single mom ep631-640

ตอนที่ 631: นับวันก็ยิ่งน่ารักมากขึ้นจริงๆ


“ถึงเวลากินข้าวกันแล้วเจ้าค่ะ!”


นางหยูนำกลุ่มสาวใช้ยกอาหารเดินเข้ามา เห็นทุกคนอยู่กันพร้อมหน้าเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ไม่อาจหุบห้ามเอาไว้ได้


ทุกคนรีบช่วยกันนำจานอาหารที่สาวใช้ยกมาจัดวางบนโต๊ะ กลิ่นหอมชวนน้ำลายสอยิ่งนัก!


ไม่ได้เจอกันตั้งนาน ฝีมือการทำอาหารของนางหยูพัฒนาขึ้นมาก!


“พี่สะใภ้ใหญ่ ไม่ได้เจอกันนาน ท่านสวยขึ้นมากเลยนะเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มทักทาย ตอนนี้นางหยูเป็นถึงเถ้าแก่เนี้ย ดูมีสง่าราศีจับ และมีความมั่นใจในตัวเองกว่าเมื่อก่อนมากขึ้น


ว่ากันว่าสตรีที่มีความมั่นใจในตัวเองจะดูสวยที่สุด เห็นท่าว่าจะเป็นเช่นนั้นจริงๆ


“เจ้านี่ปากหวานที่สุดแล้ว!”


ถูกชมต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ นางหยูก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ากลับยิ่งกว้างขึ้นจนส่งถึงดวงตา มีสตรีใดบ้างเล่าที่ไม่ชอบถูกชมว่าสวย


“ฮี่ๆๆ ข้าพูดความจริงนี่เจ้าคะ! ข้าเอาเครื่องประทินผิวที่ดีกว่าเดิมมาให้ทุกคนด้วย เดี๋ยวกินข้าวเสร็จจะเอาให้นะเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงทำหน้าขี้เล่นซุกซน นางหยูตอบรับอย่างไม่ลังเล เครื่องประทินผิวของน้องสะใภ้สามใช้ดีมากจริงๆ นางไม่อาจปฏิเสธได้ และไม่มีทางปฏิเสธแน่นอน


ทุกคนนั่งลงกินข้าว ส่วนลู่เหอหรงยกอาหารเข้าไปกินกับภรรยาที่อยู่ไฟในห้อง จากนั้นค่อยออกมาดื่มสุรากับพี่ๆน้องๆในภายหลัง


แม้ในบ้านจะมีสาวใช้ แต่ภรรยาที่อยู่ไฟหลังคลอดต้องให้สามีเป็นคนคอยดูแลเอง นี่ถือเป็นกฎอย่างหนึ่งของครอบครัวลู่ เพราะพวกเขาไม่สามารถเจ็บปวดทรมานจากการคลอดบุตรแทนภรรยาได้ ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือต้องดูแลภรรยาให้ดี ทำในสิ่งที่สามารถทำได้อย่างเต็มที่ ดังนั้นเมื่อเห็นลู่เหอหรงไม่ได้อยู่กินข้าวด้วย จึงไม่มีใครพูดอะไร เพราะทุกคนรู้กันว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติที่ควรทำอยู่แล้ว


เหลยจื่อคีบอาหารเข้าปากคำหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้น “อาหารฝีมือท่านแม่อร่อยที่สุดเลยขอรับ! ตอนที่ข้าจัดการกับพวกโจรป่า ข้าคิดถึงอาหารฝีมือท่านแม่ตลอด กลัวว่าหากชักช้าจะกลับมากินไม่ทัน!”


เหลยจื่อพูดออกไปอย่างลืมตัว คนในบ้านได้ยินดังนั้นก็พลันตกใจ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารแปรเปลี่ยนเป็นตึงเครียดขึ้นในทันที 


นางหยูถามน้ำเสียงร้อนรน “เจ้าว่าอย่างไรนะ? โจรป่าอะไร? พวกเจ้าเจอโจรระหว่างทางกลับมาอย่างนั้นหรือ?”


ครั้นที่ครอบครัวลี้ภัย แม้ไม่ได้เผชิญหน้ากับโจรโดยตรง แต่ระหว่างทางก็ได้พบเห็นคนที่ประสบชะตากรรมเหล่านั้นมากมาย ทุกคนจึงมีความรู้สึกหวาดกลัวพวกโจรมาก สัญชาตญาณลึกๆคอยสอนพวกเขาเสมอว่า หากหลีกเลี่ยงการปะทะได้ก็จะหลีกเลี่ยง เพราะไม่รู้เลยว่าเมื่อไรคนพวกนั้นจะย้อนกลับมาแก้แค้น


ตอนนี้เมื่อได้ยินเหลยจื่อบอกว่าจัดการกับพวกโจร ทุกคนก็เกิดความตึงเครียดขึ้นทันที


“อ่าวๆ กังวลอะไรกันละนี่ ไม่มีอะไรหรอก โจรพวกนั้นถูกจัดการไปแล้ว!”


ผู้เฒ่าลู่โบกมือพลางกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ แต่ในใจรู้สึกภูมิใจมาก


ลูกหลานของเขาแต่ละคนเก่งกาจยิ่งนัก เขาย่อมสุขใจกว่าใครอยู่แล้ว


“ใช่ขอรับ โจรพวกนั้นถูกพวกเราซัดจนเผ่นแน่บเลย พวกเราเจ๋งสุดๆไปเลยใช่หรือไม่ขอรับ!”


เสี่ยวหูจื่อตบอกอย่างภาคภูมิใจ ทำเอาพ่อแม่ของเขาถึงกับตกตะลึง หูจื่ออายุยังไม่ถึงหกขวบเลย เขาก็สู้กับโจรพวกนั้นด้วยหรือ!?


แม้จะรู้ว่าพวกเด็กๆฝึกฝนวรยุทธ์เป็นประจำ แต่ผู้ใหญ่ในครอบครัวก็ไม่ได้คิดว่าพวกเขาจะเอาจริงเอาจังมากนัก และเพราะพวกเด็กๆไปเรียนหนังสือที่เมืองหลัก นานๆจึงจะได้เจอกัน ผู้เป็นพ่อแม่จึงไม่รู้เลยว่าลูกๆของตัวเองเก่งกาจกันถึงขั้นนี้แล้ว


“ตกลงเรื่องมันเป็นอย่างไรกันแน่ พวกเจ้าได้รับบาดเจ็บกันหรือไม่  รีบเล่ามาซะดีๆ ทำทุกคนตกใจหมดแล้วรู้หรือไม่?”


ลู่กุ้ยหลานมองบุตรชายตัวเอง บุตรชายเก่งขึ้นนางย่อมภูมิใจ แต่พอคิดว่าพวกเขาต้องปะทะกับพวกโจร… นางไม่กล้าคิดภาพต่อเลย


คนอื่นๆ ต่างก็ตกใจปากอ้าตาค้าง รอให้พวกเด็กๆเล่าความจริงออกมา


พวกเด็กๆจึงเล่าเหตุการณ์ที่พวกตนจัดการกับพวกโจรเป็นครั้งแรกให้ทุกคนฟังด้วยความตื่นเต้น สีหน้าของคนที่ได้ฟังต่างตกตะลึงอึ้งค้าง จนกระทั่งรู้สึกเหมือนว่าเด็กๆกำลังคุยโวเกินจริง


นางซุนพยักหน้ายืนยันว่าเป็นเรื่องจริงปิดท้าย ทุกคนจึงได้เชื่อ


เหลยจื่อเอ่ยอย่างจริงจัง “ก่อนหน้านี้ตอนที่พวกเราเจอคนของเศรษฐีต่งมาดักทำร้ายระหว่างทาง พวกเราทำได้แค่หลบอยู่ในรถม้า มองอาสะใภ้สามปกป้องพวกเราโดยที่พวกเราทำอะไรไม่ได้เลย แต่ตอนนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้วขอรับ! ตอนนี้พวกเราปกป้องคนในครอบครัวได้แล้ว!”


ลู่เสี่ยวหยางสมทบ “ใช่ขอรับ แต่พวกเราก็จะขยันฝึกวรยุทธ์ต่อไป เพราะพวกโจรที่พวกเราเจอวันนี้ไม่ได้มีฝีมือมากนัก หากเจอกับโจรฝีมือเก่งกาจ พวกเราก็จะได้ต่อกรได้!”


พวกเด็กๆพยักหน้าอย่างหนักแน่น ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่าต่อไปต้องพยายามฝึกให้หนักกว่าเดิม ไม่ว่าอีกฝ่ายจะเก่งกาจมากเพียงใด พวกเขาก็จะสู้ให้ได้!


นางหยูกับลู่กุ้ยหลานน้ำตาคลอ เหตุใดลูกๆของพวกนางถึงได้รู้ประสีประสามากถึงเพียงนี้


พวกบุรุษก็มองลูกๆหลานๆตัวเองด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความภาคภูมิใจเช่นกัน


เหอจิ่วเหนียงได้ยินเหลยจื่อพูดถึงเรื่องถูกดักทำร้ายครั้งก่อนก็รู้สึกอุ่นใจมาก เด็กๆกลุ่มนี้ตัดสินใจฝึกฝนวรยุทธ์กับโก่วเอ๋อร์หลังจากประสบกับเหตุการณ์ที่เศรษฐีต่งส่งคนมาดักทำร้าย วันนี้พวกเขาถึงได้ประสบความสำเร็จ


ที่แท้ก็เป็นเพราะไม่อยากเห็นนางถูกรังแกนี่เอง


เหอจิ่วเหนียงอมยิ้มบางๆ เด็กๆพวกนี้นับวันก็ยิ่งน่ารักมากขึ้นจริงๆ


“น้องสาม น้องสะใภ้สาม พวกเด็กๆไปอยู่เมืองหลักกับพวกเจ้า พวกเราเองก็ดูแลได้ไม่เต็มที่ ทุกอย่างล้วนต้องให้พวกเจ้าคอยอบรมสั่งสอน พวกเจ้าอบรมสั่งสอนพวกเขาได้ดีถึงเพียงนี้ ข้าขอบใจพวกเจ้ามากๆนะ สุราจอกนี้ ข้าดื่มคารวะพวกเจ้า!”


ลู่จิ้งซวนลุกขึ้นด้วยความกระตือรือร้น ขณะที่กล่าวมือที่ถือจอกสุราก็สั่นเล็กน้อย เขาไม่เคยคิดฝันมาก่อนเลยว่า วันหนึ่งบุตรชายของเขาจะมีโอกาสมาถึงจุดนี้ได้ ไม่เพียงได้เรียนหนังสือ ยังได้ฝึกฝนวรยุทธ์อีก ตอนนี้ก็เรียกได้ว่าบุตรชายมีความรู้ทั้งบุ๋นและบู๊ ช่างน่าปลื้มใจมากจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนก็ลุกขึ้น ดื่มสุราในมือหมดจอก พวกเขาสมควรได้รับเกียรตินี้แล้วจริงๆ


ต่อมาลู่เหอหรงกับสองพี่น้องสกุลจางก็ผลัดกันยกจอกดื่มคารวะ ลู่ไป่ชวนกล่าวติดตลก “นี่กะจะมอมให้ข้าเมาใช่หรือไม่?”


“ได้อย่างไรกันเล่า พวกเจ้าสองคนคอแข็งกันจะตาย!”


ลู่เหอหรงพูดขึ้นทันที เขาสังเกตมานานแล้วว่าน้องสะใภ้สามจะไม่ค่อยดื่มสุรา แต่หากดื่มเข้าแล้วละก็ ไม่ว่าจะดื่มกี่จอกก็ไม่มีทางเมาแน่นอน ทั้งยังดื่มเก่งกว่าบุรุษอย่างพวกเขาเสียอีก


ในสายตาของพวกเขา น้องสะใภ้สามเปรียบเสมือนเทพจริงๆ ไม่มีอะไรที่นางทำไม่ได้


คืนนี้ทั้งครอบครัวอารมณ์ดีมีความสุข เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้คิดจะปฏิเสธคำชม ยิ้มรับอย่างเต็มใจ “พวกท่านให้พวกเราอบรมสั่งสอนพวกเขา ก็นับว่าเป็นการไว้ใจพวกเราเหมือนกันเจ้าค่ะ พวกเราจะทำให้พวกท่านผิดหวังได้อย่างไรกันล่ะเจ้าคะ อีกอย่าง ลูกๆหลานๆของพวกเราเหล่านี้ต่างก็เป็นเด็กฉลาดมีความสามารถ ข้าทั้งชื่นชมและดีใจ ย่อมอบรมสั่งสอนพวกเขาให้ดีที่สุดอยู่แล้ว!”


คำพูดเหล่านี้เหอจิ่วเหนียงล้วนกล่าวออกมาจากใจจริง ในโลกก่อน นางเป็นคนไม่ค่อยชอบเด็ก แต่พอได้เจอกับเด็กๆครอบครัวลู่แล้ว ทุกคนเก่งมากจริงๆ จะไม่ให้ชอบก็คงยาก


พวกเด็กๆได้ยินผู้ใหญ่ชื่นชมตนเองเช่นนี้ใบหน้าก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มแป้น แต่ก็ไม่ได้นึกลำพองใจ คิดว่าตนเองยังต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่าเดิมอีกเรื่อยๆ เพื่อหวังว่าภายภาคหน้าจะได้มีอนาคตที่ดี สร้างความรุ่งโรจน์ให้แก่ตระกูล


อาหารมื้อนี้ดำเนินไปจนถึงยามดึกจึงจะสิ้นสุดลง ทุกคนต่างอิ่มเอมกันมากทั้งกายใจ ชีวิตความเป็นอยู่ของพวกเขาในตอนนี้แม้แต่เทพเซียนก็ยังต้องอิจฉา

.....

หลายวันต่อมา


ครอบครัวลู่เตรียมความพร้อมสำหรับวันปีใหม่ที่จะมาถึง ทั้งทำความสะอาดบ้าน ทำผักดอง ฆ่าสัตว์สำหรับเป็นวัตถุดิบประกอบอาหาร ทุกคนต่างยุ่งจนตัวเป็นเกลียว


พวกเขายังเชิญลู่ฟู่กุ้ยและเครือญาติสกุลลู่ในหมู่บ้านมากินข้าวด้วยกันทุกวัน พูดคุยกันเรื่องผลผลิตในปีนี้ และแผนการของปีหน้า ทุกๆวันเต็มไปด้วยความคึกคัก


แน่นอนว่าพวกบุรุษไม่ได้แค่นั่งดื่มสุราเพียงอย่างเดียว พวกเขายังทำงานที่จริงๆจังๆหลายอย่าง อาทิ ฆ่าหมูสำหรับครอบครัวของตัวเอง ช่วยคนในหมู่บ้านฆ่าหมู ซ่อมแซมบ้าน ซึ่งล้วนเป็นงานของบุรุษทั้งสิ้น


พวกชาวบ้านเห็นลู่ไป่ชวนที่เป็นถึงขุนนางใหญ่ลงมือทำงานเหล่านี้ด้วยตัวเองก็รู้สึกว่าเขาเป็นมิตรมาก จึงชื่นชอบในตัวเขามากขึ้น


ชาวหมู่บ้านอันผิงต่างระลึกถึงพระคุณของครอบครัวลู่เสมอ และจดจำในสิ่งที่ครอบครัวลู่มักแสดงท่าทีมาตลอด จึงไม่มีใครกล้าทำเรื่องที่ไม่สมควร 


แต่คนหมู่บ้านอื่นไหนเลยจะรู้


ขณะที่ลู่ไป่ชวนกำลังช่วยลู่ฟู่กุ้ยซ่อมแซมหลังคาบ้าน เขาไม่ได้สังเกตเลยว่า มีเด็กสาววัยสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่ง กำลังจับจ้องเขาด้วยความหลงใหลอยู่ใต้ชายคาบ้านที่อยู่ไม่ไกลนัก


ตอนที่ 632: มีเจตนาแอบแฝง


แม่นางน้อยผู้นี้ชื่อจางซุ่ยยา เป็นบุตรสาวของบุตรสาวคนโตครอบครัวหลี่ในหมู่บ้านอันผิง (พูดง่ายๆคือ มารดาของจางซุ่ยยาเป็นบุตรสาวคนโตของครอบครัวหลี่ นางแต่งงานออกไปอยู่บ้านสามีแล้ว ไม่ได้อยู่หมู่บ้านอันผิง) ปกติครอบครัวจางมักจะแวะเวียนมาเยี่ยมครอบครัวหลี่ตามเทศกาลสำคัญ แต่หลังจากตระกูลลู่มาลงหลักปักฐานอยู่ในหมู่บ้านอันผิง ชีวิตความเป็นอยู่ของคนในหมู่บ้านก็ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ทำให้ครอบครัวของจางซุ่ยยากับครอบครัวหลี่ไปมาหาสู่กันบ่อยขึ้น


ครอบครัวหลี่มีชีวิตที่ดีขึ้น พวกนางก็พลอยได้พึ่งพาอาศัยไปด้วย


เรื่องเช่นนี้ต่างมีให้เห็นจนกลายเป็นเรื่องปกติ เพราะในหมู่บ้านไม่ได้มีเพียงครอบครัวหลี่เท่านั้นที่เจอเรื่องนี้ ครอบครัวอื่นที่มีชีวิตดีขึ้นก็มีเรื่องน่ารำคาญเช่นนี้เหมือนกัน แต่ถึงอย่างไรก็เป็นญาติกัน ยากจะปฏิเสธได้ จึงทำได้แค่ปล่อยให้พวกเขาเอาเปรียบเล็กๆน้อยๆไปเช่นนี้


เนื่องจากทั้งสองครอบครัวเป็นญาติกัน ครอบครัวของจางซุ่ยยาจึงมีความคิดให้นางเกี่ยวดองกับบุตรชายคนเล็กของบ้านสกุลหลี่ ดังนั้นช่วงนี้คนที่แวะเวียนมาบ้านสกุลหลี่เป็นประจำจึงเป็นจางซุ่ยยา


จางซุ่ยยามาที่หมู่บ้านอันผิงหลายครั้งแล้ว พอรับรู้สถานการณ์ของครอบครัวลู่อยู่บ้าง รู้ว่าครอบครัวลู่รุ่งเรืองขึ้นมาได้ไม่ใช่เพราะแค่ทำกิจการการค้าเท่านั้น แต่ครอบครัวลู่ยังมีบุตรชายเป็นถึงขุนนางใหญ่ รูปลักษณ์หล่อเหลาสง่างาม ทั้งยังเป็นคนสนิทของเฉินอ๋องที่เฉินอ๋องไว้ใจที่สุดอีกด้วย


ตอนแรกนางก็แค่อยากรู้อยากเห็นเท่านั้น แต่หลังจากได้สืบถามเรื่องราวของครอบครัวลู่มาอย่างชัดเจนแล้ว ในใจจางซุ่ยยาก็ไม่ปรารถนาในชีวิตคู่ที่ครอบครัวจัดการให้ในตอนนี้อีก


บุตรชายคนเล็กของบ้านสกุลหลี่เป็นแค่ลูกจ้างประจำที่ช่วยดูแลไร่นาให้กับครอบครัวลู่ ถึงจะแต่งงานกับเขา ก็มีชีวิตที่ดีกว่าบ้านพ่อแม่นางแค่เล็กน้อยเท่านั้น …แต่หากได้แต่งเข้าตระกูลลู่ นางก็จะกลายเป็นเจ้านายของบ้านเลย


