ตอนที่ 651: สกุลจางเกิดเรื่องวุ่นวายภายใน
ความจริงแล้วเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตอนนี้ก็เริ่มมาจาก ข่าวที่จางซุ่ยยาถูกขายตัวได้แพร่ออกไป ทำให้ลูกหลานในสกุลจางต้องถูกถอนหมั้น และนับจากนี้การหาคู่ครองของพวกเขาก็จะกลายเป็นเรื่องยาก
ญาติพี่น้องสกุลจางย่อมไม่พอใจ จึงพากันมาหาแม่จาง ให้ครอบครัวนางชดใช้ค่าเสียหาย
แม่จางไหนเลยจะมีปัญญาชดใช้ หรือต่อให้มี นางก็ไม่มีทางชดใช้แน่ จึงแต่งเรื่องขึ้นโดยโยนความผิดทั้งหมดให้กับสกุลหลี่ ทำให้ทุกคนมาเอาเรื่องกับสกุลหลี่
ตอนที่โยนปัญหาให้กับสกุลหลี่แม่จางยังรู้สึกไม่มั่นใจอยู่บ้าง แต่พอเห็นญาติๆสามารถเอาเรื่องสกุลหลี่ได้อย่างสาสม นางก็รู้สึกว่าตัวเองเป็นฝ่ายได้รับความชอบธรรมขึ้นมาทันที
คนเราหากไม่เห็นแก่ตัวบ้างก็อยู่ไม่ได้ หากนางไม่โยนปัญหาออกไป คนที่โดนตบตีจนฟกช้ำดำเขียวในวันนี้ก็คงจะเป็นนาง
ยิ่งไปกว่านั้น
นางไม่ได้พูดผิดเสียหน่อย หากครอบครัวน้องชายยอมช่วยซุ่ยยาตั้งแต่แรก ซุ่ยยาก็คงได้เข้าไปอยู่ในบ้านสกุลลู่อย่างราบรื่นแล้ว ต่อไปสองครอบครัวก็จะมีชีวิตที่สุขสบายขึ้น
แต่น่าเจ็บใจนัก สกุลหลี่กลับไปช่วยคนนอกทำร้ายซุ่ยยาบุตรสาวของนาง ทั้งยังทำให้ลูกหลานสกุลจางหลายคนต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย
บัญชีแค้นนี้ สมควรแล้วที่ต้องมาคิดกับพวกเขา!
เมื่อคิดได้ดังนี้ แม่จางก็มีความมั่นใจขึ้นมาทันที “ข้าเป็นพี่สาว สั่งสอนน้องชายตัวเองมันคงไม่เกี่ยวอะไรกับท่านกระมัง อีกอย่าง ข้าก็ไม่ได้ขายตัวเป็นทาสให้ท่านเสียหน่อย!”
พูดถึงเรื่องขายตัวเป็นทาสแล้วแม่จางก็อยากร้องไห้ บุตรสาวของนางถูกขายไปแล้ว แต่นางกลับไม่ได้รับผลประโยชน์อะไรกลับมาแม้แต่น้อย ทั้งยังทำให้ตระกูลต้องเสื่อมเสียชื่อเสียงอีก ตอนนี้เรื่องบานปลายใหญ่โต ชาวบ้านหมู่บ้านรอบๆก็รู้กันถ้วนทั่ว พอพบเจอนางก็พากันชี้มาที่นาง หลายวันที่ผ่านมานางต้องหลบอยู่แต่ในบ้านไม่กล้าออกไปไหน ยิ่งไม่กล้าไปดูด้วยซ้ำว่าตอนนี้บุตรสาวเป็นเช่นไรบ้าง
ซ้ำร้าย ญาติพี่น้องสกุลจางเหล่านี้ยังมาเอาเรื่องถึงบ้านอีก นางรับมือไม่ไหว จึงต้องพามาเอาเรื่องที่สกุลหลี่
เดิมทีคิดว่า ปล่อยให้ญาติๆได้ออกแรงระบายโทสะนิดหน่อยก็สิ้นเรื่อง ใครจะคิดว่าสตรีผู้นี้จะเข้ามายุ่งอีกแล้ว!
นางกัดฟันกรอดด้วยความโกรธแค้น แต่ก็ได้แต่โกรธในใจ ไม่กล้าต่อกร
“อยากได้สัญญาขายตัวของเจ้ามันง่ายนิดเดียว แค่ข้าให้เงินกับสามีของเจ้าสักก้อน ให้เขาขายตัวเจ้าให้ข้า จากนั้นจุดจบของเจ้าจะลงเอยเหมือนลูกสาวของเจ้าโดยการให้ข้าขายต่อ หรือจะอยู่เป็นทาสรับใช้ข้า หรือแม้กระทั่งต้องตายด้วยน้ำมือข้า ทุกอย่างก็ขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของข้าแล้ว”
เพียงประโยคเดียว ถึงกับทำให้สีหน้าของแม่จางซีดในบัดดล ยุคสมัยนี้สามีเป็นผู้ถือสิทธิ์ขาด ขอเพียงพวกเขายินยอม ไม่ว่าจะขายบุตรชาย บุตรสาว หรือแม้แต่ภรรยาคู่ชีวิต พวกเขาก็ย่อมทำได้ทั้งนั้น
โดยเฉพาะภรรยาที่มักก่อเรื่องวุ่นวายอย่างแม่จาง อยากซื้ออยากขายก็ยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่
บุรุษมักจะมีสัญชาตญาณชอบของใหม่เบื่อหน่ายของเก่า ขายภรรยาแก่ๆดุๆออกไป แล้วซื้อตัวหญิงสาวคนใหม่กลับมาปรนนิบัติแทน นี่เป็นความฝันสวยหรูที่พวกเขาใฝ่ฝันกันทั้งนั้น
แม่จางหวาดกลัวแทบสิ้นใจ ส่วนสามีของนางที่ได้ยินวาจาของเหอจิ่วเหนียงก็เริ่มหวั่นไหวขึ้นแล้ว
เขาเองก็รำคาญใจกับเรื่องราวที่เกิดขึ้นในหลายวันนี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเพราะภรรยาตัวดีคนนี้ก่อขึ้นทั้งนั้น แค่นิสัยปากคอเราะรายก็ว่าไปอย่าง แต่นี่ถึงกับสร้างปัญหาใหญ่โตให้เขาขนาดนี้ ต่อไปเขาจะมองหน้าญาติพี่น้องสกุลจางอย่างไร
หากสามารถขายภรรยาผู้นี้ได้ในราคาดีจริงก็ถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมไปเลย เขาเองก็เบื่อหน่ายนางมานานแล้วเหมือนกัน สู้หาภรรยาใหม่ ปีหน้ามีลูกชายจ้ำม่ำสักคน ชีวิตจึงจะเรียกว่าสมบูรณ์แบบอย่างแท้จริง
“ทะ…ท่าน…ท่านยอมซื้อนางด้วยราคาเท่าไรหรือ?”
จางฉงเอ่ยถามทันควันอย่าง.อดใจไม่ไหว น้ำเสียงตื่นเต้น ท่าทางราวกับว่า ขอแค่เหอจิ่วเหนียงเสนอราคามา เขาก็พร้อมจะขายให้ทันทีก็มิปาน
แม่จางตกใจกลัวจนตัวสั่น โพล่งขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน “นี่! ข้าแต่งงานกับท่านมาสิบกว่าปี มีลูกชายลูกสาวให้ท่าน ท่านพูดจาเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร!”
“หุบปากเดี๋ยวนี้นะ! ที่เรื่องมันบานปลายใหญ่โตมาจนถึงขั้นนี้ล้วนเป็นเพราะเจ้า! วันนี้ข้าจะหย่ากับเจ้าให้สิ้นเรื่อง!”
จางฉงตวาดใส่ภรรยาอย่างเหลือ.อด ก่อนจะหันไปยิ้มประจบเหอจิ่วเหนียงต่อ “ทุกอย่างเป็นความผิดของเมียตัวดีของข้า หากฮูหยินยินดีจะซื้อตัวนางไป ราคาเท่าไรข้าก็ขายทั้งนั้นขอรับ! เรื่องทั้งหมดนางเป็นคนก่อขึ้นคนเดียว ไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเราเลย โปรดฮูหยินเมตตา อย่าทำให้พวกเราลำบากเลยนะขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงกระตุกมุมปากเล็กน้อย ผู้ชายคนนี้สารเลวจริงๆ ตอนที่ขายลูกสาวพวกเขาสองผัวเมียก็ตกลงร่วมกันแท้ๆ ตอนนี้กลับโยนความผิดทุกอย่างให้ภรรยาคนเดียว
หากแม่จางเป็นคนดี เหอจิ่วเหนียงคงเห็นใจนางไปแล้ว แต่นางดันไม่ใช่คนดีนี่สิ และเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ใช่แม่พระซะด้วย ตอนนี้ไม่เพียงไม่เห็นใจเท่านั้น ยังสมน้ำหน้าด้วย
“แน่นอนอยู่แล้ว ข้าเป็นคนที่แยกแยะบุญคุณกับความแค้นชัดเจนเสมอ”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า ทำให้จางฉงเกิดความหวังขึ้นรางๆ เขารีบยิ้มออเซาะด้วยดวงตาเป็นประกายทันที
“เพียงแต่…”
นางเปลี่ยนน้ำเสียง “ผู้หญิงเช่นนี้ข้าไม่กล้าซื้อหรอก ใครจะรู้ล่ะว่าร่างกายนางจะมีโรคร้ายสกปรก.สกปรกอะไรอยู่บ้าง”
“หมายความว่าอย่างไรขอรับ?”
จางฉงผงะไป เผยสีหน้าไม่เข้าใจออกมา
แต่งงานอยู่กินกันมาสิบกว่าปี จางฉงรู้จักภรรยามาก็พอสมควร เขารู้ว่าร่างกายของนางแข็งแรงดี ไม่น่าจะมีปัญหาสุขภาพอะไร เหอจิ่วเหนียงจงใจพูดเช่นนี้…
…หรือว่านางรู้อะไรบางอย่างมา?
“อ้าว เจ้าไม่รู้หรือ? นี่อยู่กินกันมาสิบกว่าปี เจ้าไม่เคยสังเกตเลยหรือว่าลูกชายคนเล็กของเจ้าหน้าตาไม่เหมือนเจ้าเลยแม้แต่น้อย?”
เหอจิ่วเหนียงทำท่าทางตกใจเหลือแสน แต่น้ำเสียงในวาจากลับเรียบเรื่อย ทว่าเนื้อหาร้ายแรงเชือดเฉือนยิ่งนัก
หากนางไม่พูด ทุกคนก็ไม่สังเกต แต่พอนางพูดออกมาแล้ว ทุกคนต่างพากันหันไปมองบุตรชายคนเล็กของสกุลจางทันที
และพบว่า…
หน้าตาของเขาไม่เหมือนกับจางฉงเลยแม้แต่น้อยจริงๆ!
สีหน้าแม่จางจากที่ซีดเผือดบัดนี้พลันเขียวคล้ำสลับกับดำทะมึน ราวกับโดนพิษก็มิปาน
บุตรชายคนเล็กของสกุลจางปีนี้อายุห้าขวบ ขณะที่ผู้ใหญ่กำลังทะเลาะเบาะแว้งกัน เขาก็คอยก่อเรื่องไปด้วย เห็นได้ชัดว่าถูกเลี้ยงดูให้เสียคนตั้งแต่เด็ก
เพราะถือว่าเป็นบุตรชายที่กำเนิดมาตอนที่จางฉงอายุมากแล้ว จึงถูกตามใจมาตั้งแต่เด็ก จางฉงมักจะพูดเสมอว่า ต่อไปจะให้บุตรชายคนเล็กเป็นคนเลี้ยงดูเขาในยามแก่เฒ่า สมบัติทุกอย่างในบ้านทั้งหมดจะยกให้กับบุตรชายคนเล็ก
แต่ตอนนี้…
กลับมีคนมาบอกว่า บุตรชายคนเล็กไม่ใช่ลูกแท้ๆของเขา!
จางฉงรู้สึกหายใจยากลำบาก เขารุดไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว จับบุตรชายคนเล็กมายืนตรงหน้า พิจารณาอย่างละเอียดก็พบว่า หน้าตาไม่เหมือนเขาเลยแม้แต่น้อย
“บอกมาเดี๋ยวนี้! เจ้าเป็นเลือดชั่วของใคร! เจ้าเป็นเลือดชั่วของใคร!”
จางฉงราวกับคนเสียสติไปแล้ว ทำเด็กน้อยตกใจร้องไห้จ้า ทว่าเขาไม่เห็นใจเลยแม้แต่น้อย ถึงขั้นง้างมือตีบุตรชายคนเล็กที่เขารักที่สุดไปแล้วด้วย
“ท่านอย่าตีลูกนะ มีอะไรก็มาลงกับข้านี่!”
แม่จางเองก็รักบุตรชายคนเล็กคนนี้มากที่สุด แม้จะถูกคนรับใช้ของครอบครัวลู่จับตัวอยู่ แต่ก็พยายามสะบัดตัวเพื่อจะเข้าไปปกป้องบุตรชาย น่าเสียดายที่คนรับใช้ของครอบครัวลู่ไม่ใช่คนธรรมดา ไม่ว่านางจะดิ้นอย่างไรก็ไม่สามารถสลัดตัวหลุดออกมาได้
“ข้าจะฆ่าเจ้า! นางหญิงชั่วไร้ยางอาย!”
จางฉงพุ่งตัวไปที่แม่จางอีกครั้ง ทั้งต่อยทั้งเตะอีกฝ่ายอย่างรุนแรงโดยไม่ปรานี
ลูกๆคนที่เหลือของทั้งสองก็ต่างตกตะลึงอย่างมาก น้องเล็กไม่ใช่ลูกชายแท้ๆของท่านพ่อ แล้วพวกเขาล่ะ?
แล้วตกลงน้องเล็กเป็นลูกของใครกันแน่!
วาจาเพียงประโยคเดียวของเหอจิ่วเหนียง สร้างความวุ่นวายขึ้นภายในครอบครัวสกุลจางทันที ญาติพี่น้องสกุลจางคนอื่นๆ หลังถูกจับตัวเอาไว้ก็ไม่กล้าโวยวายอีก นอกเหนือจากความตึงเครียดในเรื่องก่อนหน้า ยังมีเรื่องสกปรกเช่นนี้โผล่ขึ้นมาอีก ทุกคนต่างรู้สึกไปในทางเดียวกันว่า เกียรติและศักดิ์ศรีของบรรพบุรุษสกุลจาง ถูกสะใภ้ผู้นี้ทำลายจนหมดสิ้นแล้ว
ตอนที่ 652: โล่งใจ
หลายวันก่อน ตอนที่เหอจิ่วเหนียงเห็นบุตรชายคนเล็กของสกุลจาง นางรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ หลังจากนั้นนางจึงส่งคนไปสืบ และแล้วก็เป็นดังที่นางคาด
ย้อนไปเมื่อหลายปีก่อน แม่จางมีความสัมพันธ์ซ่อนเร้นกับชายคนหนึ่งที่อยู่หมู่บ้านเดียวกัน ชายผู้นั้นเป็นคนมีฐานะ เป็นคนใจกว้าง แม่จางจึงอดไม่ได้ที่จะหาผลประโยชน์จากเขา
จางฉงทำงานเป็นกรรมกรอยู่ในตำบลมาตลอด จะกลับบ้านเพียงนานๆครั้งเท่านั้น ย่อมไม่ทันสังเกตเห็นอะไร ส่วนลูกๆคนอื่นๆก็ไม่เคยคิดกับมารดาของตนเองในแง่ลบเลย ต่อให้บางครั้งจะรู้สึกตงิดใจ แต่ก็คิดว่าตัวเองเข้าใจผิดไปเอง
ทว่าตอนนี้ เหอจิ่วเหนียงเปิดโปงเรื่องฉาวโฉ่ของสกุลจางเช่นนี้ ทำให้ทุกคนได้ดูเรื่องสนุกๆแล้ว
มองแม่จางถูกซ้อมจนมีสภาพปางตาย เหอจิ่วเหนียงแทบไม่กะพริบตาเลย ขณะเดียวกันลู่ไป่ชวนก็เดินกลับมาถึงพร้อมกล่องยา ทั้งสองเดินเข้าไปในบ้านสกุลหลี่
เหอจิ่วเหนียงเริ่มช่วยทำแผลให้คนสกุลหลี่
“ขอบคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ ทำให้พวกท่านต้องลำบากแล้ว พวกเราเองก็คิดไม่ถึงว่าทั้งๆที่ตัดญาติกันแล้ว พวกเขายังจะมาหาเรื่องที่บ้านเช่นนี้อีก จะเข้าปีใหม่อยู่แล้วมาเกิดเรื่องวุ่นวายเช่นนี้ เคราะห์ร้ายจริงๆ!”
หลังจากกินยาแก้ปวดที่เหอจิ่วเหนียงให้ อาการของแม่หลี่ก็ดีขึ้นมาก จึงเอ่ยขอบคุณเหอจิ่วเหนียงทันที
“ทำชั่วย่อมได้รับกรรม สักวันพวกเขาต้องได้ชดใช้ในสิ่งที่พวกเขาทำ”
เหอจิ่วเหนียงไม่เคยทำอะไรโดยที่ไม่เตรียมการมาก่อน นางไม่เคยคิดที่จะซื้อตัวแม่จาง และไม่มีทางให้ผู้หญิงคนนั้นได้อยู่เป็นสุขแน่
เมื่อเปิดโปงความจริงที่ซ่อนไว้ ให้จางฉงได้รู้ว่าตัวเองถูกสวมเขา เพียงเท่านี้ชีวิตของผู้หญิงคนนั้นก็จะมีแต่ความทุกข์ทรมานนับจากนี้ไป
เหอจิ่วเหนียงทำแผลให้คนสกุลหลี่ พลางเอ่ยกับลู่ไป่ชวน “เรื่องที่ข้าอยากทำข้าทำเสร็จแล้ว ที่เหลือท่านจัดการได้เลยนะ ในเมื่อพวกเขาเลือกที่จะก่อเรื่องในวันนี้ เช่นนั้นก็ให้พวกเขาได้ฉลองปีใหม่แบบพิเศษ พิเศษหน่อย ส่งตัวพวกเขาไปสงบสติอารมณ์ในคุกเถอะ”
ลู่ไป่ชวนก็คิดเช่นเดียวกัน ดังนั้นจึงให้คนส่งตัวคนสกุลจางไปที่ศาลาว่าการอำเภอ
ก่อนไป ลู่ไป่ชวนยังกำชับเป็นพิเศษ “ไม่ต้องแยกขัง จับขังรวมกันให้หมดนั่นแหละ”
ไม่แบ่งแยกแม้กระทั่งชายหญิง
แน่นอนว่าที่เขาทำเช่นนี้ ก็เพื่อให้คนสกุลจางได้จัดการสองสามีภรรยาตัวต้นเรื่องได้สะดวก และให้จางฉงจัดการแม่จางได้สะดวกเช่นกัน
คนชั่วย่อมถูกคนชั่วด้วยกันสั่งสอน นี่คือสัจธรรม
คนรับใช้รับคำสั่งและไปจัดการทันที ไม่นานเสียงร้องอ้อนวอนขอความเมตตาของคนสกุลจางก็ดังมาจากด้านนอก แต่ใครเลยจะสนใจพวกเขา ชาวบ้านที่มามุงดูต่างส่งเสียงโห่ร้องปรบมือยินดี คนสกุลจางโดนเช่นนี้สมควรแล้ว
จางซุ่ยยาเองก็รับผลกรรมที่ตัวเองก่อเป็นที่ประจักษ์แล้ว ส่วนลูกหลานสกุลจางที่ถูกถอนหมั้น นั่นก็เป็นเรื่องในตระกูลพวกเขา ไม่เกี่ยวอะไรกับสกุลหลี่
จะว่าไป สกุลหลี่ก็เคราะห์ร้ายจริงๆ ถูกทำร้ายร่างกายรับปีใหม่เช่นนี้ ปีใหม่นี้คงหมดสนุกเสียแล้ว
เหอจิ่วเหนียงทำแผลให้คนสกุลหลี่เสร็จเรียบร้อย ก่อนไปนางวางเงินจำนวนสิบตำลึงไว้บนโต๊ะ
ท่ามกลางสายตางุนงงของคนสกุลหลี่ หญิงสาวอธิบาย “เรื่องนี้พวกท่านเป็นผู้เสียหาย ข้าวของถูกทำลายจนพังยับเยิน คงใช้ฉลองปีใหม่ไม่ได้แล้ว เอาเงินนี่ไปซื้อใหม่นะ แล้วฉลองปีใหม่ให้สนุก หลังปีใหม่อย่าลืมไปรายงานตัวที่บ้านข้าด้วย เรื่องของสกุลจางไม่เกี่ยวอะไรกับหน้าที่การงานของพวกท่าน”
แม้การทำงานกับครอบครัวลู่จะมีกฎว่า หากสมาชิกครอบครัวใดก่อเรื่องวุ่นวายขึ้น ทั้งครอบครัวจะถูกตัดสิทธิ์ไม่ให้ทำงานกับครอบครัวลู่ทันที แต่สกุลหลี่ได้ผ่านบททดสอบของเหอจิ่วเหนียงแล้ว จึงสามารถพ้นโทษได้
“ฮูหยินสาม พวกเรารับเงินนี้ไว้ไม่ได้หรอก! วันนี้ท่านมาช่วยพวกเราไว้ก็นับว่าช่วยเหลือพวกเรามากแล้วเจ้าค่ะ จะให้พวกเรารับเงินของท่านอีกได้อย่างไร อีกอย่าง ท่านยังยอมให้พวกเรากลับไปทำงานได้เหมือนเดิม บุญคุณครั้งนี้พวกเราสกุลหลี่จดจำไว้แล้วเจ้าค่ะ!”
