single mom ep661-670

ตอนที่ 661: สร้างความน่าเกรงขาม


ทุกคนมั่นใจแล้วว่า เหลียนฮวาจงใจเอาคืนเจี่ยหรุ่ย


จางหลานเซียงและหลิวเยว่เซียงเห็นดังนั้นก็รู้สึกตื่นเต้นเป็นพิเศษ เพราะพวกนางรู้ดีว่า ครอบครัวลู่ไม่ใช่คนที่ยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ


จางหลานเซียงยังจำชะตากรรมของเศรษฐีต่งผู้ที่เคยหาเรื่องครอบครัวลู่ได้ ถูกเอาคืนอย่างสาสมจนยอมจำนนในที่สุด


และสิ่งที่เหลียนฮวาเอาคืนเจี่ยหรุ่ยในตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าอ่อนโยนมากแล้ว


เหลียนฮวายืนขึ้น ค้อมกายคำนับขอบคุณทุกคนที่ปรบมือให้ จากนั้นก็หันไปเอ่ยกับเจี่ยหรุ่ย


“โยวโยวพูดถูก ข้าก็แค่หวังดีอยากช่วยคุณหนูเจี่ยแก้ให้ถูกต้อง ตอนนี้บรรเลงผิดก็ไม่เป็นอะไร ถึงอย่างไรนี่ก็ไม่ใช่งานเลี้ยงใหญ่โต เชื่อว่าฮูหยินและคุณหนูทุกท่านที่นั่งอยู่ตรงนี้ย่อมไม่ถือสา แต่หากต่อไปคุณหนูเจี่ยไปบรรเลงผิดในงานเลี้ยงอื่น เกรงว่าจะถูกหัวเราะเยาะ ทำให้ใต้เท้าเจี่ยต้องขายหน้าเอาได้”


เหลียนฮวาระบายยิ้มอ่อนโยนระหว่างเอื้อนเอ่ย ท่าทีราวกับหวังดีกับอีกฝ่ายเหลือคณนาก็มิปาน


เจี่ยหรุ่ยกลับยิ่งโมโหจนหน้าแดงก่ำ ตะคอกออกมาเสียงฮึดฮัดเจือสะอื้น “เจ้า…พวกเจ้ารังแกกันเกินไปแล้ว!”


สิ้นเสียงนางก็ไม่สนใจการห้ามปรามของมารดา ผุดลุกขึ้นวิ่งออกไปข้างนอกทันที ไหนๆก็ขายหน้าต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้แล้ว จะขายหน้ามากกว่านี้อีกหน่อยเป็นไรไป


หลังจากบุตรสาววิ่งออกไป ฮูหยินเจี่ยก็ลุกขึ้นขอโทษเหลียนฮวาอย่างสำรวม “เป็นเพราะข้าตามใจเด็กคนนี้มากเกินไป กลับไปข้าจะอบรมสั่งสอนนางให้เข้มงวดกว่านี้ คุณหนูเหลียนฮวาอย่าได้ถือโทษโกรธเคืองนางเลยนะ”


เหลียนฮวาคิดจะพยักหน้ารับ ถึงอย่างไรวันนี้นางก็แสดงความสามารถของตัวเองให้เป็นที่ประจักษ์ไปแล้ว จึงไม่อยากให้เรื่องราวบานปลายจนเกินงาม


แต่ปรากฏว่าเหอจิ่วเหนียงที่กำลังเพลิดเพลินกับการนั่งแทะเมล็ดแตงโมก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน


“ในเมื่อฮูหยินเจี่ยรู้ว่าอบรมสั่งสอนลูกสาวได้ไม่ดี ก็ไม่ควรพามาที่บ้านข้า และต่อไปก็อย่าพาไปที่จวนคนอื่นง่ายๆอีก ไม่อย่างนั้นจะถูกคนครหาเอาได้ว่าตระกูลเจี่ยสั่งสอนลูกหลานไม่ดี ดีนะที่ครอบครัวข้าใจดีมีเมตตา ไม่ชอบสร้างศัตรูกับใคร หาไม่พฤติกรรมเช่นนี้เกรงว่าคงถูกไล่ออกไปตั้งนานแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงไม่เกรงใจ ถูกคนเข้ามารังแกถึงที่ขนาดนี้ หากนางยังปั้นหน้ายิ้มแย้มพูดจาอ่อนโยนอยู่ได้อีก สักวันคงถูกคนเหยียบหัวเข้าจริงๆ


ขณะเดียวกัน การที่นางเอ่ยตักเตือนอย่างองอาจเช่นนี้ ยังเป็นการทำให้ครอบครัวลู่มีบารมีและความน่าเกรงขามมากยิ่งขึ้น


แน่นอนว่า นางไม่ได้ตำหนิเรื่องที่เจี่ยหรุ่ยวิ่งพรวดออกไปเมื่อครู่ แต่เป็นพฤติกรรมที่เจี่ยหรุ่ยจงใจนำพิณมาโอ้อวดถึงที่นี่ ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรทำเลย


เป็นแค่บุตรสาวผู้ช่วยนายอำเภอเล็กๆ ไม่รู้จักประมาณตนเอาเสียเลย ครอบครัวลู่ไม่ได้มาจากตระกูลสูงส่งก็จริง แต่ลู่ไป่ชวนในตอนนี้ก็เป็นถึงขุนนางระดับสอง นางกับนางซุนเป็นถึงเก้ามิ่งฮูหยิน ไม่ใช่คนที่บุตรสาวผู้ช่วยนายอำเภอจะมาวางท่าจองหองใส่ได้


สดับวาจา ทุกคนในที่นี้ก็ถึงกับสูดลมหายใจเข้าปอดเฮือกใหญ่ เดิมทีตอนที่มาถึงและเห็นการต้อนรับจากครอบครัวลู่ พวกนางยังคิดว่าครอบครัวนี้เป็นคนเข้าถึงง่าย ไม่ว่าจะพูดอะไรก็ยิ้มแย้มไปหมด ดูเหมือนโกรธไม่เป็น และไม่เข้าใจความหมายแฝงในคำพูดของคนอื่น แต่แล้วพวกนางก็ได้มารู้เอาตอนนี้ว่า แท้ที่จริงแล้วครอบครัวลู่ไม่ใช่ว่าไม่รู้ แต่แค่ไม่ลดตัวลงไปถือสาต่างหาก


“ฮูหยินสามลู่พูดถูกเจ้าค่ะ กลับไปข้าจะสั่งสอนนางอย่างเข้มงวดแน่นอน หากนางไม่ตั้งใจปรับแก้นิสัย ข้าจะไม่ให้นางออกจากบ้านแม้แต่ก้าวเดียวเจ้าค่ะ!”


ฮูหยินเจี่ยถึงกับใจเต้นระรัว วันนี้ครอบครัวนางมาเพื่อผูกมิตรกับครอบครัวลู่ แต่บุตรสาวกลับก่อเรื่องล่วงเกินครอบครัวลู่เข้าเสียได้ คืนนี้กลับไปนางจะอธิบายกับสามีอย่างไรกัน


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้น สีหน้าจึงดีขึ้นมาเล็กน้อย และถือโอกาสนี้กล่าวกับทุกคน “เทศกาลปีใหม่ปีนี้ทุกท่านมาเยี่ยมพวกเราถึงบ้าน พวกเราสกุลลู่ยินดีต้อนรับเป็นอย่างสูง แต่ข้าหวังว่าผู้ที่มาเยือนจะเป็นผู้ที่อยากผูกมิตรกับสกุลลู่จากใจจริง ไม่ใช่พวกเจ้าเล่ห์จิตใจเต็มไปด้วยแผนการ ครั้งนี้ก็ช่างเถอะ ต้องโทษข้าเหมือนกันที่ไม่ได้พูดให้ชัดเจนก่อน แต่ต่อไปหากเกิดเรื่องเช่นนี้อีก ครอบครัวเราก็ใช่ว่าจะยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ”


นางซุนมองเหอจิ่วเหนียงอย่างพึงพอใจ วาจาเช่นนี้ให้สะใภ้สามเป็นคนพูดจะส่งเสริมให้มีพลังน่าเกรงขามมากกว่าใคร หากนางพูดคงไม่น่าครั่นคร้ามเช่นนี้


เมื่อคืนเหอจิ่วเหนียงได้บอกเหตุการณ์ที่คาดว่าน่าจะเกิดขึ้นภายในงานวันนี้ให้ทุกคนฟัง และเตือนทุกคนในครอบครัวว่า อย่าปะทะหรือขัดแย้งกับแขกผู้มาเยือนง่ายๆ ให้พยายามปฏิบัติกับพวกเขาด้วยท่าทีเป็นมิตรและจริงใจ


แต่แน่นอน หากอีกฝ่ายมีเจตนาไม่ดีก็อย่ายอมให้ถูกรังแก ต้องเอาคืนอย่างสาสม ให้อีกฝ่ายยอมจำนนให้ได้


เหมือนกับที่เหลียนฮวาประชันการบรรเลงพิณกับเจี่ยหรุ่ยในเมื่อครู่ นี่คือวิธีการตบหน้าคนที่คิดร้ายอย่างแรง เป็นการชนะที่ทรงพลัง ทั้งยังเจ็บแสบยิ่งกว่าการตบหน้าจริงๆด้วย


เหล่าฮูหยินและคุณหนูที่มีเจตนาแอบแฝง เมื่อได้ฟังวาจาของฮูหยินสามลู่ต่างก็ตกใจกลัวจนก้มหน้าหลบตา


คนเรายากแท้หยั่งถึง ครอบครัวลู่ยิ้มแย้มพูดจาอ่อนหวานกับพวกนาง พวกนางจึงลำพองใจว่าครอบครัวลู่รังแกได้ง่ายๆ ความดูถูกยิ่งก่อตัวขึ้นในใจ แต่ตอนนี้พอถูกเหอจิ่วเหนียงใช้อำนาจข่มขู่ พวกนางกลับรู้สึกกลัวขึ้นมาทันที


ส่วนหลิวเยว่เซียงกลับรู้สึกโชคดีมากอย่างบอกไม่ถูก โชคดีที่ตัวเองยังมีสติและไหวพริบอยู่บ้าง แค่แรกเห็นครอบครัวลู่ นางก็ตัดสินได้ทันทีว่าอีกฝ่ายไม่ใช่คนที่ตนจะล่วงเกินได้ แม้ในตอนนั้นจะใช้เกณ์ตัดสินจากรูปลักษณ์ภายนอก แต่สุดท้ายผลลัพธ์ก็ประจักษ์แล้วว่า การตัดสินของนางไม่ผิดเลย


เหตุการณ์เช่นนี้ยิ่งทำให้ความแน่วแน่ที่อยากคารวะเหลียนฮวาเป็นอาจารย์ของคุณหนูหลิวยิ่งทวีคูณ ดังคำกล่าวที่ว่า อยู่กับคนเช่นไรมักจะเป็นคนเช่นนั้น อยู่กับคนเก่งย่อมทำให้ตัวเองเก่งขึ้นได้แน่ นางอยากเรียนการทำการค้ากับเหลียนฮวาจนแทบอดใจไม่ไหวอยู่แล้ว!


หลานสาวของขุนนางระดับสองยังสามารถละทิ้งหน้าตาออกไปค้าขายได้เลย นางเป็นแค่ลูกสาวนายอำเภอตำแหน่งเล็กๆ จะไปถือสาอะไรกัน ท่านพ่อของนางได้เบี้ยหวัดแต่ละปีน้อยนัก แต่กลับต้องเลี้ยงดูคนทั้งครอบครัว ค่าใช้จ่ายในบ้านส่วนใหญ่ก็ต้องอาศัยกำไรจากร้านค้าต่างๆ ที่เป็นสินเดิมของท่านแม่ และนั่นก็เป็นการทำมาค้าขายเหมือนกันไม่ใช่หรือ


หลายปีที่ผ่านมา กิจการของครอบครัวก็ย่ำแย่ลงเรื่อยๆ สภาพความเป็นอยู่ของครอบครัวในแต่ละปีก็ยิ่งแย่ลง นางมีความคิดอยากดูแลกิจการของครอบครัวด้วยตัวเองมาตั้งนานแล้ว แต่เพราะตนไร้ความสามารถ จึงไม่ลงมือทำเสียที แต่หากสามารถคารวะเหลียนฮวาเป็นอาจารย์ได้ ไม่แน่อาจกอบกู้กิจการของครอบครัวกลับมารุ่งเรืองได้ก็เป็นได้!


นอกจากลูกพี่ลูกน้องคู่นี้ คนอื่นๆที่อยู่ในที่นี้ต่างก็จมอยู่กับความหวาดระแวง นึกทบทวนกับตัวเองว่าวันนี้ตนกล่าววาจาดูหมิ่นใดออกไปบ้างหรือไม่ หรือทำกิริยาล่วงเกินครอบครัวลู่ไปบ้างหรือเปล่า และจะถูกเอาคืนหรือไม่ แต่ละคนคิดกันไปต่างๆนานา…


ส่วนเจี่ยหรุ่ยที่ออกไปด้วยความเดือดดาลไหนเลยจะรู้ว่าในโถงรับแขกเกิดเรื่องอะไรขึ้น นางออกมาเพราะอยากกลับไปที่รถม้าของตัวเอง ทว่ากลับเห็นหลี่หรงยืนอยู่หน้ากระถางดอกไม้ในลานบ้าน


หลี่หรงรูปร่างสูงโปร่ง ทรงภูมิตามแบบฉบับบัณฑิตหนุ่มรูปงาม เป็นที่ต้องตาถูกใจของเหล่าสตรีทั้งหลาย รวมถึงเจี่ยหรุ่ยเช่นกัน 


หญิงสาวพลันชะงักฝีเท้า


“ในลานบ้านอากาศหนาวเย็นยิ่งนัก เหตุใดคุณชายหลี่ถึงมารับลมหนาวอยู่ตรงนี้คนเดียวล่ะเจ้าคะ?”


หญิงสาวสูดลมหายใจ ปรับอารมณ์และความรู้สึกให้สงบ จากนั้นคลี่ยิ้มแล้วเดินเข้าไปทักทายหลี่หรง


หลี่หรงไม่คิดว่าจะเจอนางออกมาเช่นนี้ แม้จะรู้สึกประหลาดใจ แต่ก็ยังทักทายกลับอย่างสุภาพ “พอดีดื่มสุราไปเล็กน้อยแล้วรู้สึกไม่ค่อยสบายตัวเท่าไรน่ะ จึงออกมาสูดอากาศข้างนอก คุณหนูเจี่ยล่ะ เหตุใดถึงออกมา?”


“ก็เพราะเหลียนฮวาน่ะสิ…”


เจี่ยหรุ่ยกำลังอยู่ในอาการเคียดแค้นพอดี พอมีคนถามอย่างห่วงใยเช่นนี้ จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในโถงรับแขกออกมาให้เขาฟังทั้งหมด


นางรู้สึกว่า เหลียนฮวาจงใจกลั่นแกล้งนาง ทำให้นางต้องอับอายต่อหน้าผู้คน สักวันนางต้องหาโอกาสแก้แค้นความอัปยศในวันนี้ให้ได้


ทว่าหลี่หรงพอได้ยินชื่อเหลียนฮวา ดวงตากลับมีประกายวาบผ่านทันที โดยเฉพาะตอนที่ได้ยินว่า เหลียนฮวามีความสามารถด้านดนตรี เขาถึงกับตื่นเต้นจนเผลอกำมือแน่น …และตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า ต้องคว้าเหลียนฮวามาครอบครองให้ได้


ตอนที่ 662: แค่ร่วมสุข ไม่ร่วมทุกข์


บิดาของหลี่หรงมีตำแหน่งเป็นที่ปรึกษานายอำเภอ หลายปีที่ผ่านมาไม่มีวี่แววว่าจะได้เลื่อนตำแหน่งเลย


หลี่หรงเข้าเรียนในสำนักศึกษาตั้งแต่อายุถึงเกณฑ์จนถึงบัดนี้ก็ผ่านมาหลายปี แต่ผลการเรียนของเขาไม่ดีเท่าไรนัก หากหวังจะสอบรับตำแหน่งขุนนางด้วยความสามารถของตัวเอง เกรงว่าชีวิตนี้แทบจะไม่มีหวัง


ดังนั้นเขาจึงคิดมาโดยตลอดว่า ตนจะต้องแต่งงานกับสตรีตระกูลที่มีอำนาจดีๆ เพราะผู้เป็นบิดาไม่สามารถช่วยเหลือเขาไปสู่เส้นทางการเป็นขุนนางได้ เขาจึงต้องการฝากความหวังไว้ที่พ่อตาแล้ว


ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมา หลี่หรงจึงใส่ใจและดูแลภาพลักษณ์ของตัวเองอย่างเต็มที่เสมอ เพื่อให้สตรีตระกูลสูงศักดิ์เข้ามามีใจให้เขา โดยหวังว่าวิธีนี้จะช่วยลดความลำบากให้เขาได้ไม่น้อย


ตอนที่เขาเข้าไปช่วยหลิวเยว่เซียงในครานั้น ก็เป็นความตั้งใจของเขาเช่นกัน เขาตั้งใจจะสร้างความประทับใจให้อีกฝ่ายสนใจในตัวเขา ถึงอย่างไรหลิวเยว่เซียงก็เป็นตัวเลือกที่ไม่เลว นางเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของนายอำเภอแห่งอำเภอหลิน การเป็นบุตรเขยนายอำเภอก็ไม่ใช่ทางเลือกที่แย่นัก


ทว่าตอนนี้เมื่อได้พบเหลียนฮวา สตรีที่งดงามยิ่งกว่าคุณหนูตระกูลใดในที่นี้ และแม้จะเป็นเพียงหลานสาวของสะใภ้ครอบครัวรองของตระกูลลู่ แต่กลับได้รับการปฏิบัติเหมือนคุณหนูใหญ่สายเลือดโดยตรงไม่มีผิด ยิ่งได้ฟังจากที่เจี่ยหรุ่ยเล่ามา ยิ่งทำให้เขาได้รู้จักครอบครัวลู่มากขึ้น


หลานสาวของสะใภ้คนรองยังได้รับการเลี้ยงดูอย่างดีถึงขนาดนี้ หากเขาได้เป็นเขยของสกุลลู่ ทรัพยากรและสิทธิประโยชน์ต่างๆมากมายเหล่านั้นจะไม่ตกมาอยู่ในมือเขาหรอกหรือ


ไม่ต้องพูดถึงเรื่องหน้าตาอันงดงามของเหลียนฮวาเลย การที่มีครอบครัวภูมิหลังเช่นนี้ ต่อให้เหลียนฮวาหน้าตาขี้ริ้วขี้เหร่เขาก็หวั่นไหว


“คุณชายหลี่ ท่านกำลังฟังข้าพูดอยู่หรือไม่?”