บุตรชายคนโตกับคนรองของครอบครัวลู่รูปร่างหน้าตาไม่เลวเช่นกัน แต่สำหรับนางแล้ว คนโตนั้นอายุค่อนข้างมากแล้ว ส่วนคนรองก็ไม่มีความสามารถอะไร ได้แต่อาศัยการช่วยเหลือจากพี่ๆน้องๆ ทว่าบุตรชายคนที่สามของสกุลลู่นี่สิน่าสนใจ เป็นบุรุษวัยหนุ่ม รูปร่างหน้าตาหล่อเหลา ทั้งยังเป็นถึงขุนนางใหญ่ และที่สำคัญที่สุด เขาเป็นขุนนางที่ไม่ถือตัวเลย ดูอย่างตอนนี้สิ กลับหมู่บ้านมายังช่วยเหลือญาติพี่น้องที่ยากจนซ่อมแซมบ้านเรือนอีก


บอกได้เลยว่า ความสนใจของนางตั้งแต่แรกนั้นก็คือลู่ไป่ชวน ไม่อย่างนั้นคนในสกุลลู่วัยเดียวกันกับนางก็มีตั้งมากมาย ไม่ว่าจะเป็นลู่เสี่ยวหยาง หรือจะเป็นเหลยจื่อก็อายุรุ่นราวคราวเดียวกับนาง แต่นางไม่สนใจ กลับใฝ่สูงเล็งเป้าหมายเป็นลู่ไป่ชวนผู้ที่เป็นถึงขุนนาง


ที่ผ่านมาได้ยินคนพูดมาตลอดว่า ลู่ไป่ชวนหน้าตาดีมาก แต่นั่นก็เป็นแค่คำบอกเล่า วันนี้จึงตั้งใจมาดูให้เห็นกับตาเนื้อ ปรากฏว่าสมกับคำร่ำลือจริงๆ รูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาหล่อเหลาเอาการ เวลายิ้มก็รู้สึกว่าโลกสดใสขึ้นกว่าเดิม จางซุ่ยยาหลงอยู่ในภวังค์ความหล่อเหลาของเขาแล้ว


แน่นอนว่าเด็กสาวผู้สืบเรื่องราวมาแล้วย่อมรู้ถึงความสามารถของภรรยาใต้เท้าลู่ ตอนนี้นางจึงไม่ได้คิดจะแทนที่ตำแหน่งของเหอจิ่วเหนียง แค่ได้เป็นอนุภรรยาก่อนก็พอแล้ว และถือโอกาสตอนที่ตนเองยังสาว มีบุตรชายให้ลู่ไป่ชวนหลายๆคน ให้ตำแหน่งของตัวเองมั่นคงก่อน แล้วค่อยคิดวางแผนใหม่อีกที


เหอจิ่วเหนียงอายุมากกว่านาง อีกไม่กี่ปีก็ต้องแก่โรยรา แต่นางยังสาวยังสวย เมื่อถึงตอนนั้นก็จะใช้เสน่ห์มัดใจลู่ไป่ชวน ไม่แน่อาจได้เป็นภรรยาเอก และต่อไปนางก็จะได้เป็นฮูหยินของขุนนางอย่างเต็มตัว!


เมื่อคิดถึงตรงนี้ ร่างของเด็กสาวใฝ่สูงถึงกับสั่นระริกเพราะความตื่นเต้น จากที่นางประเมินแล้ว ทุกอย่างที่นางคิดเอาไว้จะสามารถทำให้เป็นจริงได้แน่นอน


เพราะฉะนั้น หากอยากแต่งงานเข้าสกุลลู่ อย่างแรกก็ต้องเข้าใกล้ลู่ไป่ชวนก่อน ทำให้ลู่ไป่ชวนได้เห็นความดีของนาง เกิดความสนใจในตัวนาง เช่นนั้นจึงจะมีโอกาสพัฒนาไปในขั้นต่อไป


นางหันหลังเดินไปทันที กลับไปเตรียมตัวที่บ้านสกุลหลี่ก่อน


นางไม่ได้สำนึกเลยสักนิดว่าความคิดของนางจะเป็นการทำผิดต่อบุตรชายคนเล็กของบ้านสกุลหลี่ ซึ่งก็มีศักดิ์เป็นลูกพี่ลูกน้องของนางเหมือนกัน นางคิดว่าขอเพียงตนเองได้แต่งเข้าสกุลลู่ นางจะต้องกลายเป็นคนสำคัญที่จะสามารถช่วยเหลือครอบครัวพ่อแม่ของนางได้ รวมทั้งสกุลหลี่ที่ถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัวแม่ของนาง เมื่อถึงตอนนั้น สกุลหลี่เองก็ต้องขอบคุณนางอย่างแน่นอน


ลู่ไป่ชวนกับพี่ๆน้องๆ รวมถึงสองพี่น้องสกุลจาง และยังมีลู่เสี่ยวหยางกับเหลยจื่อต่างมาช่วยลู่ฟู่กุ้ยซ่อมแซมหลังคาบ้าน ลู่ฟู่กุ้ยเองก็ขะมักเขม้นทำงานอยู่เช่นกัน ไม่มีใครสังเกตเลยว่า มีคนบางคนกำลังคิดไม่ซื่ออยู่ไม่ไกล


ตามหลักแล้ว พวกพี่ๆน้องๆครอบครัวลู่มาช่วยลู่ฟู่กุ้ยเช่นนี้ ลู่ฟู่กุ้ยก็ควรเป็นเจ้าภาพเลี้ยงอาหารคนที่มาช่วย แต่ฐานะของลู่ฟู่กุ้ยทุกคนล้วนรู้ดี ดังนั้นจึงตกลงกันว่าจะกลับไปกินข้าวที่บ้านครอบครัวลู่


สองพี่น้องสกุลจางตั้งใจเอาไว้ว่า รอถึงเวลามื้ออาหารจะชักชวนลู่ฟู่กุ้ยร่วมเดินทางไปดินแดนทุ่งหญ้าด้วยกัน เดินทางไปแต่ละครั้งสามารถทำเงินได้ไม่น้อย ย่อมดีกว่าอยู่ที่นี่แน่นอน


ตอนนี้ชีวิตความเป็นอยู่ของลู่ฟู่กุ้ยก็ดีกว่าเมื่อก่อนมากแล้ว หลังปีใหม่เขาเตรียมจะสร้างบ้านหลังใหม่ของตัวเอง ที่ต้องซ่อมแซมหลังคาบ้านเก่าที่อาศัยอยู่ตอนนี้ ก็เพราะตอนหิมะตกหลังคาบางจุดพังลงมา ทำให้ลมหนาวพัดเข้ามา อีกอย่าง บ้านหลังนี้ก็เป็นทรัพย์สินของหมู่บ้าน พวกเขาต้องช่วยกันดูแลรักษาก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว พวกเขาเป็นคนต่างถิ่นที่ย้ายเข้ามาตั้งหลักปักฐานที่นี่ จะทำตัวให้คนครหาพูดจาไปในทางที่ไม่ดีไม่ได้


ก่อนที่พี่น้องครอบครัวลู่จะมา เขาได้ซ่อมแซมบ้านคนเดียวมาสองวันแล้ว เพียงแต่ความเสียหายค่อนข้างรุนแรง จึงไม่สามารถทำเสร็จได้ภายในเวลาอันสั้น เขาคิดเอาไว้ว่าจะค่อยๆซ่อมแซมไปเรื่อยๆ แต่ปรากฏว่าลู่ไป่ชวนมาหาเขา จึงได้เห็นว่าเขาซ่อมบ้านอยู่คนเดียว ก็เลยเรียกพี่ๆน้องๆที่บ้านมาช่วยกัน


“วันนี้น่าจะซ่อมเสร็จแล้วละ พี่ฟู่กุ้ย ท่านนี่ก็จริงๆเลย ถ้าเรียกพวกเรามาช่วยตั้งแต่แรกก็คงซ่อมเสร็จไปนานแล้ว”


ลู่เหอหรงตำหนิไม่จริงจัง ช่วงนี้เขาเองก็อยู่แต่ในบ้านคอยดูแลภรรยาที่กำลังอยู่ไฟ จึงไม่รู้เรื่องที่ลู่ฟู่กุ้ยซ่อมแซมหลังคาบ้าน


“มันไม่ใช่เรื่องใหญ่นี่นา ข้าเองก็คิดว่าทำคนเดียวไหว อีกอย่าง ก็มีญาติคนอื่นๆคอยช่วยอยู่”


บ้านหลังนี้ลู่ฟู่กุ้ยเช่าร่วมกับญาติๆ ก่อนหน้านี้ได้ตกลงกันแล้วว่า จะผลัดกันซ่อมคนละวันสองวัน


สาเหตุที่ต้องผลัดกันซ่อม เพราะทุกคนต่างมีงานที่ต้องทำ ถือโอกาสในช่วงก่อนปีใหม่นี้หาเงินเพิ่มอีกหน่อย เพื่อจะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างอิ่มหนำสำราญ


ตอนนี้ญาติคนอื่นไม่ต้องลงมือแล้ว เพราะพวกพี่น้องครอบครัวลู่มาช่วยกันซ่อมจนเสร็จแล้ว


“จริงสิ พวกเจ้าเล่าเรื่องที่พวกเจ้าเดินทางไปข้างนอกให้ข้าฟังหน่อยสิ! พวกเราอยู่แต่ในหมู่บ้านไม่มีโอกาสได้ออกไปไหน รอให้เก็บเงินได้อีกสักหน่อย ข้าก็อยากออกไปดูโลกกว้างบ้าง!”


ลู่ฟู่กุ้ยรู้ว่าครอบครัวรุ่นลูกของท่านอาสามเจริญก้าวหน้ากว่าพวกเขามากแล้ว แต่ในใจก็ไม่เคยคิดริษยาเลยแม้แต่น้อย เพราะหากไม่มีครอบครัวของท่านอาสาม เขากับลูกก็คงไม่มีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการมีชีวิตที่ดีได้อย่างในวันนี้เลย


“อยากออกไปไม่ใช่เรื่องยากขอรับ พวกเราเองก็มีเรื่องจะบอกท่านอยู่เหมือนกัน! รอบอกตอนกินข้าวทีเดียวเลยดีกว่าขอรับ!”


จางซงยิ้มกล่าว เขาคิดเรื่องนี้มานานแล้ว


“เรื่องอะไรหรือ นี่เจ้าทำให้ข้าอยากรู้แล้วสิ!”


ลู่ฟู่กุ้ยยิ้มขึ้นมาบ้าง เห็นรอยยิ้มของสองพี่น้องจางก็รู้ได้ทันทีว่าต้องเป็นเรื่องดีแน่ๆ พี่น้องเหล่านี้ใจดีกันทุกคนเลยจริงๆ


ยามที่พวกเขามั่งคั่งก็ยังช่วยพยุงเขาขึ้นมาด้วย พี่น้องเช่นนี้นับว่าหายากมากจริงๆ


จู่ๆลู่ฟู่กุ้ยก็รู้สึกว่า ชื่อของตนเองก็ไม่เลวเลย เพราะมันหมายถึงความร่ำรวยมั่งคั่ง!


“ท่านอาเขยขอรับ ข้าก็อยากฟังเรื่องที่ท่านอาเดินทางไปดินแดนทุ่งหญ้าเหมือนกัน คงจะน่าตื่นเต้นน่าดูเลยขอรับ!”


เหลยจื่ออดไม่ได้ที่จะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงอิจฉาและเต็มไปด้วยความมุ่งมาดปรารถนา หากไม่ใช่เพราะยังเรียนอยู่ละก็ เหลยจื่อก็อยากออกไปสัมผัสด้วยตัวเองสักครั้ง


“ได้สิ เช่นนั้นก็ต้องเริ่มเล่าตั้งแต่เริ่มออกเดินทาง…”


“พี่ๆทุกท่านทำงานกันมาทั้งวันคงเหนื่อยแย่ ข้าชงน้ำผึ้งมาให้ทุกคนดื่มเจ้าค่ะ!”


ขณะที่กลุ่มชายหนุ่มกำลังพูดคุยกันอยู่ จู่ๆก็มีเสียงสตรีวัยกำลังโตดังขึ้น พวกบุรุษที่กำลังทำงานอยู่บนหลังคาบ้านถึงกับขมวดคิ้วขึ้นเล็กน้อย


ที่ต้องขมวดคิ้วกันทั่วหน้า ก็เป็นเพราะว่าเสียงนี้เป็นเสียงที่ไม่คุ้นหูเอาซะเลย ไม่ใช่เสียงของคนในครอบครัว และเสียงก็เหมือนเค้นออกมาจากลำคอ ทำให้คนฟังฟังแล้วรู้สึกแปลกๆ


ลู่ฟู่กุ้ยหันไปมอง ก็พบว่าเป็นดรุณีน้อยอายุราวๆสิบห้าถึงสิบหกปี ตามหลักอีกฝ่ายควรเรียกพวกตนว่า ‘อา’ หรือไม่ก็ ‘ลุง’ แล้ว เหตุใดถึงเรียกพี่เช่นนี้ล่ะ?


ตอนที่ 633: เกือบทำนายท่านสามลู่ได้เรื่องแล้วเชียว


ไม่เพียงลู่ฟู่กุ้ยเท่านั้น คนอื่นๆก็คิดเช่นเดียวกัน


หรือว่าแม่นางน้อยผู้นี้จะมีลำดับศักดิ์ในครอบครัวสูง?


คนอื่นต่างคิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้ …เว้นก็แต่ลู่ไป่ชวน


คนสนิทเฉินอ๋องออกไปเผชิญโลกภายนอกมานานหลายปี ด้วยประสบการณ์อันโชกโชน ย่อมมีความสามารถในการมองคนอยู่แล้ว


…แม่นางน้อยผู้นี้ แค่มองแวบเดียวก็รู้แล้วว่านางมีเจตนาไม่ดี เขาจึงไม่สนใจ


ปกติลู่ไป่ชวนปฏิบัติตัวต่อคนในหมู่บ้านอย่างเป็นมิตรมาโดยตลอด เห็นชาวบ้านก็จะยิ้มทักทาย ทว่าตอนนี้เขาไม่แม้แต่จะสบตากับนาง


ลู่จิ้งซวนเอ่ยเสียงเบา “แม่นางน้อยผู้นี้เป็นลูกหลานบ้านไหนกัน ข้าไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน?”


คนอื่นต่างก็ส่ายหน้า ความจริงพวกเขาก็ถือว่าอยู่ในหมู่บ้านนี้มานานพอสมควร จนคุ้นหน้าค่าตาทุกคนในหมู่บ้านเป็นอย่างดี แต่กับแม่นางน้อยผู้นี้ พวกเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อนเลยจริงๆ


หรือว่านางจะจำคนผิด?


พวกเขายังไม่มีใครเปล่งวาจาใด รอดูว่าอีกฝ่ายคิดจะทำอะไรต่อ


เมื่อเห็นว่าไม่ได้รับความสนใจจากอีกฝ่าย จางซุ่ยยาก็เสียอาการเล็กน้อย นางวางกาน้ำในมือลงบนโต๊ะ และแนะนำตัวเอง “ข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องของหลี่ซานหนิวเจ้าค่ะ เป็นญาติที่แวะเวียนมาเยี่ยมบ้านน้าสะใภ้ เห็นพวกพี่ชายกำลังทำงานกันอยู่ รู้มาว่าที่ครอบครัวของน้าสะใภ้ข้ามีชีวิตที่ดีได้ทุกวันนี้ก็เป็นเพราะครอบครัวพวกพี่ชายคอยดูแล ข้าก็เลยเอาน้ำผึ้งมาให้พี่ๆ เพื่อเป็นการขอบคุณเจ้าค่ะ!”


วาจาของเด็กสาวงดงามหมดจดไร้พิรุธ เห็นได้ชัดว่าเป็นคนฉลาด …เพียงแต่ไม่ได้ใช้ความคิดไปในทางที่ถูกต้องเท่านั้น


“น้ำใจของเจ้าพวกเรารับไว้แล้ว แต่งานพวกนี้ใกล้เสร็จแล้วละ เดี๋ยวพวกเราค่อยกลับไปดื่มน้ำที่บ้านก็ได้ นี่ก็ใกล้จะมื้อเย็นพอดี”


เห็นว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงเด็กผู้หญิง บุรุษวัยผู้ใหญ่ก็ไม่อยากหักหาญน้ำใจแรงมาก จึงให้คนที่พูดจาคล่องแคล่วอย่างลู่เสี่ยวหยางเป็นคนปฏิเสธ


การปฏิเสธนี้ชัดเจนมากพอแล้ว ทุกคนคิดว่านางคงจะเข้าใจ 


แต่ใครจะคิดว่า นางยังคงเอ่ยต่ออย่างกระตือรือร้น “ได้อย่างไรกันเจ้าคะ นี่ก็ยังอีกนานกว่าจะถึงเวลามื้ออาหาร น้ำผึ้งนี่เป็นของดีเชียวนะเจ้าคะ พวกพี่ชายดื่มสักหน่อยดีกว่าเจ้าค่ะ!”


ขณะที่กล่าว นางก็ลงมือรินน้ำผึ้งใส่ถ้วยไปด้วย


น้ำผึ้งนี้ นางขโมยมาจากในตู้กับข้าวบ้านน้าสะใภ้ ของที่ไม่ใช่ของตัวเองนางย่อมไม่รู้สึกเสียดายอยู่แล้ว จึงเทลงไปเยอะมาก นางแอบชิมเล็กน้อย รสชาติหวานยิ่งนัก


นางไม่กลัวเลยว่าจะถูกน้าสะใภ้จับได้ เพราะหากนางบอกว่านำน้ำผึ้งนี้ไปให้คนสกุลลู่ดื่ม น้าสะใภ้ย่อมไม่ดุด่านางแน่นอน ถึงอย่างไรน้าสะใภ้ก็ระลึกถึงความดีของสกุลลู่อยู่เสมอ ทุกครั้งที่นางมาก็มักจะได้ยินน้าสะใภ้พูดถึงอยู่ตลอด


หลังจากรินเสร็จ ก็เห็นว่าพวกบุรุษที่อยู่บนหลังคายังไม่มีความเคลื่อนไหว เพื่อแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ นางจึงกล่าว “ข้ารู้ว่าสำหรับพวกท่านแล้ว น้ำผึ้งนี่ก็คงไม่นับว่าเป็นของดีอะไร แต่สำหรับข้า นี่เป็นของที่ดีที่สุดที่สามารถนำออกมาได้แล้ว โปรดพวกท่านอย่าได้รังเกียจเลยนะเจ้าคะ…”


น้ำตาเริ่มคลอในดวงตาของเด็กสาว หากคนที่ไม่รู้มาเห็นเข้า คงคิดว่าบุรุษเหล่านี้รังแกแม่นางน้อยผู้นี้อยู่เป็นแน่


โดยปกติแล้ว ประตูรั้วของบ้านลู่ฟู่กุ้ยจะถูกเปิดทิ้งไว้เสมอ อันที่จริงต้องบอกว่า ทุกๆบ้านก็ทำเช่นนี้เป็นปกติ แต่วันนี้ลู่ฟู่กุ้ยกลับรู้สึกเสียใจยิ่งนักที่ไม่ได้ปิดประตูรั้ว หาไม่เด็กคนนี้คงไม่สามารถเข้ามาทำให้พวกเขาลำบากใจได้


ถูกต้อง แม้แต่ลู่ฟู่กุ้ยก็สัมผัสได้ว่า เด็กสาวคนนี้มีเจตนาไม่ดี ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงคนอื่นเลย


หากนางไม่ได้พูดประโยคหลังออกมาก็คงจะดี แต่นี่กลับกล้าพูดออกมาเสียได้


แม้เจตนาที่นางตั้งใจจะบอกคือ สิ่งที่นางพอจะหยิบยื่นให้ได้ดีที่สุดในตอนนี้ก็มีแค่น้ำผึ้งนี้ แต่คนที่ได้ฟังย่อมเข้าใจในอีกแง่หนึ่งว่า นางเอาของที่ดีที่สุดมาให้พวกเขาแล้ว พวกเขาจะไม่ดื่มไม่ได้ ต้องดื่มให้หมด หากไม่ดื่มนางจะร้องไห้ให้พวกเขาดู!


