single mom ep71-80

ตอนที่ 71: เห็นนางเป็นน้องสาวแท้ๆ


สตรีผู้ถูกถามบอกเล่าอย่างออกรสออกชาติทันที “จะเรื่องอะไรอีกล่ะ ก็เจ้าหนุ่มนี่เอาเงินช่วยเหลือที่ทางการให้มาไปเข้าบ่อนน่ะสิ! เล่นพนันแพ้จนหมดตัวไม่พอยังติดหนี้ที่บ่อนอีก ก็เลยถูกทุบตีแล้วถูกโยนออกมาในสภาพเช่นนี้แหละ”


อีกคนที่ยืนข้างกันก็เล่าเสริม “ใช่ๆ ข้าไม่เคยพบเคยเห็นคนเช่นนี้มาก่อน เอาชีวิตรอดมาถึงที่นี่ได้นับว่าโชคดีมากเท่าไรแล้ว อยู่ดีไม่ว่าดี ทำตัวเองแท้ๆ เฮ้อ!”


“เศษสวะแบบนี้ไม่สมควรให้ความช่วยเหลือใดๆเลย ปล่อยให้อดตายอยู่ข้างถนนไปซะดีกว่า!”


เหอจิ่วเหนียงหันมองคนที่นอนเกลือกกลิ้งบนพื้น ก่อนจะหันมองลู่จิ้งซวน


สีหน้าของลู่จิ้งซวนไม่ค่อยดีนัก ตลอดทางการลี้ภัยชาวบ้านตระกูลลู่ต่างประหยัดกินประหยัดใช้ ได้รับเงินช่วยเหลือมาก็แทบไม่กล้าแตะ แต่เจ้าเด็กบ้านี่กลับเอาเงินไปเล่นพนันจนหมดตัวแถมยังเป็นหนี้อีก เหตุใดถึงเป็นคนระยำตำบอนเช่นนี้!


ลู่เสี่ยวหยางเองก็รู้สึกอับอายไม่น้อย จึงพยายามกอดขาลู่จิ้งซวนแน่น ร้องไห้คร่ำครวญแทบขาดใจ “ท่านอาจิ้งซวน ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้ว ข้ารู้ตัวว่าตัวเองผิดไปแล้วจริงๆขอรับ ท่านอาโปรดให้โอกาสข้าสักครั้งนะขอรับ ข้าสัญญาว่าต่อไปจะไม่ทำเช่นนี้อีกแล้ว!”


สายตาคนจนตรอกเหลือบมองรถม้าที่ผู้เป็นความหวังจูงมาด้วย ในใจลอบคิดว่า ระหว่างทางการลี้ภัย ท่านอาจิ้งซวนต้องปล้นเศรษฐีมาได้จนมั่งคั่งเป็นแน่ ตอนนี้มีแม้กระทั่งรถม้า หากได้อยู่ใต้ใบบุญของพวกเขาต้องสุขสบายไปทั้งชาติแน่.นอน!


เหอจิ่วเหนียงสังเกตสีหน้าแววตาและอากัปกิริยาเล็กๆน้อยๆของอีกฝ่ายออกแต่ไม่พูดอะไร


ลู่จิ้งซวนรู้สึกลำบากใจอย่างยิ่ง เขาไม่อยากช่วยเลย แต่ลู่เสี่ยวหยางก็เป็นเครือญาติตระกูลเดียวกัน เห็นสภาพหลานชายเช่นนี้เขาเองก็ไม่อาจทนดูได้


ดังนั้นคนคิดหาทางออกไม่ได้จึงหันไปขอความช่วยเหลือจากคนที่มาด้วยกัน เหอจิ่วเหนียงรับรู้ได้ถึงความคิดของอีกฝ่าย จึงเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ครอบครัวเราไม่เลี้ยงดูคนขี้เกียจ ไม่อยากอดตายก็ต้องทำงาน”


“ทำขอรับ ข้าทำ! ข้าตั้งใจทำงานแน่นอนขอรับ!” ลู่เสี่ยวหยางพยักหน้ารัวเร็ว ก่อนหันไปมองขาข้างที่หักของตน “แต่ตอนนี้ขาข้าเจ็บ หากข้าจะ…”


“ไม่มีแต่”


เหอจิ่วเหนียงตัดบทอย่างเย็นชา “บ้านข้าไม่ได้เปิดโรงทาน”


ลู่เสี่ยวหยางได้ยินดังนั้นก็บันดาลโทสะ “ท่านอาสะใภ้สาม เรื่องของตระกูลลู่คงไม่ต้องให้ท่านเป็นคนตัดสินใจหรอกกระมัง ท่านอาจิ้งซวนยังไม่ได้พูดอะไรเลย!”


ลู่จิ้งซวนเห็นด้วยกับการตัดสินใจของเหอจิ่วเหนียง บ้านพวกเขาไม่ใช่โรงทาน แม้ครอบครัวของเขาจะช่วยชาวตระกูลลู่มาด้วยหลายครอบครัว แต่คนเหล่านั้นล้วนเป็นคนดี เงินที่ให้หยิบยืมก็ทำสัญญาการกู้ยืมไว้อย่างรัดกุม


แต่หากให้ความช่วยเหลือคนอย่างลู่เสี่ยวหยางละก็…ไม่ต้องหวังสิ่งใดแล้ว


“สิ่งที่อาสะใภ้สามของเจ้าพูดก็คือการตัดสินใจของคนในครอบครัวข้า! ตอนนี้ทุกคนต่างลำบาก หากเจ้าไม่อยากตายก็ต้องทำงานหาเลี้ยงตัวเอง หากไม่อยากทำงานก็ไปตายซะ!”


สาดวาจากราดเกรี้ยวจบลู่จิ้งซวนก็สลัดมือลู่เสี่ยวหยางออกและเดินจูงรถม้าไปทันที โดยมีเหอจิ่วเหนียงเดินตามหลัง


ฝูงชนต่างหลีกทางให้พวกเขา ลู่เสี่ยวหยางพยายามลากขาหักๆของตนเองตามไปด้วยความตื่นตระหนก


ตนเพียงต่อว่าสตรีต่างแซ่ผู้นั้นแค่ประโยคเดียว ไม่นึกเลยว่าท่านอาจิ้งซวนจะโมโหถึงเพียงนี้ สตรีผู้นี้แต่งงานเข้ามาวันเดียว เช้าวันรุ่งขึ้นก็กลายเป็นม่ายแล้ว…


…หรือว่า


นางจะมีความสัมพันธ์บางอย่างกันท่านอาจิ้งซวน!?


ต้องเป็นเช่นนั้นแน่! ไม่อย่างนั้นเหตุใดวันนี้ท่านอาจิ้งซวนถึงไม่พาภรรยาของตัวเองเข้าเมือง แต่เลือกที่จะพานางนี่มาแทน!?


ราวกับว่าตนกำลังกุมความลับสำคัญมากบางอย่างไว้ก็มิปาน ลู่เสี่ยวหยางนึกกระหยิ่มใจ ทันใดนั้นก็มีแรงฮึดสู้ อดทนกับความเจ็บปวดพยายามลากร่างอันบอบช้ำตามพวกเขาไป


หลังตัวกาลกิณีจากไปแล้ว หนึ่งในฝูงชนก็ทอดถอนใจออกมา “โธ่ ครอบครัวนี้ช่างเคราะห์ร้ายยิ่งนัก เหตุใดต้องมีญาติเช่นนี้ด้วยก็ไม่รู้!”


“นั่นสิ ซวยจริงๆ!”

......


หลังออกจากประตูเมือง เหอจิ่วเหนียงก็กระโดดขึ้นควบม้า โดยมีลู่จิ้งซวนขับรถม้าตามหลัง


ลู่เสี่ยวหยางแทบกระอักเลือดให้สิ้นใจ อย่าว่าแต่ขาหักแค่ข้างเดียวเลย ต่อให้ขาทั้งสองข้างอยู่ในสภาพสมบูรณ์ ก็ไม่อาจไล่ตามม้าพันธุ์ดีสองตัวนั้นได้!


เขารู้ว่าพวกท่านอากำลังหนี หึ อยากหนีก็หนีไปเถอะ ตราบใดที่ยังอยู่ในเมืองนี้เขาต้องหาอีกฝ่ายเจอแน่.นอน


หากมุ่งหน้าไปตามเส้นทางนี้จะพบกับหมู่บ้านที่ใกล้ที่สุดคือหมู่บ้านอันผิง แค่เข้าไปถามก็รู้แล้ว เขาร่อนเร่อยู่แถวนี้มาหลายวัน สถานที่หรือเส้นทางโดยรอบมีหรือที่เขาจะไม่รู้

…...


หลังจากเหตุการณ์ความโกลาหล ตอนแรกลู่จิ้งซวนรู้สึกไม่สบายใจ แต่ตอนนี้ค่อยๆดีขึ้นแล้ว


ยิ่งตอนนี้เห็นเหอจิ่วเหนียงควบม้าด้วยความเร็ว เขาจึงต้องจดจ่ออยู่กับเชือกบังเหียนเพื่อเพิ่มความเร็วของเฮยเฟิงตามนางไป


เมื่อกลับถึงบ้าน เด็กๆต่างพากันล้อมรถม้าด้วยความประหลาดใจ


ลู่จิ้งซวนไปหามารดาเพื่อมอบเงินที่เหลือให้นาง เหอจิ่วเหนียงไปหาบรรดาพี่สะใภ้และน้องหญิง นำเครื่องประทินผิวให้พวกนาง


วันนี้ใช้เงินซื้อรถม้าไปทั้งหมดสี่ตำลึงครึ่ง เหลือกลับมาสองตำลึง


นางซุนรับเงินมาพลางถาม “อุปกรณ์การเรียนของเด็กๆ สะใภ้สามซื้อหรือ?”


ลู่จิ้งซวนก้มหน้าด้วยความละอายใจ เขาในฐานะพี่ใหญ่กลับทำได้เพียงให้น้องสะใภ้เป็นคนจ่ายเงิน ตนช่างไร้ความสามารถยิ่งนัก


นางซุนเองก็ดูออกว่าบุตรชายรู้สึกไม่ดี จึงเอ่ยคำปลอบใจ “นางมีเงิน ก่อนหน้านี้นางก็บอกแล้วว่าจะซื้อเป็นของขวัญให้หลานๆ เจ้าอย่าคิดมากเลย เจ้าสามไม่อยู่ พวกนางสองแม่ลูกยังต้องให้พวกเจ้าคอยช่วยดูแล วันข้างหน้าช่วยดูแลสองแม่ลูกด้วยก็พอแล้ว”


“ท่านแม่ ลูกรู้ขอรับ ลูกเห็นนางเป็นน้องสาวแท้ๆของลูกไปแล้ว”


นางซุนได้ยินดังนี้ก็ปลื้มใจมาก ก่อนเก็บเงินลงไป จากนั้นไปหาเหอจิ่วเหนียง ได้ยินเสียงหัวเราะของพวกนางดังลั่นอยู่ด้านนอก หญิงชราก็นึกอยากรู้ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น


ลู่จิ้งซวนอยากเล่าเรื่องที่เจอลู่เสี่ยวหยางให้มารดาฟัง แต่ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไร หากท่านแม่รู้ว่าตัวปัญหาประจำหมู่บ้านอยู่ที่นี่ ไม่รู้ว่านางจะโมโหหรือไม่


ด้านนอก พวกนางหยูได้รับเครื่องประทินผิวที่เหอจิ่วเหนียงนำกลับมาให้แล้ว สะใภ้สามยังบอกอีกว่าสามารถทาใบหน้า ทามือ และทุกส่วนของร่างกายได้ พวกนางยังสาว ต้องดูแลตัวเองบ้าง


ทันทีที่นางซุนเดินออกมา เหอจิ่วเหนียงก็รีบโผเข้าหาราวกับผีเสื้อบินมาดอมดมบุปผาก็มิปาน


“ทำอะไรของเจ้าเนี่ย ปล่อยข้า ปล่อยข้า จะจับข้าทำไม ไม่มีกระดูกยืนเองได้หรืออย่างไร!”


นางซุนปัดมือสะใภ้น่ารำคาญออกราวกับรังเกียจ และหันไปมองคนอื่นที่ปิดปากเงียบ เห็นในมือแต่ละคนมีขวดบางอย่างอยู่ด้วย จึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้าทำอะไรลับหลังข้า?”


อย่าคิดว่านางอายุมากแล้วจะหูไม่ดี เมื่อครู่ตอนอยู่ด้านในนางได้ยินแล้วว่าเหอจิ่วเหนียงซื้อของดีมาฝากพวกนาง


“เปล่าเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงชิงตอบก่อน นางแสร้งทำท่าลนลานเพราะอยากหยอกล้อหญิงชราเล่น


และแล้วก็เป็นอย่างที่คิดเอาไว้ นางซุนเริ่มไม่สบอารมณ์แล้ว แต่ยัง.อดทนไม่แสดงอาการออกมา ตนอายุปูนนี้แล้วจะมาคิดอิจฉาลูกหลานไปทำไมกัน


หญิงชราหันหลังเตรียมเดินจากไป แต่เหอจิ่วเหนียงคว้าแขนนางเอาไว้ “ท่านแม่ อย่าเพิ่งโกรธสิเจ้าคะ มีของดีจะไม่นึกถึงท่านได้อย่างไร ข้าซื้อมาให้ท่านขวดหนึ่งด้วยเจ้าค่ะ!”


มุมปากนางซุนพานกระตุก อยากยิ้มแต่ก็ต้องกดเอาไว้ ยากยิ่งกว่าจะเก็บอาการได้


ทว่าสตรียียวนอย่างเหอจิ่วเหนียงย่อมมองออก และเปิดเผยความคิดของแม่สามีออกมาเสียอย่างนั้น “ท่านแม่ อยากยิ้มก็ยิ้มเถอะเจ้าค่ะ การฝืนตัวเองไม่ดีต่อร่างกายนะเจ้าคะ!”


ลู่กุ้ยหลานส่งเสียงหัวเราะออกมาคนแรก นางซุนหน้าแดงก่ำ ยกมือตีเหอจิ่วเหนียงไปสองที ริมฝีปากเผลอคลี่ยิ้มออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้อีก


จากนั้นหญิงชราพลิกขวดในมือเพื่อดูอย่างละเอียด ก่อนเอ่ยถาม “นี่คืออะไรหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงแนะนำราวกับเป็นของล้ำค่า “นี่คือน้ำมันอวี้เหยียน ใช้ทาใบหน้าหลังล้างหน้าเช้าเย็นเจ้าค่ะ ใช้ทามือก็ได้ ช่วยชะลอวัยเจ้าค่ะ!”


ตอนที่ 72: มอบความรู้เป็นของขวัญให้เด็กๆ


ในชีวิตของสตรีครอบครัวลู่ไม่เคยรู้จักของประหลาดเช่นนี้มาก่อน แม้นางซุนจะรู้สึกหวงแหนน้ำมันอวี้เหยียนจนไม่อยากวางเมื่อได้ยินว่าของสิ่งนี้ช่วยชะลอวัยได้ แต่นางก็ไม่อาจปักใจเชื่อได้เต็มร้อย…ของเช่นนี้ชาวนาที่ผ่านการทำงานหนักมาอย่างยาวนานอย่างพวกนางจะใช้ได้ผลหรือ?


“เจ้าไม่ควรมีเงินติดตัวจริงๆ! เรื่องใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่ายนี่ถนัดนัก!”


แม้ปากจะดุด่า แต่มือกลับกำขวดนั้นไว้แน่น เหอจิ่วเหนียงเกิดความคิดอยากก่อกวนหญิงชราขึ้นอีกครั้ง จึงยื่นมือไปจะเอาขวดนั้นกลับมาพร้อมตัดพ้อ “ในเมื่อท่านแม่ไม่ชอบ ข้าเอาคืนก็ได้เจ้าค่ะ”


นางซุนรีบเอาไปซ่อนไว้ด้านหลังอย่างรวดเร็ว “เจ้าให้ข้าแล้ว จะเอาคืนได้อย่างไรกัน!”


เหอจิ่วเหนียงตีหน้าเศร้า “ก็ท่านแม่ไม่ชอบนี่เจ้าคะ”


นางซุนเพิ่งรู้ตัวว่าถูกอีกฝ่ายหยอกล้อ จึงยกมือตีนาง “ไม่ชอบก็ไม่คืนให้เจ้าหรอก! เจ้ามันสุรุ่ยสุร่ายยิ่งนัก!”


คนที่ยืนอยู่ข้างๆ เอามือป้องปากอมยิ้ม เมื่อก่อนแม่สามีของพวกนางดุดันน่าเกรงขามมาก แต่ตอนนี้กลับอารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย เรื่องนี้ต้องยกย่องน้องสะใภ้สามจริงๆ!


ลู่กุ้ยหลานยิ้มพลางเดินเข้าไปคล้องแขนข้างหนึ่งของมารดา “ท่านแม่ พี่สะใภ้สามทำไปก็เพราะหวังดีต่อพวกเราทุกคนนะเจ้าคะ พี่สะใภ้สามบอกว่าฝ่ามือของพวกเราแห้งแตก ดูแล้วไม่เหมือนมือของหญิงสาว นางห่วงใยพวกเราจึงซื้อของดีมาให้ใช้อย่างไรล่ะเจ้าคะ”


“ใช่เจ้าค่ะ นี่ของดีมากเลยนะเจ้าคะ เมื่อครู่พวกเราลองใช้แล้ว ทั้งหน้าทั้งมือชุ่มชื้นขึ้นทันที แถมยังหอมมากด้วยเจ้าค่ะ ตั้งแต่เกิดมายังไม่เคยเจอของดีเช่นนี้มาก่อน!”


ได้ยินวาจาของลูกๆ นางซุนก็ก้มมองมือตนเอง มือคู่นี้ผ่านโลกมามาก มือของลูกสะใภ้แต่ละคนล้วนแห้งแตกจนน่าเวทนา ยิ่งไม่ต้องพูดถึงมือคนชราอย่างนางเลย ยิ่งเหมันตฤดู มือคู่นี้ยิ่งเจ็บปวดจนถึงขั้นเลือดออก


จากนั้นหญิงชราก็มองไปที่พวกนาง ตลอดทางการลี้ภัยต้องกรำแดดฝ่าลมทุกวัน แต่ละคนใบหน้าหมองคล้ำ ผิวหยาบกร้านและคล้ำแดด ดูแก่กว่าวัยไปกว่าสิบปี


“ไหนๆก็ซื้อมาแล้ว เช่นนั้นก็ใช้เถอะ!”


