ตอนที่ 671: หรือว่าคุณหนูหลิวจะพึงใจเหลยจื่อ
ยามพลบค่ำในวันที่สามของวันปีใหม่ นายอำเภอจางให้คนนำเทียบเยี่ยมมาส่งให้ครอบครัวลู่อีกครั้ง หลังจากได้รับอนุญาตจากครอบครัวลู่ วันที่ห้าของปีใหม่ซึ่งตรงกับวันต้อนรับเทพเจ้าแห่งโชคลาภ ครอบครัวนายอำเภอก็มาเยี่ยมที่บ้านครอบครัวลู่อีกครั้ง
ครั้งนี้มิได้มาเพียงครอบครัวจางเท่านั้น บิดามารดาของหลิวเยว่เซียง—นายอำเภอแห่งอำเภอหลินและภรรยาเองก็มาพร้อมกันด้วย
ในเทียบเมื่อสองวันก่อน นายอำเภอจางได้แจ้งจุดประสงค์คร่าวๆแล้ว ครอบครัวลู่ก็ไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด ทั้งยังยินดีด้วยซ้ำ
เพราะเด็กสาวทั้งสองต้องการเรียนรู้งานกับเหลียนฮวา ว่ากันตามตรง เรื่องนี้ถือเป็นประโยชน์ต่อเหลียนฮวามาก ทั้งได้รายได้จากค่าเล่าเรียน และไม่เพียงสามารถสร้างชื่อเสียงให้นางได้เท่านั้น ยังสามารถฝึกฝนความสามารถและสั่งสมประสบการณ์ให้กับนางได้อีกด้วย
เรื่องนี้ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ครอบครัวลู่จึงไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว
ครอบครัวลู่อนุญาตให้มาเข้าเยี่ยม ก็หมายความว่าเหลียนฮวายินดีรับบุตรสาวนายอำเภอทั้งสอง ‘เป็นศิษย์’ แล้ว ดังนั้นทั้งสองครอบครัวจึงเตรียมของขวัญคารวะอาจารย์มาด้วยมากมาย
ตอนที่ครอบครัวลู่เห็นของขวัญเหล่านั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าทั้งสองฝ่ายต่างเข้าใจความหมายของกันและกันผิดไปแล้ว
การรับจางหลานเซียงและหลิวเยว่เซียงเข้ามาเรียนรู้การทำกิจการ ในความหมายของครอบครัวลู่ เป็นเพียงการให้ทั้งสองทำงานในร้านเหมือนเหล่าคุณหนูคุณชายในเมืองหลักเท่านั้น คือรับเงินค่าเรียนมาและใช้ให้ทำงาน ไม่ได้เป็นศิษย์เป็นอาจารย์ในเชิงลึกซึ้งเช่นนั้น
แต่ตระกูลจางและตระกูลหลิวกลับคิดว่า เด็กทั้งสามต้องทำพิธีคารวะเป็นศิษย์อาจารย์กันจริงๆ ชนิดที่ว่าเป็นศิษย์อาจารย์กันไปตลอดชีวิต…
พลันนั้น เมื่อทั้งสามครอบครัวนั่งเผชิญหน้ากันในโถงรับแขก บรรยากาศจึงเป็นไปอย่างประดักประเดิด
ครอบครัวจางและครอบครัวหลิวตระหนักได้แล้วว่าพวกตนเข้าใจผิด พวกเขารู้สึกอับอายจนไม่รู้จะเอาหน้าไปมุดที่ไหน เดิมทีพวกเขาตั้งใจว่าจะอาศัยความสัมพันธ์นี้เป็นเครื่องประกาศศักดา เชิดหน้าชูตาและสร้างความน่าเกรงขามโดยไม่ต้องอาศัยอำนาจของตัวเอง เพราะแค่เรื่องนี้ก็สร้างเกียรติและชื่อเสียงให้พวกเขาได้มากโขแล้ว
แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า ครอบครัวลู่กำลังบอกพวกเขาว่าอย่าได้วาดฝันความคิดสวยหรูเกินไป แล้วครั้งต่อไปอย่าได้คิดเช่นนี้อีก
“ฮ่าๆๆ เป็นพวกเราที่ไม่รอบคอบเอง ก่อนหน้านี้ไม่ได้สอบถามมาให้ชัดเจน แม่นางเหลียนฮวาอย่าได้ถือสาเลยนะ”
นายอำเภอจางเอ่ยทำลายบรรยากาศกระอักกระอ่วนเป็นคนแรกด้วยความขัดเขิน อันที่จริงพวกเขาก็พอจะรู้ขอบเขตอยู่แล้ว แต่ก็ลองเสี่ยงเผื่ออีกฝ่ายจะยอมรับ
แต่ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ เห็นได้ชัดว่าเป็นไปไม่ได้เลย
ครอบครัวลู่ย่อมรับรู้ว่าพวกเขาหวังผลพลอยได้เล็กๆน้อยๆนี้ เพียงแต่ไม่ได้แสดงออกมา ถึงอย่างไรนายอำเภอจางก็ไม่ได้มีความแค้นอะไรกับพวกเขา นี่ก็เป็นเพียงกิเลสเล็กน้อยที่คนทั่วไปมีอยู่แล้ว สามารถเข้าใจได้
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ตอนนี้เราก็เข้าใจตรงกันแล้ว แต่ว่า หลังปีใหม่ข้าก็ต้องกลับเมืองหลักแล้วนะ ไม่ทราบว่าแม่นางทั้งสองจะสะดวกหรือไม่?”
เหลียนฮวายิ้มเป็นมิตร ไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับเจตนาเดิมของพวกเขา
เห็นอีกฝ่ายไม่ถือสา หลิวเยว่เซียงก็โล่งใจไปหนึ่งเปลาะ ก่อนหน้านี้นางเตือนบิดามารดาแล้วว่าอย่าคิดเช่นนั้น หากพลาดไปล่วงเกินครอบครัวลู่เข้าจะไม่คุ้ม
จุดประสงค์ที่แท้จริงของนางก็แค่อยากเรียนการทำการค้ากับเหลียนฮวาจริงๆ…และหาโอกาสทำความรู้จักกับลู่เสี่ยวหยางไปด้วย ไม่ได้อยากอาศัยเส้นสายของครอบครัวลู่จากความสัมพันธ์นี้เลย
อำนาจบารมีของครอบครัวลู่ หากอาศัยกันได้ง่ายๆ เช่นนั้นพวกคนในเมืองหลักกับคนในเมืองหลวงคงเข้ามากอบโกยไปหมดแล้ว ไหนเลยจะเผื่อแผ่มาถึงคนต่ำต้อยอย่างพวกนาง
“สะดวก สะดวก เมื่อถึงตอนนั้นพวกเราจะไปเช่าบ้านหลังเล็กๆอยู่ สะดวกแน่นอน!”
หลิวเยว่เซียงตอบตกลงทันที ความตื่นเต้นบนใบหน้าฉายชัดจากใจจริง
ต้องมีสักวัน นางจะใช้ความสามารถของตัวเองทำให้คนรอบข้างมองนางด้วยความชื่นชม และทำให้ท่านพ่อท่านแม่ชื่นชมในตัวนางให้ได้!
“เช่นนั้นก็ดีเลย วันที่แปดพวกเราก็จะกลับเมืองหลักแล้วละ พวกเจ้าจะเดินทางไปพร้อมกับพวกเราวันนั้นเลยก็ได้ หรือจะรอหลังเทศกาลโคมไฟค่อยไปก็ไม่ว่ากัน”
เหลียนฮวาคิดว่า ถึงอย่างไรตนก็อยู่ที่เมืองหลักไม่ได้ไปไหน พวกนางทั้งสองจะไปหาเมื่อใดก็ได้
“เช่นนั้นวันที่แปดพวกเราจะไปกับพวกท่านเลย ไปเร็วหน่อยก็ดีเหมือนกัน จะได้เรียนรู้ได้เยอะๆ!”
หลิวเยว่เซียงแทบอยากย้ายมาอยู่ข้างบ้านครอบครัวลู่เสียแต่ตอนนี้ ไม่รู้เพราะเหตุใด นางรู้สึกว่าเหลียนฮวาเป็นคนที่มีสเน่ห์มาก ดึงดูดใจนางอยู่ตลอดเวลา
นางถึงขั้นอดรู้สึกเสียดายไม่ได้ที่ตนเองไม่ใช่บุรุษ ไม่อย่างนั้นนางจะมาสู่ขอเหลียนฮวาแล้ว!
ขณะที่เด็กสาวผู้อยากเกิดเป็นบุรุษกำลังนึกแค้นใจในเพศของตัวเอง ผู้เฒ่าลู่ก็เอ่ยขึ้น “พอดีเลย เช่นนั้นข้าถือโอกาสนี้เชิญพวกเจ้าไว้เลยก็แล้วกัน วันที่เจ็ดขอเชิญพวกเจ้ามาร่วมดื่มสุรามงคลที่บ้านข้า วันนั้นจะเป็นวันหมั้นของเหลยจื่อกับเหลียนฮวา คนเยอะๆจะได้คึกคัก”
“ว่าอย่างไรนะเจ้าคะ!?”
หลิวเยว่เซียงเบิกตากว้างด้วยความตกใจ
เหลียนฮวากับเหลยจื่อจะหมั้นกันหรือ!
วันที่สองของปีใหม่ตอนที่มาเยี่ยม วันนั้นยังไม่ได้ยินข่าวว่าพวกเขาจะหมั้นหมายกันเลย!
หาไม่ วันนั้นคงไม่มีหนุ่มสาวมากมายอยากเกี่ยวดองกับสกุลลู่หรอก
แต่ต่อมาก็ได้ยินว่าคนเหล่านั้นถูกปฏิเสธเทียบ ด้วยเหตุผลที่ว่าทั้งสองมีคู่หมั้นอยู่แล้ว ตอนที่นางรู้ นางยังคิดว่าคงเป็นแค่ข้ออ้างเพื่อบอกปัดคนพวกนั้น
คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเรื่องจริง!
นี่มัน…
เมื่อครู่นางเพิ่งจินตนาการอยู่หยกๆ ว่าหากตนเองเป็นบุรุษจะมาสู่ขอเหลียนฮวาแต่งเข้าบ้าน ตอนนี้กลับต้องกลายเป็นพยานรักระหว่างเหลียนฮวากับบุรุษอื่นซะแล้ว!
ปฏิกิริยาตอบสนองของคุณหนูหลิวรุนแรงมาก นางผุดลุกขึ้นทันควัน ทำให้สายตาของทุกคนจับจ้องมาที่นาง
ครอบครัวลู่เลิกคิ้วเล็กน้อยด้วยความงุนงง
หรือว่าคุณหนูหลิวผู้นี้จะพึงใจเหลยจื่อ?
เช่นนั้นไม่อาจให้นางอยู่ใกล้เหลียนฮวาได้ ใครจะรู้ล่ะ บางทีนางอาจจะหาเรื่องกลั่นแกล้งเหลียนฮวาก็ได้
ปัญหาที่เกี่ยวเนื่องถึงความปลอดภัยของเหลียนฮวา ครอบครัวลู่ไม่อาจประมาทได้เด็ดขาด
ขณะที่ครอบครัวลู่กำลังคิดหาวิธีปฏิเสธการรับหลิวเยว่เซียงเข้าทำงาน
ก็ได้ยินหลิวเยว่เซียงถามเหลียนฮวาขึ้น
“แม่นางเหลียนฮวาอายุยังไม่ถึงวัยออกเรือนเลย เหตุใดถึงรีบหมั้นหมายเช่นนี้ล่ะ หรือว่ามีเรื่องอะไรที่ยากจะพูด?”
เดิมทีเหลียนฮวาเองก็คิดว่าหลิวเยว่เซียงมีใจให้เหลยจื่อเช่นกัน แต่เมื่อได้ฟังวาจา และเห็นท่าทีของอีกฝ่ายที่ดูเป็นห่วงเป็นใยตนถึงเพียงนี้… ความคิดในใจก็พลันสับสน
“เหลียนฮวากับเหลยจื่อมีใจให้กัน พวกเราในฐานะผู้อาวุโสก็ยินดีที่จะให้ทั้งสองลงเอยกัน จึงอยากจัดการให้ถูกต้องตามธรรมเนียมน่ะ”
นางซุนมองหลิวเยว่เซียงพร้อมอธิบายให้ฟังง่ายๆ ก่อนจะหรี่ตาลงเล็กน้อยมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา คิดในใจ …หากเด็กคนนี้มีความคิดซ่อนเร้น จะปล่อยให้นางมีโอกาสเข้าหาเหลยจื่อไม่ได้เด็ดขาด!
“แต่…แต่คุณชายลู่เองก็อายุยังน้อย ยังไม่ได้สอบจอหงวน แม่นางเหลียนฮวาไม่ใช้เวลาไต่ตรองอีกสักหน่อยหรือ แม่นางดีเลิศปานนี้ ไม่แน่อาจจะเจอคนที่ดีกว่านี้ก็ได้…”
เหลยจื่อ “…”
ครอบครัวลู่ “…”
ครอบครัวหลิวและครอบครัวจาง “!!!”
ตอนแรกที่คุณหนูหลิวแสดงอาการออกมา ทุกคนล้วนคิดว่านางมีใจให้เหลยจื่อเป็นแน่ แต่เหตุใด…วาจาของนาง…ยิ่งฟังแล้วยิ่งรู้สึกแปลกๆนะ?
นางพูดราวกับว่ารังเกียจที่เหลยจื่ออายุน้อย ยังไม่ได้สอบจอหงวน ยังไม่มีหน้าที่การงานที่มั่นคง หากนางมีใจให้เหลยจื่อ ก็ไม่น่าจะพูดหักหน้าเหลยจื่อต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้
“เยว่เซียง เจ้าพูดเหลวไหลอะไรของเจ้า?”
ฮูหยินหลิวมารดาของหลิวเยว่เซียงเห็นบุตรสาวเสียมารยาทก็ตกใจมาก รีบดึงแขนนางให้นั่งลง กระซิบสั่งสอนเสียงเบาไปสองสามประโยค ก่อนจะยิ้มเจื่อนขอโทษคนสกุลลู่
นางหยูกลับระบายยิ้มอย่างเป็นธรรมชาติ พลางกล่าว “นั่นสินะ เหลยจื่อลูกชายข้าได้หมั้นหมายกับเหลียนฮวา ช่างเป็นวาสนาของเขาจริงๆ”
ด้านเหอจิ่วเหนียง ครั้นเห็นปฏิกิริยาของหลิวเยว่เซียง บวกกับสีหน้าแววตาอันแสนเสียดายที่หลิวเยว่เซียงใช้มองเหลียนฮวาแล้ว นางก็เข้าใจทุกอย่างทันที
แม่นางคนนี้ไม่ได้คิดอะไรกับเหลยจื่อแม้แต่น้อย ตั้งแต่นางก้าวเท้าเข้ามาในบ้าน ก็ไม่ได้ชายตามองไปที่เหลยจื่อเลย กลับกัน นางเอาแต่มองเหลียนฮวาอย่างไม่ละสายตาเลยด้วยซ้ำ
แต่สายตาของนางนั้นมิได้แฝงความคิดร้ายต่อเหลียนฮวาแต่อย่างใด หากแต่เป็นแววตาเปี่ยมความชื่นชมยกย่องเหลียนฮวาอย่างบริสุทธิ์ใจ เหมือนกับ ‘แฟนคลับ’ ตัวน้อยๆเท่านั้น
ดูๆไปแล้ว เด็กสาวคนนี้ก็คบหาได้อยู่เหมือนกัน ให้นางมาอยู่ใกล้ๆเหลียนฮวา อบรมสั่งสอนดีๆ ไม่แน่อาจกลายเป็นกำลังสำคัญของเหลียนฮวาก็ได้
ผ่านไปชั่วขณะ หลิวเยว่เซียงจึงจะได้สติว่าวาจาของตัวเองไร้มารยาทเกินไปแล้ว จึงรีบอธิบายทันที “ทุกท่านอย่าเพิ่งเข้าใจผิดนะเจ้าคะ ข้าเพียงตกใจที่แม่นางเหลียนฮวาหมั้นหมายเร็วไปเท่านั้นเจ้าค่ะ แต่ข้าก็ยินดีกับทั้งสองจากใจจริงนะเจ้าคะ ในวันงานหมั้น ข้าจะเตรียมของขวัญชิ้นใหญ่มาอวยพรให้ทั้งสองแน่นอนเจ้าค่ะ!”
นางยิ้มให้เหลียนฮวา…ด้วยรอยยิ้มที่หวานหยดย้อยเป็นพิเศษ…
ทุกคน “???”
นะ…นี่มัน…
เหตุใดถึงไม่เหมือนกับที่พวกเขาคิดเลยล่ะ!
ตอนที่ 672: เหลียนฮวาโตเป็นสาวแล้ว
แม้จะเกิดเรื่องเข้าใจผิดกันเล็กน้อย แต่โดยรวมแล้วบรรยากาศยังเป็นไปได้อย่างราบรื่น หลังจากเสร็จธุระแล้ว สองครอบครัวนายอำเภอก็ขอตัวลา
เงินค่าเล่าเรียนที่ได้มายังคงเป็นไปตามกฎเดิมคือ หักส่วนหนึ่งเข้ากองกลาง ที่เหลือทั้งหมดก็เป็นของเหลียนฮวา
ครั้งนี้เหลียนฮวารับไว้โดยไม่ปฏิเสธ เพราะนี่เป็นสิ่งที่นางควรได้รับ และอย่างไรเสียถึงแม้นางจะปฏิเสธ ผู้ใหญ่ในบ้านทุกคนก็ให้นางรับไว้อยู่ดี
ไหนๆ ครอบครัวก็กำลังจะเปิดกิจการใหม่พอดี เหลียนฮวาตั้งใจว่าจะนำเงินทั้งหมดนี้ร่วมลงทุน ถึงคราวแบ่งกำไรจะได้ส่วนแบ่งเยอะๆ
เหลยจื่อมองว่าที่คู่หมั้นด้วยความรู้สึกยินดีจากใจจริง ตนเองยังไม่ประสบความสำเร็จสักอย่าง แต่เหลียนฮวากลับก้าวหน้าจนถึงขั้นมีลูกศิษย์ลูกหาแล้ว อีกทั้งบุตรสาวนายอำเภอสองคนนั้นยังมาเพราะชื่อเสียงของนางด้วย เป็นข้อประจักษ์ชัดแล้วว่า บัดนี้ความสามารถของเหลียนฮวามีชื่อเสียงอย่างมากและเป็นที่ยอมรับในวงกว้าง
เขาจะต้องพยายามให้มากขึ้น ไม่อย่างนั้นอย่าว่าแต่ในสายตาคนนอกเลย แม้แต่สายตาของคนในครอบครัว เขาคงดูไม่คู่ควรกับเหลียนฮวาแม้แต่น้อย
.....
อีกด้านหนึ่ง
ระหว่างทางกลับ หลิวเยว่เซียงเอาแต่นั่งเหม่อลอย จิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวตลอดทาง ในหัวมีแต่เสียงของคนสกุลลู่ที่บอกว่า ‘เหลยจื่อจะหมั้นกับเหลียนฮวา’ สะท้อนก้อง นางรู้สึกว่าเรื่องนี้เร่งรีบเกินไป …นางยอมรับไม่ได้ที่คนเก่งๆ และแสนดีอย่างเหลียนฮวา กำลังจะกลายไปเป็นภรรยาของคนอื่นแล้ว
“เยว่เอ๋อร์ เจ้าบอกแม่มาว่าเป็นอะไรกันแน่ หรือว่าเจ้ามีใจให้คุณชายลู่นั่น?”