หลังจากเจี่ยหรุ่ยเล่าจบก็เห็นหลี่หรงมีท่าทีเหม่อลอย นางเรียกเขาอยู่หลายครั้งก็ไม่ตอบสนอง ความหงุดหงิดงุ่นง่านของนางจึงปะทุขึ้นมาอีกครั้ง


พวกคนข้างในพูดให้นางอับอายไม่พอ นี่หลี่หรงก็ยังไม่ให้เกียรตินางอีกคน นางพูดไปตั้งมากมายแต่เขากลับไม่ฟังเลย!


“อ๋อ ข้าฟังอยู่”


หลี่หรงได้สติกลับมาก็ยิ้มตอบด้วยท่าทีสุภาพอ่อนโยน


“คุณหนูเจี่ยอย่าเสียใจไปเลยนะ อาจเป็นเพราะแม่นางเหลียนฮวาหวังดีจริงๆก็ได้ แค่วิธีแสดงออกไม่ค่อยจะดีก็เท่านั้น”


เขามีเป้าหมายอยากเอาอกเอาใจเหลียนฮวา ย่อมช่วยพูดแทนเหลียนฮวาอยู่แล้ว แต่เขาเองก็ไม่อยากหักหน้าเจี่ยหรุ่ย ถึงอย่างไรนางก็เป็นบุตรสาวผู้ช่วยนายอำเภอ ยังมีฐานะอยู่บ้าง


ได้ยินอีกฝ่ายปลอบใจ สีหน้าของเจี่ยหรุ่ยก็ดีขึ้นไม่น้อย แต่ได้ยินเขาพูดว่า เหลียนฮวาไม่ได้จงใจจะกลั่นแกล้งนาง ในใจนางก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา


สีหน้าท่าทางจริงใจของหลี่หรงที่แสดงออกยามนี้ ราวกับว่าเหลียนฮวาไม่ได้ทำอะไรผิดจริงๆ


เจี่ยหรุ่ยรู้สึกหงุดหงิด จงใจกลั่นแกล้งทนโท่ขนาดนี้แล้ว เหตุใดพวกผู้ชายกลับยังดูไม่ออกอีก!


“คุณชายหลี่เองก็อยากสานสัมพันธ์กับตระกูลลู่กระมัง ถึงได้ออกตัวปกป้องเหลียนฮวาเช่นนี้?”


เพราะมีความโกรธสุมเต็ม.อก วาจาที่เอ่ยออกมาจึงไม่มีความเกรงใจแม้แต่น้อย น้ำเสียงของนางเปี่ยมความเย้ยหยัน ความเหยียดหยามที่แสดงออกทางรอยยิ้มมุมปากนั้นไม่คิดจะปกปิด


หลี่หรงเข้าใจรอยยิ้มของนางในทันใด ความสุภาพอ่อนโยนบนใบหน้าเขาจึงไม่อาจรักษาเอาไว้ได้อีก


นางกำลังเย้ยหยันเขา ดูถูกฐานะครอบครัวของเขา!


“คุณหนูเจี่ยพูดจารุนแรงเกินไปหรือไม่ สตรีโฉมงามจิตใจดีย่อมเป็นที่หมายปองของบุรุษอยู่แล้ว ข้าชื่นชมแม่นางเหลียนฮวาก็ไม่เห็นจะแปลกตรงไหน”


ขณะกล่าววาจานี้ ใบหน้าของหลี่หรงเต็มไปด้วยความขึงขัง เพราะรู้สึกอับอายและโกรธเล็กน้อยที่ถูกจับจุดอ่อนได้


แต่เขาก็ยอมรับว่าตนมีใจให้เหลียนฮวา เจี่ยหรุ่ยโกรธจนกัดฟันกรอด คนบนโลกนี้ก็เป็นเหมือนกันทุกคน!


แม้แต่หลี่หรงที่มักทะนงตนก็ยังเป็นเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงผู้ชายคนอื่นเลย ไม่ต้องคิดก็รู้แล้วว่าจิตใจของคุณชายเหล่านั้นในตอนนี้เป็นเช่นไร คงพยายามคิดหาทางเข้าใกล้นางนั่นจนหัวหมุนอยู่เป็นแน่!


ครอบครัวลู่อุตส่าห์ทุ่มเทเลี้ยงดูหลานสาวต่างสายเลือดขนาดนั้น… ต้องอยากใช้นางเพื่อสานสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจตระกูลสูงศักดิ์ในเมืองหลวงแน่ๆ หึ ไหนเลยจะยอมให้บุตรชายขุนนางระดับล่างอย่างหลี่หรงเข้าหาง่ายๆ


นางรู้สึกว่าคนพวกนี้กำลังฝันลมๆแล้งๆ แต่พอเห็นท่าทีของหลี่หรงในตอนนี้ นางก็.อดพูดไม่ได้ “คุณชายหลี่อย่าลืมสิว่า เหลียนฮวานางแซ่ฉิน ไม่ใช่แซ่ลู่ อย่าคิดฝันหวานให้ดีใจเก้อเลย”


พูดจบนางก็หันหลังเดินจากไป ไม่สนใจว่าหลี่หรงจะมีสีหน้าย่ำแย่เพียงใด


ได้ระบายอารมณ์กับหลี่หรงไปบ้าง ตอนนี้นางจึงอารมณ์ดีขึ้นมาก


ชั่วขณะนั้นนางได้เข้าใจแล้วว่า ต่อให้เหลียนฮวาจะเก่งกาจเพียงใด…แล้วอย่างไรกัน? สุดท้ายนางก็เป็นแค่หมากที่ตระกูลลู่วางไว้เพื่อใช้สานสัมพันธ์กับพวกตระกูลมีอำนาจเท่านั้น


หลี่หรงยืนนิ่งไปพักใหญ่ ในหัวยังคงมีคำพูดของเจี่ยหรุ่ยวนเวียน 


…เหลียนฮวาแซ่ฉิน ไม่ใช่แซ่ลู่ …สุดท้ายก็เป็นแค่หมากตัวหนึ่งเท่านั้น 


…หากวันหนึ่งเกิดอะไรขึ้นกับครอบครัวลู่ ไม่แน่อาจส่งคนต่างแซ่อย่างเหลีนยนฮวาไปรับเคราะห์แทน เช่นนั้นเขาเองก็ต้องเดือดร้อนไปด้วยน่ะสิ


เขาต้องการครอบครองเหลียนฮวา ก็เพื่อต้องการอาศัยอำนาจของเหลียนฮวาเดินไปสู่เส้นทางขุนนาง เพื่อมีชีวิตที่เหนือกว่าคนทั่วไป 


…แค่อยากร่วมสุข ไม่ได้อยากร่วมทุกข์ด้วย


ดังนั้นเขาจึงเริ่มเกิดความลังเล


การที่ตระกูลลู่มีฐานะเช่นตอนนี้ได้ การที่พวกเขาขึ้นมาสู่จุดที่สูงขนาดนี้ได้อย่างรวดเร็ว ต้องล่วงเกินผู้มีอำนาจไปไม่น้อยแน่ๆ หากถูกเล่นงานเข้า ต้องล้มเร็วกว่าคนอื่นเป็นแน่


บางที ตระกูลลู่อาจไม่ใช่ตัวเลือกที่เหมาะสม


หลังจากคิดได้ดังนี้ คุณชายหลี่จึงเดินกลับเข้าไปในเรือนอย่างสบายตัว เดิมทีเขาออกมาก็เพื่ออยากหาโอกาสสืบเรื่องของเหลียนฮวา แล้วค่อยหาโอกาสเข้าใกล้นาง ตอนนี้พอรู้แล้ว เขากลับไม่เหลือความคิดเหล่านั้นอีก


เหลียนฮวารูปโฉมงดงามมากจนทำให้เขาใจสั่น แต่เขาก็ไม่อยากเดือดร้อนไปด้วย


เมื่อคิดๆดูแล้ว หลิวเยว่เซียงน่าจะเหมาะสมกับเขามากกว่า เช่นนั้นเดี๋ยวเข้าไปทักทายนางสักหน่อยก็แล้วกัน


ชายหนุ่มผู้อยากเป็นขุนนางกลับเข้าไปยังโถงรับแขกฝั่งบุรุษ ขณะนี้ทุกคนกำลังปรึกษากันว่าจะเล่นการละเล่นปาลูกดอก การละเล่นนี้เป็นที่นิยมในเหล่าบัณฑิต เด็กๆครอบครัวลู่ก็เป็นเด็กที่เรียนในสำนักศึกษา พวกเขาจึงคิดว่าครอบครัวลู่ต้องมีอุปกรณ์เป็นแน่ แต่ปรากฏว่าไม่มี


เด็กๆครอบครัวลู่เผยสีหน้าอึกอัก ของเล่นพวกนี้พวกเขาไม่เคยคิดถึงเลยจริงๆ จึงไม่ได้เตรียมเอาไว้ล่วงหน้า ช่างสะเพร่ามากจริงๆ


“ไม่เป็นไร ของพวกนั้นไม่ได้หายากเสียหน่อย ให้คนไปเตรียมก็ได้แล้ว ข้าจะจัดการเดี๋ยวนี้!”


ลู่เสี่ยวหยางรู้สึกว่าพวกบัณฑิตมีวาทศิลป์ซับซ้อนเข้าใจยาก ช่างน่าอึดอัดนัก จึงอาสา(หาทางปลีกตัว)ออกไปจัดการเรื่องนี้


ผู้เฒ่าลู่โบกมือให้เขาเป็นคนไปจัดการ พวกลู่ไป่ชวนไม่ได้พูดอะไรบ่งบอกว่าเห็นด้วย ทุกคนดูออกว่าลู่เสี่ยวหยางไม่เป็นตัวของตัวเอง ให้เขาออกไปจัดการเรื่องนี้ก็ดีเหมือนกัน


ส่วนคนอื่นๆกลับรู้สึกว่า ครอบครัวลู่ที่แท้ก็ดูดีแค่ภายนอก สิ่งของมีระดับเช่นนี้พวกเขากลับไม่มี หลี่หรงเองตอนนี้ก็รู้สึกโชคดีมากที่ตนเองคิดได้แล้ว หึ แม้แต่สิ่งของเช่นนี้ก็ยังไม่มี คาดว่าตระกูลนี้คงรุ่งเรืองได้ไม่นาน รีบตัดทิ้งเสียแต่เนิ่นๆนี่แหละเป็นทางเลือกที่ถูกต้องที่สุด


พิศมองท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของแขกทั้งหลาย ครอบครัวลู่ไม่ได้เปล่งวาจาใดออกมา ยังคงทำหน้าที่เจ้าบ้านต่อไป เวลาที่ควรดื่มสุราก็ดื่ม เวลาที่ควรยิ้มก็ยิ้ม


ไม่นานลู่เสี่ยวหยางก็กลับมาพร้อมกับแจกันใบหนึ่งและลูกดอกหลายดอก 


…ช่างเป็นอุปกรณ์ที่เรียบง่ายมาก


ทุกคนต่างมีสีหน้าหลากหลาย แต่เพราะต้องการเอาใจครอบครัวลู่ ดังนั้นจึงพากันคลี่ยิ้ม(อันแสนประดักประเดิด)ออกมา


ลู่เสี่ยวหยางวางอุปกรณ์ลงกลางโถง ก่อนเอ่ยกับคุณชายที่บอกว่าอยากเล่นการละเล่นนี้เป็นคนแรก “คุณชายฉิน เชิญ”


สายตาของทุกคนจับจ้องไปที่ฉินโส่วจง ฉินโส่วจงไม่ได้ปฏิเสธ ยิ้มกว้างจนตาปิด พลางกล่าว “เช่นนั้นก็ขอทำตามคำเชิญ”


ลู่เสี่ยวหยางเตรียมลูกดอกเอาไว้ทั้งหมดสิบดอก แต่ละคนจะโยนจนครบสิบดอก แล้วดูว่าโยนเข้าเป้ากี่ดอก


กำหนดลูกดอกห้าดอกเป็นเกณฑ์ ปาเข้าเป้าห้าดอกขึ้นไปจึงจะเป็นผู้ชนะ หากเข้าเป้าต่ำกว่าห้าดอกจะถูกลงโทษให้ดื่มสุรา หากดื่มสุราไม่ได้ก็จะให้แสดงความสามารถพิเศษแทน อาจเป็นการเขียนบทกวี หรือแต่งบทความ เป็นต้น แน่นอนว่าหากไม่มี หรือไม่อยากแสดงทักษะด้านวรรณศิลป์ ก็สามารถแสดงทักษะอย่างอื่นได้ เพราะเป็นแค่การแข่งขันสนุกๆเท่านั้น


ที่ฉินโส่วจงเสนอการละเล่นนี้ เพราะเขามั่นใจในความสามารถของตนเอง ชายหนุ่มผู้เสนอการละเล่นหาตำแหน่งยืนที่เหมาะสม จากนั้นหยิบลูกดอกขึ้นมาเล็ง 


ทันใดนั้นก็พบว่า มีบางอย่างผิดปกติ


ตอนที่ 663: เพื่อความสนุกสนาน


ปกติเป้าที่พวกเขาใช้ปาจะเป็นโถหูหิ้ว ปากโถจะกว้างมาก มีหูจับสองข้าง โดยต่อให้ปาลูกดอกเข้าที่หูจับทั้งสองข้างนั้น ก็ยังถือว่าเข้าเป้าเช่นกัน


แต่สิ่งที่ลู่เสี่ยวหยางเตรียมมากลับเป็นแจกันดอกไม้ ปากแจกันแคบมาก ด้านข้างก็ไม่มีหูจับ ทำให้โอกาสปาเข้าเป้าต่ำมาก เช่นนี้อย่าว่าแต่ปาเข้าเป้าห้าดอกเลย แค่สามดอกก็ยากแล้ว


ทันใดนั้นฉินโส่วจงก็รู้สึกว่า ลู่เสี่ยวหยางจงใจแกล้งเขาหรือไม่ หรือเพราะลู่เสี่ยวหยางเป็นคนไร้การศึกษา จึงไม่อยากเห็นพวกเขาเล่นการละเล่นที่มีระดับเช่นนี้


เขาหันไปเหลือบมองลู่เสี่ยวหยาง พบว่าอีกฝ่ายกำลังยิ้มกว้างจนตาปิด เมื่อเห็นสายตาของเขา อีกฝ่ายกลับพยักพเยิดกลับมาเหมือนเป็นการยืนยันอีกด้วย


ฉินโส่วจงเกิดความรู้สึกทดท้อ จึงพยายามฝืนยิ้มและเอ่ยกับลู่เสี่ยวหยาง “ปากแจกันนี่แคบเกินไปกระมัง เปลี่ยนเป็นโถที่ปากกว้างกว่านี้หน่อยได้หรือไม่?”


“ต้องขออภัยจริงๆ แจกันทุกใบในบ้านเป็นเช่นนี้หมดเลย ไม่มีที่ปากกว้างกว่านี้แล้ว”


ลู่เสี่ยวหยางเอ่ยขอโทษ และเขาพูดความจริง ด้วยแจกันดอกไม้ปากแคบเช่นนี้ เมื่อเสียบดอกไม้ลงไปแล้วจะทำให้ดูงดงามมีศิลปะ เหอจิ่วเหนียงจึงชอบมาก ดังนั้นแจกันดอกไม้ในบ้านจึงล้วนเป็นเช่นนี้ทั้งหมด


ภายในชั่วครู่เดียว จะให้เขาไปหาแจกันปากกว้างกว่านี้หาใช่เรื่องง่าย


“นี่…สหายลู่คงไม่ได้จงใจทำให้ข้าน้อยฉินลำบากใจกระมัง แจกันปากแคบเช่นนี้พวกเราจะปาเข้าเป้าได้อย่างไร?”


ลู่เสี่ยวหยางถูกกล่าวหาเช่นนี้ก็ถอนหายใจยาวออกมา จากนั้นเขากำลังจะหันไปขอความช่วยเหลือจากลู่ไป่ชวน แต่นึกขึ้นได้ว่าตัวเองโตแล้ว จะหวังพึ่งผู้ใหญ่ในครอบครัวทุกเรื่องไม่ได้ จึงตั้งสติให้ใจเย็นลง ครุ่นคิดอย่างถี่ถ้วน ก่อนจะกล่าว


“ปากแจกันนี่แคบไปจริงๆ เช่นนั้นขยับเข้ามาใกล้อีกหน่อย แล้ววางแจกันที่เหมือนกันไว้ข้างๆ เพิ่มอีกสองใบรวมเป็นสามใบ ไม่ว่าจะปาลูกดอกเข้าแจกันใบใดก็ถือว่าเข้าเป้า คุณชายฉินคิดว่าวิธีนี้เป็นอย่างไร?”


วิธีนี้ทุกคนย่อมเห็นด้วยแน่นอน หากทำตามวิธีของลู่เสี่ยวหยาง โอกาสปาเข้าเป้ายิ่งสูงกว่าโถหูหิ้วด้วยซ้ำ ทุกคนก็จะได้สนุกสนานกับการเล่นด้วย


ทั้งๆที่ควรจะตอบตกลงอย่างง่ายดาย ทว่าฉินโส่วจงกลับยังขุ่นเคืองเล็กน้อย ถึงขั้นสงสัยว่า ลู่เสี่ยวหยางกำลังจงใจทำให้เขาอับอายหรือไม่ เขาจึงเอ่ยกับลู่เสี่ยวหยาง “ได้ยินมาว่าสหายลู่ง่วนอยู่แต่กับการค้าขาย ไม่ได้เข้าเรียนในสำนักศึกษา และไม่เคยเล่นการละเล่นเช่นนี้มาก่อน คงจะไม่ชำนาญเหมือนพวกเราที่ได้เล่นบ่อยๆ เช่นนั้นสหายลู่เริ่มก่อนเถอะ หากสหายลู่ปาเข้าเป้าก็แสดงว่าแจกันนี่ไม่ได้เป็นปัญหา ถึงจะปาเข้าเป้ายากพวกเราก็ยอมรับได้ แต่หากสหายลู่ปาไม่เข้าเป้าแม้แต่ดอกเดียว นั่นก็หมายความว่าการจะปาให้เข้าเป้าได้นั้นมันยากมากจริงๆ แล้วพวกเราค่อยเปลี่ยนแจกัน”


เห็นได้ชัดว่าคำพูดนี้มีความย้อนแย้ง อย่างไรก็ตาม เขายอมทุ่มหมดหน้าตักเพื่อต้องการทำให้ลู่เสี่ยวหยางอับอาย


เขาเป็นคนที่ต้องการเล่นการละเล่นนี้เองแท้ๆ ลู่เสี่ยวหยางก็แค่ช่วยเตรียมอุปกรณ์ให้ แต่เขากลับให้ลู่เสี่ยวหยางเป็นคนเล่นคนแรก แม้ไม่ได้บอกว่าจะมีรางวัลหรือลงโทษอย่างไร แต่การต้องออกมาเล่นต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ แค่ปาไม่เข้าเป้าก็ทำให้ขายหน้าได้แล้ว


และคนที่ต้องขายหน้าก็คือ ครอบครัวลู่


ถึงเวลานั้น หลานชายสายรองผู้ไม่ได้รับความสำคัญอย่างลู่เสี่ยวหยางก็ต้องซวยแน่ ถูกครอบครัวลู่ตำหนิ และอาจถึงขั้นถูกลงโทษโทษฐานสร้างความอับอายให้ครอบครัว ผลลัพธ์นี้ก็ถือว่า เขาได้แก้แค้นในสิ่งที่ตัวเองต้องอับอายไปแล้ว


ทุกคนมองลู่เสี่ยวหยางด้วยความสะใจ แม้ใบหน้าแต่ละคนจะยิ้มแย้ม แต่ในใจก็อยากให้ลู่เสี่ยวหยางพ่ายแพ้ พวกเขาจะได้หัวเราะเยาะตระกูลลู่อย่างเปิดเผย จะได้เรียกศักดิ์ศรีที่ถูกตระกูลลู่บดบังกลับมาได้บ้าง


ทุกคนคิดว่า ลู่เสี่ยวหยางจะกังวลจนต้องขอความช่วยเหลือจากคนในครอบครัว หรือไม่ก็ยอมแพ้ออกมาตรงๆแน่ๆ แต่คิดไม่ถึงว่าเขาจะรับคำท้า และเตรียมแสดงฝีมือให้ทุกคนได้เห็น


ทว่าลู่เสี่ยวหยางไม่ได้รีบปาลูกดอก เขาหันไปกล่าวกับทุกคนที่นั่งอยู่ “เช่นนั้นข้าน้อยขอเดิมพันเพื่อความสนุกสักหน่อยก็แล้วกัน หากข้าชนะ คุณชายฉินจะต้องคุกเข่าเห่าเลียนเสียงสุนัข ถือว่าเพื่อความสนุกสนาน แต่หากคุณชายฉินชนะ คุณชายฉินต้องการอะไรก็บอกมาได้เลย ข้าทำให้ได้ก็จะทำ ไม่ปฏิเสธแน่นอน”


กล่าวจบลู่เสี่ยวหยางก็เหลือบมองฉินโส่วจง ก่อนจะกวาดสายตามองไปที่ทุกคนที่นั่งอยู่ และยิ้มถามอีกครั้ง “ทุกท่านคิดเช่นไร?”