หญิงชราเก็บน้ำมันประทินผิวไว้ในอกเสื้อด้วยท่าทางเย่อหยิ่ง ก่อนหาข้ออ้างปลีกตัวออกไป และหาที่ลับตาคนลองใช้น้ำมันอวี้เหยียน


นางอยากรู้เหมือนกันว่ามันจะมหัศจรรย์อย่างที่บรรดาบุตรสาวว่าจริงหรือไม่!


เพราะรู้ว่าของสิ่งนี้ล้ำค่ามาก นางซุนจึงใช้นิ้วปาดออกมาเพียงเล็กน้อย ยกขึ้นอังที่ปลายจมูกสูดดมกลิ่นก่อน


อืม กลิ่มหอมอย่างที่พวกนางว่าจริงๆ น่าดอมดมยิ่งนัก!


ต่อมาหญิงชราเลื่อนไปทาบนใบหน้าและฝ่ามืออย่างระมัดระวัง ก่อนจะตบเบาๆด้วยความพอใจยิ่ง รอยยิ้มบนใบหน้าเผยออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้


เหอจิ่วเหนียงแอบมองหญิงชราและยิ้มอย่างรู้ทัน แม่สามีผู้นี้ปากไม่ตรงกับใจเอาซะเลย ช่างน่ารักยิ่งนัก


หลังจากหันหลังเดินออกไป เหอจิ่วเหนียงเห็นโก่วเอ๋อร์กับหลานๆ กำลังนับมดในรูอยู่ไม่ไกล พลันนั้นสตรีข้ามภพก็ตระหนักได้ว่า ความจริงบุตรชายจำเป็นของนางก็ถึงวัยเรียนรู้แล้ว


แม้สำนักศึกษายังไม่รับเด็กอายุเท่านี้เข้าเรียน แต่อยู่บ้านก็ใช่ว่าจะให้พวกเขาเล่นสนุกอย่างเดียวโดยปล่อยให้เวลาสูญเปล่าได้


คิดได้เช่นนั้น นางจึงนำไม้ตัวต่อย้อมสีถุงใหญ่ถุงหนึ่งออกมาจากห้วงมิติ และเดินไปหาเด็กๆ


“ท่านแม่!”


โก่วเอ๋อร์เห็นมารดาจึงลุกยืนและวิ่งดุกดิกมาหา จากนั้นเล่าสิ่งที่เห็นให้นางฟัง “ตรงนี้มีมดเยอะมากเลยขอรับ!”


เหอจิ่วเหนียงหันไปมองตามนิ้วเล็กๆ พบว่ามีมดอยู่จำนวนมากจริงๆ ใต้ดินอาจมีรังมดขนาดใหญ่อยู่


“โก่วเอ๋อร์เด็กดี พวกพี่ๆไปเรียน พวกเจ้าว่างไม่มีอะไรทำกันใช่หรือไม่?”


ก่อนหน้านี้เหลยจื่อยังอยู่บ้าน ในฐานะพี่ชายคนโต เขาจึงเป็นคนชวนน้องๆไปเล่น ตอนนี้เด็กโตทั้งสามไม่อยู่ เหลือเพียงเด็กเล็กและเด็กหญิงจึงไม่มีผู้นำ


โก่วเอ๋อร์ไม่ได้ตอบกลับไป แม้จะรู้สึกเบื่อดังที่มารดาถามจริง แต่เขารู้ว่าพวกพี่ๆไปเรียนหนังสือ และกำลังตั้งใจทำหน้าที่ของตนเอง เขาจึงไม่อยากทำให้ท่านแม่ต้องเป็นห่วง


หลังจากใช้เวลาด้วยกันมานานจนเกิดความผูกพัน เหอจิ่วเหนียงย่อมเข้าใจความคิดของเด็กน้อย นางยิ้มบางๆ ก่อนเรียกเด็กๆไปอีกด้านหนึ่ง จากนั้นนำไม้ตัวต่อที่แอบไว้ด้านหลังออกมา


“ข้าเอาของขวัญมาฝากพวกเจ้าด้วย ลองดูสิ!”


เมื่อเด็กๆได้เห็นของเล่นแปลกใหม่สีสันสดใสต่างก็อุทานออกมาพร้อมกันด้วยความตื่นเต้น


ทว่าพวกเขาไม่เข้าใจ เหตุใดถึงต้องตัดท่อนไม้เหล่านี้เป็นชิ้นเล็กๆ ทั้งยังทาสีฉูดฉาดด้วย


แม้ไม่รู้ว่าของสิ่งนี้ใช้ทำอะไร แต่สีสันสะดุดตาเช่นนี้ช่างน่าดึงดูดยิ่งนัก!


โยวยาโถวหยิบขึ้นมาพลิกดูหนึ่งชิ้น แล้วถามด้วยความสงสัย “ท่านอาสะใภ้สาม มันคืออะไรหรือเจ้าคะ?”


“เขาเรียกว่าไม้ตัวต่อ…” เหอจิ่วเหนียงหยิบขึ้นมาหนึ่งชิ้น และอธิบายวิธีการเล่นให้เด็กๆฟัง


กล่าวโดยสรุปก็คือ ไม้ตัวต่อเหล่านี้ใช้สร้างสิ่งจำลองต่างๆได้


ไม้ตัวต่อเป็นกิจกรรมเสริมสร้างสติปัญญา สามารถพัฒนาจินตนาการและเพิ่มความสามารถในการลงมือทำของเด็กๆได้ นับว่าเป็นกิจกรรมที่ดีทีเดียว


ฟังคำอธิบายคร่าวๆแล้วหนึ่งรอบ เด็กๆก็ตื่นเต้นอยากลองเล่นบ้าง แต่เหอจิ่วเหนียงกลับยื่นเงื่อนไขก่อนเล่นข้อหนึ่ง


“ก่อนเริ่มเล่น พวกเจ้าต้องรู้จักสีก่อน และต้องพูดดังๆด้วยนะ ถึงจะเริ่มเล่นได้”


ในยุคนี้การเรียนรู้ของชนชั้นล่างนั้นแทบไม่มีโอกาส อย่าว่าแต่เด็กๆเลย แม้แต่ผู้ใหญ่ก็ใช่ว่าจะแยกแยะชนิดของสีอย่างชัดเจนได้


กิจกรรมที่เหอจิ่วเหนียงนำมาให้เด็กๆทำในตอนนี้ เป็นการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานผ่านเกมที่ใช้ในเด็กชั้นอนุบาลยุคปัจจุบัน


แรกเริ่มเด็กๆสับสนกับความหลากหลายของสีมาก แต่เด็กตระกูลลู่ล้วนเป็นคนฉลาด เหอจิ่วเหนียงสอนเพียงสองครั้ง ทุกคนก็จำได้แล้ว


จากนั้นเหอจิ่วเหนียงเริ่มกำหนดเงื่อนไขข้อต่อไป “ในระหว่างที่ต่อตัวต่อจะต้องคิดถึงเรื่องสีด้วย จะต่อตามใจไม่ได้ ก่อนตะวันตกดินข้าจะมาตรวจ หากทำได้ดีเยี่ยมจะมีรางวัลให้”


ทันทีที่ได้ยินว่ามีรางวัลเด็กๆก็ยิ่งลิงโลด โก่วเอ๋อร์ตั้งมั่นอย่างแน่วแน่ว่าต้องเอารางวัลจากท่านแม่มาให้ได้ และจะไม่ทำให้ท่านแม่ผิดหวังแน่.นอน!


เหอจิ่วเหนียงให้เวลาเด็กๆหนึ่งวัน เพื่อให้โอกาสพวกเขาได้ทำผลงานออกมาให้ดีที่สุด


นางหยูกับนางเสิ่นกำลังทำอาหาร ส่วนนางฉินกับลู่กุ้ยหลานหั่นมันฝรั่งที่ขุดมาได้ก่อนหน้านี้เป็นชิ้นความหนาหนึ่งข้อมือเพื่อเตรียมสำหรับเพาะปลูก เหอจิ่วเหนียงเป็นคนบอกขั้นตอนเหล่านี้เอง ไม่รู้ว่าจะสำเร็จหรือไม่


การทำอาหารเหอจิ่วเหนียงช่วยไม่ได้ นางจึงไปช่วยพวกนางฉินหั่นมันฝรั่ง พวกนางทำงานไปพลางพูดคุยกันไป จึงรู้สึกว่าเวลาผ่านไปเร็วมาก


เมื่อถึงเวลามื้ออาหารกลุ่มบุรุษก็กลับมากันพอดี แม้ทุกคนจะหิวมาก แต่ก็ยังตั้งใจต่อแถวล้างมือก่อนเป็นอันดับแรก


นี่เป็นคำขอของเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้พวกเขาทำจนชินแล้ว


ทุกคนเพิ่งหย่อนก้นนั่ง เสียงร้องไห้คร่ำครวญก็ดังลั่นมาจากด้านนอก 


ลู่จิ้งซวนกุมขมับทันที


เป็นอย่างที่คาดไว้ไม่มีผิด 


คนที่ไม่สมควรมา มาแล้ว!


นางซุนขมวดคิ้วแน่น “เกิดอะไรขึ้น?”


ลู่จิ้งซวนเกาศีรษะพร้อมบอกเล่าอย่างหน่ายใจ “วันนี้ข้าไปเจอเสี่ยวหยางในอำเภอขอรับ เขาเอาเงินช่วยเหลือไปเข้าโรงพนัน แพ้จนหมดตัวจึงถูกคนที่โรงพนันทุบตีแล้วโยนทิ้งไว้ข้างถนน เขาพยายามกลับมากับข้าให้ได้ ข้าคิดว่าเขาเป็นตัวหายนะ มักนำความเดือดร้อนมาให้คนอื่น จึงทิ้งเขาอยู่ที่นั่น นึกไม่ถึงว่าเขาจะตามมาถึงที่นี่ได้…”


ตอนที่ 73: คนดีๆไม่มา คนชั่วๆดันโผล่มา


ลู่เสี่ยวหยาง


เมื่อได้ยินชื่อนี้ สีหน้าของสมาชิกครอบครัวลู่ก็มืดครึ้มลงทันที


ครั้นใช้ชีวิตในหมู่บ้านตระกูลลู่ ลู่เสี่ยวหยางคือตัวสร้างความเดือดร้อนประจำ ภายหลังเกิดปัญหาภัยแล้งขึ้นที่ชางโจว ลู่เสี่ยวหยางก็หายตัวไปจากหมู่บ้าน


อย่างไรชายหนุ่มคนนี้ก็คือตัวซวย ทุกคนจึงไม่สนใจว่าเขาจะเป็นตายร้ายดีอย่างไร แต่ใครเลยจะเชื่อว่าเขาสามารถเอาตัวรอดมาถึงจิงโจวได้


ต้องยอมรับว่าชายเสเพลผู้นี้มีความสามารถจริงๆ แต่ครอบครัวลู่ขอไม่ต้อนรับ


ปัง!


นางซุนวางตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรงพร้อมก่นด่า “คนดีๆไม่มา คนชั่วๆดันโผล่หัวมาเสียได้!”


เสียงร้องคร่ำครวญของลู่เสี่ยวหยางยังคงดังอย่างต่อเนื่อง “ท่านปู่สาม ท่านย่าสาม! พวกท่านอยู่หรือไม่ ฮือๆๆ ชีวิตของเสี่ยวหยางลำบากยิ่งนัก!”


ลู่เสี่ยวหยางเป็นบุตรหลานตระกูลลู่รุ่นเดียวกับเหลยจื่อ แต่อายุมากกว่าเหลยจื่อห้าถึงหกปี เขาถึงวัยสร้างครอบครัวแล้ว ทว่ากลับไม่รักดี เป็นขี้หนูก้อนเดียวในหม้อโจ๊ก ทำให้เหม็นเน่าไปทั้งหมู่บ้าน


ผู้เฒ่าลู่ไม่รู้ควรทำเช่นไร ด้านหนึ่งก็เป็นหลานชายของตน ลี้ภัยมาพบกันถึงที่นี่ได้นับเป็นชะตาลิขิตที่น่าเหลือเชื่อจริงๆ หากตนไม่สนใจไยดี ในใจก็รู้สึกผิดต่อน้องชายลูกพี่ลูกน้องของตน


แต่เจ้าเด็กนี่ไม่รักดี เงินช่วยเหลือที่ได้กลับนำไปเล่นพนันจนหมดตัว วันหน้าไม่รู้จะก่อเรื่องอะไรอีก ลึกๆในใจเขาไม่อยากรับเด็กเกเรคนนี้ไว้เลย


ขณะที่ชายชรากำลังสับสน นางซุนผลักสามีเบาๆ พลางตะคอกอย่างไม่สบอารมณ์ “หลานเจ้าแหกปากอยู่ข้างนอก เจ้ายังนั่งก้นติดเก้าอี้ได้อีกรึ!”


ผู้เฒ่าลู่กลัวว่าภรรยาจะไม่พอใจจึงรีบบอกออกไป “ได้ๆๆ ข้าจะออกไปดูเอง เจ้ากินข้าวต่อเถอะ อย่าออกไปล่ะ เดี๋ยวจะโมโหจนสุขภาพเสียเอา”


เหล่าลูกสะใภ้รู้สึกได้ว่าพ่อสามีดีกับแม่สามีมากจริงๆ และคาดว่าด้วยเหตุนี้ สองพี่น้องลู่จึงปฏิบัติต่อพวกนางอย่างดีเช่นกัน ช่างเป็นครอบครัวที่อบอุ่นยิ่งนัก


ชายชราหันไปหาบุตรชายทั้งสองด้วยสีหน้าไม่ค่อยดีนัก สองมือไพล่หลัง เอ่ยออกมาด้วยใบหน้าเคร่งขรึม “พวกเจ้าสองคนออกไปดูกับข้า!”


ลู่จิ้งซวนและลู่เหอหรอรีบผุดลุกขึ้นเดินตามออกไปทันที นางซุนเห็นเช่นนั้นจึงลุกขึ้นด้วย “ไป ข้าจะออกไปดูด้วยว่าเจ้าตัวซวยนั่นจะมาไม้ไหน!”


นางไม่ไว้ใจให้สามีจัดการเองเท่าไร ผู้เฒ่าลู่ไม่มีความเป็นผู้นำ ทั้งยังเป็นคนมีจิตใจเมตตา หากนางไม่ออกไปควบคุมสถานการณ์ เจ้าตัวซวยนั่นร้องไห้ครั้งสองครั้งตาเฒ่านี่ต้องรับเขาไว้แน่


นางไม่มีทางยอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้นขึ้นเด็ดขาด!


ดังนั้นทุกคนจึงออกไปดู ผู้เฒ่าลู่เห็นนางซุนเดินออกมาก็ไม่กล้าต่อว่า อย่างไรเสียเรื่องในบ้านภรรยาของเขาก็เป็นคนจัดการมาโดยตลอด


“ท่านปู่สาม ฮือๆๆ ชีวิตหลานลำบากยิ่งนักขอรับ ท่านดูขาหลานสิ ขาหลานหักสภาพนี้ ฮือๆๆ…”


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองด้วยหางตา ในใจนึกยกย่องเด็กหนุ่มผู้นี้ ช่างเป็นคนใจเด็ดทีเดียว ลากขาหักๆตามมาถึงที่นี่ได้ เห็นชัดว่าเป็นคนที่แน่วแน่มากคนหนึ่ง


ส่วนคนอื่นเห็นสภาพขาเปื้อนเลือดก็ไม่อาจทนมองได้ ช่างเป็นภาพที่น่าสังเวชจริงๆ


“หากเจ้าไม่เข้าโรงพนันก็ไม่มีใครทุบตีเจ้าจนสภาพเช่นนี้หรอก สมควรแล้ว!”


ผู้เฒ่าลู่ด่าทอ แต่ความจริงแล้วในใจเขาเริ่มโอนอ่อน เขาสงสารหลานชายยิ่งนัก


ลู่เสี่ยวหยางแสดงละครฉากใหญ่ขึ้น ร้องไห้คร่ำครวญหนักกว่าเดิม “ท่านปู่สาม หลานอับจนหนทางแล้วขอรับ! ทางการให้เงินช่วยเหลือมาแค่นั้น จะทำอะไรก็ไม่พอ หลานก็แค่เอาเงินไปต่อยอด หาเงินอีกสักหน่อยเอาไปตั้งตัว ใครจะรู้เล่าว่าจะแพ้จนหมดตัว แถมยังถูกทำร้ายจนปางตาย ฮือๆๆ…”


คนเจ้าเล่ห์ปาดน้ำตา ความจริงแล้วสิ่งที่เขากล่าวมานั้นเรียกว่าความในใจทั้งสิ้น


นางซุนทำเสียงชิชะเย้ยหยันอย่างเย็นชา “เฮอะ ข้ามีชีวิตมาจนถึงปูนนี้ยังไม่เคยเห็นใครคิดหาเงินโดยการเล่นพนัน อย่าว่าแต่ถูกทุบตีจนขาหักเลย ต่อให้เจ้าถูกตีจนตาย เจ้าก็สมควรโดนแล้ว!”


“ใช่ๆๆ ขอรับ ข้าสมควรโดนแล้ว ท่านย่าสาม แต่หลานรู้ว่าตัวเองผิดไปแล้ว กว่าจะได้เจอพวกท่านมันไม่ง่ายเลย หลานไม่มีใครแล้ว หลานมีเพียงพวกท่าน พวกท่านจะไม่สนใจไยดีหลานไม่ได้นะขอรับ ฮือๆๆ…”


ลู่เสี่ยวหยางมองสมาชิกครอบครัวลู่ด้วยแววตาโศกเศร้า เขาจะพยายามแสร้งทำตัวน่าสงสารให้ถึงที่สุด ให้ครอบครัวลู่ทนไม่ได้จนให้เขาอยู่ด้วย


ตอนนี้บ้านของครอบครัวลู่เพิ่งสร้างส่วนฐานเสร็จ ทุกคนยังอาศัยอยู่ในกระท่อมมุงจาก บริเวณรอบๆเป็นพื้นที่โล่ง หากใครเดินผ่านไปมาย่อมได้เห็นฉากนี้


และด้วยเหตุนี้ ไม่นานนักรอบบ้านครอบครัวลู่ก็มีชาวบ้าวจำนวนไม่น้อยเข้ามามุงดู แม้แต่พวกซุ่ยเอ๋อร์ก็พากันมา ทันทีที่เห็นลู่เสี่ยวหยาง สีหน้าของชาวบ้านตระกูลลู่ก็เผยความรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน


ลู่เสี่ยวหยางจึงพบว่าญาติๆอยู่ที่นี่กันหลายคน และยังเห็นลู่ฟู่กุ้ย ท่านลุงใหญ่ของตนด้วย!


