single mom ep691-700

ตอนที่ 691: เขารับไม่ไหวจริงๆ


เว่ยอวี่ที่แอบอยู่ไม่ไกลขมวดคิ้วแน่น


ด้วยกำลังภายในของนาง ระยะทางที่ใกล้เช่นนี้นางสามารถได้ยินทุกคำพูดของอีกฝ่ายแบบชัดๆได้สบายมาก ทว่าตอนนี้กลับไม่ได้ยินอะไรเลย …หรือว่าจะเป็นฝีมือของคุณหนู


นางเคยได้ยินกิตติศัพท์ในเรื่องความสามารถของคุณหนูมาบ้างแล้ว วันนี้เป็นครั้งแรกที่ได้ประสบด้วยตัวเอง


ทั้งๆที่นางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าคุณหนูไม่มีกำลังภายใน แต่เหตุใดถึงได้เก่งกาจเพียงนี้ ถึงขั้นสามารถปิดกั้นการได้ยินของนางได้


มิน่าล่ะ เหตุใดเมื่อครู่คุณหนูถึงบอกว่าไม่ต้องการการคุ้มกันจากพวกนาง ตอนแรกคิดว่าคุณหนูอาจจะระแวงนาง แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่านางเข้าใจผิดไปแล้ว


นางซุนไม่รับรู้ถึงสงครามทางจิตอย่างลับๆนี้เลย นางกล่าวอย่างร้อนรน “เช่นนั้นเจ้าก็ลองไปเจรจากับเขาสักหน่อยสิว่าขอเพิ่มเงินได้หรือไม่ เงินหมดเราหากันใหม่ได้ แต่ชีวิตเสียไปแล้วเอากลับคืนมาไม่ได้นะ! ไม่ว่ากลับชางโจวหรือไปดินแดนทุ่งหญ้าล้วนอันตรายทั้งสิ้น อย่าไปขัดใจนายท่านหมิงมากเลย เดี๋ยวครอบครัวเราจะลำบากเอา”


“ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ ท่านสุภาพสตรีซุนวางใจเถอะ!”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้ารับปาก ท่าทางให้ความร่วมมือมาก


“แล้ว…คนผู้นั้น จะจัดการเช่นไรล่ะ หรือเจ้าจะทนมองนางมาแย่งสามีเจ้าจริงๆ?”


นางซุนหันมาใส่ใจเรื่องนี้ต่อ เผชิญหน้ากับคนที่คิดอยากทำลายความสัมพันธ์ของบุตรชายกับลูกสะใภ้เช่นนี้ นางไม่อาจทนได้แม้แต่เสี้ยวอึดใจเดียว!


“วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าจัดการได้”


เหอจิ่วเหนียงตบหลังมือแม่สามีเบาๆให้นางวางใจ ริมฝีปากอิ่มยังยกยิ้มเลศนัยอีกด้วย


สุภาพสตรีซุนรู้สึกปวดหัวมาก ไม่รู้ว่าสะใภ้สามผู้นี้โง่จริงๆหรือแกล้งโง่กันแน่ ถึงขั้นนี้แล้วยังยิ้มราวกับทองไม่รู้ร้อน ยังไว้ใจเจ้าลูกชายหน้าโง่ของนางได้อีก


ในสายตาของนาง ไม่มีบุรุษใดน่าไว้ใจได้สักคน หากปล่อยปละละเลยไม่หมั่นกวดขัน อาจก่อเรื่องชวนปวดหัวได้


แต่จะว่าไปแล้ว ลูกสะใภ้นางต้องมาเจอเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้ก็ปวดหัวมากพออยู่แล้ว นางไม่ควรตำหนิสะใภ้สามซ้ำเติม


แต่…นางสามารถไปเอาเรื่องกับเจ้าลูกชายไม่เอาไหนของนางได้! 


ก็ใครใช้ให้เขาหาเรื่องปวดหัวเข้าบ้านได้ทุกวี่ทุกวันกันเล่า!


หญิงชราจ้ำอ้าวออกไปทันที เมื่อครู่ตอนที่เดินมา เหมือนนางเห็นเจ้าสามอยู่กับตาเฒ่า

……

ลู่ไป่ชวนกำลังหารือเรื่องย้ายสุสานคนในตระกูลกับบิดาอยู่ จู่ๆก็เห็นมารดาถือไม้เรียวเดินพรวดพราดเข้ามา


“เจ้าสาม! เจ้านี่สร้างปัญหาเก่งนักนะ มานี่ วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้เข็ดหลาบ!”


นางซุนพุ่งพรวดเข้ามาถึงก็ง้างไม้ฟาดบุตรชายโดยไม่ยั้งมือแม้แต่น้อย


เจ้าลูกชายคนนี้ไม่เคยทำให้นางวางใจได้เลยจริงๆ เมื่อวานก็เพิ่งทำให้ภรรยาโมโหไป วันนี้ยังก่อเรื่องพานางจิ้งจอกเข้ามาในบ้านอีก ไม่อยากใช้ชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขแล้วกระมัง!


วันนี้ยังอยู่ด้วยกัน ต่อให้มีเรื่องอะไรเกิดขึ้นก็สามารถช่วยขจัดปัดเป่าได้ทันท่วงที แต่พรุ่งนี้เจ้าสามต้องเดินทางไปเมืองหลวงเพียงลำพังแล้ว ไม่รู้เขาจะพบเจอสิ่งยั่วยวนมากเพียงใด เช่นนั้นแล้วสะใภ้สามจะไม่เสียใจตายเลยหรือ


นางซุนมองว่า ตลอดชีวิตคู่ของตนนางไม่เคยต้องพบเจอความกล้ำกลืนใจมาก่อน ดังนั้นนางจะให้ลูกสะใภ้ต้องมาพบเจอเรื่องทุกข์ใจเช่นนี้ไม่ได้เด็ดขาด


หญิงชราจึงระบายความโกรธทั้งหมดไปที่ลู่ไป่ชวน


ลู่ไป่ชวนทั้งต้องคอยหลบไม้เรียวมารดา และร้องถามอย่างงุนงง “ท่านแม่ นี่มันเรื่องอะไรกันขอรับ ตีข้าทำไมขอรับ!”


เขารู้สึกทั้งน้อยใจทั้งไม่เข้าใจ เรื่องที่ทำให้ภรรยาโกรธเมื่อวานก็จบไปแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดตอนนี้ท่านแม่ถึงมาตีเขาอีกล่ะ


“เจ้ายังมีหน้ามาถามอีก! ผู้หญิงคนนั้นที่มาวันนี้มันเรื่องอะไรกันฮะ! เดี๋ยวนี้ปีกกล้าขาแข็ง ไม่เห็นแม่อย่างข้าอยู่ในสายตาแล้วใช่หรือไม่! ข้าจะบอกเจ้าให้นะ ถ้าเจ้ากล้าทำเรื่องเสื่อมทราม ข้าจะตีเจ้าให้ตาย! ชาตินี้จะถือซะว่าไม่ได้คลอดลูกไม่รักดีอย่างเจ้าออกมา!”


สดับวาจากราดเกรี้ยวของมารดา ลู่ไป่ชวนกระจ่างทันทีว่าภรรยาเขาบอกท่านแม่แล้ว พลันนั้นภายในใจของชายหนุ่มบังเกิดความเงียบงัน “...”


ภรรยาเขาช่างโหดเหี้ยมจริงๆ ภายนอกบอกว่าไม่มีอะไร แต่ลับหลังกลับไปฟ้องท่านแม่ให้มาลงโทษเขาแทน!


“ท่านแม่ ลูกไม่ได้ทำอะไรเลยนะขอรับ ท่านอาหมิงเป็นคนส่งนางมา! พรุ่งนี้ลูกก็จะเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว หลังจากนี้หากพวกท่านเห็นนางก่อเรื่องวุ่นวายก็จัดการนางได้เลย”


ลู่ไป่ชวนรู้สึกหัวใจขมขื่น เขาพูดไปท่านแม่ก็ไม่ฟังเลย แต่เขาก็ไม่เข้าใจจริงๆ ว่าหมิงเจ๋อคิดจะทำอะไรกันแน่ ส่งเว่ยอวี่มาเช่นนี้ ไม่ใช่อยากให้มาทำลายความสัมพันธ์ของเขากับภรรยาหรอกหรือ?


แล้วเจียงรั่วหย่ารู้เห็นเรื่องนี้ด้วยหรือไม่?


เขาหรี่ตาลงอย่างพินิจ


ก็ได้ ในเมื่อหมิงเจ๋อไร้คุณธรรม เช่นนั้นก็อย่าหาว่าเขาใจร้ายก็แล้วกัน!


รอไปถึงเมืองหลวงก่อนเถอะ เขาจะไปเป่าหูเจียงรั่วหย่าทุกวันเลยคอยดู!


นางซุนฟาดบุตรชายไปหลายทีจนในที่สุดก็หยุดลง จับจ้องหน้าเขาเขม็งด้วยความโกรธ “เจ้าทำตัวให้มันดีๆหน่อย ไม่อย่างนั้นข้าจะตีเจ้าให้ขาหัก!”


ลู่ไปชวน “...”


เขารู้สึกเหนื่อยใจ แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไรมาก เขารู้สึกว่าไม่ว่าตัวเองจะพูดอะไรก็โดนทั้งขึ้นทั้งล่องอยู่ดี


“เข้าใจแล้วขอรับ”


สุดท้ายก็ทำได้เพียงรับปากอย่างเชื่อฟัง ทว่าในใจเขาจดชื่อหมิงเจ๋อลงในบัญชีแค้นเอาไว้แล้ว ฝากไว้ก่อนเถอะ!


หลังจากนางซุนระบายโทสะจนพอใจ ผู้เฒ่าลู่กับลู่จิ้งซวนจึงจะได้โอกาสถามว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น นางซุนอธิบายด้วยความโกรธ จากนั้นลู่ไป่ชวนจึงรับสายตาดุดันและตักเตือนจากท่านพ่อและพี่ใหญ่อีกครั้ง


สุดท้ายแม่ทัพใหญ่ก็ได้รับการลงโทษในความผิดที่ตนเองไม่ได้ก่ออีกคำรบ ลู่ไป่ชวนอยากร้องไห้จริงๆ!

…….

ยามกลางคืน


ลู่ไป่ชวนนอนเอามือก่ายหน้าผากอยู่บนเตียง แววตาเลื่อนลอยทอดมองเพดานอย่างเซื่องซึม วันนี้ช่างเหน็ดเหนื่อยเหลือเกิน


พรุ่งนี้ก็ต้องออกเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว เดิมทีตั้งใจว่าคืนนี้จะได้มีเวลาหวานชื่นกับภรรยาสักหน่อย แต่ในความมืดกลับมีคนสองคนกำลังคอยจับตาดูอยู่ คิดแล้วก็พานให้หมดอารมณ์


ด้านเหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจอะไร นางใกล้จะเป็นระดูแล้ว จึงไม่มีอารมณ์จะทำอะไร


ในค่ำคืนนี้ เห็นทีคนที่ทรมานที่สุดก็มีเพียงลู่ไป่ชวนเท่านั้น


ชายหนุ่มผู้เศร้าหมองกอดภรรยาไว้ในอ้อมกอด ถอนหายใจเบาๆก่อนกล่าว “ฮูหยิน รอข้าไปเมืองหลวง เจ้าก็หาข้ออ้างไล่นางไปเถอะ ปล่อยให้นางจับตามองอยู่เช่นนี้ไม่ดีเอาซะเลย”


“ท่านวางใจเถอะ นางไม่มีทางได้อยู่ที่นี่ตลอดหรอก”


ลู่ไป่ชวนพึงพอใจมาก “อืม เช่นนั้นข้าก็วางใจ…”


“เพราะว่า” เหอจิ่วเหนียงสวนขึ้นทันควัน “ข้าตั้งใจว่าจะพานางไปเมืองหลวงด้วยกัน”


“ฮะ!?”


ลู่ไป่ชวนพลันเบิกตากว้างด้วยความตกใจ สีหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ


เหอจิ่วเหนียงลูบไล้ใบหน้าเขาเบาๆ กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ใช่แล้ว ท่านฟังไม่ผิดหรอก ข้าตั้งใจจะให้นางตามท่านไป”


“เพราะเหตุใด ข้ากับนางไม่ใช่มิตรสหายกันนะฮูหยิน!”


ลู่ไป่ชวนลุกพรวดขึ้นนั่งด้วยความร้อนใจ


เมื่อครู่เขากำลังนึกโล่ง.อกว่าพรุ่งนี้ก็สามารถหนีจากสตรีผู้นั้นพ้นแล้ว ก่อนภรรยาจะตามไปที่เมืองหลวง นางก็คงจัดการเรื่องนี้เรียบร้อยแล้ว ไม่คิดเลยว่าจู่ๆจะได้ยินเรื่องไม่คาดฝันเช่นนี้ ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ!


ถึงแม้ก่อนหน้านี้เขาจะทำให้ภรรยาโกรธ แต่เขาก็เขียนหนังสือสำรวจตนไปแล้ว และเขาให้คำมั่นว่าต่อไปจะไม่มีทางเกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้ขึ้นอีกแน่นอน ภรรยาก็แสดงให้เห็นว่ายกโทษให้เขาแล้ว แล้วเหตุใด…เหตุใดถึงยังลงโทษเขาเช่นนี้อีก


เขารับไม่ไหวจริงๆ!


ท่านแม่ตีเขาให้ขาหักเสียเลยเถอะ!


เหนื่อย มันช่างเหนื่อยจริงๆ…


ลู่ไป่ชวนสิ้นหวังแล้วจริงๆ พาสตรีไปเมืองหลวงเช่นนี้ จะให้เขาเอาหน้าไปไว้ที่ไหน


“ท่านเลิกโวยวายได้แล้ว ปัญหาใครก่อคนนั้นก็ต้องรับผิดชอบ จุดประสงค์ที่นางมาที่นี่ก็คือท่าน ให้นางไปเมืองหลวงกับท่านน่ะถูกแล้ว ข้าไม่อยู่กับท่าน นางก็มีโอกาสได้ลงมือ”


ลู่ไป่ชวน “!!!”


ให้นางมีโอกาสลงมือ? 


แล้วเขาล่ะ!


“ฮูหยิน นี่ข้าเอง ข้าเป็นสามีเจ้าน่ะ ไม่ใช่สิ่งของ”


เขายกมือสองข้างประคองใบหน้าเหอจิ่วเหนียง บังคับให้นางสบตาตน เวลานี้เขาโกรธแล้วจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงกล่าวเรียบๆ “นี่เป็นเรื่องที่ท่านก่อขึ้นเอง เดิมทีเรื่องนี้ท่านควรเป็นคนจัดการเอง แต่ตอนนี้ข้ากลับต้องเป็นคนมาจัดการ และนี่ก็คือวิธีการจัดการของข้า ท่านมีทางเลือกแค่ทางเดียว นั่นก็คือ ให้ความร่วมมือ”


เรื่องนี้ แม้เหอจิ่วเหนียงรู้ดีว่าไม่ใช่ความผิดของลู่ไป่ชวน แต่นางก็ควรจะแสดงท่าทีบ้าง และต้องทำให้ลู่ไป่ชวนได้ตระหนักว่า การมีผู้หญิงมาเกาะแกะมันวุ่นวายมากเพียงใด หากเขาเจอเรื่องเช่นนี้ เขาต้องรีบจัดการให้เด็ดขาด ควรตัดไฟตั้งแต่ต้นลม ดีที่สุดคือไม่ควรให้เรื่องบานปลายมาถึงนาง ทำให้นางต้องรำคาญใจ


ตอนที่ 692: กังวลโดยไม่จำเป็น


ลู่ไป่ชวนพูดอะไรไม่ออก


นี่เป็นปัญหาของเขาจริงๆ เขาคิดมาโดยตลอดว่าขอเพียงเขาปฏิเสธและไม่สนใจเรื่องก็คงจะจบ แต่เห็นได้ชัดว่าอีกฝ่ายไม่ได้คิดเช่นนั้น ตอนนี้ถึงขั้นเอาตัวเองเข้ามาอยู่ในบ้านเขา ตระตุ้นต่อมโทสะของเขาเข้าแล้วจริงๆ


ภรรยาพูดเช่นนี้ เขาจึงตระหนักถึงความผิดของตนเองอย่างลึกซึ้ง เรื่องนี้เขาควรเป็นคนจัดการเองให้เรียบร้อยจริงๆ


“ข้าเข้าใจแล้ว”


ชายหนุ่มตอบตกลงในที่สุด และนี่จะถือเป็นโอกาสครั้งสุดท้ายของเว่ยอวี่เช่นกัน หากระหว่างนี้นางคิดได้ ยอมตัดใจ เช่นนั้นเขาก็จะไม่เอาเรื่องเอาความ แต่หากระหว่างนี้นางยังสร้างปัญหาไม่เลิกรา อย่าว่าแต่ภรรยาของเขาเลยที่จะไม่เกรงใจ เขาเองก็จะไม่ไว้หน้าแล้วเหมือนกัน


บุรุษสกุลลู่ ไม่เคยมีความคิดนอกใจภรรยาไปมีอนุ นี่เป็นการอบรมสั่งสอนของตระกูล!

…….

เช้าวันต่อมา 


นอกจากเหอจิ่วเหนียงที่ต้องเตรียมตัวไปเปิดสถานบันเทิง คนอื่นๆที่ตกลงกันไว้ว่าจะเดินทาง ล้วนเตรียมตัวออกเดินทางกัน


ลู่ไป่ชวนเดินทางไปเมืองหลวง สองพี่น้องสกุลจางและลู่ฟู่กุ้ยนำผู้คุ้มกันมุ่งหน้าไปดินแดนทุ่งหญ้า และผู้เฒ่าลู่กับลู่จิ้งซวนก็มุ่งหน้าลงใต้ไปชางโจว


ตอนส่งทุกคนออกเดินทาง เหมยเสี้ยวกับเว่ยอวี่ปรากฏตัวโดยยืนขนาบสองข้างของร่างเหอจิ่วเหนียง ทั้งสองมองคณะเดินทางที่เคลื่อนตัวออกไปไกลเรื่อยๆ โดยไม่ได้แสดงท่าทีอะไร


เหมยเสี้ยวจูงมือโก่วเอ๋อร์ ฟังเขาพูดไปด้วยว่าที่ผ่านมาล้วนเป็นท่านพ่อที่สอนวรยุทธ์ให้เขา ตอนนี้ท่านพ่อไม่อยู่แล้ว ดังนั้นระหว่างนี้เหมยเสี้ยวจะต้องเป็นคนสอนเขาไปก่อน รอหลังจากตามไปเมืองหลวงแล้วค่อยให้ท่านพ่อตอบแทนเหมยเสี้ยว


เหมยเสี้ยวผู้มีใบหน้าเย็นชาเป็นอาจิณ ฟังโก่วเอ๋อร์พูดด้วยน้ำเสียงออดอ้อน ใบหน้าของเขาก็อ่อนโยนขึ้นมาอย่างยากจะได้เห็น ไม่ว่านายน้อยจะพูดอะไรเขาก็รับปากทั้งสิ้น


ด้านเว่ยอวี่ก็ไม่ได้แสดงสีหน้าท่าทีที่ไม่เหมาะสมออกมา ขณะที่นางซุนคอยจับสังเกต นางก็ยังยิ้มหวานตอบ


ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยขึ้น “สามีข้าเดินทางคนเดียวข้าไม่วางใจ แม่นางเว่ยอวี่ไปกับเขาด้วยได้หรือไม่ เหมยเสี้ยวต้องอยู่ดูแลเด็กๆทางนี้ ข้าเองก็ไม่มีคนให้ช่วยงาน ให้เหมยเสี้ยวอยู่ช่วยงานข้าที่นี่ ต้องรบกวนแม่นางเว่ยอวี่แล้ว”


เหอจิ่วเหนียวใช้น้ำเสียงขอความเห็นขณะเอื้อนเอ่ย เว่ยอวี่มองคนพูดด้วยความประหลาดใจ นางรู้สึกไม่อยากเชื่อ


ตามหลักแล้ว เรื่องเช่นนี้ควรมอบหมายให้เป็นหน้าที่เหมยเสี้ยว แต่คุณหนูกลับให้นางไป หรือว่าคุณหนูมีความคิดอยากให้นางเป็นอนุอยู่กลายๆ?