ตอนที่ 664: คนที่ต้องคุกเข่าเห่าเหมือนสุนัขต้องไม่ใช่เขา


รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนพลันแข็งค้าง …หากฉินโส่วจงแพ้ต้องคุกเข่าเห่าเลียนเสียงสุนัขอย่างนั้นหรือ นี่เป็นการเหยียดหยามอย่างรุนแรงยิ่งนัก!


แต่ลู่เสี่ยวหยางก็พูดแล้วว่าหากเขาแพ้ ฉินโส่วจงต้องการให้เขาทำสิ่งใดย่อมได้ทั้งนั้น


เช่นนี้ก็ยุติธรรมดี หากฉินโส่วจงชนะ ก็สามารถสั่งให้ลู่เสี่ยวหยางคุกเข่าเห่าเลียนเสียงสุนัขได้


ถึงอย่างไรเมื่อครู่ฉินโส่วจงก็จงใจทำให้ลู่เสี่ยวหยางอับอาย ทุกคนประจักษ์แล้วว่านี่เป็นการเปิดศึกระหว่างลู่เสี่ยวหยางกับฉินโส่วจง แต่ละคนจึงต่างรอดูเรื่องสนุกทันที


ฉินโส่วจงรู้สึกว่า ลู่เสี่ยวหยางกำลังดูถูกตนอยู่ จึงกัดฟันกรอด จับจ้องอีกฝ่ายเขม็ง ก่อนจะย้อนนึกขึ้นได้ว่า ครั้นที่ตนอยู่ที่สำนักศึกษา ฝีมือการปาลูกดอกของตนอยู่อันดับต้นๆ ส่วนลู่เสี่ยวหยางไม่ได้แม้กระทั่งเข้าเรียนในสำนักศึกษา ไหนเลยจะรู้จักวิธีการละเล่นที่มีระดับพวกนี้ 


หึ ใครแพ้ใครชนะก็ยังไม่แน่หรอก!


คุณชายมือวางอันดับต้นในการปาลูกดอกกำหมัดแน่น ตอบตกลงทันที


“สหายลู่เป็นคนชัดเจนจริงๆ เช่นนั้นก็มาเริ่มกันเถอะ!”


ฉินโส่วจงพยายามทำท่าทางผ่อนคลาย ผายมือเชื้อเชิญ


“เชิญคุณชายฉินก่อนเถิด” ลู่เสี่ยวหยางก็ถ่อมตัวไม่แพ้กัน 


ฉินโส่วจงยิ้ม “ก็ได้!”


หลังจากหันหน้าไปทางเป้า เขาก็เก็บสีหน้ายิ้มแย้มลงทันที เผยแววตาคร่ำเครียดจางๆ


…หมากตานี้เขาต้องชนะเท่านั้น จะแพ้ไม่ได้เด็ดขาด!


คุณชายฉินเล็งเป้าอย่างตั้งใจ รู้สึกประหม่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


คนที่ต้องคุกเข่าเห่าเหมือนสุนัขต้องไม่ใช่เขาเด็ดขาด!


*ฟิ้ว∼*


ลูกดอกดอกแรกถูกปาออกไป


และ…


*แกร็ก*


ลูกดอกกระแทกกับตัวแจกันและตกลงพื้น พลาดเป้าอย่างน่าเสียดาย


ฉินโส่วจงขบเม้มริมฝีปากแน่นด้วยความเคร่งเครียด เม็ดเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผาก มือกำลูกดอกไว้แน่น


ผู้ชมแต่ละคนเผยสีหน้าแตกต่างกันไป บ้างก็รู้สึกสะใจ บ้างก็เป็นห่วง


ส่วนคนตระกูลฉินกลับโมโหในใจ มองว่าฉินโส่วจงลำพองเกินไป เขาไม่ควรตอบตกลงแต่แรก ครั้งนี้ไม่ว่าจะชนะหรือแพ้ พวกเขาก็ได้สร้างความบาดหมางกับตระกูลลู่ไปแล้ว นี่เป็นสิ่งที่ขัดกับจุดประสงค์ของพวกเขาในวันนี้อย่างสิ้นเชิง


ดอกที่สองถูกปาออกไป และ…ยังไม่เข้าเป้าเช่นเคย


สีหน้าของคนตระกูลฉินยิ่งย่ำแย่ลงเรื่อยๆ


บางคนสัมผัสได้ถึงบรรยากาศอึดอัด จึงเอ่ยขึ้นด้วยความหวังดี “เอ่อ… อย่าใจร้อนไปเลย ปากแจกันมันแคบไปหน่อย ปาไม่เข้าก็เป็นเรื่องปกติ ใจเย็นๆ ค่อยๆเล็ง”


ฉินโส่วจงได้รับกำลังใจก็รู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย และคิดได้ว่า ในเมื่อตนเองยังปาไม่เข้าเป้า เช่นนั้นลู่เสี่ยวหยางก็ต้องปาไม่เข้าเช่นกันแน่นอน อีกอย่าง เขาเพิ่งจะปาไปแค่สองดอก ยังมีโอกาสชนะอยู่


คนประหม่าตั้งสมาธิให้มั่นคงอีกครั้ง จากนั้นก็ปาลูกดอกที่เหลือทั้งหมดออกไปในคราวเดียว!


ผลออกมาคือ เขาปาเข้าเป้าทั้งหมดหกดอก คุณชายฉินพอใจกับผลลัพธ์ไม่น้อย ปากแจกันนี่แคบมาก การที่ปาเข้าเป้าได้ก็ถือว่าไม่เลวแล้ว เขายังคงรู้สึกมั่นใจกับตัวเอง


“สหายลู่ เชิญ”


คนมั่นใจยักคิ้วให้คู่แข่งอย่างลำพอง รู้สึกว่าตนเองสามารถปาเข้าเป้าได้ถึงหกดอกช่างเก่งกาจยิ่งนัก ส่วนลู่เสี่ยวหยางน่ะหรือ หากปาเข้าเป้าได้สักดอกก็ถือว่าไม่เลวแล้ว


ความคิดของคนอื่นๆเองก็ไม่ต่างจากเขา ทั้งยังรู้สึกว่า ครั้งนี้ลู่เสี่ยวหยางต้องได้ขายหน้าอย่างหนักแน่


หากลู่เสี่ยวหยางทำให้ตระกูลลู่ต้องอับอายละก็ ไม่รู้ว่าตระกูลลู่จะยังเลี้ยงดูเขาต่อไปอีกหรือไม่


ลู่เสี่ยวหยางไม่ได้ตื่นตระหนกแต่อย่างใด เขาเดินไปหยิบลูกดอกเหล่านั้นด้วยตัวเอง และกลับมายืนนอกเส้นที่กำหนด


เล็งเป้า 


แล้ว ปาลูกดอกออกไปทีละดอกอย่างรวดเร็ว!


*ฟุบ ฟุบ ฟุบ∼*


ผลปรากฏว่า ลูกดอกเหล่านั้น…ปาเข้าเป้า…ทุกดอก!


เขาไม่ได้หยุดพัก ลูกดอกที่เข้าเป้าอยู่แล้วก็คาไว้อย่างนั้นไม่ได้เดินเข้าไปหยิบออก ปากแจกันที่เดิมทีแคบอยู่แล้ว เมื่อถูกลูกดอกที่ปาเข้าไปกินพื้นที่ ความยากก็ยิ่งทวีมากขึ้น แต่ลู่เสี่ยวหยางกลับไม่ชะงักเลยแม้แต่น้อย ปาลูกดอกทั้งหมดเข้าเป้าได้อย่างง่ายดายราวกับกะพริบตา


“คุณชายฉินออมมือให้แล้ว”


ผลการแข่งขันถูกตัดสินท่ามกลางสายตาตกตะลึงของทุกคน ลู่เสี่ยวหยางยิ้มพร้อมประสานมือคำนับ กล่าววาจาปลุกทุกคนออกจากความตกตะลึง


ฉินโส่วจงตัวแข็งค้างไปแล้ว จำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเมื่อครู่เกิดอะไรขึ้น


ลู่เสี่ยวหยางไม่ได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาไม่ใช่หรือ?


เหตุใด…ถึงปาลูกดอกเข้าเป้าได้อย่างแม่นยำเช่นนี้?


ใช่… คงเป็นเพราะดวงแน่ๆ!


“สหายลู่ช่างเก่งกาจยิ่งนัก คิดไม่ถึงเลยว่าจะดวงดีถึงเพียงนี้ ปาเข้าเป้าทั้งสิบดอก ข้าน้อยยอมแพ้อย่างหมดใจ”


แม้ปากจะพูดเช่นนั้น แต่น้ำเสียงเห็นได้ชัดว่ากัดฟันอย่างหนัก


ไม่ว่าจะเป็นเพราะดวง หรือเป็นเพราะความสามารถที่แท้จริง เขาก็พ่ายแพ้อย่างราบคาบแล้ว


มุมปากลู่เสี่ยวหยางกระตุกเล็กน้อย แม้ว่าเขาจะไม่เคยเข้าเรียนในสำนักศึกษามาก่อน แต่สิ่งที่ควรเรียนในสำนักศึกษา เขาเองก็ได้รับไม่น้อยหน้าไปกว่าใคร


ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังได้ยอดฝีมือของหน่วยหั่วอวิ๋นอย่างลู่ไป่ชวนและโหลวชงคอยสอนวรยุทธ์และการยิงธนูให้ด้วยตัวเอง เพราะฉะนั้นการละเล่นง่ายๆ อย่างปาลูกดอกแค่นี้ เขาจะแพ้ง่ายๆได้อย่างไรกันเล่า


ในที่สุด ลู่ไป่ชวนที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยขึ้น “หากแค่ดอกสองดอกก็อาจบอกได้ว่าเป็นเรื่องบังเอิญ แต่ปาเข้าเป้าหมดทั้งสิบดอกนี่ ยังคิดว่าเป็นเพราะดวงอีกอย่างนั้นหรือ คุณชายฉินพูดเช่นนี้อยากหลบเลี่ยงสิ่งใดอยู่หรือเปล่า?”


ในฐานะขุนนางตำแหน่งสูงที่สุดในที่นี้ ลู่ไป่ชวนสงวนวาจาอย่างมาก หลักๆก็เพื่ออยากให้เหล่าผู้น้อยได้แสดงความสามารถออกมาโดยไม่รู้สึกอึดอัด แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าเขาจะไม่พูดอะไรเลย


เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านี้จงใจหาเรื่องกันถึงที่ การอดทนแล้วอดทนอีกนั่นไม่ใช่นิสัยของคนสกุลลู่


ฉินโส่วจงตกใจมาก ก่อนหน้านี้ลู่ไป่ชวนเงียบมาโดยตลอด เขาคิดว่าเป็นเพราะลู่ไป่ชวนไม่สนใจไยดีลู่เสี่ยวหยาง และถึงขั้นคิดจะใช้ลู่เสี่ยวหยางเป็นตัวอย่างในการอบรมสั่งสอนลูกหลานสายตรงของตระกูลลู่อีกด้วย


ทว่าตอนนี้ลู่ไป่ชวนกลับออกมาปกป้องลู่เสี่ยวหยางอย่างเปิดเผย ทำให้เขาตกใจมากจริงๆ


หากไปขัดใจคนอื่นเขายังพอรับไหว แต่หากขัดใจลู่ไป่ชวนเข้าจังๆ ชีวิตนี้ของเขาต้องจบเห่แน่นอน


เม็ดเหงื่อที่ผุดพรายเต็มหน้าผากไหลลงมาตามใบหน้า ฉินโส่วจงรีบเปลี่ยนสีหน้าทันที ยิ้มประจบพลางกล่าว “ท่านแม่ทัพ ข้าน้อยก็แค่พูดเล่นเท่านั้นเองขอรับ แม้ตอนนี้ข้าน้อยจะเป็นคนไร้ชื่อเสียง แต่ก็เป็นคนซื่อสัตย์และรักษาคำพูด ในเมื่อรับปากสหายลู่เอาไว้แล้ว ข้าย่อมต้องทำตามสัญญาขอรับ”


ขณะเอ่ย เขาก้มหัวคำนับลู่ไป่ชวนไปด้วย การวางตัวต่ำต้อยยิ่งนัก ตอนนี้เขาไม่สนใจหน้าตาหรือเกียรติอะไรแล้ว


คนอื่นไม่มีใครกล้าพูดอะไร มองฉินโส่วจงที่หันไปคุกเข่าต่อหน้าลู่เสี่ยวหยางด้วยสีหน้าเต็มไปด้วยความ.อดสู ส่งเสียงเห่าเลียนแบบสุนัข


“ฮ่าๆๆ คุณชายฉินช่างรวดเร็วทันใจจริงๆ มาๆๆ ทุกคน ต่อเลย!”


ลู่เสี่ยวหยางหัวเราะสบายๆ แสดงออกว่าเหตุการณ์นี้เป็นเพียงเดิมพันสนุกๆเท่านั้น สีหน้าไม่มีร่องรอยเจ้าเล่ห์หรือสะใจแต่อย่างใด


ทุกคนจึงตระหนักได้แล้วว่า ตระกูลลู่ไม่ว่าจะเป็นเด็ก หรือผู้อาวุโส ก็ไม่ใช่คนที่จะสามารถล่วงเกินได้ง่ายๆ ตอนแรกพวกเขาประเมินตระกูลลู่ต่ำไปแล้ว


พลันนั้นทุกคนก็คลายความดูถูกลงไปไม่น้อย คิดแค่ว่าต้องถือโอกาสนี้ผูกมิตรไมตรีกับครอบครัวลู่ ส่วนคนตระกูลฉินก็รีบหาข้ออ้างกลับไปแล้ว ต่อให้ครอบครัวลู่ทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่พวกเขาไหนเลยจะคิดเช่นนั้นได้ ไม่อาจทนอยู่ได้อีกต่อไป อย่างไรก็ต้องรักษาหน้าตาเอาไว้


การละเล่นปาลูกดอกครั้งนี้ทำให้เหล่าลูกหลานขุนนางโอดครวญกันยกใหญ่ ปากแจกันแคบเกินไป ทำให้พวกเขาต้องพยายามกันอย่างหนักกว่าจะปาเข้าเป้าได้ แต่คนตระกูลลู่กลับปาเข้าเป้าได้อย่างง่ายดาย


เด็กๆครอบครัวลู่ปาเข้าเป้าหมดทุกดอก


รวมถึงโก่วเอ๋อร์ที่อายุน้อยที่สุดด้วย


สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกตะลึงจนดวงตาแทบถลนออกมาก็คือ ฝีมือของโก่วเอ๋อร์ที่ดูจะเก่งกาจกว่าพวกพี่ๆของเขา แม้ทุกคนจะยิ้มแย้ม พูดคุยตลกๆกันตลอด แต่ทุกคนก็อดที่จะรู้สึกปวดใจไม่ได้จริงๆ


แม้แต่เด็กอายุสี่ห้าขวบยังเก่งกว่าพวกเขาถึงเพียงนี้ พวกเขาจะมีความสามารถอะไรไปสู้กับคนตระกูลลู่ได้อีกล่ะ!


ยิ่งไม่ต้องคิดถึงเรื่องอยากพึ่งพาอาศัย อยากสนิทสนมกับพวกเขาเลย


คนตระกูลลู่แสดงท่าทีชัดเจนให้ทุกคนได้รู้ว่า พวกเขาไม่ใช่คนที่จะมารังแกได้ง่ายๆ และไม่ใช่คนที่จะเข้าหาได้ง่ายๆเช่นกัน


ต่อมาก็มีอีกหลายครอบครัวที่หาข้ออ้างขอตัวกลับก่อน พวกเขาไม่กล้าอยู่ต่อแล้วจริงๆ ขืนอยู่ต่อมีหวังหมวกขุนนางได้หลุดจากหัวเป็นแน่!

.....