ขณะพูดแม่หลี่แทบอยากจะลุกขึ้นมาคุกเข่าให้เหอจิ่วเหนียง เดิมทีนางคิดว่าครอบครัวนางไม่มีโอกาสได้ทำงานกับครอบครัวลู่อีกแล้ว สองวันที่ผ่านมานางรู้สึกหดหู่ใจไม่น้อย แต่ตอนนี้พอได้ยินเหอจิ่วเหนียงบอกว่า หลังปีใหม่ให้กลับไปทำงานต่อ นางรู้สึกราวกับว่าได้รับชีวิตใหม่อีกครั้ง
“รับไว้เถอะเจ้าค่ะ เงินนี้เป็นเงินชดเชยที่พวกท่านสมควรได้รับ ส่วนเรื่องที่ให้พวกท่านกลับไปทำงาน ก็เป็นการตัดสินใจของทุกคนในครอบครัวข้า พวกท่านมีความสามารถ มีฝีมือ สามารถทำงานออกมาได้เป็นอย่างดี หากไม่มีพวกท่านข้าก็เสียหายแย่สิ หวังว่าพวกท่านจะขยันตั้งใจทำงานต่อไป อย่าทำให้ข้าต้องผิดหวังล่ะ”
คนสกุลหลี่อึ้งไปครู่หนึ่ง ฮูหยินสามพูดเช่นนี้หมายความว่า พวกเขาได้รับการยอมรับจากคนในครอบครัวลู่แล้วอย่างนั้นหรือ?
“ท่านพี่ นี่ข้าไม่ได้หูฝาดไปใช่หรือไม่?”
หลังจากเหอจิ่วเหนียงกลับไปครู่หนึ่ง แม่หลี่จึงจะตั้งสติได้ นางยื่นมือไปตีพ่อหลี่ที่อยู่ข้างๆ ท่าทางดีใจราวกับเสียสติไปแล้ว
“ไม่ได้หูฝาด เราไม่ได้หูฝาดเจ้าค่ะ เราไม่ได้ถูกครอบครัวลู่ไล่ออก! ฮูหยินสามยังบอกด้วยว่า หากไม่มีพวกเราพวกเขาจะเสียหาย! ไอ้หยา พวกเขาช่างจิตใจดีมีเมตตายิ่งนัก ไม่คิดไม่ฝันเลยว่าจะยกย่องพวกเราถึงเพียงนี้!”
สะใภ้ใหญ่หลี่ก็ได้สติกลับมาแล้วเอ่ยด้วยความตื่นเต้น เช่นนี้ครอบครัวก็สามารถมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีต่อไปได้เหมือนเดิมแล้ว
.....
อีกทางด้านหนึ่ง
มือข้างหนึ่งของลู่ไป่ชวนถือกล่องยา ส่วนมืออีกข้างจูงมือเหอจิ่วเหนียงไว้ ทั้งสองเดินกลับบ้านไปอย่างช้าๆ
“ท่านให้คนไปจับตาดูทางด้านสกุลจางด้วยล่ะ อย่าให้พวกเขาถึงขั้นฆ่ากันตาย โดยเฉพาะสะใภ้จางผู้นั้น ให้นางมีชีวิตอยู่ยังทรมานยิ่งกว่าตายซะอีก”
ความจริงเหอจิ่วเหนียงไม่อยากลงมือกับแม่จางเลย เพราะถึงอย่างไรจางซุ่ยยาก็ได้รับบทเรียนไปแล้ว แค่นี้ก็เป็นการทำร้ายครอบครัวหนึ่งให้ตายทั้งเป็นอยู่แล้ว
แต่ผู้หญิงคนนี้กลับไม่รู้จักสำนึก เช่นนั้นก็คงทำได้แค่มอบความทุกข์ทรมานให้ไปด้วยอีกคน ทำให้นางถูกกัดกินจากทุกด้าน ตราบใดที่ยังมีลมหายใจ ก็อย่าหวังว่าจะได้อยู่เป็นสุข
“ไม่ต้องห่วง ข้ารู้แล้ว”
ลู่ไป่ชวนกระชับมือบางแน่นขึ้น พร้อมคลี่รอยยิ้มละไม
ไม่ว่าภรรยาจะทำอะไร เขาก็รู้สึกวางใจได้ทุกครั้ง
ทั้งสองเดินมาถึงหน้าประตูบ้าน ก็พบว่ามีรถม้าคันหนึ่งจอดอยู่ เป็นรถม้าที่ดูไม่คุ้นตาเลย เวลาเช่นนี้ใครกันมาหาที่บ้าน
เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้วฉับ นางจำได้ว่าในวันนี้เมื่อปีที่แล้ว เป็นวันที่พี่สะใภ้ใหญ่ของนางหยูมาหาที่บ้าน
แล้ววันนี้ คนที่มาจะเป็นใครอีก
ตอนที่ 653: ข้าถูกแต่งตั้งให้เป็นอะไรนะ
แม้รถม้าคันนี้จะดูธรรมดาเรียบง่าย แต่รถม้าก็ไม่ใช่พาหนะที่คนทั่วไปใครจะมีก็ได้ เหอจิ่วเหนียงเพิ่มความระมัดระวังขึ้นในใจ แต่ไม่ได้แตกตื่นมากเพียงนั้น
ทั้งสองเดินเข้าบ้านไป
ได้ยินเสียงหัวเราะมาแต่ไกล ทั้งสองจึงโล่งใจไปเปลาะหนึ่ง ดูท่าผู้มาเยือนจะเป็นมิตรไม่ใช่ศัตรู เช่นนี้ก็ดี จะได้ฉลองปีใหม่กันอย่างสงบสุข
“พอแล้วขอรับพอแล้ว เหล่าฮูหยินเกรงใจเกินไปแล้ว ข้าน้อยจะรับไม่ไหวอยู่แล้วขอรับ!”
ยิ่งเดินเข้ามาใกล้ ทั้งสองก็ได้ยินเสียงปฏิเสธอย่างร้อนรนกลั้วเสียงหัวเราะอย่างถ่อมตนของชายวัยกลางคนผู้หนึ่ง เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย
เสียงนี้ช่างคุ้นหูยิ่งนัก แต่ก็นึกไม่ออกว่าเป็นเสียงใคร
ยิ่งเห็นดังนั้นก็รีบเร่งฝีเท้า ก็พบกับชายผู้หนึ่ง รูปร่างผอม ใบหน้าคงแก่ความเฉลียวฉลาดมีไหวพริบเต็มเปี่ยม ตอนนี้เขากำลังปฏิเสธน้ำใจของนางซุนอย่างถ่อมตัว
นางซุนก็กำลังคะยั้นคะยอยื่นของขวัญปีใหม่ให้อีกฝ่ายไม่หยุด ทว่าไม่ใช่ของมีค่าหรูหราอะไร เป็นอาหารที่คนในบ้านทำกันเอง อย่างเช่นเนื้อแห้ง พวกผักดองต่างๆ หรือของขึ้นชื่อที่นำมาจากเมืองหลักกับเมืองหลวง โดยทั้งหมดล้วนเป็นจำพวกของกิน
“พวกเจ้ากลับมาแล้วหรือ พอดีเลย พ่อบ้านจางเอาของขวัญปีใหม่มาให้ครอบครัวเรา ข้าก็เลยมอบของขวัญปีใหม่กลับไปให้นายอำเภอจางด้วย”
นางซุนเห็นสองสามีภรรยากลับมาก็ทักทายตามปกติ และถือโอกาสเล่าสถานการณ์ในตอนนี้ให้พวกเขาฟัง
เหอจิ่วเหนียงจึงนึกขึ้นได้แล้ว ชายวัยกลางคนผู้นี้คือพ่อบ้านของจวนนายอำเภอนั่นเอง ก่อนหน้านี้ตอนที่นางไปรักษาอาการป่วยให้บุตรสาวนายอำเภอก็เคยเจอกันแค่ไม่กี่ครั้ง จากวันนั้นถึงวันนี้ก็นานมากแล้ว จึงจำไม่ค่อยได้
พ่อบ้านจางเห็นพวกเขาสองคนก็หยุดการปฏิเสธนางซุนเอาไว้ก่อน และรีบทำความเคารพผู้มาใหม่ทันที “ข้าน้อยคารวะใต้เท้าลู่ คารวะฮูหยินลู่ขอรับ นายท่านให้ข้าน้อยนำของขวัญปีใหม่มาส่ง และถือโอกาสนำเทียบเยี่ยมมามอบให้ด้วยขอรับ วันที่สองของวันปีใหม่ นายท่านอยากมาเยี่ยมเยือน ไม่ทราบว่าใต้เท้าสะดวกหรือไม่ขอรับ?”
ตอนที่ลู่ไป่ชวนยังไม่เข้ามา พ่อบ้านจางไม่ได้เอ่ยเรื่องเทียบเยี่ยม เพราะถึงอย่างไรก็ต้องรอการตัดสินใจของลู่ไป่ชวน คนในครอบครัวลู่ไม่สามารถตกปากรับคำแทนได้ หากถึงวันนั้นนายท่านของเขามาแล้วไม่ได้พบใต้เท้าลู่คงมาเสียเที่ยว
พ่อบ้านจางบอกเล่าจุดประสงค์จบก็นำเทียบเยี่ยมออกมาจากแขนเสื้อส่งให้อีกฝ่าย ลู่ไป่ชวนเปิดอ่านก็พบว่ามีการลงนามชื่อนายอำเภอเอาไว้
แม้เทียบเยี่ยมฉบับนี้จะส่งมาจากนายอำเภอ แต่ในเทียบระบุว่า คนที่จะมาเยี่ยมนั้นไม่ได้มีแค่ครอบครัวนายอำเภอเท่านั้น ยังมีครอบครัวของขุนนางคนอื่นด้วย ทุกคนอยากจะมาเยือนพร้อมกัน
และของขวัญปีใหม่ที่จวนตระกูลจางส่งมาให้ในวันนี้ล้วนแต่มีค่า นอกจากอาหารแล้วยังมีสิ่งของล้ำค่าอีกมากมาย เห็นได้ชัดว่าตั้งใจจะเอาอกเอาใจผู้รับ
แต่นางซุนรับเพียงอาหาร ส่วนของล้ำค่าอย่างอื่นไม่ว่าผู้มอบจะพูดเช่นไรนางก็ไม่รับ และนางยังมอบของขวัญตอบแทนตระกูลจางไปด้วย
แม้จะมีพื้นเพเป็นคนธรรมดา แต่นางซุนก็เฉลียวฉลาด นางรู้ว่าตอนนี้บุตรชายเป็นขุนนางใหญ่แล้ว มีคนจ้องจะประจบประแจงไม่น้อย แต่ตอนนี้ครอบครัวนางไม่ได้ขัดสนเงินทอง ต่อให้ขัดสนก็สามารถทำมาหากินเองได้ ไม่จำเป็นต้องรับของมีค่าพวกนี้และตกเป็นหนี้บุญคุณใคร
ขณะลู่ไป่ชวนอ่านเทียบ เหอจิ่วเหนียงก็เหลือบตาอ่านเนื้อความในกระดาษเล็กน้อย ในใจคาดว่า คนเหล่านั้นน่าจะปรึกษากันมาแล้ว เพราะถึงแม้ในอำเภอมีขุนนางอยู่มากมาย แต่คนที่ใกล้ชิดและสนิทสนมกับครอบครัวนางที่สุดก็คือนายอำเภอ ให้นายอำเภอเป็นคนออกหน้า รวมกลุ่มพาทุกคนมาเยี่ยมเช่นนี้ จึงเหมาะสมที่สุด
ในฐานะขุนนางที่มีตำแหน่งต่ำกว่า การไปเยี่ยมเยือนขุนนางที่ตำแหน่งสูงกว่าถือเป็นเรื่องปกติ และขุนนางเหล่านั้นก็รู้จักมารยาท ส่งเทียบมาไถ่ถามก่อน หากเจ้าบ้านไม่สะดวกก็จะได้ปฏิเสธกลับไปโดยง่าย
เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดอย่างจริงจัง
ช่วงปีใหม่นี้พวกนางก็ไม่น่าจะมีเรื่องอื่นใดต้องทำ ครอบครัวอื่นโดยปกติแล้วในวันแรกของปีใหม่จะต้องไปเยี่ยมเยือนญาติพี่น้องที่อยู่ต่างถิ่น แต่ครอบครัวนางไม่ต้องทำเช่นนั้น
เพราะญาติพี่น้องทุกคนอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน วันขึ้นปีใหม่แค่เดินไปทักทายอวยพรกันก็เรียบร้อยแล้ว และพวกนายอำเภอก็บอกว่าจะมาเยี่ยมพวกนางในวันที่สองของปีใหม่ คาดว่าน่าจะพิจารณาถึงเรื่องนี้แล้วเช่นกัน
มาพร้อมกันทีเดียวก็จะยุ่งแค่ครั้งเดียว แต่หากพวกเขามากันคนละรอบ นั่นต่างหากจึงจะเรียกว่ายุ่งยากวุ่นวาย
ดังนั้นนางจึงไม่ได้ออกความเห็นอะไร ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “เช่นนั้นก็มาเถอะ ข้าจะได้ถือโอกาสนี้ทำความรู้จักกับทุกคนด้วย”
ถึงแม้หลังจากนี้ไปเขาจะต้องไปประจำการในเมืองหลวงแล้ว แต่คนในครอบครัวส่วนมากก็ยังอาศัยอยู่ที่นี่ ต่อให้ทั้งครอบครัวย้ายไปอยู่เมืองหลวง แต่ญาติพี่น้องสกุลเดียวกันก็ยังอยู่ที่นี่ อีกทั้งรากฐานกิจการของครอบครัวก็อยู่ที่นี่ ยังต้องพึ่งพาอำนาจของขุนนางเหล่านี้ ขอเพียงอีกฝ่ายไม่ทำตัวเกินขอบเขตจนเกินไป ระหว่างพวกเขาก็ควรจำเป็นต้องผูกมิตรกันไว้
พ่อบ้านจางยินดีปรีดาอย่างยิ่ง ขอตัวลาและรีบกลับไปทันที แน่นอนว่าเขาไม่ลืมนำอาหารที่นางซุนให้กลับไปด้วย
พวกนี้เป็นอาหารที่เหล่าฮูหยินลู่ทำเองกับมือเชียวนะ! พูดไปใครก็อิจฉา ที่ปฏิเสธเมื่อครู่ก็แค่มารยาทเท่านั้นแหละ!
หลังจากพ่อบ้านจางกลับไป นางซุนก็ถามเหอจิ่วเหนียง “สถานการณ์บ้านสกุลหลี่เป็นอย่างไรบ้าง?”
“หนักมากเจ้าค่ะ ถูกตบตีชกต่อยไม่เบาเลย อาจจะต้องพักฟื้นหลายวันเลยเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงบอกเล่าตามความจริง ทั้งยังเล่าเรื่องที่ส่งตัวคนสกุลจางไปขังคุกให้นางฟัง และหันไปบอกพวกนางหยู “หลังจากพวกเขาออกมา สะใภ้จางอาจจะถูกสามีหย่า พวกท่านระวังนางเอาไว้หน่อยนะเจ้าคะ อย่าให้นางได้มีโอกาสทำเรื่องชั่วๆได้”
คนอย่างแม่จาง ตัวเองนิสัยเลวทรามคนเดียวไม่พอ ยังเสี้ยมสอนลูกๆให้นิสัยเสียไปด้วย หากนางถูกหย่าจริงๆ ไม่แน่อาจหาโอกาสมาแก้แค้นคนทางนี้อีกก็ได้ ฉะนั้นต้องระวังเอาไว้ให้ดี
ลู่ไป่ชวนกล่าว “วางใจเถอะ ข้าไม่มีทางให้นางมีโอกาสก่อเรื่องได้อีกแน่”
เรื่องใหญ่ๆให้ภรรยาจัดการไปหมดแล้ว เช่นนั้นเขาขอจัดการเรื่องเล็กๆง่ายๆพวกนี้ก็แล้วกัน ผลกรรมของแม่จางเขาได้เตรียมเอาไว้แล้ว ถึงเวลานั้นแค่แจ้งกับนายอำเภอก็สิ้นเรื่อง
แม้ไม่ได้ถึงขั้นเอาชีวิตของนาง แต่ก็สามารถทำให้นางหมดหนทางที่จะออกมาทำร้ายคนอื่นได้อีก
ส่วนบุตรชายคนเล็กของสกุลจาง เขาให้คนส่งตัวไปให้บิดาที่แท้จริงแล้ว ชายผู้นั้นไม่มีบุตรชาย ที่ผ่านมาเขาก็ไม่รู้มาก่อนเลยว่าบุตรชายคนเล็กของสกุลจางคือบุตรชายแท้ๆของตนเอง ตอนนี้เมื่อได้รู้ความจริงแล้ว จึงยืนยันว่าจะเลี้ยงดูเขาให้เติบใหญ่อย่างดี
เด็กก็คือเด็ก ยังไร้เดียงสา แม้แม่จางกับจางฉงทำผิด แต่ก็ไม่ควรลากเด็กน้อยไปรับผลจากการกระทำของพวกเขาด้วย แม้นิสัยของเด็กน้อยจะเอนเอียงไปในทางที่ไม่ดีไปบ้าง แต่ตราบใดที่ได้รับการอบรมสั่งสอนไปในทางที่ดีจากผู้เป็นบิดาแท้ๆ เชื่อว่าต้องดึงเขากลับมาเดินในทางที่ถูกต้องได้แน่นอน
สิ่งเหล่านี้ถือว่าพวกเขาทำในสิ่งที่ดีที่สุดให้กับคนสกุลจางแล้ว
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ขอแค่ไม่ให้แม่จางกลับมาก่อเรื่องวุ่นวายอีกก็ดีแล้ว
นางเลิกคิดเรื่องนี้ แล้วหันไปคิดถึงเรื่องวันที่สองของวันปีใหม่ที่เหล่าขุนนางจะมาเยี่ยมที่บ้าน เมื่อถึงตอนนั้น เรื่องที่ลู่ไป่ชวนได้เลื่อนตำแหน่งต้องถูกพูดถึงแน่นอน
ดังนั้น เพื่อไม่ให้คนในครอบครัวตกใจจนตั้งรับไม่ทัน คืนนี้หลังมื้ออาหารค่ำ เหอจิ่วเหนียงจึงเรียกทุกคนมารวมตัวกันที่ห้องโถงใหญ่ และบอกเรื่องนี้ให้ทุกคนได้รู้
ความจริงนางก็ตั้งใจจะบอกทุกคนในคืนนี้อยู่พอดี และเหอจิ่วเหนียงก็เตรียมคำพูดเอาไว้แล้วด้วย โดยเริ่มจากเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเมืองหลวงให้ทุกคนฟังคร่าวๆ จากนั้นก็บอกว่าลู่ไป่ชวนได้สร้างผลงานความชอบครั้งใหญ่ และปิดท้ายด้วยการเลื่อนตำแหน่ง
“ก่อนหน้านี้ที่พวกเราสองคนเสียเวลาอยู่ที่เมืองหลวงตั้งนาน ก็เป็นเพราะจัดการกับเรื่องของหลินอ๋องเจ้าค่ะ
หลังจากสะสางปัญหาเสร็จ ไป่ชวนที่สร้างความชอบยิ่งใหญ่ก็ได้รับการแต่งตั้งจากฝ่าบาทให้เป็นแม่ทัพใหญ่เจิ้นกั๋ว ขุนนางระดับสอง ส่วนข้าเองก็อยู่ในเหตุการณ์และมีส่วนช่วยเล็กๆน้อยๆ ทั้งถอนพิษให้ทุกคน และวางยาพิษพวกคนชั่วนิดๆหน่อยๆ ฝ่าบาททรงพอพระทัยมาก จึงพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ข้าเป็นเก้ามิ่งฮูหยิน และทรงพระราชทานให้ท่านแม่เช่นกันเจ้าค่ะ
ความจริงตามหลักแล้วต้องส่งขุนนางมาประกาศพระราชโองการที่สวนซีสุ่ย แต่เราสองคนคิดว่าระยะทางมันไกลและยุ่งยากเกินไป จึงตัดขั้นตอนพวกนั้นออก แต่เราสองคนนำพระราชโองการกลับมาด้วยเจ้าค่ะ”
ลู่ไป่ชวนฟังภรรยาบอกเล่าแล้วก็ตกใจ “!!!”