อย่างน้อยเว่ยอวี่ก็เข้าใจเช่นนี้


ชั่วขณะนั้น นางก็ควบคุมอารมณ์ไม่อยู่ ความตื่นเต้นดีใจตีตื้นในอกจนทะลักออกมาทางสีหน้า ไม่อาจปกปิดไว้ได้เลย


เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มมุมปาก 


นางรวบมือนางซุนที่ยืนกระสับกระส่ายอยู่มากุมไว้


เคราะห์ดีที่จิตสำนึกของเว่ยอวี่ยังเตือนให้นางวางตัวสักหน่อยได้อยู่บ้าง นางกล่าว “คุณหนู นี่…คงไม่เหมาะสมกระมังเจ้าคะ?”


“ไม่มีอะไรไม่เหมาะสมเลย คนกันเองทั้งนั้น เจ้าเป็นคนที่ท่านอาหมิงส่งมา ข้าเองก็เชื่อใจเจ้า ระหว่างทางก็รบกวนเจ้าดูแลสามีข้าด้วย”


นางกุมมือนางซุนเอาไว้แน่น ใบหน้าคลี่ยิ้มอ่อนโยนและใจกว้าง


เว่ยอวี่ลอบสังเกตท่าทีของเหอจิ่วเหนียงอย่างละเอียด สัมผัสได้ว่าเป็นความต้องการของนางจากใจจริง ทั้งยังคอยปลอบนางซุนอยู่ตลอด เห็นได้ชัดว่าคุณหนูสนับสนุนนางกับพี่ใหญ่ลู่


ที่แท้คุณหนูก็รู้ว่านางมีใจพี่ใหญ่ลู่มานานหลายปี ตอนนี้จึงเปิดโอกาสให้นางอย่างนั้นหรือ?


เว่ยอวี่ซาบซึ้งใจจนแทบกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่ คิดในใจว่า แม้ตัวเองจะไม่ได้เป็นฮูหยินใหญ่ แต่เป็นอนุก็ดีแค่ไหนแล้ว ถึงอย่างไรคุณหนูก็ดีกับนางมาก!


เมื่อเห็นอากัปกิริยาของสตรีตรงหน้า เหอจิ่วเหนียงก็รู้ว่านางเริ่มซาบซึ้งใจแล้ว ไม่รอให้เว่ยอวี้ได้พูดอะไร เหอจิ่วเหนียงก็พูดขึ้น “รีบไปเถอะ เดี๋ยวจะตามไม่ทัน”


สิ้นเสียง ฟางต้าที่อยู่ข้างๆ ก็จูงม้าตัวหนึ่งเข้ามา เป็นสิ่งที่เตรียมไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว


“เจ้าค่ะ คุณหนูวางใจได้ ข้าน้อยจะดูแลนายท่านสามอย่างดีเจ้าค่ะ!”


ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงกับเจียงรั่วหย่ายังไม่ได้เปิดเผยสถานะแม่ลูกกัน เว่ยอวี่ในฐานะคนของหอเชียนฟานจึงไม่กล้าเรียกลู่ไป่ชวนว่านายท่านเขย ยิ่งไปกว่านั้น ลู่ไป่ชวนก็ไม่ได้ไปสู่ขอเหอจิ่วเหนียงที่หอเชียนฟานอย่างเป็นทางการ จะให้เรียกเขาเช่นนั้นก็ดูไม่เหมาะสมจริงๆ พวกเขาแค่รู้กันภายในเป็นการส่วนตัวเท่านั้น


กล่าวจบนางก็กระโดดขึ้นหลังม้ามุ่งหน้าตามลู่ไป่ชวนไปทันที หลังจากเว่ยอวี่ควบอาชาออกไปไกลแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงจะสั่งให้พวกบ่าวรับใช้กับเด็กๆแยกย้ายกันไปทำหน้าที่ของตัวเอง ส่วนนางก็ควงแขนนางซุนกลับไปที่เรือนหลัก


แม้นางซุนจะร้อนใจมาก แต่ก็ไม่ได้พูดอะไรต่อหน้าคนมากมาย ถึงเว่ยอวี่ไม่อยู่ แต่ก็ยังมีเหมยเสี้ยวอยู่ที่นี่อีกคน ไม่มีใครอาจรู้ได้ว่าพวกเขาคิดจะทำสิ่งใด ดังนั้นอย่าเพิ่งพูดอะไรออกไปต่อหน้าพวกเขาจะดีกว่า


เมื่อกลับมาที่เรือน และแน่ใจแล้วว่าคนนอกจะไม่ได้ยิน นางซุนจึงชักมือตัวเองกลับมาอย่างรวดเร็ว พร้อมง้างมือตีไหล่เหอจิ่วเหนียงไปหนึ่งที


“สมองเจ้ามีปัญหาไปแล้วรึอย่างไรฮะ! เห็นๆกันอยู่ว่าผู้หญิงคนนั้นจ้องจะจับเจ้าสาม แต่เจ้ายังจะให้นางตามเจ้าสามไปอีก นี่เจ้าโง่เง่าเต่าตุ่นไปแล้วรึ!”


จับมืออีกฝ่ายไว้อยู่นาน แถมยังคล้องแขนพาเดินกลับมาด้วยกันอีก เหอจิ่วเหนียงย่อมรู้ว่าตนเองหนีฝ่ามือพิฆาตนี้ไม่พ้นอยู่แล้ว แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เจ็บมาก นางยกมือลูบป้อยๆ พลางยิ้มตาหยีเอ่ยกับนางซุน “ก็เพราะเหตุนี้อย่างไรล่ะเจ้าคะ ข้าถึงส่งนางไปอยู่ข้างกายไป่ชวน ไม่อย่างนั้นนางจะมีโอกาสแสดงออกได้อย่างไรล่ะเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงเขย่าไหล่แม่สามีเบาๆ พลางกล่าว “วางใจเถอะเจ้าค่ะท่านสุภาพสตรีซุน นี่เป็นแผนการที่้ข้าปรึกษากับไป่ชวนเอาไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว ไม่มีทางให้นางมีโอกาสทำสำเร็จแน่นอนเจ้าค่ะ”


นางซุนเลิกคิ้วเล็กน้อย พูดเช่นนี้ก็หมายความว่า ความกังวลของนางเมื่อครู่ก็เสียเปล่าน่ะสิ


คิดได้ดังนี้ก็อยากจะง้างมือฟาดเหอจิ่วเหนียงอีกสักฉาด สะใภ้ผู้นี้นับวันยิ่งทำให้นางร้อนรุ่มใจขึ้นทุกที!


“ตามใจเถอะ เจ้ามั่นใจก็ดี ข้าน่ะกลัวจริงจริ๊งว่ากว่าเจ้าจะจัดการเรื่องทางนี้เสร็จ กว่าจะได้ตามไป นางจิ้งจอกนั่นคงได้ตั้งท้องไปแล้ว เมื่อถึงตอนนั้นเจ้าจะไปร้องไห้กับใครฮะ?”


นางซุนเอ่ยอย่างเย็นชา หากแต่ในน้ำเสียงเจือความกังวลไว้ไม่น้อย


เหอจิ่วเหนียง “…”


“หากเป็นคนอื่นก็อาจะเป็นไปได้เจ้าค่ะ แต่ข้าเชื่อใจไป่ชวน เขาจากบ้านขาดการติดต่อไปตั้งสี่ปีก็ยังรักษาความบริสุทธิ์เอาไว้ได้ ในช่วงเวลาสั้นๆแค่ไม่กี่วันนี่ ย่อมไม่มีปัญหาหรอกเจ้าค่ะ”


นี่เป็นเรื่องที่เหอจิ่วเหนียงเชื่อใจลู่ไป่ชวนอย่างไร้เงื่อนไข


ขนาดตอนที่ลู่ไป่ชวนไม่ได้มีความรู้สึกใดๆต่อเจ้าของร่างเดิม เขาก็ยังสามารถซื่อสัตย์ต่อนางมาได้ตลอด ยิ่งไม่ต้องพูดถึงตอนนี้ที่ทั้งสองมีความรักต่อกันเลย


ความรู้สึกมั่นคงที่เขามอบให้นาง เพียงพอที่จะทำให้นางเชื่อใจเขาได้อย่างสนิทใจ ดังนั้นนางไม่กังวลเรื่องพวกนี้เลย


วาจาของสะใภ้สาม ทำให้นางซุนรู้สึกภูมิใจขึ้นมาทันที “มันแน่นอนอยู่แล้ว ลูกชายข้าข้าเลี้ยงเองมากับมือ วางใจได้!”


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะพรืด และไม่ได้โต้เถียงแต่อย่างใด เพราะแม่สามีท่านนี้อบรมสั่งสอนลูกออกมาได้ดีมากจริงๆ


หลังได้ฟังคำอธิบายแล้ว ในที่สุดนางซุนก็วางใจลงได้ นางพึมพำบทเพลงเบาๆ พลางเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี วันนี้นางมีนัดเล่นไพ่นกกระจอกกับเหล่าสหาย เมื่อวานตนรับปากไว้ว่าจะสอนพวกนางเล่น ต่อไปหากลูกๆในบ้านไม่ว่างเล่นกับนาง นางก็จะได้ไม่เหงา


เหอจิ่วเหนียงเตรียมตัวจะแวะไปโรงหมอ เพราะต่อจากนี้ไปนางคงไม่ได้ไปอีกแล้ว ตลอดเวลาที่ผ่านมาท่านหมอซ่งดูแลนางมาเป็นอย่างดี นางต้องไปอำลาด้วยตัวเองสักคำ และถือโอกาสนี้มอบเทียบยาให้พวกเขาเพิ่ม

…….

ทางด้านลู่ไป่ชวน


เพียงไม่นาน เว่ยอวี่ก็ตามมาทัน


ระหว่างทาง เว่ยอวี่เตรียมใจเอาไว้แล้วว่าต้องถูกลู่ไป่ชวนปฏิเสธเป็นแน่ แต่ไม่คิดเลยว่าแค่นางเอ่ยปากพูดว่า คุณหนูเป็นคนส่งนางมา ลู่ไป่ชวนก็ไม่ได้ต่อว่าอะไรเลย


ไม่ใช่แค่ไม่ต่อว่า ทว่าเขาไม่ได้เปล่งคำพูดใดออกมาเลยสักคำด้วยซ้ำ เพียงมุ่งหน้าเดินทางต่อไป


ในใจลู่ไป่ชวนยามนี้รู้สึกไม่สบอารมณ์มาก หากไม่ใช่เพราะต้องร่วมเล่นละครด้วยละก็ เขาคงให้ภรรยาใช้นกเหล็กยักษ์นั่นพาเขามาส่งที่เมืองหลวงตอนกลางคืนแล้ว เจ้าพาหนะนั่นใช้เวลาไม่นานก็ถึงเมืองหลวง ไม่ต้องทนลำบากลำบนเดินทางบนเส้นทางขรุขระติดต่อกันหลายวันหลายคืนเหมือนอย่างตอนนี้


เว่ยอวี่มองว่าท่าทีของเขาก็เป็นเช่นนี้มาโดยตลอด จึงไม่ได้เก็บมาใส่ใจ ไม่ว่าอะไรก็ช่าง นางปรารถนาเพียงได้อยู่ข้างกายเขาแค่นี้ก็พอใจมากแล้ว


ระหว่างที่หยุดพัก เว่ยอวี่ตั้งใจหาน้ำมาให้ม้า และทำเรื่องต่างๆอย่างขันแข็ง วิ่งวุ่นไปมาราวกับผึ้งน้อยที่ขยันทำรังก็มิปาน


ลู่ไป่ชวนทำเหมือนไม่เห็นนาง ตลอดทางเขาไม่ได้สนใจนางเลย


ไม่ใช่เพราะเขาแสร้งทำเป็นเย็นชาใส่ แต่เป็นเพราะเขากำลังระงับความโกรธอยู่ในใจต่างหาก ถึงอย่างไรเขาก็ไม่อยากเอ่ยปากด่าคน


ตอนที่ 693: กายพิการแต่ใจสู้


หลังจากเว่ยอวี่ให้อาหารม้าเสร็จกลับมา ก็เห็นลู่ไป่ชวนยังคงนั่งอยู่ในท่าเดิม นางควานหาของในห่อย่ามของตนเอง หยิบแผ่นแป้งออกมาชิ้นหนึ่งส่งให้เขา พลางกล่าวอย่างอ่อนโยน “พี่ใหญ่ล…เอ่อ นายท่านสาม กินอะไรรองท้องสักหน่อยสิเจ้าคะ”


นางกำลังจะเรียกอีกฝ่ายว่าพี่ใหญ่ลู่ตามความเคยชิน แต่พอคิดได้ว่าเขาไม่ชอบให้นางเรียกเช่นนั้น นางจึงรีบเปลี่ยนคำเรียกขานอย่างรวดเร็ว


“ไม่จำเป็น ข้ามีของตัวเองอยู่แล้ว”


ในที่สุดลู่ไป่ชวนก็เอ่ยปากพูดกับนางเป็นประโยคแรก


เว่ยอวี่มองสำรวจ ยังไม่เห็นเขานำของกินอะไรออกมา นางคิดว่าเขาคงยังไม่หิว จึงออกไปนั่งห่างจากเขาเล็กน้อย แล้วเริ่มกินของตัวเอง


ผ่านไปครู่หนึ่ง ลู่ไป่ชวนหยิบขนมปังกรอบที่ภรรยาเตรียมไว้ให้ออกมากิน มือหนึ่งส่งขนมปังกรอบเข้าปาก อีกมือถือกระบอกน้ำยกขึ้นดื่ม


กระบอกน้ำนั้นภายนอกคือกระบอกน้ำทั่วไป แต่ข้างในบรรจุแก้วเก็บความร้อนเอาไว้ ต่อให้เดินทางตลอดทั้งวันทั้งคืน อุณหภูมิของน้ำข้างในก็ยังคงเดิม


ภรรยายังใส่ลูกกลอนบำรุงร่างกาย (กลูโคส) ลงไปในน้ำด้วย เพราะนางบอกว่าเป็นสิ่งที่ดีต่อร่างกาย 


ไม่ว่าเขาจะเดินทางไปที่ใด ก็สามารถสัมผัสถึงความ.อบอุ่นของภรรยาได้ตลอดเวลา


พอเห็นลู่ไป่ชวนกินแล้ว เว่ยอวี่ก็วางใจลงไปเปลาะหนึ่ง นางคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้น “นายท่านสาม ข้ารู้ว่าการที่ข้าตามท่านมาเช่นนี้ทำให้ท่านไม่พอใจ แต่นี่เป็นความตั้งใจของคุณหนู ข้า…ข้าขัดไม่ได้”


นางตั้งใจหยิบยกเหอจิ่วเหนียงมาเป็นข้ออ้าง เพื่อให้เหตุผลดูมีน้ำหนัก


“ข้ารู้แล้ว เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดมาก”


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า ท่าทางของเขาเป็นปกติมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


เว่ยอวี่เห็นดังนั้นก็ใจชื้นขึ้นมา พออ้างถึงคุณหนูแล้วก็ได้ผลจริงๆด้วย!


เห็นได้ชัดว่าความรู้สึกที่ลู่ไป่ชวนมีต่อเหอจิ่วเหนียงนั้นลึกซึ้งเพียงใด ที่ผ่านมา เว่ยอวี่นึกสงสัยมาตลอดว่าสตรีแบบใดกันที่ทำให้พี่ใหญ่ลู่ถึงกับมั่นคงในรักมาได้นานหลายปีเช่นนี้ ต่อมาหลังจากได้มีโอกาสสืบเรื่องราวของเหอจิ่วเหนียง เว่ยอวี่จึงได้รู้แล้วว่าอีกฝ่ายเพียบพร้อมมากจริงๆ แค่รูปลักษณ์ก็งดงามกินขาดแล้ว ทั้งยังเป็นบุตรสาวแท้ๆของฮูหยินอีก ดังนั้นถึงแม้นางจะกลับมาถึงจิงโจวตั้งนานแล้ว แต่ก็ยังไม่กล้าลงมือทำอะไร เพราะมีความรู้สึกประหม่าอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน


แม้ตอนนี้พอคิดแล้วก็พาให้รู้สึกเจ็บปวดเสียใจอยู่บ้าง แต่นางก็มีความมั่นใจว่า ในอนาคต นางจะสามารถครองตำแหน่งในใจลู่ไป่ชวนได้แน่นอน 


ถึงอย่างไรนี่ก็เป็นโอกาสที่คุณหนูมอบให้นางเอง ตราบใดที่มีโอกาสนางต้องทำได้แน่นอน!


ในช่วงหลายปีที่อยู่ในหอเฟิงอวิ้น นางไม่ได้ทำงานเสียเปล่าเลย มิฉะนั้นนางคงไม่ได้ขึ้นเป็นหัวแถวของที่นั่น


หลังกินเสร็จ ลู่ไป่ชวนก็ออกเดินทางต่อโดยไม่ได้หยุดพักอีก


อันที่จริง การเดินทางเข้ารับตำแหน่งครั้งนี้เขาไม่จำเป็นต้องรีบเร่งเลย แต่เพราะเขาไม่อยากอยู่กับเว่ยอวี่ตามลำพังนานไปกว่านี้แล้ว จึงต้องรีบเร่งเดินทางไปถึงให้เร็วที่สุด

…….

ตกกลางคืน


ทั้งสองหยุดพักและรับประทานอาหารที่โรงเตี๊ยมแห่งหนึ่ง


ในที่สุดเว่ยอวี่ก็มีโอกาสได้นั่งร่วมโต๊ะกินข้าวกับลู่ไป่ชวนแล้ว ในใจหญิงสาวตื่นเต้นดีใจมาก และคิดไปว่า ต่อไปโอกาสเช่นนี้จะมีมากขึ้นเรื่อยๆ


ระหว่างมื้ออาหาร ทั้งสองแทบไม่ได้สนทนาอะไรกันเลย พอกินเสร็จ ลู่ไป่ชวนก็กลับมาที่ห้องพักของตนเองทันที ในห้องพักได้เตรียมน้ำอุ่นเอาไว้แล้ว ตอนนี้เป็นเวลาเหมาะกับการอาบน้ำยิ่งนัก ลู่ไป่ชวนลงไปนั่งในอ่างอาบน้ำ รีบอาบจะได้รีบเข้านอนเร็วๆ


ระหว่างที่เขากำลังแช่น้ำอยู่


จู่ๆ เสียงเคาะประตูห้องก็ดังขึ้น


“นายท่านสาม ข้าเองเจ้าค่ะ”


ชายหนุ่มพลันขมวดคิ้วฉับ 


นี่เพิ่งจะคืนแรกก็อดใจไม่ไหวแล้วหรือ?