ฮูหยินหลิวเห็นบุตรสาวจิตใจล่องลอยก็เกิดความไม่สบายใจ หากบุตรสาวมีความคิดดังที่คาดจริง ก็ต้องรีบปรับเปลี่ยนความคิดของนางให้กลับมาอยู่ในทางที่ถูกต้อง พี่ใหญ่ (นายอำเภอจาง) พูดถูก ฐานะอย่างพวกเขาสองครอบครัวไม่มีทางเอื้อมถึงคนสกุลลู่ได้ ไม่ควรฝันอะไรที่เกินจริง ควรเดินไปทีละก้าวอย่างมั่นคงด้วยตัวเองจะดีกว่า
ไม่รอให้หลิวเยว่เซียงตอบ ฮูหยินหลิวเอ่ยต่อทันที “แม่แนะนำให้เจ้าตัดใจเสียเถอะ สกุลลู่ไม่ใช่ครอบครัวที่พวกเราจะตีสนิทได้ เจ้าจะตั้งใจเรียนทำการค้ากับแม่นางเหลียนฮวาก็ทำไป หรือจะกลับบ้านไปรอถึงเวลาออกเรือนก็สุดแท้ แต่ห้ามทำเรื่องฉาวโฉ่เป็นอันขาด! หากเกิดอะไรขึ้นละก็ ต่อให้เป็นพ่อหรือท่านลุงของเจ้าก็ช่วยเจ้าไม่ได้”
ทั้งสองเป็นนายอำเภอก็จริง แต่เป็นเพียงขุนนางระดับเล็กๆ แม้จะมีอำนาจสูงสุดในอำเภอ แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าขุนนางใหญ่เหล่านั้น กลับไม่คู่ควรแม้แต่จะถือรองเท้าให้ด้วยซ้ำ
“ท่านแม่ ท่านพูดอะไรเจ้าคะ ใครไปมีใจให้คุณชายลู่นั่นกัน เมื่อครู่ข้าก็บอกแล้วว่าตกใจที่แม่นางเหลียนฮวาอายุยังน้อยก็ต้องหมั้นหมายกับคุณชายลู่แล้ว”
หลิวเยว่เซียงได้สติกลับมา มองมารดาด้วยความไม่พอใจเล็กน้อย เหตุใดถึงไม่คิดอย่างอื่นบ้าง คิดแต่เรื่องผู้ชาย!
ฮูหยินหลิวถลึงตาใส่บุตรสาว “อายุเจ้าก็ไม่ใช่น้อยๆแล้วนะ อันที่จริงก็ควรเริ่มหาคู่ครองได้แล้ว แม่พูดผิดตรงไหน อีกอย่าง แม่นางเหลียนฮวาเลิศเลอถึงเพียงนั้น สกุลลู่อยากหมั้นหมายเอาไว้ก่อนแต่เนิ่นๆ ก็เป็นเรื่องปกติ ไม่เห็นแปลกตรงไหน”
ตามหลักแล้ว ด้วยอายุของหลิวเยว่เซียง ตอนนี้นางก็ถึงวัยที่ควรหมั้นหมายได้แล้ว ก่อนหน้านี้ฮูหยินหลิวเองก็เห็นๆอยู่ว่าบุตรสาวของตนก็มีความคิดในเรื่องนี้ และยังดูเหมือนจะหมายปองคุณชายหลี่เอาไว้แล้วด้วย ที่นางมาฉลองปีใหม่ที่บ้านท่านลุงปีนี้ก็เพื่ออยากสานสัมพันธ์กับคุณชายหลี่ ถึงขั้นอยากเจรจาเรื่องหมั้นหมายกันเลยด้วยซ้ำ แต่จู่ๆ ผ่านไปแค่ไม่กี่วัน เด็กคนนี้ก็เปลี่ยนความคิดเสียอย่างนั้น ตอนนี้นางไม่ชายตามองคุณชายหลี่เลยแม้แต่น้อย
หากไม่ใช่เพราะตนเองคลอดบุตรสาวคนนี้ออกมาเอง นางอยากจะดุด่าสักประโยคสองประโยคจริงๆ โดยเฉพาะเรื่องที่เกิดขึ้นในคืนนี้ บุตรสาวนางดูมีแววว่าจะมีใจให้คุณชายลู่เข้าให้แล้ว เด็กคนนี้ช่างเปลี่ยนใจเร็วยิ่งนัก!
หลิวเยว่เซียงไหนเลยจะรู้ว่าในใจมารดาคิดอะไรอยู่ นางยังคงตอบอย่างจริงจังกลับไป “ข้าก็แค่เห็นว่าเหลียนฮวาเป็นคนดี รีบหมั้นหมายเช่นนี้ข้ารู้สึกเสียดาย คนที่ดีกว่าคุณชายลู่ยังมีอีกเยอะแยะเจ้าค่ะ”
ฮูหยินหลิวไม่อยากเสวนากับบุตรสาวอีก นางรู้สึกว่าบุตรสาวมีความคิดประหลาดนัก ตัวเองยังเอาตัวไม่รอด ยังจะไปกังวลแทนคนอื่นอีก เมื่อก่อนไม่เห็นนางจะสนใจเรื่องคนอื่นเช่นนี้เลย
“เจ้ายุ่งเรื่องของคนอื่นให้มันน้อยๆหน่อย ทำเรื่องของตัวเองให้ดีก็พอแล้ว”
นายอำเภอหลิวที่เงียบมาตลอดในที่สุดก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยเตือน การที่บุตรสาวมาฉลองปีใหม่ที่อำเภอต้าหลิ่งครั้งนี้กลับคว้าโอกาสลงเรือลำเดียวกับครอบครัวลู่ได้แล้ว เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เขาไม่คาดคิดเลย เขาพึงพอใจมาก และหวังว่าบุตรสาวจะพยายามต่อไป สานสัมพันธ์กับครอบครัวลู่เป็นอย่างดี
ส่วนเรื่องอื่น ทางที่ดีอย่าไปคิดกว่า อีกฝ่ายไม่ใช่บุคคลที่จะล่วงเกินได้
ค่าเล่าเรียนที่เสียไปไม่ใช่น้อยๆเลย ลำพังแค่เงินเดือนนายอำเภอเพียงน้อยนิดยังไม่พอ เขาถึงกับต้องเจียดเงินจากรายได้ทางอื่นในครอบครัวมาสมทบด้วย เพื่อแลกกับโอกาสในการนำพาครอบครัวสู่ความรุ่งโรจน์แล้ว นี่นับว่าเป็นการลงทุนก้อนใหญ่มากทีเดียว
เขาเองก็ปรารถนาให้บุตรสาวประสบความสำเร็จกลับมา จะได้ช่วยดูแลกิจการที่บ้านให้ดีขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ อย่างน้อยก็สามารถสร้างรายได้จุนเจือครอบครัวได้มากขึ้นกว่านี้ได้บ้าง เขาในฐานะเสาหลักของบ้านจะได้ไม่ต้องลำบากมากอย่างทุกวันนี้
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะท่านพ่อ”
หลิวเยว่เซียงไหนเลยจะกล้าบอกออกมาว่าบุรุษในใจของนางในตอนนี้คือลู่เสี่ยวหยาง นางเกรงว่าท่านพ่อท่านแม่ต้องไม่เห็นด้วยเป็นแน่ แต่นางเป็นคนมีความคิดเป็นของตัวเอง รู้ว่าตัวเองชอบสิ่งใด ต้องการสิ่งใด และนางจะต้องคว้ามาให้ได้ด้วยตัวเอง!
......
ทางด้านครอบครัวลู่ อันที่จริงพวกเขาก็คิดเช่นกันว่าการกำหนดวันหมั้นหมายของเหลยจื่อและเหลียนฮวานั้นเร็วเกินไปจริงๆ เดิมทีอยากรอให้ผ่านไปอีกสักระยะ ทว่าพอตระหนักได้ว่าวันที่แปดของปีใหม่ทุกคนก็จะต้องแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว จะได้กลับมารวมตัวกันพร้อมหน้าพร้อมตาอีกครั้งก็ไม่รู้เมื่อใด ดังนั้นจึงได้ข้อสรุปว่าควรจัดการให้เรียบร้อยเสียแต่ตอนนี้ จะได้ไม่ต้องมาพะว้าพะวังในภายหลัง
วันที่หก ครอบครัวลู่ไปเชิญภรรยาผู้นำหมู่บ้านมาเป็นแม่สื่อ ขั้นตอนพิธีหมั้นนี้จะเป็นไปอย่างเรียบง่าย และในวันนี้ครอบครัวใหญ่ลู่ก็เริ่มเตรียมสินสอดให้เหลียนฮวา
แม้เวลาจะปุบปับกระชั้นชิด แต่สิ่งที่ควรมีก็มีให้ไม่น้อย สิริรวมแล้วสินสอดทั้งหมดมีถึงหกสิบสี่หีบ! สร้างความตื่นตาตื่นใจให้คนในหมู่บ้านกันทั่วหน้า ช่างอลังการจริงๆ!
เข้าสู่วันที่เจ็ด บ้านสกุลลู่จัดงานเลี้ยงฉลองใหญ่โต เชิญทุกคนในหมู่บ้านมาร่วมเป็นสักขีพยาน รวมถึงเหล่าขุนนางที่มาเยี่ยมในวันปีใหม่ด้วย
เพียงแต่ครั้งนี้พวกเขาไม่ได้พาลูกๆของตัวเองมาด้วย เพราะเมื่อได้รู้ข่าวว่าเหลียนฮวาและเหลยจื่อหมั้นหมายกันแล้ว หลายๆคนก็เจ็บใจไม่น้อยจึงไม่มีอารมณ์จะมาร่วมงาน
เช่นนี้ตรงตามความตั้งใจของครอบครัวลู่พอดี คนเหล่านั้นไม่มาก็ไม่มีคนก่อเรื่อง ไม่มีเรื่องงานมงคลจึงจะเป็นไปอย่างราบรื่นมากขึ้น
ไม่ใช่ว่าครอบครัวลู่กลัวเลย เพียงแต่วันมงคลของเหลียนฮวากับเหลยจื่อเช่นนี้ ใครจะอยากให้มีคนมาทำลายบรรยากาศกันเล่า
วันนี้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนลงมือแต่งตัวให้เหลียนฮวาด้วยตัวเอง เด็กสาวสวมชุดกระโปรงอ่าวฉวินสีแดงอ่อน ใช้เครื่องประดับมุกทั้งชุดเพื่อเสริมความงาม เหลียนฮวาดูสดใส งดงามจนสะกดทุกสายตา
“ไอ้หยา ข้าเพิ่งจะสังเกตเห็นว่าเหลียนฮวาโตเป็นสาวเต็มตัวแล้ว ดูสิ ช่างงดงามยิ่งนัก!”
วันนี้เป็นวันมงคลของเหลียนฮวา นางฉินจึงขอมาเกล้าผมให้หลานสาวด้วยตัวเอง เห็นเหลียนฮวา.งดงามมากถึงเพียงนี้ นางฉินก็น้ำตาเอ่อคลออย่างกลั้นไม่ได้
โชคดีที่เหลียนฮวาหมั้นกับเหลยจื่อ แต่งงานไปก็ยังอยู่ในครอบครัวลู่เหมือนเดิม หากนางต้องไปหมั้นหมายกับคนอื่น นางฉินไม่รู้เลยว่าตนเองจะไม่สบายใจมากเพียงใด
เดิมทีเหลียนฮวารู้สึกเขินอายมาก แต่เห็นผู้เป็นอาเป็นเช่นนี้นางก็อดน้ำตาคลอไม่ได้ “ท่านอาเล็ก ต่อไปข้าจะดูแลท่านเป็นอย่างดี และจะกตัญญูต่อท่านเป็นอย่างดีเจ้าค่ะ”
“อาเล็กไม่ได้จะให้เจ้ามากตัญญูอะไรเลย ขอแค่เจ้าอยู่ดีมีสุข อาเล็กก็วางใจแล้ว”
น้ำตาเม็ดโตของนางฉินแทบจะร่วงลงมาอยู่รอมร่อ เหอจิ่วเหนียงรีบเอ่ยปลอบแกมหยอกเย้า “นี่แค่หมั้นเองเจ้าค่ะ เก็บน้ำตาเอาไว้ร้องตอนแต่งงานดีหรือไม่เจ้าคะ!”
แค่ประโยคเดียวก็ทำสองอาหลานหัวเราะได้แล้ว นางฉินเช็ดน้ำตาพลางกล่าว “ใช่ๆๆ วันมงคลเช่นนี้จะร้องไห้เสียน้ำตาไม่ได้ จะไม่เป็นมงคลเอา แขกเหรื่อมากันเยอะแล้ว เราออกไปกันเถอะ”
เหลียนฮวาพยักหน้า และออกไปพร้อมกับทุกคน ทันทีที่ก้าวเท้าออกจากประตูก็เห็นเหลยจื่อในชุดคลุมยาวเป็นทางการยืนรออยู่ด้านนอก เมื่อเห็นเหลียนฮวาออกมา มุมปากของเด็กหนุ่มก็พลันปรากฏรอยยิ้มชัดเจน
“แหม เหลยจื่อ ยิ้มแป้นเชียวน้า∼!”
เหอจิ่วเหนียงจอมหยอกล้อ เมื่อเห็นคู่รักวัยหนุ่มสาวเช่นนี้ก็อดแซวไม่ได้ ยิ่งอีกฝ่ายเขินอายนางก็ยิ่งสนุก
เป็นดังคาด ทั้งสองเขินอายมาก ทำเอาทุกคนต่างหัวเราะชอบใจ
“สะใภ้สาม อย่ามัวแต่เล่นอยู่ตรงนี้ ครอบครัวของนายอำเภอหลิวมากันแล้ว นำของขวัญมาด้วยไม่น้อยเลยนะ เจ้าไปดูกับข้าหน่อย!”
นางซุนเอ็ดผู้ใหญ่ที่ทำตัวเหมือนเด็กด้วยความโมโห จากนั้นก็ลากเหอจิ่วเหนียงไปทันทีโดยที่ไม่สนว่านางจะเต็มใจหรือไม่
ตอนที่ 673: แอบใส่ของส่วนตัวมา
เหอจิ่วเหนียงกับลู่กุ้ยหลานไปกับนางซุน นางฉินจับมือเหลียนฮวาขึ้นมา และวางลงบนมือเหลยจื่อเบาๆ
“เหลยจื่อ อาสะใภ้รองยกเหลียนฮวาให้เจ้าแล้วนะ อยู่ในเมืองหลักก็ดูแลนางให้ดี รอพวกอาจัดการเรื่องทางนี้เรียบร้อยเมื่อไรแล้วจะไปเยี่ยมพวกเจ้า”
นางฉินยิ้มอ่อนโยน นางวางแผนไว้แล้วจะไปเปิดโรงพนันที่เมืองหลัก แม้กระบวนการจะยุ่งยากไม่น้อย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นได้ยากยิ่งกว่าคือการที่นางสามารถหาสิ่งที่ตัวเองสนใจพบได้ หากปล่อยโอกาสทองนี้ไปคงเสียดายแย่ สู้ลองทำให้มันรู้ไป อย่างน้อยคงดีกว่าแค่นั่งเลี้ยงลูกอยู่บ้านไปวันๆ
เมื่อก่อนนางมีความคิดว่า สตรีควรอยู่บ้านดูแลสามีอบรมเลี้ยงดูบุตร ส่วนหน้าที่ออกไปทำงานข้างนอกต้องเป็นของสามี
แต่หลังจากลี้ภัย ก็ได้เรียนรู้การกระทำของน้องสะใภ้สามระหว่างทาง และวิธีการจัดการหลังจากได้ตั้งหลักปักฐานในจิงโจว จนนำพาครอบครัวลู่รุ่งเรืองขึ้นมาได้
นอกจากนี้ โก่วเอ๋อร์ก็ถูกน้องสะใภ้สามอบรมเลี้ยงดูมาเป็นอย่างดี เป็นเด็กที่รู้ประสีประสามากที่สุดในกลุ่มเด็กๆ
และเพราะน้องสะใภ้สามมีความสามารถ เป็นตัวอย่างที่ดีให้กับทุกคน ทำให้เวลาที่ลงมือทำสิ่งต่างๆ ทุกคนในบ้านจะมุ่งมั่นมากกว่าเมื่อก่อน
ต่อมาพี่สะใภ้ใหญ่ก็เปิดหอสุราเป็นของตัวเอง ตอนนี้น้องเล็กก็จะไปเปิดร้านขายอัญมณีที่เมืองหลัก แม้แต่พ่อแม่สามีก็ยังมีความคิดอยากทำกิจการของตัวเอง หากนางยังไม่ลงมือทำอะไรอีก นางก็จะตามทุกคนไม่ทันแล้วจริงๆ
“อาสะใภ้รองวางใจได้ขอรับ ข้าจะดูแลเหลียนฮวาเป็นอย่างดีขอรับ”
รอยยิ้มบนใบหน้าเหลยจื่อไม่ต้องบรรยายเลยว่าสดใสมากเพียงใด หากรู้ตั้งแต่แรกว่าถ้าบอกความในใจออกมาแล้วจะสมหวังอย่างงดงามเช่นนี้เขาคงบอกไปนานแล้ว จะได้ไม่ต้องปล่อยให้คนเหล่านั้นแอบหมายปองเหลียนฮวามานานเช่นนี้
นับแต่นี้ต่อไป เหลียนฮวาก็จะเป็นว่าที่ภรรยาของเขา ใครก็คิดหมายปองนางไม่ได้อีกแล้ว!
เหลียนฮวาเขินอายจนหน้าแดง ยิ้มพลางกล่าว “ท่านอาเล็ก พวกเราจะรอท่านที่เมืองหลักนะเจ้าคะ กลับไปข้าจะช่วยท่านดูที่ทางที่เหมาะสมในการเปิดโรงพนัน แล้วจะได้ซื้อเอาไว้”
“ดีเหมือนกัน ถ้าเจ้าสะดวกก็จัดการได้เลย แต่เจ้าเองก็งานเยอะอยู่แล้ว ทำงานของตัวเองให้เสร็จก่อน เรื่องเปิดโรงพนันไม่รีบหรอก”
นางฉินยิ้มอย่างเบิกบานใจ ในที่สุดก็รู้สึกว่าตัวเองพูดเรื่องเดียวกันกับคนในครอบครัวได้แล้ว
“เจ้าค่ะ!”
สามอาหลานสนทนากันด้วยรอยยิ้มพลางเดินออกไป
......
ด้านนอกแขกเหรื่อทยอยกันมาพอสมควรแล้ว แม้ไม่รู้ว่าในใจคิดเช่นไร แต่จากที่เห็นตอนนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนแย้มบานมากทีเดียว
มาร่วมงานมงคลย่อมต้องนำของขวัญมาด้วย โอกาสที่จะได้แสดง ‘เจตนา’ ต่อครอบครัวลู่อย่างเปิดเผยเช่นนี้หาได้ยากนัก ทุกคนจึงทุ่มสุดตัวในการ ‘เตรียมของขวัญ’ เพราะกลัวว่าหากน้ำใจในครั้งนี้มีมูลค่าไม่เหมาะสม ครอบครัวลู่จะรังเกียจ
ลู่ไป่ชวนย่อมรู้อยู่แล้วว่าจะมีเหตุการณ์ ‘ติดสินบน’ เกิดขึ้น ดังนั้นจึงมอบหมายให้มีคนตรวจสอบของขวัญที่จุดหน้างาน ตรวจดูทั้งในและนอกหีบ หากมีของส่วนตัวแอบซุกซ่อนมาก็จะนำออกมาคืนให้เจ้าของ
ของขวัญที่ตั้งใจนำมามอบให้แน่นอนว่ามักจะไม่ได้แพงอะไรและสามารถมองเห็นได้ทันที แต่จะมีบางคนที่มีการแอบซ่อนทองเล็กๆ เอาไว้ด้านในหรือไม่ก็ตั๋วเงิน หากพวกเขาแอบให้ ครอบครัวลู่แอบรับไว้ เช่นนี้ก็ไม่ใครรู้เห็น มีแค่พวกเขาสองฝ่ายที่รู้กัน
เมื่อรับของจากใครแล้วก็แปลว่าติดหนี้บุญคุณคนนั้น วันนี้ครอบครัวลู่รับ ‘ของขวัญ’ ของพวกเขาไปแล้ว วันหน้าหากพวกเขาประสบพบเจอปัญหา แล้วมาขอความช่วยเหลือ ครอบครัวลู่ย่อมช่วยเหลือแน่นอน
ความจริงแล้ว หากมีสิ่งใดที่พวกเขาต้องการขอความช่วยเหลือจากครอบครัวลู่ในวันหน้า สิ่งที่พวกเขาร้องขอก็เป็นเพียงแค่เรื่องเล็กๆน้อยๆ
แต่ครอบครัวลู่ช่างใจร้ายยิ่งนัก พวกเขาตรวจสอบของขวัญต่อหน้าธารกำนัล สิ่งของที่นอกเหนือจากของขวัญก็ส่งคืนให้ซึ่งๆหน้าทั้งหมด ไม่ไว้หน้าผู้ใดทั้งนั้น
รอยยิ้มบนใบหน้าของทุกคนบิดเบี้ยวจนแทบไม่อาจรักษาเอาไว้ได้แล้ว แต่ก็ไม่มีใครมีกะจิตกะใจจะพูดเหน็บแนมใครทั้งนั้น ต่างรีบไปปรับความเข้าใจและอ้อนวอนลู่ไป่ชวนทันที
“ท่านแม่ทัพ พวกเราไม่ได้มีเจตนาแอบแฝงเลยนะขอรับ แค่เห็นว่าวันนี้เป็นงานหมั้นของคุณชายเหลยจื่อกับคุณหนูเหลียนฮวา พวกเราไม่มีของขวัญที่มีค่ามากนัก ก็เลยมอบทองกับเงินเพิ่มให้ก็เท่านั้นขอรับ!”
