single mom ep641-650

ตอนที่ 641: แม่หลี่เลือกเผชิญหน้าตรงๆ


“น้องรอง เจ้าทำอะไรน่ะ!? พวกเจ้าก็ด้วย พวกเจ้าเป็นผู้ชาย เหตุใดถึงมาทำงานบ้านซึ่งเป็นหน้าที่ของผู้หญิงเช่นนี้?”


แม่จางลืมจุดประสงค์ในการมาเยือนของตนไปอย่างสิ้นเชิงและฉับพลัน ถลันเข้าไปแย่งไม้กวาดจากมือพ่อหลี่ สีหน้าท่าทีไม่อยากเชื่อกับภาพเหตุการณ์ตรงหน้าเป็นอย่างมาก


เมื่อเห็นแม่หลี่เดินออกมา แววตาแม่จางก็ฉายแววอาฆาต


เมื่อวานตบตีบุตรสาวของนางไปไม่พอ วันนี้ยังให้น้องชายกับพวกหลานชายของนางทำงานบ้านอีก หากเรื่องนี้รู้ไปถึงไหน จะไม่ถูกหัวเราะเยาะไปถึงนั่นหรอกหรือ!


พวกหลี่ต้าหนิวสามพี่น้องต่างมีปฏิกิริยางุนงง พวกเขาไม่ได้มองว่าการที่พวกตนทำงานบ้านจะเป็นปัญหาตรงไหน อีกทั้งตอนนี้ผู้ชายในหมู่บ้านต่างก็ทำงานพวกนี้กันทั้งนั้น และพวกเขาก็ยังหนุ่มมีเรี่ยวมีแรง งานใช้แรงแค่นี้เหตุใดพวกเขาจะทำไม่ได้


ส่วนพ่อหลี่ เมื่อเห็นว่าผู้เป็นพี่สาวมาเห็นตนทำงานหยุมหยิมเหล่านี้ ก็เกิดความรู้สึกประดักประเดิด ต้องบอกก่อนว่า เมื่อก่อนเขาไม่ยอมทำงานเหล่านี้เด็ดขาด แต่พอเห็นบุรุษในครอบครัวลู่ทำ ต่อมาบุรุษคนอื่นๆในหมู่บ้านก็เริ่มทำตาม จนกลายเป็นค่านิยมในหมู่บ้านไปแล้ว ฉะนั้นต่อให้เขาไม่เต็มใจ สุดท้ายก็ต้องทำอย่างเลี่ยงไม่ได้


ถึงอย่างไรบุรุษในหมู่บ้านล้วนทำงานพวกนี้กันไปหมดแล้ว ไม่มีใครมาหัวเราะเยาะใครทั้งนั้น ดังนั้นเขาจึงลดความเป็นอัตตาลง และเปิดใจทำงานบ้านอย่างเต็มใจ


แต่พอวันนี้พี่สาวมาเห็น ความรู้สึกน่าอายและไม่รู้จะอธิบายอย่างไรก็ตีเข้าหน้าเขาอย่างจัง


“พะ…พี่…พี่หญิงใหญ่ ท่านมาได้อย่างไร?”


พ่อหลี่ยืนตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ ไม่รู้ควรเอามือวางไว้ที่ไหน ชั่วขณะนั้นบรรยากาศพลันเปลี่ยนเป็นอึดอัด


แม่จางจ้องหน้าน้องชายของตนเขม็ง รอให้เขาอธิบายโดยที่ไม่สนใจแม่หลี่เลย


แม้แม่หลี่จะไม่รู้ว่าพี่สาวสามีมาที่นี่ด้วยเหตุใด แต่ก็หันไปส่งสายตาให้กับบุตรชายคนโต


หลี่ต้าหนิวตอบสนองได้อย่างทันท่วงที “ท่านป้าเข้าใจผิดแล้วขอรับ ครอบครัวเราออกไปทำงานทุกวันยุ่งกันมาก วันนี้เพิ่งจะได้หยุด ทุกคนจึงต้องช่วยกันทำงานบ้านคนละไม้คนละมือ ไม่อย่างนั้นคงไม่ทันวันปีใหม่แน่ ชาวบ้านในหมู่บ้านทุกคนก็เป็นเช่นนี้เหมือนกันขอรับ”


เจตนาของหลี่ต้าหนิวมีเพียงแค่ต้องการแก้ไขสถานการณ์ให้กับผู้เป็นบิดา แต่ในมุมของแม่จาง กลับมองว่าหลานชายกำลังโอ้อวดความสัมพันธ์ระหว่างครอบครัวพวกเขากับครอบครัวลู่ และที่สำคัญ กำลังปกป้องน้องสะใภ้ตัวร้ายของนางอยู่ด้วย!


จากที่ฟังจางซุ่ยยาเล่าเมื่อคืน น้องสะใภ้ผู้นี้ถึงขั้นคิดจะตัดญาติขาดมิตรกับครอบครัวนาง หากไม่ใช่เพราะน้องชายของนางห้ามไว้ ไม่รู้ว่าเรื่องจะเลยเถิดไปถึงไหนแล้ว


เฮอะ ช่างน่าขันเสียจริง! น้องรองเป็นน้องชายแท้ๆของนางนะ ในตัวเขามีสายเลือดเดียวกับนางอยู่ สตรีผู้นี้คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน ถึงคิดว่าจะสามารถทำลายสายสัมพันธ์พี่น้องของพวกเขาได้!


“‘ชาวบ้านทุกคนก็ทำเช่นนี้เหมือนกัน’ อย่างนั้นหรือ? เฮอะ! คิดจะหลอกใครกัน? รู้ๆกันอยู่ว่างานพวกนี้เป็นหน้าที่ของผู้หญิง เหตุใดต้องให้ผู้ชายในบ้านเข้ามาทำด้วย? หากเรื่องนี้คนอื่นมารู้เข้าแล้วจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน? ต้าหนิว เจ้านี่จริงๆเลย ไม่ได้เจอกันแค่ไม่นาน เหตุใดถึงไม่มีความเป็นชายไปเสียแล้วล่ะ ไปร่ำเรียนมาจากใครกัน?”


ประโยคตำหนิเหล่านี้ หากไม่ใช่คนที่มีวิจารณญาณบกพร่อง ก็ล้วนเข้าใจได้ทันทีว่าเป็นการต่อว่าแม่หลี่อ้อมๆ ทว่าแม่หลี่เพียงยืนฟังเงียบๆ ไม่ได้เอ่ยทัดทานแต่อย่างใด …นางทำเหมือนไม่ได้ยินคำพูดเหล่านั้น


พ่อหลี่เหลือบมองภรรยาของตนเล็กน้อย และยิ่งรู้สึกพิพักพิพ่วนหนักขึ้น แม้เขาเป็นคนรับหน้าที่ทำงานพวกนี้เอง แต่เมื่อถูกพี่สาวต่อว่าอย่างจังเช่นนี้ก็เกิดความรู้สึกไม่สบายใจขึ้นมาอย่างอดไม่ได้ ขณะที่เขากำลังคิดหาคำพูด หลานชายคนโตของเขาที่กำลังกวาดหิมะอยู่ข้างๆ ก็เอ่ยขึ้น “ท่านย่าใหญ่ (พี่สาวของปู่) ท่านพูดเช่นนี้ไม่ถูกนะขอรับ!”


เด็กคนนี้ยังไม่โตมาก ทว่าน้ำเสียงกลับหนักแน่นเกินวัย


“งานบ้านก็เป็นงานที่ใช้แรงและเหนื่อยมากเหมือนกัน ก็ควรให้ผู้ชายช่วยทำน่ะถูกแล้วขอรับ ท่านย่าใหญ่ ท่านแม่กับท่านอาสะใภ้เป็นผู้หญิง เรี่ยวแรงไม่ได้เยอะเหมือนพวกท่านพ่อ หากให้พวกนางทำงานพวกนี้ทั้งหมด ไม่เพียงแค่ช้าเท่านั้น ยังเป็นการทำลายสุขภาพของพวกนางด้วย แต่ถ้าพวกข้าทำละก็ ไม่เพียงงานเสร็จเร็วเท่านั้น ยังทำให้ความสัมพันธ์ของพวกเราดีขึ้นอีกด้วยขอรับ”


คำพูดนี้เด็กชายเคยได้ยินท่านย่าลู่ (นางซุน) พูดมาก่อน เมื่อก่อนตอนที่ท่านย่าลู่ยังไม่ไปอยู่ที่เมืองหลัก นางมักจะออกมานั่งสนทนากับเพื่อนบ้านเสมอ ตอนนั้นเขาอยู่แถวนั้นพอดี จึงบังเอิญได้ยินเข้าและจดจำจนขึ้นใจ


ท่านย่าลู่บอกว่า เป็นบุรุษอยู่นอกบ้านจงองอาจห้าวหาญ อยู่ในบ้านจงอ่อนโยนและทะนุถนอมต่อภรรยา สามีภรรยารักและเกื้อกูลกัน เช่นนี้ครอบครัวจึงจะสุขสมบูรณ์แบบ


ที่วิถีชีวิตของครอบครัวลู่เป็นไปอย่างผาสุก ก็เพราะทุกคนในบ้านถูกปลูกฝังสิ่งดีงามเหล่านี้ลงไปในจิตสำนึกจน.งอกงาม ตอนนั้นคนที่อยู่ตรงนั้นได้ฟังต่างก็รู้สึกว่าคำพูดนี้มีเหตุผล เขาเองก็รู้สึกเห็นด้วยเช่นกัน พอกลับบ้านมาจึงเล่าให้ท่านย่าฟัง ท่านย่าก็รู้สึกเห็นด้วย จึงหยิบยกคำพูดของท่านย่าลู่มา.อบรมสั่งสอนท่านพ่อกับท่านอาทั้งสองของเขา ที่ผ่านมาก็ไม่ได้รู้สึกว่าการช่วยเหลือเกื้อกูลกันจะผิดตรงไหน คิดไม่ถึงเลยว่าวันนี้จะได้เห็นท่านย่าใหญ่มาโวยวายที่บ้านของเขาในเรื่องนี้


“นี่! เด็กอย่างเจ้าจะไปเข้าใจอะไรฮะ! ผู้ใหญ่กำลังคุยกันอยู่ เจ้าเป็นเด็กมาแทรกปากได้อย่างไร เจ้านี่นะ นับวันยิ่งไร้การศึกษาขึ้นเรื่อยๆ!” 


แม่จางโวยวายเสียงแหลมใส่หลานชาย จากนั้นก็หันมาหยามเหยียดน้องชายคนรอง “โบราณว่าไว้ จะแต่งงานทั้งทีต้องหาภรรยาที่ดีมีคุณธรรม แต่ตอนนั้นเจ้าดึงดันจะแต่งงานกับนางให้ได้ พอเจ้าสมปรารถนาแล้วเป็นอย่างไร? เจ้าดูซิ แม้แต่หลานของเจ้าก็ปากดีไม่เคารพย่าใหญ่อย่างข้าแล้ว มิน่าล่ะ เหตุใดเมื่อคืนซุ่ยยาถึงเกือบถูกตบตีจนตาย เมียใจร้ายของเจ้าอยากทำลายความสัมพันธ์พี่น้องของเราให้ขาดสะบั้นสินะ!”


นางไม่สนอีกแล้วว่าแม่หลี่ก็อยู่ตรงนี้ด้วย กล่าวโทษออกมาตรงๆ ใบหน้าแดงก่ำถมึงทึง ไร้ซึ่งรอยยิ้มเหมือนครั้นที่พ่อหลี่สามพ่อลูกไปส่งจางซุ่ยยาที่บ้านเมื่อคืน


หลี่ต้าหนิวกับหลี่เอ้อร์หนิวที่เมื่อคืนติดตามไปด้วยเบิกตากว้างด้วยความตกใจ คิดไม่ถึงว่าท่านป้าจะเปลี่ยนไปเร็วขนาดนี้ ราวกับเป็นคนละคนก็มิปาน


สะใภ้ทั้งสองมีท่าทีร้อนรน อยากจะพูดแทนแม่สามีสักสองสามประโยค อย่างไรก็เท่ากับเป็นการพูดเพื่อตัวเองด้วย แต่กลับถูกแม่หลี่ห้ามไว้


แม่หลี่ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะกล่าวใบหน้าเรียบนิ่ง “หากจะพูดถึงการอบรมสั่งสอนละก็ ข้าไม่อาจเทียบพี่หญิงได้เลยจริงๆเจ้าค่ะ เพราะข้าไม่ได้สอนให้ลูกชายทั้งสามเป็นคางคกขี้เกียจที่เอาแต่รอกินเนื้อหงส์ ส่วนลูกสาวอีกสองคนข้าก็ไม่ได้สอนให้เอาแต่ใจ ไม่รู้จักเจียมตัว กล้าคิดปรารถนาในสิ่งที่ไม่ใช่ของตัวเอง”


แม่หลี่ตอนไม่พูดก็ยังไม่เท่าไร แต่พอเอ่ยวาจาออกมาแล้วทำเอาแม่จางถึงกับเสียหลักพูดไม่ออกไปเลยทีเดียว


นี่กำลังต่อว่านางชัดๆ! หาว่านาง.อบรมสั่งสอนจางซุ่ยยาให้เป็นคางคกที่เอาแต่รอกินเนื้อหงส์!


ทันใดนั้นนางจางก็เตรียมระเบิดโทสะให้ตายกันไปข้าง ทว่าเสี้ยวอึดใจเพียงแวบเดียวนางกลับได้สติและนึกขึ้นได้ว่า ที่ตนเองมาที่นี่ในวันนี้ ก็เพราะมีเรื่องที่ต้องการความช่วยเหลือจากแม่หลี่ ฉับพลันทันใด คนที่มีไฟสุมอยู่เต็มอกจึงสามารถสะกดกลั้นความโกรธเอาไว้อย่างรวดเร็ว


จัดการเรื่องซุ่ยยาให้เรียบร้อยก่อนเถอะ แล้วค่อยจัดการกับนางสารเลวนี่ก็ยังไม่สาย!


“หึ ช่างเถอะ! ที่ข้ามาวันนี้ก็ไม่ใช่เพราะเรื่องพวกนี้ เข้าไปคุยกันในบ้านเถอะ”


ก่อนหน้านี้ไปยืนหนาวจนตัวแข็งอยู่ที่หน้าบ้านครอบครัวลู่ตั้งนานแล้ว เหตุใดจะต้องมายืนหนาวอยู่หน้าบ้านน้องชายตัวเองอีกล่ะ สองแม่ลูกสกุลจางเดินนวยนาดเข้าไปในตัวบ้านสกุลหลี่เองโดยไม่ต้องรอให้เจ้าบ้านเชิญ


คนสกุลหลี่ต่างหันมองหน้ากัน สังหรณ์ในใจว่าต้องไม่ใช่เรื่องดีแน่ แต่ก็ต้องเดินตามเข้าไป ด้วยอยากรู้เช่นกันว่าสองแม่ลูกคู่นี้คิดจะทำเรื่องเลวทรามอะไรอีก


“หากพี่หญิงมาเพราะเรื่องที่ข้าสั่งสอนซุ่ยยาเมื่อวานละก็ ข้าไม่อาจเอ่ยคำขอโทษพี่หญิงได้จริงๆ สถานการณ์ของครอบครัวข้าเป็นเช่นไร พี่หญิงเองก็น่าจะรู้ดี แต่ซุ่ยยากลับไม่รู้จักวางตัว หากยังไม่รู้ว่าอะไรควรไม่ควรอีก ครอบครัวของข้าต้องถูกครอบครัวลู่เลิกจ้างงานแน่ ถึงตอนนั้น หากครอบครัวพี่หญิงมาขอหยิบยืมข้าวสารอาหารแห้งอะไร ทางเราก็คงจะไม่มีให้แล้ว”


แต่ไหนแต่ไรมา แม่หลี่หาใช่คนที่ยอมอ่อนข้อให้ใครง่ายๆ กลับกัน นางยังเป็นคนเด็ดเดี่ยวตรงไปตรงมาอีกด้วย เพียงแต่บ่อยครั้งเพราะนางเห็นแก่สามี จึงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับครอบครัวพี่หญิงใหญ่ แต่หากนางคิดเอาความขึ้นมาละก็ พี่หญิงใหญ่ผู้นี้ก็ใช่ว่าจะสู้นางได้


“อีกอย่าง เมื่อวานตั้งแต่ต้นจนจบ ข้าก็ตบหน้านางไปแค่ครั้งเดียวเท่านั้น แต่นางกลับส่งเสียงร้องครวญครางราวกับพ่อแม่ตายจากอย่างไรอย่างนั้น วันนี้ชาวบ้านในหมู่บ้านก็เอาไปเล่าลือต่างๆนานา หาว่าครอบครัวข้าทุบตีนางจนถึงขั้นพิกลพิการ พี่หญิงเองก็รู้ดีว่าใกล้เทศกาลปีใหม่เช่นนี้ ชื่อเสียงมันสำคัญมากเพียงใด เดี๋ยวนางก็อยากแต่งงานกับซานหนิวลูกข้า เดี๋ยวก็ไปให้ท่านายท่านสามลู่ นางทำลายชื่อเสียงของตัวเองไม่พอ ยังทำลายชื่อเสียงของลูกชายข้าด้วย แค่เหตุผลข้อนี้ ข้าไม่ตบตีนางมากกว่านี้ก็ปรานีแค่ไหนแล้ว!”


สะใภ้หลี่ทั้งสองคิดไม่ถึงเลยว่า เมื่อแม่สามีเผชิญหน้ากับพี่สาวของพ่อสามีในครั้งนี้ นางเลือกที่จะแข็งข้อ พวกตนคิดว่าจะต้องจบเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมาเสียอีก ท่านแม่ยิ้มรับเพราะเห็นแก่ท่านพ่อ และปล่อยให้ครอบครัวท่านป้าจางได้ประโยชน์ไป


ทว่าครั้งนี้… เห็นชัดว่า เรื่องครอบครัวลู่ เป็นฟางเส้นสุดท้ายของแม่สามีแล้วจริงๆ


ส่วนสองแม่ลูกสกุลจางก็ชัดเจนว่า ยังคงยืนหยัดทดสอบฟางเส้นสุดท้ายของแม่สามีครั้งแล้วครั้งเล่า


ตอนที่ 642: ลงไม้ลงมือกันแล้ว


“นี่เจ้า…เจ้า…!”


แม่จางทั้งอึ้งทั้งโกรธจนพูดไม่ออก คิดไม่ถึงว่าน้องสะใภ้ตัวดีจะกล้าพูดกับตนด้วยกิริยาวาจาเช่นนี้


“กรี๊ด! ข้าไม่อยากมีชีวิตอยู่แล้ว! น้องสะใภ้ เหตุใดเจ้าถึงกล้าพูดจากับพี่สาวของสามีตัวเองเช่นนี้!”