“มีเรื่องอะไร?”


“ฮูหยินกำชับเอาไว้ว่าให้ข้าดูแลนายท่านสามให้ดีเจ้าค่ะ ข้าจะมาปรนนิบัติช่วยอาบน้ำเปลี่ยนชุดให้ท่านเจ้าค่ะ”


เว่ยอวี่ที่อยู่หน้าห้องตอบกลับมาอย่างตรงไปตรงมา นางฉลาดมาก อยู่ข้างนอกเรียกเหอจิ่วเหนียงว่าฮูหยิน ไม่ได้เรียกคุณหนู


สิ่งนี้ทำให้คนอื่นๆในโรงเตี๊ยมเข้าใจได้ว่า แม้ทั้งสองจะมีความสัมพันธ์เป็นนายบ่าว แต่สตรีผู้นี้ก็เป็นคนที่ฮูหยินของนายท่านผู่นั้นส่งมาคอยปรนนิบัติรับใช้อยู่ข้างกายเขา หลายคนถึงขั้นอดรู้สึกอิจฉาไม่ได้ คิดว่าฮูหยินผู้นั้นช่างเป็นคนเอาใจใส่และใจกว้างมากจริงๆ


“ไม่จำเป็น เจ้ากลับไปพักผ่อนเถอะ”


ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้วแน่นจนหว่างคิ้วยับย่นราวกับสามารถบีบแมลงวันให้ตายได้ก็มิปาน เขารังเกียจมากที่เว่ยอวี่อ้างถึงภรรยาเขาตลอดทาง คิดจะใช้ภรรยาเขามาเป็นโล่กำบังเพื่อทำอะไรก็ได้ตามใจตัวเองอย่างนั้นหรือ


หากตีความเจตนาของภรรยาเขา ความจริงแล้วชัดเจนมากไม่มีอะไรซับซ้อนเลย นางแค่บอกให้เว่ยอวี่ตามมากับเขาเหมือนองครักษ์ทั่วไปเท่านั้น มีแต่เว่ยอวี่คนคิดไม่ซื่อที่คิดไปไกล ทั้งยังถึงขั้นอยากมาอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าให้เขา เดี๋ยวนางจะไม่ขอหลับนอนกับเขาเลยหรือ!


เมื่อก่อนไม่เคยสังเกตเห็นเลยว่าเว่ยอวี่จะเป็นคนที่ไม่รู้จักขอบเขตขนาดนี้


“นายท่านสาม…”


เว่ยอวี่ไม่ได้ยินเสียงตอบกลับของลู่ไป่ชวน แม้จะถูกปฏิเสธแล้ว แต่นางก็ยังผลักประตูเข้าไป


ลู่ไป่ชวนไม่ได้คั่นกลอนประตูห้องไว้ก็เพื่อให้เสี่ยวเอ้อร์เข้ามาเติมน้ำอุ่นได้สะดวก แต่จู่ๆ ประตูกลับถูกเปิดออกอย่างถือวิสาสะ


เพียงแต่ทันทีที่ก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้ามา ขาของนางก็รู้สึกปวดแปลบขึ้นอย่างฉับพลัน เว่ยอวี่รีบชักเท้ากลับ นางถึงกับทนไม่ไหวจนต้องนั่งยองลง


ลู่ไป่ชวนรีบคว้าเสื้อคลุมมาสวม เดินออกมายืนหน้าฉากกันลม ลดสายตาลงมองนางที่นั่งยองอยู่บนพื้น แล้วเอ่ยเสียงเย็นชา “แม่นางเว่ยอวี่ โปรดรักษาขอบเขตของตัวเองให้ดีด้วย”


เว่ยอวี่ไม่สบายใจมาก นางไม่เข้าใจว่าตัวเองทำผิดตรงไหน ถึงขั้นนี้แล้วเขายังไม่ยอมให้โอกาสนางอีก


“แต่ แต่ฮูหยิน…”


นางยังคิดจะอ้างเหอจิ่วเหนียงอีก แต่กลับถูกลู่ไป่ชวนพูดแทรกขึ้น “ฮูหยินทำไม นางบอกให้เจ้าเข้าห้องข้าได้โดยไม่ต้องไว้หน้านางอย่างนั้นหรือ?”


น้ำเสียงของเขาบ่งบอกชัดว่าหมดความ.อดทน หากไม่ใช่เพราะรับปากภรรยาเอาไว้ว่าจะให้ความร่วมมือแสดงละครด้วยละก็ เขาคงไล่สตรีผู้นี้ไปตั้งนานแล้ว


เว่ยอวี่กัดฟันแน่นอย่างกล้ำกลืน แม้เหอจิ่วเหนียงจะไม่ได้พูดเช่นนี้ตรงๆ แต่จากคำพูดทั้งหมดของนางก็หมายความว่าอย่างนี้ไม่ใช่หรือ ไม่อย่างนั้น เหตุใดถึงไม่ให้เหมยเสี้ยวมาแทนล่ะ


เห็นคนบนพื้นเงียบไป ลู่ไป่ชวนก็ไม่อยากเสียเวลาพูดกับนางอีก เขาปิดประตูใส่นางดังปังอย่างรุนแรง และคั่นกลอนประตูดังแกร๊ก


น้ำที่อาบวันนี้ รอพรุ่งนี้เช้าค่อยให้เสี่ยวเอ้อร์เข้ามาจัดการก็แล้วกัน


เห็นประตูปิดแน่นสนิทไปแล้ว เว่ยอวี่จึงหันมาสังเกตฝ่าเท้าของตัวเอง พบว่ามีรูเลือดเล็กๆหลายรู และข้างในรูมีหินก้อนเล็กๆฝังอยู่แน่น


เขาไม่มีไมตรีต่อนางเลยแม้แต่น้อย


ทันใดนั้นเว่ยอวี่รู้สึกเสียใจขึ้นมา วันนี้ทั้งวันนางดูแลเขาอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ทว่าเขาไม่เพียงไม่สนใจนางเท่านั้น ยังถึงขั้นทำร้ายร่างกายนางด้วย

 

จิตใจช่างโหดเหี้ยมยิ่งนัก…


แต่…นี่เป็นโอกาสที่คุณหนูมอบให้นาง นางไม่มีทางปล่อยให้หลุดมือไปเด็ดขาด


นี่เป็นโอกาสที่พวกนางทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกัน นางต้องทำให้ลู่ไป่ชวนยอมรับนางก่อนเดินทางถึงเมืองหลวงให้ได้ เช่นนี้คุณหนูจึงจะอนุญาตให้นางแต่งเข้าบ้านได้อย่างชอบธรรม


หากเหอจิ่วเหนียงรู้ว่าเว่ยอวี่คิดเช่นนี้อยู่ นางต้องปรบมือชื่นชมอีกฝ่ายเป็นแน่ ไม่รู้เหมือนกันว่าสตรีผู้นี้เอาความมั่นขนาดนี้มาจากไหน และยิ่งน่าใส่ใจว่าหมิงเจ๋อไปเจอคนประหลาดเช่นนี้ได้อย่างไร สุดยอดเลยจริงๆ

…….

กลางดึก


ลู่ไปชวนถูกปลุกให้ตื่นด้วยกลิ่นกำยานหอม.อบอวลชวนประหลาด


ใช่ หากเป็นคนอื่นคงหมดสติไปแล้ว แต่ลู่ไป่ชวนกลับตรงกันข้าม


ก่อนออกเดินทาง ภรรยาเตรียมยาให้เขาไว้หลายขวด ก่อนนอนคืนนี้ ลู่ไป่ชวนได้กินยาลูกกลอนแก้พิษไปเม็ดหนึ่ง ดังนั้นตอนนี้ฤทธิ์ของยาจึงช่วยเขาไว้ได้


เขายังคงนอนนิ่งๆอยู่บนเตียง ทว่าดวงตาลืมขึ้น หูคอยฟังเสียงงัดประตูห้องจากด้านนอกอย่างเงียบๆ


ในสภาพอากาศที่หิมะตกโปรยปรายไม่ขาดสาย เว่ยอวี่ที่งัดประตูห้องของลู่ไป่ชวนได้สำเร็จ กลับสวมเพียงชุดบางๆ เดินตัวสั่นเทาเข้ามาเพราะความหนาวเหน็บ แต่ถึงอย่างนั้น หญิงสาวก็ใจสู้


เนื่องจากเท้าได้รับบาดเจ็บ นางจึงเดินแบบกะเผลก


เดิมทีนางตั้งใจอยากจะค่อยๆสร้างความรู้สึกให้ก่อขึ้นในใจของเขา แต่ท่าทีของลู่ไป่ชวนเมื่อตอนค่ำทำให้นางต้องคิดใหม่ แทนที่จะเอาเวลาไปทำดีครั้งแล้วครั้งเล่า สู้รีบรวบหัวรวบหางเป็นสตรีของเขาไปเลยในครั้งเดียว เช่นนี้เขาก็ไม่อาจสลัดไปจากนางพ้นแล้ว


นางรู้ว่าลู่ไป่ชวนเป็นคนมีความรับผิดชอบสูง ไม่อย่างนั้นคงไม่รักษาตนดั่งหยกเพื่อเหอจิ่วเหนียงมานานหลายปีได้


ด้านลู่ไป่ชวน เขากำลังมองร่างที่เดินกะเผลกเข้ามาใกล้ตนเรื่อยๆผ่านม่านคลุมเตียง ในหัวของเขาพลันผุดคำหกคำขึ้น


‘กายพิการแต่ใจถึง’


เขาถอนหายใจออกมาเบาๆ 


หากความพยายามเช่นนี้นำไปใช้ในทางที่ถูกต้องก็คงจะดีไม่น้อย…


ตอนที่ 694: ขนมยัดไส้


เงาร่างเริ่มใกล้เข้ามาเรื่อยๆ…


จนกระทั่งหยุดอยู่ข้างเตียง


มือของเงาร่างนั้นยื่นเข้ามาหมายจะเปิดม่านคลุมเตียงออก


ลู่ไป่ชวนพลันดีดตัวขึ้นนั่ง แสงเย็นเยียบเป็นเส้นสว่างวาบขึ้นในความมืด ในชั่วพริบตา กระบี่ยาวก็ทาบลงที่ลำคอบอบบางของเว่ยอวี่


เว่ยอวี่คิดไม่ถึงว่าลู่ไป่ชวนจะยังมีสติแจ่มชัด นางรู้ว่าลู่ไป่ชวนไม่ใช่คนธรรมดา จึงตั้งใจใช้กำยานฤทธิ์แรงเป็นพิเศษ คิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าก็ยังใช้ไม่ได้ผลกับเขา


นางแค่คิดจะมาปฏิบัติภารกิจบนเตียงเท่านั้น จึงไม่ได้พกอาวุธใดติดตัวมาด้วย อีกทั้งขายังบาดเจ็บอยู่ จึงไม่อาจหลบเลี่ยงได้เลย


“นายท่าน นายท่านสาม ข้าเอง…”


นางกลืนน้ำลายเหนียวหนืดลงคอ สองมือกำลังสั่นไหว แต่ก็ไม่ลืมลอบสังเกตปฏิกิริยาของลู่ไป่ชวน


เห็นสีหน้าเขาปกติดีทุกอย่าง นางจึงรู้แล้วว่าเขาไม่ได้ถูกพิษ ท่าทางของเขาก็ไม่ได้กำลังฝืนต้านพิษอยู่เลยแม้แต่น้อย


ใจของนางร่วงหล่นทันที 


เป็นไปได้อย่างไร เห็นๆกันอยู่ว่ากลิ่นกำยานฟุ้งเต็มห้อง แม้แต่นางเองก็เริ่มรู้สึกร้อนผ่าวขึ้นมาแล้ว


ยาชนิดนี้ไม่มียาแก้ หากโดนเข้าแล้วต้องร่วมเสพกามเท่านั้นจึงจะหาย นางเตรียมแผนการทั้งหมดนี้เอาไว้นานแล้ว แต่เหตุใดลู่ไป่ชวนถึงไม่เป็นอะไรเลย


หรือจะเป็นเพราะพื้นฐานทางร่างกายของแต่ละคน?


“ท่านอาหมิงส่งแม่นางเว่ยอวี่มาก็เพราะเรื่องนี้อย่างนั้นหรือ?”


มุมปากลู่ไป่ชวนยกยิ้มเล็กน้อย ดูไม่ออกว่าเขากำลังโกรธหรือดีใจ แต่ที่แน่ๆ ในใจเว่ยอวี่ยามนี้กำลังเคร่งเครียดหนักหน่วง


“มะ…ไม่…ไม่ใช่เจ้าค่ะ…”


เว่ยอวี่ส่ายหน้า น้ำตาคลอ “นายท่านสาม ท่านเองก็รู้ว่าข้ามีใจให้ท่าน ท่านรู้ ข้า…ข้าก็แค่รักท่านมากเกินไปเท่านั้นเอง…”


แม้จะรู้ว่าท่านหัวหน้าหอก็มีเจตนาเช่นนี้ แต่นางไม่มีทางทรยศท่านหัวหน้าหอเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้น แม้แต่โอกาสมีชีวิตรอดของนางก็ต้องสูญเสียไปเป็นแน่


เดิมทีเว่ยอวี่คิดว่า ลู่ไป่ชวนจะฟังนางพูดให้จบก่อน แล้วค่อยตั้งใจอธิบายกับนางว่าเขามีครอบครัวแล้วเหมือนที่ผ่านมา ไม่นึกเลยว่าลู่ไป่ชวนจะไม่พูดพร่ำทำเพลง ไม่รู้ว่าคว้าเชือกมาจากไหน แล้วจับนางมัดทันที


“คำพูดพวกนั้นไม่ต้องพูดแล้ว เก็บเอาไว้อธิบายกับหมิงเจ๋อเถอะ”


กล่าวจบ ลู่ไป่ชวนก็จับร่างนางโยนออกไปนอกห้อง หลุบตาลงมองนางที่ขดตัวอยู่บนพื้นด้วยความเย็นชา


ร่างกายของเว่ยอวี่กำลังถูกพิษ ต่อให้ถูกมัดอยู่ แต่พิษในร่างกายก็ค่อยๆแพร่กระจายไปทั่วร่าง


ด้านนอกหิมะตกอย่างต่อเนื่อง แต่เว่ยอวี่ในชุดบางยั่วยวนกลับรู้สึกร้อนเร่า


นางนอนกลิ้งไปมาบนพื้นด้วยความทรมาน อยากจะหลุดพ้นพันธนาการจากเชือกนี้ แต่ลู่ไป่ชวนกลับไม่แม้แต่ปรายตา.มองนางเลยแม้แต่น้อย


เขารับปากภรรยาเอาไว้ว่าจะเล่นละครไปกับนาง แต่นี่เพิ่งจะวันแรก นางก็อดใจไม่ไหวแล้ว ลู่ไป่ชวนหมดความ.อดทน จับตัวนางส่งให้หมิงเจ๋อเลยดีกว่า เพื่อไม่ให้ภรรยาต้องมาเสียเวลาลงมือเอง


ภรรยาพูดถูก นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเพราะเขา ดังนั้นเขาก็ควรจัดการเอง และตอนนี้เขาก็จับนางมัดเอาไว้แล้ว ถึงเวลาก็โยนนางลงตรงหน้าหมิงเจ๋อ และให้หมิงเจ๋ออธิบายกับเขา


พักหลังมานี้ เขาเอาแต่มองหมิงเจ๋อในด้านที่เขาดีต่อเจียงรั่วหย่า เป็นสามีที่หาได้ยากคนหนึ่ง จนเกือบลืมนิสัยที่แท้จริงของคนผู้นี้ไปแล้ว


หอเชียนฟานเป็นหน่วยข่าวกรองอันดับต้นๆของเป่ยเหยียน แม้แต่ราชสำนักมีเรื่องอะไรก็ต้องไปหาข่าวจากหอเชียนฟาน หมิงเจ๋อในฐานะผู้ก่อตั้งหอเชียนฟาน จะเป็นคนดีได้อย่างไร


หมิงเจ๋อมีด้านดีอยู่บ้างก็จริง แต่ความดีทั้งหมดนั้นเขามอบให้เจียงรั่วหย่าไปแล้ว ส่วนกับคนอื่น คนผู้นี้เปี่ยมไปด้วยความร้ายกาจ


ภรรยาของเขาเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของเจียงรั่วหย่า หมิงเจ๋อรักเจียงรั่วหย่า ย่อมมองภรรยาเขาเสมือนลูกในไส้อยู่แล้ว หากภรรยาอยู่กับเขาตลอด หอเชียนฟานก็จะไร้ผู้สืบทอด แต่หากภรรยาเขาหันไปเลือกลูกน้องฝีมือดีในหอเชียนฟานมาเป็นสามี หอเชียนฟานก็จะมีผู้สืบทอดต่อไป


กอปรกับทั้งๆที่รู้ว่าเว่ยอวี่มีใจให้เขา หมิงเจ๋อก็ยังจะส่งนางมาหาเขา เจตนาชัดเจนว่าต้องการทำลายความสัมพันธ์ของพวกเขาสามีภรรยา เช่นนี้จึงจะปูทางให้เหอจิ่วเหนียงเลือกบุตรเขยในอนาคตใหม่ได้


เขาเพิ่งจะไตร่ตรองเรื่องนี้ได้อย่างกระจ่างก็ในระหว่างเดินทางวันนี้ หมิงเจ๋อทำใจลงมือกับเว่ยอวี่ไม่ได้ จึงใช้เว่ยอวี่เป็นหมากตัวหนึ่งในกระดานนี้


ต้องบอกเลยว่า คนผู้นี้โหดเหี้ยมไม่น้อย


ที่ผ่านมา หมิงเจ๋อมีความรักที่มั่นคงอย่างสุดซึ้งต่อเจียงรั่วหย่า แทบจะเรียกได้ว่าขอสิ่งใดก็ไม่เคยปฏิเสธเลยก็ว่าได้ ยิ่งไปกว่านั้น ตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ปกป้องเจียงรั่วหย่าเป็นอย่างดี พวกเขาจึงถูกกล่อมเกลาไปโดยไม่รู้ตัวว่าเขาเป็นคนดี ตอนนี้เพิ่งจะตระหนักได้ว่าแท้จริงแล้วก็เป็นแค่ขนมยัดไส้เท่านั้น 


แท้จริงแล้วเขาใจดำยิ่งกว่าใคร!