หลิวเยว่เซียงและจางหลานเซียงใช้โอกาสนี้บอกเล่าความคิดของตนให้ฮูหยินจางฟัง ฮูหยินจางมองว่าเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม จึงไม่ได้ตอบตกลงในทันที คิดว่าจะนำเรื่องนี้กลับไปปรึกษาสามีก่อน ดังนั้นจนกระทั่งงานเลี้ยงจบลง พวกนางก็ไม่ได้เอ่ยถึงเรื่องนี้อีกเลย


หลังจากส่งแขกกลับไปหมดแล้ว ทุกคนในครอบครัวลู่ก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ด้วยความโล่ง.อก จากนั้นก็หันมองหน้ากัน และยิ้มหัวเราะไม่ออกเสียง


โดยภาพรวมแล้ว เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวันนี้ไม่ได้สงบเลย แต่ทุกอย่างก็ถูกพวกเขารับมือได้อย่างง่ายดาย ในขณะเดียวกันก็สามารถสร้างความน่าเกรงขาม ทำให้คนเหล่านั้นเห็นจุดยืนของครอบครัวลู่ได้ด้วย เช่นนี้ต่อไปก็ไม่มีใครกล้ามาหาเรื่องวุ่นวายกับพวกเขาอีกแล้ว


ตอนที่ 665: กันไว้ดีกว่าแก้ย่อมไม่ใช่เรื่องผิด


หลังเสร็จสิ้นงานเลี้ยง สมาชิกครอบครัวลู่ก็มารวมตัวกันเพื่อทบทวนสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ครอบครัวใหญ่ ครอบครัวรอง และครอบครัวสองพี่น้องจางยังคงหลงเหลือความประหม่าอยู่ โดยเฉพาะลู่กุ้ยหลานที่เป็นคนซื่อๆตรงไปตรงมา นางรู้สึกว่าการคบหากับคนเหล่านี้ช่างน่าปวดหัวยิ่งนัก


“พวกเขาเป็นคนอยากมาอวยพรปีใหม่ที่บ้านเราเองแท้ๆ กลับใช้เล่ห์เหลี่ยมจงใจทำให้พวกเราอึดอัดใจ ช่างไม่รู้จักเจียมตัวเอาซะเลย!”


“นั่นสิ ไม่รู้ว่าสถานการณ์ทางฝั่งผู้ชายเป็นอย่างไรกันบ้าง แต่ถึงจะอย่างนั้น แขกผู้หญิงเหล่านี้ก็ทำให้ข้าได้ตาสว่างนะ ตัวเองไม่มีความสามารถแต่อยากได้หน้าได้ตา ทั้งยังดูถูกคนอื่นตามใจอีก ข้าคิดมาตลอดว่าพวกคนสูงศักดิ์จะเป็นคนที่เคร่งครัดเรื่องมารยาทและการวางตัว ที่ไหนได้ เฮ้อ… คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าจะเป็นเช่นนี้”


อึดอัดมาทั้งวัน ในที่สุดลู่กุ้ยหลานก็ได้ระบายออกมาเสียที นางกับนางหยูระบายกันไปคนละประโยค รู้สึกสะใจขึ้นมาก


คนอื่นๆก็บ่นระบายความอึดอัดตามออกมา เพราะหลังจากที่ฝ่ายตัวเองชนะก็รู้สึกมีหน้ามีตาขึ้นมากกว่าเดิม


นางซุนเห็นทุกคนระบายความอัดอั้นตันใจมากพอแล้ว จึงเอ่ยขึ้น “นี่ถือว่าน้ำจิ้มเบาะๆ เจ้าสามได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว ต่อไปเรายังต้องเจอสถานการณ์เช่นนี้อีกเยอะ แต่พวกเจ้าก็ต้องจำเอาไว้เหมือนกัน สกุลลู่ของเราห้ามใช้อำนาจรังแกคนอื่นเด็ดขาด แต่หากมีคนมาหาเรื่องเราก่อน เราก็ต้องเอาคืนให้สาสม เข้าใจหรือไม่?”


สตรีผู้เป็นใหญ่ในบ้านเอ่ยด้วยสีหน้าเคร่งขรึมจริงจัง ก่อนหน้านี้นางได้ผูกมิตรกับสหายวัยเดียวกันในเมืองหลักไว้ไม่น้อย เวลานัดกันไปนั่งฟังละครในหอน้ำชาก็มักจะซุบซิบนินทาเรื่องภายในจวนพวกนี้กันเสมอ ทำให้นางซุนได้ความรู้(?)ไม่น้อย


ทั้งชีวิตนางคิดมาตลอดว่า พวกคนสูงศักดิ์จะรู้จักการวางตัว แต่พอได้ความรู้จากเหล่าสหายในเมืองหลัก นางคิดไม่ถึงเลยว่าหลายๆเรื่องกลับตรงข้ามกับสิ่งที่นางคิดไว้ ไม่ใช่คนสูงศักดิ์ทุกคนที่จะคู่ควรกับคำว่า ‘สูงศักดิ์’ บางคนเทียบกับขอทานข้างถนนไม่ได้ด้วยซ้ำ


ยิ่งอยู่ใกล้อำนาจมากเท่าไร มนุษย์ก็ยิ่งเผยด้านชั่วร้ายออกมาชัดขึ้น


วันนี้คนเหล่านี้ใช้แผนการเล็กๆ แต่ต่อไปอาจจะไม่ใช่แผนการเล็กๆเช่นนี้


เพราะฉะนั้น หลายๆเรื่องต้องเตือนเอาไว้ล่วงหน้า เพื่อป้องกันไม่ให้คนในบ้านทำอะไรผิดพลาด ลู่ไป่ชวนก็จะได้ไม่เดือดร้อน


ทุกคนได้ยินดังนั้นก็ถอนใจหายออกมาพร้อมกัน ลู่กุ้ยหลานกล่าวด้วยน้ำเสียงออดอ้อน “ไอ้หยา ท่านแม่ แค่วันนี้พวกเราก็เหนื่อยจะแย่แล้วนะ ยังมีมากกว่านี้อีกหรือเจ้าคะ! แล้วพวกเราจะทำเช่นไรดีเจ้าคะ วันนี้ดีที่พวกเด็กๆแก้สถานการณ์ให้ได้ แต่วันหน้าหากพวกเด็กๆไม่อยู่ พวกเราจะสู้ได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ?”


ประโยคแรกยังมีความออดอ้อน แต่ประโยคหลังท่าทางของนางพลันเปลี่ยนเป็นจริงจัง เพราะนี่คือประเด็นสำคัญ


นั่นสิ วันนี้ล้วนเป็นเพราะฝีมือของพวกเด็กๆจึงสยบคนพวกนั้นได้


แล้ววันหน้าล่ะ?


เหอจิ่วเหนียงฟังอยู่ครู่ใหญ่ ในที่สุดก็ได้ยินประโยคที่ตนอยากได้ยิน จึงเอ่ยแทรกขึ้น “ถามได้ดี แล้วพวกเจ้าคิดว่าควรทำเช่นไรล่ะ?”


เจี๋ยจื่อได้ยินก็อดเอ่ยขึ้นไม่ได้ “หลังปีใหม่ท่านพ่อกับท่านแม่ก็จะไปเมืองหลักกับพวกเรา เช่นนี้ก็ไม่ต้องกังวลแล้วขอรับ!”


ความคิดเห็นของเด็กชายไม่ผิด ตราบใดที่พวกเขาไปเมืองหลักด้วยกัน ก็ยังจะได้รับการช่วยเหลือจากพวกเด็กๆ


แต่…


“เสี่ยวเจี๋ยจื่อ ที่เจ้าพูดมาก็ถูก แต่เจ้าคิดหรือไม่ว่าพวกเจ้าอยู่เมืองหลักพวกเจ้าก็ต้องไปเรียนตำรา เรียนวรยุทธ์ แต่ละวันมีเรื่องที่ต้องทำมากมาย พวกเจ้าจะแน่ใจได้อย่างไรว่าจะอยู่ช่วยพวกผู้ใหญ่รับมือได้ตลอดเวลา?”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ค้าน หากแต่ยกคำถามชวนคิดมาให้เด็กชายวิเคราะห์ต่อ


เจี๋ยจื่อเงียบไป กำลังใช้ความคิด


นั่นสิ เว้นเสียจากว่าพวกเขาจะตัวติดกับครอบครัวตลอด แต่ย่อมเป็นเป็นไปไม่ได้ พวกเขาเองก็ยุ่งมากในแต่ละวัน ได้เจอกันก็แค่ตอนเช้ากับตอนค่ำเท่านั้น


ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วพวกเขาจะปกป้องคนในครอบครัวอย่างไร


เด็กชายเงียบไปครู่ใหญ่ เขาไม่รู้จะตอบคำถามนี้อย่างไร จึงหันไปมองพวกพี่ๆโดยสัญชาตญาณ


เหลยจื่อเห็นสายตาของคนน้อง ก็ลองเอ่ยความคิดเห็นของตนเอง “ถ้าส่งคนคอยปกป้องคุ้มกันก็ไม่ได้แก้ปัญหาที่ต้นเหตุ หากอยากแก้ปัญหาให้ตรงเหตุ ก็ต้องดูว่าทุกคนยินดีที่จะพยายามหรือไม่ขอรับ”


วาจานี้เปี่ยมความฮึกเหิม ช่วยกระตุ้นอารมณ์ของทุกคนได้ในบัดดล แต่ละคนต่างตอบรับทันทีอย่างหนักแน่น “ยินดีแน่นอน!”


เหอจิ่วเหนียงปลื้มใจมากที่พวกเด็กๆ เสนอความเห็นออกมาในสถานการณ์เช่นนี้ อบรมสั่งสอนมานาน ไม่เสียเปล่าเลย


นางถามด้วยรอยยิ้ม “แล้วพวกเจ้าคิดว่า ควรพยายามเช่นไรล่ะ?”


“หลังจากพวกเราได้เข้าสู่ระบบการศึกษา ทั้งการเรียนตำราและการเรียนรู้วรยุทธ์ จึงทำให้พวกเราได้เข้าใจอะไร.อะไรมากขึ้น ถึงแม้ท่านพ่อท่านแม่ก็เคยเรียนไปด้วยกันอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ก็เป็นแค่การเรียนตัวอักษรพื้นฐาน ข้าคิดว่าเราควรเชิญอาจารย์มาสอนวิชาความรู้ให้กับผู้อาวุโสในบ้านดีหรือไม่ขอรับ ไม่จำเป็นต้องถึงขั้นเชี่ยวชาญ แต่พอให้เข้าใจคร่าวๆก็พอ”


เหลยจื่อแสดงความคิดเห็นของตัวเองออกมา เมื่อมีวิชาความรู้ติดตัว เวลาที่ใครพูดเรื่องอะไรก็จะได้เข้าใจ และสามารถสนทนาตอบโต้ในประเด็นนั้นๆได้ ให้คนอื่นได้เห็นว่า ครอบครัวของเขาหาใช่ชาวบ้านไร้การศึกษา จะได้ไม่กล้าดูหมิ่นถิ่นแคลน ถึงขั้นต้องยกย่องนับถือว่าพวกเขาว่า ทั้งๆที่เกิดมาจากครอบครัวยากจน แต่กลับมีความรู้ความเข้าใจแน่


แน่นอนว่า จุดประสงค์และประโยชน์หลักไม่ใช่ทำเพื่อคนอื่น ความรู้ที่ได้เรียนย่อมอยู่กับเราไปตลอดชีวิต วันหน้าหากต้องพบปะผู้สูงศักดิ์มากกว่านี้ พวกเขาจะได้รับมืออย่างมืออาชีพ


กันไว้ดีกว่าแก้ย่อมไม่ใช่เรื่องผิด ป้องกันเอาไว้จะได้ไม่เกิดเหตุไม่คาดฝัน


สดับวาจาเด็กหนุ่ม สีหน้าของผู้อาวุโสทุกคนพลันหม่นหมองลง พวกเขาอายุปูนนี้แล้ว ยังต้องเชิญอาจารย์มาสอนอีกหรือ นี่กำลังทำให้พวกเขาลำบากชัดๆ!


เพียงแต่แต่ละคนกลับพูดคำโต้แย้งไม่ออก เพราะในใจล้วนรู้ดีว่า นี่เป็นวิธีที่ดีแล้ว แค่รู้สึกขมขื่นเล็กน้อยก็เท่านั้น


ผู้เฒ่าลู่สับสนอยู่ครู่หนึ่ง จนในที่สุดก็ตัดสินใจได้ เขาตบโต๊ะแล้วเอ่ยขึ้นอย่างฮึกเหิม “เช่นนั้นก็ตามนี้! หลังปีใหม่เชิญอาจารย์สักท่านมาสอนที่บ้าน เจ้าสามเป็นขุนนางในราชสำนัก ย่อมมีสายตามากมายคอยจับจ้องอยู่ พวกเราจะเป็นตัวถ่วงเขาไม่ได้เป็นอันขาด!”


ทุกคนต่างพยักหน้าหงึกหงัก ไม่มีใครโต้แย้ง เพราะแม้จะลำบากสักหน่อย แต่ในใจทุกคนก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน


พวกเขาในฐานะผู้อาวุโส เหตุใดจะต้องพึ่งพาลูกหลานตลอดเวลา เช่นนี้จะทำให้ลูกหลานเหน็ดเหนื่อยเกินควร สู้ทุกคนพัฒนาตัวเองไปด้วยกันจะดีกว่า เวลาประสบปัญหา จะได้ช่วยกันตัดสินใจได้


อายุมากแล้วยังต้องมาร่ำเรียนย่อมเป็นเรื่องที่ลำบากอยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีสิ่งใดมาขัดขวางชีวิตที่ดีของพวกเขาได้ อยากเก่งกว่าคนอื่นก็ต้องต่อสู้!


หลังจากตัดสินใจกันได้แล้ว ทุกคนต่างก็แยกย้ายกันกลับไปพักผ่อนที่ห้องตัวเอง 


เหลียนฮวารู้สึกนอนไม่ค่อยหลับ จึงกอดกระเป๋าน้ำร้อนออกมานั่งดูหิมะในลานบ้าน


นางรู้สึกพอใจกับผลงานของตัวเองในวันนี้มาก เพราะนี่แสดงให้เห็นว่า สิ่งที่นางพยายามทุ่มเทมาตลอดได้ตอบแทนนางแล้ว แต่นางก็คิดว่า เพียงเท่านี้ยังไม่พอ นางต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งขึ้นกว่านี้


นางเป็นคนฉลาด ดูท่าทีที่คนเหล่านั้นมีต่อนางในวันนี้ออก จุดประสงค์ที่พวกเขามา ก็เพื่ออยากเกี่ยวดองกับครอบครัวลู่ และตอนนี้เด็กสาวในครอบครัวลู่ที่อยู่ในวัยออกเรือนก็มีแค่นาง ดังนั้นนางจึงกลายเป็นอาหารอันโอชะที่ทุกคนต่างกำลังหมายปอง


นางไม่ชอบความรู้สึกเช่นนี้เลย นางแค่อยากทำการค้าไปเรื่อยๆ แต่มักจะถูกคนอื่นดึงเข้าไปอยู่ในวังวนของอำนาจเสมอ


ต้องทำอย่างไร จึงจะหลีกให้พ้นจากปัญหาพวกนี้เสียที!


นางย่อมเชื่อใจในครอบครัวลู่ แต่ก็ยากจะหลีกเลี่ยงปัจจัยอื่นที่อาจเข้ามากระทบและขัดขวางเส้นทางการทำมาหากินของนาง


อาสะใภ้จิ่วเหนียงจะไปทำการค้าที่เมืองหลวงแล้ว ส่วนนางยังต้องฝึกฝนเก็บเกี่ยวประสบการณ์ในเมืองหลักแห่งนี้ นางต้องตามรอยอาสะใภ้จิ่วเหนียงให้ได้!


ขณะกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง จู่ๆ หญิงสาวก็รู้สึกถึงแรงกดทับที่ไหล่เบาๆ พอเงยหน้าขึ้นมอง ก็เห็นเหลยจื่อใช้ผ้ากันลมของตนเองมาคลุมไหล่ให้นาง


“เจ้าเป็นอะไร มีเรื่องทุกข์ใจอะไรหรือไม่?”


เหลยจื่อเห็นนางนั่งอยู่ในลานบ้านมาพักใหญ่แล้ว ใจหนึ่งไม่ได้อยากเข้ามารบกวน แต่อีกใจก็เป็นห่วงกลัวว่านางจะถูกลมหนาวจนล้มป่วย สุดท้ายจึงตัดสินใจเดินออกมา


ตอนที่ 666: เหลียนฮวา เจ้ารู้ว่าข้าคิดเช่นไรกับเจ้า ใช่หรือไม่


เหลียนฮวาส่ายหน้าโดยไม่พูดอะไร นางไม่ได้มีเรื่องทุกข์ใจ เพียงแค่รู้สึกจิตใจห่อเหี่ยว


ทั้งยังรู้สึกสับสนเล็กน้อย ไม่รู้ว่าต่อไปต้องพยายามเช่นไรจึงจะทำให้ตัวเองกลายเป็นคนแข็งแกร่ง ยืนหยัดด้วยตัวเองได้ จะได้ไม่มีใครกล้ามองนางเป็นเครื่องมือแสวงหาอำนาจอีก


เหลยจื่อรับรู้ได้ถึงความกังวลของหญิงสาวแล้วรู้สึกปวดใจ คงเป็นเพราะในงานเลี้ยงวันนี้นางได้รับความลำบากใจมา จึงมานั่งเหม่ออยู่คนเดียวดึกๆดื่นๆเช่นนี้แน่


เหตุการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงวันนี้ แม้แต่เขาที่เป็นบุรุษยังรู้สึกไม่สบายใจเลย ไม่ต้องพูดถึงสตรีอย่างเหลียนฮวา การเข้าสังคมแบบวันนี้ ในอนาคตยังต้องเจออีกเยอะ อยากตัดบทบาทหน้าที่นี้ออกจากชีวิตย่อมไม่มีทางเป็นไปได้


“อย่ากังวลไปเลย ครอบครัวเราต้องดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอน แล้วคนพวกนั้นจะไม่กล้ามาดูถูกครอบครัวเราง่ายๆเช่นนี้อีก ต่อให้มีคนประเภทนั้นอีก เราก็จะตบหน้าเอาคืนให้หนัก ให้พวกนั้นได้รู้ว่า มาหาเรื่องคนที่ไม่ควรหามันเป็นเช่นไร”


อาจเป็นเพราะอยู่กับเหอจิ่วเหนียงมานาน นิสัยของเหลยจื่อจึงกลายเป็นคนที่ไม่ยอมคนง่ายๆ หากมีคนมาหาเรื่องถึงที่ ก็ต้องเอาคืนอย่างสาสม หาไม่คนอื่นจะคิดว่าเราเป็นคนที่รังแกได้ง่ายๆ


คำพูดนี้ไม่ผิด แต่เหลียนฮวาไม่ได้กังวลเพราะเรื่องนี้


“เจ้ากลับเข้าไปพักผ่อนเถอะ ข้าจะนั่งอยู่ตรงนี้คนเดียวสักพัก”


หญิงสาวเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความกลัดกลุ้ม อารมณ์ยังคงหดหู่


เหลยจื่อยังไม่ยอมไป ปากหยักเม้มเข้าหากันเล็กน้อย ก่อนจะถามหยั่งเชิง “เจ้ามีเรื่องอะไรไม่สบายใจหรือ บอกข้าได้หรือไม่?”