นี่เป็นการบีบบังคับคนอื่นชัดๆ!


นางคิดว่าตัวเองเป็นใครกัน?


เหลยจื่อคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมา “ข้าว่าน้ำผึ้งนี่คงจะเป็นของบ้านน้าสะใภ้เจ้ากระมัง น้าสะใภ้เจ้ารู้เรื่องนี้ด้วยหรือไม่ น้าสะใภ้เจ้าให้เจ้าเอามาให้พวกเรา หรือว่าเป็นความคิดของเจ้าเอง?”


จู่ๆเขาก็พ่นคำถามออกมามากมาย เป็นสิ่งที่จางซุ่ยยาคาดไม่ถึงเลย แค่ดื่มน้ำแค่นี้จำเป็นต้องถามเยอะแยะเช่นนี้ด้วยหรือ?


นางอึกอักอยู่ครู่หนึ่ง และรีบพยักหน้า “แน่นอนอยู่แล้ว น้าสะใภ้ของข้าเป็นคนให้ข้านำมาให้!”


แค่นางลังเลเพียงเล็กน้อย ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่านางมีพิรุธ


ทุกคนที่อยู่บนหลังคาบ้านล้วนเห็นอากัปกิริยาเลิ่กลั่กเพียงวูบเดียวของนาง แม่นางน้อยผู้นี้อายุยังน้อย แต่กลับมีความคิดแอบแฝงมากมาย เอาของมาให้คนอื่นโดยที่ปิดบังผู้ใหญ่ในบ้าน


เช่นนั้นพวกเขายิ่งดื่มไม่ได้ หากดื่มไปจริงๆ แล้วคนอื่นรู้เข้า จะไม่คิดว่าพวกเขากำลังเห็นแก่ได้หรอกหรือ


ตอนนี้อย่าว่าแต่ลู่ไป่ชวนเลย ต่อให้เป็นครอบครัวของลู่ฟู่กุ้ยก็ไม่ได้ขาดแคลนน้ำผึ้งพวกนี้


พวกเขาทำงานกันตลอดทั้งบ่ายก็ใช่ว่าจะไม่หยุดพักเลย ตอนที่หยุดพักก็เดินไปหาน้ำดื่มเองในห้องครัว ไม่ได้ลำบากถึงขั้นต้องให้จางซุ่ยยายกมาให้


“เอากลับไปเถอะ พวกเราไม่ต้องการจริงๆ”


ลู่ฟู่กุ้ยใช้น้ำเสียงเข้มเล็กน้อย จากนั้นก็ใช้ค้อนตอกตะปูทำงานต่อ


การกระทำของลู่ฟู่กุ้ยทำให้จางซุ่ยยาตกใจ นางคิดว่าเขาจะทุบตีนางจึงรีบถอยหลังไปก้าวใหญ่ แต่นางก็ยังไม่ได้คิดจะถอยออกไป กลับส่งสายตาละห้อยให้ลู่ไป่ชวน


พลางกล่าว “นายท่านสามลู่ ข้าไม่ได้คิดเป็นอื่นเลยจริงๆนะเจ้าคะ แค่เห็นว่าพวกท่านทำงานกันเหนื่อยๆ ก็เลยยกน้ำมาให้ดื่มก็เท่านั้น”


น้ำเสียงที่จงใจดัดนั้นทำให้คนฟังรู้ได้ชัดเจน


ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้วแน่นขึ้น เขาเพิ่งจะกลับมาแค่ไม่กี่วัน คนหมู่บ้านอื่นกลับรู้ฐานะของเขาเร็วถึงเพียงนี้ได้ ดูท่าที่ผ่านมา นางคงจะสืบข่าวได้ไม่น้อย


คนอื่นต่างก็ขมวดคิ้วทันทีเช่นกัน 


มิน่าล่ะ เหตุใดถึงมาทำดีด้วยเช่นนี้ ที่แท้ก็จะเข้าหาลู่ไป่ชวนนี่เอง


หากน้องสะใภ้สามรู้เข้าละก็… หึ ไม่รู้ว่าลู่ไป่ชวน หรือแม่นางน้อยผู้นี้ ที่จะถูกจับถลกหนัง


ในตอนนี้พวกเขาไม่รู้สึกอิจฉาที่ลู่ไป่ชวนได้เป็นขุนนางแล้ว อย่างเช่นในเวลานี้ ดูสิ เหมือนว่าลู่ไป่ชวน… จะไม่ได้โชคดีสักเท่าไรเลย


“ไสหัวไปซะ”


ลู่ไป่ชวนตัดสินใจมองไปที่นางตรงๆด้วยแววตาเย็นยะเยือก ไอสังหารแผ่ออกมาจางๆ


จางซุ่ยยายิ่งตกใจ นางเห็นแววตาคู่นั้นของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่ได้คิดว่าลู่ไป่ชวนจะทำอะไรนางจริงๆ แค่คิดว่าตนเองตาฝาดไปเท่านั้น


“นายท่านสามลู่ ข้าก็แค่หวังดี ไม่ได้คิดเป็นอื่นเลยจริงๆ ท่านอย่าได้เข้าใจข้าผิดเลยนะเจ้าคะ เอ่อ… ข้าวางน้ำผึ้งไว้ตรงนี้นะเจ้าคะ ขะ…ข้าขอตัว…”


นางต้องถอยก่อนเพื่อวางแผนรุกต่อ ขอตัวกลับตอนนี้ ลู่ไป่ชวนต้องรั้งนางเอาไว้แน่ และบอกว่ารอให้พวกเขาดื่มน้ำเสร็จแล้วค่อยนำกากลับไป


ปรากฏว่านางยังพูดไม่ทันจบประโยคดี ก็ได้ยินเสียงหัวเราะของสตรีแว่วดังมาจากด้านหลัง 


เหอจิ่วเหนียงดัดเสียงเลียนแบบจางซุ่ยยา เอ่ยแบบแกล้งตกใจ “อุ๊ย ข้ามาผิดจังหวะแล้ว เกือบทำนายท่านสามลู่ได้เรื่องแล้วเชียว”


จางซุ่ยยาคิดว่าสตรีผู้นี้ก็มาด้วยจุดประสงค์เดียวกับนาง แต่พอหันไปก็พบกับใบหน้าที่งดงามประณีตยิ่งนัก ทำเอานางถึงขั้นอึ้งค้างไป


ตอนที่ 634: ลูกเต้าเหล่าใครหน้าด้านปานนี้


จางซุ่ยยาเคยได้ยินชาวบ้านในหมู่บ้านพูดกันว่า เหอจิ่วเหนียงรูปร่างหน้าตางดงามอย่างไร แต่ก็ไม่ได้เก็บมาใส่ใจ เพราะนางเชื่อว่าสตรีที่อายุมากกว่านาง เคยผ่านการมีบุตรมาแล้ว ทั้งยังต้องวิ่งวุ่นไปทั่วเพื่อกิจการของครอบครัว ก็คงจะสวยได้ไม่มากเท่าไรหรอก


ไม่เหมือนกับนางที่ยังสาว อยู่ในวัยที่สมบูรณ์ที่สุด หากได้ยืนเทียบกับเหอจิ่วเหนียง นางมั่นใจว่าตนเองต้องโดดเด่นจนเหอจิ่วเหนียงหมองไปเลยแน่นอน


แต่ปรากฏว่า…


เมื่อมองสตรีที่ยืนอยู่ตรงหน้าตอนนี้ จางซุ่ยยาถึงกับตกตะลึงจนไม่รู้จะพูดอย่างไร


นี่ใช่หญิงชาวนาธรรมดาที่ไหนกัน!


ทั้งหน้าตา ทั้งรูปร่าง ไหนจะราศีความสูงศักดิ์ที่แผ่ออกมา


นี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะมีได้เลย!


จางซุ่ยยาที่คิดอย่างลำพองมาตลอดว่าตนเองสู้เหอจิ่วเหนียงได้อย่างขาดลอย ตอนนี้กลับพบว่าตนเองเปรียบเสมือนฝุ่นใต้เท้าของเหอจิ่วเหนียงก็มิปาน


แต่นางก็ไม่ได้ด้อยค่าตัวเองขนาดนั้น นางคิดว่าที่เหอจิ่วเหนียงเป็นเช่นนี้ได้ ก็เพราะได้เป็นฮูหยินของขุนนาง ของกินของใช้ล้วนเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ย่อมต้องโดดเด่นกว่านางเป็นธรรมดาอยู่แล้ว


ไก่งามเพราะขน คนงามเพราะแต่ง หากตนได้ใช้ของดีๆเหล่านั้นบ้าง ต้องงดงามกว่าอีกฝ่ายแน่นอน และต้องมีสง่าราศีมากกว่าแน่ๆ!


จางซุ่ยยาคิดอยู่ในใจด้วยความคับแค้น ตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ว่าต้องแต่งงานกับลู่ไป่ชวนให้ได้ และต้องเป็นฮูหยินใหญ่ของลู่ไป่ชวนให้ได้!


เหอจิ่วเหนียงย่อมเห็นสีหน้าของจางซุ่ยยาในตอนนี้ ด้วยความที่อีกฝ่ายยังเป็นเด็ก ยังเก็บอาการไม่ค่อยเก่ง อารมณ์ของนางทุกอย่างจึงแสดงออกทางสีหน้าหมดแล้ว เหอจิ่วเหนียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าแววตาของนางเต็มไปด้วยความริษยา และความไม่พอใจ


ไม่พอใจอย่างนั้นหรือ?


เหอจิ่วเหนียงยิ้มเย้ยบางๆ มีสิทธิ์อะไรมาไม่พอใจนางกัน?


ไม่ใช่ว่านางดูถูกแม่นางน้อยคนนี้ แต่บอกตรงๆ แม่นางน้อยคนนี้ไม่อาจเทียบนางได้เลยจริงๆ คนเช่นนี้นางไม่คิดจะเก็บมาใส่ใจ จึงเดินผ่านหน้านางเข้าไปด้านใน


ความจริงแล้วต้องบอกว่า ไม่ว่าใครนางก็ไม่เก็บมาใส่ใจ เพราะนางมีความมั่นใจในตัวเองมาก และมั่นใจในตัวลู่ไป่ชวนด้วย


เห็นภรรยาเดินมา ลู่ไป่ชวนก็ร้อนรนจะลงไปอธิบายกับนางโดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด เขากระโดดลงมาจากหลังคาบ้านตรงๆ ด้วยจะรีบไปง้อภรรยา


จางซุ่ยยาตกตะลึงในความหล่อล่ำกำยำของชายหนุ่มที่ตนมีใจ หลังคาสูงปานนั้นเขายังกระโดดลงมาได้ ทั้งยังกระโดดลงมาอย่างชำนาญและสง่างามอีกด้วย ราวกับว่าไม่ใช่เรื่องยากเลย


ความรักและความชื่นชมที่นางมีต่อลู่ไป่ชวนยิ่งทวีคูณในบัดดล ต่อให้เหอจิ่วเหนียงอยู่ตรงนี้ นางก็ไม่ปกปิดความกระเหี้ยนกระหือรือของตัวเองเลย แม้แต่พวกลู่ฟู่กุ้ยก็ทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว สีหน้าของพวกเขาเผยความไม่พอใจออกมาอย่างชัดเจน


จางซุ่ยยาอายุมากกว่าเหลียนฮวาแค่นิดหน่อย เหลียนฮวาเป็นเด็กดีมาก จางซุ่ยยาผู้นี้เทียบไม่ติดแม้แต่ชายกระโปรงของเหลียนฮวาด้วยซ้ำ ฉะนั้นไม่ต้องพูดถึงจะมาเทียบกับเหอจิ่วเหนียงเลย


“ฮูหยิน เจ้ามาได้อย่างไร?”


ลู่ไป่ชวนยืนตรงหน้าเหอจิ่วเหนียง ยิ้มเอาอกเอาใจ ไม่เหลือบสายตามองจางซุ่ยยาเลยแม้แต่น้อย


จางซุ่ยยากลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด สิ่งที่นางคิดตอนนี้คือ รอยยิ้มของเขาช่างน่ามองจริงๆ เหตุใดถึงเป็นบุรุษที่สมบูรณ์แบบถึงเพียงนี้นะ ไม่มีข้อบกพร่องเลยแม้แต่น้อย


“มาดูว่าพวกท่านทำงานกันเสร็จหรือยัง ใกล้ถึงเวลากินข้าวแล้ว …แต่ดูเหมือนว่าข้ามาได้ถูกจังหวะจริงๆ ทำให้คนบางคนเสียเรื่องแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยอย่างมีเลศนัย ไม่ได้รู้สึกว่าวาจาของนางจะไม่เหมาะสมตรงไหน นางจงใจทำให้จางซุ่ยยารู้สึกอับอาย


จางซุ่ยยาเองก็เข้าใจคำพูดที่นางสื่อ แต่ไม่ได้รู้สึกสะทกสะท้านแต่อย่างใด ทั้งยังคิดฉวยโอกาสนี้แสดงตัวอีกด้วย “ฮูหยินเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ ข้าก็แค่อยากแสดงความขอบคุณที่สกุลลู่ช่วยเหลือครอบครัวของท่านน้าข้า และเห็นว่าผู้มีพระคุณทุกท่านกำลังทำงานกันเหนื่อยๆอยู่ตรงนี้ ก็เลยนำน้ำผึ้งมาให้เพื่อเป็นการขอบคุณ ไม่ได้มีความคิดอื่นใดเลยเจ้าค่ะ…”


วาจานี้ฟังแล้วจับพิรุธไม่ได้เลย อย่างมากก็แค่เน้นย้ำคำว่า ‘นำน้ำผึ้งมาให้’ ซึ่งไม่ใช่น้ำเปล่า เพื่อแสดงถึงความตั้งใจ


นางเอ่ยต่อ “แต่น่าเสียดายที่ผู้มีพระคุณทุกท่านเข้าให้ข้าผิดไปหมด ไม่ยอมดื่มน้ำที่ข้านำมาให้ แม้ครอบครัวพวกเราจะยากจน แต่ก็มีความจริงใจที่อยากจะขอบคุณผู้มีพระคุณจริงๆ…”


หากแค่พูดอย่างเดียวก็ว่าไปอย่าง แต่นางถึงขั้นเริ่มยกมือปาดน้ำตาด้วย ราวกับว่าถูกกลั่นแกล้งให้ได้รับความอยุติธรรมอย่างหนัก หากใครผ่านมาเห็นเข้า ต้องคิดว่าพวกเขากำลังรังแกนางอยู่แน่ๆ


เหอจิ่วเหนียงปรายตามองนางอย่างไม่เข้าใจ “ในเมื่อคนเขาปฏิเสธแล้วว่าไม่เอา เหตุใดเจ้าถึงไม่เอากลับไปซะล่ะ? นี่เจ้าเป็นลูกเต้าเหล่าใครกันถึงได้หน้าด้านปานนี้? น้าของเจ้า น้าสะใภ้ของเจ้าเป็นใครกัน? คืนนี้บอกให้พวกเขาไปหาข้าที่บ้านหน่อย ข้าอยากจะถามจริงๆ ว่าลืมข้อตกลงที่เคยตกลงกันเอาไว้แล้วหรือ”


เหอจิ่วเหนียงกล่าววาจาชัดถ้อยชัดคำ ตรงไปตรงมาแทงใจทุกคำ ทำเอาจางซุ่ยยาถึงกับอึ้งไป


นะ…นะ…นี่…


สตรีผู้นี้พูดจาถึงขั้นนี้เลยหรือ! นางก็แค่ยกน้ำมาให้ด้วยความหวังดี เหตุใดต้องต่อว่านางว่าหน้าด้านด้วย!


อีกอย่าง เรื่องนี้เกี่ยวอะไรกับท่านน้าและน้าสะใภ้ของนางด้วย?


จางซุ่ยยายังไม่ทันได้ตั้งสติ เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยต่อน้ำเสียงเย็นชา 


“อ่อ ในเมื่อเจ้ารู้เรื่องภายในครอบครัวข้ามากถึงเพียงนี้ เช่นนั้นเจ้าก็น่าจะรู้ดีกระมังว่ากิจการของครอบครัวข้าขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของข้า? 


ครอบครัวน้าของเจ้ามีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอย่างทุกวันนี้ได้ล้วนเป็นเพราะข้าที่ส่งเสริม หากเจ้าอยากขอบคุณจริงๆ ก็ควรมาขอบคุณข้า เหตุใดต้องมาเอาอกเอาใจสามีข้าด้วย หึ ถามเด็กห้าหกขวบยังตอบได้เลยว่าเจ้ามีเจตนาอะไร!”


แม้จะไม่ได้พูดออกมาตรงๆ แต่ก็สื่อความหมายได้อย่างชัดเจน ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ล้วนฟังออก


ลู่ไป่ชวนกับทุกคนที่อยู่บนหลังคาต่างลอบยกนิ้วโป้งชื่นชมเหอจิ่วเหนียง 


พูดได้ดี! ดีกว่าที่พวกเขาพูดเมื่อครู่เสียอีก ช่างแทงใจสุดๆ!


จางซุ่ยยาตกใจจนหน้าเปลี่ยนสี เหตุใดสตรีผู้นี้ถึงปากร้ายเพียงนี้ นางมาด้วยความหวังดี เหตุใดถึงต้องใส่ร้ายกันเช่นนี้ด้วย!


แค่นี้ยังไม่พอ ยังจะขอพบท่านน้ากับน้าสะใภ้นางอีก!


หากเรื่องนี้ถึงหูท่านน้ากับน้าสะใภ้ นางจะมีชีวิตต่อไปอย่างไร…


“ท่าน… นี่จะรังแกกันเกินไปแล้วนะ! ทั้งๆที่ข้าแค่อยากตอบแทนบุญคุณ…”


นางเม้มปากแน่น ทำท่าเหมือนจะร้องไห้แต่ก็ไม่ร้อง


“พรืด… ข้าน่ะหรือรังแกเจ้า?”