แน่นอนว่าความโหดร้ายของหมิงเจ๋อมุ่งเป้ามาที่เขาโดยเฉพาะ ส่วนกับภรรยาเขา อีกฝ่ายยังมีความรักความเอ็นดูอยู่


ลู่ไป่ชวนถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ รู้สึกขมขื่นใจจริงๆ


ตอนที่เขาทำภารกิจอยู่ข้างนอก ท่านพ่อท่านแม่ก็อยากหาสามีใหม่ให้ภรรยาเขา ตอนนี้เขากลับมาแล้ว ท่านแม่ก็ยังเอาแต่พูดอยู่ทุกวันว่าหากทำหน้าที่สามีไม่ได้ก็ออกจากบ้านไปซะ เท่านั้นไม่พอ นี่ยังจะมีพ่อตาในนามใจร้ายใจดำอยากกำจัดเขาอีกคน 


เขาไม่ดีพอถึงเพียงนั้นเลยหรือ เอาไปอวดใครไม่ได้เลยหรือ?


เมื่อคิดถึงตรงนี้สีหน้าของลู่ไป่ชวนก็เย็นชาลงเล็กน้อย ปรายตามองเว่ยอวี่ พลางกล่าว “คืนนี้ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะเจ้าทำตัวเอง หากเจ้าสามารถมีชีวิตรอดไปถึงเช้าวันพรุ่งนี้ได้ ข้าจะพาเจ้าไปเมืองหลวง จะส่งตัวเจ้ากลับไปด้วยตัวเอง หากเจ้าโชคร้ายเอาชีวิตไม่รอด ข้าก็จะบอกให้หมิงเจ๋อส่งคนมารับศพเจ้า”


กล่าวจบ เสียงปิดประตู *ปัง!* ดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงคั่นกลอน


อากาศหนาวปานนี้ ถูกยาปลุกกำหนัดไม่พอ ยังต้องนอนอยู่ข้างนอกท่ามกลางความหนาวเหน็บไปไหนไม่ได้ทั้งคืนเช่นนี้ หากไม่ตายก็สาหัสเอาการ


เป็นสายลับอยู่ข้างนอกมานานหลายปี ลู่ไป่ชวนพูดได้เต็มปากว่าตนก็ไม่ใช่คนดีมีเมตตาอะไร กับเว่ยอวี่ ตลอดเวลาที่ผ่านมาเขาให้เกียรติและรักษาระยะห่างกับนางอย่างตั้งใจ แต่คิดไม่ถึงว่านางจะกำแหงได้ขนาดนี้ ตอนนี้ถึงขั้นเข้ามาในบ้านเขา เท่านั้นไม่พอ นางยังถึงขั้นกล้าวางยาเขาด้วย ครั้งนี้เกินขอบเขตที่เขาจะอดทนได้แล้ว เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก


ส่วนทางด้านหมิงเจ๋อ เขาต้องไปพบอีกฝ่ายสักหน่อย อย่างน้อยก็ต้องแสดงท่าทีของตัวเองออกมาให้หมิงเจ๋อได้รู้บ้างว่า เขาไม่ใช่คนที่จะมาล่วงเกินได้ง่ายๆ


เว่ยอวี่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าลู่ไป่ชวนจะโหดร้ายกับตนได้ถึงขนาดนี้ นางยังคิดด้วยซ้ำว่า ต่อให้เขาไม่ถูกพิษ แต่เห็นนางทรมานทุรนทุรายอยู่ตรงหน้าเช่นนี้ เขาก็น่าจะยอมช่วยนางบ้าง


คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าลู่ไป่ชวนจะทิ้งนางไว้เช่นนี้ได้ลง ความรู้สึกเจ็บปวดใจรุนแรงเพียงนี้ นางจะรับไหวได้อย่างไร


ลมหนาวด้านนอกพัดกระทบผิวกายจนเสียดแทงเข้ากระดูก ทว่าในร่างกายกลับเร่าร้อนราวกับเปลวไฟกำลังแผดเผา ร่างกายคับแน่นแทบทนไม่ไหว ราวกับจะระเบิดได้ทุกเมื่อก็มิปาน


ปากของนางถูกพันธนาการด้วยเชือก จึงไม่สามารถกรีดร้องสุดเสียงได้ ทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้ออกมาจากลำคอเท่านั้น หวังว่าคนอื่นจะได้ยินเสียงนาง


ในโรงเตี๊ยมมีคนคอยเฝ้าอยู่ เมื่อได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวทางด้านนี้จึงมีคนรีบมาดูทันที พบว่าเว่ยอวี่ถูกมัดไว้และกำลังเกลือกกลิ้งอยู่บนพื้น เนื่องจากนางพยายามดิ้นอยู่ตลอด ชุดบางๆบนเรือนร่างจึงแทบไม่สามารถปกปิดร่างกายได้แล้ว


เสี่ยวเอ้อร์สองคนเห็นภาพนี้ก็ตกใจจนตาค้าง …นายท่านด้านในผู้นั้นดูจะมีรสนิยมที่น่าทึ่งมากจริงๆ!


เว่ยอวี่ในฐานะสาวงามอันดับหนึ่งแห่งหอเฟิงอวิ้น รูปร่างหน้าตาจึงไม่ธรรมดา ท่วงท่าก็งดงามชดช้อย ยิ่งตอนนี้ถูกยาปลุกกำหนัดกระตุ้น นางจึงดูยั่วสวาทเป็นพิเศษ ทันใดนั้นเสี่ยวเอ้อร์ทั้งสองก็รู้สึกร้อนวูบวาบ


“อ้วย…อ้วย…” (ช่วยด้วย)


เว่ยอวี่ถูกรัดปากจึงพูดจาอู้อี้ฟังไม่ชัด แต่เสี่ยวเอ้อร์ทั้งสองก็เข้าใจได้ว่านางพูดสิ่งใด


ทั้งสองหันสบตากัน ต่างฝ่ายต่างเห็นอารมณ์อันเร่าร้อนที่แผ่ออกมาจากแววตาของกันและกัน แต่เพราะพวกเขาเห็นว่าสตรีผู้นี้เป็นคนของลู่ไป่ชวน จึงยังไม่กล้าแตะต้อง


เว่ยอวี่เริ่มควบคุมสติตัวเองไม่อยู่ไปทุกขณะ ไม่สามารถรับรู้สิ่งใดได้มากแล้ว พยายามคลานไปหาคนทั้งสอง แววตาปรือปรอยแสดงเจตนาชัดเจน


ทั้งสองกลืนน้ำลายพร้อมกัน พยักหน้าให้กันเบาๆ และช่วยกันแบกนางไปตอบสนองความต้องการ


นายท่านที่อยู่ด้านในต้องรู้อยู่แล้ว แต่กลับทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น เช่นนี้หมายความว่าอนุญาตพวกเขาไปโดยปริยาย พวกเขาทั้งสองได้เจอของดีเช่นนี้ยามดึก จะพลาดไปได้อย่างไรกันล่ะ


ตอนที่ 695: โปรดฮูหยินตัดสินให้ด้วย


ลู่ไป่ชวนรู้ว่าเกิดอะไรขึ้นด้านนอก แต่เขาเลือกที่จะเมินเฉย


ทุกอย่างที่เกิดขึ้น เป็นเพราะเว่ยอวี่ทำตัวเอง ไม่เกี่ยวอะไรกับเขา


เขาพูดจนปากเปียกปากแฉะแล้วแต่นางไม่ฟัง แล้วเขาจะทำอะไรได้อีก


เมื่อรู้ว่าเว่ยอวี่ถูกพาตัวไปแล้ว ลู่ไป่ชวนก็พลันคลายความรู้สึกหวาดระแวงลงไปได้ในที่สุด คืนนี้เขาสามารถนอนหลับได้อย่างไร้กังวลแล้ว พักผ่อนให้เต็มที่ พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางต่อ

……..

เช้าวันต่อมา


ลู่ไป่ชวนล้างตาล้างตาเสร็จ เมื่อออกมาจากห้องก็พบเว่ยอวี่นอนหมดสติอยู่หน้าห้อง เชือกที่มัดร่างของนางยังไม่ถูกปลดออก ผิวพรรณที่เผยออกมานอกร่มผ้าเต็มไปด้วยร่องรอยชวนสงสัยอย่างเห็นได้ชัด


ชายหนุ่มเพียงเหลือบมองผ่านๆ จากนั้นสั่งให้เสี่ยวเอ้อร์นำผ้าห่มมาคลุมให้นางแล้วช่วยโยนขึ้นหลังม้าอีกตัว รอเขากินมื้อเช้าเสร็จก็ออกเดินทาง

…….

เว่ยอวี่ตื่นเพราะได้รับแรงสั่นสะเทือน บัดนี้ร่างกายของนางถูกห่อหุ้มด้วยผ้า จึงไม่ได้รู้สึกหนาวนัก แต่ก็รู้สึกไม่สบายตัวเท่าไรเพราะแรงกระแทกในตอนนี้ บวกกับเมื่อคืนถูกยาปลุกกำหนัด แล้วยังโดน…


เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางก็ค่อยๆได้สติกลับมา หญิงสาวกวาดตามองภาพตรงหน้าด้วยความมึนงง และพบว่าลู่ไป่ชวนกำลังดึงบังเหียนม้าของตัวเองด้วยมือหนึ่ง ส่วนมืออีกข้างดึงบังเหียนม้าของนางไว้ กำลังเดินทางด้วยความเร่งรีบ


หวนทบทวนเรื่องราวเมื่อคืน ความโศกเศร้าเจ็บปวดก็พลันปะทุขึ้นในอกหญิงสาว สุดท้ายก็ไม่อาจกลั้นน้ำตาเอาไว้ได้


เว่ยอวี่อ้าปากเอ่ยขึ้นอย่างสิ้นหวังระคนคับแค้นใจ น้ำเสียงแหบพร่า “ลู่ไป่ชวน ท่านช่างโหดร้ายต่อข้ายิ่งนัก!”


เห็นๆกันอยู่ว่าคุณหนูตั้งใจให้นางอยู่ข้างกายเขา เขารับนางเป็นอนุเสียมันจะเป็นอะไรไป เหตุใดต้องทำกับนางถึงเพียงนี้ด้วย!


ลู่ไป่ชวนไม่อยากสนใจนางจึงทำเป็นไม่ได้ยิน เพียงง้างแส้ฟาดหลังม้าให้เร่งความเร็วขึ้นกว่าเดิม


ลมหนาวเย็นสะท้านเสียดแทงกระดูก หากเว่ยอวี่ไม่ไปยั่วให้ภรรยาเขาต้องโกรธ ลู่ไป่ชวนก็คงไม่ต้องมาใจร้ายกับนางเช่นนี้


หากไม่หยุดพักเลย ใช้เวลาสามวันสามคืนติดต่อกันก็เดินทางถึงเมืองหลวงแล้ว แต่ลู่ไป่ชวนต้องนอนพักที่โรงเตี๊ยม ทั้งยังต้องพาตัวภาระเดินทางมาด้วย ดังนั้นการเดินทางในครั้งนี้จึงใช้เวลาไปกว่าเจ็ดวัน


ตลอดเจ็ดวันนี้ ลู่ไป่ชวนกดจุดลมปราณของเว่ยอวี่ไว้เพื่อไม่ให้นางหนีไปไหนได้ เมื่อเข้าพักในโรงเตี๊ยม เขาก็จะส่งนางให้เสี่ยวเอ้อร์เป็นคนดูแล ทั้งเรื่องการกิน การนอน และธุระส่วนตัวของนาง


พวกเสี่ยวเอ้อร์เห็นสภาพของเว่ยอวี่ก็คิดว่านางเป็นนักโทษ หากแต่ร่องรอยชวนสงสัยตามเรือนร่างของนางนั้นกลับทำให้พวกเขาบังเกิดความคิดที่ไม่ดีบางอย่างขึ้น ดังนั้น ตลอดหลายวันนี้ ลับหลังลู่ไป่ชวน เว่ยอวี่จึงถูกเสี่ยวเอ้อร์ของแต่ละโรงเตี๊ยมฝากรอยไว้บนเรือนร่างไปเท่าไรแล้วก็ไม่อาจนับได้


อย่างไรก็ตาม ในเจ็ดวันนี้ ในที่สุดก็ทำให้ความรักที่เว่ยอวี่มีต่อลู่ไป่ชวนมาโดยตลอดพังทลายลงไปจนหมดสิ้น คนผู้นี้พอถึงคราวโหดเหี้ยมแล้วช่างน่ากลัวยิ่งนัก


แต่พูดก็พูดเถอะ แค่นางรักเขามันผิดตรงไหน


เหตุใดเขาถึงใจร้ายกับนางเพียงนี้ ทำลายชีวิตนางทั้งชีวิต ทั้งยังถูลู่ถูกังพานางกลับไปโดยที่ไม่รักษาหน้านางเลย


นางทำภารกิจไม่สำเร็จไม่พอ ระหว่างทางยังต้องพบเจอเรื่องน่าขยะแขยงอีก หากเรื่องราวแพร่ออกไป ด้วยนิสัยของท่านหัวหน้าหอแล้ว นางไม่รู้เลยว่าจะต้องถูกลงโทษเช่นไร


แต่ไม่ว่าจะถูกลงโทษอย่างไรก็ช่าง ขอเพียงท่านหัวหน้าหอไม่ไล่นางออกก็พอแล้ว


ลู่ไป่ชวนเดินทางมาถึงเมืองหลวงในยามเที่ยงในวันที่เจ็ดของการเดินทาง ก่อนหน้านี้ได้ส่งจดหมายมาแจ้งที่เมืองหลวงแล้ว จึงมีคนมารอรับห่างจากนอกเมืองสองลี้


ตรงนี้ไม่มีคนอื่น ล้วนเป็นคนกันเองทั้งนั้น มีเรื่องอะไรก็สั่งการได้สะดวก


คนที่มารอรับคือคนบังคับรถม้าประจำจวนของที่นี่ เขานำรถม้ามาด้วยหนึ่งคันพร้อมกับจดหมายหนึ่งฉบับ


เนื้อหาในจดหมายเป็นแผนที่ที่อยู่ของหมิงเจ๋อกับเจียงรั่วหย่าในเมืองหลวง ซึ่งลู่ไป่ชวนให้คนไปสืบมาก่อนหน้านี้ หลังจากเปิดดูแล้ว ชายหนุ่มก็พับจดหมายเก็บไว้ในอกเสื้อ


“นายท่าน เรากลับจวนกันก่อนหรือไม่ขอรับ?”


คนบังคับรถม้าเมื่อได้พบเจ้านายก็เอาอกเอาใจเป็นพิเศษ


แม้เจ้านายแค่กลับไปฉลองปีใหม่ไม่นาน แต่เขากลับรู้สึกว่าไม่ได้พบกันนานแล้ว


“ยังก่อน เอาตัวนางขึ้นรถม้า จัดการธุระให้เสร็จก่อนแล้วค่อยกลับ”


เดินทางมาไกลเพียงนี้ ลู่ไป่ชวนรู้สึกเหนื่อยจริงๆ แต่เขาไม่อยากพาสตรีผู้นี้เข้าจวนของตัวเองเพราะกลัวจะเป็นเคราะห์ร้าย ดังนั้นจึงต้องพานางไปส่งให้เจ้านายของนางก่อน


คนบังคับรถม้าไม่ได้คัดค้านแต่อย่างใด ทำหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย สองนายบ่าวมุ่งหน้าเข้าเมืองไปพร้อมกัน


เว่ยอวี่พยายามดิ้นรนอย่างอ่อนแรง นางจะถูกส่งตัวกลับไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นท่านหัวหน้าหอต้องลงโทษนางแน่


แต่นางถูกกดจุดลมปราณ ทั้งยังถูกมัดตัวไว้ และไม่รู้ว่าลู่ไป่ชวนวางยานางด้วยหรือไม่ ร่างกายนางถึงได้ไม่มีเรี่ยวแรงเลยแม้แต่น้อย ตอนนี้อย่าว่าแต่หนีเลย แม้แต่กับคนบังคับรถม้าไร้วรยุทธ์ผู้นี้นางก็สู้ไม่ได้


นางอยากคุกเข่าขอร้องอ้อนวอนลู่ไป่ชวน ให้เขาปล่อยนางไปสักครั้ง แต่ลู่ไป่ชวนไม่ให้โอกาสนางแม้แต่ได้เอ่ยปากพูด เขาไม่อยากได้ยินเสียงนางให้รำคาญหู


ไม่นานทั้งสามก็มาถึงที่อยู่ของหมิงเจ๋อ บ่าวรับใช้เฝ้าประตูเข้าไปแจ้ง จากนั้นก็มีคนมาเชิญพวกเขาเข้าไป


คนบังคับรถม้าลากตัวเว่ยอวี่เดินตามหลังลู่ไป่ชวนเข้าไปด้านใน


คนที่นำทางจำได้ว่าเป็นเว่ยอวี่ เขามองสภาพนางด้วยสีหน้าย่ำแย่อย่างมาก อยากจะเอ่ยบางอย่างแต่ก็ข่มกลั้นเอาไว้


ลู่ไป่ชวนมาขอพบเจียงรั่วหย่า เห็นได้ชัดว่ามาฟ้อง


วันนี้หมิงเจ๋อออกไปข้างนอกพอดี ในเมื่อตัดสินใจจะมาสร้างความเจริญก้าวหน้าที่เมืองหลวงแล้ว กิจการในมือของหมิงเจ๋อก็ต้องกลับมาตั้งฐานอยู่ที่นี่ ช่วงนี้เขาจึงออกไปตรวจตราข้างนอกด้วยตัวเองทุกวัน


พอเจียงรั่วหย่ารู้ว่าลู่ไป่ชวนมาถึงเมืองหลวงก็มาเยี่ยมนางทันที ในใจก็รู้สึกดีใจมาก


ทว่าเมื่อได้พบหน้านางก็ต้องตกใจ ด้วยคิดไม่ถึงว่าจะเห็นลู่ไป่ชวนในสภาพเนื้อตัวคลุกฝุ่นเช่นนี้ ทั้งยังมีเว่ยอวี่ที่ถูกมัดไว้ในสภาพร่อแร่อีก


“นะ…นี่…นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”


เจียงรั่วหย่าเห็นภาพนี้ก็รู้สึกแปลกใจ


“โปรดฮูหยินตัดสินให้ด้วย!”


ลู่ไป่ชวนไม่พูดอย่างอื่น คุกเข่าต่อหน้าเจียงรั่วหย่าทันที


เจียงรั่วหย่ารีบเข้าไปประคองเขาให้ลุกขึ้น แม้ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่สามารถทำให้ลู่ไป่ชวนคุกเข่าขอร้องนางได้เช่นนี้ ต้องไม่ใช่เรื่องเล็กแน่นอน


นางตั้งสติ และเอ่ยถามอีกครั้ง “เกิดอะไรขึ้นกับจิ่วเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ?”


เจียงรั่วหย่าร้อนใจมาก จึงหลุดปากออกไปโดยไม่ทันได้คิด แต่ถึงแม้ตอนนี้เจียงรั่วหย่ากับเหอจิ่วเหนียงจะยังไม่ได้เปิดเผยความสัมพันธ์แม่ลูกกัน เจียงรั่วหย่าและลู่ไป่ชวนต่างรู้ดีถึงความสัมพันธ์นี้


ลู่ไป่ชวนกล่าว “ตอนนี้จิ่วเอ๋อร์ไม่ได้เป็นอะไรขอรับ แต่หากวันนี้ฮูหยินไม่ตัดสินให้ ก็ไม่แน่ขอรับ”


คำพูดนี้ทำให้ใจของเจียงรั่วหย่าเต้นระส่ำ นางคาดคั้นอย่างร้อนใจ “ตกลงมันเกิดเรื่องอะไรขึ้นแน่ เจ้ารีบบอกมาเร็วเข้า!”


