single mom ep701-710

ตอนที่ 701: อยากมีลูกคนที่สอง


ฝูงชนที่วุ่นวายดั่งปลาสวายแย่งอาหารต่างชะงักเมื่อได้ยินเสียงฆ้องทองเหลืองดังสนั่น พลันลืมเรื่องแย่งชิงของขวัญไปชั่วขณะ ทันใดนั้นสถานการณ์โกลาหลก็สงบลง


จากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ได้ยินเสียงตะโกนของนางซุน “วันนี้โรงรื่นเริงชิ่งเฟิงเปิดกิจการวันแรก ได้เตรียมของขวัญเล็กๆน้อยๆมาให้กับทุกคนในจำนวนที่เพียงพอแน่นอน ทุกคนต่อแถวมารับให้เป็นระเบียบ ห้ามแย่ง ห้ามทำให้คนข้างๆบาดเจ็บเด็ดขาด! มาๆๆ ทุกคนใจเย็นๆ หากเห็นคนข้างๆ ล้มก็ช่วยพยุงกันหน่อย แล้วค่อยๆมาเข้าแถวทางด้านนี้ ไม่ต้องเบียดกัน ไม่ต้องแย่งกัน มีให้ทุกคนแน่นอน!”


กล่าวจบ นางซุนหันไปกำชับกับเหลียนฮวาและลู่เสี่ยวหยางให้ไปคอยดูแลความเรียบร้อย ให้ทุกคนต่อแถวให้เป็นระเบียบ แล้วค่อยแจกของขวัญเปิดกิจการหน้าประตูร้าน


ของขวัญเหล่านี้ไม่ใช่ของราคาแพง เป็นเพียงถั่วห่อเล็กๆที่ห่อด้วยถุงกระดาษสีแดง ด้านบนมีอักษรเขียนว่า ‘กิจการรุ่งเรือง’


แม้ไม่ได้มีราคาแพง แต่สำหรับครอบครัวที่ยังต้องดิ้นรนเพื่อปากท้อง นี่ถือว่าเป็นของดีเลยทีเดียว นำกลับไปให้ลูกๆที่บ้านได้กินเล่นนับว่าไม่เลวเลย


และที่สำคัญที่สุดก็คือ ของสิ่งนี้ได้มาเปล่าๆโดยไม่เสียเงิน!


เมื่อได้ยินว่าเตรียมมาเพียงพอที่จะแจกจ่ายให้กับทุกคน ฝูงชนจึงยอมไปต่อแถวรอรับของแจกอย่างเป็นระเบียบ


บางคนก็ลากพวกเหลียนฮวามาถามถึงกิจการด้านใน พวกเหลียนฮวาก็อธิบายให้แต่ละคนฟังโดยไม่รู้สึกรำคาญเลย


นางซุนเห็นดังนั้น จึงตะโกนเสียงดังขึ้นอีกครั้ง “กิจการโรงรื่นเริงของเราก็เปรียบเสมือนหอสุราขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เพียงแต่มีบริการที่หลากหลายและแปลกใหม่กว่าหอสุราทั่วไป! กินดื่มได้ ฟังการแสดงบทเพลงและละครได้ นวดได้ เล่นไพ่ได้ เรียกได้ว่ามีครบทุกอย่าง! ราคาเริ่มต้นอยู่ที่หนึ่งตำลึงเงินขึ้นไป ยินดีต้อนรับทุกคนเข้ามาเยี่ยมชม!”


จากนั้นก็แนะนำรายการอาหารในร้าน ใครที่อยากฟังการขับร้องบทเพลงก็เชิญไปที่ห้องโถงการแสดง แต่หากต้องการฟังการขับร้องแบบส่วนตัว ทางโรงรื่นเริงก็มีห้องส่วนตัวให้บริการ แต่เนื่องจากที่นี่เป็นกิจการที่ถูกต้องตามกฎหมาย หากต้องการใช้บริการห้องขับร้องส่วนตัว ต้องมีสาวใช้ของร้านติดตามเข้าไปด้วยสี่คน เพื่อป้องกันไม่ให้ลูกค้าทำเรื่องที่ไม่เหมาะสมต่อแม่นางผู้ขับร้อง ด้านการรับชมนักเล่าเรื่องก็ใช้กฎเกณฑ์เช่นเดียวกัน ส่วนบริการนวดแยกสัดส่วนชายหญิงชัดเจน สามีภรรยาสามารถจองห้องส่วนตัวด้วยกันได้ ส่วนสตรียังมีบริการเสริมความงามให้ได้เพลิดเพลินอีกด้วย เครื่องประทินผิวทั้งหมดเหอจิ่วเหนียงล้วนเป็นคนปรับปรุงสูตรขึ้นเองโดยเฉพาะ ใช้หนึ่งครั้งก็สวยทันตา ใช้หลายครั้งก็ยิ่งสวยขึ้น


ทุกคนแค่ได้ฟังก็รู้สึกตื่นเต้นมากแล้ว นี่เป็นสถานที่ที่สามารถใช้บริการได้ทั้งชายหญิง ทั้งยังมีกฎระเบียบไม่ให้ทำเรื่องที่ไม่เหมาะสม เช่นนี้ก็ไม่ต้องส่งคนมาจับตาดูสามี ทำให้เหล่าสตรีวางใจไปได้ไม่น้อย


ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น เป็ดดำลู่ที่ปกติซื้อได้ในจำนวนจำกัด แต่มาที่นี่แค่จ่ายเงินก็สามารถซื้อได้ไม่จำกัดจำนวนแล้ว ส่วนด้านเครื่องประทินผิว ท่านหมอเหอก็เป็นคนทำขึ้นเองอีกด้วย!


เนื่องด้วยก่อนหน้านี้ชาวจิงโจวหลายๆคนเคยตรวจโรคกับเหอจิ่วเหนียงมาก่อน โรคที่รักษายากหลายๆโรคนางก็สามารถรักษาได้ ทำให้ชื่อเสียงของหมอเหอในจิงโจวจึงโดดเด่นเป็นอันดับต้นๆ ช่วงนี้เหอจิ่วเหนียงไม่ไปประจำการตรวจโรคที่โรงหมอแล้ว แต่กลับเริ่มคิดค้นสูตรทำเครื่องประทินผิว เช่นนี้จะไม่ให้ตื่นเต้นได้อย่างไรกัน


สตรีในครอบครัวลู่ไม่มีคนใดที่ไม่รูปโฉมงดงามเลย แต่ละคนใบหน้าผ่องใส ผิวพรรณเนียนละเอียดงดงามยิ่งนัก ต้องเป็นเพราะฝีมือของเหอจิ่วเหนียงเป็นแน่ หากพวกนางได้ใช้ด้วยละก็ ต้องงดงามขึ้นแน่นอน!


ชั่วพริบตาเดียว ลูกค้าที่เข้าไปด้านในส่วนใหญ่ก็เป็นสตรีมากกว่าบุรุษ


เหอจิ่วเหนียงเห็นสถานการณ์ที่ชุลมุนถูกจัดการอย่างเป็นระเบียบเรียบร้อยภายใต้การดูแลของนางซุน ลดจำนวนผู้ได้รับบาดเจ็บไปได้มาก ทั้งยังทำให้โรงรื่นเริงมีลูกค้าเต็มร้านอย่างรวดเร็ว ในใจจึงรู้สึกภูมิใจในตัวหญิงชราผู้นี้มาก


แม้จะตื่นเต้น แต่นางซุนก็มีความสามารถมากจริงๆ มอบหมายโรงรื่นเริงให้นางดูแล เหอจิ่วเหนียงก็วางใจเต็มร้อย


“พี่สาว ขอบคุณที่ช่วยข้าเจ้าค่ะ”


เสียงเด็กน้อยดังมาจากอ้อมแขน เหอจิ่วเหนียงจึงนึกขึ้นได้ว่ายังอุ้มเด็กหญิงอยู่คนหนึ่ง พอก้มหน้าลงมองก็รู้สึกคุ้นหน้ายิ่งนัก


เด็กหญิงตัวน้อยอายุราวๆสามสี่ขวบ รุ่นราวคราวเดียวกับโก่วเอ๋อร์ จุกผมสองจุกบนศีรษะยุ่งเหยิง แต่ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อความน่ารักของนางเลยแม้แต่น้อย


เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันได้นึกว่าเคยเจอเด็กน้อยคนนี้ที่ไหนมาก่อนหรือไม่ สองสาวใช้ก็คุกเข่าโขกศีรษะให้เหอจิ่วเหนียงเสียก่อน วันนี้หากไม่ได้เหอจิ่วเหนียง พวกนางสองคนคงปกป้องคุณหนูน้อยเอาไว้ไม่ได้แน่


“เรื่องเล็กน้อย ไม่เป็นไรหรอก ต่อไปออกมาข้างนอกก็พาคนมาเยอะๆหน่อย คุณหนูน้อยของพวกเจ้ายังเด็กนัก พวกเจ้าเองก็ยังเป็นเด็กอยู่ ออกมากันแค่นี้อันตรายมากนะ”


สาวใช้ทั้งสองดูแล้วอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเหลียนฮวา เผลอๆอาจจะอ่อนกว่าด้วยซ้ำ หากเกิดเหตุร้ายกับพวกนางในสถานการณ์เมื่อครู่ ผลที่ตามมานั้นไม่อยากจะคิดเลย


เหอจิ่วเหนียงวางเด็กน้อยลง ดูจากการแต่งกายของนาง คาดว่าน่าจะเป็นคุณหนูจากตระกูลร่ำรวย หน้าตาน่ารักน่าชังยิ่งนัก


ชั่วขณะนั้น เหอจิ่วเหนียงพลันเกิดความรู้สึกอยากมีลูกคนที่สองขึ้นมา นางเองก็อยากมีลูกสาวสักคนเหมือนกัน เด็กผู้หญิงหน้าตาน่ารักน่าชังเช่นนี้ใครบ้างจะไม่ชอบล่ะ!


สามารถแต่งตัวให้นางได้หลากหลายแบบ ดูแลนางดั่งเทพธิดาตัวน้อยๆ แค่คิดก็ ‘ฟิน’ แล้ว!


ฝูงชนเริ่มแยกย้ายกันไปพอสมควรแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็เตรียมตัวจะไปดูแลงานในโรงรื่นเริงแล้วเช่นกัน จู่ๆเด็กหญิงตัวน้อยก็คว้ามือนางไว้ แล้วเอ่ยถาม “พี่สาว ข้าเข้าไปได้หรือไม่เจ้าคะ?”


มือป้อมๆชี้ไปทางโรงรื่นเริงด้วยแววตาเปี่ยมความหวัง


“ได้สิ โรงรื่นเริงนี้เป็นของข้าเอง ข้าพาเจ้าเข้าไปเดินเล่นได้!”


เหอจิ่วเหนียงยินดีเป็นอย่างมาก เด็กผู้หญิงน่ารักน่ารักเช่นนี้ใครจะไม่เอ็นดูบ้างเล่า!


“คุณหนูน้อย พวกเราออกมานานแล้ว หากยังไม่กลับนายท่านจะเป็นห่วงเอาได้นะเจ้าคะ”


สาวใช้คนหนึ่งเอ่ยเกลี้ยกล่อม แต่เด็กน้อยกลับยืนยัน “ข้าอยากซื้อของขวัญให้ท่านยาย”


อีกไม่กี่วันก็จะเป็นวันคล้ายวันเกิดของท่านยายแล้ว ทุกคนกำลังเตรียมของขวัญให้ท่านยาย นางเองก็อยากเตรียมของขวัญให้ท่านยายเช่นกัน ดังนั้นวันนี้จึงแอบหนีออกจากบ้านมากับสาวใช้สองคน


ขณะเดินผ่านมาทางนี้จึงเห็นว่ามีร้านบางอย่างเปิดใหม่ แถมยังคึกคักมากอีกด้วย จึงเข้าไปดู ใครจะคิดว่าจะเกือบถูกฝูงชนเหยียบ


ตอนที่เหอจิ่วเหนียงอุ้มนาง นางก็ได้ยินที่นางซุนพูด โดยเฉพาะที่บอกว่าในโรงรื่นเริงสามารถเสริมความงามได้ ทั้งยังสามารถซื้อเครื่องประทินผิวที่ท่านหมอเหอเป็นคนทำขึ้นด้วยตัวเองได้อีกด้วย นางฟังเข้าใจแค่ประโยคเดียวก็คือ ‘ทำให้คนดูอ่อนเยาว์ลงได้’ นางจึงอยากซื้อให้ท่านยาย!


สาวใช้ยังคงเกลี้ยกล่อม “ที่นี่ซื้อของขวัญไม่ได้นะเจ้าคะ คุณหนูน้อย พวกเราไปซื้อที่อื่นเถอะเจ้าค่ะ”


สาวใช้โน้มตัวลงอธิบายให้เจ้านายตัวน้อยฟัง เด็กหญิงเม้มปากเล็กน้อย ก่อนจะถามเหอจิ่วเหนียง “พี่สาวเจ้าคะ ข้าเข้าไปซื้อของขวัญที่สามารถทำให้คนอ่อนเยาว์ลงได้หรือไม่เจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินนางเรียกตนว่าพี่สาวอยู่หลายครั้งก็รู้สึกหลงใหลจนหัวใจแทบละลาย ชั่วขณะที่หลงใหลอยู่นั้นไม่ทันได้ฟังดีๆ ว่านางต้องการซื้อสิ่งใด จึงพยักหน้าไปทั้งอย่างนั้น “ได้สิ เจ้าอยากซื้ออะไรล่ะ ไปดูกัน เจ้าชอบสิ่งใดพี่สาวจะให้เจ้าเอง!”


กล่าวจบนางก็อุ้มเด็กน้อยเดินเข้าไปข้างในทันที สาวใช้ทั้งสองหันมองหน้ากันอย่างลังเล สุดท้ายก็รีบตามไป คุณหนูน้อยอยากไปไหน พวกนางก็ทำได้แค่ต้องตามไปเท่านั้น


“ท่านแม่ ท่านจัดการไปก่อนนะเจ้าคะ ข้าจะพาน้องสาวคนนี้เข้าไปเดินดูข้างในสักหน่อย!”


ตอนที่เดินผ่านนางซุน เหอจิ่วเหนียงตะโกนบอกอีกฝ่าย จากนั้นก็อุ้มเด็กหญิงตัวน้อยเดินเข้าไปด้านในอย่างอารมณ์ดี


นางซุนมอง ‘น้องสาว’ ที่เหอจิ่วเหนียงเรียก ทันใดนั้นก็ต้องกลอกตามองบน เด็กน้อยคนนี้ดูๆแล้วอายุน้อยกว่าโก่วเอ๋อร์ด้วยซ้ำ นางยังกล้าเรียกว่าน้องสาวอีกหรือ!


เหตุใดถึงได้กล้าเพียงนี้นะ!


แต่นางซุนไม่ได้ใส่ใจนัก หันมาดูแลผู้คนบริเวณรอบๆต่อ รับหน้าที่อธิบายบริการต่างๆต่อไป


จากเดิมที่ตื่นเต้นมาก แต่หลังจากได้ตะโกนพูดออกไปสองสามครั้งนางก็รู้สึกเข้าถึงบทบาททันที ไม่ได้ตื่นเต้นเหมือนก่อนหน้านี้แล้ว และเมื่อมองดูฝูงชนที่ต่อแถวกันเป็นระเบียบเรียบร้อย นางก็รู้สึกภูมิใจเป็นอย่างมาก


โรงรื่นเริงชิ่งเฟิงแห่งนี้ นางดูแลได้แน่นอน!


ตอนที่ 702: ชอบซวงผีหน่ายสีอะไร


เหอจิ่วเหนียงพาเด็กน้อยเข้าไปในโรงรื่นเริง และพานางขึ้นไปยังชั้นที่ดูแลความงามโดยตรง


“บันไดอยู่ทางนั้นเจ้าค่ะ”


เมื่อได้ยินว่าต้องขึ้นไปชั้นบน เด็กน้อยก็เข้าใจได้ว่าต้องขึ้นบันไดจึงตะโกนบอก แต่เหอจิ่วเหนียงกลับเดินไปยังทิศทางตรงกันข้าม และหยุดอยู่ตรงหน้าวัตถุทรงสี่เหลี่ยมบางอย่างที่ดูเหมือนกับกล่องไม้ขนาดใหญ่


“มันสูงเกินไป เดินขึ้นบันไดไปก็เหนื่อย ข้าจะพาเจ้าไปช่องทางลัด!”


เหอจิ่วเหนียงยักคิ้วให้เด็กหญิงอย่างภาคภูมิใจ 


เดี๋ยวประสบการณ์อันน่าตื่นเต้นที่กำลังจะเกิดขึ้นในไม่ช้านี้ ต้องทำให้น้องสาวผู้นี้หลงใหลนางแน่ ฮี่ๆๆ…


เด็กหญิงตัวน้อยไม่รู้ว่าช่องทางลัดคืออะไร แต่ฟังดูแล้วน่าสนใจมาก


หากในกล่องไม้นี้มีกระจกอยู่ด้วย เหอจิ่วเหนียงคงได้เห็นรอยยิ้มของตัวเองว่าเจ้าเล่ห์เพียงใด


โชคดีที่เด็กหญิงตัวน้อยและสาวใช้ทั้งสองไม่ได้อยู่ในอารมณ์ที่จะสนใจรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเหอจิ่วเหนียง เพราะจู่ๆพวกนางก็รู้สึกได้ว่า กล่องไม้ที่พวกนางเหยียบอยู่เกิดการเคลื่อนไหว


ใช่ มันเริ่มเคลื่อนไหว มันกำลังขึ้นไปอย่างช้าๆ


เด็กหญิงตัวน้อยกลัวมากจึงกอดคอเหอจิ่วเหนียงแน่น สาวใช้ทั้งสองเองก็จับมือกันโดยไม่รู้ตัว มีเพียงเหอจิ่วเหนียงที่ยังคงสงบนิ่ง เมื่อเห็นสายตาประหลาดใจที่พวกนางจับจ้องมา หัวใจของเจ้าของกิจการก็รู้สึกปลื้มปริ่มทันที


“พี่สาว นี่คือสิ่งใดเจ้าคะ ข้ารู้สึกกลัวนิดหน่อยเจ้าค่ะ”


ขึ้นมาได้ไม่นาน ความรู้สึกไร้น้ำหนักก็ค่อยๆหายไป เด็กหญิงตัวน้อยจึงเอ่ยปากถามนาง


เหอจิ่วเหนียงจะพลั้งปากตอบว่า ‘ลิฟต์’ แต่นางก็คิดว่าสิ่งนี้ไม่ได้ทำงานด้วยไฟฟ้า เป็นเพียงกลไกง่ายๆที่นางทำขึ้น และจำเป็นต้องอาศัยกำลังคนในการขับเคลื่อน


“สิ่งนี้เรียกว่าบันไดเลื่อน


เราแค่ยืนอยู่ในกล่องนี้ก็สามารถขึ้นไปถึงชั้นที่ต้องการได้อย่างรวดเร็วโดยที่ไม่เหนื่อยเลยแม้แต่น้อย หากมีโอกาส เจ้าพาครอบครัวของเจ้ามาสัมผัสประสบการณ์นี้ดูได้นะ”


เหอจิ่วเหนียงแนะนำอย่างกระตือรือร้น นี่เป็นครั้งแรกที่นางปฏิบัติต่อคนแปลกหน้าอย่างเป็นมิตรเช่นนี้ เหตุผลหลักก็คือ เด็กหญิงตัวน้อยผู้นี้น่ารักเสียเหลือเกิน ใบหน้าอ้วนกลม เสียงหวานจิ้มลิ้ม ทำให้ใจนางละลายแล้วละลายเล่า


ที่สำคัญที่สุดคือ นางกตัญญูมาก อายุน้อยแค่นี้ก็คิดอยากมอบของขวัญให้ท่านยายแล้ว ช่างเป็นเด็กที่เอาใจใส่ต่อคนรอบข้างมากจริงๆ


เด็กหญิงตัวน้อยพยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วถามต่อ “พวกเรากำลังบินอยู่หรือเจ้าคะ?”