ลู่ฟู่กุ้ยนึกไม่ถึงจริงๆว่าจะเจอเด็กหนุ่มคนนี้ที่นี่ หวนนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในครานั้น… วันนั้นลู่เสี่ยวหยางไม่สนใจใครเลย ฉวยโอกาสหลบหนีเอาตัวรอดตอนที่ทุกคนกำลังรับมือกับโจรเร่ร่อน นึกแล้วน่าโมโหยิ่งนัก!


“ท่านลุงใหญ่! ท่านลุงใหญ่ ดีจริงๆที่ได้เจอพวกท่าน! ข้าคิดถึงพวกท่านมากขอรับ!”


ลู่เสี่ยวหยางคลานเข้าไปหมายโผเข้าหาลู่ฟู่กุ้ย แต่เขาไม่นึกเลยว่าอีกฝ่ายจะเอ่ยเช่นนี้ “ตอนเกิดเรื่องกับญาติพี่น้องเจ้าหนีเอาตัวรอดเป็นคนแรก ตอนนี้ยังคิดจะกลับมาขอความช่วยเหลืออีกรึ ใต้หล้านี้ไม่มีเรื่องดีเช่นนั้นหรอกนะ ไสหัวไปซะ! ตระกูลลู่ของพวกเราไม่มีลูกหลานเห็นแก่ตัวอย่างเจ้า!”


ลู่ฟู่กุ้ยเดือดดาลอย่างมาก ด้านหนึ่งก็เพราะหวังให้อีกฝ่ายเป็นคนที่ดีขึ้น เด็กคนนี้คือหลานชายแท้ๆของเขา หากจะบอกว่าไม่เห็นใจเลยก็ไม่จริง… แต่อีกด้านหนึ่ง ในวันนั้น หากไม่ใช่เพราะเด็กเหลือขอนี่ไม่เชื่อฟัง ไปแหวกหญ้าให้งูตื่นทำให้โจรเร่ร่อนพวกนั้นไหวตัวทัน ทั้งยังทิ้งทุกคนแล้วหนีเอาตัวรอดไปคนเดียว…บุตรชายทั้งสองของเขาไม่มีทางตายแน่!


ครอบครัวลู่ไม่รู้เรื่องนี้มาก่อน ดังนั้นเมื่อเห็นลู่ฟู่กุ้ยโกรธเกรี้ยวถึงเพียงนี้จึงตกตะลึง


ชาวบ้านมุงดูกันเป็นจำนวนมาก นางซุนหันไปเห็นเหอจิ่วเหนียงเอาเมล็ดแตงโมจากไหนไม่ทราบมายืนแทะ


เห็นท่าทางสบายๆของสะใภ้คนเก่งนางซุนก็พานหงุดหงิด จึงแย่งเมล็ดแตงโมในมืออีกฝ่ายมาแทะด้วย!


ลู่เสี่ยวหยางคลานมาถึงตรงหน้าลู่ฟู่กุ้ย กอดขาเขาไม่ปล่อย “ท่านลุงใหญ่ ข้ารู้ว่าข้าผิดไปแล้ว ข้าผิดไปแล้วจริงๆขอรับ ท่านอย่าไล่ข้าเลยนะขอรับ ไม่อย่างนั้นข้าต้องตายแน่ๆ!”


“เหอะ รู้ว่าอะไรจะเกิดแล้วเหตุใดถึงยังทำล่ะ!”


ลู่ฟู่กุ้ยยกขาถีบเขาออก แล้วหันไปบอกกับผู้เฒ่าลู่ “ท่านอาสาม ข้าจะไม่สนใจเรื่องของเจ้าเด็กนี่อีกต่อไป ต่อจากนี้ไม่ว่าเขาจะเป็นหรือตายก็ไม่เกี่ยวกับข้า ข้ารู้ว่าท่านอาสามเป็นคนใจอ่อน แต่คนแบบนี้ไม่คู่ควรกับความเมตตาของใครทั้งสิ้น!”


สิ้นคำประกาศิตเขาก็หันหลังเดินจากไป เหอจิ่วเหนียงอดปรบมือชื่นชมในใจไม่ได้


ลู่ฟู่กุ้ยทำถึงมาก!


ซุ่ยเอ๋อร์เองก็ระบายความเคียดแค้น “สำนึกผิดอย่างนั้นรึ! เจ้าสำนึกผิดตอนนี้แล้วจะมีประโยชน์อะไร คิดว่าทำเช่นนี้แล้วญาติพี่น้องที่ตายไปเพราะเจ้าจะฟื้นขึ้นมาอย่างนั้นรึ! เหอะ! เจ้ามันคนต่ำช้า!”


นางฉีตบหน้าคนสมควรตายไปฉาดใหญ่ นางโกรธแค้นจนอยากถลกหนังเขาเป็นพันๆชิ้น ทั้งยังร้องไห้พลางพร่ำบอกให้ลู่เสี่ยวหยางคืนชีวิตสามีและบุตรชายนางมา


สถานการณ์วุ่นวายมาก เสียงตะโกนขอร้องของลู่เสี่ยวหยาง เสียงสาปแช่งของนางฉี ซุ่ยเอ๋อร์และชาวบ้านตระกูลลู่คนอื่นๆ เสียงเด็กร้องไห้ด้วยความตกใจ ผู้เฒ่าลู่ปวดหัวขึ้นมาทันที


“เอาละ พอได้แล้ว!” ชายชราตะโกนขึ้น “ใครมีอะไรทำก็กลับไปทำซะ ส่วนพวกเรากลับเข้าไปกินข้าวได้แล้ว!”


ประกาศจบเขาก็หันหลังเดินเข้าไปในกระท่อมเป็นคนแรก ในตอนแรกเขารู้สึกสงสารลู่เสี่ยวหยางอยู่บ้าง แต่เห็นอาการของพวกลู่ฟู่กุ้ยแล้ว…เห็นได้ชัดว่าต้องมีเรื่องบางอย่างเป็นแน่!


ตอนที่ 74: จิตใจโฉดชั่วไม่เลิกรา


“ท่านปู่สาม! ท่านปู่สาม! ท่านอาจิ้งซวน ท่านอาเหอหรง…”


ลู่เสี่ยวหยางไม่อยากเชื่อว่าญาติมากมายเพียงนี้กลับไม่มีใครช่วยเขาเลย


คนใกล้หมดหวังยังคงคุกเข่าอยู่บนพื้น กำหมัดทุบดินด้วยความโกรธเกรี้ยว


ครอบครัวลู่กลับเข้ากระท่อมไปกินข้าวต่อ ไม่มีใครสนใจคนที่ร้องไห้ครวญครางอยู่ด้านนอกแม้แต่คนเดียว


หลังจากกินข้าวต่อไปได้ครู่หนึ่ง นางฉินก็เอ่ยขึ้นอย่างระอาใจ “หากเขาเอาแต่พูดพล่ามอยู่เช่นนี้ ชาวบ้านจะมองเราไม่ดีเอาได้นะเจ้าคะ”


ลู่จิ้งซวนเองก็รำคาญเช่นกัน “กินข้าวเสร็จข้าจะออกไปไล่เขาเอง!”


ยามนี้เขานึกเสียใจจริงๆ ตอนนั้นไม่น่าฝ่าฝูงชนผ่านทางนั้นเลย อ้อมไปทางอื่นก็สิ้นเรื่องแล้ว จะได้ไม่ต้องเจอเรื่องวุ่นวายเช่นนี้!


ทุกคนไม่พูดอะไร เพราะคิดว่าการไล่ตัวปัญหาออกไปคือทางที่ดีที่สุดที่สามารถทำได้ในตอนนี้แล้ว


ทว่าทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็กล่าวขึ้น “เขาสามารถลากขาหักๆมาถึงที่นี่ได้ นั่นหมายความว่าคนผู้นี้จัดการได้ยาก หากเขาอาศัยความพิการยืนกรานจะอยู่ที่นี่แต่เรากลับไล่เขา ครอบครัวเราจะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านได้”


บัดนี้ครอบครัวลู่เป็นที่พึ่งสุดท้ายของลู่เสี่ยวหยาง เพราะเหตุการณ์ที่เขาก่อขึ้นในครานั้นสร้างความโกรธแค้นให้ญาติคนอื่นๆไปแล้ว มีเพียงครอบครัวลู่ที่ไม่ได้อยู่ในเหตุการณ์ เขาจึงกล้าเกาะติดอย่างไร้ยางอายเช่นนี้


ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้เขาไร้ทางหนีทีไล่แล้ว


สีหน้าของทุกคนพลันตึงเครียด นางซุนเอ่ยถาม “เจ้ามีวิธีที่ดีกว่านี้อย่างนั้นหรือ?”


“ให้เขาเป็นคนยอมไปเอง”


เหอจิ่วเหนียงเชิดหน้าขึ้นพร้อมยกยิ้ม


คนอื่นไม่เข้าใจ นางซุนยกมือขึ้นตีคนอมพะนำแต่อีกฝ่ายหลบได้เสียก่อน จากนั้นรีบอธิบาย “ยอมให้เขาอยู่ด้วยก่อน แล้วค่อยบีบให้เขาอยู่ไม่ได้และเป็นคนขอออกไปเอง…”

......


ครอบครัวลู่กำลังปรึกษาหาทางกัน ส่วนลู่เสี่ยวหยางที่อยู่ด้านนอกร้องไห้คร่ำครวญจนเหนื่อยแล้ว


โอดครวญนานถึงเพียงนี้แต่คนข้างในไม่สนใจเลยแม้แต่คนเดียว ยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห เขาจึงหันไปมองรอบๆ และเห็นม้าสองตัวที่มัดไว้อยู่ไม่ไกล


เฮยเฟิงกำลังกินหญ้า ส่วนหงหมู่ตันกำลังหลับตาพักผ่อน


หนุ่มเสเพลยกมือลูบปลายคาง ม้าสองตัวนี้ดูท่าราคาจะแพงมากทีเดียว!


หากขโมยไปขายสักตัวอาจได้เงินเกือบๆสามสิบตำลึง


จากนั้นเอาเงินไปต่อยอดในโรงพนันอีกรอบ จะต้องพลิกสถานการณ์ได้แน่!


ตอนนี้คนพวกนี้ดูถูกเขามากใช่หรือไม่


รอถึงตอนที่เขาได้ดิบได้ดีก่อนเถอะ คนพวกนี้ต้องกลับมาประจบเขาแน่นอน!


คิดได้ดังนี้ คนมีแผนการก็ลุกขึ้น ลากขาไร้ความรู้สึกไปหาม้าทันที


เมื่อเห็นคนแปลกหน้าเดินเข้ามา เฮยเฟิงจึงเหลือบมองอย่างใจเย็นแวบหนึ่งและก้มกินหญ้าต่อ แต่เมื่อเห็นคนผู้นี้เข้ามาแก้มัดตน มันก็โกรธทันที


อาชาแสนรู้ยกขาหลังถีบผู้รุกรานไปหนึ่งครั้ง!


ก่อนหน้านี้หงหมู่ตันออกไปกับเจ้านายและสร้างคุณงามความดีไว้ ทำให้ตอนนี้ได้เป็นพาหนะประจำตัวของเจ้านาย ส่วนเฮยเฟิงกลับเป็นได้แค่ม้าลากเกวียนที่ต้องถูกบังคับให้ทำงานหนัก


ตอนนี้แหละ โอกาสสร้างผลงานมาถึงแล้ว!


ลู่เสี่ยวหยางไม่ทันระวังตัว จึงถูกม้าถีบจนร่างกระเด็นไปไกล เจ็บจนชาไปทั้งตัว เมื่อหันกลับไปก็เห็นม้าบัดซบตัวสีดำนั่นยกกีบขึ้นอย่างภาคภูมิใจ 


เขาโมโหอย่างมาก


แม้แต่ม้าก็รังแกเขา!


คนใจโฉดพยุงตัวขึ้นมาด้วยความเหลือเชื่อ และเดินกะเผลกเข้าไปลงมืออีกครั้ง


ครั้งนี้ม้าแสนรู้เพิ่มระดับความรุนแรงขึ้นกว่าเดิม เฮยเฟิงใช้ขาหลังทั้งสองข้างโจมตีอีกฝ่ายจนร่างของลู่เสี่ยวหยางกระเด็นไปไกลกว่าเดิม และกระแทกลงไปในบ่อโคลน!


เสียง ‘อั่ก!’ ดังขึ้นจนครอบครัวลู่ที่กำลังกินข้าวอยู่ในกระท่อมได้ยิน จางหย่งเป็นคนแรกที่วิ่งออกมาดู พบกับร่างลู่เสี่ยวหยางนอนจมบ่อโคลน พยายามตะเกียกตะกายออกมาทว่าไม่สามารถออกมาได้


คนอื่นก็รีบวิ่งออกมาดู เมื่อเห็นภาพนี้ก็รู้ได้ทันทีว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น นางซุนหยิบท่อนไม้ใกล้ตัวขึ้นมาพุ่งเข้าไปตีตัวสร้างเรื่องโดยที่ไม่สนใจแผนการที่เหอจิ่วเหนียงบอกเมื่อครู่อีกแล้ว


“นี่หรือที่เจ้าบอกว่าเจ้าสำนึกผิดแล้ว จะขโมยของที่บ้านข้าใช่หรือไม่! เจ้าเด็กสารเลว วันนี้ข้าจะตีเจ้าให้ตาย!”


นางซุนเดือดดาลอย่างมาก เดิมทีนางยังคิดไว้ว่า หากวันหน้าเด็กคนนี้สามารถเปลี่ยนตัวเองเป็นคนที่ดีขึ้น ให้เขาอยู่ด้วยช่วยกันทำมาหากินก็ใช่ว่าจะไม่ได้ แต่ไม่อยากเชื่อว่าเพียงไม่กี่อึดใจเขาก็ก่อเรื่องแล้ว คนที่จิตใจสกปรกเช่นนี้ใครจะกล้าให้อยู่ด้วย!


ลู่เสี่ยวหยางนึกไม่ถึงว่าพวกเขาจะออกมาจึงตื่นตระหนกทันที ยังไม่ทันคิดว่าต้องแก้ตัวเช่นไร ท่อนไม้ของนางซุนก็พุ่งเข้ามาแล้ว


ตอนนี้ทั่วทั้งร่างเขาเต็มไปด้วยบาดแผล ขืนถูกทุบตีอีกอาจถึงตายเป็นแน่ การตอบสนองแรกของคนจนตรอกก็คือ…วิ่งหนี!


เห็นท่าทางของนางซุนเอาจริงเช่นนี้ ลู่จิ้งซวนจึงรีบเข้าไปขวางนางพลางปลอบให้ใจเย็น “ท่านแม่อย่าโมโหไปเลยขอรับ เดี๋ยวจะกระทบถึงสุขภาพท่านได้!”


นางซุนโยนท่อนไม้ทิ้ง ก่นด่าเสียงกระหืดกระหอบ “พวกเจ้าทุกคนจำคำข้าไว้ ต่อไปหากเจอมันอีกก็ทุบตีไปเลย นับแต่นี้ตระกูลลู่ไม่มีคนจิตใจโฉดชั่วเสมือนหมาป่าผู้นี้อีกต่อไป!”


“ได้ขอรับ ตกลงขอรับ พวกข้าจะทำตามท่านแม่ทุกอย่าง ใจเย็นๆก่อนนะขอรับ!”


ผู้เฒ่าลู่ก็รีบเข้ามาปลอบภรรยาอีกแรง นางซุนเริ่มบรรเลงคำด่าอีกครั้ง “ข้านี่ซวยซ้ำซวยซ้อนจริงๆที่แต่งงานกับเจ้า ทั้งยังมาเจอญาติพี่น้องเช่นนี้อีก!”


สีหน้าของชายชราพลันย่ำแย่ แต่ความจริงแล้วเขารับรู้มาตลอด ว่าหลายปีมานี้นางซุนได้รับความน้อยเนื้อต่ำใจมามาก


ย้อนกลับไปครั้นหลายสิบปีก่อน ผู้เฒ่าลู่ในวัยหนุ่มออกจากบ้านไปเป็นหน่วยลาดระเวนอยู่หลายเดือน นางซุนอยู่บ้านเลี้ยงลูก และใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัวของพ่อแม่สามี


ในตอนนั้นบรรดาพี่น้องของผู้เฒ่าลู่ไม่ได้รักใคร่กัน เหล่าสะใภ้ก็ยิ่งชิงดีชิงเด่นกันต่างๆนานา นางซุนโชคร้ายที่แม่สามีไม่ชอบหน้า ดังนั้นจึงถูกใช้ให้ทำงานหนักอยู่เสมอ


ต่อมาได้แยกบ้านกันอยู่ ผู้เฒ่าลู่รู้สึกผิดต่อภรรยามาก จึงยอมมอบอำนาจการตัดสินใจทุกเรื่องในบ้านให้นาง นางซุนจึงค่อยๆกลายเป็นคนมีความกล้ามากขึ้น และเนื่องจากประสบการณ์ของตนเอง นางจึงเคร่งครัดกับตัวเองในเรื่องของการปฏิบัติต่อเหล่าสะใภ้เพื่อไม่สร้างความน้อยเนื้อต่ำใจให้พวกนาง


และด้วยเหตุนี้ หลังจากที่บุตรชายคนที่สามของครอบครัวหายไปอย่างไร้ข่าวคราว นางซุนจึงคอยปกป้องเจ้าของร่างเดิมมาโดยตลอด ไม่ว่าคนนอกจะกล่าวหาว่านางเป็นหญิงกินผัว นางซุนก็ไม่เคยโทษสะใภ้สามเลยสักครั้ง โก่วเอ๋อร์เจ็บป่วย ทุกคนในบ้านก็ยอมประหยัดเงินเพื่อเอาไว้ใช้รักษาตัวเขา


ยามเว่ย ทุกคนยังคงง่วนอยู่กับหน้าที่ของตนเอง เหล่าชายฉกรรจ์สร้างบ้าน เหล่าสตรีเข้าป่าเก็บสมุนไพร ส่วนเด็กๆก็นั่งล้อมวงกันเล่นตัวต่อ


“จิ่วเหนียง!”