คนข้างๆเห็นเหตุการณ์ก็ร้อนใจตามไปด้วย ใต้เท้าลู่ก็ช่างเจ้าเล่ห์จริงๆ การกระทำของเขาไม่เป็นผลดีต่อท่านหัวหน้าหอเลย เขาต้องรีบส่งคนไปแจ้งเรื่องนี้กับท่านหัวหน้าหอตอนนี้ ให้เขารีบกลับมา


ลู่ไป่ชวนเอ่ยคำพูดที่เตรียมมา “เชื่อว่าฮูหยินเองก็รู้จักคนผู้นี้” เขาชี้ไปที่เว่ยอวี่ “ตอนที่ฮูหยินกับหัวหน้าหอเดินทางมาเมืองหลวง หัวหน้าหอได้ส่งนางไปที่บ้านข้า บอกว่าให้มาคุ้มกันความปลอดภัยให้กับจิ่วเอ๋อร์”


เจียงรั่วหย่าได้ฟัง ก็มองหน้าเว่ยอวี่อย่างละเอียดจนจำนางได้ จึงพยักหน้าตอบ


แต่นางไม่รู้เรื่องที่หมิงเจ๋อส่งคนไปคุ้มกันเหอจิ่วเหนียง ในใจพลันรู้สึกได้ถึงความแปลกบางอย่างจากการกระทำของสามี ยิ่งเห็นเว่ยอวี่ในสภาพจะตายมิตายแหล่เช่นนี้ นางก็ยิ่งรู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาอย่างที่คิด


“เจ้ารีบเล่าต่อสิ!”


สัญชาตญาณของนางบอกว่า หมิงเจ๋อทำไปด้วยความหวังดี แต่ผลลัพธ์ออกมาไม่เป็นอย่างที่คิดก็เท่านั้น และดูจากท่าทางของลู่ไป่ชวน นางรู้สึกว่าอาจมีความเข้าใจผิดกันบางอย่างเกิดขึ้น แต่เป็นเรื่องอะไรยังไม่แน่ใจ


ที่สำคัญ ลู่ไป่ชวนมักจะเรียกนางว่าป้าเจียง และเรียกหมิงเจ๋อว่าท่านอาหมิงตามเหอจิ่วเหนียง ทว่าวันนี้เขากลับเรียกพวกนางว่าฮูหยินและหัวหน้าหอ เห็นได้ชัดว่าลดความสนิทสนมลงไป สิ่งนี้ทำให้นางรู้สึกกังวลใจยิ่งนัก


นางยังไม่ทันได้สร้างความสัมพันธ์ในฐานะแม่ลูกกับเหอจิ่วเหนียงเลย เดิมทีก็รู้สึกผิดอยู่แล้ว หากมาเกิดปัญหาขัดแย้งกันในตอนนี้ นางต้องรับไม่ได้เป็นแน่


ลู่ไป่ชวนสูดลมหายใจลึกเข้าปอด และค่อยๆเล่าเรื่องราวทุกอย่างให้นางฟัง


ตอนที่ 696: เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตเขา


“จะว่าไปก็ช่างบังเอิญขอรับ หลายปีที่ผ่านมานี้ข้าทำงานให้กับองค์รัชทายาท มีโอกาสได้ร่วมงานกับหอเชียนฟานมาหลายครั้ง ข้ากับแม่นางเว่ยอวี่ถือว่าเป็นคนรู้จักกันมานาน แต่ก็เพียงแค่เรื่องงานเท่านั้น ปีก่อนข้าอยากสืบข่าวของครอบครัว ก็เลยไปขอให้แม่นางเว่ยอวี่ช่วย นางบอกข้าว่ามีใจให้ข้า ตอนนั้นข้าก็บอกกับนางไปชัดเจนแล้วว่าข้ามีครอบครัวแล้ว หลังจากนั้นเราก็ไม่ได้ติดต่อกันอีก เวลาผ่านไปเนิ่นนาน คิดไม่ถึงว่าจะมาพบนางอีกครั้งที่หอน้ำชาในจิงโจว


ท่านหัวหน้าหอเป็นคนดูแลหอเชียนฟาน ไม่น่าจะไม่รู้ถึงความคิดของลูกน้องตัวเอง แต่ทั้งๆที่รู้ว่าแม่นางเว่ยอวี่คิดเช่นไรกับข้า ก็ยังจะส่งนางมาอยู่ข้างกายจิ่วเอ๋อร์อีก ปากบอกว่ามาคุ้มกันความปลอดภัยให้จิ่วเอ๋อร์ แต่ความจริงมาจับตาดูต่างหาก ยามที่ข้าสนทนากับจิ่วเอ๋อร์นางก็จงใจเข้ามาสอด ข้าเห็นว่าอีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางมารับตำแหน่งที่เมืองหลวงคนเดียว ช่วงเวลาระหว่างนั้นข้าก็อยากอยู่กับภรรยาสองต่อสองให้มากๆหน่อย แต่นางก็คอยหาโอกาสเข้ามาแทรกอยู่ตลอด


ข้ามองว่า ในฐานะลูกน้อง หากไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้านาย จะกล้าทำเรื่องเกินขอบเขตเช่นนี้ได้อย่างไร


ตอนข้าออกเดินทาง จิ่วเอ๋อร์ไม่รู้ว่าแม่นางเว่ยอวี่คิดต่อข้าเช่นไร จิ่วเอ๋อร์จึงให้นางตามมาคุ้มกันข้าระหว่างทาง แต่ปรากฏว่านอนที่โรงเตี๊ยมคืนแรก นางก็ลงมือวางยาข้าแล้ว…


ฮูหยิน ข้ากับจิ่วเอ๋อร์เห็นแก่ที่นางเป็นคนที่ท่านหัวหอส่งไป จึงไม่อยากพูดอะไรมากนัก แต่เรียนตามตรง การปรากฏตัวของนาง ส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างสามีภรรยาของข้ากับจิ่วเอ๋อร์ ในคืนนั้นหากข้าไม่ได้ระวังตัว คาดว่าตอนนี้นางคงมีสามีคนเดียวกับจิ่วเอ๋อร์ไปแล้ว หัวหน้าหอส่งคนมาคุ้มกันพวกเรานับว่าเป็นเรื่องดี แต่ไม่จำเป็นต้องเอาใจใส่ถึงเรื่องบนเตียงกระมัง


ข้ากับจิ่วเอ๋อร์เราจากกันไปนานหลายปี จิ่วเอ๋อร์ต้องดูแลลูกคนเดียว หลายปีที่ผ่านมานี้ไม่ง่ายสำหรับนางเลย กว่าจะได้เจอกัน กว่าจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมันไม่ใช่เรื่องง่ายจริงๆ แม้แต่หัวใจของข้า ข้าก็อยากควักออกมาให้จิ่วเอ๋อร์ แล้วข้าจะทำเรื่องน่าขยะแขยงเช่นนั้นลับหลังนางได้อย่างไรกัน


หัวหน้าหอส่งคนไปคุ้มกันนับว่าเป็นความปรารถนาดี แต่พวกเราไม่อาจรับไหวจริงๆ โปรดฮูหยินรับคนผู้นี้กลับไปด้วยขอรับ!”


ลู่ไป่ชวนระบายความอึดอัดใจทั้งหมดออกมารวดเดียว มีความรู้สึกจริงอยู่สามส่วน การแสดงเจ็ดส่วน ส่วนใหญ่เป็นเสียงสะอึกสะอื้นของเขา


ใช่ เขาทำเสียงสะอึกสะอื้นประกอบคำอธิบายด้วย!


แม่ทัพใหญ่สะอื้นฮักราวกับเจ็บปวดเหลือคณนา ทำให้คนมองรู้สึกว่า ความรู้สึกของเขาแตกสลายอย่างหนัก จึงถึงกับร้องไห้ตัวโยน


คนบังคับรถม้ามองเหตุการณ์ตรงหน้าด้วยความเหลือเชื่อจนเบิกตาค้าง นายท่านสามเป็นแม่ทัพผู้แข็งแกร่ง คิดไม่ถึงเลยว่าจะมีมุมอ่อนแอเช่นนี้เหมือนกัน สตรีผู้นี้ทำอะไรกันแน่ เจ้านายของเขาถึงได้ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้


เจียงรั่วหย่าถึงกับตกตะลึงไป นางไม่รู้เรื่องพวกนี้มาก่อนเลย!


แต่ถึงจะไม่รู้ ในฐานะผู้หญิงด้วยกัน การที่จู่ๆมีผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ทะเยอทะยานอยากเข้ามาอยู่ข้างกายสามีตัวเอง นางเข้าใจความรู้สึกนี้ดี


จิ่วเอ๋อร์เป็นบุตรสาวของนาง นางหวังแค่ให้จิ่วเอ๋อร์มีชีวิตที่อยู่ดีมีสุข ไม่อยากให้ต้องเผชิญกับปัญหาทุกข์ใจพวกนั้น


และสิ่งที่นางไม่อยากจะเชื่อเลยก็คือ ปัญหาทุกข์ใจพวกนี้ เป็นสิ่งที่สามี—ผู้ที่รักนางอย่างสุดหัวใจเป็นคนสร้างขึ้น!


ใช้ชีวิตร่วมกันมานานหลายปี เจียงรั่วหย่าย่อมรู้ว่าหมิงเจ๋อเป็นคนเช่นไร ดังนั้นเรื่องที่ลู่ไป่ชวนเล่าให้นางฟังเหล่านี้ นางไม่กังขาเลยแม้แต่น้อยว่าลู่ไป่ชวนจะโกหก


อย่างน้อยเขาก็มาพบนางอย่างเปิดเผย ไม่น่าจะโกหก


“เรื่องที่เจ้าพูดมาข้ารับรู้แล้ว เจ้ากลับไปก่อนเถอะ ข้ามีคำอธิบายให้เจ้าแน่นอน”


ปฏิกิริยาของเจียงรั่วหย่าสงบนิ่งและใจเย็นมาก แต่คนที่รู้จักนางดี จะรู้ดีว่าอาการเช่นนี้หมายความว่า นางโกรธมากแล้ว โดยเฉพาะหลิงเยว่กับหลิงเสวี่ย ตอนนี้ทั้งสองเริ่มรู้สึกเป็นห่วงหัวหน้าหอขึ้นมาตงิดๆ

……..

ทางด้านหมิงเจ๋อ ทันทีที่ได้รู้ข่าวเขาก็รีบกลับมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก คิดไม่ถึงว่าเว่ยอวี่จะไม่ได้เรื่องถึงเพียงนี้ ส่วนลู่ไป่ชวนนั่นก็ช่างใจดำเหลือเกิน!


มีเรื่องอะไรก็มาคุยกับเขาตรงๆไม่ได้รึอย่างไร เหตุใดต้องไปฟ้องภรรยาเขาด้วย!


ฮูหยินตามหาบุตรสาวมานานหลายปี นางรักบุตรสาวมาก หากรู้ว่าเขาแอบทำลายความสัมพันธ์คู่รักของบุตรสาวนางลับหลังเช่นนี้ เขาต้องไม่ตายดีเป็นแน่แท้หรอกหรือ!


จบเห่แล้ว จบเห่แน่ๆ…


“ระหว่างเดินทางมันเกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงไม่มีคนตามไปด้วย?”


เขาถามลูกน้องด้วยความหัวเสีย ลูกน้องเม้มริมฝีปากอย่างประหม่า ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยความกล้าๆกลัวๆ “ท่านหัวหน้าหอเป็นคนบอกเองว่าให้เว่ยอวี่จัดการได้ตามอิสระ ไม่ต้องให้ใครตามไปขอรับ”

หมิงเจ๋อ “…”


นี่เป็นการตัดสินใจที่ผิดพลาดที่สุดในชีวิตของเขาเลย!


แต่จะโทษเขาเสียทีเดียวก็ไม่ถูก ที่ผ่านมาเว่ยอวี่เป็นคนที่ทำงานไว้ใจได้มาตลอด ตลอดมาก็ไม่พบปัญหาอะไร อีกอย่าง นี่เป็นโอกาสที่ให้เว่ยอวี่พัฒนาความสัมพันธ์กับลู่ไป่ชวน เขามองว่าการส่งคนลอบติดตามไปด้วยน้้นไม่เหมาะสม จึงคิดว่าปล่อยไปตามนี้ก่อน หลังจากพวกเขามาถึงเมืองหลวงแล้วค่อยติดต่อกันอีกที แต่คิดไม่ถึงว่าเว่ยอวี่จะถูกจัดการระหว่างทาง


ถูกจัดการระหว่างทางไม่พอ นางยังถูกมัดตัวพามาส่งถึงที่อีกด้วย หมิงเจ๋อรู้สึกความดันขึ้นสูงจนปวดหัวตุบๆ


เขารีบกลับจวนอย่างรีบร้อน ส่วนลู่ไป่ชวนฟ้องเสร็จก็กลับไปแล้ว ไม่ได้อยู่นานนัก


หมิงเจ๋อส่งเว่ยอวี่มาเพื่อจงใจทำให้เขาอึดอัด เขาก็ส่งเว่ยอวี่กลับมาเพื่อทำให้หมิงเจ๋ออึดอัดเช่นกัน ตอบโต้ด้วยวิธีเดียวกัน ดูซิว่าใครจะอึดอัดกว่ากัน!


ภายในเรือนบรรยากาศเงียบสงัด เหล่าสาวใช้หวาดหวั่นจนแทบไม่กล้าหายใจ เมื่อเห็นหมิงเจ๋อกลับมา แต่ละคนก็ส่งสายตาเห็นอกเห็นใจเขา 


บ่าวคนหนึ่งที่อยู่ใกล้ๆ แอบกระซิบเตือน “ท่านหัวหน้าหอขอรับ ครั้งนี้ฮูหยินโกรธมากจริงๆ กำลังไต่สวนเว่ยอวี่ด้วยตัวเองเลยขอรับ!”


“ไต่สวนด้วยตัวเองอย่างนั้นหรือ!”


หมิงเจ๋อตกใจมาก เพราะปกติฮูหยินเป็นคนอ่อนโยน ไม่ชอบการใช้อำนาจขู่เข็ญกับใคร แต่วันนี้ นางถึงกับเป็นคนไต่สวนเว่ยอวี่ด้วยตัวเอง เห็นได้ชัดว่านางโกรธมากจริงๆ


หมิงเจ๋อกลืนน้ำลายอึกใหญ่ ก่อนจะยื่นมือไปเคาะประตู


“เข้ามา”


น้ำเสียงราบเรียบของเจียงรั่วหย่าดังขึ้น หมิงเจ๋อค่อยๆเปิดประตูเบาๆ ทันใดนั้นก็เห็นเว่ยอวี่ในสภาพร่อแร่


ทันทีที่เขาเข้ามาก็พบว่าเว่ยอวี่อยู่ในสภาพนี้แล้ว นี่ไม่ใช่ฝีมือของเจียงรั่วหย่าแน่นอน เจียงรั่วหย่าเป็นคนอ่อนโยนมาโดยตลอด ต่อให้ไต่สวนก็ไม่มีทางทำอะไรเว่ยอวี่แน่นอน


ด้านเว่ยอวี่ ระหว่างที่ตอบคำถามนายหญิง นางไม่ได้พาดพิงถึงหมิงเจ๋อเลย ไม่ว่าอย่างไร นางจะไม่ทรยศท่านหัวหน้าหอเด็ดขาด


เมื่อหมิงเจ๋อเห็นสภาพอันน่าสังเวชของเว่ยอวี่ก็ตกตะลึงมาก ในภาพความทรงจำของเขา เว่ยอวี่ไม่เคยยอมให้ตัวเองต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้มาก่อน ทว่านางในตอนนี้ราวกับคนใกล้สิ้นใจก็มิปาน แววตาไร้ซึ่งแววของความหวังอย่างสิ้นเชิง


หลายวันที่ผ่านมานี้ เกิดอะไรขึ้นกับนางกันแน่


เขาคิดมาตลอดว่าลู่ไป่ชวนเป็นสุภาพบุรุษ ทั้งยังคิดด้วยซ้ำว่าคนเช่นนี้น่าจะจัดการได้ไม่ยาก กลับกลายเป็นว่าเขาประเมินอีกฝ่ายต่ำไปเสียแล้ว


เกิดมาในครอบครัวชาวบ้านธรรมดา แต่กลับขึ้นมาเป็นท่านแม่ทัพใหญ่ผู้พิทักษ์แคว้น ขุนนางระดับสองภายในระยะเวลาสั้นๆได้ ภายนอกดูซื่อตรงน่าไว้ใจ แต่จริงๆแล้วก็เป็นคนที่มีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราวเหมือนกัน


เขาประมาทเกินไปแล้ว


แต่เขาก็ไม่ได้มีเจตนาร้ายอะไรนี่ เขาแค่อยากหาผู้สืบทอดให้องค์กรของตัวเองเท่านั้นเอง…


“นำตัวนางไปเถอะ”


หมิงเจ๋อมาแล้ว เว่ยอวี่ก็ไม่มีประโยชน์จะให้ซักไซ้อีก เจียงรั่วหย่าจึงให้หลิงเยว่หลิงเสวี่ยนำตัวออกไป สองสาวใช้รู้ว่าเจ้านายทั้งสองมีเรื่องต้องพูดคุยกันเป็นการส่วนตัว จึงปิดประตูให้ และออกไปอยู่ให้ไกลจากบริเวณหน้าห้อง


หมิงเจ๋อเห็นท่าทางของเจียงรั่วหย่าก็รู้สึกผิดขึ้นมา “ฮูหยิน  ข้า…”


“อาเจ๋อ ท่านเองก็น่าจะรู้ว่าข้าห่วงใยจิ่วเอ๋อร์มากเพียงใด ใช่หรือไม่?”


เจียงรั่วหย่าเอ่ยสวนขึ้นด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แววตาเย็นชาไม่น้อย


“ข้ารู้”


หมิงเจ๋อพยักหน้าหงอยๆ ราวกับเด็กที่ทำผิดก็มิปาน


ตอนที่ 697: มีลูกด้วยกันเถอะ


“เช่นนั้นท่านก็น่าจะรู้ว่า ข้าหวังอยากให้นางมีชีวิตที่ดีมากเพียงใด ใช่หรือไม่?”