สีหน้าท่าทางของนางค่อยๆตื่นเต้นราวกับเพิ่งรู้ตัว ขณะที่พูดก็ยังตบมือไปด้วย ไม่ต้องบอกเลยว่าน่ารักมากเพียงใด


“ใช่แล้ว ตอนนี้เรากำลังบินอยู่! ตรงนี้มีหน้าต่างบานเล็กๆ แค่เราเปิดก็สามารถมองเห็นข้างนอกได้”


เหอจิ่วเหนียงกล่าว พลางชี้ให้นางลองเปิดหน้าต่างนั้นเอง ภาพที่เห็นคือพวกนางค่อยๆลอยสูงขึ้น คนจำนวนมากก็กำลังมองพวกนางอยู่ ตอนนี้พวกนางอยู่สูงจากพื้นมาก นางไม่กล้ามองลงไปเพราะรู้สึกวูบโหวงท้องน้อย


เด็กอย่างไรก็คือเด็ก ไม่ว่าจะฉลาดและสุขุมเพียงใดก็ไม่อาจควบคุมความเป็นเด็กของตัวเองได้ เมื่อเห็นว่าตัวเองลอยสูงขึ้นเรื่อยๆ เด็กหญิงตัวน้อยก็อดส่งเสียงตื่นเต้นไม่ได้


สาวใช้อีกสองคนก็มีปฏิกิริยาแบบเดียวกัน แต่พวกนางรู้ว่าตัวเองเป็นสาวใช้จึงไม่กล้าแสดงความรู้สึกออกมามากเกินไป หากแต่ความตื่นเต้นทั้งหมดนั้นได้เผยไว้บนใบหน้าของพวกนางแล้ว


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกประสบความสำเร็จอย่างสูง ไม่รู้ว่าตอนนี้เด็กน้อยผู้นี้จะเลื่อมใสนางไปถึงไหนแล้ว แค่คิดก็มีความสุขมากจริงๆ


รอหาโอกาสค่อยไถ่ถามว่าเด็กน้อยผู้นี้เป็นลูกหลานจากตระกูลไหน ไม่รู้ว่าขอเป็นแม่บุญธรรมได้หรือไม่ แม้ไม่ใช่ลูกสาวแท้ๆ แต่ได้รับเป็นลูกบุญธรรมก็มีความสุขแล้ว แค่ได้เห็นนางหัวใจก็แทบจะละลาย


ไม่นานทั้งสี่ก็มาถึงชั้นความงาม บันไดเลื่อนหยุดลงอย่างมั่นคง ประตูไม้ถูกเปิดออก สาวใช้สองคนยืนอยู่หน้าประตูผายมือเชิญอย่างนอบน้อม คนงานหญิงคนหนึ่งเดินมาข้างหน้าโน้มตัวลงเล็กน้อย เตรียมจะพาพวกนางไปที่ห้องส่วนตัว


เหอจิ่วเหนียงโบกมือกล่าว “ไม่ต้องสนใจข้า ไปดูแลแขกท่านอื่นเถอะ”


“เจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงพาทั้งสามไปที่ห้องโถงใหญ่ของชั้นนี้ ด้านในเต็มไปด้วยอาหารอันโอชะมากมายหลายอย่าง วันนี้เปิดกิจการวันแรก ลูกค้าทุกท่านสามารถชิมได้โดยไม่คิดเงิน


ตอนนี้ทุกคนยังเดินชมอยู่ชั้นล่าง ชั้นนี้จึงยังไม่ค่อยมีใคร อาหารเหล่านี้จึงยังไม่มีใครแตะ เด็กหญิงตัวน้อยถือว่าเป็นแขกคนแรก


“เจ้าชอบสิ่งใดก็กินได้เลย ไม่ต้องเกรงใจ”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยพลางส่งถ้วยซวงผีหน่าย (พุดดิ้ง) สีชมพูให้นาง และเอ่ยอย่างคาดหวัง “ลองชิมดูสิ อร่อยมากเลยนะ”


เด็กน้อยขวยเขินอย่างเห็นได้ชัด นางรู้สึกว่าตนเองควรจะปฏิเสธ แต่ของในถ้วยที่ดูเด้งดึ๋งๆนี่ก็ดูน่ากินมาก ทำเอานางอดกลืนน้ำลายไม่ได้


เหอจิ่วเหนียงเข้าใจว่านางกำลังกังวลเรื่องอะไร เด็กน้อยที่มีความตระหนักรู้เช่นนี้ช่างหาได้ยากนัก นางจึงเอ่ยกับสาวใช้ที่อยู่ข้างหลังเด็กน้อย “พวกเจ้าก็ลองชิมดูสิ”


สาวใช้ทั้งสองมองหน้ากัน สาวใช้คนหนึ่งพยักหน้าขอบคุณ หยิบถ้วยเล็กที่สุดขึ้นมาชิมก่อน พลันนั้นดวงตาของนางเป็นเปล่งประกาย และหลังจากกินเข้าไปก็ไม่รู้สึกว่ามีสิ่งใดผิดปกติ จึงกล่าว “คุณหนูน้อย อร่อยเจ้าค่ะ!”


เด็กหญิงจึงรับถ้วยจากมือเหอจิ่วเหนียงด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สาว”


เหอจิ่วเหนียงหลงใหลกับเสียงหวานใสของเด็กน้อยอีกครั้ง ยกมือสองข้างขึ้นกอดอก มองดูนางกินซวงผีหน่ายด้วยอากัปกิริยาสง่างาม


แม้ภายนอกจะมอมแมม แต่ความสง่างามและกิริยามารยาทที่เผยออกมาช่างโดดเด่นสะดุดตายิ่งนัก ทำเอาเหอจิ่วเหนียงหลงใหลนางหนักขึ้น


“อร่อยหรือไม่?”


“อืมๆ อร่อยเจ้าค่ะ! พี่สาว สิ่งนี้เรียกว่าอะไรเจ้าคะ ข้าไม่เคยกินมาก่อนเลย”


เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก ดวงตากลมโตโค้งเป็นรูปพระจันทร์เสี้ยว กลืนอาหารในปากจนหมดจึงจะเอ่ยถาม


“สิ่งนี่เรียกว่าซวงผีหน่าย ถ้าเจ้าชอบ พี่สาวคนนี้จะให้คนจัดใส่กล่องให้เจ้าเอากลับไปกินที่บ้าน ยังมีขนมอย่างอื่นด้วย เอากลับไปกินที่บ้านนะ!”


ไม่เอาเงิน ไม่เอาเงินเลยสักอีแปะเดียว


น้องสาวน่ารักน่าเอ็นดูถึงเพียงนี้ จะเก็บเงินได้อย่างไรล่ะ!


“ขอบคุณเจ้าค่ะพี่สาว!”


เด็กน้อยยิ่งมีความสุขมากขึ้นไปอีก วันนี้ได้เจอพี่สาวใจดีเช่นนี้ช่างดียิ่งนัก


จะว่าไปแล้ว นางรู้สึกคุ้นหน้าพี่สาวคนสวยผู้นี้เล็กน้อย เหมือนเคยเจอที่ไหนมาก่อน


หลังจากเด็กน้อยกินไปครู่หนึ่ง เหอจิ่วเหนียงก็ถามขึ้น “เจ้าอยากซื้อเครื่องประทินผิวให้ยายของเจ้าใช่หรือไม่?”


“เจ้าค่ะ ข้าอยากซื้อเครื่องประทินผิวที่ทำให้ท่านยายดูอ่อนเยาว์ลงเจ้าค่ะ!”


เด็กหญิงยังไม่ลืมธุระสำคัญของตนเอง นางวางถ้วยเปล่าในมือลงทันที เตรียมจะไปดูของขวัญกับเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงยิ้มจนเมื่อยหน้าไปหมดแล้ว “ได้สิ ได้สิ พี่สาวจะพาเจ้าไปดูเอง เจ้าชอบอะไรก็หยิบได้เลย พี่สาวไม่คิดเงิน!”


แต่เด็กน้อยส่ายหน้า และกล่าวอย่างมีหลักการ “ไม่ได้เจ้าค่ะ เป็นของขวัญที่ข้าตั้งใจอยากมอบให้ท่านยาย ข้าต้องจ่ายเงินเจ้าค่ะ แค่นี้พี่สาวก็ดีกับข้ามากแล้ว”


ดูสิ สาวน้อยผู้นี้ช่างเป็นเด็กที่รู้ประสีประสามากจริงๆ!


“น้องสาว เจ้าชอบสีอะไร… ไม่ใช่สิ เจ้าชอบซวงผีหน่ายสีอะไร เดี๋ยวพี่สาวจะเตรียมเพิ่มให้เจ้าเยอะๆเลย”


สาวใช้สองคนที่อยู่ข้างๆ “…”


พวกนางมองเหตุการณ์อยู่ข้างๆตลอด จึงไม่พลาดที่จะได้เห็นรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ของเหอจิ่วเหนียง หากไม่ใช่เพราะฮูหยินสูงศักดิ์ท่านนี้หน้าตางดงามมาก และยังเป็นเถ้าแก่เนี้ยของโรงรื่นเริงแห่งนี้ละก็ พวกนางคงสงสัยไปแล้วว่าวันนี้ได้เจอกับคนร้าย


ไหนจะคุณหนูน้อยของพวกนางอีก อันที่จริงเนื่องจากเหตุการณ์อันเลวร้ายเมื่อปีที่แล้ว ทำให้นางกลัวคนแปลกหน้ามาก แต่เหตุใดวันนี้ถึงได้ผิดปกติเช่นนี้นะ


ตอนที่ 703: ดัดเสียงไปครั้งหนึ่งแล้วก็หยุดดัดไม่ได้เลย


เด็กน้อยไม่รู้เลยว่าสาวใช้ของตนกำลังคิดสิ่งใดอยู่ นางตอบคำถามเหอจิ่วเหนียงอย่างน่ารัก “ข้าชอบสีชมพูเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงพอใจอย่างมาก “อ๋อ ใช่ๆ เทพธิดาตัวน้อยก็ต้องชอบสีชมพูสิ เดี๋ยวพี่สาวจะให้คนใส่กล่องให้นะ ไปกัน! พี่สาวจะพาเจ้าไปเลือกเครื่องประทินผิว”


กล่าวจบ นางก็ยกร่างเด็กน้อยขึ้นมาอุ้มด้วยมือข้างเดียว แล้วพาเดินไปที่ห้องเก็บของส่วนตัว 

สาวใช้ทั้งสอง “!!!”


ฮูหยินท่านนี้…เรี่ยวแรงมหาศาลจริงๆ!


ในเมื่อจะมอบเครื่องประทินผิวให้ท่านยาย เช่นนั้นก็ต้องเป็นเครื่องประทินผิวที่ดีที่สุดที่นางเพิ่งปรับสูตรใหม่ออกมา!


ดังนั้นเมื่อมาถึงห้องเก็บสินค้าส่วนตัว เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ถามอะไรทั้งนั้น เพราะเด็กน้อยคงไม่เข้าใจอยู่แล้ว นางจึงเป็นคนเลือกให้เอง


ตามความรู้ของเหอจิ่วเหนียงเกี่ยวกับสภาพผิวของหญิงวัยกลางคนและผู้สูงอายุ นางเลือกเครื่องประทินผิวที่ให้ความชุ่มชื้นและลดริ้วรอยเป็นหลัก ซึ่งใช้ได้ดีและเหมาะกับผิวเกือบทุกสภาพผิว ให้เด็กน้อยนำกลับไปอย่างไรก็ไม่ผิดหวัง


หลังจากนั้น นางอธิบายวิธีและขั้นตอนการใช้ให้ฟังหนึ่งรอบ นางไม่คิดว่าเด็กน้อยจะจำได้ จึงบอกกับสาวใช้ทั้งสอง หวังว่าถึงเวลานำไปใช้ ทั้งสองจะสามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน


เมื่อมั่นใจว่าพวกนางจำได้แล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงนำบรรจุใส่กล่องให้ด้วยตัวเอง ใช้กล่องของขวัญที่งดงามประณีตห่อให้ และส่งให้กับสาวใช้


“พยายามใช้ให้หมดภายในสามเดือนนะ ไม่อย่างนั้นประสิทธิภาพจะไม่ดีนัก”


“เจ้าค่ะ ขอบคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ”


กล่าวจบสาวใช้ทั้งสองก็ขอบคุณนาง อาศัยอยู่ในจิงโจวเหมือนกัน พวกนางย่อมรู้จักชื่อเสียงของท่านหมอเหออยู่แล้ว เมื่อครู่ตอนอยู่ข้างล่างพวกนางได้ยินคนพูดคุยกันว่าของเหล่านี้ได้มายากมากเพียงใด บางครั้งมีเงินก็ใช่ว่าจะซื้อได้ แต่คุณหนูน้อยของนางกลับเก่งมาก ได้รู้จักกับเจ้าของโรงรื่นเริงแห่งนี้โดยตรง จึงช่วยลดปัญหายุ่งยากไปได้มากจริงๆ


พอนึกถึงเมื่อครู่ที่พวกนางคิดจะพาคุณหนูน้อยกลับก็รู้สึกผิดไม่น้อย ต่อไปจะต้องเชื่อฟังคำพูดของคุณหนูน้อยให้ดีแล้ว


“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ต่อไปคุณหนูน้อยของพวกเจ้าอยากมาเมื่อไรก็พามาได้ตลอดเลยนะ ต่อให้ข้าไม่อยู่ คนที่นี่ก็จะดูแลนางเป็นอย่างดี”


กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็คุกเข่าข้างหนึ่งลง ให้ความสูงอยู่ในระดับเดียวกับเด็กน้อย และดัดเสียงแหลมเล็กน่ารักเอ่ยกับนาง “พี่สาวชื่อเหอจิ่วเหนียง เจ้าบอกพี่สาวได้หรือไม่ว่าเจ้าชื่ออะไร?”


สาวใช้ทั้งสอง “!!!”


ที่แท้ ฮูหยินผู้เลอโฉมท่านนี้ก็คือท่านหมอเหอหรือนี่!?


ที่ผ่านมาเคยได้ยินคนบอกว่า ท่านหมอเหอรูปลักษณ์งดงามยิ่งนัก วันนี้ท่านหมอเหองดงามเพียงใด พวกนางได้มาประจักษ์กับตาเนื้อตัวเองแล้ว


“เจ้าค่ะ! ข้าชื่อเหยาซูซู พี่สาวเรียกชื่อเล่นข้าว่าซูซูก็ได้เจ้าค่ะ ซูที่มาจากคำว่า เสี่ยวซูโร่ว ที่มีความหมายว่า เนื้อหมูสามชั้นทอดกรอบสีทองเจ้าค่ะ!”


เสียงหวานใสน่ารักของเด็กน้อยยามขับขายชื่อตนเอง ทำเอาเหอจิ่วเหนียงถึงกับใจละลายไปเลย หน้าตาน่ารักยังไม่พอ ชื่อยังน่ารักมากอีกด้วย!


นางดัดเสียงแหลมเล็กๆน่ารักกล่าว “ไอหยา ช่างเป็นชื่อที่น่ารักจริงๆเลย เจ้าอ่านหนังสือออกหรือไม่?”


พอดัดเสียงไปครั้งนึงแล้วก็หยุดดัดไม่ได้เลย รู้สึกดีจนหลังจากนั้นก็ไม่มีท่าทีจะหยุดดัดเสียงพูดเลย


เด็กน้อยพยักหน้ากล่าว “ท่านตาเคยสอนเจ้าค่ะ”


“ท่านตาของเจ้าดีกับเจ้ามากจริงๆ! เห็นได้ชัดว่าท่านตารักซูซูมาก”


“เจ้าค่ะ ข้าก็รักท่านตา! ท่านยายก็ดีกับซูซูมากเช่นกันเจ้าค่ะ ข้าเองก็รักท่านยายมากด้วย!”


“และนี่จึงเป็นเหตุผลที่เจ้าอยากซื้อของขวัญให้ท่านยายใช่หรือไม่ ไอหยา ซูซูของเราช่างเป็นเด็กกตัญญูจริงๆ!”


นางไม่ใช่แค่พูดเท่านั้น แต่ยังใช้สองมือบีบแก้มเล็กๆของนางอย่างเบามืออีกด้วย ทำเอาเด็กน้อยถึงกับเขินอายไม่กล้าตอบอะไร แค่พยักหน้ายิ้มอย่างเดียว


แม้ท่านตากับท่านยายจะรักนางมาก และชื่นชมนางอยู่บ่อยๆ แต่ก็ชื่นชมแค่นางว่าเป็นเด็กดีเท่านั้น ไม่ได้ชมเหมือนที่พี่สาวผู้นี้ชมนางเลย


เมื่อครู่พี่สาวผู้นี้บอกว่านางเป็นเทพธิดาตัวน้อย ตอนนี้ยังชมว่านางเป็นเด็กน้อยที่กตัญญูอีก นางชอบพี่สาวผู้นี้มากจริงๆ


หลังจากให้ของเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็พานางไปกินอาหารต่อ จากนั้นก็ถึงคราท่าไม้ตายแล้ว พานางไปห้องเด็กเล่น ล้วนเป็นสิ่งที่เด็กๆชอบทั้งสิ้น เด็กน้อยถึงกับเดินต่อไม่ไหวแล้ว


สาวใช้ทั้งสองร้อนใจมาก อยากเกลี้ยกล่อมให้นางกลับบ้านแต่เด็กน้อยก็ยังไม่อยากกลับ เหอจิ่วเหนียงเองก็อาลัยอาวรณ์นางเหมือนกันจึงให้สาาวใช้ที่ถือเครื่องประทินผู้นั้นกลับไปก่อน ให้นำของขวัญไปเก็บ และจะได้บอกคนที่บ้านไว้สักคำ ที่บ้านจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง


วันเปิดกิจการวันแรกเช่นนี้ไม่ว่าคนอื่นจะยุ่งกันตัวเป็นเกลียวเช่นไร แต่ก็มีแค่เหอจิ่วเหนียงคนเดียวที่ไม่ได้ช่วยอะไรเลย เอาแต่มาดูแลเด็กน้อยผู้น่ารักผู้นี้


ใช่ ได้ยินมาว่าดูเด็กผู้หญิงที่น่ารักมากเท่าไหร่ ลูกที่เกิดมาจะได้น่ารักเช่นนี้เหมือนกัน


แม้นางยังไม่ตั้งครรภ์ แต่ดูไปก่อนล่วงหน้าก็ไม่เป็นไร!


