single mom ep621-630

ตอนที่ 621: เมื่อไรสตรีจะสามารถมีอิสระของตัวเองได้เสียที


เมื่อฟังถึงตรงนี้ ฮูหยินจัวก็แทบ.ลมจับ


สามีนางเป็นคนเสเพลมีบ้านเล็กบ้านน้อยไม่ใช่เพิ่งเป็นแค่วันสองวัน ที่ผ่านมาเขาทำอย่างเงียบๆ ไม่พาสตรีเหล่านั้นมาให้นางเห็น นางจึงพอสามารถปิดหูปิดตาข้างหนึ่งได้ เพราะหากไม่ยอมให้เขาทำเช่นนี้ ตัวนางก็คงไม่ได้ขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งนี้


นางตระหนักรู้ในเรื่องพวกนี้อย่างชัดเจน


แต่คิดไม่ถึงว่าจะมีวันที่เขากระทำอย่างเกินขอบเขตเช่นนี้ ไปฉุดตัวสตรีโคมเขียวนั่นเข้าจวนมาไม่พอ ยังฆ่าคนตายอีกด้วย!


“รีบให้คนไปจัดการให้คนพวกนั้นหุบปาก ห้ามแพร่งพรายเรื่องนี้ออกไปเป็นอันขาด! แล้วก็เอาเงินไปให้ครอบครัวคนที่ตายด้วย อย่าให้พวกมันเอาเรื่องไปฟ้องทางการเด็ดขาด!”


ฮูหยินจัวจัดการดูแลเรื่องในจวนมานานกว่าสิบปี นับว่ามีประสบการณ์ไม่น้อย ในสถานการณ์เช่นนี้ไม่อาจสนใจอารมณ์ของตนเองได้แล้ว ต้องจัดการปัญหาของครอบครัวก่อน


เรื่องนี้จะบอกว่าเรื่องใหญ่ก็ไม่เชิง เพราะอย่างไรฐานะของมู่กั๋วกงก็ยังเป็นที่น่าเกรงขามอยู่ แม้ตระกูลจะถดถอย แต่อูฐที่ผอมตายก็ยังใหญ่กว่าม้าอยู่ดี จึงไม่มีใครกล้าล่วงเกินได้ง่ายๆ


แต่จะบอกว่าเป็นเรื่องเล็กนั้นย่อมไม่ใช่ เพราะถึงอย่างไรก็มีคนตาย หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปจนถึงหูเหล่าขุนนาง คนพวกนั้นไม่มีทางพลาดโอกาสซ้ำเติมแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้น ความเป็นอยู่ของจวนมู่กั๋วกงก็คงตกที่นั่งลำบาก


สาวใช้ส่ายหน้าอย่างแรง “ไม่ทันแล้วเจ้าค่ะฮูหยิน คนของทางการรู้แล้วเจ้าค่ะ ท่านกั๋วกงก็ถูกคุมตัวไปแล้วเจ้าค่ะ ฮือๆๆ…”


เมื่อเล่าถึงตรงนี้สาวใช้ก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ ร้องไห้ออกมาทันทีด้วยความกลัว


จัวเวยมีฐานะเป็นผู้นำตระกูลจัว แม้จะไม่ได้เก่งกาจเท่าบรรพบุรุษ แต่ในตระกูล เขาก็เป็นขุนนางมีตำแหน่งสูงที่สุด ปกติยามลูกหลานในตระกูลก่อเรื่องอะไรขึ้น จัวเวยก็จะเป็นคนออกหน้าจัดการให้ แต่ครั้งนี้จัวเวยกลับก่อเรื่องเสียเอง แล้วในตระกูลจะมีใครช่วยเหลือเขาได้อีก


ฮูหยินจัวได้ยินดังนั้นถึงกับแข้งขาอ่อนแรง เซถอยหลังไปสองก้าวอย่างไม่อาจควบคุม หากไม่มีสาวใช้ช่วยประคองไว้ เกรงว่าคงล้มลงไปแล้ว


เช้านี้เกิดเรื่องร้ายๆตามมาติดๆ จนนางไม่ทันได้ตั้งสติเลย


นางจะล้มไม่ได้ ต้องคิดหาทางช่วยสามีไม่เอาไหนออกมาให้ได้!

.....

ความจริงแล้ว ที่คนของทางการรู้เรื่องของจัวเวยก็เป็นฝีมือของลู่ไป่ชวน


เมื่อคืนหลังจากเหอจิ่วเหนียงเข้าสู่ห้วงนิทรา ลู่ไป่ชวนก็ส่งคนไปจับตาดูที่จวนมู่กั๋วกง ทว่าคนที่ส่งไปกลับลอบตามจัวเวยไปที่หอคณิกา ไม่ได้ประจำการอยู่ที่จวนมู่กั๋วกง ก่อนฟ้าสางเขากลับมารายงานเรื่องนี้กับลู่ไป่ชวน แม่ทัพใหญ่ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะให้คนไปแจ้งเรื่องนี้กับทางการให้ไปจับจัวเวย


ตอนแรกลู่ไป่ชวนก็ลังเลว่าจะทำดีหรือไม่ เพราะถึงอย่างไรจัวเวยก็มีความเป็นไปได้ว่าจะเป็นพ่อตาของเขา และพฤติกรรมของจัวเวยในงานเลี้ยงคืนนั้นดูก็เป็นปกติ น่าจะยังไม่รู้ตัวตนของภรรยาเขา เรื่องมือสังหารจึงอาจเป็นแผนการของฮูหยินจัวคนเดียว


ไม่แน่ว่า จัวเวยอาจจะเป็นคนดีคนหนึ่งก็ได้


แต่พอได้ยินลูกน้องรายงานว่า เขาฝืนใจสตรีผู้นั้น ทั้งยังทำร้ายคนรักของนางจนถึงแก่ความตาย นี่ไม่ใช่เป็นเรื่องที่คนดีๆเขาทำกัน ทันใดนั้นเขาจึงต้องใจร้ายไปแจ้งทางการ


จะได้ใช้โอกาสนี้ตรวจสอบจัวเวยได้พอดี และจะได้รู้ด้วยว่า อำนาจของจวนมู่กั๋วกงมีมากเพียงใด

.....

เหอจิ่วเหนียงไม่รู้เรื่องเหล่านี้ ในเช้าวันนี้นางเดินทางมาที่บ้านมารดาของโจวเยี่ยนหลาน รับการขอบคุณอย่างล้นหลามจากพี่สะใภ้ของคุณหนูโจว


แค่ไม่กี่วันหลังจากได้ดื่มยาไปแล้วสามเทียบ นางจ้าว—พี่สะใภ้ของโจวเยี่ยนหลานรู้สึกได้ว่าตัวเองอาการดีขึ้นมาก ไม่ได้ถึงขั้นกระฉับกระเฉง แต่รู้สึกสดชื่นแจ่มใสอย่างเห็นได้ชัด ในที่สุดนางก็รอดพ้นจากประตูแห่งความตายมาได้แล้ว


ตอนแรกที่น้องสามีพาเหอจิ่วเหนียงมารักษาอาการให้ นางไม่ได้คาดหวังอะไรเลย ร่างกายตัวเองเป็นเช่นไรนางย่อมรู้ดีกว่าใคร นางคือคนใกล้ตาย ไม่จำเป็นต้องสิ้นเปลืองเงินทองมารักษาอีกแล้ว แต่นางก็ไม่ได้ขัดอะไร


ทว่าพอเหอจิ่วเหนียงฝังเข็มให้นางหนึ่งรอบ หลังจากเหงื่อออกทั่วร่างกายก็รู้สึกผ่อนคลายขึ้นไม่น้อย จากนั้นดื่มยาติดต่อกันไม่กี่วัน ตอนนี้นางสามารถลุกจากเตียงได้แล้ว สีหน้าก็ดูมีสีระเรื่อขึ้นไม่น้อย 


นางได้ประจักษ์แล้วว่า ตนเองได้พบกับเทพยดาเข้าแล้ว


เมื่อรู้ว่าคืนนี้เหอจิ่วเหนียงจะเดินทางกลับจิงโจว นางจ้าวก็ให้คนเตรียมของไว้ให้ไม่น้อย นอกจากค่ารักษาตัวเลขสูงแล้ว ยังมีของขึ้นชื่อจากเมืองหลวง และเครื่องประดับล้ำค่ามากมาย


นี่เป็นครั้งแรกที่เหอจิ่วเหนียงได้พบกับคนที่ใจถึงทั้งที่เพิ่งรู้จักแค่ไม่กี่วันเช่นนี้ ทว่านางยังคงเอ่ยด้วยความเกรงใจเหลือแสน “ให้แค่ค่ารักษาก็พอแล้วเจ้าค่ะ สิ่งของพวกนี้ไม่ต้องก็ได้”


“ต้องรับเจ้าค่ะ ต้องรับ! ท่านหมอเหอ ท่านคือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้า ถือเป็นผู้ให้กำเนิดที่ให้ชีวิตใหม่กับข้าอีกครั้ง หากไม่ใช่เพราะข้ายังไม่แรงมากพอ ของเหล่านี้ข้าคิดว่ายังน้อยไปด้วยซ้ำ! ท่านอย่าได้กังวลเลย ของพวกนี้เป็นสินเดิมของข้า ข้าจะทำอย่างไรกับมันก็ได้ โปรดท่านรับไว้เถอะนะ!”


นางจ้าวจดจ้องเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาคาดหวัง ดวงตาทอประกายคล้ายปริ่มน้ำ เหอจิ่วเหนียงดูจากสถานการณ์แล้ว หากตนไม่รับ อีกฝ่ายต้องร้องไห้ตรงหน้าเป็นแน่


“ก็ได้เจ้าค่ะ เชนนั้นข้าจะรับไว้”


หมอหญิงผู้จนหนทางกระแอมเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยอย่างจริงจัง “เทียบยานี้ท่านดื่มต่อเนื่องได้เลย รอหลังปีใหม่ข้ากลับมาจะเปลี่ยนเทียบยาให้ท่านอีกที ร่างกายของท่านทรุดโทรมหนักมาก ใช่ว่าบำรุงแค่วันสองวันแล้วจะหาย อย่างน้อยก็ต้องใช้เวลารักษาประมาณปีครึ่งถึงจะได้”


“เจ้าค่ะ ข้าเข้าใจแล้ว!”


ตอนนี้นางจ้าวถือคำพูดของเหอจิ่วเหนียงเป็นประกาศิตจากสวรรค์ไปแล้ว ไม่ว่าหมอเหอพูดสิ่งใดนางก็เชื่อหมดทุกอย่าง


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “อีกอย่าง ระหว่างที่รักษานี้ให้งดเรื่องอุ่นเตียงไปก่อนนะเจ้าคะ ไม่อย่างนั้นจะทำให้ร่างกายยิ่งเสียพลังงาน”


แม้ทุกคนในห้องนี้จะออกเรือนกันหมดแล้ว แต่เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ นางจ้าวกับโจวเยี่ยนหลานก็อดที่จะหน้าร้อนผ่าวด้วยความเขินอายไม่ได้


นางจ้าวย่อมไม่ได้มีปัญหา ตลอดหลายปีที่นางเจ็บป่วยก็ไม่ได้ทำเรื่องเหล่านั้นเลย นางได้เลือกสาวใช้รูปโฉม.งดงามหลายคนให้เป็นอนุภรรยาของสามีด้วย และหากตอนนี้ไม่ได้พบเหอจิ่วเหนียง ผู้ที่สามารถรักษาอาการป่วยให้นางได้ละก็ นางก็กำลังมองหาภรรยาเอกคนใหม่ให้สามีก่อนที่ตนจะลาโลกนี้ไปอยู่พอดี


สตรีในยุคนี้ก็ต่ำต้อยไร้ค่าเช่นนี้ ตนเองแทบจะเอาตัวไม่รอดอยู่แล้ว ยังคิดแก้ไขปัญหาเหล่านี้ให้พวกผู้ชายอีก


เหอจิ่วเหนียงฟังแล้วก็รู้สึกขมขื่นหัวใจ เมื่อไรสตรีจะสามารถมีอิสระของตัวเองและมีคุณค่าจริงๆเสียที ไม่ใช่เป็นแค่เครื่องมือสนองตัณหาให้กับพวกผู้ชายเช่นนี้


ยังดีที่ช่วงนี้ได้ไปมาหาสู่กับนางจ้าว เหอจิ่วเหนียงจึงได้พบสามีของนางจ้าวด้วย พบว่าเขาเป็นคนดีคนหนึ่ง แม้จะมีอนุเรือนหลัง แต่เขาก็มักจะมาอยู่ดูแลนางจ้าวที่เรือนหลักเป็นส่วนใหญ่ อาจเป็นเพราะสงสารภรรยาที่เหลือเวลาอยู่บนโลกนี้อีกไม่มากแล้ว หรือไม่ว่าจะเพราะเหตุผลใดก็ตามแต่ แต่เห็นได้ชัดว่าความสัมพันธ์ของสามีภรรยาคู่นี้ถือว่าไม่เลวเลย


เรื่องเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่เหอจิ่วเหนียงควรยุ่ง นางจึงไม่ได้ออกความเห็นอะไร เพียงกำชับเรื่องการดูแลตัวเองและข้อควรปฏิบัติให้ชัดเจน และขอตัวกลับ


นางจ้าวมองตามแผ่นหลังบางที่จากไปแล้วก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่ได้ หากนางได้รู้จักกับเหอจิ่วเหนียงตั้งแต่หลายปีก่อน บุตรผู้น่าสงสารของนางก็คงไม่จากนางไปเร็วเช่นนี้


โจวเยี่ยนหลานเห็นพี่สะใภ้ร้องไห้ก็อดเศร้าไปด้วยไม่ได้ แต่ก็ยังเอ่ยปลอบใจ “พี่สะใภ้ ท่านยังไม่หายดี รีบกลับเข้าไปนอนพักเถอะเจ้าค่ะ รอท่านกลับมาหายดีแล้ว ค่อยว่ากันอีกทีนะเจ้าคะ”


“อืม น้องสาม ที่ข้ามีวันนี้ได้ก็เพราะเจ้า วันหน้าหากเจ้ามีเรื่องลำบากอะไรก็บอกพี่สะใภ้มาได้เลย พี่สะใภ้จะแบกรับให้เจ้าเอง!”


ความสัมพันธ์ระหว่างพี่/น้องสามีกับสะใภ้ในยุคโบราณนั้นปกติยากนักที่จะปรองดองกัน แต่ที่ทั้งสองสามารถรักใคร่กลมเกลียวกันได้ดีเช่นนี้ ก็เพราะการอบรมเลี้ยงดูของครอบครัวนั่นเอง


“เจ้ากับน้องเขยอายุยังน้อย อย่าเพิ่งรีบมีลูกเลย เราเชื่อที่หมอเหอบอกดีกว่า อีกสักสองสามปีค่อยมีก็ยังไม่สาย แต่อย่าให้เหมือนข้าเด็ดขาด ร่างกายทรุดโทรมล้มป่วยเช่นนี้”


นางจ้าวตบหลังมือโจวเยี่ยนหลานเบาๆ นางในตอนนี้ไม่เหมือนพี่สะใภ้เลย เหมือนเป็นแม่มากกว่า


โจวเยี่ยนหลานพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ตอนนี้ข้าไม่ได้รีบแล้ว ค่อยๆเป็นค่อยๆไปดีกว่าเจ้าค่ะ”

.....

ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงกลับมาถึงจวนก็พบว่ามีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่หน้าประตู คนบังคับรถม้าส่งจดหมายให้นาง ภายในมีใจความว่า วันนี้ล่าสัตว์ดีๆมาได้ไม่น้อย จึงส่งคนมารับนางไปกินเนื้อย่างโดยเฉพาะ


เหอจิ่วเหนียงได้ยินว่าจะกินเนื้อย่าง เช่นนั้นจะขาดเครื่องเทศย่างได้อย่างไรเล่า!


นางกลับเข้าไปในห้องตัวเองครู่หนึ่ง จากนั้นก็เดินออกมาพร้อมกับกล่องเล็กๆหนึ่งใบ “ไปกันเถอะ!”


ตอนที่ 622: พ่อหนุ่ม ฝีมือไม่เลวเลยนี่


ปกติเหอจิ่วเหนียงจะพกกล่องเล็กๆใบนี้ติดตัวออกไปตรวจผู้ป่วยเสมอ แต่คืนนี้ไปกินเนื้อย่าง เหตุใดต้องพกกล่องยาไปด้วยล่ะ?


พวกบ่าวรับใช้สงสัยมาก แต่เรื่องของเจ้านาย ต่อให้สงสัยก็ไม่สมควรถาม ความคิดของเจ้านายไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะต้องหาคำตอบ


สาวใช้คนหนึ่งยื่นมือจะช่วยเหอจิ่วเหนียงถือกล่อง เหอจิ่วเหนียงกลับกล่าว “ไม่เป็นไร ข้าถือเองได้”


เหตุผลหลักก็เพราะ กล่องใบนี้ค่อนข้างหนัก สาวใช้คนนี้ดูแล้วอายุน้อยกว่าเหลียนฮวาเสียอีก เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ให้ช่วย


สาวใช้รู้ว่าเจ้านายสงสารนาง นางจึงรู้สึกซาบซึ้งใจมาก


นางเป็นสาวใช้ที่ถูกซื้อตัวเข้ามาตอนที่เหอจิ่วเหนียงมาเยือนเมืองหลวงครั้งแรก ปกติเจ้านายอาศัยอยู่ในเมืองหลวงไม่นานก็ต้องกลับแล้ว ถึงแม้นานๆทีจะได้ดูแลรับใช้ แต่นางก็รู้ว่าเจ้านายทุกคนเป็นคนดีและเข้าถึงง่าย ควรค่าที่จะให้นางอยู่ตอบแทนบุญคุณไปตลอดชีวิต


เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะล่วงรู้ว่าในใจสาวใช้ผู้นี้กำลังคิดสิ่งใดอยู่ นางขึ้นรถม้าและกล่าว “ไม่ต้องยืนส่งแล้ว กลับเข้าไปผิงไฟเถอะ คืนนี้พวกข้าไม่กลับมากินข้าวที่จวนนะ”


ยามที่อยู่ในเมืองหลวง เวลาจะออกจากจวน น้อยนักที่เหอจิ่วเหนียงจะพาสาวใช้ไปด้วย ส่วนมากจะมีแค่คนบังคับรถม้าเท่านั้น


เหตุผลหลักๆคือ ที่นี่อากาศหนาวมาก ร่างกายนางยังพอทนได้ แถมเวลาออกจากจวนยังพกเตาอุ่นมือไปด้วย แต่เหล่าสาวใช้ไม่ได้เป็นเช่นนั้น พวกนางล้วนเพิ่งอายุสิบต้นๆเท่านั้น จึงรู้สึกสงสาร


ในสังคมศักดินาเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงไม่สามารถทำให้พวกนางได้รับความเท่าเทียมจากสังคมโดยรอบได้ แต่ในเมื่อพวกนางคือคนของตน เช่นนั้นการจะปกป้องพวกนางในพื้นที่ของตัวเองก็นับว่าไม่มีปัญหา


เหล่าสาวใช้ตาแดงก่ำน้ำตาคลอ มองตามรถม้าที่เคลื่อนห่างไปพลางสูดจมูดพยายามกลั้นน้ำตาไว้ พวกนางสัมผัสได้ถึงความอบอุ่น ความอบอุ่นที่แม้แต่จากบิดามารดาของตัวเอง พวกนางก็ไม่เคยได้รับมาก่อนเลย

.....