เขาไม่ได้มีใจให้เหลียนฮวามาแค่วันสองวัน บางครั้งก็จงใจแสดงออกอย่างชัดเจน เขาเชื่อว่าเหลียนฮวาก็รับรู้ได้ แต่นางกลับไม่แสดงปฏิกิริยาใดตอบกลับเลย สิ่งนี้ทำให้เหลยจื่อรู้สึกกระวนกระวาย ด้วยไม่รู้ว่าในใจเหลียนฮวาคิดเช่นไร


โดยเฉพาะหลังจากที่เกิดเรื่องในช่วงนี้ขึ้น เขารู้สึกกังวลมากจริงๆ


ยิ่งเหลียนฮวาเก่งขึ้นมากเท่าไร คนที่หมายปองนางก็ยิ่งมีมากขึ้นเท่านั้น ส่วนเขาก็ยังไม่มีหน้าที่การงานเลย ยังมอบความมั่นคงให้นางไม่ได้


ที่ผ่านมาเขามักจะคิดว่า ถึงอย่างไรครอบครัวก็ตัดสินใจให้พวกเขาหมั้นหมายหรือแต่งงานได้หลังจากอายุครบสิบแปดปี เขาจึงตั้งใจว่าระหว่างนี้จะขยันและพยายามให้มากๆ จะสอบขุนนางให้ได้ เมื่อถึงตอนนั้นค่อยพูดเรื่องหมั้นหมายกับเหลียนฮวา


ทว่าตอนนี้การแข่งขันยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ คนเหล่านั้นไม่ว่าจะชอบในอำนาจของครอบครัวลู่ หรือว่าชอบในตัวเหลียนฮวา สำหรับเขาแล้วล้วนเป็นภัยคุกคาม


เขารู้สึกว่า ตนเองไม่อาจประวิงเวลาได้อีกต่อไป ขืนยังชักช้า คนอื่นต้องแย่งเหลียนฮวาไปแน่


ได้ยินคำถามของอีกฝ่าย เหลียนฮวาก็ยิ้มตอบ และจงใจใช้น้ำเสียงผ่อนคลาย “อันที่จริงก็ไม่มีอะไรหรอก แค่รู้สึกใจหายที่ครอบครัวอาสะใภ้จิ่วเหนียงจะไม่อยู่ด้วยกันแล้วเท่านั้นเอง”


ครั้นที่อยู่กับเหอจิ่วเหนียง ไม่ว่าเหลียนฮวาจะพบเจอปัญหาใด ก็สามารถขอคำแนะนำจากเหอจิ่วเหนียงได้ทันท่วงที แต่อีกไม่นาน เหอจิ่วเหนียงก็จะไปอยู่เมืองหลวงแล้ว นางรู้สึกว่าจู่ๆ ตนเองก็สูญเสียที่พึ่งทางใจไป และยังต้องบังคับให้ตนเป็นที่พึ่งแห่งตนให้ได้ จึงรู้สึกวูบโหวงและสับสนเล็กน้อย


อารมณ์ความรู้สึกต่างๆนานา.วนเวียนอยู่ในใจ จึงทำให้นางนอนไม่หลับเช่นนี้


เหลยจื่อเห็นอีกฝ่ายไม่อยากบอก แม้จะคาดเดาสาเหตุได้ไม่ชัด แต่ก็พอเข้าใจคร่าวๆ เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็เปลี่ยนเรื่องคุย


“ได้ยินว่ามีคุณชายหลายคนส่งเทียบเชิญให้เจ้า อยากนัดเจ้าออกไปเดินเล่นหรือ?”


“อืม”


เหลียนฮวาพยักหน้ารับตรงๆ แต่จริงๆแล้วนางไม่อยากพูดถึง เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องที่นางรังเกียจที่สุด แม้นางจะปฏิเสธไปแล้ว แต่คน อยากส่งเทียบเชิญให้นางก็ยังมีเข้ามาเรื่อยๆ


“มีคนส่งเทียบให้ข้าเหมือนกัน”


เหลยจื่อกล่าวอย่างทอดถอนใจ คล้ายจนปัญญาเล็กน้อย


เหลียนฮวาพยักหน้า เรื่องนี้นางไม่ได้ประหลาดใจ


ตอนนี้ในครอบครัวก็มีพวกเขาสามคนที่ตกเป็นที่หมายตา ถูกส่งเทียบให้ก็ถือเป็นเรื่องปกติ


และขณะที่นางกำลังคิดเพลินๆ ว่าควรจะรับมือเรื่องเหล่านั้นเช่นไร จู่ๆเหลยจื่อก็จับข้อมือนางกะทันหัน


เหลียนฮวาตกใจมาก คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะกล้าทำเช่นนี้


“เจ้าทำอะไร!?”


นางเบิกตากว้าง มองเขาด้วยแววตาตื่นตระหนก ทว่าไม่ได้รู้สึกรังเกียจเหมือนที่นางรู้สึกกับคนอื่น


เหลยจื่อรวบรวมความกล้าจนความมั่นใจก่อตัวขึ้นได้ไม่น้อย


“เหลียนฮวา เจ้ารู้ว่าข้าคิดเช่นไรกับเจ้า ใช่หรือไม่?”


นางฉลาดปราดเปรื่องจะตายไป เขาไม่เชื่อหรอกว่านางจะไม่รู้


เหลียนฮวาหลบสายตาอีกฝ่าย อยากชักมือตัวเองกลับ แต่เหลยจื่อจับไว้แน่น


นี่ถือว่าเขาแสดงออกชัดเจนแล้ว


“แล้วเจ้าล่ะ คิดเช่นไรกับข้า เจ้าคิดกับข้าเหมือนที่ข้าคิดกับเจ้าหรือไม่?”


เหลยจื่อจับจ้องนางด้วยแววตาเปี่ยมการรอคอยและคาดหวัง


สำหรับเหลยจื่อ วันนี้เป็นวันที่เขารอมานานมากแล้ว


ถึงแม้เวลานี้จะไม่ใช่จังหวะที่ดีอย่างที่เขาตั้งใจเอาไว้ แต่เขาก็รู้สึกว่าหากไม่พูดออกไปตอนนี้ เขาจะไม่มีโอกาสอีกแล้ว


เหลียนฮวาไม่รู้ควรตอบเช่นไร เสมองไปทางอื่นโดยไม่รู้ตัว ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะกล่าวออกมาได้ “เหลยจื่อ ข้าอายุมากกว่าเจ้าปีหนึ่ง อีกอย่าง ครอบครัวของข้า…”


ครอบครัวแท้ๆของนางเหลือแค่นางคนเดียว อีกอย่าง นางมีประวัติไม่ดีเท่าไร ทั้งเกือบถูกจับตัวไปขายให้หอคณิกา และตอนนี้นางก็เป็นแค่แม่ค้า ไม่ใช่คุณหนูตระกูลสูงศักดิ์ ไม่คู่ควรกับเขาเลย


เหลยจื่อได้เข้าเรียนในสำนักศึกษา อนาคตมีโอกาสได้เป็นขุนนาง ก็ควรได้แต่งงานกับคุณหนูตระกูลขุนนางที่มีฐานะเท่าเทียมกัน เพื่อส่งเสริมให้ชีวิตของกันและกันเจริญรุ่งเรือง


ส่วนนางเป็นแค่เด็กกำพร้าที่ถูกเก็บมาเลี้ยงเท่านั้น ตอนนี้นางมองแค่เรื่องการค้าขายหาเงินเท่านั้น และไม่กล้าคิดว่าจะมีอนาคตร่วมกันกับเหลยจื่อ


ทว่า หากจะบอกว่าในใจนางไม่เขาอยู่เลย…ก็เป็นเรื่องโกหก


นับตั้งแต่นางได้เข้ามาอยู่ในครอบครัวลู่ ก็ได้รับการดูแลเอาใจใส่จากทุกคนในครอบครัวอย่างดีมาโดยตลอด …โดยเฉพาะน้องชายที่อายุน้อยกว่านางหนึ่งปีที่อยู่ตรงหน้า


แรกๆเขายังเรียกนางว่า ‘พี่เหลียนฮวา’ อยู่เลย ไม่รู้ตั้งแต่เมื่อไรที่เขาเรียกแค่ชื่อนางอย่างเดียว ยามใดที่ประสบปัญหา เขามักจะออกตัวปกป้องนางอย่างเปิดเผย คิดหาสารพัดวิธีเพื่อเอาใจนาง นางรู้ว่า ความรู้สึกที่เขามีต่อนาง ไม่ใช่ความรู้สึกที่น้องชายมีต่อพี่สาวทั่วๆไปแล้ว


ในใจนางรู้ดี แต่นางกลับไม่กล้ายอมรับ เพราะกลัวว่าตนจะนำพาความมัวหมองมาให้เขา


ครอบครัวลู่ดีกับนางถึงเพียงนี้ นางไม่อยากให้ใครในครอบครัวลู่ต้องเป็นอะไรไป


นางคิดมาเสมอว่า ขอแค่นางทำเป็นไม่รับรู้ เหลยจื่อก็คงจะค่อยๆตัดใจไปเอง แต่คิดไม่ถึงว่าเขายังสามารถยืนหยัดได้ถึงบัดนี้ ถึงขั้นสารภาพความในใจกับนางแล้วด้วย


“ครอบครัวเจ้าใจดีมาก และเจ้าอายุมากกว่าข้าปีหนึ่งก็ไม่เป็นไร ข้าชอบเจ้า ท่านพ่อท่านแม่ข้าก็ชอบเจ้ามาก ขอแค่เจ้ารับรักข้า ท่านแม่ข้าจะไปสู่ขอเจ้ากับอาสะใภ้รองทันที เราสองคนจะได้หมั้นหมายกันไว้ก่อน และจะไม่มีใครมาทำให้ข้ากับเจ้าต้องลำบากใจอีก”


เขาหมายถึงพวกที่ส่งเทียบมาให้


เหลียนฮวาตกใจจนอึ้งไปแล้ว คิดไม่ถึงว่าเขาจะดูออกว่านางกลัดกลุ้มเรื่องนี้อยู่


และเขายังบอกอีกว่า…จะหมั้นหมาย


นี่เป็นเรื่องที่นางไม่เคยคิดมาก่อนเลย


อีกอย่าง ที่บอกว่าท่านป้าสะใภ้ใหญ่ชอบนาง นางเองก็รู้ แต่ไม่แน่ใจว่าจะชอบนางในแบบใด


ตอนนี้เหลยจื่อทั้งเก่ง ทั้งมีความสามารถสูง ได้รับความโปรดปรานจากอาจารย์ในสำนักศึกษา อนาคตเขาต้องได้เป็นขุนนางรับใช้ราชสำนักแน่นอน อนาคตบุตรชายสวยงามขนาดนี้ ท่านป้าสะใภ้ยังจะอยากได้นางเป็นลูกสะใภ้จริงๆหรือ


ทุกเรื่องราวที่นางได้ผ่านพ้นมาก่อนหน้านี้ ทำให้นางรู้สึกด้อยค่าตัวเองอยู่ตลอดไม่อาจลบได้ ดังนั้นนางจึงไม่กล้าคิดเรื่องชีวิตคู่ คิดแค่ว่าอยากทำการค้าไปตลอดชีวิต เอาไว้หาเลี้ยงตัวเองก็เพียงพอแล้ว


ทว่าในใจนางตอนนี้…เกิดความรู้สึกหวั่นไหวขึ้นมา


นางอยากมีครอบครัวเป็นของตัวเอง


หมายถึง ‘ครอบครัวที่แท้จริงของตัวเอง’


ตอนที่ 667: เจ้าชอบเขาหรือไม่


ทว่าในใจเหลียนฮวายังคงสับสน นางไม่แน่ใจว่าตกลงแล้วตนเองชอบเหลยจื่อจริงๆ หรือแค่ต้องการใช้เขาเป็นเครื่องมือกีดกันพวกคนน่ารำคาญที่คอยเข้าหานางกันแน่


หากแค่ใช้เหลยจื่อเพื่อช่วยกำจัดปัญหากวนใจเหล่านั้น นั่นก็แปลว่านางเป็นคนเลว


ดังนั้นนางจึงยังไม่รู้ว่าควรตอบเช่นไร


เห็นอีกฝ่ายไม่พูดอะไร เหลยจื่อก็รู้สึกประหม่ามากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


เขารวบรวมความกล้าทั้งหมดเพื่อสารภาพความในใจต่อนางตอนนี้ก็ค่อนข้างกะทันหันไปจริงๆ แต่มาคิดเสียใจทีหลังก็ไม่ทันแล้ว แต่แน่นอนว่าเขาไม่รู้สึกเสียใจทีหลังเลย แค่รู้สึกว่าไม่ได้เตรียมพร้อมอะไรสักอย่าง อ่า…ไม่หวานแหววน่าประทับใจเลย ข้าผิดต่อนางซะแล้วสิ


“ข้า…”


เหลียนฮวารู้สึกลำบากใจและสับสนมาก ตอนนี้นางอยากปรึกษาผู้อาวุโสสักคน ไม่กล้าผลีผลามตัดสินใจเอง


แต่ไหนแต่ไรมา เรื่องการแต่งงานล้วนเป็นไปตามคำสั่งของพ่อแม่หรือการทาบทามของแม่สื่อ นางจึงไม่กล้าตัดสินใจเอง


“นี่ก็ดึกมากแล้ว รีบเข้านอนเถอะ”


ทันใดนั้นนางก็อาศัยจังหวะดึงมือตัวเองออกมาได้ และรีบหันหลังวิ่งกลับเข้าห้องไป


เหลยจื่อยืนอยู่ที่เดิมด้วยความรู้สึกร้อนรนและกลัดกลุ้มหนัก แต่ก็ไม่รู้ว่าควรทำเช่นไรต่อ


หากความกะทันหันในคืนนี้ทำให้นางไม่พอใจ เช่นนั้นพรุ่งนี้เขาหาโอกาสไปขอโทษนางยังจะทันหรือไม่

.....

เหลียนฮวาพลิกตัวไปมาทั้งคืน ข่มตานอนอย่างไรก็นอนไม่หลับ ในใจคิดแต่เรื่องที่เหลยจื่อพูดออกมา นางไม่รู้ว่าตนเองควรเลือกเช่นไร


ทำได้แค่โกรธค่ำคืนนี้ที่ช่างยาวนานยิ่งนัก ฟ้าไม่สว่างเสียที จึงไม่อาจไปขอคำปรึกษาจากท่านอาเล็กได้


จนกระทั่งได้ยินเสียงไก่ขันดังมาจากข้างนอก นางจึงจะผล็อยหลับไปอย่างสะลึมสะลือ


อีกคนที่มีอาการนอนไม่หลับทั้งคืนเช่นกันก็คือเหลยจื่อ เหลยจื่อเอามือก่ายหน้าผาก ลืมตามองเพดานจนกระทั่งฟ้าสาง แล้วจึงลุกไปฝึกวรยุทธ์ที่ลานบ้านด้วยขอบตาดำคล้ำ


เขาตื่นเต้นมาก จึงไม่รู้สึกง่วงเลยแม้แต่น้อย


เมื่อเห็นมารดาออกมาเตรียมอาหารเช้า เขาก็รีบวิ่งเข้าไปหาทันที


“ท่านแม่ ท่านแม่!”


เขาตามไปด้วยท่าทางร้อนรนยิ่งนัก


นางหยูสะดุ้งโหยงจนต้องยกมือลูบหน้าอก ก่อนจะถลึงตาใส่บุตรชายตัวดี “เอะอะโวยวายอะไรแต่เช้าฮะ?”


“ข้าอาจจะทำเรื่องผิดพลาดไปแล้วขอรับ…”


จากนั้นเหลยจื่อก็กระซิบเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อคืนให้มารดาฟัง นางหยูยิ่งได้ฟังก็ยิ่งเบิกตากว้างขึ้นเรื่อยๆด้วยความตกใจ


“เรื่องใหญ่ขนาดนี้เหตุใดถึงไม่รอบคอบเลย เจ้าทำเช่นนั้นเหลียนฮวาก็ตกใจแย่สิ!”


นางหยูจิ้มหน้าผากบุตรอย่างแรง ท่าทางไม่พอใจมากที่เขาสะเพร่าเช่นนี้


เหลยจื่อยิ่งร้อนใจกว่าเดิม “แล้วตอนนี้จะทำเช่นไรดีขอรับ ตอนนั้นข้าเองก็ไม่ได้ไตร่ตรอง อยากพูดก็เลยพูดออกไป…”


“เอาละ เอาละ เจ้ารีบออกไปก่อน อย่ามาเกะกะอยู่ตรงนี้ ขอแม่คิดดูก่อน!”


นางหยูผลักบุตรชายออกไปจากห้องครัว จากนั้นในใจก็เริ่มคิดวางแผน


นางชื่นชอบเหลียนฮวามากจริงๆ แม่นางน้อยผู้นี้ทั้งฉลาดทั้งมีความสามารถ เป็นลูกสะใภ้ในฝันของนางเลย ได้สะใภ้เช่นนี้เข้ามาเป็นครอบครัวเดียวกันต้องวิเศษแน่นอน แต่ปัญหาคือ บุตรชายโง่เขลาของนางทำเรื่องน่าโมโหเข้าแล้วนี่สิ จะจัดการปัญหานี้อย่างไรดี


อันดับแรก ต้องไปถามความเห็นจากสะใภ้รองก่อน สะใภ้รองดูแลเหลียนฮวาเป็นบุตรสาวแท้ๆ ไม่รู้ว่านางจะรู้สึกติดขัดอะไรหรือไม่


ยิ่งคิดนางก็ยิ่งรู้สึกกลุ้มใจ เป็นเพราะเจ้าลูกชายไม่ได้เรื่องของนางใจร้อนเกินไปแท้ๆ!


จริงสิ นางต้องไปปรึกษาน้องสะใภ้สามก่อน!


ขณะกำลังจะก้าวเท้า ทันใดนั้นนางหยูก็นึกขึ้นได้ว่า น้องสะใภ้สามมักนอนตื่นสาย ตอนนี้คงยังไม่ตื่นเป็นแน่


โอ๊ย กลุ้มใจ กลุ้มใจ อกข้าจะระเบิดอยู่แล้ว!

......

อีกทางด้านหนึ่ง เหลียนฮวาเห็นห้องของครอบครัวรองเปิดแล้วก็เข้าไปหานางฉินทันที ช่วยอุ้มน้องชายตัวน้อยที่เพิ่งคลอดได้ไม่ถึงเดือน จากนั้นก็ถือโอกาสตอนที่ลู่เหอหรงไม่อยู่ เล่าเรื่องเมื่อคืนนี้ให้นางฉินฟัง


“ท่านอาเล็กเจ้าคะ เมื่อคืนเหลยจื่อ…บอกว่าเขาชอบข้าเจ้าค่ะ…”


เด็กสาวหน้าแดงระเรื่อ ก้มหน้าหลบตาลงด้วยควมเขินอาย


เรื่องนี้โดยทั่วไปแล้วต้องปรึกษาบิดามารดาของตัวเอง แต่เหลียนฮวาไม่มีพ่อแม่แล้ว จึงต้องปรึกษาญาติเพียงคนเดียวที่เหลืออยู่


นางฉินได้ยินดังนั้นก็ตกใจไปเล็กน้อย ต้องบอกว่า ที่ผ่านมานางดูไม่ออกเลยว่าเหลยจื่อจะมีความคิดเช่นนี้ต่อเหลียนฮวา


แต่จะว่าไปแล้วนางฉินก็ไม่ได้รู้สึกประหลาดใจมากนัก เพราะเมื่อทบทวนแล้ว เหลยจื่อก็ปฏิบัติกับเหลียนฮวาต่างไปจากคนทั่วไปจริงๆ


“แล้วเจ้าคิดเช่นไรล่ะ เจ้าชอบเขาหรือไม่?”