แม่จางเดือดดาลอย่างหนัก เหลือบมองน้องชายที่ไร้ความสามารถของตัวเองวูบหนึ่ง ก่อนจะทิ้งตัวลงกับพื้นแล้วเริ่มร้องตะโกนโวยวาย พฤติกรรมในตอนนี้เหมือนจางซุ่ยยาในเมื่อคืนไม่มีผิด


เมื่อคืนบ้านหลี่เกิดเรื่องเช่นนี้ไปรอบหนึ่งแล้ว ตอนนี้เพื่อนบ้านใกล้เคียงจึงเงี่ยหูฟังด้วยความสนใจ บางคนถึงขั้นปีนกำแพงแอบดู


แต่ยังดีที่ตอนนี้พวกครอบครัวหลี่อยู่ในตัวบ้าน ต่อให้มีคนแอบมองก็มองไม่เห็น ทว่าแค่ได้ฟังเสียง ก็พอจะจินตนาการถึงสถานการณ์ด้านในได้คร่าวๆแล้ว


ด้วยเห็นว่าน้องชายของตนพึ่งพาอะไรไม่ได้ แม่จางจึงต้องการใช้ชาวบ้านโดยรอบเหล่านี้กดดันแม่หลี่ ดวงตาของนางลอบสังเกตด้านนอกหน้าต่างวูบหนึ่ง เมื่อเห็นว่ามีคนปีนกำแพงมองเข้ามา จึงยิ่งส่งเสียงดังกว่าเดิม


ทว่าแม่หลี่หาได้สะทกสะท้านไม่ นางคิดว่าในเมื่อพี่สาวสามีทำตัวไร้ยางอายถึงขนาดนี้ แล้วนางยังต้องกังวลอะไรอีก


แม่หลี่เพียงยืนดูแม่จางส่งเสียงตะโกนอยู่อย่างนั้น โดยเลือกที่จะไม่พูดอะไรออกมา


“เจ้าเป็นน้องชายแท้ๆของข้า แต่กลับยืนมองข้าโดนเมียเจ้ารังแกเช่นนี้น่ะหรือ!? นางเป็นแค่คนนอก ข้ากับเจ้าต่างหากที่เป็นสายเลือดเดียวกัน แต่เจ้ากลับยอมทนเห็นนางรังแกข้าได้หรือ! หญิงปากร้ายที่ปฏิบัติต่อพี่สาวของสามีอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนี้ เจ้าควรจะสั่งสอนนางสิ ไม่อย่างนั้นวันหน้านางคงได้ข้ามหัวเจ้าเป็นแน่!”


แม่จางโวยวายเสียงดังอยู่นาน ทว่าก็ยังไม่เห็นแม่หลี่จะมีท่าทีตอบโต้แต่อย่างใด จึงเปลี่ยนเป้าหมายไปที่น้องชายตัวเอง


ต่อมาก็เริ่มดุด่าต่อว่าหลานชาย รวมไปถึงสองสะใภ้ สถานการณ์ยิ่งลุกลาม


พ่อหลี่อับอายขายหน้ามากจนทนไม่ไหว ถามด้วยสีหน้าขมขื่น “พี่หญิงใหญ่ ท่านคิดจะทำอะไรกันแน่ ข้างนอกมีคนมากมายดูอยู่ ท่านอย่าโวยวายไปเลย!”


“เจ้ารู้ด้วยหรือว่ามีคนกำลังดูอยู่ ข้าคิดว่าเจ้าจะไม่รู้จักอายซะแล้ว! ก็ถ้าหากเจ้ารู้จักอายจริง เหตุใดถึงยังยืนมองเมียตัวเองรังแกพวกเราสองแม่ลูกเช่นนี้อยู่ได้ล่ะ!”


พ่อหลี่ไม่รู้จะพูดเช่นไร เพราะเขารู้สึกว่า ภรรยาของตนไม่ได้ทำอะไรผิดเลย เป็นจางซุ่ยยาต่างหากที่คิดอยากได้ในสิ่งที่ไม่ถูกไม่ควร เหตุใดพี่หญิงใหญ่ถึงได้มั่นใจในเหตุผลของตัวเองนัก


เขาคิดมาตลอดว่าพี่หญิงใหญ่เป็นคนมีเหตุผลมาก แม้แต่เมื่อคืนที่ไปส่งจางซุ่ยยากลับหมู่บ้านกลางดึก พี่สาวก็ยังยิ้มยอมรับอยู่เลย นี่เพิ่งจะผ่านมายังไม่ถึงวัน นางกลับเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน


และในที่สุด แม่หลี่ที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้น “ร้องตะโกนพอหรือยัง บอกได้หรือยังว่าที่มาวันนี้ต้องการอะไร?”


แม่หลี่รู้ว่าพี่หญิงใหญ่มาด้วยตัวเองเช่นนี้ไม่มีทางแค่มาหาเรื่องทะเลาะอย่างเดียวแน่นอน ต้องมีจุดประสงค์อื่นเป็นแน่ รู้จักกันมายี่สิบกว่าปีแล้ว นางรู้จักนิสัยใจคอของสตรีผู้นี้ดีกว่าสามีนางเสียอีก


และแล้วก็เป็นจริงดังที่แม่หลี่คาด


แม่จางหยุดส่งเสียงโวยวาย ยกมือเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงลวกๆ ก่อนจะกระวีกระวาดลุกขึ้น


“เรื่องเมื่อคืนซุ่ยยาเล่าให้ข้าฟังแล้ว ข้าคิดว่าที่นางทำไปก็ไม่ได้ผิดอะไร”


ขณะพูดนางใช้น้ำเสียงต่ำเพื่อไม่ให้คนข้างนอกได้ยิน เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับชื่อเสียงของบุตรสาว จะให้คนนอกรู้ไม่ได้ หากเรื่องไปถึงหูครอบครัวลู่คงมิวายต้องประสบหายนะแน่


คนสกุลหลี่ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอึ้ง จางซุ่ยยาทำเรื่องไร้ยางอายออกหน้าออกตาซะขนาดนั้น ทว่าผู้เป็นแม่กลับยังบอกว่า บุตรสาวของตัวเองไม่ได้ทำอะไรผิด! 


เหอะๆ สมแล้วที่เป็นแม่ลูกกัน


“แล้วอย่างไร พี่หญิงใหญ่อยากให้พวกเราทำอะไร?”


แม่หลี่ข่มความรังเกียจเอาไว้ในใจ ถามด้วยสีหน้าเย็นชา


“ก็ต้องช่วยนางน่ะสิ! ครอบครัวเจ้ากับครอบครัวลู่มีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันไม่ใช่หรือ เจ้าช่วยไปพูดให้ครอบครัวลู่ตอบตกลงรับซุ่ยยาเข้าไปทำงานในบ้านหน่อยสิ ขอแค่ได้มีโอกาสใกล้ชิดครอบครัวลู่ ซุ่ยยาต้องคิดหาวิธีทำให้นายท่านสามลู่หลงใหลในตัวนางได้แน่ แล้วเมื่อถึงวันที่ซุ่ยยาของเราได้เป็นหนึ่งในสมาชิกครอบครัวลู่ พวกเจ้าเองก็พลอยได้ประโยชน์ไปด้วย”


วาจาเหล่านี้เปี่ยมความมั่นใจอย่างล้นหลาม ถึงขั้นสัมผัสได้ว่า สองแม่ลูกคู่นี้มองครอบครัวลู่เป็นสิ่งของที่อยู่ในกำมือของพวกนางไปแล้ว ชนิดที่ไม่มีทางหลุดรอดไปได้


แม่หลี่กับสองสะใภ้หลี่หันมองหน้ากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นแววความตกใจและความรังเกียจจากดวงตาของกันและกัน


ต้องหน้าด้านขนาดไหน ถึงจะกล้าพูดจาเช่นนี้ออกมา


แต่ครอบครัวหลี่ก็ไม่มีใครพูดแทรกแม่จาง ยังคงฟังนางพร่ำเพ้อต่อไป


“พวกเจ้าล้วนเป็นญาติของข้า ย่อมนับเป็นครอบครัวญาติฝ่ายแม่ของซุ่ยยาอยู่แล้ว ซุ่ยยาลูกสาวข้าให้ความสำคัญกับเรื่องบุญคุณคน วันหน้าไม่มีทางลืมตอบแทนพวกเจ้าแน่นอน เมื่อถึงตอนนั้น หากพวกเจ้าอยากเป็นผู้ดูแลโรงงานตัดเย็บเสื้อผ้าของครอบครัวลู่ก็ย่อมเป็นเรื่องเล็กน้อย ดังนั้นตอนนี้พวกเจ้าจะทำตัวเป็นจระเข้ขวางคลองไม่ได้นะ จะเสียเวลาอนาคตทั้งของซุ่ยยาและพวกเจ้าเอง!”


หลี่ซานหนิวทนฟังต่อไปไม่ได้แล้ว “ท่านป้า แล้วข้าล่ะขอรับ? ก่อนหน้านี้ยังจะให้ซุ่ยยาแต่งงานกับข้าอยู่เลย เหตุใดถึงได้เปลี่ยนความคิดเร็วเช่นนี้ล่ะขอรับ?”


ความจริงตอนนี้หลี่ซานหนิวไม่ได้ต้องการจางซุ่ยยามาเป็นภรรยาอีกแล้ว ที่แย้งเพราะเขาฟังวาจามั่นอกมั่นใจของสองแม่ลูกคู่นี้แล้ว สัมผัสได้ว่าพวกนางกำลังคิดจะหลอกใช้ครอบครัวของเขาไปจับครอบครัวลู่ชัดๆ จึงรู้สึกโกรธเกรี้ยวขึ้นมา


แม่จางถึงกับชะงักไปชั่วขณะ นางลืมเรื่องนี้ไปเลยจริงๆ


ก่อนหน้านี้เป็นเพราะสกุลหลี่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น ชีวิตของครอบครัวนางก็พลอยได้พึ่งพาอาศัยไปด้วย ดังนั้นนางจึงคิดอยากให้บุตรสาวได้แต่งเข้าสกุลหลี่ ต่อไปบุตรสาวก็จะช่วยเหลือจุนเจือนางได้มากขึ้น


แต่ตอนนี้มีเป้าหมายที่ดีกว่าแล้ว


“ไอ้หยา ซานหนิว เจ้าคิดเช่นนี้ไม่ถูกนะ! ตอนนี้ซุ่ยยาลูกพี่ลูกน้องของเจ้ามีทางเลือกที่ดีกว่าแล้ว เจ้าก็ควรจะยินดีกับนางสิ หากนางได้อยู่ในสกุลลู่อย่างสุขสบาย เจ้าก็จะพลอยได้มีชีวิตที่สุขสบายไปด้วย ถึงตอนนั้นเมื่อเจ้ามีฐานะดีขึ้นแล้ว การจะหาสตรีมาแต่งงานด้วยก็ไม่ใช่เรื่องยากไม่ใช่หรือ?”


ตอนที่พูดประโยคแรกนางรู้สึกประหม่าอยู่บ้าง แต่พอพูดประโยคหลังกลับรู้สึกมั่นใจขึ้นมา ทั้งยังคิดอีกว่า หลี่ซานหนิวต่างหากที่ต้องพึ่งพาบุตรสาวของนาง


“ท่านป้า ท่านพูดเช่นนี้ได้อย่างไร…”


หลี่ซานหนิวทั้งโกรธทั้งเหลือเชื่อ ถึงกับต้องยอมศิโรราบให้กับความหน้าไม่อายของป้าตัวเอง


แม่หลี่คิดว่าฟังมานานเกินสมควรแล้ว จึงกล่าว “พูดจบแล้วใช่หรือไม่?”


“จบแล้ว จบแล้ว เดี๋ยวกินข้าวกินปลาเสร็จ เจ้าก็พาซุ่ยยาไปที่บ้านสกุลลู่นะ หากพวกเขาไม่ยอม เจ้าก็พูดจาประจบประแจงไปสักสองสามประโยค พวกเจ้าเป็นคนหมู่บ้านเดียวกัน พวกเขายากที่จะปฏิเสธอยู่แล้ว เอาเป็นว่าเรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้แล้วกันนะ!”


คำพูดนี้สื่อให้เห็นชัดเจนว่า สองแม่ลูกจางอยากอยู่กินข้าวที่บ้านสกุลหลี่ด้วย แม่หลี่กลอกตา.มองบนอย่างเปิดเผย “พูดเสร็จก็กลับไปได้แล้ว กลับดีๆล่ะ ขอไม่ส่ง”


“เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไร?” แม่จางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ 


แม่หลี่กล่าวด้วยสีหน้าไม่เป็นมิตร “เรื่องนี้ครอบครัวเราไม่ช่วย ครอบครัวของเราพอใจกับชีวิตความเป็นอยู่ในตอนนี้แล้ว หากซุ่ยยาลูกของท่านอยากจะจับใครก็ไปจัดการกันเอง อย่าเอาครอบครัวของพวกเราเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย วันหน้าหากครอบครัวท่านจะได้ดิบได้ดี หรือซุ่ยยาจะมีอนาคตที่ดีมันก็ไม่เกี่ยวกับครอบครัวพวกเรา หากท่านยังรู้จักผิดชอบชั่วดีอยู่บ้างก็รีบกลับไปเถอะ ไม่อย่างนั้นข้าจะไล่ท่านออกไป!”


แม่หลี่พูดพร้อมกับคว้าไม้กวาดข้างๆมา ตั้งท่าจะขับไล่ แม่จางรีบหลบไปอยู่ด้านหลังพ่อหลี่อย่างรวดเร็ว ทั้งหลบทั้งคอยยั่วยุอารมณ์ของอีกฝ่าย

....

ขณะครอบครัวลู่กำลังกินอาหารมื้อเย็น พวกสาวใช้ก็นำเรื่องซุบซิบนินทาของบ้านสกุลหลี่มาเล่า บอกว่าสตรีในบ้านสกุลหลี่ได้ตบตีกับสองแม่ลูกสกุลจาง จากนั้นสามีของแม่จางก็มา ตอนนี้สกุลหลี่กับสกุลจางกำลังลงไม้ลงมือกันแล้ว


เหอจิ่วเหนียงรีบยกชามข้าวและลุกขึ้น เตรียมจะไปดูความครึกครื้น ลู่ไป่ชวนเตรียมจะลุกตามไปกับนางด้วย แต่ถูกหญิงสาวห้ามเอาไว้ “ท่านไม่ต้องไป หากท่านไป สองแม่ลูกคู่นั้นต้องเกาะแกะท่านยิ่งกว่าผีสิงเป็นแน่!”


ตอนที่ 643: จิ๋วจิ่วผู้เจ้าเล่ห์ อนุญาตให้จางซุ่ยยาเข้าบ้านสกุลลู่


ลู่ไป่ชวนจนปัญญา ไม่อาจขัดภรรยาได้


“ใช่ๆๆ พวกเจ้าค่อยๆกินกันไปนะ พวกข้าไปดูกันเองก็พอแล้ว!”


นางซุนก็ยกชามข้าวของตัวเองขึ้นมาถือ พร้อมกับเรียกนางหยูและพวกลู่กุ้ยหลานไปด้วย 


และแล้วเหล่าสตรีครอบครัวลู่ก็พากันออกไปดูเรื่องสนุกๆด้วยกัน


ไม่ใช่ว่าเหอจิ่วเหนียงอยากยุ่งเรื่องคนอื่น แต่เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับสามีของนาง หากไม่ไปดูสักหน่อย ก็ไม่รู้ว่าจะโดนเล่นงานเอาตอนไหน


ในขณะเดียวกันก็สามารถทดสอบคนสกุลหลี่ได้ด้วย หากผ่านด่านนี้ไปได้ ต่อไปชีวิตก็จะไม่ลำบากแล้ว

.....

ตอนนี้เป็นเวลามื้อเย็นของหลายๆครอบครัว ดังนั้นเหล่าชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์บางคนจึงมีชามข้าวติดมือมาด้วย เมื่อเห็นสตรีครอบครัวลู่ก็ถือชามข้าวออกมาดูเรื่องสนุกด้วยเช่นกันก็รู้สึกปลื้มใจอย่างยิ่ง ขนาดคนบ้านรวยยังถือชามข้าวออกมาดูความครึกครื้นเหมือนพวกตนเช่นนี้ ช่างเป็นคนเรียบง่ายและเป็นกันเองยิ่งนัก!


ยามนี้หิมะหยุดตกแล้ว แต่อุณหภูมิยังคงต่ำมาก หากไม่รีบกินข้าวก็จะเย็นชืด ทุกคนจึงดูไปด้วยกินข้าวไปด้วย ระหว่างนั้นไม่ได้มีการสนทนากันแต่อย่างใด


ตอนที่กลุ่มของเหอจิ่วเหนียงมาถึง ครอบครัวหลี่และครอบครัวจางก็หยุดปะทะกันแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาฉายเดี่ยวของแม่จาง


เนื่องจากเหตุการณ์การปะทะเกิดขึ้นที่หน้าบ้าน เหล่าชาวบ้านจึงได้รับชมเหตุการณ์ทุกอย่างอย่างชัดเจน แม่จางนั่งเกลือกกลิ้งอยู่บนหิมะพลางด่าทออย่างหยาบคาย ดูถูกคนสกุลหลี่อย่างไม่เหลือชิ้นดีต่อสายตาของทุกคน


คนสกุลหลี่ไม่พูดอะไร แม่หลี่กับสะใภ้ทั้งสองยังคงรักษาสีหน้าท่าทีได้อย่างสุขุม ทว่าพ่อหลี่กับบุตรชายทั้งสามกลับมีสีหน้าดำทะมึนราวกับถ่าน พวกเขาไม่เคยรู้สึกอับอายถึงเพียงนี้มาก่อน


โดยเฉพาะหลี่ซานหนิว เขาทั้งโกรธทั้งเกลียดญาติพวกนี้จนอยากจะตัดขาดไปเสีย


ตอนแรกที่ท่านป้าเอ่ยปากขอให้ช่วย หลังจากถูกท่านแม่ปฏิเสธไปแล้วเรื่องมันก็ควรจะจบ แต่ท่านป้ากลับพุ่งเข้ามาตบหน้าแม่ของเขา จากนั้นเรื่องราวก็ไม่อาจควบคุมได้อีก


แม่ของเขากับพี่สะใภ้ทั้งสองตบท่านป้าสองแม่ลูกกลับ จากนั้นท่านป้าก็ล่าถอยกลับบ้านไป… ไปตามสามีกับบุตรชายกลับมาชกต่อยกับพวกเขา พวกเขาไม่อาจเก็บกลั้นความโกรธไว้ได้อีกจึงสู้กลับ บัดนี้แต่ละคนต่างหน้าตาฟกช้ำดำเขียว


นี่ก็ใกล้จะวันปีใหม่แล้ว ไม่มีเรื่องใดที่เลวร้ายไปกว่านี้อีกแล้ว


ท่านแม่โกรธมากจริงๆ จึงถามท่านพ่อออกไปตรงๆ และเด็ดขาดว่า จะตัดญาติกับครอบครัวท่านป้าหรือไม่ หากไม่ยอมตัด นางก็จะไปลาออกจากโรงงานครอบครัวลู่ จะได้ตัดความคิดของสองแม่ลูกจางเสีย และครอบครัวเขาก็จะกลับไปมีชีวิตยากลำบากเหมือนเมื่อก่อนอีกครั้ง


ท่านพ่อกลับยังคงลังเล การตัดสัมพันธ์กับญาติใช่ว่าจะตัดกันได้ง่ายๆ ต้องให้เหล่าผู้อาวุโสในตระกูลเป็นคนเจรจาและตัดสิน และถ้าเป็นเช่นนั้นเรื่องก็จะวุ่นวายกว่าเดิม อีกทั้งตอนนี้ไม่ว่าจะพูดอย่างไร ท่านป้าก็ไม่ยอมตัดสัมพันธ์ ทั้งยังจงใจพูดจาหยาบคายยั่วโมโหท่านแม่อีกด้วย


ยิ่งมองรอบข้าง ก็ยิ่งเห็นชาวบ้านจำนวนมากพากันมาดู ยิ่งคนเยอะท่านป้าก็ยิ่งนั่งชักดิ้นชัก.งอด่าทอไม่หยุดยั้ง หลี่ซานหนิวกำลังจะเข้าไปดึงนางให้ลุกขึ้น ให้นางไปเอะอะโวยวายที่อื่น อย่ามาทำเรื่องน่าอายที่หน้าบ้านเขา ทว่าทันใดนั้น เขาก็หันไปเห็นสตรีครอบครัวลู่กำลังมาถึงพอดี


สตรีครอบครัวลู่มากันหลายคน ในมือถือชามข้าวมาด้วย น่าจะเดินมากินมา พอมาถึงตรงนี้ก็เหลือข้าวแค่ครึ่งชามแล้ว


หลี่ซานหนิวสิ้นหวังแล้วจริงๆ เรื่องฉาวโฉ่เช่นนี้ไปถึงหูครอบครัวลู่จนได้ เมื่อวานครอบครัวลู่ส่งคนมาบอกว่า จะให้โอกาสพวกเขาแค่ครั้งเดียว ดูท่าหลังจากผ่านเหตุการณ์ในวันนี้ไป พวกเขาคงไม่มีโอกาสได้ทำงานกับครอบครัวลู่อีกแล้ว


เขาถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ยืนข้างหลังพ่อแม่ ในใจรู้สึกแย่อย่างยิ่ง จนไม่อยากพูดอะไรทั้งนั้น


แม่จางเห็นครอบครัวลู่มาก็หยุดด่าทันที รีบลุกขึ้น พุ่งตัวไปทางนางซุน


อย่างที่รู้กันว่า ภายในบ้าน ผู้อาวุโสย่อมมีอำนาจในการตัดสินใจที่สุด แม้แม่จางจะไม่เคยเจอนางซุนมาก่อน แต่พอกลุ่มสตรีสกุลลู่เดินมา พวกชาวบ้านที่อยู่รอบๆ ต่างก็กระตือรือร้นทักทาย แค่นี้ก็รู้ได้ทันทีว่า สตรีอาวุโสที่แต่งตัวธรรมดา.ธรรมดาในกลุ่ม ก็คือเหล่าฮูหยินของสกุลลู่แน่นอน


ครอบครัวลู่ยามที่อยู่ในหมู่บ้านจะใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ไม่ทำตัวให้โดดเด่น ดังนั้นโดยทั่วไปหากดูจากการแต่งกายแล้วก็แทบจะดูไม่ออกเลย


“เหล่าฮูหยินเจ้าคะ ท่านช่วยข้าตัดสินด้วยเจ้าค่ะ! น้องสะใภ้ใจร้ายอำมหิตผู้นี้กำลังบีบให้ข้าอยู่ในทางตันเจ้าค่ะ!”