อากาศหนาวๆเช่นนี้เหมาะกับการนอนซุกผ้าห่มหนาๆยิ่งนัก เหอจิ่วเหนียงนั่งอยู่บนรถม้าพร้อมถือเตาอุ่นมือ ตาเริ่มปรือเพราะความง่วงเริ่มคืบคลานเข้ามา ขณะที่รู้สึกว่าตนเองเริ่มจะสัปหงก ก็ได้ยินคนบังคับรถม้ากล่าวขึ้น “ฮูหยิน ถึงแล้วขอรับ”


เหอจิ่วเหนียงอ้าปากหาว ชะเง้อมองออกไปนอกหน้าต่างรถม้า พบว่าเป็นบ้านพักหลังหนึ่ง หน้าประตูบ้านพักมีคนมายืนรอต้อนรับอยู่แล้ว


คนบังคับรถม้ายกม้านั่งมาให้เหอจิ่วเหนียง หญิงสาวก้าวลงจากรถม้าอย่างสง่างาม มีผู้ดูแลประสานมือทักทายด้วยความเคารพ ทั้งยังยื่นมือมาจะช่วยถือกล่องเล็กๆของนาง


แม้ไม่รู้ว่าฮูหยินลู่นำกล่องยามากินเนื้อย่างด้วยทำไม แต่ตอนนี้ตระกูลลู่นับว่าเป็นตระกูลสูงศักดิ์ตระกูลใหม่ในเมืองหลวง ใครเลยจะกล้าล่วงเกิน ผู้ดูแลจึงได้แต่ยิ้มอย่างเอาใจ


เหอจิ่วเหนียงเห็นเขาเป็นบุรุษร่างใหญ่กำยำ จึงให้ช่วยถืออย่างไม่เกรงใจ


ผู้ดูแลรับกล่องมาด้วยรอยยิ้ม แต่ด้วยเห็นว่ากล่องมีขนาดเล็กจึงไม่ได้คะเนน้ำหนัก ตอนที่รับมาเขาจึงเกือบทำกล่องตกลงพื้นแล้ว


กล่องเล็กแค่นี้ เหตุใดถึงหนักขนาดนี้ล่ะ!


ยังดีที่เขาตั้งตัวทัน ไม่อย่างนั้นคงร่วงแตกแน่!


เหอจิ่วเหนียงหมดคำพูด เป็นบุรุษตัวใหญ่ซะเปล่า เหตุใดถึงอ่อนแอเพียงนี้กัน


หากไม่ใช่เพราะโอกาสไม่เหมาะสม นางจะจับชีพจรให้เขาสักหน่อยแล้ว


ผู้ดูแลเตรียมเดินนำทาง เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ช่วยส่งคนไปจัดการรถม้ากับจัดที่ทางให้คนบังคับรถม้าของข้าหน่อยนะ อากาศหนาวเช่นนี้จะให้เขารออยู่ข้างนอกหนาวๆไม่ได้”


“ขอรับ ข้าน้อยจะจัดการให้ขอรับ”


ที่นี่คือชานเมือง อุณหภูมิต่ำกว่าในเมืองเล็กน้อย ต่อให้เหอจิ่วเหนียงไม่สั่งก็มีคนจัดเตรียมให้โดยเฉพาะอยู่แล้ว


คนบังคับรถม้าได้ยินดังนั้นก็แทบอยากร้องไห้ 


ฮือๆๆ ฮูหยินของเขาช่างจิตใจดีมากจริงๆ ไม่ว่าจะตอนที่เผชิญหน้ากับนักฆ่า หรือครั้นงานเลี้ยงในวัง ก็ยังนึกถึงเขาเสมอ


เหอจิ่วเหนียงเดินตามผู้ดูแลเข้าไปด้านใน ณ ยามนี้ที่นี่เป็นสถานที่ที่คนสูงศักดิ์มารวมตัวกัน มีทหารคอยคุ้มกันเอาไว้อย่างเข้มงวด คืนนี้คงจะดื่มได้อย่างสุขสำราญเลยทีเดียว… อ่อ ไม่สิ เดี๋ยวต้องขับเฮลิคอปเตอร์กลับจิงโจว นางจะดื่มไม่ได้


เฮ้อ∼ เช่นนั้นก็กินเนื้อย่างให้เยอะๆเลยแล้วกัน จะได้ไม่มาเสียเที่ยว!


“ฮูหยิน ให้ข้าน้อยช่วยนำกล่องนี้ไปไว้ที่อื่นหรือไม่ขอรับ?”


ผู้ดูแลคิดว่าเป็นกล่องยา คงจะไม่ได้ใช้ จึงจะช่วยนำไปเก็บให้


“ไม่ต้อง เอามาให้ข้าเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงยื่นมือไปรับ ภายใต้สายตาฉงนของผู้ดูแล นางเดินเข้าไปในศาลาที่ตกแต่งอย่างหรูหราหลังหนึ่ง


ศาลาหลังนี้เปิดโล่งมีลมโกรกทั้งสี่ด้าน ไม่ได้กันหนาว แต่สามารถกันหิมะได้ ทุกคนนั่งล้อมกองไฟกินเนื้อย่างอยู่ด้านใน เพราะอยู่ใกล้กองไฟจึงไม่ได้รู้สึกหนาวมากนัก


ที่นี่มีฮ่องเต้ บรรดาอ๋อง องค์ชาย และพระชายาของแต่ละพระองค์ ทั้งหมดล้วนเป็นคนที่คุ้นเคยกันดี


การให้ทุกคนมาย่างอาหารกันเองเช่นนี้ เป็นความคิดของฮ่องเต้ เนื่องจากฮ่องเต้รู้สึกว่าการได้ลงมือทำเองสนุกกว่า


เดิมทีพระองค์ตั้งใจจะตั้งเตาไฟย่างกันในบ้านโดยไม่ได้คำนึงถึงอะไร แต่ลู่ไป่ชวนแย้งว่าย่างในบ้านไม่ได้ ต้องย่างข้างนอกเท่านั้น เพราะอาจจะเกิดอันตรายขึ้นได้


โชคดีที่เสนอความคิดนี้ออกมาตั้งแต่ตอนเช้า ดังนั้นจึงสั่งให้คนสร้างศาลาหลังนี้ขึ้นมาได้ทันเวลาพอดี


ตอนที่เหอจิ่วเหนียงมาถึง เหล่าองค์ชายยังไม่ได้เริ่มกินกันเลย ไม่ใช่เพราะบ่าวไพร่ชำแหละเนื้อช้าแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะองค์ชายเหล่านี้ไม่เคยต้องลงมือทำเอง จึงไม่รู้ว่าควรเริ่มจากตรงไหน


เริ่มมีกลิ่นเนื้อที่ถูกย่างลอยมาจากฝั่งของเหล่าอ๋องแล้ว


เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงเดินเข้ามา ฮ่องเต้ก็ไม่ให้นางทำความเคารพแต่อย่างใด กวักมือเรียกนางมาทันที “เจ้ามาทันเวลาพอดี สามีของเจ้าเพิ่งย่างเนื้อเสร็จไปไม้หนึ่ง นี่เป็นเนื้อกวางที่เราล่าได้เองกับมือเลยนะ! สดมากเลยละ!”


ทุกคนเห็นสีพระพักตร์ของฮ่องเต้ที่กำลังอวดของล้ำค่าให้เหอจิ่วเหนียงดูเช่นนี้ ก็รู้สึกคุ้นชินแล้ว ก้มหน้าก้มตาย่างของตัวเองต่อไป


“ดีเลยเพ.คะ หม่อมฉันยังไม่เคยกินเนื้อกวางมาก่อนเลย นับว่าลาภปากจริงๆเพ.คะ!”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สงวนท่าทีแต่อย่างใด ยิ้มตาหยีนั่งลงข้างๆลู่ไป่ชวน ลู่ไป่ชวนส่งเนื้อย่างไม้นั้นให้นาง นางยืดคอไปกินจากมือที่ลู่ไป่ชวนโดยไม่รับมาถือเอง


เนื้อที่เพิ่งย่างเสร็จยังมีน้ำมันเดือดปุดๆอยู่ กลิ่นหอมโชยเข้าจมูก ทั้งมีกลิ่นสาบอ่อนๆ เหอจิ่วเหนียงกินอย่างเอร็ดอร่อย


หลังจากกินแล้ว มุมปากของนางจึงเลอะคราบน้ำมันเล็กน้อย ลู่ไป่ชวนหยิบผ้าออกมาเช็ดปากให้นางอย่างตั้งใจ พลางถาม “เป็นอย่างไรบ้าง?”


“พ่อหนุ่ม ฝีมือไม่เลวเลยนี่ ย่างเนื้อได้นุ่มมาก!”


เหอจิ่วเหนียงยกนิ้วโป้งชื่นชมสามีอย่างไม่หวงคำชมแม้แต่น้อย


เสียงที่นางใช้ไม่เบาเลย คนที่อยู่รอบๆล้วนได้ยินทั้งหมด ลู่ไป่ชวนยิ้มจนแก้มแดงถึงใบหูด้วยความขวยเขิน


คนอื่นเห็นการแสดงความรักของสองสามีภรรยาคู่นี้ ถึงกับทำตัวไม่ถูกเลยทีเดียว


ในความทรงจำของพวกเขา การปรนนิบัติเช่นนี้ปกติจะเป็นสตรีที่ทำ ก่อนเหอจิ่วเหนียงจะมาถึง อ๋องเหล่านี้ไม่สามารถย่างเนื้อออกมาให้ดีได้ ก็แอบยื่นให้ชายาของตัวเองช่วยจัดการแทน


แต่ตอนนี้เห็นลู่ไป่ชวนดูแลภรรยาตนเองเช่นนี้ และจากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ชื่นชมเขาเสียงใส เห็นแล้วช่างน่าอิจฉาจริงๆ!


พวกเขาก็อยากให้ชายาตัวเองชื่นชมเขาว่า ‘พ่อหนุ่ม ฝีมือไม่เลวเลยนี่’ เหมือนกัน


พลันนั้น บรรดาอ๋องที่อภิเษกแล้วก็แอบหยิบเนื้อย่างมาตั้งใจย่างเป็นพิเศษ ทั้งยังขอคำแนะนำจากลู่ไป่ชวนอย่างถ่อมตนว่าย่างอย่างไรให้เนื้อออกมานุ่มและหอม


เหอจิ่วเหนียงเปิดกล่องเล็กๆที่นำมา และหยิบเครื่องเทศสำหรับย่างออกมาหลายชุด ก่อนจะสั่งบ่าวรับใช้ที่อยู่ข้างๆ “เอาเครื่องเทศพวกนี้ไปแบ่งให้ท่านอ๋องและองค์ชายแต่ละท่านหน่อย”


“ขอรับ”


หลังจากบ่าวรับใช้นำไปแจกเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็กล่าวขึ้น “นี่เป็นเครื่องเทศที่หม่อมฉันคิดค้นออกมาเพ.คะ โรยลงไปบนเนื้อที่กำลังย่างจะยิ่งทำให้รสชาติอร่อยขึ้น หากชอบรสเผ็ดก็โรยลงไปเยอะๆ ไม่ชอบก็โรยน้อยๆเพ.คะ”


ทุกคนสนใจของที่เหอจิ่วเหนียงมอบให้มาก แต่ละคนรีบใช้เครื่องเทศที่ได้มาทันที ทันใดนั้นกลิ่นหอมเข้มข้นก็ลอย.อบอวลไปทั่วบริเวณ


ตอนที่ 623: ลู่ไป่ชวน! ออกมาเดี๋ยวนี้นะ!


“ความคิดของฮูหยินลู่ช่างล้ำเลิศยิ่งนัก! จากเนื้อกวางมีกลิ่นสาบอยู่เล็กน้อย พอโรยเครื่องเทศนี้ลงไป กลิ่นสาบก็ถูกกลบจนหมด ทั้งยังมีกลิ่นหอมน่ากินอีกด้วย!” 


ผู้ที่เอ่ยคำชมเป็นคนแรกคือหลิวกุ้ยเฟย ฮ่องเต้เห็นลู่ไป่ชวนรักและเอาใจใส่ภรรยาเช่นนั้น ก็อยากเรียนรู้ที่จะทำตามบ้าง จึงป้อนเนื้อเสียบไม้โรยเครื่องเทศที่ย่างสุกแล้วให้หลิวกุ้ยเฟยกินเป็นคำแรก


งานสังสรรค์เนื้อย่างในคืนนี้ฮ่องเต้พาหลิวกุ้ยเฟยมาโดยที่ไม่มีฮองเฮามาด้วย ส่วนโอรสที่อภิเษกแล้วล้วนพาพระชายาเอกมาเท่านั้น ต้องทราบก่อนว่า งานสังสรรค์ลักษณะเช่นนี้ ผู้ที่สามารถพามาร่วมงานได้จะเป็นพระชายาเอกหรือพระชายารองเพียงสองตำแหน่งนี้เท่านั้น แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด วันนี้ทุกคนดูเหมือนจะพร้อมใจกันพาเฉพาะพระชายาเอกมาเท่านั้นโดยมิได้นัดหมาย


สาเหตุที่ฮ่องเต้ไม่ได้พาฮองเฮามาด้วย เป็นเพราะฮองเฮาสมัครใจไม่มาเอง โดยให้เหตุผลว่าตนเองพระชนมายุมากแล้ว ไม่เหมาะกับกิจกรรมของคนวัยหนุ่มสาว ทว่าความจริงแล้วนางเพียงรู้สึกว่าอากาศหนาวเกินไป จึงขี้เกียจออกมาก็เท่านั้น


แต่แล้วการตัดสินใจเพราะความขี้เกียจในครั้งนี้ ฮองเฮาไฉนเลยจะรู้ว่า จะทำให้ตนพลาดโอกาสที่จะได้รับการพึงปฏิบัตตัวในฐานะสามีของฮ่องเต้ไป


ด้านบรรดาอ๋องที่อภิเษกแล้ว หลังจากได้เห็นวิธีการปฏิบัติต่อภรรยาของลู่ไป่ชวนแล้ว ต่างก็พากันเอาเป็นแบบอย่าง พยายามเอาใจใส่พระชายาของตนให้มากขึ้น เพราะการที่ถูกคนรักชื่นชม ถือเป็นเรื่องที่น่าภาคภูมิใจอย่างยิ่ง


ส่วนบรรดาพระชายาอ๋องก็เรียนรู้แบบอย่างจากเหอจิ่วเหนียงเช่นกัน ควรกินก็กิน ควรชื่นชมก็ชื่นชม บรรยากาศเป็นไปด้วยความสุขมากจริงๆ


พระชายาอ๋องทุกคนไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าแท้จริงแล้วก็สามารถเอาใจสวามีเช่นนี้ได้ จากการถูกปลูกฝังในสังคมตลอดมา พวกนางคิดว่าการเอาใจสวามีจะมีแค่เรื่องอุ่นเตียงเท่านั้น ครั้งใดที่ทำได้ไม่ดีก็ถูกตำหนิ บางครั้งถูกตำหนิมากเข้าก็ถึงขั้นรู้สึกผิดจนต้องหาอนุภรรยาฝีมือดีมาปรนนิบัติแทน ส่วนตัวเองก็แค่ดูแลเรือนหลังให้เรียบร้อยก็พอ


แต่เมื่อได้เห็นเหตุการณ์ในคืนนี้ทุกคนก็ได้เข้าใจแล้ว ชายาอ๋องทั้งหลายต่างตั้งใจเอาไว้แล้วว่า หลังปีใหม่หลังจากตระกูลลู่ย้ายมาอยู่ในเมืองหลวง พวกนางจะต้องไปขอคำแนะนำเรื่องการครองเรือนระหว่างสามีภรรยาจากเหอจิ่วเหนียงสักหน่อย เช่นนี้ความสัมพันธ์ของพวกนางกับสามีอาจจะดีขึ้นกว่าเดิมก็ได้


“นั่นสิเพ.คะ ท่านแม่ทัพลู่กับฮูหยินก็รักกันมากด้วย ช่างน่าอิจฉายิ่งนักเพ.คะ”


หนึ่งในพระชายาอ๋องรีบเสริมคำพูดของหลิวกุ้ยเฟย เมื่อครู่นางเพิ่งได้กินเนื้อย่างที่สวามีย่างให้เช่นกัน ตอนนี้ยิ้มกว้างจนปากจะถึงหูอยู่แล้ว


ทันทีที่กล่าวจบ อ๋องผู้เป็นสวามีก็สะกิดนางด้วยใบหน้างอง้ำ “นี่เจ้าหมายความว่าข้าปฏิบัติต่อเจ้าไม่ดีอย่างนั้นหรือ?”


พระชายาเผยสีหน้าตกใจเล็กน้อย ตระหนักได้ว่าตนเอ่ยวาจากำกวมไป เหอจิ่วเหนียงเอ่ยเย้า “คิคิ คิดไม่ถึงเลยว่าท่านผิงอ๋องของเราจะใส่ใจพระชายามากถึงเพียงนี้ แค่วาจาประโยคเดียวก็หึงหวงแล้วหรือเพ.คะ?”


ประโยคนี้ประโยคเดียวของเหอจิ่วเหนียง ทำให้บรรยากาศตึงเครียดของทั้งสองคลายลงในบัดดล พระชายาผิงอ๋องใช้ไหวพริบยิ้มออดอ้อนเอาใจสวามีทันที “ท่านอ๋องดีกับหม่อมฉันมาก หม่อมฉันจำได้เสมอเพ.คะ!”