เหอจิ่วเหนียงเดินตามหลังสุด เมื่อได้ยินเสียงเรียกจึงหันไปมอง


ซุ่ยเอ๋อร์สะพายตะกร้าเดินตามมา ยิ้มพลางกล่าว “ก่อนหน้านี้ข้ามัวแต่ยุ่งเรื่องที่บ้าน ก็เลยไม่ได้ขึ้นเขาไปกับพวกเจ้าเลย บนเขามีผักป่าเยอะหรือไม่?”


ตอนนี้ครอบครัวลู่ยังไม่ได้บอกเรื่องเก็บสมุนไพรกับใคร ดังนั้นซุ่ยเอ๋อร์จึงไม่รู้ว่าช่วงนี้พวกเหอจิ่วเหนียงกำลังทำการค้าอยู่


ครอบครัวลู่ไม่ได้คิดปิดบังเรื่องนี้ ดังนั้นเมื่อซุ่ยเอ๋อร์ถาม เหอจิ่วเหนียงจึงบอกไป “เยอะสิ แต่ช่วงนี้พวกข้าขุดสมุนไพรกันแล้วเอาไปขายในอำเภอ ตอนแรกก็คิดว่าสร้างบ้านเสร็จก่อนแล้วค่อยชวนพวกเจ้ามาทำด้วยกัน แต่ในเมื่อวันนี้เจ้าว่าง ข้าก็จะพาเจ้าไป!”


ความประทับใจที่เหอจิ่วเหนียงมีต่อซุ่ยเอ๋อร์นั้นดีมาก เพียงแต่อีกฝ่ายมีจิตใจอ่อนแอเสียน้ำตาง่ายไปหน่อย ทว่านั่นไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร 


ทั้งสองกอดคอกันพลางเดินคุยกันไป


“จริงหรือ จิ่วเหนียง พาข้าไปด้วยนะ! ข้ากำลังเครียดอยู่เลยว่าจะหาเงินมากมายขนาดนั้นมาใช้หนี้พวกเจ้าได้อย่างไร เจ้าช่างจิตใจดียิ่งนัก!”


ซุ่ยเอ๋อร์กอดเอวอีกฝ่าย ดีใจจนแทบกรีดร้อง


แม้บ้านของครอบครัวนางจะสร้างเพียงบ้านดินมุงจาก แต่การสร้างบ้านก็ต้องใช้เงินไม่ใช่หรือ ไหนจะข้าวของเครื่องใช้ต่างๆ ช่วงนี้นางกลัดกลุ้มจนข่มตานอนไม่หลับ


ตอนนี้โชคดียิ่งนัก เหอจิ่วเหนียง--เทพเรียกทรัพย์นำพาความหวังมาสู่ครอบครัวนางแล้ว!


ตอนที่ 75: ปลาติดเบ็ดแล้ว


เหอจิ่วเหนียงพาซุ่ยเอ๋อร์ไปแนะนำให้รู้จักสมุนไพรทั่วไปสามสี่ชนิด เมื่อเห็นว่าของที่เก็บไปกินบ่อยๆ กลายเป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณขจัดลมร้อนได้ ซุ่ยเอ๋อร์ก็ตกตะลึง


“จิ่วเหนียง นะ นี่เจ้าไม่ได้ล้อเล่นใช่หรือไม่?”


ซุ่ยเอ๋อร์มองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเหลือเชื่อเต็มประดา


นางหยูที่อยู่ข้างๆหัวเราะจนปวดท้อง และหยอกเย้ากับพวกนางฉิน “ดูท่าทางของซุ่ยเอ๋อร์ตอนนี้สิ เหมือนกับพวกเราในตอนนั้นหรือไม่?”


คนอื่นก็หัวเราะตามเช่นกัน ลู่กุ้ยหลานเอ่ยกับซุ่ยเอ๋อร์ “ซุ่ยเอ๋อร์ จิ่วเหนียงไม่ได้พูดเล่นหรอก มันคือสมุนไพรจริงๆของพวกนี้ขุดกลับไปแล้วล้างให้สะอาด นำไปตากให้แห้ง แล้วเอามาขายให้พวกเราได้นะ”


นี่เป็นเรื่องที่ครอบครัวลู่ปรึกษากันเอาไว้แล้ว รอให้การค้าสมุนไพรมั่นคงเมื่อใดก็จะชวนญาติในตระกูลคนอื่นๆมาทำด้วยกัน ถึงอย่างไรวันข้างหน้าเมื่อที่บ้านเริ่มแปรรูปสมุนไพรก็ต้องการสมุนไพรจำนวนมาก แม้จะมากเกินความต้องการก็รับได้


ความตกตะลึงของซุ่ยเอ๋อร์ไม่อาจหาคำใดมาบรรยายได้ นางมองผักหนามที่อยู่ในมือ แทบไม่อยากเชื่อเลยว่าต้นไม้เล็กๆนี่จะสามารถรักษาอาการเจ็บป่วยได้!


โชคดีที่เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับเงิน การตอบสนองของซุ่ยเอ๋อร์จึงค่อนข้างเร็ว นางให้เหอจิ่วเหนียงสอนให้รู้จักสมุนไพรชนิดอื่น และรีบลงมือขุดทันที


ส่วนคนอื่นก็ก้มหน้าก้มตาขุดเช่นกัน

......


อีกทางด้านหนึ่ง 


ลู่เสี่ยวหยางวิ่งหนีจากบ้านครอบครัวลู่ได้ไกลประมาณหนึ่งก็ลงไปนอนแน่นิ่งอยู่บนพื้น


เหตุผลแรกคือเขาไม่อยากออกไปจากที่นี่จริงๆ เหตุผลที่สองคือรู้สึกหิวมากจนไม่มีแรง และเหตุผลสุดท้ายคือ ขาของเขาไม่อาจพาร่างอันบอบช้ำนี้ไปได้ไกลกว่านี้อีกแล้ว ตอนนี้เขาเจ็บปวดจนไม่รู้สึกอะไรแล้ว


ขณะที่นอนคร่ำครวญด้วยความเจ็บปวด เขาก็รู้สึกคล้ายว่ามีเงาบางอย่างมาบดบังร่างของตนอยู่


ทันใดนั้นเขาก็ลืมตาขึ้น เห็นชายร่างซูบผอมกำลังก้มหน้าจ้องมองตน เขาจึงเอ่ยถามอย่างกล้าๆกลัวๆ “เจ้าเป็นใคร?”


เฉียนเถี่ยซู่ยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย ก่อนโน้มตัวลงไปประคองลู่เสี่ยวหยางขึ้นมา จากนั้นแนะนำตัว “ข้าคือคนที่มาช่วยชีวิตเจ้าอย่างไรล่ะ”


ลู่เสี่ยวหยางได้ยินเช่นนั้นก็ดีใจ แต่เมื่อพยายามเพ่งพินิจก็ตระหนักว่าตนไม่รู้จักคนตรงหน้าเลย พลันนั้นสายตาของเขาก็เปลี่ยนเป็นระแวดระวัง “เหตุใดถึงช่วยข้า?”


“ก็เพราะเรามีศัตรูคนเดียวกันอย่างไรล่ะ!”


เหตุการณ์ในตอนเช้า เฉียนเถี่ยซู่เองก็เป็นหนึ่งในชาวบ้านมุง เขาคิดว่าตนสามารถใช้ชายผู้นี้เป็นเครื่องมือจัดการครอบครัวลู่ได้ ดังนั้นจึงตามลู่เสี่ยวหยางมา


ใบหน้าของลู่เสี่ยวหยางเต็มไปด้วยความฉงน เหตุใดเขาถึงไม่รู้ตัวเลยว่าตนมีศัตรู?


“ศัตรูข้า?”


คนบนพื้นหรี่ตามองอีกฝ่ายอย่างงุนงง เฉียนเถี่ยซู่เชิดหน้าตอบกลับ “ก็ครอบครัวลู่อย่างไรล่ะ! เจ้าบาดเจ็บถึงเพียงนี้ยังรังแกเจ้าได้ หรือว่าเจ้าไม่รู้สึกโกรธเลย?”


ลู่เสี่ยวหยางได้ยินดังนั้นจึงเงยหน้ามองเจ้าของคำพูดตั้งแต่ศีรษะจรดเท้าอย่างพิจารณา สำเนียงจิงโจวหนักแน่นชัดเจน ฟังเพียงปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นคนในพื้นที่


ทว่าวาจายุแยงเช่นนี้เด็กหนุ่มเสเพลก็ทนไม่ได้เล็กน้อย แม้จะเห็นแก่ตัวและทำตัวไม่ดีเป็นอาจิณ แต่เขาก็ไม่ใช่คนโง่!


เห็นได้ชัดว่าคนผู้นี้ต้องการหลอกใช้เขา ให้เขาไปก่อกวนครอบครัวท่านปู่สาม!


แม้ครอบครัวของท่านปู่สามจะปฏิบัติกับเขาไม่ดี แต่ก็ใช่ว่าจะต้องกลายเป็นศัตรูกัน!


ตอนที่นอนอยู่บนพื้นเมื่อครู่เขาเองก็คิดทบทวน อายุเขาไม่น้อยแล้ว อันที่จริงเขาเองก็เคยไตร่ตรองว่าเหตุใดทุกคนถึงไม่ชอบเขา ถึงกระนั้นในใจเขาก็รู้ดี 


…ก่อนหน้านี้ ที่ครอบครัวและเครือญาติเผชิญหน้ากับโจรเร่ร่อนกลุ่มนั้น ก็เพราะเขาไปยั่วยุอีกฝ่ายโดยไม่ตั้งใจ


แม้บอกว่าไม่ตั้งใจ แต่เพราะการกระทำของเขา ชาวบ้านตระกูลลู่จึงต้องชดใช้ความประมาทเลินเล่อนั้นด้วยชีวิต บิดามารดาและปู่ย่าเขาก็รวมอยู่ในนั้นด้วย ตลอดการเดินทางลี้ภัย กว่าเขาจะมาถึงที่นี่ได้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย


และด้วยเหตุนี้ ชาวตระกูลลู่จึงปฏิบัติไม่ดีต่อเขา ถึงอย่างนั้นในใจเขาก็ไม่เคยคิดถึงขั้นตั้งตัวเป็นศัตรูกับเครือญาติเลย


อีกอย่าง นี่เป็นเรื่องของตระกูลลู่ เหตุใดต้องให้คนนอกเข้ามายุ่งด้วย!


แต่ว่า…


เด็กหนุ่มมากเล่ห์คิดอย่างรอบคอบแล้ว จึงออกแรงพยักหน้าพลางกล่าว “โกรธสิ เหตุใดถึงไม่รับข้าอยู่ด้วย พวกเขาใจร้ายเกินไปแล้ว รังแกแม้กระทั่งคนกำพร้าอย่างข้า!”


“ต้องอย่างนี้สิ!” เฉียนเถี่ยซู่เห็นปลาติดเบ็ดแล้วจึงเผยรอยยิ้มอ่อนโยนออกมา “ไปอยู่กับข้าก่อน เรื่องอื่นค่อยว่ากัน!”


ชายร่างผอมพยุงปลาตัวโตขึ้น และเดินประคองเขากลับไปที่บ้าน


ไม่กี่วันก่อนนางหลี่ถูกสั่งโบย เพิ่งลุกจากเตียงเดินเหินได้สองวันมานี้ เมื่อเห็นสามีพาชายหนุ่มสภาพสะบักสะบอมกลับมา สีหน้านางก็เผยความไม่พอใจทันที


“ให้เจ้าไปคิดหาทางช่วยลูกออกมา ไม่ใช่ให้เจ้าไปทำตัวเป็นคนดี!”


“หุบปาก! เจ้าจะไปเข้าใจอะไร!”


เฉียนเถี่ยซู่ลากนางหลี่เข้าไปด้านใน และเล่าแผนการของตนให้นางฟัง นางหลี่เบิกตากว้างด้วยความตกใจ “ทำแบบนี้ก็ได้หรือ?”


“เหตุใดจะทำไม่ได้ หากทำให้เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แม้แต่หัวของครอบครัวลู่ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้!”


เฉียนเถี่ยซู่แค่นเสียงเย็นอย่างลำพองใจ แววตาของนางหลี่พลันทอประกาย …เช่นนี้การนอนคุกหนึ่งเดือนของต้าหนิวก็ไม่เสียเปล่าแล้ว!


“เยี่ยมไปเลย เช่นนั้นข้าจะไปหาข้าวหาปลาให้เจ้าเด็กนั่นกินก่อนแล้วกัน!”


นางหลี่ยิ้มกว้างแล้วเดินออกไปด้วยความรวดเร็ว ราวกับไม่ใช่คนเดียวกันกับสตรีที่เพิ่งฟื้นจากการถูกโบย 


ลู่เสี่ยวหยางเห็นทุกการกระทำ แต่ไม่สนใจว่าพวกเขาคุยอะไรกัน


ระหว่างกินข้าว เฉียนเถี่ยซู่อดใจไม่ไหว เล่าแผนการทั้งหมดของตนให้ลู่เสี่ยวหยางฟัง


คนฟังกินพลางตอบตกลง ทั้งยังบอกว่า รอให้ขาของเขาอาการดีขึ้นกว่านี้ จะต้องไปสั่งสอนครอบครัวลู่แน่นอน ให้คนพวกนั้นได้รู้ว่า การไล่เขาออกมาเช่นนี้เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่สุด!


เฉียนเถี่ยซู่เกลี้ยกล่อมปลาตัวโตจนสำเร็จก็รู้สึกสุขใจมาก ถึงขั้นยกห้องนอนของเฉียนต้าหนิวให้เขาใช้พักผ่อน

.......


ทางด้านครอบครัวลู่


ยามเซิน ลู่จิ้งซวนนำรถม้าเข้าอำเภอเพื่อรับเด็กทั้งสามกลับบ้าน เมื่อมีรถม้าก็ทำให้การเดินทางสะดวกขึ้น


ผู้เฒ่าลู่กลับคิดว่า หากเป็นเช่นนี้ต่อไปเด็กๆจะเคยตัว พวกเขาเป็นบุรุษ ไม่ต้องถึงขั้นใช้รถม้ารับส่งทุกวัน การทำเช่นนี้จะเป็นการสร้างความอ่อนแอให้พวกเขา


ทว่านางซุนกลับไม่คิดเช่นนั้น “เจ้าจะเข้าใจอะไร ตอนนี้ทุกหนแห่งล้วนเต็มไปด้วยคนลี้ภัย แม้ตอนนี้สถานการณ์คงที่บ้างแล้ว แต่ระวังไว้ก่อนก็ดี ปีนี้ให้รับส่งก่อน รอถึงฤดูใบไม้ผลิ สถานการณ์ดีขึ้นกว่านี้ ค่อยให้พวกเขาเดินไปเอง”


หลังจากมาถึงหมู่บ้านอันผิง คำพูดของนางซุนก็ยิ่งมีอำนาจมากขึ้น โดยปกติแล้วนอกจากเหอจิ่วเหนียงก็ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนแปลงคำพูดของหญิงชราได้ ดังนั้นทุกคนจึงยอมรับการตัดสินใจนี้ของนาง


อย่างไรเสียเด็กทั้งสามก็ยังดูแลตัวเองไม่ได้ เส้นทางระหว่างเมืองก็ไม่ค่อยปลอดภัยนัก ป้องกันไว้ก่อนเป็นเรื่องดี


“วันนี้อาจารย์สอนอะไรให้พวกเจ้าบ้าง?”


ลู่กุ้ยหลานอุ้มหูจื่อพลางถาม ไม่เจอกันเพียงวันเดียว นางรู้สึกว่าบุตรชายของตนสูงขึ้นเล็กน้อย


“สอนคัมภีร์สามอักษรขอรับ!”


หูจื่อตัวน้อยตอบเสียงดังฟังชัด ส่วนเหลยจื่อและเจี๋ยจื่อพยักหน้าตาม และหันไปมองพวกโยวยาโถว “วันนี้พวกเราตั้งใจเรียนกันมาก หากพวกเจ้าอยากเรียน กินข้าวเสร็จพวกเราจะสอนพวกเจ้าเอง!”


“วิเศษไปเลย!”


โยวยาโถวกระโดดด้วยความดีใจ นางตั้งตารอให้พวกเขากลับมาสอนตำราตั้งแต่เช้าแล้ว


ก่อนมื้อค่ำ ท่านอาสะใภ้สามไปตรวจผลงานการต่อตัวต่อที่พวกเขาทำขึ้นทั้งวันด้วยความยากลำบาก คนที่ชนะคือโยวยาโถวและถิงยาโถว เด็กหญิงทั้งสองจับคู่สีได้น่าสะดุดตาที่สุด ต่อออกมาได้ไม่เลว ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงมอบลูกกวาดเป็นรางวัลให้กับพวกนาง


ชิ่วยาอายุน้อยกว่า และขี้อายเล็กน้อย การจับคู่สีที่ออกมาจึงไม่ค่อยเข้ากันนัก เหอจิ่วเหนียงอุ้มนางขึ้นมาหอมแก้มเป็นรางวัล


ส่วนโก่วเอ๋อร์และเด็กผู้ชายคนอื่นต่อตัวต่อออกมาได้สวยงามทีเดียว แต่การจับคู่สี…ยากจะนิยามได้ เหอจิ่วเหนียงจึงพูดให้กำลังใจพวกเขาเล็กน้อย


กิจกรรมในวันนี้เพิ่มความมั่นใจให้โยวยาโถวและถิงยาโถวมาก ถิงยาโถวผู้ไม่เคยคิดจะเรียนเขียนอักษรถึงขั้นร้องขอเรียนด้วยเลยทีเดียว


ตอนที่ 76: ท่านสุภาพสตรีซุนอะไรกัน


หลังกินข้าวเสร็จ เด็กๆต่างล้อมวงเป็นกลุ่มเรียนตัวอักษร กวาดศีรษะไปมาพลางท่องคัมภีร์สามอักษรเสียงดังฟังชัด เด็กทั้งสามสอนตำราให้น้องๆอย่างตั้งใจจนเหอจิ่วเหนียงอดประหลาดใจมิได้


มีเพียงโยวยาโถวที่อยากเรียนตั้งแต่แรก ส่วนเด็กคนอื่นล้วนเรียนตามไปอย่างนั้น เดิมทีคิดว่าพวกเขาคงอดทนเรียนตามได้ไม่นาน นึกไม่ถึงว่าจะเรียนกันจนถึงดึก โดยเฉพาะจวี๋จื่อ ซุ่ยเอ๋อร์มาตามถึงสองครั้งกว่าจะยอมกลับบ้าน


แม้แต่ผู้เฒ่าลู่ก็มาเรียนกับหลานๆด้วย ครั้นที่เป็นทหาร เขาได้เรียนเพียงไม่กี่ตัวอักษร ไม่มีโอกาสเรียนละเอียดเช่นนี้ ดังนั้นจึงสนใจเป็นอย่างยิ่ง


นางซุนเห็นสามีเป็นเช่นนี้จึงจิกกัดไปหนึ่งประโยค “ตาเฒ่า เจ้าอายุปูนนี้แล้วยังจะทำตัวเป็นเด็กอีก!”