คราวนี้ไม่เพียงเหอจิ่วเหนียงที่หัวเราะออกมา คนที่เหลือก็ผสมโรงด้วย หากนางจะรังแกใคร ท่าทางนางไม่ได้เป็นเช่นนี้แน่นอน


“นี่ เด็กน้อย รีบกลับบ้านไปเถอะนะ ที่นี่ไม่ใช่ที่ที่เจ้าควรมา สกุลลู่ไม่ใช่สกุลที่เจ้าคิดจะวางแผนทำอะไรก็ได้อย่างที่ใจปรารถนา อย่าหาเรื่องเดือดร้อนให้น้ากับน้าสะใภ้ของเจ้าเลย”


ลู่ฟู่กุ้ยกล่าวอย่างทอดถอนใจ ตักเตือนด้วยความหวังดี


อยู่ในหมู่บ้านนี้มาก็เกือบจะสองปีแล้ว คนที่ทำงานให้กับครอบครัวลู่ล้วนเป็นคนจิตใจดี เข้ากันได้ง่าย ปกติเวลาเจอหน้ากันก็มักจะเคารพและขอบคุณกันและกันมาเสมอ ตอนนี้มีคนหมู่บ้านอื่นเข้ามาปั่นป่วน เขาไม่อยากให้คนผู้นี้มาทำให้น้ากับน้าสะใภ้ของนางต้องเสียชื่อจริงๆ


สีหน้าของจางซุ่ยยาย่ำแย่ลงอย่างมาก นางยังไม่อยากกลับ นางอยากใช้โอกาสนี้ใกล้ชิดกับลู่ไป่ชวนอีกหน่อย นางคิดว่าหากได้ใกล้ชิดกันมากพอ ลู่ไป่ชวนก็จะรู้ถึงข้อดีของนาง


แต่ตรงนี้ไม่มีใครต้อนรับนางแม้แต่คนเดียว ทั้งยังต้องการให้น้ากับน้าสะใภ้ของนางเป็นคนออกหน้าไปขอโทษด้วย นางยอมรับความกล้ำกลืนใจนี้ไม่ได้ จึงตัดสินใจกลับไปคิดหาทางก่อน ถึงอย่างไรนางก็ยังอยู่ที่นี่อีกสองสามวัน ย่อมมีโอกาสเข้าหาลู่ไป่ชวนอีกแน่นอน


เมื่อคิดได้ดังนี้ สตรีมีเป้าหมายก็ยกมือปิดหน้า เดินกลับไปด้วยความโศกเศร้าเสียใจ


ลู่เหอหรงจุปากพลางส่ายหน้าไปมา ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างทอดถอนใจ “เหตุใดถึงคิดไม่ได้กันนะ!”


ลู่จิ้งซวน “นี่ก็แสดงให้เห็นแล้วว่า มีคนจับจ้องครอบครัวเรามากขึ้นเรื่อยๆ ไม่ใช่แค่น้องสามเท่านั้น แม้แต่พวกเด็กๆในครอบครัวก็ต้องระมัดระวังตัวให้มากขึ้น อย่าให้ใครมาฉวยโอกาสคิดไม่ซื่อได้เชียว”


เขาเป็นคนที่ไตร่ตรองอย่างรอบคอบมาโดยตลอด คิดว่าหลังจากกลับบ้านไป ต้องกำชับพวกเด็กๆไว้สักหน่อยแล้ว


ทุกคนต่างพยักหน้าอย่างจริงจัง แม้ครอบครัวจะสุขสบายแล้ว แต่กฎของครอบครัวจะละเมิดไม่ได้ หากมีใครคิดทำเรื่องชั่วช้าพวกนั้นจริง ต้องถูกท่านพ่อกับท่านแม่เฉดหัวออกจากบ้านแน่นอน


ตอนที่ 635: มาหาถึงบ้าน (1)


หลังจากกลับมาถึงบ้าน ลู่จิ้งซวนก็เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้คนในครอบครัวฟัง พร้อมกับเตือนทุกคนในครอบครัวให้ระมัดระวังตัวมากขึ้น อย่าให้ใครมาฉวยโอกาสได้


เมื่อนางซุนรู้ว่ามีสาวน้อยวัยแรกแย้มมาเข้าหาบุตรชายคนที่สาม นางถึงกับหน้าดำคล้ำเขียวด้วยความโกรธ จ้องเขม็งลู่ไป่ชวนอย่างดุดัน เอ่ยเสียงลอดไรฟัน “หากเจ้ากล้าทำเรื่องต่ำช้าพวกนั้น ข้าจะตัดแม่ตัดลูกกับเจ้า!”


นึกถึงครั้นที่ลู่ไป่ชวนกลับมา ตอนนั้นไม่ว่านางซุนจะมองเช่นไร สภาพของเขาก็ไม่คู่ควรกับเหอจิ่วเหนียงเลย กว่าเหอจิ่วเหนียงจะรักษาจนดูได้เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย หากเขากล้าทำเรื่องที่ผิดต่อสะใภ้สาม คนแก่อย่างนางนี่แหละจะเป็นคนจัดการเขาเอง!


ลู่ไป่ชวนรู้สึกราวกับว่าตัวเองถูกใส่ร้าย จึงรีบพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเอง “ท่านแม่ ท่านวางใจได้ขอรับ ลูกจะระวังตัวแน่นอน อีกอย่าง ตั้งแต่ต้นจนจบ ลูกไม่ได้ปรายตามองนางแม้แต่น้อย พวกพี่ใหญ่เป็นพยานได้ขอรับ!”


ตอนแรกที่ได้ยินเสียงของสตรีผู้นั้น เขารู้สึกว่าเสียงช่างเสียดแก้วหูยิ่งนัก ยิ่งไม่ได้รู้จักกับเจ้าของเสียงด้วยแล้ว เขาจึงยิ่งไม่สนใจ จากนั้นไม่นานเมื่อภรรยามา เขาก็รีบไปเอาอกเอาใจภรรยาทันที ไหนเลยจะมีกะจิตกะใจสนใจสตรีผู้นั้น


ได้ยินคำมั่นของบุตรชายตัวต้นเรื่อง นางซุนก็พยักหน้าอย่างพึงพอใจ แต่ก็ยังจับจ้องเขาอย่างคาดโทษอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะละสายตาไป


ผู้เฒ่าลู่กล่าว “ไม่รู้ว่าลูกเต้าเหล่าใคร เรื่องนี้จะปล่อยไปเช่นนี้ไม่ได้ ต้องจัดการสักหน่อย”


“รู้ขอรับ ไม่ใช่คนในหมู่บ้านเรา เป็นญาติของคนสกุลหลี่ที่บ้านอยู่ทางเข้าหมู่บ้านเราขอรับ”


ลู่จิ้งซวนตอบ เพราะจำได้ว่าจางซุ่ยยาแนะนำตัวว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของหลี่ซานหนิว


“ครอบครัวหลี่ซานหนิวหรือ ครอบครัวเขาเป็นคนซื่อสัตย์มากนี่เจ้าคะ?”


ลู่กุ้ยหลานแปลกใจเล็กน้อย สตรีในครอบครัวหลี่ซานหนิวล้วนทำงานในโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้า จากที่คลุกคลีกันมา นางพอจะรู้จักนิสัยใจคอดีว่าพวกเขาเป็นคนขยันและซื่อสัตย์กันทั้งนั้น


“บ้านไหนไม่มีญาตินิสัยแย่ๆบ้างล่ะ”


นางซุนกลอกตามองบน บางคำพูดนางก็ไม่อยากจะพูด เมื่อก่อนตอนอยู่ชางโจว ก็มีญาติพี่น้องบางคนในตระกูลลู่ที่นิสัยแย่ๆให้เห็น ไหนจะครอบครัวพ่อแม่ของนางเองก็มีคนที่นิสัยแย่ๆเหมือนกัน ตลอดหลายปีในตอนนั้นเอาแต่สร้างปัญหาให้นางไม่น้อย ดังนั้นในตอนที่ลี้ภัย นางจึงไม่สนใจครอบครัวพ่อแม่นางเลย ตอนนี้จะเป็นตายร้ายดีอย่างไรก็ไม่รู้ และนางก็ไม่อยากรู้ด้วย


หากคนเหล่านั้นรู้ว่าตอนนี้ครอบครัวนางอยู่กินกันอย่างสุขสบาย มิวายต้องมาก่อเรื่องวุ่นวายเป็นแน่ ใครจะรับได้กัน


นางซุนไม่ใช่คนที่ยอมอ่อนข้อให้ง่ายๆ จะไม่ยอมให้เรื่องเล็กๆของครอบครัวพ่อแม่นางต้องมาส่งผลกระทบต่อครอบครัวของตัวเองเป็นอันขาด ยิ่งไม่มีทางเสียสละถึงขั้นเอาครอบครัวของตัวเองไปแลกเพื่อช่วยเหลือคนอื่นแน่นอน


ญาติเช่นนั้น ต่อให้มีชีวิตอยู่ก็ไม่ควรคบหากันบ่อยๆ!


“เช่นนั้น ข้าจะให้คนไปบอกที่บ้านสกุลหลี่เจ้าค่ะ ก่อนหน้านี้ก็ตกลงกันชัดเจนแล้วว่าหากครอบครัวไหนสร้างปัญหา จะยกเลิกสัญญาการทำงานทันที แต่คนสกุลหลี่ทำตัวดีมาโดยตลอด เราให้โอกาสพวกเขาสักครั้งเถอะเจ้าค่ะ หากรู้จักคิดก็คงจะเข้าใจ แต่หากไม่รู้จักคิด ก็ไม่มีอะไรต้องไว้หน้ากันอีก”


นางหยูเสนอตัว นางเป็นสะใภ้ใหญ่ เรื่องเล็กแค่นี้สามารถจัดการได้ จะให้แม่สามีออกหน้าจัดการทุกอย่างโดยที่นางไม่ทำอะไรเลยไม่ได้ 


กล่าวจบก็สั่งการสาวใช้ให้ไปแจ้งที่บ้านสกุลหลี่ จากนั้นก็ไปปลอบใจเหอจิ่วเหนียงอยู่ครู่หนึ่ง


หลังจากเหอจิ่วเหนียงกลับมานางก็ไม่พูดอะไรเลย แค่อุ้มบุตรชายคนเล็กที่เพิ่งคลอดของครอบครัวรองกล่อมนอน


ตอนที่พวกเขากลับมา เด็กน้อยเอาแต่ร้องไห้งอแง แต่พอเหอจิ่วเหนียงอุ้มก็หยุดร้องทันที ช่างน่าแปลกยิ่งนัก


เนื่องจากนางกำลังกล่อมเด็กน้อยอยู่ จึงไม่ได้สนใจว่าคนในครอบครัวกำลังหารืออย่างไรกัน 


เหตุผลหลัก เพราะนางมั่นใจว่าคนในครอบครัวสามารถจัดการเรื่องนี้ให้เรียบร้อยได้ ไม่จำเป็นต้องให้นางกังวล

.....

อีกทางด้านหนึ่ง


จางซุ่ยยากลับบ้านสกุลหลี่ด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยความขมขื่น หลี่ซานหนิวเห็นนางก็เข้าไปถาม “ซุ่ยยา เจ้าไปไหนมาหรือ ใกล้จะถึงเวลากินข้าวแล้ว ข้าตามหาเจ้าก็หาไม่เจอ”


“พี่ซานหนิว คือว่าข้า… พอดีข้าชงน้ำผึ้งจะเอาไปให้ท่าน แต่ข้าหาท่านไม่เจอ ข้าช่างไม่ได้เรื่องเลยจริงๆ…”


ขณะกล่าวนางก็เริ่มยกมือปาดน้ำตา พยายามสร้างภาพเป็นเด็กน้อยที่น่าสงสารต่อหน้าหลี่ซานหนิว


อุบายนี้นับว่าใช้ได้กับหลี่ซานหนิว เขารู้ว่าครอบครัวของพวกเขาจะให้เขาแต่งงานกับลูกพี่ลูกน้องอย่างจางซุ่ยยา การที่นางมาที่บ้านบ่อยๆ ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าในใจนางมีเขาอยู่ และวันนี้ยังตั้งใจเอาน้ำผึ้งไปส่งให้เขา ทั้งๆที่เขาอยู่ที่ไร่ ไม่รู้เหตุใดนางถึงหาเขาไม่เจอ แต่ในใจก็ยังรู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก รู้สึกว่านางปรารถนาดีกับเขาเหลือเกิน เพราะน้ำผึ้งคือของดีจริงๆ


“เอาละ เอาละ อย่าเสียใจไปเลยนะ ข้าไม่โทษเจ้าหรอก ไว้ไปบ่อยๆก็หาเจอเอง ไปกันเถอะ ไปกินข้าวกัน”


หลี่ซานหนิวเช็ดน้ำตาให้นาง จูงมือนางเดินเข้าบ้าน


แม่หลี่—น้าสะใภ้ของจางซุ่ยยารู้แล้วว่ามีคนมาแตะน้ำผึ้งในบ้าน ตอนกลางวันทุกคนในบ้านออกไปทำงานให้สกุลลู่กันหมด พวกผู้ชายก็ออกไปดูแลเรือกสวนนาไร่ของตัวเอง คนที่อยู่บ้านก็มีแค่จางซุ่ยยาคนเดียว ตอนแรกคิดว่าจางซุ่ยยาหยิบไปกินเอง แม้แม่หลี่จะรู้สึกไม่พอใจอยู่บ้าง ทว่าภายนอกก็ไม่ได้แสดงท่าทีอะไรออกมา


คิดว่าอย่างไรนางก็เป็นบุตรสาวของพี่สาว วันหน้าก็จะมาเป็นลูกสะใภ้ของตนเอง อย่างไรก็ต้องพึ่งพาอาศัยกัน


ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าพฤติกรรมที่หยิบของไปใช้โดยไม่ถามของจางซุ่ยยาจะทำให้นางรู้สึกไม่ชอบใจ แต่นางก็เลือกที่จะมองข้ามไปก่อน


ตอนนี้เมื่อได้รู้ว่า แท้จริงแล้วว่าที่ลูกสะใภ้ชงน้ำผึ้งเอาไปส่งให้ซานหนิว ทั้งยังร้อนรนจนจะร้องไห้เพราะหาซานหนิวไม่เจอ และก็ได้นำน้ำผึ้งกลับมาแล้ว รอยยิ้มบนใบหน้าแม่หลี่ก็ดูจริงใจขึ้นไม่น้อย


จางซุ่ยยามอบรักให้กับบุตรชายของนางเช่นนี้ก็ถือเป็นเรื่องดี ต่อไปแต่งงานอยู่ด้วยกันชีวิตของทั้งสองจะได้อยู่ดีมีสุข เมื่อถึงเวลานั้น นางก็จะไปถามครอบครัวลู่ดูว่าสามารถรับจางซุ่ยยาเข้าทำงานในโรงงานด้วยได้หรือไม่ ชีวิตพวกเขาจะได้เจริญยิ่งขึ้น


ในขณะที่บ้านสกุลหลี่กำลังกินข้าว เยว่เสวี่ย สาวใช้บ้านครอบครัวลู่ก็มาเยือนหน้าบ้านพวกเขา


“อ้าว แม่นางเยว่เสวี่ย มีเรื่องอะไรหรือ เจ้านายของเจ้ามีเรื่องอะไรจะสั่งหรือไม่?”


สะใภ้รองของแม่หลี่เป็นคนมาเปิดประตู เมื่อเห็นเยว่เสวี่ยมาหาก็ยิ้มต้อนรับ และเชิญนางเข้ามาพูดคุยในบ้านอย่างกระตือรือร้น


แม้พวกเยว่เสวี่ยจะเป็นแค่สาวใช้ แต่ก็มีชื่อเสียงในหมู่บ้านมากเหมือนกัน ทุกคนจึงปฏิบัติต่อกันด้วยความสุภาพ และเหตุผลหลักก็เพราะ แม่นางเหล่านี้นิสัยดีมาก ไม่ใช่คนที่ใช้อำนาจรังแกผู้อื่น จึงอยู่ร่วมกันกับคนในหมู่บ้านได้อย่างปรองดอง


เห็นสะใภ้รองบ้านหลี่ต้อนรับด้วยความยินดีเช่นนี้ เยว่เสวี่ยก็ยิ้มกล่าวอย่างเกรงใจ “ข้าไม่เข้าไปรบกวนดีกว่า ฮูหยินของข้าแค่ฝากถ้อยคำให้ข้ามาบอกท่านอาสะใภ้หลี่เฉยๆน่ะ รบกวนบอกให้อาสะใภ้ออกมาหน่อยสิ”


เยว่เสวี่ยรู้ว่าตอนนี้เป็นเวลาที่ทุกครอบครัวกำลังกินข้าว หากนางเข้าไปจะดูไม่เหมาะสม


สะใภ้รองหลี่เห็นนางยืนยันจะไม่เข้าไปก็ไม่ได้บังคับ ในใจนึกชื่นชมว่าแม้แต่สาวใช้ของครอบครัวลู่ก็ยังรู้กาลเทศะมากถึงเพียงนี้


“ท่านแม่ แม่นางเยว่เสวี่ยจากครอบครัวลู่มาหาเจ้าค่ะ บอกว่ามีเรื่องจะบอกท่าน”


สะใภ้รองเข้ามาถึงก็บอกเรื่องนี้ต่อหน้าทุกคน


แม่หลี่ได้ยินว่าคนสกุลลู่มาหาก็ให้ความสำคัญมาก “เหตุใดไม่เชิญเข้ามาข้างในล่ะ มีเรื่องอะไรก็กินไปคุยไปก็ได้นี่!”


“เชิญแล้วเจ้าค่ะแต่นางไม่เข้ามา บอกว่าแค่มาแจ้งเรื่องบางอย่างเสร็จก็กลับเจ้าค่ะ”


“ได้สิ ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้ ยิ่งอากาศหนาวๆอยู่ด้วย จะให้นางยืนรอนานไม่ได้ มีหวังได้หนาวจนตัวแข็งกันพอดี”


แม่หลี่กล่าวพลางเดินออกไป แม้ทุกคนจะรู้สึกแปลกใจอยู่บ้างแต่ก็ไม่ได้คิดมาก คิดเพียงว่าครอบครัวลู่คงจะมีเรื่องต้องวางแผนจัดการ เพราะก่อนหน้านี้ก็มีการสั่งงานเช่นนี้อยู่บ่อยๆเหมือนกัน 


แต่จางซุ่ยยานั่งไม่ติดแล้ว ตอนที่ได้ยินว่าคนสกุลลู่มาที่บ้านนางตกใจมาก ไม่นึกเลยว่าสตรีชั่วนั่นจะรังแกกันได้ถึงเพียงนี้ นี่มาฟ้องถึงบ้านท่านน้าจริงๆเลยหรือ!


ตอนที่ 636: มาหาถึงบ้าน (2)


จากคำพูดที่พี่สะใภ้บอกเมื่อครู่ หากสาวใช้คนนั้นพูดเรื่องนั้นกับน้าสะใภ้ นางจะยืนอยู่ในบ้านสกุลหลี่อีกได้อย่างไร


มือที่ถือชามเอาไว้ออกแรงกำแน่นจนปลายนิ้วซีดขาว สีหน้าเคร่งเครียด ดวงตาจับจ้องไปที่ประตูไม่กะพริบ


จากนั้น นางค่อยๆวางชามข้าวในมือลง ลุกขึ้นเดินตามแม่หลี่ออกไป


คนบนโต๊ะอาหารไม่ได้สงสัยอะไร คิดว่านางแค่อยากออกไปดูเพราะความสงสัยเท่านั้น


เยว่เสวี่ยกำลังจะเอ่ยกับแม่หลี่ ก็เห็นจางซุ่ยยาเดินตามมา เดิมทีอยากให้นางหลบไปก่อน …แต่พอนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงเลือกที่จะกล่าวออกมาตรงๆ “อาสะใภ้หลี่ วันนี้เกิดเรื่องบางอย่างขึ้น ฮูหยินของข้าให้ข้ามาบอกกล่าวอาสะใภ้หลี่ว่า ให้ควบคุมคนในบ้านให้ดี อยากได้คิดในสิ่งที่ไม่ควรคิด ฮูหยินของข้าเห็นแก่ความซื่อสัตย์และความขยันของครอบครัวอาสะใภ้หลี่ ก็เลยให้ข้ามาเตือน หากมีครั้งหน้าอีก พวกเราคงไว้หน้าไม่ได้แล้ว”


เพียงประโยคสั้นง่าย ทำเอาแม่หลี่กับจางซุ่ยยาที่เดินตามออกมาถึงกับสีหน้าซีดเผือด


จางซุ่ยยารู้ดีว่าคำพูดนี้มุ่งเป้ามาที่นาง แต่แม่หลี่กลับไม่เข้าใจ ไม่รู้ว่าเยว่เสวี่ยกล่าวเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร


“แม่นางเยว่เสวี่ย ตกลงครอบครัวของข้าไปทำอะไรให้ฮูหยินไม่พอใจหรือ แม่นางโปรดชี้แนะด้วย! ครอบครัวของข้าล้วนตั้งใจทำงานกันด้วยความซื่อสัตย์มาโดยตลอด ไม่เคยมีใครคิดร้ายเลยนะ!”