ผิงอ๋องรู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาทันที ไม่เก็บคำพูดก่อนหน้านี้ของภริยามาใส่ใจอีก และตั้งใจย่างเนื้อต่อไป


แน่นอนว่าเหล่าบุรุษไม่ได้จะเอาแต่ย่างเนื้อตลอดจนงานเลิก เมื่อสมควรแก่เวลาร่ำสุรา เหล่าสตรีก็เข้ามารับหน้าที่ย่างเนื้อต่อจากสวามี ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่งานที่เหน็ดเหนื่อย ย่างเนื้อไปพลางสนทนากันไปสบายๆ บรรยากาศราวกับการรวมตัวของครอบครัวชาวบ้านธรรมดา.ธรรมดามาก ไม่มีบรรยากาศความอิจฉาริษยาเหมือนในวังเลย


ไม่ใช่อะไรหรอก หลักๆคือตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาหาเรื่องบาดหมางกัน มีคู่สามีภรรยาสกุลลู่ทำให้ดูเป็นตัวอย่างเช่นนี้ ทุกคนก็รีบใช้เวลานี้กระชับความสัมพันธ์คู่รักของตนเอง ไหนเลยจะมีกะจิตกะใจคิดเรื่องอื่น


เหอจิ่วเหนียงย่างเนื้อจำนวนมากอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นจัดใส่กล่อง และให้คนส่งไปยังจวนของ.องค์รัชทายาท ถวายแด่ทั้งสองพระองค์


เนื่องจาก.องค์รัชทายาทยังไม่ได้รับการสถาปนาอย่างเป็นทางการ และยังไม่ได้ย้ายเข้าไปอยู่ในตำหนักตงกง ดังนั้นจึงยังอาศัยอยู่ในจวนเฉินอ๋อง เพียงเปลี่ยนคำเรียกตามฐานะของทั้งสองแล้วเท่านั้น


ม่าวอ๋อง.อดที่จะเอ่ยติดตลกไม่ได้ “โชคดีนะที่ข้าสละตำแหน่ง.องค์รัชทายาทไปแล้ว ไม่อย่างนั้นคนที่นั่งทำงานอยู่ในวังคืนนี้ก็คงจะเป็นข้า ฮ่าๆๆ!”


วาจานี้คือความในใจของม่าวอ๋องอย่างแท้จริง ในตอนแรกที่แผนการไม่สำเร็จ เขาก็รู้สึกโกรธอยู่บ้าง แต่พอสองวันผ่านไปเขาก็ไม่ได้เสียใจอีกแล้ว ทั้งยังพอใจมากด้วย รู้สึกว่าการไม่เป็น.องค์รัชทายาทมันดีมากจริงๆ


“นั่นสิ จู่ๆก็รู้สึกว่า การเป็นองค์รัชทายาทไม่เห็นจะดีเอาซะเลย ฮ่าๆๆ!”


ผิงอ๋องเองก็หัวเราะอย่างเห็นด้วย ส่วนคนอื่นๆไม่รู้ในใจคิดเช่นไร แต่ตอนนี้ก็ต่างพากันหัวเราะอย่างสนุกสนาน


ใช่ ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการกินเนื้อย่างอีกแล้ว!


เวลาล่วงเลยเข้าสู่ช่วงสุดท้ายของงานสังสรรค์ ขณะนี้นอกจากลู่ไป่ชวนแล้ว บรรดาอ๋องและองค์ชาย รวมไปถึงฮ่องเต้ต่างดื่มกันจนเมามาย สุดท้ายลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงก็เปรียบเสมือนเจ้าบ้าน คอยดูแลให้ทุกคนเดินทางกลับโดยสวัสดิภาพ ตนเองจึงจะนั่งรถม้ากลับจวนได้


ทางด้านจวน สิ่งของที่ต้องนำกลับจิงโจวได้ถูกจัดเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว พวกเขาไปเอาของเสร็จก็สามารถออกเดินทางได้เลย


การออกเดินทางครั้งนี้ ลู่ไป่ชวนเป็นคนบังคับรถม้าด้วยตัวเอง พาเหอจิ่วเหนียงพร้อมกับสัมภาระเดินทางออกจากเมือง


ในวันที่หิมะตกหนักเช่นนี้ ชานเมืองไม่มีคนเลย พวกเขาจึงไม่จำเป็นต้องเข้าไปในป่าลึกเหมือนครั้งก่อนๆ หลังออกจากเมืองได้ไม่นาน ทั้งสองก็เตรียมเดินทางต่อด้วยเฮลิคอปเตอร์


เฮลิคอปเตอร์มีเครื่องปรับอากาศ ภายในจึงอุ่นสบาย ทันทีที่เข้ามาภายใน มือที่แข็งทื่อจากความหนาวของลู่ไป่ชวนก็คลายตัวลง


เขาดื่มสุราไปไม่มาก และถูกลมหนาวปะทะขณะบังคับรถม้า ร่างกายในตอนนี้จึงยังสดชื่นและมีสติแจ่มชัด เขาเข้าไปในห้องคนขับ แต่ถูกเหอจิ่วเหนียงห้ามไม่ให้นั่งประจำที่คนขับ


“ท่านดื่มสุรามา ขับไม่ได้ ไปนั่งข้างๆเถอะ”


ลู่ไป่ชวนจึงได้รู้ว่าเหตุใดคืนนี้นางถึงไม่แตะสุราเลย ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง พลันนั้นชายหนุ่มจึงรู้สึกซาบซึ้งใจมาก


เขาเป็นบุรุษ ในสถานการณ์เช่นนั้นหากไม่ดื่มจะดูไม่เหมาะสม ดังนั้นนางจึงไม่ได้ห้าม เนื่องจากนางได้เตรียมพร้อมเอาไว้แล้ว


แม้ตอนนี้เขาจะมีสติครบถ้วน แต่ก็ไม่อาจประมาทได้


ภรรยามักจะทุ่มเทเพื่อเขาเงียบๆเช่นนี้เสมอมา ต่อไปต้องรักและทะนุถนอมนางให้มากขึ้นแล้ว


เหอจิ่วเหนียงไม่รู้เลยว่าลู่ไป่ชวนคิดอะไรอยู่ในใจมากมาย ตอนนี้นางบังคับเฮลิคอปเตอร์ทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าอย่างรวดเร็ว


พวกเขาออกเดินทางประมาณยามจื่อ ถึงจิงโจวก็เพิ่งจะยามโฉ่ว นั่งรถม้ากลับมาถึงสวนซีสุ่ยก็เป็นเวลายามอิ๋น


ลู่ไป่ชวนไม่คิดจะไปที่หน่วยหั่วอวิ๋น ถึงอย่างไรก็มอบหมายงานให้กับฉินเจียนแล้ว เขากลับมาก็เพื่อฉลองเทศกาลปีใหม่กับครอบครัว


ดังนั้นจึงขอนอนหลับอย่างสบายใจสักหน่อยก็แล้วกัน


สองสามีภรรยากลับมาอย่างเงียบๆ แค่ให้คนเฝ้าประตูเปิดประตูให้ ไม่ได้รบกวนคนอื่นแต่อย่างใด


ทั้งสองแอบเข้าไปที่ห้องโก่วเอ๋อร์ เห็นเขากำลังนอนหลับฝันหวานจึงหอมแก้มเขาฟอดหนึ่ง แล้วห่มผ้าให้ ก่อนจะกลับไปนอน


ทั้งสองตั้งใจว่าพรุ่งนี้จะนอนตื่นสายๆสักหน่อย แต่ปรากฏว่าเช้าวันรุ่งขึ้น ทั้งคู่ก็ถูกปลุกทั้งที่ยังนอนคลุมโปงอยู่ใต้ผ้าห่ม


เสียงก่นด่าของฉินเจียนดังก้องไปทั้งเรือนจนพวกเขาตาสว่างทันที


“ลู่ไป่ชวน! เจ้าออกมาเดี๋ยวนี้นะ! หากเจ้าไม่อธิบายเรื่องนี้ให้ข้าฟัง วันนี้ข้าจะไม่ยอมไปไหนทั้งนั้น!”


“ลู่ไป่ชวน! เจ้าออกมาสิ! ออกมา! มีปัญญาทำเรื่องนั้นแต่ไม่มีปัญญาออกมาเจอหน้าข้าอย่างนั้นหรือ?”


“นี่หากน้องสะใภ้ไม่ได้นอนด้วย ตอนนี้ข้าคงเอาน้ำเย็นสาดเจ้าคาเตียงไปแล้ว!”


“ลู่ไป่ชวน! เจ้า…เจ้าบ้าเอ๊ย!…”


ภายในห้องนอน เหอจิ่วเหนียงถูกปลุกด้วยเสียงตะโกนโหวกเหวกโวยวายจนหน้านิ่วคิ้วขมวด ง้างขาถีบลู่ไป่ชวนลงจากเตียงอย่างไม่ลังเล พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “ไปปิดปากเขาซะ หนวกหูจะตายอยู่แล้ว!”


ลู่ไป่ชวนไม่ได้พูดอะไร ลุกขึ้นสวมชุดคลุมเดินออกไปด้วยสีหน้าคล้ำทะมึน จากนั้นเสียงต่อสู้กันก็ดังขึ้น ต่อมาก็เป็นเสียงร้องขอความเมตตาอย่างไม่อายของฉินเจียน เคล้ากับเสียงตะโกนให้กำลังใจของพวกเด็กๆ และเสียงร้องตกใจเพราะกระถางดอกไม้แตกของนางซุน


เช้าตรู่อันแสนสดใส ช่างคึกคักยิ่งนัก


ตอนที่ 624: คนผู้นี้ช่างตื้นเขินจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงไม่อาจนอนต่อได้อีก จำต้องลุกขึ้นมา


นางมีอารมณ์หงุดหงิดหลังตื่นนอน เมื่อคืนก็นอนดึก ยิ่งอากาศหนาวๆเช่นนี้ก็ยิ่งลุกยาก ช่างน่าหงุดหงิดยิ่งนัก!


แต่นี่ก็โทษใครไม่ได้ ต้องโทษห้องที่ไม่เก็บเสียง


อ่อใช่ โทษฉินเจียนได้ด้วย


หญิงสาวสวมชุดคลุมและเดินออกไป กลุ่มเด็กๆเห็นนางจึงพากันเข้ามาห้อมล้อม


“ท่านแม่!”


โก่วเอ๋อร์วิ่งมากอดขามารดา พลางตะโกนเรียกเสียงหวาน


เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ได้รู้สึกหงุดหงิดเหมือนเมื่อครู่แล้ว โน้มตัวลงไปอุ้มบุตรชายขึ้นมา หลังจากทักทายเด็กๆคนอื่นๆเสร็จ ก็มองไปยังสองคนที่กำลังชกต่อยกันอยู่ในลานบ้าน แล้วเบะปากเล็กน้อย


“ท่านสุภาพสตรีซุน เมื่อคืนพวกเรากลับมาถึงก็ดึกมากแล้ว พี่ใหญ่ฉินมาเอะอะรบกวนแต่เช้าท่านไม่ห้ามเขาหน่อยหรือเจ้าคะ ข้าไม่อยู่แค่ไม่กี่วัน ในใจท่านสุภาพสตรีซุนไม่มีข้าแล้วหรือเจ้าคะ”


เห็นนางซุนเดินมาทางนี้ เหอจิ่วเหนียงก็รีบวางโก่วเอ๋อร์ลง แล้วทำท่าทางร้องไห้อย่างน่าสงสาร


“ท่านไม่รู้หรอกเจ้าค่ะว่าตลอดทางที่กลับมาพวกเราต้องประสบพบเจอกันอะไรมาบ้าง ต้องนอนกลางดินกินกลางทราย หิมะก็ตกหนัก กว่าจะได้นอนพักผ่อนดีๆก็ลำบากยากเย็น แต่ท่านยังให้พี่ใหญ่ฉินมารบกวนการนอนของพวกเราเช่นนี้อีก”


เดิมทีนางซุนกำลังรู้สึกเสียใจที่กระถางดอกไม้ในเรือนแตกอยู่ พอได้ยินเหอจิ่วเหนียงเอ่ยเช่นนี้ก็ยิ่งอดรู้สึกผิดไม่ได้ ตอนแรกเห็นทั้งสองคนกลับมาครั้งนี้ร่างกายมีน้ำมีนวลขึ้น ก็คิดว่าอยู่ที่โน่นจะอยู่ดีกินดีไม่ได้ลำบากอะไรซะอีก แต่กลับลืมไปเลยว่าระยะทางระหว่างทั้งสองเมืองนั้นไกลมาก เดินทางไกลเช่นนี้ลำบากมากจริงๆ


“เอาละ เอาละ เช่นนั้นเจ้าก็ไปนอนต่อเถอะ ข้าจะไล่ให้พวกเขาออกไปเดี๋ยวนี้!”


หญิงชราผลักลูกสะใภ้กลับไปที่ห้อง จากนั้นก็รีบไล่พวกเด็กๆออกไป


เหอจิ่วเหนียงยิ้มปานจะร้องไห้ ถึงขั้นนี้แล้วนางยังจะหลับต่อได้อย่างไรเล่า


ตอนนี้นางรู้สึกตื่นตัวเต็มที่แล้ว อารมณ์หงุดหงิดตอนตื่นนอนก็ใกล้จะหายไปหมดแล้ว ตอนนี้นางพอจะเข้าใจว่า เหตุใดฉินเจียนถึงมาเอะอะโวยวายแต่เช้าเช่นนี้


แต่ถึงแม้จะมีเหตุผล เขาก็ยังรบกวนการนอนของนางอยู่ดี 


เพราะฉะนั้น…


หญิงสาวนอนไม่พอเดินไปที่ลานบ้าน และกล่าวกับทั้งสองหนุ่มที่กำลังดวลหมัดกันอยู่ “พี่ใหญ่ฉิน ท่านมาสู้กับข้าดีกว่า ข้ามีอารมณ์หงุดหงิดค้างอยู่ ยังหาที่ระบายไม่ได้พอดี”


ขณะเอ่ยนางก็หักนิ้วดังกรอบแกรบไปด้วย เสียงหักนิ้วทำให้ทั้งสองที่กำลังอุตลุดถึงกับลืมกระบวนท่าต่อสู้เลยทีเดียว


ฉินเจียนเห็นสีหน้าของน้องสะใภ้ไม่ค่อยจะดีนัก ก็ตระหนักได้ทันทีว่า ตนมาร้องเรียกลู่ไป่ชวนตั้งแต่เช้าเช่นนี้ต้องเสียงดังรบกวนน้องสะใภ้ด้วยเป็นแน่ ทันใดนั้นก็รู้สึกผิดขึ้นมา


มิน่าล่ะ เหตุใดเจ้าไป่ชวนถึงต่อยเอาต่อยเอาไม่ปรานีกันเลย ที่แท้ก็เป็นเพราะเขารบกวนน้องสะใภ้เข้านี่เอง


“แหะๆ น้องสะใภ้ เมื่อครู่ข้าโมโหเกินไปหน่อย ก็เลยลืมนึกถึงความรู้สึกของเจ้าไปเลย เจ้าอย่าคิดเล็กคิดน้อยกับพี่ใหญ่เลยน้า∼! ช่วงนี้ข้าไถรังของพวกตงถิงมาได้อีกแห่ง ได้ของดีมาไม่น้อยเลยละ ข้าจะแบ่งให้เจ้าสักหน่อยเป็นอย่างไร?”


ฉินเจียนยิ้มประจบ ไร้ซึ่งท่าทีเดือดดาลเหมือนที่มีต่อลู่ไป่ชวนในเมื่อครู่


น้องสะใภ้เป็นถึงผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตเขาเอาไว้ ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจทำให้นางโกรธได้เด็ดขาด


“ก็ได้เจ้าค่ะ เช่นนั้นพวกท่านค่อยๆทะเลาะกันไปก็แล้วกันนะเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงเดินนวยนาดกลับไป เปลี่ยนจากสีหน้าเย็นชาเดินมาคล้องแขนนางซุนด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม พลางกล่าว “ท่านแม่ ลูกของพี่สะใภ้รองได้ตั้งชื่อหรือยังเจ้าคะ หน้าตาน่ารักน่าชังหรือไม่ คลอดตั้งหลายวันแล้วข้ายังไม่ได้เห็นหน้าหลานเลย พรุ่งนี้เราเก็บของเดินทางกลับหมู่บ้านกันดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าอดใจรอแทบไม่ไหวแล้ว หลังจากกลับไปข้ามีข่าวดีจะบอกพวกท่านด้วยนะเจ้าคะ ฮี่ๆๆ”


นางซุนเห็นเหอจิ่วเหนียงยิ้มแปลกๆ ดูมีเลศนัย แต่เมื่อได้ยินนางบอกว่ามีข่าวดี จึงเกิดความสงสัยอย่างหนัก


“ข่าวดีอะไร?” หญิงชราขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะเลื่อนสายตาไปที่ท้องของอีกฝ่าย “หรือว่า… เจ้าตั้งครรภ์หรือ!?”


เอ ไม่น่าจะเป็นไปได้?


ก่อนหน้านี้สะใภ้สามบอกชัดเจนแล้วว่า จะรอให้โก่วเอ๋อร์โตกว่านี้ก่อนแล้วค่อยมีลูกคนที่สอง นี่ก็เพิ่งจะผ่านมาไม่นานเอง แล้วฝีมือการแพทย์ของนางเก่งกาจซะปานนั้น ไม่น่าจะเกิดความผิดพลาดขึ้นได้


คิดได้ดังนี้ แววตาที่นางซุนมองเหอจิ่วเหนียงก็ยิ่งทวีความสงสัยมากขึ้น


“ไม่ใช่เจ้าค่ะไม่ใช่ นี่ท่านแม่คิดไปถึงไหนแล้วเจ้าคะ! ถึงอย่างไรข้าก็ยังไม่บอกตอนนี้หรอก รอกลับไปอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแล้วข้าค่อยบอกเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงจงใจยั่วให้อีกฝ่ายอยากรู้ ตอนนี้ดูเหมือนว่าทุกคนในครอบครัวจะยังไม่รู้ว่าลู่ไป่ชวนได้เลื่อนตำแหน่งขุนนางแล้ว อาจเป็นเพราะทางด้านฉินเจียนที่รู้ข่าวแล้วอยากให้พวกเขากลับมาบอกข่าวดีกับครอบครัวด้วยตัวเองเพื่อสร้างความประหลาดใจ ดังนั้นจึงไม่ได้ถือวิสาสะบอกเรื่องนี้ออกไป


เช่นนี้ก็ยิ่งดี รอกลับไปถึงหมู่บ้านก่อน ตอนที่ทุกคนในครอบครัวนั่งกินข้าวพร้อมหน้า เช่นนั้นถึงจะคึกคักหน่อย


“ชิ ดูเจ้าทำสิ!”