“ใช่ขอรับ ใช่ขอรับ ในอำเภอเล็กๆของพวกเราหาซื้อของดีๆไม่ค่อยได้เลย และไม่รู้ด้วยว่าคุณชายเหลยจื่อกับคุณหนูเหลียนฮวาชอบสิ่งใด ให้เงินทองกับทั้งสองไปเลือกซื้อเองจะดีกว่าขอรับ”
“พวกเราเพียงมอบของขวัญอวยพรให้เด็กๆ ทั้งสองตามกำลังความสามารถ ท่านแม่ทัพโปรดรับไว้ด้วยเถิดขอรับ!”
ปกติยามเจอหน้ากัน คนเหล่านี้มักจะจิกกัดกันอยู่ร่ำไป หากแต่ครั้งนี้พวกเขากลับสามารถปรองดองกันได้อย่างน่าเหลือเชื่อ น้ำเสียงที่เอ่ยก็ออกไปทางเอาอกเอาใจเหมือนกันโดยมิได้นัดหมายอีกด้วย
การที่ครอบครัวลู่ตรวจสอบของขวัญของแขกต่อหน้าทุกคนเช่นนี้ว่ากันตามตรงก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นลู่ไป่ชวนจึงรักษาท่าทีเป็นมิตรต่อแขกเหล่านี้เพื่อหักลบกับการกระทำอันเสียมารยาทของตัวเอง ขณะที่รับมือกับการแก้ตัวของคนเหล่านี้ เขาก็กล่าวด้วยรอยยิ้ม “น้ำใจของทุกท่าน พวกเราครอบครัวลู่รับไว้แล้ว เพียงแต่เด็กๆทั้งสองอายุยังน้อย ไม่เหมาะที่จะได้รับของขวัญมีค่าขนาดนี้ ใต้เท้าทุกท่านรับคืนไปเถอะ วันนี้เป็นวันมงคลของเด็กทั้งสอง ทุกท่านอย่าได้กังวลกับเรื่องพวกนี้เลย สนุกกับงานเลี้ยงให้เต็มที่ดีกว่า”
กล่าวจบเขาก็ขอตัวไปต้อนรับแขกที่เป็นชาวบ้านในหมู่บ้านต่อ ไม่ให้โอกาสคนเหล่านี้ได้พูดอะไรอีก
และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ชาวบ้านได้ร่วมงานเลี้ยงท่ามกลางขุนนางมากมายเช่นนี้ ทุกคนต่างก็ตกใจบ้างก็หวาดหวั่น นั่งขดตัวอยู่บนม้านั่งแทบไม่กล้าแม้แต่หายใจ กลัวว่าจะไปล่วงเกินเหล่าคนใหญ่คนโตเข้า หากเป็นเช่นนั้นก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะตายเช่นไร
โชคดีที่ครอบครัวลู่ใจดีมาก ไม่ได้ละเลยพวกเขา ลู่จิ้งซวนกับลู่เหอหรงคอยอยู่สนทนากับแขกในหมู่บ้านตลอด ทำให้พวกเขาไม่ได้รู้สึกอึดอัดถึงเพียงนั้น
และในตอนนี้ ครอบครัวจางและครอบครัวหลิวก็มาถึงพอดี
ของขวัญของคนอื่นชิ้นกระทัดรัดใช้แค่มือถือมาก็ได้แล้ว แต่ของสกุลจางกับสกุลหลิวนั้น…ต้องใช้คำว่า ‘หาม’ เข้ามา และแน่นอนว่าคนที่นำมามากกว่าก็คือสกุลหลิว
ภาพนี้ดึงดูดความสนใจของทุกคนอย่างมาก กล่องของขวัญเล็กๆของพวกเขายังโดนคนสกุลลู่ตรวจสอบจนพรุน นายอำเภอสองท่านนี้เล่นใหญ่ปานนี้…จะไม่โดนตรวจยาวจนกินเวลาไปถึงพรุ่งนี้เลยหรือ
นายอำเภอมีฐานะยิ่งกว่าพวกเขา จุจุจุ หีบขนาดนี้ เขาจะซ่อนสินบนไว้มากเพียงใดกันนะ
คิดได้ดังนี้ เหล่าขุนนางที่ถูกจับได้ก็ไม่ได้รู้สึกแย่เท่าเมื่อครู่แล้ว พวกเขาต่างตั้งตารอดูความสนุก
และในตอนนี้เอง นางซุนก็ออกมาจากเรือนด้านหลัง พร้อมกับเหอจิ่วเหนียงและลู่กุ้ยหลานพอดี
ลู่ไป่ชวนเห็นภรรยาก็ส่งสายตาให้ สถานการณ์เช่นนี้ต้องให้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนรับมือ
แต่เหอจิ่วเหนียงกลับมองว่า ทุกคนกำลังคิดกันไปเป็นตุเป็นตะแล้ว หากเป็นสิ่งของที่มีประโยชน์แอบแฝงจริง นายอำเภอทั้งสองคงไม่กล้าหามเข้ามาอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ เพราะนั่นไม่ต่างอะไรกับการกระโดดเข้ากองไฟเลย
หลิวเยว่เซียงเป็นฝ่ายเดินเข้ามาทำความเคารพ แล้วกล่าว “ของเหล่านี้เป็นของขวัญที่ข้าน้อยกับพี่หญิงตั้งใจเตรียมมาให้แม่นางเหลียนฮวาเจ้าค่ะ ล้วนเป็นสิ่งของที่สตรีนิยมใช้กัน ไม่ได้มีค่ามากมายเท่าไร โปรดฮูหยินรับไว้แทนแม่นางเหลียนฮวาด้วยเจ้าค่ะ”
นางรู้ว่าครอบครัวลู่ยอมฟังเหอจิ่วเหนียง หากได้รับการยอมรับจากเหอจิ่วเหนียงก็หมายความว่าได้รับการยอมรับจากครอบครัวลู่ และเหอจิ่วเหนียงเป็นคนทันคนและหลักแหลมเป็นเลิศ นางไม่กล้ามีเล่ห์เหลี่ยมต่อหน้าสตรีผู้นี้ จึงเลือกที่จะแสดงความจริงใจออกไปดีกว่า
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางพยักหน้าตอบ นางรู้สึกว่าคุณหนูหลิวผู้นี้เป็นคนฉลาดโดยแท้จริง เพียงประโยคเดียวที่บอกว่า ‘เป็นของที่สตรีนิยมใช้’ ก็แสดงให้เห็นถึงเจตนาชัดเจนแล้วว่า สิ่งของเหล่านี้พวกนางตั้งใจมอบให้กับเหลียนฮวาทั้งหมด ไม่เกี่ยวอะไรกับครอบครัวลู่
ทว่าของขวัญของคนอื่นล้วนถูกตรวจสอบกันทั้งหมด หากเหอจิ่วเหนียงรับของขวัญของดรุณีทั้งสองมาโดยไม่ตรวจสอบก็จะอำเอียงและไม่เหมาะสมอย่างมาก ดังนั้นนางจึงสั่งให้คนเปิดหีบตรวจสอบ
สิ่งของทั้งหมดในหีบเป็นของที่สตรีนิยมใช้กันจริงๆ อาทิ เสื้อผ้า เครื่องประดับ ชาดทาปาก พัด รวมถึงแจกันดอกไม้ใบเล็กอันประณีต รวมถึงพวกผ้าพับ ทั้งแบบเรียบและปักลายต่างๆ
สิ่งของเหล่านี้ล้วนงดงามประณีต แต่ก็ไม่ใช่สิ่งของที่มีราคาแพงมาก ถึงอย่างนั้นก็แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของผู้ให้
หลังจากตรวจสอบทั้งหมดแล้ว ก็ไม่พบว่ามีสินบนแอบซ่อนมาแต่อย่างใด
ขุนนางหลายคนต่างพากันหน้าเสีย กลับกัน ครอบครัวลู่กลับเผยรอยยิ้มจริงใจออกมา คนที่เตรียมของขวัญให้เหลียนฮวาด้วยใจเช่นนี้ พวกเขาย่อมปฏิบัติต่ออีกฝ่ายเป็นอย่างดีแน่นอน
เหลียนฮวาและเหลยจื่อเดินมาถึงพอดี เมื่อเห็นสองพี่น้องบุตรสาวนายอำเภอเตรียมของขวัญมาให้ตนโดยเฉพาะ เหลียนฮวาก็รู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย
นางสัมผัสได้ถึงความปรารถนาดีที่ส่งมาถึงตนจากสองพี่น้องคู่นี้ จะว่าไปก็แปลกเหมือนกัน เห็นๆกันอยู่ว่าก่อนหน้านี้พวกนางแทบไม่ได้สนทนาอะไรกัน แต่เหลียนฮวากลับรู้สึกราวกับว่า พวกนางทั้งสามรู้จักกันมานานมากแล้วก็มิปาน
นางยิ้มอย่างยินดี รู้สึกว่าการได้มีสหายที่ดีในวัยเดียวกันถึงสองคนเช่นนี้เป็นเรื่องที่วิเศษไปเลย
ตอนที่ 674: กลับไปจะซ่อมห้องน้ำให้เหมือนเป๊ะๆเลย
วันนี้คนมาร่วมงานมงคลจำนวนมาก เรือนของครอบครัวลู่เป็นเพียงบ้านชาวบ้านทั่วไปที่สร้างด้วยอิฐธรรมดา ปกติอยู่กันเพียงคนในครอบครัวเรียกได้ว่ามีพื้นที่กว้างขวางเหลือเฟือ ทว่าบัดนี้ต้องรองรับแขกมากมาย พื้นที่โล่งกว้างจึงดูคับแคบไปถนัดตา
ด้วยเป็นเพียงบ้านในหมู่บ้าน มิใช่จวนใหญ่โต จึงทำให้ไม่สามารถจัดหาห้องหับหรือเรือนรับรองเพื่อแบ่งพื้นที่ระหว่างชายหญิงได้ แขกทุกคนถูกจัดให้อยู่ร่วมงานด้วยกันในห้องโถงใหญ่ โดยใช้ฉากบังลมกั้นไว้พอเป็นพิธีเท่านั้น
หากมีเพียงคนในหมู่บ้านไม่ต้องใช้ฉากบังลมกั้นก็ได้ ทุกคนต่างรู้จักมักคุ้นกัน ไม่จำเป็นต้องใส่ใจเรื่องพิธีรีตอง แต่เพราะมีเหล่าขุนนางมาร่วมงานด้วย บรรดาผู้มีตำแหน่งฐานะล้วนถูกปลูกฝังให้ใส่ใจเรื่องธรรมเนียมปฏิบัติมาก ดังนั้นจึงต้องให้ความสำคัญ
ด้วยเหตุนี้ ทำให้ชายหญิงต่างเห็นบรรยากาศของฝ่ายตรงข้ามได้ชัดเจน ขณะเดียวกันทุกคนยังสามารถสนทนาหัวข้อเดียวกันได้ด้วย
หลิวเยว่เซียงเห็นลู่เสี่ยวหยางถือไหสุราเดินออกไปด้านนอก ผ่านไปครู่ใหญ่ก็ยังไม่เห็นเขาเดินกลับเข้ามา
นางลังเลอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนจะลุกขึ้น เดินออกไป
“คุณหนูหลิวจะไปห้องน้ำหรือเจ้าคะ บ่าวจะนำทางให้คุณหนูเจ้าค่ะ”
เพิ่งจะเดินไปได้สองสามก้าว ก็มีสาวใช้คนหนึ่งเดินมาถาม หลิวเยว่เซียงส่ายหน้าพลางกล่าว “ไม่เป็นไร ข้าเดินไปเองได้”
สาวใช้ตอบรับเสียงอ่อนโบน และผายมือบอกทางให้นางโดยไม่ได้เดินตามไป
หลิวเยว่เซียงอยากไปเข้าห้องน้ำจริงๆ ไม่ได้สนใจลู่เสี่ยวหยาง ถึงอย่างไรก็ขอจัดการธุระส่วนตัวให้เรียบร้อยก่อน
เมื่อมาถึงห้องน้ำของบ้านครอบครัวลู่ คุณหนูหลิวถึงกับผงะไป นางตกใจอย่างมาก!
ห้องน้ำนี่…ไม่เหมือนกับห้องน้ำที่อื่นเลย ใช้อิฐสร้าง สะอาดสะอ้านมาก ทั้งยังไม่มีกลิ่นไม่พึงประสงค์อีกด้วย!
หากไม่ใช่เพราะหน้าประตูมีป้ายไม้เล็กๆ เขียนคำว่า ‘ห้องน้ำ’ แขวนไว้ นางคิดว่าตนเองเดินมาผิดทางซะอีก
ข้างๆมีโอ่งน้ำหนึ่งใบ ด้านในมีกระบวยทำมาจากน้ำเต้า ขอบโอ่งเขียนตัวอักษรกำกับเอาไว้ว่า ‘เสร็จธุระส่วนตัวแล้วโปรดราดด้วย’
หลิวเยว่เซียงทำตาม ไม่ไกลนักนางมีแท่นเล็กๆแท่นหนึ่ง ด้านข้างปรากฏตัวอักษรสามคำว่า ‘อ่างล้างมือ’
บนแท่นมีอ่างหินที่เจาะรูตรงก้นเอาไว้ มีน้ำไหลออกมาจากกระบอกไม้ไผ่ลงสู่อ่างหินนั้น แล้วน้ำเหล่านั้นก็ระบายออกไปทางรูก้นอ่าง
ตรงผนังเหนืออ่างล้างมือมีกระจกทองแดงแขวนไว้ ขณะล้างมือก็สามารถเห็นช่วงบนของตัวเองได้พอดี
หลิวเยว่เซียงเห็นชุดกระโปรงของตัวเองมีรอยยับ และมวยผมเอียงเล็กน้อยผ่านกระจกบานนั้น จึงรีบส่องกระจกจัดแต่งทรงผมให้เรียบร้อยทันที ก่อนจะออกจากห้องน้ำด้วยความตื่นเต้น
นางตัดสินใจแล้วว่า กลับบ้านไปนางจะให้ท่านพ่อหาคนมาซ่อมแซมห้องน้ำให้เหมือนที่นี่เป๊ะๆเลย!
ในหัวเด็กสาวตอนนี้คิดแต่เรื่องปรับปรุงห้องน้ำให้ หากระหว่างทางไม่บังเอิญเห็นว่าลู่เสี่ยวหยางกำลังดื่มสุราอยู่คนเดียว นางคงลืมจุดประสงค์อีกข้อในการออกมาครั้งนี้ไปแล้ว
เกือบลืมไปเลย แต่ตอนนี้ก็ยังไม่สาย!
วันมงคลเช่นนี้ทุกคนกำลังมีความสุขรื่นเริง แต่มีแค่ลู่เสี่ยวหยางที่มานั่งดื่มสุราด้วยท่าทีเศร้าหมองอยู่ข้างนอกคนเดียว ทำให้นางอดคิดไม่ได้เลย
หรือว่าลู่เสี่ยวหยางก็มีใจให้เหลียนฮวาเหมือนกัน?
แต่ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เด็กๆสกุลลู่ถูกเลี้ยงดูมาด้วยกัน ก็มีแค่เหลียนฮวาที่ไม่ได้มีความสัมพันธ์ทางสายเลือดกับพวกเขา นางรูปโฉม.งดงาม ทั้งยังมีความสามารถเก่งกาจถึงเพียงนี้ หากตนเป็นบุรุษก็คงจะชอบเหลียนฮวาเหมือนกัน
“พี่เสี่ยวหยาง…เอ่อ หากจะเรียกท่านว่าคุณชายเสี่ยวหยางก็ดูจะแปลกๆไปหน่อย ข้าเรียกท่านว่าพี่เสี่ยวหยางได้หรือไม่เจ้าคะ?”
หลิวเยว่เซียงเป็นฝ่ายเดินเข้าไปทักทาย และนั่งลงตรงข้ามลู่เสี่ยวหยางอย่างเป็นกันเอง ระยะไม่ได้ใกล้กันมากนัก แต่ก็ไม่ได้ห่างกันเกินไป โดยรวมแล้วอยู่ในระยะที่ปลอดภัย
เรื่องที่นางมอบของขวัญแสดงความยินดีให้เหลียนฮวา ลู่เสี่ยวหยางเองก็รู้ เขาเห็นแล้วว่านางเป็นคนค่อนข้างจริงใจ จึงไม่ได้หักหน้านาง ยอมให้นางนั่งร่วมโต๊ะเดียวกันกับตนเอง และจะได้ดูด้วยว่านางเข้ามาหาด้วยจุดประสงค์อะไร
เด็กหนุ่มพยักหน้าพลางกล่าว “แล้วแต่เจ้าจะเรียกเถอะ”
น้องชายน้องสาวในบ้าน หรือแม้แต่เหลียนฮวาก็เรียกเขาเช่นนี้ ไม่ได้แปลกแต่อย่างใด
หลิวเยว่เซียงเอ่ยต่อ “ข้าเองก็ไม่ค่อยสบายใจเหมือนกันก็เลยออกมาเดินเล่น คิดไม่ถึงเลยว่าแม่นางเหลียนฮวาจะหมั้นหมายเร็วเช่นนี้ ข้าคิดว่าน่าจะอีกปีสองปีซะอีก คิดแล้วก็รู้สึกเสียดายมากจริงๆ”
นางจงใจใช้เรื่องเหลียนฮวามาเปิดหัวข้อสนทนา แต่คำพูดของนางก็ออกมาจากใจ นางรู้สึกเสียดายจริงๆ
“เหลียนฮวาหมั้น เหตุใดเจ้าถึงไม่สบายใจด้วยล่ะ?”
ลู่เสี่ยวหยางพลันขมวดคิ้ว แสดงอาการไม่พอใจออกมาชัดเจน …คุณหนูหลิวผู้นี้เองก็หมายปองเหลยจื่อด้วยอีกคนแน่ๆ เหมือนกับคุณหนูคนอื่นๆที่คิดเหมือนกับนาง
หลิวเยว่เซียงมองอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ ไม่รู้ว่าเขาโกรธอะไร จึงเอ่ยเสียงเบาราวกับพึมพำกับตัวเอง “พูดไปท่านคงไม่เชื่อ เมื่อก่อนเวลาที่ข้าได้ยินพี่สาวข้าพูดถึงแม่นางเหลียนฮวาทีไร ข้ารู้สึกเหยียดหยามนางมาก แต่วันงานเลี้ยงวันก่อนพอข้าได้เห็นนาง คนอะไรรูปร่างหน้าตางดงามมาก ทำการค้าก็เก่ง ทั้งยังทำให้เจี่ยหรุ่ยโกรธจนหัวฟัดหัวเหวี่ยงออกไปอย่างง่ายดายเช่นนั้นได้ ข้าก็เริ่มนับถือนางขึ้นมา และในตอนนั้นเองข้าก็มีความคิดอยากคารวะนางเป็นอาจารย์ผุดขึ้นในหัวทันที
อุตส่าห์นึกดีใจว่าจะได้เรียนรู้วิชากับนางมากๆ คิดไม่ถึงเลยว่านางจะหมั้นหมายเสียเร็วปานนี้ ดูท่าอีกไม่นานก็คงจะแต่งงานกระมัง เมื่อถึงตอนนั้นนางก็ต้องอยู่บ้านดูแลสามีและลูก คงไม่มีเวลาสอนอะไรพวกข้ามากแล้ว”
นี่เป็นวิถีชีวิตดั้งเดิมที่สืบทอดกันมาในสังคมยุคนี้ สตรีหลังจากแต่งงานแล้วก็ต้องอยู่บ้านดูแลลูกปรนนิบัติสามีห้ามออกไปทำอะไรที่ไหน เป็นกฎของสตรีออกเรือนทุกคน หากไม่ปฏิบัติจะทำให้สามีและครอบครัวต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง
ลู่เสี่ยวหยางเหลือบมองคนตรงข้าม พิจารณาสีหน้าท่าทางแล้วพบว่าเต็มไปด้วยความผิดหวังจริงๆ ไม่ได้เสแสร้งแกล้งทำ จึงกล่าว “ที่แท้เจ้าก็ไม่สบายใจเพราะเรื่องนี้นี่เอง”
“ก็ใช่น่ะสิ จะมีเรื่องอะไรอีกล่ะ …หรือว่าแม้แต่ท่านก็คิดว่าข้ามีใจให้คุณชายเหลยเหมือนกัน?”