เป็นครั้งแรกที่เจียงรั่วหย่ามีท่าทีในการพูดกับหมิงเจ๋อเช่นนี้ นางใจเย็นจนน่ากลัว


เดิมทีหมิงเจ๋อคิดเอาไว้ว่านางจะเอะอะโวยวายดุด่าต่อว่าเขาเสียอีก หากเป็นเช่นนั้นเขาก็จะยอมให้นางด่าแต่โดยดี แล้วค่อยง้อนางอีกที คิดไม่ถึงว่านางจะใจเย็นมากถึงเพียงนี้


ภรรยาเป็นเช่นนี้กลับยิ่งทำให้เขาเคร่งเครียดมากขึ้น กลัวว่านางจะทำเรื่องที่ทำร้ายตัวเองจนถึงขั้นไปจากเขา


แม้เจียงรั่วหย่าดูเป็นคนนิสัยอ่อนโยน แต่ในอีกมุมนางก็เป็นคนเด็ดขาด ปกติมีเรื่องอะไรนางจะไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อย แต่หากเป็นเรื่องที่ล้ำเส้นที่นางวางไว้ละก็ ผลลัพธ์ที่ตามมาก็ยากจะรับมือได้จริงๆ


“อืม ข้ารู้ ข้าก็แค่…”


หมิงเจ๋อจะรีบอธิบาย แต่เมื่อมองไปที่ใบหน้าเคร่งขรึมของนางแล้วเขาก็พูดไม่ออก รู้สึกว่าตัวเองไม่สามารถทำอะไรได้ นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องเผชิญกับสถานการณ์ที่รับมือยากเช่นนี้


เจียงรั่วหย่าเอ่ยต่อ “ในเมื่อท่านรู้ทุกอย่าง แล้วเหตุใดถึงยังทำกับนางเช่นนั้น กว่านางจะมาถึงจุดนี้ได้ช่างยากลำบากนัก กว่านางจะมีชีวิตที่ดีอย่างทุกวันนี้ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เหตุใดท่านถึงไม่ปล่อยให้นางได้ใช้ชีวิตของนางดีๆ?


คนสกุลลู่ดีต่อนางมาก ตอนนั้นหากนางไม่ได้พบคนสกุลลู่ จินตนาการไม่ออกเลยว่าตอนนี้นางจะต้องประสบความทุกข์ยากลำบากเพียงใด เหล่าฮูหยินลู่ข้าเองก็เคยพบปะ นางเป็นคนดีและจริงใจมาก ยิ่งไม่ต้องพูดถึงลู่ไป่ชวนเลย เขาได้เป็นถึงแม่ทัพเจิ้นกั๋วขุนนางระดับสองตั้งแต่อายุยังน้อย แล้วเหตุใดท่านต้องคิดหาสารพัดวิธีไปทำลายความสัมพันธ์ที่งดงามของพวกเขาด้วย?”


เมื่อครู่นี้เจียงรั่วหย่ายังรักษาท่าทีสงบเอาไว้ได้ได้ แต่เมื่อพูดถึงตรงนี้ นางก็ไม่อาจกลั้นเสียงสะอื้นเอาไว้ได้จริงๆ นั่นเป็นบุตรสาวที่นางตามหามานานเกือบยี่สิบปี แม้แต่ในความฝันนางก็อยากทะนุถนอมบุตรสาวของนางให้ดี เหตุใดหมิงเจ๋อถึงมองเด็กคนนี้เป็นแค่หมากตัวหนึ่งด้วย


“จิ่วเอ๋อร์เป็นลูกสาวของข้า ข้าไม่ร้องขอให้ท่านมองนางเป็นลูกแท้ๆ ข้าแค่หวังว่าท่านจะไม่มุ่งเป้าไปที่นางแค่นั้น ตอนนี้ชีวิตนางมีความสุขมาก ข้าก็ดีใจไปกับนาง ขอแค่นางมีชีวิตที่ดี ปลอดภัยมีสุข จะให้ข้าทำสิ่งใดข้าก็ยอมทั้งนั้น ข้ายอมแลกแม้กระทั่งชีวิตของข้า ท่านเข้าใจหรือไม่?”


หมิงเจ๋อพยักหน้าอย่างแรง กำลังจะเอ่ยต่อ แต่ก็ถูกนางแทรกขึ้น “อาเจ๋อ ข้าโชคดีที่ในชีวิตนี้ได้เจอกับท่าน ข้ารักท่าน แต่ข้าก็รักลูกของข้าด้วย ต่อไปหากท่านมุ่งเป้าไปที่นางอีก ข้าจะ…”


“ไม่! ไม่ทำอีกแล้ว ข้าไม่ทำอีกแล้ว” หมิงเจ๋อรีบห้ามวาจาของสตรีอันเป็นที่รักทันที  “ข้ารู้ว่าข้าผิด อย่าพูดคำพวกนั้นเลยนะ ถือว่าข้าขอร้องเจ้าละ”


เขากลัวเหลือเกินว่านางจะโกรธจนถึงขั้นทิ้งเขาไป


เขาใช้ชีวิตมาครึ่งชีวิตกว่าจะได้พบคนที่เขารักจากใจจริง ใช่ เขาเป็นหัวหน้าหอที่เจ้าเล่ห์วางแผนเก่ง แต่เขาก็เป็นสามีที่รักภรรยาจากใจจริงเช่นกัน


เขาสามารถทิ้งหอเชียนฟานได้ แต่ไม่ยอมให้เจียงรั่วหย่าทอดทิ้งเขาไปเด็ดขาด!


ระหว่างทางกลับมาเมื่อครู่ เขาคิดหาข้ออ้างเอาไว้สารพัด แต่เมื่อได้มาเผชิญสถานการณ์จริงๆ เขากลับสับสนจนตั้งตัวไม่ทัน และไม่มีกะจิตกะใจจะคิดอะไรอีกแล้วทั้งนั้น มีเพียงสิ่งเดียวที่เขาตระหนักได้ก็คือ ต่อไปเขาไม่กล้ามุ่งเป้าไปที่เหอจิ่วเหนียงอีกแล้ว


ในที่สุดเจียงรั่วหย่าก็ไม่เอ่ยคำใดอีก และไม่ถามเขาเลยว่ามีจุดประสงค์อะไรในแผนการนี้…เพราะว่านางคาดเดาได้


เมื่อถูกหมิงเจ๋อคว้าร่างมาโอบกอด เจียงรั่วหย่าก็ถอนหายใจเบาๆ


หมิงเจ๋อใช้แผนการกับเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้นางเองก็ใช้แผนการต่อหมิงเจ๋อเช่นกัน


หลังจากเป็นสามีภรรยากันมานานกว่าสิบปี เจียงรั่วหย่าย่อมรู้อย่างถ่องแท้ว่าทำเช่นไรจึงจะสยบหมิงเจ๋อได้ ดังนั้นนางจึงเปลี่ยนท่าทีไปจากปกติ และเค้นถามออกไปตรง ๆ ด้วยท่าทางเย็นชาเหมือนเมื่อครู่


นางรู้ว่า หากตนยังอ่อนโยนเหมือนเมื่อก่อน หมิงเจ๋อก็คงจะรับปากแค่ผ่านๆเท่านั้น แต่หากแสดงท่าทีออกไปบ้าง มีเพียงการแสดงออกอย่างชัดเจนและแข็งกร้าวเท่านั้นจึงจะกำจัดความคิดที่ไม่ควรคิดเหล่านั้นของเขาไปอย่างสิ้นเชิงได้


อย่างไรก็ตาม ที่หมิงเจ๋อยินยอม ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะความรักอย่างสุดหัวใจที่เขามีให้นาง “เรื่องนี้ก็ให้มันผ่านไปเถอะ เราจะไม่พูดถึงมันอีก ข้าจะหาโอกาสไปขอโทษจิ่วเอ๋อร์ หวังว่านางจะให้อภัย”


เจียงรั่วหย่ากลับมาเป็นสตรีอ่อนหวานอีกครั้ง น้ำเสียงกลับมาอ่อนโยนดังเดิมแล้ว ทำให้หมิงเจ๋อยิ่งอยากทะนุถนอมนางไม่ให้กลับไปเป็นเช่นเมื่อครู่อีก


หมิงเจ๋อกล่าว “ข้าจะเป็นคนไปขอโทษนางเอง เรื่องนี้ข้าก็ทำไม่ถูกจริงๆ ตอนนี้นางมีความสุขมาก เป็นข้าเองที่เห็นแก่ตัวเกินไป ไม่เคยไตร่ตรองถึงเรื่องพวกนี้เลย”


ชีวิตนี้หัวหน้าหอเชียนฟานไม่เคยยอมก้มหัวให้ใครมาก่อน แต่กับเจียงรั่วหย่า ศักดิ์ศรีอะไรนั่นไม่มีความสำคัญเลยแม้แต่น้อย ขอเพียงนางมีความสุข เขาสามารถยอมทำเพื่อนางได้ทุกอย่าง


เจียงรั่วหย่าพึงพอใจมาก 


ผ่านไปครู่ใหญ่ นางเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงขอความเห็น “อาเจ๋อ เรามามีลูกด้วยกันสักคนดีหรือไม่”


ทั้งสองกำลังกอดกันอยู่ เจียงรั่วหย่าจึงสัมผัสได้ถึงร่างที่แข็งทื่อด้วยความตกใจของหมิงเจ๋อได้อย่างชัดเจน


“จะ…เจ้า…เจ้าว่าอะไรนะ!?”


หมิงเจ๋อไม่คิดไม่ฝันว่าชีวิตนี้เจียงรั่วหย่าจะพูดเรื่องมีลูกออกมา ที่ผ่านมา เป็นเพราะเจียงรั่วหย่ายังตามหาเหอจิ่วเหนียงไม่เจอ จึงเป็นตราบาปในใจของนางมาตลอด ไม่ว่าอย่างไรนางก็ยืนยันว่ายังไม่พร้อม เขาสงสารนาง ต่อให้อยากมีลูกของตัวเองสักคน แต่ก็ทำใจบังคับนางไม่ได้จริงๆ


ต่อมาอาการป่วยของเจียงรั่วหย่ารุนแรงขึ้นเรื่อยๆ บวกกับอายุที่มากขึ้น หมิงเจ๋อจึงล้มเลิกความคิดนั้นไปแล้ว ชีวิตนี้ตราบใดที่มีนางอยู่ข้างกาย ต่อให้ไม่มีลูกด้วยกันก็ไม่เป็นไร


ดังนั้น เขาจึงมุ่งความหวังไปที่เหอจิ่วเหนียง


ทว่าตอนนี้…เหมือนฝันจริงๆ ที่เจียงรั่วหย่าเป็นฝ่ายพูดออกมาเองว่าอยากมีลูก ในใจเขาตื่นเต้นดีใจมาก แต่ขณะเดียวกันก็มีความกังวลมากไม่แพ้กัน


“ข้าบอกว่า เรามามีลูกด้วยกันสักคนเถอะ”


เจียงรั่วหย่าเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่าย ดวงตาเต็มไปด้วยแววจริงจัง


“แต่ว่าเจ้า…”


“ก่อนหน้านี้ที่ข้าไม่อยากมีลูก ก็เพราะว่ายังตามหาจิ่วเอ๋อร์ไม่เจอ เรื่องนี้เป็นหนามตำใจข้ามาตลอด แต่ตอนนี้ข้าเจอจิ่วเอ๋อร์แล้ว นางมีชีวิตที่ดีมากๆ และมีครอบครัวเป็นของตัวเองแล้ว หนามที่ตำใจข้าจึงหายไปแล้ว …และถึงเวลาที่เราสองคนควรจะมีลูกด้วยกันเสียที”


นางอธิบายอย่างอ่อนโยน ขอเพียงพวกเขามีลูกด้วยกัน หมิงเจ๋อก็จะไม่คาดหวังต่อจิ่วเอ๋อร์แล้ว


นางรักเด็กมาก นางพลาดช่วงเวลาวัยเด็กของจิ่วเอ๋อร์ไป หากได้มีลูกอีกสักคน นางจะรักและถนุถนอมลูกให้ดี


“ข้ารู้ว่าท่านกังวลเรื่องอะไร ถึงข้าจะอายุมากแล้ว แต่ข้าก็ยังแข็งแรงนะ และจิ่วเอ๋อร์ก็เป็นหมอฝีมือเก่งกาจ ข้าจะขอให้นางช่วยตรวจร่างกายให้ข้า จะต้องไม่เป็นอะไรแน่นอน”


อันที่จริงที่เจียงรั่วหย่ายังมีความคิดเช่นนี้ได้ ก็เพราะเมื่อก่อนเวลาที่เหอจิ่วเหนียงมาเยี่ยมตน นางมักจะแอบบอกตนบ่อยครั้งว่าหากอยากมีลูกในตอนนี้ก็ยังไม่สาย มีนางอยู่ทั้งคน นางสามารถปกป้องให้แม่ลูกปลอดภัยได้แน่นอน


นับตั้งแต่นั้นมา เจียงรั่วหย่าก็มีความคิดเรื่องนี้มาโดยตลอด เพียงแต่ไม่รู้จะเอ่ยออกมาเช่นไร แต่เมื่อผ่านเรื่องราวในครั้งนี้ นางจึงรู้ว่าเรื่องนี้จะปล่อยให้เสียเวลาต่อไปไม่ได้อีกแล้ว


ในชีวิตของนาง คนแรกที่นางรู้สึกผิดด้วยก็คือจิ่วเอ๋อร์ ส่วนคนที่สองก็คือหมิงเจ๋อ หากไม่ใช่เพราะความรักและการดูแลเอาใจใส่ของหมิงเจ๋อที่มีต่อนางตลอดสิบกว่าปีที่ผ่านมา นางอาจกลายเป็นผงธุลีในโลกใบนี้ไปแล้วก็ได้


เมื่อได้ยินดังนั้น หมิงเจ๋อรู้สึกตื้นตันอย่างยิ่ง จนแทบอยากเริ่มปฏิบัติการมีลูกในตอนนี้เลย


แต่ทันทีที่เขาโอบร่างภรรยาเตรียมพาไปที่ห้องนอน เจียงรั่วหย่าก็ยกมือหยุดเขา “ท่านไปจัดการเรื่องเว่ยอวี่ก่อนดีกว่า ข้าเห็นนางครั้งนี้คงเจ็บปวดไม่น้อยเลย อย่าทำให้นางรู้สึกลำบากไปมากกว่านี้เลย หาที่พักให้นางเถอะ”


วาจานี้หมายความว่า ให้หมิงเจ๋อปล่อยเว่ยอวี่ไปตามทางของนาง และหาที่อยู่ห่างไกลให้นางได้อาศัย อย่าให้หวนกลับมาอีก


นางจะไม่ใจอ่อนกับคนที่ต้องการแย่งสามีของบุตรสาวนางเด็ดขาด


แม้จะไม่ได้ลงโทษ แค่ปล่อยให้นางไปใช้ชีวิตตามยถากรรม แต่สิ่งนี้สำหรับเว่ยอวี่มันทรมานกว่าให้นางตายเสียอีก


ตอนที่ 698: ต่อให้นางจะโกรธแค้นแล้วอย่างไร


ยามรัตติกาล


หมิงเจ๋อไปหาเว่ยอวี่


ในตอนนี้เว่ยอวี่ถูกแก้เชือกที่พันธนาการร่างออกแล้ว อีกทั้งได้เปลี่ยนเสื้อผ้าสะอาดชุดใหม่ เมื่อเห็นหมิงเจ๋อ นางก็รีบคลานเข้าไปคุกเข่าขอรับโทษทันที


“ไร้ประโยชน์!”


*เพียะ!*


หมิงเจ๋อตบหน้าลูกน้องสาวด้วยหลังมือเต็มแรง แค่ทีเดียว มุมปากเว่ยอวี่ก็ปรากฏรอยเลือดออกมาทันที


ร่างของเว่ยอวี่ล้มฟุบลงไปกับพื้นตามแรงตบ แต่ไม่ปริปากโอดครวญแม้แต่คำเดียว นางรีบลุกขึ้นมาคุกเข่าต่อ น้ำตาไหลพรากอาบใบหน้า


“ข้าน้อยสมควรตาย โปรดท่านหัวหน้าหอยกโทษให้ข้าน้อยด้วย!”


นางคุกเข่าด้วยร่างกายสั่นเทา แม้ภายนอกหมิงเจ๋อดูเป็นสุภาพบุรุษคนหนึ่ง แต่มีเพียงคนที่รู้จักเขาจริงๆเท่านั้นที่จะรู้ว่า แท้จริงแล้วหัวหน้าหอเชียนฟานจิตใจโหดเหี้ยมเพียงใด


ไม่อย่างนั้น เขาจะสร้างอำนาจที่แม้กระทั่งราชสำนักก็ยังต้องหวาดกลัวได้อย่างไร และบางครั้งราชสำนักถึงขั้นต้องให้ความร่วมมือกับหอเชียนฟานด้วยซ้ำ


“เจ้านี่เก่งจริงๆ สามารถลากข้าลงมารับผิดด้วยได้”


หมิงเจ๋อเอ่ยเย้ยหยัน ในอกเต็มไปด้วยความโกรธที่ไม่อาจระงับได้


ในตอนแรกเริ่มแผนการ เขาไม่ได้คิดว่าเรื่องราวจะเลวร้ายถึงจุดนี้เลย เขายังเคยเตือนเว่ยอวี่ด้วยซ้ำว่าอย่าทำอะไรบุ่มบ่าม อย่างไรก็ตาม ในฐานะเจ้าของแผนการ เขาย่อมแอบคาดหวังว่าหากเว่ยอวี่ทำสำเร็จก็คงไม่เลว หอเชียนฟานก็จะได้มีผู้สืบทอดต่อไป


เขาไหนเลยจะคาดคิดว่า สตรีที่สร้างผลงานเป็นที่น่าพอใจมาตลอด กลับกลายเป็นคนโง่เง่าราวกลับพลิกมือได้ถึงเพียงนี้


แผนการก็ทำพลาด ระหว่างทางก็หาโอกาสหลบหนีไม่ได้ ทั้งยังถูกจับมัดมาส่งให้ถึงที่เช่นนี้อีก ทำให้เขาต้องเสียหน้ายิ่งนัก!


หากไม่ใช่เพราะฮูหยินเห็นว่าเขาทำความผิดครั้งแรก บวกกับความผูกพันฉันสามีภรรยาที่ผ่านมาหลายปี ก็ไม่แน่ว่าเขาอาจจะต้องสูญเสียภรรยาไปแล้ว!


“ท่านหัวหน้าหอโปรดระงับโทสะด้วย ข้าน้อย ข้าน้อยก็…”


เมื่อนึกถึงความขมขื่นและความอัปยศที่ได้รับมาตลอดทาง เว่ยอวี่ก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ หากไม่ได้ประสบเหตุการณ์ในครั้งนี้ด้วยตัวเอง นางไม่มีทางเชื่อเด็ดขาดว่าลู่ไป่ชวนจะโหดเหี้ยมได้ถึงเพียงนี้ ไม่เห็นแก่มิตรภาพในหลายปีที่ผ่านมาเลย ผลักนางให้ตกลงไปในหลุมแห่งความสิ้นหวัง ไม่เหลือทางให้นางถอยแม้แต่น้อย


เท่าที่นางรู้มา ลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงรู้จักกันแค่ไม่กี่วัน หลังจากแต่งงานได้คืนเดียว เช้าวันต่อมาเขาก็ออกจากบ้านแล้ว ออกจากบ้านครั้งนั้นก็กินเวลาตั้งหลายปี แล้วเขาจะไปเอาความรู้สึกลึกซึ้งขนาดนั้นมาจากที่ไหน


ระยะเวลาที่เขาได้อยู่กับเหอจิ่วเหนียงนั้นเทียบกับนางไม่ได้เลย แล้วเหตุใดคนที่เขารักอย่างลึกซึ้งถึงไม่ใช่นาง


“เจ้ายังมีหน้ามาร้องไห้อีกรึ!”