นางซุนกลอกตา.มองบน แต่รอยยิ้มมุมปากนั้นกลับปกปิดเอาไว้ไม่อยู่ ช่างเถอะ ได้รู้ว่าเป็นข่าวดีก็ดีใจแล้ว


แต่เมื่อได้ยินเสียงการปะทะกันด้านนอก นางซุนก็อดรู้สึกสงสัยไม่ได้ “ปกติความสัมพันธ์ของสองคนนี้ก็ดีไม่ใช่หรือ เหตุใดจู่ๆถึงได้ทะเลาะกันล่ะ แถมอาฉินยังบอกอีกว่าเจ้าสามทำผิดต่อเขา นี่ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรกันแน่?”


“จะเรื่องอะไรล่ะเจ้าคะ ก็แค่ไม่ได้เจอกันหลายวัน พี่ใหญ่ฉินคงคิดถึงไป่ชวนแล้วน่ะสิเจ้าคะ! วิธีแสดงความคิดถึงของผู้ชายไม่เหมือนกับผู้หญิงอย่างเรา


ไปกันเถอะเจ้าค่ะ เด็กๆไปดูกันว่าข้าเอาของดีอะไรมาฝากทุกคน!”


เหอจิ่วเหนียงคล้องแขนนางซุน พลางเรียกเด็กๆเข้าไปดูของขวัญในห้องของตนเอง


อีกประมาณหนึ่งสัปดาห์ก็จะถึงเทศกาลปีใหม่ ไม่ว่าเด็กๆที่ดูแลกิจการ หรือเด็กๆที่เข้าเรียนในสำนักศักษา ก็ได้หยุดในวันเทศกาลด้วยเช่นกัน


คนที่ดูแลร้านค้าความจริงแล้วไม่อาจหยุดนานได้ แต่ครอบครัวลู่ลางานให้พวกเด็กๆล่วงหน้าแล้ว ส่วนที่ร้านก็หาคนคอยดูแลได้เหมือนเดิม


และด้วยเหตุนี้ เด็กๆในครอบครัวจึงอยู่กันครบ และได้แจกจ่ายของขวัญให้กับทุกคน


ส่วนทางด้านฉินเจียนและลู่ไป่ชวน หลังจากประมือกันอย่างเต็มที่แล้ว สุดท้ายก็กลับมาดีกันเหมือนเดิม


ฉินเจียนเดิมทีก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของลู่ไป่ชวนอยู่แล้ว แม้ครั้งนี้เขาจะเป็นฝ่ายมาหาเรื่องถึงที่ แต่คนที่โดนต่อยก็ยังคงเป็นตัวเขาเอง


อันที่จริงฉินเจียนก็ไม่ได้โกรธลู่ไป่ชวนจริงๆ เขาเพียงนึกหมั่นไส้สหายผู้นี้นิดหน่อยเท่านั้น ไป่ชวนเจ้าหมอนี่วาสนาดีเกินไปแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใดก็มีเรื่องให้ได้แสดงความสามารถ และผลงานความชอบก็ประจักษ์อยู่ที่นั่นเช่นกัน


เขาไม่ได้ริษยาชิงชังที่ลู่ไป่ชวนได้เลื่อนขั้นขุนนางอย่างรวดเร็ว แต่แค่เห็นว่าสหายรักที่คบกันมานานหลายปี กำลังจะทิ้งเขาไปอยู่เมืองหลวงแล้ว เขารู้สึกวูบโหวง ใจหาย ว่างเปล่าไปหมด


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาคุ้นชินกับการมีลู่ไป่ชวนอยู่เคียงข้าง เขารู้ว่าสมองของตัวเองไม่ค่อยมีไหวพริบเท่าไร บางครั้งแก้ปัญหาได้ไม่รอบคอบ แต่ตราบใดที่มีลู่ไป่ชวนอยู่ ลู่ไป่ชวนก็จะคอยเตือนเขาเสมอ 


แต่ตอนนี้ลู่ไป่ชวนจะย้ายไปอยู่เมืองหลวงแล้ว โหลวชงในฐานะลูกน้องคนสนิทของลู่ไป่ชวนย่อมต้องย้ายตามเขาไปด้วย ทีนี้ก็เหลือแค่เขาที่ต้องอยู่ในจิงโจวคนเดียว


แม้คนในหน่วนหั่วอวิ๋นที่จิงโจวจะเป็นสหายพี่น้องที่ดีต่อกัน แต่เขากับลู่ไป่ชวน และโหลวชงมีความสนิทสนมกันมากกว่า ซึ่งมันไม่เหมือนกัน


“เอาน่า ครั้งนี้ไม่ใช่แค่ข้าที่ได้เลื่อนขั้นคนเดียวซะหน่อย เจ้าเองก็ได้เลื่อนขั้นเหมือนกัน เจ้าอยู่ที่นี่ก็ตั้งใจทำงานให้ดี หากมีผลงานก็ต้องได้ย้ายไปเมืองหลวงด้วยแน่ ตอนนี้ท่านอ๋องได้เป็นองค์รัชทายาทแล้ว ต้องมีคนช่วยงานอยู่ข้างกาย อีกไม่นานก็คงจะย้ายเจ้าตามไปด้วย เจ้าวางใจเถอะ”


ก่อนหน้านี้ ลู่ไป่ชวนมีตำแหน่งแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋น ส่วนฉินเจียนเป็นรองแม่ทัพ ตอนนี้เมื่อลู่ไป่ชวนต้องย้ายไปเมืองหลวง ตำแหน่งแม่ทัพหน่วยหั่วอวิ๋นว่าง ฉินเจียนย่อมถูกเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาเป็นแม่ทัพแทน


ดังนั้นฉินเจียนจึงได้เลื่อนขั้นขุนนางด้วย เพียงแต่ไม่ได้ย้ายไปเมืองหลวงกับพวกลู่ไป่ชวนก็เท่านั้น


แต่สิ่งที่ฉินเจียนต้องการจริงๆ หาใช่ตำแหน่งหรือการเลื่อนขั้น หากแต่เป็นสหายพี่น้องที่สามารถพาให้เขาพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นได้ต่างหาก!


เขามองลู่ไป่ชวนด้วยสายตาทั้งขุ่นเคืองและตัดพ้อ คนผู้นี้ช่างตื้นเขินจริงๆตื้นเขินเป็นที่สุด! คิดว่าเขาเป็นคนที่อยากได้แค่ยศตำแหน่งรึอย่างไร!


ตอนที่ 625: บุรุษใดบ้างที่ไม่รักหน้าตาตัวเอง


ลู่ไป่ชวนเองก็ไม่ใช่คนไม่รู้เรื่องรู้ราว เห็นท่าทางเสียใจของสหายจึงเอ่ยขึ้น “ในเมื่อรู้ว่าไม่มีใครอยู่ข้างๆ ก็ตั้งใจฝึกฝนตัวเอง ขาดตกบกพร่องส่วนใดก็เติมเต็มในส่วนนั้น หากมีส่วนไหนที่ไม่เข้าใจก็ส่งจดหมายมาถามข้าก็ได้ เหตุใดต้องมารบกวนฝันหวานของข้าแต่เช้าเช่นนี้ด้วยล่ะ?”


ทำให้เขาต้องถูกภรรยาโมโหใส่ ถวายบาทาจนร่วงจากเตียงเช่นนั้น


พอคิดแล้วก็รู้สึกสงสารตัวเองเหลือเกิน


“ใครอยากจะถามเจ้ากัน?”


ฉินเจียนปากแข็ง เขาไม่มีทางยอมรับหรอกว่าตนเองเก่งสู้อีกฝ่ายไม่ได้ บุรุษใดบ้างที่ไม่รักหน้าตาตัวเอง


“เช่นนั้นก็ดี ข้าจะได้มีเวลาอยู่กับลูกกับเมียมากขึ้น”


ฉินเจียนเบะปาก คิดในใจทันที ‘เจ้ามีลูกมีเมียแล้วคิดว่าเก่งนักหรืออย่างไร!…’


เขาเบือนหน้าไปทางอื่น แสดงความไม่พอใจออกมาเต็มที่


ตอนนี้เขาคิดว่า หากตัวเองเป็นโหลวชงก็คงจะดี จะได้ไปกับลู่ไป่ชวนได้ ได้ยินมาว่าน้องสะใภ้คิดค้นอาหารใหม่ๆออกมาอีกแล้ว ต่อไปน้องสะใภ้ไปอยู่เมืองหลวง แล้วปากท้องของเขาจะทำเช่นไรต่อล่ะ?


เขาต้องประจำการที่จิงโจว นานๆครั้งจึงจะมีภารกิจที่เมืองหลวงเหมือนลู่ไป่ชวนก่อนหน้านี้ แต่นั่นก็แค่บางครั้ง แถมอยู่ได้แค่ไม่กี่วันก็ต้องกลับแล้ว


แค่ไม่กี่วัน…มันจะไปสาแก่ใจได้อย่างไร


หลังจากคิดอะไรไปเรื่อย จู่ๆฉินเจียนก็ชะงัก 


นี่ตกลงเขาอาลัยอาวรณ์สหายผู้ร่วมเป็นร่วมตายอย่างลู่ไป่ชวน หรือโหยหาอาหารอร่อยๆของน้องสะใภ้กันแน่?


ลู่ไป่ชวนไม่มีแก่ใจจะมานั่งปลอบใจคน.งอแงอยู่ตรงนี้นานนัก เขาลุกกลับเข้าไปในเรือน ตั้งแต่กลับมาเขายังไม่ได้อุ้มบุตรชายเลย ตามที่เหอจิ่วเหนียงมักจะกำชับเอาไว้ เขาต้องใช้เวลากับบุตรชายให้มากๆ เช่นนี้จึงจะสามารถชดเชยช่วงสี่ปีที่หายไปในชีวิตบุตรชายได้อย่างเต็มที่


แม้บุรุษทั้งสองดูเหมือนจะคุยกันไม่ลงรอย แต่ฉินเจียนก็ยังหน้าหนาพอที่จะอยู่กินข้าวที่จวนตระกูลลู่ บนโต๊ะอาหาร เขาอัธยาศัยดีกับเหอจิ่วเหนียงจนน่าหมั่นไส้ แถมคอยบอกซ้ำๆว่าหากนางคิดค้นอาหารใหม่ๆอะไรได้ จะต้องส่งมาให้เขาด้วย


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม “ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรหากทำอาหารใหม่ๆออกมาขายที่เมืองหลวง ก็ต้องทำขายที่จิงโจวด้วยอยู่แล้ว แม้ข้าจะไม่ได้อยู่จิงโจว แต่กิจการที่นี่ก็ยังต้องดำเนินต่อไป”


ในประโยคที่ทั้งสองสนทนากัน ก็ได้เปิดเผยข่าวดีที่เหอจิ่วเหนียงเปรยไว้กับนางซุนออกมาเล็กน้อยโดยไม่ตั้งใจ แต่คนในครอบครัวกลับไม่ทันสังเกต คิดว่าคงจะหมายถึงระหว่างที่พวกเขากลับหมู่บ้าน เหอจิ่วเหนียงก็ยังต้องดูแลกิจการทางด้านนี้ต่อไป


พวกเขายังแอบพึมพำอยู่ในใจด้วยซ้ำว่า กลับหมู่บ้านไปฉลองเทศกาลปีใหม่แค่ไม่นาน อย่างมากก็ครึ่งเดือน เหตุใดถึงรู้สึกว่าพวกเขาพูดคุยกันลึกซึ้งและจริงจังมากถึงเพียงนี้


แต่ก็ไม่มีใครใส่ใจอะไรมาก ระหว่างนั้นก็สนทนากันถึงเรื่อของขวัญที่เหอจิ่วเหนียงนำกลับมาฝากด้วย จากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็เริ่มถามสถานการณ์ทางด้านสถานบันเทิงกับผู้เฒ่าลู่ เปลี่ยนเรื่องคุยกันไปหลายเรื่อง ทุกคนจึงไม่ได้ใส่ใจเรื่องใดเป็นพิเศษ


หลังจากกินเสร็จฉินเจียนก็กลับ ตอนนี้เขาเป็นหัวหน้าองค์กรแล้ว มีเรื่องที่ต้องทำมากมายหลายอย่าง ก็เหมือนอย่างที่ลู่ไป่ชวนพูด ขาดตกบกพร่องส่วนใดก็เติมเต็มในส่วนนั้น เขารู้จุดอ่อนของตัวเองดี จึงต้องหมั่นฝึกฝนและปรับปรุงแก้ไขให้ดีขึ้น จะมารอให้ถึงยามวิกฤติก่อนแล้วค่อยทำไม่ได้ เพราะหากถึงตอนนั้นคงก็จะสายเกินไปแล้ว


ส่วนครอบครัวลู่ก็เริ่มเก็บข้าวเก็บของ วันนี้เก็บข้าวของเตรียมเอาไว้ให้เรียบร้อยก่อน พรุ่งนี้เช้าจะได้พร้อมออกเดินทาง เหอจิ่วเหนียงจะได้เจอหลานตัวน้อยๆแล้ว!


“ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ไม่กี่วัน พวกน้องเขยก็กลับกันมาแล้ว ปลอดภัยดีใช่หรือไม่เจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงเก็บสัมภาระของตัวเองเสร็จก็ไปช่วยนางซุน พวกนางไม่ชินกับการให้สาวใช้ช่วยเก็บสัมภาระส่วนตัว ชอบจัดการเองมากกว่า


ขณะเก็บของก็พูดคุยกันไปด้วย เหอจิ่วเหนียงนึกถึงจดหมายที่ได้รับเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาขึ้นได้


“อย่าพูดเลย” นางซุนโบกมือพลางเอ่ยอย่างจนปัญญา “แม้ดูท่าทางพวกเขาจะมีความสุข แต่ข้าก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้น ก็รู้สึกอยากใส่ใจขึ้นมาทันที “ทำไมหรือเจ้าคะ?”


ตอนที่ 626: สมกับเป็นลูกหลานสกุลลู่จริงๆ


“เฮ้อ!”


นางซุนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รู้สึกว่าชีวิตช่างเต็มไปด้วยความจำใจจริงๆ


“ตอนที่พวกเขาสองพี่น้องไป ยังดูเป็นหนุ่มอายุยี่สิบกว่าอยู่เลย ตอนกลับมาสภาพอย่างกับลุงวัยสามสี่สิบ เนื้อตัวมีกลิ่นสาบจนข้าแทบเข้าใกล้ไม่ได้!”


แม้วาจาจะรุนแรงไปหน่อย แต่น้ำเสียงของหญิงสูงวัยก็เต็มไปด้วยความสงสาร


“กิจการในบ้านที่มีอยู่ตอนนี้ อันที่จริงพวกเขาสองพี่น้องช่วยดูแลจัดการงานเหล่านี้ก็มีกินมีใช้สุขสบายไปทั้งชีวิตแล้ว แต่ยังดึงดันจะออกไปผจญภัยข้างนอก กลับมาคราวนี้ไม่รู้หลานเอ๋อร์ต้องเสียใจมากแค่ไหน!


เจ้าไม่เห็นสภาพอิดโรยของพวกเขาสองคน จินตนาการไม่ออกเลยว่าผ่านความยากลำบากมามากมายเท่าไร ข้าที่เป็นแค่แม่ยายเห็นแล้วยังรู้สึกปวดใจ หากพ่อแม่ของพวกเขายังมีชีวิตอยู่ได้เห็น จะปวดใจมากเพียงใดกัน!”