แม่จางคุกเข่าลงตรงหน้านางซุน และเริ่มสาธยายความผิดของแม่หลี่ บอกว่าแม่หลี่ยุแยงความสัมพันธ์ระหว่างนางกับน้องชาย ปฏิบัติต่อหลานสาวด้วยความโหดร้ายทารุณ สั่งให้บุตรชายทำร้ายนางอย่างไร้สาเหตุต่างๆนานา อย่างไรก็ตาม นางยิ่งพูดก็ยิ่งเกินจริงไปมากโข


ชาวบ้านบางคนถึงกับทนฟังต่อไปไม่ไหว “ข้ายืนดูอยู่ตรงนี้มาค่อนวันแล้ว เห็นๆกันอยู่ว่าพวกเจ้าเป็นฝ่ายเริ่มก่อน แต่พอสู้ไม่ได้ก็กลับไปตามสามีกับลูกชายตัวเองมาช่วยสู้ เจ้าคิดว่าคนในหมู่บ้านอันผิงจะยอมถูกรังแกง่ายๆรึอย่างไร ฮะ!”


“นั่นสิ ครอบครัวต้าหนิวเป็นคนนิสัยเช่นไรพวกเราจะไม่รู้ได้อย่างไร เห็นๆกันอยู่ว่าพวกเจ้าจงใจมาหาเรื่อง ทั้งยังกัดไม่ปล่อยอีก ช่างชั่วช้าจริงๆ!”


“เมื่อก่อนเจ้าก็ไม่ใช่คนเช่นนี้นี่ เหตุใดพอแต่งงานไปกลับกลายเป็นคนละคนเลยล่ะ? มาขอความช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยครอบครัวน้องชายตัวเองทุกวันยังไม่พอ ยังยุแยงความสัมพันธ์ในครอบครัวเขาอีก เจ้านี่มันสุดๆไปเลย!”


แม้เมื่อก่อนแม่จางจะเป็นสมาชิกในหมู่บ้านอันผิงเช่นกัน แต่ตอนนี้นางแต่งงานออกไปแล้ว จึงไม่นับว่าเป็นคนหมู่บ้านอันผิงอีก ดังนั้นเมื่อนางทำผิด จะต่อว่าเช่นนี้ก็ไม่ผิด


ปกติสกุลหลี่เป็นที่รักของชาวบ้านในหมู่บ้าน เมื่อพวกเขาได้รับความลำบากเช่นนี้ จึงมีหลายคนออกมาช่วยพูดแทน


นางซุนฟังไป พลางกินข้าวในชามจนหมด ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าไม่ใช่หลี่เจิ้งเสียหน่อย จะตัดสินอะไรให้เจ้าได้กัน?”


แม่จางเห็นนางซุนตอบแล้ว ก็รีบพูดต่อโดยไม่สนใจอะไรทันที “ข้าแค่มาขอให้ครอบครัวน้องชายช่วยเหลือเรื่องลูกสาวเท่านั้นเองเจ้าค่ะ ซุ่ยยาลูกสาวของข้าอายุยังน้อยยังไม่ค่อยเข้าใจอะไร เผลอไปล่วงเกินฮูหยินสามเข้า ข้ารู้สึกไม่สบายใจจึงอยากหาโอกาสไปขอโทษ และให้ครอบครัวน้องชายช่วยเรื่องนี้ แต่ไม่คิดเลยเจ้าค่ะว่านางน้องสะใภ้ใจดำอำมหิตจะยุแยงความสัมพันธ์ของข้ากับน้องชาย ถึงขั้นจะให้ตัดพี่ตัดน้องด้วยนะเจ้าคะ! น้องชายข้าก็ทำไม่ได้ ขะ…ข้า…ข้าไร้หนทางแล้วจริงๆเจ้าค่ะ ทำได้เพียงแบกหน้ามาขอความเมตตาจากเหล่าฮูหยินอย่างหน้าด้านๆ โปรดเหล่าฮูหยินให้โอกาสพวกเราได้ไถ่โทษสักครั้งเถอะนะเจ้าคะ!”


“โอ้ นี่เจ้ารู้ตัวด้วยหรือว่าตัวเองหน้าด้าน? ข้าคิดว่าเจ้าไม่รู้ตัวซะอีกนะนี่”


นางซุนเหลือบมองคนบนพื้นพลางกล่าวอย่างตกตะลึง


เหอจิ่วเหนียงลอบ.ยกนิ้วโป้งชื่นชม ท่านสุภาพสตรีซุนช่างเหน็บแนมได้เก่งกาจมากจริงๆ


แม่จางถึงกับชะงัก คำพูดที่เตรียมจะพูดออกมาหายไปทันที เหล่าฮูหยินผู้นี้ช่างปากร้ายจริงๆ!


จะว่าไป…


เห็นๆกันอยู่ว่านางซุนอายุมากกว่านาง แต่เมื่อสองคนมาอยู่ด้วยกันแล้ว ดูเหมือนว่านางซุนจะดูอ่อนเยาว์กว่าแม่จางเป็นสิบๆปีเลยทีเดียว อีกฝ่ายดูเหมือนคนวัยสี่สิบต้นๆอย่างไรอย่างนั้น


ในใจแม่จางพลันเต็มไปด้วยความริษยา ความมุ่งมาดปรารถนาในใจยิ่งปะทุรุนแรง …การมีฐานะดีทำให้คนดูอ่อนเยาว์ได้จริงๆ รอให้ลูกสาวของนางได้แต่งงานกับลู่ไป่ชวนก่อนเถอะ นางก็จะได้ใช้ชีวิตที่สุขสบายและทำให้ตัวเองดูอ่อนเยาว์ลงได้เหมือนกัน!


ระหว่างที่แม่จางจมอยู่กับความคิดของตัวเอง แม่หลี่ก็เดินเข้ามาขอโทษก่อนแล้ว “พี่สะใภ้ ต้องขอโทษจริงๆ เจ้าค่ะที่ทำให้ท่านต้องมาเห็นเรื่องน่าอายเช่นนี้ จริงๆ เรื่องควรจบไปตั้งแต่เมื่อวานแล้ว แต่กลับลากมาจนถึงตอนนี้ ทำให้พวกท่านต้องผิดหวังแล้ว เฮ้อ… เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น พวกเราไม่มีหน้าไปทำงานกับท่านอีกแล้วเจ้าค่ะ หลังปีใหม่พวกเราจะไม่ไปทำงานที่โรงงานแล้ว พวกเราขอลาออกเจ้าค่ะ”


แม่หลี่รู้ว่า สามีตนเองเป็นคนใจอ่อน ไม่กล้าตัดสัมพันธ์กับพี่สาวแน่นอน เช่นนั้นก็เหลือเพียงตัวเลือกสุดท้ายนั่นคือ ครอบครัวคงต้องกลับไปมีชีวิตที่ยากลำบากเหมือนเมื่อก่อน หากจะโทษก็โทษพี่สาวกับหลานสาวของเขาก็แล้วกัน ไม่เกี่ยวกับนาง ส่วนนางเองหลังจากนี้ก็ต้องขยันให้มากขึ้นกว่าเดิม อาศัยสองมือของตัวเอง ก็คงจะพอหาเลี้ยงปากท้องได้


นางซุนกำลังจะปฏิเสธ แต่ถูกเหอจิ่วเหนียงจับแขนห้ามไว้ หลังจากส่งสายตาให้กัน สุดท้ายทั้งสองก็ตัดสินใจให้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนจัดการ


ทว่าเหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันได้อ้าปาก แม่จางที่ได้ยินวาจาของแม่หลี่ก็พุ่งเข้าไปหาแม่หลี่อย่างคลุ้มคลั่ง ปากด่าทอหยาบคาย “เจ้ามันตัวซวย! พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้า! เหตุใดเจ้าถึงได้ใจร้ายเช่นนี้ วันนี้ข้าจะตบตีเจ้าให้ตาย!”


แน่นอนว่านางไม่ได้รู้สึกเสียดายแทนคนสกุลหลี่อยู่แล้ว นางแค่กลัวว่าต่อไปตัวเองจะไม่มีที่พึ่งแล้วก็เท่านั้น


เมื่อเห็นว่าสองคนตรงหน้าจะตบตีกันอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงก็ขมวดคิ้ว ก่อนจะขว้างตะเกียบในมือออกไป โดนหลังมือของแม่จาง


แม่จางเจ็บจนสะดุ้ง ชักมือออกจากแม่หลี่ตามสัญชาตญาณ เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มมุมปากบางๆ ก่อนจะกล่าว “ก็แค่อยากส่งลูกสาวเข้ามาอยู่ในบ้านครอบครัวลู่ไม่ใช่หรือ ข้าอนุญาต!”


ตอนที่ 644: อยากได้ก็ต้องยอมเสี่ยง


ทันทีที่วาจานี้ลั่นออกมา ทุกคนที่อยู่โดยรอบต่างก็ตกใจจนอึ้งกันทั่วหน้า แต่ละคนเบิกตากว้างมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาเหลือเชื่อ


พวกนางซุนเองแม้จะตกใจ แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีใดออกมา พวกนางรู้ว่าที่เหอจิ่วเหนียงทำเช่นนี้นางต้องมีเหตุผลบางอย่างเป็นแน่ จึงรอดูต่อไปเงียบๆ


ส่วนแม่จางแน่นอนว่าตกใจยิ่งกว่าใคร หลังจากได้สติก็ส่งเสียงหัวเราะออกมา


ที่แท้คนสกุลลู่ก็เป็นคนพูดง่ายแค่นี้เอง และยิ่งคิดไม่ถึงว่าคนที่อนุญาตจะเป็นฮูหยินสาม ไหนซุ่ยยาบอกว่าฮูหยินสามผู้นี้เป็นคนใจแคบอย่างไรล่ะ นี่ดูเหมือนว่าจะไม่เป็นเช่นนั้นเลยสักนิด


ดูเหมือนเป็นคนใจอ่อนเสียด้วยซ้ำ ขอเพียงแค่ใจอ่อน หลายๆเรื่องต่อจากนี้ก็จะจัดการง่ายแล้ว


“ฮูหยินสามช่างมีเหตุผลและมีเมตตายิ่งนัก ซุ่ยยาลูกสาวข้าเป็นคนขยันขันแข็ง ฮูหยินสามารถเรียกใช้นางได้เต็มที่เลยเจ้าค่ะ!”


แม่จางยิ้มตาหยี พลางดึงจางซุ่ยยามาข้างหน้า จางซุ่ยยามองเหอจิ่วเหนียงด้วยความเกร็งและหวาดหวั่น ในใจเกิดความสงสัยว่า เพราะเหตุใดอีกฝ่ายถึงตอบตกลงง่ายๆเช่นนี้ หรือว่าเห็นแก่น้าสะใภ้ น้าสะใภ้ของนางหน้าใหญ่ถึงขั้นต้องไว้หน้าเช่นนี้เลยหรือ


แต่เมื่อคิดว่า อย่างไรเสียเหอจิ่วเหนียงก็ยอมตอบตกลงแล้ว ความดีใจก็เข้ามาแทนที่ความสงสัย ขอเพียงได้เข้าไปอยู่ในบ้านสกุลลู่ นางก็มีโอกาสเข้าใกล้นายท่านสามลู่แล้ว ขอเพียงนายท่านสามลู่โปรดปรานนาง นางก็ไม่ต้องกลัวเหอจิ่วเหนียงอีกต่อไป


จางซุ่ยยากำลังจะคุกเข่าขอบคุณ แต่ยังไม่ทันได้งอเข่า เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยขึ้น “แต่การจะเข้ามาอยู่ในบ้านครอบครัวลู่ของเราไม่ได้ง่ายดายขนาดนั้นน่ะสิ ครอบครัวลู่ไม่เคยรับคนรับใช้ที่ไม่มีที่มาที่ไป หากเจ้าอยากเข้ามาอยู่บ้านข้า ก็ต้องทำสัญญาขายตัวเป็นทาส ไม่อย่างนั้นครอบครัวลู่ก็ไม่รับ”


ทำสัญญาขายตัวเป็นทาสอย่างนั้นหรือ!


จางซุ่ยยาสูดลมหายใจลึกด้วยความตกใจ หากต้องทำสัญญาจริงๆ นางก็จะได้เป็นแค่สาวใช้จริงๆ …เป็นคนชั้นต่ำน่ะสิ!


เด็กสาวกำหมัดแน่นด้วยความไม่เต็มใจ


สถานะของนางตอนนี้คือชาวบ้าน ต่อให้มีฐานะยากจนแต่ก็มีสถานะสูงกว่าบ่าวรับใช้ แต่หากนางลงนามสัญญาขายตัวเป็นทาส แล้วอนาคตจะมีโอกาสเปลี่ยนแปลงสถานะได้อีกหรือไม่


แม่จางก็คิดไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะมาไม้นี้ ถึงแม้ในยุคนี้ ครอบครัวยากจนที่ไม่มีปัญญาเลี้ยงลูกจะยอมขายลูกเป็นทาสนั้นมีให้เห็นเป็นปกติ แต่หากไม่ถึงที่สุดจริงๆ ก็ไม่มีใครยอมขายลูกแน่นอน เพราะเรื่องเช่นนี้ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง เป็นขี้ปากของชาวบ้านจนยากจะลบเลือน


ทว่าตอนนี้…


หากพวกนางไม่ลงนามทำสัญญาทาส จางซุ่ยยาก็ไม่มีทางเข้าไปอยู่ในครอบครัวลู่ได้ หากลงนามก็จะสามารถเข้าบ้านลู่ได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย ต่อไปหากพวกเขากลับเมืองหลัก ไม่แน่อาจพาซุ่ยยาไปด้วยก็ได้ และหากเป็นเช่นนั้น ครอบครัวก็จะเจริญขึ้นจริงๆแล้ว!


แม่จางจมอยู่กับความสับสน แต่ไม่นานก็ตัดสินใจได้แน่วแน่ หากอยากให้บุตรสาวได้ไต่เต้าก็ต้องยอมเสี่ยง แม้ว่าจะต้องทำสัญญาทาสก็ตาม


ดังนั้น แม่จางจึงพยักหน้าตกลงโดยที่ไม่ถามความเห็นของจางซุ่ยยาเลยแม้แต่น้อย “ตกลงเจ้าค่ะ! พวกเราจะลงนามทำสัญญาทาส ว่าแต่… ไม่ทราบว่าฮูหยินสามยอมจ่ายค่าตัวของนางให้พวกเราเท่าไรหรือเจ้าคะ?”


ผลตอบแทนเล็กๆน้อยๆจุดนี้ แม่จางไหนเลยจะปล่อยผ่าน ครอบครัวลู่มีเงิน ซื้อตัวบุตรสาวนางไปเป็นทาส ต้องจ่ายเงินให้ก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว


“หืม?”


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วขึ้นอย่างไม่เข้าใจ “เจ้าบอกว่ามาชดใช้ความผิดไม่ใช่หรือ? พวกเรายอมให้ลูกสาวเจ้าไถ่โทษ พวกเจ้าก็ควรสำนึกในบุญคุณสิ เหตุใดยังคิดจะเอาเงินอีกล่ะ?”


สีหน้าฉงนของเหอจิ่วเหนียงทำให้นางซุนลอบยกนิ้วโป้งชื่นชมอย่างเงียบๆ คิดจะเอาเปรียบครอบครัวนาง เช่นนั้นก็จงเตรียมรับมือกับวิธีการของสะใภ้สามให้ดี


หวังจะได้ประโยชน์โดยไม่ลงทุนอะไรเลย ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ!


แม่จางเบิกตากว้างด้วยความตกใจ นี่ถึงขั้นจะทำสัญญาทาสแล้ว แต่กลับไม่คิดจะจ่ายเงินให้บ้างหรือ!


ทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!


นางคิดจะโต้แย้ง แต่เห็นสีหน้าแปลกๆของเหอจิ่วเหนียง เห็นได้ชัดว่าถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ไม่ยอมให้เงินแน่ๆ หากตนยังเอ่ยปากขอเงินอีก เกรงว่าบุตรสาวคงหมดโอกาสเข้าไปอยู่ในบ้านสกุลลู่


นางจึงหันไปดึงสามี แล้วเดินไปปรึกษากันที่มุมข้างๆครู่หนึ่ง กระทั่งได้ข้อสรุปว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในตอนนี้ก็คือ ให้บุตรสาวได้เข้าไปอยู่ในบ้านสกุลลู่ก่อน ส่วนเรื่องเงิน รอให้บุตรสาวได้เป็นคนของนายท่านสามลู่เมื่อใด พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องกลุ้มใจเรื่องเงินๆทองๆแล้ว


“ตกลงเจ้าค่ะ พวกเราอยากชดใช้ความผิดจากใจจริง แม้จะไม่ได้เงินค่าตัวก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ!”


แม่จางหันกลับมาตอบด้วยสีหน้าเจ็บปวดใจ


จางซุ่ยยาหันมองมารดาอย่างไม่อยากจะเชื่อ นางคิดว่ามารดาจะต่อรองเพื่อตนมากกว่านี้ แต่พอตระหนักว่าพวกนางพยายามมาขนาดนี้แล้ว ทั้งยังทำลายชื่อเสียงตัวเองจนพังยับเยิน กว่าจะได้มาซึ่งโอกาสเข้าไปอยู่ในบ้านสกุลลู่ สุดท้ายนางจึงเลือกที่จะไม่พูดอะไร รอเหอจิ่วเหนียงให้คนไปนำสัญญาทาสมา


สัญญาทาสฉบับนี้ทำขึ้นโดยเชิญหลี่เจิ้งมาเขียน พร้อมทั้งถือเป็นพยานด้วย ซึ่งเป็นเรื่องที่สองสามีภรรยาสกุลจางต้องการพอดี เพราะเมื่อมีพยานเช่นนี้ หากครอบครัวลู่คิดจะกลับคำก็ยากจะทำได้


เหอจิ่วเหนียงอ่านสัญญาในมืออย่างถี่ถ้วน ก่อนจะถามแม่จาง “เจ้าคิดดีแล้วใช่หรือไม่? หากลงนามสัญญาฉบับนี้แล้ว ต่อไปไม่ว่าจางซุ่ยยาจะเป็นหรือตาย ก็ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับพวกเจ้าแล้วนะ”


เพราะชีวิตและความเป็นความตายของทาส ล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเจ้านาย ต่อให้เจ้านายทุบตีจนตาย แต่เมื่อมีสัญญาทาสในครอบครอง เรื่องนี้ก็เป็นไปอย่างถูกต้องในแง่ของกฎหมาย ใครก็ไม่อาจแย้งได้


แม่จางรู้สึกว่าคำพูดนี้รุนแรงไปหน่อย อยู่ดีๆเหตุใดถึงพูดถึงความเป็นความตายด้วยล่ะ?