แม่หลี่เริ่มร้อนรุ่ม อยากเอื้อมมือไปคว้ามือเยว่เสวี่ย แต่คิดไปคิดมาก็ไม่กล้า ได้แต่มองเยว่เสวี่ยด้วยสีหน้าตึงเครียด


เยว่เสวี่ยยังไม่ทันได้พูดอะไร จางซุ่ยยาที่อยู่ข้างๆ ก็พยายามฝืนยิ้มกล่าวขึ้น “นั่นสิ ครอบครัวของท่านน้าข้าล้วนเป็นคนดีกันทั้งนั้น เรื่องนี้น่าจะมีอะไรเข้าใจผิดกันแน่ๆ!”


ขณะกล่าว สายตาของนางจับจ้องไปที่เยว่เสวี่ยอย่างข่มขู่


เยว่เสวี่ยถึงกับอดยกมุมปากขึ้นยิ้มไม่ได้ ช่างน่าสนใจจริงๆ คิดจะข่มขู่นางอย่างนั้นหรือ?


เหตุใดถึงได้กล้าขนาดนี้นะ


ต้องไร้ยางอายถึงขั้นไหนกัน


ตอนแรกนางอุตส่าห์ตั้งใจว่าไม่อยากจะพูดจารุนแรงมากนัก เพราะฮูหยินบอกเอาไว้แล้วว่าจางซุ่ยยายังเด็ก อายุยังน้อย ทั้งยังเป็นความผิดครั้งแรก แค่ตักเตือนนิดหน่อยก็พอแล้ว แต่ตอนนี้นางรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องไว้หน้าคนผู้นี้อีกต่อไป


นางกล่าว “ใช่ ครอบครัวของอาสะใภ้หลี่ล้วนเป็นคนดี แต่คนที่ไม่ใช่คนแซ่หลี่ อันนี้ก็ไม่รู้แล้ว”


กล่าวจบนางก็นึกขึ้นได้ว่า แม่หลี่กับลูกสะใภ้อีกสองคนของนางก็ไม่ใช่คนแซ่หลี่เหมือนกัน นางจึงรีบเสริมเพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิด “น้ำผึ้งนั่นหากนำไปใช้ในที่ที่เหมาะสมย่อมเป็นของดีแน่นอน แต่บางคนจิตใจคิดไม่ซื่อ ผลลัพธ์ก็ย่อมแตกต่างกันอยู่แล้ว”


เมื่อพูดถึงน้ำผึ้งขึ้นมา คำพูดมากมายก็เต็มไปด้วยนัย ทั้งยังจงใจเสียดสีจางซุ่ยยาเช่นนี้ ต่อให้แม่หลี่โง่เพียงใดก็เดาออก


พูดเช่นนี้ก็หมายความว่า ตัวปัญหาคือจางซุ่ยยา


แม่หลี่หันไปมองหลานสาวด้วยความไม่พอใจทันที ดูท่าเมื่อครู่เด็กคนนี้กล่าววาจาหลอกลวงซานหนิวเป็นแน่ นางชงน้ำผึ้ง แต่ไม่ได้เอาไปให้ซานหนิว!


เช่นนั้นนางเอาไปให้ผู้ใด?


จางซุ่ยยามองเยว่เสวี่ยอย่างไม่อยากจะเชื่อ นึกไม่ถึงเลยว่าสาวใช้ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับนางผู้นี้จะร้ายกาจถึงเพียงนี้ นี่จะบีบให้นางหมดหนทางชัดๆ!


“ท่านน้าสะใภ้ เป็นเรื่องเข้าใจผิดเจ้าค่ะ พวกเขาต้องเข้าใจข้าผิดแน่ๆเจ้าค่ะ…”


“หุบปากเดี๋ยวนี้นะ!”


แม่หลี่จ้องเด็กสาวอย่างไม่พอใจ ก่อนจะหันไปหาเยว่เสวี่ยอย่างเอาอกเอาใจ “แม่นางเยว่เสวี่ย ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ เด็กคนนี้ไปล่วงเกินนายท่านแล้วใช่หรือไม่ ข้าจะพานางไปขอโทษนายท่านเดี๋ยวนี้!”


นางเองก็ไม่พอใจครอบครัวของพี่สาวสามีมานานแล้ว เมื่อก่อนตอนที่ครอบครัวนางลำบาก ครอบครัวพี่สาวของสามีมักจะดูถูกครอบครัวนางอยู่เสมอ ไม่ไปมาหาสู่กันมานานมากแล้ว ต่อมาครอบครัวนางได้รับการช่วยเหลือและสนับสนุนจากครอบครัวลู่ ความเป็นอยู่ดีขึ้นมาบ้าง ครอบครัวของพี่สาวสามีจึงกลับมาคบหาด้วย เกาะติดไม่ปล่อยราวกับปลิง


นางเห็นแก่ความเป็นญาติจึงได้แต่อดทนมาโดยตลอด ปกติยอมให้พวกเขาเอาเปรียบเล็กๆน้อยๆได้ไม่เป็นไร ต่อมา ครอบครัวพี่สาวของสามีคิดจะให้จางซุ่ยยาแต่งงานเข้ามาอยู่ในบ้านนาง นางก็อดทนแล้วอดทนอีก


แต่คิดไม่ถึงเลยว่า การอดทนจะกลายเป็นหายนะให้กับบ้านตัวเองเช่นนี้!


จางซุ่ยยาเด็กคนนี้ ไม่รู้จักเจียมตัวเอาซะเลย!


นางอดทนได้กับเรื่องอื่นๆ เพราะเห็นแก่ความเป็นญาติ แต่หากเรื่องใดกระทบถึงความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวนางกับครอบครัวลู่ละก็ นางไม่มีทางอดทนอีกเป็นอันขาด!


เยว่เสวี่ยกลับยิ้มพลางกล่าว “ท่านอาสะใภ้เจ้าคะ บางคำพูดข้าไม่สะดวกที่จะพูดออกมาตรงๆ ท่านปิดประตูไต่สวนญาติคนนี้ของท่านเองดีกว่า ว่าวันนี้นางชงน้ำผึ้งออกไปทำสิ่งใดมา ฮูหยินใหญ่ของข้าบอกว่า หากเป็นครอบครัวอื่นคงยกเลิกสัญญาจ้างไปแล้ว แต่นี่เป็นครอบครัวของอาสะใภ้ เป็นครอบครัวที่มีมิตรไมตรีต่อครอบครัวลู่ เรื่องนี้พวกเราจึงให้ครอบครัวอาสะใภ้เป็นคนจัดการเองเจ้าค่ะ”


คำพูดนี้ชัดเจน ต้องการให้สกุลหลี่จดจำบุญคุณของสกุลลู่ไว้ ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องที่สมควรอยู่แล้ว


แม่หลี่เข้าใจทันที จึงกล่าวขอบคุณไม่หยุดปาก “ใช่ๆๆ แม่นางเยว่เสวี่ย ขอบคุณนายท่านแทนข้าด้วย รอข้าจัดการเรื่องที่บ้านเสร็จเรียบร้อยข้าจะไปขอบคุณฮูหยินถึงบ้านแน่นอน บุญคุณครั้งนี้สกุลหลี่ของพวกเราจดจำเอาไว้แล้ว!”


เยว่เสวี่ยพยักหน้าอย่างพึงพอใจ และหันหลังกลับไปโดยไม่ปรายตามองจางซุ่ยยาแม้แต่น้อย


แม่หลี่ปิดประตู หันไปมองจางซุ่ยยาเขม็ง จางซุ่ยยาเกิดความเคร่งเครียด ในสมองพยายามคิดหาทางรอดอย่างรวดเร็วโดยไม่มีเวลาจะมาแค้นเยว่เสวี่ย สมองนางตอนนี้ได้แต่คิดว่า จะตอบคนสกุลหลี่อย่างไร


“น้าสะใภ้เจ้าคะ คือข้า…”


*เพียะ!*


ทันทีที่เอ่ยปาก ก็ถูกแม่หลี่ง้างมือตบหน้าอย่างแรง


แม่หลี่ออกแรงตบเต็มแรง เสียงดังฟังชัด เห็นได้ชัดว่าตอนนี้นางโกรธเกรี้ยวมากเพียงใด


ในที่สุดคนในบ้านก็รับรู้ถึงความผิดปกติ จึงรีบออกมาดู เห็นจางซุ่ยยาเอามือกุมใบหน้าตนเองไว้ มองแม่หลี่อย่างน่าสงสาร ร้องไห้สะอึกสะอื้น “น้าสะใภ้ ท่านตบข้าหรือ…”


“มีเรื่องอะไรกัน เกิดอะไรขึ้น เหตุใดอยู่ดีๆถึงลงไม้ลงมือกันเช่นนี้ล่ะ?”


พ่อหลี่เห็นหลานสาวถูกตบตีก็รีบเข้าไปปกป้องทันที สันนิษฐานว่าเป็นเพราะภรรยาคงจะเก็บสะสมความไม่พอใจที่มีต่อครอบครัวของพี่สาวเขามานาน จึงระบายโทสะกับจางซุ่ยยาเช่นนี้


หลี่ซานหนิวตระหนักว่าต่อไปจางซุ่ยยาจะมาเป็นภรรยาของตน จึงมองมารดาด้วยความกังวล “ท่านแม่ มีเรื่องอะไรก็ค่อยๆพูดค่อยๆจากันเถอะขอรับ อย่าถึงขั้นลงไม้ลงมือเช่นนี้เลย!”


น้ำเสียงของเขาแสดงออกถึงความสงสารต่อจางซุ่ยยาอย่างชัดเจน จางซุ่ยยาได้แต่ก้มหน้าร้องไห้ ไม่พูดอะไร ยิ่งทำให้นางดูน่าสงสารมากขึ้น


แม่หลี่สูดลมหายใจลึกเข้าปอด ก่อนจะกล่าว “ไปก่อเรื่องจนล่วงเกินครอบครัวลู่เข้าแล้ว ข้ายังตีนางไม่ได้อีกหรือ?”


เมื่อเอ่ยถึงครอบครัวลู่ ทุกคนก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าเมื่อครู่มีคนของครอบครัวลู่มาหา 


…หรือว่า เรื่องที่มาบอก จะเกี่ยวกับจางซุ่ยยา?


ไม่น่าจะเป็นไปได้ ครอบครัวลู่จะรู้จักจางซุ่ยยาได้อย่างไร?


ทุกคนจึงหันมองแม่หลี่กับจางซุ่ยยาด้วยความไม่เข้าใจ ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้น?


แม่หลี่ “แม่นางเยว่เสวี่ยมาบอกว่า หากเราจัดการเด็กไร้ยางอายคนนี้ไม่ได้ ครอบครัวเราก็ไม่ต้องไปทำงานกับครอบครัวลู่อีก!”


“ว่าอย่างไรนะ!”


ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับเบิกตากว้างด้วยความตกใจ แม้แต่พวกเด็กๆก็ตกใจไปด้วย


แม้พวกเขาอายุยังน้อย แต่ก็รู้ว่าที่ครอบครัวของพวกเขามีชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างทุกวันนี้ ก็เพราะได้ทำงานกับสกุลลู่ เมื่อก่อนปีทั้งปีก็ไม่เคยได้กินเนื้อเลยสักครั้ง ทว่าตอนนี้เดือนๆหนึ่งได้กินเนื้อตั้งหลายครั้ง หากไม่ได้ทำงานกับสกุลลู่ พวกเขาก็ต้องกลับไปมีชีวิตที่ยากลำบากเหมือนเดิม พวกเขาไม่อยากกลับไปเป็นเช่นนั้นอีก!


“จางซุ่ยยา เจ้าไปล่วงเกินอะไรคนสกุลลู่ คนสกุลลู่เป็นเทพเจ้าแห่งความมั่งคั่งของพวกเราเจ้าไม่รู้หรือ?”


ลูกสะใภ้ใหญ่หลี่จ้องเขม็งเค้นถามจางซุ่ยยาด้วยน้ำเสียงดุดัน ครั้งนี้แม้แต่พ่อหลี่กับหลี่ซานหนิวก็หันไปมองนางอย่างเงียบๆ เพื่อรอคำอธิบายจากนาง


ตอนที่ 637: อยากสั่งสอนนางให้สาสม


“ขะ…ข้า…ข้าไม่รู้ ข้าไม่รู้อะไรทั้งนั้น! ฮือๆๆ ข้าไม่รู้ว่าไปล่วงเกินอะไรพวกเขา ข้าไม่รู้เลยจริงๆ ฮือๆๆ…”


จางซุ่ยยาร้องไห้โดยไม่คำนึงถึงสิ่งใด และไม่ยอมรับ


เพราะถึงอย่างไรเยว่เสวี่ยก็ไม่ได้บอกว่านางทำอะไร ขอเพียงนางปิดปากไม่ยอมรับก็สิ้นเรื่อง และนี่ก็เป็นบ้านของน้องชายแม่ ไม่มีทางกล้าไล่นางออกจากบ้านจริงๆหรอก


คนสกุลลู่นั่นก็อีก ช่างใจไม้ไส้ระกำยิ่งนัก เรื่องเล็กแค่นี้ก็ต้องมาฟ้องถึงบ้านด้วย


โดยเฉพาะนางสารเลวที่.งดงามเกินหน้าเกินตานั่น ไม่ยอมให้นายท่านสามลู่มีใครเพิ่มง่ายๆเช่นนี้ นี่มันคนขี้อิจฉาริษยาชัดๆ ทำตัวขัดต่อจารีตประเพณีของสังคมเช่นนี้ ต้องถูกหย่าร้างเข้าสักวัน!


นางคิดชั่วร้ายอยู่ในใจ ต้องหาทางทำให้ลู่ไป่ชวนเห็นถึงสันดานความเห็นแก่ตัวชั่วช้าของเหอจิ่วเหนียงให้ได้ ให้ลู่ไป่ชวนหย่าร้างกับนาง!


“ครอบครัวลู่ส่งคนมาถึงบ้านเช่นนี้แล้วเจ้ายังไม่ยอมรับอีกรึ! หรือจะให้ข้ามัดตัวเจ้าไปส่งที่บ้านลู่ เจ้าถึงจะยอมพูด!?”


แม่หลี่ตะคอกด้วยความเกรี้ยวกราด กว่าครอบครัวพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีขึ้นได้เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย จะปล่อยให้เด็กชั่วคนนี้มาทำลายไม่ได้เป็นอันขาด 


อันที่จริงในใจนางได้ตัดสินใจเอาไว้แล้ว


ครอบครัวใหญ่กับครอบครัวรองบ้านสกุลหลี่ก็มองจางซุ่ยยาด้วยความโกรธเช่นกัน โดยเฉพาะสะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รอง พวกนางไม่พอใจจางซุ่ยยามานานแล้ว


หากจางซุ่ยยาทำให้พวกนางต้องซวยไปด้วยละก็ พวกนางสามารถฉีกเนื้อเถือหนังของเด็กสาวคนนี้ได้เลย


“ข้าไม่รู้จริงๆ คนสกุลลู่เข้าใจข้าผิด ข้าไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆนะ  ฮือๆๆ…”


จางซุ่ยยายังคงไม่ยอมรับ เอาแต่ร้องไห้ราวกับไม่ได้รับความเป็นธรรมอย่างหนักก็มิปาน


นางยังจงใจใช้เสียงดังมากอีกด้วย เพื่อทำให้เพื่อนบ้านที่อยู่บริเวณโดยรอบคิดว่านางถูกเหล่าสะใภ้บ้านหลี่รังแก จนต้องร้องไห้อย่างน่าสังเวชเช่นนี้


จางซุ่ยยาคาดหวังในใจ น้าของนางรักหน้าตาของตัวเองมาก ต้องปกป้องนางเพื่อรักษาหน้าแน่นอน


…แต่นางคิดผิด


เรื่องนี้เกี่ยวข้องไปถึงความเป็นอยู่ของครอบครัว พ่อหลี่หาใช่คนไม่รู้จักคิด เขามีชีวิตสุขสบายมาจนถึงขั้นนี้ได้แล้ว ใครจะอยากกลับไปลำบากเหมือนเมื่อก่อนอีกเล่า


ดังนั้น ครั้งนี้คนสกุลหลี่ไม่มีใครอยู่ข้างจางซุ่ยยาเลย


แม่หลี่เห็นท่าทีของสามีก็รู้สึกพึงพอใจมาก จึงกล่าวกับลูกสะใภ้ทั้งสอง “พวกเจ้าสองคนจับนางไว้ ข้าอยากจะรู้นักว่านางจะปากแข็งไปถึงเมื่อไร!”


พูดจบก็ถอดรองเท้าข้างหนึ่งของตัวเองขึ้นมาถือ ลุยเท้าเปล่าท่ามกลางพื้นหิมะเข้าไป ตั้งท่าจะตบสั่งสอนจางซุ่ยยา


จางซุ่ยยาคิดไม่ถึงว่าคนสกุลหลี่จะทำกับนางขนาดนี้ สัญชาตญาณบอกให้นางหันไปขอความช่วยเหลือจากน้าชายที่อยู่ข้างๆ ทว่ากลับเห็นอีกฝ่ายยืนเฉยไม่มีทีท่าจะเข้ามาช่วยเลย ทันใดนั้นเด็กสาวก็เกิดความหวาดกลัวขึ้นมาเต็มอก


…หากถูกรองเท้าตบหน้า ใบหน้าของนางต้องเสียโฉมแน่ ต่อไปจะแต่งงานกับลู่ไป่ชวนได้อย่างไร!


เมื่อคิดถึงตรงนี้ คนห่วงว่าใบหน้าจะเสียโฉมจึงตะโกนออกมาทันที “น้าสะใภ้อย่าตีข้าเลย! ข้าบอกแล้ว! ฮือๆๆ…”


แม่หลี่ชะงักมือด้วยความเสียดาย นึกในใจอย่างขุ่นเคือง …เด็กคนนี้ไม่รู้จักอดทนเอาซะเลย อีกแค่นิดเดียวตนก็จะได้สั่งสอนนางอย่างสาสมอยู่แล้ว!


“บอกมา ตกลงเจ้าไปล่วงเกินคนสกุลลู่เช่นไร!”