ตั้งแต่พ่อแม่ของบุตรเขยตายจากไป นางซุนก็รักจางซงกับจางหย่งเสมือนบุตรในอุทร ครั้นที่ลี้ภัยด้วยความลำบากยากเข็ญทุกคนก็ผ่านมาด้วยกัน ต่อมาครอบครัวได้ทำกิจการค้าขาย ทุกคนก็ช่วยกันอย่างเต็มที่ จนมีรายได้เข้ามาอย่างต่อเนื่อง ชีวิตในตอนนี้ดีกว่าตอนที่อยู่บ้านเกิดไม่รู้กี่เท่า


พอเห็นครอบครัวเจ้าสามได้ดิบได้ดียิ่งขึ้น ครอบครัวเจ้าใหญ่กับครอบครัวเจ้ารองก็ค่อยๆมีเป้าหมายในชีวิต สองพี่น้องสกุลจางจึงเริ่มกระวนกระวาย พวกเขาต่างก็อยากสร้างเกียรติให้กับตัวเองเหมือนกัน ดังนั้นจึงอาสาติดตามคณะเดินทางไปยังดินแดนทุ่งหญ้า เพื่อหวังแสวงหาโอกาสใหม่ๆให้ชีวิต


สำหรับนางซุนแล้ว เรื่องพวกนั้นเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็นเลย มีชีวิตสุขสบายอยู่แล้วไม่ยอมใช้ ดันจะหาเรื่องทรมานตัวเอง แต่ก็พอจะเข้าใจถึงความคิดปรารถนาท่องโลกกว้างของบุรุษได้ ดังนั้นตอนที่เห็นสองพี่น้องคู่นี้กลับมา นอกจากความสงสารแล้วนางก็ไม่ได้ตำหนิอะไร


สองพี่น้องสกุลจางกลับมาจากดินแดนทุ่งหญ้าครั้งนี้ ได้นำของดีกลับมามากมาย นำของขวัญมาฝากทุกคนในครอบครัว อยู่ที่เมืองหลักเจ็ดแปดวันจึงจะกลับหมู่บ้าน ซึ่งนับแล้วก็เพิ่งกลับบ้านไปได้สี่ห้าวัน


ได้ฟังคำบอกเล่าจากนางซุน เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกแปลกใจมาก สองพี่น้องสกุลจางเปลี่ยนไปมากถึงเพียงใดกัน ถึงทำให้แม่สามีสงสารได้มากถึงเพียงนี้


แต่ตอนนี้นางทำได้เพียงเอ่ยปลอบใจ “ท่านสุภาพสตรีซุน อย่าคิดในแง่ร้ายสิเจ้าคะ ไป่ชวนส่งคนตามไปคุ้มกันพวกเขา รับประกันว่าปลอดภัยแน่นอนเจ้าค่ะ รูปลักษณ์ภายนอกดูโรยราไปบ้าง แต่นั่นเป็นเพราะเดินทางไกลและค่อนข้างลำบาก ได้กลับมาพักผ่อนไม่กี่วันก็หายแล้วเจ้าค่ะ บุรุษปรารถนาท่องโลกกว้าง การที่พวกเขามีความมุ่งมั่นเช่นนี้ก็ถือว่าเป็นเรื่องดี ออกไปเรียนรู้โลกภายนอกสักหน่อย ได้เปิดหูเปิดตาบ้าง วันหน้าอาจจะได้พบหนทางเพิ่มมากขึ้นอย่างไรล่ะเจ้าคะ


สถานการณ์ของพวกเขาสองครอบครัวกับพวกเราเทียบกันไม่ได้ แต่ย่อมดีกว่าเมื่อก่อนก็จริง หากให้พวกเขาอยู่ดูแลกิจการในครอบครัว ใช้ชีวิตเรียบง่ายไปวันๆ มันก็อยู่ได้สบายๆก็จริง แต่หากเป็นเช่นนั้น ความรู้สึกแตกต่างระหว่างพวกเขากับเรามันจะยิ่งสั่งสมและขยายใหญ่ขึ้นเรื่อยๆในใจพวกเขา พวกเขาย่อมรู้สึกไม่สบายใจอยู่แล้ว


ตอนนี้พวกเขายังหนุ่ม อยากอาศัยความสามารถและพละกำลังของตัวเองเพื่อทำให้ครอบครัวมีชีวิตที่ดีขึ้นกว่าเดิม ตอนนี้ครอบครัวมีความมั่นคงแล้ว พวกเขาจึงสามารถออกไปท่องโลกกว้างได้อย่างไม่ต้องห่วงหน้าพะวงหลัง หากทำสำเร็จ ก็จะช่วยลดช่องว่างของความแตกต่างระหว่างพวกเราได้ ทำให้ความสัมพันธ์แน่นแฟ้นขึ้น ระหว่างเราก็จะได้มีเรื่องที่คุยเหมือนๆกันได้มากขึ้น ทั้งยังทำให้ลูกๆหลานๆของตัวเองมีหน้ามีตาไปด้วย มีหลักประกันมากกว่าเด็กคนอื่นๆนี่เป็นความตั้งใจที่ดีเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงอธิบายความคิดของตัวเองให้นางซุนฟังด้วยความเข้าใจ


นางซุนพยักหน้า แต่สีหน้ายังคงไม่สบายใจ “เหตุผลที่เจ้าพูดมาทั้งหมดข้าเข้าใจ เพียงแต่พอเห็นพวกเขาสภาพนี้แล้วข้าก็อดรู้สึกไม่สบายใจไม่ได้”


เรื่องนี้ค่อนข้างสะเทือนอารมณ์ของหญิงชรา จากกรณีของลู่ไป่ชวน เขาเผชิญความเป็นความตายอยู่ข้างนอกมานานหลายปี หนักหนายิ่งกว่าสองพี่น้องสกุลจางหลายเท่า นึกถึงตอนที่ได้พบบุตรชายอีกครั้ง สภาพของเขาในตอนนั้นนางทนดูไม่ได้จริงๆ


ในวัยของนางซุนตอนนี้ไม่ได้ปรารถนาเรื่องอื่นใดแล้ว แค่หวังให้ลูกๆหลานๆมีชีวิตที่สงบ อยู่รอดปลอดภัยก็พอใจแล้ว


เหอจิ่วเหนียงปลอบใจนางอยู่ครู่หนึ่ง และตบอกรับประกันว่าหลังจากกลับไป จะมอบเครื่องประทินผิวให้น้องเขยทั้งสองได้บำรุงผิวอย่างดี อย่างน้อยก็ให้พวกเขาดูเหมาะสมกับน้องสาวทั้งสองหน่อย นางซุนได้ยินดังนั้นจึงอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย

.....

วันต่อมา


ครอบครัวลู่ออกเดินทางกลับหมู่บ้านอันผิงไปฉลองเทศกาลปีใหม่ โดยมีฉินเจียนไปส่งพวกเขาที่ประตูเมือง


นางซุนและผู้เฒ่าลู่กระตือรือร้นมาก คะยั้นคะยอชวนฉินเจียนกลับไปฉลองปีใหม่กับพวกเขาที่หมู่บ้านด้วยกัน


ฉินเจียนได้แต่ยิ้มทั้งน้ำตา ตอนนี้เขาได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว ยังไม่มีลูกน้องที่ทำงานแทนได้ จึงไม่อาจปลีกตัวไปไหนได้จริงๆ ทำได้แค่ปฏิเสธไปอย่างเศร้าสร้อย และกำชับกับสองผู้อาวุโสว่า กลับมาต้องเอาของอร่อยๆกลับมาฝากเขาด้วย


ท่าทางกระจองอแงของบุรุษชายชาติทหาร ดูแล้วช่างน่าอับอายแทนเล็กน้อย เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนไม่อยากทนมองได้ จึงขึ้นไปรอบนรถม้าก่อน มีเพียงนางซุนและผู้เฒ่าลู่ที่ยังคงจับมือฉินเจียน พร้อมกับให้คำมั่นว่าจะกลับพร้อมนำของอร่อยๆมาฝากเขาแน่นอน


ส่วนโหลวชงได้ตามลู่ไป่ชวนกลับไปฉลองเทศปีใหม่ เห็นฉินเจียนร้องไห้จนเสียงแหบเสียงแห้งแล้วก็.อดเห็นใจไม่ได้


หลังจากร่ำลากับฉินเจียนเสร็จ ในที่สุดครอบครัวลู่ก็ได้ออกเดินทางกลับหมู่บ้าน บุรุษนั่งรถม้าคันหนึ่ง สตรีนั่งคันหนึ่ง รถม้าของครอบครัวลู่คันใหญ่นั่งกันได้สบายๆ


นอกจากนี้ยังมีรถม้าอีกคันที่ใช้บรรทุกสิ่งของสำหรับงานฉลองปีใหม่โดยเฉพาะ ซึ่งบรรทุกสิ่งของจนแน่นขนัด


โหลวชงรับหน้าที่บังคับรถม้าคันที่บรรทุกสิ่งของ ตามหลังรถม้าทั้งสองคัน ในขณะเดียวกันก็คอยสอดส่ายสายตา ระมัดระวังกลุ่มคนซุ่มโจมตีไปด้วย


กลับหมู่บ้านครั้งนี้ไม่ได้พาองครักษ์มาด้วย มีเพียงคนในครอบครัว โหลวชง ฟางต้า และชิวเทียนที่เป็นคนบังคับรถม้า ระหว่างทางหากเกิดอะไรขึ้นคงวุ่นวายไม่น้อย


แต่แล้ว ดูเหมือนว่าคนเราหากกลัวสิ่งใดก็จะได้เจอสิ่งนั้นเสมอ


ปกติพวกเขาใช้เส้นทางนี้เดินทางอยู่บ่อยครั้ง ทุกครั้งเป็นไปอย่างราบรื่นปลอดภัย ทว่าวันนี้


เพิ่งจะเข้าเขตป่า ขบวนรถม้าก็ถูกขวางทางทันที


เมื่อเห็นกลุ่มคนโผล่มาขวางทางอย่างกะทันหัน อยู่ห่างกันเพียงยี่สิบหมี่ ฟางต้าที่บังคับรถม้าคันหน้าก็ดึงเชือกหยุดรถม้าทันที หันไปแจ้งกับลู่ไป่ชวน “นายท่านสาม เราเจอพวกโจรขวางขอรับ!”


กลุ่มคนตรงหน้ามีกันประมาณยี่สิบถึงสามสิบคน ทุกคนถือดาบอยู่ในมือ ท่วงท่าการยืนโงนเงนไม่องอาจ ไม่เหมือนนักฆ่าที่ได้รับการฝึกฝนมา ดูแล้วเป็นเพียงโจรปล้นธรรมดา


ตรงกลางมีชายร่างอ้วนคนหนึ่งก้าวออกมา ใช้ดาบในมือต่างไม้เท้า ตะโกนอย่างฮึกห้าว “ปีนี้ข้าต้องการปล้นแค่ทรัพย์ หากพวกเจ้าไม่อยากตายก็ส่งเงินทองทั้งหมดมาซะ! แล้วพวกข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”


คิดไม่ถึงเลยว่าโจรพวกนี้ยังพอมีน้ำใจอยู่บ้าง


ลู่ไป่ชวนเปิดม่านหน้าต่างมองออกไป ในใจระลึกถึงคำพูดของภรรยาก่อนหน้านี้ขึ้นได้ 


ใกล้ปีใหม่ แต่ละอาชีพต่างก็รีบหาเงินมาฉลองเทศกาลกันจริงๆ


“นายท่านสาม ให้บ่าวไปเจรจากับพวกมันก่อนดีกว่าขอรับ!”


ฟางต้าเห็นดังนั้นก็รีบอาสาทันที


พวกนายน้อยกับคุณหนูในจวนล้วนเป็นวิชายุทธ์กันทั้งนั้น พวกเขาในฐานะบ่าวรับใช้จะอ่อนแอไม่ได้เด็ดขาด พอมีเวลาว่างก็มักจะฝึกฝนยุทธ์ ที่ผ่านมาก็ยังไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือเลย ตอนนี้นับว่าเป็นโอกาสพอดี!


“ท่านอาสาม ให้พวกเราออกไปด้วยนะขอรับ!”


เหลยจื่อมองพวกโจรเหล่านั้นด้วยความตื่นเต้น รู้สึกคันไม้คันมือยิ่งนัก


เขารู้สึกว่าช่วงนี้ฝีมือของตัวเองพัฒนามากขึ้น กำลังอยากแสดงฝีมือให้ท่านสามให้เห็นสักหน่อย คู่ต่อสู้ก็โผล่มาพอดี


“เยี่ยมมาก สมกับที่เป็นลูกหลานสกุลลู่จริงๆ!”


ผู้เฒ่าลู่ตบไหล่เหลยจื่อ แววตาเต็มไปด้วยความชื่นชม


หากเป็นเมื่อก่อน ชายชราไม่มีทางวางใจให้หลานๆลงมือแน่นอน แต่ตอนนี้เขารู้ว่าพวกเด็กๆมีฝีมือแล้ว คนที่ควรเป็นห่วงก็คือพวกโจรกลุ่มนั้นมากกว่า


ลู่ไป่ชวนเอ่ย “ไม่ต้องรีบ รอดูไปก่อน”


ส่วนในรถม้าด้านหลัง นางซุนเอ่ยด้วยสีหน้าร้อนใจ “โจรพวกนี้นี่! ใกล้จะวันปีใหม่แล้วยังออกมาฆ่าแกงคนอื่นอีก ดูจากท่าทางชำนาญของพวกมันแล้ว ไม่รู้ฆ่าคนมาแล้วมากมายเท่าไร!”


เหอจิ่วเหนียงตบหลังมือนางซุนเบาๆ พลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องตื่นตระหนกเจ้าค่ะ นี่เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภของพวกเรานะเจ้าคะ!”


ตอนที่ 627: แกะน้อยน่ารักหรือหมาป่าดุร้ายกันแน่


นางซุนทั้งอึ้งทั้งงุนงงกับคำพูดของอีกฝ่าย เห็นๆกันอยู่ว่าเป็นโจร แล้วจะกลายเป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภของพวกนางได้อย่างไร?


ทว่าพริบตาต่อมา…


จู่ๆ หญิงชราก็เกิดสังหรณ์บางอย่างขึ้น


จึงเอ่ยด้วยความหวั่นๆ “เจ้าหมายความว่า…”


เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย “พวกเขามาก็เพื่อให้อั่งเปาพวกเราอย่างไรล่ะเจ้าคะ”


ทันใดนั้นเหลียนฮวาและโยวยาโถวก็เข้าใจทันที ดวงตา.กลมโตพลันเป็นประกาย อยากขอออกไปแสดงฝีมือด้วย


เหอจิ่วเหนียง.ยกมือให้พวกนาง เป็นเชิงบอกว่าพวกนางไม่ต้องพูดอะไร ตนก็เข้าใจถึงความคิดของพวกนางแล้ว


หญิงสาวเปิดม่านหน้าต่างชะเง้อมองออกไป ตอนนี้ฟางต้ากำลังตะโกนเจรจากับกลุ่มโจรเบื้องหน้าอยู่


“หากพวกเจ้ายังมีความฉลาดอยู่บ้างก็รีบหลีกทางไปซะ! ก่อนที่พวกเจ้าจะไม่มีทางเลือก!”


ฟางต้ากระพอกวาจานี้ออกมาด้วยความจริงใจ ถึงอย่างไรเขาก็รู้ดีว่าเจ้านายของเขาเก่งกล้ามากเพียงใด ไม่ต้องให้ถึงมือนายท่านสามกับฮูหยินสามหรอก แค่พวกคุณหนูคุณชายก็สามารถสั่งสอนคนพวกนี้ได้สบาย


แต่ปรากฏว่า โจรกลุ่มนี้กลับหัวเราะเยาะจนท้องคัดท้องแข็ง พวกเขาเห็นรถม้าสามคันนี้มาแต่ไกลแล้ว ดูก็รู้ว่าเป็นรถม้าของพวกเศรษฐีมีเงิน ในรถม้ามีเสียงหัวเราะดังออกมาเป็นระยะ ฟังจากเสียงก็รู้แล้วว่าเป็นพวกเด็กๆที่ยังไม่โต แม้แต่บ่าวรับใช้ก็ไม่ติดตามมาด้วย เป้าหมายเช่นนี้นี่แหละปล้นง่ายที่สุด เพราะคนพวกนี้ไม่มีแรงที่จะขัดขืนด้วยซ้ำ


โจรกลุ่มนี้ในหนึ่งปีจะออกปล้นแค่ช่วงก่อนปีใหม่ ปล้นครั้งเดียวก็อยู่กินได้สบายตลอดทั้งปี เมื่อใกล้ปีใหม่ปีถัดไปก็จะทำการปล้นอีกครั้ง เนื่องจากพวกเขาซ่อนตัวได้ลึกลับมาก คนของทางการจึงทำอะไรไม่ได้ อีกอย่าง พวกเขาไม่ได้ทำร้ายถึงขั้นเอาชีวิต แค่ปล้นทรัพย์สินเงินทองเท่านั้น คนของทางการจึงไม่ได้เข้ามาจัดการขั้นเด็ดขาดกับพวกเขา


และด้วยเหตุนี้ พวกเขาจึงยิ่งกำเริบเสิบสานมากขึ้น ตอนนี้ไม่เพียงแค่ปล้นทรัพย์สินเท่านั้น บางครั้งหากเจอสตรีโฉมงาม ก็จะจับตัวไปเป็นภรรยาด้วย


“เลิกพูดไร้สาระได้แล้ว เห็นแก่ที่เจ้านายของเจ้ายังเป็นแค่เด็กน้อยอยู่ พวกข้าจะไม่ทำให้ลำบาก ส่งของมีค่ามาแล้วรีบไสหัวไปซะ! ไม่อย่างนั้นอย่าหาว่าพวกข้าไม่เกรงใจ!”


โจรพวกนี้เริ่มหมดความ.อดทน ตะโกนโหวกเหวกกันไปมาเช่นนี้มีแต่เสียเวลา รีบลงมือเสียดีกว่า ไม่อย่างนั้นขืนชักช้า อาจมีคนมาเห็นแล้วไปแจ้งทางการเอาได้


“ท่านอาสาม ให้พวกเราจัดการเถอะนะขอรับ ไม่อย่างนั้นจะเสียเวลาเดินทางกลับบ้านได้นะขอรับ!”


เหลยจื่ออดใจรอไม่ไหวเอ่ยเร่งอีกครั้ง เขาอยากแสดงฝีมือให้ท่านอาสามเห็นว่าตนเองฝีมือเก่งกาจมากเพียงใดจะแย่อยู่แล้ว ไม่รู้ว่าจะมีโอกาสได้เข้าหน่วยหั่วอวิ๋นหรือไม่…


เซี่ยเฉินห้าวยังฝันจะเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นได้เลย เขาเองก็เช่นกัน!


ลู่ไป่ชวนเองก็เห็นแล้วว่าฝ่ายศัตรูไม่เหลือความอดทนอีกต่อไป ดาบของผู้เป็นหัวหน้าโจรทื่อมาก แสดงว่าคนพวกนี้ไม่เคยฆ่าคนมาก่อนจริงๆ แค่ใช้ประกอบท่าทางดุดัน อาศัยความน่ากลัวเพื่อข่มขู่แล้วปล้นทรัพย์สินเท่านั้น


เมื่อมั่นใจว่าคนเหล่านั้นไม่ได้มีความสามารถอะไร และดาบทื่อๆนั่นไม่สามารถทำร้ายใครได้ ลู่ไป่ชวนจึงพยักหน้า “ไปเถอะ จำไว้ว่าห้ามฆ่าคนอื่นเป็นอันขาด”


“ขอรับ!”


เหลยจื่อตอบตกลงอย่างแข็งขัน จากนั้นเด็กทั้งกลุ่มก็พุ่งตัวออกไปทันที รวมทั้งโก่วเอ๋อร์ด้วย


เขาเองก็อยากรู้เหมือนกันว่าตนเองจะสู้กับพวกคนเลวได้จริงๆหรือไม่ และอยากแสดงฝีมือให้ท่านพ่อดูด้วย


ก่อนหน้านี้ท่านพ่อบอกว่า รอให้ท่านพ่อกลับมาแล้วจะสอนทักษะดาบใหม่ๆให้ ตอนนี้เขาอยากแสดงฝีมือสักหน่อย ท่านพ่อได้เห็นต้องดีใจเป็นแน่ ไม่แน่อาจจะสอนทักษะดาบที่เหนือชั้นให้เขาก็ได้


เมื่อเห็นว่าแม้กระทั่งโก่วเอ๋อร์ก็ลงจากรถม้าไปด้วย นางซุนก็ยิ่งเคร่งเครียด “ตาเฒ่ากับเจ้าสามทำอะไรกันอยู่ เหตุใดถึงปล่อยให้พวกเด็กๆออกไปเผชิญหน้ากับโจรเช่น–!…”


“ท่านย่า พวกเราก็อยากไปด้วยเจ้าค่ะ!”