วันนี้นางซุนยุ่งจนตัวเป็นเกลียวแล้ว ไม่มีเวลามาสนใจนาง เดินผ่านนางไปหลายครั้งก็เห็นนางเอาแต่จ้องเด็กน้อยแล้วยิ้มจนเหมือนคนเสียสติไปแล้ว นางซุนก็ได้กรอกตามองบน


บอกให้คลอดเองสักคนก็ไม่ฟัง ตอนนี้เห็นลูกคนอื่นน่ารักก็จ้องจนน้ำลายไหลแล้ว สมน้ำหน้า!


ยุ่งมาทั้งวัน แม้จะรู้สึกเหนื่อยมาก แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกว่ายากอะไรเลย ทั้งยั้งจัดการได้อย่างคล่องมืออีกด้วย


นางไม่ใช่หญิงชราชาวบ้านที่ทำเป็นแค่การขุดดินถอนหญ้าอีกแล้ว แต่นางเป็นหญิงชราที่ทมีความสามารถในการจัดการดูแลกิจการ ต่อไปเวลาคุยกับบุตรชายคุยกับลูกสะใภ้ก็ไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะพูดกับพวกเขาไม่รู้เรื่องแล้ว ยิ่งไม่ต้องกลัวว่าตัวเองจะเป็นภาระของลูกๆอีกแล้ว


นางถึงขั้นคิดด้วยว่ารอหลังจากชายชราลู่กลับมาจากชางโจวก็จะให้เขามาช่วยดูแลจัดการด้วยกัน ทำไม่เป็นก็เรียนรู้ได้ แต่จะให้อยู่เฉยไม่ทำอะไรเลยไม่ได้เด็ดขาด หากจะรอแต่ให้พวกลูกๆเลี้ยงดู ชีวิตเช่นนั้นไม่มีความหมายเอาซะเลย


เมื่อตอนวัยสาวไม่มีโอกาสและความสามารถนั้น ตอนนี้แม้อายุจะมากแล้ว แต่ร่างกายก็ยังแข็งแรงดี ขอแค่เต็มใจที่จะเรียนรู้ก็ไม่มีอะไรที่เราทำไม่ได้หรอก


กิจการโรงรื่นเริงเปิดให้บริการถึงดึก ตลาดยามค่ำคืนของจิงโจวก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อกิจการ พวกเด็กๆ หลังจากกลับมาจากสำนักศึกษาก็มาที่โรงรื่นเริงเลย เปิดกิจการวันแรกพวกเขาก็อยากมาช่วยบ้าง


“ท่านย่า ท่านแม่ข้าล่ะขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์มาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของเหอจิ่วเหนียงก็เลยวิ่งมาถามนางซุน วันนี้ท่านอาจารย์เรียกเขาไปคุยเป็นการส่วนตัวแล้ว บอกว่าด้วยความสามารถของเขาหลังจากไปเข้าเรียนที่เมืองหลวงไม่ต้องเข้าเรียนชั้นระดับเด็กเล็ก ให้เข้าเรียนสำนักศึกษาปกติได้เลย เชื่อว่าพ่อของเขาต้องจัดการให้เขาได้แน่นอน


โก่วเอ๋อร์รู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย ก็เลยอยากถามความเห็นของเหอจิ่วเหนียง แต่กลับไม่เห็นนางเลย


“แม่เจ้าอยู่ในห้องเด็กเล่นนู้น เจ้าไปก็เห็นเอง”


นางซุนเจียดเวลามาจิบน้ำชาเล็กน้อย มือชี้ทางให้โก่วเอ๋อร์ เสร็จแล้วก็ไปยุ่งกับงานต่อ


ตอนนี้โก่วเอ๋อร์ยังไม่รู้ว่าท่านแม่ของเขาเปลี่ยนใจไปรักคนอื่นแล้ว เขาไปหาท่านแม่ด้วยความดีอกดีใจ


พอมาถึงหน้าห้องเด็กเล่นก็ได้ยินเสียงดัดที่แหลมมากของท่านแม่ท่ามกลางเสียงเจี๊ยวจ๊าว


“ซูซู โยนลูกบอลมาให้พี่สาว พี่สาวจะรอรับอยู่ตรงนี้!”


“ซูซู ทำเช่นนี้ ดูการเคลื่อนไหวของพี่สาวนะ ใช่ๆๆ ถูกต้อง เก่งจริงๆเลย เด็กดี!”


“ซูซู เหนื่อยหรือยัง ไปกันเถอะ พี่สาวจะพาเจ้าไปดื่มน้ำพักสักหน่อนย!”

…….

ชั่วขณะนั้นโก่วเอ๋อร์ก็สับสนงุนงงขึ้นแล้ว นี่ใช่ท่านแม่ของเขาจริงๆหรือนี่


เหตุใดท่านแม่ต้องพูดเช่นนี้ เสียงเหมือนมีเสมหะติดคออยู่เลย แล้วเหตุใดท่านแม่ต้องคอยมาเล่นกับเด็กผู้หญิงคนนี้ด้วย


เอ๊ะ นั่นใช่ซูซูรึปล่าวนะ!


ตอนที่ 704: สุดท้ายก็ทุ่มเทผิดคน


โก่วเอ๋อร์รู้สึกคุ้น แต่ไม่แน่ใจว่าใช่ ‘ซูซู’ ที่เขารู้จักหรือไม่


เด็กชายวิ่งเข้าไปในห้องทันที และพบว่ามารดากำลังนั่งดูเด็กผู้หญิงตัวน้อยๆ ผมเผ้ายุ่งเหยิงกินอาหารอยู่อย่างเพลิดเพลิน


สิ่งที่ทำให้โก่วเอ๋อร์ยิ่งแปลกใจคือ เด็กหญิงสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง เนื้อตัวมอมแมมตรงหน้านี้ เขารู้สึกคุ้นเคยยิ่งนัก!


“ท่านแม่!”


โก่วเอ๋อร์ตะโกนเรียกมารดา และวิ่งไปหาอย่างรวดเร็วราวกับสายลม


เสียงของบุตรชายดึงเหอจิ่วเหนียงออกมาจากภวังค์แห่งความหลงใหลในเทพธิดาตัวน้อย เมื่อเห็นโก่วเอ๋อร์ หญิงสาวก็รีบโบกมือเรียกอย่างตื่นเต้น อยากแนะนำให้ทั้งสองได้รู้จักกัน


เด็กทั้งสองอายุไล่เลี่ยกัน ไม่แน่อาจเป็นสหายกันได้


ถึงแม้หลังจากที่บุตรชายของนางได้เรียนตำราแล้วจะทำให้เขาดูโตขึ้นไม่น้อย ไม่ได้ไร้เดียงสาเหมือนเทพธิดาน้อยผู้นี้ แต่โก่วเอ๋อร์ก็มักจะมีนิสัยอ่อนโยนต่อเด็กที่อายุไล่เลี่ยกันมาโดยตลอด ให้เด็กทั้งสองสร้างความสัมพันธ์กันก่อน แล้วนางค่อยหาโอกาสไปขอรับเหยาซูซูเป็นบุตรบุญธรรม


ใช่ นางตั้งใจจะรับเหยาซูซูเป็นบุตรบุญธรรมจริงๆ แต่หากไม่สามารถรับเป็นบุตรบุญธรรมได้ เช่นนั้นขอรับเป็นน้องสาวบุญธรรมก็ได้!


นางไม่เคยมีความคิดจับคู่ให้ลูกชายตัวเองตั้งแต่เด็กเลย ในหัวของนางไม่มีความคิดเช่นนี้แม้แต่น้อย เรื่องชีวิตคู่ ต้องให้เจ้าตัวเป็นคนเลือกเอง หากนางจับคู่หมั้นหมายให้ลูกตั้งแต่เด็ก เด็กเติบโตมาแล้วไม่ได้รักไม่ได้ชอบกัน เช่นนั้นจะไม่กลายเป็นคนสองคนที่เกลียดกันหรือ


สำหรับซูซู นางสนใจแค่เพียงว่าเด็กคนนี้เป็นเด็กที่นางชอบ นางขอเพียงรับเด็กหญิงเป็นบุตรบุญธรรมก็พอแล้ว นางไม่ได้คิดเรื่องอื่นใดไปมากกว่านี้


“นางชื่อซูซู วันนี้แม่เพิ่งได้รู้จักสหายคนใหม่ เจ้าก็แนะนำตัวทำความรู้จักสักหน่อยสิ!”


เหอจิ่วเหนียงดึงบุตรชายเข้ามาใกล้ แล้วแนะนำให้เด็กทั้งสองรู้จักกัน


ซูซูที่เดิมทีกำลังนั่งกินขนมอยู่ พอหันไปเห็นโก่วเอ๋อร์ แววตากลมโตก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้นถึงขั้นลืมขนมในมือ ยื่นมือไปหาโก่วเอ๋อร์ทันที


“พี่โก่วเอ๋อร์!”


เสียงเล็กน่ารักนั้นเมื่อครู่ยังใช้เรียกนางว่าพี่สาวอยู่เลย ตอนนี้เด็กหญิงกลับพุ่งไปกอดบุตรชายนาง แถมเรียกเขาว่าพี่ชายซะแล้ว


เหอจิ่วเหนียงงุนงง


นี่มันเกิดอะไรขึ้น?


สองคนนี้รู้จักกันหรือ เหตุใดนางถึงไม่รู้ล่ะ?


แย่แล้ว…แย่แล้ว!


เจ้าลูกชายคนนี้ โตแล้วหัดมีความลับกับแม่แล้วหรือ ได้รู้จักสหายใหม่ก็ไม่เล่าให้นางฟังเลย!


และที่น่าปวดใจยิ่งกว่าคือ เหอจิ่วเหนียงต้องมานั่งดูเด็กหญิงตัวน้อยที่นางประคบประหงมมาทั้งวัน ทิ้งนางแล้ววิ่งไปกอดบุตรชายของนาง ทำเอานางใจชาวาบ นางสู้อุตส่าห์เอาใจมาทั้งวัน สาวน้อยผู้นี้ไม่เห็นกระตือรือร้นอยากกอดนางเช่นนี้บ้างเลย!


ชั่วพริบตานั้น เหอจิ่วเหนียงก็ไม่คิดอยากมีบุตรสาวอีก แค่คิดว่าบุตรสาวตัวน้อยๆ ที่นางฟูมฟักทะนุถนอมมากับมือ อาจวิ่งไปกอดผู้ชายคนอื่นเข้าสักวัน นางก็รู้สึกยอกอกจนแทบทนไม่ไหวอยู่แล้ว!


ภายในเวลาสั้นๆตรงนี้ เหอจิ่วเหนียงราวกับตกตะกอนได้ถึงความหมายของชีวิต รู้สึกราวกับตนเองคือผู้อาวุโสที่ผ่านโลกมาอย่างเจนจัด ไม่ว่าจะรสชาติแห่งความสุข ความทุกข์ ความเจ็บปวดเสียใจ นางก็ประสบมาหมดแล้ว และตกผลึกอย่างถ่องแท้ก็มิปาน


“เจ้าคือน้องซูซูหรือ?”


โก่วเอ๋อร์เห็นคนโผเข้ามาหาเช่นนี้ก็กลัวว่านางจะล้ม จึงรีบตั้งท่าให้มั่นคงเพื่อรับนางไว้ จากนั้นก็พิจารณาใบหน้าอันกลมดิกของอีกฝ่ายอย่างละเอียด


ไม่ได้เจอกันตั้งนาน เขาแทบจะจำนางไม่ได้แล้ว


“อื้ม ข้าซูซูเอง!”


เด็กหญิงพยักหน้าหงึกๆ จับมือโก่วเอ๋อร์ไว้ไม่ยอมปล่อย


เหอจิ่วเหนียงนั่งกุมดวงใจอันเจ็บปวดของตนเองอยู่ข้างๆ ยามนี้นางแทบหายใจไม่ออก


นางเหนื่อยเหลือเกิน นางพอแล้ว ให้เด็กทั้งสองไปเล่นกันเถอะ


แต่โก่วเอ๋อร์ไหนเลยจะปล่อยให้เหอจิ่วเหนียงได้พัก เขาลากเด็กหญิงมาตรงหน้านาง เอ่ยถามด้วยความตื่นเต้น “ท่านแม่ ท่านรู้จักซูซูได้อย่างไรขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันตอบ เด็กน้อยซูซูก็ชิงตอบไปก่อน “พี่สาวเป็นคนช่วยข้าไว้! ทั้งยังให้ข้ากินของอร่อยๆ และพาข้าเล่นอีกด้วย!”


ช่วยหรือ!


โก่วเอ๋อร์พลันขมวดคิ้วด้วยความสงสัย พลางหันมองเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงอธิบายอย่างหมดเรี่ยวแรง “วันนี้เปิดกิจการวันแรก ข้างนอกคนเบียดเสียดกันเยอะมาก ซูซูกับสาวใช้ของนางถูกเบียดล้มจนเกือบถูกคนเหยียบ แม่ก็เลยเข้าไปช่วย”


ทันใดนั้นโก่วเอ๋อร์ก็หันไปถามซูซูด้วยความเป็นห่วง “แล้วซูซูบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่?”


ซูซูส่ายหน้าตอบ พอตระหนักบางอย่างได้ก็ถามขึ้น “ที่นี่เป็นหอสุราของบ้านพี่โก่วเอ๋อร์หรือ?”


นางจำไม่ได้ว่าที่นี่เรียกว่าโรงรื่นเริง คุ้นเคยแต่คำว่าหอสุรา


นางรู้ว่าพี่สาวที่เพิ่งรู้จักกันวันนี้เป็นเจ้าของหอสุราแห่งนี้ แล้วพี่โก่วเอ๋อร์ก็เรียกพี่สาวว่าท่านแม่ แสดงว่าหอสุราแห่งนี้ก็คือบ้านของพี่โก่วเอ่อร์น่ะสิ


แต่การเรียกขานนี้เหตุใดถึงได้ยุ่งเหยิงเช่นนี้นะ นางชักจะเริ่มงุนงนแล้ว


โก่วเอ๋อร์เองก็สับสนเช่นกัน จึงกล่าว “น้องซูซู เจ้าเรียกท่านแม่ข้าว่าพี่สาวไม่ได้ ต้องเรียกท่านป้า ใช่หรือไม่ขอรับท่านแม่?”


เหอจิ่วเหนียง “…”


ป้าอย่างนั้นหรือ?


เหอจิ่วเหนียงถึงกับปวดหัวตงิด.ตงิด


ดวงใจของนางแหลกสลายครั้งแล้วครั้งเล่า ความเจ็บปวดในวันนี้ เป็นฝีมือบุตรชายแท้ๆของนางเอง


นางรู้สึกคิดถึงลู่ไป่ชวนขึ้นมาแล้วสิ อย่างน้อยลู่ไป่ชวนก็ไม่ทำร้ายนางเช่นนี้


ไม่ว่าดวงใจจะเจ็บแปลบเพียงใด แต่ภายนอกเหอจิ่วเหนียงก็ยังคงไว้หน้าบุตรชาย “ใช่ๆๆ ควรเรียกว่าท่านป้า จะได้ไม่งงเนาะ อ้อจริงสิ แล้วพวกเจ้ารู้จักกันได้อย่างไร?”


เหอจิ่วเหนียงถือโอกาสนี้ถาม โก่วเอ๋อร์ถึงกับทำหน้างง “ท่านแม่ ท่านลืมไปแล้วหรือขอรับ?”


“???” เหอจิ่วเหนียงยิ่งงงเข้าไปใหญ่


แล้วนางควรจำอะไรได้หรือ?


โก่วเอ๋อร์เห็นหน้างุนงงของมารดาก็รู้ได้ว่านางลืมไปแล้วแน่นอน เขาจึงอธิบาย “ปีที่แล้วที่ข้าถูกคนร้ายจับตัวไปไว้บนภูเขาอย่างไรล่ะขอรับ ซูซูก็ถูกจับตัวไปที่นั่นเหมือนกัน!”


อ๋อออ∼


มิน่าล่ะ!


ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็นึกออกแล้ว ตอนนั้นข้างกายบุตรชายมีเด็กผู้หญิงคนหนึ่งอยู่ด้วย 


นางก็ว่าอยู่ เหตุใดถึงได้รู้สึกคุ้นนัก!


เหอจิ่วเหนียงสำรวจซูซูอย่างละเอียด และก็ได้คำตอบว่าเหตุใดตนถึงจำซูซูไม่ได้ เพราะซูซูในตอนนั้นร่างกายซูบผอมมาก ผอมจนเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก อาจเป็นเพราะถูกจับตัวไปนานหลายวัน บวกกับเด็กวัยนี้โตเร็วมาก รูปร่างหน้าตาก็เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วเช่นกัน ไม่ได้เจอกันปีกว่า จำไม่ได้จึงเป็นเรื่องปกติ


“เสี่ยวซูซู ที่แท้ก็เป็นเจ้านี่เอง!”


เหอจิ่วเหนียงยื่นมือไปจับแก้มเด็กหญิง ในคืนนั้นนางไม่ทันได้สนใจเด็กน้อยผู้นี้เลย


ตอนนั้นในใจของนางเป็นห่วงโก่วเอ๋อร์เหนือสิ่งอื่นใด บวกกับตอนนั้นมีบุรุษผู้ไม่รู้จักขอบเขตคนหนึ่ง (ที่เพิ่งมารู้ในตอนหลังว่าคือลู่ไปชวน) ที่เจอกันครั้งแรกก็โอบเอวนางแล้ว ทั้งยังแต๊ะอั๋งนางอีก ทำให้นางโมโหมาก จึงไม่มีแก่ใจได้สนใจเด็กผู้หญิงที่อยู่ข้างๆโก่วเอ๋อร์ในตอนนั้นเลย


เด็กหญิงตัวผอมแห้งในวันนั้น ตอนนี้ถูกเลี้ยงดูจนตัวขาวอวบนุ่มนิ่ม เห็นได้ชัดว่าครอบครัวประคบประหงมนางเป็นอย่างดี หนึ่งปีที่ผ่านมามีชีวิตที่ดีและมีความสุขมาก


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกดีใจแทนนาง


ตอนแรกแม้แต่โก่วเอ๋อร์ก็เกือบจำไม่ได้ จำได้แค่ว่านางชื่อซูซู แต่เมื่อเด็กหญิงเป็นฝ่ายเรียกเขาว่าพี่โก่วเอ๋อร์ก่อน เขาจึงมั่นใจว่านางก็คือเสี่ยวซูซูที่เขาได้รู้จักบนภูเขาในคราวนั้น


ได้เจอน้องสาวผู้น่ารักอีกครั้ง โก่วเอ๋อร์ก็ลืมไปแล้วว่าเขามาหาท่านแม่เพราะอะไร เด็กทั้งสองวิ่งไปเล่นของเล่นด้วยกัน ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็นั่งดูอยู่ข้างๆราวกับคน.อกหัก


นั่งดูไปสักพัก ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็นึกขึ้นได้ว่าวันนี้เป็นวันเปิดกิจการ ตัวเองไม่ได้ช่วยทำอะไรเลย เล่นกับเด็กน้อยอยู่ที่นี่ทั้งวันจนสุดท้ายก็ถูกทอดทิ้ง


นางถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะลุกยืนขึ้น และกำชับกับบุตรชาย “โก่วเอ๋อร์ ดูแลน้องสาวให้ดีนะ แม่จะไปช่วยงานสักหน่อย”


ตรงนี้ไม่มีใครสนใจนางแล้ว แม้แต่บุตรชายของนางก็ยังไม่สนใจ แล้วนางยังจะนั่งอยู่ทำไมกัน


“ขอรับ ท่านแม่วางใจได้!”