แม่หลี่กล่าวด้วยสีหน้าเย็นชา ท่าทางดุดันน่ากลัว จางซุ่ยยารู้แล้วว่าหากตนไม่ยอมสารภาพ อีกฝ่ายต้องลงมือกับตนจริงๆแน่ จึงได้แต่ยอมรับ…ตามวิสัยของนาง


“ขะ…ข้า…ข้าเอาน้ำไปส่งให้พี่ซานหนิว ระหว่างทางเห็นคนสกุลลู่กำลังซ่อมหลังคาบ้านอยู่ คิดว่าพวกเขาต้องกระหายน้ำเป็นแน่ ข้ารู้ว่าสกุลลู่มีบุญคุณกับครอบครัวเรา จึงอยากตอบแทนน้ำใจเท่าที่ทำได้ ก็เลยเอาน้ำไปให้พวกเขาได้ดื่ม แต่ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะปฏิเสธน้ำใจข้า ต่อว่าข้าให้อายยกใหญ่ ทั้งยังมาตราหน้าข้าถึงบ้านอีก ฮือๆๆ ข้าไม่อยากอยู่บนโลกนี้อีกแล้ว!”


ขณะกล่าวประโยคสุดท้ายนางก็เริ่มดิ้นไปมา พยายามจะพุ่งตัวเข้าชนกำแพงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ แต่สะใภ้ทั้งสองของสกุลหลี่มาจากครอบครัวชาวนา พวกนางมีพละกำลังมาก จึงจับตัวจางซุ่ยยาไม่ให้สลัดหลุดไปได้


แม่หลี่รู้ได้ทันทีว่าจางซุ่ยยาไม่ได้พูดความจริง ครอบครัวลู่ไม่เคยใส่ร้ายใครสุ่มสี่สุ่มห้า ต้องเป็นหลานไม่รักดีของนางแน่นอนที่ทำเรื่องน่าอายเกินขอบเขต


สตรีเจ้าบ้านหรี่ตาลง พลางกล่าว “อยากตายนักก็ไม่จำเป็นต้องรีบหรอก รอให้เรื่องจบก่อน ถึงตอนนั้นอยากตายก็ยังไม่สาย 


บ้านอิฐของครอบครัวลู่ไม่จำเป็นต้องซ่อมแซมหลังคา มีแค่บ้านเก่าๆของญาติพวกเขาเท่านั้นแหละที่ต้องซ่อม และที่สำคัญ บ้านเก่าๆเหล่านั้นก็อยู่อีกฟากหนึ่งของหมู่บ้าน ไม่ใช่ทางที่คนในหมู่บ้านใช้กันประจำ หากเจ้าตั้งใจจะไปหาซานหนิวที่ไร่จริง เจ้าจะผ่านทางบ้านเก่าๆพวกนั้นได้อย่างไร?


เจ้าคิดว่าจะหลอกข้าได้ง่ายๆอย่างนั้นหรือ?”


แม่หลี่ดูแลจัดการคนในบ้านได้อย่างเคร่งครัด ไม่เคยทำผิดพลาดจนไปล่วงเกินครอบครัวลู่เลยสักครั้ง นี่ก็เพียงพอที่จะพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า นางไม่ใช่คนโง่เขลาเบาปัญญา และคนที่ฉลาด ก็ไม่มีทางจะถูกใครหลอกได้ง่ายๆเช่นกัน


คนอื่นๆเกือบจะหลงเชื่อคำพูดของจางซุ่ยยาแล้ว โดยเฉพาะพ่อหลี่ เขาตั้งท่าเตรียมจะช่วยพูดขอความเห็นใจให้หลานสาวแล้ว คิดว่าอาจเป็นเรื่องเข้าใจผิดกัน แต่เขายังไม่ทันได้พูดอะไร ก็ได้ยินภรรยาจับพิรุธได้ พลันนั้นสายตาที่เขาใช้มองจางซุ่ยยาก็เย็นชาลงอีกครั้ง


แม่หลี่กล่าวต่อ “คนที่ซ่อมแซมหลังคาได้ก็มีแค่พวกผู้ชายทั้งนั้น เจ้าเป็นผู้หญิงที่ยังไม่ออกเรือน กลับกล้าเข้าไปในที่ที่มีแต่ผู้ชายของสกุลลู่ คนมีสมองไม่มีใครคิดทำเช่นนี้กันหรอกนะ แต่เจ้าไม่เพียงไร้สมองเท่านั้น ยังหน้าด้านไร้ยางอายอีกด้วย! คนสกุลลู่ใช่คนที่เจ้าคิดหวังได้หรือ? ปากเจ้าบอกว่าอยากแต่งงานกับซานหนิว แต่ความจริงกลับคิดอยากได้บุรุษสกุลลู่ มิน่าล่ะ เหตุใดคนสกุลลู่ถึงได้โกรธเพียงนี้ เจ้าทำให้สกุลหลี่ของพวกเราต้องอับอายขายขี้หน้าจริงๆ!”


แต่ละประโยคที่สาดออกมาเจ็บแสบยิ่งนัก ราวกับตอกตะปูตรึงร่างจางซุ่ยยาไว้บนเสาแห่งความอับอายก็มิปาน


จางซุ่ยยาอายุยังน้อย แม้จะมีเล่ห์เหลี่ยมแต่ก็ไม่ได้แพรวพราวแยบยล คิดไม่ถึงเลยว่าแม่หลี่จะพูดตรงกับสิ่งที่นางคิดถึงขั้นนี้ ชั่วขณะนั้นนางจึงไม่รู้ว่าควรแก้ตัวอย่างไร


ส่วนคนอื่นๆก็คิดไม่ถึงว่าความจริงจะเป็นเช่นนี้ ต่างพากันนับถือแม่หลี่จริงๆ ที่มองสถานการณ์ได้เฉียบขาด โดยเฉพาะสะใภ้ทั้งสอง พวกนางตระหนักได้แล้วว่า ใครก็อย่าได้มาคิดเสแสร้งตลบตะแลงกับแม่สามีนางเด็ดขาด แม้กระทั่งพวกนางทั้งสองเองก็ด้วย


หลี่ซานหนิวมองว่าที่ภรรยาด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ ตอนแรกเขายังคิดอยู่เลยว่าที่นางเอาน้ำผึ้งไปให้เขาเพราะในใจนางมีเขา ไม่อยากเชื่อเลยจริงๆ ว่านางไม่ได้ตั้งใจจะเตรียมน้ำผึ้งให้เขาตั้งแต่แรก แต่ทำไปเพื่ออยากเข้าใกล้บุรุษสกุลลู่ต่างหาก


นางเอาเขาไปไว้ตรงไหน!


“ไม่ใช่ ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ! คนสกุลลู่ใส่ร้ายข้า! ข้าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น ข้าก็แค่เอาน้ำไปให้ ไม่ได้คิดแอบแฝงถึงเพียงนั้น!


ท่านน้า ข้าไม่ได้คิดอะไรแอบแฝงเลยจริงๆนะเจ้าคะ ข้าเห็นคนสกุลลู่เป็นผู้มีพระคุณ พวกเขาเข้าใจข้าผิดไปเอง ฮือๆๆ…”


จางซุ่ยยาส่ายหน้าไปมาไม่ยอมรับ จะยอมรับไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นก็จะไม่มีโอกาสอีกแล้วจริงๆ!


นางรู้ว่าในครอบครัวนี้ มีเพียงท่านน้าของนางคนเดียวเท่านั้นที่ยังปกป้องนางได้ นางจึงทำได้แต่ร้องไห้ขอความเห็นใจกับพ่อหลี่


“ท่านน้าเจ้าคะ ท่านแม่ข้าเป็นพี่สาวแท้ๆของท่าน ท่านแม่เลี้ยงดูท่านมาตั้งแต่เด็กจนโต ท่านน้าอย่าไปเชื่อคำพูดของคนอื่นจนเข้าใจหลานผิดนะเจ้าคะ ฮือๆๆ…”


เด็กสาวเจ้ามารยาคุกเข่าร้องไห้ปานดวงใจจะแตกสลาย เพื่อนบ้านที่อยู่บ้านข้างๆ ได้ยินเสียงก็ปีนกำแพงเอียงหูฟังด้วยความใส่ใจ หากเป็นเรื่องอื่น แม่หลี่คงเห็นแก่หน้าตาของครอบครัวไม่เอาความ แต่เรื่องในวันนี้เป็นเรื่องใหญ่มาก จะปล่อยไปโดยไม่จัดการไม่ได้เด็ดขาด


นางมองไปที่สามีของตัวเอง ก่อนจะกล่าว “เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว ท่านอยากรอให้ครอบครัวเราผิดใจกับครอบครัวลู่ จนครอบครัวต้องกลับไปทำไร่ทำนาเหมือนเดิมอีกหรือ? บอกกับพี่สาวของท่านให้ชัดเจนเสีย ต่อไปเราสองครอบครัวอย่าได้ยุ่งเกี่ยวกันอีก!”


อย่าได้ยุ่งเกี่ยวกันอีกอย่างนั้นหรือ?!


นั่นก็หมายความว่า ต้องตัดญาติขาดมิตรกันอย่างนั้นหรือ?


พ่อหลี่พลันเกิดความลังเล เดิมทีเขาคิดว่า คุยเรื่องนี้กับพี่สาวดีๆก็คงจบเรื่อง ไม่คิดว่าภรรยาเขาจะถึงขั้นให้เขาตัดญาติกับพี่สาวตัวเองเช่นนี้


การตัดญาติถือเป็นเรื่องร้ายแรงมาก และนี่ยังเป็นแค่เรื่องของเด็กเช่นนี้อีก แล้วเขาจะต้องพูดเช่นไรกัน


เขาต้องถูกต่อว่าลับหลังไปทั้งชาติแน่!


จางซุ่ยยายังคงยืนกรานว่าคนสกุลลู่ใส่ร้ายนาง แต่ตอนนี้คนสกุลหลี่ไม่มีใครสนใจนางแล้ว ทุกคนต่างมองไปที่พ่อหลี่เพื่อรอให้เขาตัดสินใจ


ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา ครอบครัวจางซุ่ยยามาขอผลประโยชน์กับครอบครัวเขาอยู่บ่อยครั้ง นอกจากแม่หลี่แล้ว สะใภ้ทั้งสองก็ไม่ชอบใจมากเช่นกัน ตอนนี้รู้ว่ามีโอกาสจะได้ตัดญาติ ย่อมคาดหวังให้เกิดขึ้นอยู่แล้ว

.....

ทางด้านครอบครัวลู่ 


เยว่เสวี่ยเล่าเรื่องที่จางซุ่ยยาส่งสายตาข่มขู่นางให้ทุกคนฟัง และเล่าถึงท่าทีของคนสกุลหลี่ ครอบครัวลู่ได้ฟังก็ค่อนข้างพึงพอใจต่อสกุลหลี่ เห็นได้ว่าแม่หลี่เป็นคนที่ควบคุมสถานการณ์ได้


เหอจิ่วเหนียงเพิ่งกินข้าวหมดชาม ได้ยินดังนั้นก็เอ่ยอย่างเย็นชาสั้นๆ “จางซุ่ยยาไม่มีทางยอมรามือง่ายๆแน่ แต่ไม่เป็นไร ไม่ได้เจอคนเช่นนี้มานานแล้ว คันไม้คันมืออยู่พอดี เอาให้ทุกคนได้ตื่นเต้นกันไปเลย”


ตอนที่ 638: เจ้ามั่นใจจริงหรือว่าจะทำให้เขาชอบเจ้าได้


ทุกคนไม่รู้จะพูดเช่นไรดี


ตอนนี้พวกเขาเองก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าควรเป็นห่วงลู่ไป่ชวน หรือเป็นห่วงจางซุ่ยยาผู้นั้น เพราะหากเหอจิ่วเหนียงลงมือละก็ ผลลัพธ์ที่ออกมาเรียกว่าโหดร้ายที่สุดก็ว่าได้


จางซุ่ยยาผู้นั้นเล็งใครไม่เล็ง ดันมาหมายตาลู่ไป่ชวน หาเรื่องกระโดดเข้ากองไฟชัดๆ


หลังจากเหอจิ่วเหนียงแสดงเจตนาออกมาชัดเจน คนในครอบครัวลู่ก็ไม่พูดอะไรอีก ให้เป็นหน้าที่นางเป็นคนจัดการเองนั่นแหละ ให้นางมีเรื่องทำแก้เบื่อก็ดีเหมือนกัน

.....

เช้าวันต่อมา 


เหอจิ่วเหนียงตื่นขึ้น ก็ได้ฟังเรื่องราวของสกุลหลี่ เมื่อคืนคนสกุลหลี่ทุบตีจางซุ่ยยาจนพิการ และส่งตัวนางกลับบ้านไปกลางดึก


เมื่อไปถึงหมู่บ้านของจางซุ่ยยา คนสกุลหลี่ยังมีปากเสียงใหญ่โตกับครอบครัวพี่สาวอยู่ครู่ใหญ่ สุดท้ายก็ได้ตัดญาติกับครอบครัวพี่สาวแล้ว


คนเล่ายังเล่าอีกว่า จางซุ่ยยาถูกทุบตีอย่างน่าสังเวชมาก ถูกทำร้ายจนขาหัก ใบหน้าถึงขั้นเสียโฉมอีกด้วย


“โอ้ คิดไม่ถึงเลยว่าอาสะใภ้หลี่จะดุดันขนาดนี้ ปกติดูไม่ออกเลยจริงๆ แต่ตอนนี้ข้าก็พอเข้าใจแล้วว่า เหตุใดลูกสะใภ้ทั้งสองคนของนางถึงได้เชื่อฟังนางมาก”


นางหยูครุ่นคิดพลางกล่าวออกมา เดิมทีคิดว่าที่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้ของสกุลหลี่ดีมากถึงเพียงนี้ ก็คงจะเป็นเหมือนกับครอบครัวของพวกนาง เคารพรักซึ่งกันและกัน แต่พอเห็นอาสะใภ้บ้านหลี่ทั้งโหดทั้งแข็งแกร่งเช่นนี้ นางก็เข้าใจแล้วว่าเหตุใดลูกสะใภ้ทั้งสองของแม่หลี่ถึงไม่กล้าทำตัวกำเริบเสิบสาน


“ทุบตีจนพิการเลยหรือ อาสะใภ้หลี่ช่างเด็ดเดี่ยวจริงๆ!”


นางฉินได้ฟังก็รู้สึกทึ่งเล็กน้อย นางเองก็ได้คลุกคลีกับแม่หลี่มาบ้าง สัมผัสได้ว่าอีกฝ่ายเป็นคนนิสัยดีมาก ดูไม่เหมือนคนที่จะใช้กำลังรุนแรงเลย


เหอจิ่วเหนียงอุ้มหลานชายตัวน้อยอยู่ นางเบะปากเอ่ยขึ้น “ไม่น่าจะถึงขนาดนั้นหรอกเจ้าค่ะ ต่อให้อาสะใภ้หลี่คิดอยากทำเช่นนั้นจริง แต่สามีนางไม่มีทางยอมแน่นอน ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นครอบครัวพี่สาวแท้ๆของเขา”


คนในยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับความเป็นเครือญาติมาก ต่างจากคนในยุคสมัยใหม่ ไม่มีทางยอมตัดญาติง่ายๆหรอก


ขนาดพวกเขาเองยังให้โอกาสสกุลหลี่ได้เลย แล้วคนสกุลหลี่จะตัดสัมพันธ์กับครอบครัวพี่สาวแท้ๆของตัวเองได้อย่างไร


นางหยูรู้สึกว่าที่เหอจิ่วเหนียงพูดมาก็ถูก แต่ก็ยังรู้สึกสงสัยอยู่ดี “หากเป็นเช่นนั้น แล้วเหตุใดข้างนอกถึงมีข่าวลือเช่นนี้ได้ล่ะ หากไม่มีมูลจะลือกันเช่นนี้ได้อย่างไร?”


“หนึ่งบอกสิบ สิบบอกร้อย แต่ละคนฟังมาเป็นทอดๆ เนื้อหามันก็บิดเบือน สิ่งที่เล่าลือย่อมผิดแผกไปจากเดิมอยู่แล้วเจ้าค่ะ ข่าวลือออกมาเป็นเช่นนี้ก็พอเข้าใจได้”


เหอจิ่วเหนียงอธิบายอย่างมีเหตุผล ข่าวลือก็มักจะเผยแพร่ออกไปในรูปแบบนี้อยู่แล้ว


“อีกอย่าง หากเป็นเช่นนั้นจริง คนสกุลหลี่คงอยากเก็บเงียบไม่อยากให้เรื่องแพร่ออกมาหรอกเจ้าค่ะ สาเหตุที่เรื่องมันแพร่งพรายออกมาได้ คาดว่าคงเป็นฝีมือของจางซุ่ยยานั่น”


แค่คำพูดไม่กี่ประโยคของจางซุ่ยยาเมื่อวาน เหอจิ่วเหนียงก็พอจะคาดเดาได้ว่าจางซุ่ยยาเป็นคนนิสัยเช่นไร มีเล่ห์เหลี่ยม ทั้งยังเห็นแก่ตัว หากไม่ได้ในสิ่งที่ตัวเองหวังก็ไม่มีทางยอมรามือ ย่อมไม่มีทางให้สกุลหลี่อยู่เป็นสุขง่ายๆแน่นอน

.....

ต้องบอกเลยว่า เหอจิ่วเหนียงคาดเดาได้ถูกต้อง แม่หลี่ตบหน้าจางซุ่ยยาไปครั้งเดียวแค่ในตอนแรกที่ได้รับข่าวจากเยว่เสวี่ย หลังจากนั้นก็ไม่ได้ทำอะไรนางอีกเลย แต่เด็กสาวเจ้ามารยาจงใจร้องไห้เสียงดังให้เพื่อนบ้านเข้าใจผิด ดังนั้นจึงได้มีข่าวลือเช่นนี้ออกมา


ส่วนเรื่องตัดญาตินั้นก็ทำไม่สำเร็จจริงๆ แม่หลี่คิดจะทำ แต่พ่อหลี่ยังอยากให้โอกาสหลานสาวอีกสักครั้ง เมื่อคืนเขากับบุตรชายสองคนไปส่งนางกลับบ้านด้วยตัวเอง และบอกให้พี่สาวของเขาอบรมสั่งสอนนางให้ดีๆเท่านั้น


แม่จาง—พี่สาวของพ่อหลี่เห็นบุตรสาวตนเองถูกจับตัวมาส่งที่บ้านในยามวิกาลเช่นนี้ก็โกรธมาก แต่เพื่อรักษาความสัมพันธ์กับสกุลหลี่ จึงได้แต่สะกดกลั้นความรู้สึกเอาไว้ ต้องบอกเลยว่า การแสดงออกทางอารมณ์ของนางนั้นดีกว่าจางซุ่ยยามาก


พ่อหลี่ที่ในใจเต็มไปด้วยไฟแห่งความโกรธ เดิมทีตั้งใจว่าเมื่อไปถึงจะพูดสั่งสอนสักหน่อย แต่พอเห็นท่าทีของพี่สาวเช่นนั้นเขาก็ถึงกับพูดอะไรไม่ออก คำพูดที่เตรียมมาหายไปหมด สุดท้ายยังเอ่ยปากขอโทษแทนภรรยาของตนด้วย และยังยอมรับว่าถึงจะอย่างไรก็ไม่ควรลงไม้ลงมือกับจางซุ่ยยาเช่นนี้


หลี่ต้าหนิวกับหลี่เอ้อร์หนิวที่ยืนอยู่ข้างๆ ฟังแล้วก็รู้สึกว่าไม่ถูกต้อง แต่บิดาพูดออกไปแล้ว พวกเขาก็ไม่อยากพูดขัด ทำได้แค่รอหลังออกมาจากบ้านสกุลจางแล้วค่อยกล่าวเตือน พ่อหลี่รู้ว่าตนเองจัดการเรื่องนี้ได้ไม่เด็ดขาด จึงรู้สึกผิดอยู่ในใจ กำชับบุตรชายทั้งสองว่ากลับไปถึงบ้านไม่ต้องพูดอะไรมาก เขาเชื่อว่าหลังจากนี้พี่สาวจะอบรมสั่งสอนจางซุ่ยให้ดีได้


บุตรชายทั้งสองได้แต่พยักหน้าตอบตกลง คิดในใจว่า ขอเพียงจางซุ่ยยาไม่มาก่อเรื่องวุ่นวายอีกก็คงไม่มีปัญหาอะไรหลังจากนี้


แต่สิ่งที่สามพ่อลูกสกุลหลี่ไม่รู้ก็คือ…


ทันทีที่ทั้งสามออกไปได้ไม่นาน สีหน้าของแม่จางก็เปลี่ยนไป มองหน้าจางซุ่ยยาอย่างดุดันพลางถาม “บอกมาว่าเกิดอะไรขึ้น!”