อีกอย่าง ครอบครัวลู่ดีกับพวกบ่าวไพร่เช่นไร นางก็เคยได้ยินมาแล้ว ดูพวกสาวใช้ที่ยืนอยู่รอบๆกลุ่มนี้สิ แต่ละคนแต่งตัวดีกว่านางเสียอีก ทั้งยังได้เสื้อผ้าใหม่ๆเป็นประจำอีกด้วย ได้กินเนื้อทุกมื้อ นางจึงมั่นใจว่า การขายบุตรสาวเข้าไปอยู่ในครอบครัวลู่นั้น เป็นเรื่องที่คุ้มค่าที่สุดแล้ว


ฮูหยินสามพูดเช่นนี้ ต้องจงใจขู่นางให้ตกใจแน่ อยากให้นางนึกเสียดาย และทำให้บุตรสาวของนางพลาดโอกาสเข้าสกุลลู่ล่ะสิ!


“คิดดีแล้วเจ้าค่ะ คิดดีแล้ว ซุ่ยยาได้เข้าไปรับใช้ในบ้านสกุลลู่นับว่าเป็นวาสนาของนางแล้ว และเดิมทีก็เป็นเพราะนางทำผิด อยากชดใช้ความผิดอยู่แล้ว จะอย่างไรเป็นเช่นนี้ก็ถูกแล้วเจ้าค่ะ!”


แม่จางจงใจใช้ท่าทีแน่วแน่ นางมั่นใจว่า เหอจิ่วเหนียงไม่กล้าทำอะไรร้ายแรงอยู่แล้ว อย่างไรก็มีคนมากมายจับตามองอยู่ เว้นเสียแต่นางจะไม่สนใจชื่อเสียงของตัวเอง


“เช่นนั้นก็ตามนี้ ลงนามประทับลายนิ้วมือเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงอ่านสัญญาทาสจบ ไม่พบปัญหาอะไรจึงวางลงบนโต๊ะ ให้ทั้งสองฝ่ายได้ลงนาม


ครอบครัวจางไม่รู้หนังสือ และเขียนหนังสือไม่เป็น จึงให้หลี่เจิ้งช่วยเขียนแทน จากนั้นก็ให้พวกเขาประทับลายนิ้วมือ ส่วนเหอจิ่วเหนียงลงนามด้วยตัวเอง เท่านี้สัญญาก็เป็นอันเสร็จสิ้นสมบูรณ์


ครอบครัวจางดีใจอย่างมาก คิดในใจว่า พวกเขาก้าวหน้าไปอีกขั้นแล้ว


แม่จางลากจางซุ่ยยาไปกำชับเป็นการส่วนตัวอยู่พักใหญ่ สั่งนางว่าเมื่อไปถึงบ้านสกุลลู่แล้วต้องทำตัวให้ดี พยายามช่วงชิงโอกาสในสองสามวันนี้ใกล้ชิดนายท่านสามลู่ ตบหน้าคนสกุลหลี่ให้ได้


จางซุ่ยยาก็ตื่นเต้นมาก พยักหน้ารัวๆด้วยใบหน้าแดงก่ำเพราะเขินอาย


ทุกคนคิดว่าเรื่องจะจบแล้ว แต่เหอจิ่วเหนียงกลับเอ่ยขึ้น “อ้อ! จริงสิ เมื่อครู่พวกเจ้าบอกว่าจะตัดญาติกันไม่ใช่หรือ หลี่เจิ้งก็อยู่พอดี เขียนหนังสือตัดสัมพันธ์ด้วยเลยสิ!”


“อ๋อ! ใช่ๆๆ เขียนไปด้วยเลยเถอะ!”


ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงกล่าวออกมา คนสกุลหลี่ยังไม่ทันได้ตอบสนอง แม่จางก็อดใจไม่ไหวเป็นฝ่ายเอ่ยปากเห็นด้วยทันที ราวกับกลัวว่าคนสกุลหลี่จะปฏิเสธก็มิปาน


“พี่หญิงใหญ่ ท่านพูดอะไรของท่าน เมื่อครู่เพิ่งจะบอกว่าไม่ตัดอยู่เลยไม่ใช่หรือ?”


พ่อหลี่ไม่พอใจขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อครู่ภรรยากับบุตรชายทุกคนของเขาบอกว่าจะตัดสัมพันธ์ แต่พี่หญิงใหญ่ยืนกรานที่จะไม่ตัด เขาเองก็เห็นแก่พี่หญิงใหญ่มาโดยตลอด เหตุใดตอนนี้ถึงเปลี่ยนใจเร็วเช่นนี้ล่ะ


“นี่ก็เป็นสิ่งที่พวกเจ้าต้องการอยู่แล้วไม่ใช่หรือ เมียของเจ้าเป็นคนพูดเองว่าต่อไปครอบครัวข้าจะเป็นเช่นไรก็ไม่เกี่ยวกับพวกเจ้า เช่นนั้นก็ดี ตัดขาดกันไปเสีย นับจากนี้ต่อไปอย่าได้ข้องเกี่ยวกันอีก พวกเจ้าก็อย่าหวังว่าจะได้ประโยชน์อะไรจากพวกข้าแม้แต่น้อย!”


แม่จางกล่าวอย่างลำพองใจ แสดงให้เห็นชัดว่าจะไม่ให้คนสกุลหลี่มารับผลประโยชน์อะไรจากนางทั้งสิ้น


ตอนนี้บุตรสาวของนางได้เป็นคนของครอบครัวลู่แล้ว สกุลหลี่ไม่มีค่าให้นางต้องใช้ประโยชน์อีก นางย่อมไม่เสียเวลามาสนใจความสัมพันธ์พี่น้องอีกต่อไป


ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อครู่สกุลหลี่เพิ่งจะลาออกจากงานของครอบครัวลู่ หากยังไม่รีบตัดสัมพันธ์กันอีก พวกเขาคงมาขอให้บุตรสาวของนางช่วยพูดให้ได้กลับไปทำงานในโรงงานของครอบครัวลู่อีกครั้งเป็นแน่ 


หึ ยังคิดว่าจะมีตำแหน่งสำหรับพวกเขาอีกหรืออย่างไร!


สกุลหลี่ลาออก คนของครอบครัวนางก็จะได้เข้ามาทำงานแทน ช่าง.งดงามยิ่งนัก!


ตอนที่ 645: สิทธิ์ที่ข้าเป็นนาย นางเป็นบ่าว


พ่อหลี่อยากจะพูดบางอย่างเพื่อรั้งความสัมพันธ์ แต่ถูกหลี่ซานหนิวห้ามไว้


ญาติพี่น้องเช่นนี้ ครอบครัวเขาไม่อยากมี!


พ่อหลี่มองแม่จางที่กำลังจัดแจงไปตามผู้อาวุโสในตระกูลมาเป็นพยาน ก็รู้สึกจนปัญญาและถอนหายใจด้วยความปวดใจ เหตุใดพี่หญิงใหญ่ถึงเปลี่ยนไปได้ขนาดนี้


แม่จางมีความตั้งใจอย่างเด็ดเดี่ยวที่จะตัดสัมพันธ์ ใช้เวลาเพียงไม่นานนางก็ตามผู้อาวุโสในตระกูลมาเป็นพยานได้ และเอ่ยเหตุผลทันทีว่าแม่หลี่ยุแยงให้น้องชายของนางกลายเป็นคนที่ไม่สำนึกในบุญคุณคน นางรับไม่ได้ที่จะมีน้องชายเช่นนี้อีกต่อไป จึงตัดสินใจจะตัดสัมพันธ์อย่างเด็ดขาด


เหล่าผู้อาวุโสมีอายุมาจนถึงปูนนี้แล้วแต่น้อยนักที่จะได้เห็นเรื่องเช่นนี้ ตอนแรกพวกเขาพยายามเกลี้ยกล่อมเต็มที่ แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรแม่จางก็ไม่ยอม ยืนกรานจะตัดสัมพันธ์ให้ได้


พวกผู้อาวุโสถามความเห็นของพ่อหลี่ พ่อหลี่ถูกพี่สาวของตัวเองทำร้ายจิตใจจนไม่เหลือชิ้นดีแล้ว จึงพยักหน้าตอบตกลง “ในเมื่อนางอยากตัดสัมพันธ์ก็ตัดเถอะขอรับ ถือซะว่าข้าไม่เคยมีพี่สาวผู้นี้มาก่อน!”


ครอบครัวเขาถึงขั้นลาออกจากงานเพื่อพวกนางสองแม่ลูกแล้ว นางยังยืนกรานจะตัดสัมพันธ์อีก เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีกต่อไป เขาเป็นบุรุษแต่ก็ใช่ว่าจะโกรธไม่เป็น พอคิดว่าต่อจากนี้ไปครอบครัวของตนต้องกลับไปมีชีวิตยากลำบากอีกครั้ง ไฟโทสะภายในใจก็ยิ่งลุกโชน หากรู้ว่าผลลัพธ์จะออกมาเป็นเช่นนี้ เขาน่าจะเชื่อคำพูดของภรรยาตั้งแต่แรก ตัดสัมพันธ์กับพี่สาวผู้นี้ไปเสีย ครอบครัวก็คงไม่ต้องมาเดือดร้อนเช่นนี้


แต่จะพูดอะไรตอนนี้มันก็สายไปแล้ว พ่อหลี่รู้สึกผิดอย่างมาก คิดว่าตัวเองเป็นต้นเหตุทำลายหนทางทำมาหากินของครอบครัว


เมื่อทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องต้องกัน หลี่เจิ้งจึงเป็นตัวแทนร่างสัญญาตัดสัมพันธ์ขึ้นมาจำนวนสามฉบับ มอบให้ครอบครัวทั้งสองฝ่ายฝ่ายละฉบับ ส่วนอีกฉบับเก็บไว้ที่เขา เพื่อเป็นหลักฐานตรวจสอบในอนาคต


ขั้นตอนการตัดสัมพันธ์เป็นไปอย่างราบรื่นอย่างน่าแปลก ขณะที่ทั้งสองฝ่ายตัดสัมพันธ์กันต่างฝ่ายต่างก็โล่ง.อก


ยามนี้ดวงจันทร์โผล่ขึ้นมาบนท้องฟ้าแล้ว ชามข้าวในมือทุกคนก็แทบจะกลายเป็นน้ำแข็งอยู่เต็มที แต่ละคนเมื่อเห็นว่าเรื่องราวจบลงแล้ว ก็คิดจะพากันแยกย้ายกลับบ้านไปผิงไฟคลายหนาว


แต่คิดไม่ถึงว่า แม่จางจะก่อเรื่องขึ้นอีกครั้ง


แม่จางยิ้มตาหยี เดินเข้าไปหาเหอจิ่วเหนียง แล้วเอ่ยขึ้น “ฮูหยินสามเจ้าคะ ท่านดูสิ ตอนนี้ก็มืดค่ำแล้ว ตอนกลางวันหิมะก็ตก ถนนหนทางลำบากไม่น้อย พวกเราขอยืมรถม้าบ้านท่านไปส่งพวกเรากลับบ้านได้หรือไม่เจ้าคะ?”


ความจริงแล้วนางอยากจะขอไปกินข้าวที่บ้านของครอบครัวลู่ด้วยซ้ำ แต่คิดไปคิดมา ยังมีเวลาอีกยาวนาน จะรีบร้อนทำทุกอย่างในคราวเดียวไม่ได้


เหอจิ่วเหนียงไม่ทันพูดอะไร ก็มีคนข้างๆ พูดขึ้นแทนทันที “ไอ้หยา ช่างหน้าด้านจริงๆเลย แค่ขายตัวลูกสาวก็คิดว่าตัวเองเป็นคนสกุลลู่ไปแล้วหรือ คนที่รู้เขาย่อมรู้ว่าลูกสาวเจ้าไปเป็นขี้ข้าให้ครอบครัวลู่ แต่หากคนไม่รู้มาเห็นนี่สิ คงคิดว่าลูกสาวเจ้าเป็นฮูหยินน้อยไปแล้ว!”


“นั่นสิ หน้าด้านซะจนข้ายังรู้สึกอายแทนเลย พูดออกมาได้อย่างไร!”


ตอนนี้สัญญาทาสก็ลงนามไปแล้ว แม่จางจึงยิ่งได้ใจ กำลังจะอ้าปากด่าชาวบ้านพวกนี้ แต่เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าเรื่องราววันนี้ก็พอประมาณแล้ว อีกอย่าง นางก็หนาวจนมือแข็งไปหมด ควรจะได้กลับไปนั่งผิงไฟคลายหนาวเล่นไพ่นกกระจอกเสียที จึงเอ่ยขึ้น “ได้ เช่นนั้นข้าจะให้พวกเจ้ายืมรถม้าก็แล้วกัน”


ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง เหตุใดวันนี้เหอจิ่วเหนียงถึงพูดง่ายเช่นนี้กัน?


ทำเช่นนี้ ไม่เท่ากับว่าปล่อยให้คนสกุลจางมาขี่หัวเอาหรือ!


เพราะเหตุใดกัน


แต่ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงไม่ได้มีแผนการซ่อนเร้นอะไร ไม่รอให้คนสกุลจางได้วางท่าลำพอง เหอจิ่วเหนียงก็หันไปบอกกับเยว่เสวี่ยที่ยืนอยู่ข้างๆ “ไปส่งพวกเขากลับบ้าน แล้วพาจางซุ่ยยาไปขายต่อในอำเภอด้วยเลย ถามนายหน้าค้าทาสหลายๆเจ้าหน่อย หรือจะเป็นหอคณิกาด้วยก็ได้ ร้านไหนให้ค่าตัวเยอะสุดก็ขายให้ร้านนั้น”


สดับวาจา คนสกุลจางราวกับถูกสายฟ้าฟาดลงกลางกระหม่อมอย่างรุนแรงจนแทบหยุดหายใจ


คนอื่นที่ได้ยินก็ตกใจมากเช่นกัน เมื่อครู่พวกเขาไม่ได้หูฝาดไปใช่หรือไม่


เมื่อครู่ยังให้ไปเป็นสาวใช้ที่บ้านสกุลลู่อยู่เลย เหตุใดตอนนี้ถึงจะขายต่อซะแล้วล่ะ


ทั้งยังไปขายต่อให้กับนายหน้าค้าทาส แถมไม่พอยังให้ไปขายที่หอคณิกาด้วย นั่นมันใช่ที่ที่สตรีสมควรไปย่ำกรายหรือ


ทันใดนั้นทุกคนก็ตระหนักขึ้นได้ทันที มิน่าล่ะ เหตุใดเหอจิ่วเหนียงจึงยอมง่ายๆเช่นนั้น ที่แท้นางก็วางแผนเอาไว้แล้วนี่เอง!


นางซุนกับพวกนางหยูต่างหันสบตากันโดยไม่พูดอะไร แต่ในใจต่างก็ชื่นชมเหอจิ่วเหนียง


สุดยอดไปเลย!


บอกตามตรง เมื่อครู่ตอนที่เห็นการกระทำเหล่านั้นของสะใภ้สาม นางยังคิดอยู่เลยว่าสะใภ้สามสมองเลอะเลือนไปแล้วหรืออย่างไร ถึงได้รับคนจิตใจชั่วร้ายเช่นนี้มาอยู่ใกล้ตัว ปีใหม่นี้อยากให้คนในบ้านกินข้าวไม่ลงจนผอมกันหมดหรืออย่างไร


คิดไม่ถึงเลยว่าเรื่องราวจะหักมุมได้ถึงเพียงนี้!


วิธีแยบยลเช่นนี้นี่แหละ ถึงจะสมกับเป็นวิธีการของสะใภ้สาม!


แม่จางอึ้งค้างไปพักใหญ่ เมื่อตั้งสติได้ก็รู้ตัวว่าตัวเองโดนหลอกแล้ว นางกรีดร้องแล้วพุ่งเข้าไปหาเหอจิ่วเหนียงอย่างบ้าคลั่ง พร้อมด่ากราดสารพัดคำหยาบคาย เสียงแหลมเสียดแก้วหู


แต่นางไหนเลยจะสามารถแตะต้องเหอจิ่วเหนียงได้ เพราะเหอจิ่วเหนียงรังเกียจที่นางลงไปนั่งเกลือกกลิ้งบนพื้น สกปรกเกินจะรับได้จริงๆ นางรออีกฝ่ายเข้ามาใกล้ แล้วยกเท้าถีบจนกระเด็นลอยออกไป


สามีสกุลจางเมื่อตั้งสติได้ก็อยากเข้าไปเอาเรื่องเช่นกัน แต่ก็เกรงกลัวอิทธิพลของครอบครัวลู่ ครอบครัวลู่มีคนเป็นขุนนางใหญ่ พวกเขาเป็นแค่ชาวบ้าน ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาเลย


ดังนั้นพ่อลูกสกุลจางจึงมีท่าทีอึกอัก


จางซุ่ยยาตกใจมาก รีบเข้าไปช่วยพยุงมารดาขึ้นมา จากนั้นนางก็ร้องไห้ออกมาอย่างอดไม่ได้


ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงมีสัญญาทาสของนางอยู่ในมือ หากนางถูกส่งตัวไปขายต่อจริงๆ ก็ทำอะไรไม่ได้ ตอนนี้สิ่งเดียวที่นางสามารถพึ่งได้ก็มีแค่มารดาแล้ว


“เจ้าหลอกพวกเรา! ไหนว่าจะให้ซุ่ยยาเข้าไปเป็นสาวใช้ในบ้านสกุลลู่ แล้วเจ้ามีสิทธิ์อะไรเอาตัวนางไปขาย!”


แม่จางโกรธจนเสียงสั่น ย้อนทบทวนถึงท่าทีพูดง่ายของเหอจิ่วเหนียงก็เข้าใจแล้วว่า ที่แท้อีกฝ่ายก็วางแผนเอาไว้ตั้งแต่แรกแล้ว นางประมาทเอง!


“ก็สิทธิ์ที่ข้าเป็นนาย นางเป็นบ่าวอย่างไรล่ะ”


เหอจิ่วเหนียงยังคงใจเย็น แกว่งสัญญาในมือไปมา รอยยิ้มในแววตาไม่อาจปกปิดได้เลย


“กรี๊ด! เจ้าหลอกข้า! เจ้าหลอกข้า! เจ้าต้องไม่ตายดีแน่!”