เหอจิ่วเหนียงไม่คิดว่าเป็นเรื่องผิดอะไร “ไม่มีใครแก่เกินเรียนหรอกเจ้าค่ะ ท่านพ่อทำเช่นนี้ดีแล้ว ยิ่งรู้เยอะยิ่งไม่ถูกคนเอาเปรียบได้ง่ายไม่ใช่หรือเจ้าคะ ท่านแม่ ท่านก็เรียนด้วยสิเจ้าคะ”


“ไม่!”


นางซุนตัดบทด้วยน้ำเสียงเย็นชา หันไปมองชายชราที่ถูกเด็กๆห้อมล้อม และทำเสียงฮึดฮัดก่อนเดินกลับเข้ากระท่อมของสตรี


เมื่อเหอจิ่วเหนียงเดินกลับเข้ากระท่อมก็เห็นนางซุนกำลังนั่งนับเงินอยู่ แม้ระหว่างทางจะได้เงินมาจำนวนมาก แต่ช่วงนี้ก็ใช้จ่ายไปไม่น้อย โดยเฉพาะการสร้างบ้านด้วยอิฐทั้งยังหลังค่อนข้างใหญ่ และเพราะอยากสร้างให้เสร็จไวๆ ทำให้ต้องใช้คนงานจำนวนมาก ดังนั้นในแต่ละวันจึงมีค่าจ่ายไม่น้อยเลย


กว่าจะสร้างบ้านเสร็จ เงินในมือคงเหลือไม่มาก


นางซุนถอนหายใจเบาๆ ช่วงนี้กำลังอยู่ในสภาวะยากลำบาก ครอบครัวยังใช้จ่ายเงินราวกับเทน้ำอีก หากการค้าสมุนไพรสามารถเป็นไปอย่างมั่นคงก็คงดี แต่หากสมุนไพรในป่าเขาถูกเก็บจนหมด และการบุกเบิกที่ดินยังไปไม่ถึงไหน เช่นนั้นพวกเขาควรทำอะไรหาเลี้ยงชีพกัน


เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงเดินเข้ามานางซุนก็ไม่ได้ซ่อนเร้นแต่อย่างใด ให้นางดูเงินที่เหลืออย่างเปิดเผย และกล่าวอย่างกลัดกลุ้มใจ


“เมื่อก่อนหากมีเงินมากมายเพียงนี้ ต่อให้ฝันอยู่ข้าคงยิ้มหน้าบานจนถึงยามตื่นแน่ แต่ตอนนี้พอมองเงินเหล่านี้ข้ากลับเครียดเสียอย่างนั้น บ้านเราใช้เงินราวกับเทน้ำ เงินเหล่านี้คงใช้ไปได้อีกไม่นาน…


คนเราก็เป็นเช่นนี้สินะ มีความอยากอยู่ในจิตใจ ตอนไม่มีเงินก็อยากได้ พอมีแล้วก็อยากได้มากกว่านี้ แล้วเมื่อไรจะรู้จักพอกัน…”


เหอจิ่วเหนียงพินิจท่าทางกลัดกลุ้มของหญิงชราแล้วจึงได้คำตอบว่า เหตุใดเมื่อครู่นางซุนถึงไม่พอใจผู้เฒ่าลู่เช่นนั้น…


คนที่ไม่ใช่ผู้นำครอบครัวย่อมไม่รู้เลยว่าภาระในบ้านแต่ละวันเป็นอย่างไร ผู้เฒ่าลู่คงคิดมาตลอดว่าครอบครัวยังมีเงินอยู่มาก ตอนนี้จึงใช้ชีวิตอย่างไร้กังวล ไม่ถามถึงสถานการณ์ในครอบครัวสักคำ ยังมีกะจิตกะใจเล่นกับหลานๆ


แต่นางซุน สตรีผู้นำครอบครัวไม่ได้ผ่อนคลายเช่นนั้น เงินที่ทุกคนต้องใช้จ่ายในบ้านนางรู้ตัวเลขทั้งหมด ดังนั้นเมื่อหญิงชราเห็นจำนวนเงินที่เสียไป ย่อมกลัดกลุ้มใจเป็นธรรมดา


“ท่านแม่ บ้านเรายังมีการค้าสมุนไพรอยู่ไม่ใช่หรือเจ้าคะ แม้จะไม่ได้มากนัก แต่ก็สามารถจุนเจือคนทั้งบ้านได้ไม่มีปัญหา รอสร้างบ้านเสร็จ ข้าจะคิดหาวิธีให้ทุกคนมีรายได้เพิ่มอีก ท่านไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ เราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่”


เหอจิ่วเหนียงปลอบใจ นางซุนถอนหายใจออกมาอีกครั้ง ก่อนหันไปมองอีกฝ่ายด้วยแววตาอบอุ่นระคนปวดใจ


หญิงชรารู้ดีแก่ใจว่าที่ครอบครัวมีชีวิตที่ดีได้ในตอนนี้ก็เพราะเหอจิ่วเหนียง การค้าสมุนไพรก็เป็นความคิดริเริ่มของสะใภ้คนนี้ แม้แต่มันฝรั่งที่สามารถนำมาเป็นธัญญาหารได้ก็เพราะเหอจิ่วเหนียงเป็นผู้ค้นพบ


คิดไปแล้วสตรีผู้ผ่านโลกมามากก็รู้สึกละอายใจสิ้นดี พวกตนช่างเป็นผู้อาวุโสที่ไร้ประโยชน์จริงๆ ต้องพึ่งพาลูกสะใภ้ให้ต้องแบกรับภาระครอบครัวเช่นนี้


ไม่รู้เพราะเหตุใด เหอจิ่วเหนียงจึงเข้าใจความหมายที่ซ่อนอยู่ในแววตาของนางซุน ทันใดนั้นนางจึงจงใจแกล้งหัวเราะออกมาพลางหยอกล้อ “ท่านสุภาพสตรีซุน ท่านคงไม่ได้กำลังรู้สึกละอายใจต่อข้ากระมัง คงไม่หรอกกระมัง?”


สดับวาจากวนประสาท อารมณ์สลดใจของนางซุนก็หายไปในบัดดล


ท่านสุภาพสตรีซุนอะไรกัน คำเรียกอะไรของเจ้า!


ฝ่ามือเหี่ยวย่นยกขึ้นตีคนน่าโมโหไปหนึ่งที!


เหอจิ่วเหนียงวิ่งหนีออกไปด้านนอก สวนกับนางหยูที่เข้ามาพอดี คนวิ่งหนีจึงหลบไปอยู่ด้านหลังนางพลางทำท่าฟ้อง “พี่สะใภ้ใหญ่ ท่านแม่จะตีข้าอีกแล้วเจ้าค่ะ!”


นางซุนเดินตึงตังตามมาเอาเรื่อง


เสียงหัวเราะดังลั่นในกระท่อมมุงจาก

…...


สามวันต่อมา 


ยามเหม่า เหอจิ่วเหนียงทำหน้าที่ขับรถม้าไปส่งเด็กทั้งสามที่สำนักศึกษา


ขณะที่รถม้าถึงทางเข้าหมู่บ้าน นางเห็นว่ามีคนคนหนึ่งยืนขวางถนนอยู่


เมื่อเพ่งมองแล้ว…นึกไม่ถึงเลยว่าเป็นลู่เสี่ยวหยาง


เหอจิ่วเหนียงแสร้งทำเป็นไม่เห็น และบังคับให้เฮยเฟิงเดินหน้าต่อไป


ลู่เสี่ยวหยางเห็นดังนั้นก็ตกใจไม่น้อย รีบใช้ไม้ค้ำพยุงตัวหลบหลีก จากนั้นตะโกนออกไป “ท่านอาสะใภ้! ท่านอาสะใภ้สาม! ข้ามีเรื่องจะคุยกับท่านขอรับ! เรื่องจริงจัง!”


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางร้อนใจของอีกฝ่ายก็อดคิดไม่ได้ว่าเขาไปก่อเรื่องอะไรขึ้นอีก จึงดึงเชือกบังเหียนหยุดม้า


นางมองชายเสเพลอย่างรำคาญ “ว่ามา เจ้าไปก่อเรื่องอะไรขึ้นอีก?”


เด็กทั้งสามโผล่ศีรษะออกมาจากรถม้ามองด้วยความสงสัย


ลู่เสี่ยวหยางขยับเข้ามาใกล้ และกระซิบถามเสียงเบา “พวกท่านอาจิ้งซวนปลอมตัวเป็นผู้ได้รับบาดเจ็บเพื่อเข้าเมืองใช่หรือไม่?”


ได้ยินวาจานี้ สีหน้าของเหอจิ่วเหนียงพลันเปลี่ยนเป็นเย็นเยียบ มองอีกฝ่ายด้วยแววตาเปี่ยมจิตสังหาร


นางซ่อนเอาไว้ลึกสุดใจ ลู่เสี่ยวหยางจึงไม่อาจสังเกต เขากล่าวต่อ “ตระกูลเฉียนรับข้าไว้ให้อยู่ด้วย ต้องการใช้ข้าเป็นเครื่องมือก่อกวนพวกท่าน เขาบอกว่าเห็นพวกท่านอาจิ้งซวนบาดเจ็บแต่กลับทำงานได้อย่างคล่องแคล่วยิ่งกว่าคนปกติเสียอีก จึงคิดว่าพวกเขาต้องแสร้งบาดเจ็บเป็นแน่!


ท่านอาสะใภ้สาม ข้ารู้ว่าข้าทำผิดเอาไว้มาก คนในหมู่บ้านถึงเกลียดข้า แต่ข้าก็ไม่เคยคิดถึงขั้นช่วยคนนอกทำร้ายพวกเรากันเอง หากแสร้งบาดเจ็บจริงละก็ ให้พวกท่านอาจิ้งซวนระวังตัวหน่อยก็แล้วกัน อย่าให้ถูกจับได้!”


ส่งสารที่ตั้งใจไว้จบเขาก็ตะโกนเสียงดังทันทีโดยไม่ให้เหอจิ่วเหนียงตอบโต้อะไรอีก “พวกเจ้ารอดูก็แล้วกัน ข้าไม่มีทางปล่อยให้พวกเจ้าได้อยู่เป็นสุขแน่!”


จากนั้นชายเสเพลก็ใช้ไม้ค้ำรีบพาตัวเองเดินหนีไป


เหลยจื่อถามด้วยสีหน้ากังวล “ท่านอาสะใภ้สาม พี่เสี่ยวหยางหมายความว่าอย่างไรหรือขอรับ?”


เขาเป็นหลานชายคนโตของครอบครัว แม้อายุเพียงสิบเอ็ดปี แต่ก็ถึงวัยที่เข้าใจเรื่องราวต่างๆแล้ว ประโยคแรกของลู่เสี่ยวหยางฟังแล้วก็ไม่ได้ประสงค์ร้ายแต่อย่างใด ทว่าเมื่อได้ยินประโยคสุดท้าย เด็กชายจึงไม่เข้าใจเล็กน้อย


“เขาก็แค่อยากขู่ให้พวกเรากลัวเท่านั้น ไม่ต้องสนใจหรอก เรื่องนี้อาจัดการเอง พวกเจ้าตั้งใจเรียนให้ดีก็พอ”


เหอจิ่วเหนียงเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กๆ แต่ในใจกำลังครุ่นคิดถึงคำพูดของลู่เสี่ยวหยางว่าเป็นความจริงหรือไม่


ตามที่เขาบอก ตอนนี้เขาอาศัยอยู่ที่บ้านเฉียนต้าหนิว เฉียนเถี่ยซู่ทำเช่นนี้เพื่อวางแผนแก้แค้นแทนบุตรชาย ช่วงนี้บุรุษเฒ่าผู้ทำเพื่อลูกแอบจับตามองครอบครัวลู่ตลอด จนกระทั่งจับสังเกตได้ว่าเหล่าผู้ชายในครอบครัวล้วนแสร้งบาดเจ็บ ดังนั้นจึงอยากให้ลู่เสี่ยวหยางเป็นคนออกมาก่อความวุ่นวายให้กับครอบครัวลู่


…ลู่เสี่ยวหยางไม่อยากถูกใช้เป็นเครื่องมือ ดังนั้นจึงเอาเรื่องนี้มาบอกนางอย่างนั้นหรือ?


แต่การกระทำนี้ก็ไม่อาจขจัดข้อสงสัยในตัวลู่เสี่ยวหยางได้ ก่อนหน้านี้ครอบครัวลู่ปฏิบัติต่อเขาไม่เบาเลย ในใจเขาย่อมโกรธแค้นเป็นเรื่องปกติ ทว่าเหตุใดจู่ๆถึงมาบอกเรื่องนี้กับนาง


เช่นนั้นก็อาจเป็นไปได้อีกอย่างนั่นก็คือ…


…เฉียนเถี่ยซู่รู้เรื่องของกลุ่มบุรุษแซ่ลู่แล้วแต่ยังไม่มั่นใจ ดังนั้นจึงให้ลู่เสี่ยวหยางมาหยั่งเชิง


หากเทียบการสันนิษฐานสองข้อนี้ เหอจิ่วเหนียงเห็นว่าอย่างหลังเป็นไปได้มากกว่า คงต้องเตือนชาวบ้านตระกูลลู่แล้ว และทางด้านลู่เสี่ยวหยางก็ไม่อาจวางใจได้

.......


ลู่เสี่ยวหยางใช้ไม้ค้ำพยุงร่างเดินเข้าไปในตรอกเล็กๆแห่งหนึ่ง


เฉียนเถี่ยซู่แอบอยู่ที่นั่น เมื่อเห็นคนที่รอกลับมาแล้วจึงรีบถามด้วยความร้อนใจ “เป็นเช่นไรบ้าง?”


ตอนที่ 77: หนามยอกต้องเอาหนามบ่ง


ลู่เสี่ยวหยางทำท่าฉุนเฉียว “ผู้หญิงคนนั้นบอกว่าข้าพูดจาไร้สาระ! น่าโมโหยิ่งนัก ท่านอาเถี่ยซู่ ตกลงสิ่งที่ท่านสันนิษฐานจะจริงแท้แน่หรือขอรับ?”


คำถามนี้ทำให้เฉียนเถี่ยซู่เกิดความลังเล เขาจะไปรู้ได้อย่างไรว่าจริงหรือไม่ เขาเพียงสังเกตว่าท่าทางของเหล่าบุรุษตระกูลลู่ดูไม่เหมือนคนที่กำลังบาดเจ็บ


ถึงไม่ใช่ก็ใกล้เคียงกระมัง!


แต่ปฏิกิริยาของเหอจิ่วเหนียงในวันนี้กลับทำให้เขาเริ่มกังขาในความคิดตัวเอง 


หรือว่าเขาเดาผิดไป?


“ท่านอาเถี่ยซู่ อย่าเพิ่งกังวลไปเลยขอรับ เอาเช่นนี้ดีกว่า ท่านลองจับตาดูต่ออีกสักสองสามวัน หากมั่นใจแล้วข้าจะไปหาเรื่องที่บ้านพวกเขา ให้พวกเขาขอโทษท่านด้วยเงิน หากไม่ยอมพวกเราจะไปแจ้งเรื่องพวกเขากับทางการ!”


ลู่เสี่ยวหยางแนะนำอย่างหนักแน่นและจริงใจ ราวกับเป็นครอบครัวเดียวกันกับเฉียนเถี่ยซู่ก็มิปาน


ชายผู้คั่งแค้นเชื่อคำพูดของอีกฝ่ายอย่างสนิทใจ ไม่มีความสงสัยในตัวลู่เสี่ยวหยางเลยแม้แต่น้อย


ในตอนที่เด็กคนนี้ตกอยู่ในสถานการณ์ยากลำบากที่สุด เขาเป็นคนยื่นมือเข้าช่วย ดังนั้นตอนนี้ลู่เสี่ยวหยางจึงซาบซึ้งในบุญคุณและอยากตอบแทนเขา เขามั่นใจ


ตราบใดที่ยืนยันได้ว่าบาดแผลของเหล่าชายตระกูลลู่เป็นของปลอมละก็ เขาจะให้เจ้าเด็กจนตรอกนี่เข้าไปก่อเรื่อง ให้ครอบครัวลู่ชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไปด้วยเงิน จากนั้นเขาจะไปร้องขอให้ทางการปล่อยตัวบุตรชายออกมา


แผนการช่างสวยงามจริงๆ!


“ตกลง! เช่นนั้นข้าจะจับตาดูต่ออีกวันสองวัน!”

.......


ยามซวี ขณะกำลังนั่งกินข้าว เหอจิ่วเหนียงเล่าเรื่องที่ลู่เสี่ยวหยางบอกมาให้ครอบครัวฟัง เหล่าบุรุษวางถ้วยและตะเกียบลงด้วยท่าทางเคร่งเครียดทันที


จะว่าไป เรื่องนี้ก็เป็นพวกเขาเองที่ประมาทเลินเล่อ หลังจากมาถึงหมู่บ้านอันผิง เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ใช้การฝังเข็มกระตุ้นการบาดเจ็บกับพวกเขาอีกเลย แม้จะตกแต่งเติมสีบาดแผลใหม่ทุกสองวัน แต่เพราะร่างกายไม่เจ็บปวด ดังนั้นเวลาทำงานจึงเผลอออกแรงโดยไม่ทันระวัง ทำให้กลายเป็นการเผยพิรุธโดยไม่ตั้งใจ


อันที่จริงก็มีชาวบ้านชมพวกเขาอยู่บ่อยครั้งว่าร่างกายแข็งแรงมาก แต่พวกเขาเพียงยิ้มรับอย่างถ่อมตัวเท่านั้น ไม่ได้ตงิดใจเลย นึกไม่ถึงว่าจะถูกผู้ไม่หวังดีลอบจับได้


แกร๊ง!