โก่วเอ๋อร์รับปากอย่างแข็งขัน ซูซูก็ยิ้มตาหยีรับ จากนั้นดึงโก่วเอ๋อร์เข้าไปกระซิบบางอย่าง ไม่ได้สังเกตถึงความน้อยใจของเหอจิ่วเหนียงเลยแม้แต่น้อย


เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจอีกคำรบ แล้วพึมพำกับตัวเอง “สุดท้ายก็ทุ่มเทให้ผิดคน!”


ถอนหายใจทิ้งเสร็จนางก็เตรียมจะเดินออกไป ทันใดนั้นสาวใช้ที่ให้กลับไปเก็บของก่อนก็กลับมาพอดี สีหน้าสาวใช้เป็นกังวลอย่างเห็นได้ชัด อยากจะพูดบางอย่างกับเหอจิ่วเหนียงแต่ก็พูดไม่ออก


ตอนที่ 705: ปลาเน่าตัวเดียวเหม็นทั้งข้อง


ดูจากสีหน้าท่าทีของสาวใช้จวนตระกูลเหยาผู้นี้แล้ว ด้วยประสบการณ์ เหอจิ่วเหนียงมองแวบเดียวก็รู้ว่าอีกฝ่ายมีเรื่องกลุ้มใจบางอย่าง เถ้าแก่เนี้ยแห่งโรงรื่นเริงชิ่งเฟิงจึงเอ่ยถามทันที “เจ้ามีเรื่องอะไรก็พูดมาเถอะ”


เห็นแก่เสี่ยวซูซู นางจึงพร้อมที่จะรับฟัง


“ฮู…ฮูหยินขายเครื่องประทินผิวให้บ่าวอีกสักสองชุดได้หรือไม่เจ้าคะ?”


สีหน้าสาวใช้ลำบากใจยิ่งนัก ขณะเอื้อนเอ่ยก็มีท่าทีอึกอักเล็กน้อย ทั้งยังไม่กล้าสบตาเหอจิ่วเหนียง


“เพราะเหตุใด เหล่าฮูหยินของพวกเจ้าใช้หมดเร็วขนาดนั้นเลยหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงจงใจถาม พร้อมจับจ้องใบหน้าสาวใช้อย่างไม่วางตา จับสังเกตอารมณ์ทางสีหน้าไม่ให้พลาดจุดใดไป


อันที่จริง หากนำกลับไปแล้วเหล่าฮูหยินของนางชอบ จนนางอยากจะซื้อให้สหายพี่น้องของตัวเองเพิ่มอีกสักชุดเหอจิ่วเหนียงก็เข้าใจได้ และตนก็ยินดีจะขายให้ ทว่าปฏิกิริยาของสาวใช้ผู้นี้ดูผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด 


ต้องมีเรื่องไม่ชอบมาพากลเป็นแน่


“มะ ไม่…ไม่ใช่เจ้าค่ะ…”


สาวใช้เริ่มมีน้ำตาคลอ ไม่รู้ควรเอ่ยเหตุผลออกไปเช่นไร


คุณหนูน้อยของพวกนางสามารถซื้อเครื่องประทินผิวได้อย่างไรพวกนางล้วนเห็นกับตา เป็นเพราะท่านหมอเหอเอ็นดูในความน่ารักของคุณหนูน้อย จึงขายให้นางในราคาถูก เก็บเงินเพียงเล็กน้อยพอเป็นพิธี ไม่อย่างนั้นเงินค่าขนมอันน้อยนิดของคุณหนูน้อยไหนเลยจะพอซื้อสินค้าราคาสูงและหายากเช่นนั้นได้


แต่การที่พวกนางรู้ ไม่ได้หมายความว่าเจ้านายที่บ้านจะรู้ พอเห็นนางนำของชิ้นนี้กลับไป แต่ละคนก็คิดใช้สารพัดเล่ห์เหลี่ยม หมายจะอาศัยความสัมพันธ์ที่มีกับคุณหนูน้อยเพื่อให้ได้ในสิ่งที่ตัวเองต้องการ


“รีบพูดมา ข้ายังมีธุระต้องทำ!”


เห็นท่าทีอ้ำอึ้งของสาวใช้ เหอจิ่วเหนียงก็หมดความ.อดทน นาง.อดทนกับเหยาซูซูได้เป็นพิเศษก็จริง แต่ไม่ได้หมายความว่าจะไม่มีขอบเขต


สาวใช้พลันสะดุ้ง รีบตอบรับทันที “เจ้าค่ะ บ่าวพูดแล้วเจ้าค่ะ”


นางเหลือบมองเหยาซูซูที่กำลังเล่นกับโก่วเอ๋อร์อย่างมีความสุขอยู่ไม่ไกลแวบหนึ่ง ก่อนจะละสายตากลับมา แล้วกล่าว “หลังจากบ่าวกลับไปถึงจวน บ่าวพบกับฮูหยินน้อยทั้งสองเข้า พอรู้ว่าคุณหนูน้อยซื้อเครื่องประทินผิวมาจากฮูหยินได้ พวกนางก็อยากซื้อบ้าง จึง…จึงให้บ่าวมาถามท่านเจ้าค่ะ…”


[1] ฮูหยินน้อยทั้งสองในที่นี้คือ สะใภ้ของจวนตระกูลเหยา เป็นภรรยาของน้องชายมารดาเหยาซูซู ลูกสะใภ้ของท่านตาและท่านยายของเหยาซูซู


“แค่นี้จริงๆหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงไม่เชื่อ


“…เจ้าค่ะ”


สาวใช้ออกอาการประหม่าหนักขึ้น เอาแต่ก้มหน้าจนแทบจะฝังหน้าลงไปกับ.อกตัวเอง


“หากเจ้าไม่พูดความจริง ก็อย่ามาทำให้ข้าเสียเวลา”


เหอจิ่วเหนียงก้าวเท้าเดินอ้อมสาวใช้ไป ไม่อยากสนใจคนน้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรง


สาวใช้รีบตามไปขวาง และคุกเข่าตรงหน้านางทันที “บ่าวพูดแล้วเจ้าค่ะ บ่าวพูดแล้ว! ฮูหยินน้อยทั้งสองได้ยินว่าคุณหนูน้อยซื้อของดีเช่นนี้มาได้ในราคาถูก ก็เลยอยากมาขอซื้อจากฮูหยินในราคาเดียวกันด้วยเจ้าค่ะ…”


เหอจิ่วเหนียงพลันกระจ่างแล้ว …คิดอยากเอาเปรียบนางนี่เอง


ตั้งแต่เข้าสู่ปีใหม่มา ยังไม่มีใครกล้าอยากเอาเปรียบนางอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้เลย


“แล้วเจ้าคิดว่าได้หรือไม่ล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วย้อนถาม สายตาเต็มไปด้วยความเย้าแหย่ เมื่อครู่เพิ่งจะชมไปว่าบรรยากาศในครอบครัวเด็กน้อยต้องดีมากเป็นแน่ ไม่อย่างนั้นเด็กน้อยคนนี้จะทั้งน่ารักทั้งฉลาดเช่นนี้ได้อย่างไร แต่ตอนนี้ดูท่าว่านางจะคิดผิดไป


ปลาเน่าตัวเดียวทำเหม็นทั้งข้องจริงๆ


สาวใช้ก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด นางเองก็คิดเหมือนกันว่าคำขอของฮูหยินน้อยทั้งสองเป็นคำขอที่มากเกินไป แต่นางเป็นเพียงสาวใช้ ต้องทำตามคำสั่งของเจ้านาย ยิ่งไปกว่านั้น …นี่ยังเกี่ยวพันไปถึงการใช้ชีวิตในวันข้างหน้าของคุณหนูน้อยอีกด้วย


“โปรดฮูหยินช่วยเหลือด้วยเถิดเจ้าค่ะ! คุณหนูน้อยของบ่าวใช้ชีวิตอยู่กับเหล่าฮูหยินและนายท่านมาโดยตลอด แม้นายท่านกับเหล่าฮูหยินจะรักคุณหนูน้อยมาก แต่พวกคุณชายกับฮูหยินน้อยไม่ได้ชอบนาง พวกเขามักจะหาโอกาสคอยรังแกคุณหนูน้อยอยู่ตลอด หากบ่าวทำเรื่องนี้ไม่สำเร็จ พวกเขา พวกเขาต้อง…”


[2] คุณชายในที่นี้คือ บุตรชายของนายท่านและเหล่าฮูหยินเหยา น้องชายของมารดาเหยาซูซู หรือก็คือน้าของเหยาซูซูนั่นเอง


คำพูดประโยคหลังนางไม่อาจเอ่ยต่อไปได้ ทุกบ้านย่อมมีปัญหาภายใน คุณหนูน้อยของนางต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ แต่ยังเติบโตมาได้เป็นอย่างดีจนถึงทุกวันนี้ก็นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายแล้ว พวกนางมีหน้าที่ดูแลคุณหนูน้อยมาตั้งแต่แบเบาะ สงสารนางยิ่งนักที่ต้องมาเจอกับสิ่งกวนใจเหล่านี้ พวกนางปรารถนาไม่อยากให้คุณหนูน้อยต้องใช้ชีวิตอย่างยากลำบากไปมากกว่านี้แล้ว


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วเล็กน้อย เรื่องนี้ชักน่าสนใจแล้วสิ!


ถึงแม้การสนใจเรื่องในครอบครัวคนอื่นเป็นสิ่งไม่ดี แต่นี่มีตัวแปรคือสินค้าและการตัดสินใจของนางเข้าไปเกี่ยวข้อง ดังนั้นต้องซักไซ้ให้ได้ใจความ


“เจ้าเข้าไปกับข้า”


เหอจิ่วเหนียงพาสาวใช้เข้าไปในห้องส่วนตัวห้องหนึ่ง เรื่องนี้ต้องคุยกันเป็นการส่วนตัว


สาวใช้ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตัดสินใจเดินตามเข้าไป นางรู้สึกว่านี่เป็นโอกาสหนึ่ง ไม่แน่ว่าหากเรื่องนี้สำเร็จ ชีวิตของคุณหนูน้อยอาจจะมีความสุขยิ่งขึ้นก็ได้


“ไหน เล่ามา ข้าไม่ใช่คนที่ใครจะมาหลอกได้ง่ายๆ เจ้าต้องการให้ข้าช่วย ก็ต้องพูดความจริงกับข้า” หมอเหอนั่งลง รินน้ำผลไม้แก้วหนึ่งให้ตัวเอง ทั้งยังเตรียมเมล็ดแตงโมอีกหนึ่งจาน นี่เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเพิ่มอรรถรสในการเสพเรื่องชาวบ้าน


สาวใช้รู้ดีว่า การเอาเรื่องในบ้านของเจ้านายออกมาเล่าให้คนอื่นฟังไม่ใช่สิ่งที่บ่าวดีๆพึงกระทำ แต่พอนึกถึงชีวิตของคุณหนูน้อยตลอดหลายปีที่ผ่านมา เมื่อชั่งน้ำหนักถึงผลดีผลเสียแล้ว นางจึงกัดฟันเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นออกไป


“คุณหนูน้อยเป็นลูกสาวของคุณหนูของบ่าวเจ้าค่ะ หลังจากคุณหนูน้อยคลอดออกมาได้ไม่นาน อดีตสามีของคุณหนูก็อ้างว่ารังเกียจคุณหนูน้อยที่เกิดมาเป็นเด็กผู้หญิงจึงขอหย่ากับคุณหนูของบ่าว แล้วไปแต่งงานใหม่ คุณหนูของบ่าวก็เลยต้องพาคุณหนูน้อยกลับบ้านเดิม ระหว่างที่คุณหนูอยู่บ้านมาได้หนึ่งปี พวกคุณชายกับฮูหยินน้อยไม่พอใจ รบเร้านายท่านกับเหล่าฮูหยินให้คุณหนูแต่งงานใหม่ พอคุณหนูได้แต่งงานใหม่ ครอบครัวของสามีใหม่คุณหนูไม่ยอมให้คุณหนูพาคุณหนูน้อยไปอยู่ด้วย คุณหนูน้อยก็เลยต้องถูกเลี้ยงดูอยู่กับเหล่าฮูหยินและนายท่าน


นายท่านกับเหล่าฮูหยินรักคุณหนูน้อยมาก เอ็นดูคุณหนูน้อยมาตลอด อบรมสั่งสอนนางด้วยตัวเอง มีพวกท่านทั้งสองอยู่ คุณหนูน้อยก็มีชีวิตอย่างดี


แต่นายท่านกับเหล่าฮูหยินมักจะชอบออกไปท่องเที่ยวบ่อยๆ สุขภาพร่างกายของคุณหนูน้อยไม่ค่อยแข็งแรงจึงไม่ได้ออกไปด้วย ทำได้เพียงรออยู่ที่บ้านเจ้าค่ะ พวกคุณชายกับฮูหยินน้อยจึงมักฉวยโอกาสนี้รังแกคุณหนูน้อย


ปีที่แล้วที่คุณหนูน้อยถูกลักพาตัว…ก็เพราะฮูหยินน้อยทั้งสองจงใจพานางออกจากบ้าน ให้นายหน้าค้าทาสพวกนั้นคอยจ้องเล่นงานนาง คุณหนูน้อยก็เลยประสบเหตุการณ์เลวร้ายครั้งนั้น… ตอนนั้นหากไม่ใช่เพราะมีคนไปช่วยไว้ ไม่รู้เลยว่าคุณหนูน้อยจะมีชีวิตรอดกลับมาได้หรือไม่…


ฮูหยินเจ้าคะ ท่านเป็นผู้มีพระคุณของคุณหนูน้อย บ่าวขอบังอาจ…โปรดช่วยนางด้วยเถิดนะเจ้าคะ!”


เล่ามาถึงตอนท้าย น้ำเสียงของสาวใช้เจือความสั่นเครือขึ้น แต่นางยังคงพยายามกลั้นเอาไว้เพื่อห้ามไม่ให้น้ำตาไหลออกมา เห็นได้ชัดว่าสาวใช้ผู้นี้มีความผูกพันและจงรักภักดีต่อคุณหนูน้อยของนางมาก


ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็เข้าใจทุกอย่าง จึงถามขึ้น “เจ้าอยากให้ข้าขายเครื่องประทินผิวในราคาถูกๆ ให้ฮูหยินน้อยสองคนนั้นสองชุด แล้วให้พวกนางเห็นแก่น้ำใจในครั้งนี้ ขอให้พวกนางปฏิบัติต่อคุณหนูน้อยของเจ้าดีๆอย่างนั้นหรือ?”


บอกตามตรง เหอจิ่วเหนียงคิดไม่ถึงเลยว่าภูมิหลังของเด็กน้อยจะน่าเวทนาเช่นนี้ บิดาแท้ๆรังเกียจนาง ทอดทิ้งนางเพราะให้ความสำคัญกับลูกชายมากกว่าลูกสาว ถึงขั้นนำมาเป็นข้ออ้างขอหย่ากับภรรยา ต่อมามารดาเด็กน้อยได้แต่งงานใหม่ นางก็ยังคงเป็นเด็กน้อยน่าสงสารที่ถูกทอดทิ้ง


ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่รู้ผ่านคมดาบมามากมายเท่าไร แต่ยังเติบโตมาเป็นอย่างดีเช่นตอนนี้ได้ ช่างไม่ง่ายเลยจริงๆ


สาวใช้พยักหน้าขณะยังคงก้มหน้า นางคิดเช่นนี้จริงๆ แค่หวังอยากให้คุณหนูน้อยผ่านวัยเด็กไปได้อย่างราบรื่น รอจนกว่าเติบใหญ่ คุณหนูน้อยถึงวัยปักปิ่นสามารถหาคู่ครองได้ ก็ไม่ต้องใช้ชีวิตโดยการต้องทนมองสีหน้าของฮูหยินน้อยทั้งสองอยู่แต่ในบ้านแล้ว


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “สามารถลงมือกับเด็กตัวเล็กๆเช่นนี้ได้ ฮูหยินน้อยสองคนนั่นของเจ้าช่างน่าสนใจจริงๆ แล้วนางก็คิดว่าจะรังแกข้าได้ง่ายๆด้วยอย่างนั้นหรือ?”


พูดถึงตรงนี้ สตรีแซ่เหอก็อดอยากเจอฮูหยินน้อยสองคนนั่นไม่ไหวเลยจริงๆ


ตอนที่ 706: เรื่องนี้ข้าจัดการเอง


สาวใช้คิดว่าหากนางเล่าความจริงแล้วเหอจิ่วเหนียงจะเห็นแก่คุณหนูน้อยและยอมช่วย ไหนเลยจะคิดว่าฮูหยินลู่จะแสดงท่าทีไม่ช่วยออกมาอย่างชัดเจน ทันใดนั้นนางก็ร้อนใจขึ้น


นางเป็นแค่สาวใช้ นำเรื่องส่วนตัวในบ้านเจ้านายมาพูดเช่นนี้ หากเจ้านายรู้นางต้องโดนเฆี่ยนจนสิ้นใจเป็นแน่


ใจนางสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัว อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้รู้สึกเสียใจทีหลังเลย ในสายตาของนาง นางมองว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะช่วยชีวิตคุณหนูน้อยได้ 


ดังนั้น ไหนๆก็มาถึงขั้นนี้แล้ว นางจะขอกัดฟันขอร้องอีกครั้ง แม้ต้องตายแต่นางก็ทำดีที่สุดแล้ว


ขณะสาวใช้กำลังจะเอ่ยอ้อนวอนอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยขึ้นเสียก่อน “เจ้าเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นตอนที่เจ้ากลับไปเมื่อครู่มาให้ข้าฟัง-ทั้งหมด-อย่างละเอียด อนาคตคุณหนูน้อยของเจ้าจะดีขึ้นหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่กับเจ้าแล้ว”


สาวใช้ “!!!”


นี่…หมอเหอคิดจะช่วยแล้วใช่หรือไม่?!


สาวใช้ตั้งสติและประมวลผล ชั่วครู่เดียวนางก็รีบพยักหน้าอย่างแรง นัยน์ตาสะท้อนแววแห่งความหวังเป็นประกาย แล้วเริ่มเล่าอย่างกระตือรือร้น


“พอบ่าวกลับไปถึงจวนก็พบกับฮูหยินน้อยทั้งสอง พวกนางถามว่าในมือบ่าวถืออะไรอยู่ บ่าว…!”