หลิวเยว่เซียงยอมรับอย่างเปิดเผย แต่ก็ยังไม่ลืมสังเกตแววตาของลู่เสี่ยวหยาง
ลู่เสี่ยวหยางเลิกคิ้ว “เหตุใดเจ้าถึงใช้คำว่า ‘เหมือนกัน’ ล่ะ?”
“บอกตามตรงนะ ท่านพ่อท่านแม่ข้าก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน ทั้งยังเกลี้ยกล่อมให้ข้าตัดใจ อย่าคิดในสิ่งที่ไม่ควรคิด”
หญิงสาวพูดถึงตรงนี้ ก็.ยกมือเท้าคางทำท่าครุ่นคิด แล้วเอ่ยต่อ “ข้า.ยอมรับนะว่าถึงแม้ว่าคุณชายเหลยจะเป็นคนที่ดีมากๆ แต่ข้าก็ไม่เคยมีความคิดพวกนั้นจริงๆ ท่านพ่อข้าเป็นแค่นายอำเภอในอำเภอเล็กๆ ครอบครัวข้าไม่ได้มีฐานะร่ำรวย เหตุใดต้องหาเรื่องใส่ตัวด้วยล่ะ พี่เสี่ยวหยาง ท่านว่าที่ข้าพูดมาถูกต้องหรือไม่?”
ลู่เสี่ยวหยางรู้สึกทึ่งกับความตรงไปตรงมาของนาง ทว่าชั่วขณะนั้นก็ไม่รู้ควรตอบเช่นไร หากแต่มุมปากกลับยกขึ้นเป็นรอยยิ้มบางๆแบบที่หาได้ยากนัก
สิ่งที่ลู่เสี่ยวหยางไม่รู้ก็คือ ทุกครั้งเวลาที่เขายิ้ม มุมปากขวาของเขาจะยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว เป็นรอยยิ้มมีความซุกซนกวนๆเล็กน้อย และนี่ก็เป็นเหตุผลที่ว่า เหตุใดชาวบ้านในหมู่บ้านถึงไม่ค่อยชอบขี้หน้าเขาในตอนแรกๆ
ทว่า…
ร่องรอยความซุกซนกวนๆนี้ กลับกระชากใจหลิวเยว่เซียงเข้าอย่างจัง ปลุกคลื่นความรู้สึกของนางระลอกแล้วระลอกเล่า
หลิวเยว่เซียงถึงกับจิตใจล่องลอยไปกับรอยยิ้มนี้ พระเจ้าช่วย เหตุใดถึงได้ยิ้มน่ามองถึงเพียงนี้นะ!
ท่าทางซุกซนกวนๆนั้น ทำให้นางถึงกับลุ่มหลงจนถอนตัวไม่ขึ้นจริงๆแล้ว!
ใจหญิงสาวเต้นแรง ไม่อาจละสายตาได้ แต่โชคดีที่สติอันน้อยนิดที่ยังเหลืออยู่ช่วยให้นางดึงตัวเองออกมาจากภวังค์ได้ …จะให้ลู่เสี่ยวหยางรู้ถึงความรู้สึกของนางไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นแผนการ ‘พิชิตใจเขา’ ของนางยังไม่ทันได้เริ่มก็คงล้มเหลวแล้ว
ลู่เสี่ยวหยางไม่ได้สังเกตเห็นถึงความผิดปกติของนาง ก้มหน้ายกสุราขึ้นซดอีกหน ก่อนจะกล่าว “เจ้ากังวลมากเกินไปแล้ว พวกเขาก็แค่หมั้นกัน ยังไม่แต่งงานเร็วๆนี้หรอก แต่ต่อให้แต่งงานแล้ว เหลียนฮวาก็ยังคงทำในสิ่งที่นางชอบได้ เหลยจื่อและทุกคนในครอบครัวไม่ห้ามนางหรอก”
“จริงหรือ?”
“จริงสิ”
แววตาหลิวเยว่เซียงเปล่งประกายอย่างเห็นได้ชัด ไม่รู้ทำไมลู่เสี่ยวหยางเองก็รู้สึกเข้าถึงความรู้สึกของนางไปด้วย รู้สึกเหมือนความคับข้องภายในใจของตัวเองก็ถูกปลดปล่อยไปไม่น้อย
เหลียนฮวากับเหลยจื่ออยู่ด้วยกันต้องมีความสุขมากแน่นอน เขาเองก็ควรมีความสุข ไม่ใช่มานั่งดื่มสุราระบายความทุกข์อยู่ตรงนี้
เขาลุกขึ้นเดินกลับเข้าไปในงาน แต่เดินไปได้เพียงไม่กี่ก้าวก็ชะงักฝีเท้า แล้วกล่าวกับหลิวเยว่เซียง
“หลังจากกลับไปเมืองหลักเหลียนฮวาอาจจะมีเรื่องที่ต้องทำมากมาย หากเจ้าไม่เข้าใจตรงไหนก็มาถามข้าได้”
ตอนที่ 675: วันใดท่านพี่ลำบากข้าช่วยเหลือท่านได้
ลู่เสี่ยวหยางไม่ได้มีความคิดอื่นใด เขาเพียงเห็นว่าหลิวเยว่เซียงไม่ได้เป็นคนเลวร้าย นางมีความแน่วแน่ในการเรียนรู้การทำการค้าจริงๆ ดังนั้นสิ่งใดที่เขาช่วยได้เขาก็จะช่วย
ปกติเหลียนฮวาก็งานยุ่งมากอยู่แล้ว หากไม่มีอะไรผิดพลาด ในอนาคตนางไม่เพียงต้องดูแลกิจการทางด้านเมืองหลักเท่านั้น ยังต้องคิดวางแผนกิจการในเมืองหลวงด้วย อาสะใภ้สามตั้งใจบ่มเพาะพวกเขา ย่อมไม่ปล่อยให้พวกเขาอยู่เฉยๆ
เหลียนฮวาหมั้นหมายแล้ว ต่อจากนี้เรื่องทั่วๆไปในชีวิตประจำวันของนางก็จะมีเหลยจื่อคอยช่วยดูแล ส่วนตัวเขา สิ่งที่พอจะช่วยนางได้ก็คือ ช่วยดูแลเหล่าลูกศิษย์ของนาง แบ่งเบางานในร้านไม่ให้นางต้องเหนื่อยจนเกินไป
“ได้สิ ขอบคุณพี่เสี่ยวหยางเจ้าค่ะ!”
หลิวเยว่เซียงตอบตกลงทันที เรื่องนี้ตรงกับแผนการของนางอยู่แล้ว! นางกำลังคิดอยู่เลยว่าจะเอ่ยปากเช่นไรดี นึกไม่ถึงว่าลู่เสี่ยวหยางจะเป็นคนเอ่ยออกมาเอง ทั้งยังพูดตรงใจมากด้วย!
นางมองตามแผ่นหลังลู่เสี่ยวหยางจนอีกฝ่ายหายลับเข้าไปในโถงงานเลี้ยง ผ่านไปครู่หนึ่ง นางจึงจะลุกขึ้นเดินกลับเข้าไป ขณะนี้ญาติผู้พี่ของนางกำลังก้มหน้าก้มตาแทะเป็ดดำลู่อย่างเอาเป็นเอาตาย หญิงสาวมองภาพนั้นแล้วก็รู้สึกพูดอะไรไม่ออกเลยจริงๆ
“หยุดแทะได้แล้วเจ้าค่ะ ท่านลืมตุ่มหนองที่เคยขึ้นเต็มหน้าในเมื่อก่อนไปแล้วหรือ ควบคุมการกินหน่อยเถอะเจ้าค่ะ!”
จางหลานเซียงเป็นคนผิวแพ้ง่าย แค่กินเผ็ดก็มีโอกาสเกิดสิว แต่นางดันเป็นคนชอบกินเผ็ด ไม่สามารถห้ามปากตัวเองได้เลย จึงทำให้ในตอนนั้นใบหน้าเต็มไปด้วยสิว หากไม่ได้พบเหอจิ่วเหนียง คาดว่าตอนนี้คงเสียโฉมไปแล้ว
“เจ้าไม่รู้สึกหรือว่าเป็ดดำลู่ที่ตัวเองกินอยู่ตอนนี้มันอร่อยกว่าที่ขายที่ร้านอีก ข้าไปซื้อกินทุกวัน รสชาติไม่เหมือนกันเลย!”
จางหลานเซียงไม่ฟังคำพูดของน้องสาว ฮูหยินสามลู่เขียนเทียบยาลดร้อนในให้นางมาแล้ว แค่นางกินอาหารรสเผ็ดแล้วดื่มยาต้มตามไปถ้วยหนึ่ง วันต่อมานางก็จะไม่เป็นอะไร และนางก็ไม่เป็นตุ่มหนองนั่นมานานแล้วด้วย
“ต่อให้อร่อยก็ไม่ควรกินมากเกินไปนะเจ้าคะ ท่านดูกระดูกที่กองเป็นภูเขาตรงหน้าท่านสิ คนอื่นเขามองมาที่ท่านกันหมดแล้ว!”
หลิวเยว่เซียงส่งสายตาคล้ายชี้ไปที่บรรดาสตรีที่อยู่โดยรอบที่มองมาทางจางหลานเซียงด้วยแววขบขัน ถึงอย่างไรนางก็เป็นถึงบุตรสาวนายอำเภอ ทำเหมือนไม่เคยลิ้มรสเนื้อสัตว์มาทั้งชีวิตไปได้
จางหลานเซียงไม่ได้สนใจคนเหล่านั้นเลยสักนิด แต่นางตระหนักถึงหน้าตาของบิดามารดาตนเองขึ้นมาได้ เมื่อเห็นสายตาของคนเหล่านั้นก็สงวนกิริยาขึ้นไม่น้อย นั่งยืดตัวตรง วางหัวเป็ดที่เหลือครึ่งหนึ่งลงบนจาน
หลิวเยว่เซียงเห็นดังนั้นก็พอใจ นางเอ่ยเสียงเบา “เช่นนี้สิเจ้าคะถึงจะถูก รอให้พวกเราไปอยู่ที่เมืองหลักก่อน เราไม่รู้จักใคร ไม่มีใครรู้จักเรา ตอนนั้นท่านอยากกินเท่าไรก็กินได้ตามใจเลย”
จางหลานเซียงพยักหน้าอย่างเข้าใจ ในใจกำลังคิดว่า เมื่อถึงตอนนั้นจะลองขออนุญาตเหลียนฮวาให้ส่งนางไปเรียนการค้าในร้านอาหาร หากวันใดเป็ดดำลู่ขายไม่หมด นางจะซื้อกลับไปกินให้หมดเลย…
หลิวเยว่เซียงเล่าเรื่องห้องน้ำของบ้านลู่ให้พี่สาวฟัง ไม่ว่าจะเป็นสภาพภายในห้องน้ำนั้นดีเช่นไร มีน้ำไหลออกมาให้ล้างมือ ทั้งยังสามารถส่องกระจกดูตัวเองได้ด้วย มากมายต่างๆนานา
ทว่านางเล่าด้วยควาตื่นเต้นเสียตั้งยืดยาว พี่สาวของนางกลับไม่ได้ฟังเลยแม้แต่ประโยคเดียว
ต่อมาหลิวเยว่เซียงจึงขยับเข้าไปกระซิบข้างหูอีกฝ่าย เล่าเรื่องลู่เสี่ยวหยางให้ฟัง และในที่สุดจางหลานเซียงก็สะดุ้งด้วยความสนใจ เพราะได้ยินน้องสาวเอ่ยประโยคที่ว่า ‘นางชอบลู่เสี่ยวหยาง’
“ฮะ! เจ้าแน่ใจหรือ!? เขาไม่ได้เข้าเรียนในสำนักศึกษานะ เห็นได้ชัดว่าเขาไม่คิดจะสอบเข้ารับตำแหน่งขุนนาง มุ่งมั่นในเส้นทางการค้า หากเจ้าแต่งงานกับเขา ต่อไปก็เป็นแม่ค้าเหมือนกันนะ!”
จางหลานเซียงเลิกสนใจเรื่องกินได้ในที่สุด หันมาตั้งใจพิจารณาท่าทีของน้องสาว นางรู้สึกว่าน้องสาวดูรีบร้อนไปหน่อย
ครั้นที่หลิวเยว่เซียงสนใจหลี่หรง ถึงแม้นางจะไม่ค่อยเห็นด้วยเท่าไร แต่อย่างน้อยอีกฝ่ายก็เป็นบุตรหลานครอบครัวขุนนาง ในอนาคตเขาก็ต้องเดินในเส้นทางการเป็นขุนนาง ถึงแม้ไม่ได้ร่ำรวยแต่ก็ถือว่าไม่ย่ำแย่ ทว่าตอนนี้น้องสาวกลับบอกว่าชอบลู่เสี่ยวหยาง นี่เอาแต่ใจตัวเองเกินไปแล้วกระมัง!
“ท่านพี่ ข้าจริงจังนะเจ้าคะ ข้าชอบเขาจริงๆ!”
ดวงตาหลิวเยว่เซียงฉายแววแน่วแน่อย่างแรงกล้า ก่อนหน้านี้ตอนที่นางตัดสินใจเข้าหาลู่เสี่ยวหยาง ก็แค่เพราะสถานะของเขา เขาเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดที่พาให้นางเข้าหาครอบครัวลู่ได้
ทว่าตอนนี้…นางมั่นใจมากว่าตัวเองอยากใช้ชั่วชีวิตไปกับเขา
เขารูปโฉมดูดี โดยเฉพาะเวลายิ้ม ช่างหลอมละลายดวงใจยิ่งนัก และเห็นได้ชัดว่าทั้งๆที่เขามีใจให้เหลียนฮวา แต่กลับยอมถอยออกมาแต่โดยดี ทั้งยังเลือกที่จะปกป้องนางอย่างเงียบๆ นี่คือสิ่งที่หลิวเยว่เซียงชื่นชมเขา
นางไม่ถือสาแม้แต่น้อยสำหรับเรื่องที่เขามีใจให้เหลียนฮวา เพราะแม้แต่ตัวนางเองก็ยังชอบเหมือนกัน ใครเล่าจะต้านทานเสน่ห์ของเหลียนฮวาได้ไหว
อีกอย่าง ตอนนี้เหลียนฮวาก็มีคู่หมั้นแล้ว และสิ่งที่ลู่เสี่ยวหยางเลือกก็หมายความว่าเขาตัดสินใจที่จะตัดใจแล้ว ดังนั้น นางมีโอกาสที่จะทำให้เขาหันมาชอบนางได้!
อย่างไรเสียพวกเขาก็ยังหนุ่มยังสาว จะมีอะไรยากกันเล่า
จางหลานเซียงกลอกตามองบน ปกติน้องสาวคนนี้เฉลียวฉลาดยิ่งนัก น่าเสียดายที่พอคลั่งรักสมองก็ฟั่นเฟือนไปแล้ว
เป็นคุณหนูตระกูลขุนนางอยู่ดีๆ ดันอยากแต่งงานกับพ่อค้า ช่างไม่เข้าท่าเอาซะเลย
หลิวเยว่เซียงแย้งสู้ “เป็นพ่อค้าแล้วผิดตรงไหนเจ้าคะ? ถึงอย่างไรก็มีต้นไม้ใหญ่อย่างครอบครัวลู่คอยให้พึ่งพิง ต่อให้ทำการค้าก็ไม่มีใครกล้ามาดูแคลน อีกอย่าง การทำมาค้าขายก็เป็นอาชีพสุจริต หาเงินซื้อของที่อยากได้ได้เหมือนกัน ไม่เห็นมีอะไรต้องอาย ข้าจะตั้งใจเรียนทำการค้าให้ดี อนาคตจะได้ร่ำรวยมั่งคั่ง หากวันใดท่านพี่ลำบากข้าก็สามารถช่วยเหลือท่านได้”
จางหลานเซียง “…”
“เงียบไปเลยนะ ไม่รู้จักอายบ้างเลยหรือไร!”
จางหลานเซียงโมโหจนหยิบขนมยัดเข้าปากน้องสาวให้เงียบ สาวน้อยทั้งสองจิกกัดกันตามประสาพี่น้อง ทำเอาคนที่นั่งอยู่รอบๆ พากันอิจฉา พี่น้องแท้ๆของพวกนางยังไม่สนิทสนมกันเท่าลูกพี่ลูกน้องคู่นี้เลย
.....
เหอจิ่วเหนียงกำลังนั่งดื่มชา ทันใดนั้นมีสาวใช้เข้ามารายงานว่า หลิวเยว่เซียงกับลู่เสี่ยวหยางพบกัน ทั้งคู่นั่งสนทนากันอยู่ครู่ใหญ่
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วขึ้นเล็กน้อย …โอ้ คิดไม่ถึงเลยว่าเด็กสาวคนนี้จะมีไหวพริบมากเช่นนี้
ทุกคนล้วนคิดว่านางมีใจให้เหลยจื่อ ปรากฏว่าแท้จริงแล้วนางสนใจลู่เสี่ยวหยางต่างหาก และการแสดงออกของนางนั้นไม่ได้เป็นการเข้าไปทำดีด้วยตรงๆ แต่กลับใช้วิธีอ้อมค้อมอย่างชาญฉลาด
“ไม่เลว ไม่เลว ฉลาดยิ่งนัก!”
เหอจิ่วเหนียงหรี่ตา ยกยิ้มมุมปากพลางเอ่ยชื่นชม นางกำลังกลุ้มใจอยู่พอดีว่าจะหาคู่ครองให้ลู่เสี่ยวหยางจากที่ไหน คิดไม่ถึงเลยว่าสวรรค์จะส่งตัวมารวดเร็วเช่นนี้
นางไม่รู้สึกต่อต้านหลิวเยว่เซียงเลย สตรีมีไหวพริบเช่นนี้ดีจะตาย ทั้งยังใช้ไหวพริบในทางที่ถูกต้อง สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญและน่าสนใจ
เนื่องจากเรื่องราวในอดีตทำให้ลู่เสี่ยวหยางรู้สึกผิดและโทษตัวเองมาโดยตลอด จึงต้องมีคนอย่างหลิวเยว่เซียงนี่แหละเข้ามาเป็นเพื่อนร่วมเดินทาง หากหลิวเยว่เซียงมีใจมั่นคงต่อหลานชายของนางได้ตลอดจริง นางก็ยินดีจะช่วย
“จับตาดูต่อไป โดยเฉพาะพวกเด็กน้อย วันมงคลอย่าปล่อยให้เล่นซนจนเกินไป”
“เจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงจิบชาอีกอึก ปีใหม่ปีนี้ได้จัดการเรื่องสำคัญในชีวิตของเหลียนฮวากับเหลยจื่อแล้ว ทั้งยังได้ค้นพบเส้นทางในอนาคตของพี่สะใภ้รองด้วย นับว่าเป็นสัญญาณที่ดีจริงๆ!
ปีนี้ต้องเป็นปีที่มั่งคั่ง ร่ำรวยยิ่งๆขึ้นไปแน่นอน!
......
