ตอนที่ 681: ปลอบใจแบบผิวเผิน
คนของหน่วยหั่วอวิ๋นจนปัญญา แต่ลึกๆก็รู้สึกเห็นใจเช่นกัน โจรภูเขายึดมั่นในคุณธรรมเช่นนี้นับว่าหาได้ยากนัก
หลังจากกำชับทุกอย่างเสร็จสิ้น ลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงก็พาพวกเด็กๆเดินทางกลับไป ที่เหลือปล่อยให้คนของหน่วยหั่วอวิ๋นจัดการ
ฟางต้ามีฝีมือการบังคับรถม้าดีไม่น้อย แม้เร่งความเร็วสุดขีด แต่คนในรถม้ายังสามารถนั่งได้อย่างมั่นคง ถึงขั้นเอนกายหลับท่ามกลางแรงโยกของรถม้าได้เลย
เมื่อพวกเขามาถึงสวนซีสุ่ย ท้องฟ้ายังคงมีแสงตะวันเรืองรอง
ญาติพี่น้องที่เดินทางมาถึงก่อน ไปพักอาศัยอยู่ที่คฤหาสน์อีกหลังแล้ว ส่วนลู่จิ้งซวน จางซง และจางหย่งมาพักที่สวนซีสุ่ย
ตอนแรกพวกเขาก็จะไปพักที่คฤหาสน์อีกหลัง แต่นึกขึ้นได้ว่ายังมีเรื่องที่ต้องปรึกษากับคนทางนี้ อย่างเรื่องการเดินทางไปดินแดนทุ่งหญ้า ก็ต้องวางแผนกับเหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวนให้รอบคอบ จึงพักอาศัยที่สวนซีสุ่ยไปก่อน ส่วนอนาคตหากต้องอาศัยในเมืองหลักเป็นเวลานาน พวกเขาก็คิดว่าจะไปเช่าหรือซื้อเรือนอยู่สักหลัง
รอบๆสวนซีสุ่ยล้วนเต็มไปด้วยตระกูลสูงศักดิ์ หรือไม่ก็ผู้มีอำนาจใหญ่โต พวกเขารู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะกับสังคมที่นี่ จึงไม่กล้าอาศัยอยู่
แต่ลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงไม่ได้ถือสาอยู่แล้ว พวกเขาเป็นครอบครัวเดียวกัน จะอาศัยอยู่ที่นี่ก็ย่อมได้ หากเกรงใจ ก็จ่ายค่าอยู่ค่ากินเหมือนตอนที่อยู่ในหมู่บ้านก็ได้ หรืออยากจะไปเช่าหรือซื้ออยู่เองก็ตามสบาย พวกตนก็จะช่วยพวกเขาคัดเลือกบ้านเอง
ตอนที่พวกเขากลับมาถึงสวนซีสุ่ยก็เป็นเวลามื้อเย็นพอดี ทุกคนรวมตัวกินข้าวด้วยกัน จากนั้นก็เริ่มจัดการวางแผนเรื่องของวันพรุ่งนี้
เหอจิ่วเหนียงเตรียมจะไปเยี่ยมเจียงรั่วหย่าที่จวนตระกูลหมิง และไปหาหมิงเจ๋อเพื่อจ้างคนคุ้มกันพวกจางซงจางหย่ง และคุ้มกันกลุ่มของผู้เฒ่าลู่ที่เดินทางกลับชางโจวด้วย
ลู่ไป่ชวนต้องไปที่หน่วยเพื่อส่งมอบงานให้เรียบร้อย เล่าสถานการณ์ของพวกโจรภูเขาให้คนในหน่วยฟังอย่างละเอียด จากนั้นก็กล่าวอำลากับเหล่าสหายพี่น้องอย่างเป็นทางการ
จางซงกับจางหย่งสองพี่น้องไปติดต่อหน่วยคุ้มกันภัย และหาซื้อสิ่งของพื้นเมืองของที่นี่ เพื่อนำไปขายที่ดินแดนทุ่งหญ้า
ส่วนลู่จิ้งซวนก็ไปหากลุ่มญาติพี่น้องสกุลลู่ ขณะเดียวกันก็ไปหาซื้อของเพื่อนำกลับไปขายให้ชาวชางโจวในราคาถูกด้วย
ผู้เฒ่าลู่ไปตรวจสอบความคืบหน้าของสถานบันเทิง หากไม่เกินความคาดหมาย อีกประมาณสิบวันก็สามารถเปิดกิจการได้แล้ว
สรุปคือ ทุกคนต่างยุ่งกันมาก
เดินทางมาทั้งวัน พรุ่งนี้ยังมีเรื่องที่ต้องทำอีกมากมาย ทุกคนกินข้าวอาบน้ำเสร็จก็รีบเข้านอนพักผ่อน
เหอจิ่วนอนซุกตัวอยู่ในอ้อมแขนของลู่ไป่ชวน “ท่านจัดการเรื่องทางนี้เสร็จก็ไปรับตำแหน่งที่เมืองหลวงเถอะ จะยืดเยื้อเวลานานเกินไปไม่ได้ ส่วนข้าจะรอเปิดกิจการสถานบันเทิงก่อนแล้วค่อยพาลูกตามไป ท่านไปดูๆก่อนว่าที่เมืองหลวงมีสำนักศึกษาที่ไหนดีๆบ้าง ถึงเวลาเราส่งลูกเข้าเรียนจะได้วางใจได้”
“อืม เจ้าอยู่ทางนี้ก็ดูแลตัวเองดีๆล่ะ ส่วนทางด้านโรงหมอ ในเมื่อไปแจ้งแล้วก็ไม่ต้องไปอีก ก่อนหน้านี้เจ้ามอบเทียบยาให้ท่านหมอซ่งเอาไว้ตั้งมากมาย พวกเขารับมือได้อยู่แล้ว”
ลู่ไป่ชวนกอดภรรยาไว้ในอ้อมกอดแน่น ในใจรู้สึกไม่อยากห่างจากนางเลย ทุกครั้งที่ต้องจากกันเป็นเรื่องที่ยากลำบากเหลือเกิน
เขาคุ้นชินกับการนอนกอดภรรยาทุกคืนแล้ว ไปเมืองหลวงในอีกไม่กี่วันนี้เขาก็จะต้องกลายเป็นคนโดดเดี่ยว นอนเพียงลำพัง เฮ้อ แค่คิดก็รู้สึกทรมานแล้ว
“เข้าใจแล้วเจ้าค่า อย่างมากอีกครึ่งเดือนข้าก็จะพาลูกไปหาท่านแล้ว ท่านไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า”
เหอจิ่วเหนียงตบอกเขาเพื่อปลอบใจ ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทางนางไร้เยื่อใยเช่นนี้ก็รู้สึกหมดคำพูดจริงๆ
เขาคิดว่า ตัวเองต้องทำดีไม่พอแน่ ภรรยาถึงไม่ติดเขาเลย
รอไปถึงเมืองหลวง คงต้องหาเวลาไปซื้อนิยายมาอ่านเรียนรู้สักหน่อย เจอกันครั้งหน้าจะต้องทำให้ภรรยาตัวติดเขาให้ได้ เช่นนี้ใครเห็นคงอิจฉาไม่น้อย ทั้งยังอวด.องค์รัชทายาทได้อีกด้วย
เหอจิ่วเหนียงไม่รู้เลยว่าในใจลู่ไป่ชวนมีแผนการมากมายเต็มไปหมด นางนอนหลับสบายตลอดทั้งคืน ตื่นเช้ามาก็ไปที่จวนตระกูลหมิง ปรากฏว่ายังไม่ทันได้พบเจียงรั่วหย่า แต่ได้พบแต่หมิงเจ๋อเสียก่อน
หมิงเจ๋อยังทำตัวเหมือนเดิม ให้ความรู้สึกเป็นมิตรมาก แต่ยามปกติหากไม่ได้มีเรื่องอะไรเขาก็ไม่ได้จงใจจะเจอนาง ทว่าเช้านี้กลับรอนางอยู่ที่นี่ เห็นได้ชัดว่ามีเรื่องจะพูดกับนาง
“ท่านอาหมิง ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านพอดีเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยีกล่าวทักทายพร้อมกับนำของอร่อยฝีมือนางหยูวางลงบนโต๊ะ ของเหล่านี้เป็นของที่หมิงเจ๋อกับภรรยาชอบกินมาก
“ดีเลย แต่เรื่องที่เจ้าจะพูดไม่ร้ายแรงเท่าเรื่องที่ข้าจะพูดแน่นอน เจ้าฟังข้าพูดก่อนนะ”
ครั้งล่าสุดที่หมิงเจ๋อมีท่าทีเป็นกังวลมากขนาดนี้ ก็ตอนที่เจียงรั่วหย่าอาการทรุดหนัก ตอนนี้เจียงรั่วหย่าหายดีแล้ว แต่หมิงเจ๋อกลับยังมีความกังวลมากถึงเพียงนี้ จะเป็นเรื่องอะไรกันนะ?
“ท่านพูดมาได้เลยเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงเห็นว่าตัวเองเป็นหมอ หมิงเจ๋อกังวลถึงเพียงนี้ เรื่องที่จะบอกนางอาจเป็นเรื่องให้นางไปรักษาผู้ป่วยก็ได้
แต่ความจริงกลับไม่ได้เป็นอย่างที่นางคิดเลย
เพราะทันทีที่หมิงเจ๋อเอ่ยปากเล่า เหอจิ่วเหนียงถึงกับอึ้งไป
“ป้าเจียงของเจ้าพอรู้ว่าเจ้าต้องไปอยู่เมืองหลวง นางก็คิดอยากไปด้วย แต่เจ้าเองก็รู้ว่านางมีอดีตที่เลวร้ายที่นั่น แม้ตอนนี้นางจะลืมเรื่องราวเหล่านั้นไปแล้ว แต่ข้ากลัวว่าหากนางอยู่ใกล้บ้านเกิดจะส่งผลกระทบต่อความรู้สึกของนางได้ ช่วงนี้ข้าพยายามเกลี้ยกล่อมนางมาโดยตลอด แต่นางไม่ฟังเลย ข้าก็เลยอยากให้เจ้าช่วยเกลี้ยกล่อมนางให้หน่อย”
หมิงเจ๋อคิดเผื่อภรรยาในทุกๆด้านจริงๆ ก่อนหน้านี้ตอนที่เจียงรั่วหย่ายังมีความทรงจำเหล่านั้นอยู่ เขาไม่กล้าเอ่ยคำว่าเมืองหลวงขึ้นมาเลย เพราะทุกครั้งที่เอ่ยคำนี้ นางจะเกิดความรู้สึกเจ็บปวดทรมานเจียนตาย เพื่อเจียงรั่วหย่า เขาถึงขั้นย้ายทรัพย์สินกิจการทั้งหมดที่เมืองหลวงมาที่นี่ หลายปีที่ผ่านมาก็ไม่ได้ไปที่นั่นเลย ทว่าวันนี้ เจียงรั่วหย่าที่เจ็บปวดจากชีวิตในเมืองหลวงกลับเป็นฝ่ายอยากไปเมืองหลวงเสียเอง ถึงนางจะลืมความทรงจำเหล่านั้นไปแล้ว แต่จะมั่นใจได้อย่างไร เขากลัวว่าพอนางไปแล้วจะถูกสภาพแวดล้อมกระตุ้นให้นึกถึงความทรงจำที่แสนเจ็บปวดเหล่านั้น เช่นนั้นความพยายามที่ผ่านมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
เหอจิ่วเหนียงพลันบังเกิดความสงสัย แม้จะรู้ว่าเจียงรั่วหย่าอยากอยู่ใกล้นาง แต่ก็ไม่ถึงขั้นอยากตามนางไปอยู่ที่เมืองหลวงกระมัง ถึงขั้นเอาชนะความกลัวในใจได้ เลือกที่จะตามนางไปอย่างแน่วแน่เนี่ยนะ?
นางไม่เข้าใจจริงๆ
หมิงเจ๋อเห็นอีกฝ่ายเงียบไป เขาจึงกล่าวต่อ “เจ้าเองก็รู้ว่าป้าเจียงชอบเจ้ามาก ก่อนหน้านี้พวกเรายังคิดจะไปซื้อคฤหาสน์อยู่ใกล้ๆสวนซีสุ่ยด้วยซ้ำ แต่ยังไม่ทันได้ซื้อ พวกเจ้าก็จะต้องย้ายไปอยู่เมืองหลวงแล้ว นางก็เลยไม่ลังเลที่จะตามไป ข้า…”
“ท่านอาหมิง” เหอจิ่วเหนียงพูดแทรกขึ้นด้วยน้ำเสียงนิ่งสงบอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน “ป้าเจียงคือมารดาของข้าใช่หรือไม่?”
หมิงเจ๋อ “!!!”
คำพูดที่ยังไม่ได้เอ่ยออกมาพลันติดอยู่ในลำคอ
เหอจิ่วเหนียงเห็นปฏิกิริยาของอีกฝ่ายก็พลันเข้าใจกระจ่างแจ้ง
ใช่… นางควรจะคิดได้ตั้งนานแล้ว ไม่อย่างนั้นด้วยนิสัยของนาง ตอนที่ได้พบกับเจียงรั่วหย่าครั้งแรก นางคงไม่เป็นฝ่ายไปทำดีด้วยก่อนทั้งๆที่ไม่รู้จักกันหรอก
นี่เป็นสัญชาตญาณความผูกพันทางสายเลือดที่เจ้าของร่างเดิมทิ้งไว้อย่างชัดเจน
ในช่วงที่เจียงรั่วหย่าสภาพจิตใจสับสนปั่นป่วน ก็เอาแต่พูดอยู่ตลอดว่านางคือบุตรสาว นางคิดว่าเจียงรั่วหย่าคิดถึงบุตรสาวมากเกินไปจึงเพ้อจนขาดสติ ไหนเลยจะคิดว่า นี่เป็นสิ่งที่โชคชะตาได้กำหนดเอาไว้แล้ว
ก่อนหน้านี้ที่นางไม่เคยเอะใจมาก่อน เพราะว่านางไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม ย่อมไม่สนใจอยู่แล้วว่าพ่อแม่ที่แท้จริงเป็นใคร เพราะเหตุใดตอนนั้นถึงได้ทอดทิ้งเจ้าของร่างเดิม เรื่องเหล่านั้นไม่ได้สำคัญกับชีวิตของนางเลย นางจึงไม่ได้คิดอะไร
และที่จู่ๆนางถามขึ้นมาในตอนนี้ ก็เพราะนึกถึงตอนที่นางพบกับฮูหยินและบุตรสาวของจวนมู่กั๋วกงขึ้นมาได้ คล้ายกับว่าจะเกี่ยวข้องกับภูมิหลังของนาง เมื่อบวกกับปฏิกิริยาของเจียงรั่วหย่าที่ผ่านมา และความกังวลของหมิงเจ๋อในตอนนี้ นางจึงสรุปเรื่องทั้งหมดนี้ได้
ตอนที่ 682: สรุปมีแค่นางคนเดียวหรือที่ไม่รู้
“ป้าเจียงรู้ตั้งแต่เมื่อไรเจ้าคะ?”
แม้จะรู้ถึงความสัมพันธ์ระหว่างตนและเจียงรั่วหย่าแล้ว แต่จะให้เหอจิ่วเหนียงเปลี่ยนไปเรียกอีกฝ่ายว่าท่านแม่ในทันทีทันใดนั้นนางยังไม่คุ้นชิน เรื่องเช่นนี้ต้องใช้เวลา
หมิงเจ๋อเห็นท่าทีของคนตรงหน้าทั้งนิ่งทั้งสงบไม่บ่งบอกอารมณ์ ในใจก็รู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่ก็ยอมบอกเล่าความจริง “หลังจากที่อาการดีขึ้นได้ไม่นาน จู่ๆนางก็ถามข้า ข้าทนเห็นนางเสียใจไม่ได้จึงบอกนางไป”
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้ว “เช่นนั้นหมายความว่า ท่านอาหมิงรู้เรื่องนี้อยู่ก่อนแล้ว รู้ตั้งนานแล้ว?”
หญิงสาวชะงักพลางนึกทบทวน แหงสิ หมิงเจ๋อรู้ก็ไม่แปลก เพราะเขาเป็นถึงหัวหน้าของหน่วยข่าวกรองที่ใหญ่ที่สุดในเป่ยเหยียน หากไม่รู้น่ะสิแปลก!
หมิงเจ๋ออึ้งไปวูบหนึ่ง ก่อนจะยิ้มเจื่อนๆ พลางกล่าว “ใช่ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาที่นางตามหาลูก และมีบางครั้งที่อาการป่วยของนางหนักกว่านั้น แต่นางก็ไม่เคยเห็นใครเป็นลูกสาวของนางมาก่อน เจ้าเป็นคนแรก และเป็นคนเดียว…”
จากนั้นเขาก็ส่งคนไปสืบประวัติของเหอจิ่วเหนียง แม้เวลาจะผ่านไปนานหลายปี หลายคนที่เกี่ยวข้องในเรื่องราวปีนั้นถูกสังหารปิดปากไปแล้ว แต่ก็ยังมีคนที่หลุดรอดมาได้ เมื่อได้เบาะแสแล้วสาวต่อไปตามร่องรอยของเบาะแส สำหรับเขาแล้วไม่ใช่เรื่องยาก
“...ความจริงแล้วข้าควรบอกเจ้าก่อน แล้วค่อยบอกนาง แต่พอนางถามข้าก็ไม่กล้าปิดบัง พอนางรู้แล้วกลับไม่กล้าบอกเจ้า นางอยากรอให้ตัวเองพร้อมก่อนแล้วถึงจะบอกเจ้า”
หมิงเจ๋ออธิบาย สิ่งนี้ถือว่าเป็น ‘คำอธิบาย’ ให้นางได้แล้วกระมัง
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเข้าใจ เช่นนั้นหลายๆเรื่องก็สามารถเข้าใจได้แล้ว
มิน่าล่ะ เหตุใดตอนนั้นหมิงเจ๋อถึงได้มอบป้ายคำสั่งหอเชียนฟานให้กับนาง นางคิดหาเหตุผลอย่างไรก็ไม่เข้าใจ พอมาตอนนี้จึงได้คำตอบ …เป็นเพราะตอนนั้นหมิงเจ๋อตรวจสอบจนรู้ตัวตนที่แท้จริงของนางแล้ว
แต่ต่อให้นางเป็นบุตรสาวของเจียงรั่วหย่า ก็ไม่ได้มีความเกี่ยวข้องใดกับหมิงเจ๋อโดยตรง ทว่าหมิงเจ๋อกลับมอบป้ายคำสั่งให้นางอย่างไม่ลังเล แค่นี้ก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนแล้วว่า …หมิงเจ๋อรักและให้ความสำคัญกับเจียงรั่วหย่าอย่างสุดซึ้งและสุดชีวิตโดยแท้จริง
…หากบุรุษที่เจียงรั่วหย่าได้พบรักตั้งแต่แรกคือหมิงเจ๋อ คงจะดีไม่น้อย
“แล้วที่ท่านอาหมิงร้อนใจอยากเจอข้าเช่นนี้ และไม่อยากให้ป้าเจียงไปเมืองหลวง ก็คงเพราะท่านรู้ว่าคนของจวนมู่กั๋วกงรู้ถึงการมีตัวตนของข้าแล้ว ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงโยนคำถามออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้หมิงเจ๋อตกใจแล้วตกใจอีก
แม้แต่เรื่องนี้นางก็รู้แล้ว?