ใจความโดยสรุปคือ วันนี้ฮูหยินน้อยทั้งสองของตระกูลเหยาก็มาเยี่ยมชมโรงรื่นเริงชิ่งเฟิงเช่นกัน แต่ราคาสินค้าและบริการในโรงรื่นเริงสูงลิ่วนัก และทางโรงรื่นเริงก็กำหนดยอดใช้จ่ายขั้นต่ำไว้ด้วยจึงจะสามารถเป็นลูกค้าของที่นี่ได้ เห็นได้ชัดว่าฮูหยินน้อยทั้งสองของสกุลเหยาไม่มีปัญญานั้น พวกนางเดินวนไปเวียนมาในร้านอยู่นานก็ทำใจเสียเงินไม่ได้ สุดท้ายก็เดินบ่นกะปอดกะแปดกลับจวนไป


ปรากฏว่าพอกลับถึงจวนได้ไม่นาน ก็เห็นสาวใช้ถือตะกร้าใบเล็กที่มีเฉพาะโรงรื่นเริงชิ่งเฟิงกลับมา จึงลากสาวใช้ไปเค้นถาม สาวใช้ไหนเลยจะกล้าพูดโกหก แต่ใครจะคิดว่าพอฮูหยินน้อยทั้งสองได้รู้ความจริงแล้วจะมากดดันนางจนลำบากเพียงนี้


ฮูหยินใหญ่แย่งของขวัญที่สาวใช้นำกลับมาชิ้นนั้นไป แล้วให้สาวใช้ไปขอเพิ่มจากเหอจิ่วเหนียงอีกสองชุด ชุดหนึ่งนำไปเป็นของขวัญวันเกิดให้เหล่าฮูหยิน ส่วนอีกชุดแน่นอนว่าเป็นของฮูหยินรอง


เรื่องการรังแกเสี่ยวซูซู ฮูหยินน้อยสองคนนี้แม้จะไม่ถูกกันแต่กลับร่วมมือกันในเรื่องนี้อย่างสามัคคี แม้แต่เรื่องจงใจพาเหยาซูซูออกไปเป็นเป้าให้กับพวกนายหน้าค้าทาส ก็เป็นฝีมือของสองคนนี้


ฟังจบ เหอจิ่วเหนียงก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ “ช่างไร้ยางอายไม่มีใครเทียบจริงๆ”


ชุดเครื่องประทินผิวที่ให้เหยาซูซูนำไปเป็นของขวัญแก่ท่านยาย ไม่ได้วางขายทั่วไปให้คนนอก เป็นชุดที่มีมูลค่าและระดับสูงที่สุดในโรงรื่นเริง ลูกค้าที่ใช้จ่ายในโรงรื่นเริงไม่ถึงหนึ่งพันตำลึงไม่มีสิทธิ์ที่จะซื้อได้ นอกจากนี้ต้นทุนการผลิตของสินค้าชุดนี้ก็สูงมาก ราคาขายจึงไม่ธรรมดา พวกนางกล้าดีอย่างไรถึงบอกว่าอยากได้สองชุด


“ไม่ต้องห่วง ข้ากับซูซูมีวาสนาต่อกัน เรื่องนี้ข้าช่วยจัดการเอง เจ้ากลับไปบอกพวกนางว่า ตอนนี้มีแค่ชุดนั้นชุดเดียว ชุดอื่นต้องใช้เวลาในการผลิต รอทำเสร็จแล้วจะแจ้งอีกที ส่วนเรื่องอื่นเจ้าไม่ต้องสนใจ”


เหอจิ่วเหนียงผุดแผนการขึ้นในใจแล้ว แต่ไม่อาจบอกให้สาวใช้รู้ได้


สาวใช้มีท่าทีอึกอัก นางกังวลเล็กน้อย หากเหอจิ่วเหนียงทำให้เป็นเรื่องใหญ่แต่สุดท้ายไม่อาจช่วยให้ชีวิตของคุณหนูน้อยดีขึ้นได้ เช่นนั้นต่อไปคุณหนูน้อยต้องลำบากยิ่งกว่าเดิมแน่


เหอจิ่วเหนียงเห็นสีหน้าลำบากใจของสาวใช้ก็เดาออกว่านางคิดเช่นไร จึงกล่าวย้ำอีกครั้ง “เจ้าวางใจเถอะน่า ข้ารับประกันได้ว่าต่อจากนี้ไป ชีวิตคุณหนูน้อยของเจ้าจะดีขึ้นเรื่อยๆแน่นอน”


รายละเอียดนางไม่อาจพูดออกไปได้ แต่นางสามารถรับประกันผลลัพธ์ได้จริงๆ หากครอบครัวนี้ไม่ยินดีที่จะเลี้ยงดูซูซู นางก็จะรับซูซูมาเลี้ยงดูเป็นบุตรสาวของนางเอง แค่คิดก็มีความสุขแล้ว!


เด็กน้อยน่ารักขนาดนี้ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าพ่อสารเลวนั่นคิดได้อย่างไรถึงทอดทิ้งนาง


ฮูหยินลู่รับประกันอย่างหนักแน่นแล้ว สาวใช้จึงวางใจลงได้ไม่น้อย ไม่ว่าสุดท้ายผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร อย่างน้อยก็ต้องเดิมพันดูก่อน


“เจ้าค่ะ ขอบคุณฮูหยินมากเจ้าค่ะ บ่าวขอโขกศีรษะให้ท่าน!”


สาวใช้โขกศีรษะแรงๆ เพื่อแสดงความขอบคุณต่อเหอจิ่วเหนียงสามครั้งก่อนจะลุกออกไป 

…….

ตอนนี้ถึงเวลามื้อเย็นแล้ว อาหารอร่อยๆแปลกใหม่ในโรงรื่นเริงถูกนำออกมาต้อนรับหลากหลายรายการ บรรดาลูกค้าต่างพากันเข้ามาลองชิม


ยามนี้คนงานที่ยุ่งมาตลอดทั้งวันสามารถกลับไปพักผ่อนได้แล้ว และเปลี่ยนให้คนงานกะกลางคืนมาทำงานต่อ แม้วันนี้เพิ่งเปิดร้านเป็นวันแรก แต่ก่อนหน้านี้เฉิงเสวี่ยเวยก็มาเรียนรู้ด้วยตัวเองหลายครั้ง การเปลี่ยนกะจึงเป็นไปอย่างราบรื่น ไม่มีลูกค้าคนใดรู้สึกไม่พอใจ


แต่แน่นอนว่ามีลูกค้าบางคนสงสัยว่าเหตุใดถึงสับเปลี่ยนคนงาน คนงานทุกคนก็ตอบได้อย่างฉะฉานว่าคนงานชุดกลางวันหมดเวลาทำงานแล้ว ตอนนี้เป็นเวลาทำงานของคนงานชุดกลางคืน


คำตอบนี้ทำให้หลายคนรู้สึกแปลกใหม่มาก โรงรื่นเริงมีการเปลี่ยนกะทำงานเช่นนี้ด้วย ไม่อยากจะเชื่อเลย


“ท่านแม่! พี่เฉิง! พวกท่านมาพักกันได้แล้วเจ้าค่ะ! เรียกพวกเด็กๆมากินข้าวกันเถอะ ข้าให้คนเตรียมไว้เรียบร้อยแล้ว!”


เหอจิ่วเหนียงยืนตะโกนจากชั้นบน คนที่อยู่ข้างล่างได้ยินชัดเจน และในตอนนี้นางซุนก็เพิ่งจะรู้ตัวว่าตนเองง่วนกับงานมาตลอดทั้งวัน


ทุกคนขานรับ จากนั้นมอบหมายงานในมือให้คนอื่นทำต่อ และขึ้นบันไดเลื่อนมากินข้าว ทันทีที่เข้ามาในห้องส่วนตัวของพวกเขา แต่ละคนก็ล้มตัวลงบนตั่งนุ่ม (โซฟา) ทันที


ตั่งนุ่มนี้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนออกแบบ คล้ายกับโซฟาในยุคสมัยใหม่ ภายในเป็นโครงไม้ ด้านในยัดฝ้าย ขนแกะ และวัสดุที่คล้ายๆกัน มันนุ่มมาก เหมาะกับการเอนกายพักผ่อนอย่างยิ่ง


“เหนื่อยจะตายอยู่แล้ว นี่เพิ่งแค่วันแรก เหตุใดถึงได้เหนื่อยขนาดนี้!”


นางซุนเหนื่อยจนตาเหลือกตาลอย พอได้นั่งพักก็ไม่อยากทำอะไรทั้งสิ้น


ตอนนี้ไม่ต้องพูดถึงเรื่องตื่นเต้นไม่ตื่นเต้นเลย นางไม่มีความรู้สึกเหล่านั้นหลงเหลืออีกแล้ว


“จริงเจ้าค่ะ นี่ข้ารู้สึกว่าตัวเองผอมลงไปแล้วเนี่ย!”


เฉิงเสวี่ยเวยบ่นตาม เมื่อก่อนนางเองก็เคยเปิดกิจการหอสุรา ทว่าไม่เคยต้องโหมงานหนักเท่ากิจการนี้เลย


แม้ก่อนหน้านี้นางจะคาดเอาไว้แล้วว่ากิจการนี้ต้องได้รับผลการตอบรับที่ดีมากแน่นอน แต่ก็ไม่คิดว่าจะคึกคักถึงขั้นนี้


เหลียนฮวาและลู่เสี่ยวหยางยังเป็นหนุ่มสาว แม้จะพักแต่ก็ไม่ได้อยู่เฉย แต่ละคนดีดลูกคิดคำนวณกันอย่างคล่องแคล่ว


“วันนี้ตั้งแต่เช้าจนถึงตอนนี้ รายได้รวมๆ เกือบสามพันตำลึงแล้วเจ้าค่ะ!”


ทันใดนั้นเหลียนฮวาก็ตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น ทุกคนถึงกับตกตะลึง


“เท่าไรนะ?”


นางซุนพลันดีดตัวขึ้นนั่งหลังตรงแน่วด้วยความตกใจ


“ท่านย่า เกือบสามพันตำลึงเจ้าค่ะ ตอนนี้ร้านยังไม่ปิด กว่าจะปิดร้านตัวเลขก็น่าจะยิ่งเยอะกว่านี้! ข้าก็คิดว่าตัวเองคำนวณผิดเหมือนกัน จึงคำนวณใหม่อยู่สามรอบ ตัวเลขก็ยังเหมือนเดิมเจ้าค่ะ!”


เหลียนฮวาคำนวณตัวเลขซ้ำอยู่สามหนกว่าจะมั่นใจแล้วกล้าบอกทุกคน


นางซุนแทบจะทรงตัวไม่อยู่ วันแรกก็ได้รายได้มากถึงเพียงนี้เชียว! ทำกิจการโรงอะไรนี่ได้เงินมหาศาลขนาดนี้เลยหรือ!


สามพันตำลึง…หมายความว่า แค่วันแรกนี่…ก็ได้ทุนคืนแล้วหรือ!


พระเจ้าช่วย! 


หญิงชราสำลักความปรีดาจนแทบจะเป็นลมเสียให้ได้


ลู่เสี่ยวหยางพยักหน้าสำทับ เขาเองก็คำนวณออกมาได้ตัวเลขเดียวกัน


ส่วนเฉิงเสวี่ยเวยแม้จะไม่ได้พูดอะไร แต่ความตื่นเต้นและความดีใจก็ฉายชัดบนใบหน้าของนางแล้ว


พวกเหลยจื่อเองก็ดีใจมาก พวกเขาไปเรียนหนังสือไม่ได้ช่วยอะไร แต่พวกเขาก็ร่วมลงทุนกับกิจการนี้ด้วย แม้ไม่มากมาย แต่จากตัวเลขของรายได้ในวันนี้ เงินปันผลของพวกเขาจะได้เท่าไรกันนะ!


ไม่อยากขยันแล้ว ทำเช่นไรดี!


มีเพียงเหอจิ่วเหนียงซึ่งกอดซูซูอยู่เท่านั้นที่ยังคงสีหน้าสงบนิ่ง เอ่ยตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ทุกคนตื่นก่อน ที่วันนี้ได้เงินเยอะก็เพราะมีหลายๆคน ‘เติมบัตร’ ต่อไปเวลาพวกเขามาใช้บริการก็จะไม่ต้องจ่ายเงินแล้ว หากซื้อของก็ยังได้ส่วนลดต่างๆอีก ไม่ใช่ว่าจะได้เยอะเช่นนี้ทุกวันนะ”


จะให้พวกเขามีความหวังมากไม่ได้ ไม่อย่างนั้นแต่ละคนคงลำพองใจ


“แต่นั่นก็เงินนะ! แค่วันนี้ก็ได้ทุนคืนแล้ว ต่อไปก็เป็นกำไรล้วนๆ!”


นางซุนกำหมัดแน่น เลือดลมในร่างกายสูบฉีดด้วยความฮึกเหิม ตอนนี้นางหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง ถึงขั้นอยากออกไปทำงานต่ออีกสักสองสามชั่วยามด้วยซ้ำ!


ตอนที่ 707: นางใกล้จะหลุดความเป็นสตรีสูงศักดิ์กลายร่างเป็นมารแล้ว


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทีของนางซุนก็อดขบขันไม่ได้ หญิงชราผู้นี้ ตอนเช้ากับตอนนี้ช่างแตกต่างกันราวฟ้ากับดิน


แต่เมื่อเห็นว่าวันนี้นางจัดการทุกอย่างได้อย่างราบรื่น เหอจิ่วเหนียงก็วางใจที่จะเดินทางไปเมืองหลวงแล้ว


เอ๊ะ ไม่สิ


ตอนนี้ยังไปเมืองหลวงไม่ได้ 


นางต้องสะสางเรื่องของซูซูให้เรียบร้อยก่อน!


“เอาละเจ้าค่ะ กินข้าวกันเถอะ ข้าหิวจะตายอยู่แล้ว!”


ทุกคนจึงนั่งลงกินข้าว ซูซูนั่งข้างๆเหอจิ่วเหนียง เจ้าตัวเล็กจับถ้วยจับตะเกียบอย่างตั้งใจมาก ไม่ทำให้ใครต้องกังวลเลย


เหอจิ่วเหนียงอดชื่นชมไม่ได้ว่า เด็กในยุคสมัยนี้รู้ประสีประสายิ่งนัก หากอยู่ในยุคสมัยใหม่ ป่านนี้คงเพิ่งเข้าเรียนอนุบาลเท่านั้น


ลูกที่ไร้พ่อขาดแม่ ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง…


เหอจิ่วเหนียงอดไม่ได้ที่จะสงสารเด็กหญิง จึงคอยตักอาหารให้นางตลอด หวังจะขุนให้นางอ้วนขึ้นอีกหน่อย


“เจ้าให้นางอยู่ที่นี่ทั้งวัน ครอบครัวนางคงเป็นห่วงแย่แล้วกระมัง กินเสร็จก็รีบส่งนางกลับบ้านเถอะ”


แม้นางซุนเองก็เอ็นดูเด็กน้อยผู้นี้ไม่น้อย แต่ถึงอย่างไรก็ไม่ใช่ลูกหลานของตนเอง จะรั้งให้อยู่ด้วยตลอดย่อมไม่เหมาะสม


“วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าให้คนไปบอกที่บ้านของนางแล้ว ก็เลยให้นางอยู่กินข้าวเย็นด้วย เดี๋ยวค่อยส่งนางกลับเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มตอบ เดิมทีนางตั้งใจจะพาเด็กน้อยไปส่งด้วยตัวเอง แต่พอได้รู้เรื่องราวฮูหยินน้อยสองคนนั้น นางก็เปลี่ยนใจ


จะให้พวกนางล่วงรู้ความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดสนิทสนมระหว่างตนกับหนูน้อยไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นอีกฝ่ายจะยิ่งได้ใจ ถึงเวลาแผนการบางอย่างของนางอาจไปต่อไม่ได้


“ซูซู เจ้ารู้หรือไม่ว่าวันเกิดของท่านยายเจ้าคือวันไหน?” เหอจิ่วเหนียงดัดเสียงเล็กถามเด็กหญิง 


“!!!” ทุกคนบนโต๊ะอาหารต่างพากันขนลุกซู่


ซูซูชูสองนิ้วขึ้นทันที ตอบด้วยเสียงใสแจ๋ว “อีกสามวันเจ้าค่ะ!”


พอพูดจบก็เพิ่งรู้ตัวว่าตนเองยกนิ้วป้อมๆขึ้นแค่สองนิ้ว จึงรีบชูนิ้วเพิ่มอีกหนึ่งนิ้ว แล้วเอามืออีกข้างปิดปากหัวเราะอย่างเขินอายจนพวงแก้มแดงปลั่ง


ยามเด็กน้อยพูด แก้มกลมนุ่มก็พองขึ้นพองลง น่ารักน่าหยิกยิ่งนัก ผิวพรรณขาวอมชมพู ใบหน้าอิ่มเอิบ


น่ารักเสียจนทุกคนที่อยู่โดยรอบต่างพากันหลง โดยเฉพาะนางซุน นางเองก็มีหลานสาวเหมือนกัน แต่ครั้นที่พวกถิงยาโถวยังเล็กเหตุใดถึงไม่น่าฟัดเช่นนี้นะ!


“เช่นนั้นเจ้าชวนป้าไปงานวันเกิดท่านยายเจ้าได้หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงยังคงดัดเสียงเล็ก ทำเอาคนทั้งโต๊ะขนลุกกันอีกระลอก นางซุนทนไม่ไหวแล้วจริงๆ จึงตีขาเหอจิ่วเหนียงใต้โต๊ะไปหนึ่งฉาด


“โตจนมีลูกมีเต้าแล้ว พูดจาให้มันปกติหน่อยเถอะ!”


นางเอ็ดพลางถลึงตาใส่ เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจ หันไปมองเด็กน้อยด้วยหน้าตาเศร้าโศก และยังคงดัดเสียงออดอ้อน “ท่านย่าใจร้ายท่านนี้ตีป้าอีกแล้ว ต้องให้ซูซูเป่าให้ป้าถึงจะหาย”


ซูซูรีบวางชามข้าวลง แล้วพูดเสียงใส “ได้เลยเจ้าค่ะ! ข้าเป่าให้ท่านป้าเอง! ฮู่ว ฮู่ว…”


นางซุนหมดคำจะพูดจริงๆ!


นางใกล้จะหลุดความเป็นสตรีสูงศักดิ์กลายร่างเป็นมารแล้ว!


แต่ก่อนที่ฝ่ามือหญิงชราจะเงื้อขึ้นอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงรีบชูมือยอมแพ้ “ข้าหยุดแล้วเจ้าค่ะ! หยุดแล้ว! อย่าตีข้าเลยนะเจ้าคะ ซูซูก็มองอยู่ ไว้หน้าข้าเถอะนะเจ้าคะ!”


นางซุนถลึงตาใส่สะใภ้จอมกวนอีกครั้ง แล้วกินข้าวต่อ


ก่อนหน้านี้ไม่ยักรู้มาก่อนว่าสะใภ้สามจะน่ารำคาญได้ถึงเพียงนี้!


