำหรับนางชัดๆ คืนงานเลี้ยงในวังจู่ๆก็เกิดเรื่องขึ้น ทำให้สองสามีภรรยาคู่นั้นได้สร้างผลงาน และนางสารเลวนั่นก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากฝ่าบาทอีก!
แม้แต่นาง—-ภรรยากั๋วกง ยังไม่เคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เลย แล้วนางเด็กบ้านั่นมีสิทธิ์อะไรกัน!
ก็แค่คนชั้นต่ำ สมควรถูกเหยียบไว้เอาไว้ใต้เท้านางเท่านั้น!
แต่หลังจากเมื่อคืนได้ทำตามแผนการที่วางไว้แล้ว ฮูหยินจัวก็ได้นอนหลับพร้อมฝันดี ในฝัน เหอจิ่วเหนียงคุกเข่าแทบเท้าขอร้องให้นางเมตตา แต่นางถีบหน้าอีกฝ่ายสุดแรงจนกลิ้งไปหลายตลบ ช่างเป็นฝันที่รู้สึกสะใจยิ่งนัก!
เมื่อลืมตาตื่นขึ้นในเช้าวันใหม่ ฮูหยินจัวก็พบกับชายสวมหน้ากากคนหนึ่งนั่งอยู่ไม่ไกล นางตกใจจะสะดุ้งเฮือก ขณะกำลังจะตะโกนเรียกคนเข้ามาช่วย กลับรู้สึกคุ้นเคยกับชายสวมหน้ากากผู้นี้ขึ้นมา
เขาก็คือหัวหน้านักฆ่าที่นางจ้างวานให้ไปทำงานเมื่อคืนนี้นั่นเอง
“เป็นอย่างไรบ้าง จัดการเรียบร้อยดีหรือไม่?”
ขณะเอ่ยถาม นางไม่อาจควบคุมมุมปากที่ยกขึ้นอย่างสาแก่ใจของตัวเองได้เลย
“ไม่เรียบร้อย ภารกิจไม่สำเร็จ สองสามีภรรยาคู่นั้นไม่ใช่คนที่พวกเราจะต่อกรได้ เมื่อคืนเกือบพ่ายแพ้ย่อยยับ ท่านไปจ้างคนอื่นเถอะ นี่เป็นเงินค่าจ้างครึ่งหนึ่งที่ท่านจ่ายมา สหายพี่น้องของข้าได้รับบาดเจ็บไม่น้อย จำเป็นต้องจ่ายค่าหยูกยา”
เขาชี้ไปที่ห่อกระดาษบนโต๊ะ ในห่อมีตั๋วเงินจำนวนหนึ่ง
จากนั้นร่างของเขาก็อันตรธานหายไปอย่างรวดเร็ว ไม่รอให้ฮูหยินจัวได้กล่าวอะไร
สตรีผู้จ้างวานอึ้งค้างไปพักใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ ความหวังของนางพังทลายลงแล้วอย่างนั้นหรือ!
ทุกอย่างในฝันของนางล้วนเป็นแค่ความฝันจริงๆอย่างนั้นหรือ!
นางสารเลวนั่นเก่งกาจมากจริงๆหรือนี่!