นางมีส่วนช่วย ‘แค่เล็กน้อย’ อย่างนั้นหรือ!
เรื่อง ‘เล็กน้อย’ ที่ภรรยาเขาพูด สำหรับคนอื่นแล้วเป็นเรื่องที่น่าทึ่งมาก ฝ่ายพวกพ้องได้ประโยชน์ ส่วนฝ่ายศัตรูพ่ายแพ้ยับเยิน แถมตอนนี้องค์ชายสามแห่งตงถิงยังถูกคุมขังในคุกหลวงเพราะฝีมือของนางด้วย
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจว่าในใจลู่ไป่ชวนจะมีปฏิกิริยาเช่นไร นางกล่าวพร้อมกับนำพระราชโองการออกมาให้ทุกคนดู ตอนนี้สมาชิกครอบครัวลู่ต่างรู้ตัวหนังสือแล้ว แต่ละคนจึงอ่านด้วยความตื่นเต้น
แน่นอนว่าทุกคนไม่ได้ดึงแย่งไปอ่าน ไม่แม้แต่จะแตะต้องด้วยซ้ำ เพราะรู้ดีว่าพระราชโองการเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่สิ่งที่พวกเขาจะหยิบจับได้ตามใจ ม้วนถ้อยแถลงจากโอรสสวรรค์ถูกวางลงตรงหน้าผู้เฒ่าลู่และนางซุน ทุกคนเข้ามาล้อมดูด้วยความแปลกตาและตื่นเต้น
นางซุนหยิบพระราชโองการขึ้นมาอ่าน เนิ่นนานที่นางถือสิ่งนี้ไว้ในมือด้วยความตกตะลึงอึ้งค้าง ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะตั้งสติได้ แล้วเอ่ยถามเสียงติดขัดไม่กล้าเชื่อ “ขะ…ขะ…ข้า…ข้าถูกแต่งตั้งให้เป็นอะไรนะ?”
“ท่านย่า ท่านแม่บอกว่าท่านย่าได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเก้ามิ่งฮูหยินเหมือนกับท่านแม่ขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์กอดแขนนางซุน ตอบด้วยเสียงดังก้องด้วยความดีใจ
ท่านพ่อกับท่านแม่เก่งกาจมากถึงเพียงนี้ เขาเองก็รู้สึกภูมิใจไปด้วย ต่อไปเขาเติบใหญ่ จะต้องเก่งกาจเหมือนท่านพ่อกับท่านแม่ให้ได้! ให้ท่านย่ากับท่านแม่ได้รับการแต่งตั้งเป็นเก้ามิ่งฮูหยินอีกครั้ง!
ตอนที่ 654: ตัดสินใจเลือก
แม้จะไม่รู้ว่าเก้ามิ่งฮูหยินต้องทำอะไร แต่นางซุนก็ดีใจจนแทบจะเป็นลม
สตรีชาวนาคนหนึ่งไหนเลยจะกล้าคิดว่าชีวิตนี้ตัวเองจะได้รับเกียรติสูงส่งเช่นนี้ รู้แค่ว่าตัวเองเป็นคนบ้านนอกที่ทำไร่ทำนาเท่านั้น นี่เป็นเรื่องที่แม้แต่ฝันก็ไม่กล้าฝันมาก่อนเลยด้วยซ้ำ!
ผู้เฒ่าลู่มองเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนด้วยสายตาคาดหวัง คำบางคำได้ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของเขาชัดเจน
‘ข้าล่ะ แล้วข้าล่ะ?’
ลู่ไป่ชวนอธิบาย “ข้าเลื่อนตำแหน่งเร็วเกินไป จิ่วเอ๋อร์กับท่านแม่ก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์พร้อมกันในคราวเดียว นี่ถือเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน หากมากกว่านี้จะอธิบายต่อขุนนางคนอื่นยากขอรับ สำหรับของท่านพ่อ รอข้าสร้างผลงานครั้งหน้า ข้าจะทูลฯขอให้นะขอรับ”
โดยปกติแล้วการพระราชทานบรรดาศักดิ์ให้กับครอบครัวขุนนาง จะพระราชทานให้กับสตรีในครอบครัว ไม่ว่าจะเป็นภรรยา มารดา หรือบุตร น้อยนักที่จะพระราชทานให้กับผู้เป็นบิดา แต่ก็ใช่ว่าจะไม่เคยมี ลู่ไป่ชวนจึงรับปากว่าครั้งหน้าเขาสามารถทูลฯขอบรรดาศักดิ์ให้บิดาได้ แต่ครั้งนี้ทำไม่ได้จริงๆ เพราะแค่นี้ก็เป็นจุดสนใจมากแล้ว
นางซุนหันขวับไปถลึงตาใส่ผู้เป็นสามี “เจ้าอยากได้ก็ไปไขว่คว้ามาเองสิ ลูกทำให้ข้าก็พอแล้ว!”
คำพูดนี้เป็นการช่วยคลายความลำบากใจให้กับลู่ไป่ชวน ในขณะเดียวกันก็เป็นการเตือนลู่จิ้งซวนกับลู่เหอหรงด้วยว่าไม่ให้มีความคิดเช่นนี้
เหอจิ่วเหนียงรู้มาตลอดว่าหญิงชราเป็นคนฉลาด ในใจจึงนับถือเป็นอย่างมาก
หากท่านสุภาพสตรีซุนอ่อนวัยกว่านี้สักยี่สิบสามสิบปี และมีโอกาสได้ศึกษาอ่านตำราสักสองสามปี นางเชื่อว่าอีกฝ่ายจะต้องสามารถสร้างกิจการของตัวเองได้แน่นอน
แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สาย ท่านสุภาพสตรีซุนยังคงพยายามเรียนรู้และพัฒนาตนเองมาโดยตลอด เห็นความก้าวหน้าได้อย่างชัดเจน เชื่อว่าอีกไม่นาน ท่านสุภาพสตรีซุนต้องเริ่มสร้างกิจการของตัวเองได้แน่
เหอจิ่วเหนียงไม่เคยชี้แนะให้นางซุนไปทำกิจการแต่อย่างใด แต่สังเกตจากช่วงนี้ นางซุนดูเหมือนจะมีความคิดไปในทางด้านนั้น แต่นางไม่อยากเป็นคนเอ่ยขึ้นมาก่อน อยากรอให้นางซุนเป็นคนเอ่ยออกมาเอง
นี่ก็แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาของนางซุนแล้ว เหอจิ่วเหนียงรู้สึกยินดีกับนางมากจริงๆ คนเราไม่ว่าจะอยู่ในวัยใดก็ล้วนมีความปรารถนากันทั้งนั้น เมื่อมีความปรารถนาจึงจะมีความพยายาม และความพยายามนี่เองจึงจะทำให้คนเราพัฒนาขึ้น
ทุกคนในครอบครัวพอได้รู้ข่าวนี้ก็รู้สึกยินดีด้วยเท่านั้น ไม่ได้มีความคิดอิจฉาริษยาแต่อย่างใด เพราะสิ่งที่ได้มานี้ล้วนมาจากความสามารถของลู่ไป่ชวนกับภรรยา หรือจะพูดอีกอย่างก็คือ เป็นผลตอบแทนที่ลู่ไป่ชวนใช้ชีวิตของตัวเองแลกมาได้ พวกเขาในฐานะญาติพี่น้องก็พลอยได้รับประโยชน์ไปด้วยไม่น้อยแล้ว จึงไม่มีความอิจฉาริษยาอะไรเลย
“ท่านย่าพูดถูกขอรับ อยากได้สิ่งใดก็ต้องพยายามไขว่คว้ามาเอง วันหน้าข้าก็จะทำให้ท่านแม่ได้เป็นเก้ามิ่งฮูหยินให้ได้เหมือนกันขอรับ ฮี่ๆๆ!”
เจี๋ยจื่อหัวเราะฮึกห้าวระคนขี้เล่น แม้ผลการเรียนของเขาไม่ได้ดีเลิศ แต่เขาก็พยายามและขยันหมั่นเพียรมาโดยตลอด และผลที่ออกมาก็ไม่ได้แย่ เขาเชื่อว่าวันหน้าตนเองจะสามารถสร้างผลงานได้แน่นอน
แน่นอนว่าเด็กชายเองก็รู้ดีว่า การทูลฯขอพระราชทานตำแหน่งเก้ามิ่งฮูหยินให้กับมารดาเป็นเรื่องยากเพียงใด แต่สิ่งนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาถอดใจเลย กลับกันมันยิ่งเป็นแรงผลักดัน ทำให้เขาตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า จะต้องตามรอยท่านอาสามเพื่อสร้างเกียรติให้กับตระกูลให้ได้
ผู้เฒ่าลู่ได้ยินดังนั้นก็พึงพอใจอย่างมาก เขาไม่ได้ใส่ใจกับคำพูดของภรรยาเลย คว้าเจี๋ยจื่อมากอด และให้กำลังใจหลานชายอย่างเต็มที่
“ดี เยี่ยมไปเลย! สมกับเป็นลูกหลานสกุลลู่ของพวกเราจริงๆ! เมื่อถึงตอนนั้นคว้ามาให้ปู่ด้วยนะ!”
ผู้เฒ่าลู่ไม่ได้รู้สึกน้อยใจแม้แต่น้อย เมื่อครู่ก็แค่ล้อเล่นเท่านั้น เขาอายุปูนนี้แล้ว ไม่มีเรี่ยวแรงจะไปไขว่คว้ายศตำแหน่งอะไรแล้ว หวังแค่ให้ลูกๆหลานๆมีความเจริญก้าวหน้า เพราะหากลูกหลานเจริญมีอำนาจ เขาเองก็พลอยได้พึ่งพาไปด้วยอยู่แล้ว
“ของท่านปู่ ข้าจะไขว่คว้ามาให้ขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์ไม่ยอมน้อยหน้า แสดงความมุ่งมาดของตัวเองออกมาด้วยทันที
พวกผู้ใหญ่ต่างพากันหัวเราะชอบใจ บรรยากาศในครอบครัวเป็นไปด้วยความ.อบอุ่น
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยขึ้นอย่างแผ่วเบา “ขอแทรกสักครู่นะเจ้าคะ
ปัญหาตอนนี้ก็คือ ไป่ชวนได้เลื่อนตำแหน่งขุนนางแล้ว หลังปีใหม่ก็ต้องไปประจำการที่เมืองหลวง หากไม่มีอะไรผิดพลาด ข้าเองก็ต้องย้ายไปอยู่ที่นู่นด้วย และข้าก็คิดว่าจะเปิดร้านที่เมืองหลวงสักสองสามร้าน ซึ่งก็ต้องใช้คนช่วย ข้าจึงอยากถามความเห็นจากทุกคนเจ้าค่ะ”
เห็นทุกคนดูเหมือนยังไม่ค่อยเข้าใจในสิ่งที่นางพูด เหอจิ่วเหนียงจึงอธิบายเสริม “แน่นอนว่าทางด้านจิงโจวก็ต้องมีคนดูแล โดยเฉพาะสถานบันเทิงของข้า กว่าจะได้เปิดก็หลังปีใหม่ ช่วงแรกๆ ข้ายังจะอยู่ที่นี่เพื่อรอดูผลประกอบการก่อน ส่วนเรื่องที่สอง อนาคตของพวกเด็กๆจะให้พวกเขาไปอยู่ที่เมืองหลวงกับข้าหรือว่าจะให้อยู่ที่เมืองหลักต่อ แต่ที่เมืองหลวงพวกเรายังไม่มีรากฐานที่มั่นคง ต่อให้เด็กๆอยากไปก็ต้องรอจนกว่าที่นั่นจะมั่นคงเสียก่อน อีกอย่าง ถ้าไปแล้วโอกาสที่จะได้เจอหน้าครอบครัวก็จะน้อยกว่าเดิม เรื่องเหล่านี้พวกท่านลองไปปรึกษากันดูก่อนนะเจ้าคะ”
อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงอยากให้เด็กๆอยู่ที่เมืองหลัก แม้ทรัพยากรทางด้านการศึกษาที่เมืองหลวงจะดีกว่า แต่จะพรากโอกาสที่เด็กๆได้ใกล้ชิดกับพ่อแม่ไม่ได้ อีกอย่าง การศึกษาที่เมืองหลักก็ไม่ได้แย่
พวกเด็กๆเพิ่งย้ายไปอยู่ที่เมืองหลักได้ไม่นาน เพิ่งจะปรับตัวเข้ากับสำนักศึกษาในเมืองหลักได้ หากย้ายไปเมืองหลวงกะทันหันก็ต้องปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่อีก ซึ่งไม่ใช่เรื่องง่ายๆเลย
นี่เป็นสถานการณ์ที่ทุกคนคิดไม่ถึง เมื่อครู่มัวแต่ดี.อกดีใจ
ทุกคนต่างพยายามหาลู่ทางไปทำกิจการที่เมืองหลักก็เพื่อจะได้เจอหน้าลูกๆกับท่านพ่อท่านแม่บ่อยขึ้น แต่ครอบครัวสามกลับต้องไปประจำการที่เมืองหลวงหลังปีใหม่ ครอบครัวต้องแยกกันอยู่อีกแล้ว ทั้งยังไกลกว่าเดิม เวลาที่ได้มารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาก็ยิ่งแสนสั้น
การได้เลื่อนตำแหน่งเป็นเรื่องที่ดี และการได้เป็นขุนนางในเมืองหลวงก็ยิ่งเป็นเรื่องที่ดี เพียงแต่รู้สึกเสียดายที่การจะได้พบหน้ากันสักครั้งช่างยากเย็นเหลือเกิน ทั้งระยะทางไกลและการเดินทางที่ไม่สะดวกก็เท่านั้น
ลู่จิ้งซวนมองเหลยจื่อ และเอ่ยถาม “เจ้าอยากอยู่เมืองหลักหรืออยากไปเมืองหลวง แม่ของเจ้าวางแผนเอาไว้ว่าช่วงฤดูใบไม้ผลิจะไปเปิดหอสุราที่เมืองหลัก พ่อก็เรียนตีทองได้พอประมาณแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นก็สามารถเปิดร้านตีทองได้ หากเจ้าจะอยู่ที่เมืองหลักก็ได้ หรืออยากไปเมืองหลวงก็ไม่ว่า แต่หากพ่อกับแม่คิดอยากไปเปิดร้านที่เมืองหลวง เกรงว่ายังต้องพยายามอีกหลายปี”
เหอจิ่วเหนียงเปิดร้านที่เมืองหลวง จะเปิดเป็นกิจการของครอบครัวหรือจะเปิดเป็นกิจการของตัวเองพวกเขาก็ไม่อาจตามไปได้ เพราะเป็นเรื่องที่ไม่สมควร
และทางด้านเมืองหลวงพวกเขาก็ไม่คุ้นเคยกับผู้คนและสถานที่ อยากจะวางรากฐานให้มั่นคงจึงเป็นเรื่องที่ยากมากจนแทบมองไม่เห็นความเป็นไปได้ ความสามารถของพวกเขาในตอนนี้ ทำได้แค่เปิดร้านที่เมืองหลักเท่านั้น
เหลยจื่อหันไปมองเหลียนฮวาโดยไม่รู้ตัว ในใจอยากถามอีกฝ่ายยิ่งนักว่านางอยากอยู่ที่ไหน แต่ตอนนี้อยู่ต่อหน้าคนมากมาย เขาไม่กล้าถามออกมาแน่นอน หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจนมั่นใจแล้ว เขาจึงตอบผู้เป็นบิดา “ข้ายังอยากอยู่ที่เมืองหลักขอรับ จะได้อยู่ใกล้ท่านพ่อท่านแม่ด้วย”
เจี๋ยจื่อกับเสี่ยวหูจื่อก็คิดเช่นเดียวกัน ในช่วงที่อยู่เมืองหลักแม้จะมีความสุขมาก แต่ก็นานๆทีจะได้เจอท่านพ่อท่านแม่ หากไปอยู่เมืองหลวง โอกาสที่จะได้เจอกันคาดว่าคงนับนิ้วได้
แม้ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามจะดีกับพวกเขามาก แต่พวกเขาที่อายุยังแค่นี้ก็ไม่อยากอยู่ห่างจากท่านพ่อท่านแม่ และไม่อยากเห็นแก่ตัวไปมีชีวิตที่สุขสบาย หลงระเริงกับแสงสีอยู่ที่เมืองหลวง โดยไม่เหลียวแลพ่อแม่ของตนที่กำลังทำงานอย่างยากลำบาก
เหลียนฮวาเองก็เอ่ยขึ้น “พวกเราอยู่ที่เมืองหลักดีกว่าเจ้าค่ะ กิจการที่เมืองหลักก็เพิ่งจะเริ่มต้นได้ไม่นาน แถมพวกเรายังมีศิษย์ที่เพิ่งจะเริ่มสอนงาน และความสามารถของพวกเราก็ยังไม่เพียงพอ รอให้พวกเราเก่งกว่านี้อีกสักหน่อย ค่อยไปหาท่านอาสามกับอาสะใภ้สามที่เมืองหลวงก็ได้เจ้าค่ะ!”