คนถูกหลอกพยายามตะเกียกตะกายหมายจะพุ่งเข้าไปจัดการคนน่าโมโหอีกครั้ง แต่สามีของนางกลับรั้งเอาไว้ พ่อจางนับว่ายังมีสติอยู่บ้าง รู้ว่าการล่วงเกินเหอจิ่วเหนียงต้องพบกับจุดจบที่ไม่ดีแน่ จึงไม่กล้าต่อกร


เหอจิ่วเหนียงตั้งท่ารอจะถีบไว้แล้ว แต่เห็นสามีแม่จางรั้งนางเอาไว้ก็รู้สึกเสียดายเล็กน้อย นางจึงเปลี่ยนเป็นเอ่ยขึ้น 


“คนที่จ้องจะหาเรื่องข้ามีมากมาย แต่คนที่ทำสำเร็จจริงๆกลับมีน้อยนัก พวกเจ้าไม่ใช่คนในหมู่บ้านเดียวกับข้า ไม่รู้ก็ไม่ผิดหรอก แต่สกุลหลี่เป็นคนในหมู่บ้านนี้ คำพูดของคนสกุลหลี่ พวกเจ้าควรฟังบ้าง หากฟังแล้วเข้าใจ พวกเจ้าก็จะอยู่อย่างปลอดภัยราบรื่น แต่หากหูของพวกเจ้าไม่รู้จักเชื่อฟังละก็ ข้าก็คงต้องลงมือเองแล้ว


ลูกสาวของเจ้ามาให้ท่าสามีข้า แถมยังคิดจะยืมมือข้าช่วยส่งเสริมให้ลูกสาวเจ้าเข้าใกล้สามีข้าอีก พวกเจ้านี่กล้ามากจริงๆ! คิดว่าข้าโง่นักหรืออย่างไร คิดจะเป็นสาวใช้ไปก่อนเพื่อหาโอกาสเข้าใกล้สามีข้า อีกสักสองสามปีค่อยหาทางกำจัดข้า แล้วตัวเองก็จะได้เป็นภรรยาเอกเนี่ยนะ หึ! ข้าไม่มีทางทำให้พวกเจ้าสมความปรารถนาแน่นอน 


ชีวิตนี้ลูกสาวของเจ้าจะได้เป็นฮูหยินขุนนางหรือไม่ข้าไม่อาจรู้ได้ แต่ข้าสามารถสนองความต้องการเรื่องผู้ชายให้นางได้ในตอนนี้เลย เอาเช่นนี้ก็แล้วกัน ไม่ต้องเอานางไปขายที่ร้านนายหน้าค้าทาส ส่งตัวนางไปขายที่หอคณิกาเลยก็แล้วกัน วางใจเถอะ ถึงแม้ลูกสาวของเจ้าจะรูปร่างหน้าตาธรรมดา แต่ขอแค่มีฝีมืออยู่บ้าง ย่อมมีผู้ชายสนับสนุน ไม่อดตายแน่นอน ไม่แน่อาจมีเงินส่งทดแทนบุญคุณให้พวกเจ้าทุกเดือนก็ได้ ดีจะตายไป!”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยีขณะกล่าว ก่อนส่งสัญญาทาสในมือให้เยว่เสวี่ยไปจัดการ


เยว่เสวี่ยรับมา และกลับไปจัดเตรียมรถม้าทันที


ส่วนสาวใช้คนอื่นๆก็พุ่งเข้าไปจับตัวจางซุ่ยยาไว้เพื่อไม่ให้นางหนี อากาศหนาวเช่นนี้ยิ่งขี้เกียจวิ่งตามจับคนอยู่ด้วย


“ปล่อยข้านะ! กรี๊ด! ข้าผิดไปแล้ว ข้าไม่กล้าอีกแล้ว! อย่าจับข้าไปส่งหอคณิกาเลยนะ กรี๊ดๆๆ!”


จางซุ่ยยาหวาดกลัวจนเสียสติไปแล้ว คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าเหอจิ่วเหนียงจะใจร้ายถึงเพียงนี้


เหอจิ่วเหนียงทำเหมือนไม่ได้ยิน ยังคงยิ้มตาหยีกล่าวกับคนสกุลจาง “อ่อ ลูกสาวที่ออกจากครอบครัวไปแล้วก็เปรียบเสมือนน้ำที่ถูกสาดออกไปแล้ว พวกเจ้าอย่าคิดจะไถ่ตัวนางกลับมาเชียว หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ก็ไม่มีใครทำได้ทั้งนั้น”


ตอนที่ 646: ทักษะของนางฉิน


เพียงประโยคเดียว ก็สามารถตัดสินความเป็นความตายของจางซุ่ยยาได้แล้ว


จางซุ่ยยาคิดไม่ถึงเลยว่าตัวเองจะตกมาอยู่ในเงื้อมมือของเหอจิ่วเหนียงง่ายๆเช่นนี้


เดิมทีนางคิดจะให้ครอบครัวรวบรวมเงินแล้วไถ่ตัวนางออกมา แม้จะเข้าบ้านสกุลลู่ไม่ได้ แต่นางก็ยังแต่งงานกับหลี่ซานหนิวได้ มีสกุลหลี่อยู่ ครอบครัวนางก็คงไม่ลำบากจนเกินไป ชื่อเสียงของนางก็คงจะดีกว่าไปอยู่ในสถานที่เช่นนั้น ท่านพ่อท่านแม่ชั่งน้ำดูแล้วต้องเห็นด้วยกับนางแน่นอน


แต่เมื่อเหอจิ่วเหนียงพูดดักเช่นนี้ กลับกลายเป็นว่าตัดหนทางรอดของนางลงทันที ทำให้นางต้องอยู่ในสถานที่สกปรกเช่นนั้นไปตลอดชีวิต


ไม่ว่าคนสกุลจางจะสิ้นหวังหรือคลุ้มคลั่งมากเพียงใด เหอจิ่วเหนียงก็หันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี โดยมีพวกนางซุนเดินตามไปด้วย ตอนนี้ถึงเวลาที่จะกลับไปเล่นไพ่นกกระจอกแล้ว


ไม่เสียแรงที่พวกนางออกมาดูความสนุกด้วยในครั้งนี้ หลังจากได้เห็นแผนการของสะใภ้สาม พวกนางต่างพากันชื่นชมว่าสุดยอดมาก พลิกสถานการณ์ได้เจ๋งจริงๆ!


เสียงร้องไห้คร่ำครวญของแม่จางกับจางซุ่ยยาดังขึ้นด้านหลัง ตลอดไปจนถึงเสียงขอร้องอ้อนวอนให้คนสกุลหลี่ช่วย เหอจิ่วเหนียงตั้งใจฟังก็ได้ยินประโยคหนึ่งของแม่หลี่ที่ตอบกลับไปว่า “เลิกยุ่งกับครอบครัวของเราได้แล้ว ตอนนี้เราไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องอะไรกันอีก!”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ นับว่าสกุลหลี่สอบผ่านด่านนี้แล้ว


นางคล้องแขนนางซุน แล้วเอ่ยกับลู่กุ้ยหลาน “น้องหญิง หลังปีใหม่จัดการให้อาสะใภ้หลี่เป็นรองผู้ดูแลนะ โรงงานของเราต้องการคนที่มีความสามารถเช่นนี้นี่แหละ”


แม่หลี่เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ใช่คนที่หวั่นไหวกับอะไรง่ายๆ และความสามารถในการควบคุมดูแลก็ไม่เลวเลย ให้นางเป็นรองผู้ดูแลจึงไม่ใช่ปัญหา


ตอนนี้งานในโรงงาน ลู่กุ้ยหลานเป็นคนจัดการ นางจึงฝากให้ลู่กุ้ยหลานจัดการเรื่องนี้


“ได้เจ้าค่ะ! อ้อ พี่สะใภ้สาม แล้วคนอื่นในครอบครัวหลี่จะจัดการเช่นไรเจ้าคะ?”


ลู่กุ้ยหลานเองก็ชื่นชมในความสามารถของแม่หลี่ ปีหน้านางเองก็อยากลองเปลี่ยนตำแหน่งงานบ้าง กำลังมองหาคนที่มีความสามารถมาทำหน้าที่แทนพอดี ตอนนี้ให้แม่หลี่เป็นผู้ช่วยผู้ดูแลไปก่อน ต่อไปหากสั่งสมประสบการณ์ได้ก็ให้เลื่อนตำแหน่ง ขอแค่มีความสามารถก็มีโอกาสแน่นอน


“คนอื่นให้ทำหน้าที่เดิมไปก่อน แล้วค่อยๆสังเกตการณ์ไปก่อนค่อยว่ากันอีกที ส่วนท่านอาหลี่เป็นคนโลเล ตัดสินใจไม่เด็ดขาด ตำแหน่งในตอนนี้เหมาะสมกับเขาที่สุดแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงประเมินได้ชัดเจนแล้วว่า เรื่องในครั้งนี้ หากไม่ใช่เพราะพ่อหลี่มัวแต่ลังเลไม่ตัดสินใจให้เด็ดขาด ทำใจตัดสัมพันธ์ไม่ได้เสียที สองแม่ลูกจางก็คงไม่เหิมเกริมได้ถึงเพียงนั้น ถึงขั้นตามพวกมาชกต่อยถึงบ้านแล้วยังตัดสินใจไม่ได้อีก คนเช่นนี้มีโอกาสทำงานพลาดสูง


“เจ้าค่ะ!”


ลู่กุ้ยหลานตอบรับ นางหยูอดที่จะกล่าวไม่ได้ “น้องสะใภ้สาม วิธีนี้ของเจ้าเยี่ยมสุดๆไปเลย! ตีงูต้องตีให้หลังหัก แต่เจ้าตีไปตรงหัวตรงๆ! ครั้งนี้สกุลจางไม่มีทางกลับมาก่อเรื่องได้อีกแน่”


“แต่พวกเขาอาจมีเรื่องกับสกุลหลี่ไปอีกสักพัก แต่เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ท่านอาหลี่จะได้เห็นชัดๆเสียทีว่าพี่สาวของเขาเป็นคนเช่นไร ต่อไปจะได้ไม่ต้องช่วยเหลือครอบครัวพี่สาวเขาอีก ครั้งนี้พวกเราถือว่าช่วยเหลืออาสะใภ้หลี่ก็แล้วกัน ข้าคิดว่านางน่าจะจดจำน้ำใจนี้ของพวกเราไว้”


เมื่อกลับมาถึงบ้าน เหอจิ่วเหนียงก็อารมณ์ดีเป็นพิเศษ สาวใช้นำถ้วยชามตะเกียบของเหล่านายหญิงไปจัดการ ส่วนทุกคนในบ้านกำลังนั่งล้อมเตาไฟ ผิงไฟคลายหนาวกันอยู่


พวกบุรุษกับเด็กๆไม่ได้ออกไปดูเหตุการณ์ด้านนอก พวกเขารอกันจนร้อนใจ โดยเฉพาะผู้เฒ่าลู่ พอเห็นพวกนางกลับมาก็รีบถามทันทีว่าจัดการเรื่องเป็นอย่างไรบ้าง


นางหยูกับพวกลู่กุ้ยหลานรับหน้าที่เล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นให้ฟัง ทุกคนฟังไปถึงช่วงหนึ่งก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่พอฟังไปถึงตอนจบ ต่างก็ปรบมือชื่นชมว่าย.อดเยี่ยมไปตามๆกัน


“พี่สะใภ้สามเอาอยู่จริงๆ สองแม่ลูกคู่นั้นไม่รู้เอาความกล้ามาจากไหนถึงกล้ามาหาเรื่องพี่สะใภ้สามได้ จุๆๆ ข้าเห็นแล้วยังเป็นกังวลแทนพวกนางเลยเจ้าค่ะ!”


ลู่กุ้ยหลานอดที่จะสูดปากไม่ได้ คนอื่นฟังแล้วต่างก็พากันเสริม


เหอจิ่วเหนียงยักคิ้วหลิ่วตากระซิบถามลู่ไป่ชวน “เป็นอย่างไร ข้าเจ๋งหรือไม่?”


ลู่ไป่ชวนประสานหมัดคารวะพลางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “ในฐานะสามี ข้าคารวะให้กับความเก่งของเจ้าเลย”


เหอจิ่วเหนียงยักคิ้วลำพอง ก่อนจะขู่ “ต่อไปหากมีผู้หญิงเข้าหาท่านอีก ข้ารับรองเลยว่าจะใช้วิธีที่โหดร้ายยิ่งกว่านี้ ทางที่ดีที่สุด ท่านอย่าได้มีความคิดที่ไม่ควรคิดพวกนั้นเชียว ไม่อย่างนั้นจุดจบของท่านจะน่าสังเวชกว่าผู้หญิงพวกนั้นแน่นอน”


คำพูดนี้หากเป็นคนอื่นพูด ลู่ไป่ชวนไม่เก็บมาใส่ใจแน่นอน เพราะอย่างไรเขาก็มั่นใจในความสามารถของตัวเอง


แต่พอเป็นคำพูดของภรรยา เขาจะไม่ฟังไม่ได้เด็ดขาด ความสามารถของภรรยาเป็นเช่นไรเขาย่อมรู้ดี เขาเคยเห็นมากับตาเนื้อตัวเองแล้ว โดยเฉพาะสิ่งของแปลกประหลาดต่างๆในหลุมวิเศษของนาง สุ่มหยิบออกมาแค่อย่างสองอย่างก็สามารถทำลายใต้หล้านี้ได้แล้ว


และแน่นอนว่า เขาไม่เคยมีความคิดนอกใจภรรยาอยู่แล้ว ชีวิตนี้เขาได้พบกับภรรยาคนนี้ถือเป็นวาสนาของเขาเหลือเกิน ความหวังสูงสุดของเขาคืออยากอยู่กับภรรยาคนนี้ไปตราบนานเท่านาน แล้วจะคิดอยากมีสตรีคนอื่นได้อย่างไรกัน


ผู้หญิงคนอื่นจะดีเทียบเท่าภรรยาเขาได้อย่างไร


ชายหนุ่มขยับไปกระซิบข้างหูเหอจิ่วเหนียงเบาๆ “ชีวิตนี้ของข้า หากเป็นก็เป็นคนของเจ้า หากตายก็จะเป็นผีของเจ้า อย่าคิดทิ้งข้าล่ะ”


“คิๆ รักข้าขนาดนั้นเชียว?”


ทั้งสองกระซิบกระซาบกระหนุงกระหนิงกัน จนทำเอาคนรอบๆถึงกับเริ่มคลื่นไส้


สองคนนี้หวานกันซะเหลือเกิน แม้ไม่รู้ว่าทั้งสองซุบซิบอะไรกัน แต่ดูจากสีหน้าท่าทางแล้วคงไม่ใช่เรื่องทั่วๆไปแน่นอน


ลู่จิ้งซวนเอื้อมมือไปสะกิดไหล่ลู่ไป่ชวน ชี้ไปยังทิศทางห้องของพวกเขา “ประตูอยู่ทางนั้น พวกเจ้าเข้าไปเถอะไป ไม่อย่างนั้นพวกข้าจะลากพวกเจ้าเข้าไปเอง”


“ฮ่าๆๆ…”


ทุกคนหัวเราะลั่น มองลู่ไป่ชวนและภรรยาด้วยสายตาหยอกล้อ


ลู่จิ้งซวนเรียนตีทองมาระยะหนึ่งแล้ว พูดจาคล่องแคล่วขึ้นไม่น้อย เขาเอ่ยแซวโดยไม่เกรงใจ


แต่ปรากฏว่าทุกคนยังหัวเราะไม่เสร็จ นางซุนก็ง้างมือตบหัวบุตรชายคนโตไปหนึ่งที ก่อนจะดุด่า “พูดจาเหลวไหลอะไรของเจ้าฮะ ลูกหลานนั่งมองอยู่เต็มไปหมด โตแล้วไม่รู้จักทำตัวให้น่าเคารพ! ไปเลย ไปเอาไพ่นกกระจอกมาให้ข้า แล้วไปชงชามาสักสองสามกาด้วย!”


พวกสาวใช้หลังจากล้างถ้วยชามเสร็จก็หมดหน้าที่ของวันนี้แล้ว พวกนางสามารถไปทำกิจกรรมของตัวเองได้ตามอิสระ อยากจะไปนั่งผิงไฟคลายหนาวหรืออยากไปนอนพักก็แล้วแต่ หากมีอะไรหลังจากนี้ ครอบครัวลู่จะจัดการกันเอง


และแน่นอนว่า ให้เหล่าบุรุษเป็นคนทำ


ส่วนเหล่าสตรีน่ะหรือ ไม่เล่นไพ่นกกระจอก ก็นั่งพูดคุยกันเรื่อยเปื่อย พวกนางไม่ได้นั่งเฉยๆเสียหน่อย


ถูกท่านแม่เรียกใช้เช่นนี้ ลู่จิ้งซวนก็ไม่กล้าโต้แย้ง ได้แต่ทำตามคำสั่งแต่โดยดี


นางฉินที่กำลังอยู่ไฟหลังคลอดได้ยินเสียงหัวเราะสนุกสนานดังมาจากด้านนอกก็รู้สึก.อดไม่ได้จริงๆ จึงให้สามีช่วยเอาผ้ามาห่อตัวนางอย่างแน่นหนา แล้วเดินออกมาร่วมสนุกด้วย เมื่อเห็นสมาชิกในครอบครัวกำลังล้อมวงเล่นไพ่นกกระจอกกันอยู่ จึงนั่งลงข้างๆนางซุนอย่างเรียบร้อย ดูพวกนางเล่นไปสองสามตาก็เข้าใจวิธีเล่นแล้ว


นางซุนยังไม่ค่อยชำนาญนัก บางครั้งก็ไม่รู้ว่าควรออกไพ่ใด นางฉินที่นั่งอยู่ข้างๆจึงช่วยบอก


คืนนี้ทั้งคืน นางซุนเล่นชนะได้เงินไปไม่น้อย


“พี่สะใภ้รอง นึกไม่ถึงเลยเจ้าค่ะว่าท่านก็มีพรสวรรค์เรื่องนี้ด้วย เยี่ยมไปเลยเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงตกตะลึงมาก นี่มัน…


เทพนักพนันรุ่นต่อไปได้ถือกำเนิดขึ้นแล้วหรือนี่!


“นั่นสิ พวกเราฝึกกันตั้งนานกว่าจะเล่นเป็น แต่เจ้าดูแค่สองสามตาก็เล่นเป็นแล้ว ทั้งยังเล่นได้ดีถึงเพียงนี้ด้วย ทำเอาพวกข้าแพ้ไปหลายอีแปะเลยนะ!”


“ต่อไปทุกคนจะให้น้องสะใภ้รองเล่นไพ่ด้วยไม่ได้นะ ไม่อย่างนั้นกระเป๋าเงินพวกเราเหลือแต่.ลมแน่!”


“ข้าเห็นด้วย!”


นางฉินถูกชมจนหน้าแดง กล่าวอย่างเขินอาย “ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม แค่รู้สึกว่ามันน่าจะเล่นเช่นนี้ แหะๆ…”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยความคิดของตัวเองขึ้น “พี่สะใภ้รอง รอให้พ้นหนาวหน้า ท่านอยู่ไฟครบกำหนดแล้ว ท่านเปิดโรงพนันเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะร่วมลงทุนด้วย!”


“ข้าก็จะลงทุนด้วย!”


“ข้าด้วย!”


ดวงตาของนางฉินพลันทอประกาย นางทำได้จริงหรือ?