เขาก้มหน้า พลางยิ้มถอนหายใจยาวออกมา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นกล่าวอย่างทอดถอนใจ “เจ้าฉลาดมากจริงๆ เรื่องบางเรื่องเจ้าไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ และไม่จำเป็นต้องหลีกเลี่ยง แต่แม่…ป้าเจียงของเจ้าไม่เหมือนกัน ข้าไม่อยากให้ความทรงจำอันเลวร้ายเหล่านั้นของนางย้อนกลับมาอีกแล้ว
…ข้ารู้ว่าความคิดเช่นนี้เห็นแก่ตัวมาก แต่ก็จนปัญญา ชีวิตนี้คนที่ข้าใส่ใจมากที่สุดก็คือนาง”
กล่าวจบเขาก็ยิ้มให้กับเหอจิ่วเหนียงด้วยความรู้สึกผิด หวังว่าเหอจิ่วเหนียงจะเข้าใจ
เหอจิ่วเหนียงย่อมเข้าใจ ด้วยเหตุผลแรก ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเจียงรั่วหย่าได้รับความทุกข์ทรมานทางจิตใจมากจริงๆ หมิงเจ๋อมีความกังวลเรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว เหตุผลที่สอง นางไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม และไม่ได้เก็บเรื่องมารดาที่แท้จริงมาใส่ใจ ไม่คิดจะหาคำตอบในเรื่องอดีต จึงยิ่งไม่มีทางโกรธเคืองเพราะเรื่องนี้
“ข้าเข้าใจเจ้าค่ะ ป้าเจียงได้พบท่าน นับว่าเป็นวาสนาของนางจริงๆ”
นางพยักหน้าด้วยรอยยิ้ม แล้วเอ่ยต่อ “เพียงแต่ ท่านอาหมิงอยากจะขังนางไว้ในกรงตลอดชีวิตหรือเจ้าคะ? ความทรงจำของนาง ข้าเป็นคนลบล้างด้วยตัวเอง ข้าให้ความมั่นใจและรับประกันได้ว่า ไม่ว่าเจอกับสภาพแวดล้อมเช่นไร ป้าเจียงจะไม่มีทางนึกอะไรออกแน่นอน เรื่องราวในวันวานเหล่านั้นไม่มีทางกลับมาทำร้ายนางได้อีกแน่นอนเจ้าค่ะ เรื่องนี้ท่านสามารถวางใจได้
ที่ข้าบอกเช่นนี้ ข้าไม่ได้มีความหมายเป็นอย่างอื่น ข้าเพียงอยากบอกท่านอาหมิงว่า เรื่องบางเรื่อง ท่านสามารถทำโดยไม่ต้องกังวลได้เลย อาการป่วยของป้าเจียงหายขาดแล้ว ไม่ได้เปราะบางเหมือนเมื่อก่อนแล้วเจ้าค่ะ”
วาจาของหมอหญิง ทำให้หมิงเจ๋อรู้สึกวางใจลงได้ไม่น้อย ในช่วงที่ผ่านมา เขากังวลกับเรื่องนี้หนักหน่วงจริงๆ กลัวว่าในความทรงจำของเจียงรั่วหย่าจะผุดภาพอดีตเหล่านั้นขึ้นมาและทำให้อาการป่วยกำเริบหนักขึ้นอีกครั้ง
ในเมื่อตอนนี้สามารถมั่นใจได้แล้วว่าจะไม่มีสิ่งใดส่งผลกระทบต่อความทรงจำของภรรยาเขาได้อีก เช่นนั้นหลายๆเรื่องเขาก็สามารถลงมือทำได้แล้ว
ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเขาไม่ได้อยู่เฉยๆ เขาคอยแก้แค้นมู่กั๋วกงเป็นระยะ ส่งผลให้ช่วงหลายปีมานี้ จวนมู่กั๋วกงเสื่อมถอยลงเรื่อยๆอย่างที่เห็น
เขาไม่อยากจัดการคนเลวทรามผู้นั้นในครั้งเดียว เช่นนั้นเป็นการดูถูกเขาเกินไป ต้องค่อยๆทรมานไปอย่างช้าๆ ให้คนผู้นั้นร้องขอชีวิตก็ไม่ได้ ร้องขอความตายก็ไม่ได้
“ตกลง เช่นนี้ข้าก็วางใจแล้ว”
หมิงเจ๋อยิ้มปลื้มใจ ได้สนทนากับคนเฉลียวฉลาดก็สามารถเข้าใจกันได้ง่ายเช่นนี้ ถือเป็นเรื่องโชคดีมากที่ถึงแม้เด็กคนนี้จะลำบากเร่ร่อนอยู่ข้างนอกนานหลายปี แต่ยังสามารถเติบโตได้ดีถึงเพียงนี้ ไม่แปลกใจเลยที่ฮูหยินของเขาไม่กล้าเปิดเผยความสัมพันธ์กับนาง
“หลังจากเจ้าไปอยู่เมืองหลวงแล้ว ไม่ว่าเจ้าจะทำอะไรก็แล้วแต่ ข้าขออย่างเดียว อย่าทำให้เจ้าคนเลวนั่นตาย เก็บไว้ให้ข้าจัดการเอง”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มขำ “เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ!”
“อ้อ! จริงสิเจ้าคะ ในเมื่อป้าเจียงยังไม่พร้อมก็เก็บเรื่องนี้เป็นความลับไปก่อนก็ได้เจ้าค่ะ รอจนกว่านางพร้อมที่จะบอกข้าเอง แล้วก็อีกอย่าง เรื่องราวเหล่านั้นมันผ่านไปแล้ว ที่ข้าต้องเร่ร่อนอยู่ข้างนอกก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนาง ยิ่งไปกว่านั้น นางเองก็ลำบากกว่าข้าด้วยซ้ำ ข้าไม่เคยโทษนางเลยเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยจากใจจริง หวังว่าหมิงเจ๋อจะหาโอกาสบอกเจียงรั่วหย่าได้ ป้าเจียงจะได้ไม่ต้องใช้ชีวิตด้วยความรู้สึกผิดไปตลอด
หมิงเจ๋อพยักหน้าเข้าใจ ลูบศีรษะเหอจิ่วเหนียงพลางกล่าว “เด็กดี หลายปีที่ผ่านมานี้ลำบากเจ้าแล้ว”
“ฮี่ๆๆ ไม่พูดถึงเรื่องพวกนั้นแล้วดีกว่าเจ้าค่ะ! ที่ข้ามาหาท่านวันนี้ก็มีเรื่องสำคัญเหมือนกันนะเจ้าคะ ข้าอยากว่าจ้างคนที่มีฝีมือจากท่านมาใช้งานหน่อยเจ้าค่ะ ครั้งนี้แบ่งออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกไปชางโจว อีกกลุ่มเดินทางไปดินแดนทุ่งหญ้า ครั้งนี้ไม่ต้องแอบคุ้มกันอย่างลับๆแล้ว ร่วมเดินทางไปกับทุกคนได้เลยเจ้าค่ะ คนของหอเชียนฟานมีฝีมือเก่งกล้าไว้ใจได้ ข้าเองก็วางใจ”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยธุระของตนเอง เรื่องของเจียงรั่วหย่าก็เป็นอันตกลงตามนั้น ตอนนี้นางยังไม่คิดจะเปิดเผยความสัมพันธ์กับอีกฝ่าย ค่อยๆเป็นค่อยๆไปดีกว่า
“ข้าให้ป้ายคำสั่งกับเจ้าไปแล้วไม่ใช่หรือ เจ้าจะใช้คนกี่คน จะใช้เมื่อไรก็สามารถจัดการเองได้เลย แล้วจ้างเจิ้งอะไรกัน ครอบครัวเดียวกัน เรื่องพวกนี้ไม่ต้องคิดยิบย่อยหรอก”
หมิงเจ๋อไม่ได้สนใจของนอกกายเหล่านี้ เขาไม่ได้ขัดสนเงินทองเสียหน่อย และไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยกับบุตรสาวในนามผู้นี้
“ได้อย่างไรเจ้าคะ เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องส่วนตัว เป็นธุระในกิจการของครอบครัว คนที่เดินทางก็มีหลายคน ควรคิดคำนวณให้ชัดเจนเจ้าค่ะ จะให้สหายพี่น้องของหอเชียนฟานทำงานเสียเที่ยวเปล่าๆได้อย่างไรกันเจ้าคะ!”
แม้แต่พี่น้องแท้ๆ ก็ต้องคิดบัญชีกันให้ชัดเจน นางไม่ใช่คนที่เอาเปรียบใคร และไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้นด้วย
“เช่นนั้นเจ้าจัดการตามที่ตัวเองเห็นว่าเหมาะสมได้เลย เพียงแต่ข้ากลับคิดว่า ไม่ว่าเจ้าจะให้เงินเท่าไร ก็สู้เจ้าให้ยากับพวกเขาไม่ได้นะ ยาที่เจ้าให้ไปก่อนหน้านี้ เจ้าคนพวกนั้นยังเอาไปอวดพวกสหายพี่น้องคนอื่นอยู่เลย”
หมิงเจ๋อไม่คิดจะรับเงินหรือสิ่งของใดๆ ที่เป็นค่าจ้างจากเหอจิ่วเหนียง แต่หากนางอยากจะให้ ก็มอบให้กับคนที่ทำงานโดยตรงไปทั้งหมดเลย ไม่ว่าจะเป็นเงินหรือยาก็ตามแต่
เรื่องของเจียงรั่วหย่าได้รับการแก้ไขแล้ว หมิงเจ๋อวางใจลงได้ไม่น้อย รอยยิ้มบนใบหน้าก็สบายใจขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ตกลงเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าจะให้ตามความเหมาะสมก็แล้วกันเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ลำบากใจแต่อย่างใด ในเมื่อพวกเขาชอบยา นางก็จะจ่ายทั้งเงินค่าจ้าง และมอบยาให้ด้วย
ดังที่หมิงเจ๋อเอ่ยเมื่อครู่ ครอบครัวเดียวกัน ไม่ต้องคิดเล็กคิดน้อย
หลังสนทนากันเสร็จสิ้น เหอจิ่วเหนียงก็เตรียมตัวไปหาเจียงรั่วหย่า ขณะกำลังจะออกไป หมิงเจ๋อก็เอ่ยขึ้น “อ้อใช่ เรื่องนี้พ่อของอวี้เอ๋อร์ก็รู้แล้วนะ เขาอดทนที่จะไม่บอกเจ้าได้ ข้าเองก็ทึ่งมากเหมือนกัน”
หมิงเจ๋อรู้สึกว่าเรื่องนี้เขาไม่ควรแบกรับความผิดคนเดียว กระจายความกระอักกระอ่วนไปทางอื่นบ้างถือว่าเป็นเรื่องจำเป็นมาก ทั้งยังจะช่วยให้ความสัมพันธ์ของสองสามีภรรยา ‘แนบแน่น’ ได้อีกด้วย
เหอจิ่วเหนียง “!!!”
สรุป…
มีแค่นางคนเดียวหรือที่ไม่รู้?
หมิงเจ๋อปิดบังนาง นางยังพอเข้าใจได้ แต่สามีนางก็ปิดบังนาง นี่หมายความว่าอย่างไร?
หน็อย! สามีผู้นี้ต้องโดนสั่งสอนสักหน่อยแล้ว!
นางกัดฟันกรอด หากไม่ใช่เพราะตอนนี้ต้องไปหาเจียงรั่วหย่าก่อนละก็ นางอยากไปต่อยสามีตอนนี้เลยจริงๆ!
ตอนที่ 683: เรื่องไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด
*ฮัดชิ่ว!*
ลู่ไป่ชวนที่กำลังส่งมอบงานอยู่ที่หน่วยหั่วอวิ๋น จู่ๆก็จามออกมา ในใจพลันสัมผัสได้ถึงลางสังหรณ์บางอย่าง
“นายท่านสาม เป็นหวัดหรือขอรับ?”
สหายพี่น้องต่างเป็นห่วงเขามาก มีเพียงฉินเจียนที่กลอกตามองบนอย่างเย็นชา
พวกเขาต้องทำงานจัดการสารพัดเรื่องในช่วงปีใหม่ ก็ไม่เห็นจะมีใครเจ็บไข้ได้ป่วย แต่ลู่ไป่ชวนได้กลับบ้านไปฉลองปีใหม่กับลูกเมียอย่างอบอุ่น จะมาเป็นหวัดได้อย่างไร
อีกอย่าง น้องสะใภ้ของเขาเป็นหมอ จะปล่อยให้เจ้าหมอนี่ไม่สบายได้อย่างไร
พูดตรงๆ ก็แค่สำออยเท่านั้น!
“ไม่เป็นไร ต่อเถอะ”
ลู่ไป่ชวนส่ายหน้า แม้ลางสังหรณ์ในใจจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ก็ต้องสะสางเรื่องตรงหน้าให้เรียบร้อยก่อน
“ข้าจะไปรับตำแหน่งที่เมืองหลวง จะขาดผู้ติดตามประจำตัวไปไม่ได้ ดังนั้น ข้าตัดสินใจจะเลือกพวกเจ้าไปด้วยสามคน ใครเต็มใจไปก็เสนอตัวมาได้เลย”
สดับวาจา นายทหารทุกคนพลันตื่นเต้นกันมาก นี่เป็นโอกาสที่ดียิ่งนักครั้งหนึ่งเชียวนะ!
แม้หน่วยหั่วอวิ๋นจะให้สวัสดิการและคุณภาพชีวิตที่ดีมาก ฉินเจียนเองก็เป็นหัวหน้าที่ไม่เลว แต่หลายๆคนก็อยากติดตามไปกับลู่ไป่ชวน ด้วยเหตุผลประการแรก พวกเขาศรัทธาแม่ทัพลู่จากใจจริง เหตุผลที่สอง นี่เป็นโอกาสสำหรับอนาคตของตัวเอง ลู่ไป่ชวนได้เลื่อนขั้นเร็วถึงเพียงนี้ หากได้ติดตามใกล้ชิดเขา โอกาสที่จะได้แสดงความโดดเด่นก็ยิ่งมีมาก
พลันสบตากันแค่แวบเดียว สหายพี่น้องมากกว่าครึ่งก็ลุกขึ้นเดินออกมา
ฉินเจียนมองพวกเขาเงียบๆ ไม่ได้เปล่งวาจาใด แม้จะรู้สึกสะเทือนใจอยู่บ้าง แต่ก็สามารถเข้าใจได้ หากไม่ใช่เพราะตนต้องดำรงตำแหน่งอยู่ที่นี่ เขาเองก็อยากตามไปเหมือนกัน
เขาถึงขั้นมองไปยังคนที่ไม่ลุกเหล่านั้น และถาม “พวกเจ้าเหตุใดไม่ไปลองด้วยล่ะ?”
คนหนึ่งยิ้มตอบ “ถึงแม้เมืองหลวงจะวิเศษแค่ไหน แต่ข้างกายนายท่านรองก็ขาดคนไม่ได้เช่นกัน อยู่ที่ไหนก็ทำงานได้เหมือนกันขอรับ วันหน้าจะเป็นอย่างไรค่อยว่ากันขอรับ”
ฉินเจียนพลันคลี่ยิ้มตาม เดินไปตบไหล่พวกเขาพลางกล่าว “ดี ในอนาคตพวกเราก็จะไปพัฒนาตัวเองที่เมืองหลวงเหมือนกัน!”
เดิมทีความมุ่งมั่นที่จะก้าวหน้าของฉินเจียนนั้นไม่ได้แรงกล้าถึงเพียงนั้น เขาแค่อยากทำงานกับลู่ไป่ชวน เพราะหลายปีที่ผ่านมาเขาคุ้นชินกับการทำงานกับลู่ไป่ชวนไปแล้ว ตอนแรกเขาคิดว่าดำรงตำแหน่งอยู่ที่นี่ไปสักปีสองปี แล้วค่อยให้องค์รัชทายาทหาคนมาทำแทนเขา จากนั้นเขาก็ตามไปทำงานกับลู่ไป่ชวน
ทว่าตอนนี้ เมื่อเห็นสหายพี่น้องบางส่วนเลือกที่จะติดตามเขา ความรู้สึกรับผิดชอบในใจเขาก็ถูกจุดขึ้นทันที
เขาไปหาลู่ไป่ชวนคนเดียวได้ แต่กลับไม่สามารถพาสหายพี่น้องเหล่านี้ไปด้วยได้ เว้นแต่พวกเขาจะสร้างความดีความชอบอันใหญ่หลวง จึงจะสามารถเลื่อนขั้นได้ทั้งกลุ่ม
ในเมื่อมีสหายพี่น้องยอมอยู่เคียงข้างเขา เขาก็จะทำให้คนเหล่านี้รู้สึกว่า การตัดสินใจของพวกเขามันคุ้มค่า ในภายภาคหน้า เขาเองก็สามารถพาพรรคพวกเหล่านี้ไปเมืองหลวงได้
ลู่ไป่ชวนเห็นสหายพี่น้องที่ลุกขึ้นยืนมากกว่าครึ่งก็กระแอมไอเล็กน้อย ก่อนจะกล่าว “น้ำใจของสหายพี่น้อง ข้ารับรู้แล้ว แต่ข้าต้องการแค่สามคน ส่วนคนที่เหลือก็ตั้งใจทำงานที่จิงโจวให้ดี ข้างหน้ายังมีโอกาสรออยู่อีกเยอะ”
ทุกคนตื่นเต้นกันมาก “นายท่านสามวางใจได้ พวกเราเข้าใจแล้วขอรับ!”