เหลียนฮวาเป็นเด็กสาวที่ประมาณตน รู้ตัวอยู่เสมอว่าตนเองมีความสามารถแค่ไหน แม้ทุกคนมักจะชื่นชมนางอยู่ตลอดว่านางเก่งและมีความสามารถ แต่นางก็ไม่เคยทะนงตัว และรู้ว่านี่คือผลลัพธ์จากความพยายามและความอดทนของตัวเอง
นางเพิ่งจะปรับตัวและรับมือกับการบริหารจัดการกิจการในเมืองหลักได้ หากไปเมืองหลวงก็ต้องเริ่มต้นใหม่และยุ่งเหยิงไปช่วงหนึ่งแน่ ไม่แน่อาจทำให้ท่านอาสามกับอาสะใภ้สามต้องเดือดร้อนไปด้วย รอให้ตัวเองเก่งกว่านี้แล้วค่อยคิดวางแผนอีกครั้งดีกว่า
โก่วเอ๋อร์เห็นพวกพี่ชายพี่สาวตัดสินใจเช่นนี้ก็เม้มริมฝีปาก ในใจรู้สึกวูบโหวง
บิดามารดาของเขาต้องไปอยู่ที่เมืองหลวง เขาไม่อยากอยู่ห่างจากบิดามารดาเลย แต่เขาก็คุ้นชินกับการออกจากบ้านไปเรียนพร้อมกับพวกพี่ๆในตอนเช้า กลับบ้านด้วยกันตอนเย็น ตอนนี้กลับต้องเผชิญหน้ากับการตัดสินใจอีกครั้ง
แน่นอนว่าเขาเลือกที่จะอยู่ที่เมืองหลักได้ แม้แต่เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนก็คิดว่าบุตรชายจะเลือกเช่นนั้น เพราะในครั้งก่อน เขาก็เคยเลือกอยากอยู่กับพวกพี่ๆมาแล้ว
ตอนนี้ทุกคนมองไปที่เด็กชาย รอการตัดสินใจของเขา
ตอนที่ 655: นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าครอบครัวเดียวกัน
ทว่าเห็นได้ชัดว่าโก่วเอ๋อร์ไม่ได้คิดจะเลือกตัวเลือกนั้น แม้พวกพี่ๆจะดีกับเขามาก แต่เขาก็ไม่อยากอยู่ห่างจากท่านพ่อและท่านแม่
โอกาสที่เขาจะได้ใช้เวลากับท่านพ่อมีน้อยนัก หากต้องแยกกันอีกครั้ง ความสัมพันธ์ต้องห่างเหินจนต่อไม่ติดแน่
ถึงเขาจะยังเด็ก แต่ก็รู้จักชั่งน้ำหนัก และรู้ว่าตัวเองต้องการสิ่งใด
“ข้าอยากไปเมืองหลวงกับท่านพ่อท่านแม่ขอรับ!”
เขาจับนิ้วมือของลู่ไป่ชวนด้วยมือข้างหนึ่ง และมืออีกข้างก็จับนิ้วมือเหอจิ่วเหนียงไว้ เขาไม่อยากแยกกับบิดามารดาอีกแล้ว
ก่อนหน้านี้ที่เขาเลือกที่จะอยู่กับพวกพี่ๆ เพราะอำเภอต้าหลิ่งกับเมืองหลักไม่ได้อยู่ไกลกันนัก แต่ครั้งนี้ระยะทางต่างกันลิบลับ เขาจึงต้องเลือกท่านพ่อท่านแม่ที่สำคัญกว่า
ส่วนท่านปู่ท่านย่า และพวกพี่ๆน้องๆ เขาจะกลับมาเยี่ยมบ่อยๆแน่นอน
เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็ปลาบปลื้มใจมาก บุตรชายคนนี้สมกับที่เป็นบุตรชายของนางจริงๆ
ในใจของนางจริงๆ ก็ทำใจให้โก่วเอ๋อร์อยู่ที่เมืองหลักไม่ได้ โก่วเอ๋อร์ยังเด็ก ไม่เหมาะที่จะอยู่แยกกับบิดามารดาเป็นเวลานานๆ เพราะจะกระทบต่อสภาพจิตใจของเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้น เด็กคนอื่นๆเลือกที่จะอยู่ที่นี่ก็เพื่อพ่อแม่ของตัวเอง โก่วเอ๋อร์เองก็ควรเลือกที่จะอยู่กับพ่อแม่ของตัวเอง และการตัดสินใจของเขาก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว
“ตกลง เช่นนั้นเรื่องนี้เป็นอันตกลงตามนี้ แต่กิจการในเมืองหลักคงต้องฝากให้ท่านพ่อกับท่านแม่ดูให้เข้มงวดหน่อยแล้วเจ้าค่ะ เพราะพวกเราไม่สามารถดูแลได้ตลอดเวลา”
เหอจิ่วเหนียงจัดการเรื่องนี้เสร็จสิ้น ข้อสรุปที่ได้เป็นที่น่าพอใจของทุกคน แม้พวกเขาต้องแยกกันอยู่อีกครั้ง แต่ชีวิตความเป็นอยู่ก็ดีขึ้นเรื่อยๆ หลังปีใหม่ยังมีกิจการรอเปิดตัวอีกหลายอย่าง เจ้าสามก็ได้เลื่อนขั้นขุนนางที่สูงขึ้น ครอบครัวพวกเขาพูดได้เต็มปากว่ารุ่งโรจน์อย่างแท้จริง
นางซุนแม้จะสุขใจมาก แต่ก็ยังเอ่ยถามด้วยความกังวล “องค์รัชทายาทจะได้ขึ้นครองราชย์แน่นะ นี่หากเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา ครอบครัวของเราหายนะแน่!”
แม้จะเป็นคนที่มีความรู้เพียงน้อยนิด แต่นางก็เข้าใจคำกล่าวที่ว่า ‘ผู้ชนะได้ครองแผ่นดิน ผู้แพ้เป็นโจร’ ตอนนี้องค์รัชทายาทอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ บุตรชายนางเป็นคนของ.องค์รัชทายาท หากองค์รัชทายาทได้เป็นฮ่องเต้ และพระองค์เป็นผู้ที่คำนึงถึงมิตรไมตรี เส้นทางในอาชีพขุนนางของบุตรชายนางย่อมราบรื่นต่อไป แต่หากระหว่างนี้เกิดความผิดพลาดใดขึ้น จนสุดท้ายต้องเปลี่ยนผู้ขึ้นครองบัลลังก์ แล้วบุตรชายนางในฐานะคนสนิทของ.องค์รัชทายาท.องค์เก่า ต้องกลายเป็นเสี้ยนหนามในสายพระเนตรของ.องค์รัชทายาท.องค์ใหม่แน่นอน
หากเป็นเช่นนั้น ครอบครัวนางไม่พ้นต้องรับผลกระทบไปด้วย หนักสุดก็โทษประหาร เบาสุดก็โดนเนรเทศ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางซุนก็อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัวจนเม็ดเหงื่อผุดพราย
ครอบครัวเพียรพยายามทำงานอย่างหนักกว่าจะมาถึงวันนี้ได้ หากต้องเคราะห์ร้ายเพราะเบื้องบนเกิดปัญหาจนกระทบเบื้องล่างอย่างครอบครัวนาง พูดได้แค่ว่าซวยมากจริงๆ
เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทีหวาดหวั่นของนางซุนแล้วก็อดหัวเราะออกมาไม่ได้ “ท่านสุภาพสตรีซุน เหตุใดถึงมีความคิดพิลึกพิลั่นมากมายเช่นนี้ล่ะเจ้าคะ? สถานการณ์ตอนนี้ราบรื่นมากทีเดียวเจ้าค่ะ ไม่เกิดปัญหาอะไรแน่นอน อีกอย่าง ต่อให้ฟ้าถล่มลงมา ก็ยังมีผู้สูงส่งคอยแบกรับอยู่ ไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ ข้ารับประกัน!”
หญิงสาวใส่ความจริงจังลงในประโยคอย่างชัดเจน เพื่อให้ความมั่นใจกับทุกคน ไม่อยากให้ครอบครัวต้องกังวล ปีใหม่ทั้งทีพูดเรื่องพวกนี้มันเป็นมงคลเสียที่ไหน
ทว่าความกังวลของนางซุนก็หาใช่เรื่องไร้สาระ หนึ่งโอรสสวรรค์กับหนึ่งข้าราชบริพาร หากเกิดเรื่องไม่คาดฝันขึ้นกับ.องค์รัชทายาทจริงๆ ลู่ไป่ชวนก็ต้องได้รับผลกระทบไปด้วยเต็มๆ แต่ดูจากสถานการณ์ในตอนนี้แล้ว คงไม่เกิดเรื่องในแง่ร้ายขึ้นอย่างที่กลัว
หลินอ๋องถูกลงโทษตามกฎแล้ว จิ้งอ๋องไปประจำการที่ชายแดน ม่าวอ๋องก็ขอเป็นอ๋องที่ใช้ชีวิตเรียบง่ายสุขสบาย ส่วน.องค์ชายองค์อื่นก็ไม่มีความสามารถพอที่จะเข้ามาแข่งขันแย่งชิงตำแหน่งกับ.องค์รัชทายาท ตอนนี้เรียกได้ว่า ราชสำนักสงบสุขอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
แต่แน่นอนว่าอะไรก็เกิดขึ้นได้ หากอยู่ดีๆมีผู้คิดร้ายโผล่เข้ามาล่ะ? นั่นก็ยังไม่แน่
ดังนั้น องค์รัชทายาทจึงขอให้ลู่ไป่ชวนรีบกลับไปรับตำแหน่งที่เมืองหลวงหลังปีใหม่ทันที
ลู่ไป่ชวนเอ่ยขึ้น “ใช่ขอรับท่านแม่ วางใจเถอะขอรับ องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์ได้อย่างราบรื่นแน่นอน ไม่ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็มีลูกคอยแบกรับทั้งคน ลูกไม่มีทางให้ครอบครัวต้องเดือดร้อนเป็นอันขาดขอรับ”
สดับวาจา ลู่จิ้งซวนก็ไม่พอใจขึ้นทันที “เจ้าสาม เจ้าพูดเช่นนี้ไม่ถูกนะ! พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน ต่อให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นจริงๆ ก็ควรเผชิญหน้าไปด้วยกัน ไม่ใช่ให้เจ้าคอยแบกรับแรงกดดันทุกอย่างอยู่คนเดียว ตอนที่เจ้าได้ดิบได้ดี พวกเราก็ร่วมสุขด้วยกัน หากเจ้าเกิดเรื่องขึ้นพวกเราก็ต้องเผชิญหน้าไปกับเจ้าด้วย!”
“ถูกต้อง มีสุขร่วมเสพ มีทุกข์ร่วมต้าน นี่ต่างหากจึงจะเรียกว่าครอบครัวเดียวกัน!”
ลู่เหอหรงเอ่ยสนับสนุน พี่น้องสกุลจางก็แสดงไมตรีจิตออกมาเช่นกัน
การที่ลู่ไป่ชวนเป็นขุนนาง พวกเขาได้รับประโยชน์เป็นที่ประจักษ์ชัด เมื่อก่อนตอนที่ลู่ไป่ชวนไม่อยู่ ครอบครัวมีฐานะเป็นชาวบ้านธรรมดา แม้จะมีกิจการที่สร้างรายได้เป็นกอบเป็นกำ แต่การเป็นพ่อค้าแม่ค้าก็ไม่ได้มีบารมีอะไร ไม่ว่าจะไปแห่งหนใดก็ถูกผู้คนดูแคลนอยู่วันยังค่ำ
แต่หลังจากที่ลู่ไป่ชวนกลับมาทุกอย่างก็เปลี่ยนไป ไม่ว่าจะเป็นใคร พอรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกเขากับลู่ไป่ชวนก็จะปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเคารพ.นอบนอบ เมื่อก่อนเรื่องที่จัดการได้ยากเย็น ตอนนี้ไม่ต้องเอ่ยปากก็ถูกจัดการให้อย่างง่ายดาย
พวกเขาได้รับแต่สิ่งดีๆจากลู่ไป่ชวน ดังนั้นย่อมไม่มีเหตุผลต้องให้ลู่ไป่ชวนเผชิญอันตรายและความยากลำบากเพียงคนเดียว หากทำเช่นนั้นพวกเขาก็ไม่ใช่คนแล้ว
ผู้เฒ่าลู่กับนางซุนเงียบไม่ได้พูดอะไร แต่ทั้งสองก็พอใจกับปฏิกิริยาและจิตสำนึกของพวกลูกๆมาก
แม้ตอนนี้พวกเขาจะแยกครอบครัวย่อยๆกันแล้ว แต่ที่แยกก็เพียงแค่เรื่องทรัพย์สินเงินทอง พวกเขายังคงอาศัยอยู่ใต้ชายคาเดียวกัน วันหน้าหากเกิดเรื่องอะไรขึ้นก็ต้องร่วมกันแบกรับ เช่นนี้ครอบครัวจึงจะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น
ในค่ำคืนนี้ ครอบครัวลู่ปรึกษากันถึงแผนการหลังปีใหม่จนดึกดื่น ดูเหมือนทุกคนจะพบเป้าหมายของตัวเองแล้ว หลังปีใหม่ก็พร้อมที่จะพุ่งชนอย่างเต็มที่
.....
อีกทางด้านหนึ่ง
จวนของเหล่าขุนนางในอำเภอเองก็ไม่ได้เงียบเหงา เมื่อรู้ว่าครอบครัวลู่อนุญาตให้เข้าเยี่ยมแล้ว ทุกคนต่างก็ตื่นเต้นดีใจกันมาก กำชับฮูหยินกับลูกๆของตัวเองว่า วันที่สองของปีใหม่จะต้องทำตัวให้ดี ส่วนขุนนางที่ไม่มีลูกก็กำชับน้องชายน้องสาว หากมีวาสนาได้เป็นทองแผ่นเดียวกันกับสกุลลู่ จะถือว่าโชคดีเป็นล้นพ้น
การพาลูกหลานในครอบครัวไปเยี่ยมเยือนด้วย ย่อมไม่ใช่เพื่อเยี่ยมเยือนเฉยๆแน่นอน จุดประสงค์แอบแฝงก็คือเป็นการดูตัวกลายๆด้วยนั่นเอง หากสามารถเกี่ยวดองกับครอบครัวลู่ได้ก็จะดีที่สุด แต่ถึงแม้จะดองดองกันไม่ได้ก็ไม่เป็นไร การให้ลูกๆหลานๆได้เป็นสหายกับพวกเด็กๆครอบครัวลู่ก็นับว่าไม่เลวแล้ว
ถึงอย่างไรทุกคนก็ไปด้วยความเป็นมิตร อยากสร้างความประทับใจให้กับครอบครัวลู่ให้ได้มากที่สุด
ครอบครัวของนายอำเภอเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน เดิมทีฮูหยินจางคิดอยากจะจับคู่บุตรสาวกับเหลยจื่อ หลานชายคนโตของครอบครัวลู่ แต่นายอำเภอกลับบอกว่า บุตรสาวของตนเองไม่คู่ควรกับเหลยจื่อ อย่าได้คิดในเรื่องที่ไม่สมควรคิดพวกนั้น และคุณหนูจางเองก็ไม่ได้คิดเรื่องพวกนี้เหมือนกัน ฮูหยินจางจึงจำต้องล้มเลิกความคิดนั้นไป
แต่จางหลานเซียงก็เต็มใจที่จะไปเยี่ยมครอบครัวลู่จากใจจริง นางอยากไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตอาหารของครอบครัวลู่มานานแล้ว เพราะนั่นเป็นสิ่งที่นางโปรดปรานที่สุด!
ปีนี้หลิวเยว่เซียง—หลานสาวนายอำเภอจางมาเยี่ยมครอบครัวนายอำเภอที่นี่พอดี นายอำเภอจึงตัดสินใจจะพานางไปด้วย
หลิวเยว่เซียงเป็นบุตรสาวของน้องสาวนายอำเภอจาง บิดาของนางเป็นนายอำเภอของอำเภอที่อยู่ใกล้กันนี้ ทั้งสองครอบครัวสนิทชิดเชื้อกันมาก ความสัมพันธ์ของหลิวเยว่เซียงกับจางหลานเซียงก็ดีมากเช่นกัน ดังนั้นจึงตั้งชื่อสองคนให้คล้ายๆกัน
หลังนายอำเภอจัดการเรื่องครอบครัวจางฉงเสร็จ กลับมาถึงบ้านก็ได้รับแจ้งเรื่องครอบครัวลู่อนุญาตให้พวกเขาไปเยี่ยมที่บ้านได้ และเมื่อรู้ว่าครอบครัวลู่รับอาหารซึ่งเป็นของขวัญที่เขาส่งไปให้ ทั้งยังมอบอาหารมากมายตอบแทนกลับมา เขาก็ยิ่งดีใจอย่างมาก จึงเริ่มง่วนกับการเตรียมตัวเพื่อไปเยี่ยมครอบครัวลู่ในวันที่สองของวันปีใหม่ทันที
ดูจากสถานการณ์ในวันนี้แล้ว การจะมอบของมีค่าให้กับครอบครัวลู่นั้นเป็นไปไม่ได้เลย เช่นนั้นก็เริ่มจากการเตรียมอาหารก็แล้วกัน พวกเขาไม่มีทางปฏิเสธแน่
ฮูหยินจางเป็นคนลงมือทำอาหารเอง นางทำออกมาอย่างสุดฝีมือเพื่อเตรียมเอาไว้มอบให้กับครอบครัวลู่ในวันที่สอง
จางหลานเซียงไม่ได้ประหลาดใจแต่อย่างใด ทั้งยังไปดูมารดาทำอาหารอีกด้วย ช่วยเป็นลูกมือบ้างเป็นครั้งคราว
หลิวเยว่เซียงเห็นครอบครัวท่านน้าให้ความสำคัญกับการไปเยี่ยมบ้านสกุลลู่ขนาดนี้ ในใจก็รู้สึกดูแคลนเล็กน้อย
นางเคยสอบถามมาก่อนหน้านี้แล้ว สกุลลู่ก็แค่ครอบครัวชาวนาบ้านนอก ท่านน้ากลับตั้งใจเอาอกเอาใจมากถึงเพียงนี้ นางรู้สึกว่าไม่เข้าท่าเอาเสียเลย จึงไม่ลงมือช่วย เพียงนั่งมองอยู่ข้างๆเท่านั้น
ตอนที่ 656: หัวข้อดูดุเดือดขึ้นแล้ว
“ท่านพี่ ท่านอยากแต่งเข้าสกุลลู่หรือ เหตุใดท่านถึงตั้งใจเตรียมตัวไปเยี่ยมสกุลลู่ถึงเพียงนี้เชียวเจ้าคะ?”