เมื่อจางซุ่ยยาเผชิญหน้ากับมารดาของตนเอง นางไม่มีท่าทางยืนหยัดเหมือนตอนอยู่ที่บ้านสกุลหลี่เลย เห็นได้ชัดว่านางเกรงกลัวผู้เป็นมารดามาก


และนางก็ตระหนักได้ว่า หากอยากแต่งเข้าสกุลลู่ ก็ต้องอาศัยความช่วยเหลือจากมารดา ขอเพียงคนในครอบครัวสนับสนุนนาง นางก็จะมีโอกาสมากขึ้น!


นางกล่าว “ท่านแม่เจ้าคะ นายท่านสกุลลู่ที่เป็นขุนนางท่านนั้นกลับบ้านมาฉลองเทศกาลปีใหม่แล้วเจ้าค่ะ หากข้าถือโอกาสในช่วงปีใหม่นี้ทำให้เขาเหลียวมองข้าได้ ครอบครัวของเราก็จะมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอนเจ้าค่ะ!”


แม่จางได้ยินดังนั้น จากเดิมมีสีหน้าเคร่งขรึมก็พลันอ่อนโยนขึ้น เอ่ยอย่างจริงจัง “เจ้าหมายถึง นายท่านสามลู่ที่อยู่หมู่บ้านอันผิงผู้นั้นน่ะหรือ?”


เรื่องราวของครอบครัวลู่ไม่ใช่ความลับสำหรับหมู่บ้านโดยรอบ ต่อให้ครอบครัวลู่อยู่กันเงียบๆ ก็ยังมีข่าวแพร่ไปทั่วอยู่ดี


จางซุ่ยยาเห็นปฏิกิริยาของมารดา ก็รู้ทันทีว่ามีความหวัง จึงรีบพยักหน้าแล้วพูดต่อ “ใช่เจ้าค่ะ! เขาไม่เพียงเป็นขุนนางใหญ่เท่านั้นนะเจ้าคะ อายุก็ยังน้อยอยู่ด้วย ในบรรดาสามพี่น้อง เขาหน้าตาดีที่สุดเลยเจ้าค่ะ ตอนแรกข้ามีโอกาสได้เข้าใกล้เขาแล้ว แต่กลับถูกภรรยาใจยักษ์ของเขามาเห็นเข้า นางพูดจาดูถูกข้าต่อหน้าเขาไม่พอ ยังส่งคนไปข่มขู่ข้าถึงบ้านท่านน้าด้วย บอกว่าหากข้ากล้ายุ่งกับนายท่านสามลู่อีก จะไม่ให้ครอบครัวของท่านน้าทำงานที่โรงงานแล้ว ท่านน้ากับน้าสะใภ้ไม่ฟังคำอธิบายของข้าเลยก็ลงไม้ลงมือกับข้าและจับข้ามาส่งบ้านแล้ว พวกเขาไม่ได้คิดเลยว่าสิ่งที่ข้าทำไปก็ทำเพื่อพวกเขาด้วยเหมือนกัน!”


ความหมายของจางซุ่ยยาก็คือ ขอเพียงนางได้แต่งเข้าครอบครัวลู่ พวกน้าของนางก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วย เมื่อถึงตอนนั้น อย่าว่าแต่ทำงานในโรงงานครอบครัวลู่เลย ต่อให้อยากเป็นขุนนางก็ไม่มีใครกล้าปริปากขัด นางคิดเผื่อพวกเขาแท้ๆ แต่พวกเขากลับตบตีนางโดยไม่ฟังเหตุผลเลย ไม่เห็นว่านางเป็นคนในครอบครัวเลยด้วยซ้ำ!


แม่จางรู้สึกว่า ที่บุตรสาวพูดมามีเหตุผล ตอนนี้ดูเหมือนว่า สกุลหลี่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีก็จริง แต่หากบุตรสาวของนางได้แต่งงานกับลู่ไป่ชวนจริงๆ ครอบครัวของนางกับบ้านน้องชายก็จะอยู่คนละระดับกันแล้ว เมื่อถึงตอนนั้น สกุลหลี่ก็ต้องมาขอความช่วยเหลือครอบครัวนาง


หลังจากวิเคราะจนเข้าใจเรื่องเหล่านี้แล้ว แม่จางจึงกล่าว “เจ้ามั่นใจจริงหรือว่าจะทำให้เขาชอบเจ้าได้?”


ใบหน้า.งดงามเกินหน้าเกินตาของเหอจิ่วเหนียงพลันผุดขึ้นในหัวของจางซุ่ยยา เด็กสาวจึงเกิดความลังเลอยู่ครู่หนึ่ง


แต่ในที่สุด นางก็พยักหน้า “ได้แน่นอนเจ้าค่ะ! หากไม่ใช่เพราะนางริษยานั่นมาเจอเข้า ข้าคงทำสำเร็จไปแล้ว!”


ใช่ มันเป็นเช่นนั้น!


เห็นๆกันอยู่ว่านายท่านสามลู่พูดกับนางแล้ว หากสตรีใจมารนั่นไม่โผล่มา นางคงอยู่ในสายตานายท่านสามลู่ไปแล้ว


แม่จางกล่าว “ในเมื่อเจ้าขาดโอกาส เช่นนั้นข้าจะสร้างโอกาสให้กับเจ้าเอง หากเจ้าแต่งเข้าครอบครัวลู่ได้จริง ครอบครัวของเราก็จะสุขสบายขึ้น!”


สองแม่ลูกจึงปรึกษาวางแผนกันตลอดทั้งคืน เตรียมตัวจะลงมือตามแผนที่วางไว้ในวันต่อมา

....

ครอบครัวลู่พึงพอใจกับการจัดการของสกุลหลี่มาก เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าแม่หลี่เป็นคนที่มีศักยภาพสูง รอผ่านเรื่องนี้ไป นางตั้งใจว่าจะแต่งตั้งให้แม่หลี่เป็นผู้ดูแลเรื่องเล็กๆในโรงงาน ความสามารถในการเป็นผู้นำน่าจะไม่เลว


ครอบครัวลู่มีบ่าวรับใช้เยอะ ในบ้านก็ไม่มีอะไรให้ต้องเก็บกวาดมากนัก ไม่นานก็จัดการงานที่จำเป็นเสร็จสิ้น เหอจิ่วเหนียงจึงชวนทุกคนเล่นไพ่นกกระจอก นางซุนเพิ่งเริ่มฝึกไปได้สองสามตา ขณะกำลังจะลงมือเล่นจริง ก็มีคนมารายงานว่า… คนสกุลจางมาขอพบ


ตอนที่ 639: เมล็ดแตงโมหลากรส


“สกุลจางหรือ?”


นางซุนกำลังจดจ่อกับการเล่นไพ่นกกระจอกอย่างเคร่งเครียดจึงยังนึกไม่ออกในทีแรก หลังจากสาวใช้อธิบายนางจึงจะนึกออกว่า สกุลจางก็คือครอบครัวของจางซุ่ยยานั่นเอง


สีหน้าของหญิงชราเผยความไม่พอใจออกมาทันที เอ่ยอย่างเหลืออด “เหตุใดถึงยังไม่จบไม่สิ้นนะ พวกเราไม่ได้ให้นางมารับผิดชอบอะไรเสียหน่อย ยังมีหน้ามาหาถึงบ้านเราอีก หน้าด้านไม่เคยพบเคยเห็นจริงๆ!”


นางก่นด่าออกมา และมองไปยังลู่ไป่ชวนที่นั่งอยู่ข้างหลังเหอจิ่วเหนียงด้วยความไม่พอใจ “เจ้าสาม วันปีใหม่เช่นนี้เหตุใดถึงได้หาเรื่องเข้าบ้านฮะ!?”


ลู่ไป่ชวน “…”


เขาเป็นผู้บริสุทธิ์นะ!


แต่เขาไหนเลยจะกล้าโต้แย้ง เพราะเขารู้ดีว่าหากตนปริปากออกไป ต้องถูกคนทั้งบ้านรุมเป็นแน่


ในสายตาของท่านแม่ เขามักจะเป็นคนผิดเสมอ


เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ช่วยพูดแทนเขา สามีคนนี้หาเรื่องให้นางจริงๆ


“ในเมื่อไม่อยากเจอก็ให้พวกนางกลับไป อากาศหนาวอย่างนี้ ขืนเห็นหน้าพวกนางข้าจะกินข้าวไม่ลงเปล่าๆ”


นางซุนเอ่ยสั้นๆ หากเป็นเมื่อก่อน นางคงออกไปไล่ตะเพิดด้วยตัวเองแล้ว ตอนที่อยู่ชางโจวชาวบ้านในหมู่บ้านต่างก็รู้จักนางในนามหญิงปากร้าย แต่ตอนนี้นางมีบุตรชายเป็นถึงขุนนางแล้ว ต้องเรียนรู้ที่จะประพฤติตัวเป็นสุภาพสตรีสูงศักดิ์ นางจึงขี้เกียจเก็บคนสกุลจางมาใส่ใจ


แต่เหอจิ่วเหนียงกลับไม่เห็นด้วย นางเอ่ยอย่างเกียจคร้าน “ได้อย่างไรกันเจ้าคะ ในเมื่อมาแล้วก็ต้องเจอสักหน่อยสิ ไม่อย่างนั้นจะพลาดละครสนุกๆเอานะเจ้าคะ แต่ก็จะยอมให้พวกนางเจอง่ายๆไม่ได้เหมือนกัน”


กล่าวจบนางก็ถามสาวใช้ “พวกนางบอกหรือไม่ว่ามาทำอะไร?”


“บอกว่านำของขวัญมาแสดงความขอโทษเจ้าค่ะ”


“ดี เช่นนั้นก็มาดูกันว่าพวกนางมีความจริงใจหรือไม่ ให้พวกนางรอไปก่อน”


ขณะนี้ข้างนอกหิมะกำลังตก เหอจิ่วเหนียงจงใจทำให้พวกนางลำบาก


และสองแม่ลูกแซ่จางก็รู้สึกแย่มากจริงๆ พวกนางยืนหนาวเหน็บอยู่หน้าบ้านครอบครัวลู่จนเกือบจะแข็งเป็นตุ๊กตาหิมะอยู่แล้ว


สตรีทั้งสองลอบก่นด่าในใจ ต้องเป็นฝีมือสตรีขี้อิจฉาผู้นั้นแน่นอนที่จงใจกลั่นแกล้งพวกนาง! แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรออกมา เมื่อคืนแม่จางได้กำชับจางซุ่ยยาไว้แล้วว่า ตอนนี้สถานการณ์ทางด้านพวกนางยังไม่เป็นใจ ทำได้แค่ยอมก้มหัวถ่อมตนไปก่อน


จางซุ่ยยารู้สึกว่าที่ท่านแม่พูดมามีเหตุผล แม้จะหนาวเหน็บจนตัวจะแข็งก็ต้องกัดฟันอดทนเอาไว้


หลังจากเหอจิ่วเหนียงเล่นไพ่นกกระจอกกับนางซุนไปได้ห้าหกตา ในที่สุดนางก็ลุกขึ้นยืดเส้นยืดสาย ให้เหลียนฮวามานั่งเล่นไพ่แทน ก่อนจะกล่าว “พวกท่านเล่นกันไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะออกไปดูละครสนุกๆสักหน่อย”


อันที่จริงทุกคนก็อยากออกไปดูเหมือนกัน แต่รู้ว่าหากพวกนางตามไปด้วยคงเป็นโอกาสให้สองแม่ลูกคู่นั้นได้เล่นบทผู้ถูกรุมกระทำเป็นแน่ จึงได้แต่อดทนไว้ ให้เหอจิ่วเหนียงออกไปจัดการคนเดียวก็พอ


ก่อนที่สองแม่ลูกสกุลจางจะหนาวเหน็บจนหมดสติ ในที่สุดประตูบ้านครอบครัวลู่ก็ถูกเปิดออก เพียงแต่จางซุ่ยยาไม่ได้พบกับเงาร่างของคนที่นางเฝ้าฝันถึง เพราะคนที่ออกมากลับเป็นสตรีริษยา—เหอจิ่วเหนียง


เมื่อเห็นว่าคนที่ออกมาเป็นเหอจิ่วเหนียง สายตาของจางซุ่ยยาก็พลันหม่นลง สตรีผู้นี้รูปร่างหน้าตา.งดงามเกินไปแล้ว ทำให้นางรู้สึกกดดันมาก แม้นางจะมั่นใจว่ารูปลักษณ์ของตนก็ไม่ด้อยไปกว่าใคร แต่ก็อดรู้สึกไม่ได้ว่าถูกเหอจิ่วเหนียงกดหัวอยู่


แม่จางได้เห็นเหอจิ่วเหนียงก็ถึงกับตกตะลึง ทั้งๆที่เหอจิ่วเหนียงเป็นเพียงหญิงสาวชาวนาบ้านนอกคนหนึ่ง คิดไม่ถึงเลยว่าจะรูปร่างหน้าตางดงามปานนี้


แต่ไม่นานนางก็ดึงสติกลับมาได้ นางคิดว่า บุตรสาวของตนมีความสาว ความบริสุทธิ์เป็นแต้มต่อ บุรุษล้วนชอบสตรีวัยแรกแย้มสดใหม่กันทั้งนั้น ต่อให้เหอจิ่วเหนียง.งดงามปานใด ลู่ไป่ชวนก็ต้องมีเบื่อกันบ้าง ตอนนี้เป็นโอกาสของบุตรสาวนางแล้ว


“ฮูหยิน…”


จางซุ่ยยาเห็นเหอจิ่วเหนียงก็เริ่มบีบน้ำตา ทำท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจเหลือคณนา


ร้องไห้ไม่พอใจ นางยังทรุดตัวคุกเข่าลงด้วย ท่าทางของนางไม่ต้องบรรยายเลยว่าน่าสงสารเพียงใด


หากเป็นคนอื่นคงให้นางลุกขึ้นทันทีแล้ว เพราะถึงอย่างไรนี่ก็อยู่ข้างนอก หากใครผ่านมาเห็น อาจส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงได้


แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนั้น เห็นอีกฝ่ายคุกเข่าก็ไม่ได้รู้สึกอะไร ทั้งยังมองว่าเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้ว


“ว่ามา มาหาข้ามีเรื่องอะไร?”


สาวเจ้าบ้านทำสีหน้าเคร่งขรึม วางท่าสูงส่ง ปรายตามองสองแม่ลูกที่คุกเข่าอยู่บนพื้นด้วยแววตาเหยียดหยาม


“พอรู้ว่าซุ่ยยาลูกสาวของข้าล่วงเกินฮูหยิน วันนี้ข้าก็เลยพาซุ่ยยานำของขวัญมาขอโทษฮูหยินเจ้าค่ะ โปรดฮูหยินเห็นแก่ที่ซุ่ยยาอายุยังน้อย อย่าได้คิดเล็กคิดน้อยกับนางเลยนะเจ้าคะ”


พอเอ่ยปากก็บอกว่าซุ่ยยาอายุยังน้อย เหอจิ่วเหนียงพลันมุมปากกระตุก ปีนี้นางเองก็เพิ่งจะอายุยี่สิบเอง


ฮูหยินลู่ส่งเสียง “อ๋อ” และถามต่อ “ในเมื่อบอกว่านำของมาขอโทษ แล้วนำของอะไรมาล่ะ?”


“!!!” ประโยคนี้ทำเอาสองแม่ลูกแซ่จางถึงกับอึ้ง


ครอบครัวลู่มีเงินทองตั้งมากมาย ยังคิดจะเอาของเล็กๆน้อยๆจากพวกนางอีกหรือ? 


ช่างไร้ยางอายเกินไปแล้ว!


โชคดีที่แม่จางมีไหวพริบ นางผลักจางซุ่ยยาไปข้างหน้า พลางยิ้มกล่าว “พวกเราเป็นคนยากจน ไม่มีของมีค่าอะไรหรอกเจ้าค่ะ เด็กคนนี้เป็นคนก่อเรื่อง ก็ให้นางเป็นคนชดใช้เอง ฮูหยินให้นางอยู่รับใช้ข้างกายเถิดเจ้าค่ะ ให้นางคอยรินน้ำรินชา ปรนนิบัติพัดวี ซักผ้าหุงข้าว ให้นางได้ชดใช้ความผิดที่ตัวเองได้ทำลงไปเจ้าค่ะ!”


นางทำสีหน้าท่าทางจริงจัง ดูเหมือนว่าตั้งใจมาขอโทษจริงๆ 


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะพรืดอย่าง.อดไม่ได้ ก่อนจะกล่าวเย้ยหยัน “ข้าดูเหมือนคนโง่นักหรืออย่างไร หากจะพูดอีกอย่าง เจ้าคิดว่าตัวเองฉลาดมากนักหรือ?”


แม่จางอึ้งกับคำพูดของอีกฝ่าย และตระหนักได้ทันทีว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนที่จะหลอกได้ง่ายๆ


“ฮูหยินเข้าใจผิดแล้ว พวกเราแค่คิดจะไถ่โทษจริงๆเจ้าค่ะ!”