พอเห็นว่าสุภาพสตรีซุนยอมวางมือแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็หันไปยิ้มให้เด็กน้อย แล้วเอ่ยถามต่อ “ว่าอย่างไร ป้าไปร่วมงานวันเกิดท่านยายของเจ้าด้วยได้หรือไม่?”


“ได้เจ้าค่ะ! ได้อยู่แล้วเจ้าค่ะ!”


ซูซูพยักหน้าหงึกๆ พร้อมตอบรับอย่างไร้เดียงสา ท่านยายชอบคนเยอะๆ ท่านป้าก็สวยมากด้วย ท่านยายต้องชอบท่านป้ามากแน่ๆ!


เหอจิ่วเหนียงพอใจยิ่งนัก อุ้มเด็กน้อยขึ้นมาหอมแก้มฟอดใหญ่


นางซุนมองภาพตรงหน้าแล้ว.อดเบ้ปากไม่ได้ ก่อนเหลือบไปมองปฏิกิริยาของโก่วเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆกัน เด็กชายกลับมีท่าทีนิ่งสงบ ดูแลเสี่ยวซูซูด้วยความ.อบอุ่น


นางซุน “...”


แม่ลูกคู่นี้จริงๆเลย!


“เจ้าจะไปร่วมงานวันเกิดคนอื่นทำไม? ไม่รู้จักกับเขาเสียหน่อย”


นางซุนอดสงสัยไม่ได้ เพราะรู้ดีว่าสะใภ้สามไม่ใช่คนที่ชอบออกไปพบปะคนแปลกหน้า


“เพราะมีวาสนาต่อกันอย่างไรล่ะเจ้าคะท่านสุภาพสตรีซุน เมื่อปีก่อนซูซูถูกจับตัวไปพร้อมกับโก่วเอ๋อร์ พวกเขาสองคนเป็นสหายกัน วันนี้ข้าบังเอิญพบนางอีกครั้ง นี่ไม่ใช่โชคชะตาหรอกหรือเจ้าคะ ยิ่งไปกว่านั้น ข้าชอบเด็กน้อยคนนี้ยิ่งนัก อยากไปเยี่ยมบ้านนาง อยากจะถามทางนั้นว่าขอรับนางเป็นลูกบุญธรรมได้หรือไม่!”


“นั่นสินะ อะไรจะบังเอิญขนาดนั้น พูดถึงเรื่องพวกเด็กถูกจับตัวไปขึ้นมาแล้วข้ายังโกรธไม่หาย! ไอ้พวกสารเลวนั่น มันต้องถูกสวรรค์ลงโทษ!”


ถึงตอนนี้นางซุนก็ยังไม่รู้ว่านั่นไม่ใช่การลักพาตัวธรรมดา ไม่รู้เลยว่ามีเบื้องลึกเบื้องหลัง นางไม่ควรรู้มากไปกว่านี้ เพราะเกรงว่าอาจจะรับไม่ไหว ที่สำคัญ เรื่องนี้เกี่ยวพันไปถึงตงถิงและหน้าตาของราชวงศ์เป่ยเหยียน ยิ่งรู้มากจะยิ่งเป็นภัย


เหอจิ่วเหนียงกล่าวต่อ “โก่วเอ๋อร์ไม่เป็นอะไร เพราะเราตามหาเขาเจอได้ทัน แต่ซูซูไม่เหมือนกัน นางถูกจับไปก่อนหน้านานหลายวัน จนร่างกายซูบผอมเหลือแต่หนังหุ้มกระดูก คนละคนกับตอนนี้เลยก็ว่าได้เจ้าค่ะ”


นางซุนได้ฟังดังนั้นสีหน้าก็เปลี่ยนไปทันที นางเคยเข้าใจว่าเด็กๆถูกลักพาตัวไปพร้อมกัน และถูกช่วยกลับมาในคืนเดียวกัน ไม่เคยรู้เลยว่าแท้ที่จริงเด็กหญิงคนนี้ต้องทนทรมานอยู่ที่นั่นหลายวันหลายคืนแล้ว


ดูจากเสื้อผ้าและท่วงท่าวาจา ก็รู้ได้ว่าเป็นคุณหนูตระกูลมั่งมี กลับถูกจับไปหลายวันเช่นนั้น ไม่รู้ว่าพ่อแม่จะปวดใจมากเพียงใด


“ไอ้หยา น่าสงสารจริงๆ มาๆ กินเยอะๆหน่อยนะ ย่าตักให้เจ้าเอง!”


นางซุนพูดพลางตักกับข้าวให้ซูซูอย่างเอ็นดู ตอนนั้นแค่โก่วเอ๋อร์หายไปหนึ่งวัน นางยังแทบจะขาดใจ เมื่อคิดว่าหนูน้อยผู้นี้หายไปหลายวันครอบครัวต้องทุกข์ใจเพียงใด นางก็เข้าใจความรู้สึกนั้นได้เป็นอย่างดี ตอนนี้จึงเข้าใจแล้วว่า เหตุใดเหอจิ่วเหนียงจึงเอ็นดูเด็กคนนี้เป็นพิเศษ


ซูซูยิ้มหวาน ยื่นชามข้าวออกไปรับแล้วเอ่ยเสียงใส “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านย่า!”


แม้จะยิ้มได้ แต่ในใจเด็กน้อยยังจำความมืดมนในวันวานเหล่านั้นได้ไม่ลืม …ช่วงวันเวลาที่ถูกขังอยู่ในห้องมืดนั่น จะร้องไห้ก็ไม่ได้ แม้แต่จะสะอื้นก็ทำไม่ได้ เพราะพวกนักพรตชั่วช้าเหล่านั้นเอาแต่คอยข่มขู่ว่า หากไม่เชื่อฟังจะควักไส้ออกมาให้ดู


เด็กบางคนกลัวมากจนไม่สามารถอดทนได้ ร้องไห้เรียกหาพ่อแม่ จึงไม่พ้นถูกคนพวกนั้นทุบตีจนสาหัส


เมื่อมีตัวอย่างให้เห็น นางจึงหวาดกลัวมาก ไม่กล้าร้องไห้ ไม่กล้าแม้กระทั่งแอบสะอื้น ได้แต่เชื่อว่าถ้าตนเองทำตัวดีๆก็จะไม่ถูกทุบตี


ต่อมาก็ได้เจอกับพี่โก่วเอ๋อร์ เขาไม่กลัวคนพวกนั้นเลยแม้แต่น้อย ทั้งๆที่เขาก็ถูกจับตัวมา แต่ยังคงเข้มแข็งและคอยปลอบเด็กที่ร้องไห้เหล่านั้น เมื่อเห็นนางหลบอยู่ในมุมเงียบๆคนเดียว เขาก็เข้ามาคุยกับนาง บอกนางว่าไม่ต้องกลัว ท่านแม่ของเขาเก่งมาก อีกไม่นานก็จะมาช่วยพวกเขาแล้ว


นางไม่เชื่อ เพราะนางถูกจับตัวมาหลายวันแล้ว ครอบครัวก็ยังหานางไม่เจอเลย …ใช่ นางรู้ว่าน้าสะใภ้ทั้งสองอาจจะไม่ส่งคนตามหานางด้วยซ้ำ และช่วงนั้นเป็นช่วงที่ท่านตากับท่านยายออกไปเที่ยวพักผ่อนพอดี นางจึงได้แต่ภาวนาให้ท่านตากับท่านยายรีบกลับมา แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครตามหานางเลย


จากนั้นนางจึงไม่หวังอะไรแล้ว ในขณะเดียวกันก็ไม่คิดว่าจะมีครอบครัวของเด็กคนอื่นๆตามหาเจอด้วย เพราะจุดที่พวกเขาโดนขังนั้นอยู่บนภูเขา ยากจะตามหาได้


แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายของนางก็เกิดขึ้น


ไม่นานนัก ท่านแม่ของพี่โก่วเอ๋อร์กลับตามหาพวกเขาเจอ นางพาชายฉกรรจ์มาด้วยหลายคน และช่วยเด็กๆทุกคนออกไปได้สำเร็จ


ซูซูถูกส่งตัวกลับเข้าเมืองในช่วงกลางดึก มีเจ้าหน้าที่หลายนายถามว่าบ้านนางอยู่ที่ใด นางกำลังจะเอ่ยตอบ แต่ทันใดนั้นก็เห็นท่านตากับท่านยายมาที่ศาลาว่าการด้วยความร้อนใจเพื่อแจ้งความว่าหลานสาวถูกลักพาตัว อีกฝ่ายก็นึกไม่ถึงว่าเมื่อเดินเข้ามาก็เห็นหลานสาวอยู่ในศาลาว่าการพอดี ทั้งสองดีใจมาก และรีบพานางกลับบ้านทันที


หลังจากกลับถึงบ้าน น้าสะใภ้ทั้งสองก็หาโอกาสมาขู่นางว่า ห้ามเอาเรื่องนี้ไปฟ้องท่านตากับท่านยายเป็นอันขาด ไม่อย่างนั้นครั้งหน้าหากท่านตากับท่านยายไม่อยู่บ้าน พวกนางจะฆ่าตนทิ้งเสีย นางหวาดกลัวว่าจะถูกขังไว้ในห้องมืดๆอีก จึงไม่กล้าบอกความจริงกับท่านตาท่านยายมาจนถึงทุกวันนี้ ว่าคนที่อยู่เบื้องหลังการถูกลักพาตัวของนาง ก็คือน้าสะใภ้ทั้งสอง


ตอนที่ 708: ชาติกำเนิดต่ำต้อยไต่เต้ามาเป็นคนสูงศักดิ์


เหตุการณ์ครานั้นผ่านมาปีกว่าแล้ว แม้ซูซูจะไม่รู้ว่าเวลาหนึ่งปีเป็นเวลายาวนานเพียงใด แต่นางรู้สึกว่ามันผ่านไปนานมากแล้ว


ตลอดระยะเวลาอันแสนยาวนานนั้น นางมักจะนึกถึงภาพตอนที่มารดาของพี่โก่วเอ๋อร์มาช่วยเขา และกอดเขาไว้ในอ้อมแขนอย่างมั่นคง


ทุกครั้งที่ภาพในความทรงจำเหล่านั้นผุดขึ้นมา เด็กหญิงมักจะจมอยู่กับความโศกเศร้า และคิดว่าความ.อบอุ่นเช่นนั้น ชาตินี้คงไม่มีวันเกิดขึ้นกับนาง


แต่ในวันนี้…นางได้สัมผัสกับความอบอุ่นเช่นนั้นแล้ว


ท่านแม่ของพี่โก่วเอ๋อร์ไม่เพียงแค่กอดนาง แต่ยังเล่นกับนางทั้งวันด้วย อ้อมแขนทั้งหอมทั้งนุ่มของท่านป้า ให้ความรู้สึกอบอุ่นราวกับมาจากมารดาผู้ให้กำเนิด


ทว่าสัมผัสจากแม่แท้ๆของนาง นางเองก็ไม่ได้รับมานานมากแล้ว


นางไม่ได้พบหน้ามารดามานานมากแล้ว


มารดาของนางไปมีครอบครัวใหม่ตั้งแต่นางยังจำความไม่ได้ แต่ท่านยายมักปลอบใจนางเสมอว่าท่านแม่ก็รักนางมาก แต่เพราะเหตุผลบางอย่างของทางครอบครัวสามี หลายปีที่ผ่านมาจึงกลับมาหานางไม่ได้


และทิ้งท้ายว่า ท่านแม่ก็มีความลำบากของท่านแม่ หวังว่านางจะไม่โกรธเกลียด


ทุกครั้งที่ได้ยินเช่นนี้ ซูซูก็จะส่ายหน้าบอกว่าไม่เป็นไร ทว่าแม้นางจะอายุยังน้อย แต่เรื่องบางเรื่องนางก็รู้


นางมักได้ยินพวกบ่าวรับใช้ในจวนพูดกันว่า พวกน้ากับน้าสะใภ้ไม่ชอบท่านแม่ของนาง และไม่ชอบนางด้วย หากท่านแม่ไม่แต่งงานใหม่ พวกท่านน้ากับน้าสะใภ้ก็ไม่ยอมให้ท่านแม่อยู่ในจวนอยู่ดี ท่านแม่คงต้องออกไประหกระเหินอยู่ข้างนอก


นางจึงรู้ว่าทางออกที่เป็นอย่างทุกวันนี้ดีที่สุดแล้ว นางยังมีท่านตากับท่านยายคอยปกป้องนาง ท่านแม่ก็มีที่พึ่งของตัวเอง ไม่ต้องทนเลี้ยงดูนางและต้องถูกรังแกอยู่ในจวนแห่งนี้ เท่านี้นางก็พอใจกับชีวิตของตัวเองมากแล้ว


คิดมาถึงตรงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าของเด็กหญิงก็น่ารักสดใสมากยิ่งขึ้น


นางซุนเห็นซูซูว่านอนสอนง่ายและน่ารักขนาดนี้ ก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเอ็นดูนางมากขึ้น เด็กคนนี้เหตุใดถึงได้เชื่อฟังถึงเพียงนี้นะ!


“หลานสาวบุญธรรมคนนี้ต้องรับมาให้ได้ น่ารักน่าเอ็นดูจริงๆ! ถึงเวลานั้นข้าจะไปกับเจ้าด้วย!”


นางซุนถึงกับตบต้นขาฉาดใหญ่ ตัดสินใจได้ในทันที


นางคิดว่าหากตนไปด้วยก็จะยิ่งเป็นการแสดงถึงความจริงใจจากทางฝ่ายพวกตนมากขึ้น หวังว่าอีกฝ่ายจะยอมรับคำขออย่างราบรื่นไม่ติดขัด


เด็กน้อยน่ารักและรู้ความถึงเพียงนี้ นางก็ยินดีจะตามใจและเอ็นดูให้ถึงที่สุด


“ฮ่าๆๆ!”


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่งที่นางซุนเห็นด้วย นี่ขนาดยังไม่ได้เล่าถึงภูมิหลังอันน่าเวทนาของเด็กน้อยให้ท่านสุภาพสตรีซุนฟังนะ หากเล่าละก็ นางซุนคงได้ปวดใจจนหลั่งน้ำตาแน่


แต่ช่างเถอะ วันนี้ท่านสุภาพสตรีซุนเหนื่อยมากแล้ว ไม่ควรพูดเรื่องสะเทือนใจให้นางต้องเป็นกังวลไปมากกว่านี้


อย่างไรเสีย ต่อไปเด็กน้อยก็จะมีเหอจิ่วเหนียงคอยปกป้อง ไม่มีใครกล้ารังแกนางได้อีกแน่นอน!


หลังมื้ออาหาร เหอจิ่วเหนียงให้คนจัดเตรียมรถม้า พร้อมให้สาวใช้สองคนไปส่งซูซูและสาวใช้กลับถึงจวนอย่างปลอดภัย พร้อมกันนั้น นางยังกำชับให้สาวใช้แจ้งฝ่ายนั้นให้ชัดเจนด้วยว่า ในอีกสามวันข้างหน้า นางจะไปร่วมงานวันเกิดของฮูหยินเหยา ขอดื่มสุราสักจอกเพื่อเสริมมงคล และเป็นการแสดงให้คนในตระกูลเหยารับรู้โดยตรงว่านางรักและเอ็นดูซูซูจากใจจริง

…….

ในคืนนี้ บรรยากาศภายในจวนตระกูลเหยาเปลี่ยนไปจากยามปกติอย่างสิ้นเชิง บุตรชายและสะใภ้ที่เคยรังเกียจเดียดฉันท์ซูซูกลับเปลี่ยนท่าทีเป็นดีต่อนางอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน ป้อยอคำหวานเอาอกเอาใจสารพัด ทั้งยังให้ฮูหยินเหยาส่งเทียบเชิญถึงจวนตระกูลลู่ เพื่อให้ดูเป็นทางการและสุภาพยิ่งขึ้น


ฮูหยินเหยาย่อมรู้ดีว่าบุตรชายและสะใภ้ของนางมีเจตนาซ่อนเร้น หากเป็นเรื่องอื่นนางคงปฏิเสธไปแล้ว แต่การส่งเทียบเชิญถึงตระกูลลู่นั้นเป็นเรื่องที่สมควรทำจริงๆ จะให้คนเขามาโดยไม่มีเทียบเชิญได้อย่างไร จึงให้สามีเขียนเทียบเชิญขึ้น และเตรียมส่งไปยังจวนตระกูลลู่ในวันรุ่งขึ้น


ฮูหยินเหยาอุ้มซูซูไว้ในอ้อมแขน และเอ่ยถาม “ซูซู วันนี้เล่นสนุกหรือไม่?”


“สนุกมากเลยเจ้าค่ะ ท่านป้าให้ข้ากินของอร่อยเยอะแยะไปหมด ข้ายังได้เจอพี่โก่วเอ๋อร์ด้วย ท่าป้าเป็นท่านแม่ของพี่โก่วเอ๋อร์เจ้าค่ะ!”


ฮูหยินเหยาได้รู้จักโก่วเอ๋อร์ผู้นี้ผ่านการบอกเล่าของหลานสาว หลังจากที่ซูซูถูกช่วยเหลือจากเหตุการณ์ถูกลักพาตัว นางก็เอาแต่พูดอยู่เรื่อยๆ ว่ามารดาของโก่วเอ๋อร์เป็นคนช่วยชีวิตนางไว้ ตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมา พวกเขาก็พยายามตามหาครอบครัวของโก่วเอ๋อร์มาตลอดเพื่ออยากขอบคุณ คิดไม่ถึงเลยว่าแม่ของโก่วเอ๋อร์จะเป็นท่านหมอเหอผู้มีชื่อเสียง


คิดแล้วก็ไม่อยากจะเชื่อ ครั้นที่พวกเขาได้ยินชื่อ ‘โก่วเอ๋อร์’ ก็รู้สึกว่าเป็นชื่อธรรมดา จึงทึกทักเอาว่าครอบครัวของเขาเป็นครอบครัวชาวบ้าน การมุ่งการตามหาจึงมุ่งไปที่ครอบครัวชาวบ้านเท่านั้น ใครเลยจะคิดว่าโก่วเอ๋อร์จะเป็นบุตรชายของหมอเหอ


ฮูหยินเหยาประหลาดใจมาก “ช่างบังเอิญมากจริงๆ ตามหลักแล้วพวกเราควรเป็นฝ่ายไปเยี่ยมก่อน แต่ตอนนี้…”


ฮูหยินเหยานึกถึงเรื่องที่ตระกูลลู่เพิ่งเปิดกิจการโรงรื่นเริง พวกเขาย่อมมีเรื่องต้องทำมากมายเป็นแน่ หากพวกตนไปเยี่ยมตอนนี้ก็มีแต่จะเพิ่มภาระ พลันนั้นจึงเกิดความลังเลขึ้นมา


นางหม่า—สะใภ้คนโตเอ่ยขึ้น “ไอ้หยา ก็แค่ไปเยี่ยนไม่ใช่หรือเจ้าคะ ท่านแม่ พรุ่งนี้ให้ข้ากับน้องสะใภ้นำของขวัญไปเยี่ยมก็ได้เจ้าค่ะ ท่านแม่อายุมากแล้ว เรื่องพวกนี้ให้เป็นหน้าที่พวกเราเถอะเจ้าค่ะ”


เมื่อได้ยินดังนั้น นางฟ่าน—สะใภ้รองก็รีบสนับสนุนทันที “ใช่เจ้าค่ะ ข้ากับพี่สะใภ้ใหญ่ไปเยี่ยมเอง ท่านหมอเหออายุไล่เลี่ยกับพวกเรา น่าจะคุยกันถูกคอเจ้าค่ะ!”