หมิงเจ๋ออยากตบหน้าเว่ยอวี่อีกครั้ง แต่เห็นแก่คำกำชับของฮูหยินที่บอกว่าอย่าทำให้นางต้องลำบากไปมากกว่านี้ เขาจึงข่มใจเอาไว้


“ช่างเถอะ”


เขาสูดลมหายใจลึกเข้าปอด ยับยั้งความโกรธเอาไว้ ก่อนจะกล่าว “เก็บข้าวของแล้วไปหลินโจวซะ ไม่ได้รับคำสั่งจากข้าห้ามกลับมาเด็ดขาด นี่เป็นการให้อภัยที่ข้าจะให้เจ้าได้แล้ว”


“...เจ้าค่ะ”


เว่ยอวี่ประหลาดใจไม่น้อย ด้วยนิสัยของท่านหัวหน้าหอแล้ว นางสมควรตาย


แต่เขากลับยอมไว้ชีวิตนาง สิ่งนี้ทำให้นางไม่ค่อยเข้าใจนัก


แต่พริบตาต่อมานางก็ดีใจไม่ออก หลินโจวอยู่ติดชายแดน ในหนึ่งปีหิมะตกไปแล้วแปดเดือน สภาพอากาศเลวร้ายยิ่งนัก การใช้ชีวิตเป็นไปอย่างยากลำบาก ถูกส่งตัวไปที่นั่นก็เท่ากับเป็นการถูกทอดทิ้งแล้ว


อย่างไรก็ตาม หากมองในอีกแง่ การถูกส่งตัวไปที่นั่นก็ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสชดใช้ความผิด ที่นั่นเป็นเขตชายแดน หากสามารถหาข้อมูลลับของแคว้นที่ติดชายแดนมาได้ ก็ยังมีโอกาสกลับคืนสู่ตำแหน่งเดิมอีกครั้ง


แต่อุปสรรคก็ใช่ว่าจะไม่มี สถานที่เช่นนั้นมีการคุ้มกันอย่างเข้มงวด หากฝ่าออกไปก็เท่ากับเอาชีวิตไปแขวนไว้บนเส้นด้าย ราคาที่ต้องจ่ายคือชีวิต


เว่ยอวี่จากเดิมมีตำแหน่งเป็นผู้ติดตามคนสนิทของท่านหัวหน้าหอคู่กับเหมยเสี้ยว เป็นองครักษ์ประจำตัวที่มีอนาคตรุ่งโรจน์ที่สุด แต่เพราะลู่ไป่ชวนคนเดียว ทำให้นางต้องตกอับจากสูงสุดลงมาที่ก้นเหว


หลายวันที่ผ่านมา นางถามตัวเองอยู่ในใจเสมอว่า มันคุ้มค่าแล้วหรือ


ใช่ มันไม่คุ้มอยู่แล้ว


หากไม่ใช่เพราะนางอยู่ในหอคณิกามานาน มีเกราะป้องกันและภูมิคุ้มกันต่อความรู้สึกในเรื่องอย่างว่า คาดว่าความเจ็บปวดที่ได้รับระหว่างทางต้องทำให้นางตายไปแล้วเป็นแน่


สำหรับนางในตอนนี้คิดว่า ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตอีกแล้ว


ส่วนทางด้านลู่ไป่ชวน ในใจนางคิดว่า ต่อให้นางจะโกรธแค้นเขา แล้วอย่างไรต่อ


ลู่ไป่ชวนอยู่ในตำแหน่งสูงกว่า ฝีมือแก่กล้ากว่า หากจะสู้กันอย่างไม่มีใครยอมใครจริงๆ นางย่อมไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาเด็ดขาด


เหอจิ่วเหนียงเป็นบุตรสาวเพียงคนเดียวของฮูหยิน หัวหน้าหอไม่มีทางยอมให้ใครมาทำร้ายเหอจิ่วเหนียงแน่นอน ต่อให้นางคิดเคียดแค้นอยากระบายความแค้นก็ไม่มีทางกล้า ความแค้นนี้จึงทำได้เพียงกัดฟันกลืนเลือดลงไปเท่านั้น


หมิงเจ๋อกลับไปแล้ว แต่เว่ยอวี่ยังคงคุกเข่าแน่นิ่งอยู่เช่นเดิม เมื่อเงยหน้าขึ้นมาอีกครั้งเวลาก็ล่วงเลยไปนานแล้ว


แววตาของนางสะท้อนความโศกเศร้าเสียใจอย่างเต็มเปี่ยม สิ่งที่นางต้องเผชิญทั้งหมดนี้ ถือเป็นผลกรรมของนางเอง

…….

ลู่ไป่ชวนกลับมาถึงจวนแล้ว สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากกลับมาถึงก็คืออาบน้ำจนสะอาด จากนั้นก็กินอาหารรองท้องเล็กน้อย ก่อนจะเขียนจดหมายส่งไปให้ภรรยา เขาเล่าเรื่องเว่ยอวี่ให้นางฟังอย่างละเอียดราวกับต้องการอวดผลงาน เพื่อให้ภรรยามั่นใจว่าหลังจากนางมาที่นี่ นางจะต้องอารมณ์ดีแน่นอน ไม่ต้องปวดหัวรำคาญใจกับเรื่องพวกนั้นอีกแล้ว


สิ่งที่เขาไม่ได้เล่าก็คือ การกระทำของเขาในครั้งนี้ได้ล่วงเกินหมิงเจ๋อแล้ว ตลอดมายามที่เขาต้องการคนเก่งๆ ก็มักจะไปขอจ้างคนจากหมิงเจ๋อ แต่เห็นทีหลังจากนี้ไป เขาคงต้องฝึกฝนคนของตัวเองไว้ใช้งานเองเสียแล้ว


เช้าวันต่อมา ลู่ไป่ชวนไปเข้าเฝ้าองค์รัชทายาท ตอนนี้พิธีแต่งตั้งองค์รัชทายาทได้จัดขึ้นเรียบร้อยแล้ว ถูกต้องตามกฎมนเทียรบาล เป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย และเขาก็ย้ายเข้าพำนักในตำหนักองค์รัชทายาทโดยสมบูรณ์แล้ว


“ได้ยินว่าระหว่างเดินทางมา เจ้ามีเรื่องคึกคักไม่เบาเลยนี่”


ทันทีที่เห็นหน้าลูกน้องคนสนิท องค์รัชทายาทก็ตรัสหยอกล้อเป็นประโยคแรก ลู่ไป่ชวนไม่แปลกใจเลยที่อีกฝ่ายรู้ เพราะระหว่างที่เดินทางเขาก็เข้าพักในโรงเตี๊ยม เรื่องที่เขาพาสตรีผู้นั้นมาเมืองหลวงด้วยย่อมมีคนเห็น ไม่อาจปิดบังได้อยู่แล้ว


และแน่นอนว่าเขาเองก็ไม่ได้คิดจะปิดบังอะไร


“ทำให้องค์รัชทายาทต้องขบขันแล้ว”


เขายิ้มเล็กน้อย ยอมรับอย่างเปิดเผย


องค์รัชทายาทพยักหน้ายิ้มๆ เขาตั้งใจถือโอกาสนี้เป็นการบอกให้ลู่ไป่ชวนได้รู้ว่า เขาเองก็ส่งคนแอบจับตามองอีกฝ่ายในที่ลับอยู่เหมือนกัน


แม้ลู่ไป่ชวนจะเป็นมือขวาคนสนิทของเขา และเป็นคนที่สร้างผลงานใหญ่หลวงได้มากมาย แต่ความระแวดระวังต่อผู้อื่นก็ไม่อาจละทิ้งได้ ถึงอย่างนั้น เขาก็ไม่อยากทำให้ลู่ไป่ชวนรู้สึกไม่ดี จึงเลือกที่จะบอกเขาอย่างตรงไปตรงมา


เรื่องพวกนี้ลู่ไป่ชวนเข้าใจได้อยู่แล้ว และคนที่ซื่อสัตย์เถรตรงอย่างเขาย่อมไม่กลัวแต่อย่างใด เขาจึงไม่ได้เอามาใส่ใจ


ขอเพียงอย่าส่งคนไปสอดส่องดูเขากับภรรยายามมีอะไรกันก็พอ


“เรื่องทางด้านตงถิง ได้ส่งทูตไปแล้วนะ ตอนนี้ยังไม่มีเรื่องอะไร ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าไม่มีคนช่วยงานข้างกายไม่ใช่หรือ ถือโอกาสนี้ฝึกฝนสักหน่อยก็ได้”


หลังแซวกันเสร็จ องค์รัชทายาทก็เข้าเรื่องจริงจัง


ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “กระหม่อมก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน ช่วงนี้กระหม่อมอยากไปเก็บตัวอยู่ที่ค่ายทหารสักระยะพ่ะย่ะค่ะ”


องค์รัชทายาทคิดไม่ถึงว่าเขาจะตอบตกลงทันทีเช่นนี้ แต่พอคิดๆดูแล้วก็พอจะเข้าใจได้


ครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงไม่ได้มาด้วย เขาจะไปอยู่ที่ไหนก็ย่อมได้


ยิ่งไปกว่านั้น การถือโอกาสตอนที่เหอจิ่วเหนียงยังไม่มา จัดการเรื่องราวต่างๆให้ได้มากๆ เป็นการใช้เวลาให้ไม่เปล่าประโยชน์


“อืม เจ้าจะไปเมื่อไรก็บอกข้าแล้วกัน ข้าจะให้คนนำทางเจ้าไป”


การให้คนนำทางที่ว่าไม่ใช่การนำทางธรรมดา นัยที่สำคัญในเจตนานี้คือเป็นการช่วยหนุนหลังให้ลู่ไป่ชวน ไม่ว่าจะในสภาพแวดล้อมเช่นไร ที่ใดมีมนุษย์ที่นั่นย่อมมีการแข่งขัน และย่อมมีการขัดแย้ง ถึงแม้ลู่ไป่ชวนจะเป็นแม่ทัพใหญ่ แต่การไปในช่วงแรกก็ไม่ใช่เรื่องง่ายดายนัก


“มะรืนก็แล้วกันพ่ะย่ะค่ะ พรุ่งนี้กระหม่อมต้องไปหาดูสำนักศึกษา ถึงเวลาที่ภรรยากับลูกตามมาจะได้ส่งเขาเข้าเรียนได้เลย”


นี่เป็นเรื่องที่ปรึกษากับเหอจิ่วเหนียงเอาไว้ก่อนหน้านี้ ต่อไปเขายังมีเรื่องยุ่งอีกมากมาย จัดการเรื่องเหล่านี้ให้เสร็จล่วงหน้าเขาถึงจะวางใจ


“สำนักศึกษาที่ดีที่สุดในเมืองหลวงก็ต้องเป็นสำนักศึกษาหลวงแล้ว เรื่องนี้ไม่ต้องกังวล รอลูกเจ้ามาถึงก็พาเข้าเรียนได้เลย ข้าจัดการแทนเจ้าเอง”


องค์รัชทายาทโบกมือพลางกล่าว บุตรชายของเขาก็เรียนอยู่ที่สำนักศึกษาหลวง ถึงตอนนั้นอาจได้เป็นสหายกันก็ได้


ได้ยินมาว่าเหอจิ่วเหนียงอบรมสั่งสอนบุตรชายได้ดีมากทีเดียว หากบุตรชายของตนได้เป็นสหายกับบุตรชายของเขา ต่อไปก็สามารถช่วยเหลือซึ่งกันและกันได้ นับว่าไม่เลวเลย


ตอนที่ 699: อิจฉาที่เจ้ามีครอบครัวเช่นนี้


“บุตรชายกระหม่อมอายุยังไม่ถึงห้าขวบ หากเข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวง…”


ลู่ไป่ชวนเป็นกังวลเล็กน้อย เพราะสำนักศึกษาหลวงไม่มีชั้นเรียนที่เหมาะกับเด็กเล็ก


บุตรหลานของขุนนางตระกูลสูงศักดิ์ล้วนมีอาจารย์ส่วนตัวสอนปูพื้นฐานตั้งแต่เด็ก เมื่ออายุถึงวัยที่เหมาะสมก็จะถูกส่งเข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงทันที


ส่วนบุตรชายของเขาอายุยังน้อยมาก ตอนนี้ยังเข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงไม่ได้ ต่อให้เข้าไปก็ไม่มีสหายวัยเดียวกัน ไม่เกินสามวันคาดว่าคงงอแงไม่อยากไปเรียนแน่


ต่อให้โก่วเอ๋อร์จะรู้ประสีประสามากเพียงใด แต่อย่างไรเขาก็ยังเป็นเด็ก ยังชอบเล่นสนุกกับเด็กในวัยเดียวกัน หากต้องอยู่กับพวกพี่ๆวัยเดียวกับเหลยจื่อทั้งวัน มีหวังต้องงอแงเป็นแน่


“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ปีนี้ข้าได้เพิ่มชั้นเรียนที่เหมาะกับเด็กเล็กโดยเฉพาะลงไปแล้ว เด็กหกถึงสิบปีสามารถเข้าเรียนได้ ถึงแม้บุตรชายของเจ้าอายุยังไม่ถึงหกขวบ แต่เขาก็มีพื้นฐานความรู้ ย่อมเข้าเรียนได้สบาย”


ลู่ไป่ชวนเงียบไป การได้เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงย่อมดีกว่าสำนักศึกษาทั่วไป เพราะสำนักศึกษาหลวงเป็นสถานศึกษาที่รวมอาจารย์ฝีมือดีที่สุดในแคว้นไว้ หากโก่วเอ๋อร์เข้าเรียนที่นี่ได้ ก็นับว่าเป็นโอกาสที่ไม่เลวเลย


“เช่นนั้นกระหม่อมต้องขอบพระทัยองค์รัชทายาทแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


“เรื่องเล็กน้อยๆ อ้อ จริงสิ ได้ยินว่าหลานๆของเจ้าก็เก่งใช่ย่อยเหมือนกันนี่ ให้เข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงด้วยกันเลยก็ดี เด็กๆครอบครัวเจ้ามีความสัมพันธ์กลมเกลียวกันมาก ได้อยู่ด้วยกันย่อมดีไม่น้อย”


องค์รัชทายาทแสดงน้ำใจเต็มเปี่ยม ถึงอย่างไรก็ไม่มีใครปฏิเสธสำนักศึกษาหลวงอยู่แล้ว เพราะไม่ใช่บุตรหลานของขุนนางตระกูลสูงศักดิ์ทุกคนที่จะได้เข้าเรียนสำนักศึกษาหลวง แต่ตอนนี้ตระกูลลู่กลับสามารถส่งลูกหลานในบ้านทุกคนเข้าเรียนได้


“ขอบพระทัยในน้ำพระทัยองค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ เพียงแต่พวกพี่ชายกับพี่สะใภ้ของกระหม่อมอาศัยอยู่ที่จิงโจว ต้องรออีกสักสองสามปีให้คนในครอบครัวมาตั้งหลักปักฐานที่เมืองหลวงได้แล้ว ตอนนั้นค่อยพาพวกเขาเข้าเรียนในสำนักศึกษาหลวงก็ยังไม่สายพ่ะย่ะค่ะ”


ลู่ไป่ชวนปฏิเสธอย่างสุภาพ แม้ว่านี่จะเป็นน้ำใจของ.องค์รัชทายาท แต่พวกเด็กๆเองก็มีทางเลือกเป็นของตัวเอง


คำตอบของเขาไม่ได้เกินความคาดหมายขององค์รัชทายาทแต่อย่างใด เพราะคนสกุลลู่มักจะสร้างความประหลาดใจให้เขาครั้งแล้วครั้งเล่า


หากเป็นคนอื่น หากมีใครสักคนในครอบครัวเป็นขุนนาง พี่น้องในตระกูลต้องหาโอกาสส่งลูกๆมาอยู่ใกล้ๆ คอยหาโอกาสให้กับลูกของตัวเอง ถึงขั้นย้ายมาอยู่ด้วยกันทั้งตระกูลเป็นแน่ 


แต่คนสกุลลู่ไม่เป็นเช่นนั้น ลู่ไป่ชวนเป็นขุนนาง ญาติพี่น้องเองก็ได้รับผลพลอยได้ด้วยไม่น้อย ไม่ว่าจะไปที่ใดก็ได้รับการเคารพจากคนอื่น แต่กลับไม่มีใครคิดจะให้ลู่ไป่ชวนมารับผิดชอบชีวิตของพวกเขาเลย พวกเขาล้วนมุ่งมั่นกับการงานของตัวเอง อาศัยความสามารถของตัวเองเพื่อทำชีวิตให้ดีขึ้น เพื่อที่จะได้ค่อยๆขยับเข้ามาใกล้ลู่ไป่ชวน


เขาตบไหล่ลูกน้องผู้ซื่อสัตย์เบาๆ ยิ้มบางๆพลางกล่าว “น่าอิจฉาเจ้าจริงๆ ที่มีครอบครัวเช่นนี้ หากข้ามีครอบครัวเช่นนี้… ช่างเถอะ อย่าพูดถึงเลย”


ชีวิตวัยเด็กของเขาช่างแสนเศร้ายิ่งนัก การที่เขาประสบความสำเร็จอย่างวันนี้ได้ ทั้งหมดล้วนอาศัยความมุมานะแบบทีละก้าวของตัวเองทั้งนั้น


ทุกครั้งที่เห็นครอบครัวแบบครอบครัวลู่ เขาอดคิดไม่ได้ว่าสู้ตัวเองไปเกิดในครอบครัวคนธรรมดายังดีซะกว่า อย่างน้อยพ่อแม่พี่น้องก็มีความรักความผูกพันต่อกัน ต่างจากเกิดมาในราชวงศ์ แต่ละคนเลือดเย็นไร้หัวใจ


ลู่ไป่ชวนรู้ว่าที่ผ่านมาองค์รัชทายาทผ่านความยากลำบากมามากเพียงใด จึงไม่อยากพูดถึงเรื่องนี้อีกเช่นกัน เขาจึงรีบเปลี่ยนเรื่องทันที “ในเมื่อจัดการเรื่องหาสำนักศึกษาได้แล้ว เช่นนั้นกระหม่อมไปค่ายทหารพรุ่งนี้เลยก็แล้วกันพ่ะย่ะค่ะ”


“วันมะรืนค่อยไปเถอะ เจ้าเดินทางมาเหนื่อยๆ พักผ่อนให้เต็มที่ก่อนดีกว่า อ้อใช่ พรุ่งนี้ประชุมท้องพระโรงเจ้าต้องไปด้วยนะ อย่าลืมล่ะ”


ตำแหน่งของลู่ไป่ชวนในตอนนี้ต้องเข้าร่วมประชุมในราชสำนักด้วย ทั้งยังต้องนั่งอยู่ตำแหน่งแถวหน้า และนี่จะเป็นการประชุมในท้องพระโรงครั้งแรกของลู่ไป่ชวน


“กระหม่อมเข้าใจแล้วพ่ะย่ะค่ะ เมื่อเช้านี้มีชุดเฉาฝู (ชุดพิธีการของขุนนาง) มาส่งให้ที่จวนแล้วพ่ะย่ะค่ะ”


ท่าทีของลู่ไป่ชวนสงบนิ่ง ไม่ตื่นตระหนกหรือตื่นเต้นแต่อย่างใด ไม่เสียแรงที่อยู่หนานไท่มานานหลายปี


องค์รัชทายาทพยักหน้าอย่างพึงพอใจ บอกให้เขาอยู่กินข้าวด้วยกันก่อนแล้วค่อยกลับ

……..