นางทำท่าร้อนรน ราวกับกลัวว่าเหอจิ่วเหนียงจะเข้าใจพวกนางผิด


หากถูกจับเจตนาแฝงได้ขึ้นมาละก็ เกียรติและศักดิ์ศรีของพวกนางต้องป่นปี้แน่


“ได้ ในเมื่อเจ้าไม่ยอมรับ เช่นนั้นก็ให้คนอื่นมาช่วยตัดสินก็แล้วกัน ดูซิว่าพวกเจ้าตั้งใจมาขอโทษจริงๆ หรือว่ามีเจตนาแอบแฝงกันแน่”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยจบก็ชะเง้อมองไปรอบๆ วันนี้หิมะตก จึงไม่มีคนออกจากบ้าน นางจึงให้คนไปเคาะประตูเรียกชาวบ้านใกล้ๆให้มาใส่ใจเรื่องนี้กันหน่อย


จางซุ่ยยาอยากขัดขวาง แต่ผู้เป็นมารดากลับคว้าแขนห้ามเอาไว้ นางคิดว่า คนมาดูเยอะๆ ก็ดีเหมือนกัน หลังจากเรื่องบานปลายขึ้นมา ต่อให้ครอบครัวลู่ไม่อยากรับบุตรสาวนางไว้ก็คงจะยากแล้ว ไม่แน่คนเหล่านั้นอาจเป็นกำลังสนับสนุนบุตรสาวของนางก็ได้


แม้จางซุ่ยยาจะไม่รู้ว่ามารดากำลังคิดสิ่งใดอยู่ แต่นางก็รู้ว่ามารดาของตนไม่มีทางทำร้ายนางแน่นอน จึงไม่ได้คัดค้าน


ไม่นานก็มีชาวบ้านมามุงดูจำนวนไม่น้อย ส่วนใหญ่เป็นสตรีด้วยกัน มีทั้งสตรีที่ทำงานในโรงงานของครอบครัวลู่ และสตรีที่ไม่ได้ทำงานในโรงงาน


เพื่อให้เหล่าผู้ชมได้รับชมมหรสพกันอย่างเพลิดเพลิน เหอจิ่วเหนียงจึงให้คนนำเมล็ดแตงโมหลากหลายรสชาติมาแจกจ่าย เพิ่มอรรถรสในการรับชม


“ฮูหยินสาม สองแม่ลูกคู่นี้เป็นใครหรือเจ้าคะ คงไม่ได้มาหาเรื่องกระมัง?” มีคนถามขึ้นอย่างใคร่รู้ระหว่างที่ปากยังคงแทะเมล็ดแตงโมไปด้วย 


เหอจิ่วเหนียงจึงถือโอกาสนี้พูดทันที “มาหาเรื่องหรือไม่ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน ให้เยว่เสวี่ยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นคร่าวๆ ให้ทุกคนได้ฟังก่อนก็แล้วกัน”


ฮูหยินสามส่งสายตาให้เยว่เสวี่ย สาวใช้ผู้ถูกมอบหมายจึงเล่าเรื่องที่จางซุ่ยยาพยายามให้ท่าลู่ไป่ชวนให้ทุกคนฟัง และบอกถึงเจตนาการมาที่นี่ของสองแม่ลูกคู่นี้พร้อมสรรพ


เมื่อเล่าจบ เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันได้กล่าวอะไร กลุ่มชาวบ้านก็ส่งเสียงเยาะเย้ยขึ้นทันที


“หน็อย สองแม่ลูกคู่นี้คิดการใหญ่ซะจริง! นี่ตั้งใจจะเข้าหานายท่านสามชัดๆ!”


“นั่นสิ คนผู้นี้ช่างไม่รู้จักเจียมตัวเอาซะเลย ดูสภาพตัวเองแล้วหันไปดูฮูหยินสามหน่อยเถอะ คิดว่าตัวเองดีเลิศมากนักหรืออย่างไร?”


“ให้ตายเถอะ นางคางคกนี่คงไม่เคยส่องดูเงาตัวเองบ้างเลยสินะ! อย่าว่าแต่นายท่านสามเลย ต่อให้เป็นลูกชายข้าก็อาจไม่ชำเลืองมองนางด้วยซ้ำ ดูหน้าตานางสิ เห็นแล้วน่าขยะแขยงจริงๆ!”


ฟังคำพูดเหล่านี้พร้อมกับมองสีหน้าเดี๋ยวเขียวเดี๋ยวซีดของสองแม่ลูกแซ่จางไปด้วยแล้ว เหอจิ่วเหนียงรู้สึกสะใจยิ่งนัก ไม่เสียแรงที่แจกเมล็ดแตงโมหลากหลายรสชาติกับผู้ชมเหล่านี้ไป!


ตอนที่ 640: เป็นถึงขุนนางใหญ่ จะให้คนอื่นมาข่มขู่ได้อย่างไร


แม้แต่ชาวบ้านทั่วไปยังดูออก แต่สองแม่ลูกคู่นี้กลับมั่นใจว่าเหอจิ่วเหนียงจะดูไม่ออก ช่างดูถูกกันเกินไปแล้วกระมัง


เหอจิ่วเหนียงโกรธมากจริงๆ


ผลลัพธ์ของความโกรธก็คือ ไม่ว่าชาวบ้านจะพูดจารุนแรงเพียงใด นางก็ทำเป็นไม่ได้ยิน เพียงยิ้มและมองไปยังสองแม่ลูกที่นั่งหน้าซีดเผือดอยู่บนพื้นเท่านั้น


ในตอนแรก สองแม่ลูกสกุลจางยังมีท่าทีมั่นใจไม่หวั่นกลัว แต่พอได้ยินคำพูดเหล่านี้ ซึ่งส่งผลร้ายต่อพวกนาง จึงเกิดความร้อนรุ่มขึ้นในบัดดล


นี่ไม่ใช่ผลลัพธ์ที่พวกนางต้องการนี่!


พวกนางมาแสดงความขอโทษ ไม่ได้มานั่งเป็นตัวตลกให้ทุกคนต่อว่าเช่นนี้!


แม่จางเห็นท่าไม่ดี จึงรีบกล่าวขึ้น “ฮูหยิน พวกเราตั้งใจมาขอโทษจริงๆนะเจ้าคะ ไม่ได้คิดจะกระทำเรื่องร้ายใดๆเลย อาจเป็นเพราะเมื่อครู่ข้าพูดผิดไปจึงทำให้ท่านเข้าใจผิด แต่พวกเราแค่อยากมาขอโทษจริงๆเจ้าค่ะ”


คำพูดนี้ตีความได้ว่า เหอจิ่วเหนียงเป็นคนใจแคบ เห็นๆกันอยู่ว่าพวกนางมาขอโทษ กลับพูดบิดเบือนว่าพวกนางมีเจตนาแอบแฝง


ไม่รอให้ทุกคนได้พูดอะไร แม่จางก็พูดต่อ “ซุ่ยยาลูกสาวข้าอายุยังน้อย ไม่รู้ประสีประสา ล่วงเกินผู้สูงศักดิ์เป็นเรื่องที่ไม่สมควรจริงๆ โปรดฮูหยินให้โอกาสพวกเราได้ชดใช้ความผิดด้วยเถิดเจ้าค่ะ”


คำพูดนี้สร้างภาพลักษณ์ให้ตัวเองดูต่ำต้อยเหลือเกิน พวกนางเป็นแค่ชาวบ้านตัวเล็กๆผู้น่าสงสาร เหอจิ่วเหนียงกลับกลายเป็นคนที่ใช้อำนาจกดขี่ข่มเหงชาวบ้านอย่างไร้เหตุผล


เมื่อได้ฟังถึงตรงนี้ เหอจิ่วเหนียงจำต้องนับถือสตรีแซ่จางผู้นี้จริงๆ เป็นแค่ครอบครัวชาวนายังเจ้าเล่ห์เพทุบายถึงเพียงนี้ หากเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ ถูก.อบรมเลี้ยงดูมาตั้งแต่เด็กๆ และคุ้นเคยกับเรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่เล็กๆ ไม่แน่ตอนนี้อาจกลายเป็นมือมืดที่อยู่เบื้องหลังไปแล้วก็ได้


อุบายพวกนี้ จางซุ่ยยาไม่อาจเทียบได้เลย


แต่ถึงกระนั้น เมื่ออยู่ต่อหน้าเหอจิ่วเหนียง แผนการเหล่านี้ก็ใช้ไม่ได้ผลอยู่ดี เพราะเหอจิ่วเหนียงนับว่าเป็นปรมาจารย์เชียวละ!


“ถ้าหากข้าไม่ให้ล่ะ? เจ้าจะเอาหัวพุ่งชนกำแพงตายต่อหน้าข้าหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงเล่นกับเล็บตนเอง ยังคงทำท่าไม่สะทกสะท้าน ใครเห็นก็ต้องโกรธ


แม่จางเห็นอีกฝ่ายมีท่าทีเช่นนี้ก็ยิ่งร้อนรนใจ ไม่รู้ต้องพูดเช่นไรต่อ


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยต่อ “เห็นแก่อาสะใภ้หลี่ ข้าจะไม่เอาความกับพวกเจ้า กลับไปซะเถอะ… อ้อจริงสิ หากยังคิดเรื่องที่ไม่ควรคิดอีกละก็ ข้าไม่มีทางเมตตาอีกเป็นแน่”


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าวันนี้ดูละครจนพอใจแล้ว พอแค่นี้ก่อน พรุ่งนี้ค่อยมาดูยกที่สองต่อ


นางประเมินว่าสองแม่ลูกคู่นี้ต้องมาอีกแน่นอนในวันพรุ่งนี้ หากไม่ได้ดั่งใจปรารถนา คนเช่นนี้ไม่มีทางยอมรามือง่ายๆ


เช่นนั้น คนที่มีความคิดชั่วๆ ก็ควรชดใช้ให้กับความละโมบโลภมากของตัวเอง


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยจบก็หันไปยิ้มตาหยีขอบคุณชาวบ้านที่มาร่วมสนุก ไม่มีท่าทางวางมาดเหมือนที่ใช้กับสองแม่ลูกแซ่จางเลย เห็นได้ชัดว่าจงใจทำให้สองแม่ลูกหงุดหงิด


ทุกคนยิ้มหัวเราะอย่างพึงพอใจ และแสดงท่าทางบอกว่าไม่เป็นไร ไม่ต้องขอบคุณ


“จริงสิ ฮูหยินสาม เมล็ดแตงโมบ้านท่านคั่วอย่างไรกัน ถึงได้หอมเช่นนี้ มีแบ่งขายหรือไม่ ข้าอยากซื้อไปนั่งแทะในวันปีใหม่สักหน่อย!”


มีคนถือโอกาสนี้ถามขึ้น เมล็ดแตงโมที่มีโดยทั่วไปแล้วจะไม่ใส่อะไรลงไปเลย แค่คั่วแห้งๆให้พอสุกก็เป็นอันใช้ได้ แต่เมล็ดแตงโมของครอบครัวลู่กลับหอมมาก ทั้งยังมีความหวานที่เปลือกอีกด้วย ทำให้คนกินถึงกับรู้สึกเสียดายที่จะคายเปลือกออกมา ต้องดูดรสชาติที่เปลือกให้หมดก่อนจึงจะยอมคาย


“เมล็ดแตงโมพวกนี้ไม่ได้มีราคาอะไรหรอก ที่บ้านคั่วเอาไว้แทะกินเล่นๆตอนปีใหม่เท่านั้น หากทุกคนชอบ เดี๋ยวข้าจะให้คนเอาไปส่งให้ที่บ้านคนละตะกร้า!”


ของเหล่านี้นางหยูทำกับเหล่าสาวใช้ วิธีการทำแน่นอนว่ามาจากตำราอาหารที่เหอจิ่วเหนียงมอบให้ ตอนนี้ในหอสุราก็มีขนมกินเล่นให้บริการโดยไม่คิดเงินมากมายหลายอย่าง รวมไปถึงเมล็ดแตงโมนี้ด้วย


แม้จะไม่ใช่ของมีค่า แต่ก็สามารถเรียกลูกค้าได้มากทีเดียว ดังนั้นที่บ้านจึงมีเตรียมเอาไว้ตลอด การแจกจ่ายให้ทุกคน คนละตะกร้าเล็กๆไม่ถือว่าเป็นปัญหาอะไร


“ไอ้หยา เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณฮูหยินสามเอาไว้ตรงนี้แล้ว ตอนนี้ฮูหยินเป็นถึงภรรยาขุนนาง แต่ยังทำตัวเป็นกันเองกับพวกเราเหมือนเมื่อก่อน ไม่วางมาดเลยแม้แต่น้อย นี่ไม่ใช่สิ่งที่เด็กบ้านนอกคนหนึ่งจะขึ้นมาเทียบได้!”


คำชมนี้ได้รับการยอมรับจากทุกคน ทุกคนจึงพากันสนับสนุนด้วย เหอจิ่วเหนียงฟังแล้วอารมณ์ดียิ่งนัก หางตาเหลือบไปเห็นสองแม่ลูกคู่นั้นฉวยโอกาสเผ่นหนีไปแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะไม่ได้กลับหมู่บ้านตัวเอง น่าจะไปที่บ้านสกุลหลี่

.....

“ท่านแม่ นางนั่นมันทำเกินไปแล้ว! ตอนนี้เราจะทำเช่นไรต่อดีเจ้าคะ?”


จางซุ่ยยาร้อนรุ่ม หากเข้าไปอยู่ในบ้านครอบครัวลู่ไม่ได้  แล้วนางจะเอาโอกาสไหนเข้าใกล้ลู่ไป่ชวนล่ะ


วันนี้นางเห็นสาวใช้ของครอบครัวลู่หลายๆคน แต่ละคนรูปร่างหน้าตา.งดงามทั้งนั้น นางต้องรีบเข้าไปอยู่ในบ้านครอบครัวลู่ให้ได้ แล้วค่อยๆสู้กับสาวใช้พวกนั้นทีละคน เช่นนี้จึงจะดึงดูดสายตาของลู่ไป่ชวนได้อย่างแท้จริง


แต่ตอนนี้ แม้แต่โอกาสจะได้เข้าไปยังยากเย็น นาง.อดโมโหไม่ได้จริงๆ!


“หรือข้าไปโวยวายที่หน้าบ้านพวกเขาเลยดีหรือไม่เจ้าคะ ไปโวยวายเอาเรื่องว่านายท่านสามลู่ผิดผีข้าแล้ว ทำให้พวกเขาจำต้องรับข้าเข้าบ้าน?”


จางซุ่ยยากล่าวจบก็รู้สึกว่าความคิดนี้ของตัวเองไม่เลวเลย แม้ตนจะเสียชื่อเสียงไปบ้าง แต่ขอเพียงเข้าไปในครอบครัวลู่ได้ ต่อไปก็จะมีชีวิตที่สุขสบาย ไม่ต้องสนใจชื่อเสียงอะไรนั่นแล้ว 


“พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า!” แม่จางหันขวับไปจับจ้องบุตรสาวด้วยสายตาไม่พอใจ “คนบ้านนั้นรักษาหน้าตาเป็นที่สุด ขืนเจ้าทำเรื่องใหญ่โตจนทำลายชื่อเสียงพวกเขา เจ้าคิดว่าพวกเขาจะปล่อยให้เจ้าอยู่เป็นสุขอย่างนั้นหรือ? เมื่อถึงตอนนั้น อย่าว่าแต่เจ้าเลย ครอบครัวเราทั้งครอบครัวก็พลอยเดือดร้อนไปด้วย! ข้าสอนเจ้ามาตั้งแต่เด็กๆ ว่าหัดใช้สมองให้มันเยอะๆหน่อย เหตุใดเจ้าถึงยังโง่เง่าเช่นนี้ฮะ!”


หญิงมีอายุถลึงตาอย่างโมโห ลูกสาวของนางโง่จนไร้ทางเยียวยาแล้ว!


ตามที่จางซุ่ยยาพูดมา นั่นเป็นการข่มขู่โดยตรง อีกฝ่ายเป็นถึงผู้มีอำนาจใหญ่ จะยอมให้ใครก็ไม่รู้มาข่มขู่โง่ๆได้อย่างไร


จางซุ่ยยากัดฟันกรอด คิดไม่ออกแล้วว่าจะทำเช่นไรต่อ ได้แต่เดินตามมารดาไปที่บ้านสกุลหลี่อย่างไม่พอใจ


ตั้งแต่วันนี้โรงงานครอบครัวลู่เริ่มหยุดงานช่วงเทศกาลพอดี ครอบครัวหลี่จึงอยู่บ้านกันพร้อมหน้า จัดการปัดกวาดเช็ดถูภายในบ้านและจัดเตรียมข้าวของฉลองปีใหม่ อีกสามวันก็เป็นวันสิ้นปีแล้ว ต้องรีบเร่งมือ


เมื่อก่อนงานเหล่านี้ล้วนเป็นหน้าที่ของสตรีในบ้าน แต่ปีนี้จำนวนความต้องการของเป็ดดำลู่และเสื้อผ้าค่อนข้างมาก โรงงานครอบครัวลู่จึงเปิดทำงานล่วงเวลา แรงงานที่สนใจทำงานจะได้รับค่าแรงสามเท่าต่อวัน ดังนั้นทุกคนจึงเต็มใจทำงานล่วงเวลากัน รวมถึงแรงงานบ้านสกุลหลี่


เมื่อง่วนอยู่กับการทำงานที่โรงงาน สตรีสกุลหลี่จึงแทบไม่มีเวลาตระเตรียมของปีใหม่ แต่ดีที่ทุกคนในบ้านต่างช่วยกันคนละไม้คนละมือ ไม่ว่าจะเป็นเด็ก คนเฒ่าคนแก่ หรือบุรุษในบ้าน เมื่อทุกคนช่วยกันจึงไม่ได้วุ่นวายมากนัก


สิ่งเหล่านี้ล้วนเรียนรู้มาจากครอบครัวลู่ทั้งสิ้น บุรุษครอบครัวลู่ไม่ได้มีความคิดที่ว่างานเหล่านี้เป็นเรื่องเหยาะแหยะน่าอายแต่อย่างใด โดยเฉพาะเรื่องที่ลู่เหอหรงคอยดูแลภรรยาที่อยู่ไฟหลังคลอด เรื่องนี้เป็นที่แพร่สะพัดไปทั้งหมู่บ้าน หลายคนจึงรู้สึกว่าบุรุษครอบครัวลู่คือบุรุษที่แท้จริง


แน่นอนว่ายังมีคนบางส่วนที่มองว่า ลู่เหอหรงทำเรื่องที่ทำให้พวกบุรุษต้องอับอาย เป็นถึงช้างเท้าหน้า เป็นถึงเพศที่แข็งแกร่ง ไปทำเรื่องหยุมหยิมพวกนั้นด้วยเหตุใดกัน


แต่ตอนนี้ในหมู่บ้านอันผิง คนส่วนมากที่ทำงานให้กับครอบครัวลู่ล้วนเป็นสตรี ผู้หญิงจึงยิ่งมีสิทธิ์มีเสียงในครอบครัวมากขึ้น ความคิดเหล่านี้จึงถูกพูดกันอยู่เพียงในวงแคบ เพราะทุกคนล้วนรู้ดีว่า ครอบครัวลู่มีอิทธิพลต่อหมู่บ้านมาก


ครอบครัวลู่ไม่ได้มีเพียงลู่เหอหรงเท่านั้นที่รักและทะนุถนอมภรรยา ลู่จิ้งซวน ลู่ไป่ชวน ท่านผู้เฒ่าลู่ รวมไปถึงลูกเขยของครอบครัวลู่ก็รักและทะนุถนอมภรรยามากเช่นกัน สิ่งนี้กลายเป็นตัวอย่างให้กับคนในหมู่บ้านเริ่มทำตาม ประพฤติดีต่อภรรยาตนเอง นานวันเข้าข้อครหาส่วนน้อยเหล่านั้นจึงไม่หลงเหลืออีกแล้ว


พ่อลูกสกุลหลี่ก็ได้รับอิทธิพลนี้มาด้วยเช่นกัน พวกเขาทำงานบ้านโดยที่ไม่ได้รู้สึกว่า สิ่งเหล่านี้จะเป็นเรื่องไม่เหมาะสมหรือเรื่องที่น่าอาย


ทว่าภาพเหตุการณ์นี้ ทำให้แม่จางที่เข้ามาเห็น ถึงกับตกตะลึงจนตาค้าง


จบตอน

Comments