ตอนที่ 647: ความรักจะจางหายไปอย่างนั้นหรือ


แม้จะตื่นเต้นมาก แต่นางฉินก็ยังคงรักษากิริยาสงบเสงี่ยมเอาไว้ได้ นางเพียงแค่เล่นเป็นเท่านั้นเอง แค่เล่นเป็น มิใช่ว่าจะสามารถเปิดโรงพนันได้ สองสิ่งนี้ต่างกันมาก


ถึงนางจะเล่นเป็น แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะมีความสามารถในเรื่องการบริการจัดการกิจการโรงพนัน  และโรงพนันในความคิดของนางก็เป็นสถานที่อโคจร นางไม่สามารถบอกได้ว่าตัวเองจะยอมรับและคลุกคลีกับสถานที่เช่นนี้ได้หรือไม่


“บางทีข้าอาจจะแค่ดวงดีก็ได้ อีกอย่าง การเปิดโรงพนันต้องปฏิบัติและระวังเรื่องใดบ้างข้าก็ไม่รู้ และตอนนี้ข้าแค่ยังอยากเลี้ยงลูกให้เต็มที่ก็เท่านั้น”


นางฉินเอ่ยอย่างใจเย็น วาจาสงบเสงี่ยมเหมือนจะบอกคนอื่นไม่ให้ตื่นเต้น แต่อันที่จริงคือกำลังปลอบใจตัวเองต่างหาก เพราะนางรู้ดีกว่าใครว่าไฟในการอยากสร้างกิจการของตัวเองลุกโชนมากเพียงใด


หากสามารถเปิดโรงพนันได้จริงๆ นางย่อมตื่นเต้นกว่าใครอยู่แล้ว


แต่ปัญหาอยู่ที่ว่า นางจะสามารถรับผิดชอบกิจการนี้ได้จริงหรือไม่ สามารถดูแลโรงพนันให้ดี และไม่ทำให้ทุกคนที่ร่วมลงทุนต้องขาดทุนได้หรือไม่


และที่สำคัญที่สุดก็คือ สถานที่อย่างโรงพนัน หากประมาทเลินเล่ออาจทำลายผู้คนจำนวนไม่น้อย หากนางคิดจะเปิดจริงๆ ก็ต้องเตรียมแผนจัดการและหลีกเลี่ยงไม่ให้ปัญหาเหล่านั้นเกิดขึ้น


เล่นเพื่อความสนุกเท่านั้น ต้องไม่เล่นจนติด และห้ามเล่นจนหมดเนื้อหมดตัว


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ฐานะของลู่ไป่ชวนในตอนนี้ไม่ธรรมดา พวกเขาที่เป็นญาติพี่น้องคิดจะทำอะไรก็ต้องระมัดระวังให้มาก จะให้กระทบต่อชื่อเสียงของเขาไม่ได้เด็ดขาด ดังนั้นเรื่องนี้ย่อมต้องไตร่ตรองให้มากที่สุด


“ที่พี่สะใภ้รองพูดก็ถูกนะเจ้าคะ โรงพนันไม่ใช่ว่าคิดจะเปิดก็เปิดได้เลย เบื้องหลังมันซับซ้อนมาก ต่อให้คิดจะเปิดจริงๆ ก็ต้องสำรวจตรวจตราให้ดีเสียก่อน ข้าเองก็อยากเปิดร้านขายอัญมณีอยู่เหมือนกัน รอหลังปีใหม่พวกเราไปสำรวจด้วยกันดีกว่าเจ้าค่ะ!”


ลู่กุ้ยหลานถือโอกาสนี้พูดออกมา นี่เป็นเรื่องที่นางได้ปรึกษากับสามีเมื่อสองสามวันที่ผ่านมา


แม้นางจะเป็นห่วงที่สามีต้องเดินทางไปเสี่ยงอันตรายที่ทุ่งหญ้า แต่สามียืนกรานที่จะไปนางก็ห้ามไม่ได้ จึงทำได้เพียงแค่ร่วมมือร่วมใจกัน


“หืม พวกเจ้าก็อยากเปิดกันเองด้วยหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ รู้สึกประหลาดใจมาก คิดไม่ถึงว่าคนในบ้านจะมุ่งมั่นพัฒนาตัวเองเช่นนี้ ไม่หยุดตัวเองอยู่ที่เดิม หาทางลองสิ่งใหม่ๆก้าวเดินต่อไปเรื่อยๆ


“ฮิๆๆ ข้าเห็นว่าอัญมณีนั่นมันมีตลาดจริงๆ ข้ากะว่าจะไปเปิดร้านที่เมืองหลักดู ที่นั่นมีคนร่ำคนรวยเยอะ น่าจะทำกิจการได้ไม่เลว พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พี่สะใภ้สาม พวกท่านอยากร่วมลงทุนด้วยหรือไม่เจ้าคะ?”


ลู่กุ้ยหลานไม่ได้ถามนางเสิ่น เพราะนางเสิ่นคิดจะทำด้วยกันกับนางอยู่แล้ว พวกนางเป็นคู่สะใภ้สกุลจาง สองพี่น้องสกุลจางต้องเดินทางไปที่ดินแดนทุ่งหญ้าด้วยกัน ได้แหล่งสินค้าเหมือนกัน สองครอบครัวดูแลกิจการด้วยกันก็ยิ่งสะดวก


แน่นอนว่านี่ไม่ใช่แผนการในระยะยาว ที่ตอนนี้สองครอบครัวร่วมทำด้วยกันเพราะยังไม่รู้สถานการณ์ตลาดสินค้าดีพอ รอเข้าใจตลาดดีพอแล้ว สองครอบครัวก็ต้องแยกกันทำ เหมือนพี่น้องครอบครัวลู่ ต่างคนต่างทำกิจการของตัวเอง ช่วยเหลือกันและกัน แต่ไม่ต้องผูกติดกันตลอดเวลา ต่างคนต่างพยายามมุ่งไปข้างหน้าในเส้นทางของตัวเอง


ลู่กุ้ยหลานถามถึงขั้นนี้แล้วก็หมายความว่านางได้วางแผนเอาไว้แล้ว เหอจิ่วเหนียงสนับสนุนมาก “ต้องร่วมอยู่แล้ว! ก่อนหน้านี้ข้าก็บอกน้องเขยแล้วว่าจะร่วมลงทุนกับพวกเจ้าด้วย เหล่าขุนนางตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลักกับเมืองหลวงล้วนชื่นชอบอัญมณีและเครื่องเทศพวกนี้อยู่แล้ว ต้องทำกำไรได้เป็นกอบเป็นกำแน่นอน พวกเจ้าทำกิจการอย่างวางใจได้เลย”


หากเป็นเมื่อก่อนครั้นเพิ่งมาถึงจิงโจวใหม่ๆ เหอจิ่วเหนียงคงไม่กล้าพูดเช่นนี้ ครอบครัวลู่ในตอนนั้นยังไม่เคยเห็นโลกกว้าง และยังไม่มีความสามารถพิเศษที่เป็นที่ประจักษ์ จะปล่อยให้พวกเขาลงมือทำกันเองนั้นไม่มีทาง บางทีอาจเป็นเหอจิ่วเหนียงที่ต้องลงมือทำเองทั้งหมดด้วยซ้ำ


ทว่าตอนนี้ไม่เหมือนตอนนั้นแล้ว ทุกคนเติบโตอย่างก้าวกระโดด สามารถรับผิดชอบงานเองได้ ไม่ต้องให้เหอจิ่วเหนียงเป็นกังวลแล้ว


เห็นเหอจิ่วเหนียงตอบตกลงอย่างรวดเร็ว คนอื่นก็พยักหน้าเห็นด้วยทันที ใครเลยจะอยากพลาดโอกาสทำเงินที่ดีเช่นนี้ ถึงอย่างไรตอนนี้ทุกคนก็มีเงินเหลือเก็บ เก็บไว้เฉยๆก็ไม่เกิดประโยชน์ สู้เอาไปลงทุนให้.งอกเงยดีกว่า


นางซุนได้ยินก็หวั่นไหว จึงเอ่ยขึ้น “ข้าจะร่วมทุนด้วย อย่างไรก็อยู่ว่างๆ”


เหตุผลประการแรก ก็เพื่อสนับสนุนกิจการของบุตรสาว ประการที่สอง การที่สามารถมีรายรับได้มากขึ้น ใครบ้างจะไม่เอาล่ะ


เหล่าสตรีเล่นไพ่นกกระจอกไปพร้อมกับเจรจาเรื่องนี้กันไป ส่วนพวกบุรุษก็ไม่ได้อยู่ว่าง ด้านลู่เหอหรงก็ได้ยินบทสนทนาเรื่องที่ทุกคนแนะนำให้ครอบครัวเขาควรเปิดโรงพนันแล้ว


ถึงแม้ภรรยาจะพยายามบ่ายเบี่ยง แต่เขารู้ว่าภรรยาใจสั่นระรัวมากเพียงใด หากสามารถทำได้จริง เขาก็จะสนับสนุนภรรยาอย่างเต็มที่ ถึงแม้ตัวเองจะเป็นคนไม่เอาไหน แต่จะทำให้ภรรยาน้อยเนื้อต่ำใจไม่ได้เด็ดขาด


เขาแอบถามลู่ไป่ชวน “น้องสาม เจ้าคิดว่าพอจะเป็นไปได้หรือไม่?”


ลู่ไป่ชวนคิดอย่างจริงจังครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบ “ได้สิขอรับ แต่หากคิดจะทำก็ไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ ต้องล่วงเกินคนบางกลุ่ม นอกจากนี้ หลายๆเรื่องต้องจัดการให้ดี อย่างให้คนอื่นเอาไปพูดต่อในทางเสียๆหายๆได้”


การเปิดโรงพนัน ยากที่จะหลีกเลี่ยงอุบายดำมืดบางอย่าง หากจัดการไม่ดีก็จะเจอกับความยุ่งยากวุ่นวายนานัปการ แต่ลู่ไป่ชวนเชื่อว่า พี่รองกับพี่สะใภ้รองต้องจัดการได้ดีแน่นอน


แม้พี่รองจะพูดจาไม่ค่อยเก่ง แต่เขาเป็นคนทำงานได้ละเอียด ลู่ไป่ชวนจึงรู้สึกว่า หากพี่รองกับพี่สะใภ้รองจะเปิดโรงพนันก็นับว่าเป็นเรื่องไม่เลว ถือเป็นการสร้างการเติบโตให้พวกเขาในอีกด้านหนึ่ง


ลู่เหอหรงพยักหน้า “อืม หากเจ้าว่าได้ เช่นนั้นหลังปีใหม่ข้าจะไปดูๆลาดเลาสักหน่อย หากสามารถเปิดโรงพนันที่เมืองหลักได้ ครอบครัวของเราก็จะได้เจอกันง่ายขึ้น”


ลู่เหอหรงมีหน้าที่ต้องดูแลเรือกสวนนาไร่ของที่บ้าน แต่งานเหล่านี้ไม่จำเป็นต้องไปดูทุกวัน สามสี่วันไปตรวจตราสักหนก็ได้แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นก็แค่ขยันวิ่งไปวิ่งมาก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร


แต่สิ่งสำคัญกว่าก็คือ พวกเขาต้องหาเวลาอยู่เคียงข้างลูกๆสักหน่อย เขารู้สึกว่าโยวยาโถวกับเหลยจื่อกลับบ้านมาคราวนี้ ไม่ค่อยสนิทกับเขาเหมือนเมื่อก่อนแล้ว หากได้ไปอยู่เมืองหลัก พวกเขาก็จะได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้น


จะเอาแต่หาเงิน แต่ความสัมพันธ์กับลูกๆกลับห่างเหินคงไม่ดี


ไหนจะพ่อแม่ที่แก่ลงทุกวัน ตอนนี้ทั้งสองอาศัยอยู่ในเมืองหลักเป็นส่วนใหญ่ เขาในฐานะลูกคนหนึ่งก็ควรอยู่ตอบแทนบุญคุณข้างกาย จะทิ้งให้เป็นหน้าที่ของครอบครัวสามอย่างเดียวไม่ได้


ลู่ไป่ชวนได้ยินคำพูดของพี่ชายก็รู้สึกอึกอักเล็กน้อย หลังปีใหม่เขาต้องไปรับตำแหน่งที่เมืองหลวง …เขายังไม่ได้บอกเรื่องนี้กับคนในครอบครัวเลย


ก่อนหน้านี้เขาได้ปรึกษากับภรรยาเอาไว้ว่า จะบอกเรื่องนี้กับครอบครัวในคืนส่งท้ายปี ถือว่าสร้างความประหลาดใจให้กับครอบครัว แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าจะปล่อยเอาไว้จนถึงวันนั้นไม่ได้แล้ว


พี่ใหญ่ พี่รอง และพวกน้องเล็กต่างก็เดินตามพวกเขามาตลอด แต่ดูเหมือนว่าเขายิ่งเดินไปเร็วเรื่อยๆ


แต่ก็ไม่รู้ว่าท่านพ่อท่านแม่ กับพวกเด็กๆจะเลือกเช่นไร


แม้จะบอกว่า การให้พวกเด็กๆไปเรียนหนังสือและไปทำการค้าที่เมืองหลวงจะทำให้พวกเขาเจริญก้าวหน้ามากกว่า แต่ก็ไม่อาจให้เด็กๆอยู่ห่างจากพ่อแม่ของพวกเขาได้ หากไปเมืองหลวง โอกาสที่พวกเด็กๆจะได้เจอกับพ่อแม่ของพวกเขาก็ยิ่งน้อยลง


ดูท่า เดี๋ยวต้องปรึกษากับภรรยาใหม่อีกครั้ง จะได้ไม่ทำให้ทุกคนดีใจเก้อ

.....

ตอนกลางคืน ขณะนอนอยู่ใต้ผ้าห่ม ลู่ไป่ชวนก็พูดเรื่องนั้นขึ้นมา 


เหอจิ่วเหนียงเล่นไพ่นกกระจอกจนง่วง ไม่อยากพูดเรื่องอะไรทั้งนั้น นางพลิกตัวมาแล้วเอ่ย “ข้าคิดไว้เรียบร้อยแล้ว เมื่อถึงเวลาข้าจะเป็นคนพูดเอง ท่านแค่นั่งฟังเฉยๆก็พอ รีบนอนเถอะ ข้าง่วงจะตายอยู่แล้ว พรุ่งนี้ยังต้องสอนพวกพี่สะใภ้รองเล่นวิธีอื่นอีก!”


นางเองก็ดูออกว่านางฉินมีความตั้งใจจะทำการค้า ดังนั้นจึงตัดสินใจว่าจะสอนวิธีการเล่นแบบอื่นให้กับนาง ดูว่านางมีพรสวรรค์จริงหรือไม่ ส่วนคนอื่นก็มีความสนใจไม่น้อย จึงนัดกันว่าพรุ่งนี้จะเริ่มเล่นกันตั้งแต่เช้า


ลู่ไป่ชวนเงียบไป…


เขารู้สึกราวกับว่า ตนเองมีความสำคัญน้อยลงอย่างไรอย่างนั้น


ตั้งแต่กลับมา ภรรยาหากไม่ยุ่งกับการใส่ใจเรื่องคนอื่น ก็ยุ่งอยู่กับการเล่นไพ่นกกระจอก พูดคุยกับเขาแค่ไม่กี่คำก็เริ่มแสดงท่าทีรำคาญเขาแล้ว


หรือความรักของนางจะจางหายไปแล้ว…


ตอนที่ 648: ลู่ไป่ชวน ท่านไม่รักข้าแล้ว


ขณะที่ลู่ไป่ชวนกำลังเหม่อลอย เหอจิ่วเหนียงก็ง่วงจนแทบไม่ไหวอยู่แล้ว นางซุกตัวเข้าไปในอ้อมแขนอีกฝ่าย หาตำแหน่งหนุนเหมาะๆ เตรียมจะเข้าสู่ห้วงนิทรา


นางเตรียมจะดับตะเกียงไฟ แต่จู่ๆก็สัมผัสได้ว่าคนข้างกายดูเหมือนจะไม่ค่อยสดใสเท่าไร จึงนึกขึ้นได้ว่า ช่วงหลายวันมานี้นางละเลยเขาไป จึงครุ่นคิดกับตัวเองครู่หนึ่ง ก่อนจะถามขึ้น “ต้องการหรือไม่?”


ลู่ไป่ชวน “…”


ตั้งแต่พวกเขากลับมาหมู่บ้าน ภรรยาก็ง่วนกับการทำนู่นทำนี่ตั้งแต่เช้าจรดค่ำ เห็นนางง่วงมากทุกคืน ต่อให้เขาต้องการมากเพียงใดก็ต้อง.อดทน ไม่อยากรบกวนนาง ดังนั้นจึงได้แต่เงียบมาตลอด


ส่วนในคืนนี้ เขาเพียงอยู่ในอารมณ์หดหู่เรื่องอื่น ไม่ได้คิดเรื่องอย่างว่าเลย


เหอจิ่วเหนียงพยายามมุดออกมาจากอ้อมแขนสามี นอนหงายกางแขนขา ปิดเปลือกตา แล้วเอ่ยอย่างกล้าหาญ “มาสิ!”


แม้ปากจะพูดเช่นนี้ แต่สติของนางกลับเลือนรางลงทุกขณะ นางตั้งใจว่าจะนอนเฉยๆให้ลู่ไป่ชวนสนุกไปฝ่ายเดียว


ลู่ไป่ชวน “…”


ไม่รักก็อย่าทำร้ายกันสิ!


ในคราวนั้น ภรรยาสวมชุดกระโปรงสั้นผ้าโปร่งบางจนทำให้เขาเลือดกำเดาไหล นุ่มนวลน่าลูบไล้ ทำให้เขาหลงใหลจนห้ามใจไม่อยู่!


แล้วตอนนี้…


ชายหนุ่มสูดลมหายใจลึก ยื่นมือไปดับตะเกียงไฟบนหัวเตียง คว้าร่างบางมาก.อดในอ้อมแขนอีกครั้ง หายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะกล่าว “ดึกแล้ว นอนเถอะ”


ได้ยินคำพูดนี้ เหอจิ่วเหนียงก็พลันตาสว่าง


เกิดอะไรขึ้น?


ที่ผ่านมา ท่าทีของเขาที่มีต่อนางในเรื่องนี้ราวกับเสือขย้ำเหยื่อ ไม่มีครั้งใดที่ไม่ต้องการเลย แต่ครั้งนี้ก็หลายวันมาแล้ว เขากลับไม่มีความต้องการแม้แต่น้อยเลยหรือ?


ในความมืด เหอจิ่วเหนียงเบิกตากว้าง กำคอเสื้อลู่ไป่ชวนแน่น พูดด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบลอดไรฟัน “ลู่ไป่ชวน ท่านไม่รักข้าแล้ว!”


ลู่ไป่ชวน “...”


เขาแค่รู้สึกน้อยใจ แต่เขาก็พูดออกไปไม่ได้!


“เจ้าง่วงแล้วไม่ใช่หรือ?”


“เมื่อก่อนถึงข้าจะง่วงก็ไม่เคยเห็นท่านปรานี แต่ตอนนี้… ท่านไม่รักข้าแล้ว!”


ลู่ไป่ชวนได้ยินดังนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง พลิกตัวขึ้นคร่อมร่างหญิงสาวทันที ใช้การกระทำบอกนางว่าเขารักนางมากเพียงใด

.....

วันต่อมา


เหอจิ่วเหนียงตื่นสายมาก กระทั่งถึงเวลามื้อเที่ยงก็ยังไม่ตื่น


ส่วนลู่ไป่ชวน เมื่อคืนเขาได้รู้แล้วว่าภรรยารักเขามากเพียงใด ยามนี้เขารู้สึกหัวใจพองโตเป็นที่สุด ตื่นแต่เช้าตรู่ พาพวกเด็กๆฝึกวรยุทธ์ ไม่ต้องบอกเลยว่าเขามีกำลังวังชามากเพียงใด


เห็นบุตรชายอารมณ์ดีจนน่าหมั่นไส้ นางซุนก็รู้ได้ทันทีว่าต้องมีเรื่องไม่ธรรมดาแน่ บวกกับที่ทุกคนกำลังรอเหอจิ่วเหนียงตื่นมาสอนวิธีการเล่นไพ่ใหม่ๆ แต่คนสอนกลับไม่ตื่นเสียที เพียงเท่านี้ก็ไม่มีอะไรต้องถามแล้ว


ทุกคนล้วนเป็นผู้ใหญ่มีประสบการณ์ ย่อมเข้าใจดี


แม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่นางซุนก็จับจ้องลู่ไป่ชวนมาตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว สายตาที่ใช้จับจ้องบุตรชายแฝงเลศนัยน่าขนลุกยิ่งนัก


ลู่ไป่ชวนเองก็เห็นสายตาโกรธเกรี้ยวของมารดาเช่นกัน เขายกมือขึ้นเกาจมูกอย่างประหม่า ก่อนจะกล่าว “อันที่จริงวิธีการเล่นพวกนั้นข้าก็สอนพวกท่านได้นะขอรับ”


ครั้นที่อยู่หนานไท่ ลู่ไป่ชวนเคยเป็นเจ้าของกิจการโรงพนันที่ใหญ่ที่สุดในหนานไท่มาก่อน และในฐานะเจ้าของโรงพนัน เรื่องพื้นฐานเหล่านี้เขาย่อมเชี่ยวชาญอยู่แล้ว คนที่เล่นเอาชนะเขาได้มีเพียงหยิบมือ


สิ้นเสียง ทุกคนยังไม่ทันตอบสนองอะไร คนพูดก็ถูกผู้เป็นมารดาง้างมือฟาดแขนไปแล้วหนึ่งที 


นางซุนตีพร้อมดุด่าอย่างหัวเสีย “เล่นเป็นแล้วทำไมไม่พูดตั้งแต่แรก! ปล่อยให้ทุกคนรอจนเสียเวลาเปล่า! รีบๆมาเดี๋ยวนี้เลย!”