หลิวเยว่เซียงลากจางหลานเซียงมากระซิบถาม ความจริงนางไม่อยากไปเยี่ยมครอบครัวลู่ด้วยเลย เพราะคิดว่าหมู่บ้านบ้านนอกเช่นนั้นไม่ใช่สถานที่ที่ดี แต่พอเห็นท่าทางจางหลานเซียงกระตือรือร้นถึงเพียงนี้ นางจึงทำได้แค่ต้องตามไปด้วย
“เพราะครอบครัวลู่เป็นผู้มีอิทธิพลต่อครอบครัวข้า ไปเยี่ยมเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว และครอบครัวลู่ก็ไม่รับของขวัญราคาแพงด้วย รับเฉพาะพวกของกิน ดังนั้นการที่เราลงมือทำเองก็แสดงให้เห็นถึงความตั้งใจ”
ถ้าเป็นจางหลานเซียงในเมื่อก่อน ความคิดของนางไม่ต่างกับลูกพี่ลูกน้องตรงหน้าในตอนนี้แน่นอน แต่หลังจากได้ไปมาหาสู่กับครอบครัวลู่มาพักใหญ่ ในใจนางก็เกิดความเคารพต่ออีกฝ่าย และเหอจิ่วเหนียงก็ถือเป็นผู้มีพระคุณของนางด้วย ดังนั้นจึงยิ่งควรไปเยี่ยมพวกเขา
ที่บอกว่าครอบครัวลู่มีอิทธิพลต่อครอบครัวของนาง ก็เป็นเพราะมีความเกี่ยวข้องกับตำแหน่งขุนนางของผู้เป็นบิดานั่นเอง พ่อของนางอยู่ในตำแหน่งนี้มานานหลายปี ผลงานความชอบก็มีอยู่บ้าง แต่กลับไม่ได้เลื่อนขั้นเสียที ทั้งยังอาจมีโอกาสถูกลดตำแหน่งด้วยซ้ำ แต่ตอนที่ครอบครัวลู่อพยพเข้ามาอยู่ในจิงโจว พ่อของนางไม่เคยกลั่นแกล้งหรือทำให้พวกเขาต้องลำบากใจเลย ทั้งยังปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างเป็นมิตรมาโดยตลอด ลู่ไป่ชวนเห็นแก่น้ำใจนี้ จึงรักษาตำแหน่งของพ่อนางไว้ให้ และหากไม่มีอะไรผิดพลาด ปีหน้าก็น่าจะได้เลื่อนตำแหน่ง
เพียงแต่เรื่องนี้ไม่อาจพูดออกไปสุ่มสี่สุ่มห้า หากแพร่งพรายออกไปจะเป็นเรื่องไม่ดี รู้กันแค่ในครอบครัวก็พอแล้ว
หลิวเยว่เซียงไหนเลยจะสัมผัสได้ถึงความหมายแฝงในคำตอบของอีกฝ่าน นางยิ่งดูก็ยิ่งไม่เข้าใจว่าเหตุใดครอบครัวท่านน้าต้องเอาอกเอาใจครอบครัวบ้านนอกนั่นด้วย นางจึงยิ่งรู้สึกไม่พอใจ
เมื่อก่อนท่านพี่ไม่ได้เป็นเช่นนี้นี่ เหตุใดตอนนี้ถึงเปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคนเลยล่ะ
“ท่านพี่ ท่านอยู่บ้านกับข้านะเจ้าคะ ข้าไม่อยากไป”
หลิวเยว่เซียงคล้องแขนจางหลานเซียง ทำปากยู่ออดอ้อน
ชนบทบ้านนอก ถนนหนทางก็เป็นดินโคลน ชุดกระโปรงตัวใหม่ของนางต้องเลอะเทอะเป็นแน่ นางรับไม่ได้จริงๆนะ!
“ไม่ได้เด็ดขาด ข้าต้องไป ถึงข้าไม่ได้อยากเกี่ยวดองกับครอบครัวลู่ แต่ข้าก็อยากเป็นสหายกับลูกหลานครอบครัวลู่ ต่อไปเวลาข้าอยากซื้อของในร้านพวกเขาก็จะสามารถใช้เส้นสายได้!”
จางหลานเซียงปฏิเสธทันที แล้วเอ่ยต่อ “ถ้าเจ้าไม่อยากไปก็อยู่รอที่บ้านก็ได้ แต่เจ้าก็คงไปที่อื่นไม่ได้อยู่ดีนะ เพราะวันนั้นทุกคนก็ไปที่บ้านครอบครัวลู่กันหมด อ่อใช่ เหมือนว่านายน้อยรองหลี่ก็น่าจะไปด้วย ได้ยินมาว่าครอบครัวเขาก็คิดอยากเกี่ยวดองกับครอบครัวลู่เหมือนกัน”
นายน้อยรองหลี่หรงแห่งตระกูลหลี่ คือบุรุษในดวงใจของหลิวเยว่เซียง ย้อนกลับไปเมื่อประมาณสองสามปีก่อน หลิวเยว่เซียงได้มีโอกาสไปเยี่ยมอวยพรปีใหม่ที่ตระกูลหลี่พร้อมกับครอบครัวนายอำเภอจาง และตั้งแต่ครั้งนั้น นางก็สะดุดตากับเขา จากนั้นเป็นต้นมามานางก็ไม่อาจถอนตัวได้อีกเลย
สองสามปีหลังจากนั้น หลิวเยว่เซียงจึงมักจะมาเยี่ยมบ้านจางหลานเซียงในช่วงปีใหม่ ด้วยส่วนหนึ่งก็เพราะเหตุผลนี้
“ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ?”
เป็นดังคาด หลิวเยว่เซียงแตกตื่นขึ้นทันที ตระกูลหลี่ก็อยากเกี่ยวดองกับครอบครัวลู่ ทั้งยังตั้งใจพาหลี่หรงไปด้วยอย่างนั้นหรือ
ชัดเจนมาก!
“ครอบครัวลู่มีสตรีวัยออกเรือนหรือเจ้าคะ?”
หลิวเยว่เซียงเบิกตากว้าง จับจ้องจางหลานเซียงอย่างรอคำตอบ แววตาเต็มไปด้วยความร้อนรนกระวนกระวาย
จางหลานเซียงพยักหน้าหงึกหงัก “ก็มีนะ หลานสาวครอบครัวรองของสกุลลู่ พ่อแม่นางสิ้นใจระหว่างทางลี้ภัย เหลือแค่นางคนเดียว ครอบครัวรองสกุลลู่จึงรับนางเป็นลูกสาว ข้าเคยเจอหลายครั้งแล้ว รูปร่างหน้าตา.งดงามมากทีเดียว”
จางหลานเซียงเคยเจอเหลียนฮวาตั้งแต่อีกฝ่ายตั้งแผงขายเป็ดดำลู่กับเสื้อคลุมขนสัตว์ริมทางแล้ว นางรู้สึกว่าความงามของเหลียนฮวาเป็นความ.งดงามที่อ่อนโยน ทำให้คนเห็นแล้วอยากเข้าใกล้ และทำให้รู้สึกว่าการได้อยู่ใกล้นางเป็นเรื่องที่.งดงามราวกับกำลังท่องไปในโลกแห่งความฝัน
จางหลานเซียงคิดว่า หากตนเป็นหลี่หรงก็ต้องเลือกเหลียนฮวาแน่นอน เพียงแต่คำพูดนี้นางไม่กล้าพูดกับน้องสาว เพราะกลัวว่านางจะรับไม่ได้
“ท่านพี่! นี่ท่านยังเป็นพี่สาวของข้าอยู่หรือไม่เจ้าคะ เหตุใดท่านต้องพูดแทนคนอื่นด้วย?”
หลิวเยว่เซียงพลันโกรธขึ้ง จับจ้องใบหน้าจางหลานเซียงเขม็ง รู้สึกว่าพี่สาวไม่มีความสนิทสนมกับนางเหมือนเดิมแล้ว
จางหลานเซียงอยากเถียงออกมาเหลือเกินว่าที่นางพูดเป็นเรื่องจริง แต่พอเห็นท่าทางขึงขังของน้องสาวแล้วก็ทำใจพูดออกมาไม่ได้
“เอาละ เอาละ ข้าไม่พูดแล้ว ตกลงเจ้าจะไปด้วยหรือไม่?”
“ไปเจ้าค่ะ! ข้าไม่มีทางให้คนสกุลลู่ทำสำเร็จแน่!”
หลิวเยว่เซียงกำหมัดแน่น แม้ในใจเชื่อมั่นอย่างยิ่งยวดว่าเด็กสาวบ้านนอกนั่นไม่มีทางที่จะมีดีอะไร แต่การที่ได้ยินพี่สาวพูดออกมาโต้งๆ เช่นนี้แล้ว ก็มีความเป็นไปได้หนึ่งถึงสองส่วนว่าอีกฝ่ายไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แน่ นางอยากไปดูให้เห็นกับตา และจะได้จับตาดูพี่หลี่หรงด้วย จะให้เขาได้ใกล้ชิดผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เด็ดขาด!
จางหลานเซียงจนคำพูด เห็นๆกันอยู่ว่าเป็นตระกูลหลี่ต่างหากที่เป็นฝ่ายเข้าหาครอบครัวลู่ แล้วน้องสาวพูดออกมาว่าจะไม่ปล่อยให้สกุลลู่ทำสำเร็จได้อย่างไร
“น้องพี่ เจ้าอย่าทำอะไรโง่ๆเชียวนะ ท่านพ่อกับท่านแม่ข้าให้ความสำคัญกับการไปเยี่ยมครอบครัวลู่ในครั้งนี้มาก ฮูหยินสามลู่ก็เคยรักษาอาการป่วยให้ข้า ข้าเองก็อยากได้รับสิทธิพิเศษในการซื้อของในร้านนางด้วย เจ้าอย่าทำให้เสียเรื่องเป็นอันขาด!”
จางหลานเซียงค่อนข้างรู้จักนิสัยของน้องสาวผู้นี้ดี จู่ๆก็รู้สึกไม่ค่อยอยากให้นางไปด้วยแล้ว หากนางก่อเรื่องวุ่นวายขึ้น สิ่งของต่างๆมากมายเหล่านี้ที่ท่านพ่อท่านแม่เตรียมไว้อย่างตั้งใจ คงมิวายต้องสูญเปล่า
หลิวเยว่เซียงรู้สึกน้อยใจขึ้นมา ในใจท่านพี่ นางเป็นคนไม่รู้จักชั่งน้ำหนักความสำคัญถึงเพียงนั้นเลยหรือ
แม้จะไม่ค่อยชอบสกุลลู่ แต่นางก็รู้ดีว่าสกุลลู่เป็นขุนนางระดับสอง หากไปล่วงเกินเข้า ตำแหน่งขุนนางของท่านพ่อนางต้องปลิวหายวับไปกับตาเป็นแน่ นางไม่ได้ไร้สมองถึงขั้นนั้น
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”
เด็กสาวทำปากยู่อย่างไม่พอใจ ก่อนจะทิ้งตัวลงนั่งบนม้านั่งหินด้านข้าง จางหลานเซียงเองก็ไม่มีอะไรจะพูดกับน้องสาวแล้ว จึงเดินไปช่วยงานในครัวต่อ
.....
วันขึ้นปีใหม่วันแรก
ครอบครัวลู่ไป่ชวนแจกอั่งเปาให้กับพวกเด็กๆ เด็กๆทุกคนได้รับเงินอั่งเปาจำนวนเท่ากัน แม้แต่เด็กน้อยที่เพิ่งคลอดไม่ถึงเดือนก็ได้รับอั่งเปาด้วยเช่นกัน
เด็กๆทุกคนที่มาอวยพรปีใหม่ที่บ้านก็จะได้รับอั่งเปาเช่นกัน เพียงแต่จำนวนไม่ได้มากเท่ากับที่ให้ลูกหลานในครอบครัวตัวเอง
เด็กๆครอบครัวลู่ก็ออกไปอวยพรปีใหม่ที่บ้านอื่นเช่นกัน และได้รับอั่งเปากลับมาตามธรรมเนียม ทุกคนสนุกสนานจนยิ้มปากไม่หุบเลยทีเดียว
ส่วนเหลยจื่อและเหลียนฮวา พวกเขารู้สึกว่าตัวเองโตแล้วจึงไม่ได้ออกไป อยู่ดูผู้ใหญ่เล่นไพ่นกกระจอกที่บ้านด้วยความสนใจ
ช่วงแรกๆ ทุกคนพูดคุยกันเรื่องการตั้งชื่อให้เด็กน้อยที่เพิ่งคลอด ทว่ายังไม่ทันได้ข้อสรุป จู่ๆก็มีคนเปลี่ยนเรื่องไปเป็นเรื่องที่พรุ่งนี้จะมีแขกมาเยี่ยมที่บ้าน
เหอจิ่วเหนียงกล่าว “พรุ่งนี้บรรดาขุนนางต้องพาครอบครัวมาด้วยแน่นอน เจตนาชัดเจนมาก เด็กๆทั้งสามของเราอยู่ในวัยที่เหมาะสมพอดี ต้องตกเป็นเป้าแน่ๆ”
เด็กที่อายุอยู่ในวัยออกเรือนสามคนก็มีเหลยจื่อ เหลียนฮวา และลู่เสี่ยวหยาง
ตอนนี้ลู่เสี่ยวหยางเองก็อยู่ในการดูแลของครอบครัวลู่ แม้จะเป็นหลาน แต่ก็เป็นสายเลือดสกุลลู่ ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ภายใต้ครอบครัวลู่ ดังนั้นสถานะของเขาย่อมไม่ธรรมดา บางคนที่รู้สึกว่าสานสัมพันธ์กับเหลยจื่อและเหลียนฮวาไม่ได้ ก็อาจจะเบนเข็มมาที่ลู่เสี่ยวหยาง
“ไม่เพียงเท่านี้ เด็กคนอื่นๆก็จะถูกจับตามองด้วยเจ้าค่ะ ประเภทที่จับคู่ให้กันตั้งแต่เด็กๆประมาณนั้นเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยพลางหยิบไพ่
“!!!” ทุกคนตกใจเล็กน้อย
จู่ๆหัวข้อสนทนานี้ก็ดูดุเดือดขึ้นทันที จนไม่มีกะจิตกะใจจะดูไพ่แล้ว
ลูกหลานในบ้านพวกเขา ต้องรอให้อายุครบสิบแปดปีก่อนจึงจะพูดคุยเรื่องคู่ครองได้ และแน่นอนว่ายังต้องรออีกหลายปี
แต่ลู่เสี่ยวหยางปีนี้อายุสิบเจ็ดปีแล้ว เขาอายุมากที่สุดในบรรดาเด็กๆกลุ่มนี้ มีโอกาสถูกเพ่งเล็งสูงมาก
และนี่ก็ทำให้คนในบ้านปวดหัวขึ้นมาไม่น้อย
เด็กหนุ่มสาวทั้งสามได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึงตัวแข็งทื่อ ด้วยกลัวว่าครอบครัวจะให้พวกเขาหมั้นหมายกะทันหัน
ชั่วขณะนั้นทุกคนต่างหันสายตาไปที่เหอจิ่วเหนียงโดยพร้อมเพรียง รอนางเสนอความเห็น
โดยเฉพาะเหลยจื่อ ดวงตาของเขาเบิกกว้างจนแทบจะกระเด็นออกมาติดหน้าเหอจิ่วเหนียงอยู่แล้ว เพื่อหวังว่าอาสะใภ้สามจะเข้าใจความหมายของเขา
ในใจเขาตอนนี้แทบอยากจะบอกทุกคนว่า คนที่เขามีใจให้ก็คือเหลียนฮวา แต่ก็กลัวว่าหากพูดออกไปแล้วจะทำให้เหลียนฮวาไม่พอใจ จึงจำต้องอดทนเอาไว้
ตอนที่ 657: หรือนางต้องไตร่ตรองเรื่องมีลูกเพิ่ม
เหลียนฮวาเองก็เคร่งเครียดเช่นกัน ตอนนี้นางไม่มีความคิดที่อยากจะออกเรือนเลย นางอยากทำการค้าหาเงิน และอยู่ตอบแทนบุญคุณคนในครอบครัวให้ดีที่สุดเท่านั้น
แต่ยิ่งอายุมากขึ้น เรื่องนี้ก็ยิ่งใกล้เข้ามาเรื่อยๆ นางไม่รู้ว่าควรหลบเลี่ยงเช่นไร
หากไม่ต้องแต่งงานไปตลอดชีวิตได้ก็คงดี
เหอจิ่วเหนียงรับรู้ได้ถึงสายตามีนัยของพวกเขา จึงยิ้มพลางกล่าว “มองหน้าข้าทำไมกันเล่า ข้าก็บอกอยู่นี่อย่างไรว่าให้พวกเจ้าระวังตัวไว้ อย่าตอบตกลงเรื่องพวกนี้ง่ายๆ อีกอย่าง เรื่องการแต่งงานของพวกเจ้า การเลือกคู่ครองก็ต้องเป็นคนที่พวกเจ้าถูกใจด้วยสิ พวกเราในฐานะผู้ใหญ่ก็ทำได้แค่ช่วยดูๆให้พวกเจ้าเท่านั้น ส่วนสิทธิ์ในการตัดสินใจอย่างไรก็เป็นของพวกเจ้าเอง”
เหอจิ่วเหนียงเป็นคนยุคสมัยใหม่ ไม่เห็นด้วยกับการคลุมถุงชน ตอนนี้คำพูดของนางยังพอมีน้ำหนักให้คนในบ้านเกรงใจอยู่บ้าง จึงเอ่ยให้เด็กๆฟัง และตั้งใจให้ผู้ใหญ่ในบ้านฟังด้วยเช่นกัน
แม้พ่อแม่จะหวังดีต่อลูก แต่ก็ไม่สามารถตัดสินใจทุกอย่างแทนลูกได้
พวกเด็กๆได้ยินดังนั้นดวงตาก็เปล่งประกายทันที แม้ผู้ใหญ่บางคนจะไม่เห็นด้วยเล็กน้อย แต่พอพิจารณาอย่างถ้วนถี่แล้วก็เห็นว่ามีเหตุผล จึงไม่มีใครแย้งอะไร ถึงอย่างไรคำพูดของน้องสะใภ้สามก็มีน้ำหนัก และเป็นไปด้วยความหวังดีต่อพวกเด็กๆ พวกเขาย่อมรับฟัง
“ขอบคุณอาสะใภ้สามเจ้าค่ะ/ขอรับ!”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยหยอกล้อ “ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น ส่วนจะเอาเช่นไรก็ต้องถามผู้ปกครองของพวกเจ้าอีกที อีกอย่าง ไม่แน่ พรุ่งนี้พวกเจ้าอาจจะถูกใจใครเข้าจนมาขอให้พวกข้าพูดเรื่องหมั้นหมายให้ก็ได้!”
“ไม่มีทางเป็นเช่นนั้นแน่นอนเจ้าค่ะ! ตอนนี้ข้าแค่อยากเรียนรู้การทำการค้าเท่านั้นเจ้าค่ะ!”
เหลียนฮวารีบแสดงความตั้งใจของตัวเองทันที หลังจากวาจานี้ถูกลั่นออกมา เหอจิ่วเหนียงก็ลอบมองเหลยจื่ออย่างมีเลศนัย นางหยูเองก็มองบุตรชายด้วยสายตาตำหนิเล็กน้อย
เจ้าเด็กคนนี้นี่ นานถึงเพียงนี้แล้วยังทำไม่สำเร็จอีก ทำนางร้อนรุ่มกลุ้มใจจริงๆแล้วนะ!
หากเขายังไม่ทำอะไรอีก เหลียนฮวาต้องถูกคนอื่นแย่งไปแน่!