“พวกเจ้าเป็นอะไรไป สะใภ้สามกำชับพวกเจ้าตลอดไม่ใช่หรือว่าอย่าลืมตัว แล้วนี่พวกเจ้าทำอะไรลงไป ฮะ!?”


นางซุนกระแทกถ้วยกับตะเกียบลงบนโต๊ะอย่างแรง เหล่าชายฉกรรจ์สะดุ้งจนตัวแข็งค้าง


“ข้าไม่ได้หวังให้พวกเจ้าช่วยเหลือครอบครัวอะไรมาก แค่อย่าสร้างปัญหาก็พอ สุดท้ายเป็นเช่นไรล่ะ ดูสิ นี่ไม่ใช่แค่ปัญหาของพวกเจ้า แต่มันกระทบถึงครอบครัว! หากรู้ว่าเป็นเช่นนี้ให้พวกเจ้าเข้าร่วมกองทัพเสียแต่แรกก็สิ้นเรื่อง ข้าจะได้ไม่ต้องมานั่งโมโหแบบนี้!”


ลู่จิ้งซวนผู้เป็นผู้นำของชายหนุ่มในครอบครัวพาอีกสามคนก้มหน้าลงไม่กล้าเปล่งคำใด ปล่อยให้หญิงชราระบายโทสะ


ส่วนผู้เฒ่าลู่คิดในใจ ในที่สุดก็มีเรื่องที่เขาไม่ถูกด่า จึงรู้สึกโล่งใจเล็กน้อย ก่อนหันไปพับแขนเสื้อให้โก่วเอ๋อร์ด้วยความตั้งใจและคีบอาหารให้เขา เพื่อให้หลานชายตัวน้อยรู้สึกว่ายังมีเขาอยู่ไม่ต้องตกใจ


บรรดาสะใภ้ก็ไม่กล้าเอ่ยคำใดเช่นกัน สามีของตนขาดความระมัดระวังจริง พวกนางที่เป็นคู่ชีวิตกลับไม่ช่วยเตือนก็นับว่าบกพร่องในหน้าที่เช่นกัน ไม่อาจเลี่ยงความผิดนี้ได้


มีเพียงเหอจิ่วเหนียงที่สงบนิ่ง แม้ตอนที่นางรู้เรื่องจากลู่เสี่ยวหยางจะรู้สึกโกรธอยู่บ้าง แต่ก็รู้ว่าทุกคนในบ้านไม่ได้ตั้งใจให้เป็นเช่นนี้ ในเมื่อเกิดขึ้นแล้วก็แค่เตือนกันก็พอแล้วหาทางแก้ไข ไม่จำเป็นต้องบันดาลโทสะ ใช้วาจาบั่นทอนอย่างที่นางซุนทำ


ดังนั้นหญิงสาวจึงเอ่ยออกมา “ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่เราจะมาทะเลาะกันนะเจ้าคะ ต้องรีบจัดการเรื่องนี้”


นางซุนตะคอก “นับตั้งแต่พรุ่งนี้ทุกคนไม่ต้องออกไปทำงานแล้ว! รักษาตัวอยู่ที่บ้านนี่แหละ!”


เหอจิ่วเหนียง “...”


ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนั้น…


“หากอยู่ดีๆ ทำตัวผิดปกติไปจากเดิมอย่างฉับพลันคนจะยิ่งสงสัยเอาได้ ถึงแม้ได้รับบาดเจ็บ แต่พวกเราก็มาที่นี่ได้ครึ่งเดือนแล้ว อาการบาดเจ็บก็ควรดีขึ้นบ้างแล้ว ช่วงนี้อย่าเพิ่งทำงานหนักๆก็พอเจ้าค่ะ”


ลู่จิ้งซวนพยักหน้า จากนั้นกล่าวด้วยความกลัดกลุ้ม “จริงๆแล้วทุกวันนี้พวกเราก็แค่ไปช่วยเป็นครั้งคราวเท่านั้น”


“ยังต้องให้เจ้าช่วยอีกรึ! ข้าจ่ายเงินค่าแรงให้คนงานไปมากเพียงนั้น ยังต้องให้เจ้าไปช่วยอีกอย่างนั้นรึ!”


นางซุนอดโมโหไม่ได้จริงๆ เกือบยื่นมือออกไปฟาดกระหน่ำบุตรชายไม่ได้เรื่องแล้ว โชคดีที่เหอจิ่วเหนียงห้ามเอาไว้ได้


นางซุนยังคงพรั่งพรูถ้อยคำรุนแรงออกมา “ข้านี่ซวยจริงๆที่ต้องมาเจอกับพวกเจ้า แก่ปูนนี้แล้วถึงยังต้องทุกข์ใจเช่นนี้!”


เหอจิ่วเหนียงตบหลังมือหญิงชราเบาๆ เพื่อปลอบให้นางใจเย็น จากนั้นเอ่ยกับกลุ่มชายฉกรรจ์ทั้งสี่ “พรุ่งนี้หากมีคนขอให้พวกท่านช่วย พวกท่านก็บอกไปว่าหลายวันก่อนช่วยไปเยอะแล้ว กว่าแผลจะดีขึ้นมันไม่ใช่เรื่องง่าย ตอนนี้เริ่มเจ็บแผลขึ้นอีกแล้ว ต้องรักษาตัวก่อน”


“อืมๆๆ!”


เหล่าบุรุษกำยำต่างพยักหน้าตอบตกลง ตอนนี้คงทำได้เพียงเท่านี้แล้ว ไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงเสนอวิธีการเช่นไรพวกเขาจะเชื่อฟังทุกอย่าง!

.......


วันต่อมา เฉียนเถี่ยซู่ออกจากบ้านไปจับตามองเหล่าชายแซ่ลู่ตั้งแต่เช้า แม้จะเห็นพวกเขาง่วนกับการก่อสร้าง แต่กลับไม่ได้ทำงานหนักเฉกเช่นวันก่อนๆแล้ว


ในระยะไกลจากตรงนี้ เขาได้ยินลู่จิ้งซวนคุยกับน้องเขย “พักก่อนเถอะ มาๆ ดื่มน้ำสักหน่อย กว่าแผลข้าจะดีขึ้นแย่แทบตาย กลับไม่ประมาณตัวเองทำงานหนักจนแผลฉีกเสียได้ เมื่อคืนนอนปวดทั้งคืน เฮ้อ! พวกเจ้าก็ระวังกันหน่อยล่ะ”


“ข้าเข้าใจแล้วพี่ใหญ่!”


จางซงยกน้ำขึ้นดื่ม พูดขึ้นเสียงดังอย่างเข้าขา “พี่ใหญ่ พอพี่ใหญ่พูดเช่นนี้ข้าก็รู้สึกปวดขึ้นมาเลย อากาศร้อนยิ่งนัก ข้าแสบแผลไปหมดแล้ว เฮ้อ!”


ได้ยินบทสนทนาของทั้งสองคน ความสับสนในหัวของเฉียนเถี่ยซู่ก็ยิ่งทวีคูณ 


หรือว่าเขาจะเดาผิดไปจริงๆ


แต่…


แต่เขาไม่อยากทิ้งโอกาสนี้ไป! เพราะนี่เป็นเพียงหนทางเดียวที่จะช่วยบุตรชายหัวแก้วหัวแหวนออกมาจากตะรางได้!


ชายผู้มีแผนการรีบกลับบ้านอย่างร้อนใจ เข้าไปกระชากตัวลู่เสี่ยวหยางที่กำลังนอนห่มผ้าอยู่ในห้องให้ลุกขึ้นมาคิดหาหนทาง


ลู่เสี่ยวหยางกำลังเคลิบเคลิ้มกับห้วงนิทรา ถูกปลุกอย่างกะทันหันเช่นนี้จึงโมโหอย่างมาก


แต่ตอนนี้ยังต้องอาศัยความช่วยเหลือจากครอบครัวเฉียน ดังนั้นชายเสเพลจึงทำได้เพียงสะกดความโกรธไว้ “ท่านอา ร้อนใจไปก็ไม่ช่วยอะไรนะขอรับ ใครจะไปรู้กัน ไม่แน่พวกเขาอาจกำลังแสร้งทำก็ได้ ท่านต้องจับตาดูอีกหน่อย หาหลักฐานที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเขาหลอกลวงมาให้ได้ เช่นนี้พวกเราจึงจะไปช่วยพี่ต้าหนิวได้”


“แต่…แต่ถ้าพวกมันบาดเจ็บจริงๆ ล่ะจะทำเช่นไร?”


เฉียนเถี่ยซู่รู้สึกไม่มั่นใจเท่าไรนัก เขาอยากช่วยบุตรชาย แต่ก็ไม่อยากก่อเรื่องให้กลายเป็นที่ขบขันของผู้คน


“หึ บาดเจ็บจริงแล้วอย่างไร พวกเราก็สร้างเรื่องบอกว่าพวกเขาโกหกสิขอรับ!”


ลู่เสี่ยวหยางเองก็แสดงท่าทางโกรธแค้นครอบครัวลู่อย่างมากออกมา


“ท่านอา หากไม่ใช่เพราะตอนนี้ข้าตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ละก็ ข้าเป็นคนไปหาหลักฐานด้วยตัวเองแน่! แต่ตอนนี้ข้าบาดเจ็บ ขาก็เดินเหินไม่สะดวก ทำได้เพียงรบกวนท่านอาให้ช่วยแล้ว รอให้ท่านได้หลักฐานมาเมื่อไร ข้าจะเป็นคนไปทวงความยุติธรรมให้พี่ต้าหนิวอย่างแน่.นอน!”


เฉียนเถี่ยซู่พอใจมากที่ได้ยินเช่นนี้ ตนตัดสินใจไม่ผิดจริงๆที่ช่วยลู่เสี่ยวหยางไว้ นี่คือมีดคมกริบเล่มงาม ปล่อยให้เด็กคนนี้ออกหน้า ครอบครัวของเขาไม่เพียงได้ประโยชน์เท่านั้น ยังไม่ต้องเข้าไปแปดเปื้อนกับเรื่องนี้ด้วย


“ตกลง! เช่นนั้นเจ้าพักผ่อนเถอะ ข้าจะไปจับตาดูพวกมันอีกที!”


กล่าวจบชายแซ่เฉียนก็วิ่งออกไป


ลู่เสี่ยวหยางอ้าปากหาวด้วยความเกียจคร้าน และกลับไปซุกตัวเข้าผ้าห่มนอนต่อ


เมื่อวานเขาเตือนครอบครัวลู่ไปแล้ว คนเหล่านั้นคงไม่เผยพิรุธอีกกระมัง

.......


ณ ชางโจง


ม้าเร็วตัวหนึ่งเดินอย่างช้าๆอยู่บนถนนดินแตกระแหง บุรุษที่นั่งบนหลังม้าทอดมองบ้านเกิดเมืองนอนของตนตรงหน้า… ตอนนี้ไม่เหลือใครเลยแม้แต่คนเดียว สองข้างทางเต็มไปด้วยโครงกระดูกสีขาว ไม่รู้ว่าใครเคยเป็นเจ้าของร่างเหล่านี้


กระทั่งอาชาพันธุ์ดีเดินมาถึงหน้าบ้านหลังหนึ่ง ลู่ไป่ชวนกระโดดลงจากหลังม้า ผลักประตูสภาพชำรุดเข้าไป เผยให้เห็นสภาพลานบ้านที่เหลือเพียงซากปรักหักพังเกลื่อนกลาดทั่วบริเวณ…เห็นได้ชัดว่าบ้านของเขาถูกทำลายจะไม่เหลือชิ้นดีไปแล้ว


ทรัพย์สินภายในบ้านไม่เหลือสักอย่าง ทุกซอกมุมเต็มไปด้วยฝุ่นหนาตา ทว่าเพราะความแล้งจึงไม่มีคนและสัตว์อยู่ที่นี่แล้ว ดังนั้นแม้แต่ใยแมงมุมจึงไม่มีให้เห็น


ชายผู้จากบ้านไปนานอธิบายความรู้สึกในใจตนตอนนี้ไม่ออกจริงๆ ทำได้เพียงกำหมัดแน่นจนเส้นเลือดปูดโปนและคลายหมัดออก สลับกันซ้ำๆ


ท่านพ่อ ท่านแม่ ลูกอกตัญญูที่มาสายไป


ตอนที่ 78: ไป่ชวนลูกพ่อ


ความรู้สึกของลู่ไป่ชวนหนักหน่วงเกินพรรณนา พยายามเสาะหาร่องรอยในทุกซอกหลืบของบ้าน ทว่ากลับไม่ได้เบาะแสใดเลย


มองไปทางไหนชายผู้ทิ้งครอบครัวไปนานหลายปีก็รู้สึกวูบโหวง จากนั้นเขาจึงเริ่มลงมือทำความสะอาดสถานที่ปรักหักพังด้วยจิตใจอันปวดร้าว


ถึงอย่างไรสถานที่แห่งนี้ก็คือที่ที่เขาเกิดและเติบโตมา เป็นความทรงจำทุกอย่างเกี่ยวกับครอบครัวของเขา


เสาค้ำคานไม้นี่ก็เคยเป็นที่ที่เขากับพี่ๆ และน้องสาวมักนั่งพิงในยามเกียจคร้าน


ลู่ไป่ชวนยืนเหม่อมองเสาต้นนั้นเงียบๆ …กระทั่งเงยหน้าขึ้น เขาก็เหลือบไปเห็นชื่อตนเองสลักอยู่บนเสานั้น


แววตาลุ่มลึกเบิกกว้างในทันใด เขารีบเช็ดฝุ่นบนเสาจนสะอาด พลันนั้นประโยคถึงตนที่ผู้เป็นบิดาสลักไว้ก็ปรากฏสู่สายตา


… ‘ไป่ชวนลูกพ่อ บัดนี้เกิดภัยแล้งรุนแรง ครอบครัวเราจะย้ายขึ้นเหนือไปยังอันโจว’ …


ผู้เฒ่าลู่เคยเรียนหนังสือเพียงไม่กี่วัน รู้จักตัวอักษรเพียงไม่กี่ตัว สามารถทิ้งข้อความเหล่านี้ไว้ได้นับว่าไม่ใช่เรื่องง่าย และเบาะแสเพียงเท่านี้ก็ทำให้ความหวังในชีวิตของลู่ไป่ชวนก่อเกิดขึ้นอย่างล้นทะลักแล้ว!


ครอบครัววางแผนย้ายไปทางตอนเหนือ อาจไปพร้อมกับชาวบ้านในหมู่บ้านก็เป็นได้ จำนวนคนมากหมายถึงมีกำลังมาก ดังนั้นคงไม่ถูกใครรังแกได้โดยง่าย


นึกคิดเช่นนี้ อารมณ์และความรู้สึกอันขมุกขมัวในใจของลู่ไป่ชวนก็บรรเทาลงไม่น้อย


ในเมื่อทราบจุดหมายปลายทางแล้วการตามหาครอบครัวของลู่ไป่ชวนก็ยิ่งง่ายขึ้น แม้ตอนนี้ไม่อาจทำได้ด้วยตัวเอง แต่เขาสามารถไหว้วานให้คนอื่นช่วยตามหาได้


ในฐานะผู้รับใช้ชาติมากความสามารถและสร้างผลงานดีมาตลอดหลายปี ลู่ไป่ชวนจึงพอมีชื่อเสียงในเส้นทางยุทธภพอยู่บ้าง เขาช่วยทำงานให้เฉินอ๋องในนามของซุนฉีจึงรู้จักผู้คนมากมายในสายทางเดียวกัน นอกจากนี้ ตราบใดที่มีเงินก็สามารถจัดการเรื่องต่างๆได้


ไม่เก็บไม่กวาดมันแล้ว!


ชายผู้มีความหวังวิ่งออกจากที่แห่งนี้กระโดดขึ้นหลังม้าอย่างว่องไว ดึงเชือกบังเหียนมุ่งหน้าสู่ ‘เอินโจว’


แม้เอินโจวได้รับผลกระทบจากภัยแล้งเช่นกัน แต่ไม่รุนแรงเท่าชางโจว ที่เขามุ่งหน้าไปยังเมืองแห่งนี้เพราะต้องการไปหา ‘ผู้มีอำนาจ’ ท่านหนึ่ง และแน่นอนว่าผู้มีอำนาจท่านนั้นคงไม่ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติ


ตลอดการเดินทางในเมืองชางโจว ลู่ไป่ชวนได้ซึมซับและตระหนักถึงความอัปยศที่ผู้ประสบภัยต้องพบเจอ มีศพเกลื่อนกลาดตามริมถนนนับไม่ถ้วน ในขณะที่ภัยพิบัติรุนแรงถึงขีดสุด ตระกูลเศรษฐีที่มีแต้มต่อในชีวิตล้วนหนีเอาตัวรอดกันไปหมดแล้ว เหล่าขุนนางก็ไม่กล้าออกคำสั่ง


แม้แต่ฮ่องเต้ยังไม่สนใจ ไม่ต้องพูดถึงขุนนางเลย


ตอนนี้ลู่ไป่ชวนหวังเพียงว่า ในกองศพตามริมทางเหล่านี้จะไม่มีคนสกุลลู่อยู่ในนั้น


เขาเร่งเดินทางโดยไม่หยุดพัก ใช้เวลาแปดวัน ในที่สุดก็เข้าสู่เขตเมืองเอินโจว 


สถานการณ์เขตชายแดนไม่ได้ต่างจากชางโจวมากนัก แต่เมื่อพ้นจากรอยต่อระหว่างเมืองเข้าไปแล้ว สถานการณ์กลับดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด ชายชาตรีมุ่งหน้าไปยังใจกลางของเมืองเอินโจว ฝากสัตว์พาหนะคู่ใจที่ร่วมเดินทางอย่างเหน็ดเหนื่อยมาด้วยกันให้เสี่ยวเอ้อร์ของโรงเตี๊ยมช่วยดูแล จากนั้นเข้าไปในหอคณิกาแห่งหนึ่งชื่อว่า หอเฟิงอวิ้น


“ไอ้หยา คุณชาย หายหน้าหายตาไปตั้งนาน แม่นางเว่ยของพวกเราคิดถึงท่านจะแย่แล้ว!”