“ข้าไม่รู้เจ้าค่ะ”


เหลียนฮวาส่ายหน้าด้วยความสับสน ก็เพราะว่านางไม่รู้ จึงนอนไม่หลับทั้งคืน


“เขาบอกว่า หากเราหมั้นหมายกันก็จะไม่มีปัญหาเรื่องคนเข้ามาเกาะแกะ แต่ข้าไม่อยากหมั้นหมายกับเขาเพราะอยากหลบเลี่ยงคนเหล่านั้นเจ้าค่ะ ขะ…ข้า…ข้าอยาก…”


นางประหม่าเล็กน้อย ทั้งยังรู้สึกขัดเขิน ประโยคหลังนางพูดไม่ออกจริงๆ


แต่นางฉินผู้มีประสบการณ์มาก่อนพอจะคาดเดาได้ นางดึงมือหลานสาวมากุมไว้ ตบหลังมือเบาๆปลอบ “ยังไม่ต้องรีบตัดสินใจก็ได้ อาเล็กขอถามคำถามเจ้าสักหน่อย ถ้าเจ้าตอบออกมาได้ก็จะรู้เองว่าตัวเองต้องเลือกเช่นไร”


เหลียนฮวาพยักหน้า แววตาทอประกาย รอคำถามจากนางฉิน


“เมื่อคืนตอนที่เขาพูดคำพูดเหล่านั้น เจ้ารู้สึกกับเขาเหมือนกับที่รู้สึกกับคนอื่นหรือไม่?”


เหลียนฮวาส่ายหน้า


“เจ้าลองจินตนาการซิ ถ้าชีวิตครึ่งหลังของเจ้าในอนาคต เจ้าต้องใช้ชีวิตอยู่กับเขา เจ้าจะรู้สึกขัดข้องอะไรหรือไม่?”


เหลียนฮวาคิดอยู่ครู่หนึ่ง และส่ายหน้าตอบ


เด็กหนุ่มวัยสิบห้าสิบหกปีกำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ จิตใจฮึกเหิมองอาจ อยู่ที่ใดก็มักจะเป็นที่จับจ้อง บางครั้งเวลาที่เหลียนฮวามองพวกเหลยจื่อและน้องๆก็จะรู้สึกว่า ชีวิตคนเรายังมีความหวัง


พวกเขาเก่งกาจกันมาก และขยันขันแข็งมาโดยตลอด หากใคร หรือแม้แต่ตัวนางได้ใช้ชีวิตกับคนเช่นนี้ ชีวิตต้องไม่อับเฉาแน่นอน


“แล้วเจ้าคิดว่า พ่อแม่ของเหลยจื่อเป็นเช่นไร?”


นางฉินถามต่อ และคอยจับสังเกตสีหน้าของหลานสาวไปด้วย ไม่ปล่อยให้อากัปกิริยาใดหลุดลอดสายตาไปได้


เหลียนฮวาตอบได้ทันที “ท่านลุงใหญ่กับท่านป้าเป็นคนดีมากเจ้าค่ะ และทั้งสองก็ดีกับข้ามาก เห็นข้าเป็นหลานสาวแท้ๆเลยเจ้าค่ะ”


ครอบครัวลู่ทุกคนปฏิบัติต่อนางเป็นอย่างดี จึงไม่มีอะไรต้องกังขา


“แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าจริงๆแล้ว ท่านป้าของเจ้าอยากได้เจ้าเป็นลูกสะใภ้ของนางมาโดยตลอด?”


“ฮะ?”


เหลียนฮวากะพริบตาปริบๆ รู้สึกงุนงง ไหนเลยจะเคยรู้เรื่องนี้มาก่อน


นางรู้แค่ว่าเหลยจื่อมีความคิดเช่นไรต่อนาง แต่ไม่เคยรู้เลยว่าในใจท่านป้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน


ตอนนี้เหลยจื่อเจิดจรัสมากถึงเพียงนี้ ท่านป้าควรคาดหวังให้เหลยจื่อแต่งงานกับคุณหนูตระกูลขุนนางไม่ใช่หรือ


เหตุใดถึงมาชอบนางได้ล่ะ?


นางฉินยิ้ม พลางกล่าว “ท่านป้าของเจ้าเคยเกริ่นๆกับข้าหลายครั้งแล้ว แต่ข้าคิดว่าเหลยจื่ออายุน้อยกว่าเจ้าปีหนึ่งเขาคงไม่ได้คิดอะไรกับเจ้า ข้าก็เลยไม่ได้ใส่ใจ ตอนนี้ดูแล้วนางคงจะสมปรารถนา หากเจ้าแต่งงานกับเหลยจื่อ นางต้องปฏิบัติต่อเจ้าเป็นอย่างดีแน่นอน”


ไม่รอให้เหลียนฮวาได้พูด นางฉินเอ่ยต่อ “เหลียนฮวา เรื่องที่โชคดีที่สุดในชีวิตนี้ของอาเล็กก็คือ การได้แต่งงานเข้ามาอยู่ในสกุลลู่ การได้พบกับอาเขยของเจ้า และการมีพ่อแม่สามี มีพี่น้องสะใภ้เช่นนี้ ตั้งแต่อาเล็กแต่งเข้าบ้านสกุลลู่ ไม่ว่าจะเป็นยามยากจนในเมื่อก่อน หรือยามที่มีชีวิตสุขสบายอย่างทุกวันนี้ อาเล็กไม่เคยได้รับความกล้ำกลืนใจเลยสักครั้ง อย่างในตอนนี้ ในบ้านมีสาวใช้แล้ว แต่อาเขยของเจ้าก็ยังดูแลอาด้วยตัวเองตลอดช่วงที่อาอยู่ไฟ หากเป็นครอบครัวอื่น ไหนเลยจะได้รับการปฏิบัติเช่นนี้


ท่านย่าของเจ้าเป็นคนมีเหตุผล เลี้ยงดูลูกชายทั้งสามได้ดีมาก และปฏิบัติต่อสะใภ้อย่างพวกเราด้วยความเข้าใจ ทุกคนในครอบครัวก็รักใคร่ปรองดอง อยู่ด้วยกันอย่างมีความสุข หากเจ้าได้แต่งงานกับเหลยจื่อ ชีวิตในอนาคตเจ้าต้องสุขสบายทั้งกายใจแน่นอน อาเล็กเองก็ยินดีกับเจ้า หากพ่อแม่ของเจ้ารู้ว่าตอนนี้เจ้ามีชีวิตที่ดีเช่นนี้ก็ย่อมสบายใจแล้ว”


ทั้งหมดนี้เป็นคำพูดจากใจของนางฉิน เหลียนฮวาเป็นเด็กดี หากต้องออกเรือนไปกับครอบครัวอื่นอื่น นางต้องทำใจไม่ได้แน่


ไม่ได้หมายความว่าครอบครัวอื่นจะเป็นคนไม่ดีไปเสียหมด แต่เพราะนางเองก็แต่งเข้ามาอยู่ในสกุลลู่ จึงรู้ว่าสกุลลู่เป็นคนดี และครอบครัวเดิมของนางตอนนี้ก็เหลือหลานสาวคนนี้อยู่คนเดียวแล้ว หากได้อยู่ด้วยกันไปตลอดนางก็วางใจได้ไม่น้อย ทุกคนรู้จักมักคุ้นกันดี ต้องปฏิบัติต่อเหลียนฮวาเป็นอย่างดีแน่นอน


ตอนที่ 668: การหมั้นหมายยังมีขั้นตอนหลายอย่าง


นางฉินรู้สึกว่า สำหรับบุรุษครอบครัวลู่ ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่นเลย แค่เรื่องที่ดูแลภรรยาระหว่างอยู่ไฟหลังคลอดเรื่องนี้ ก็รู้สึกคุ้มค่าที่จะฝากชีวิตไว้ด้วยแล้ว!


บิดาของนางกับพวกน้องชายก็ยังไม่คิดจะทำเรื่องเช่นนี้ ครั้นที่มารดาของนางคลอดลูกได้เพียงไม่กี่วัน ก็ต้องกลับไปทำไร่ทำนาจนล้มป่วยเรื้อรังเพราะอยู่ไฟไม่ครบเวลา พวกพี่น้องสะใภ้ของนางก็เช่นเดียวกัน


นางคิดว่า เรื่องนี้เป็นชะตาชีวิตของสตรี เกิดเป็นผู้หญิงก็จำต้องยอมรับความทุกข์ทรมานนี้อย่างไม่มีทางเลี่ยงได้ แต่หลังจากได้แต่งงานเข้ามาอยู่ในครอบครัวลู่นางกลับได้เปิดโลกใหม่ เพราะวิธีการปฏิบัติของแม่สามีอย่างนางซุน


ไม่ว่าครอบครัวจะลำบากยากแค้นเพียงใด สะใภ้ในบ้านก็ต้องอยู่ไฟหลังคลอดให้ครบเวลา จึงจะสามารถออกไปข้างนอกได้ พวกคนนอกที่รู้ต่างก็ค่อนขอด แต่ในใจแท้จริงแล้วกลับอิจฉาสะใภ้ครอบครัวนี้กันอย่างมาก


ได้ฟังคำพูดของท่านอาเล็กแล้ว เหลียนฮวาก็รู้สึกหวั่นไหวมากขึ้น นางอาศัยอยู่ในครอบครัวลู่มานาน ย่อมประจักษ์อย่างแท้จริงแล้วว่าทุกคนในครอบครัวโอบอ้อมอารีมากเพียงใด ยิ่งได้รู้ว่าท่านป้าเองก็ชอบนางมาก ความกดดันภายในใจนางก็ยิ่งคลายลง


“เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่สำหรับเจ้า จะเอาคำพูดของอามาใช้ตัดสินใจทั้งหมดไม่ได้ เจ้าต้องไตร่ตรองเองให้ชัด หากเจ้าตกลง พวกเราจะได้จัดการเรื่องหมั้นหมายให้พวกเจ้า แต่หากเจ้าไม่ตกลง เราก็ต้องบอกกับเหลยจื่อให้ชัดเจน ให้เขาได้ตัดใจ…”


นางฉินนึกถึงคำพูดก่อนหน้านี้ของเหอจิ่วเหนียง การแต่งงานเป็นชีวิตทั้งชีวิตของคนคนหนึ่ง ต้องให้เจ้าตัวเป็นคนไตร่ตรองและตัดสินใจเอง จะให้ใครเข้ามาตัดสินใจแทนไม่ได้ ไม่อย่างนั้นคู่รักจะกลายเป็นคู่ทุกข์แทน


“ข้า ข้าตกลงเจ้าค่ะ!”


เหลียนฮวากลัวว่านางฉินจะคิดว่านางไม่เต็มใจ จึงรีบตอบออกมาทันที


ท่านอาเล็กพูดถูก หลังจากตอบคำถามเหล่านั้น นางก็ได้คำตอบชัดเจนแล้ว


นางเองก็มีใจให้เหลยจื่อเช่นกัน ทว่านางรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย กลัวว่าพ่อแม่ของเหลยจื่อจะไม่ชอบนาง นางจึงไม่กล้าคิดเรื่องพวกนั้น


ทว่าตอนนี้นางเข้าใจแล้ว ทุกคนชอบนางมาก ได้รู้เช่นนี้นางก็มีความมั่นใจในตัวเองขึ้นมาแล้ว


นางฉินขบขันกับท่าทีกระตือรือร้นของหลานสาว สมกับที่เป็นเด็กน้อยคนหนึ่งจริงๆ ปกปิดความในใจเอาไว้ไม่อยู่ เมื่อมั่นใจในความรู้สึกของตัวเองแล้วจะปกปิดอย่างไรก็ปิดไม่มิด


“ตกลง เดี๋ยวท่านป้าของเจ้าต้องมาคุยเรื่องนี้กับอาเล็กแน่นอน อาเล็กจะตอบตกลงแทนเจ้าเอง”


เหลียนฮวาก้มหน้าลงอีกครั้ง อากาศหนาวมาก ทว่าใบหน้ารูปไข่กลับร้อนผ่าวด้วยความตื่นเต้นและเขินอาย

......

อีกทางด้านหนึ่ง นางหยูเห็นลู่ไป่ชวนตื่นแล้วก็รีบพุ่งตัวเข้าไปหาเหอจิ่วเหนียงในห้องทันทีโดยไม่สนใจอะไรทั้งนั้น นางฉุดกระชากเหอจิ่วเหนียงออกจากผ้าห่ม  พร้อมร้องเรียกอย่างร้อนรน “น้องสะใภ้สามรีบลุกเร็วเข้า รีบลุกขึ้นมาให้คำปรึกษาข้าเร็วเข้า!”


“ฮ้าว∼ พี่สะใภ้ มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงอ้าปากหาว ก่อนจะกล่าวอย่างงัวเงีย นางพลิกตัวกลับมาหานางหยูและรอฟังอีกฝ่าย


โชคดีที่ตอนนี้เป็นฤดูหนาว เหอจิ่วเหนียงจึงสวมชุดนอนแขนขายาว หากเป็นฤดูร้อนละก็ บุกเข้ามาหาถึงในห้องตอนที่ยังไม่ตื่นเช่นนี้ มีหวังนางหยูต้องได้เห็นเหอจิ่วเหนียงเปลือยกายแน่


นางหยูร้อนใจราวไฟสุมจึงลืมคิดเรื่องนี้ไปเสียสนิทกว่าจะนึกได้ แต่พอเห็นว่าเหอจิ่วเหนียงสวมเสื้อผ้ามิดชิดจึงไม่ได้สนใจอะไรอีก สนใจแค่จะปรึกษาเรื่องลูกเท่านั้น


“เมื่อคืนเหลยจื่อสารภาพความในใจกับเหลียนฮวาแล้ว ข้าจะทำเช่นไรดี เหลียนฮวาก็เป็นเด็กขี้อายซะด้วยสิ  ต้องตกใจกับการกระทำของเหลยจื่อเป็นแน่ ข้าควรทำเช่นไรดี?”


นางหยูคิดอยู่ในครัวจะหัวแทบระเบิดแล้ว นางกลัวว่าเหลียนฮวาจะไม่ชอบบุตรชายโง่เง่าของนาง จึงร้อนใจอยากปรึกษาเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงได้ยินเรื่องของเหลียนฮวากับเหลยจื่อก็พลันหายง่วงเป็นปลิดทิ้ง ดวงตาเปล่งประกายจับจ้องนางหยู “สารภาพแล้วหรือเจ้าคะ?”


“ก็ใช่น่ะสิ อาจเป็นเพราะถูกเรื่องเมื่อวานกระตุ้นกระมัง ลูกชายข้าถึงได้อยู่ไม่ติดพรวดพราดไปสารภาพรักเช่นนั้น ทำเหลียนฮวาตกใจไปแล้ว!”


นางหยูพูดไปทุบหน้าขาตัวเองไปด้วยความเครียด กลัวว่าลูกสะใภ้ดีๆอย่างเหลียนฮวาจะถูกบุตรชายทำให้ตกใจจนต้องปฏิเสธ


ไม่กี่วันก่อน นางเพิ่งจะคิดเรื่องมีลูกเพิ่มอีกคน ตอนนี้บุตรชายได้สร้างเรื่องตื่นเต้นให้นางอีกแล้ว เช่นนั้นนางต้องคว้าโอกาสนี้เอาไว้ให้ได้ หากเหลยจื่อได้หมั้นหมายกับเหลียนฮวา นางก็จะได้วางใจเสียที


“ข้าว่าไม่น่าจะตกใจถึงขั้นนั้นหรอกเจ้าค่ะ เพราะในใจเหลียนฮวาก็มีเหลยจื่ออยู่เหมือนกัน”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยปลอบ ก่อนจะรีบลุกขึ้นแต่งตัวอย่างรวดเร็ว


วันปีใหม่ได้ยินเรื่องน่ายินดีเช่นนี้ นับว่าเป็นเรื่องน่ายินดีคูณสองเลยทีเดียว เรื่องหมั้นหมายให้พวกเขาเป็นเรื่องที่ทำได้แน่นอน จะได้ตัดความหวังของพวกที่คิดจะมาเข้ามาเกาะแกะเสียที


“ฮะ! เจ้า…พูดจริงหรือ?”


นางหยูงุนงง ขณะเดียวกันก็รู้สึกประหลาดใจมากกว่า หากเหลียนฮวามีใจให้เหลยจื่อจริง เรื่องนี้ก็จัดการได้ง่ายขึ้นแล้วสิ!


“จริงแท้แน่นอนเจ้าค่ะ ข้าสังเกตมาโดยตลอด! เพียงแต่เหลียนฮวาเป็นเด็กที่รู้จักเจียมตัวมากเกินไป มักจะรู้สึกว่าตัวเองต่ำต้อย ก็เลยหลีกเลี่ยงความรู้สึกที่มีต่อเหลยจื่อมาโดยตลอด”


“เด็กนิสัยดีเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง เหตุใดต้องรู้สึกด้อยค่าตัวเองเช่นนี้ด้วยนะ ไม่ได้การ ข้าต้องหาโอกาสคุยกับนางให้เข้าใจหน่อยแล้ว นางจะได้ไม่คิดในแง่ร้ายเช่นนี้”


นางหยูรักและเอ็นดูเหลียนฮวามาก เหลียนฮวาเป็นเด็กดีมาตลอด ต่อให้เหลียนฮวาไม่ยินดีแต่งงานกับเหลยจื่อ นางก็ยังรักและเอ็นดูเหลียนฮวาเหมือนบุตรสาวแท้ๆอยู่ดี จะคิดเล็กคิดน้อยกับพื้นเพของนางได้อย่างไรกัน


เส้นทางการลี้ภัยในคราวนั้น สามารถเอาชีวิตรอดมาจนถึงตอนนี้ได้ก็นับว่าเก่งมากแล้ว เป็นสิ่งที่น่ายินดีและโชคดีแล้ว เหตุใดยังเอาเรื่องอื่นมาคิดให้น้อยเนื้อต่ำใจอีก


“พี่สะใภ้ใหญ่ไม่ต้องร้อนใจไปเจ้าค่ะ รอให้นางแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ท่านก่อน ถึงตอนนั้นท่านอยากปลอบใจนางเช่นไรก็ทำได้เต็มที่ สิ่งที่เราควรทำในตอนนี้ก็คือ ไปปรึกษาเรื่องเด็กสองคนนี้กับพี่สะใภ้รอง ถือโอกาสตอนที่ทุกคนในครอบครัวอยู่กันพร้อมหน้า หาฤกษ์หมั้นหมายให้พวกเขาเลยดีกว่าเจ้าค่ะ”


ขณะกล่าวเหอจิ่วเหนียงก็สวมเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้ว และลากนางหยูไปที่ห้องนางฉิน


นางหยูยังมีสีหน้างุนงง ไม่ทันได้ตั้งตัว “ไปสู่ขอรวดเร็วเช่นนี้เลยหรือ? ไม่ต้องปรึกษาท่านพ่อท่านแม่ก่อนหรือ ไหนจะน้องสะใภ้รองอีก ยังไม่รู้เลยว่านางคิดเช่นไร!”