ทุกคนล้วนเป็นสหายพี่น้องที่ผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ไม่ว่าใครจะเป็นคนถูกเลือกก็เป็นเรื่องน่ายินดีทั้งนั้น
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า จากนั้นเอ่ยขึ้น “อืม หลี่ต้าจ้วง จางเชา หม่าเชียน พวกเจ้าสามคนไปกับข้า”
ทุกคนพลันประหลาดใจ รวมถึงสามคนที่ถูกเลือกด้วย
พวกเขาคิดไม่ถึงว่าตัวเองจะเป็นผู้ที่ถูกเลือก เพราะในหมู่สหายพี่น้องทั้งหมด ความสามารถของทั้งสามคนนับว่าอ่อนด้อยที่สุด ที่พวกเขาลุกขึ้นยืนก็แค่อยากร่วมสนุกด้วยเท่านั้น
ฉินเจียนเองก็ขมวดคิ้วด้วยความสงสัย แต่ไม่ได้พูดอะไร
“นายท่านสาม พวกเราสามคนไม่ไปดีกว่าขอรับ พวกเรารู้ถึงความสามารถของตัวเองดี อาจจะช่วยนายท่านสามไม่ได้”
มีความสามารถแค่ไหนก็ทำแค่นั้น เมืองหลวงมีการแข่งขันสูงมาก หากนายท่านสามให้พวกเขาติดตามไปด้วย อาจช่วยเหลืออะไรไม่ได้ ซ้ำยังเป็นภาระอีก
อยู่จิงโจวพวกเขายังสามารถทำงานได้ปกติ แต่หากไปเมืองหลวงก็ไม่รู้จะเป็นอย่างไร
“ทำไม คิดว่าตัวเองทำไม่ได้หรือ?” ลู่ไป่ชวนมองพวกเขาเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
พวกเขาพยักหน้าตามสัญชาตญาณ
ทว่าจู่ๆก็ตระหนักถึงบางอย่างได้ จึงตอบออกมาเสียงดัง “ทำได้ขอรับ!”
เป็นบุรุษจะบอกว่า ‘ทำไม่ได้’ ไม่ได้เด็ดขาด ทำไม่ได้ก็ต้องทำให้ได้!
“ก็แค่นี้ ไปเตรียมตัวเถอะ อีกสามวันออกเดินทางไปเมืองหลวงกับข้า”
ลู่ไป่ชวนไม่ให้โอกาสพวกเขาพูดอะไรอีก จากนั้นก็เรียกฉินเจียนไปพูดคุยเรื่องงานในห้องทำงาน
“เหตุใดถึงไม่เลือกคนที่มีฝีมือกว่านี้ล่ะ?”
ทันทีที่ปิดประตูห้อง ยังไม่ทันได้พูดเรื่องจริงจัง ฉินเจียนก็ถามความสงสัยขึ้นมาก่อน
“ข้าแค่ต้องการสหายพี่น้องคนกันเอง ไม่สำคัญว่าพวกเขาจะฝีมือเก่งกาจหรือไม่ ไม่เก่งข้าก็ฝึกให้เก่งได้ แต่ทางด้านเจ้าจะขาดคนฝีมือดีไม่ได้เด็ดขาด”
หาได้ยากนักที่ลู่ไป่ชวนจะอธิบายอย่างจริงจังกับสหายเช่นนี้ การไปเมืองหลวงครั้งนี้เขายังมีเรื่องต้องจัดการอีกมากมาย เขาย่อมดูแลทางด้านนี้ได้ไม่ทั่วถึง ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉินเจียนก็ต้องเป็นคนจัดการแก้ไขเอง ในขณะเดียวกันฉินเจียนก็ต้องหาลูกน้องที่ไว้ใจได้ และต้องมีคนเก่งๆคอยช่วยสนับสนุน เช่นนี้จึงจะเลื่อนขั้นได้เร็วขึ้น
อันที่จริง การที่ต้องแยกกันอย่างกะทันหันเช่นนี้ไม่ใช่แค่ฉินเจียนคนเดียวที่ไม่ชิน ลู่ไป่ชวนเองก็ไม่ชินเหมือนกัน
หลายปีที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็คุ้นชินกับการวางแผนทำงานด้วยกัน โดยเฉพาะฉินเจียน ถึงแม้บางครั้งเขาไม่สามารถทำงานให้ออกมาดีได้ แต่ความคิดเห็นที่เขาเสนอมากลับดีมากอย่างหาได้ยาก ลู่ไป่ชวนเองก็ตั้งตารอที่จะได้ร่วมต่อสู้เคียงบ่าเคียงไหล่กับฉินเจียนอีกครั้ง
ฉินเจียนนิ่งเงียบไปชั่วขณะ ในใจรู้สึกซาบซึ้งแต่กลับไม่อยากแสดงออกมา จึงกล่าว “เจ้าต้องการให้ข้าจัดการเรื่องโจรภูเขาเหล่านั้นเองหรือ?”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “ใช่ ข้ารู้สึกว่าเรื่องไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด”
แล้วเอ่ยต่อ “โจรภูเขาเหล่านั้นตั้งฐานที่มั่นมานานหลายปี เป็นไปไม่ได้ที่ทางการจิงโจวจะไม่รู้เรื่อง แต่พวกเขากลับเพิกเฉยไม่สนใจ ทั้งยังไม่รายงานเรื่องนี้ด้วย ปล่อยให้โจรภูเขาคอยดักปล้นตามใจ
เจ้าส่งคนไปตรวจสอบภูเขาแต่ละลูกพวกนั้นดู ไม่แน่อาจมีโจรภูเขากลุ่มอื่นอีกก็ได้ พวกเขาล้วนเป็นชาวบ้านที่ลี้ภัยมาที่นี่ แต่เพราะไม่ได้รับความช่วยเหลือจากทางการ จึงถูกบีบให้เป็นโจร
สิ่งที่เจ้าต้องทำไม่ใช่แค่จัดหาที่พักพิงให้โจรภูเขาพวกนั้น แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นคือ ต้องตรวจสอบว่าเบื้องหลังขุนนางในจิงโจวเหล่านั้นทำเรื่องอะไรไว้
จิงโจวเป็นแนวหลังที่สำคัญขององค์รัชทายาท และเป็นทางหนีทีไล่ของพวกเรา ขุนนางที่นี่จะคิดไม่ซื่อไม่ได้เจ้าเองก็รู้ดี กำจัดพวกหนูที่แอบอยู่ในท่อระบายน้ำพวกนั้นให้สิ้นซาก ข้าเชื่อว่าองค์รัชทายาทต้องดีใจมากแน่นอน”
เดิมทีลู่ไป่ชวนคิดจะตรวจสอบเรื่องเหล่านี้ด้วยตัวเอง แต่ตอนนี้ต้องไปรับตำแหน่งที่เมืองหลวงแล้ว ทำได้แค่มอบหมายให้เป็นหน้าที่ของฉินเจียน เรื่องเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นเรื่องเล็ก แต่ความจริงสามารถเชื่อมโยงไปถึงเรื่องใหญ่ได้หลายเรื่อง ขึ้นอยู่กับว่าฉินเจียนจะสามารถขุดออกมาได้ลึกแค่ไหน
ฉินเจียนไม่ได้ตอบรับในทันที แต่กำลังพิจารณาตัวเอง
เขารู้ว่าตัวเองไม่ละเอียดรอบคอบเท่าลู่ไป่ชวน หลายๆเรื่องก็มองไม่ทะลุปรุโปร่ง อย่างเช่นเรื่องโจรภูเขาในครั้งนี้ เขาคิดว่าเป็นเพียงภารกิจปราบโจรธรรมดา คิดไม่ถึงว่าจะเกี่ยวพันไปถึงขุนนางในจิงโจว นี่ก็สะท้อนให้เห็นความสะเพร่าของเขาเช่นกัน
“ข้ารู้แล้ว ข้าจะไปตรวจสอบด้วยตัวเอง”
ในที่สุดฉินเจียนก็พยักหน้าตอบตกลง ในใจคิดว่าครั้งนี้ต้องทำให้เต็มที่
ลู่ไป่ชวนกลับกล่าว “เจ้าเป็นผู้บัญชาการ ไม่จำเป็นต้องไปตรวจสอบด้วยตัวเอง อย่าลืมสิว่าเจ้ามีสหายพี่น้องที่ฝีมือดีอยู่ตั้งหลายคน เจ้าต้องใส่ใจและให้โอกาสพวกเขา แล้วฝึกฝนลูกน้องคนสนิทไว้หลายๆคนหน่อย เช่นนี้ตัวเองจะได้มีเวลาไปทำเรื่องอื่น จะได้คลี่คลายคดีได้มากขึ้น”
ปกติแล้วลู่ไป่ชวนไม่ค่อยออกไปตรวจสอบคดีด้วยตัวเองมากนัก เว้นแต่ว่าเรื่องนั้นเขามองว่าเป็นเรื่องที่อันตรายมาก หรือคนอื่นอาจทำได้ไม่ดี เขาจึงจะลงมือจัดการเอง ส่วนลูกน้องเขาก็ไม่ได้ปล่อยให้อยู่ว่าง ต้องหางานให้พวกเขาทำด้วย นี่ก็ถือว่าเป็นการฝึกฝนพวกเขาไปตัว
ตอนที่ 684: เขียนจนกว่าข้าจะพอใจ
ฉินเจียนเม้มปาก ไม่ได้โต้แย้งแต่อย่างใด
เขารู้ว่าลู่ไป่ชวนพูดถูก
ความสามารถของเขาในตอนนี้ การที่ได้นั่งตำแหน่งผู้บัญชาการไม่ใช่เพราะว่าเขาเก่งกาจแต่อย่างใด แต่เพราะลู่ไป่ชวนได้เลื่อนตำแหน่งเร็วเกินไปจนหาคนมาแทนไม่ได้ จึงจำใจต้องให้เขารับตำแหน่งนี้
อยากมีความสามารถอย่างลู่ไป่ชวน เขายังต้องฝึกฝนอีกเยอะ
ฉินเจียนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ อยากนอนราบไปกับพื้นจริงๆ!
หลายปีที่ผ่านมาเขาเกาะบารมีลู่ไป่ชวนโดยตลอด มีเรื่องอะไรลู่ไป่ชวนก็จะวางแผนเอาไว้ล่วงหน้าเสมอ แล้วเขาก็แค่ไปทำตาม หลายๆครั้งเขาแทบไม่ต้องใช้สมองเลย แต่ต่อจากนี้จะไม่เป็นเช่นนั้นอีกแล้ว ทุกอย่างเขาต้องทำด้วยตัวเอง ขณะเดียวกันยังต้องแบกรับความคาดหวังของเหล่าสหายพี่น้อง ความกดดันของเขาพลันสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด
“ค่อยๆเป็นค่อยๆไปเถอะ”
ลู่ไป่ชวนรับรู้ว่าสหายสูญเสียความมั่นใจ จึงตบไหล่ให้กำลังใจเขา ความจริงแล้วสถานการณ์ของฉินเจียนก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ ทุกคนล้วนต้องผ่านประสบการณ์เช่นนี้กันทั้งนั้น
เพราะนี่เป็นขั้นตอนในการเติบโต
เขาก็เคยผ่านมาแล้วเช่นกัน
……
ยามเย็น ลู่ไป่ชวนเชิญสหายพี่น้องไปกินข้าวที่บ้าน ในลานบ้านจัดโต๊ะอาหารไว้หลายโต๊ะ ผู้เฒ่าลู่ดื่มหนักจนเมา เอาแต่จะลากฉินเจียนไปสนทนาด้วย บอกว่าสถานบันเทิงสูงมาก ต่อไปยามใดที่ไม่สบายใจก็ขึ้นไปชมทิวทัศน์ที่ชั้นบนสุดได้ ทอดมองออกไป อารมณ์จะได้ดีขึ้น
ฉินเจียนงุนงง เหตุใดเขาต้องอารมณ์ไม่ดีด้วย ตอนนี้เขายุ่งกับงานทุกวัน จะเอาเวลาที่ไหนไปอารมณ์ไม่ดีกันล่ะ
แต่เอาเถอะ วันใดหากเขาถูกกดดันจนรู้สึกอัดอึด เขาจะลองไปนั่งเงียบๆที่ชั้นบนดู ถึงตอนนั้น เขาคงจะเข้าใจคำพูดของผู้เฒ่าลู่ มองดูทิวทัศน์และบรรยากาศการใช้ชีวิตของผู้คน อารมณ์ก็คงจะดีขึ้น ความกดดันเหล่านั้นก็คงจะเบาลงบ้าง
ทุกคนต่างตั้งอกตั้งใจกินดื่มกันจนเต็มที่ อาหารมื้อนี้เป็นไปอย่างอิ่มหนำสำราญอย่างยิ่ง
หากแต่ มีเพียงลู่ไป่ชวนที่กลับนั่งเหม่อลอย
เขารู้สึกว่า คืนนี้ภรรยาเห็นหน้าเขาแล้วไม่ค่อยสบอารมณ์ จ้องเขาด้วยแววตาเคียดแค้นอยู่หลายครั้ง
เป็นเช่นนี้ไปได้อย่างไร เกิดอะไรขึ้นกัน นี่ก็กำลังจะแยกจากกันแล้ว เหตุใดถึงจะทะเลาะกันอีกล่ะ
หรือว่านางกำลังอาลัยอาวรณ์เขา เพียงแต่ภรรยาของเขาไม่เหมือนคนทั่วไป ดังนั้นวิธีการแสดงออกของนางจึงแตกต่างไปจากคนอื่น อย่างนั้นหรือ?
เขาพยายามไม่คิดไปในแง่ร้าย ทว่าในใจก็อดกังวลไม่ได้ เขามีลางสังหรณ์ว่าคืนนี้…เขาต้องอยู่ไม่เป็นสุขแน่
กระทั่งงานเลี้ยงสิ้นสุดลง ส่งแขกกลับหมดแล้ว ทุกคนต่างกลับไปพักผ่อนที่ห้องของตนเอง เหอจิ่วเหนียงก็ยังไม่ได้แสดงอารมณ์ความรู้สึกใดออกมา นางกลับห้องไปอาบน้ำ ระหว่างนี้ก็ไม่ได้สนใจลู่ไป่ชวนเลย
เดิมทีลู่ไป่ชวนตั้งใจจะเข้าไปง้อภรรยาในทันที แต่กลับถูกสหายพี่น้องลากไปพูดคุยต่อ บอกให้เขารักษาตัวดีๆต่างๆนานา จนในที่สุดก็สลัดตัวออกจากสหายพี่น้องและกลับมาที่เรือนหลักได้
ทันทีที่ย่างเท้าเข้าประตู น้ำเสียงเย็นชาของภรรยาก็ดังขึ้น
“ยืนอยู่ตรงนั้น ห้ามขยับ คืนนี้หากไม่สารภาพมาซะดีๆ ก็อย่าหวังจะได้เข้ามานอนเลย”
น้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงสงบนิ่งเฉกเช่นทุกครั้ง เป็นน้ำเสียงที่ทำให้คนอื่นฟังไม่ออกว่านางมีอารมณ์และความรู้สึกเช่นไร ทว่าทันทีที่ลู่ไป่ชวนได้ยิน ก็รู้แล้วว่าภรรยากำลังโกรธอยู่
แต่เนื่องด้วยเหตุใดนั้น… ตอนนี้เขายังคิดไม่ออก
ตอนที่ภรรยาออกจากบ้านเมื่อเช้าก็ยังดีๆอยู่เลย หลังจากกลับมาจึงจะมีท่าทีโกรธเคือง
ตอนเช้าที่นางออกจากบ้าน นางไป…
ไปที่จวนตระกูลหมิง…
หรือว่า…
แม่ทัพลู่เม้มริมฝีปากอย่างประหม่า
คงไม่ใช่กระมัง?
หมิงเจ๋อไม่น่าจะใช่คนชอบขายใครกระมัง
“ฮูหยิน ข้าผิดไปแล้ว…”
ไม่ว่าจะเพราะเรื่องอะไร แต่สาเหตุที่สามารถทำให้ภรรยาโกรธได้ ต้องเกิดจากความผิดของเขาแน่นอน
เมื่อก่อนท่านพ่อของเขาก็ง้อท่านแม่เช่นนี้
“ใจเย็นก่อน ข้ายังไม่ทันได้บอกเลยว่าเรื่องอะไร”
เหอจิ่วเหนียงพูดตัดบท จากนั้นเสียงน้ำหยดก็ดังมาจากหลังฉากบังลม นางยืนขึ้นในอ่างอาบน้ำ
แค่ลู่ไป่ชวนจินตนาการถึงภาพหลังฉากบังลง ก็อดกลืนน้ำลายไม่ได้ “ฮูหยิน เจ้าพูดมาเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจเขา นางบรรจงเช็ดตัวให้แห้งอย่างเชื่องช้า และเลือกชุดนอนผ้าบางคอลึกชุดหนึ่งมาสวม
อุณหภูมิด้านนอกยังต่ำมาก แต่ภายในห้องอบอุ่น สวมเสื้อผ้าบางเช่นนี้ไม่ได้หนาวแต่อย่างใด
นางเดินออกมาจากหลังฉากกันลม ทั้งยังจงใจเดินผ่านข้างกายลู่ไป่ชวนโดยเฉพาะอีกด้วย
กลิ่นหอมอันสดชื่นบนเรือนร่างนางลอยเข้าจมูกลู่ไป่ชวนทันที บุรุษที่ดื่มสุรามาย่อมไวต่อความรู้สึกกว่าปกติอยู่แล้ว ชั่วขณะนั้นเขาแทบจะยืนทรงตัวไม่อยู่
“ฮูหยิน เจ้าบอกมาสิว่าเรื่องอะไร ข้าจะได้อธิบายให้เจ้าฟัง”
อธิบายให้เข้าใจแล้วจะได้ ‘ทำอย่างอื่น’ ต่อ อีกไม่กี่วันเขาก็ต้องออกเดินทางแล้ว จะปล่อยโอกาสในช่วงนี้ไปได้อย่างไรกัน
อีกอย่าง คืนนี้ภรรยาใส่ชุดยั่วยวนขนาดนี้ เห็นได้ชัดว่านางต้องการอะไร แล้วเขาจะทำใจปล่อยให้นางรอนานได้อย่างไรกัน
“เอาน่า ไม่ต้องรีบร้อนหรอก ตอนนี้ข้ายังไม่อยากรู้ ท่านยืนอยู่ตรงนั้นก่อน อย่าเพิ่งขยับ”
จากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็นั่งลงเช็ดผมที่หน้าโต๊ะเครื่องแป้งอย่างช้าๆ ไม่ได้เหลียวมองลู่ไป่ชวนเลยแม้แต่น้อย
ลู่ไปชวนร้อนใจยิ่งขึ้น “ฮูหยิน มา ข้าช่วยเช็ดผมให้”
เขากำลังจะก้าวเดิน
“ไม่ต้อง”
แต่ถูกห้ามด้วยประโยคนี้ ชั่วขณะนั้นชายหนุ่มก็ยิ่งร้อนใจมากขึ้น
เขาไม่แน่ใจว่า ตกลงเหอจิ่วเหนียงโกรธเขาด้วยเรื่องอะไร เรื่องทางด้านหมิงเจ๋อก็น่าจะมีอยู่สองเรื่อง หนึ่งก็คือเรื่องความสัมพันธ์ของภรรยาเขากับเจียงรั่วหย่า อีกเรื่องก็คือเรื่องของแม่นางเว่ยอวี่
เรื่องของเว่ยอวี่ไม่ใช่เรื่องที่อธิบายยาก มีเพียงเว่ยอวี่ที่มีใจให้เขาเพียงฝ่ายเดียว เขาปฏิเสธมาโดยตลอด ไม่ได้มีความสัมพันธ์อะไรกัน
แต่เรื่องของเจียงรั่วหย่า…เรื่องนี้คงอธิบายยากแล้ว เขารู้ความจริงมาตั้งนาน แต่กลับปิดบังภรรยามาโดยตลอด เขาเองก็รู้สึกผิดไม่น้อย
เหอจิ่วเหนียงเช็ดผมแห้งแล้วก็ไปเอนกายนอนที่เตียงด้วยท่าทียั่วยวน ก่อนจะมองไปที่ลู่ไป่ชวน แล้วเอ่ยถาม “ท่านรู้เรื่องของข้ากับป้าเจียงนานแล้ว เหตุใดถึงได้ปิดบังข้า?”