เช้าตรู่วันที่แปดของปีใหม่
วันนี้ครอบครัวลู่ต้องแยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว แต่ครั้งนี้มีญาติพี่น้องตระกูลลู่ร่วมเดินทางไปพร้อมกันด้วย พวกเขาจะเดินทางกลับชางโจว เพื่อย้ายสุสานของบรรพบุรุษมาไว้ที่นี่ พร้อมกับผู้เฒ่าลู่และลู่จิ้งซวน โดยทั้งคณะจะไปเตรียมความพร้อมกันที่เมืองหลักก่อน
ส่วนจางซงและจางหย่งก็เตรียมตัวออกเดินทางไปยังดินแดนทุ่งหญ้าอีกครั้ง แต่ต้องไปที่เมืองหลักก่อนเช่นกันเพื่อว่าจ้างหน่วยคุ้มกันภัย ครั้งนี้พวกเขาตั้งใจนำสินค้าพื้นเมืองของที่นี่ไปขายที่ดินแดนทุ่งหญ้าด้วย ต้องบอกเลยว่าสินค้าที่นำไปครั้งนี้มีไม่น้อย ออกเดินทางล่วงหน้าเพื่อเตรียมตัวก่อนดีกว่า
ยามนี้ ที่บ้านจึงเหลือเพียงครอบครัวรอง นางหยู และพวกลู่กุ้ยหลาน
แต่การจากกันครั้งนี้ทุกคนไม่ได้รู้สึกโศกเศร้าแต่อย่างใด แต่ละคนสีหน้าเบิกบานดุจสายลมยามวสันตฤดู พวกเขากำลังพยายามเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดีมากกว่า
ทว่าคนที่อยู่ที่บ้านก็ใช่ว่าจะอยู่แต่บ้านอย่างเดียว อีกระยะหนึ่งพวกเขาก็ต้องไปเมืองหลักเช่นกัน เมื่อถึงตอนนั้นครอบครัวก็จะได้อยู่พร้อมหน้ากันอีกครั้ง
หลังจากส่งขบวนรถม้าออกเดินทางแล้ว นางหยูก็ต้องไปเปิดหอสุราในตัวอำเภอ ลู่กุ้ยหลานก็ต้องไปจัดการงานที่โรงงาน ลู่เหอหรงก็ต้องไปดูแลลูก จากนั้นก็ไปสำรวจตรวจงานที่ไร่นา อย่างไรก็ไม่มีใครอยู่ว่าง จึงไม่มีใครมีเวลามานั่งอาลัยอาวรณ์เรื่องการจากลา
หลังโรงงานกลับมาเปิดทำการอีกครั้ง ลู่กุ้ยหลานก็พบว่า… ครอบครัวหลี่ไม่ได้มาทำงาน
นางจึงนึกเรื่องที่เหอจิ่วเหนียงกำชับเอาไว้ก่อนหน้านี้ขึ้นได้
ตอนที่ 676: ชีวิตช่างอาภัพยิ่งนัก
ลู่กุ้ยหลานจัดแจงภาระหน้าที่ให้ทุกคนหลังจากโรงงานกลับมาเปิดทำการอีกครั้งหลังหยุดยาว พร้อมกับให้โอวาทปลุกขวัญกำลังใจ ก่อนจะให้นางเสิ่นแจกอั่งเปาปีใหม่ให้กับคนงานทุกคน ส่วนตัวเองเมื่อเสร็จสิ้นหน้าที่แล้วก็รีบมุ่งหน้าไปยังบ้านสกุลหลี่
......
ตอนนี้สภาพจิตใจของคนในบ้านสกุลหลี่เรียกได้ว่าเต็มไปด้วยความหดหู่สิ้นหวัง คนงานโรงงานครอบครัวลู่ล้วนกลับไปทำงานกันแล้ว หากแต่ครอบครัวพวกเขากลับต้องหมกตัวอยู่แต่ในบ้าน ไม่กล้าออกไปพบหน้าผู้คน
เรื่องของจางซุ่ยยาอื้อฉาวจนน่าอับอายยิ่งนัก แม้ทุกอย่างล้วนเป็นความผิดของครอบครัวจาง ถึงขั้นถูกจับตัวไปคุมขังอยู่หลายวัน แต่ความผิดของพวกเขาก็ไม่ใช่คดีร้ายแรง หลังจากถูกคุมขังและลงโทษไป บัดนี้พวกเขาได้ถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว และเมื่อถูกปล่อยตัว พวกครอบครัวจางก็โพนทะนาไปทั่วว่าครอบครัวหลี่ทำร้ายพวกเขา
คนที่รู้ความจริงโดยแท้นั้นมีอยู่น้อยนิด บวกกับคนที่ใส่สีตีไข่เรื่องราวให้บิดเบือนไปจากความจริงยังเป็นคนอย่างครอบครัวจางอีก ตอนนี้ไม่ว่าครอบครัวหลี่จะไปที่ใดก็มีแต่คนชี้นิ้วติฉินนินทา หาว่าแม้แต่กับครอบครัวพี่สาวตัวเองก็ยังทำกันได้ถึงเพียงนี้ แล้วจะเรียกว่าเป็นคนดีอะไรกัน
เดิมทีแม่หลี่ตั้งใจเอาไว้ว่า หลังปีใหม่จะหาคู่ครองให้บุตรชายคนที่สาม แต่ตอนนี้ครอบครัวไม่ได้ทำงานกับครอบครัวลู่แล้ว อีกทั้งชื่อเสียงก็ถูกครอบครัวจางทำลายจนยับเยิน เห็นทีการแต่งงานของเจ้าสามคงจะยากจนแทบริบหรี่
“ท่านแม่ เอาเช่นนี้ดีหรือไม่ขอรับ ให้ข้าไปดูๆที่อำเภอว่ามีงานอะไรให้ทำบ้าง ทำได้สักช่วงหนึ่งก็ยังดี ตอนนี้ที่ไร่ก็ยังไม่ถึงฤดูเพาะปลูก จะให้อยู่ว่างๆเช่นนี้ก็เสียเวลาเปล่า”
ทุกคนในครอบครัวกำลังนั่งล้อมเตาไฟ พากันถอนหายใจทิ้งด้วยความหดหู่ กระทั่งหลี่ซานหนิวอดไม่ได้จึงเสนอความเห็นออกมา
ถึงอย่างไรตอนนี้เขาก็ยังไม่มีพันธะทางครอบครัว สู้เอาเวลาไปหาเงินมาจุนเจือครอบครัวดีกว่า
พอไม่มีงานของครอบครัวลู่ คุณภาพชีวิตก็ตกต่ำลงไม่น้อย แม้แต่เขาเองยังปรับตัวไม่ได้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงทุกคนในครอบครัวเลย
แม่หลี่คิดว่าตอนนี้ก็คงทำได้เท่านี้แล้ว จึงพยักหน้าตกลง “ไปเถอะ ในอำเภอเจ้าก็ยังพอรู้จักผู้คนอยู่บ้าง เผลอๆอาจมีคนแนะนำเมียให้เจ้าได้ สถานการณ์ครอบครัวเราตอนนี้ ทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว”
ขณะแม่หลี่กล่าวก็ยกมือซับน้ำตา นางรู้สึกผิดต่อบุตรชายคนเล็กมาก ตอนนี้เรื่องใหญ่ของบุตรชายคนเล็กอย่างการมีครอบครัวกลับถูกทำให้เสียเวลาไปเช่นนี้ ช่างเคราะห์ร้ายจริงๆ
พ่อหลี่ที่นั่งอยู่ข้างๆ ไม่กล้าพูดอะไรสักคำ ทางนั้นก็พี่สาวแท้ๆของเขา ในใจเขาเองก็รู้สึกผิดอยู่ลึกๆ แต่ทางครอบครัวเขาตอนนี้ก็ลำบาก เขาเองก็รู้สึกละอายใจต่อบุตรชาย แต่ก็ชดเชยอะไรให้ไม่ได้
คนอื่นก็ไม่ได้พูดอะไร เหมือนเป็นการยอมรับไปโดยปริยาย ชีวิตครอบครัวหลังจากนี้คงไม่ง่ายนัก มีคนออกไปทำงานมาช่วยจุนเจือครอบครัวก็ดีเหมือนกัน ครอบครัวใหญ่และครอบครัวรองมีครอบครัวแล้ว ก็มีเพียงคนตัวคนเดียวอย่างเจ้าสามเท่านั้นที่เหมาะสมที่สุด
“ไม่เป็นไรขอรับท่านแม่ เรื่องแต่งงานเรื่องใหญ่ ให้เป็นเรื่องของวาสนาเถอะ นี่ก็หมายความว่าวาสนาของข้ายังมาไม่ถึงอย่างไรล่ะขอรับ ไม่ต้องรีบร้อนหรอก”
หลี่ซานหนิวคลี่ยิ้มไร้กังวล ด้วยไม่อยากให้คนในครอบครัวต้องมากังวลกับเรื่องของเขา
แม่หลี่กล่าว “เจ้าวางใจเถอะ ช่วงสองปีมานี้ครอบครัวเราพอเก็บเงินจากการทำงานกับครอบครัวลู่มาได้บ้าง เมื่อถึงเวลาที่เจ้าแต่งงานย่อมมีสินสอดทองหมั้นแน่นอน แต่ตอนนี้…ชื่อเสียงของครอบครัวเราในตอนนี้ จะให้ครอบครัวไหนยอมยกลูกสาวให้ก็คงยาก”
สดับวาจา ครอบครัวใหญ่กับครอบครัวรองก็ร้อนรนขึ้นทันที สะใภ้ใหญ่กล่าว “ท่านแม่ ครอบครัวอื่นเขานิยมมอบสินสอดกันเท่าไร ครอบครัวเราก็มอบให้เท่านั้นก็พอแล้วเจ้าค่ะ ต่อจากนี้ไปพวกเราไม่ได้ทำงานกับครอบครัวลู่แล้ว ชีวิตของพวกเรากำลังจะเผชิญกับความยากลำบาก จะใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายไม่ได้นะเจ้าคะ!”
“ใช่เจ้าค่ะท่านแม่ สินสอดนี่ก็มอบให้ครอบครัวภรรยา ทางเราไม่ได้ใช้ด้วยเลย ท่านแม่อย่าฝืนจนทำให้เราเดือดร้อนกันเองเลยนะเจ้าคะ!”
สะใภ้รองอดเสริมไม่ได้ กลัวว่าแม่สามีจะควักเงินในบ้านออกมาให้เจ้าสามแต่งภรรยาจนหมด
หากเป็นยามปกติ พวกนางไม่กล้ากล่าววาจาเช่นนี้กับแม่หลี่เป็นอันขาด แต่ตอนนี้ครอบครัวกำลังลำบาก ทว่าเงินก้อนนี้กลับไม่ได้เอามาใช้กับพวกนาง จึงรู้สึกไม่สบายใจ และใจกล้าพูดออกมา
“พวกเจ้าหุบปากเดี๋ยวนี้นะ!”
แม่หลี่หันขวับไปจับจ้องสะใภ้ทั้งสองด้วยแววตาโกรธเกรี้ยว ในใจรู้สึกผิดหวังต่อเจ้าใหญ่และเจ้ารองมาก ภรรยาของพวกเขาพูดจาเช่นนี้ออกมา แต่พวกเขากลับไม่ห้ามปรามสักคำ พวกเขาเองก็คิดว่าพวกนางสองคนพูดถูกแล้วหรืออย่างไร
“พวกเจ้าลองถามใจตัวเองเถอะว่าหลายปีที่ผ่านมา เจ้าสามเคยเอาเปรียบครอบครัวใหญ่กับครอบครัวรองบ้างหรือไม่ ครอบครัวพวกเจ้ามีกันตั้งหลายชีวิต เงินที่พวกเจ้าหามาได้เองยังเลี้ยงตัวเองไม่พอเลย เงินที่เจ้าสามหามาทั้งหมดเขาก็เอามาจุนเจือครอบครัว พวกเจ้าหูหนวกตาบอดกันไปแล้วรึ! ตอนนี้เจ้าสามต้องมาเดือดร้อนหาคู่แต่งงานไม่ได้ก็เพราะเรื่องในครอบครัว แล้วข้าอยากจะชดเชยให้เขามากหน่อยมันผิดรึอย่างไร! พวกเจ้ามันพวกอกตัญญู ข้าเหนื่อยเปล่ามาครึ่งชีวิตไปกับพวกเจ้าเสียแล้วจริงๆ!”
พูดถึงตรงนี้ แม่หลี่ก็รู้สึกเย็นวาบในหัวใจ ตนเองเหนื่อยยากลำบากเพื่อบุตรชายทั้งสามมาทั้งชีวิต พยายามปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมมาโดยตลอด แต่ในสายตาของพวกเขากลับมองนางเป็นคนลำเอียง
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา คนที่เสียเปรียบที่สุดก็คือบุตรชายคนสุดท้อง
เพราะเป็นน้อง ไม่ว่าข้าวของอะไรก็ใช้ต่อจากพี่ชายทั้งสองที่เหลือไว้ หลังจากพี่ชายทั้งสองแต่งงานมีลูกก็ยังช่วยเลี้ยงหลานๆอีก
ถึงกระนั้น เจ้าสามก็ไม่เคยต่อว่าอะไรสักคำ
จนถึงวันที่เขาย่างเข้าสู่วัยแต่งงาน กลับถูกทำลายชื่อเสียงจนย่อยยับ เท่านั้นไม่พอ ยังถูกพี่สะใภ้ทั้งสองคิดเอาเปรียบอีก
…ลูกแม่หนอลูกแม่ ชีวิตช่างอาภัพยิ่งนัก!
ทุกคนเงียบไปทันที แม่หลี่จึงเอ่ยต่อ “เมื่อครู่ตอนที่เจ้าสามบอกว่าจะออกไปทำงานข้างนอกเพื่อหารายได้มาเจือจุนครอบครัว เหตุใดพวกเจ้าถึงไม่ขัด เหตุใดถึงไม่อาสาออกไปทำงานเอง? พวกเจ้าอยากรอเสวยสุขจากเจ้าสาม แล้วเจ้าสามล่ะ เขาเคยเอาเปรียบพวกเจ้าหรืออย่างไร ฮะ!”
“ท่านแม่ พวกเราไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะเจ้าคะ หากท่านแม่อยากใช้จ่ายไปกับน้องสาม พวกเราก็ไม่ว่าอะไรอยู่แล้วเจ้าค่ะ แต่ท่านแม่บอกว่านั่นเป็นเงินสินสอด…” สะใภ้ใหญ่รีบอธิบาย
แต่ไม่ทันพูดจบ แม่หลี่ก็ตัดบท “หยุดพูดจามากความได้แล้ว เงินทั้งหมดอยู่กับข้า ตราบใดที่ข้ายังไม่ตาย ครอบครัวนี้พวกเจ้าไม่มีสิทธิ์ตัดสินใจ! หากพวกเจ้าไม่พอใจก็แยกบ้าน ต่างคนต่างใช้ชีวิตกันก็ได้! ข้าจะดูซิว่าพวกเจ้าจะใช้ชีวิตกันอย่างไร!”
แม่หลี่โกรธแล้วจริงๆ ตะคอกเสียงดังไม่สนใจสิ่งใดอีก และไม่อยากคำนึงถึงความรู้สึกใครทั้งนั้น นางเหนื่อยมากแล้ว เหนื่อยทั้งกายใจจริงๆ
หลี่ต้าหนิวรีบเอ่ยขึ้นทันที “ท่านแม่ ไม่ได้นะขอรับ! ตราบใดที่ท่านพ่อท่านแม่ยังอยู่ เราจะไม่แยกบ้านเด็ดขาด ท่านแม่ว่าเช่นไรก็ตกลงตามนั้น พวกเราเชื่อฟังทุกอย่างขอรับ!”
มารดาเขาพูดถูก หลายปีที่ผ่านมา หากไม่มีท่านพ่อท่านแม่และน้องสามคอยช่วยเหลือ พวกเขาไม่มีทางเลี้ยงดูลูกๆมาจนถึงตอนนี้ได้แน่นอน
พวกเขาพึ่งพาพ่อแม่และน้องสามมาตลอด หากต้องแยกบ้านกันทั้งๆที่ไม่ได้ทำงานกับครอบครัวลู่ มีหวังพวกเขาต้องอดตายเป็นแน่
หลี่เอ้อร์หนิวก็เอ่ยสำทับสองสามประโยค ทุกคนช่วยกันเกลี้ยกล่อม เรื่องแยกบ้านจึงกลายเป็นเพียงลมที่พัดผ่านไป
แม่หลี่เสียใจหนักมาก ขณะกำลังยกมือขึ้นจะเช็ดน้ำตา เสียงเคาะประตูบ้านก็ดังขึ้น
หลี่ซานหนิวเตรียมจะออกไปเปิดประตู แต่แม่หลี่ลุกขึ้นก่อน “เจ้านั่งเถอะ ข้าไปเอง”
......
ลู่กุ้ยหลานเคาะประตูอยู่ครู่หนึ่งกว่าจะมีคนมาเปิด พอประตูถูกเปิดออก ก็เห็นแม่หลี่ที่ดวงตายังคงแดงก่ำ น้ำตาคลอ จึงอดถามด้วยความเป็นห่วงไม่ได้ “อาสะใภ้หลี่ ท่านเป็นอะไรไปเจ้าคะ?”
“ปะ…เปล่า… ไม่ได้เป็นอะไร ฮูหยินจางมาถึงนี่มีเรื่องอะไรหรือเจ้าคะ?”
แม่หลี่ฝืนยิ้ม ไม่อยากให้ใครล่วงรู้ถึงเรื่องราวกลัดกลุ้มใจของครอบครัวนาง
ทว่าลู่กุ้ยหลานก็พอจะคาดเดาได้ จึงไม่ถามให้อีกฝ่ายอึดอัด และบอกธุระของตัวเอง “วันนี้โรงงานเรากลับมาเปิดทำการแล้ว ข้าก็เลยมาตามท่านกับพี่สะใภ้ทั้งสองไปทำงานน่ะเจ้าค่ะ?”
“ฮะ?” แม่หลี่ตกใจมาก “ไม่ใช่ว่าพวกเรา…”
ลู่กุ้ยหลานยิ้ม “อาสะใภ้เจ้าคะ เรื่องนั้นมันไม่ใช่ความผิดของครอบครัวท่านเลย และพวกท่านเองก็พยายามขัดขวางพวกเขาแล้ว ทั้งยังตัดญาติกันไปแล้วด้วย พวกท่านเสียสละทั้งๆที่เป็นผู้เสียหาย พวกท่านไม่สมควรต้องแบกรับความผิดที่ไม่ได้ก่อเลยนะเจ้าคะ
ที่ข้ามานี่ ไม่เพียงมาตามพวกท่านกลับไปทำงานเท่านั้น พอดีข้าขาดผู้ช่วยผู้ดูแลอยู่พอดี ข้าคิดว่าอาสะใภ้เหมาะสมกับตำแหน่งนี้มาก อาสะใภ้มีความสามารถ และสามารถจัดการเรื่องต่างๆได้ดี ส่วนค่าจ้างของท่านหลังจากนี้จะปรับขึ้นเป็นสามเท่าจากเดิม ท่านคิดว่าอย่างไรเจ้าคะ?”
ตอนที่ 677: แยกบ้านกันเถอะ
ลู่กุ้ยหลานยังพูดไม่ทันจบ แม่หลี่ก็น้ำตาอาบหน้าอย่างกลั้นไม่อยู่อีกครั้ง ด้วยเจ็บใจกับเรื่องที่คนในครอบครัวเพิ่งถกเถียงกันเมื่อครู่ บวกกับซาบซึ้งกับโอกาสที่ครอบครัวลู่กำลังหยิบยื่นให้ ทำให้นางไม่อาจสะกดกลั้นอารมณ์ไว้ได้จริงๆ
ตลอดชีวิตที่ผ่านมา นางมองว่าตัวเองถือเป็นคนที่ปฏิบัติต่อทุกคนในครอบครัวอย่างเท่าเทียมกัน สามพี่น้องช่วยเหลือซึ่งกันและกันเหมือนกับสามพี่น้องสกุลลู่
…แต่ความจริงแล้วกลับไม่เหมือนกันเลยแม้แต่น้อย
นายท่านสามลู่ขาดการติดต่อไปนานกว่าสี่ปี ครอบครัวสามเหลือเพียงเหอจิ่วเหนียงกับโก่วเอ๋อร์สองแม่ลูก ในช่วงเวลานั้น ทั้งสองล้วนได้รับการช่วยเหลือจากครอบครัวใหญ่และครอบครัวรองมาโดยตลอด และความสัมพันธ์ในครอบครัวพวกเขาก็ยังรักใคร่ปรองดองกันมาก ไม่มีการเอาเปรียบหรือทวงบุญคุณกันเลย
แต่บุตรชายทั้งสามของนางไม่ได้เป็นเช่นนั้น ต่างคนต่างมีความเห็นแก่ตัวอยู่ในตัวเอง เอาแต่คิดจะใช้เงินจากกองกลาง คิดหาสารพัดวิธีเพื่อเอาเงินจากนาง ครอบครัวใหญ่กับครอบครัวรองเอาแต่กดขี่รีดเค้นจากเจ้าสามผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน คิดแต่จะได้ ไม่คิดจะตอบแทนบ้างเลย
เทียบกับสามพี่น้องสกุลลู่แล้ว บุตรชายทั้งสามของนางพ่ายแพ้ในเรื่องนี้อย่างสิ้นเชิง
ครอบครัวนางเกือบจะแตกหักกันจากปัญหาเรื่องนั้น แต่ครอบครัวลู่กลับไม่ได้เก็บมาใส่ใจเลย ทั้งยังให้ครอบครัวนางกลับไปทำงานต่อได้ และมอบหมายให้นางทำหน้าที่ที่ใหญ่ขึ้นอย่างผู้ช่วยผู้ดูแลอีกด้วย เห็นได้ชัดว่าครอบครัวลู่ให้เกียรตินางมาก
นางเองก็ไม่ใช่คนไม่รู้ความ นางรู้ว่าที่พี่สาวของสามียอมตัดขาดความเป็นญาติกับพวกเขา ก็มาจากแผนการของเหอจิ่วเหนียง ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยขี้ลังเลของสามีแล้ว ชีวิตนี้ไม่มีทางทำใจตัดญาติกับพี่สาวตัวเองได้แน่นอน
แค่เรื่องนี้ ครอบครัวนางก็ติดหนี้บุญคุณครอบครัวลู่ใหญ่หลวงแล้ว ไม่รู้ชาติใดจึงจะตอบแทนได้หมด แต่นี่ครอบครัวลู่ยังให้โอกาสครอบครัวนางได้กลับไปทำงานต่ออีก ได้มีรายได้เลี้ยงปากท้องต่อไป นี่เป็นเรื่องที่นางไม่เคยแม้แต่จะกล้าคิดเลย
“อาสะใภ้ มีเรื่องอะไรไม่สบายใจก็ค่อยๆระบายออกมาดีกว่าเจ้าค่ะ อย่าร้องไห้ไปเลย ไม่อย่างนั้นปีนี้ทั้งปีจะมีแต่เรื่องทุกข์เข้ามาเอาได้นะเจ้าคะ ต้องยิ้มเยอะๆ ชีวิตต้องดีขึ้นกว่าเดิมแน่นอนเจ้าค่ะ!”