ทันใดนั้นนางหยูก็รู้สึกเสียใจทีหลังที่มาขอคำปรึกษาเหอจิ่วเหนียง น้องสะใภ้สามใจร้อนยิ่งกว่านางซะอีก ชักกลัวๆว่านางจะทำเรื่องพังซะแล้วสิ!


หากจำไม่ผิด ตามธรรมเนียมประเพณีการหมั้นหมาย ยังมีขั้นตอนมากมายที่ต้องทำไม่ใช่หรือ?


“อ้อ จริงด้วยเจ้าค่ะ รีบไปหน่อยจริงๆ ตอนนี้พวกเขาเพิ่งจะเปิดเผยความรู้สึกต่อกัน หมั้นหมายเลยก็เร็วเกินไปจริงๆ ให้พวกเขาได้ศึกษาดูใจกันไปสักพัก อีกสองเดือนค่อยหมั้นหมายกันก็ไม่สาย”


เหอจิ่วเหนียงตั้งสติได้ นางยกมือตบหน้าผากตัวเอง จากนั้นก็เอ่ยต่อ “แต่ก่อนอื่น เราต้องไปดูท่าทีของพี่สะใภ้รองก่อน ตอนนี้พี่สะใภ้รองเป็นผู้ปกครองของเหลียนฮวา เราต้องเอาอกเอาใจนางสักหน่อยเจ้าค่ะ!”


“ใช่ๆ ข้าหมายความเช่นนี้แหละ ต้องทำตามธรรมเนียมประเพณีให้ดีที่สุด จะให้เหลียนฮวาฝืนใจไม่ได้เด็ดขาด!”


สดับวาจา เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกขบขัน นางหยูชื่นชอบเหลียนฮวามากจริงๆ ถือเป็นวาสนาของเหลียนฮวาแล้ว


ทั้งสองค่อยๆเดินไปหานางฉิน พอเปิดประตูเข้ามา นางหยูก็รู้สึกประดักประเดิด นี่เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกทำตัวไม่ถูกเมื่อต้องเผชิญหน้ากับน้องสะใภ้รอง นางไม่รู้ว่าจะเริ่มพูดเช่นไร จึงได้แต่หันไปอุ้มหลานชายตัวน้อยมาหยอกเล่น


เด็กน้อยยังไม่ได้ตั้งชื่ออย่างเป็นทางการ แค่ตั้งชื่อเอาไว้เรียกกันเล่นๆเท่านั้น


เรื่องเช่นนี้ต้องให้นางหยูเป็นคนเอ่ยปากเองจะดีกว่า ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงไม่ได้เอ่ยอะไร


นางฉินเห็นท่าทางของนางหยูแล้วรู้สึกขบขันมาก จึงยอมเป็นฝ่ายเปิดบทสนทนาก่อน “พี่สะใภ้ใหญ่มาเพราะเรื่องเหลยจื่อกับเหลียนฮวาใช่หรือไม่เจ้าคะ?”


นางหยูที่กำลังอุ้มเด็กน้อยอยู่ในอ้อมแขนได้ยินคำถามก็ถึงกับชะงักไปทันที ก่อนจะนั่งลงข้างเตียง พยักหน้ายิ้มๆ “เจ้าลูกชายของข้าวิ่งพรวดพราดมาหาข้าตั้งแต่ไก่โห่ บอกว่าเมื่อคืนทำให้เหลียนฮวาโกรธ ให้ข้าช่วยคิดหาทางให้ ข้ารักและเอ็นดูเหลียนฮวามากเพียงใดน้องสะใภ้รองก็คงจะรู้ดี ในเมื่อเด็กๆบอกความในใจกันไปแล้ว ข้าก็เลยอยากถามความเห็นของน้องสะใภ้รองหน่อย เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่…”


ตอนที่ 669: ข้าอยากมีเงินใช้


นางฉินพิจารณาท่าทีและการพูดอย่างระมัดระวังของนางหยู ในใจก็ยิ่งยืนยันได้แล้วว่าอีกฝ่ายใส่ใจความรู้สึกของเหลียนฮวาและนางมากจริงๆ และสัมผัสได้ถึงการให้เกียรติจากอีกฝ่าย รอยยิ้มบนใบหน้าจึงยิ่งกว้างขึ้น


“พี่สะใภ้ใหญ่ เราครอบครัวเดียวกัน เหตุใดต้องเกรงใจกันถึงเพียงนี้ล่ะเจ้าคะ?”


นางฉินรับลูกน้อยมาอุ้ม มองเด็กแบเบาะในอ้อมแขนด้วยความรักใคร่ ก่อนจะพูดต่อ “เหลียนฮวาเป็นญาติเพียงคนเดียวที่ข้าเหลืออยู่ บอกตรงๆ ข้าเองก็ทำใจให้นางออกเรือนไปอยู่ที่อื่นไม่ได้ หากนางได้แต่งงานกับเหลยจื่อ แต่งเข้าสกุลลู่ ทั้งยังมีแม่สามีที่ดีอย่างท่าน นั่นถือเป็นวาสนาของนางแล้วเจ้าค่ะ”


เพียงคำพูดเรียบง่ายและซื่อตรงประโยคเดียว ก็แสดงเจตนารมณ์ของครอบครัวรองได้อย่างชัดเจน


นางหยูยินดีอย่างมาก และผ่อนคลายลงได้ในที่สุด สวรรค์รู้ดีว่านางกังวลเพียงใดว่าน้องสะใภ้รองจะไม่ยอมรับ ไม่คิดเลยว่านางยังไม่ทันพูดอะไรมากไปกว่านี้ อีกฝ่ายก็เป็นฝ่ายเอ่ยเรื่องน่ายินดีออกมาก่อนแล้ว


“ก็เหลียนฮวาเป็นเด็กดีมากนี่นา! ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเราก็ประจักษ์แล้ว ไม่มีสาวน้อยคนไหนดีเท่าเหลียนฮวาอีกแล้ว!”


นางหยูยิ้มจนแก้มปริ เมื่อน้องสะใภ้รองเห็นด้วย เช่นนั้นเรื่องนี้ก็สำเร็จไปครึ่งทางแล้ว!


“แต่…เหลียนฮวามีใจให้เหลยจื่อลูกชายข้าหรือไม่? เหลยจื่ออายุน้อยกว่านางปีหนึ่ง ข้ากลัวว่าเหลียนฮวาจะรังเกียจที่เขาอายุน้อยกว่าแล้วดูแลเอาใจใส่นางไม่เป็นน่ะ!”


ตามแนวทางและค่านิยมในการหาคู่ครองของคนในยุคนี้ ฝ่ายหญิงมักจะอายุมากกว่าฝ่ายชายนิดหน่อย เพราะเชื่อว่าการที่ภรรยาอายุมากกว่า จะมีความคิดเป็นผู้ใหญ่ และรู้จักการดูแลและรับมือผู้เป็นสามีได้


แต่ครอบครัวลู่ไม่ยึดถือแนวทางนี้ ทุกครอบครัวย่อยล้วนเป็นฝ่ายชายที่อายุมากกว่า จะสองปีหรือสามปีก็ตามแต่ และการที่ฝ่ายชายอายุมากกว่าการดูแลเอาใจใส่ภรรยาของพวกเขาก็ทำได้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าสตรีเลย


ด้วยแนวทางดังกล่าวของครอบครัว พอมาถึงรุ่นของเหลยจื่อซึ่งอายุน้อยกว่าฝ่ายหญิง นางหยูจึงกังวลไม่น้อยว่าเหลียนฮวาจะไม่ยอมรับในเรื่องนี้


ไม่รอให้นางฉินพูด นางหยูให้คำมั่นอย่างแน่วแน่ “แต่น้องสะใภ้รองวางใจได้ ข้าจะอบรมสั่งสอนเหลยจื่อให้รักและเอาใจใส่เหลียนฮวาอย่างดี จะไม่ให้เหลียนฮวาต้องน้อยเนื้อต่ำใจเป็นอันขาด!”


นางฉินยิ้มขำ “ข้าเองก็เห็นเหลยจื่อมาแต่อ้อนแต่ออก ย่อมรู้ว่าเขาเป็นเด็กดีเจ้าค่ะ ครอบครัวเรามีธรรมเนียมที่ดีงาม สามีล้วนเข้าใจ ดูแลเอาใจใส่ภรรยาเป็นอย่างดี เรื่องนี้ข้าไม่กังวลเลยเจ้าค่ะ ส่วนเหลียนฮวา นางมาปรึกษาข้าตั้งแต่เช้าแล้ว ข้าก็ถามความรู้สึกของนางไป… นางตอบตกลงเจ้าค่ะ”


นี่ก็เป็นอันว่าตกลงแล้วน่ะสิ!


นางหยูตบหน้าขาดัง *เปี๊ยะ!* ด้วยความตื่นเต้น เหอจิ่วเหนียงที่นั่งอยู่ข้างๆ ได้ยินเสียงแล้วถึงกับเบ้หน้าด้วยรู้สึกแสบขาแทน


“เฮ้อ เช่นนั้นข้าก็วางใจได้แล้ว! เดี๋ยวข้าจะไปปรึกษาท่านแม่ก่อน และต่อไปเราก็ถือว่าได้เป็นญาติกันอีกขั้นแล้วนะ!


เราทำตามธรรมเนียมไปทีละขั้น หมั้นหมายกันไว้ก่อน แล้วก็เอาตามที่น้องสะใภ้สามแนะนำ รอให้พวกเขาอายุครบสิบแปดแล้วค่อยแต่งงาน ทุกอย่างก็จะสมบูรณ์แบบ!”


นางฉินพยักหน้าตกลง นางเองก็คิดเช่นเดียวกัน เด็กทั้งสองได้หมั้นหมายกันก็สามารถตัดปัญหาไปได้หลายอย่าง


เหอจิ่วเหนียงเองก็พอใจมาก …คู่รักที่นางเอาใจลุ้นมาโดยตลอดในที่สุดก็สมหวังเสียที ฮี่ๆๆ


ว่าแต่… ลู่เสี่ยวหยางนี่สิ…


นางดูออกว่าลู่เสี่ยวหยางมีใจให้เหลียนฮวา แต่ดูเหมือนว่าช่วงนี้จะเก็บอาการไปไม่น้อย น่าจะคิดตัดใจแล้ว


เจ้าเด็กคนนี้ก็น่าสงสารมากเหมือนกันแฮะ


เหลยจื่อกับเหลียนฮวาได้ลงเอยกันแล้ว ต่อไปก็มาลุ้นลู่เสี่ยวหยางกันต่อ


แต่ก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเนื้อคู่ของลู่เสี่ยวหยางจะปรากฏตัวเมื่อไร

.....

เช้าวันนี้หลิวเยว่เซียงเริ่มต้นวันใหม่พร้อมกับอารมณ์หงุดหงิดงุ่นง่าน เมื่อวานตอนที่กลับมาจากบ้านครอบครัวลู่ นางได้รับเทียบจากหลี่หรง ชายหนุ่มนัดนางออกไปชมดอกเหมยด้วยกัน


หากเป็นเมื่อก่อนนางต้องดีใจมากแน่นอน แต่ตอนนี้…เมื่อพิจารณาอะไร.อะไรหลายๆอย่างได้แล้ว นางก็ไม่หลงเหลือความรู้สึกใดๆต่อหลี่หรงอีก จึงไม่อยากออกไปพบเขา


อีกอย่าง เมื่อวานนางเห็นเต็มสองตาว่าหลี่หรงมองเหลียนฮวาด้วยสายตาเช่นไร เห็นชัดๆว่าชอบเหลียนฮวา แล้วเหตุใดจึงไม่ส่งเทียบไปให้ฝ่ายนั้น แต่กลับส่งมาให้นาง?


มีเรื่องอะไรที่นางยังไม่รู้กันนะ?


นางต้องส่งคนไปสืบสักหน่อย จะให้ตัวเองถูกคนใช้เป็นเครื่องมือไม่ได้เด็ดขาด!


หลังจากจัดการเรื่องค้างคาใจเสร็จ หลิวเยว่เซียงก็ไปหาจางหลานเซียง ทั้งสองไปหานายอำเภอกับฮูหยินจางด้วยกัน


ดรุณีน้อยทั้งสองอยากคารวะเหลียนฮวาเป็นอาจารย์ อยากเรียนรู้การทำการค้ากับเหลียนฮวา เรื่องนี้ฮูหยินจางได้เปรยให้นายอำเภอฟังมาก่อนแล้ว ตอนนี้เมื่อเด็กสาวทั้งสองมาขออนุญาตด้วยตัวเอง นายอำเภอยังไม่ได้ปฏิเสธในทันทีทันใด ใช้เวลาขบคิดอยู่ครู่หนึ่ง ส่วนเด็กสาวทั้งสองออกอาการชัดเจนว่าลุ้นจนแทบรอไม่ไหวแล้ว


“ท่านลุงเจ้าขา อีกไม่กี่วันครอบครัวลู่ก็จะเดินทางไปเมืองหลักแล้ว ถึงตอนนั้นพวกเขาก็จะยุ่งกันไม่น้อย คงไม่มีเวลาพบพวกเรา เราถือโอกาสตอนที่พวกเขายังอยู่ที่นี่ ไปคุยกับพวกเขาดีกว่านะเจ้าคะ!”


ต้องบอกเลยว่าหลิวเยว่เซียงก็เป็นคนที่มีความคิดเป็นของตัวเองคนหนึ่งเหมือนกัน เรื่องที่นางตัดสินใจแล้ว นางจะมุ่งมาดทำให้สมปรารถนาโดยเร็วที่สุด หากท่านลุงไม่ยอมช่วย นางจะเขียนจดหมายส่งกลับไปที่บ้าน ให้ท่านพ่อของนางมาช่วย


เอ๊ะ… จริงด้วย!


ต้องขออนุญาตเรื่องนี้กับท่านพ่อด้วยนี่นา!


บุตรสาวนายอำเภอหลิวเอ่ยต่อ “เดี๋ยวข้าจะเขียนจดหมายไปบอกให้ท่านพ่อกับท่านแม่มาที่นี่ด้วยเจ้าค่ะ จะได้ไปพร้อมกันเลย จะได้เห็นถึงความจริงใจมากขึ้นเจ้าค่ะ!”


ใบหน้าของนางเปี่ยมความจริงใจ ทำให้นายอำเภอจางถึงกับอึ้งไปเล็กน้อย


ตอนแรกนายอำเภอจางฟันธงไว้ในใจว่า ที่หลานสาวของตนใช้ข้ออ้างนี้คะยั้นคะยอหาทางเข้าใกล้ครอบครัวลู่ ก็เพราะนางไปมีใจให้เด็กหนุ่มในครอบครัวลู่เข้าแล้ว แต่พอสังเกตพฤติกรรมของนางอย่างถ้วนถี่ กลับมองไม่เห็นว่านางมีความคิดเป็นอื่นเลย


หรือว่านางแค่อยากทำการค้าจริงๆ เป็นเขาที่เข้าใจผิดไปเอง?


“เยว่เซียง ไหนเจ้าบอกลุงมาซิว่าเหตุใดจู่ๆ เจ้าถึงอยากเรียนทำการค้า?”


นายอำเภอจางถือเป็นคนมีเหตุผลและใจเย็นกับลูกหลานมากคนหนึ่ง ไม่ได้รับปากหรือปฏิเสธในทันที ที่สำคัญ เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับครอบครัวลู่ ดังนั้นต้องถามไถ่ให้ชัดเจนเสียก่อน


“ข้าอยากมีเงินใช้เจ้าค่ะ!”


คำตอบสั้นๆของหลิวเยว่เซียง สามารถชะงักคำถามอีกหลายคำถามที่อยู่ในใจของนายอำเภอจางไปได้ในบัดดล


นางอธิบาย “เงินเดือนของท่านพ่อข้าช่างน้อยนิด ปกติที่ให้ข้าใช้ก็ไม่ได้มากมาย แต่ข้าวของเครื่องใช้นับวันก็ยิ่งแพงขึ้นเรื่อยๆ ข้าอยากใส่เสื้อผ้าสวยๆ อยากใช้ของดีๆ อยากซื้อของที่ตัวเองอยากได้ ข้าก็เลยอยากหาเงินเจ้าค่ะ


ท่านลุง ข้าอยากคารวะเหลียนฮวาเป็นอาจารย์ไม่ใช่แค่เพราะอยากเรียนทำการค้ากับนางเท่านั้น นางไม่ใช่แค่ทำการค้าเป็น แต่นางเข้าใจเรื่องมารยาทกุลสตรี เข้าใจเรื่องศาสตร์และศิลป์ ทั้งยังเรียนวรยุทธ์กับพวกผู้ชายสกุลลู่ด้วย ข้าอยากเป็นคนเก่งเหมือนนาง จึงอยากคารวะนางเป็นอาจารย์เจ้าค่ะ”


เมื่อวานหลิวเยว่เซียงได้ยินว่า เหลียนฮวาอยู่ในเมืองหลักก็มีศิษย์อยู่หลายคน ศิษย์เหล่านั้นล้วนจ่ายค่าเล่าเรียนแพงหูฉี่ แต่ถึงจะอย่างนั้น นางก็รู้สึกว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่า และนางยินดีจ่าย นี่คุ้มค่ายิ่งกว่าการจ้างอาจารย์หญิงมาสอนนางเรื่องการเป็นภรรยาและมารดาที่ดีอะไรนั่นเสียอีก


นายอำเภอจางเงียบไป คล้ายหาเสียงตัวเองไม่เจอ


ใครไม่อยากมีเงินบ้างล่ะ?


แต่ลำดับชนชั้นในสังคมยุคนี้ คนทำการค้าถูกมองว่าเป็นกลุ่มชนชั้นล่างสุด แม้ในปัจจุบันราชสำนักจะอนุญาตให้ขุนนางทำการค้าได้ แต่ก็มีขุนนางน้อยนักที่จะเข้ามาข้องเกี่ยว ด้วยยังคงติดอยู่กับกรอบความคิดเดิมๆของสังคมที่ว่า อาชีพค้าขายเป็นอาชีพที่ทำให้เสื่อมเสียเกียรติ


ยิ่งไม่ต้องพูดถึงแม่นางน้อยที่ต้องออกไปเปิดหน้าเปิดตาปรากฏตัวข้างนอกให้คนเชยชม เรื่องนี้ยิ่งส่งผลกระทบต่อชื่อเสียงอย่างมหันต์


“เจ้าคิดดีแล้วหรือ ไม่กลัวถูกคนอื่นดูถูกเอาหรือ?”