เป็นดังคาด เรื่องนี้จริงๆด้วย
ลู่ไป่ชวนสูดลมหายใจลึกเข้าปอด คิดไม่ถึงว่าหมิงเจ๋อจะขายเขาเช่นนี้!
“ตอนนั้นหมิงเจ๋อบอกว่า อาการของฮูหยินเจียงยังไม่หายดี กลัวว่าหากเจ้ารู้เข้าเจ้าจะโกรธนาง จึงคิดว่าเก็บเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ข้าเองก็คิดว่าการที่แม่ลูกได้กลับมาเจอกันอีกครั้งต้องรอให้ทั้งสองฝ่ายพร้อมก่อน ก็เลยไม่ได้บอกเรื่องนี้กับเจ้า”
ลู่ไป่ชวนอธิบายเหตุผลของตนให้นางฟัง เห็นสีหน้าเหอจิ่วเหนียงดูผ่อนคลายลง ก็รีบเสริมทันที “ข้าเองก็รู้ว่าเจ้าไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก ก็เลยไม่ได้บอก”
เขารู้ว่าภรรยาในตอนนี้ไม่ใช่เจ้าของร่างเดิม และนางไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากนัก ดังนั้นจึงไม่บอกนางมาโดยตลอด
“ท่านก็เข้าใจข้าดีเหมือนกันนี่”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเยาะเล็กน้อย นางไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้มากจริงๆ
แต่สิ่งที่นางใส่ใจก็คือ… สามีผู้นี้มีเรื่องปิดบังนางต่างหาก!
แม้แต่เรื่องที่นางมีห้วงมิติใหญ่โต นางยังบอกเขาเลย แต่เขากลับปิดบังเรื่องเล็กๆน้อยๆนี่กับนาง!
เรื่องเล็กน้อยเช่นนี้ยังปิดบังกัน แล้วต่อไปจะปิดบังเรื่องใหญ่แค่ไหนอีก!
จากเรื่องเล็กๆสะท้อนให้เห็นความไว้ใจที่นางจะมีต่อเขาในภายภาคหน้าได้ นี่ต่างหากเหตุผลที่นางโกรธจริงๆ
“เอาเถอะ ในเมื่อท่านสารภาพออกมาตรงๆแล้ว ท่านก็ออกไปได้แล้ว ข้าจะนอนแล้ว”
นางพลิกตัวห่มผ้าให้ตัวเองอย่างดี ไม่มีท่าทีจะบอกให้เขาอยู่ด้วยเลยแม้แต่น้อย
ลู่ไป่ชวน “???”
“ให้ข้าออกไปไหนหรือ?”
เขาเม้มริมฝีปากอย่าประหม่า ใบหน้าเต็มไปด้วยความขมขื่น
“ในห้องตำรามีเตียงนอนอยู่ หากนอนไม่หลับก็ไปเขียนหนังสือสำรวจตนสักสองสามพันตัวอักษร เขียนจนกว่าข้าจะพอใจ”
ลู่ไป่ชวน “!!!”
ภรรยางดงามน่ายั่วยวนถึงเพียงนี้ กลับไม่ให้เขาเข้าไปใกล้ ทั้งยังให้เขาไปเขียนหนังสือสำรวจตนที่ห้องตำราอีกเนี่ยนะ!
หนังสือสำรวจตน มันคือสิ่งใดกัน?
“ฮูหยิน…”
เขาพยายามขอความเห็นใจอีกครั้ง
“ไป-ให้-พ้น”
ลู่ไป่ชวน “...”
แม่ทัพใหญ่อับจนหนทางแล้วจริงๆ…
ตอนที่ 685: ตกลงผิดตรงไหน
ในยามราตรีของเหมันตฤดู หิมะยังคงโปรยปรายไม่ขาดสาย ลู่ไป่ชวนกัดฟันเดินฝ่าความหนาวเหน็บไปที่ห้องตำราด้วยตัวสั่นเทา จนถึงบัดนี้ เขาก็ยังไม่เข้าใจคำว่า ‘หนังสือสำรวจตน’ ที่ภรรยาหมายถึงว่าคือสิ่งใด แต่เขาไหนเลยจะกล้าถามภรรยา จึงทำได้เพียงย่องไปปลุกบุตรชายที่กำลังนอนหลับอย่างเบามือ
“โก่วเอ๋อร์ บอกพ่อหน่อยสิว่าหนังสือสำรวจตนคืออะไร”
โก่วเอ๋อร์ที่กำลังนอนหลับอยู่สะลึมสะลือราวกับกำลังอยู่ในความฝัน ไม่รู้ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ใด และไม่รู้ว่ากำลังคุยกับใคร แต่เมื่อได้ยินคำว่า ‘หนังสือสำรวจตน’ สามคำนี้ เขาก็ละเมอตอบออกมาตามสัญชาตญาณทันที “มันคือหนังสือยอมรับผิด”
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงสอนพวกเด็กๆในบ้าน นางมักจะใช้คำว่า ‘ให้เขียนหนังสือสำรวจตน’ มาขู่พวกเขา บอกว่าหากใครไม่ตั้งใจเรียนก็จะต้องเขียนหนังสือสำรวจตน
ดังนั้น เพื่อที่จะได้ไม่ต้องเขียนหนังสือสำรวจตน พวกเขาจึงขยันหมั่นเพียรกันมาก นานๆเข้าก็ไม่มีใครเคยได้เขียนมันอีกเลย
แล้วตอนนี้ ใครกันที่ต้องเขียน?
ทันใดนั้นความง่วงของเด็กชายก็อันตรธานหายไปโดยสิ้นเชิง เขาขยี้ตา ก่อนจะพบว่าเป็นบิดาของตนเองที่อยู่ตรงหน้า “ท่านพ่อ ท่านทำให้ท่านแม่โกรธหรือขอรับ?”
ท่านแม่ถึงให้ท่านพ่อเขียนหนังสือรับผิดเช่นนี้
“เจ้าง่วงแล้ว รีบนอนเถอะ!”
ลู่ไป่ชวนเอามือปิดตาบุตรชาย และหันหลังเดินออกไปทันที
ถึงอย่างไรโก่วเอ๋อร์ก็ยังเป็นเด็ก แม้จะสงสัยมาก แต่ก็อดทนต่อความง่วงไม่ไหว จึงไม่ได้เค้นถามสิ่งใดต่อ และพลิกตัวนอนต่อแต่โดยดี
ลู่ไป่ชวนกลับมาที่ห้องตำรา ฝนหมึกจับพู่กันเขียนทันที
ตอนแรกที่ยังไม่ได้เขียน เขาคิดว่าไม่น่าจะเขียนยากนัก แต่พอเขียนไปแล้ว กลับพบว่ามันช่างยากมากจริงๆ
หลายพันตัวอักษรไม่ได้ง่ายอย่างที่คิดเลย!
เขาเขียนไปได้สามหน้ากระดาษ ครุ่นคิดอย่างตั้งใจก็ได้แค่สามร้อยตัวอักษร…
หากเขียนหลายพันตัวอักษรต้องใช้กระดาษปึกใหญ่ สิ่งที่สามารถพูดได้ และสิ่งที่อยากจะพูดก็เขียนลงไปหมดแล้ว แล้วจำนวนตัวอักษรที่เหลือเขาต้องสรรหาคำบรรยายใดมาเขียนเพิ่มเติมกันล่ะ
แค่นี้ก็ปวดเศียรเวียนเกล้าแล้ว
ขอบคุณมากจริงๆ!
ตลอดทั้งคืน ลู่ไป่ชวนพยายามเค้นหาตัวอักษรพื้นฐานที่ตนเองรู้จักในหัวนำมาเขียนซ้ำไปซ้ำมา จนกระทั่งฟ้าเริ่มสาง ในที่สุดเขาก็เขียนหนังสือสำรวจตนจนครบสามพันห้าร้อยตัวอักษร
จากนั้นถือโอกาสตอนที่ทุกคนยังไม่ตื่น แอบย่องกลับเข้าไปในห้องนอนของตนเอง ยืนอยู่ข้างเตียงอย่างสงบเสงี่ยมสำรวม เมื่อภรรยาตื่นก็จะเห็นหน้าเขาทันที
หากภรรยาเห็นแล้วพึงพอใจ เขาก็สามารถเดินออกไปจากห้องนอนได้อย่างสง่าผ่าเผย โดยที่คนอื่นไม่รู้เลยว่าเมื่อคืนเขาถูกไล่ให้ไปนอนที่ห้องตำรา
เหอจิ่วเหนียงตื่นตั้งแต่เขาเข้ามาแล้ว เดิมทีตั้งใจว่าจะไม่สนใจเขา แต่เขาดันมายืนกดดันข้างเตียงราวกับเป็นเจ้าที่เช่นนี้ ใครเลยจะนอนหลับลง
“เขียนเสร็จแล้วหรือ?”
“อืม ฮูหยิน เจ้าดูสิ!”
ลู่ไป่ชวนทำท่าราวกับนำของล้ำค่ามาถวายก็มิปาน ไม่ต้องบรรยายเลยว่าท่าทางของเขาเอาอกเอาใจมากเพียงใด
หลังยื่นกระดาษปึกหนาให้เหอจิ่วเหนียง เขาก็ไปจุดตะเกียงไฟให้ความสว่าง ภรรยาจะได้อ่านได้ชัดๆ
เหอจิ่วเหนียงตรวจผลงานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม ประโยคแรกที่เปิดมาเห็นก็คือ ‘ฮูหยินที่รัก ข้าผิดไปแล้ว’
จากนั้นเขาก็ไม่ได้บอกว่าตัวเองผิดตรงไหน แต่กลับเอาเรื่องนั้นมาอธิบายถึงความคิดของตัวเองเสียยืดยาว กว่าจะเขียนในตอนท้ายว่าเขาไม่ควรปิดบังนาง
ทว่าเขาไม่ได้อธิบายตรงประเด็นว่าเพราะเหตุใดถึงได้ปิดบัง กลับไปวิเคราะห์ชีวิตตลอดหลายปีที่ผ่านมาของเจียงรั่วหย่าแทน คิดว่าชีวิตของเจียงรั่วหย่าที่ผ่านมานั้นไม่ง่ายเลย ไม่อาจให้นางได้รับความกระทบกระเทือนจิตใจได้อีก
สุดท้าย เขาก็สาธยายความรักที่มีต่อนางนั้นดุจดั่งสายน้ำที่ไหลอย่างไม่ขาดสาย ต่างๆนานา ราวกับคัดลอกบทกวีรักโบราณมาเขียน แล้วแต่งเสริมเพิ่มไปเองอีกบทสองบทเพื่อแสดงให้เห็นว่าเขาตั้งใจมากจริงๆ
ตั้งแต่ต้นจนจบ ประเด็นที่เขาปิดบังนางนั้นเขาไม่ได้ให้เหตุผลตรงประเด็นเลย เหอจิ่วเหนียงคิดว่าไม่ใช่ว่าเขาจงใจหลบเลี่ยง แต่เขาคงไม่รู้จริงๆ ว่าตัวเองผิดตรงไหน
และนี่คือสิ่งที่น่าโมโหที่สุด …ผ่านมาทั้งคืน เขาก็ยังไม่รู้อีกว่าตัวเองผิดตรงไหน!
เหอจิ่วเหนียงเหนื่อยใจเหลือแสน กับเรื่องอื่น สามีผู้นี้ฉลาดยิ่งนัก เหตุใดเรื่องความรักถึงได้โง่เง่าเช่นนี้นะ
“บางทีท่านก็เลี่ยนเกินไปจริงๆนะ”
คนเหนื่อยใจยื่นปึกกระดาษคืนให้คนข้างๆ ก่อนจะเอ่ยต่อ “ท่านออกไปเถอะ ข้าไม่อยากเห็นหน้าท่าน”
ลู่ไป่ชวนรู้สึกน้อยใจมาก เขาเขียนไปหมดแล้วนะ เหตุใดภรรยาถึงยังไม่หายโกรธอีก
“ฮูหยิน เจ้าคิดว่าท่อนไหนที่ข้าเขียนไม่ดี ข้าจะได้ไปเขียนใหม่!”
“ไม่ดีสักท่อน ไม่ใช่เนื้อหาที่ข้าอยากเห็นเลย”
“เนื้อหาที่เจ้าอยากเห็นอย่างนั้นหรือ? เช่นนั้นเจ้าบอกมาได้เลย ข้าจะไปเขียนมาเดี๋ยวนี้!”
สดับวาจาไร้เดียงสา เหอจิ่วเหนียงก็โมโหมากยิ่งขึ้น หากไม่เห็นว่าผู้ชายคนนี้เป็นสามีของตัวเอง นางคงจัดการไปแล้ว!
หญิงสาวสูดลมหายใจเข้าออกลึกๆ พยายามสะกดกลั้นอารมณ์เอาไว้ ก่อนจะกล่าวอย่าง.อดทน “ลู่ไป่ชวน ไม่สำคัญว่าข้าอยากเห็นสิ่งใด แต่มันอยู่ที่ว่าท่านจะตระหนักได้หรือไม่ เรื่องนี้ดูเหมือนไม่ได้สำคัญ แต่มันสามารถสะท้อนให้เห็นถึงทัศนคติของท่าน การสำรวจความผิดตัวเองไม่ใช่ว่าท่านจะเขียนอะไรออกมามั่วๆ หรือนำบทกวีมาเขียนเพื่อให้เรื่องมันผ่านไปเฉยๆ”
ลู่ไป่ชวนนิ่งเงียบไป หนังสือยอมรับผิดที่เขาเขียนมาทั้งคืนฉบับนี้ เขาแค่เขียนออกมาให้มันครบตัวอักษรจริงๆ
แต่ความตั้งใจในการง้อภรรยาก็มาจากใจเขาจริงๆ
ภรรยาไม่เคยโกรธเขาจริงจังเช่นนี้มาก่อน ครั้งนี้ท่าทางของภรรยาหนักแน่นมาก
จนถึงตอนนี้ เขาเพิ่งตระหนักได้อย่างแท้จริงว่า ภรรยาโกรธมากจริงๆ
“ฮูหยิน ข้าผิดเองที่ปิดบังเจ้า เจ้าอยากลงโทษข้าเช่นไรก็ได้ทั้งนั้น แต่อย่าโกรธจนเสียสุขภาพไปเลยนะ”
เขาพยายามปรับน้ำเสียงให้อ่อนโยนที่สุดเพื่อง้อนาง ความร้อนใจที่แสดงออกในตอนนี้เป็นเรื่องจริงไม่ได้เสแสร้ง
เหอจิ่วเหนียงตั้งใจจะให้เขาตระหนักได้ด้วยตัวเอง แต่พอคิดๆดูแล้ว หากนางไม่บอกเขาตรงๆ เขาอาจไม่มีทางเข้าใจได้เลยว่านางโกรธเขาเรื่องอะไร ดังนั้น นางจึงพลิกตัวลุกขึ้นนั่ง แล้วเอ่ยขึ้น “ข้าไม่ได้โกรธเพราะเรื่องนี้ แต่ข้าโกรธทัศนคติของท่านต่างหาก เข้าใจหรือไม่?
ข้าคิดว่าระหว่างสามีภรรยาไม่ควรมีเรื่องปิดบังกัน ดังนั้นแม้แต่ความลับเรื่องใหญ่ที่เกี่ยวกับตัวข้า ข้าก็ยังบอกท่าน แต่ท่านกลับปิดบังเรื่องเล็กน้อยนี้กับข้า เพียงเพราะการตัดสินใจของคนอื่น ท่านคิดว่ามันยุติธรรมแล้วหรือ?”
นางไม่เพียงบอกความลับของตัวเองกับเขาเท่านั้น แต่ยังแบ่งปันความรู้และกลวิธีต่างๆให้เขานำไปใช้อีกด้วย เมื่อเทียบกันแล้ว ความลับเล็กน้อยที่ลู่ไป่ชวนปกปิดนางมาตลอดนี้ ไม่ใช่เรื่องที่ต้องเก็บเป็นความลับเลย
ลู่ไป่ชวนไม่ทันได้พูดอะไร เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยต่อ “ในเมื่อท่านรู้อยู่แล้วว่าข้าไม่ใช่ข้าคนเดิม และรู้ว่าข้าไม่ได้ใส่ใจเรื่องนั้น แต่ท่านกลับคิดว่าข้าจะควบคุมอารมณ์ตัวเองไม่ได้แล้วไปเอาเรื่องป้าเจียง มันสมเหตุสมผลแล้วหรือ? มันไม่สมเหตุสมผลเลย ท่านก็แค่ไม่อยากบอกข้าก็เท่านั้น”
ลู่ไป่ชวนถึงกับนิ่งค้างไป เขาสาบานได้ว่าตอนนั้นเขาไม่ได้คิดเช่นนี้เลยจริงๆ เพียงแค่หมิงเจ๋อหวังว่าเขาจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับก็เท่านั้น เขาจึงตอบตกลงโดยไม่ได้คิดอะไร แต่หลังจากนั้นกระทั่งล่วงเลยถึงตอนนี้เขาก็ไม่ได้บอกนาง นี่ถือเป็นความผิดของเขาจริงๆ
ได้ยินภรรยากล่าวเช่นนี้ ในที่สุดเขาก็ตระหนักได้แล้วว่าตนเองละเลยสิ่งใดไป จึงรีบเอ่ยขึ้น “ข้าเข้าใจแล้ว ต่อไปไม่ว่ามีเรื่องอะไร ข้าจะบอกเจ้าทุกอย่าง ข้าจะไปเขียนหนังสือสำรวจตนใหม่เดี๋ยวนี้!”