แม้ลู่กุ้ยหลานไม่รู้ว่าในครอบครัวหลี่เกิดเรื่องอะไรขึ้น แต่ถึงขั้นทำให้คนเข้มแข็งอย่างแม่หลี่ร้องไห้ได้เช่นนี้ ต้องเป็นคนในครอบครัวที่ทำให้นางเสียใจเป็นแน่
แม่หลี่รีบเช็ดน้ำตาเร็วๆ และฝืนยิ้มให้อีกฝ่าย หากแต่รอยยิ้มนั้นช่างขมขื่นโดยแท้ “ฮูหยินจาง ขอบคุณมากเจ้าค่ะ ครอบครัวลู่มีบุญคุณต่อครอบครัวหลี่ยิ่งนัก ตอบแทนสามชาติก็ไม่หมด! ในเมื่อครอบครัวลู่เชื่อใจข้า ข้าจะไม่ทำให้ครอบครัวลู่ผิดหวังแน่นอน จากนี้ไปข้ายินดีเป็นวัวเป็นม้ารับใช้ครอบครัวลู่เจ้าค่ะ!”
กล่าวจบแม่หลี่ก็คุกเข่าลงตรงหน้าลู่กุ้ยหลาน ลู่กุ้ยหลานรีบก้มตัวลงหมายจะประคองอีกฝ่ายขึ้นมา แต่กลับได้ยินแม่หลี่พูดขึ้นอย่างรวดเร็ว “ให้ข้าคุกเข่าเถอะเจ้าค่ะ ต้องคุกเข่า ไม่อย่างนั้นข้าไม่สบายใจเจ้าค่ะ!”
นางใช้น้ำเสียงดังมาก ด้วยจงใจให้คนในบ้านได้ยิน
ความจริงทุกคนในบ้านได้ยินบทสนทนาของคนทั้งสองด้านนอกแล้ว เมื่อได้ยินว่าครอบครัวสามารถกลับไปทำงานกับครอบครัวลู่ได้อีกครั้ง แต่ละคนต่างก็ดีใจมาก หลังจากได้ยินดังนั้นพวกเขาก็ตั้งใจว่าจะออกมาเช่นกัน แต่กลัวว่าแม่หลี่จะโกรธ จึงได้แต่แอบฟังอยู่ด้านในไปก่อน
ตอนนี้ได้ยินแม่หลี่จงใจพูดเสียงดังเพื่อส่งสัญญาณเช่นนี้ พวกเขาจึงรีบออกมาคุกเข่าตามทันที และโขกศีรษะให้กับลู่กุ้ยหลาน
ลู่กุ้ยหลานเห็นครอบครัวหลี่ทุกคนคุกเข่าต่อหน้านางก็รู้สึกรับไม่ไหว แต่เมื่อเห็นท่าทีที่จริงจัง และสีหน้าเต็มไปด้วยความซาบซึ้งของพวกเขาแล้ว นางก็ไม่กล้าขัด ได้แต่ปล่อยให้พวกเขาโขกศีรษะให้สามครั้ง
สำหรับความสามารถของแม่หลี่ คนอื่นอาจจะไม่ค่อยเข้าใจ แต่ลู่กุ้ยหลานรู้สึกว่าพี่สะใภ้สามสายตาเฉียบแหลมมากจริงๆ ต่อไปแม่หลี่ต้องสามารถทำงานออกมาได้อย่างดีแน่นอน และจะเป็นกำลังสำคัญที่ช่วยประหยัดแรงให้นางได้มากทีเดียว
หลังจากพวกเขาโขกศีรษะจนพอใจ ลู่กุ้ยหลานก็ประคองแม่หลี่ขึ้นมา จากนั้นยัดอั่งเปาซองหนาใส่มืออีกฝ่าย “ทั้งหมดเป็นอันตกลงตามนี้นะเจ้าคะ นี่เป็นอั่งเปาที่โรงงานมอบให้คนงาน ท่านรับเอาไว้นะเจ้าคะ แล้วเดี๋ยวไปรายงานตัวที่โรงงานด้วย เราจะได้เริ่มงานกันเลย”
หลังปีใหม่ ครอบครัวลู่มีธรรมเนียมการแจกอั่งเปาอยู่แล้ว ปีที่แล้วแม่หลี่ก็ได้รับมอบเช่นกัน แต่ปีนี้นางสัมผัสได้ว่าเงินในซองหนากว่าครั้งก่อนๆ เห็นได้ชัดว่าครอบครัวลู่ตั้งใจมอบให้นางเป็นพิเศษ ในใจแม่หลี่พลันรู้สึกซาบซึ้งในบุญคุณอีกครั้ง
“เจ้าค่ะ ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วออกไปทำงานเดี๋ยวนี้!”
ทั้งครอบครัวยืนส่งลู่กุ้ยหลานด้วยความดีใจเป็นอย่างยิ่ง ใบหน้าเปื้อนยิ้มซาบซึ้ง หลี่ต้าหนิวกล่าว “ครอบครัวลู่ช่างเป็นคนดีมากจริงๆ เช่นนี้น้องสามก็ไม่ต้องออกไปหางานทำในอำเภอแล้ว ชีวิตของพวกเราก็ราบรื่นต่อไปเช่นเดิมแล้วขอรับ!”
คนอื่นต่างพากันเห็นด้วย สะใภ้ทั้งสองรีบพูดชดเชยกับวาจาของตนก่อนหน้านี้ “ท่านแม่ ต่อไปชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวก็จะดีขึ้นแล้ว ไม่ต้องกลุ้มใจเรื่องแต่งงานของน้องสามอีกต่อไปแล้วนะเจ้าคะ และไม่ต้องเพิ่มเงินค่าสินสอด…”
แม่หลี่เหลือบมองคนพูดอย่างเย็นชา… ก่อนจะยิ้มออกมา พลางกล่าว “เจ้าพูดถูก ต่อไปความเป็นอยู่ของพวกเราก็จะดีขึ้น เพราะฉะนั้น เราแยกบ้านกันเถอะ”
ที่ผ่านมา เป็นเพราะสงสารพวกหลานๆ ต่อให้รู้สึกไม่พอใจต่อลูกสะใภ้ทั้งสองอย่างไร แต่นางก็พอจะอดทนได้ ครอบครัวยังยากลำบาก หากแยกบ้านกันดูแล คนที่ต้องรับความลำบากที่สุดก็คือเด็กๆเหล่านี้
แต่ตอนนี้ ในเมื่อยังมีงานของครอบครัวลู่ให้ทำต่อ ครอบครัวใหญ่กับครอบครัวรองก็ไม่ถึงขั้นเลี้ยงดูลูกๆอย่างยากลำบาก ดังนั้น เรื่องแยกบ้านก็ควรหยิบยกมาพิจารณาได้แล้ว
หลี่ต้าหนิวมองมารดาด้วยความตกใจ “ท่านแม่ อยู่กันเหมือนเดิมก็ดีอยู่แล้วนี่ขอรับ เหตุใดจะต้องแยกบ้านกันด้วยล่ะขอรับ ตอนนี้ครอบครัวเราก็มีงานทำ ชีวิตก็จะดีขึ้นเรื่อยๆแล้วไม่ใช่หรือขอรับ?”
จากนั้นก็หันไปถลึงตาใส่ภรรยาตัวเอง …ต้องเป็นเพราะคำพูดของภรรยาเป็นแน่ ที่ทำให้ท่านแม่ไม่พอใจเช่นนี้
ตอนนี้ที่ยังไม่ได้แยกบ้านกัน ปกติแล้วรายได้ของพวกเขาจะแบ่งไปรวมไว้ในกองกลางส่วนหนึ่ง เพื่อใช้สำหรับค่าใช้จ่ายในครอบครัว รวมถึงค่าใช้จ่ายของลูกๆก็รวมอยู่ในนั้นด้วย ทำให้พวกเขาไม่ต้องมานั่งกลัดกลุ้มใจ ทั้งยังสามารถมีเงินเก็บส่วนตัวส่วนหนึ่งอีกด้วย
หากแยกบ้านกันดูแล ก็ไม่ต้องส่งเงินเข้ากองกลางแล้ว แต่ค่าใช้จ่ายของลูกๆทั้งหมดพวกเขาจะต้องรับผิดชอบเอง ที่ผ่านมายังสามารถพึ่งพาเงินของท่านพ่อท่านแม่กับน้องสามจากเงินกองกลางได้บ้าง หากแยกบ้านกันก็ไม่อาจพึ่งพาได้แล้วสิ!
ยิ่งไปกว่านั้น การที่ได้กลับไปทำงานกับครอบครัวลู่ครั้งนี้ ท่านแม่ได้รับตำแหน่งสูงขึ้น แถมได้เงินเดือนมากกว่าเดิมถึงสามเท่า และเป็นคนที่หาเงินได้เยอะที่สุดในครอบครัว …หากต้องแยกบ้าน แล้วจะแบ่งสันปันส่วนกันได้อย่างไร
ครอบครัวรองเองก็ตื่นตระหนกไม่แพ้กัน ในใจคิดว่า หากแยกบ้านกัน พวกเขาต้องแย่งกันดูแลท่านแม่แน่นอน
หลี่ซานหนิวไม่ได้พูดอะไร เขาเชื่อฟังท่านแม่ทุกอย่าง
ส่วนพ่อหลี่ เมื่อเห็นการแสดงออกของบุตรชายทั้งสองกับสะใภ้ทั้งสอง ในใจก็รู้สึกผิดหวังอย่างมาก ไม่นึกเลยว่าธาตุแท้ของลูกชายทั้งสองจะถูกเผยออกมาได้จากเรื่องเล็กๆเช่นนี้
แม่หลี่มองปราดเดียวก็รู้ถึงความคิดของพวกเขา จึงกล่าวออกมาตามตรง
“ข้าตัดสินใจดีแล้ว ต้องแยกบ้านกันจัดการดูแลจึงจะดี จากนี้ไปพวกเจ้าจัดการดูแลครอบครัวของพวกเจ้ากันเอง ส่วนข้า พ่อของพวกเจ้า และเจ้าสาม ก็จะดูแลจัดการด้วยกันไปก่อน จนกว่าเจ้าสามจะแต่งงานมีลูกมีเต้า ตอนนี้พ่อกับแม่ยังหาเงินเลี้ยงดูตัวเองได้ ไม่จำเป็นต้องให้พวกเจ้าเลี้ยงดู แต่เมื่อถึงเวลาที่พ่อกับแม่ทำงานไม่ไหวแล้วจริงๆ พวกเจ้าสามพี่น้องต้องผลัดกันเลี้ยงดู ไม่อย่างนั้นก็อย่าหวังเลยว่าจะได้เงินเก็บของพ่อกับแม่”
เรื่องเหล่านี้แม่หลี่ไต่ตรองดีแล้ว หลังจากแยกบ้าน นางจะไม่ให้เงินกับครอบครัวใหญ่และครอบครัวรองอีก เงินเดือนของนางและสามี นางจะเก็บเอาไว้ดูแลตัวเองยามแก่เฒ่า รอหลังจากสิ้นบุญไปแล้ว ค่อยให้สามพี่น้องได้แบ่งเท่าๆกัน
เพื่อได้รับเงินที่พ่อแม่สะสมกันมา พวกเขาไม่กล้าอกตัญญูแน่นอน
สำหรับเจ้าสามนั้น อย่างน้อยยามแต่งงานนางก็ต้องออกเงินช่วยเขาบางส่วน ถึงอย่างไรครั้นเจ้าใหญ่กับเจ้ารองแต่งงาน นางก็ออกเงินช่วยไปแล้วเช่นกัน
ครอบครัวใหญ่กับครอบครัวรองอยากพูดบางอย่าง แต่ก็ไม่กล้าพูดออกมา กลัวว่าหากพูดมากท่านแม่จะไม่พอใจ
แม่หลี่เอ่ยต่อ “ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เจ้าสามช่วยเหลือพวกเจ้ามาไม่น้อย เมื่อถึงเวลาที่เขาแต่งงาน พวกเจ้าในฐานะพี่ชายและพี่สะใภ้ก็ควรแสดงน้ำใจหน่อย ไม่อย่างนั้น ต่อไปเงินทั้งหมดของพ่อกับแม่จะเก็บไว้ให้ครอบครัวสามครอบครัวเดียว!”
“ท่านแม่จะลำเอียงเกินไปหน่อยแล้วกระมัง…” สะใภ้รองทำปากขมุบขมิบคล้ายบ่นกับตัวเอง
ทว่าแม่หลี่กลับได้ยินชัดเจน นางสวนกลับทันที “ข้าลำเอียงหรือไม่ก็ลองถามใจของเจ้าดูเองเถอะ! เอาละ ข้าไม่อยากพูดจาไร้สาระกับพวกเจ้าให้มากความ เอาเป็นว่าเรื่องนี้ก็ตกลงตามนี้แล้วกัน คืนนี้กลับมาค่อยคิดบัญชีกัน ตอนนี้ทุกคนไปเตรียมตัวทำงานกันได้แล้ว อย่าทำให้เสียเวลาเชียว!”
กล่าวจบก็ลากสามีตัวเองเดินกลับเข้าบ้าน โดยไม่สนใจว่าบุตรชายกับสะใภ้จะคิดเช่นไร
ถึงอย่างไรเจ้าใหญ่กับเจ้ารองก็แต่งงานมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว สิ่งที่นางควรทำนางก็ได้ทำแล้ว ไม่ได้ติดค้างอะไรพวกเขาอีก
ต่อไปนางอยากทำสิ่งใดนางก็จะทำ ไม่จำเป็นต้องคิดถึงคนอื่นอีกแล้ว
ในหมู่บ้านเริ่มกลับมามีบรรยากาศการทำงานอันแสนคึกคักอีกครั้ง ส่วนคณะที่ออกเดินทางออกจากหมู่บ้านไปเป็นขบวนใหญ่เมื่อเช้า บัดนี้ก็ถึงเวลาที่ต้องเตรียมแยกกันเดินทางออกเป็นสองกลุ่มแล้ว
ตอนที่ 678: รางวัลของเจ้า
การแยกการเดินทางออกเป็นสองกลุ่มนี้ มิใช่สถานการณ์ฉุกเฉินแต่อย่างใด ลู่ไป่ชวนกับภรรยาเพียงแค่จะพาพวกเด็กๆไปปราบโจรเท่านั้น
โจรที่ว่า ก็คือกลุ่มโจรที่พบระหว่างทางกลับบ้านมาฉลองปีใหม่ในวันนั้นนั่นเอง ยังไม่ได้นำตัวกลับไปเลย
เหอจิ่วเหนียงได้ปรึกษากับลู่ไป่ชวนแล้วว่า ครั้งนี้จะให้พวกเด็กๆเป็นคนจัดการพวกโจรทั้งหมดเอง ส่วนพวกเขาสองคนก็แค่นั่งแทะเมล็ดแตงโมคอยชมการต่อสู้อยู่ข้างๆก็พอ หรือไม่ก็ไปเยี่ยมเยียนรังโจรสักหน่อย ดูว่ามีของดีเหมือนก่อนหน้านี้บ้างหรือไม่
ภารกิจครั้งนี้ต้องเข้าไปในหุบเขา ท่ามกลางหิมะหนาเตอะและอากาศหนาวจัด หากคนไปเยอะย่อมไม่สะดวก ดังนั้นลู่ไป่ชวนและภรรยาจึงตั้งใจว่าจะไม่พาสองผู้ชราและคนอื่นๆไปด้วย โดยให้พวกเขาเดินทางล่วงหน้ากลับเมืองหลักไปก่อน
ลู่ไป่ชวนมีคฤหาสน์อยู่ในเมืองหลักสองหลัง นอกจากสวนซีสุ่ยแล้ว ยังมีคฤหาสน์ว่างอีกหลังหนึ่ง ดังนั้นจึงให้พวกญาติๆเข้าไปอาศัยอยู่ที่นั่น ลู่ไป่ชวนให้โหลวชงพาพวกเขาไปและจัดเตรียมความเรียบร้อยให้
เดิมทีโหลวชงคิดว่าตนเองจะได้ตามไปดูความสนุกด้วย ไม่คิดเลยว่าจะถูกสั่งให้กลับเมืองหลัก
ตอนที่หยุดขบวนรถเพื่อปรึกษากัน หลิวเยว่เซียงและจางหลานเซียงก็เข้ามาร่วมฟังด้วย เมื่อได้ยินพวกเขาบอกว่าจะไปรังโจร ก็รู้สึกหวาดกลัวมาก คิดไม่ถึงเลยว่าใต้เท้าลู่กับฮูหยินสามจะให้พวกลูกๆหลานๆไปจับโจรภูเขา นี่เป็นเรื่องที่ไม่เคยได้ยินที่ไหนมาก่อน พวกนางจึงรู้สึกตกใจกับเรื่องนี้
ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดลูกหลานครอบครัวลู่ถึงได้เก่งกาจกันมากถึงเพียงนี้ แม้แต่โก่วเอ๋อร์ที่อายุเพียงสี่ห้าขวบก็ยังได้ลงสนามด้วย เช่นนี้ไม่เรียกว่าเก่งกาจได้อย่างไรกัน
และดูจากสีหน้าของลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงแล้ว ดูเหมือนว่าไม่ได้กังวลถึงความปลอดภัยของบุตรชายเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังแอบมีความตื่นเต้นอยู่เล็กน้อยด้วยซ้ำ นี่เป็นเรื่องปกติหรือ!
คนอื่นก็คิดเช่นเดียวกับสองเด็กสาว โดยเฉพาะลู่จิ้งซวน เขาอยากนำคนไปช่วยด้วยหลายๆคนหน่อย ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ขึ้นชื่อว่าโจร หากเกิดการปะทะขึ้นจริงๆ พวกเด็กๆอาจมีโอกาสเสียเปรียบ แต่ไม่ว่าจะพูดเช่นไร ลู่ไป่ชวนก็ไม่ยอม เหลยจื่อเองก็เห็นว่าไม่จำเป็น หากไปหลายคนจะกลายเป็นภาระของพวกเขาเสียเปล่าๆ
เหลยจื่อมองบิดาด้วยความทอดถอนใจ กระทั่งสองผู้เฒ่าเอ่ยออกมาอย่างไม่คาดคิด “พวกเจ้าไปก็เป็นภาระเด็กๆเปล่าๆ เดินทางไปเมืองหลักกับพวกเราก่อนนั่นแหละดีแล้ว อย่ามัวแต่เสียเวลาอยู่เลย!”
ลู่จิ้งซวน “...”
ตามหลักแล้ว ท่านพ่อท่านแม่เป็นคนที่รักและห่วงพวกเด็กๆมากที่สุดในบ้านนี่นา เหตุใดถึงยอมให้พวกเขาไปเสี่ยงอันตรายเช่นนี้ได้ล่ะ?