ในใจของสะใภ้ทั้งสองในยามนี้ตื่นเต้นจนอกแทบจะระเบิด หากพรุ่งนี้ได้ไปพบหมอเหอ แถมยังมีโอกาสผูกไมตรีกับนางอีก เช่นนี้สถานการณ์ที่น่าอึดอัดของครอบครัวตนในตอนนี้ก็อาจจะคลี่คลายลงได้ และอาจพลิกผันกลายเป็นตระกูลที่มีชื่อเสียงอันดับต้นๆแห่งจิงโจวก็ได้!


ตอนนี้ผู้ใดเล่าจะไม่รู้จักตระกูลลู่ นั่นเป็นครอบครัวชาวนาที่สามารถไต่เต้าขึ้นเป็นตระกูลสูงศักดิ์ได้ หากได้ผูกมิตรไมตรีกับพวกเขา ก็คงจะมีแต่ความมั่งคั่งมีเกียรติไม่รู้จบแน่!


ไม่คาดคิดเลยว่าเหยาซูซูจะมีวาสนาถึงเพียงนี้ จากนี้ไปคงต้องเห็นแก่หน้าตระกูลลู่ ทำดีกับเด็กบ้านี่ให้มากขึ้นหน่อยแล้ว


“พอได้แล้ว! เก็บความคิดต่ำช้าของพวกเจ้าไปซะ นั่นเป็นถึงผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตซูซูไว้ ทั้งยังช่วยถึงสองครั้งสองคราอีกด้วย! พวกเราควรขอบคุณพวกเขาอย่างจริงใจ ไม่ใช่แอบแฝงเจตนาบางอย่างเช่นพวกเจ้า!”


ฮูหยินเหยาตวาดลั่น ปรายตามองสะใภ้ทั้งสองด้วยสายตาเย็นชา ใบหน้าเผยความไม่พอใจอย่างไม่ปิดบัง


นางรู้ถึงความคิดของลูกสะใภ้ทั้งสองดี แม้รู้ว่าสถานการณ์ของครอบครัวในตอนนี้จำเป็นต้องมีผู้สูงศักดิ์มาเกื้อหนุน แต่นางไม่อยากทำให้ผู้มีพระคุณของซูซูลำบากใจ อย่าทำให้ผู้มีพระคุณเปลี่ยนเป็นศัตรูคู่แค้นกันเลย


ว่ากันว่าบุรุษต้องหาภรรยาที่มีคุณธรรมมาเป็นคู่ชีวิต ทว่าสะใภ้สองคนนี้ของนางกลับตรงกันข้ามกับคำสอนโดยสิ้นเชิง ทำให้นางต้องปวดหัวไม่เว้นแต่ละวัน จนถึงตอนนี้ นางยังต้องเป็นคนดูแลจัดการเรื่องภายในบ้านเอง เพราะหากปล่อยอำนาจในมือให้คนพวกนี้ไปละก็ แม้แต่ที่ซุกหัวนอนของซูซูในบ้านนี้ก็จะไม่เหลือ


บุตรสาวของนางก็ช่างอาภัพนัก พบเจอกับสามีไม่ดี คลอดลูกเป็นเด็กผู้หญิงก็ถูกทอดทิ้ง หลายปีที่ผ่านมานี้ล้วนเป็นพวกเขาสองสามีภรรยาที่คอยปกป้องดูแลหลานสาวผู้นี้


พวกเขาได้แต่หวังว่าตนเองจะมีชีวิตยืนยาว จะได้ปกป้องซูซูให้นานขึ้น ไม่อย่างนั้นแม้พวกเขาตายไปก็คงตายตาไม่หลับ


สะใภ้ทั้งสองเห็นแม่สามีไม่ไว้หน้าเช่นนี้ สีหน้าก็ย่ำแย่ลง นางหม่ารีบเกลี้ยกล่อมทันที “ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านแม่ไม่ชอบพฤติกรรมของพวกเรา แต่สถานการณ์บ้านเราตอนนี้ลำบากจริงๆนะเจ้าคะ ตอนนี้ได้สร้างสัมพันธ์กับผู้สูงศักดิ์แล้วพวกเราต้องคว้าโอกาสไว้! ไม่อย่างนั้นตระกูลเหยาของเราคงถึงคราวตกต่ำเป็นแน่!”


“ตกต่ำก็เพราะพวกเจ้าทำตัวเองทั้งนั้น!”


นายท่านเหยาที่นั่งเงียบมาโดยตลอดจู่ๆก็โพล่งออกมาอย่างเหลืออด นายท่านผู้เฒ่าสุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง น้อยนักที่เขาจะปล่อยให้ตัวเองโกรธ แต่ตอนนี้อดไม่ไหวแล้วจริงๆ


บุตรชายและสะใภ้ต่างตกใจมากจนไม่กล้าปริปากเอ่ยคำใดอีก แม้แต่เสี่ยวซูซูเองก็สะดุ้งด้วยความตกใจเช่นกัน แต่พยายามข่มความกลัวเอาไว้ ใช้เสียงสดใสน่ารักของเด็กเอ่ยกับฮูหยินเหยา “ท่านยายเจ้าขา ซูซูง่วงแล้ว ท่านยายไปนอนกับซูซูนะเจ้าคะ”


“ได้สิ ยายจะพาซูซูไปนอนเดี๋ยวนี้นะ”


ฮูหยินเหยาอุ้มหลานสาวขึ้นมา ก่อนหันไปเอ่ยกับสามี “พอเถอะเจ้าค่ะ ดึกแล้ว อย่าโมโหไปเลย เรื่องตระกูลลู่ข้าจะไปขอบคุณด้วยตัวเองเจ้าค่ะ ท่านรีบพักผ่อนเถอะ อย่าโกรธจนเสียสุขภาพไปเลยนะเจ้าคะ”


ตอนที่ 709: สถานการณ์ของตระกูลเหยา


ทางด้านครอบครัวลู่


หลังจากง่วนกับการเปิดกิจการวันแรกกันอย่างเหน็ดเหนื่อนตลอดทั้งวัน ในที่สุดทุกคนก็ได้พักผ่อน หลังจากอาบน้ำชำระล้างร่างกายเสร็จทุกคนก็เข้านอน


มีเพียงเหอจิ่วเหนียงที่พลังเหลือล้น นางเรียกสาวใช้ข้างๆมาสั่งการ “หาคนไปสืบเรื่องตระกูลเหยาให้ข้าหน่อย ยิ่งละเอียดเท่าไรยิ่งดี”


สาวใช้รับคำสั่งแล้วรีบออกไปจัดการทันที


เหอจิ่วเหนียงใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก็ตัดสินใจไปที่ห้องของบุตรชาย


โก่วเอ๋อร์ยังไม่นอน ขณะนี้เขากำลังอ่านตำราอยู่ ส่วนบ่าวรับใช้ประจำตัวกำลังนั่งสัปหงก พอเห็นนายหญิงเดินเข้ามา ก็รีบลุกขึ้นทำความเคารพ เหอจิ่วเหนียงโบกมือ “ไปนอนเถอะ ข้ามีเรื่องจะคุยกับโก่วเอ๋อร์”


บ่าวรับใช้ถอยออกไปอย่างเชื่อฟัง ส่วนโก่วเอ๋อร์เมื่อเห็นมารดาก็วางตำราในมือลง แล้วหันไปมองนางอย่างตั้งใจ รอว่าท่านแม่จะพูดเรื่องอะไร


เหอจิ่วเหนียงนั่งลงข้างๆ เอื้อมมือไปโอบบุตรชายเข้ามาในอ้อมแขน


“ลูกแม่ เจ้าคิดอย่างไรกับน้องซูซูหรือ?” และเริ่มบทสนทนาในคืนนี้ด้วยเรื่องของซูซู


โก่วเอ๋อร์พยักหน้าช้าๆ “น้องซูซูน่ารักมากขอรับ”


“แล้วเจ้าชอบนางหรือไม่?”


“ชอบขอรับ”


“เช่นนั้นแม่จะรับนางเป็นลูกบุญธรรมได้หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงค่อยๆหยั่งเชิงทีละก้าว เมื่อคิดว่าโก่วเอ๋อร์อาจจะไม่เข้าใจความหมายของคำว่าบุตรบุญธรรม จึงอธิบายเสริม “ต่อไปน้องซูซูจะไม่เรียกแม่ว่าท่านป้าอีกแล้ว แต่จะเรียกว่าแม่บุญธรรม และเรียกพ่อเจ้าว่าพ่อบุญธรรม”


โก่วเอ๋อร์เงียบไปชั่วขณะ เหอจิ่วเหนียงจึงเอ่ยต่อ “น้องซูซูไม่มีพ่อแม่ที่รักใคร่ให้ความอบอุ่น ท่านน้าและน้าสะใภ้ของนางก็มักจะรังแกนาง แม่ก็เลยเอ็นดูนาง…”


“ท่านแม่ขอรับ…” โก่วเอ๋อร์แทรกขึ้น เขาเอ่ยถามต่อ “ให้น้องซูซูมาอยู่ที่บ้านเราได้หรือไม่ขอรับ? ข้าจะไม่รังแกนาง และจะดูแลนางเป็นอย่างดีขอรับ”


ท่าทางโก่วเอ๋อร์จริงจังมาก เขาจำได้… ปีที่แล้วตอนที่ถูกจับตัวไปขังในห้องมืดๆนั่น น้องซูซูเคยเล่าให้เขาฟังว่า ท่านน้ากับน้าสะใภ้ของนางไม่ชอบนาง บอกว่านางเป็นตัวซวย ไม่อย่างนั้นท่านพ่อของนางก็คงไม่ทิ้งพวกนางสองแม่ลูกไป


แม้นางอายุยังน้อย หลายๆเรื่องยังไม่เข้าใจความหมายแฝงนัก แต่ความรักและความเกลียดชังที่ผู้ใหญ่มีต่อเด็กคนหนึ่ง เด็กคนนั้นจะสามารถรับรู้และแยกแยะได้อย่างชัดเจน ทั้งยังจดจำคำพูดของผู้ใหญ่ได้ฝังใจด้วย ดังนั้นเมื่อความรู้สึกเหล่านั้นถาโถม ซูซูจึงรับรู้ได้ชัดเจนว่าตนเองไม่ใช่ความหวังของคนในบ้าน ดังนั้นทุกคนจึงไม่รักนาง


โก่วเอ๋อร์ยังจำตอนที่นางเล่าทั้งน้ำตาให้เขาฟังได้ ช่างน่าสงสารเหลือเกิน


พอได้ยินท่านแม่พูดขึ้นในตอนนี้ เขาจึงได้กลับมาย้อนนึกถึงเรื่องราวในปีก่อนอีกครั้ง ทันใดนั้นจึงเห็นด้วยที่จะให้น้องซูซูมาอาศัยอยู่ที่นี่ด้วยกัน ในบ้านเขามีพี่ๆน้องๆหลายคน ได้อยู่เล่นด้วยกันต้องสนุกและมีความสุขมากแน่นอน และอยู่ที่นี่ น้องซูซูก็จะไม่ต้องถูกรังแกแล้ว


เหอจิ่วเหนียงได้ฟังวาจาของบุตรชายก็ได้คำตอบทันทีว่าเรื่องนี้ก็เข้าทางเขา นางยิ้มตาหยี “หากรับซูซูเป็นลูกบุญธรรม เราก็สามารถรับนางมาอยู่ด้วยได้เป็นครั้งคราว ขอเพียงท่านตาท่านยายของนางอนุญาตก็ไม่มีปัญหา”


“ขอรับ เช่นนั้นก็รับนางเป็นลูกบุญธรรมเถอะขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์พยักหน้าอย่างจริงจัง ขอแค่ช่วยน้องซูซูได้เขาก็ดีใจแล้ว นางยังเด็กอยู่เลย คนที่บ้านยังรังแกนางอีก นางน่าสงสารจริงๆ


“ตกลง เช่นนั้นรอจนถึงวันเกิดของท่านยายซูซู เราค่อยไปคุยเรื่องนี้กับที่บ้านนางกัน หากสำเร็จ ก็นับว่าเป็นเรื่องดีมากทีเดียว”


เหอจิ่วเหนียงปรบมือดีใจ และเรื่องนี้ก็เป็นอันได้ข้อสรุปตามนี้


ทว่ายังมีอีกเรื่องที่นางต้องการพูด แต่เรื่องนี้เหอจิ่วเหนียงกลับเกิดความลังเลที่จะเอ่ยออกไป


“ท่านแม่ เมื่อไรท่านแม่กับท่านพ่อจะมีน้องสาวคนเล็กให้ข้าล่ะขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียง “!!!”


ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก บุตรชายก็พูดขึ้นมาก่อนแล้ว


คนถูกถามคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะย้อนถามกลับ “เจ้าชอบน้องสาวหรือ?”


“ขอรับ หรือจะเป็นน้องชายก็ได้ ทุกคนมีน้องชายน้องสาวคนเล็กกันหมด มีแต่ข้าที่ยังไม่มี…”


โก่วเอ๋อร์ทำปากยู่ สีหน้าเศร้าสร้อย


เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจมาก


นี่ไม่เหมือนที่นางจินตนาการเอาไว้เลย


อย่างที่ทราบกันว่า นางกับลู่ไป่ชวนถูกรบเร้าให้มีบุตรเพิ่มหลายครั้งหลายหน แต่นางก็ไม่ยอมเสียที เพราะนางใช้ความรู้ด้านจิตวิทยาของเด็กในยุคสมัยใหม่มาประเมินความรู้สึกของโก่วเอ๋อร์ แต่กลับไม่เคยถามเขาตรงๆเลยว่า โก่วเอ๋อร์อยากมีน้องเหมือนกับครอบครัวอื่นหรือเปล่า ยุคสมัยนี้แต่ละครอบครัวนิยมมีลูกหลายคนเพื่อความเจริญรุ่งเรือง โก่วเอ๋อร์ที่เป็นเด็กยุคนี้เห็นครอบครัวอื่นมีพี่น้องเป็นเพื่อนเล่น แต่ครอบครัวเขากลับมีแค่เขาคนเดียว ในใจคงจะรู้สึกหดหู่อยู่บ้าง


“เอาละ เอาละ ดึกมากแล้ว รีบนอนเถอะ ส่วนเรื่องน้องชายน้องสาว แม่กับพ่อของเจ้าจะพยายามนะ”


เหอจิ่วเหนียงเอื้อมมือลูบศีรษะบุตรชายพลางยิ้มเจ้าเล่ห์


โก่วเอ๋อร์ยังเด็กจึงยังไม่เข้าใจความนัยนี้ แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ให้โอกาสเขาได้ถามต่อ รีบหนีออกไปอย่างว่องไว

…….

ทางด้านตระกูลเหยา


หลังจากถูกฮูหยินเหยาตักเตือน สะใภ้ทั้งสองก็ไม่กล้าออกปากออกเสียงอีก เช้าวันต่อมา ตระกูลเหยาส่งเทียบเชิญไปให้ตระกูลลู่ แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดตอบกลับมา


เหอจิ่วเหนียงยุ่งกับการทำงานตลอดทั้งวัน กว่าจะได้รับทราบข้อมูลเกี่ยวกับตระกูลเหยาที่ให้สาวใช้ส่งคนไปสืบก็ล่วงเลยไปช่วงพลบค่ำ


ตามข้อมูลที่ได้มา นายท่านเหยาเคยเป็นขุนนางในราชสำนักมาก่อน แต่ต่อมาเนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ จึงต้องลาออกกลับมารักษาตัวที่บ้าน ส่วนเรื่องบุตรสาวถูกหย่าร้าง เกิดขึ้นในปีที่เขาลาออกจากการเป็นขุนนางกลับมาอยู่บ้านแล้ว


บุตรชายทั้งสองก็ไม่มีสิ่งใดโดดเด่น เพียงทำงานตำแหน่งกินเงินเดือนสบายๆ ในศาลาว่าการเท่านั้น ไม่ได้มีความสามารถหรืออิทธิพลใดๆ


ครั้นที่ชาของซินหรานแพร่ระบาดไปทั่วเมือง บุตรชายทั้งสองของเขาก็ตกเป็นเหยื่อเช่นกัน แถมยังติดหนักมาก ผลาญสมบัติครอบครัวจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว กระทั่งถูกทางการจับตัวไปบำบัดอยู่นานจึงได้กลับมาเป็นผู้เป็นคนอีกครั้ง


ด้วยเหตุนี้ ตระกูลเหยาจึงตกต่ำลงเรื่อยมา ใช้บุญเก่าประคับประคองชีวิตความเป็นอยู่ อย่างไรก็ตาม นายท่านเหยายังคงคอยหาหนทางที่จะทำให้ตระกูลกลับมารุ่งเรืองให้ได้อีกครั้ง


ทว่าด้วยสถานการณ์ของครอบครัวเขาตอนนี้ ไม่ว่าจะหันไปพึ่งทางใดก็ไม่มีใครสนใจ บางครั้งยังถูกซ้ำเติมกลับมาอีกด้วย


การที่ชีวิตของพวกเขาตกต่ำถึงขั้นนี้ได้ย่อมต้องเป็นเพราะสาเหตุบางอย่าง ครอบครัวบุตรชายทั้งสองจึงโยนความผิดทั้งหมดให้กับเหยาซูซู ตราหน้าว่านางเป็นตัวซวย ทำให้ครอบครัวพลอยเดือดร้อนไปกันหมด และมักหาโอกาสขับไล่นางออกจากบ้านไม่ว่างเว้น หากไม่มีนายท่านเหยาและฮูหยินคอยปกป้อง ซูซูคงไม่อาจเติบโตมาได้ถึงตอนนี้


เหอจิ่วเหนียงฟังแล้วโมโหจนเลือดขึ้นหน้า ไม่ว่าจะเรื่องเลวร้ายอะไร เหตุใดต้องโยนความผิดให้เด็กไม่รู้เรื่องรู้ราวคนหนี่งด้วย


ทุกบ้านล้วนมีปัญหาของตัวเอง แต่ปัญหาภายในตระกูลเหยา—ปัญหาจากตัวบุตรชายและสะใภ้ เป็นอะไรที่บั่นทอนหัวใจของนายท่านและฮูหยินเหยามากจริงๆ


ตัวเองไม่เอาถ่าน กลับโยนความผิดให้คนอื่น นี่มันใช่เรื่องที่คนดีๆเขาทำกันหรือ!