กล่าวจบเขาก็รีบออกไปด้วยสีหน้าแน่วแน่
เมื่อคืนอาจยังมีอารมณ์ไม่จริงจังอยู่บ้าง ทว่าตอนนี้เขาเปี่ยมด้วยความตั้งใจอย่างสุดซึ้ง ในใจเขารู้ดีว่า หากปรับความเข้าใจเรื่องนี้ไม่ได้ ภรรยาอาจจะทิ้งเขาไปได้จริงๆ
เหอจิ่วเหนียงขานรับเบาๆ และเตรียมจะนอนต่อ แต่เพราะมีเรื่องในใจ นางจึงนอนไม่หลับอีก
อันที่จริงเมื่อคืนนางก็แทบนอนไม่หลับทั้งคืนเลยด้วยซ้ำ หลับๆตื่นๆอยู่ตลอด ไม่รู้เลยว่าตัวเองกำลังฝันอยู่หรือว่าอยู่ในความเป็นจริง
ด้วยนิสัยของนางแล้ว นางไม่ใช่คนที่ทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ แต่เรื่องนี้นางให้ความสำคัญมากจริงๆ
นี่แสดงให้เห็นชัดเจนหรือไม่ว่า นางรักบุรุษผู้นี้มาก นางถึงได้ใส่ใจและคาดหวังกับทุกๆคำพูดและการกระทำของเขาเช่นนี้
ตอนที่ 686: หากเขาไม่ได้เรื่องก็เปลี่ยนคนใหม่
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าเป็นเช่นนี้ไม่เข้าท่า นางรักเขานั้นไม่ผิด แต่ไม่ควรปล่อยให้ความรู้สึกถลำลึกจนเกินไป
แต่ความเป็นจริง…นางรักเขาจนถอนตัวไม่ขึ้นแล้ว
นางรู้สึกสับสน ใจหนึ่งบอกว่าไม่ควรรักมากเกินไป แต่อีกใจพอคิดดูอีกทีก็บอกว่า…แล้วมันจะเป็นไรไปเล่า!
ตั้งแต่อยู่ด้วยกันมา นอกจากเรื่องของเจียงรั่วหย่าแล้ว สิ่งที่ลู่ไป่ชวนทำล้วนเอาใจใส่นางทุกอย่าง คนเช่นนี้ไม่ต้องพูดถึงในยุคสมัยนี้เลย ต่อให้เป็นยุคสมัยใหม่ก็หาได้ยากยิ่งนัก
และความจริง เรื่องนี้นางก็ไม่ได้เป็นฝ่ายเสียหายเลย
แต่ถึงกระนั้น ก็ต้องรอดูการแสดงออกของลู่ไป่ชวนต่อไปก่อน หากเขาตั้งใจพิจารณาความผิดของตัวเองได้และยอมปรับปรุง นางก็จะไม่ถือโทษโกรธเรื่องที่ผ่านมา
……
ลู่ไป่ชวนเอาแต่ขังตัวเองอยู่ในห้องตำรา กระทั่งตะวันลอยสูงอยู่กลางฟ้าก็ไม่ออกมากินมื้อเที่ยง เหอจิ่วเหนียงแค่ให้คนคอยอุ่นอาหารไว้รอเขา แต่ไม่ได้บอกว่าเขายุ่งอะไรอยู่
ส่วนโก่วเอ๋อร์ก็แอบบอกกับนางซุนไปแล้ว “ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะทำให้ท่านแม่โกรธแล้วขอรับ”
นางซุนหันมองหลานชายด้วยสีหน้าอยากรู้อยากเห็นทันที “อย่างไร?”
“เมื่อคืนเหมือนข้าฝันว่า ท่านพ่อไปถามข้าว่าหนังสือสำรวจตนคืออะไร ตอนนี้ท่านพ่อต้องกำลังเขียนหนังสือสำรวจตนอยู่แน่เลยขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์ทำสีหน้าปราดเปรื่อง ท่าทางทะนงของเขาในตอนนี้ หากลู่ไป่ชวนเห็นเข้าคาดว่าคงโมโหจนหัวใจวายเป็นแน่
นางซุนถาม “แล้วหนังสือสำรวจตนคืออะไรกัน?”
“มันคือหนังสือรับความผิดน่ะขอรับ ก่อนหน้านี้ท่านแม่มักจะใช้หนังสือสำรวจตนมาทำโทษพวกเขา บอกว่าถ้าใครไม่ตั้งใจเรียน ทำให้สิ้นเปลืองค่าเล่าเรียนโดยเปล่าประโยชน์ ท่านแม่ก็จะให้เขียนหนังสือสำรวจตนมาให้นางอ่าน แต่พวกเราก็ไม่เคยเขียนหรอกนะขอรับท่านย่า แต่ตอนนี้ท่านพ่อกลับเป็นคนได้เขียนแล้ว!”
นางซุนได้ยินดังนั้นก็ฉุนเฉียวทันที “แล้วยังจะเก็บกับข้าวเอาไว้ให้เขาทำไม ข้าจะไปสั่งให้ครัวไม่ต้องเก็บให้เขาเดี๋ยวนี้แหละ เขาไม่สมควรได้กิน!”
สำหรับหญิงชรา ใครจะยั่วโมโหสะใภ้นางก็ได้ แต่ลู่ไป่ชวนทำไม่ได้เด็ดขาด!
เขาจากบ้านไปตั้งสี่ปี ปล่อยให้เหอจิ่วเหนียงกับลูกต้องใช้ชีวิตอยู่อย่างยากลำบาก ต่อมาก็เพราะอาศัยเหอจิ่วเหนียง ถึงได้ตั้งหลักปักฐานมีชีวิตอย่างสุขสบายที่จิงโจวได้ เหอจิ่วเหนียงเป็นผู้มีบุญคุณต่อครอบครัวพวกเขา แต่ลู่ไป่ชวนกลับไม่รู้จักเห็นคุณค่า ทำนางน้อยเนื้อต่ำใจ เช่นนั้นจะมีสิทธิ์กินข้าวได้อย่างไรกัน!
ปล่อยให้เขาหิวไปสามวันสามคืนนั่นแหละดีที่สุด!
โก่วเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ จู่ๆก็รู้สึกเห็นใจท่านพ่อขึ้นมา ทุกคนในครอบครัวไม่มีใครอยู่ข้างท่านพ่อของเขาเลย
ใช่ เขาเองก็อยู่ข้างท่านแม่เหมือนกัน! ฮี่ๆๆ
นางซุนลากโก่วเอ๋อร์เข้ามาใกล้ๆ แล้วกระซิบสั่ง “เจ้าไปบอกพ่อของเจ้าให้ตั้งใจเขียนให้ดี ไม่อย่างนั้นย่าจะหาพ่อใหม่ให้เจ้า”
โก่วเอ๋อร์อ้าปากค้างด้วยความตกใจ ก่อนจะพยักหน้ารับคำอย่างช้าๆ จากนั้นก็วิ่งพรวดไปที่ห้องตำรา
ลู่ไป่ชวนกำลังจดจ่ออยู่กับการเขียน เขาเขียนแตกต่างไปจากครั้งก่อน ครั้งนี้เขามีสิ่งที่ต้องการเขียนเยอะมาก แสดงความสำนึกผิดอย่างสุดซึ้งต่อเรื่องราวที่เกิดขึ้น ทั้งยังยืนยันว่าต่อจากนี้ไปจะไม่มีเรื่องปิดบังเหอจิ่วเหนียงอีก และถือโอกาสนี้พูดถึงเรื่องเว่ยอวี่คนของหอเชียนฟานด้วย และชี้แจงว่าเพราะเหตุใดตนถึงได้เกี่ยวข้องกับเว่ยอวี่ สำหรับเรื่องนี้ เขาแค่รู้สึกว่าจำเป็นต้องรายงานให้เหอจิ่วเหนียงรับรู้ไว้ก็เท่านั้น
ตอนที่โก่วเอ๋อร์เข้ามาในห้อง ลู่ไป่ชวนก็รีบเก็บหนังสืออย่างแนบเนียน พอได้ยินว่ามารดาจะหาพ่อใหม่ให้โก่วเอ๋อร์เขาก็ตื่นตระหนกขึ้น เพราะเขารู้ว่าท่านแม่ของเขาสามารถทำเช่นนั้นได้จริงๆ!
“ท่านพ่อ ท่านต้องเขียนให้ดีนะขอรับ ง้อท่านแม่ให้สำเร็จ ข้าไม่อยากเปลี่ยนพ่อใหม่”
โก่วเอ๋อร์มองบิดาด้วยแววตาเปี่ยมความคาดหวัง เมื่อเทียบกับคนอื่นแล้ว เขาก็ยังชอบพ่อของตัวเองคนนี้ที่สุด
ลู่ไป่ชวนรู้สึกจุกอกขึ้นทันที เดิมทีโก่วเอ๋อร์ก็ไม่มีความรู้สึกมั่นใจในตัวเขาอยู่แล้ว ตอนนี้ยังเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก ไม่รู้ว่าในใจบุตรชายจะผิดหวังมากเพียงใด
“วางใจเถอะ พ่อทำสำเร็จแน่”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าทันที ยิ้มกล่าว “ข้าเดาถูกจริงๆด้วย ท่านพ่อทำให้ท่านแม่โกรธก็เลยต้องมาเขียนหนังสือสำรวจตน!”
ลู่ไป่ชวน “…”
นี่เขาเสียเหลี่ยมให้เจ้าเด็กตัวแสบนี่จับได้แล้วอย่างนั้นหรือ!
โก่วเอ๋อร์หันหลังวิ่งจู๊ดออกไปรายงานนางซุนอย่างรวดเร็ว
ลู่ไปชวนสูดลมหายใจลึกเข้าปอด ฮึ่ม… ยุบหนอ พองหนอ นั่นลูกเขาเองหนอ
หลังจากปลอบใจตัวเองได้แล้ว เขาก็นำหนังสืออกมาเขียนต่อ
……
เหอจิ่วเหนียงเก็บของเสร็จ ก็พานางซุนออกจากบ้านมุ่งหน้าไปยังสถานบันเทิง
สถานบันเทิงตกแต่งใกล้จะเสร็จแล้ว อีกสามสี่วันก็เสร็จสมบูรณ์ จากนั้นก็ตากแดดตากลมทิ้งเอาไว้ให้กลิ่นจางหายก่อน จึงจะสามารถเปิดกิจการได้
ส่วนเสี่ยวเอ้อร์ในสถานบันเทิง นางให้เฉิงเสวี่ยเวยเตรียมไว้ก่อนหน้านี้แล้ว ตอนนี้การอบรมฝึกฝนน่าจะใกล้สิ้นสุด เมื่อถึงตอนนั้นก็สามารถเริ่มงานได้พอดี
สาเหตุหลักที่พวกนางมาในวันนี้ก็คือ ตรวจสอบสถานการณ์โดยรวมอย่างละเอียด หากมีส่วนไหนที่ต้องแก้ไขจะได้แก้ทัน
ระหว่างทาง นางซุนถามเหอจิ่วเหนียงด้วยความเคร่งเครียดเล็กน้อย “เจ้าสามทำเจ้าโกรธหรือ?”
“ไม่ถึงขั้นนั้นหรอกเจ้าค่ะ ก็แค่มีเรื่องปิดบังข้าแล้วข้าไปรู้เข้า ก็เลยสั่งสอนเขาสักหน่อยเท่านั้นเอง”
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกพิเศษต่อนางซุนมาก อีกฝ่ายเป็นได้ทั้งผู้อาวุโส เป็นได้ทั้งสหาย ดังนั้นจึงยินดีเล่าเรื่องนี้ให้นางฟัง
“ว่าอย่างไรนะ กล้ามีเรื่องผิดบังเจ้าด้วยหรือ!”
นางซุนเบิกตากว้าง “เช่นนั้นคืนนี้ก็ไม่ต้องให้เขากินข้าว! รอข้ากลับไปก่อนจะด่าให้ หากเขาไม่ได้เรื่องก็เปลี่ยนผัวใหม่!”
เหอจิ่วเหนียง “!!!”
คิดไม่ถึงเลยว่าท่านสุภาพสตรีซุนจะเปิดกว้างเช่นนี้!
เพียงแต่ เหอจิ่วเหนียงไม่ได้มีความคิดถึงขั้นจะเปลี่ยนสามีใหม่ ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนเรื่องสนทนา
หลังจากมาถึงสถานบันเทิงทั้งสองก็เดินสำรวจตรวจตราหนึ่งรอบ ภายใต้การควบคุมดูแลงานของผู้เฒ่าลู่ การก่อสร้างสถานบันเทิงในครั้งนี้เป็นไปอย่างน่าพอใจอย่างมาก การก่อสร้างเป็นไปตามความต้องการของนางอย่างครบถ้วน และรายละเอียดบางอย่างที่เหอจิ่วเหนียงมองข้าม ชายชราก็จัดการให้ได้อย่างเรียบร้อย
นางซุนเองก็อดที่จะชื่นชมไม่ได้ “คิดไม่ถึงเลยว่าตาเฒ่าจะไว้ใจได้ถึงเพียงนี้ คิดว่าเขาจะทำไม่ได้ซะอีก”
“อย่าได้ดูถูกท่านพ่อเชียวนะเจ้าคะ ถึงอย่างไรครั้นวัยหนุ่ม ท่านพ่อก็เคยออกไปท่องโลกกว้างมาก่อนนะเจ้าคะ”
เหอจิ่วเหนียงพูดแทนผู้เฒ่าลู่ด้วยรอยยิ้ม วันนี้ชายชราเป็นคนไปซื้อของที่ตลาดด้วยตัวเองจึงไม่ได้มาด้วย ไม่อย่างนั้นคงเล่าเรื่องประสบการณ์การออกไปเผชิญโลกกว้างครั้นวัยหนุ่มให้ฟังอีกคำรบเป็นแน่
“เพลาๆหน่อย อย่างเขาน่ะไม่ได้เรียกว่าเก่งอะไรหรอก อย่าไปพูดถึงเขาเลย! ไปกันเถอะ เดินตรวจดูอีกสักรอบแล้วค่อยไปดูเสี่ยวเอ้อร์”
นางซุนไม่อยากเอ่ยชมตาเฒ่าสามีตัวเองมากนัก จึงไม่ยอมพูดเรื่องนี้ต่อ ลากเหอจิ่วเหนียงไปตรวจงานต่อทันที
เห็นได้ชัดว่าหญิงชราใส่ใจสถานบันเทิงนี้มาก เนื่องจากก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงเคยบอกเอาไว้ว่า หากนางไปเมืองหลวงแล้ว ก็จะให้สองผู้เฒ่าเป็นผู้ดูแลสถานบันเทิงแห่งนี้
นางซุนคิดว่า สามีตัวเองพึ่งพาอะไรไม่ได้ ดังนั้นตนเองจึงต้องใส่ใจให้มากขึ้น
ก่อนหน้านี้นางได้แนะนำเสื้อผ้าและของกินใหม่ๆ จากกิจการของครอบครัวให้กับสหายที่เพิ่งรู้จักกันใหม่ๆไป ทำให้กิจการเหล่านั้นคึกคักขึ้นไม่น้อย ตั้งแต่นั้นมา นางจึงสนใจการทำกิจการมากขึ้น
ถึงแม้สถานบันเทิงจะใหญ่โตโอ่อ่า การดูแลจัดการก็ยิ่งยุ่งยากมาก แต่นางก็ยังมั่นใจมากเช่นกัน ถึงอย่างไรนางก็ว่างไม่มีอะไรต้องรับผิดชอบอยู่แล้ว สามารถทุ่มเวลาให้กับการดูแลสถานบันเทิงได้อย่างเต็มที่
ส่วนเรื่องเมืองหลวง นางเองก็อยากไป แต่ต้องรอให้บุตรชายกับสะใภ้จัดการชีวิตให้เข้าที่เข้าทางก่อน ตอนนี้นางไปก็มีแต่จะเพิ่มภาระให้พวกเขา
หลังจากเสร็จธุระทางนี้แล้ว สตรีทั้งสองก็ไปหาเฉิงเสวี่ยเวยเพื่อดูเสี่ยวเอ้อร์ เหอจิ่วเหนียงพานางซุนไปลองนวดดู
ไม่นานนักหญิงชราก็รู้สึกสบายจนผล็อยหลับไป
ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็หารือเรื่องกิจการกับเฉิงเสว่ยเวยเบาๆ
“หลังจากข้าไปเมืองหลวง ทางด้านสถานบันเทิงก็ต้องมอบให้ท่านและท่านพ่อท่านแม่ข้าเป็นคนดูแลแล้ว หากมีสิ่งใดที่พวกเขาไม่เข้าใจก็ต้องรบกวนพี่เฉิงด้วยนะเจ้าคะ ข้าจะให้พวกเหลียนฮวามาช่วยๆดูบ้าง”
กิจการที่เพิ่งเปิดใหม่เป็นช่วงที่ให้คนได้ลองฝึกฝนดีที่สุด เหอจิ่วเหนียงตั้งใจเอาไว้ว่าจะให้พวกเหลียนฮวามาช่วยด้วย พอทุกอย่างเข้าที่เข้าทางดีแล้วค่อยว่ากันอีกที ว่าจะให้เด็กๆกลับไปทำที่ร้านเดิม หรือให้อยู่ที่นี่ต่อ แต่มีโอกาสสูงที่จะให้เหลียนฮวากับลู่เสี่ยวหยางอยู่ที่สถานบันเทิงต่อ
เฉิงเสวี่ยเวยพยักหน้า “วางใจเถอะ นี่เป็นกิจการของพวกเรานะ ข้าต้องดูแลเป็นอย่างดีอยู่แล้ว ไม่ให้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นได้เด็ดขาด”
สถานบันเทิงแห่งนี้มีผู้ร่วมลงทุนจำนวนไม่น้อย มีคนคอยหนุนหลังใหญ่โต ไม่ต้องกังวลว่าจะมีคนมาหาเรื่อง แค่บริหารจัดการกิจการให้ดีก็พอแล้ว
ถึงแม้เหอจิ่วเหนียงจะไม่อยู่ แต่ก็ยังมีคนในครอบครัวลู่คอยดูแลอยู่ตลอด เฉิงเสวี่ยเวยคิดว่า ตนเองก็ต้องทำผลงานออกมาให้ประจักษ์บ้าง ให้เหอจิ่วเหนียงได้เห็นคุณค่าของนาง วันหน้าหากมีกิจการใหม่ จะได้มีโอกาสร่วมงานกับนางอีก
ตอนที่ 687: เขาหรือจะกล้า จะตบให้ปากเบี้ยวเลย
แม่สามีกับลูกสะใภ้วิ่งวุ่นอยู่ข้างนอกตลอดทั้งวัน ครั้นออกมาจากบ้านเฉิงเสวี่ยเวย ก็พบกับลู่ไป่ชวนที่มารอรับพวกนางอยู่ที่หน้าประตู เขาแย่งหน้าที่คนบังคับรถม้าไปโดยตรง
นางซุนคว่ำปากพลางบ่นเสียงต่ำ “นับว่าเจ้ายังพอมีมโนธรรมอยู่บ้าง!”