ตอนนี้ฮูหยินจัวยังไม่รู้ตัวว่า ข้อมูลของนางถูกเปิดเผยไปแล้ว นางคิดว่านักฆ่าเหล่านี้คงมีจรรยาบรรณอยู่บ้าง คงไม่ทรยศนาง เพราะถึงอย่างไรก็รับเงินของนางไปครึ่งหนึ่งแล้ว
นางไหนเลยจะคิดถึงว่า เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้แข็งแกร่งที่แท้จริง คนเหล่านั้นก็ทำได้แค่ต้องยอมสยบเท่านั้น จรรยาบงจรรยาบรรณอะไรนั่น มันถูกทำลายไปตั้งนานแล้ว
เหตุผลหลักๆก็คือ นักฆ่าเหล่านั้นรู้สึกว่าลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงล้วนเป็นคนมีเมตตาทั้งคู่ บวกกับผลงานที่ทั้งสองทำสำเร็จไปก่อนหน้านี้ก็สร้างชื่อเสียงอย่างมาก พวกเขาที่เป็นนักฆ่าได้ยินเรื่องนี้ก็ยังชื่นชมทั้งสองอยู่เลย แต่ฮูหยินจวนมู่กั๋วกงกลับจ้างวานให้พวกเขาไปฆ่าโดยไม่มีปี่มีขลุ่ย เห็นได้ชัดว่าฮูหยินผู้นี้ต่างหากที่เป็นคนชั่วร้าย
โดยเฉพาะเมื่อคืน ลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงแสดงท่าทีออกมาชัดเจนว่าปรานีไว้ชีวิตพวกเขา ทั้งยังบอกอีกว่าใกล้จะถึงเทศกาลปีใหม่แล้วแต่ยังต้องออกมารับงานเช่นนี้อีกคงไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ดังนั้นเขาจึงบอกคนจ้างวานกับอีกฝ่ายไปโดยไม่ลังเล
เฮ้อ ครั้งนี้ทำผิดจรรยาบรรณไปแล้ว ครั้งหน้าเขาจะไม่ทำอีก
ฮูหยินจัวโกรธเป็นฟืนเป็นไฟจนแทบจะแปลงร่างได้ นางสารเลวนั่นถูกนางวางแผนให้ถูกลักพาตัวไปขายต่อเป็นทอดๆด้วยสารพัดวิธีตั้งแต่เด็ก เหตุใดถึงไต่เต้าขึ้นมาอยู่สูงกว่านางเช่นนี้ได้! ตำแหน่งของลู่ไป่ชวนในตอนนี้สูงกว่าสามีนางเป็นไหนๆ แม้จะมาจากครอบครัวบ้านนอก ถูกคนตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงเหยียดหยาม แต่อำนาจในมือของลู่ไป่ชวนนั้นเป็นของจริง ไม่ใช่แค่ตำแหน่งสวยหรู
แผนการครั้งนี้ล้มเหลว คนมีความแค้นจึงเริ่มรู้สึกตระหนักได้ถึงบางอย่าง…
พวกเขาจะสืบมาถึงตัวนางหรือไม่!
พลันนั้นสตรีมากแผนการก็เริ่มตื่นตระหนก แม้จวนมู่กั๋วกง—-ชื่อนี้ใครได้ยินก็รู้ได้ว่ายิ่งใหญ่ แต่ก็มีแค่พวกเขาเท่านั้นที่รู้ดีว่า หลายปีหลังมานี้พวกเขากินบุญเก่า ไม่ได้มีอำนาจในราชสำนักเต็มมือเหมือนเมื่อก่อนแล้ว ในจวนก็ไม่มีคนรุ่นใหม่ที่โดดเด่นเป็นหน้าเป็นตาได้เลย หากถูกตระกูลลู่สืบเสาะพบเข้าละก็ ใครจะเป็นฝ่ายแพ้ชนะก็ยังบอกไม่ได้
ขณะที่นางกำลังอยู่ในอาการตื่นตระหนก จู่ๆด้านนอกก็เกิดเสียงความวุ่นวายขึ้น นายหญิงของจวนรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวมและออกไปดู สาวใช้ในเรือนรีบเข้ามารายงานทันทีที่เห็นนายหญิง “ฮูหยิน เกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้วเจ้าค่ะ เมื่อคืนท่านกั๋วกงไปเที่ยวที่หอคณิกา เช้าวันนี้จึงพาผู้หญิงคนหนึ่งกลับจวนมาด้วยเจ้าค่ะ บอกว่าจะรับเข้ามาเป็นอนุเจ้าค่ะ!”
“ว่าอย่างไรนะ! ผู้หญิงโคมเขียวสกปรก.สกปรก เช่นนั้นเขาก็กล้าพาเข้าจวนอย่างนั้นหรือ!”
ฮูหยินจัวอารณ์ปะทุเรื่องลอบสังหารเหอจิ่วเหนียงไม่สำเร็จอย่างมากเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เมื่อได้ยินเรื่องนี้ก็ยิ่งเดือดดาลขึ้นเป็นทวีคูณ
สาวใช้หวาดกลัวจนตัวสั่น ยังคงรายงานเสียงเบา “แต่ผู้หญิงคนนั้นนางมีคนรักอยู่แล้ว เดิมทีนางไม่ยอมมากับท่านกั๋วกงเจ้าค่ะ แต่ท่านกั๋วกงดื่มหนักจนเมาก็เลยบังคับนางมา แถมยังจัดการคนรักของนางจนตายแล้วด้วยเจ้าค่ะ…”
จบตอน
Comments
Post a Comment