ผู้อาวุโสทั้งสองกลับเห็นด้วย และท่าทางยังดูมั่นใจในตัวเด็กๆมากด้วย ลู่จิ้งซวนรู้สึกสะท้อนใจเล็กน้อย …ในช่วงที่พวกเขาไม่ได้อยู่ด้วยกัน มันเกิดอะไรขึ้นกับเด็กๆกันแน่ พวกเขาในฐานะพ่อแม่พลาดสิ่งใดไป
ชั่วขณะนั้น ลู่จิ้งซวนก็ยิ่งปรารถนาอยากรีบมาทำการค้าในเมืองหลักเร็วๆ จะได้มาอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากับลูกๆเร็วขึ้น
สุดท้ายลู่จิ้งซวนก็ถูกผู้เฒ่าลู่ลากตัวกลับไปด้วย เหลือเพียงฟางต้าให้อยู่รับหน้าที่บังคับรถม้า โดยให้ฟางต้าขับรถม้าคันที่ใหญ่ที่สุด และบรรทุกของเบาที่สุด ไปที่รังโจร
พวกเด็กๆตื่นเต้นกันมาก เหตุการณ์ครั้งนั้นทำให้พวกเขาได้เห็นถึงขีดความสามารถของตัวเองชัดขึ้น บวกกับในช่วงปีใหม่ พวกเขาได้ฝึกฝนเพิ่มเติมด้วย เนื่องจากลู่ไป่ชวนมีเวลาว่าง จึงมีเวลาคอยกำกับดูแลและชี้แนะให้พวกเขาด้วยตัวเอง
อ่อ จริงสิ ก่อนหน้านี้ลู่ไป่ชวนเคยสัญญาว่าหลังกลับมาจากเมืองหลวง เขาจะสอนทักษะกระบี่ใหม่ๆให้กับเด็กๆ ตอนนี้พวกเขาจึงได้ฝึกไปหลายกระบวนท่าแล้ว เดี๋ยวต้องถือโอกาสลองใช้สักหน่อย ดูซิว่าจะมีพลังอำนาจมากเพียงใด!
“เดี๋ยวข้าจะจัดการกับหัวหน้าโจรเอง เหม็นขี้หน้าตั้งแต่ครั้งก่อนแล้ว!”
“เช่นนั้นข้าจัดการรองหัวหน้าโจรเอง!”
“ไม่ได้ เจ้านั่นต้องยกให้ข้า! ข้าจะจัดการให้หมอบเลยคอยดู!”
กลุ่มเด็กๆแย่งกันพูดเจี๊ยวจ๊าวไม่หยุด เหอจิ่วเหนียงเอนกายพิงไหล่ลู่ไป่ชวน หลับตาลงพักผ่อน คอยเอ่ยปากบอกทางเป็นระยะ
เมื่อเข้ามาในภูเขา เส้นทางก็เริ่มลำบากขึ้น ล้อรถม้าลื่นไถลตลอดเวลา ม้าก็ส่งเสียงร้องด้วยความทรมาน ทุกคนจึงตัดสินใจลงจากรถม้าแล้วเดินเท้า และให้ฟางต้าเป็นคนอยู่เฝ้ารถม้า
ฟางต้ารู้สึกเสียดายมาก เดิมทีเขาคิดว่า ตนเองจะโชคดีได้ดูการต่อสู้นั้นด้วย ไม่นึกเลยว่าจะต้องอยู่เฝ้ารถม้าที่ตีนเขาเช่นนี้
บ่าวรับใช้แซ่ฟางมองตามแผ่นหลังเหล่าเจ้านายที่เดินไกลออกไปเรื่อยๆ กะพริบตาปริบๆ พลางถอนหายใจเฮือกใหญ่ออกมา
เฮ้อ… ช่างเถอะ กลับไปนอนบนรถม้าดีกว่า การนอนจะเยียวยาทุกสิ่งเอง!
......
เมื่อเดินไปตามเส้นทางเรื่อยๆ กลิ่นยาที่เหอจิ่วเหนียงทิ้งไว้ก่อนหน้านี้ก็ยิ่งเข้มข้นมากขึ้น คนอื่นไม่มีใครได้กลิ่น แต่ดูจากปฏิกิริยาของเหอจิ่วเหนียงแล้วก็รู้ได้ว่าคงจะไม่ไกลแล้ว หากไม่ผิดจากที่คาดหมาย ภูเขาลูกนี้ก็คือสถานที่ซ่อนตัวของโจรภูเขาพวกนั้น เพียงแต่ยังไม่อาจยืนยันได่ว่าซ่อนตัวอยู่ส่วนใด
แต่พวกเด็กๆไม่ได้ร้อนใจแม้แต่น้อย ถึงอย่างไรก็มีอาสามกับสะใภ้สามคอยนำทาง ต้องหาเจอก่อนฟ้ามืดแน่นอน
แต่พวกเขาไหนเลยจะรู้ว่า อันที่จริงแล้วความตั้งใจของเหอจิ่วเหนียงนั้น นางไม่เพียงแค่ต้องการหารังโจรให้เจอก่อนฟ้ามืดเท่านั้น แต่นางต้องการจัดการโจรเหล่านั้นให้เรียบร้อยก่อนฟ้ามืดเลยด้วยซ้ำ จะได้รีบลงจากเขาเดินทางกลับเมืองหลัก รีบกลับไปนอนพักผ่อนเร็วๆ
ปีนี้เรียกได้ว่า เป็นปีที่อนาถที่สุดของพวกโจรภูเขาโดยแท้จริง พวกเขาวางแผนปล้นเพราะต้องตุนเสบียงเอาไว้เหมือนอย่างทุกปี แต่ปีนี้ดันไปเจอกับครอบครัวลู่เข้า สุดท้ายกลับกลายเป็นฝ่ายถูกปล้นเสียเอง หลังจากนั้นก็ตั้งใจจะปล้นคนอื่นใหม่เพื่อนำมาชดเชย แต่กลับมีทหารมากมายโผล่มาจากไหนไม่รู้อีก แต่ละนายท่าทางน่ากลัวมาก ดีนะที่พวกเขาหนีกันมาได้ แต่ถึงอย่างนั้นพวกเขาก็ทำได้แต่ต้องหลบๆซ่อนๆอยู่ในฐาน ไม่กล้าโผล่หัวออกไปไหน
“หัวหน้า ใช้ชีวิตเช่นนี้ต่อไปไม่ไหวแล้วนะขอรับ ผ่านปีใหม่มาข้าผอมจนจะเหมือนลิงอยู่แล้ว หากโจรภูเขากลุ่มอื่นรู้ว่าพวกเราเป็นเช่นนี้ พวกเราจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน”
รองหัวหน้าโจรหน้านิ่วคิ้วขมวด กล่าวด้วยสีหน้าอมทุกข์ เสบียงที่ตุนไว้ทั้งปีก็หมดเกลี้ยงแล้ว ในภูเขาก็ล่าสัตว์ไม่ได้สักตัว ทำได้เพียงต้องทนหิว ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป มีหวังต้องตายกันเป็นหมดแน่
“นั่นสิขอรับ หากเทียบกับโจรภูเขากลุ่มอื่น พวกเราไม่ได้ฆ่าแกงใคร ไม่ได้เผาบ้านใคร นี่ก็นับว่าเป็นคนดีแล้ว เหตุใดถึงได้ซวยเช่นนี้อีกเนี่ย”
“อาจเป็นเพราะว่าเป็นคนดีแล้วอายุสั้นกระมัง ตกลงคนพวกนั้นมันเป็นใครกันแน่ ไหนจะทหารเหล่านั้นอีก ต้องเป็นพวกมันแน่นอนที่ตามทหารมา!”
“ทหารเหล่านั้นไม่ใช่ทหารธรรมดา ชุดที่พวกเขาใส่ กับฝีมือดูน่าเกรงขามยิ่งนัก นี่มันจะบีบให้พวกเราตายชัดๆ!”
“ฮือๆๆ คนพวกนั้นชั่วช้าเกินไปแล้ว อย่างน้อยก็เหลืออาหารไว้ให้พวกเราบ้างก็ยังดี นี่เล่นปล้นไปซะเกลี้ยงเลย ฮือๆๆ…”
“ข้าหิวจนกระเพาะแห้งไปหมดแล้ว ฮือๆๆ…”
จากเดิมที่พวกโจรภูเขาแค่อยากปรึกษากันว่าจะทำเช่นไรต่อ กลับกลายเป็นว่ายิ่งพูดไปก็ยิ่งขื่นขม จนสุดท้ายก็พากันร้องไห้เสียอย่างนั้น…
ช่างน่าเวทนายิ่งนัก
ขณะที่กำลังระบายความอัดอั้นตันใจกันอยู่นั้น ก็มีเสียงรายงานมาจากด้านนอกด้วยความตื่นตระหนก “แย่แล้วขอรับ แย่แล้ว มีคนบุกขึ้นมาที่นี่แล้ว!”
เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารหาเจอ พวกเขาจึงสลับกันเฝ้าเวรยาม แต่เพราะท้องหิวไม่มีเรี่ยวแรงสังเกตการณ์ จึงงีบหลับไปบางครั้ง พอลืมตาขึ้นมาอีกทีก็พบว่า ตัวเองถูกเด็กหนุ่มสาวกลุ่มหนึ่งห้อมล้อมเอาไว้แล้ว
ทั้งยังมีสามีภรรยาหน้าตาดีคู่หนึ่งยืนอยู่ไม่ไกล ถามพวกเขาด้วยความเป็นห่วงเป็นใยว่า “เจ้าเป็นอะไรหรือไม่?”
โจรภูเขาคิดว่าตัวเองหิวจนเป็นลมไปแล้ว ดวงจิตของเขากำลังท่องอยู่ในแดนสุขาวดี ถึงได้เห็นคนรูปร่างหน้าตาดีเต็มไปหมดเช่นนี้ เขายังยิ้มตอบกลับไปว่า “ข้าไม่เป็นไร…”
ฮูหยินสาวผู้นั้นจึงยื่นห่อกระดาษห่อหนึ่งให้เขา นางยิ้มพลางกล่าว “ไม่เป็นอะไรก็กินบ๊วยรองท้องสักหน่อยสิ นี่ถือเป็นรางวัลของเจ้า รีบไปรายงานหัวหน้าของเจ้าหน่อยสิว่ามีคนบุกมารังโจรของพวกเจ้าแล้ว”
“อ่า… ฮะ!”
โจรภูเขาเบิกตากว้าง อ้าปากค้างด้วยความตกใจ
เหอจิ่วเหนียงตบหน้าเรียกสติ “ฮะเฮอะอะไรของเจ้า รีบไปรายงานเร็วเข้า ทำงานชักช้าเช่นนี้พวกเจ้าใช้ชีวิตอยู่ในรังโจรมาถึงตอนนี้ได้อย่างไรกันนะ จุจุ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดปีใหม่ถึงได้เงียบเหงาเป็นป่าช้าเช่นนี้!”
ตอนที่ 679: มองข้าทำไม ลงมือสิ
โจรภูเขาโดนตบหน้าจนมึนงง ความเจ็บแสบแล่นปราดทั่วผิวแก้ม เป็นเครื่องยืนยันว่าเขายังไม่ตาย
แล้วคนตรงหน้าเหล่านี้เป็นใครกัน?!
เหตุการณ์ครั้งนั้น เขาไม่ได้ไปปล้นด้วย จึงไม่เคยพบครอบครัวลู่มาก่อน ตอนนี้จึงไม่รู้จักพวกเขา
แม้กลุ่มผู้มาเยือนจะพูดจาอ่อนหวานเป็นมิตร(?) แต่พอตระหนักได้ว่าทั้งๆที่พวกเขาซ่อนตัวอยู่ในภูเขาลึกขนาดนี้ ยังมีคนหาจนเจอได้ จึงได้สติกลับมาไม่น้อย รีบล้มลุกคลุกคลานกลับไปรายงานสมาชิกในค่ายทันที
แต่เพราะไร้เรี่ยวแรงจากความหิวโหย การเคลื่อนไหวของเขาจึงไม่ได้รวดเร็วนัก ระหว่างนั้นเขานึกถึงห่อกระดาษในมือที่เหอจิ่วเหนียงให้มาเมื่อครู่ได้ จึงแกะออกดู พบว่าด้านในเป็นก้อนสีดำๆ หน้าตาประหลาดหลายก้อน แต่กลิ่นกลับหอมชวนน้ำลายสอยิ่งนัก คนหิวโหยอดใจไม่ไหว ลองกินเข้าไปชิ้นหนึ่ง รสชาติเปรี้ยวๆหวานๆ
อร่อยจนเขาแทบบ้าได้เลย!
นี่มันใช่บ๊วยดองหรือไม่นะ!
หากครั้งนี้เขารอดตายไปได้ละก็ เขาจะออกไปทำการใหญ่สักพัก แล้วจะเอาเงินที่หาได้ไปซื้อบ๊วยดองนี่ให้หมดเลย!
จากนั้น ไม่รู้ว่าเขาตื่นเต้นมากเกินไปเพราะบ๊วยดอง หรือเพราะตกใจที่เห็นกลุ่มหัวหน้ากำลังกำหมัดร้องห่มร้องไห้กันอยู่ ขณะตะโกนรายงานเขาเผลอชะงักไป จนทำบ๊วยดองในปากผลุบลงคอโดยไม่ตั้งใจ
ที่ซวยยิ่งนักคือ บ๊วยเม็ดนี้ค่อนข้างใหญ่ และดันติดอยู่ในคอ! จะคายก็คายไม่ออก จะกลืนก็กลืนไม่ลง แม้แต่จะเปล่งเสียงตอบผู้เป็นหัวหน้าก็ไม่สามารถทำได้
“ข้าถามว่า คนที่บุกขึ้นมาเป็นพวกทหารหรือว่าคนอื่น… นี่เจ้าอมอะไรไว้อยู่ ไปแอบกินอะไรมา!”
“แล้วนั่น ในมือเจ้าถือสิ่งใดอยู่ เอามาดูซิ!”
หัวหน้าโจรภูเขาชิงห่อกระดาษปริศนามาจากมือลูกน้อง เมื่อแกะออกดูก็พบลูกกลมๆสีดำปี๋ คิดว่าเป็นของสกปรก รู้สึกรังเกียจจึงเตรียมจะขว้างทิ้ง
เมื่อเห็นภาพการกระทำของผู้เป็นนาย ในที่สุดคนเฝ้าเวรยามผู้นั้นก็ขย้อนบ๊วยดองออกมาได้สำเร็จ ทันใดนั้นเขารีบห้ามอย่างร้อนรน “หัวหน้า นั่นเป็นของดีขอรับ! อร่อยมาก!”
ได้ยินดังนั้น คนหนึ่งในกลุ่มก็หยิบมาลองกินหนึ่งเม็ด จากนั้นอีกหลายคนก็เข้ามาลองกินคนละเม็ดด้วยความหิวโหย และพบว่ามันอร่อยมากจริงๆ หัวหน้าโจรภูเขาเองเห็นดังนั้นจึงลิ้มลองด้วย
“เจ้าเอาสิ่งนี้มาจากไหน?”
“อ้อจริงสิ เมื่อครู่เจ้าบอกว่าอะไรนะ?”
“อ๋อๆ ข้านึกออกแล้ว เจ้าบอกว่ามีคนบุกขึ้นมาที่นี่! ให้ตายเถอะ! เหตุใดเพิ่งจะนึกออกตอนนี้นะ! แล้วคนล่ะ คนพวกนั้นอยู่ที่ไหน?”
รังโจรภูเขาเกิดความโกลาหลขึ้นในบัดดล เพราะความหิว สมองจึงประมวลช้าลงไปมาก
......
ลู่ไป่ชวนและภรรยานำกลุ่มเด็กๆ เดินเข้ามาอย่างไม่รีบร้อน เมื่อเห็นรังโจรภูเขาเกิดความวุ่นวายเหมือนฝูงแมลงวันไร้หัวเช่นนี้ ก็.อดหันมองหน้ากันด้วยความงุนงงไม่ได้
เหลยจื่อถามขึ้น “น่ะ...นี่…นี่ยังต้องให้พวกเราลงมืออีกหรือไม่?”
เจี๋ยจื่อ “ไม่ต้องแล้วกระมังขอรับ สภาพนี้แล้ว… น่าสงสารจริงๆ”
โยวยาโถว “คนที่น่าสงสารย่อมมีสิ่งที่น่าหมั่นไส้อยู่เสมอ ต่อให้ดูแล้วน่าสงสาร แต่เราก็ต้องจับตัวกลับไป!”
ลู่เสี่ยวหยางพยักหน้า “โยวโยวพูดถูก”
กล่าวจบเขาก็นวดมือ หมุนไหล่หมุนคอบริหารร่างกาย ก่อนตะโกนเสียงดัง “นี่ เจ้าพวกโง่ พวกข้าอยู่นี่!”
ทันทีที่วาจานี้ลั่นออกไป พวกโจรภูเขาต่างก็หันมองมาที่ต้นเสียง
หัวหน้าโจรพลันจำครอบครัวมารร้ายครอบครัวนี้ได้!
ด้านคนอื่นๆ บางคนที่ไม่รู้จักก็เตรียมชักอาวุธออกมาต่อสู้ ต่อให้พวกเขาไม่ได้เก่งกาจมากนัก แต่ก็ไม่มีทางยอมเสียศักดิ์ศรีแน่!
ส่วนกลุ่มคนที่จำพวกเขาได้กลับไม่มีการเคลื่อนไหวใดๆเลย ทั้งยังห้ามคนอื่นไม่ให้ลงมืออีกด้วย
“พะ…พวกท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
หัวหน้าโจรเอ่ยถามเสียงสั่น ไม่อาจเข้าใจโลกนี้ได้เลยจริงๆ ทั้งๆที่พวกตนซ่อนตัวลึกเพียงนี้แล้ว พวกเขาตามมาเจอได้อย่างไร นี่มันรังแกกันเกินไปแล้ว!
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตอบ “คนป่าย่อมมีวิธีจัดการของตัวเองอยู่แล้ว”
กล่าวจบนางก็หันไปพยักพเยิดหน้า ส่งสัญญาณให้กับพวกเด็กๆข้างหลัง
พวกเด็กๆพลันพุ่งไปด้านหน้าด้วยความตื่นเต้น พวกโจรภูเขาตกตะลึงพรึงเพริด หัวหน้าโจรรีบคุกเข่าลงอ้อนวอนทันที “อย่าๆๆ ได้โปรด ไว้ชีวิตพวกเราด้วยเถอะขอรับ! พวกเราไม่ได้ทำเรื่องเลวทรามแล้วจริงๆ นี่ก็แทบจะหิวตายกันอยู่แล้ว!”
โจรภูเขาเห็นหัวหน้าตัวเองไร้ความกล้าหาญโดยสิ้นเชิง ถึงกับคุกเข่าให้คนเหล่านี้ พวกเขาจึงรีบคุกเข่าตามอย่างไม่รีรอ
ใช่น่ะสิ หากรักชีวิตก็ต้องรู้จักปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์!
“ท่านผู้กล้า จับตัวพวกเราไปเถอะขอรับ อย่างน้อยในคุกก็ยังมีข้าวให้กิน…”
รองหัวหน้าโจรเดิมทีกำลังร้องไห้อยู่ก่อนแล้ว ตอนนี้จึงยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม ไม่มีท่าทีจะหยุดได้เลย
“???” เหตุการณ์นี้ทำเอาเด็กๆครอบครัวลู่ถึงกับงุนงง
พวกเขายังไม่ทันได้แสดงฝีมือเลย คันไม้คันมือจะตายอยู่แล้ว นี่มันอะไรกัน…
เหอจิ่วเหนียงเองก็รู้สึกคาดไม่ถึงเช่นกัน ภูเขาพื้นที่กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ ไม่มีอาหารสักนิดเลยหรือ?
แต่จะไม่เชื่อก็คงไม่ได้ เพราะเมื่อครู่ที่นางให้บ๊วยกับโจรเฝ้ายามคนนั้น ท่าทางหิวโซของเขาก็เป็นที่ประจักษ์แล้ว
อืม… น่าเห็นใจ เป็นโจรภูเขาก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
“แล้วพวกเจ้าอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้รอดได้อย่างไรกัน?”