ลู่ไป่ชวนเป็นฝ่ายผิดจึงไม่พูดอะไร เพียงช่วยประคองพวกนางขึ้นรถม้าอย่างเอาใจใส่
ประคองนางซุนขึ้นไปก่อน เมื่อมาถึงตาของเหอจิ่วเหนียง เขารีบถือโอกาสนี้พูดกับนาง “ข้าเขียนหนังสือสำรวจตนเสร็จแล้ว กลับไปจะเอาให้เจ้าดูนะ”
ครั้งนี้เขาเขียนไปสามพันกว่าตัวอักษร แม้ไม่ถือว่ามาก แต่ทุกคำล้วนออกมาจากใจทั้งสิ้น มาจากการสำนึกผิด และให้คำมั่นสัญญาว่าต่อไปจะไม่เกิดเรื่องเช่นนี้อีก
“ดี”
เหอจิ่วเหนียงตอบรับเพียงคำเดียว แล้วก้าวขึ้นรถม้าอย่างเรียบเฉยโดยที่ไม่สนใจเขา แต่ทันทีที่เข้าไปนั่งในรถม้า นางกลับสนทนากับนางซุนอย่างสนุกสนาน
“กิจการนี้ของเรารับรองว่า ‘ปัง’ แน่ แค่ทักษะการนวดนั่นนะ สวรรค์ ให้ตายเถอะ หากได้นวดทุกเช้าค่ำคงมีความสุขดั่งเทพเซียนเชียวละ!”
นางซุนพูดเรื่องกิจการสถานบันเทิงด้วยความตื่นเต้น ทั้งยังใช้ศัพท์สมัยใหม่ที่เหอจิ่วเหนียงเคยสอน จงใจไม่พูดถึงลู่ไป่ชวน เพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของลูกสะใภ้ ไม่อยากให้เหอจิ่วเหนียงโกรธลู่ไป่ชวนตลอดเวลา
อย่างไรเสียเจ้าสามก็เป็นบุตรชายของนาง อายุปูนนี้แล้ว นางซุนก็ไม่อยากให้บุตรชายต้องกลายเป็นพ่อม่ายโดดเดี่ยวเดียวดายหรอก
“หากท่านชอบก็ไปนวดทุกวันได้นะเจ้าคะ การนวดมีประโยชน์ต่อร่างกาย ทักษะการนวดเหล่านี้ข้าเป็นคนวาดภาพวิธีการนวดออกมาเองเลยด้วยนะเจ้าคะ วิธีการนวดจะแตกต่างกันไปตามแต่ละกลุ่มคน นวดๆไปดีกว่ากินยาเยอะเจ้าค่ะ”
“ดีเลย ไม่แน่วันหน้าข้าอาจย้ายไปอยู่ที่สถานบันเทิงเลยก็ได้!”
นางซุนตื่นเต้นมากจริงๆ ตอนนี้แม้ในบ้านจะมีสาวใช้ที่พอจะมีทักษะการนวดอยู่บ้างก็จริง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใด ถึงนวดดีสู้คนของสถานบันเทิงที่ฝึกฝนมาเป็นพิเศษไม่ได้ นี่แค่ลองนวดไปรอบเดียวก็รู้สึกสบายตัวขึ้นเยอะเลย
หรืออาจเป็นเพราะที่บ้านเป็นเด็กสาวอายุน้อยๆทั้งนั้น ส่วนคนที่เตรียมไว้ทำงานในสถานบันเทิงล้วนเป็นสตรีที่แต่งงานแล้วและอายุมากกว่าหน่อย เคยทำงานหนักมาก่อน มือไม้จึงมีกำลังเยอะกว่ากระมัง เวลานวดบางจุดจึงลงแรงได้ดีกว่า แรงเช่นนี้เป็นความรู้สึกที่สาวใช้วัยสาวในบ้านทำไม่ถึงเลย
เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็อดขบขันไม่ได้ “จะได้อย่างไรกันเจ้าคะ หลังจากนี้พวกข้าไม่อยู่ ท่านต้องดูแลบ้านดูแลพวกเด็กๆให้ดี การเรียนก็ห้ามขาดตกบกพร่องนะเจ้าคะ”
นางซุนเพิ่งจะนึกถึงเรื่องนี้ขึ้นได้ หลังจากเตรียมสิ่งของที่ต้องจัดเตรียมเสร็จ ตาเฒ่ากับเจ้าใหญ่ก็ต้องออกเดินทางไปชางโจวแล้ว จางซงกับจางหย่งสองพี่น้องก็ต้องเดินทางไปดินแดนทุ่งหญ้า ส่วนเจ้าสามก็ต้องไปเมืองหลวง หลังจากเปิดสถานบันเทิง สะใภ้สามก็ต้องพาโก่วเอ๋อร์ตามไปที่เมืองหลวง และบ้านที่นี่ก็จะเหลือแค่นางคนเดียวที่ต้องดูแลพวกเด็กๆทั้งหมด
ช่างเป็นเวรกรรมจริงๆ อายุปูนนี้แล้วยังต้องมาดูแลเด็กอีก!
นางซุนถึงกับยิ้มไม่ออก ตรวจการบ้านไม่ใช่งานที่นางถนัดเลย หากพวกเด็กๆทำแค่ให้พอผ่านไปนางก็ดูไม่ออกอยู่ดี!
ไม่ได้ ต้องรีบเชิญอาจารย์ที่จะสอนนางมาให้เร็วที่สุด ถึงเวลาไม่แน่ อาจช่วยนางตรวจการบ้านให้พวกเด็กๆได้ด้วย!
“เช่นนั้น พรุ่งนี้เราไปดูกันหน่อยเถอะว่าสามารถเชิญอาจารย์มาสอนข้าได้หรือไม่ หากข้าไม่เรียนรู้เอาไว้ มีหวังคงถูกเจ้าพวกเด็กตัวแสบปั่นหัวเป็นแน่”
เดิมทีเหอจิ่วเหนียงจะบอกว่าไม่ต้อง เพราะถึงอย่างไรเด็กๆในบ้านก็เป็นเด็กดีเชื่อฟังกันอยู่แล้ว แต่พอคิดไปคิดมา หากนางหาอาจารย์มาสอนให้ท่านแม่ที่บ้านก็ดีเหมือนกัน เรียนสักวันละครึ่งชั่วยามก็เพียงพอแล้ว
“มอบให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงตบอกรับปากอย่างองอาจ ก่อนจะกระซิบถามนางซุน “หากท่านพ่อมีเรื่องปิดบังท่านแม่ ท่านแม่จะจัดการเช่นไรเจ้าคะ?”
“เขาน่ะหรือจะกล้า หึ! ข้าจะตบปากให้เบี้ยวเลย!”
นางซุนรู้สึกฉุนเฉียวขึ้นมา ราวกับว่าผู้เฒ่าลู่มีเรื่องปิดบังนางอยู่ก็มิปาน
เหอจิ่วเหนียงคิดในใจ… อืม เช่นนี้ก็ดีนะ
จากนั้นทั้งสองก็คุยกันว่าจะตบเช่นไรให้ปากเบี้ยว คุยกันเสียงดังและเนิ่นนาน ทุกถ้อยคำล้วนลอยเข้าหูของลู่ไป่ชวน
ลู่ไปชวน “…”
ต้องบอกเลยว่า ท่านแม่ของเขาโหดร้ายกับเขามากจริงๆ!
…....
เมื่อกลับมาถึงสวนซีสุ่ย เหอจิ่วเหนียงก็ตามลู่ไป่ชวนเข้าไปในห้องตำรา พอเห็นกระดาษที่ตากให้หมึกแห้งวางเรียงรายกันอยู่ ความหงุดหงิดที่กวนใจนางมาทั้งวันก็พลันสงบลง
ลู่ไป่ชวนรีบรวบรวมกระดาษมาส่งให้นางด้วยท่าทีเอาอกเอาใจมาก เหอจิ่วเหนียงอ่านด้วยความตั้งใจ ครั้งนี้เห็นได้ชัดว่าเนื้อหาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ไม่เขียนเวิ่นเว้อเยิ่นเย้อสาละวนแล้ว เป็นการเขียนบรรยายความรู้สึกผิดที่เขาปิดบังเรื่องนี้กับนางอย่างแท้จริง
ข้อความสามพันกว่าตัวอักษร เขาไม่ปล่อยให้เสียเปล่าไปแม้แต่ตัวอักษรเดียว เป็นใจความหลักทั้งหมด
เริ่มต้นด้วยเรื่องของเจียงรั่วหย่า ไล่มาถึงความลับของเหอจิ่วเหนียง รวมทั้งทัศนคติของตนเอง เขาเขียนด้วยความตั้งใจมาก อ่านปราดเดียวก็สามารถสัมผัสได้ถึงความใส่ใจของเขาแล้ว
พลันนั้น สีหน้าของเหอจิ่วเหนียงก็ดีขึ้นไม่น้อย
เห็นแก่ความพยายามและความตั้งใจของเขา เหอจิ่วเหนียงตัดสินใจให้อภัยเขาในครั้งนี้ และจะย้ำกับเขาให้ชัดว่าครั้งหน้าอย่าให้เกิดขึ้นอีก
ทว่าขณะที่เหอจิ่วเหนียงกำลังจะเลิกอ่านและเอ่ยกับเขานั้น สายตาของนางก็พลันสะดุดกับเนื้อหาในตอนท้ายของบทความ
ซึ่งปรากฏชื่อของ ‘เว่ยอวี่’
ลู่ไป่ชวนใช้คำเรียกเว่ยอวี่ด้วยความสนิทสนมมาก เขาเรียกอีกฝ่ายว่า ‘แม่นางเว่ยอวี่’
ตอนที่ 688: มองจากมุมคนนอก
“ท่านรู้จักนางตอนที่ออกไปทำภารกิจหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงทำทีถามแบบผ่านๆ ลู่ไป่ชวนรีบพยักหน้าตอบและอธิบายอย่างรวดเร็ว “ก็ไม่ถึงกับทำภารกิจด้วยกันหรอก ตอนนั้น.องค์รัชทายาทต้องการข่าวกรองบางอย่าง จึงให้ข้าไปหาคนของหอเชียนฟานเพื่อสืบข่าว ตอนนั้นคนที่ได้รับมอบหมายจากหอเชียนฟานก็คือนาง ข้าก็เลยไปหานางที่หอเฟิงอวิ้น ต่อมาก็ได้ร่วมงานกันหลายครั้ง ตอนที่ข้ารู้ว่าพวกเจ้าเดินทางมุ่งหน้าไปอันโจว ข้าก็เคยจ้างวานให้นางช่วยตามหาพวกเจ้า แต่ก็หาไม่เจอ
หลังจากนางคืนเงินค่าจ้างให้ข้า ข้ากับนางก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก แต่ช่วงก่อนหน้านี้ ตอนที่ข้าไปหาหมิงเจ๋อเพื่อขอจ้างคนไปช่วยคุ้มกันฉินเจียนจากพวกคณะงิ้วชิงอิน ก็บังเอิญพบว่านางอยู่จิงโจว แต่ก็แค่นั้น หลังจากนั้นข้าก็ไม่ได้เจอนางอีกเลย”
เขาได้บทเรียนมาแล้ว พอเหอจิ่วเหนียงถามแค่ประโยคเดียว ลู่ไป่ชวนจึงอธิบายความจริงออกมาทั้งหมดไม่มีหมกเม็ด
“อืม”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้และไม่ได้ถามอะไรอีก แต่ก็พอจะคาดการณ์ได้ว่า เว่ยอวี่มาจิงโจวเพราะเหตุใด ไม่อย่างนั้น เว่ยอวี่ที่ไม่ได้มาที่นี่ตั้งหลายปี แต่พอรู้ว่าลู่ไป่ชวนอยู่ที่นี่นางก็ตามมาทันที
แต่เหอจิ่วเหนียงหาได้เก็บเรื่องพวกนี้มาใส่ใจ เรื่องนี้นางเชื่อใจลู่ไป่ชวนมาก ส่วนเว่ยอวี่ผู้นั้น ก็คงต้องรอดูต่อไปว่านางจะมีแผนการอะไรหรือไม่
ลู่ไป่ชวนกลับยังกังวลอยู่เล็กน้อย ภรรยาใจเย็นเช่นนี้ เขารู้สึกผิดปกติมาก
และไม่คิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะหันหลังเดินออกไปเช่นนี้ นางเอ่ยทิ้งท้าย “ท่านกลับห้องไปล้างหน้าล้างตาสักหน่อยเถอะ ห้องครัวกำลังอุ่นกับข้าวให้ท่านอยู่ เดี๋ยวข้าจะยกไปให้”
“ฮูหยิน เจ้ายกโทษให้ข้าแล้วหรือ?”
ลู่ไป่ชวนตั้งตัวไม่ทัน เดิมทีคิดว่าภรรยาจะโกรธหลายวัน
แต่ขณะเดียวกัน นี่ก็แสดงให้เห็นชัดเจนว่าภรรยาของเขามีเหตุผลเพียงใด แค่อธิบายเรื่องราวให้ชัดเจนนางก็เข้าใจแล้ว
เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจเขา นางเดินออกจากห้องตำราไปที่ห้องครัว ส่วนลู่ไป่ชวนก็เดินกลับไปที่ห้องนอนด้วยความตื่นเต้น
เขาล้างหน้าล้างตาลวกๆ เสร็จแล้วเหอจิ่วเหนียงก็ยกอาหารเข้ามาพอดี ล้วนเป็นอาหารสดใหม่ที่เขาชื่นชอบทั้งนั้น ไม่ใช่อาหารที่เหลือจากคนในครอบครัว
ลู่ไป่ชวนตื้นตันใจยิ่งนัก ต่อไปเขาจะทำดีต่อภรรยาให้มากกว่านี้ มีความลับอะไรก็จะบอกนางให้หมด หากมีเรื่องปิดบังนางอีก เขาก็ไม่ใช่คนแล้ว
“เจ้ารู้เรื่องของเจ้ากับป้าเจียงได้อย่างไร ป้าเจียงบอกเจ้าแล้วหรือ?”
ได้ปรับความเข้าใจกันแล้ว ลู่ไป่ชวนก็มีโอกาสถามเรื่องนี้กับนางเสียที
“เปล่าหรอก ป้าเจียงอยากตามพวกเราไปอยู่ที่เมืองหลวง ท่านอาหมิงเป็นห่วงกลัวว่านางไปเมืองหลวงแล้วจะนึกถึงความทรงจำเลวร้ายเหล่านั้นขึ้นมาอีก ก็เลยให้ข้าช่วยเกลี้ยกล่อมนาง ข้าก็แค่ลองเดาดู พอถามเขาปรากฏว่าเรื่องก็เป็นดังที่คาดไว้”
เหอจิ่วเหนียงกินข้าวมาจากบ้านเฉิงเสวี่ยเวยเล็กน้อยแล้ว ตอนนี้ยังไม่หิว จึงนั่งดูเขากินและพูดคุยกับเขา
ลู่ไป่ชวนจำต้องยอมรับจริงๆ ว่าภรรยาของเขาฉลาดหลักแหลมมาก ตอนนั้นหมิงเจ๋อเองก็คงตกใจไม่น้อยสินะ
“แล้วเจ้ารู้เช่นนี้แล้ว ยังไม่คิดจะเปิดเผยความสัมพันธ์กับป้าเจียงอีกหรือ?”
“ไหนท่านบอกว่ากลัวข้าอดใจไม่ไหวไปหาป้าเจียงแล้วทำให้นางสะเทือนใจไม่ใช่หรือ?”
เหอจิ่วเหนียงกลอกตามองบน ลู่ไป่ชวนเผยรอยยิ้มประดักประเดิด เป็นเขาที่ไร้สมองเอง
โชคดีที่เหอจิ่วเหนียงไม่ทำให้เขาลำบากใจ นางอธิบายต่อ “ในเมื่อนางรู้แล้วก็รอให้นางพร้อมก่อนเถอะ ส่วนเรื่องที่จะไปเมืองหลวง ข้าต้องสืบเรื่องจวนมู่กั๋วกงให้กระจ่างก่อน จะปล่อยให้ตัวเองไม่รู้อีโหน่อีเหน่แล้วถูกลอบกัดต่อไปไม่ได้”
หากทั้งชีวิตนี้ไม่รู้ชาติกำเนิดของเจ้าของร่างเดิมก็แล้วไป นางเองไม่ได้สนใจอยู่แล้ว ถึงอย่างไรนางก็ไม่ใช่คนที่ชอบหาเรื่องใส่ตัว แต่ในเมื่อตอนนี้รู้แล้ว ย่อมแสร้งทำเป็นไม่รู้ไม่ได้ เพราะต่อให้นางไม่อยากหาเรื่องใส่ตัว อีกฝ่ายก็เป็นฝ่ายมาหาเรื่องนางอยู่ดี
อีกอย่าง ถือเสียว่านี่เป็นการทวงคืนความยุติธรรมให้กับเจียงรั่วหย่าและเจ้าของร่างเดิม
ดังนั้น ในใจเหอจิ่วเหนียงจึงไม่คัดค้านหากเจียงรั่วหย่าอยากไปเมืองหลวง ในเมื่อคนเลวสามารถใช้ชีวิตอย่างโจ่งแจ้งข้างนอกได้ เหตุใดผู้ถูกกระทำจะต้องใช้ชีวิตหลบๆซ่อนๆ เลียแผลตัวเองอย่างจนตรอกไปตลอดชีวิตด้วย
“เจ้าก็พอจะเดาความสัมพันธ์ของเจ้ากับจวนมู่กั๋วกงได้แล้วหรือ?”
ลู่ไป่ชวนมองภรรยาด้วยแววตามีรอยยิ้ม สมกับที่เข้าใจกันและกันอย่างลึกซึ้งจริงๆ พวกเขาคิดตรงกัน
เหอจิ่วเหนียงตอบรับ “อีกฝ่ายออกอาการกระเหี้ยนกระหือรือขนาดนั้น ไม่ให้คิดก็คงไม่ได้”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าเห็นด้วย เขาเองก็คิดเช่นเดียวกัน
“เรื่องนี้มอบให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ ไปถึงเมืองหลวงแล้วข้าจะเริ่มลงมือทันที”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ปฏิเสธ เขายินดีไปสืบก็ให้เขาไปทำ นางก็จะได้สบายไปอีกเรื่อง
…….