อันที่จริงนางหยูอยากไปเจรจากับนางฉินตรงๆ จากนั้นค่อยหาโอกาสพูดคุยกับเหลียนฮวา ถึงตอนนี้จะยังไม่ถึงเวลาที่เด็กทั้งสองควรแต่งงานตามกฎของครอบครัว แต่ก็สามารถหมั้นหมายเอาไว้ก่อนได้ เช่นนี้ใครก็มายุ่มย่ามกับเหลียนฮวาไม่ได้อีก นางเองก็จะได้วางใจ
ลู่เสี่ยวหยางเองก็แสดงความตั้งใจของตัวเองออกมาให้ทุกคนรู้ว่าตนเองยังอยากเรียนรู้การดูแลกิจการการค้าไปก่อน ส่วนเรื่องแอบชอบเหลียนฮวานั้นชีวิตนี้ก็ทำได้แค่เก็บซ่อนเอาไว้ให้ลึกสุดใจให้ตายไปพร้อมเขา ส่วนสตรีอื่น เขายังไม่เจอคนที่ถูกใจ อีกอย่าง สถานการณ์ของเขาในตอนนี้ก็ยังไม่เหมาะที่จะคิดเรื่องพวกนั้น เขายังต้องไถ่บาปให้ตัวเองก่อน
“ขะ…ข้า…”
เหลยจื่อเอ่ยขึ้นอย่างลังเล เขาเองก็อยากบอกว่าตอนนี้จิตใจของเขาไม่ได้ว่อกแว่กเรื่องอื่น แต่เหลียนฮวาผู้ที่ทำให้เขาหัวใจไหวหวั่นก็นั่งอยู่ตรงนี้ เขาไม่อยากพูดสิ่งที่ขัดต่อความรู้สึกของตัวเอง
เด็กหนุ่มกล่าวตะกุกตะกักอยู่ครู่หนึ่ง จนในที่สุดก็เอ่ยออกมา “ข้าอยากรอให้ตัวเองสอบติดขุนนางก่อนแล้วค่อยคิดเรื่องนี้ขอรับ!”
นางหยูได้ยินดังนั้นก็รู้สึกฮึดฮัดขัดใจกับคำพูดของบุตรชายมาก การสอบขุนนางมันเป็นเรื่องง่ายซะที่ไหนกันล่ะ!
มันใช่เรื่องที่ใครๆก็สอบติดได้อย่างนั้นรึ!
แม้นางจะรู้ดีว่าบุตรชายของตนเองเก่งมาก แต่เหนือฟ้าก็ยังมีฟ้า หากสอบไม่ติดก็ไม่ต้องแต่งงานกันพอดี
ถ้าเช่นนั้น เหลียนฮวาต้องถูกผู้ชายคนอื่นแย่งไปแน่!
ลู่จิ้งซวนที่อยู่ข้างๆ กลับหัวเราะคิกคักด้วยความชอบใจ บุตรชายเขาช่างมีความปรารถนาอันแรงกล้ายิ่งนัก เขารู้สึกภูมิใจมาก
นางหยูรู้สึกอึดอัดราวกับหายใจไม่ออก เป็นเช่นนี้ต่อไปแล้วเมื่อไรนางจะได้อุ้มหลานล่ะ!
เมื่อมองไปที่บุตรชายคนเล็กของครอบครัวรองที่เพิ่งคลอดแล้วก็รู้สึกชอบมาก แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่านางจะหมดหวังกับบุตรชายคนโตแล้ว ไม่ต้องหวังว่าจะมีหลานตัวน้อยๆเช่นนี้เลย
…หรือว่า
นางต้องไตร่ตรองเรื่องมีลูกเพิ่มอีกสักคน?
ก็ใช่ว่าจะไม่ได้นะ…
หลังได้รับการเตือนจากเหอจิ่วเหนียง ทุกคนก็เข้าใจตรงกัน โดยเฉพาะบุรุษในครอบครัว ต้องระวังไม่ให้ตอบตกลงเรื่องอะไรสุ่มสี่สุ่มห้าบนโต๊ะอาหาร และจะคุยโวโอ้อวดต่อหน้าคนอื่นไม่ได้เด็ดขาด นี่ถือเป็นเรื่องที่ห้ามทำเด็ดขาด เพราะคำพูดอาจนำภัยมาสู่ตัวได้ พูดน้อยๆนั่งกินเยอะๆก็พอแล้ว
เรื่องเหล่านี้นางซุน ผู้เฒ่าลู่ ตลอดจนถึงพวกเด็กๆล้วนเคยมีประสบการณ์กันมาแล้วจากงานมงคลของเฉียนชิ่ง ดังนั้นจึงรับมือได้ไม่มีปัญหา แต่นี่เป็นครั้งแรกที่พวกนางหยูได้ต้อนรับเหล่าขุนนางมากมาย จึงมีความกังวลอยู่บ้าง
แต่ต่อให้กังวลก็ต้องเผชิญหน้าอยู่ดี จะเผยความหวั่นกลัวต่อหน้าคนอื่นไม่ได้ และจะทำให้ลู่ไป่ชวนขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด
.....
เช้าวันต่อมา
นางหยูตื่นขึ้นมาจัดเตรียมข้าวปลาอาหารทุกอย่าง แม้แขกจะมากันตอนกลางวัน แต่ก็ต้องตระเตรียมและตรวจสอบล่วงหน้า แต่ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ให้นางหยูต้องเหน็ดเหนื่อยจนเกินไป หลังจากง่วนกับการเตรียมของได้ไม่นาน นางก็ถูกเหอจิ่วเหนียงลากเข้าไปในห้อง
“พี่สะใภ้ใหญ่เจ้าคะ วันนี้ที่บ้านมีแขก พวกท่านไม่ต้องลงมือทำเองหรอกเจ้าค่ะ หน้าที่ของพวกเราก็คือพูดคุยกับพวกฮูหยินและคุณหนูที่มาเยี่ยม ห้ามให้คนอื่นรู้ว่าสะใภ้ใหญ่ของสกุลลู่ต้องลงมือทำอาหารต้อนรับแขกเองเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงพาพี่สะใภ้มานั่งลงบนเก้าอี้ และลงมือแต่งหน้าให้นางด้วยตัวเอง
นางหยูรู้สึกไม่คุ้นเคย นางไม่เคยแต่ง.องค์ทรงเครื่องจัดเต็มมาก่อน
“แต่น้องสะใภ้สาม ข้าเป็นแม่ครัวนะ ข้าเปิดหอสุราในอำเภอ ทุกคนล้วนรู้กันดี”
“มันไม่เหมือนกันเจ้าค่ะ นั่นเป็นกิจการ แต่คนที่มาเยี่ยมอวยพรปีใหม่วันนี้เป็นเหล่าขุนนางกับครอบครัว เราจะให้คนอื่นมาดูถูกเราไม่ได้เจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าในกลุ่มคนที่มาเยือนต้องมีคนที่จ้องจะดูถูกครอบครัวพวกนางแน่นอน หากให้พวกเขาเห็นว่านางหยูต้องลงมือทำอาหารต้อนรับพวกเขาเอง ต่อให้ภายนอกจะแสดงท่าทีเคารพนับถือ แต่ลับหลังต้องแอบดูถูกนางหยูเป็นแน่ ต่อไปเมื่อนางไม่อยู่ที่นี่ คนในครอบครัวต้องถูกรังแกแน่ ตอนนี้เป็นเวลาที่ต้องสร้างความน่าเกรงขาม ต้องทำกิริยาให้สง่าผ่าเผย คนอื่นจะได้ไม่กล้ารังแกเอาง่ายๆ
เดิมทีนางหยูรู้สึกเขินอายเล็กน้อย แต่พอเห็นนางซุนแต่ง.องค์ทรงเครื่องเป็นหญิงชราสูงศักดิ์ นางก็ไม่รู้สึกเขินอายอีกต่อไป แม่สามียังสงบและไม่หวั่นไหวต่อสถานการณ์เช่นนี้ นางก็ไม่จำเป็นต้องอายอะไร และไม่ต้องให้เหอจิ่วเหนียงคอยปลอบอีกต่อไป
ลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นเองก็แต่งตัว.งดงามเช่นกัน ปกติในชีวิตประจำวันทุกคนไม่ได้แต่งหน้าทาปาก จู่ๆมารวมตัวกันในรูปลักษณ์เช่นนี้ก็รู้สึกทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย ต่างฝ่ายต่างมองกันด้วยความเขินอายแก้มแดงเรื่อ นึกไม่ถึงเลยว่าพวกนางก็ได้มีโอกาสแต่งตัวสวยสดงดงามเช่นนี้
“อย่างนี้สิถึงจะสมกับเป็นสตรีครอบครัวลู่ ต่อไปต้องแต่งตัวกันบ้างแล้วนะเจ้าคะ ถือโอกาสตอนที่ตัวเองยังสาว คิดถึงตัวเองให้มากๆ”
วันนี้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนแต่งหน้าให้ทุกคนด้วยตัวเอง เรียบหรูและประณีตเป็นอย่างมาก ทุกคนรู้สึกว่าตัวเองดูอ่อนวัยลงหลายสิบปี
ลู่กุ้ยหลานพยักหน้า “พี่สะใภ้สามพูดถูกเจ้าค่ะ ข้าออกไปยืนข้างพ่อหูจื่อในสภาพนี้ คนอื่นคงคิดว่าข้าเป็นลูกสาวของเขาแน่เลยเจ้าค่ะ ฮ่าๆๆ!”
ทุกคนได้ยินดังนั้นจึงนึกถึงใบหน้าที่ดูแก่ขึ้นของจางซงหลังเดินทางกลับจากดินแดนทุ่งหญ้าก็.อดหัวเราะออกมาไม่ได้ นี่ไปแค่ครั้งเดียวยังถึงขั้นนี้ แล้วต่อไปต้องเดินทางไปบ่อยๆต้องยิ่งกว่านี้แน่
โชคดีที่เหอจิ่วเหนียงรับปากเอาไว้ว่าจะเตรียมเครื่องประทินผิวสำหรับบุรุษให้พวกเขา ไม่อย่างนั้นสามีของลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นคงได้กลายเป็นพ่อของพวกนางแทนเป็นแน่
นางเสิ่นส่องกระจกพลางกล่าว “ไอ้หยา ตอนที่ข้าสาวกว่านี้ยังไม่งดงามเท่านี้เลยเจ้าค่ะ! พี่สะใภ้สามฝีมือยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!”
“ใช่เจ้าค่ะ เมื่อก่อนผิวของข้าทั้งแห้งทั้งหยาบกร้าน ดูดีๆจะเห็นริ้วรอยตีนกาเต็มไปหมด แต่ตอนนี้หายไปหมดแล้ว แม้ไม่ได้แต่งหน้าใบหน้าก็ดูอิ่มน้ำแดงระเรื่อ นี่ล้วนเป็นผลมาจากเครื่องประทินผิวต่างๆที่พี่สะใภ้สามให้พวกเรามาใช้เจ้าค่ะ!”
“พี่สะใภ้สามทำเครื่องประทินผิวออกมาได้ดีเช่นนี้ เปิดร้านขายเครื่องประทินผิวสักร้านดีหรือไม่เจ้าคะ กิจการต้องดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่เจ้าค่ะ!”
“ข้าเองก็คิดไว้เช่นกัน แต่เดี๋ยวไปเมืองหลวงก่อนแล้วค่อยคิดอีกที”
“ดีเลยเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขอร่วมลงทุนด้วยนะเจ้าคะ!”
“ข้าด้วยเจ้าค่ะ!”
.....
บ้านของครอบครัวลู่ยังคงเป็นบ้านอิฐหลังเดิมที่สร้างตั้งแต่ตอนมาอยู่ที่หมู่บ้านอันผิง แม้ไม่ได้หรูหราเหมือนคฤหาสน์ขุนนาง แต่ก็มีพื้นที่กว้างขวาง การตกแต่ง.งดงามประณีต เรียบง่ายแต่ดูหรูหรา
ในลานบ้านยังปลูกดอกไม้แปลกตาไว้ไม่น้อย บางชนิดก็ขุดมาได้จากในป่าเขา บางชนิดก็ไม่รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงซื้อมาจากไหน แต่รวมๆแล้วสวยสด.งดงามมาก ฤดูหนาวเช่นนี้ยังผลิ.ดอกเบ่งบานได้ ทำให้ฤดูที่เต็มไปด้วยหิมะขาวโพลนมีสีสันสดใสขึ้นไม่น้อย
ทันทีที่พวกนายอำเภอก้าวเข้าประตูบ้านสกุลลู่ ก็ถูกดอกไม้เหล่านี้ดึงดูดสายตาทันที ผู้เฒ่าลู่นำครอบครัวออกมาต้อนรับ ทุกคนถึงกับตกตะลึงกับกิริยาอันสง่างามของคนครอบครัวลู่
น่ะ…น่ะ…นี่…
นี่ใช่ครอบครัวที่มีพื้นเพมาจากชาวนาบ้านนอกจริงหรือ!
ตอนที่ 658: อิจฉาจนควันแทบจะออกหูอยู่แล้ว
แม้เรือนหลังนี้จะไม่ใช่จวนที่มีลานบ้านและสวนหย่อมเหมือนที่พวกเขาอาศัยอยู่ ภายนอกเป็นแค่บ้านอิฐธรรมดา ปราศจากความโดดเด่น ทว่าเมื่อก้าวเข้าสู่ภายใน การตกแต่งกลับตระการตายิ่งกว่าจวนของพวกเขาเสียอีก
ครั้นหันไปมองคนในครอบครัวนี้ ทั้งบุรุษและสตรีล้วนรูปโฉม.งดงามหาใดเปรียบ รวมทั้งอาภรณ์ที่สวมใส่ เครื่องประดับบนศีรษะและร่างกาย ล้วนวิจิตรประณีตเหนือกว่าพวกเขาจนมิอาจเทียบเคียงได้
ก่อนหน้านี้ หลายคนไม่เต็มใจมาที่นี่นัก ด้วยเห็นว่าครอบครัวลู่มีรากเหง้ามาจากตระกูลชาวนา หากมาผูกมิตรหรือกระทั่งเกี่ยวดองด้วย ภายหน้าคงถูกคนอื่นหัวเราะเยาะเป็นแน่
ไก่ป่าย่อมเป็นไก่ป่าอยู่วันยังค่ำ ไม่อาจเทียบชั้นกับหงส์ได้
ทว่าเมื่อมาเห็นกับตาตอนนี้แล้ว… ใครคือไก่ป่า ใครกันคือหงส์ ทุกคนล้วนได้คำตอบขึ้นมาในใจแล้ว
บรรดาหนุ่มสาวเหล่าลูกหลานขุนนางที่เคยคัดค้านอยู่ในใจ ครั้นได้พบกับพวกเหลยจื่อ ความคิดก็เปลี่ยนไปในบัดดล
ฉับพลันทันใดนั้น พวกเขาไม่เพียงยินดีจะเกี่ยวดองกับครอบครัวลู่ แต่ยังปรารถนาจะรักษามิตรภาพกับครอบครัวลู่ไว้ไปตลอดชีวิตอีกด้วย
บรรดาหนุ่มน้อยต่างลอบทอดสายตามองเหลียนฮวา รู้สึกว่านางทั้งงดงามทั้งสง่า ทุกอากัปกิริยาล้วนมีเสน่ห์ ไม่แพ้สตรีสูงศักดิ์จากเมืองหลวงเลยแม้แต่น้อย
เคยได้ยินคนเล่าลือกันมาว่า เหลียนฮวาเก่งกาจด้านการค้ามาก ทั้งที่ยังเยาว์วัยแต่มีทรัพย์สินเงินทองอยู่ในกำมือไม่น้อย …หากได้แต่งงานกับนาง ฐานะของตนย่อมมั่งคั่งตามไปด้วย
แม้คนทำการค้าจะถูกสังคมมองว่าต่ำต้อย แต่การค้าของครอบครัวลู่ก็สร้างรายได้ไม่น้อย แถมยังมีขุนนางใหญ่อย่างลู่ไป่ชวนคอยหนุนหลัง หากได้เกี่ยวดอง ภายหน้าก็สามารถเดินเชิดหน้าชูตาในอำเภอได้โดยไม่ต้องอายและเกรงกลัวใครทั้งนั้น
ในที่สุดพวกเขาก็เข้าใจความกระตือรือร้นของเหล่าผู้ใหญ่ เพราะบัดนี้หัวใจของพวกเขาเองก็ตื่นเต้นไม่ต่างกัน
ฝ่ายคุณหนูบุตรีขุนนางทั้งหลายก็คิดเช่นกันไม่ผิดเพี้ยน เดิมทีพวกนางด่วนตัดสินไปแล้วว่าเหลยจื่อกับลู่เสี่ยวหยางเป็นแค่เด็กบ้านนอก คาดไม่ถึงว่าเมื่อได้พบ พวกเขาจะหล่อเหลาจับใจยิ่งนัก โดยเฉพาะเหลยจื่อ มีสง่าราศีของบัณฑิตเต็มเปี่ยม ได้ยินว่าครบเครื่องทั้งเรื่องบุ๋นบู๊ อนาคตต้องรุ่งโรจน์เป็นแน่แท้
ยิ่งเมื่อมีลู่ไป่ชวนคอยกรุยเส้นทางให้ อนาคตการเป็นขุนนางในราชสำนักของเขาย่อมราบรื่น แม้ตอนนี้ยังบอกไม่ได้ว่าอนาคตเหลยจื่อจะได้เป็นขุนนางตำแหน่งสูงเพียงใด แต่หากได้ออกเรือนกับเขา เชื่อว่าจะต้องมีชีวิตที่สุขสบายไปกับเขาแน่นอน
บิดามารดาของพวกเขาเองก็มีความคิดนี้อยู่แล้ว เพราะเฝ้าสืบข่าวคราวของครอบครัวลู่มาโดยตลอด แต่วันนี้เมื่อได้พบตัวจริงก็แค่ชื่นชมเบาๆ โดยไม่ได้แสดงท่าทีประจบจนเกินงาม อย่างไรก็ตามทุกคนล้วนรู้ดี การที่คนคนหนึ่งได้เป็นแม่ทัพใหญ่เจิ้นกั๋ว—ขุนนางระดับสองได้ในระยะเวลาอันสั้น ไม่ใช่สิ่งที่ใครจะมีความสามารถถึงขั้นนั้นโดยง่าย หาไม่คงไม่กระตือรือร้นอยากผูกมิตรเช่นนี้
และสิ่งที่ทำให้ทุกคนปลื้มใจที่สุดก็คือ ผู้เฒ่าลู่เป็นผู้นำทุกคนออกมาต้อนรับพวกเขา นี่แสดงถึงการเคารพและให้เกียรติอย่างแท้จริง หากพูดออกไปคงทำให้ผู้คนทั้งหลายอิจฉาไม่น้อย
ครอบครัวลู่นำผู้มาเยือนเข้าสู่โถงรับแขก ภายในห้องได้จัดเตรียมที่นั่งไว้สำหรับทุกคนเรียบร้อยแล้ว ทุกตำแหน่งที่นั่งมีชาและขนม รวมทั้งผลไม้หายากในฤดูกาลนี้เตรียมไว้ต้อนรับ
เมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ ทุกคนก็ไม่อาจกลั้นคำชมไว้ได้เลย
ฝ่ายครอบครัวลู่ถ่อมตนตลอดงาน เพียงแค่ยิ้มและตอบรับด้วยกิริยาสุภาพ ไม่ได้วางมาดทะนงตัวหรือหยิ่งยโสแม้แต่น้อย
นายอำเภอจางอดคิดในใจไม่ได้ว่า หากเป็นครอบครัวของเขา ท่านพ่อท่านแม่คงไม่มีทางสงบสำรวมและต้อนรับแขกด้วยใจจริงเช่นนี้แน่
ดูเหมือนว่า เขาจะได้เรียนรู้สิ่งดีงามไม่น้อยจากครอบครัวลู่
โถงรับแขกถูกแบ่งเป็นสองฝั่งระหว่างชายหญิง ฝ่ายบุรุษสนทนาเรื่องงานในราชสำนัก จิบสุราพอชุ่มคอ ชื่นชมกันไปมานิดๆหน่อยๆ ส่วนเหล่าสตรีก็นั่งร่วมกับสตรีครอบครัวลู่ สนทนาทั้งเรื่องลูกหลาน เรื่องสามี ไปจนถึงเรื่องรสชาติอาหาร บรรยากาศเต็มไปด้วยไมตรีจิต
ทว่าในขณะนี้ หลิวเยว่เซียงกลับรู้สึกอิจฉาจนควันแทบพุ่งออกหู เดิมทีนางไม่ได้คิดอยากมาบ้านสกุลลู่ แต่พอมาเห็นแล้ว นางคิดไม่ถึงเลยว่าคนครอบครัวลู่จะเป็นคนเช่นนี้ และเหลียนฮวาจะรูปโฉมสง่างามถึงเพียงนี้
เด็กสาววัยไล่เลี่ยกับนาง สวมชุดกระโปรงยาวสีชมพูอ่อนหวาน ขับเน้นให้ผู้สวมใส่ดูอ่อนโยนและน่าทะนุถนอมเหลือคณนา
เหลียนฮวาผิวพรรณขาวผ่อง เมื่อสวมอาภรณ์สีชมพูก็ยิ่งขับผิวให้ผุดผ่องยิ่งกว่าเดิม ทั้งรูปโฉมก็งามประหนึ่งเทพเซียนในภาพวาด ทำเอาผู้ที่ได้พบเห็นไม่อาจละสายตาได้เลย
ใช่… ตอนนี้แม้แต่หลิวเยว่เซียงก็ไม่อาจละสายตาไปจากเหลียนฮวาได้
ในทุกปีที่นางมาฉลองเทศกาลปีใหม่ที่บ้านท่านน้า ญาติผู้พี่มักจะเตรียมเสื้อผ้าชุดใหม่เอาไว้ให้นางเสมอ ปีนี้จางหลานเซียงก็ได้เตรียมอาภรณ์เอาไว้ให้น้องสาวตั้งแต่เนิ่นๆ ครั้งแรกที่หลิวเยว่เซียงได้เห็นชุดนี้ก็ชื่นชอบยิ่งนัก คิดว่าหากใส่มาเยือนเรือนของครอบครัวลู่วันนี้ต้องสะดุดตาทุกคนแน่ ขณะเดียวกันยังลำพองใจว่าจะได้ข่มเหลียนฮวาไม่ให้ริอ่านคิดไปยุ่งกับพี่หรงด้วย และต้องทำให้พี่หรงมีความประทับใจในตัวนางแน่นอน
แต่ฉับพลันที่ได้เห็นเหลียนฮวา นางก็พบกับความพ่ายแพ้ทันที
อาภรณ์จากพี่สาวที่นางถูกใจนักหนา เมื่อเทียบกับอาภรณ์ชมพูประดับมุกปักลวดลายอันวิจิตรของเหลียนฮวาแล้วก็เสมือนเศษผ้าขี้ริ้ว นอกจากราคาชุดนั้นจะต้องไม่ธรรมดาแน่ๆแล้ว การออกแบบยังตอกย้ำให้อาภรณ์ของนางแลดูหมดราคาสิ้นดี แม้เทียบกับบุตรีตระกูลอื่นแล้วนางจะยังโดดเด่นกว่า แต่เมื่อเทียบกับเหลียนฮวา…กลับกลายเป็นเพียงตัวประกอบไปถนัดตา
รูปโฉมงดงามไม่พอ น้ำเสียงที่เอื้อนเอ่ยก็ยังไพเราะเสนาะโสต ชั่วขณะนี้หลิวเยว่เซียงไม่ได้สังเกตเลยว่าพี่หรงของนางกำลังมองเหลียนฮวาอยู่หรือไม่ เพราะสายตาของนางเอาแต่จับจ้องเหลียนฮวาอยู่ตลอด
ต่อให้เผชิญหน้ากับแขกเหรื่อมากเพียงใด เหลียนฮวาก็ไม่ได้มีท่าทีตื่นตระหนกเลย ซ้ำยังดูแลแขกได้อย่างทั่วถึงรอบคอบ แม้เพิ่งจะได้พบกันครั้งแรก แต่กลับเข้าใจรสนิยมของสตรีกลุ่มนี้ได้เป็นอย่างดี และสามารถเปิดบทสนทนาตามความสนใจของแต่ละคนได้อย่างเหมาะสม
สิ่งที่ทำให้หลิวเยว่เซียงทึ่งยิ่งกว่าก็คือ ไม่ว่าสตรีสูงศักดิ์เหล่านี้จะสนใจเรื่องใด เหลียนฮวาก็สามารถสนทนาได้อย่างคล่องแคล่ว ราวกับว่าไม่มีเรื่องใดที่นางไม่รู้ หรือทำไม่ได้เลย
“ท่านพี่… ท่านพี่!”