เสียงร้อนใจยังไม่ทันจบ โยวยาโถวก็อดใจรอไม่ไหวเอ่ยปากขอลงไปด้วยทันที เหลียนฮวาที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าสนับสนุนน้องสาว เห็นได้ชัดว่าพวกนางนั่งแทบไม่ติดแล้ว


“ไปทำไม่…”


“ไปเถอะ ระวังตัวด้วย อย่าทำให้พวกนั้นถึงตายล่ะ”


เหอจิ่วเหนียงชิงพูดแทรกหญิงชรา เด็กสาวทั้งสองรีบกระโดดลงจากรถม้าทันทีภายใต้สายตาตื่นตกใจของนางซุน


นางซุนยังอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่เหอจิ่วเหนียงยกนิ้วชี้ขึ้นแนบริมฝีปาก พลางกล่าว “ชู่ ท่านสุภาพสตรีซุน เราไม่ต้องพูดอะไรแล้วเจ้าค่ะ เรามาดูกันดีกว่าว่าช่วงนี้เด็กๆฝึกวรยุทธ์กันไปถึงขั้นไหนแล้ว!”


“เหลวไหลเข้าไปใหญ่แล้ว! หากบาดเจ็บขึ้นมาจะทำเช่นไร?”


นางซุนกดเสียงต่ำลงกล่าวอย่างจริงจัง นางรู้สึกว่าสองผัวเมียคู่นี้บ้าไปแล้วจริงๆ เรื่องอันตรายเช่นนี้ไม่รีบหลบหลีก ทั้งยังให้พวกเด็กๆออกไปเผชิญหน้าอีก


“มีไป่ชวนกับโหลวชงคอยดูอยู่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ วางใจเถอะเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะคิกคัก และให้ชิวเทียนบังคับรถม้าเคลื่อนไปข้างหน้าอีกหน่อย จะได้เห็นชัดยิ่งขึ้น


ใช่แล้ว เด็กคนไหนแสดงฝีมือได้ดี นางจะมีรางวัลให้


นางซุนทั้งโมโหทั้งกังวล แต่ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่จดจ้องเหตุการณ์ด้านหน้าตาไม่กะพริบ เพราะกลัวว่าหลานๆจะได้รับบาดเจ็บ


ส่วนกลุ่มโจร เมื่อเห็นคู่ต่อสู้กรูลงมาก็ถึงกับอึ้งไป แค่ส่งเงินมาให้ก็พอ เหตุใดต้องแห่ลงมาจากรถม้ากันหมดด้วย หรือว่าแม้แต่รถม้าก็จะยกให้พวกเขาด้วยอย่างนั้นหรือ!


บ้าน่า เหตุใดต้องจริงจังขนาดนี้ด้วยเล่า!


เมื่อมองสำรวจคู่ต่อสู้ สายตาก็พลันปะทะเข้ากับเหลียนฮวา ดวงตาของหัวหน้าโจรร่างท้วมเปล่งประกายทันที เขาไม่เคยเห็นแม่นางน้อยคนใดหน้าตา.งดงามเช่นนี้มาก่อน น่ารักสดใสช่างดึงดูดสายตายิ่งนัก!


เหลียนฮวาสัมผัสได้ถึงสายตาน่าขยะแขยงของอีกฝ่าย จึงตัดสินใจทันทีว่า เป้าหมายแรกก็คือเจ้าอ้วนคนนี้!


ลู่เสี่ยวหยางในฐานะที่อายุมากสุดในกลุ่ม ตะโกนขึ้น “คิดจะปล้นของของพวกเรา มันไม่ได้ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ ต้องผ่านด่านพวกเราไปให้ได้ก่อน!”


“ฮ่าๆๆ นี่พวกเจ้าโง่ไปแล้วรึ มีกันแค่นี้เองเนี่ยนะ?”


พวกโจรหัวเราะเยาะอีกครั้ง ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเห็นใครก๋ากั๋นไม่ดูตัวเองเช่นนี้มาก่อน รนหาที่ตายชัดๆ


พวกเด็กๆไม่อยากเสวนาไร้สาระกับพวกเขาอีก รีบจัดการ จะได้เดินทางกันต่อ หาไม่อาจกลับไปกินข้าวเย็นที่บ้านไม่ทัน


เมื่อวานส่งจดหมายไปบอกที่บ้านแล้ว ป้าสะใภ้ใหญ่ต้องกลับบ้านไปทำอาหารอร่อยๆรอพวกเขาแน่นอน


เผชิญหน้ากับความคึกคะนองของเด็กๆกลุ่มนี้ พวกโจรไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลยสักนิด อย่า.มองว่าพวกเขาผอมกะหร่องยืนโงนเงน ใช้ดาบทู่ต่างไม้เท้าเช่นนี้แล้วจะเป็นปัญหาใหญ่


ทว่าในอึดใจต่อมา หัวหน้าโจรร่างอ้วนก็ถูกเหลียนฮวากระโดดถีบแสกหน้าอย่างแรง จนฟันร่วงกระเด็นออกมาจากปากหนึ่งซี่!


ภาพลักษณ์ของเหลียนฮวา จากแกะน้อยน่ารัก กลายเป็นหมาป่าดุร้ายในบัดดล หัวหน้าโจรร้องโอดครวญด้วยความเจ็บปวด ขณะที่เหลียนฮวาทะยานตัวเข้ามา ปากของนางก็พึมพำไปด้วย “ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นว่า คนที่คิดร้ายต่อข้าจะได้รับผลกรรมเช่นไร! ข้าจะจัดการเจ้าให้ตาย เจ้าคนชั่ว เจ้าคนเลว!”


หัวหน้าโจรเจ็บปวดจนพูดไม่ออก ตกลงแล้วใครเป็นคนร้ายกันแน่!


พวกโจรเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นั่นเป็นถึงพี่ใหญ่ของพวกเขานะ! คิดไม่ถึงเลยว่าจะโดนเล่นงานจนน่าสังเวชเช่นนี้


แต่พวกเขาไม่มีโอกาสให้ตกใจนานนัก เพราะเด็กคนอื่นๆ ต่างก็ยกเท้าทะยานเข้ามาโจมตีพวกเขาแล้ว


ช่วยไม่ได้จริงๆ เพราะอากาศหนาวมาก เด็กๆจึงต้องสวมถุงมือให้ความ.อบอุ่นไว้ตลอด ดังนั้นตอนนี้จึงทำได้เพียงต้องใช้เท้าแล้ว


โก่วเอ๋อร์สุดยอดยิ่งกว่าใคร กระโดดขึ้นคร่อมคอโจรคนหนึ่งเอาไว้ ทั้งชกต่อย ทั้งเตะรัวๆ แรงเขาไม่ค่อยมากก็จริง แต่เขาโจมตีตรงจุดที่เจ็บปวดอย่างรุนแรง จนชายผู้นั้นทนได้ไม่นาน ล้มฟุบลงไปกับพื้นขยับตัวไม่ได้อีกเลย


เหอจิ่วเหนียงมองนางซุนอย่างภาคภูมิใจ เอ่ยด้วยความลำพอง “ดูโก่วเอ๋อร์ลูกชายข้าสิเจ้าคะ เหมือนข้าไม่มีผิด!”


นางซุนกลอกตา.มองบน ปากพึมพำคำบ่น ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้านั้นกลับปกปิดไว้ไม่อยู่จริงๆ


มิน่าล่ะ ถึงได้มีคำกล่าวที่ว่า วีรบุรุษกำเนิดแต่เยาว์วัย หลานๆของนางช่างเก่งกาจมากจริงๆ!


แม้แต่แม่นางน้อยอย่างโยวยาโถวก็แย่งดาบในมือคู่ต่อสู้มาได้ ทั้งยังตามไล่ฟันคู่ต่อสู้อีก!


ไม่เลวเลย ไม่เลวเลย อนาคตออกเรือนไป คนในครอบครัวก็ไม่ต้องเป็นห่วงว่านางจะถูกครอบครัวสามีรังแกแล้ว!


เหอจิ่วเหนียงมองท่าทางของหญิงชราปากไม่ตรงกับใจแล้วยิ้มเงียบๆ นางชอบนิสัยปากแข็งแต่ใจอ่อนของหญิงชราท่านนี้มาก ช่างน่ารักยิ่งนัก!


ตอนที่ 628: ปล่อยเบ็ดยาวเพื่อตกปลาใหญ่


ไม่นานนักพวกโจรก็ถูกลูกหลานครอบครัวลู่เหยียบไว้ใต้ฝ่าเท้า การต่อสู้จบลงอย่างรวดเร็ว แม้แต่ฟางต้าก็ยังไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือ


ฟางต้ามองพวกโจรที่ร้องครวญครางด้วยความเจ็บปวด รู้สึกเสียดายเล็กน้อย


เขาเองก็ฝึกวรยุทธ์เช่นกัน เหตุใดถึงไม่ได้แสดงฝีมือเลยล่ะ?


“โอ๊ยๆ เจ็บๆ โอ๊ย! เจ็บจะตายอยู่แล้ว…”


เสียงร้องระงมอย่างหนัก โจรเหล่านี้ตระหนักได้ว่า วันนี้พวกตนได้เจอกับเหยื่อที่แข็งแกร่งเข้าให้แล้ว


แม้แต่เด็กแค่ไม่กี่คนพวกเขาก็ยังจัดการไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น พวกผู้ปกครองของเด็กพวกนี้ยังนั่งดูอยู่บนรถม้าหน้าตาเฉยอีก


ก่อนหน้านี้ยังไม่เห็น ทว่าตอนนี้พวกเขาพบว่า คนที่บังคับรถม้าสามคนนั้นก็น่าจะเป็นยอดฝีมือด้วย ไม่อย่างนั้นจะสามารถนั่งดูภาพเหตุการณ์โหดร้ายเช่นอย่างไร้กังวลได้อย่างไร


“ท่านผู้กล้า โปรดไว้ชีวิตด้วย พวกเราไม่ใช่คนเลวร้าย ใกล้เทศกาลปีใหม่แล้ว พวกเราก็แค่อยากหาเงินฉลองปีใหม่ ไม่ได้คิดจะทำร้ายใครเลยจริงๆ!”


หัวหน้าโจรที่ถูกเหลียนฮวาเหยียบหน้าพูดออกมาด้วยเสียงอู้อี้ แต่ทุกคนก็พอจะฟังออก


“หากเป็นไปตามที่เจ้าว่า เช่นนั้นทุกคนที่ไม่มีเงินก็ต้องออกมาปล้นเหมือนที่พวกเจ้าทำ นี่มันถูกต้องแล้วหรือ?”


เหลยจื่อปรายตา.มอง เขาไม่ลืมว่าเมื่อครู่หัวหน้าโจรอ้วนผู้นี้มองเหลียนฮวาด้วยสายตาท่าทีแบบใด หากไม่ใช่เพราะเหลียนฮวาบอกว่าอยากสั่งสอนด้วยตัวเองละก็ เขาคงสั่งสอนหัวหน้าโจรหยาบโลนด้วยตัวเองไปแล้ว


“ไม่ใช่นะไม่ใช่ ข้าน้อยไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น…”


หัวหน้าโจรรีบส่ายหน้าเอาตัวรอด แต่กลับไม่รู้จะหาข้ออ้างอะไรต่อ


หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้ เขาคงไม่พาพรรคพวกมาขวางตั้งแต่แรก แต่จะมาเสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้ว


ลู่ไป่ชวนและผู้เฒ่าลู่ลงมาจากรถม้า ถามถึงรังโจรของพวกเขา เป็นโจรปล้นมานานแค่ไหนแล้ว ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็ประคองนางซุนลงมาจากรถม้าเพื่อมาดูความสนุกใกล้ๆ


ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกโจรเห็นเหลียนฮวา ก็รู้สึกว่านาง.งดงามมากแล้ว ตอนนี้พอได้เห็นเหอจิ่วเหนียงก็ยิ่งตกตะลึงราวกับต้องมนตร์ พวกเขาไม่เคยเห็นสตรีใดงดงามปานนี้มาก่อนเลย


เป็นความงามที่แตกต่างจากเหลียนฮวา มีเสน่ห์ดึงดูดถึงขั้นทำให้คนหลงใหล ถูกสะกดจนไม่อาจถอนสายตาได้เลย


ลู่ไป่ชวนเห็นปฏิกิริยาของพวกเขา สีหน้าก็พลันเคร่งขรึม และเตรียมจะสั่งสอนให้สำนึก แต่ถูกเหอจิ่วเหนียงห้ามไว้ด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ใกล้ปีใหม่แล้ว เห็นคนเลือดตกยางออกจะไม่เป็นมงคลเอา”


พวกโจรต่างพยักหน้าหงึกหงักตามเสียงสวรรค์อย่างพร้อมเพรียง ‘ใช่ๆ มันจะไม่เป็นมงคลเอา!’


ในขณะนั้น พวกโจรก็เกิดความประทับใจในตัวเหอจิ่วเหนียงมากขึ้น สตรีผู้นี้รูปลักษณ์งดงามไม่พอ นิสัยยังอ่อนโยนถึงเพียงนี้ด้วย หากนางพูดกับพวกเขาอย่างอ่อนโยนสักประโยค ต่อให้พวกเขาต้องตายก็คุ้มค่าแล้ว!


และแล้วความปรารถนาของพวกเขาก็เป็นจริงได้ไม่ยาก เพราะหลังจากเหอจิ่วเหนียงเกลี้ยกล่อมลู่ไป่ชวนได้แล้ว ก็หันไปเอ่ยกับหัวหน้าโจรที่เหลียนฮวากำลังเหยียบหน้าอยู่ 


“บอกมาเถอะว่าวันนี้ปล้นไปได้เท่าไรแล้ว หากยังรู้จักเอาตัวรอดก็ส่งมาให้หมด ไม่อย่างนั้นรังโจรของพวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะเหลือ”


ปล้น!


นี่หมายความว่าอย่างไร!


ตกลงใครปล้นใครกันแน่!


ลู่ไป่ชวนมองภรรยาด้วยสายตาหมดคำพูด เขาไม่อาจคาดเดาได้เลยว่าประโยคต่อไปของภรรยานางจะเป็นอะไร


พวกเด็กๆกะพริบตาปริบๆ 


นั่นสินะ เหตุใดพวกเขาถึงคิดไม่ได้กัน!


ส่วนนางซุนเพิ่งจะเข้าใจในตอนนี้เองว่า ‘เทพเจ้าแห่งโชคลาภ’ ที่สะใภ้สามบอกเมื่อครู่ หมายถึงสิ่งใด!


ผู้หญิงคนนี้นี่จริงๆเลย!


แม้คนเฒ่าคนแก่อย่างนางจะรู้สึกไม่เห็นด้วยเล็กน้อย เพราะถึงอย่างไรตอนนี้ครอบครัวก็มีกินมีใช้ไม่ขัดสนเงินทอง แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่า วิธีของสะใภ้สามเหตุใดถึงได้น่าสนใจเช่นนี้นะ


นี่เป็นวิธีที่สะใภ้สามมักจะพูดติดปากอยู่บ่อยๆ หรือไม่ว่า ‘เอาชนะอีกฝ่ายด้วยวิธีของอีกฝ่าย’!


พวกโจรยังไม่ทันได้ตอบสนอง ก็ถูกพวกเด็กๆออกแรงเหยียบแรงขึ้น พร้อมตะคอกอย่างดุดัน “ใช่! เอาทรัพย์สินที่พวกเจ้าปล้นมาได้ออกมาให้หมด! ไม่อย่างนั้นพวกข้าจะเล่นงานไปถึงรังโจรของพวกเจ้าแน่!”


ลู่ไป่ชวน “…”


สิ่งที่เขาคิดจะทำคือ จะส่งตัวโจรพวกนี้ไปที่ศาลาว่าการอำเภอ ให้นายอำเภอเป็นคนจัดการ จะจัดการลงโทษอย่างไรก็ให้เป็นหน้าที่ของนายอำเภอ 


คิดไม่ถึงว่าภรรยาจะปล่อยเสือเข้าป่า


พวกโจรถึงกับพูดไม่ออก …หากให้ทรัพย์สินที่ได้มาไป เช่นนั้นความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดก็สูญเปล่าน่ะสิ! 


แต่หากไม่ให้ วันนี้ชีวิตน้อยๆของพวกเขาคงต้องดับสูญตรงนี้แน่นอน…


ภายใต้ความกดดันจากพวกเด็กๆ ในที่สุดพวกโจรก็ยอมบอกอย่างตรงไปตรงมาว่า ทรัพย์สินเงินทองถูกฝังอยู่ในป่าใกล้ๆนี้ เดิมทีคิดว่าสองสามวันนี้ปล้นเสร็จแล้วจะขนกลับทีเดียว 


คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้กลับเป็นฝ่ายถูกปล้นเสียเอง


จนถึงตอนนี้ พวกเขาก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยว่า คนที่มีความคิดจะปล้นพวกเขาคนแรกก็คือ… โฉมงามที่ทำให้พวกเขาหลงใหล!


เป็นดังคำกล่าวที่ว่ากันจริงๆ ‘ยิ่งสวยยิ่งอันตราย’!


ฮือๆๆ…


เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะสนใจว่าพวกเขาจะคิดอะไร นางพานางซุนกับผู้เฒ่าลู่ไปดูทรัพย์สินเหล่านั้นด้วยกัน ทั้งหมดมีสามหีบใหญ่ ไม่ใช่แค่เงินทองเท่านั้น ยังมีเครื่องประดับ ภาพวาดล้ำค่า และพวกเครื่องลายครามอีกมากมาย ดูเหมือนว่าช่วงนี้พวกเขาปล้นได้ไม่น้อยเลยจริงๆ


หลังจากตรวจสอบแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ให้โหลวชงกับฟางต้ายกหีบมาไว้บนรถม้าคันที่พวกผู้หญิงนั่ง


ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว รถม้าคันที่ใช้บรรทุกของก็บรรทุกจนเต็มแน่นแล้ว ส่วนรถม้าที่พวกผู้ชายนั่งก็มีกันหลายคน มีเพียงรถม้าคันที่พวกนางนั่งที่ยังพอยัดเข้าไปได้


นางไม่ได้เป็นคนใจดีอยู่แล้ว ไม่มีทางนำทรัพย์สินที่ได้มาเหล่านี้ให้คนอื่นแน่นอน อีกอย่าง ตอนนี้ก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเจ้าของทรัพย์สินเหล่านี้เป็นใคร คนที่แอบอ้างมีได้เยอะแยะ เพื่อไม่ให้ตัวเองรู้สึกหงุดหงิดในวันปีใหม่ นางจึงขอรับไว้ทั้งหมด


แน่นอนว่านางไม่ได้เอาไปเปล่าๆ ก่อนจากไปก็ต้องจัดการกับโจรเหล่านี้ให้เรียบร้อย ทำให้เส้นทางสายนี้ปลอดภัยขึ้น นี่ถือว่าเป็นการทำความดีแล้ว


“ถ้าไม่อยากถูกกวาดล้างจนหมดก็กลับไปซะ หากโผล่หน้ามาให้พวกข้าเจออีก คราวหน้าจะไม่โชคดีเหมือนครั้งนี้แล้ว”


นางสะบัดมือเล็กน้อย พวกโจรพลันได้กลิ่นหอมจางๆบางอย่าง แต่ภายในชั่วพริบตากลิ่นก็หายไป พวกเขาคิดว่าเป็นกลิ่นแป้งร่ำที่ติดตัวเหอจิ่วเหนียงจึงไม่ได้ใส่ใจ ตอนนี้ทรัพย์สินเงินทองก็ไม่เหลือแล้ว พวกเขาไม่มีกะจิตกะใจไปคิดเรื่องอะไรแล้ว


ไม่มีเงิน แล้วปีใหม่นี้จะใช้ชีวิตกันอย่างไรล่ะ!