ทางด้านจวนตระกูลหมิง
เจียงรั่วหย่าไม่กินข้าวกินปลามาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว
หลังจากได้พบเหอจิ่วเหนียงเมื่อวาน นางก็ขังตัวเองอยู่แต่ในห้อง ไม่ยอมเจอหน้าใคร รวมทั้งหมิงเจ๋อด้วย
หมิงเจ๋อก็เพิ่งมารู้กับหลิงเยว่และหลิงเสวี่ยทีหลังว่า เรื่องที่เขาสนทนากับเหอจิ่วเหนียงในห้องส่วนตัวนั้น เจียงรั่วหย่าได้ยินหมดแล้ว
ตอนนั้นฮูหยินได้ยินว่าเหอจิ่วเหนียงมาจึงดีใจมาก รีบออกมาต้อนรับด้วยตัวเอง อยากพาเหอจิ่วเหนียงไปที่เรือน ให้ชิมขนมที่นางเพิ่งทำออกมาใหม่ๆ
แต่ปรากฏว่าไปได้ยินบทสนทนาของพวกเขาเข้า
ทั้งสองสนทนากันเสียงเบามาก เจียงรั่วหย่าไม่มีกำลังภายใน ได้ยินไม่ค่อยชัด จึงให้หลิงเยว่และหลิงเสวี่ยช่วยฟัง
เดิมทีนางเพียงสงสัยเฉยๆ ว่าพวกเขาสองคนจะคุยเรื่องอะไรกันลับหลังนาง นางกังวลว่าบุตรสาวจะมาขอความช่วยเหลืออะไรจากหมิงเจ๋อ แล้วหมิงเจ๋ออาจทำให้นางลำบากใจ หากตนเองรู้ก็จะได้ช่วยพูดอีกแรง แต่คิดไม่ถึงว่า จะได้ยินบุตรสาวถามถึงความสัมพันธ์ของพวกนางสองคนกับหมิงเจ๋อ
แท้ที่จริงแล้ว จิ่วเอ๋อร์คาดเดาถึงความสัมพันธ์ระหว่างพวกนางได้ตั้งนานแล้ว แต่ยังคำนึงถึงอาการป่วยของนาง จึงไม่ได้มายืนยันความสัมพันธ์กับนาง
และสิ่งที่ทำให้นางกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ก็คือ จิ่วเอ๋อร์ไม่ได้ถือโทษโกรธนางเลยแม้แต่น้อย
นางใส่ใจรายละเอียดรอบคอบในทุกเรื่อง คำนึงถึงนางในทุกๆด้าน
เมื่อเทียบกันแล้ว นางในฐานะมารดา กลับไม่ได้ทำหน้าที่แม่เลยแม้แต่น้อย เจอปัญหาก็เอาแต่หลบเลี่ยง แม้แต่เรื่องตัวตนของบุตรสาว ทั้งที่รู้แล้ว ก็ยังไม่กล้าเผยความจริงกับนาง
“รั่วเอ๋อร์ เหตุใดเจ้าต้องเป็นทุกข์ด้วยล่ะ เจ้าเปิดประตูเถอะนะ ให้ข้าเข้าไปอยู่ข้างกายเจ้าดีหรือไม่?”
หมิงเจ๋อยืนเกลี้ยกล่อมภรรยาอยู่ที่หน้าประตูห้องด้วยความใจเย็น ภายนอกดูสงบอ่อนโยน ทว่าภายในกลับร้อนรนจนแทบคลั่ง ไม่ได้กินข้าวกินปลามาหนึ่งวันหนึ่งคืนแล้ว รั่วเอ๋อร์ของเขาจะหิวปานใด จะปวดท้องขนาดไหน
“เจ้าอย่าคิดฟุ้งซ่านไปเลยนะ จิ่วเอ๋อร์นางเป็นเด็กดีมาก เข้าใจถึงความลำบากของเจ้า และนางก็ไม่เคยกล่าวโทษเจ้าเลย เจ้า…”
*เอี๊ยด…*
หมิงเจ๋อยังพูดไม่ทันจบ ประตูห้องก็ถูกเปิดออก
เจียงรั่วหย่ามองคนที่ยืนอยู่หน้าประตู สีหน้าซีดเผือด ดวงตาทั้งบวมทั้งแดงก่ำ มองแล้วชวนให้สงสารจับใจ
นางถาม “อาเจ๋อ ข้าเป็นแม่ที่แย่มากเลยใช่หรือไม่?”
“ไม่ใช่นะ…”
“ข้าไม่ใช่แม่ที่ดี”
นางไม่สนใจคำปลอบโยนของหมิงเจ๋อเลย หันหลังเดินกลับเข้าไปด้านในอย่างเลื่อนลอย พลางพึมพำกับตัวเอง หมิงเจ๋อจึงรีบตามนางเข้าไป
“ท่านไม่รู้หรอกว่าเมื่อวานข้าต้องเผชิญหน้ากับนางด้วยความรู้สึกเช่นไร ข้าได้ยินคำพูดที่พวกท่านคุยกัน แต่ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้ ได้ยินนางเรียกข้าว่าป้า น้ำตาข้าก็แทบกลั้นไว้ไม่อยู่…
ไม่ใช่ว่าข้าไม่อยากเปิดเผยความสัมพันธ์กับนาง แต่ข้าแค่ไม่กล้า ข้ากลัว ข้าไม่คู่ควรที่จะเป็นแม่ของนาง หลายปีที่ผ่านมาข้าไม่เคยได้ดูแลนางเลย…”
น้ำตาเจียงรั่วหย่าหลั่งรินดั่งสายฝน เด็กดีเพียงนั้น ตัวเองใช้ชีวิตมาอย่างยากลำบากแท้ ๆ แต่ยังอภัยให้นางได้อีก ยิ่งทำให้นางรู้สึกผิดเป็นเท่าทวี
แต่หาได้มีใครล่วงรู้ไม่ว่า ที่เหอจิ่วเหนียงสามารถทำได้ถึงขั้นนี้ ก็เพราะเจ้าของร่างเดิมผู้เคราะห์ร้ายนั้นได้ตายไปตั้งแต่ตอนที่ลี้ภัยแล้ว
หากไม่ใช่เพราะหลานจิ่วทะลุมิติเข้ามาอยู่ในร่างนี้ละก็ ร่างของเจ้าของร่างเดิมคงถูกชายจิตใจชั่วช้าน่าขยะแขยงพวกนั้นย่ำยี ถึงขั้นถูกหั่นใส่หม้อต้มกินประทังชีวิตไปแล้ว
เหอจิ่วเหนียงในตอนนี้สามารถเข้าใจเจียงรั่วหย่าได้อย่างถ่องแท้ ก็เป็นเพราะมองจากมุมมองคนนอก นางสงสารชีวิตอันเลวร้ายของเจ้าของร่างเดิม และเข้าใจความรู้สึกของเจียงรั่วหย่าเช่นกัน นางจึงสามารถรักษาสมดุลของความรู้สึกเอาไว้ได้
หมิงเจ๋อเห็นเจียงรั่วหย่าเป็นเช่นนี้ก็รู้สึกปวดใจยิ่งนัก “เช่นนั้นเราก็ค่อยๆเป็นค่อยๆไปก็ได้ รอจนกว่าเจ้าใคร่ครวญทุกอย่างให้เข้าใจชัดเจนก่อน แล้วเราค่อยไปหานาง…”
“ไม่! ข้ารอไม่ได้อีกแล้ว!” เจียงรั่วหย่ากลับสวนกลับด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
ตอนที่ 689: ข้าน้อยเหมยเสี้ยว
หมิงเจ๋อมองคู่ชีวิตด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย และเข้าใจว่านางจะไปเปิดเผยความสัมพันธ์กับเหอจิ่วเหนียงตอนนี้
“เช่นนั้น…เช่นนั้นเราต้องเตรียมตัวสักหน่อย ควรนำของขวัญติดไม้ติดมือไปด้วย…”
ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็กะทันหันเกินไป นำของขวัญติดไม้ติดมือไปด้วยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก
เจียงรั่วหย่าส่ายหน้า “ข้าตัดสินใจว่าจะไปเมืองหลวงแน่แล้ว!”
หมิงเจ๋อถึงกับตกตะลึง!
นางไม่กินข้าวกินปลาทั้งวันทั้งคืน ไม่ยอมหลับยอมนอน ก็เพราะมัวแต่คิดเรื่องนี้อยู่อย่างนั้นหรือ?
เจียงรั่วหย่าตัดสินใจแล้ว แม้นางไม่คู่ควรให้จิ่วเอ๋อร์เรียกตนเองว่าแม่ แต่นางก็ไม่อยากอยู่แยกกับบุตรสาว ดังนั้น นางจำเป็นต้องไปเมืองหลวง
ถึงแม้จะรู้ดีว่าเมืองหลวงมีแต่ความทรงจำอันเลวร้าย และหลายปีที่ผ่านมาก็ทุกข์ทรมานกับบาดแผลในใจมาโดยตลอด แต่นั่นก็เป็นตอนที่นางยังตามหาบุตรสาวไม่เจอ จึงทำให้อารมณ์และความรู้สึกของนางเปราะบาง ได้รับการกระทบกระเทือนได้ง่าย
ทว่าตอนนี้ไม่ได้เป็นเช่นนั้นแล้ว นางได้เจอบุตรสาวแล้ว ทั้งยังเติบโตมาเป็นอย่างดี ตอนนี้แต่งงานมีครอบครัวที่มีความสุข นางเองก็รู้สึกยินดีและหายห่วง เพราะฉะนั้น ต่อจากนี้ไปก็ถึงเวลาที่ต้องไปชำระแค้นกับคนที่มันทำให้นางกับบุตรสาวต้องพลัดพรากจากกันเสียที!
นางอ่อนแอมามากพอแล้ว อยู่แบบหลบๆซ่อนๆมานานเกินไปแล้ว ถึงเวลาที่ต้องออกไปทวงความยุติธรรมให้ตัวเองแล้ว!
“เจ้าแน่ใจแล้วหรือ?”
ผ่านไปครู่ใหญ่ หมิงเจ๋อจึงจะหาเสียงของตัวเองเจอ
ในใจเขามีความรู้สึกต่อต้าน ไม่อยากให้นางไปที่นั่น ไม่อยากให้นางต้องทรมานตัวเอง แต่ก็รู้ว่าตนไม่อาจห้ามนางได้
ก็เหมือนอย่างที่เหอจิ่วเหนียงบอก จะให้นางอยู่แต่ในกรงไปตลอดชีวิตไม่ได้
“ข้าแน่ใจ”
เจียงรั่วหย่าพยักหน้าหนักแน่น ตอนแรกที่คิดอยากตามบุตรสาวไปเมืองหลวง นางมีความกังวลอยู่บ้าง แต่หลังจากผ่านเหตุการณ์เมื่อวานไป นางก็ยิ่งมั่นใจในการตัดสินใจของตัวเอง
บุตรสาวยังกล้าหาญได้ถึงเพียงนี้ นางจะเอาแต่มุดหัวอยู่ที่จิงโจวตลอดไปได้อย่างไร
“เช่นนั้นก็ตกลง ข้าจะไปถามนางว่านางจะไปเมื่อไร ถึงเวลาก็ไปด้วยกันเลย อย่างน้อยก็ยังคอยดูแลกันได้”
หมิงเจ๋อถอนหายใจออกมาช้าๆ สุดท้ายก็หลีกเลี่ยงไม่ได้อยู่ดี
“ไม่ต้องหรอก พวกเราไปกันเองดีกว่า”
เจียงรั่วหย่าเม้มปากเล็กน้อย ตอนนี้นางรู้สึกละอายใจจริงๆ ยังไม่รู้ว่าจะเผชิญหน้ากับเหอจิ่วเหนียงเช่นไร จึงตัดสินใจว่าจะรอไปก่อนอีกสักระยะ
ครั้งที่เรื่องราวยังไม่เป็นเช่นนี้ นางตั้งใจว่า จะรอให้สถานบันเทิงเปิดแล้วไปอุดหนุนก่อน จากนั้นค่อยออกเดินทาง ทว่าตอนนี้นางไม่มีหน้าไปเจอเหอจิ่วเหนียงแล้ว ทำได้แค่ต้องเดินทางไปก่อน
หมิงเจ๋อไม่ได้ปฏิเสธแต่อย่างใด เช่นนี้ก็ดีเหมือนกัน ไปทำความคุ้นเคยก่อนสักสามสี่วัน หากรับไม่ได้จะได้รีบกลับมา
……
ในฐานะนักลงมือ วันต่อมา สองสามีภรรยาก็พร้อมออกเดินทางสู่เมืองหลวงแล้ว ก่อนไป หมิงเจ๋อให้คนนำจดหมายไปส่งให้เหอจิ่วเหนียง บอกอีกฝ่ายสักคำว่าพวกเขาจะเดินทางล่วงหน้าไปก่อน
ไม่นานนักเหอจิ่วเหนียงก็ได้รับจดหมาย เมื่ออ่านข้อความในกระดาษ นางก็เอ่ยออกมาอย่างทอดถอนใจ “นิสัยของป้าเจียง ได้มาพบกับท่านอาหมิงนี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ”
ตอนแรกคิดว่าหมิงเจ๋อแค่ส่งจดหมายมาบอกข่าวเท่านั้น คิดไม่ถึงว่าพริบตาต่อมา ตรงหน้านางจะปรากฏร่างสองร่างขึ้น เป็นบุรุษกับสตรีคู่หนึ่ง พวกเขาคุกเข่าคารวะแทบเท้าเหอจิ่วเหนียง พลางกล่าว “ข้าน้อยได้รับคำสั่งจากท่านหัวหน้าหอกับฮูหยินให้มาคุ้มกันความปลอดภัยให้คุณหนูขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้แปลกใจอะไร คิดว่าหมิงเจ๋อกับเจียงรั่วหย่าไม่วางใจในความปลอดภัยของนางที่นี่ จึงส่งคนสองคนนี้มาปกป้องนาง
“ตกลง เช่นนั้นพวกเจ้าก็อยู่กับข้า อีกไม่กี่วันเราจะเดินทางไปเมืองหลวงด้วยกัน”
“อ้อจริงสิ พวกเจ้าชื่อแซ่อะไรกันหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงถามพลางพับเก็บจดหมายในมือ ขณะเดียวกันก็เตรียมจะไปเขียนจดหมายถึงพระชายาองค์รัชทายาท ให้นางช่วยระวังอย่าให้คนของจวนมู่กั๋วกงมีโอกาสได้พบเจียงรั่วหย่าอีกแรง
แม้เจียงรั่วหย่าจะจำเรื่องราวเก่าๆเหล่านั้นไม่ได้แล้ว แต่คนเราหากได้เจอคนที่เกลียดชังมากๆ ก็ยากจะระงับปฏิกิริยาทางอารมณ์ได้ นางเพิ่งหายดี หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นจะดีที่สุด
“ข้าน้อย…”
สตรีผู้นั้นกำลังจะเอ่ยปากตอบ แต่ทันใดนั้นลู่ไป่ชวนก็กลับมาจากข้างนอกพอดี พอเห็นสองคนที่คุกเข่าอยู่ เขาก็ตกใจไม่น้อย
“แม่นางเว่ยอวี่ มาที่นี่ได้อย่างไร?”
ลู่ไป่ชวนพลันเกิดความกังวล เมื่อวานเขาเพิ่งจะบอกเรื่องเว่ยอวี่กับภรรยาไป คิดไม่ถึงเลยว่าจะได้เจอตัวเป็นๆเร็วเช่นนี้ หากภรรยาเขาโกรธขึ้นมาจะทำเช่นไร
เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็รู้สึกสนใจทันที “ที่แท้ก็แม่นางเว่ยอวี่นี่เอง”
เว่ยอวี่ไม่คาดคิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะรู้จักตนด้วย นางจึงหันไปมองลู่ไป่ชวนโดยไม่รู้ตัว ในใจรู้สึกดีใจเล็กน้อย
เขาเป็นฝ่ายพูดถึงนางกับคุณหนูหรือ?
“เจ้าค่ะ ข้าน้อยเว่ยอวี่ ก่อนหน้านี้ข้าน้อยอยู่อันโจว เคยร่วมงานกับใต้เท้าลู่อยู่หลายครั้ง นับว่าได้เจอกันโดยบังเอิญเจ้าค่ะ”
ปฏิกิริยาของเว่ยอวี่นับว่าเป็นปกติ ไม่ได้หันไปมองลู่ไป่ชวนมากนัก เพียงตอบคำถามของเหอจิ่วเหนียงตามปกติ
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับรู้ เอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เรื่องนี้ข้ารู้ เจ้าเองก็คงเหนื่อยไม่น้อยเลย”
กล่าวจบ นางก็หันไปมองอีกคน ส่งสายตาให้เขาแนะนำตัว
“ข้าน้อยเหมยเสี้ยวขอรับ”
“เอาละ เว่ยอวี่ เหมยเสี้ยว ต่อไปพวกเจ้าก็พักอยู่ที่บ้านข้า ไม่ต้องเกรงใจ ยามว่างพวกเจ้าก็ทำเรื่องของพวกเจ้าได้ตามอิสระเลย”
แม้จะไม่แน่ใจว่าหมิงเจ๋อส่งคนมาให้นางด้วยเจตนาใด แต่นางก็ไม่อาจหักหาญน้ำใจของหมิงเจ๋อได้ อย่างมากไว้ไปเมืองหลวงแล้วค่อยถามเขาก็ได้
เหอจิ่วเหนียงโบกมือเบาๆ ไม่นานก็มีคนมาพาพวกเขาไปจัดเตรียมที่พัก เว่ยอวี่กับเหมยเสี้ยวประหลาดใจเล็กน้อย
หัวหน้าหอให้พวกเขามาคุ้มกันความปลอดภัยข้างกายคุณหนู การกินการอยู่ให้พวกเขาจัดการตัวเอง แต่คุณหนูกลับให้พวกเขาอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยเลย?
เว่ยอวี่รู้สึกดีใจมาก หากได้พักอาศัยอยู่ในจวนตระกูลลู่ นางก็จะได้เจอหน้าลู่ไป่ชวนบ่อยขึ้น …โอกาสครั้งนี้นางเป็นคนขอมาเอง จะแพ้ชนะก็อยู่ตรงนี้แล้ว
แต่เหมยเสี้ยวกลับกังวลเล็กน้อย เขาไม่กล้าเดินตามสาวใช้ไป กลับยืนอยู่กับที่ พลางกล่าว “คุณหนูขอรับ เรื่องพวกนี้พวกเราจัดการกันเองได้ขอรับ ภารกิจหลักของพวกเราก็คือคุ้มกันความปลอดภัยของคุณหนู”
“ตอนนี้ข้ายังไม่ต้องการให้พวกเจ้าคุ้มกัน หากพวกเจ้าว่างไม่มีอะไรทำ ก็ไปเล่นกับพวกเด็กๆก่อนก็ได้”
แน่นอนว่านางหมายถึงโก่วเอ๋อร์ เด็กคนนี้ช่วงนี้เอาแต่หมกมุ่นอยู่กับวรยุทธ์ หาคนท้าประลองเดี่ยวทุกวันจนคนอื่นทนไม่ไหวแล้ว ตอนนี้มีสองคนนี้เข้ามา ถือว่าช่วยแบ่งเบาภาระให้คนในบ้านได้มาก
เหมยเสี้ยวไม่คัดค้าน ตอบรับคำสั่งทันที “ขอรับ”
เว่ยอวี่ที่เดินไปแล้วหันกลับมาเหลือบมองเล็กน้อย ก่อนจะพยักหน้าตอบรับคำสั่งตามเบาๆ
ทันทีที่ทั้งสองออกไป ลู่ไป่ชวนก็รีบกล่าวขึ้นด้วยความเคร่งเครียด “เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับข้านะ ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าเหตุใดท่านอาหมิงถึงส่งนางมา”
หมิงเจ๋อเป็นเจ้าของหอเชียนฟาน ยังจะมีเรื่องอะไรที่เขาไม่รู้อีก เรื่องที่เว่ยอวี่มีใจให้ลู่ไป่ชวน หมิงเจ๋อต้องรู้อยู่แล้ว แต่นี่กลับจงใจส่งนางมาที่นี่ เขาคิดจะสร้างเรื่องอะไรกันแน่?