หลิวเยว่เซียงเอ่ยเรียกจางหลานเซียงที่นั่งข้างๆ ทว่าอีกฝ่ายกลับไม่ตอบสนอง เอาแต่นั่งเท้าคางพินิจเหลียนฮวาด้วยแววตาเคลิบเคลิ้ม ฟังนางเล่าเรื่องค้าขายที่เมืองหลักอย่างเพลิดเพลิน
“ท่านพี่ ข้าอยากไปเข้าห้องน้ำ ท่านไปเป็นเพื่อนข้าหน่อยสิเจ้าคะ”
นางจำเป็นต้องหาโอกาสออกไปสูดอากาศข้างนอก อีกทั้งยังอยากเตือนพี่สาวว่าพวกนางเป็นสตรี จะหลงใหลเหลียนฮวาไม่ได้
ตอนนี้หลิวเยว่เซียงไม่กล้าคิดเลยว่าในใจหลี่หรงคิดเช่นไร เพราะแม้แต่ตัวนางเองก็ยังเผลอชื่นชมเหลียนฮวาถึงเพียงนี้ ถูกเหลียนฮวาดึงดูดจนมิอาจละสายตา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงบุรุษทั้งหลายเลย
แต่จางหลานเซียงไม่ยอมไปกับนาง “เจ้าให้สาวใช้ไปเป็นเพื่อนสิ เรื่องเหลียนฮวาไปค้าขายในเมืองหลักน่าสนใจยิ่งนัก ข้าอยากอยู่ฟังนางเล่าต่อ!”
บุตรสาวตระกูลผู้ดีอย่างพวกนางถูกสอนว่าอย่าออกไปปรากฏตัวข้างนอกส่งเดช ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการออกไปทำการค้าเลย เพราะเป็นสิ่งที่คนในสังคมครหาหนัก ไม่เพียงจะทำให้พวกนางหาคู่ครองยากเท่านั้น แม้แต่คนในครอบครัวก็พลอยอับอายไปด้วย
ทว่าความคิดอคติพวกนี้ดูเหมือนว่าไม่มีอยู่ในสกุลลู่เลย ลู่ไป่ชวนเป็นถึงขุนนางใหญ่ แต่กลับสนับสนุนให้ครอบครัวทำกิจการการค้า ไม่ได้สนใจเลยว่าคนอื่นจะนินทาเช่นไร แค่คิดว่าอยากทำสิ่งใดก็ทำสิ่งนั้น
เหลียนฮวาครั้นที่ยังเป็นเพียงเด็กหญิงก็สามารถไปตั้งแผงขายของได้ตั้งแต่อายุยังน้อย จนบัดนี้สามารถดูแลกิจการในสถานที่อันเป็นแหล่งรวมความเจริญอย่างเมืองหลักได้แล้ว ทั้งยังมีศิษย์หลายคนให้สอนสั่ง ประสบการณ์เช่นนี้ ทำให้จางหลานเซียงรู้สึกอิจฉามากจนนึกอยากมีชีวิตแบบนางบ้าง
“จริงสิ ท่านพี่ ข้ามีเรื่องจะพูดกับท่าน ท่านรีบไปกับข้าเร็วเจ้าค่ะ!”
หลิวเยว่เซียงไม่ยอมแพ้ ไม่สนใจการขัดขืนของจางหลานเซียง ลากนางออกไปทันที เมื่อกวาดตา.มองรอบๆ จนมั่นใจแล้วว่าไม่มีใคร จึงกระซิบถ้อยคำบางอย่างลงข้างหูลูกพี่ลูกน้อง…
ตอนที่ 659: นางมีตัวเลือกที่ดีกว่าแล้ว
“เจ้าว่าอะไรนะ?”
จางหลานเซียงเบิกตากว้าง มองอีกฝ่ายอย่างไม่อยากเชื่อ
…เมื่อครู่หลิวเยว่เซียงกระซิบข้างหูนางว่า “ท่านพี่ ข้าอยากไปเป็นศิษย์ของเหลียนฮวาที่เมืองหลัก ให้ท่านน้าสะใภ้ช่วยถามให้ข้าหน่อยได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หากนางคาดเดาไม่ผิด หลิวเยว่เซียงน่าจะต้องมีท่าทีเป็นศัตรูกับเหลียนฮวาแล้วสิ เหตุใดจู่ๆถึงอยากไปเป็นศิษย์ของเหลียนฮวาล่ะ?
แต่ว่า หลิวเยว่เซียงก็ชอบหลี่หรงไม่ใช่หรอกหรือ…
หรือว่า น้องสาวผู้นี้อยากเข้าหาเหลียนฮวาเพราะมีจุดประสงค์อื่น?
ไม่ได้!
เหลียนฮวาเป็นคนดีมีจิตใจ.งดงาม จะถูกน้องสาวนางกลั่นแกล้งเหลวไหลไม่ได้เด็ดขาด!
ครอบครัวนางจะล่วงเกินครอบครัวลู่ไม่ได้!
“ท่านพี่ ข้าจริงจังนะเจ้าคะ ท่านให้ท่านน้าสะใภ้ช่วยถามให้ข้าหน่อยสิ นะเจ้าค้า∼”
หลิวเยว่เซียงจับแขนจางหลานเซียงแกว่งไปมา น้ำเสียงเต็มไปด้วยความออดอ้อน
ความจริงแล้ว…สิ่งที่นางต้องการจะพูดในตอนแรกไม่ใช่ประโยคนี้
นางอยากให้จางหลานเซียงช่วยพาหลี่หรงออกมาพบนาง เพื่อที่นางจะได้สร้างความประทับใจตอกย้ำลงไปในใจของหลี่หรง เขาจะได้ไม่หลงใหลมัวเมาไปกับเสน่ห์ของเหลียนฮวาจนสายเกินแก้
แต่พอออกมาถึงข้างนอก ในหัวของนางกลับลืมหลี่หรงไปเสียสนิท พออ้าปากปุ๊บก็พูดประโยคนั้นออกมาโดยไม่รู้ตัว
แต่ถึงอย่างนั้น นางก็เอ่ยออกมาจากใจจริง
ก่อนจะได้เจอเหลียนฮวา ในใจนางรู้สึกดูแคลนเหลียนฮวาจริงๆ ถึงขั้นคิดหาทางกลั่นแกล้งให้อีกฝ่ายขายหน้าไว้ในใจแล้วด้วย
แต่เมื่อได้มาพบตัวจริง เหลียนฮวากลับเพียบพร้อมไร้ข้อบกพร่อง จนกลับกลายเป็นแบบอย่างที่นางอยากเรียนรู้โดยไม่รู้ตัว
ตอนที่ย่างเท้าเข้ามาในบ้านครอบครัวลู่ นางสังเกตปฏิกิริยาของคนรอบตัวที่มาพร้อมกัน ทุกคนต่างทึ่งกับครอบครัวลู่มาก จนจู่ๆนางก็รู้สึกว่า หากตนสามารถเป็นคนเช่นนี้ได้คงจะดีไม่น้อย
ที่ผ่านมา นางมักค่อนขอดตำแหน่งขุนนางของบิดาว่าไม่สูง บางครั้งออกไปข้างนอกก็ถูกผู้คนดูแคลน หลายครั้งยามที่รวมตัวกับบรรดาคุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ นางก็มักจะถูกกีดกันออกจากกลุ่มอยู่เสมอ
นางจึงคิดอย่างเจ็บใจมาตลอดว่า หากตำแหน่งขุนนางของท่านพ่อสูงกว่านี้ นางก็คงไม่ต้องทนรับความน้อยใจเช่นนี้
แต่หลังจากที่นางได้พบเหลียนฮวา ความคิดเหล่านั้นก็พลันอันตรธาน
นางได้เข้าใจเรื่องหนึ่งขึ้นมาทันที …คนเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาอำนาจบารมีจากครอบครัว ก็สามารถทำให้คนมองเราด้วยสายตาชื่นชม และได้รับความเคารพจากผู้อื่นได้เช่นกัน
ก่อนที่ลู่ไป่ชวนจะได้กลับมาอยู่กับครอบครัว ครอบครัวลู่ก็ทำกิจการมาก่อน ไม่เคยสนใจเลยว่าคนอื่นจะมองเช่นไร หลังจากครอบครัวมีฐานะขึ้น ก็ยังช่วยพยุงชาวบ้านให้มีชีวิตที่ดีขึ้นไปด้วย ตั้งแต่ครอบครัวลู่เข้ามาลงหลักปักฐานในหมู่บ้านอันผิง คนนอกที่มองเข้ามาก็พบว่าหมู่บ้านแห่งนี้ต่างไปจากหมู่บ้านอื่นๆอย่างสิ้นเชิง บ้านเรือนของแต่ละครอบครัวมีร่องรอยการปรับปรุงซ่อมแซม แสดงให้เห็นว่าชาวบ้านในหมู่บ้านมีชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นไม่น้อย
เหลียนฮวาเองก็ช่วยเหลือครอบครัวโดยรับหน้าที่ไปตั้งแผงขายของริมทาง จากที่นางเล่าเมื่อครู่ ตอนแรกๆ ก็รู้สึกกล้าๆกลัวๆ จะเอ่ยปากชักชวนลูกค้าก็รู้สึกเขินอาย แต่ตอนนี้กลับสามารถสนทนากับคนแปลกหน้ามากมายได้อย่างคล่องแคล่ว กิริยาท่าทางสุภาพ วางตัวอย่างเหมาะสม พูดง่ายๆก็คือ ทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด ไม่ต้องสนใจสายตาของคนอื่น
และขณะที่ได้ฟังเรื่องราวเหล่านั้น ความคิดที่อยากจะเดินตามรอยเหลียนฮวาในใจของหลิวเยว่เซียงก็ยิ่งฉายชัดและแน่วแน่มากขึ้น
จางหลานเซียงมีท่าทีลังเล… ไม่ใช่ว่านางไม่อยากช่วยน้องสาว บอกตามตรง อันที่จริงนางก็มีความคิดเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่ตอนนี้เหลียนฮวาดูแลกิจการอยู่ที่เมืองหลัก พวกนางอยู่ในอำเภอ หากอยากติดตามก็ต้องย้ายไปอยู่ที่เมืองหลัก
และที่สำคัญที่สุด ครอบครัวไม่อนุญาตให้นางทำเช่นนั้นแน่ๆ คุณหนูครอบครัวขุนนางออกไปทำมาค้าขายข้างนอก หาใช่เรื่องเหมาะสมที่ไหนกัน
“เรื่องนี้อย่าเพิ่งรีบเลย รอดูไปก่อนค่อยว่ากันอีกที จริงสิ เจ้าชอบหลี่หรงไม่ใช่หรือ เหตุใดตอนนี้ถึงไม่พูดถึงเขาสักคำเลยล่ะ?”
เดิมทีจางหลานเซียงคิดว่า น้องสาวเรียกตนออกมาเพื่อจะพูดเรื่องหลี่หรง ปรากฏว่าตนเองคาดเดาผิดไปเสียอย่างนั้น
หลิวเยว่เซียงคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยอย่างตั้งใจ “จู่ๆข้าก็รู้สึกว่า ข้าไม่ได้ชอบพี่หลี่ขนาดนั้นเจ้าค่ะ
ท่านพี่ ท่านว่าหากข้าสามารถแต่งงานกับคุณชายในครอบครัวลู่ได้ ข้าก็จะได้เจอเหลียนฮวาบ่อยขึ้นหรือไม่เจ้าคะ?”
จางหลานเซียงได้ยินดังนั้นก็ถึงกับอึ้งไป
คำพูดนี้หมายความว่าอย่างไร?
ตกลงนางอยากแต่งงานกับคุณชายสกุลลู่จริงๆ หรือแค่เพื่อจะได้เจอเหลียนฮวาบ่อยๆกันนะ?
เป็นครั้งแรกที่จางหลานเซียงอ่านใจน้องสาวคนนี้ไม่ออก อารมณ์อีกฝ่ายเปลี่ยนฉับรวดเร็วราวกับลมพัด
เมื่อวานยังแสดงท่าทีแน่วแน่ว่าต้องทำให้หลี่หรงหลงใหลนางให้ได้อยู่เลย ก่อนเข้าบ้านครอบครัวลู่ก็ยังคิดจะกลั่นแกล้งเหลียนฮวาอยู่ ปรากฏว่าภายในชั่วพริบตา ก็อยากคารวะเหลียนฮวาเป็นอาจารย์เสียแล้ว
“เจ้าอย่าได้ก่อเรื่องวุ่นวายเชียว ท่านพ่อข้าบอกเอาไว้ว่า คนอย่างครอบครัวลู่ไม่ใช่คนที่พวกเราคิดอาจเอื้อมได้ ได้ผูกมิตรเป็นสหายด้วยก็นับว่ายากแล้ว อย่าได้คิดเป็นอื่นเลย”
จางหลานเซียงขมวดคิ้วฉับ แม้นางจะมีความสัมพันธ์ที่ดีกับลูกพี่ลูกน้องของตนมาตลอด แต่ก็ไม่อยากให้ครอบครัวตัวเองต้องมาเดือดร้อนเพราะหลิวเยว่เซียง นางคิดว่า ตนเป็นคุณหนูจวนนายอำเภออย่างนี้ต่อไปก็ไม่เลวแล้ว
หลิวเยว่เซียงกลับไม่ได้คิดเช่นนั้น “หากไม่ลองแล้วจะรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ? ตราบใดที่ข้ามีความจริงใจ ข้าเชื่อว่าต้องได้รับการยอมรับจากพวกเขาแน่เจ้าค่ะ”
แม้หลิวเยว่เซียงจะอายุน้อยกว่าจางหลานเซียง แต่ความกล้าหาญของนางไม่เป็นรองใคร เรื่องที่นางตั้งมั่นว่าจะทำ นางก็ต้องทำให้ได้! ยากนักที่จะมีใครมาเปลี่ยนความคิดของนางได้
จางหลานเซียงเริ่มกังวลมากขึ้น ในใจจึงตัดสินใจว่า จะนำเรื่องนี้ไปปรึกษาท่านแม่ จะปล่อยให้ญาติผู้น้องทำเรื่องผิดพลาดไม่ได้เด็ดขาด
ก่อนหน้านี้นางยังคลั่งไคล้หลี่หรงอยู่เลย เพียงกะพริบตาก็ล้มเลิกปุบปับเสียได้ จางหลานเซียงจึงไม่แน่ใจแล้วว่า นิสัยใจคอของน้องสาวมั่นคงหรือไม่อย่างไรกันแน่
“เอาเป็นว่าไม่ว่าเจ้าคิดจะทำอะไร ขอให้ไตร่ตรองถึงอนาคตของตระกูลด้วย อย่าไปล่วงเกินคนสกุลลู่ ไม่อย่างนั้นครอบครัวของเราสองคนอาจจำเป็นต้องถึงขั้นตัดญาติกัน”
จางหลานเซียงมองหลิวเยว่เซียงด้วยสีหน้าจริงจัง เย็นชา น้ำเสียงเคร่งขรึมอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน
ปกตินางไม่ค่อยสนใจเรื่องอะไรเท่าไร แค่ใช้ชีวิตสนุกผ่อนคลายไปตามวัย มีนิสัยเอาแต่ใจเป็นบางครั้ง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร
นางรู้ดีว่า ที่ตัวเองสามารถใช้ชีวิตสุขสบายอย่างทุกวันนี้ได้ ก็เป็นเพราะท่านพ่อของนางเป็นนายอำเภอ ปกป้องนางในอำเภอเล็กๆแห่งนี้ได้แน่นอน พ่อของนางสุขสบาย นางและครอบครัวก็จะสุขสบายไปด้วย
และท่านพ่อของนางก็กำชับเสมอว่า ต้องปฏิบัติตัวดีๆต่อครอบครัวลู่ นางจึงพยายามทำให้ดีที่สุด ดังนั้นจะให้ใครมาเป็นอุปสรรคต่อทุกสิ่งที่ครอบครัวนางทุ่มเทต่อครอบครัวลู่ไม่ได้เด็ดขาด รวมไปถึงลูกพี่ลูกน้องที่เติบโตมากับนางตั้งแต่เด็กด้วย
หากน้องสาวล่วงเกินครอบครัวลู่จริงๆ เช่นนั้นหลังจากนี้ไปครอบครัวของพวกเขาทั้งสองก็ไม่จำเป็นต้องเหลือความเป็นญาติต่อกันอีก
จางหลานเซียงคิดว่า ตนพูดถึงขั้นนี้แล้วหลิวเยว่เซียงคงตระหนักได้บ้าง ทว่ากลับเหนือความคาดหมาย อีกฝ่ายยิ้มตาหยีแล้วกล่าว “วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้โง่เง่าเต่าตุ่นอย่างที่ท่านคิดเสียหน่อย สิ่งที่ข้าปรารถนาก็คือ ให้ตระกูลของเรารุ่งเรืองยิ่งขึ้น เราสองคนสามารถเป็นสตรีสูงศักดิ์ได้อย่างสมเกียรติได้ ไม่ใช่ล่วงเกินผู้สูงศักดิ์แล้วล่มจมไปทั้งตระกูล”
กล่าวจบนางก็หันหลังเดินกลับเข้าไปข้างใน ส่วนจางหลานเซียงยืนอึ้งอยู่กับที่ รู้สึกว่าตนยิ่งอ่านความคิดของน้องสาวผู้นี้ไม่ออก
ตกลงนางคิดจะทำอะไรกันแน่?