ทันทีที่ลู่ไป่ชวนย่างเท้าเข้าประตู แม่กู้--แม่เล้าแห่งหอคณิกาก็โผเข้ามาต้อนรับราวกับผีเสื้อโผดอมดมบุปผา กำลังเตรียมจะกอดแขนอย่างสนิทสนม แต่ชายหนุ่มกลับเบี่ยงตัวหลบอย่างไม่เกรงใจ จากนั้นเอ่ยเสียงต่ำ “มีธุระ”


สีหน้าแม่กู้ไม่พอใจเล็กน้อย และเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงหงุดหงิด “มีครั้งใดบ้างที่ท่านมาแล้วไม่มีธุระ เป็นเพราะท่าน แม่นางเว่ยถึงขั้นไม่ยอมรับแขกเลย หากท่านไม่อธิบายให้ข้าฟัง วันนี้ข้าจะไม่ยอมให้ท่านพบนางเด็ดขาด!”


ลู่ไป่ชวนเบื่อหน่ายเล็กน้อย คำพูดนี้ราวกับเขาทำเรื่องผิดอย่างไรอย่างนั้น


เขามาที่นี่หลายครั้งแล้ว แต่ทุกครั้งล้วนมาเพราะทำงานให้กับเฉินอ๋อง ทำงานเสร็จก็กลับ ไม่เคยมีเรื่องส่วนตัวกับแม่นางเว่ยเลย เหตุใดแม่เล้าผู้นี้ถึงบอกว่า เพื่อเขาแล้ว นางถึงขั้นไม่รับแขกกัน?


บุรุษผู้ถูกรบกวนการทำงานควักทองออกมาจากอกเสื้อก้อนหนึ่งด้วยสีหน้าเคร่งขรึม พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “นำทางไป”


สีหน้าแม่กู้เบิกบานขึ้นไม่น้อย กระมิดกระเมี้ยนเดินนำทางไปทันที


แม่เล้าสาวพาแขกใจใหญ่ไปที่ห้องส่วนตัวของสตรีผู้ถูกเรียกว่าแม่นางเว่ย นางผลักประตูเดินเข้าไปในห้องอย่างไม่เกรงใจ ส่วนลู่ไป่ชวนยืนรออยู่หน้าประตู


“อ้าว เข้ามาสิ ยืนนิ่งอยู่นั่นทำไมกัน?”


แม่กู้เดินกลับมาดึงแขกเข้าไปข้างในอย่างไม่สบอารมณ์ ลู่ไป่ชวนขมวดคิ้วแน่นพร้อมปฏิเสธ “รอแม่นางหวีผมเสร็จก่อนก็ไม่สาย ข้าจะไปรอที่ห้องน้ำชา”


กล่าวจบเขาก็หันหลังเดินไปทันที


แม่กู้ทำเสียงฮึดฮัด ก่อนเดินเข้าไปในห้องอีกครั้ง


เว่ยอวี่นั่งอยู่หน้าโต๊ะเครื่องแป้ง โดยมีสาวใช้คนหนึ่งกำลังช่วยหวีผมให้


“ชายที่เจ้าคิดถึงทุกคืนวันเขามาแล้ว ข้าให้เขาเข้ามาก็ไม่เข้า ไปรอที่ห้องน้ำชาโน่นแล้ว”


เว่ยอวี่ที่จมอยู่กับความเศร้าหมองมาเนิ่นนานได้ยินดังนั้นสีหน้าก็พลันแปรเปลี่ยน หันกลับไปถามแม่เล้าสาวด้วยความเหลือเชื่อ “จริงหรือเจ้าคะ?”


นางไม่ยอมรับแขกมานาน กลัวว่าแม่กู้จะใช้ชื่อคนผู้นั้นมาหลอกนาง นางจึงไม่มั่นใจนัก


แม่กู้กลอกตามองบน ก่อนควักก้อนทองที่ลู่ไป่ชวนมอบให้เมื่อครู่ยื่นให้เว่ยอวี่ดูด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ “ดู เขาให้มา ยังคิดว่าข้าโกหกอีกหรือไม่?”


เว่ยอวี่ถึงกับนั่งไม่ติด ผุดลุกขึ้นทันควันหมายจะวิ่งไปหาคนที่เฝ้ารอ


แม่กู้คว้าแขนนางไว้ “เจ้าตั้งใจหน่อยละกัน หากเจ้ามีความสามารถครั้งนี้ก็คว้าเขาไว้ให้ได้ อย่าเอาแต่นั่งเหม่อเหมือนวิญญาณหลุดออกจากร่างอยู่ที่นี่ เจ้าอย่าลืมว่าเราอยู่ที่นี่ทำหน้าที่อะไร ข้าเตือนเจ้าตั้งแต่แรกแล้ว งานของเราจะรู้สึกจริงจังกับใครไม่ได้ หากเจ้าไม่ใช่คนที่ข้าพาออกมาเองกับมือ ข้าก็ไม่อยากพูดมากหรอกนะ!”


รอยยิ้มบนใบหน้าเว่ยอวี่พลันเลือนหาย และแทนที่ด้วยความเศร้า “ข้ากับเขาไม่ได้ลงเรือลำเดียวกันตั้งแต่แรกอยู่แล้ว…”


“ในเมื่อรู้ดีแก่ใจก็อย่าดื้อดึงอีกเลย หากฝ่าบาทรู้เข้า เจ้าอาจหัวหลุดจากบ่าได้!”


กล่าวจบแม่กู้ก็หันหลังเดินออกไปต้อนรับแขกต่อ


เว่ยอวี่มองแม่เล้าเดินออกไป ก่อนจะหันกลับมายิ้มเยาะให้คนในกระจก นางจะไม่รู้ได้อย่างไรว่าหน้าที่ของพวกนางเรื่องสำคัญที่สุดคือห้ามมีความรัก แต่นางจะทำได้อย่างไรกัน…


ครั้งแรกที่ได้พานพบคนผู้นั้น ภาพของเขาก็ติดตรึงอยู่ในใจจนไม่อาจลบออกไปได้แล้ว


“หงเอ๋อร์ เร่งมือหน่อย มวยผมข้าให้สวยๆนะ!”


นางปกปิดความขมขื่นภายในใจ ยิ้มกลบเกลื่อนพลางกล่าวให้สาวใช้เร่งมือ


หงเอ๋อร์ตอบรับ รู้ว่าคุณชายท่านนั้นสำคัญต่อเจ้านายของตนมาก จึงไม่รีรอเร่งมืออย่างว่องไว


กว่าเว่ยอวี่จะมาถึง ลู่ไป่ชวนก็ดื่มชาไปสามจอกแล้ว


ไม่ใช่เพราะหญิงสาวเชื่องช้า แต่เป็นเพราะชายหนุ่มรีบเร่งเดินทางจึงรู้สึกกระหายมาก


เว่ยอวี่ไม่เคยเห็นลู่ไป่ชวนในสภาพเช่นนี้มาก่อน ชุดสีดำประจำตัวเปื้อนฝุ่นจนแทบเปลี่ยนสี มองไม่เห็นรูปลักษณ์เดิมเลย ผมเผ้ายุ่งเหยิง หนวดเครารุงรัง


ใบหน้าเหล่อเหลาเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ดวงตาแดงก่ำราวกับฉาบเลือด มองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเขาเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืน


“พี่ใหญ่ซุน เหตุใดท่านถึง…หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นเจ้าคะ?”


เว่ยอวี่เห็นเช่นนี้ก็อดปวดใจมิได้  โดยปกติแล้วชายผู้นี้มักมีท่าทางสุขุมอยู่เสมอ ไม่เหมือนคนที่อยู่ตรงหน้าในตอนนี้เลย


“แม่นางเว่ย”


ลู่ไป่ชวนลุกขึ้นโค้งคำนับ ไม่ได้ตอบคำถามอีกฝ่ายแต่อย่างใด และเอ่ยต่อ “ข้ามาในครั้งนี้เพราะมีเรื่องให้ช่วย”


ขณะกล่าวเขาก็ยื่นกระดาษรายชื่อที่เตรียมไว้ก่อนหน้านี้ให้นาง


เว่ยอวี่รับมาดู ทุกรายชื่อบนกระดาษล้วนเป็นมีแซ่ลู่


“นี่มันเรื่องอะไรกันเจ้าคะ?”


เว่ยอวี่ไม่เข้าใจ คนเหล่านี้ล้วนเป็นคนแปลกหน้า ไม่ใช่คนในสายทางยุทธภพแน่นอน


“นี่คือครอบครัวของผู้ที่เคยช่วยชีวิตข้าเอาไว้ บ้านเกิดอยู่ชางโจว ชางโจวเกิดภัยแล้ง ตอนนี้ครอบครัวพวกเขาลี้ภัยไปอันโจว ข้าขาดการติดต่อกับพวกเขา จึงอยากขอให้แม่นางเว่ยส่งคนช่วยตามหาหน่อย โปรดช่วยข้าด้วย จะขอบคุณมาก”


ลู่ไป่ชวนปิดบังชื่อที่แท้จริงของตนเอง จึงต้องบอกว่าสกุลลู่คือผู้มีพระคุณที่เคยช่วยชีวิตเขาไว้


“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง พี่ใหญ่ซุนเป็นคนกตัญญู ให้ความสำคัญกับเรื่องบุญคุณ วางใจเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะส่งคนออกไปสืบข่าวให้”


เว่ยอวี่รับปากทันที ที่แท้ก็เป็นเรื่องส่วนตัวนี่เอง แม้จะไม่ให้สิ่งของมีค่าใดตอบแทน นางก็เต็มใจช่วยเขาอยู่แล้ว


ตอนที่ 79: เขาแต่งงานแล้ว


เห็นอีกฝ่ายตกลง ลู่ไป่ชวนจึงวางตั๋วเงินปึกหนึ่งไว้บนโต๊ะ และเอ่ยด้วยความเกรงใจอย่างยิ่ง “รบกวนแม่นางแล้ว”


เมื่อเสร็จธุระคนบรรลุภารกิจก็หมุนกายเตรียมเดินออกไป ทว่าเว่ยอวี่กลับรีบเรียกเขาไว้ “ท่านจะไปแล้วหรือเจ้าคะ…หากได้ข่าวแล้วข้าจะติดต่อท่านอย่างไรหรือ?”


“อืม พรุ่งนี้เช้าก็จะไปแล้ว แม่นางไม่ต้องติดต่อข้า หลังจากนี้อีกสามเดือน ข้าจะกลับมาเอาข่าวเอง”


เขาต้องกลับหนานไท่ ไม่อาจเปิดเผยสถานะและตำแหน่งได้ จึงทำได้เพียงกลับมาฟังข่าวด้วยตัวเอง


ดวงตาเว่ยอวี่ทอประกาย “ในเมื่อพี่ใหญ่ซุนจะกลับพรุ่งนี้ เช่นนั้นอยู่กินข้าวกันก่อนได้หรือไม่ อวี่เอ๋อร์ยินดีปรนนิบัติ…”


“แม่นางเว่ย”


ลู่ไป่ชวนตัดบททันควัน “ขอบใจแม่นางเว่ยมากที่เชิญ แต่ข้าแต่งงานแล้ว ไม่สะดวกอยู่นาน ขออภัยแม่นางด้วย”


ชายผู้มีครอบครัวแล้วไม่เสียเวลา ก้าวออกไปจากห้องทันที ทิ้งโฉมงามให้ยืนอึ้งอยู่คนเดียว


…เขามีครอบครัวตั้งแต่เมื่อใด?


…คนอย่างเขา จะแต่งงานแล้วได้อย่างไร?


…สตรีเช่นไรที่คู่ควรกับคนอย่างเขา?


…ที่เขาไม่เปิดเผยที่อยู่ของตัวเอง ก็เพราะไม่อยากให้นางรู้ที่อยู่ของภรรยาเขาอย่างนั้นหรือ?


“พี่ใหญ่ซุน!”


หญิงสาวใจปั่นป่วนรีบวิ่งตามออกไปจนทัน ฝืนยิ้มออกมา อดทนต่อความเจ็บปวดในใจ “ท่านแต่งงานตั้งแต่เมื่อไรแล้วเจ้าคะ?”


ลู่ไป่ชวนเดินออกมาถึงหน้าประตูแล้ว เมื่อเห็นอีกฝ่ายตามออกมาจึงคิดว่า ต้องพูดเรื่องนี้ให้ชัดเจนเสีย ดังนั้นจึงตอบกลับไป “เมื่อสามปีก่อน”


เว่ยอวี่ตัวแข็งค้าง พูดอะไรไม่ออกไปชั่วขณะ


ทั้งสองพบกันครั้งแรกเมื่อสองปีก่อน เช่นนั้นหมายความว่า เขาแต่งงานก่อนที่จะรู้จักนาง


มิน่าล่ะ เหตุใดเขาถึงมักรักษาระยะห่างกับนางเสมอ แม้จะมาสถานที่อย่างหอเฟิงอวิ้นแต่ก็ไม่เคยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องอย่างว่าเลย ทุกครั้งที่ทำภารกิจเสร็จก็กลับทันที


นางคิดมาตลอดว่าเขาไม่เข้าใจเรื่องทำนองนี้ ยามที่นางแสดงท่าทางสนิทสนมก็ถูกเขาเมินเฉยทุกครั้ง ที่แท้นางก็เข้าใจผิดไปเอง


ทว่าแม้จะครอบครัวแล้ว บุรุษเหล่านี้มาหอคณิกาก็ล้วนมีเป้าหมายเรื่องอย่างว่ากันทั้งนั้น…พี่ใหญ่ซุนกลับปฏิเสธนางเพราะสตรีเพียงคนเดียว สตรีผู้นั้นช่างโชคดียิ่งนัก


“ข้าเข้าใจแล้ว พี่ใหญ่ซุน แล้วเจอกันใหม่เจ้าค่ะ”


หญิงสาวเผยรอยยิ้มแห่งการยอมรับออกมา ยืนส่งบุรุษในใจเดินจากไป ก่อนจะปล่อยให้น้ำตาไหลรินลงมาอย่างไม่อาจกลั้น


แม่กู้มายืนตรงหน้านางตั้งแต่เมื่อใดไม่ทราบ ถอนหายใจออกมาก่อนกล่าว “เขามีครอบครัวแล้ว เจ้าก็ควรตัดใจได้แล้วกระมัง”


เว่ยอวี่ส่ายหน้าเบาๆ “ไม่ ข้ายิ่งรักและศรัทธาเขา”


แม่กู้ตกใจ ทว่าพูดอะไรไม่ออกอีก

.......


ชางโจวอากาศร้อนจนไฟแทบลุกไหม้ได้ ทว่าทางด้านจิงโจวตอนนี้ฝนเริ่มตกแล้ว บ้านครอบครัวลู่ยังสร้างไม่เสร็จ ตอนนี้ฝนตกหนักติดต่อกันมาสองวันแล้ว ทุกคนได้แต่อยู่ในกระท่อมไม่สามารถออกไปไหนได้


นางหยูเอ่ยขึ้น “โชคดีนะที่น้องสะใภ้สามซื้อผ้าน้ำมันมา ไม่อย่างนั้นกระท่อมของพวกเราคงพังเป็นแน่!”


โยวยาโถวที่อยู่ข้างๆ จามออกมาพอดี


ตอนนี้ช่วงปลายฤดูใบไม้ร่วง อุณหภูมิจะลดลงทุกครั้งที่ฝนตก ครอบครัวพวกเขากลับยังไม่มีเสื้อผ้ากันหนาวเพียงพอ


“อากาศทางเหนือหนาวกว่าทางใต้มาก แค่ฝนตกก็ทำให้หนาวสั่นแล้ว”


จางซงโยนฟืนเพิ่มเข้าไปในกองไฟ หวังว่าความอบอุ่นจากการเผาไหม้จะสามารถคลายความหนาวลงได้บ้าง


เมื่อวานตอนที่ฝนเพิ่งเริ่มตก ทุกคนต่างดีใจจนแทบร้องไห้ หากชางโจวฝนตกเช่นนี้ พวกเขาคงไม่ต้องมีชีวิตระหกระเหิน


ทว่าเมื่อถึงวันนี้พวกเขาก็ทนต่อความหนาวเย็นแทบไม่ได้แล้ว ทุกคนต่างภาวนาให้ฝนหยุดตก จะได้ออกไปซื้อชุดกันหนาว


นางซุนเอ่ยอย่างทอดถอนใจ “ยิ่งจนปัญหายิ่งเยอะ ปกติก็ใช้เงินปานเทน้ำอยู่แล้ว ยังต้องเสียเงินซื้อชุดนวมอีก นั่นเงินไม่ใช่เงินน้อยๆเลยนะ”


ผู้ลี้ภัยที่มาอยู่จิงโจวส่วนมากมาจากทางตอนใต้ ไม่มีเครื่องนุ่งห่มกันหนาวติดตัวมาแน่.นอน ชุดนวมฝ้ายในปีนี้ต้องราคาพุ่งสูงเป็นแน่


สมาชิกในครอบครัวหลายคนเช่นนี้ คิดแล้วก็เจ็บตัวไม่น้อย


ทุกคนได้ยินดังนั้นก็เงียบไป ตั้งแต่เริ่มก่อร่างสร้างตัวครอบครัวต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากจริงๆ พวกเขาไม่สบายใจเลย ทุกวันนี้ช่วยเหลืออะไรก็ไม่ค่อยได้อยู่แล้ว ยังเพิ่มภาระให้ครอบครัวอีก


ขณะที่ทุกคนก้มหน้าอย่างเศร้าใจ เหอจิ่วเหนียงก็พูดขึ้นท่ามกลางความเงียบ “ขนาดพวกเราที่พอมีเงินยังรู้สึกว่าแพง คนที่เขายากจนกว่าเรายิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย ข้าคิดว่าพวกเราทำการค้านี้ได้เจ้าค่ะ”


“ทำการค้าอย่างนั้นหรือ ทำเช่นไร?”