ลู่ไป่ชวนจึงรับหน้าที่สอนทุกคนเล่นไพ่นกกระจอกแทนภรรยา


เหอจิ่วเหนียงตื่นขึ้นมาก็เป็นเวลาเที่ยงแล้ว นางสะดุ้งเล็กน้อย ก่อนจะรีบลุกพรวดขึ้นจากเตียง นางจำได้ว่าวันนี้ต้องตื่นมาสอนวิธีการเล่นไพ่นกกระจอกแบบใหม่ๆให้กับทุกคน ตอนนี้ทุกคนคงรอกันจนร้อนใจแล้วเป็นแน่


ลู่ไป่ชวนเข้ามาดูนางพอดี เห็นภรรยากำลังกระวีกระวาดอยู่บนเตียงจึงรีบเดินเข้าไปหา


“ข้าสอนทุกคนเรียบร้อยแล้ว ทุกคนเรียนรู้ไวมาก ตอนนี้กำลังนั่งเล่นกันอยู่”


ชายหนุ่มดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมให้ภรรยา แล้วเอ่ยต่อ “หิวหรือไม่ ข้าจะไปยกอาหารมาให้”


เหอจิ่วเหนียงหิวแล้วจริงๆ จึงพยักหน้ารับโดยไม่พูดอะไร


หลังลู่ไป่ชวนออกไป นางก็ล้มตัวลงนอนต่อ


แม้จะนอนตื่นสายจนป่านนี้แต่นางก็ยังคงรู้สึกง่วง ปวดเมื่อยเนื้อตัวไปหมด ร่างกายยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ แถมเมื่อครู่พรวดพราดลุกขึ้นก็ใช้เรี่ยวแรงไปอย่างฉับพลัน เพราะรู้สึกผิดที่ต้องให้ทุกคนรอนาน ทว่าตอนนี้ลู่ไป่ชวนจัดการเรียบร้อยแล้ว นางจึงสามารถนอนต่อได้อย่างวางใจ


ดังนั้นตอนที่ลู่ไป่ชวนยกอาหารเข้ามา ภรรยาเขาก็ผล็อยหลับไปอีกรอบแล้ว


ลู่ไป่ชวน “...”


หมดคำจะพูดจริงๆ


เขาจึงปลุกนางขึ้นมากินก่อน แล้วค่อยนอนต่อ


“น่าเสียดาย วันนี้ตอนแรกข้าตั้งใจว่าจะไปดูจางซุ่ยยาสักหน่อยว่าเป็นเช่นไรบ้าง แต่ถ้าให้ข้าเดา นางต้องน่าสังเวชกว่าข้าแน่นอน”


เหอจิ่วเหนียงบ่นพึมพำเบาๆ ทั้งยังส่งเสียงชิชะอย่างขัดใจสองสามครั้ง เมื่อคืนเมื่อจางซุ่ยยาถูกส่งตัวไปที่หอคณิกาก็ถูกให้รับแขกทันที นี่เป็นความตั้งใจของเหอจิ่วเหนียงเอง จะปล่อยให้เวลายืดเยื้อไม่ได้ หาไม่จะเสียเวลาเปล่าประโยชน์


ลู่ไป่ชวนกล่าว “หากเจ้ายังไม่หายโกรธ ข้าจะให้คนจัดการอีกครั้ง”


ความจริงหากเขาลงมือเอง เรื่องคงไม่ยุ่งยากถึงเพียงนี้ แต่ภรรยาชอบความสนุก ดังนั้นจึงปล่อยให้สองแม่ลูกคู่นั้นก่อเรื่องขึ้น


ขอเพียงภรรยาพยักหน้า เขาก็สามารถทำให้จางซุ่ยยาทรมานมากกว่าตอนนี้ได้เป็นสิบเท่า


“ช่างเถอะ ช่างเถอะ อย่าตามราวีนางเกินไปเลย ให้นางได้รู้สึกเจ็บปวดไปทั้งชีวิตเช่นนี้ข้าก็พอใจมากแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงเองก็สามารถจัดการเรื่องนี้ให้จบลงอย่างรวดเร็วได้ แต่หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่สนุกน่ะสิ!


เป็นเช่นนี้นี่แหละดียิ่งนัก ให้คนไม่รู้จักคิดได้จมอยู่กับความทุกข์ทรมาน ให้นางได้รู้ซึ้งว่าผลลัพธ์ของการคิดแย่งสามีของสตรีนามว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นเช่นไร เช่นนี้จึงจะสาแก่ใจ


“ข้าอิ่มแล้ว ท่านออกไปเถอะ ช่วยปิดประตูให้ข้าด้วย ข้าจะนอนต่อ”


เหอจิ่วเหนียงกินข้าวเสร็จก็ล้มตัวลงหลับตานอนต่ออีกครั้ง


ลู่ไป่ชวนไม่ได้พูดอะไร ยกถาดอาหารออกไป แต่ไม่นานก็กลับเข้ามาอีกครั้ง และล้มตัวนอนข้างๆนาง กอดร่างบางไว้ในอ้อมแขน เอ่ยกระซิบข้างหูด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ข้าจะนอนเป็นเพื่อนเจ้า”


เหอจิ่วเหนียงอยากปฏิเสธ เพราะตอนนี้ทุกคนต่างก็รวมตัวกันอยู่ในบ้าน แต่พวกเขาสองคนกลับหลบเข้ามานอน นางจึงรู้สึกเกรงใจ แต่การได้นอนหลับในอ้อมแขนของลู่ไป่ชวนก็รู้สึกดีกว่านอนคนเดียวมากจริงๆ …นางจึงยอมปล่อยเลยตามเลย

.....

โก่วเอ๋อร์และพวกเด็กๆ หลังจากเขียนการบ้านเสร็จก็ออกไปเล่นกันข้างนอก ปั้นตุ๊กตาหิมะน่ารักน่ารักหลายตัว เขาอยากชวนท่านแม่ออกมาดู แต่พอกลับเข้าไปในบ้านกลับพบว่า ทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ยกเว้นท่านพ่อกับท่านแม่


“ท่านย่า ท่านพ่อกับท่านแม่ล่ะขอรับ?”


โกรธเอ๋อร์แปลกใจเล็กน้อย คิดว่าพวกเขาออกไปทำธุระข้างนอก


“นอนอยู่ในห้อง อย่าไปกวนพวกเขาเลย”


นางซุนกำลังเล่นไพ่อย่างเมามัน รู้สึกว่าวิธีการเล่นที่บุตรชายสอนเหมือนจะง่ายกว่า จึงหายโกรธบุตรชายแล้ว ทั้งยังหวังดีเตือนโก่วเอ๋อร์ว่าอย่าไปรบกวนการนอนของพวกเขาด้วย


ในฐานะผู้อาวุโส นางย่อมหวังให้สามีภรรยาคู่นั้นนอนเยอะๆอยู่แล้ว ครอบครัวเจ้าสามมีโก่วเอ๋อร์เป็นลูกคนเดียว ถือว่ามีลูกน้อยไป ควรหาโอกาสมีลูกเพิ่มอีก


อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สะใภ้สามบอกเอาไว้แล้วว่า อยากรอให้โก่วเอ๋อร์โตกว่านี้อีกหน่อยแล้วค่อยมีลูกคนที่สอง ต่อให้คนเฒ่าคนแก่อย่างนางจะร้อนใจอยากมีหลานเพิ่มแต่ก็ไม่อาจ.กดดันพวกเขาได้ คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามวาสนาของพวกเขา


ฮี่ๆๆ หวังว่าคราวนี้จะมีข่าวดีนะ!


โก่วเอ๋อร์ได้ยินว่าท่านพ่อท่านแม่กำลังนอนอยู่ ตัวเองก็รู้สึกง่วงขึ้นมา จึงกล่าว “เช่นนั้นข้าก็ขอตัวไปนอนสักประเดี๋ยวนะขอรับ!”


แม้จะไม่ได้นอนกับท่านพ่อท่านแม่แล้ว แต่ห้องของเด็กชายก็อยู่ติดกับห้องของพ่อแม่ เช่นนี้ก็ถือว่ายังได้นอนกับท่านพ่อท่านแม่อยู่ได้เหมือนกัน


เด็กคนอื่นเห็นดังนั้นก็รู้สึกง่วงไปตามๆกัน จึงกลับเข้าห้องไปนอนโดยไม่สนใจตุ๊กตาหิมะข้างนอกเหล่านั้นแล้ว


นางหยูเห็นข้างนอกเงียบสงบลงแล้วก็.อด.ยกมือปิดปากหัวเราะคิกคักไม่ได้ “คิดไม่ถึงเลยว่าครอบครัวน้องสามจะเป็นตัวอย่างให้เด็กๆทำตามได้เช่นนี้”


ลู่กุ้ยหลานก็ยิ้มพลางกล่าว “นั่นสิเจ้าคะ ในที่สุดก็เงียบกันได้เสียที เจี๊ยวจ๊าวกันทั้งวันจนข้าเวียนหัวไปหมด”


ตอนที่ 649: ตัดสินใจย้ายสุสาน


เช้าตรู่วันต่อมา


ผู้เฒ่าลู่พาบุตรชายทั้งสาม พวกหลานๆและญาติๆในตระกูลไปไหว้บรรพบุรุษที่หอบรรพชน


เหล่าสตรีในครอบครัวลู่ลงมือเตรียมอาหารสำหรับปีใหม่ บรรดาสาวใช้ก็เตรียมอาหารสำหรับปีใหม่ของตัวเองเช่นกัน ทุกคนต่างยุ่งกับหน้าที่ของตนเอง


เมื่อไม่กี่วันก่อนได้ฆ่าหมูไปหลายตัว แบ่งให้กับญาติพี่น้องสกุลลู่ รวมถึงแบ่งให้คนงานที่ทำงานดีในโรงงานและไร่นาด้วยไม่น้อย พอแบ่งๆกันไปจึงเหลืออยู่แค่ไม่เท่าไร เช้าตรู่วันนี้พวกพี่น้องสกุลลู่ยังหามหัวหมู และผลไม้บางส่วนไปเซ่นไหว้เพื่อแสดงความเคารพต่อบรรพบุรุษด้วย


เมื่อมาถึงหอบรรพชนทุกคนก็เก็บกวาดสถานที่ก่อน จากนั้นจึงเริ่มพิธีเซ่นไหว้อย่างเป็นทางการ ตอนที่เก็บกวาดสถานที่ พวกบุรุษเป็นคนลงมือทำ เมื่อพิธีเซ่นไหว้เริ่มขึ้นเหล่าสตรีก็มาถึงพอดี


พิธีเซ่นไหว้ไม่ได้ยิ่งใหญ่ แต่ทุกคนทำพิธีด้วยความจริงใจ หลังจากเสร็จสิ้นพิธี ผู้เฒ่าลู่ก็กล่าว “ตอนนี้เราได้ตั้งหลักปักฐานที่จิงโจวแล้ว เราจะทอดทิ้งบรรพบุรุษของพวกเราไว้ที่ชางโจวไม่ได้ ดังนั้นข้าจึงตัดสินใจว่า หลังปีใหม่จะนำคนกลับชางโจวเพื่อย้ายสุสานบรรพบุรุษมาที่นี่ พวกเจ้าคิดเห็นเช่นไร?”


ตระกูลลู่นับว่าเป็นตระกูลใหญ่ และการย้ายสุสานก็เป็นเรื่องใหญ่เช่นกัน ญาติพี่น้องที่เหลืออยู่ก็มีกันไม่พอที่จะเคลื่อนย้าย หากจะย้ายจึงจำเป็นต้องจ้างคนมาช่วยเพิ่ม


นี่เป็นเพียงความคิดของผู้เฒ่าลู่ จะย้ายหรือไม่ก็ต้องฟังความคิดเห็นของทุกคนก่อน


“ท่านอา นี่เป็นสิ่งที่พวกเราควรทำขอรับ ท่านอาแค่ตัดสินใจ พวกเราทุกคนจะทำตามท่านอาทุกอย่าง!”


ลู่ต้าผิง บิดาของเสี่ยวจวี๋จื่อเอ่ยเห็นด้วย คนอื่นก็คิดเช่นเดียวกัน แม้จะไม่ได้มีการประกาศออกมา แต่ตลอดมาทุกคนก็เห็นและเคารพผู้เฒ่าลู่ในฐานะผู้นำตระกูลไปแล้ว ดังนั้นท่านผู้เฒ่าพูดเช่นไรก็ย่อมเป็นไปตามนั้น


อีกอย่าง ตอนนี้พวกเขาก็มีชีวิตที่สุขสบายแล้ว เหตุใดยังต้องทอดทิ้งบรรพบุรุษให้ทนทุกข์อยู่ในชางโจว ไหนจะญาติพี่น้องสกุลเดียวกันที่ตายไประหว่างทางลี้ภัย จะปล่อยปละละเลยโดยไม่มีการเซ่นไหว้ไม่ได้ ตราบใดที่พวกเขายังมีชีวิตอยู่ จะปฏิบัติต่อผู้ล่วงลับไปแล้วอย่างไม่ไยดีไม่ได้เด็ดขาด


ผู้เฒ่าลู่มองปฏิกิริยาของทุกคน จึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ โชคดีที่ทุกคนที่ลี้ภัยมาด้วยกันเป็นคนจิตใจดี ครั้นที่อยู่ชางโจวก็ใช่ว่าจะไม่มีพวกตัวปัญหา ทว่าพวกคนเหล่านั้นต่างแพ้ภัยตัวเองล้มหายตายจากกันไปหมดแล้ว แม้จะเสียดาย แต่ปัจจุบันญาติพี่น้องที่เหลือเหล่านี้ก็มีความสำคัญที่สุดแล้ว ทุกคนช่วยเหลือเกื้อกูลกันและกันอย่างดี ไม่มีเรื่องขัดแย้งใดต่อกัน


“เช่นนั้นก็ตกลงตามนี้ พวกเจ้ากลับไปปรึกษากันนะ แต่ละครอบครัวให้ส่งตัวแทนมาสักคนก็พอ ที่เหลือพวกเราจะจ้างคนมาช่วย ส่วนค่าใช้จ่ายบ้านข้าจะเป็นคนออกเอง”


เหล่าเครือญาติล้วนจิตใจดีและตกลงกันได้ง่าย บวกกับครอบครัวลู่มีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีอยู่แล้ว จึงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเงินจำนวนเท่านี้ ยอมเสียสละบ้างก็ไม่ใช่ปัญหา ถึงอย่างไรญาติพี่น้องทุกคนก็ใช่ว่าจะสามารถช่วยออกเงินมากมายได้


ทุกคนรู้สึกซาบซึ้งใจมาก ขอบคุณครอบครัวลู่ซ้ำแล้วซ้ำเล่า แต่ทุกคนก็ไม่คิดจะเอาเปรียบ หลังจากหารือกันครู่หนึ่ง พวกเขาก็ตัดสินใจว่า แต่ละครอบครัวจะขอช่วยสนับสนุนเงินครอบครัวละห้าตำลึง นอกเหนือจากนี้พวกเขาจนปัญญาจริงๆ ทำได้แค่รบกวนครอบครัวลู่


พวกเขาล้วนทำงานกับครอบครัวลู่ สองปีที่ผ่านมาจึงพอเก็บเงินได้บ้าง เมื่อก่อนเงินจำนวนห้าตำลึงเทียบเท่ากับค่าใช้จ่ายตลอดทั้งปีของครอบครัว ตอนนี้พวกเขาหารายได้ได้มากขึ้น แต่ความต้องการก็มีมากขึ้นเช่นกัน หลายๆครอบครัวก็กำลังเตรียมสร้างบ้านใหม่ ส่วนครอบครัวที่มีลูกเต้าก็อยากส่งลูกๆเข้าเรียน หลังหักค่าใช้จ่ายเหล่านี้แล้ว การที่สามารถควักเงินห้าตำลึงออกมาได้นั้น นับว่าเป็นเรื่องที่ยากมากแล้ว


ผู้เฒ่าลู่พยักหน้าไม่ปฏิเสธ


หลังจากพิธีเซ่นไหว้เสร็จสิ้น ทุกคนก็รับเครื่องเซ่นไหว้ของตนเองกลับบ้านไป


ระหว่างมื้อเที่ยง ผู้เฒ่าลู่กล่าว “ครอบครัวเรา ข้ากับเจ้าใหญ่จะเป็นคนไปเอง เจ้ารองก็อยู่ดูแลเมีย ส่วนเจ้าสามมีหน้าที่ต้องรับผิดชอบไม่อาจปลีกตัวได้ ทำได้แค่ให้เจ้าใหญ่ลางานแล้ว”


ลู่จิ้งซวนไม่มีข้อโต้แย้งใดๆ ในฐานะบุตรชายคนโต นี่เป็นสิ่งที่เขาสมควรทำแล้ว


เขาพยักหน้าพลางกล่าว “ท่านพ่อ ข้าไปเองก็พอแล้วขอรับ ระยะทางไกลขนาดนั้น ท่านเองก็อายุมากแล้ว เดินทางไปกลับทรมานตัวเองเปล่าๆ”


“ไม่ได้ ข้าต้องกลับไป ตอนนี้ในตระกูลเรา ข้ากับแม่ของเจ้าเป็นผู้อาวุโสที่สุดแล้ว ข้าต้องกลับไปในฐานะตัวแทน หากไม่มีอะไรผิดพลาด นี่ก็คงจะเป็นครั้งสุดท้ายในชีวิตที่ข้าจะได้กลับไปแล้ว”


เมื่อพูดถึงตรงนี้ ผู้เฒ่าลู่ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่


แม้ว่าจิงโจวจะเป็นสถานที่ที่ดี แต่ชางโจวก็เป็นที่ที่พวกเขาอาศัยอยู่มาหลายชั่วอายุคน พวกเขากลับไปครั้งนี้อย่างแรกก็เพื่อย้ายสุสาน อย่างที่สองก็เพื่อรำลึกถึงบ้านเกิด เขาอายุมากแล้ว ไม่ชอบวิ่งเต้นไปข้างนอกเหมือนตอนวัยหนุ่ม เขาแค่อยากใช้ชีวิตอยู่กับลูกๆหลานๆอย่างมีความสุข ปลูกต้นไม้ชมนกชมไม้กับภรรยาเท่านั้น


ส่วนบ้านเกิด ครั้งนี้ก็คงจะเป็นครั้งสุดท้ายที่ได้กลับไป แม้แต่สุสานของบรรพบุรุษก็ต้องย้ายมาที่นี่แล้ว ดังนั้นเขาไม่มีสิ่งใดที่ค้างคาใจอีก และที่แห่งนี้ก็จะกลายเป็นบ้านเกิดของพวกเขาต่อจากนี้ไป


เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้นก็เงียบไป ความรู้สึกเศร้าอย่างบอกไม่ถูกผุดขึ้นในใจของแต่ละคน ความยากลำบากและความสิ้นหวังในครั้นที่พวกเขาลี้ภัย ดูเหมือนยังคงชัดเจนอยู่ตรงหน้าทุกคน


ลู่ไป่ชวนเห็นทุกคนเป็นเช่นนี้ จึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุย “ระยะทางยาวไกลนัก อาจเจออันตรายได้ ถึงวันนั้นข้าจะส่งคนติดตามพวกท่านไปด้วย จะได้คุ้มกันให้ทุกคนเดินทางกันอย่างปลอดภัยขอรับ”


อันที่จริงเขาอยากกลับไปด้วยตัวเอง คนที่ห่างบ้านนานที่สุดก็คือเขา ในเวลาเช่นนี้เขาควรได้ทำหน้าที่ในส่วนของตัวเอง แต่ทางด้านเมืองหลวงก็ยังรอให้เขาไปรับตำแหน่ง และเขาก็ไม่อาจปลีกตัวไปได้


“อืม หลังปีใหม่ค่อยมาวางแผนกันอีกที เดินทางรอบหนึ่งเร็วสุดก็ต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งเดือน หาคนไปช่วยคุ้มกันก็วางใจได้ไม่น้อย”


ผู้เฒ่าลู่พยักหน้า จิบสุราเล็กน้อย และเลิกคิดถึงเรื่องเศร้าๆเหล่านั้นอีก


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “ในเมื่อจะย้ายสุสาน ก็ต้องเอารถม้าไปหลายๆคัน ขาไปรถม้าก็ว่าง เราสามารถนำสินค้าที่นี่ไปขายที่นั่นได้ ไม่ใช่เพื่อหากำไรนะเจ้าคะ แต่เราขายให้ในราคาต้นทุน เพื่อช่วยเหลือชาวชางโจวด้วยเจ้าค่ะ”


ชางโจวประสบภัยพิบัติอย่างรุนแรง ส่งผลให้ล้าหลังและพัฒนาช้ากว่าที่อื่น แม้ราชสำนักพยายามหาทางแก้ไข แต่ก็ต้องใช้เวลา ไม่อาจแก้ไขให้ดีได้ในทันที


นางไม่ใช่พระโพธิสัตว์ ไม่สามารถบันดาลทุกอย่างให้ใครได้ แต่การนำสินค้าไปให้คนเหล่านั้นด้วยราคาต้นทุนสามารถทำได้ ถึงอย่างไรรถม้าก็ว่างพอดี จะปล่อยให้ว่างโดยเปล่าประโยชน์ก็น่าเสียดาย


“ความคิดนี้ดีเลย ทำความดีในขอบเขตที่เราสามารถทำได้ก็สมควรทำ”


นางซุนเห็นด้วยอย่างยิ่ง คนอื่นๆก็ไม่คัดค้าน


นางหยูกล่าว “ในโรงงานเรามีเสื้อผ้าเนื้อหยาบมีตำหนิเก็บอยู่บางส่วน เก็บไว้ก็เสียของเปล่า เอาไปแจกจ่ายให้คนยากจนก็ดีเหมือนกันนะเจ้าคะ”


ในอดีต ครั้นที่อยู่ชางโจว ปีทั้งปีพวกเขาจะซื้อผ้าสักพับมาตัดเย็บเสื้อผ้าใหม่ยังทำใจไม่ได้เลย แน่นอนว่าตอนนี้ยังมีหลายครอบครัวที่เป็นเช่นนี้ โดยเฉพาะที่ชางโจวที่เพิ่งผ่านภัยแล้งมา


ไม่ใช่ทุกคนที่ลี้ภัยแล้วจะตั้งหลักปักฐานได้เหมือนพวกเขา บางคนลี้ภัยไปได้ช่วงหนึ่งก็พบว่าชีวิตข้างนอกลำบากยิ่งกว่า พอบ้านเกิดฝนตกลงมาก็พากันหวนกลับไป โดยเฉพาะครอบครัวที่พอมีฐานะ ก่อนจะเกิดภัยพิบัติจริงๆ พวกเขาได้เตรียมการพาครอบครัวอพยพไปก่อนแล้ว หลังจากภัยพิบัติพัดผ่านไปก็หวนกลับมาบ้านเกิดอีกครั้ง


คนกลุ่มนี้ลี้ภัยโดยที่มีบ่าวรับใช้คอยคุ้มกัน คนทั่วไปไม่กล้าปล้น และเนื่องจากลี้ภัยไปก่อน โอกาสที่จะได้เจอพวกโจรจึงมีน้อยมาก ดังนั้นจึงยังมีชีวิตอยู่รอดปลอดภัย


แต่คนยากจนไม่ได้เป็นเช่นนั้น ทำได้แค่เอาชีวิตเป็นเดิมพัน หากอดทนสู้ผ่านไปได้ก็จะรอด หากไม่ได้ก็ตาย


ไม่ว่าจะเป็นภัยพิบัติจากธรรมชาติ หรือจะเป็นหายนะที่เกิดจากมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นยุคสมัยใด คนที่ต้องทุกข์ยากลำบากล้วนเป็นคนยากจนทั้งสิ้น


ตอนที่ 650: เคราะห์กรรมของครอบครัว


ทุกคนไม่มีความเห็นใดกับข้อเสนอนี้ และเรื่องราวก็ตกลงตามนี้


วันนี้ยังมีเรื่องให้ทำอีกมากมาย ทุกคนในครอบครัวไม่ได้อยู่ว่าง หลังกินข้าวเสร็จต่างคนก็ต่างไปทำหน้าที่ของตัวเองต่อ


บ้างก็ฆ่าไก่ฆ่าเป็ด บ้างก็ติดกระดาษ.มงคล ห่อเกี๊ยว ต่างคนต่างมีหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ


ขณะที่ครอบครัวลู่กำลังง่วนกับงานจนตัวแทบเป็นเกลียว ก็มีคนมาเยือนที่บ้าน มาแจ้งว่าเกิดเรื่องขึ้นกับบ้านสกุลหลี่ มีคนจำนวนมากกำลังโวยวายอยู่ที่นั่น อยากให้ครอบครัวลู่ไปดู


พูดง่ายๆก็คือมาขอความช่วยเหลือ เพราะในฐานะที่บ้านสกุลลู่เป็นครอบครัวที่เก่งกาจที่สุดในหมู่บ้าน หากยอมยื่นมือช่วย ย่อมได้ผลดีกว่าคนอื่นแน่นอน


คนที่มาแจ้งข่าวเป็นเด็กข้างบ้านของบ้านสกุลหลี่ เรื่องราวที่เกิดขึ้นกับบ้านสกุลหลี่ในช่วงนี้ชาวบ้านข้างเคียงล้วนรับรู้และเฝ้าดูมาโดยตลอด และเรื่องราวที่เกิดขึ้นขณะนี้ พวกเขาเห็นว่าบ้านสกุลหลี่เป็นฝ่ายเสียเปรียบ ผู้ใหญ่ในบ้านจึงให้เขามาแจ้งข่าวที่บ้านครอบครัวลู่


ตอนนี้ทุกคนในบ้านลู่กำลังยุ่งกับงาน อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงก็ไม่อยากออกจากบ้านเลย แต่นางรู้ดีว่าเรื่องนี้เกี่ยวข้องกับตนเอง จึงเตรียมตัวจะไปดูสักหน่อยว่าอีกฝ่ายจะเล่นลูกไม้อะไรอีก


“ให้ข้าไปเถอะ”


ลู่ไป่ชวนไม่อยากให้เรื่องเล็กน้อยแค่นี้ทำให้ครอบครัวต้องเสียอารมณ์ฉลองปีใหม่ จึงคิดจะส่งคนเหล่านั้นไปให้ทางการจัดการให้จบๆเรื่องไป


เหอจิ่วเหนียงกลับกล่าว “อย่าเลยน่า ทางที่ดีท่านอย่าเข้ามาข้องเกี่ยวเลย เดี๋ยวคนบ้านนั้นจะมาเกาะแกะท่านอีก”


ความจริงเหอจิ่วเหนียงไม่ได้กลัวว่าคนพวกนั้นจะเกาะแกะสามีของตนเลยสักนิด นางแค่อยากจัดการคนพวกนั้นด้วยตัวเองเท่านั้น


สถานการณ์ที่เกิดขึ้นในขณะนี้ ก็เป็นสิ่งที่นางคาดการณ์เอาไว้แล้ว หึ นางอยากจะดูเหมือนกันว่าสกุลจาง จะมีความสามารถสักแค่ไหน


ลู่ไป่ชวนรู้ว่าภรรยามีแผนการของตัวเอง แต่ก็ไม่อยากปล่อยให้นางคอยจัดการเรื่องต่างๆอยู่คนเดียว จึงเอ่ยขึ้น “ข้าไปเป็นเพื่อนเจ้าเอง”


เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง และไม่ได้ปฏิเสธ


คนอื่นในครอบครัวยังมีงานที่ต้องทำจึงไม่ได้ไปด้วย อย่างไรก็เชื่อว่าสะใภ้สามสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ไม่ตามไปด้วยก็ไม่เป็นไร

.....

ตอนที่สองสามีภรรยามาถึง ครอบครัวหลี่กับครอบครัวจางก็ลงไม้ลงมือต่อสู้กันแล้ว คนสกุลจาง.ยกพวกมาเยอะมากจึงได้เปรียบกว่า


ญาติพี่น้องสกุลหลี่ในหมู่บ้านก็พยายามช่วยเหลือ แต่คนสกุลจางราวกับคนคลุ้มคลั่ง พวกเขาไม่กล้าเสี่ยงทำอะไรมาก ด้วยกลัวว่าจะเกิดเหตุเลือดตกยางออกในช่วงปีใหม่ ดังนั้นจึงพยายามที่จะไม่ลงมือ หลบได้ก็หลบ เกลี้ยกล่อมได้ก็เกลี้ยกล่อม แต่น่าเสียดายที่คนสกุลจางไม่มีใครปกติเลยสักคน ใช้กำลังกับคนสกุลหลี่ราวกับคนบ้าก็มิปาน


แม่หลี่ถูกพวกผู้หญิงสกุลจางจับกดไว้กับพื้น ส่วนแม่จางกำลังคร่อมร่างนางแล้วง้างมือ.ตบหน้ารัวๆ มีคนอยากเข้าไปช่วยแต่ก็ช่วยไม่ได้ เพราะถูกคนสกุลจางจับเอาไว้เหมือนกัน


ดูจากสถานการณ์แล้ว ญาติพี่น้องสกุลจางคงแห่กันมาครบทุกคนเลยกระมัง


“หยุดได้แล้ว! นายท่านสามลู่กับฮูหยินสามลู่มากันแล้ว!”


มีคนตะโกนขึ้น ทุกคนหันไปก็เห็นสองสามีภรรยาเดินควงแขนกันมา คนสกุลหลี่หยุดมือทันที คนสกุลจางจึงฉวยโอกาสนี้เล่นงานคนสกุลหลี่ต่อโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น


ในสายตาของพวกเขา คนสกุลหลี่ร่วมมือกับคนสกุลลู่มาหลอกคนสกุลจาง ทั้งๆที่สกุลหลี่กับสกุลจางเป็นญาติพี่น้องกัน ตามหลักแล้วต้องช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน แต่คนสกุลหลี่กลับพาคนนอกมาจัดการกับญาติพี่น้องตัวเอง คนเช่นนี้สมควรตาย!


ที่หนักยิ่งกว่านั้น แม่นางน้อยของสกุลจางถูกขายตัวให้กับหอคณิการต่อหน้าธารกำนัล เช่นนี้จะให้คนสกุลจางเอาหน้าไปไว้ที่ไหน!


และที่สำคัญที่สุด เรื่องของจางซุ่ยยาถึงขั้นส่งผลกระทบต่อการหาคู่ครองของบรรรดาลูกหลานสกุลจาง ลูกหลานในตระกูลบางคนได้มีการหมั้นหมายแล้ว แต่หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น พวกเขาถูกถอนหมั้นกันหมด เพราะคิดว่าสกุลจางเป็นตระกูลที่ไม่น่าเชื่อถือ


ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความผิดของคนสกุลหลี่!


หากไม่ใช่เพราะพวกเขาไม่ยอมช่วยเหลือตั้งแต่แรก แถมยังทำให้เป็นเรื่องราวใหญ่โต ผลลัพธ์คงไม่เป็นเช่นนี้!


วันนี้ผู้ที่โหดร้ายที่สุด นอกจากครอบครัวของแม่จางแล้ว ก็ยังมีครอบครัวของลูกหลานที่ถูกถอนหมั้นเหล่านั้น แม้พวกเขารู้ว่าคนที่ส่งตัวจางซุ่ยยาไปขายคือเหอจิ่วเหนียง แต่พวกเขาไม่กล้าล่วงเกินครอบครัวลู่ จึงทำได้เพียงระบายความโกรธแค้นกับคนสกุลหลี่


เหอจิ่วเหนียงไม่คาดคิดว่าสกุลจางจะพากันมามากมายขนาดนี้ และคิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะคั่งแค้นถึงเพียงนี้ นี่จงใจจะเอาชีวิตคนสกุลหลี่ชัดๆ


ลู่ไป่ชวนเห็นสถานการณ์ จึงเดินเข้าไปกระชากพวกคนสกุลจางแล้วเหวี่ยงออกไปนอนกองกันราวกับภูเขา คนสกุลหลี่ที่ถูกทำร้ายต่างหอบหายใจอย่างอ่อนแรงและโล่ง.อก


แต่คนสกุลหลี่ไม่ได้ฉวยโอกาสนี้คร่ำครวญฟ้องร้องแต่อย่างใด กลับเอ่ยขอบคุณผู้ช่วยเหลือทั้งสองอย่างจริงใจ


“เคราะห์กรรมของครอบครัว ทำให้ทั้งสองท่านมาเห็นเรื่องน่าอายเสียแล้ว”


พ่อหลี่ยันตัวลุกจากพื้นด้วยความยากลำบาก หายใจกระหืดกระหอบ


เหตุการณ์บานปลายมาจนถึงขั้นนี้ เป็นเรื่องที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน ในใจตอนนี้จึงเหลือเพียงแค่ความเย็นยะเยือก


คนสกุลจางถูกลู่ไป่ชวนเข้ามาขวาง ในใจโกรธแทบคลั่งแต่กลับไม่กล้าแสดงออกมา ทำได้เพียงกัดฟันกรอด จับจ้องพวกเขาด้วยแววตาชิงชังเท่านั้น


โดยเฉพาะกับเหอจิ่วเหนียง เป็นฝีมือของผู้หญิงคนนี้ที่ทำให้สกุลจางของพวกเขาต้องอับอายขายขี้หน้า ไม่อย่างนั้น ตอนนี้จางซุ่ยยาคงได้กลายเป็นอนุภรรยาของครอบครัวสามสกุลลู่ไปแล้ว


ทั้งหมดนี้แม่จางเป็นคนเล่าให้พวกเขาฟัง ทั้งยังบอกอีกว่า อันที่จริงสกุลจางจะได้มีชีวิตที่สุขสบายแล้ว ต่อไปนี้ก็สามารถพึ่งพาใบบุญของจางซุ่ยยาได้ แต่ทุกสิ่งทุกอย่างกลับถูกเหอจิ่วเหนียงพังทลาย ทั้งยังวางกับดักให้พวกเขากับสกุลหลี่ต้องตัดญาติขาดมิตรกัน


เหอจิ่วเหนียงเห็นแม่หลี่ถูกทำร้ายสาหัสที่สุด นางจึงไม่สนใจคนอื่น รีบเข้าไปดูอาการบาดเจ็บของแม่หลี่ก่อน ใบหน้าของแม่หลี่ปูดบวมฟกช้ำจนแทบจำไม่ได้ ผมถูกกระชากจนหลุดเป็นหย่อมๆ ใบหน้าเต็มไปด้วยรอยเลือด รอยเล็บข่วน เลือดไหลออกทางจมูกและมุมปาก


“ท่านแม่ เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ?”


ลูกสะใภ้ทั้งสองหลุดออกจากพันธนาการก็รีบวิ่งมาดูแม่สามี แม้อาการของพวกนางไม่ได้สาหัสเท่าแม่หลี่แต่ก็ไม่ได้ดีนัก รอยเลือดและบาดแผลเต็มตัวไปหมดเช่นกัน


แม่หลี่เจ็บปวดจนไม่สามารถเปล่งเสียงใดได้ ทำได้แค่ส่ายหน้าเบาๆ ก่อนจะเลื่อนสายตาไปมองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตารู้สึกผิดสุดใจ


เหอจิ่วเหนียงสัมผัสถึงความรู้สึกของอีกฝ่ายได้ “ไม่ต้องพูดอะไรทั้งนั้น ข้าเข้าใจท่าน แต่ครอบครัวท่านต้องมาเจอเรื่องเลวร้ายเช่นนี้ ข้าก็มีส่วนต้องรับผิดชอบด้วย พวกท่านวางใจได้ ข้าไม่มีทางปล่อยให้พวกท่านต้องเจ็บตัวเปล่าๆแน่นอน”


พูดจบก็หันไปหาคนรับใช้ที่อยู่ข้างหลัง และสั่งการ “จับตัวพวกที่ก่อเรื่องเอาไว้ทั้งหมด แล้วพาคนสกุลหลี่เข้าบ้าน อย่าให้พวกเขาต้องหนาวอยู่ข้างนอก”


จากนั้นก็หันไปกล่าวกับลู่ไป่ชวน “ท่านกลับบ้านไปเอากล่องยามาให้ข้าหน่อย”


กล่องยาอยู่ในห้องนอนของพวกเขา ให้ลู่ไป่ชวนไปหยิบเหมาะสมที่สุดแล้ว


“นายท่านสามลู่ นี่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างพวกเราสองครอบครัว ไม่เกี่ยวข้องกับพวกท่านกระมัง?”


คนสกุลจางมีความเกรงกลัวต่อพวกเขาสองคนมาก เห็นลู่ไป่ชวนจะเดินกลับไป ก็เกิดความกลัวว่าเหอจิ่วเหนียงจะลงมือกับพวกเขาอีกครั้ง จึงรีบเรียกรั้งเขาไว้


“ใช่ ในเมื่อท่านเป็นขุนนาง ก็ไม่ควรมารังแกชาวบ้านอย่างพวกเรากระมัง?”


ลู่ไป่ชวนกำลังจะพูดบางอย่าง แต่เหอจิ่วเหนียงกลับพูดขึ้นเสียก่อน “รีบไปเอากล่องยามาเถอะ ตรงนี้ข้าจัดการเอง”


ลู่ไป่ชวนรู้ว่าภรรยาจะทำอะไร จึงพยักหน้าและเดินออกไป


ถึงอย่างไรไม่ว่านางจะทำอะไร เขาก็สามารถปกป้องนางได้อยู่แล้ว


คนสกุลจางเห็นลู่ไป่ชวนเดินไปแล้วก็เกิดความร้อนรนและเคร่งเครียดขึ้นทันที ลู่ไป่ชวนไม่อยู่ สตรีผู้นี้ต้องหาทางกลั่นแกล้งพวกเขาแน่!


แล้วก็เป็นดังคาด


เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้น เดินมาตรงหน้าแม่จาง ง้างมือตบหน้าไปหนึ่งที แล้วเอ่ยอย่างเย็นชา “ก่อนหน้านี้ข้าสั่งสอนเจ้าเบาเกินไปใช่หรือไม่?”


แม่จางตกใจจนพูดไม่ออก คิดไม่ถึงว่าพวกเขาจะมาช่วยคนสกุลหลี่


จบตอน

Comments