ลู่ไป่ชวนรู้สึกว่า หมิงเจ๋อเป็นคนเจ้าเล่ห์จริงๆ ให้เขาช่วยเก็บความลับ จากนั้นก็ทรยศเขา ทำให้เขาถูกภรรยางอนจนต้องเขียนหนังสือสำรวจตนตั้งหลายพันตัวอักษร เท่านั้นไม่พอ ยังจะส่งเว่ยอวี่มาที่บ้านเขาอีก
ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกไม่ดีต่อพ่อตาผู้นี้ขึ้นมา
รอเขาไปเมืองหลวงก่อนเถอะ จะต้องหาเรื่องให้พ่อตาผู้นี้ทำบ้างแล้ว!
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองสามีแวบหนึ่งแล้วก็อดยิ้มไม่ได้ “เอาละ ข้ารู้ว่าไม่เกี่ยวกับท่าน ที่ท่านอาหมิงทำไปก็เพราะอยากให้เว่ยอวี่ตัดใจให้ได้เสียทีกระมัง”
เหอจิ่วเหนียงคิดว่าตนเองสามารถเข้าใจเจตนาของหมิงเจ๋อได้ เขาต้องเคยโน้มน้าวเว่ยอวี่แล้วแน่นอน แต่ไม่สำเร็จ จึงส่งนางมาเจอยาแรงที่นี่เสียเลย
การที่หมิงเจ๋อส่งเว่ยอวี่มา คงแสดงให้เห็นว่าเขาเองก็ทนดูไม่ได้แล้ว แต่ถึงอย่างไรเว่ยอวี่ก็เป็นลูกน้องคนสนิทของเขา เขาจัดไม่ได้ จึงหวังว่าเหอจิ่วเหนียงจะให้บทเรียนกับนาง แต่ก็หวังเช่นกันว่าเหอจิ่วเหนียงจะไม่ลงโทษนางรุนแรงนัก ทำให้นางคิดได้ อยู่กับความจริง และถอนตัวไปเองก็พอ
ลู่ไป่ชวนยังไม่คลายความกังวล หากเว่ยอวี่สามารถตัดใจได้ง่ายๆจริง ที่เขาปฏิเสธไปตั้งหลายครั้งหลายหน นางก็ควรจะตัดใจไปได้ตั้งนานแล้ว
“แล้วถ้านางไม่ตัดใจล่ะ?”
เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มมุมปาก “เช่นนั้นก็คงต้องตายจริงๆแล้ว”
ตอนที่ 690: เทียบไม่ได้เลยจริงๆ
ลู่ไป่ชวน “...”
เขารู้สึกว่า ภรรยาสามารถทำเช่นนั้นได้จริงๆ
เหอจิ่วเหนียงเห็นอีกฝ่ายเงียบไป จึงเอ่ยถาม “ทำไม ข้าทำให้ท่านตกใจแล้วหรือ?”
ย้อนกลับไปที่เรื่องของจางซุ่ยยาก่อนหน้านี้ อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงปล่อยนางไปก็ได้ แต่เพื่อตัดปัญหานี้ไปให้สิ้นซาก นางจึงตัดสินใจส่งตัวไปที่หอคณิกาให้จบๆ
ตอนนั้นคงทำให้คนอื่นตกใจไม่น้อย แต่นี่แหละ คือนิสัยที่แท้จริงของนาง
ในชาติก่อน เป็นเพราะการตัดสินใจที่ไม่เด็ดขาด คนที่ตายจึงเป็นตัวนางเอง
นางที่มีความสามารถรอบด้าน ต้องมาตายด้วยน้ำมือของเพื่อนร่วมงาน
หลังทะลุมิติมาที่นี่ นางเก็บซ่อนนิสัยของตัวเองมาโดยตลอด พยายามปรับตัวให้เข้ากับยุคสมัยนี้ ทำตัวเองให้เป็นคนดี
โชคดี คนที่นางได้พบเจอส่วนใหญ่นั้นเป็นคนดี นางจึงไม่ได้รู้สึกฝืนใจที่ตัวเองต้องเก็บซ่อนนิสัยที่แท้จริงไว้ แต่พอสถานะในบ้านยิ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งมีพวกมารเข้ามายุ่มย่ามวุ่นวาย นางจึงไม่อยากเก็บซ่อนนิสัยที่แท้จริงของตัวเองอีกต่อไป
นางแค่ใจดีกับคนที่ดีด้วย ส่วนพวกคิดไม่ซื่อ ไม่คู่ควรจะได้รับสิทธิ์นี้
“เปล่า ข้าคิดว่าเจ้าทำได้ดีมากทีเดียว”
ลู่ไป่ชวนยิ้มออกมาจากใจจริง ภรรยาของเขาพยายามระงับอารมณ์ตัวเองมาโดยตลอด ตอนนี้ค่อยๆเริ่มปล่อยออกมาแล้ว นี่เป็นเพราะความไว้วางใจที่นางมีต่อเขา เขาดีใจมากจริงๆ
ส่วนคนอื่น ไม่ได้อยู่ในวงกลมที่เขาจะต้องทำความเข้าใจ
อย่างเช่นเว่ยอวี่ ที่ผ่านมาเขาปฏิเสธนางมาหลายครั้งแล้ว เป็นนางเองที่ดื้อรั้นไม่ยอมตัดใจ เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องพูดกันอีก
เหอจิ่วเหนียงเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของสามีจริงใจไม่เสแสร้ง จึงยิ้มตอบกลับ “ตอนนี้ก็เป็นแค่การสันนิษฐานของพวกเราเท่านั้น บางทีเราอาจจะคิดมากไปเองก็ได้ นางอาจจะตัดใจไปตั้งนานแล้ว ท่านอาหมิงส่งนางมาก็แค่ต้องการให้มาดูแลพวกเราจริงๆก็ได้”
นางพูดอย่างไม่ใส่ใจ เพราะไม่ว่าอะไรก็ตามที่เข้ามา ก็แค่หาทางรับมือไปเท่านั้น นางไม่ได้สนใจเรื่องเล็กๆน้อยๆนี้จริงๆ
……
อีกทางด้านหนึ่ง
เว่ยอวี่กับเหมยเสี้ยวตามสาวใช้มาถึงที่พักของตนเอง
ที่นี่ไม่ใช่เรือนพักของบ่าวรับใช้ แต่เป็นห้องรับแขกกว้างขวางปลอดโปร่งซึ่งถูกจัดแต่งอย่างดี เห็นได้ชัดว่าครอบครัวนี้ให้ความสำคัญกับพวกเขามาก
ให้ทั้งสองได้พักอยู่ในเรือนหลังเดียวกัน หลักๆก็เพื่อให้พวกเขาได้ดูแลเจ้านายได้สะดวก
หลังจากสาวใช้จัดเตรียมที่พักให้เสร็จก็กลับไปทันที เหมยเสี้ยวเดินเข้าไปในห้องตัวเองอย่างเงียบๆ จู่ๆเว่ยอวี่ก็เรียกให้เขาหยุด ก่อนจะกล่าว “อย่าลืมหน้าที่ที่ท่านหัวหน้าหอมอบหมายให้เจ้าล่ะ เจ้าควรไปปรากฏตัวต่อหน้าคุณหนูให้มากๆหน่อย”
เหมยเสี้ยวชะงักฝีเท้า ทว่าไม่ได้หันหน้ากลับมามองนาง เขากล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เจ้าทำงานของเจ้าให้ดีเถอะ ไม่ต้องมากังวลเรื่องของข้า”
กล่าวจบ เขาก็เดินเข้าไปในห้องทันที วางสัมภาระลง และเดินออกไปหาโก่วเอ๋อร์ คุณหนูสั่งเอาไว้ว่าให้ดูแลนายน้อยดีๆ
ส่วนเรื่องอื่น เขาไม่อยากยุ่งด้วยจริงๆ
ภารกิจครั้งนี้ หัวหน้าหอให้พวกเขามาสองทางเลือก
ทางเลือกแรกคือ อยู่ในกรอบของตัวเอง ทำหน้าที่ของตนเองให้ดี
ทางเลือกที่สองก็คือ ทำลายความสัมพันธ์ของคุณหนูกับสามี จะได้เป็นเขยของท่านหัวหน้าหอ
เหมยเสี้ยวเป็นชายหนุ่มที่ท่านหัวหน้าหอให้ความสำคัญมากที่สุด หากเขาได้ใจคุณหนู ก็สามารถเจริญก้าวหน้าได้อย่างรวดเร็ว แต่เขามองว่า ต่อให้ไม่อาศัยอำนาจนี้ อนาคตตัวเองก็ไม่แย่อะไร
ยิ่งไปกว่านั้น เขารู้สึกว่านี่เป็นการทดสอบของท่านหัวหน้าหอ และแก่นแท้ของการทดสอบนั้น ย่อมไม่ใช่การทำลายชีวิตคู่ของคุณหนูอย่างแน่นอน
แต่เว่ยอวี่กลับเข้าใจไปว่า โอกาสที่ตนเองรอคอยนั้นมาถึงแล้ว หลายต่อหลายครั้งที่นางพยายามดึงเขาไปนั่งปรึกษาวางแผนด้วยกัน แต่เขาไม่สนใจ
ช่างโง่เขลาสิ้นดี
เมื่อก่อน เขากับเว่ยอวี่เคยมีมิตรไมตรีต่อกัน พวกเขาเคยผ่านความเป็นความตายมาด้วยกัน ปกติก็เข้ากันได้ดีทีเดียว พอรู้ว่านางแอบมีใจให้ลู่ไป่ชวน ทุกคนก็พยายามเกลี้ยกล่อมนางแล้ว หากเป็นคนอื่นก็ช่าง แต่นี่เป็นสามีของคุณหนู ท่านหัวหน้าหอรักฮูหยินมาก จะยอมให้ใครมาทำลายชีวิตครอบครัวคุณหนูผู้เป็นบุตรสาวคนเดียวของฮูหยินให้พังลงได้อย่างไร
แต่ไม่ว่าจะพูดอย่างไรเว่ยอวี่ก็ไม่ฟัง พวกเขาเองก็ไม่อยากพูดให้เหนื่อยแล้ว หลังจากนั้นจึงไม่มีใครอยากจะสนใจเว่ยอวี่นัก
เว่ยอวี่เห็นเหมยเสี้ยวเย็นชากับตนเองก็รู้สึกไม่พอใจ แต่ไม่ได้เก็บมาใส่ใจนัก นางรู้ว่าเหมยเสี้ยวมีใจให้นาง หลังจากที่รู้ความคิดของนางเขาก็มาโน้มน้าวนางให้ตัดใจอยู่หลายครั้ง แต่นางชอบลู่ไป่ชวนมาตั้งหลายปี จะให้ยอมแพ้ง่ายๆเช่นนี้ได้อย่างไร
นางอยากเป็นภรรยาของลู่ไป่ชวน ต่อให้เป็นแค่อนุนางก็ยอม!
อีกอย่าง ดูจากท่าทีของท่านหัวหน้าหอแล้ว ดูเหมือนเขาจะไม่ค่อยพึงพอใจในตัวบุตรเขยอย่างลู่ไป่ชวนเท่าไร จึงหวังให้นางเข้ามาทำลายความสัมพันธ์ระหว่างคุณหนูกับลู่ไป่ชวนให้หย่าร้างกัน เช่นนั้นนางก็สามารถแต่งงานกับลู่ไป่ชวนได้อย่างเปิดเผย ได้เป็นฮูหยินใหญ่
นี่ไม่เพียงจะทำให้ความต้องการของท่านหัวหน้าหอเป็นจริงได้เท่านั้น แต่ยังทำให้ความฝันของนางเป็นจริงอีกด้วย เรียกว่าสมปรารถนากันทั้งสองฝ่าย
เว่ยอวี่กลับเข้าไปในห้องของตัวเอง เดินสำรวจภายในห้องอยู่รอบหนึ่ง นางพอใจกับสภาพแวดล้อมของที่นี่มาก คุณหนูรู้เรื่องของนาง แต่กลับไม่ตั้งแง่กับนาง นี่ก็แสดงให้เห็นชัดว่า คุณหนูไม่ใช่คนจิตใจริษยา
นางหาโอกาสจากลู่ไป่ชวนไม่ได้ เช่นนั้นก็หาโอกาสจากคุณหนูก็แล้วกัน คุณหนูเป็นคนดีถึงเพียงนั้น ย่อมมีช่องให้นางเจาะผ่านไปได้แน่นอน
เช่นนี้แล้ว ต่อให้เหมยเสี้ยวไม่ช่วย นางก็สามารถเข้าไปอยู่ในครอบครัวลู่ได้ไม่ยาก
ไม่นานนัก เว่ยอวี่ก็ออกมาจากห้องพักไปหาเหอจิ่วเหนียง
นายน้อยมีเหมยเสี้ยวคอยดูแล นางต้องฉวยโอกาสนี้ไปกระชับความสัมพันธ์กับเหอจิ่วเหนียงสักหน่อย
ทว่านางก็ไม่ได้โง่ถึงขั้นไปปรากฏตัวต่อหน้าเหอจิ่วเหนียงโดยตรง แต่กลับเลือกที่จะเป็นองครักษ์ลับแอบตามเหอจิ่วเหนียงเงียบๆ
เหอจิ่วเหนียงรับรู้ได้ทันทีว่ามีคนแอบตามอยู่ในมุมมืด เพียงแต่ไม่ได้มีเจตนาร้าย เพียงติดตามดูแลปกติ ทันใดนั้นนางก็นึกออกว่าเป็นใคร มุมปากหญิงสาวยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย
เป็นคนฉลาดดีนี่ แต่แค่ไม่รู้จักนำมาใช้ในทางที่ถูกต้องก็เท่านั้น
นางอดคิดถึงหลิวเยว่เซียงไม่ได้ อย่างหลิวเยว่เซียงต่างหากที่นับว่าเป็นคนฉลาดอย่างแท้จริง
หลังจากมาถึงเมืองหลักในไม่กี่วันนี้ หลิวเยว่เซียงก็ตั้งใจเรียนรู้ทักษะจากเหลียนฮวาจริงๆ จากนั้นก็คอยหาโอกาสไปพัฒนาความสัมพันธ์กับลู่เสี่ยวหยางบ้าง ภายในระยะเวลาสั้นๆ ความสัมพันธ์ของนางกับเด็กๆในบ้านก็ดีขึ้นไม่น้อย
เหอจิ่วเหนียงคาดการณ์ว่า อีกไม่นาน ก็จะได้ดื่มสุรามงคลของลู่เสี่ยวหยางแล้ว
แต่พอหันกลับมามองสตรีแซ่เว่ยผู้นี้ …เฮ้อ ช่างเทียบไม่ได้เลยจริงๆ
ขนาดนี้แล้วยังไม่รู้จักวางตัวให้เหมาะสมอีก ไม่ช้าก็เร็วคงมิวายต้องพินาศเพราะการกระทำของตัวเอง
……
ขณะที่โก่วเอ๋อร์กำลังกลัดกลุ้มใจเพราะหาคู่ประลองฝีมือไม่ได้ จู่ๆเหมยเสี้ยวก็ปรากฏตัวขึ้น เขาแนะนำตัวให้โก่วเอ๋อร์รู้จัก จากนั้นไม่นานก็ได้เป็นคู่ประลองฝีมือของโก่วเอ๋อร์
ส่วนทางด้านนางซุน ไม่นานนักก็ได้รู้เรื่องที่หมิงเจ๋อส่งคนสองคนมาอารักขา ทันทีที่รู้ข่าว นางก็รีบมาถามเหอจิ่วเหนียงทันที “ต้องใช้คนเยอะไม่ใช่หรือ เหตุใดได้มาแค่สองคนล่ะ?”
นางซุนนึกว่าทั้งสองเป็นคนที่จะคุ้มกันในการเดินทางไปชางโจวกับดินแดนทุ่งหญ้า จึงคิดว่าสองคนมันไม่พอ
“ไม่ใช่เจ้าค่ะ สองคนนี้ท่านอาหมิงส่งมาให้คุ้มกันความปลอดภัยให้ข้า ข้าก็เลยให้พวกเขาไปช่วยดูแลพวกเด็กๆ”
กล่าวจบ นางก็กระซิบเสียงเบาบอกนางซุน “เพียงแต่ คนที่ไปดูแลเด็กๆจริงๆ มีแค่คนเดียวเจ้าค่ะ ส่วนอีกคนกำลังแอบตามข้าอยู่ที่นี่ หากข้าเดาไม่ผิด นางอยากมาเป็นลูกสะใภ้ของท่านแม่เจ้าค่ะ”
“ว่าอย่างไรนะ!”
นางซุนตกใจมาก เหตุใดถึงยังมีคนหน้าด้านไร้ยางอายคิดเรื่องเช่นนี้อีก
“เบาๆหน่อยเจ้าค่ะ เดี๋ยวนางได้ยิน”
เหอจิ่วเหนียงยกนิ้วชี้ขึ้นแนบปากบอกให้หญิงชราลดเสียงลงหน่อย นางซุนพยักหน้ารับรู้ แล้วถามต่อ “เจ้าไปล่วงเกินตาเฒ่าหมิงนั่นเข้าแล้วหรือไม่ หรือว่าตกลงเรื่องราคาจ้างคนกันไม่ได้? ไม่อย่างนั้นเขาจะไร้คุณธรรมทำเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“พรืด~”
เหอจิ่วเหนียงหลุดขำพรืด ท่านสุภาพสตรีซุนช่างพูดจาน่าขบขันจริงๆ!
นางวางท่าจริงจังขึ้น พลางกล่าว “อาจเป็นไปได้เจ้าค่ะ!”
จบตอน
Comments
Post a Comment