แม้จะบอกว่าทุกบ้านก็มีเรื่องยากลำบากกันทั้งนั้น แต่สองสามีภรรยาผู้นำตระกูลเหยาชักจะลำบากเกินควรแล้ว


ทั้งๆที่ท่านทั้งสองเป็นคนดีแท้ๆ เหตุใดบุตรชายของพวกเขาถึงไม่ได้เรื่องเช่นนี้


“ไปเตรียมความพร้อมหน่อย เราจะไปขอรับหลานสาวพวกเขามาเป็นลูกบุญธรรมจะเสียมารยาทไม่ได้ เขาส่งเทียบเชิญมาแล้ว เราไปเตรียมของขวัญดีๆไว้ชุดหนึ่ง ยิ่งแพงเท่าไรยิ่งดี”


ใช่แล้ว นางตั้งใจจะประกาศศักดาให้กับ ‘ว่าที่บุตรสาว’ สักหน่อย ให้พวกน้ากับน้าสะใภ้ของซูซูได้เห็นว่า ว่าที่ลูกสาวตัวน้อยของนางไม่ใช่ตัวซวย แต่เป็นดาวนำโชคต่างหาก!


แน่นอนว่านางย่อมไม่ให้โอกาสคนพวกนั้นเอาเปรียบเด็ดขาด เพราะนั่นไม่ใช่นิสัยของคนอย่างเหอจิ่วเหนียง


“เจ้าค่ะ”


หลังจากนั้น เหอจิ่วเหนียงก็ไปหานางซุน เล่าแผนการของตนเองให้นางฟังคร่าวๆ


“ข้าให้คนไปสืบมาแล้วเจ้าค่ะ สถานการณ์ของครอบครัวซูซูรุนแรงเกินกว่าที่พวกเราคิดเอาไว้มาก เด็กคนนั้นน่าสงสารยิ่งนัก เมื่อถึงวันงานเลี้ยง ข้าจะเป็นคนออกหน้าช่วยนางเอง ถึงตอนนั้นท่านแม่อย่าได้ตกใจไปนะเจ้าคะ”


เหน็ดเหนื่อยมาตลอดทั้งวัน นางซุนกำลังนั่งแช่เท้าสัปหงกอยู่ สดับวาจาของสะใภ้สามก็ตาสว่างขึ้นมาทันที “ดูจากท่าทางของสาวใช้สองคนนั้นแล้ว เด็กน้อยก็ดูเหมือนไม่ได้ลำบากเลยนะ?”


“สาวใช้สองคนนั้นเป็นคนของฮูหยินเหยาเจ้าค่ะ ย่อมอยู่ข้างซูซูอยู่แล้ว แต่เจ้านายตระกูลเหยา 


นอกจากนายท่านเหยากับฮูหยินเหยาแล้ว คนอื่นล้วนไม่ชอบซูซู พอเห็นซูซูรู้จักกับพวกเราก็อยากเอาเปรียบ อย่างวันก่อน ข้าให้เครื่องประทินผิวซูซูไปเป็นของขวัญวันเกิดท่านยายของนาง พอก้าวเข้าประตูบ้านยังไม่ทันพ้น ก็ถูกน้าสะใภ้ใหญ่แย่งของไปเสียแล้ว ทั้งๆที่บอกแล้วว่าเตรียมให้เป็นของขวัญวันเกิดฮูหยินเหยา”


“ว่าอย่างไรนะ! กล้าถึงขนาดนั้นเชียวหรือ! ขนาดรู้ว่านั่นเป็นของของฮูหยินเหยานะ สะใภ้ผู้นั้นทำเรื่องหน้าด้านเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!”


นางซุนเบิกตากว้าง ไม่อยากจะเชื่อว่าจะมีคนไร้ยางอายเช่นนี้


ตอนที่ 710: เหตุใดสะใภ้ถึงยังไม่มาเสียที


ใช้ชีวิตมาจนถึงอายุปูนนี้ นางซุนย่อมรู้ดีว่าไม่ใช่ทุกครอบครัวที่ความสัมพันธ์ระหว่างแม่สามีกับลูกสะใภ้จะปรองดองกันเป็นอย่างดีเหมือนครอบครัวนาง แต่ก็คิดไม่ถึงว่า ผู้ที่เป็นสะใภ้จะกล้าเอาของของแม่สามีไปอย่างโจ่งแจ้งเช่นนี้ อีกทั้งของสิ่งนั้นยังเป็นของขวัญที่หลานสาวเตรียมไว้จะมอบให้แม่สามีของนางอีก


เหอจิ่วเหนียงกล่าวหน้าตาย “มีอะไรต้องเกรงใจล่ะเจ้าคะ เพราะนางแก้ปัญหาด้วยการข่มขู่สาวใช้ของซูซูให้มาขอจากข้าอีกสองชุด เช่นนี้พวกนางสามคนก็จะมีคนละชุด ไม่เกิดเรื่องขัดแย้งขึ้นแล้วเจ้าค่ะ”


“ฮะ! จริงหรือ?”


นางซุนเบิกตากว้างขึ้นกว่าเดิม นี่ยังไม่ได้ผูกมิตรกันก็เริ่มหาผลประโยชน์จากครอบครัวนางแล้วหรือ ไม่แหกตาดูบ้างเลยรึว่าครอบครัวนางเป็นใคร!


“จริงเจ้าค่ะ วันนั้นสาวใช้กลับไปไม่ทันไรพวกนางก็ให้สาวใช้กลับมาขอจากข้าเพิ่มแล้ว ไม่รู้เป็นคางคกขึ้นวอมาจากไหนถึงไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำ”


สีหน้าเหอจิ่วเหนียงเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน แต่ท่าทียังคงสงบนิ่ง


กลับเป็นนางซุนที่หัวใจร้อนรุ่ม “แล้วเจ้าก็ยอมให้พวกเขาฮุบของไปต่อหน้าต่อตาอย่างนั้นหรือ?”


“ฝันไปเถอะเจ้าค่ะ คนที่จะเอาเปรียบข้าได้ยังไม่เกิดหรอก!”


เหอจิ่วเหนียงมั่นใจเต็มเปี่ยม หากนางลงมือเอง นางจะทำให้ตัวเองผิดหวังได้อย่างไร


นางซุนเห็นท่าทางเช่นนั้นก็รู้ทันทีว่าสะใภ้สามต้องมีแผนในใจอยู่แล้ว จึงไม่ถามอะไรอีก ถึงถามไปก็คงไม่ได้คำตอบ สู้รอดูเรื่องสนุกอย่างเดียวก็พอ


ถึงอย่างไร แผนการของสะใภ้สามก็ไม่เคยทำให้นางผิดหวังเลยสักครั้ง


“เช่นนั้นก็ดี เจ้ารีบกลับเรือนไปได้แล้วไป ข้าจะนอนแล้ว พรุ่งนี้ยังมีเรื่องรอให้จัดการอีกเยอะ”


หลังจากจัดการเรื่องของพรุ่งนี้เสร็จ ก็ยังต้องสั่งงานล่วงหน้าสำหรับวันถัดไปด้วย เพราะวันมะรืนพวกนางจะต้องไปร่วมงานวันเกิดของฮูหยินเหยา ไม่อาจไปดูแลโรงรื่นเริงได้


แม้พวกคนงานในโรงรื่นเริงไว้ใจได้ และยังมีเฉิงเสวี่ยเวยคอยดูแลอย่างใกล้ชิด แต่นางซุนเคยชินกับการกำกับด้วยตัวเอง อีกอย่าง นี่ก็เป็นหน้าที่ของนาง


บางครั้งที่เฉิงเสวี่ยเวยเหนื่อยจนอยากแอบอู้ แต่พอเห็นนางซุนยังคงฮึกเหิมไม่ย่อท้อนางก็นั่งไม่ติด เฉิงเสวี่ยเวยท่องในใจเสมอยามท้อว่า แม้แต่หญิงชรายังทุ่มเทขนาดนี้ แล้วคนหนุ่มอย่างนางจะมีเหตุผลอะไรต้องอู้อีกเล่า


เหอจิ่วเหนียงขานรับเบาๆ แล้วเดินกลับเรือนของตัวเอง เมื่อมาถึงลานบ้าน สาวใช้ก็เข้ามารายงานว่า มีนกพิราบส่งสารมาถึง


ไม่ต้องเดาก็รู้ว่าเป็นจดหมายที่ลู่ไป่ชวนส่งมา เหอจิ่วเหนียงยื่นมือไปรับ ระหว่างเดินกลับห้องก็คลี่ออกอ่านไปด้วย


ในจดหมายมีถ้อยคำเพียงไม่กี่บรรทัด แต่ใจความนั้นวนเวียนอยู่แค่ว่า นางจะเดินทางไปเมืองหลวงเมื่อไรกันแน่


ก่อนหน้านี้วางแผนกันไว้เรียบร้อยแล้วว่า หลังจากโรงรื่นเริงเปิดกิจการ นางก็จะพาบุตรชายเดินทางตามไปเมืองหลวง แต่ตอนนี้ผ่านมาจนถึงคืนวันที่สามของการเปิดกิจการแล้ว เหตุใดนางถึงยังไม่มาเมืองหลวงเสียที


ลู่ไป่ชวนรู้ดีว่าเหอจิ่วเหนียงไม่มีทางยอมลำบากนั่งรถม้าเดินทางไกลแน่นอน นางต้องพาบุตรชายบินมาเป็นแน่ เช่นนั้นใช้เวลาไม่นานก็ถึงแล้ว แต่ภรรยากลับไม่ส่งจดหมายถึงเขาเลย และไม่มีท่าทีจะออกเดินทางแม้แต่น้อย จะไม่ให้เขาร้อนใจได้อย่างไรกัน


ลู่ไป่ชวนเข้าไปอยู่ในค่ายทหารได้หลายวันแล้ว ช่วงสองสามวันแรกเขารู้ว่าภรรยายังไม่มา และเขาเองก็ยุ่งอยู่กับการปรับระเบียบในค่ายทหารและสร้างอำนาจให้ตนเอง จึงไม่มีเวลาคิดเรื่องอื่น แต่พอช่วงหลังทุกคนในค่ายที่เคยแข็งข้อก็ยอมสยบหมดแล้ว เวลาที่นัดหมายกับภรรยาก็มาถึงแล้ว แต่กลับไม่เห็นวี่แววของนาง เขาจึงเริ่มหงุดหงิดกระวนกระวายใจขึ้นมา


ผลลัพธ์จากความหงุดหงิดของเขาก็คือ ลากพวกทหารที่เคยแข็งข้อต่อเขาออกมาประลองฝีมือครั้งแล้วครั้งเล่า ทำเอาทุกคนในค่ายต่างพากันโอดร้องคร่ำครวญกันระงม


เมื่อเห็นจดหมายเร่งรัดจากสามี เหอจิ่วเหนียงก็ตอบจดหมายกลับไปอย่างใจเย็น บอกว่าตอนนี้นางยังเดินทางไปไม่ได้ เพราะกำลังถูกชะตากับเด็กผู้หญิงตัวน้อยๆคนหนึ่ง นางกำลังจะไปเจรจากับทางครอบครัวของเด็กน้อยผู้นั้นเพื่อขอรับเป็นบุตรบุญธรรม ทั้งยังบอกอีกว่า เด็กคนนั้นก็เคยถูกลักพาตัวไปเช่นเดียวกับโก่วเอ๋อร์เมื่อปีที่แล้วด้วย


นางบอกเขาอย่างชัดเจนว่า ไม่ใช่ว่านางไม่อยากไปหาเขา และก็ไม่ใช่เพราะยังโกรธเรื่องของเว่ยอวี่อยู่ แต่เป็นเพราะอยู่ๆก็มีเรื่องที่ต้องจัดการขึ้นมา บอกให้เขาอย่าได้ร้อนใจ


เขียนจดหมายเสร็จ นางก็ส่งออกไปทันทีในคืนนั้น จากนั้นจึงไปอาบน้ำเตรียมตัวเข้านอน

…….

ลู่ไป่ชวนได้รับจดหมายตอบกลับจากภรรยาในตอนค่ำของวันถัดมา พอทราบว่าภรรยาจะมาหาเขาช้ากว่ากำหนดที่คุยกันไว้ แม้จะรู้สึกหดหู่อยู่บ้าง แต่เขาก็เข้าใจได้ เพราะเขารู้ว่านางเป็นคนปากแข็งแต่ใจอ่อน เจอเรื่องอยุติธรรมเมื่อใดเป็นต้องยื่นมือเข้าไปช่วยเสมอ


ยิ่งไปกว่านั้น ขอแค่ไม่ใช่เพราะนางโกรธเขาจนไม่ยอมมาเมืองหลวง อย่างอื่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่


เดิมทีเขาตั้งใจจะเขียนจดหมายตอบกลับ เล่าเรื่องที่ตนสืบมาได้เกี่ยวกับจวนมู่กั๋วกงให้ภรรยาทราบ แต่คิดได้ว่าระหว่างทางอาจไม่ปลอดภัย จึงตัดสินใจรอให้นางมาถึงก่อนค่อยเล่าดีกว่า


แม้เขาอยากให้นางรีบมาหาเขาที่เมืองหลวงเร็วๆ แต่ก็ตอบจดหมายกลับไปว่า ให้นางค่อยๆจัดการธุระของตน ไม่ต้องรีบร้อน

…….

เหอจิ่วเหนียงได้รับจดหมายที่สามีแจ้งดังนั้นจึงไม่คิดจะรีบร้อนอีก


วันนี้เป็นวันคล้ายวันเกิดของฮูหยินเหยา หญิงสาวนำของขวัญไปเยี่ยมที่ตระกูลเหยาพร้อมกับนางซุน


ตอนนี้ตระกูลเหยากำลังตกต่ำ หลายปีที่ผ่านมาวันเกิดของฮูหยินเหยาจึงแทบไม่มีผู้ใดมาร่วมงานเลย แต่ครั้งนี้บุตรชายและสะใภ้ตระกูลเหยาจงใจปล่อยข่าวออกไปว่า ฮูหยินลู่จะมาร่วมงานวันเกิดฮูหยินเหยาด้วย ส่งผลให้ผู้คนจำนวนมากที่ไม่ได้ไปมาหาสู่กับตระกูลเหยามานานแล้วแห่แหนกันมาร่วมงาน จวนตระกูลเหยาพลันคึกคักอย่างกะทันหัน จนฮูหยินเหยาเองก็รับมือไม่ทัน


ไม่ต้องคิดก็รู้ว่า บุตรชายกับสะใภ้ตั้งใจอาศัยบารมีของตระกูลลู่ ในใจรู้สึกโกรธมาก แต่สถานการณ์ในตอนนี้ นางจึงยังอดทนไม่แสดงอารมณ์ออกมา


เมื่อรถม้าของตระกูลลู่มาถึง อย่าว่าแต่คนตระกูลเหยาเลย แม้แต่ผู้มีฐานะสูงส่งในเมืองจิงโจวต่างก็แย่งกันมายืนรอต้อนรับจนแน่นขนัดที่หน้าประตูจวน เหตุการณ์นี้ทำให้นางซุนรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก


นางรู้ดีว่าบุตรชายได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว และนางกับสะใภ้สามก็ได้รับพระราชทานตำแหน่งเก้ามิ่งฮูหยิน แต่นี่เป็นครั้งแรกที่เห็นผู้คนมากมายคุกเข่าโขกศีรษะให้นางเช่นนี้ เมื่อก่อนไม่เคยมีเหตุการณ์เช่นนี้เกิดขึ้นเลย!


แต่นั่นก็เพราะที่ผ่านมาพวกนางถ่อมตัวมาก ไม่เคยวางอำนาจต่อหน้าผู้อื่น จึงย่อมไม่เคยพบเจอเหตุการณ์เช่นนี้


หญิงชรากำลังจะบอกให้ทุกคนลุกขึ้น แต่พอนึกขึ้นได้ว่าวันนี้นางมาที่นี่เพื่อเสริมบารมีให้ซูซู และเห็นสีหน้าเหอจิ่วเหนียงเคร่งขรึมเย็นชาอยู่ตลอด นางซุนจึงรีบยืดอกหลังตรง พยายามกดมุมปากลงเพื่อให้ดูเคร่งขรึมน่าเกรงขามทันที


ทว่า ท่าทางเคร่งขรึมของนางอยู่ได้ไม่นาน เพราะทันทีที่ซูซูเห็นพวกนางก็รีบวิ่งออกมาจากฝูงชนเข้ามาทักทายอย่างร่าเริง “ท่านย่าลู่ ท่านป้า!”


เหอจิ่วเหนียงยังคงไม่ยิ้มออกมา แต่สีหน้าอ่อนโยนลงมาก นางก้มลงอุ้มซูซูขึ้นมา และพูดคุยกับเด็กหญิงครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวกับทุกคน “ทุกท่านไม่ต้องเกรงใจ เราล้วนเป็นคนใต้อาณัติขององค์รัชทายาทเหมือนกัน ไม่ต้องมีพิธีรีตองมากหรอก”


บุตรชายทั้งสองของตระกูลเหยาตื่นเต้นจนแทบคลั่ง ที่แท้ฮูหยินลู่ก็ชอบเด็กตัวซวยนี่ใช่เล่น ถึงกับยอมอุ้มนางต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ดูเหมือนว่าตระกูลเหยาจะมีหวังที่จะรอดพ้นวิกฤติแล้ว!


ฮูหยินเหยาก็คิดไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงที่ภายนอกดูเหมือนเข้าถึงยากอันที่จริงจะเป็นคนที่เข้าถึงง่ายเช่นนี้ พลันนั้นจิตใจที่เคยตึงเครียดจึงค่อยๆผ่อนคลายลง


“เชิญทั้งสองท่านเข้าไปด้านในก่อนเจ้าค่ะ พวกท่านเป็นผู้มีพระคุณของเสี่ยวซูซูของพวกเรา อันที่จริงพวกเราควรเป็นฝ่ายไปขอบคุณก่อนแท้ๆ แต่เห็นว่าช่วงนี้ท่านทั้งสองยุ่งมาก เลยคิดไว้ว่าอีกสองสามวันค่อยไปขอบคุณด้วยตัวเอง หากไม่ได้ท่านทั้งสอง ไม่รู้เสี่ยวซูซูของพวกเราจะทุกข์ทรมานมากเพียงใด”


เมื่อหวนนึกถึงเรื่องในครั้งนั้น ฮูหยินเหยาก็ยังรู้สึกหวาดกลัวไม่หาย หลังจากผ่านเหตุการณ์ลักพาตัวไปเมื่อหนึ่งปีก่อน นางแทบไม่ให้ซูซูออกจากบ้านเลย วันนั้นที่ซูซูออกไปได้ก็เพราะแอบหนีออกไป ด้วยตั้งใจอยากจะหาซื้อของขวัญวันเกิดให้นาง แต่วันเปิดกิจการโรงรื่นเริงวันนั้นคนแน่นขนัดอย่างคาดไม่ถึง สุดท้ายหลานสาวของนางก็เกือบประสบเหตุจากที่นั่นจริงๆ เพราะเกือบถูกเหยียบ โชคดีที่ฮูหยินลู่ช่วยไว้ได้อีกครั้ง แค่คิดก็รู้สึกหวาดกลัวแล้ว


จบตอน

Comments