หลิวเยว่เซียงไม่รู้เลยว่ายามนี้ญาติผู้พี่ของตนกลัวความคิดของนางขนาดไหน ทั้งๆที่นางไม่ได้มีความคิดอื่นใดเลยจริงๆ นางแค่อยากคารวะเหลียนฮวาเป็นอาจารย์ อยากเรียนทำการค้า เรียนทักษะการเจรจา อีกทั้งอยากเรียนรู้วิธีการแต่งกายให้ดูดี และทำอย่างไรให้ตัวเองหาเงินได้เยอะๆก็เท่านั้น
สำหรับหลี่หรง ตอนที่เข้ามาในบ้านลู่ นางก็เห็นเขามองคุณหนูสกุลลู่อย่างตกตะลึงอึ้งค้างจนไม่อาจรักษาอาการได้ ท่าทีเช่นนั้น ในชีวิตนี้ได้เห็นแค่ครั้งเดียวก็เกินพอแล้ว
ความจริงแล้วจะว่าไป หลี่หรงผู้นี้ก็ไม่ได้มีดีอะไรขนาดนั้น ที่หลิวเยว่เซียงมีใจให้เขาตั้งแต่แรกพบก็เพราะว่ารูปโฉมของเขาไม่เลวเลย บวกกับเขาเข้ามาช่วยประคองในตอนที่นางเกือบล้มพอดี ในใจนางจึงรู้สึกว่า เขาก็ดูจะเป็นสุภาพบุรุษอยู่บ้าง และรู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเขา
ตอนนี้เมื่อมาไตร่ตรองแล้ว ไม่มีความจำเป็นเลยที่นางจะเอาชีวิตของตัวเองทั้งชีวิตไปหวั่นไหวกับน้ำใจเล็กน้อยนั้น เพราะตอนนี้นางมีตัวเลือกที่ดีกว่าแล้ว…
…หลานชายฝ่ายพ่อของครอบครัวลู่—ลู่เสี่ยวหยาง
ตอนที่ 660: ความสามารถเหนือกว่า
ลู่จื่อเหลยเป็นหลานชายคนโตของครอบครัวลู่ อนาคตยาวไกลไม่อาจประเมิน ไม่ใช่คนที่บุตรสาวนายอำเภออย่างหลิวเยว่เซียงอาจเอื้อมได้
แทนที่จะเสียเวลาไปกับลู่จื่อเหลย สู้เบนเข็มมาที่ลู่เสี่ยวหยางผู้เป็นหลานชายของครอบครัวลู่ดีกว่า
ถึงแม้ลู่เสี่ยวหยางจะไม่ใช่หลานชายสายตรงในครอบครัวลู่ แต่ตอนนี้เขาก็อยู่ในความดูแลภายใต้ครอบครัวลู่ ได้รับสิ่งต่างๆ เฉกเช่นเดียวกับลูกหลานครอบครัวลู่ แม้จะไม่ได้เข้าเรียนในสำนักศึกษา แต่เขาก็มีพรสวรรค์ในการทำการค้าเหมือนกับเหลียนฮวา และแม้ไม่ได้เดินในเส้นทางสายขุนนาง แต่เขาก็มีครอบครัวลู่คอยหนุนหลัง ต่อให้เป็นพ่อค้าก็ไม่มีใครกล้าเหยียดหยามเขา
ยิ่งไปกว่านั้น แม้ว่าลู่เสี่ยวหยางจะเป็นพ่อค้า แต่ครอบครัวลู่ก็ให้ความสำคัญกับการอบรมเลี้ยงดูบุตรหลานเหมือนกันทุกคน ด้านบุ๋นอาจจะเทียบกับลู่จื่อเหลยไม่ได้ แต่ก็ไม่ได้แย่ ด้านบู๊ก็ไม่ด้อยไปกว่าใคร หากจะบอกว่าเขามีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊ ก็ไม่ใช่คำพูดที่เกินจริงเลย
รูปลักษณ์ของลู่เสี่ยวหยางก็หล่อเหลามีเสน่ห์ เวลายิ้มช่างสะกดสายตายิ่งนัก ลักยิ้มบนแก้มทั้งสองข้างยิ่งขับให้เขาดูเป็นมิตรเข้าถึงง่าย ทว่าในความเป็นมิตรนั้นยังแฝงด้วยความสุขุม ไม่ใช่คนที่มีนิสัยเหลาะแหละปล่อยตัวตามสบาย
เมื่อหลี่หรงยืนเทียบกับเขาแล้ว ก็แทบไม่เหลืออะไรมาเทียบกันได้เลย
สองพี่น้องบุตรีนายอำเภอเดินออกไปด้วยกัน และเดินกลับเข้ามาพร้อมกัน ทุกคนจึงไม่ได้จับสังเกต ส่วนด้านเหลียนฮวาบัดนี้ไม่ได้เล่าเรื่องของตัวเองแล้ว ขณะนี้เจี่ยหรุ่ย—บุตรสาวจวนผู้ช่วยนายอำเภอกำลังแสดงฝีมือบรรเลงพิณอยู่
เสียงพิณอันแสนไพเราะดังกังวาน เหล่าฮูหยินและคุณหนูทุกคนล้วนกำลังตั้งใจฟังอย่างเพลิดเพลิน หญิงสาวสองพี่น้องค่อยๆเดินเข้าไปนั่งประจำที่ อย่างไรก็ตาม ความสนใจของพวกนางยังคงอยู่ที่เหลียนฮวา
ขณะนี้เหลียนฮวากำลังหลับตา ตั้งใจฟังเสียงบรรเลงพิณพลางเคาะนิ้วมือเรียวทั้งห้าลงบนโต๊ะตามท่วงทำนองอย่างผ่อนคลาย คล้ายกับว่ากำลังประสานจังหวะนิ้วให้เข้ากับจังหวะเสียงพิณ
สองพี่น้องหันสบตากัน …หรือว่าเหลียนฮวาจะมีทักษะด้านดนตรีด้วย?
ข้อสันนิษฐานนี้ทำให้ทั้งสองประหลาดใจมาก เพราะถึงอย่างไร เหลียนฮวาก็เกิดมาจากครอบครัวพื้นเพแร้นแค้น และหลังจากได้มาอยู่กับครอบครัวลู่ กระทั่งครอบครัวลู่ตั้งตัวได้อย่างมั่นคง นางก็ช่วยครอบครัวลู่ค้าขายมาโดยตลอด นางสามารถเรียนรู้ตัวอักษรและฝึกทำบัญชีได้ในช่วงเวลาอันสั้นก็นับว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว หากบอกว่านางเข้าใจด้านดนตรีอีก นี่เป็นเรื่องที่คาดไม่ถึงเลยจริงๆ ทำให้บุตรสาวขุนนางอย่างพวกนางไม่อาจเทียบได้ไปเลย
จากนั้นพวกนางก็พบว่า ไม่ใช่แค่เหลียนฮวาเท่านั้น ลู่โยวโยวที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็มีอากัปกิริยาเช่นเดียวกันด้วย
…หรือว่าครอบครัวลู่จะเชิญอาจารย์หญิงมาสอนให้พวกนางเป็นการส่วนตัว?
เมื่อเพลงบรรเลงจบ ทุกคนก็ปรบมือชื่นชมอย่างให้เกียรติ เจี่ยหรุ่ยเก็บพิณแล้วเดินกลับไปนั่งด้วยท่าทีขัดเขิน
โดยปกติแล้ว เหล่าสตรีสูงศักดิ์ยามที่รวมตัวกัน มักจะมีการแสดงความสามารถของตนเองให้ทุกคนได้รับชมเพื่อแสดงจุดเด่นของตัวเอง และยังเป็นโอกาสได้เรียนรู้ทักษะความสามารถของผู้อื่นด้วย ในขณะเดียวกันจะได้มีหัวข้อสนทนา วัฒนธรรมเช่นนี้ถือเป็นเรื่องปกติที่ปฏิบัติกันมานานในแวดวงสังคมสตรีชั้นสูง
แต่วันนี้มาเยือนครอบครัวลู่ ทุกคนล้วนรู้ดีว่าพื้นเพของครอบครัวลู่มาจากชนชั้นชาวนา ย่อมไม่เข้าใจธรรมเนียมนี้ จึงไม่มีใครคิดจะกระทำ ทว่าเจี่ยหรุ่ยกลับเตรียมพิณมาจากบ้านเพื่อแสดงความสามารถที่นี่โดยเฉพาะ คนที่มีสมองย่อมดูออกว่านางคิดสิ่งใดอยู่
ภายนอกดูเหมือนนอบน้อม เคารพยกย่อง แต่ความจริงก็ยังเหยียดหยามครอบครัวลู่อยู่
จางหลานเซียงกับหลิวเยว่เซียงไม่พูดอะไร ได้แต่นั่งเงียบๆ รอดูว่าครอบครัวลู่จะรับมือเช่นไรกับเรื่องนี้ด้วยแววตาคาดหวัง
แต่ดูเหมือนว่าครอบครัวลู่ไม่ได้ติดใจอะไร เวลาที่ควรฟังก็ตั้งใจฟังอย่างดี เวลาที่ควรปรบมือชื่นชมก็ชื่มชนอย่างเต็มที่ ถือว่าเป็นเจ้าภาพที่ดีมากๆก็ว่าได้
เจี่ยหรุ่ยมองเหลียนฮวาและโยวยาโถวที่เหมือนจะไม่เข้าใจอะไร รู้แค่ต้องปรบมือเท่านั้น ด้วยแววตาแฝงความดูถูกเล็กน้อย
เป็นเด็กบ้านนอกอย่างที่คิดไว้ไม่มีผิด ไม่เข้าใจความ.งดงามทางด้านศิลปะเหล่านี้ ได้ยินเสียงพิณก็รู้แค่ว่าต้องปรบมือ เสียแรงที่ผู้ใหญ่ในครอบครัวกล่าวชมพวกนางเสียเกินจริง อยากจะให้นางผูกมิตรกับเด็กบ้านนอกพวกนี้ ทั้งๆที่ดูๆไปแล้วก็ไม่ได้มีค่าอะไร
“ไม่ทราบว่าคุณหนูเหลียนฮวามีทักษะอะไรบ้าง พอจะแสดงฝีมือให้ทุกคนชมสักหน่อยได้หรือไม่?”
เจี่ยหรุ่ยยิ้มบางๆด้วยสีหน้าเป็นมิตร ไร้ซึ่งเจตนาร้ายแอบแฝง
คนที่ดูออกต่างพากันเบ้ปากมองบน แต่ไม่มีใครพูดอะไร แต่ถึงอย่างนั้น ทุกคนก็ยินดีและตั้งตารอที่จะรับชมเรื่องน่าอายของครอบครัวลู่ หากเรื่องนี้รู้ไปถึงไหนต้องอับอายขายหน้าไปถึงนั่นแน่นอน
เหลียนฮวาลุกขึ้นโดยไม่ได้รู้สึกประหม่าแม้แต่น้อย ยิ้มตาหยีพลางกล่าว “เรื่องอื่นข้าไม่ค่อยถนัดนัก เช่นนั้นข้าก็ขอบรรเลงพิณให้ทุกท่านได้ฟังสักบทเพลงก็แล้วกันเจ้าค่ะ”
กล่าวจบก็ไม่รอให้ทุกคนได้ตกใจว่านางก็บรรเลงพิณได้ สาวใช้ไปนำพิณเข้ามาทันที
เทียบกับพิณของคุณหนูเจี่ยที่ซื้อมาในราคาสูงแล้ว พิณของเหลียนฮวาดูเรียบง่ายไปถนัดตา เป็นพิณระดับเริ่มต้น งานหยาบๆไม่ประณีต แค่รับประกันว่าระดับเสียงที่บรรเลงออกมาถูกต้องไม่ผิดเพี้ยนเท่านั้น ไม่ได้มีจุดเด่นอื่น
เมื่อเห็นพิณของเหลียนฮวา สายตาของทุกคนพลันยิ่งทวีความดูแคลน
ก็อย่างว่าแหละ จะมีพิณดีๆได้อย่างไรกัน?
แต่ไม่นานเหล่าสตรีสูงศักดิ์ก็ราวกับถูกตบหน้าอย่างแรง โดยเฉพาะเจี่ยหรุ่ยที่ท้าทายเหลียนฮวา สีหน้านางดำคล้ำเพราะความโมโหจัด
เหลียนฮวาไม่เพียงเข้าใจเรื่องการบรรเลงพิณเท่านั้น แต่ยังบรรเลงบทเพลงเดียวกันกับที่เจี่ยหรุ่ยบรรเลงเมื่อครู่อีกด้วย
ที่สำคัญ เหลียนฮวาใช้พิณธรรมดา.ธรรมดา นี้บรรเลงออกมาได้ไพเราะยิ่งกว่าเจี่ยหรุ่ยมากโข!
ทั้งๆที่เป็นบทเพลงเดียวกัน แต่บรรยากาศและความรู้สึกที่ผู้ฟังได้รับนั้นกลับแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จังหวะเบาสบายกว่าไม่น้อย และช่วงท้ายยังมีการพลิกทำนองเอง เสียงไพเราะเสนาะหูอย่างลึกซึ้ง ทำให้คนฟังตราตรึงใจอย่างยิ่งยวด
บรรเลงเพลงจบไปแล้วครู่หนึ่ง กว่าทุกคนจะดึงสติกลับมาได้ และตามมาด้วยเสียงปรบมือชื่นชม เสียงปรบมือครั้งนี้กระหึ่มยิ่งกว่าก่อนหน้าอย่างเห็นได้ชัด
คนที่เคยนึกดูถูกก่อนหน้านี้ ตอนนี้กลับปรบมือชื่นชมจากใจจริง ด้วยประจักษ์ชัดแล้วว่าความสามารถของเหลียนฮวาเหนือกว่าเจี่ยหรุ่ยหลายเท่า
“คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าคุณหนูเหลียนฮวาจะมีความสามารถรอบด้านเช่นนี้ บทเพลงนี้บรรเลงยากมาก แต่คุณหนูเหลียนฮวาก็สามารถบรรเลงออกมาได้แถมไพเราะยิ่งนัก โดยเฉพาะช่วงท้ายที่ปรับแต่งทำนองเอง ช่างเก่งกาจมากจริงๆ!”
“นั่นสิ! อีกอย่างนะ พิณของคุณหนูเหลียนฮวาก็ธรรมด๊าธรรมดา นี่ถ้าไม่ได้มาเห็นกับตาตัวเองข้าไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าพิณนี่จะบรรเลงบทเพลงได้ไพเราะถึงเพียงนี้!”
“มันขึ้นอยู่กับว่าใครเป็นคนบรรเลงต่างหาก! ดูคุณหนูเหลียนฮวาสิ พิณธรรมดา.ธรรมดา ก็สามารถบรรเลงออกมาได้ไพเราะถึงเพียงนี้ …แล้วดูคนบางคนสิ ต่อให้ใช้พิณราคาแพงคุณภาพดี แต่บรรเลงออกมาก็อย่างนั้น.อย่างนั้น”
ไม่ว่าจะแวดวงใด ย่อมมีทั้งคนที่ถูกยกย่องและคนที่ถูกว่าร้ายเสมอ ยิ่งมีการเปรียบเทียบกันอย่างชัดเจนเช่นนี้ คนหนึ่งจึงยิ่งถูกยกย่องสูง ส่วนอีกคนก็ถูกเหยียบย่ำจนน่าสังเวช
อย่างเช่นเจี่ยหรุ่ยในตอนนี้
ใบหน้าของนางแดงก่ำด้วยความอับอาย สองมือกำกระโปรงแน่น ระบายความโกรธภายในใจผ่านแรงกำมือ จึงจะสะกดกลั้นไม่ให้ตนเองเสียอาการได้
“คุณหนูเหลียนฮวาช่างมีความสามารถรอบด้านจริงๆ แต่ในเมื่อมีความสามารถถึงเพียงนี้ เหตุใดต้องบรรเลงเพลงบทเดียวกันกับข้าด้วยล่ะ? หรือเมื่อครู่ข้าเผลอพูดอะไรผิดไป ทำให้คุณหนูเหลียนฮวาไม่พอใจหรือไม่ ถึงได้ทำให้ข้าต้องอับอายเช่นนี้?”
คุณหนูผู้คับข้องใจเค้นเสียงถามเหลียนฮวาด้วยน้ำตาคลอ ท่าทีอดสูยิ่งนัก นางคิดว่าต้องเป็นเพราะเหลียนฮวาบรรเลงได้แค่บทเพลงนี้บทเพลงเดียวแน่ๆ ไม่อย่างนั้นจะทำเรื่องไร้มารยาทเช่นนี้ออกมาได้อย่างไร
เหลียนฮวายังไม่ทันได้อ้าปาก โยวยาโถวที่อยู่ข้างๆ ก็เอ่ยออกมาเสียก่อน
“พี่เจี่ยเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ พี่เหลียนฮวาไม่ได้ตั้งใจจะทำให้ท่านอับอายเลย เพียงแต่เมื่อครู่ท่านบรรเลงทำนองผิดไปหลายระดับเสียง พี่เหลียนฮวาก็แค่อยากช่วยแก้ให้ท่านเท่านั้นเอง ครั้งหน้าเวลาท่านบรรเลงจะได้ระวังมากขึ้นเจ้าค่ะ ระดับเสียงพวกนั้นง่ายมาก แม้จะฟังไม่ค่อยออก แต่หากฟังดีๆก็จะเห็นถึงความแตกต่างอย่างชัดเจนเจ้าค่ะ”
โยวยาโถวเอ่ยด้วยสีหน้าใสซื่อ ท่าทางบ่งบอกว่าพวกนางหวังดีต่ออีกฝ่ายจริงๆ
ทว่าแม้เด็กสาวเจ้าของวาจานี้อายุยังน้อย น้ำเสียงมีความร่าเริง ท่าทางบริสุทธิ์ใจชัดเจน แต่ทุกคนก็มั่นใจแล้ว…
จบตอน
Comments
Post a Comment