เมื่อลู่ไป่ชวนกลับจากตำหนักองค์รัชทายาทมาถึงจวน ก็พบว่าโหลวชง หลี่ต้าจ้วง จางเชา และหม่าเชียนมาถึงแล้ว เขามาถึงเมื่อวาน ส่วนลูกน้องทั้งสี่เพิ่งมาถึงวันนี้ เนื่องจากก่อนหน้านี้ต้องให้โอกาสเว่ยอวี่ ลู่ไป่ชวนจึงให้พวกเขาตามมาหลังจากเขาออกเดินทางแล้วหนึ่งวัน


ยามนี้ทั้งสี่คนอาบน้ำล้างตัวเสร็จแล้ว และกำลังเตรียมจะกินข้าว เมื่อเห็นเจ้านายกลับมาก็รีบลุกขึ้นคารวะทักทาย


“คนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องมากพิธีหรอก”


ลู่ไป่ชวนโบกมือห้ามพลางกล่าว แล้วเดินมานั่งข้างๆ “ข้ากินมาแล้ว พวกเจ้ากินกันตามสบายเถอะ วันนี้กับพรุ่งนี้ก็พักผ่อนกันให้เต็มที่ วันมะรืนพวกต้าจ้วงสามคนไปค่ายทหารกับข้า ส่วนโหลวชงไปสืบเรื่องจวนมู่กั๋วกงให้ข้าที ยิ่งละเอียดยิ่งดี ช่วงเวลาแล้วแต่เจ้าจัดการได้ตามสะดวก”


“ขอรับ”


พวกเขาไม่ได้ถามอะไร รับคำสั่งอย่างง่ายดายทันที


ลู่ไป่ชวนสั่งการเสร็จก็ลุกขึ้นเดินไปที่ห้องตำรา การประชุมท้องพระโรงของเช้าพรุ่งนี้เขาต้องเตรียมตัวสักหน่อย เข้าประชุมราชสำนักครั้งแรกต้องเผชิญทั้งคำชมและการเหน็บแนมแน่นอน หากเขาเตรียมตัวให้พร้อมก็ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล

……..

อีกด้านหนึ่ง


ตอนที่เหอจิ่วเหนียงได้รับจดหมายจากลู่ไป่ชวน ก็เป็นวันเปิดกิจการสถานบันเทิงพอดี ขณะนั้นนางกำลังจะออกจากบ้าน ก็เหลือบไปเห็นนกพิราบเกาะอยู่บนกำแพง 


เมื่อนางเปิดจดหมายอ่านก็พบว่า ข้อความในจดหมายนั้นเกินความคาดหมายของนางมาก


เห็นเหอจิ่วเหนียงยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่กับจดหมาย นางซุนก็รู้สึกสงสัยจึงเดินมาถาม “เจ้าสามหรือ?”


“เจ้าค่ะ ไม่ใช่แค่เดินทางถึงเมืองหลวงแล้วเท่านั้นนะเจ้าคะ ทั้งยังจัดการเรื่องวุ่นวายเสร็จเรียบร้อยแล้วด้วย”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มดีใจออกมาจากใจจริง นี่เป็นครั้งแรกที่ลู่ไป่ชวนไม่ทำให้นางผิดหวัง แม้จะไม่ได้ทำตามแผน แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็ช่วยขจัดปัญหาให้นางได้ไม่น้อย และจุดจบของเว่ยอวี่ก็เป็นเพราะเจ้าตัวทำตัวเอง ไม่ควรค่าที่จะให้นางเห็นใจ


“ไม่เข้าใจเลยว่าเจ้าจะยิ้มอะไร ผู้หญิงคนนั้นตามไปอยู่ใกล้ๆเจ้าสามนะ มันใช่เรื่องน่ายิ้มซะที่ไหนกัน”


นางซุนกลอกตามองบนด้วยสีหน้าไม่พอใจ


ถึงตอนนี้คนแก่อย่างนางจะอ่านออกเขียนได้บ้างแล้ว แต่นางก็ไม่เสียมารยาทขออ่านจดหมายนั้น ถึงอย่างไรก็เป็นจดหมายส่วนตัวของพวกเขาสองผัวเมีย ดังนั้นนางจึงไม่รู้ว่าในจดหมายเขียนสิ่งใด


“ฮี่ๆๆ ไม่มีผู้หญิงคนนั้นแล้วเจ้าค่ะ เขาจัดการเรียบร้อยแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงอดไม่ได้ที่จะอวด และยื่นจดหมายให้แม่สามีอ่าน


แม้ในจดหมายจะมีคำพูดหวานๆ แสดงความรักของลู่ไป่ชวนอยู่มากมาย แต่เหอจิ่วเหนียงก็เห็นสุภาพสตรีซุนเป็นสหายต่างวัยไปแล้ว จึงยินดีแบ่งปันให้นางอ่านโดยไม่เขินอาย


นางซุนรับมาอ่านอย่างตั้งใจ แต่ทันทีที่เห็นท่อนคำหวานชื่นแต่ละประโยคพวกนั้นนางก็รู้สึกขนลุกขนพองไม่น้อย สุดท้ายก็ไม่อาจทนอ่านจนจบได้จริงๆ รีบโยนจดหมายกลับไปให้เหอจิ่วเหนียงทันที


“ไม่เห็นมีสาระสำคัญอะไรสักอย่าง อี๋!”


แม้ปากจะด่า แต่มุมปากกลับอมยิ้ม ลูกชายกับลูกสะใภ้รักกันดีนางก็ดีใจ หากต้องหาสามีใหม่ให้สะใภ้สามจริงๆ นางก็ยังอดสงสารลูกชายตัวเองไม่ได้


ต่อให้ลูกชายนางจะไม่ได้เรื่องเพียงใด แต่อย่างไรก็เป็นลูกชายนาง เป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง


“ฮี่ๆๆ ไม่ล้อเล่นแล้วก็ได้เจ้าค่ะ วันนี้เปิดกิจการวันแรก เรารีบไปกันเถอะเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงจูงมือนางซุนขึ้นรถม้า ส่วนพวกเหลียนฮวาไปช่วยงานตั้งแต่เช้าตรู่แล้ว ไม่รู้ตอนนี้สถานการณ์เป็นเช่นไรบ้าง


เหอจิ่วเหนียงท่าทีสงบมาก ส่วนนางซุนกลับค่อนข้างตื่นเต้น สถานบันเทิงแห่งนี้ใหญ่โตยิ่งนัก แต่ละชั้นมีบริการที่หลากหลายแตกต่างกันไป ไม่รู้การดูแลจะยากลำบากเพียงใด


และที่สำคัญที่สุดก็คือ หลังจากนี้เหอจิ่วเหนียงต้องไปอยู่เมืองหลวงแล้ว หลักๆที่นี่ก็ต้องเป็นนางที่ดูแล นางตื่นเต้นจนพูดอะไรไม่ออกแล้ว


พอเหอจิ่วเหนียงสังเกตเห็นความตื่นเต้นของนางซุนก็เอ่ยปลอบใจ “ไม่เป็นไรหรอกเจ้าค่ะ ท่านสุภาพสตรีซุน ท่านทำได้แน่นอนเจ้าค่ะ อีกอย่าง ยังมีพี่เฉิงกับพวกเหลียนฮวาคอยช่วย! เมื่อก่อนงานในโรงงานท่านก็ดูแลจัดการได้เป็นอย่างดี สถานบันเทิงเล็ก ๆ เช่นนี้จะไปยากอะไรล่ะเจ้าคะ!”


นางซุนเห็นสีหน้าอีกฝ่ายสบายๆไม่ยี่หระ ความตื่นเต้นของนางจึงค่อยๆคลายลง


แต่กลับเป็นความโมโหที่เข้ามาแทน “โรงงานกับสถานบันเทิงมันเหมือนกันที่ไหนล่ะ! เจ้านี่นะ ขุดหลุมไว้แล้วก็หนี ต้องให้ข้ามาช่วยกลบ! เจ้าไม่ต้องมาพูดเลย ข้าตื่นเต้นจะตายอยู่แล้ว!”


ตอนที่ 700: ขอโทษ เป็นนางที่ตื้นเขินเอง


นางซุนรู้สึกประหม่ามาได้หนึ่งถึงสองวันแล้ว อันที่จริงนางเริ่มรู้สึกประหม่าตั้งแต่ที่รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงจะมอบสถานบันเทิงให้นางเป็นผู้ดูแลแล้ว


ตอนแรกนางรู้สึกประหม่าและตื่นเต้น แต่ตอนนี้นางทั้งประหม่าและกังวล


ในช่วงเวลาที่ผ่านมา นางต้องเรียนรู้วิธีจัดการสถานบันเทิงจากเหอจิ่วเหนียงทุกวัน และต้องเดินดูสถานบันเทิงทุกวันเพื่อจำให้ได้ว่าแต่ละชั้นของสถานบันเทิงทำอะไร คนงานแต่ละคนมีตำแหน่งอะไร และต้องทำอะไรเป็นพิเศษ


นางต้องมีไหวพริบในการจับจุดแข็งและจุดอ่อนของลูกค้า จำงานอดิเรกของลูกค้าแต่ละคนให้ได้ และสามารถจัดเตรียมบริการที่ตอบสนองความต้องการให้กับลูกค้ารายนั้นๆได้


ตอนแรกหญิงชราคิดว่า การจัดการสถานบันเทิงก็เหมือนกับการจัดการโรงงาน นางก็แค่เดินตรวจตราเพียงไม่กี่ครั้งต่อวัน ทว่าหลังจากได้เรียนรู้อย่างลึกซึ้งแล้ว นางจึงรู้ว่ามันยากกว่ามากโข


แต่นั่นยังไม่เท่าไร เพราะสิ่งสำคัญที่น่ากังวลที่สุดคือ สถานบันเทิงแห่งนี้ได้รับการลงทุนจากหลายๆคนด้วยเม็ดเงินมหาศาล หากนางไม่ตั้งใจจัดการดูแลให้ดี เงินที่ทุกคนลงทุนไปก็จะสูญเปล่า และนางคงจะรู้สึกผิดไปตลอด


นั่นต่างหากที่เป็นความรับผิดชอบที่หนักหนาสาหัสที่สุด และทำให้นางต้องทำให้ดีที่สุด!


นางซุนรู้สึกขมขื่น หากนางรู้ว่าภาระจะหนักอึ้งถึงเพียงนี้ นางคงไม่ตกลงตามคำขอของเหอจิ่วเหนียง และขอให้นางไปหาคนอื่นมาดูแลแทนแล้ว ในฐานะผู้เฒ่า เหตุใดนางถึงต้องมาทรมานตัวเองในยามที่แก่ตัวลงเช่นนี้ 


เมื่อเห็นหญิงชราเป็นเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกลังเลขึ้นมา เหตุผลที่นางต้องการมอบสถานบันเทิงให้นางซุนเป็นผู้ดูแล ก็เพราะนางเห็นว่าอีกฝ่ายอยากทำกิจการบางอย่าง นางจึงอยากให้นางซุนได้ลองฝึกฝนก่อน แต่ความยากของการดูแลสถานบันเทิงนี้ก็ค่อนข้างสูงจริงๆ สำหรับหญิงชราตัวเล็กๆอย่างนางคงไม่ง่ายเลย


“ท่านสุภาพสตรีซุน ถ้าท่านกังวลจริงๆ เดี๋ยวข้าจะหาคนอื่นมาจัดการแทนก็ได้เจ้าค่ะ และข้าจะอยู่ต่ออีกสักสองสามวันเพื่อสอนงานคนที่จะมาดูแลเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงจับมืออีกฝ่าย และเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง


นางซุนตกตะลึง เบิกตากว้างมองไปที่นาง “จริงหรือ?”


“จริงเจ้าค่ะ นี่เป็นกิจการของเราเอง เราสามารถจัดการอย่างไรก็ได้ หากท่านไม่อยากดูแลสถานบันเทิง ก็ไปเมืองหลวงกับข้า ไปพักผ่อนที่นั่นสักพัก ถึงอย่างไร กว่าท่านพ่อและพี่ใหญ่จะกลับมาก็อีกนาน ท่านอยู่จิงโจวก็ไม่มีอะไรทำ ท่านแม่คิดเช่นไรเจ้าคะ?”


หากทำได้ เหอจิ่วเหนียงอยากพานางซุนไปกับนางทุกที่ที่นางไปจริงๆ บางทีอาจเป็นเพราะความรู้สึกที่นางมีตั้งแต่แรก นางรู้สึกผูกพันกับนางซุนอย่างลึกซึ้ง และมองนางเสมือนแม่แท้ๆของตัวเองอย่างไม่มีเงื่อนไข


นางซุนสนใจข้อเสนอนี้มาก แต่อีกใจหนึ่งก็คอยแย้ง “จะทำเช่นนั้นได้อย่างไรเล่า! ข้าเตรียมตัวมาตั้งนาน ศึกษามาตั้งเยอะ และเหนื่อยมานานมาก ข้าจะยอมแพ้ง่ายๆได้อย่างไร หากอยากยอมแพ้ ข้าก็ต้องลองดูสักตั้งก่อน ถ้าพบว่าตัวเองไม่มีความสามารถจริงๆ แล้วค่อยยอมแพ้ ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าตัวเองจะทำได้หรือไม่หากไม่เคยลอง”


ความกังวลใจก่อนหน้านี้ของนางพลันมลายหายไป และกลายเป็นสตรีผู้มีจิตวิญญาณนักสู้ทันที “หยุดพูดไร้สาระได้แล้ว รีบไปกันเถอะ!”


เหอจิ่วเหนียง “…”


ตัวตลกกลายเป็นนางเองสินะ!


ความมุมานะของหญิงชราเกินกว่าที่นางจินตนาการเอาไว้จริงๆ แต่หากสามารถงัดความกระตือรือร้นออกมาได้ขนาดนั้น เหตุใดเมื่อครู่ถึงทำท่าทีประหม่าเช่นนั้นล่ะ


ช่างหลากหลายอารมณ์จริงๆ


อืม นางผิดเอง เป็นนางที่ตื้นเขินเอง

…….

เมื่อเดินทางมาถึงบริเวณใกล้ๆกับสถานบันเทิง สตรีทั้งสองก็ต้องมีสีหน้าแข็งค้าง 


เบื้องหน้าคลาคล่ำไปด้วยผู้คนหนาแน่น ไม่สามารถมองเห็นสิ่งใดได้เลยนอกจากฝูงชน


ทั้งสองให้คนขับรถม้าจอดบริเวณนี้และลงจากรถ จากนั้นเหอจิ่วเหนียงจูงมือนางซุนเดินไปที่ฝูงชน


“ไอ้หยา! นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นพิธีเปิดที่อลังการเช่นนี้! ข้าสงสัยยิ่งนักว่าข้างในจะเป็นอย่างไร!”


“นั่นสิ ถ้าเข้าไปต้องเสียเงินเท่าไรกันนะ? ดูๆแล้วนี่ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาอย่างเราจะเข้าถึงได้เลย!”


“เมื่อไรข้าจะกลายเป็นคนรวยที่ใช้เงินเหมือนน้ำได้เสียที∼”


“เข้าไปดูสิ ข้าได้ยินมาว่าวันนี้มีของขวัญแจกด้วย! ขืนมัวชักช้า ของเหล่านั้นจะหมดเอาได้นะ!”


“มีของขวัญด้วยหรือ! นี่ รอข้าด้วย!”


ฝูงชนที่แออัดอยู่แล้วพลันวุ่นวายขึ้นหลังจากได้ยินประโยคนี้ เหอจิ่วเหนียงที่เดิมทีจะพานางซุนฝ่าฝูงชนเข้าไปก็ต้องล้มเลิกความคิด แต่ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงกรีดร้องและเสียงร้องไห้ของเด็กคนหนึ่ง


เหอจิ่วเหนียงชะเง้อมองหาเหตุการณ์ แต่นางก็มองเห็นไม่ชัดเจนนัก แต่ก็สันนิษฐานได้ว่าคงมีการเหยียบกัน


นี่คือความผิดพลาดจากการประเมินของนางสินะ ใครจะคิดล่ะว่าถนนกว้างๆ จะคับคั่งไปด้วยผู้คนจนแน่นขนัดและทำให้ถนนคับแคบไปถนัดตาเช่นนี้


“กอดข้าไว้แน่นๆนะเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงพูดขึ้น นางซุนยังไม่ทันได้ประมวลผล เอวของนางก็ถูกมือบางโอบไว้ แล้วร่างของทั้งสองก็ทะยานขึ้นไปในอากาศทันที


นางซุนตกใจ ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น นางรีบใช้มือและเท้าเกาะตัวเหอจิ่วเหนียงไว้หนึบแน่นราวกับลูกลิงเกาะหลังแม่โดยไม่รู้ตัว


ต่อหน้าผู้คนมากมาย เหอจิ่วเหนียงไม่โง่พอที่จะเปิดเผยความสามารถที่แท้จริงของตนเอง นางใช้เชือกปลายตะขอโยนออกไปเกี่ยวกับขอบหน้าต่างตัวอาคาร พาร่างนางซุนทะยานไปถึงหน้าประตูสถานบันเทิงอย่างรวดเร็ว


นี่เป็นครั้งแรกที่เหลียนฮวาและคนอื่นๆได้เห็นผู้คนเหยียบย่ำกัน พวกนางต่างตื่นตกใจ นอกจากคอยตะโกนบอกให้ทุกคนอยู่ในความสงบแล้วพวกนางก็ไม่รู้ว่าต้องทำอย่างไรกับเหตุการณ์นี้


“ดูท่านย่าของเจ้าอยู่ตรงนี้ ข้าจัดการเอง”


สิ้นเสียง เหอจิ่วเหนียงก็ใช้เชือกเส้นเดิมส่งตัวเองไปยังจุดที่เด็กคนนั้นกำลังร้องไห้


เป็นเด็กหญิงตัวน้อยที่เดิมสวมกระโปรงพลิ้วไหวและทำทรงผมน่ารัก แต่บัดนี้ผมเผ้ายุ่งเหยิงและเสื้อผ้ามอมแมมไปหมด เห็นได้ชัดว่านางล้ม ข้างๆมีสาวใช้สองคนที่พยายามปกป้องนางอย่างสุดความสามารถ แต่ทั้งสองไหนเลยจะต้านทานแรงของฝูงชนจำนวนมากได้ สามนายบ่าวจึงถูกผลักจนฟุบอยู่บนพื้นไม่อาจลุกได้ 


และจังหวะนั้น พวกนางกำลังจะถูกฝูงชนเหยียบ


เหอจิ่วเหนียงฉุดร่างเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นมาด้วยมือข้างหนึ่งและพาดไว้บนหลัง จากนั้นดึงสาวใช้ทั้งสองขึ้นมา


*ตุ้งๆๆ ตุ้งๆๆๆ~*


ในขณะนั้นเอง เสียงฆ้องฉลองดังก้องขึ้น


จบตอน

Comments