“ไม่มีเงินใช้ต่างหากเจ้าค่ะที่จะถูกคนเหยียบย่ำ!”


หลิวเยว่เซียงสวนกลับอย่างรวดเร็ว “เหลียนฮวาก็ทำการค้า แต่จากเมื่อวานพวกท่านก็เห็นแล้วนี่เจ้าคะ ใครบ้างไม่อยากเป็นเขยของครอบครัวลู่ ใครบ้างไม่หลงใหลในความเฉลียวฉลาดของเหลียนฮวา”


ตอนแรกนางเองก็รู้สึกเหยียดหยามมาก แต่สุดท้ายฝ่ายนั้นก็ได้พิสูจน์ให้เห็นแล้ว ตอนนี้แม้แต่ยามหลับ นางก็ฝันอยากเป็นคนเก่งอย่างเหลียนฮวา เป็นคนที่เจิดจรัสท่ามกลางผู้คน เป็นคนที่โดดเด่นจนผู้คนต้องจับตา.มอง


หลิวเยว่เซียงพูดจนนายอำเภอจางหวั่นไหวจนไม่รู้ควรพูดเช่นไรต่อ


เขาจึงหันไปมองบุตรสาวของตนเอง “แล้วเจ้าล่ะ เจ้าก็คิดเหมือนเยว่เซียงหรือ?”


เขาแอบมีความคาดหวังต่อบุตรสาวเล็กน้อย หากนางมีความคิดเหมือนกับหลานสาว เขาจะรู้สึกปลื้มใจมาก เพราะบุตรสาวของเขาที่ผ่านมาเหมือนยังไม่โตเสียที ช่างน่าปวดเศียรเวียนเกล้าเสียจริง


จางหลานเซียงเงียบไปครู่หนึ่งคล้ายใช้ความคิด ก่อนจะกล่าวออกมา “ข้า…ข้าอยากเรียนทำการค้ากับเหลียนฮวาก็เพราะ จะได้มีเป็ดดำลู่กินไม่อั้นเจ้าค่ะ!”


ตอนที่ 670: ข้าจะเอาเรื่องเขาให้ถึงที่สุด


นายอำเภอจาง “…”


เฮ้อ~ คาดหวังอะไรกับลูกคนนี้ไม่ได้เลยจริงๆ


ทั้งๆที่บุตรสาวเขาอายุมากกว่าหลานสาว แต่เหตุใดหลานสาวถึงรู้ประสีประสามากกว่ากันนะ


“ตกลง เช่นนั้นเจ้าก็เขียนจดหมายไปบอกพ่อกับแม่เจ้าเสีย เราจะได้หาเวลาไปพูดคุยกับครอบครัวลู่พร้อมกัน”


สุดท้ายนายอำเภอจางก็ยอมโอนอ่อน การที่บุตรหลานทั้งสองของเขาผูกมิตรไมตรีกับลูกหลานครอบครัวลู่ได้ก็เป็นสิ่งที่เขาปรารถนาให้เกิดขึ้น ครอบครัวลู่อบรมสั่งสอนลูกหลานได้ดีมากจริงๆ


หลิวเยว่เซียงเขียนจดหมายถึงบิดามารดา จากนั้นให้คนนำไปส่ง และในระหว่างนี้เอง คนที่นางส่งให้ไปสืบหาสาเหตุที่หลี่หรงเปลี่ยนใจกลับมาเข้าหานางก็กลับมารายงาน


และแล้วนางก็ได้รู้สาเหตุที่หลี่หรงส่งเทียบให้ตน


อย่างที่รู้กันว่าในตอนแรก หลี่หรงกระตือรือร้นหาทางทำให้ตัวเองเป็นจุดสนใจจากครอบครัวลู่ขนาดไหน แต่มีช่วงหนึ่งที่เขาเดินออกไปข้างนอก และได้สนทนากับเจี่ยหรุ่ยอยู่พักหนึ่ง หลังจากนั้นพอกลับเข้ามาในโถงรับแขก เขาก็มีทีท่าเปลี่ยนไปทันที


หรือว่าเจี่ยหรุ่ยจะพูดจาในทางเสียๆหายๆต่อครอบครัวลู่ให้เขาฟัง?


เป็นไปได้! เพราะที่เจี่ยหรุ่ยเดินตึงตังหน้ามุ่ยออกไปก็เพราะโกรธเหลียนฮวา!


เช่นนั้นก็หมายความว่า แท้จริงแล้วความตั้งใจเดิมของหลี่หรงก็คืออยากเข้าหาครอบครัวลู่นั่นแหละ แต่พอถูกเจี่ยหรุ่ยยุแยงก็ล้มเลิกความคิดไป


จากนั้นเขาก็พิจารณาได้ว่านางต่างหากที่เหมาะสมกับเขามากกว่า ดังนั้นในขณะที่คุณชายหลายๆคนส่งเทียบให้เหลียนฮวา เขากลับส่งเทียบให้นาง 


คิดจะทำให้นางอ่อนไหว รู้สึกว่าเขามีใจให้นางอย่างนั้นหรือ?


หึ ช่างน่ารังเกียจสิ้นดี!


โชคดียิ่งนักที่นางตระหนักได้แล้ว หาไม่คงถูกเขาหลอกเป็นแน่!


“ดูเหมือนว่าในใจหลี่หรงจะมีเจ้าอยู่จริงๆนะ แต่ก็ไม่รู้ว่าเขาจะรับได้หรือไม่เรื่องที่เจ้าจะออกไปทำการค้า”


จางหลานเซียงเป็นคนคิดอะไรง่ายๆ ไม่ค่อยมีทักษะการคิดวิเคราะห์ ฟังบ่าวรับใช้เล่าให้ฟังก็ยังไม่เข้าใจเจตนาแฝงของหลี่หรง


หลิวเยว่เซียงได้ยินดังนั้นก็หลุดขำพรืด ส่ายหน้ามองญาติผู้พี่อย่างปลงตก


“ท่านพี่ ท่านได้รับการประคบประหงมจากท่านลุงท่านป้ามากเกินไปจริงๆเจ้าค่ะ หลี่หรงเจ้าเล่ห์เพียงใดท่านดูไม่ออกเลยหรือ? ในใจเขามีข้าอะไรกัน เขารู้ตัวแล้วต่างหากว่าตัวเองไม่อาจเอื้อมคนครอบครัวลู่ได้ ก็เลยต้องถอยมาเลือกตัวเลือกรองอย่างข้า ท่านพ่อข้าถึงจะเป็นแค่นายอำเภอ แต่ถึงอย่างไรก็ยังดีกว่าครอบครัวเขามากโข ยังสามารถช่วยสนับสนุนหน้าที่การงานในอนาคตให้เขาได้ เขาไม่ได้มีความรู้สึกรักใคร่ชอบพอข้าเลย คิดหวังแค่ผลประโยชน์จากครอบครัวข้าก็เท่านั้นเจ้าค่ะ!”


จางหลานเซียง “...”


ดวงตา.กลมโตกะพริบปริบๆ


เหตุใดมันช่างซับซ้อนถึงเพียงนี้กัน?


นางไม่ได้พูดอะไร ถึงอย่างไรนางก็ยังไม่อยากออกเรือน ไม่จำเป็นต้องใช้สมองประมวลผลกับเรื่องพวกนี้


หลิวเยว่เซียงพึมพำกับตัวเอง “ข้าจะให้คนไปปฏิเสธเทียบเชิญของเขา ตอนนี้ข้าไม่มีกะจิตกะใจจะไปเดินตามหมากของเขาแล้ว หากเขาทำลายแผนการคารวะอาจารย์ของข้า ข้าจะเอาเรื่องเขาให้ถึงที่สุด!”


สิ้นวาจาแน่วแน่ นางก็เรียกสาวใช้ประจำตัวให้ไปจัดการทำที ต้องบอกเลยว่ารวดเร็วและเด็ดขาดมากจริงๆ


จางหลานเซียงมองญาติผู้น้องอย่างทอดถอนใจ ความจริงแล้วนางนับถือน้องสาวในข้อนี้มาก หลิวเยว่เซียงรู้ชัดเจนว่าตัวเองต้องการสิ่งใด ไม่เหมือนตนที่ยังไม่รู้เป้าหมายในชีวิตของตัวเอง แค่อยากกินเป็ดดำลู่แบบไม่อั้นเท่านั้น

......

ทางด้านหลี่หรง เขามั่นใจมากว่าจะได้หลิวเยว่เซียงมาครอบครอง พรุ่งนี้ก็นัดนางออกมาพัฒนาความสัมพันธ์สักหน่อย จากนั้นไม่กี่วันข้างหน้าก็ให้แม่สื่อไปขอหมั้นหมายนาง รีบหมั้นหมายเอาไว้ก่อน เขาจะได้วางใจ


ปรากฏว่าบ่าวรับใช้ของตระกูลจางกลับมาแจ้งเขาผ่านบ่าวรับใช้ของตนว่า คุณหนูหลิวขอปฏิเสธเทียบเชิญของเขา ทั้งยังเน้นย้ำว่าทั้งสองคนไม่ได้ถือว่าสนิทกัน ต่อไปอย่าทำเช่นนี้อีก คนอื่นจะได้ไม่เข้าใจผิด


หลี่หรงตกตะลึงและรับไม่ได้ อยากเรียกบ่าวรับใช้ตระกูลจางเข้ามาถามให้ชัดเจนว่าเกิดอะไรขึ้น แต่พอให้คนออกไปเรียก ก็พบว่าบ่าวรับใช้ผู้นั้นขึ้นรถม้าจากไปแล้ว แม้แต่เงาเขาก็ไม่ได้เห็น


ส่วนบรรดาคุณชายและคุณหนูที่ส่งเทียบให้เหลียนฮวาและเหลยจื่อก็ได้รับการปฏิเสธกลับไปเช่นกัน เหตุผลเพราะทั้งสองมีคู่หมั้นอยู่แล้วจึงไม่สะดวกไปตามนัด


นี่เรียกได้ว่าเป็นเรื่องเล็กที่สร้างแรงสั่นสะเทือนใหญ่โต เมื่อวานทั้งสองยังไม่มีคู่หมั้นเลย วันนี้กลับมีคู่หมั้นแล้ว ทั้งยังมีคู่หมั้นพร้อมกันอีกด้วย จะไม่เรียกว่าเรื่องใหญ่ได้อย่างไร


พวกเขาคิดว่า ทั้งคู่ไม่ได้มีคู่หมั้นจริงๆหรอก แต่เป็นเพราะครอบครัวลู่ไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาต่างหาก จึงหาข้ออ้างปฏิเสธ


แม้ในใจจะโกรธ แต่ใครเลยจะกล้าแสดงออกมา เพราะถึงอย่างไรครอบครัวลู่ก็ไม่ใช่ครอบครัวที่พวกเขาจะล่วงเกินได้ง่ายๆ


ครอบครัวลู่หาเหตุผลมาปฏิเสธเช่นนี้ก็ถือว่าให้เกียรติพวกเขามากแล้ว อันที่จริงหากครอบครัวลู่ไม่อยากมาก็แค่ไม่มาตามนัดก็จบ ไม่จำเป็นไม่ต้องหาเหตุผลอะไรมาอ้างเลยก็ได้ พวกเขาก็ว่าอะไรไม่ได้อยู่แล้ว

......

ทางด้านครอบครัวลู่ ทุกคนยอมรับในเรื่องของเหลยจื่อและเหลียนฮวา เด็กทั้งสองก็คิดไม่ถึงว่าเรื่องจะราบรื่นเช่นนี้ เมื่อวานยังไม่มีความสัมพันธ์อะไรต่อกันอยู่เลย วันนี้กลับได้หมั้นหมายกันแล้ว จึงยังรู้สึกประดักประเดิดกับสถานะที่เปลี่ยนแปลงไปกะทันหันนี้


เพียงแต่การหมั้นหมายของพวกเขาในวันนี้ เป็นเพียงคำพูดปากเปล่าของครอบครัวทั้งสองฝ่ายเท่านั้น ส่วนการดำเนินการตามธรรมเนียม ยังต้องเชิญแม่สื่อมาเป็นผู้ดำเนินการตามขั้นตอน เพราะเป็นการให้เกียรติเหลียนฮวา


ในค่ำคืนนี้บ้านครอบครัวลู่ครึกครื้นเป็นพิเศษ ทั้งยังเชิญญาติพี่น้องสกุลเดียวกัน และครอบครัวผู้นำหมู่บ้านมาร่วมกินข้าวด้วย ถือว่าให้ทุกคนได้เป็นสักขีพยาน


เหลยจื่อยิ้มราวกับคนสติฟั่นเพือน ส่วนเหลียนฮวาก็หน้าแดงด้วยความเขินอายจนไม่กล้าเงยหน้าสบตาใคร ใบหน้ารูปไข่ของเด็กสาวแดงระเรื่อทั้งคืน ดูแล้วช่างงดงามยิ่งนัก


ทุกคนต่างยิ้มและหัวเราะกันอย่างมีความสุข นี่เป็นเรื่องมงคลคู่แรกในตระกูลลู่ตั้งแต่ลี้ภัยมา การที่มีเรื่องมงคลตามมาเช่นนี้ ถือว่าเป็นการปิดฉากชีวิตที่ยากลำบากในอดีตเหล่านั้นลงแล้ว


มีแค่เหอจิ่วเหนียงที่กำลังเฝ้าสังเกตอาการของลู่เสี่ยวหยาง เห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มแม้จะเจือความขมขื่น ทว่ามุมปากก็ยังมีรอยยิ้มบางๆ เมื่อเห็นเขายินดีกับเหลยจื่อและเหลียนฮวาอย่างจริงใจเช่นนี้ นางก็วางใจลงแล้ว


ผู้เฒ่าลู่ตบไหล่ลู่เสี่ยวหยาง “เสี่ยวหยาง เหลยจื่ออายุน้อยกว่าเจ้าก็มีคู่หมั้นคู่หมายแล้ว เจ้าเองก็ควรคิดเรื่องพวกนี้ได้แล้วนะ ข้าจะให้พวกอาสะใภ้ของเจ้าช่วยดูให้ หากมีแม่นางที่เหมาะสมกับเจ้าก็จะแนะนำให้เจ้ารู้จัก หรือหากเจ้ามีแม่นางที่ชอบก็บอกพวกเราได้ ปู่ของเจ้าเป็นพี่ชายแท้ๆของข้า เรื่องของเจ้า ปู่สามจะเป็นคนจัดการให้เจ้าเอง เข้าใจหรือไม่?”


ขณะที่ชายชรากล่าวถึงประโยคหลังน้ำตาก็เอ่อคลอ จากที่ไม่กี่ปีก่อนพี่น้องของเขายังอยู่กันพร้อมหน้า สุดท้ายหลังจากลี้ภัยกลับเหลือเพียงเขาคนเดียว


ลู่เสี่ยวหยางหวนคิดถึงเรื่องในอดีตเหล่านั้นก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา ก่อนจะพยักหน้าเบาๆ “ขอบคุณท่านปู่สามขอรับ”


“เฮ้อ เรื่องนั้นก็ใช่ว่าจะเป็นความผิดของเจ้าเสียทั้งหมด โจรพวกนั้นมันก็ซุ่มซ่อนอยู่ละแวกนั้นอยู่แล้ว ต่อให้ไม่มีเจ้า โจรพวกนั้นก็ต้องเจอพวกเจ้าอยู่ดี เรื่องพวกนั้นไม่มีทางหลบเลี่ยงได้หรอก”


ผู้เฒ่าลู่รู้ดีว่าลู่เสี่ยวหยางโทษตัวเองในเรื่องนี้มาโดยตลอด จิตใจของเด็กคนหนึ่งต้องแบกรับเรื่องราวหนักหน่วงเช่นนี้ จะสามารถเปิดใจให้ใครเข้ามาได้อย่างไรกัน


“เรื่องบางเรื่องมันเกิดขึ้นแล้วก็ช่างมันเถอะ คนจากไปแล้วไม่อาจหวนคืน คนที่ยังมีชีวิตอยู่ก็ต้องเดินหน้าต่อไป ตอนนี้เจ้าทำได้ดีมากๆแล้ว”


ตอนนี้ลู่เสี่ยวหยางเปลี่ยนตัวเองแล้ว ชายชราจึงพูดคำพูดเหล่านี้กับเขาได้อย่างจริงใจ หากเป็นเมื่อก่อนเขาไม่มีทางพูดแน่


ลู่เสี่ยวหยางจุก.อกจนอยากร้องไห้ แต่วันนี้เป็นวันดี ตนจะทำลายบรรยากาศดีๆเช่นนี้ไม่ได้ จึงสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ พลางพยักหน้าตอบรับ


เขารู้สึกว่าตัวเองโชคดีมาก และโชคดีที่ตอนนั้นตัวเองเลือกทางเดินที่ถูกต้อง ทำให้ครอบครัวท่านปู่สามยอมรับเขา ไม่อย่างนั้นก็ไม่รู้ว่าตอนนี้จะไปใช้ชีวิตเร่ร่อนอยู่ที่ใด และไม่มีทางมีชีวิตสุขสบายเช่นนี้ได้แน่


ลู่ฟู่กุ้ยที่อยู่ข้างๆ ก็พยักหน้าสำทับวาจาของผู้เฒ่าลู่ ตอนนี้เขาไม่ได้ติดใจเอาความกับลู่เสี่ยวหยางแล้ว ท่านอาสามพูดถูก โจรพวกนั้นซุ่มอยู่ละแวกนั้นอยู่แล้ว และพวกเขามีกันเยอะขนาดนั้นไม่มีทางหนีพ้นอยู่แล้ว ไม่ช้าก็เร็ว อย่างไรก็ต้องเผชิญหน้ากับโจรพวกนั้นอยู่ดี เพียงแต่ตอนนั้นลู่เสี่ยวหยางเคราะห์หามยามร้ายดันเป็นคนไปเจอเข้าพอดีก็เท่านั้น


และที่พวกเขาโทษลู่เสี่ยวหยางก็เพราะตอนนั้นอารมณ์ถึงที่สุด จึงต้องหาที่ระบายความโกรธและโศกเศร้า ซึ่งลู่เสี่ยวหยางคือคนที่ไปพบเจอโจรพวกนั้น เขาจึงต้องเป็นผู้รับความเกลียดชังของทุกคนในตระกูลอย่างไม่อาจเลี่ยงได้


ตอนนี้พอมาคิดดูแล้วก็รู้สึกละอายใจอยู่เหมือนกัน


จบตอน

Comments