“ในปีนั้นพวกเราต่างถูกบังคับจนต้องมาเป็นโจร แต่หัวหน้าของพวกเรามีจิตใจเมตตา ปล้นแค่ปีละครั้งเท่านั้น ปล้นครั้งหนึ่งก็อยู่ได้ปีหนึ่ง ระหว่างนั้นก็ประหยัดกินประหยัดใช้เอา วันไหนอากาศดีพวกเราก็ออกไปล่าสัตว์ จึงพอเลี้ยงคนในค่ายได้ แต่ปีนี้ปล้นไม่ได้เลย เงินก็ไม่มีซื้อเสบียงอาหาร อากาศก็หนาวจัดไม่มีเหยื่อให้ล่า ทำได้แค่ทนหิวเช่นนี้…”
ลูกน้องคนหนึ่งพรั่งพรูออกมาด้วยความเศร้าโศก ท่าทางน่าเวทนายิ่งนัก
อีกคนหนึ่งเสริมขึ้น “พวกเราปล้นแค่คนมีเงินเท่านั้น หัวหน้าของพวกเราเป็นคนดีมีเมตตา เห็นคนยากคนจนก็จะช่วยเหลือไปบ้าง พวกเรามีชีวิตได้แบบทุกวันนี้ก็นับว่าไม่เลวแล้ว!”
หัวหน้าโจรถูกลูกน้องเปิดโปงความลับก็รู้สึกใบหน้าร้อนผ่าว ถลึงตาจับจ้องคนพูดมากทั้งสอง ก่อนจะหันมายิ้มเจื่อนๆ ขอความเห็นใจจากเหอจิ่วเหนียง
เหลยจื่อไม่ใจอ่อน “นั่นเรียกว่าคนดีอะไรกัน คนดีที่ไหนชอบจ้องมองสตรี!”
เขาเองก็เป็นคนแค้นฝังหุ่นเหมือนกัน เขาจำได้ว่าในวันนั้น หัวหน้าโจรผู้นี้มองเหลียนฮวาด้วยสายตาเช่นไร
พวกโจรภูเขาพากันโอดครวญแก้ตัวยกใหญ่ “บุรุษที่ไหนไม่ชอบมองสตรีงามกันบ้างเล่า∼!”
คำพูดนี้จะว่าไปก็ไม่ผิด แต่สายตาของหัวหน้าโจรที่มองเหลียนฮวาในวันนั้น เกินกว่าคำว่า ‘มอง’ ไปไกลแล้ว!
“พ่อหนุ่ม เจ้าต่อยหน้าข้าเถอะ ข้ารับหมัดแทนหัวหน้าเอง!”
โจรที่เฝ้าเวรยามผู้นั้นก้าวออกมารับความผิดแทนพี่ใหญ่ของเขา
ในสายตาของพวกเหลยจื่อ ย่อมมองว่าหัวหน้าโจรไม่ใช่คนดี แต่ในใจของโจรเหล่านี้ หากไม่มีพี่ใหญ่ พวกเขาก็ไม่มีทางมีชีวิตรอดมาถึงทุกวันนี้ได้
แผนใช้กำลังเช่นนี้ทำเอาเหลยจื่อถึงกับไปไม่เป็น ชั่วขณะนั้นจึงไม่รู้ควรทำเช่นไร
เขามองไปที่เหอจิ่วเหนียงตามสัญชาตญาณ
เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ “มองข้าทำไมล่ะ ลงมือเลย!”
หากไม่ลงมือแล้วจะระบายความคับแค้นในใจได้อย่างไรกัน คนเหล่านี้จะได้จำไว้เป็นบทเรียน และไม่กล้าทำผิดอีก
เหลยจื่อจึงตัดสินใจจะเข้าไปชกโจรภูเขาผู้เสนอตัว ทว่าผู้เป็นหัวหน้ากลับดึงลูกน้องหลบไปด้านหลับ แล้วเอ่ยขึ้น “ใครทำคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ! ข้าเป็นคนมอง มีอะไรก็มาลงที่ข้า! พวกเรายอมให้พวกท่านจับตัวไปแล้ว แต่พวกท่านต้องรับปากว่าจะไม่ทำร้ายพวกลูกน้องของข้า! ถึงแม้พวกเราจะตกอับจนต้องมาเป็นโจรมาแล้วหลายปี แต่พวกเราก็ไม่เคยฆ่าแกงเอาชีวิตใคร ดังนั้นพวกท่านจะมาฆ่าแกงกันอย่างไร้เหตุผลไม่ได้!”
หัวหน้าโจรวางท่าเคร่งขรึมดั่งผู้เปี่ยมด้วยคุณธรรม แต่…
*ปัก!*
เหลยจื่อก็ยังง้างหมัดต่อยไปหนึ่งที
เขาจะพูดอะไรก็แล้วแต่ แต่ตอนนี้ต้องแก้แค้นให้เหลียนฮวาก่อน!
ทันใดนั้นก็เกิดการปะทะขึ้น เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนผละออกมา เดินสำรวจรอบๆ รังโจรแห่งนี้ว่าตกลงไม่มีสิ่งใดเหลืออยู่เลยจริงหรือไม่ จะเชื่อเพียงคำพูดของคนเหล่านี้อย่างเดียวไม่ได้
หลังจากตรวจสอบแล้วก็พบว่า รังโจรแห่งนี้ไม่ได้ยากจนอย่างที่คิดเลยสักนิด …แต่แร้นแค้นยิ่งกว่าที่จะจินตนาการได้ด้วยซ้ำ ทุกหนแห่งล้วนเป็นซากปรักหักพังราวกับหมู่บ้านร้าง เต็มไปด้วยบรรยากาศของความสิ้นหวังอย่างชัดเจน
“เฮ้อ…พลาดแล้วล่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ มองลู่ไป่ชวนตาละห้อย ไม่รู้จะทำเช่นไรต่อ
พวกเขามาก็เพื่อปราบโจร ไม่ได้มาเพื่อสงเคราะห์คนยากไร้เสียหน่อย!
ตอนที่ 680: สาปแช่งท่านแน่
ลู่ไป่ชวนเข้าใจความรู้สึกของภรรยา เพราะการมาในครั้งนี้ก็หวังว่าจะได้ของกลับไปเต็มไม้เต็มมือ แต่สถานการณ์กลับไม่เป็นอย่างที่พวกเขาคิดเอาไว้ นางย่อมมีความผิดหวังเป็นธรรมดา
ทว่าจากที่ดูสภาพของโจรภูเขาเหล่านี้แล้ว บ่งบอกชัดเจนว่าพวกเขาไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายจริงๆ ต่อให้ตัวเองต้องหิวโซจนสภาพเป็นเช่นนี้ ก็ยังไม่คลุ้มคลั่งถึงขั้นลงไปปล้นชาวบ้าน นับว่าหัวใจพวกเขายังน่านับถือ
“เอาตัวพวกเขากลับไปก่อนเถอะ ส่วนจะจัดการเช่นไรก็ให้เป็นหน้าที่ของฉินเจียน”
ลู่ไป่ชวนตั้งใจมอบคนเหล่านี้ให้ฉินเจียนได้สร้างผลงาน ขอเพียงเขาทำคดีนี้ออกมาได้ดี ความเร็วในการเลื่อนตำแหน่งของเขาก็จะมีมากขึ้น
หากฉินเจียนรู้เข้า ต้องพูดว่า ‘ขอบใจจริงๆ ที่โยนเรื่องยุ่งยากทุกอย่างมาให้ข้าจัดการ’ เป็นแน่
เหอจิ่วเหนียงได้ยินก็หัวเราะจนเห็นฟันขาวสะอาด ดวงตาปิดลงโค้งดั่งจันทร์เสี้ยว “เหตุใดท่านถึงได้ร้ายกาจเช่นนี้นะ ฮ่าๆๆ พี่ใหญ่ฉินรู้เข้าคงต้องสาปแช่งท่านลับหลังเป็นแน่!”
ลู่ไป่ชวนยิ้ม ทำสีหน้าไขสือ ตอบใจใน ‘เขาต้องเจอแบบนี้แหละ!’
แต่จะพูดออกมาให้ภรรยารู้ได้อย่างไรเล่า อย่างไรเสียตำแหน่งของเขาก็สูงกว่าฉินเจียน กดดันสักหน่อยจะเป็นไรไป!
ตอนที่สองสามีภรรยาเดินกลับไป ทางด้านเหลยจื่อก็จัดการเรียบร้อยแล้ว เหลยจื่อยังใจอ่อน เห็นพวกเขาหิวจนไร้เรี่ยวแรง ไม่มีกำลังในการต่อสู้ จึงต่อยไปแค่สองครั้ง และเรื่องนี้ก็ถือว่าหายกัน
ลู่ไป่ชวนออกคำสั่ง พวกเหลยจื่อลงมือมัดหัวหน้าโจรและพวกตามคำสั่ง จากนั้นก็นำตัวลงจากภูเขาไป
และที่หนักไปกว่านั้น ในรังโจรแห่งนี้ยังมีเด็กอยู่ด้วย แถมอายุยังน้อย มองแวบเดียวก็ดูออกทันทีว่าเป็นเด็กที่ขาดสารอาการมานาน
เหลียนฮวากับโยวยาโถวสอบถามสตรีหลายคน เดิมทีคิดว่าพวกนางถูกจับตัวมาเป็นเชลย แต่ปรากฏว่าไม่ใช่ แท้จริงแล้วพวกนางเป็นภรรยาของสมาชิกในกลุ่มโจรภูเขา หลายปีก่อนลี้ภัยมาและมาตั้งหลักปักฐานที่นี่
ภัยพิบัติในครั้งนั้นคือโรคระบาด ผู้คนล้มตายไปไม่น้อย พวกเขาหนีตายมาไกลนับพันลี้จนมาถึงที่นี่ แต่คนของทางการกลับไม่รับพวกเขา บอกว่าพวกเขาติดโรค ต้องเผาให้ตายทั้งเป็น พวกเขาไม่มีทางเลือก จึงจำต้องหลบซ่อนตัวในภูเขาแห่งนี้ ต้องเอาตัวรอดด้วยการอาศัยการปล้นคนมีเงิน ชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก
“ตอนนั้นพวกเราก็คิดว่าตัวเองต้องติดโรคตายแน่ แต่คิดไม่ถึงว่าจนกระทั่งมาถึงภูเขาแห่งนี้แล้วพวกเราก็ยังไม่เป็นอะไร พวกเราจึงต้องเป็นโจรภูเขาอยู่ที่นี่เพื่อให้มีชีวิตต่อไป”
สตรีหนึ่งในกลุ่มบอกเล่าเสียงเบา นางคุกเข่าขอร้องอ้อนวอน “แม่นาง สามีของข้าถูกบีบบังคับจริงๆ หลายปีที่ผ่านมานี้ไม่ได้ฆ่าแกงใครเลย ไม่ได้ทำเรื่องเลวทรามต่ำช้าด้วย โปรดพวกท่านปล่อยพวกเราไปเถอะนะเจ้าคะ!”
นางขอร้องพลางโขกศีรษะให้เหลียนฮวา หลั่งน้ำตาออกมาเงียบๆ ตั้งแต่วันแรกที่พวกเขาต้องกลายเป็นโจรภูเขา ก็คาดการณ์เอาไว้แล้วว่าวันนี้ต้องมาถึง แต่พวกเขาก็แค่อยากมีชีวิตรอดต่อไปในโลกที่ยากลำบากนี้เท่านั้น ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาจึงไม่เคยเอาชีวิตใครเลย ก็เพื่อที่ว่าหากวันนี้มาถึง พวกเขาอาจจะพอมีทางรอดบ้าง
เป็นครั้งแรกที่เหลียนฮวาและโยวยาโถวได้พบสถานการณ์เช่นนี้ พวกนางจึงมองหน้ากัน ชั่วขณะนั้นไม่รู้จะทำเช่นไร
สุดท้าย ก็เป็นเหลียนฮวาที่เอ่ยขึ้น “พวกเจ้าวางใจเถอะ ท่านอาของพวกข้าเป็นคนยุติธรรม ขอเพียงพวกเจ้าไม่เคยทำร้ายใครจริงๆ โทษที่ได้รับย่อมเป็นสถานเบาแน่นอน”
เหลียนฮวานำเรื่องนี้ไปเล่าให้เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนฟังอย่างละเอียด เหอจิ่วเหนียงไม่ได้พูดอะไร ลู่ไป่ชวนจึงเป็นคนพูดขึ้น “คำพูดปากเปล่า ไม่อาจเชื่อถือได้ หลังจากนำตัวกลับไปยังต้องตรวจสอบต่อ หากเป็นจริงตามที่พวกเขาบอก ก็จะจัดหาที่พักพิงให้ตามความเหมาะสม”
ตามที่พวกเขาเล่ามา พวกเขาเป็นเพียงกลุ่มผู้ลี้ภัย เพียงแต่เจ้าหน้าที่ทางการในขณะนั้นไม่ยอมให้ความช่วยเหลือ พวกเขาจึงถูกบีบให้ต้องกลายเป็นโจร ตลอดมาลู่ไป่ชวนไม่เคยรู้เรื่องนี้มาก่อน ทว่าตอนนี้ได้รู้แล้วจึงไม่อาจเพิกเฉยได้ หลังจากนี้ทางด้านจิงโจวจะต้องจัดหาที่พักพิงให้พวกเขา
เรื่องเช่นนี้ปกติแล้วจะมอบหมายให้ผู้ว่าการเมืองหรือไม่ก็นายอำเภอเป็นคนจัดการ ส่วนหน่วยหั่วอวิ๋นเพียงมีหน้าที่ตรวจสอบและจับกุมผู้ต้องหาเท่านั้น แต่เห็นได้ชัดว่าศาลาว่าการอำเภอกับศาลาว่าการเมืองไม่อยากรับผิดชอบเรื่องนี้ ดังนั้นหน่วยหั่วอวิ๋นจำต้องเข้ามาจัดการเอง
อีกอย่าง คดีนี้เป็นคดีที่พวกเขาเป็นคนค้นพบ จึงจะมอบให้ฉินเจียนเป็นคนจัดการ หากฉินเจียนสามารถจัดการเรื่องนี้ได้ ความดีความชอบก็จะตกแก่ตัวฉินเจียนเอง
ฉินเจียนคือสหายร่วมเป็นร่วมตาย ลู่ไป่ชวนย่อมช่วยแน่นอน
ได้ยินดังนั้น เหลียนฮวาก็วางใจลงแล้ว จากนั้นคนกลุ่มใหญ่จึงลงจากภูเขาไปอย่างเป็นระเบียบ บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
วันนี้อากาศใช้ได้ทีเดียว ไม่มีหิมะตก ความเร็วในการลงภูเขาจึงเป็นไปอย่างรวดเร็วไร้อุปสรรค
ภาพที่เจ้านายนำอยู่ด้านหน้า ตามมาด้วยกลุ่มโจรขนาดใหญ่ด้านหลังนั้น เมื่อฟางต้าเห็นก็คิดว่าฝ่ายตนต่อสู้แพ้จนต้องวิ่งหนีตาลีตาเหลือก และพวกโจรก็กำลังไล่ตามมาอย่างอุตลุด แต่พอขยี้ตามองดูดีๆแล้ว กลับคิดไม่ถึงว่า แท้จริงแล้วโจรภูเขาเหล่านั้นถูกจับมัดมือนำตัวลงมาต่างหาก
อันที่จริงโจรเหล่านี้ถูกมัดง่ายๆเท่านั้น เพราะพวกเขายอมสยบแต่โดยดี
“นายท่านสาม ฮูหยินสาม เหตุใดถึงได้เสร็จเร็วเช่นนี้ขอรับ?”
ลู่ไป่ชวนเหลือบมองฟางต้าอย่างเย็นชา “เจ้าหมายถึงใครที่ ‘เสร็จเร็ว’?”
ฟางต้า “???”
เหอจิ่วเหนียง “???”
“บ่าวพูดผิดไปแล้วขอรับ บ่าวหมายความว่า…”
“ช่างเถอะ วันหลังพูดจาไร้สาระให้มันน้อยๆหน่อย ไปดูว่าพวกเขามากันรึยัง”
ลู่ไป่ชวนจูงมือเหอจิ่วเหนียงขึ้นรถม้า ไม่ให้โอกาสฟางต้าได้พูดอะไรอีก
ตอนที่อยู่บนภูเขา ลู่ไป่ชวนได้ส่งสัญญาณให้คนของตนเองแล้ว ตอนนี้เจ้าหน้าที่หน่วยหั่วอวิ๋นน่าจะกำลังมุ่งหน้ามาที่นี่ พวกเขาไม่จำเป็นต้องนำตัวคนเหล่านี้กลับไปเอง แค่รอส่งมอบก็พอ
ระหว่างที่รอ พวกเหลยจื่อไม่มีอะไรทำ จึงหยิบเสบียงอาหารแห้งออกมาจากรถม้าให้พวกเด็กๆในกลุ่มโจรภูเขากิน เห็นพวกเด็กๆกินกันอย่างเอร็ดอร่อย พวกเขาก็ไม่รู้สึกเสียใจเลยที่การแก้แค้นที่เฝ้าฝันมานานไม่ได้เกิดขึ้น และดูจากตอนนี้ การที่ไม่ได้ทำร้ายพวกเขา กลับกลายเป็นเรื่องที่ดีด้วยซ้ำ
พวกผู้ใหญ่แม้จะอยากกินมาก แต่ก็ไม่อาจแย่งเด็กๆกินได้ เห็นลูกๆกินกันอย่างอิ่มหนำ สายตาที่พวกเขามองไปยังพวกเหลยจื่อก็เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นอย่างแท้จริง
บางทีครั้งนี้ พวกเขาคงได้เจอขุนนางผู้มีความยุติธรรมที่ช่วยเหลือพวกเขาได้จริงๆก็ได้ พวกเขาอาจได้รับการจัดสรรที่ดิน มีช่องทางทำกิน ต่อไปก็สามารถใช้ชีวิตเหมือนคนปกติได้แล้ว
ผ่านไปครึ่งชั่วยาม คนของหน่วยหั่วอวิ๋นก็เดินทางมาถึง ช่วงนี้พวกเขาให้คนคอยลาดตระเวนบริเวณนี้โดยตลอด เพื่อไม่ให้โจรภูเขาเหล่านี้ออกมาสร้างความเดือดร้อน ดังนั้นหลังจากได้รับสัญญาณ จึงมุ่งหน้ามาที่นี่ได้อย่างรวดเร็ว
“นายท่านสาม”
ทุกคนในหน่วยรู้ข่าวการเลื่อนตำแหน่งของลู่ไป่ชวนแล้ว ครั้งล่าสุดที่เจอลู่ไป่ชวนก็คือก่อนที่เขาจะไปเมืองหลวง หลังกลับมาจากเมืองหลวงลู่ไป่ชวนอยู่ในเมืองหลักแค่วันเดียวก็เดินทางกลับหมู่บ้านแล้ว ไม่ได้ไปที่หน่วยหั่วอวิ๋น และไม่ได้บอกลาสหายพี่น้องอย่างเป็นทางการเลย มาเจอกันอีกทีก็หลังปีใหม่แล้ว ในใจทุกคนจึงรู้สึกคิดถึงอยู่บ้าง
“มีอะไรกลับไปค่อยคุยกัน นำตัวคนเหล่านี้กลับไปก่อน แล้วส่งคนไปตรวจรอบๆอีกหน่อย”
ลู่ไป่ชวนรู้ว่าพวกเขาอยากพูดสิ่งใด แต่ตรงนี้ไม่ใช่ที่ที่ควรพูดเรื่องเหล่านั้น อีกอย่าง เขาเองก็ตั้งใจเอาไว้แล้วว่าหลังจากกลับไปเมืองหลักจะนัดรวมตัวกับพวกเขา บอกลาพวกเขาอย่างเป็นทางการ จึงไม่จำเป็นต้องมาอาลัยอาวรณ์กันที่ตีนเขา
“ขอรับ”
ถึงจะรู้สึกใจหาย แต่ก็ไม่ลืมว่ามาที่นี่เพื่ออะไร ขณะกำลังจะไปลากตัวกลุ่มโจร กลับพบว่าผู้ต้องหาแต่ละคนซูบผอมหน้าซีดเซียว จึงรู้สึกสะเทือนใจ
เป็นโจรภูเขาเหตุใดสภาพถึงได้รันทดปานนี้นะ
“น่ะ…นี่…”
เขาหันไปมองลู่ไป่ชวน ลู่ไป่ชวนกล่าว “สถานการณ์พิเศษ หาของกินให้พวกเขากินสักหน่อย ไม่อย่างนั้นไม่มีเรี่ยวแรงกลับไปแน่”
จบตอน
Comments
Post a Comment