พวกโจรได้แต่มองครอบครัวนี้จากไป โจรคนหนึ่งถามผู้เป็นหัวหน้าอย่างเศร้าสร้อย “พี่ใหญ่ เราจะทำเช่นไรดี?”


“จะทำเช่นไรได้อีกล่ะ! รีบซ่อนตัวสิ ปล้นอีกสักรอบแล้วค่อยกลับ!”


“ยังจะปล้นอีกหรือขอรับ! หากคนพวกนั้นรู้เข้าจะทำเช่นไรขอรับ?”


“ไม่ปล้นแล้วจะเอาไรกิน?”

.....

นางซุนมองหีบสามใบอยู่ครู่หนึ่ง ก็ยังไม่รู้ว่าจะพูดอย่างไรดี


เหอจิ่วเหนียงสังเกตเห็น จึงเอ่ยถาม “ท่านสุภาพสตรีซุน ท่านอยากพูดอะไรก็พูดออกมาเถอะเจ้าค่ะ”


“ข้าก็แค่อยากรู้ว่า เหตุใดเจ้าถึงปล่อยโจรพวกนั้นไป นี่ไม่เท่ากับเป็นการปล่อยให้พวกนั้นก่อเรื่องกับคนอื่นอีกหรือ?”


นางซุนเองก็อยากให้จัดการคนพวกนั้นเหมือนกัน แต่ใครจะคิดล่ะว่าเหอจิ่วเหนียงกลับปล่อยพวกนั้นไปง่ายๆ ทำเอานางถึงกับไปไม่เป็น


“นี่เรียกว่าเรากำลังปล่อยเบ็ดยาวเพื่อตกปลาใหญ่เจ้าค่ะ ต้องปล่อยพวกนั้นไปก่อน เราถึงจะหารังของพวกมันเจอ”


นางซุนไม่เข้าใจ “แต่เราไม่ได้แอบตามไปซะหน่อย เจ้าจะรู้ได้อย่างไรว่ารังโจรพวกมันอยู่ที่ไหน?”


“เมื่อครู่ข้าใช้วิธีการบางอย่างกับพวกนั้นนิดหน่อย ส่วนที่เหลือไป่ชวนจะเป็นคนจัดการเองเจ้าค่ะ วางใจเถอะเจ้าค่ะท่านสุภาพสตรีซุน เชื่อในฝีมือของเจ้าสามลูกชายของท่านหน่อยสิเจ้าคะ เขาไม่ทำให้ท่านผิดหวังแน่นอน!”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยอย่างมั่นใจ นางซุนกลอกตา.มองบน ไม่เคยเห็นใครชมผู้ชายได้อย่างออกหน้าออกตาเช่นนี้มาก่อน ช่างไม่รู้จักอายจริงๆ!

.....

บนรถม้าอีกคัน ลู่ไป่ชวนได้ส่งสัญญาณแจ้งเบาะแสไปแล้ว ฉินเจียนเห็นก็จะรู้เอง


หากไม่ผิดจากที่คาด โจรพวกนั้นคงไม่ยอมเลิกปล้นเป็นแน่ และคงจะเตรียมทำการปล้นอีกครั้ง แต่แผนการกลับล้มเหลวเพราะดันเจอเจ้าหน้าที่ทางการ พวกเขาจึงรีบหลบหนีกลับฐานที่มั่น เช่นนี้หลังปีใหม่ก็สามารถจัดการกับพวกเขาได้แล้ว


แม้สองสามีภรรยาจะไม่ได้บอกวิธีการต่อกัน แต่ก็รู้ใจกันดี แค่.มองตากันก็เข้าใจความคิดของอีกฝ่ายแล้ว


ตอนที่ 629: หน้าดำกลมกลืนไปกับความมืด


ความจริงจุดเกิดเหตุไม่ได้อยู่ห่างจากเมืองหลักมากนัก หลังจากพวกฉินเจียนส่งครอบครัวของลู่ไป่ชวนกลับไปไม่นาน ก็ได้รับสัญญาณที่ลู่ไป่ชวนแจ้ง เขาคิดว่าลู่ไป่ชวนจะต้องเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ จึงส่งกองกำลังไปสนับสนุน


แต่พอไปถึงปรากฏว่า ไม่เห็นครอบครัวของลู่ไป่ชวนแล้ว แต่กลับเห็นคนกลุ่มหนึ่งถือดาบวิ่งหนีตาลีตาเหลือก ฉินเจียนเข้าใจสิ่งที่ลู่ไป่ชวนต้องการจะสื่อทันที


ถนนเส้นทางนี้มีโจรดักปล้น ร่องรอยการต่อสู้บนพื้นหิมะ แสดงให้เห็นชัดว่าโจรกลุ่มนี้ถูกครอบครัวลู่สั่งสอนไปแล้ว


ส่วนเพราะเหตุใดถึงไม่จัดการคนเหล่านี้ไปเลยในทันที ฉินเจียนสันนิษฐานว่า ครอบครัวลู่น่าจะรีบกลับบ้านไปกินมื้อเย็น…


เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ความรู้สึกเศร้าใจของแม่ทัพฉินผู้โดดเดี่ยวก็พลันตีตื้นขึ้นใน.อก เขาเองก็อยากไปกินข้าวที่บ้านครอบครัวลู่ด้วยเหมือนกัน!


แต่ตอนนี้ยังต้องทำงานก่อน เมื่อรู้ว่าถนนเส้นทางนี้มีโจรดักปล้น ทำให้ชาวบ้านเกิดอันตรายได้ ดังนั้นจึงต้องส่งคนมาคอยเฝ้า ไม่ให้โจรพวกนั้นก่อเรื่องเดือดร้อน ส่วนเรื่องจัดการกับโจรกลุ่มนี้ รอหลังปีใหม่แล้วค่อยปรึกษาลู่ไป่ชวนอีกที จะแหวกหญ้าให้งูตื่นไม่ได้เด็ดขาด


ลู่ไป่ชวนไม่ได้จัดการในทันทีเช่นนี้ ย่อมต้องมีแผนสำรองเอาไว้แล้วแน่ๆ เขาแค่รอดูละครสนุกๆก็พอ

.....

เสียเวลาระหว่างทางมาครู่ใหญ่ คนบังคับรถม้าจึงเร่งรถม้าให้ไวขึ้น นางซุนจับใต้เบาะที่นั่งเอาไว้แน่น แต่ถึงกระนั้นนางก็ไม่ได้สั่งให้หยุด ปล่อยให้คนบังคับรถม้าเร่งความเร็วไปเช่นนั้น


ขืนช้ากว่านี้คงกลับไปกินมื้อเย็นไม่ทันแน่ อากาศในช่วงนี้ พอท้องฟ้าค่ำมืดก็ยิ่งหนาว พวกนางอยู่ในรถม้ายังพอมีเตาอุ่น แต่สามคนที่บังคับรถม้าจะทรมานเอาได้ ทุกคนล้วนเป็นคนเหมือนกัน จะปฏิบัติด้วยความลำเอียงไม่ได้


จนในที่สุดก็มาถึงหมู่บ้านอันผิงก่อนฟ้ามืด ช่วงนี้ฟ้ามืดเร็ว ดูเหมือนดึกมากแล้ว แต่ความจริงเพิ่งจะไม่กี่ยาม พวกคนงานหญิงเพิ่งกลับจากโรงงานเย็บผ้า แต่ละครอบครัวกำลังเตรียมทำอาหารเย็น ภายในหมู่บ้านกำลังอยู่ในช่วงบรรยากาศคึกคักพอดี


ได้ยินเสียงรถม้าเข้ามาในหมู่บ้าน ทุกคนก็ไม่ได้รู้สึกแปลกใจอะไรแล้ว ต้องเป็นครอบครัวลู่แน่นอน เพราะในหมู่บ้าน มีแค่บ้านครอบครัวลู่เท่านั้นที่มีรถม้า และไม่ได้มีแค่คันเดียว


แต่ถึงกระนั้น ทุกคนก็ยังถือชามข้าวออกมาดูที่ประตู ไม่กี่วันก่อนเขยสกุลลู่ก็เพิ่งกลับมา ได้ยินว่าก่อนหน้านี้ไปที่ดินแดนทุ่งหญ้ามา พอกลับมาเปลี่ยนไปราวกับคนละคน หน้าตา.มอมแมม แต่รอยยิ้มบนใบหน้าไม่อาจปกปิดเอาไว้ได้ ได้ยินว่าเดินทางไปครั้งนี้ยังหอบเงินหอบทองกลับมามากมาย


ส่วนเรื่องทั้งสองร่ำรวยได้อย่างไรนั้นก็ไม่รู้เช่นกัน


ได้ยินเสียงพวกเด็กๆดังมาแต่ไกล ทุกคนจึงรู้ได้ว่าพวกเด็กๆครอบครัวลู่ที่ไปอยู่ในเมืองหลักกลับมากันแล้ว เช่นนี้ก็หมายความว่า ผู้เฒ่าลู่และนางซุน รวมทั้งสองสามีภรรยาครอบครัวสามของสกุลลู่ก็กลับมากันด้วย นี่เป็นการกลับมาฉลองเทศกาลปีใหม่สินะ


ย่อมเป็นเช่นนั้นแน่นอน ไม่ว่าการออกไปทำมาหากินข้างนอกจะดีมากเพียงใด ก็ต้องกลับมาฉลองเทศกาลปีใหม่ที่บ้าน กลับบ้านจึงจะรู้สึกถึงบรรยากาศปีใหม่อย่างแท้จริง!


“ไอ้หยา! ขนของกลับมามากมายถึงเพียงนี้เลยหรือ! ครอบครัวลู่ยิ่งนานวันก็ยิ่งรุ่งเรืองขึ้นเรื่อยๆเลย!”


“นั่นสิ นายท่านสามลู่เป็นถึงขุนนางใหญ่ในเมืองหลัก ต้องมีของดีๆมากมายอยู่แล้ว!”


“แต่คิดไม่ถึงเลยนะว่าพวกเราก็พลอยได้อานิสงส์ไปด้วย พอคนนอกรู้ว่านายท่านสามลู่เป็นคนในหมู่บ้านพวกเรา ก็ไม่กล้ามารังแกพวกเราแล้ว!”


“ฮ่าๆๆ ใช่ๆๆ เจ้าพูดถูก!…”


คนในหมู่บ้านเหล่านี้ แม้ในใจจะนึกอิจฉาชีวิตที่สุขสบายของครอบครัวลู่อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้แสดงออกมา เพราะทุกคนหาใช่คนโง่ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่ตอนนี้ล้วนอาศัยโอกาสจากครอบครัวลู่ จึงได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเช่นนี้ และครอบครัวลู่ก็เป็นครอบครัวขุนนาง พวกเขาเป็นชาวบ้าน ย่อมไม่กล้ากระทำเรื่องบังอาจอยู่แล้ว


ครอบครัวลู่เองก็ได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจากคนที่ออกมาต้อนรับ


เนื่องจากรู้ล่วงหน้าแล้วว่าวันนี้สมาชิกจากเมืองหลักจะกลับมา ครอบครัวของลู่กุ้ยหลานสองครอบครัวจึงมากินข้าวที่บ้านใหญ่ด้วย และเทศกาลปีใหม่ก็จะมาฉลองด้วยเช่นกัน คนเยอะก็ยิ่งครึกครื้น


นอกจากนางฉินที่ต้องอยู่ไฟ กับนางหยูที่ต้องทำอาหาร ทุกคนในบ้านก็ออกมารอต้อนรับที่หน้าประตู เมื่อพบหน้ากันแล้วก็ทักทายกันด้วยความตื่นเต้นดีใจ จากนั้นทุกคนเดินเข้าไปในบ้านด้วยความสุข ส่วนรถม้าก็ให้บ่าวรับใช้เป็นคนจัดการ ของขวัญปีใหม่ที่นำมาถูก.ยกลงมาวางตรงหน้าบรรดาเจ้านาย


“ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ในที่สุดครอบครัวเราก็ได้อยู่กันพร้อมหน้าอีกครั้ง!”


ลู่จิ้งซวนตบไหล่ลู่ไป่ชวน ไม่ได้เจอกันนาน น้องสามของเขายิ่งดูเจิดจรัสมากขึ้นเรื่อยๆ


วิชาแพทย์ของน้องสะใภ้สามช่างยอดเยี่ยมมากจริงๆ บาดแผลทั้งตัวของน้องสามหายดีจนไม่มีรอยแผลเป็นเลยแม้แต่น้อย แถมยังดูหล่อเหลากว่าตอนที่ออกจากบ้านไปเมื่อสี่ห้าปีก่อนด้วยซ้ำ


เห็นน้องสามของตัวเองแล้ว ก็นึกถึงน้องเขยสองคนที่เพิ่งกลับมาเมื่อไม่กี่วันก่อน…


ลู่จิ้งซวนลอบชำเลืองมองเล็กน้อย และรีบดึงสายตากลับมาอย่างรวดเร็ว 


เฮ้อ สองคนนั้นทนดูไม่ไหวเลยจริงๆ


แม้จะกลับมาได้หลายวันแล้ว อาบน้ำ โกนหนวดเครา ตัดผมอย่างดีแล้ว แต่ร่องรอยความเหนื่อยล้าบนใบหน้านั้น เขาทนดูไม่ได้จริงๆ


แก้มที่เต็มไปด้วยผิวแห้งแตก รอยดำไหม้จากแดดลอกเป็นแผ่นๆ เห็นแล้วรับไม่ได้จริงๆ ผิวกายก็ดำคล้ำลงมาก ริ้วรอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าก็มีไม่น้อย ดูแก่กว่าพวกเขาไปหลายปีทีเดียว


เหอจิ่วเหนียงก็ได้เห็นสองพี่น้องสกุลจางแล้ว ตอนนี้ฟ้าจะมืดสนิทแล้ว ทุกคนถือโคมไฟไว้ในมือระหว่างเดินเข้าบ้าน แต่ถึงกระนั้นหากไม่ตั้งใจมองให้ดี ก็จะไม่เห็นสองพี่น้องคู่นั้นเลย…


ใบหน้าดำๆนั่น… สามารถกลืนหายไปกับความมืดได้เลย


ยังดีที่หลังจากเข้ามาในบ้าน แสงไฟค่อยสว่างขึ้นมาหน่อย ในที่สุดก็เห็นสองพี่น้องสกุลจางได้ชัดขึ้น แต่ก็มองเห็นชัดแค่ฟันกับตาขาวเท่านั้น


“น้องเขยทั้งสอง ได้ยินมาว่าไปดินแดนทุ่งหญ้าครั้งนี้ได้ผลตอบแทนกลับมาไม่น้อยเลย รู้สึกอย่างไรบ้าง?”


เหอจิ่วเหนียงไม่ทักเรื่องรูปลักษณ์ภายนอกของพวกเขา พวกเขากล้าที่จะออกไปเผชิญโลกกว้างเพื่อให้ลูกเมียได้มีชีวิตที่ดีขึ้น นี่เป็นเรื่องที่ควรค่าแก่การได้รับความเคารพ.ยกย่อง


“จะว่าอันตรายมันก็อันตรายจริงๆขอรับ ครั้งนี้หากไม่มีคนที่พี่สามส่งไปคอยปกป้อง พวกเราอาจจจะไม่ได้กลับมาแล้ว แต่เส้นทางร่ำรวยก็มีเยอะมากจริงๆขอรับ!”


จางซงบอกเล่าด้วยความตื่นเต้น มีบางเรื่องที่พวกเขาไม่ได้เล่าให้คนในครอบครัวฟังแม้จะกลับมาหลายวันแล้วก็ตาม คิดว่าพูดไปก็ไม่มีประโยชน์ รอให้ลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงกลับมาก่อนแล้วค่อยเล่า


“พวกเรานำอัญมณีกับเครื่องเทศดีๆกลับมามากมายเลยขอรับ ที่นั่นขายถูกมาก แต่ได้ยินพี่ๆองครักษ์ที่ไปกับพวกเราบอกว่า ของเหล่านั้นเป็นที่นิยมที่จิงโจวกับเมืองหลวงมาก เหล่าสตรีชอบกันนักชอบกันหนา พวกเราก็เลยนำกลับมาไม่น้อยเลยขอรับ!”


ดังนั้น การเดินทางครั้งนี้ พวกเขาไม่เพียงนำวัวนมจำนวนมากกลับมาเท่านั้น ยังนำอัญมณีกับเครื่องเทศกลับมาด้วยไม่น้อย หวังจะอาศัยสิ่งเหล่านี้มาสร้างรายได้ที่นี่


และความคิดของพวกเขาก็ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าเป็นไปได้จริงๆ ระหว่างทางกลับมา เมื่อมีคนรู้ว่าพวกเขากลับมาจากดินแดนทุ่งหญ้า ก็มาถามซื้ออัญมณีกับเครื่องเทศจากพวกเขาจำนวนไม่น้อย เนื่องจากเพิ่งเริ่มค้าขายจึงไม่ค่อยเข้าใจราคาตลาด พวกเขาจึงตั้งราคาที่พวกเขาคิดว่าเป็นราคาที่สูงมากแล้ว แต่กลับกลายเป็นว่าผู้ซื้อซึ่งรู้ราคาตลาดเห็นว่าราคาถูกมาก จึงซื้อกับพวกเขาโดยไม่ลังเล


ตอนนั้นเขาจึงได้รู้ว่า สิ่งของเหล่านี้สามารถทำเงินได้มากกว่าที่คิด แต่น่าเสียดาย ตอนที่ไปที่นั่นพวกเขาพกเงินติดตัวไปไม่มาก ไม่อย่างนั้นพวกเขาคงซื้อสินค้ากักตุนได้มากกว่านี้


“ไม่เลวเลย ไม่เลวเลย เดี๋ยวข้าขอดูด้วยนะ ถ้าหากถูกใจข้าจะซื้อจากพวกเจ้า!”


เหอจิ่วเหนียงอยากซื้อจากใจจริง ของเหล่านี้ในอนาคตต้องได้ใช้แน่นอน เตรียมเอาไว้สักหน่อยก็ไม่เสียหาย


“พี่สะใภ้สามพูดอะไรเช่นนั้นขอรับ ชอบก็เอาไปเลย! แต่ของที่ดีที่สุดข้าเลือกเอาไว้เตรียมให้คนในครอบครัวแล้ว ที่เหลือๆอยู่คุณภาพไม่ดีเท่าที่ข้าเก็บไว้ให้คนในครอบครัวขอรับ!”


จางซงตอบอย่างจริงใจ หากเหอจิ่วเหนียงชอบ เขายินดีที่จะประเคนให้นางจริงๆ เพราะหากไม่ได้คนของลู่ไป่ชวนคอยคุ้มกันให้ตลอดการเดินทาง พวกเขาคงไม่อาจเอาชีวิตรอดกลับมาได้ และการเดินทางครั้งนี้ ถือว่าพวกเขาพอจะจับทางได้แล้ว คราวหน้าหากได้ไปอีกทุกอย่างก็จะง่ายขึ้น และของเหล่านี้พวกเขาก็จะซื้อมามากขึ้นไม่ขาดแน่นอน


“ถึงจะเป็นพี่น้องกันก็ต้องคุยเรื่องเงินๆทองๆให้ชัดเจน อย่างไรข้าก็ต้องจ่ายเงินซื้อ วันนี้ค่ำแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเอามาให้ข้าดูก็แล้วกันนะ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มกล่าว ไหนๆพวกเขาก็บุกเบิกเส้นทางการค้าฝั่งดินแดนทุ่งหญ้าแล้ว นางจะต้องเข้าร่วมด้วยแน่นอน มีรายได้เพิ่มขึ้นเช่นนี้ใครจะรังเกียจกันเล่า


ตอนที่ 630: เส้นทางสู่ความมั่งคั่ง


คนในครอบครัวไม่มีความรู้ความเข้าใจเรื่องราคาตลาดอัญมณี ก่อนหน้านี้ครั้นที่เห็นสองพี่น้องสกุลจางขนข้าวของเหล่านี้กลับมามากมาย คนในครอบครัวมองว่า ทั้งๆที่ยังไม่เข้าใจตลาดอย่างถ่องแท้ สองคนนี้ก็กล้าทุ่มเงินซื้อของเหล่านี้ไปจนหมดตัวแล้ว ช่างไม่เข้าท่าเอาซะเลย


แต่ครอบครัวลู่ล้วนรักใคร่ปรองดองและสนับสนุนกันและกัน หากเกิดผลลัพธ์ที่เลวร้ายที่สุดตามที่คิดเอาไว้ หากทั้งสองถูกหลอกจริงๆก็ไม่เป็นไร อย่างไรก็ยังมีเงินปันผลจากกิจการของครอบครัวอยู่ หากพวกเขาล้มจริงๆ ทุกคนก็ช่วยกันพยุงพวกเขาขึ้นมาใหม่ได้


กลับกลายเป็นว่าความคิดของพวกเขาผิดมหันต์ เหอจิ่วเหนียงแสดงออกชัดว่าให้ความสนใจสิ่งนี้อย่างมาก และสิ่งนี้มีแนวโน้มไปได้ด้วยดี ถ้าอย่างนั้นช่องทางทำกินของสองพี่น้องจางก็มีความหวังแล้ว


ได้ยินพี่สะใภ้เอ่ยเช่นนี้ จางซงก็เอ่ยอย่างจำยอม “ก็ได้ขอรับ แต่คนครอบครัวเดียวกัน ข้าคิดราคาต้นทุนก็พอขอรับ และพวกเราสองพี่น้องตัดสินใจแล้วว่าหลังปีใหม่จะไปอีกสักสองสามรอบ หากพี่สะใภ้สามชอบ พวกเราจะนำกลับมาให้มากกว่านี้ขอรับ!”


“ยังจะไปอีกหรือ?”


นางซุนเบิกตากว้างด้วยความตกใจ ในมุมมองของนาง การเดินทางในครั้งนี้ก็ลำบากมากพอแล้ว หากไปอีก จะต้องเผชิญความลำบากไปอีกนานเพียงใดกัน


ยิ่งไปกว่านั้น บุตรสาวของนางยังสาวยังแส้ หากจางซงเอาแต่ออกไปข้างนอกเช่นนี้ คงจะดูไม่เหมาะสมนัก


จางซงไม่รู้ว่าในใจนางซุนคิดสิ่งใดอยู่ เขาพยักหน้าตอบซื่อๆ “พวกเราพบว่าที่ดินแดนทุ่งหญ้าไม่มีเกลือ ไม่มีใบชา ไม่มีวัสดุสิ่งทอ พวกเราสามารถนำจากที่นี่ไปขายได้ หรือนำไปแลกกับอัญมณีหรือเครื่องเทศของพวกเขาได้ เมื่อเราได้ของเหล่านั้นมา ก็สามารถนำกลับมาทำกำไรได้ไม่น้อยเลยขอรับ!”


การเดินทางไปดินแดนทุ่งหญ้าครั้งที่ผ่านมา แม้ว่าจะอันตราย แต่ก็ได้ผลตอบแทนมหาศาลกลับมาจริงๆ ตอนนี้พวกเขายังมีของอีกมากมายที่ยังไม่ได้ขาย แต่กลับได้เงินทุนคืนกลับมาหมดแล้ว ทั้งยังได้กำไรเล็กๆน้อยๆแล้วด้วย ไม่ต้องพูดเลยว่าหากขายของที่เหลืออยู่ทั้งหมดนี้หมดแล้ว กำไรที่ได้จะเป็นกอบเป็นกำขนาดไหน


ที่จิงโจวกับเมืองหลวงมีชนชั้นเศรษฐีมากมาย คนกลุ่มนี้นิยมชมชอบของเหล่านี้มาก ดังนั้น นี่แหละคือเส้นทางสู่ความมั่งคั่งของพวกเขา!


“พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม พวกเราไม่ได้เชื่อใจใครง่ายๆนะขอรับ พวกเราหาข้อมูลมาหลายทางแล้ว และมั่นใจว่าทำเงินได้จริง พวกท่านจะร่วมลงทุนกับพวกเราหรือไม่ขอรับ?”


ร่วมลงทุนด้วยกัน ก็เหมือนกับกิจการอื่นๆของครอบครัว นั่นคือลงเงินทุนไปก่อน จากนั้นก็มาแบ่งกำไรกันทีหลัง


ที่พวกเขามีชีวิตที่ดีได้อย่างทุกวันนี้ ก็เป็นเพราะการช่วยเหลือจากครอบครัวลู่ แม้จะรู้ว่าตอนนี้ครอบครัวลู่ไม่ได้ขัดสนเงินทอง แต่ครอบครัวลู่ช่วยเหลือพวกเขามามากมาย จึงไม่มีเหตุผลใดที่พวกเขาจะไม่ตอบแทนบุญคุณ


สามพี่น้องลู่ไม่ได้พูดอะไร แต่กลับหันไปมองเหอจิ่วเหนียงตามสัญชาตญาณ


หากจะพูดให้ชัด ไม่ใช่แค่สามพี่น้องลู่เท่านั้นที่มองนาง แต่สายตาของทุกคนในบ้านล้วนหันไปจดจ้องที่หญิงสาวทั้งหมด


เรื่องการทำการค้า ทุกคนล้วนเห็นไปในทางเดียวกันว่าควรขึ้นอยู่กับเหอจิ่วเหนียง หากนางบอกว่าทำได้ก็คือได้ หากนางบอกว่าไม่ได้ก็ไม่มีอะไรต้องคาดหวังแล้ว


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ข้าคิดว่าทำได้ อันที่จริงข้าเองก็คิดเอาไว้เหมือนกัน”


ตอนที่จางซงกับจางหย่งออกเดินทางในวันนั้น นางจงใจเตือนให้พวกเขาดูพวกอัญมณีกับเครื่องเทศ และของอื่นๆที่นั่นมาด้วย คิดไม่ถึงเลยว่าสองพี่น้องคู่นี้จะทำออกมาได้ดี ไปครั้งแรกก็สามารถเปิดเส้นทางการค้าได้แล้ว


ก่อนหน้านี้จางซงกับจางหย่งเป็นพ่อค้าเขียงหมู ถึงอย่างไรก็ถือว่าประกอบอาชีพการค้ามาก่อน และนี่ก็เป็นสัญชาตญาณที่คนทำการค้าพึงมี ไม่เลวเลยจริงๆ


ได้ยินเหอจิ่วเหนียงกล่าวเช่นนี้ทุกคนก็ตื่นเต้นยินดี โดยเฉพาะลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่น แม้จะรู้ว่าสามีของตนทำเงินจากการเดินทางในครั้งนี้ได้ แต่ก็ยังรู้สึกไม่สบายใจอยู่ดี ตั้งใจว่ารอเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนกลับมาแล้วจะปรึกษาพวกเขา ตอนนี้เมื่อได้ยินเหอจิ่วเหนียงบอกว่าทำได้ พวกนางก็สบายใจขึ้นมากแล้ว


“พี่สะใภ้สาม ได้ยินท่านพูดเช่นนี้ข้าก็สบายใจแล้วเจ้าค่ะ ตั้งแต่กลับมานี่พวกเขาสองคนก็เอาแต่พูดอยู่ตลอดว่าจะไปอีก ข้าฟังแล้วรู้สึกใจคอไม่ดีเลย คิดว่าไม่น่าเข้าท่า แต่ก็ไม่รู้จะเกลี้ยกล่อมพวกเขาเช่นไร สองพี่น้องคู่นี้หมกมุ่นอยู่แต่กับเรื่องนี้ ใครโน้มน้าวอย่างไรก็ไม่ฟังเจ้าค่ะ!”


ลู่กุ้ยหลานจับมือเหอจิ่วเหนียงพลางกล่าวอย่างทอดถอนใจ สามีของนางออกจากบ้านไปตั้งหลายเดือน นางย่อมร้อนรุ่มกว่าใคร พอเห็นสภาพของพวกเขาตอนที่กลับมากลายเป็นเช่นนี้ นางก็แอบร้องไห้คนเดียวอยู่หลายครั้ง จินตนาการไปถึงไหนต่อไหนว่าระหว่างที่อยู่ข้างนอก สามีตัวเองต้องประสบพบเจอกับอันตรายอะไรมาบ้าง


ผ่านความยากลำบากในการลี้ภัยมาได้แล้ว จะมาเป็นอะไรไปในตอนนี้ไม่ได้เด็ดขาด มิฉะนั้นนางคงรับไม่ไหวจริงๆ


“นั่นสิ ถึงแม้จะทำเงินได้แต่ก็อันตรายมากนะ! ตอนนี้เราก็มีรายได้ไม่น้อยแล้ว อย่าทำเรื่องที่เสี่ยงอันตรายเช่นนั้นอีกเลย พวกเจ้าน่ะมีครอบครัวแล้ว หากเป็นอะไรขึ้นมาจะทำอย่างไร?”


นางซุนเกลี้ยกล่อม เดิมทีคิดว่าพอพวกเขาได้ลิ้มรสความยากลำบากแล้ว หลังจากกลับมาคงเข็ดหลาบไม่คิดอยากไปอีก แต่ไม่คิดเลยว่า พวกเขากลับยิ่งมีความปรารถนาแรงกล้ามากขึ้น ยังคิดจะไปอีกหลายๆรอบ ไม่รักตัวกลัวตายบ้างเลยรึ!


สองพี่น้องสกุลจางไม่ได้พูดอะไร โดยเฉพาะจางซง นางซุนเป็นแม่ยายของเขา เขาย่อมเข้าใจถึงความหวังดีของแม่ภรรยา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้ลองและประสบความสำเร็จในการหาเส้นทางการหาเงินด้วยตัวเอง พวกเขาไม่อยากทิ้งไปง่ายๆ


เหอจิ่วเหนียงพิจารณาท่าทีของชายหนุ่มทั้งสอง ก็พอจะอนุมานความคิดของพวกเขาได้ นางไม่ได้พูดอะไรมาก เพียงเอ่ยถามสั้นๆ “น้องเขย พวกเจ้ามีแผนการจะทำเช่นไรต่อหรือ?”


ทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่กันแล้ว และสองพี่น้องสกุลจางก็ไม่ใช่คนไร้ไหวพริบ พวกเขาสามารถนำสิ่งของกลับมาได้มากมาย ทั้งยังทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำ แสดงให้เห็นว่าพวกเขาเป็นคนฉลาดมีหัวคิด ดังนั้นพวกเขาไม่มีทางให้ตัวเองอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงแน่


ได้ยินเหอจิ่วเหนียงถามถึงแผนความคิดในตอนนี้ จางซงก็รู้สึกซึ้งใจขึ้นมาทันที จึงรีบบอกเล่าอย่างกระตือรือร้น “พวกเรารู้ว่าเส้นทางนี้อันตราย ครั้งนี้โชคดีที่มีคนร่วมทางไปด้วยหลายคน และคนที่พี่สามส่งไปคุ้มกันพวกเราก็ฝีมือเก่งกาจมาก ครั้งต่อไป พวกเราจึงตัดสินใจว่าจะจ้างสำนักคุ้มภัยให้ไปคุ้มกันความปลอดภัยให้พวกเราขอรับ เช่นนี้จะทำให้การค้าเป็นไปได้อย่างต่อเนื่อง และมีความปลอดภัยขอรับ”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้ การวางแผนของพวกเขาไม่เลวเลย แต่เส้นทางนั้นอย่างที่ทราบว่าอันตรายมาก ไม่ใช่สิ่งที่สำนักคุ้มภัยธรรมดาจะรับมือได้ เพื่อความปลอดภัยของพวกเขา เหอจิ่วเหนียงจึงคิดเอาไว้ในใจแล้วว่า ต้องหาสำนักคุ้มภัยที่เชื่อถือได้ให้กับพวกเขา


เหตุผลที่จางซงกับจางหย่งชักชวนครอบครัวลู่ร่วมลงทุนด้วยมีอยู่สองประการ ประการแรก–การช่วยเหลือซึ่งกันและกัน พวกเขามีช่องทางการหาเงินใหม่ๆ ก็อยากให้ครอบครัวลู่ได้ประโยชน์ด้วยกัน ประการที่สอง–หากพวกเขาทำกันเองแล้วเงินทุนไม่พอ การเดินทางไปกลับแต่ละรอบหากไม่ได้ของดีๆกลับมาคงจะไม่คุ้มค่า ดังนั้นการมีผู้ร่วมสนับสนุนเงินทุนด้วยย่อมดีกว่า


ครอบครัวลู่ไม่ต้องออกแรง พวกเขาสองพี่น้องทำกันเองก็พอ เมื่อถึงเวลาก็แค่แบ่งเงินปันผลให้กับทุกคน


“ในเมื่อน้องสะใภ้สามพูดเช่นนี้ พวกเราย่อมไม่มีความเห็นอะไร พอดีข้ามีเงินเก็บอยู่ส่วนหนึ่ง ข้าจะลงทุนด้วย!”


นางหยูกำลังทำอาหารอยู่ในครัวจึงยังไม่รู้เรื่องนี้ ดังนั้นลู่จิ้งซวนจึงเป็นคนตัดสินใจ


นางฉินอยู่ไฟอยู่ในห้องออกมาไม่ได้ ลู่เหอหรงได้ฟังที่ทุกคนวิเคราะห์แล้วก็เห็นด้วย ถึงอย่างไรน้องสะใภ้สามก็ร่วมด้วย พวกเขาเดินตามนางก็พอ และต่อให้ภรรยาของพวกเขาอยู่ตรงนี้ก็ต้องเลือกเหมือนพวกเขาแน่นอน


ส่วนลู่ไป่ชวนยิ่งไม่ต้องพูด เขาเชื่อฟังภรรยาทุกอย่างอยู่แล้ว


เพียงแต่เขายังมีบางอย่างอยากจะเสริม “เมื่อถึงวันที่ต้องไป ข้าจะให้ป้ายคำสั่งกับพวกเจ้าเอาไปด้วย ระหว่างการเดินทางจะได้ราบรื่นยิ่งขึ้น”


สถานการณ์ในตอนนี้พูดตามตรง หากสองพี่น้องสกุลจางทำกิจการนี้จริงๆ ก็จะได้ชื่อว่าเป็นพ่อค้าพเนจร 


การเป็นพ่อค้าพเนจรมีสถานะต่ำต้อย ต่อให้ไม่เจอพวกโจรภูเขา ก็ต้องเจอพวกทหารเฝ้าประตูเมืองต่างๆทำให้ลำบากอยู่ดี แต่หากมีป้ายคำสั่งของเขาไว้จะไม่เป็นเช่นนั้นแน่นอน เพราะสิ่งนี้จะทำให้คนเหล่านั้นรู้ว่าพวกเขามีคนคอยหนุนหลังอยู่ ย่อมไม่กล้าวุ่นวายด้วยแน่นอน


ได้ยินดังนั้น ดวงตาของสองพี่น้องสกุลจางก็เปล่งประกายขึ้นทันที พยักหน้าด้วยความดีใจ “เยี่ยมไปเลยขอรับ!”


จริงๆแล้วการเดินทางในครั้งนี้ ระหว่างทางพวกเขาได้พบเจอเรื่องน่าปวดหัวมากมายหลายอย่าง แต่เป็นเพราะพวกเขามีคนของลู่ไป่ชวนคอยปกป้อง จึงไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบหรือทำให้ลำบากใจ แต่พ่อค้าเร่ทั่วไปไม่ได้เป็นเช่นนี้ มักจะถูกพวกทหารตามด่านขูดรีดเป็นอาจิณ ทำให้กำไรที่ได้มาหดหายไปไม่น้อย


จบตอน

Comments