จางซงดวงตาลุกวาวทันทีที่ได้ยิน เขาจำได้ว่าก่อนหน้านี้พี่สะใภ้สามมอบหมายให้พวกเขาสองพี่น้องดูแลเรื่องการค้าขาย นี่จึงเป็นโอกาสที่เขาจะได้ทำตัวมีประโยชน์แล้ว


คนอื่นได้ยินดังนั้นก็ดีใจเช่นกัน ช่วงนี้เก็บสมุนไพรขายตลอดทำให้ครอบครัวมีเงินจุนเจือส่วนหนึ่ง แต่ค่าใช้จ่ายเองก็หนักทุกวันจริงๆ ได้มาทีแทบไม่เหลือเก็บ หากทำการค้าเพิ่มอีกอย่าง สถานภาพการเงินของครอบครัวอาจดีขึ้นก็ได้


“ในเมื่อเรารู้แล้วว่าชุดนวมฝ้ายต้องขายดี เช่นนั้นพวกเราก็ขายเครื่องใช้กันหนาวสิเจ้าคะ อีกอย่าง ขอแค่ราคาถูกกว่าร้านอื่น ต้องขายดีแน่เจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงคิดแผนการเอาไว้ในใจแล้ว ฝ้ายในยุคนี้แพงมาก ใช่ว่าทุกคนจะมีกำลังซื้อ คนส่วนใหญ่ใช้หนังสัตว์เพื่อให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย แต่หนังสัตว์ก็ใช่ว่าจะหาได้ง่ายๆ หนังสัตว์คุณภาพดีก็มีราคาสูง


“พวกเราจะขายผ้าห่มขนสัตว์กับเสื้อคลุมขนสัตว์!”


ขนสัตว์ในที่นี้คือขนสัตว์ปีก จะเป็นขนของสัตว์ปีกชนิดใดก็ได้ ทั้งเป็ด ไก่ ห่าน และสัตว์ปีกอื่นๆไม่จำเป็นต้องเป็นขนนกราคาแพงเหล่านั้น


ขนนกราคาสูงมาก ขายให้ชนชั้นสูงยังพอได้ แต่หากเป้าหมายลูกค้าคือกลุ่มชาวบ้าน ใช้ขนสัตว์ปีกทั่วไปยังพอเป็นไปได้มากกว่า


“เสื้อขนสัตว์ ผ้าห่มขนสัตว์อะไรกัน เจ้าคงไม่คิดจะใช้ขนสัตว์มายัดใส่ผ้าแทนฝ้ายหรอกกระมัง?”


นางซุนขมวดคิ้ว คิดว่านี่ไม่ใช่วิธีที่ดี


หากทำเช่นนั้นจะต้องใช้ขนสัตว์มากมายเท่าไร อีกอย่าง ขนสัตว์เหล่านั้นก็เหม็นสาบรุนแรงมาก จะมีคนซื้อหรือ?


“ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ! ใช้ขนสัตว์ยัดเข้าไปในผ้า แม้จะเทียบกับฝ้ายไม่ได้ แต่ก็ช่วยให้อบอุ่นได้นะเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มเล็กน้อย จากนั้นอธิบายความคิดของตนออกมาโดยไม่รอให้พวกเขาเอ่ยปากถาม


อันดับแรก ให้พวกผู้ชายไปรับขนไก่ ขนเป็ด ขนห่านมาจากหอสุรา สถานที่เหล่านั้นในแต่ละวันต้องฆ่าสัตว์จำนวนมาก ขนสัตว์เหล่านั้นล้วนถูกนำไปทิ้ง พวกเขาจ่ายเงินซื้อมา อีกฝ่ายต้องยอมขายให้แน่.นอน


อันดับสอง พวกผู้หญิงอยู่บ้านทำหน้าที่นำขนสัตว์มาล้างให้สะอาด ล้างจนไม่มีกลิ่น จากนั้นตากให้แห้ง


ลำดับสุดท้าย ให้พวกผู้ชายนำสินค้าที่ทำเสร็จแล้วออกไปขาย


“เป็นความคิดที่ดีมาก! เรื่องรับซื้อขนสัตว์ให้เป็นหน้าที่พวกข้าสองพี่น้องเถอะขอรับ!”


จางซงเสนอตัวทันที การเก็บขนสัตว์เป็นงานที่สกปรก พวกเขาสองพี่น้องแซ่จางได้รับการดูแลจากครอบครัวลู่มามากแล้ว งานเช่นนี้พวกเขาขอรับมาทำเอง


เดิมทีเหอจิ่วเหนียงตั้งใจจะมอบหมายเรื่องนี้ให้สองพี่น้องจางทำอยู่แล้ว เพราะนางมองว่าพวกเขาเคยทำการค้ามาก่อน น่าจะเข้าใจเรื่องเหล่านี้มากกว่าใคร


“ตกลง เช่นนั้นก็รบกวนน้องเขยทั้งสองแล้ว พวกเจ้าพูดเก่ง พยายามต่อราคาหน่อยนะ”


จางซงตอบตกลง “ได้เลยขอรับ!”


ลู่จิ้งซวนกับลู่เหอหรงหันมองหน้ากันเลิ่กลั่ก “แล้วพวกเราล่ะ?”


“พวกเจ้าน่ะหรือ พวกเจ้าก็ต้องสร้างบ้านน่ะสิ หรือว่างานพวกนั้นพวกเจ้าจะให้ข้ากับพ่อเจ้าทำ ฮะ!”


นางซุนเริ่มต่อว่า ลู่จิ้งซวนเงียบไปทันที ตั้งแต่ถูกเฉียนเถี่ยซู่จับพิรุธได้ ท่านแม่ก็มักทำหน้าถมึงทึงใส่พวกเขา โดยเฉพาะกับเขาผู้เป็นพี่ชายคนโต ช่วงนี้มารดามักดุด่าเขามากกว่าใคร


ลู่เหอหรงตอบตกลงไปคำหนึ่ง จากนั้นกลับมานั่งเงียบอีกครั้ง


“เอ่อ…”


ผู้เฒ่าลู่อยากเอ่ยบางอย่างจึงเหลือบมองนางซุนวูบหนึ่ง ทว่ากลับไม่รู้ควรพูดเช่นไรดี อึกอักอยู่นาน ถูฝ่ามือไปมาด้วยความลังเล


“มีอะไรจะพูดก็พูดออกมา!”


นางซุนทนดูท่าทางราวกับสตรีของชายชราไม่ได้


ผู้อาวุโสทั้งสองพูดคุยกัน บรรดาผู้น้อยจึงไม่กล้าแทรก


เมื่อคิดได้ว่าหากกล่าวออกไปก็คงไม่ถึงขั้นเลวร้าย ผู้เฒ่าลู่จึงตัดสินใจในที่สุด “เจ้าเสี่ยวหยางมาหาข้าอีกแล้ว เขามาส่งข่าวบอกว่าสกุลเฉียนกำลังคิดวางแผนก่อเรื่องให้พวกเรา เขาเองก็คงอยู่ที่นั่นได้อีกไม่นาน ก็เลยอยากให้พวกเราช่วยหางานให้เขาทำ…”


ตอนที่ 80: ไร้ที่ระบายโทสะ


นางซุนโมโหขึ้นมาทันที ถึงขั้นชี้หน้าด่าผู้เป็นสามี “ตาเฒ่า นี่เจ้าไม่ฟังที่ข้าพูดเลยรึ! แม้แต่ลุงแท้ๆของมันก็ไม่สนใจแล้ว เจ้าจะไปสนใจเรื่องคนอื่นทำไมฮะ!”


ผู้เฒ่าลู่รู้อยู่แล้วว่าต้องถูกต่อว่าแน่.นอน แต่ก็ยังกัดฟัดพูดออกไป “ข้ารู้ แต่ช่วงหลังๆมานี้เขาก็คอยส่งข่าวให้พวกเราตลอด หากไม่ใช่เพราะคำเตือนของเขา คาดว่าครอบครัวเฉียนคงมาหาเรื่องพวกเราแล้ว หากเกิดขึ้นจริง ทางการจับได้เราจะทำเช่นไร นี่ก็ถือว่าเขาช่วยเราเหมือนกันไม่ใช่หรือ!”


ก่อนหน้านี้เขาตัดสินใจอย่างเด็ดขาดแล้วว่าจะไม่สนใจเด็กเสเพลนั่นอีก แต่พักหลังมานี้เห็นว่าความประพฤติของเขาดีขึ้นจึงเริ่มใจอ่อน


เหอจิ่วเหนียงยังคงเงียบ ตั้งแต่ทะลุมิติมานางได้เรียนรู้แล้วว่าผู้เฒ่าลู่เป็นคนเช่นไร เขาเป็นคนจิตใจเมตตา ตอนนี้เห็นว่าครอบครัวของตนไม่ได้ลำบากจึงอยากช่วยเหลือญาติพี่น้อง


มิเช่นนั้นพวกลู่ฟู่กุ้ยคงไม่มีทางมาถึงที่นี่พร้อมกับพวกเขาได้


เพราะคนเหล่านั้นไม่ได้นิสัยเลวร้ายเหอจิ่วเหนียงจึงยินดีช่วยเหลือ ทว่าลู่เสี่ยวหยางนั้น แม้ช่วงนี้เขาจะลอบส่งข่าวให้ครอบครัวลู่ไม่น้อยจริงๆ แต่ความจริงแล้วเขาก็ทำเพื่อตัวเอง ไม่ได้ทำเพื่อพวกนาง


อีกอย่าง เหอจิ่วเหนียงคิดว่า ต่อให้เรื่องนี้ไปถึงทางการจริงนางก็ไม่หวั่นกลัว นางมีวิธีทำแผลปลอมอีกสารพัดที่สามารถตบตาคนยุคโบราณได้ ดังนั้นนั่นจึงไม่ใช่ปัญหา


แต่ก็ต้องยอมรับว่า ลู่เสี่ยวหยางฉลาดจริงๆที่เลือกส่งข่าวให้ครอบครัวลู่ เพราะเขาคิดจะใช้ความดีนี้มาเป็นข้อแลกเปลี่ยนกับคนใจอ่อนอย่างผู้เฒ่าลู่


“เจ้าอยากช่วยเจ้าก็หาทางช่วยเอง อย่างไรข้าก็ไม่เห็นด้วย!”


นางซุนถลึงตาใส่ชายชรา ก่อนสะบัดหน้าหนีไปทางอื่น นางไม่ยากยุ่งด้วยจริงๆ


ผู้เฒ่าลู่จึงหันไปหาเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้ในบ้านนางซุนยอมฟังเหอจิ่วเหนียงเพียงคนเดียว หากสะใภ้สามเป็นคนพูด ภรรยาเขาต้องเห็นด้วยแน่.นอน


ตอนนี้ความกดดันพลันมาอยู่ที่เหอจิ่วเหนียง ทุกคนลุ้นถึงขั้นไม่กล้าหายใจ รอดูว่านางจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร


เหอจิ่วเหนียงงุนงง เหตใดอยู่ดีๆทุกคนถึงหันมามองนาง ฝั่งหนึ่งก็สายตาร้อนใจของพ่อสามี อีกฝั่งหนึ่งก็สายตาข่มขู่ของหญิงชรา นางกลืนไม่เข้าคายไม่ออกจริงๆ


“ข้ายังยืนยันคำเดิมเจ้าค่ะ ให้เขารู้จักความลำบากและยอมถอยออกไปเอง”


เหอจิ่วเหนียงกระแอมเล็กน้อย แล้วเอ่ยเพียงเท่านั้น


“แล้วต้องทำแบบไหนถึงจะเรียกว่า ทำให้เขารู้จักความลำบากและยอมถอยออกไปเองหรือเจ้าคะ?” ลู่กุ้ยหลานเอ่ยถาม


เหอจิ่วเหนียงตอบกลับ “ง่ายมาก ตอนนี้เขาอยากอยู่กับเราก็เพราะเห็นว่าเราอยู่ดีกินดี เช่นนั้นเราก็ต้องทำให้เขารู้ว่ามันไม่ง่ายขนาดนั้น


ให้เขามาช่วยงานเรา เรามีอาหารให้เขาวันละสองมื้อ หรือจะจ่ายเป็นเงินเหมือนคนงานคนอื่นก็ได้ ให้คนคอยจับตาดูเขาเป็นพิเศษ เผื่อเขาแอบอู้งาน ดูซิว่าเขาจะทนได้กี่วัน”


“แล้วหากเขาสามารถทนได้ล่ะเจ้าคะ?” ลู่กุ้ยหลานยังคงไม่เห็นด้วย


“ต่อให้เขาทนได้เราก็ไม่เสียหายอะไร อย่างไรเสียเขาก็ทำงานให้เราแล้ว อีกอย่าง ข้ายืนยันอีกครั้งว่าคนอย่างเขาไม่ใช่คนดี จะให้เขามาช่วยงานกิจการสมุนไพรและเสื้อขนสัตว์กับเราไม่ได้เด็ดขาด ให้เขาทำแค่งานก่อสร้างเท่านั้น”


คนอย่างลู่เสี่ยวหยางทั้งมากเล่ห์ทั้งโฉดชั่ว ต้องป้องกันไว้ก่อน


“ข้าว่าวิธีนี้ไม่เลวเลย!” ผู้เฒ่าลู่ยิ้มกว้างจนตาหยิบหยีพร้อมมองไปทางนางซุน ก่อนเอ่ยถามอย่างระมัดระวัง “เช่นนั้นเราทำตามนี้ก่อนดีหรือไม่?”


นางซุนหาใช่คนไม่ให้โอกาส แต่ถึงอย่างนั้นหญิงชราผู้โผงผางก็อดไม่ได้ที่จะกลอกตามองบน สบถพึมพำว่าตนช่างเคราะห์ร้ายยิ่งนัก


บทสรุปก็คือ เรื่องของลู่เสี่ยวหยางให้จัดการตามที่เหอจิ่วเหนียงเสนอ 

.......


ช่วงนี้ลู่เสี่ยวหยางอาศัยอยู่ที่บ้านครอบครัวเฉียนด้วยความสุขสบายอย่างยิ่ง ปั่นหัวสองสามีภรรยาจนพวกเขาเชื่อสนิทใจ


สองวันมานี้นางหลี่เริ่มไม่ค่อยพอใจเขาแล้ว ถึงขั้นมีปากเสียงกับเฉียนเถี่ยซู่อยู่หลายครั้ง ลู่เสี่ยวหยางทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ถึงเวลากินก็กิน ถึงเวลานอนก็นอน


เมื่อเฉียนเถี่ยซู่ทนไม่ไหวจนต้องมาคุยกับเขา เขาก็จะแสดงบทบาทรู้สึกผิดและขอโทษกลับไป


“ท่านอา ข้าไม่ดีเองขอรับ ข้าเองก็อยากช่วยท่านมาตลอด แต่ข้าก็หาหลักฐานมาไม่ได้ ข้าไร้ประโยชน์เอง ข้าเองก็เกรงใจที่จะอยู่ต่อ ข้าจะออกไปจากบ้านท่านเดี๋ยวนี้ขอรับ! อีกไม่กี่วันพี่ต้าหนิวก็จะกลับมาแล้ว ข้าเองก็ไม่อาจอาศัยอยู่ในห้องเขาได้ตลอด ท่านอา ขอบคุณท่านมากที่ดูแลข้าในช่วงที่ผ่านมา ข้าจะไปอาละวาดที่บ้านครอบครัวลู่อีกครั้ง ให้พวกเขารับข้าอยู่ด้วย ข้าจะไม่รบกวนท่านอาอีก!”


พรั่งพรูความรู้สึกผิดเสียเต็มประดาจบ เด็กหนุ่มเจ้าแผนการก็ใช้ไม้ค้ำพยุงร่างเดินออกไปทันที


ในใจของเฉียนเถี่ยซู่มีความโกรธอยู่ประมาณหนึ่ง ทุกวันนี้ครอบครัวเขาเองก็ลำบาก แต่เพื่อหลอกล่อให้ลู่เสี่ยวหยางทำงานให้ ช่วงนี้เขาต้องขูดเลือดขูดเนื้อตัวเอง สุดท้ายอีกฝ่ายกลับช่วยอะไรไม่ได้เลย เท่ากับว่าข้าวปลาอาหารที่เขาหุงหาให้เด็กคนนี้สูญเปล่าทั้งหมด


ที่เขามาครั้งนี้ก็ตั้งใจจะระบายโทสะกับลู่เสี่ยวหยาง ทว่าเมื่ออีกฝ่ายพูดดีด้วย ทั้งยังแสดงความเกรงใจอย่างสุดซึ้งเช่นนี้ ความโกรธที่มีก็ไร้ที่ระบายในบัดดล ทำได้เพียงหัวเราะและดูเขาเดินจากไป


ตั้งแต่ต้นจนจบ เฉียนเถี่ยซู่ไม่รู้ตัวเลยว่าถูกลู่เสี่ยวหยางปั่นหัว ทั้งยังรู้สึกว่าตนไร้ความสามารถเองที่หาหลักฐานจับพิรุธครอบครัวลู่ไม่ได้ ไม่อย่างนั้นบุตรชายของตนคงไม่ต้องทนรับโทษอยู่ในตะรางเช่นนี้


จากนั้นลู่เสี่ยวหยางก็ไปก่อเรื่องที่บ้านครอบครัวลู่จริงๆ ชาวบ้านที่อยู่โดยรอบจึงพากันมามุงดูด้วยความสนใจอีกครั้ง เพียงแต่ครั้งนี้ ครอบครัวลู่ตกปากรับคำอย่างง่ายดายว่าจะหางานให้เขาทำ


ทว่าหางานให้เขาทำเท่านั้น ไม่ได้ให้เขาอาศัยอยู่ด้วย ขาเขายังไม่หายดีก็ใช่ว่าจะได้รับสิทธิพิเศษเหนือกว่าแรงงานคนอื่น คนอื่นทำสิ่งใดเขาก็ต้องทำสิ่งนั้น หากทำไม่ได้ก็ไสหัวไปเสีย


ชาวบ้านต่าง.อดเห็นใจครอบครัวลู่มิได้ ช่างเคราะห์ร้ายเสียจริงที่ต้องมาเจอกับคนเช่นนี้


ลู่เสี่ยวหยางไม่มีที่พักจึงไปขอเช่าบ้านร้างอยู่รวมกับชาวบ้านตระกูลลู่ โชคดีที่สุดท้ายกลุ่มคนที่รังเกียจและเกลียดเขาเหล่านี้ยอมให้เขาอาศัยอยู่ด้วย


หลังจากจัดการเรื่องต่างๆเสร็จสิ้นฝนก็หยุดตกพอดี ชาวบ้านเริ่มทำงานกันอีกครั้ง ส่วนครอบครัวลู่ก็เริ่มทำการค้าตามแผนที่วางไว้


บุรุษแซ่จางสองพี่น้องไปรับขนสัตว์มาจากหอสุรา ลู่จิ้งซวนทำหน้าที่ดูแลควบคุมคนงานสร้างบ้าน ส่วนลู่เหอหรงไปถางที่ดินในป่า


ช่วงหลังมานี้ผู้เฒ่าลู่หันมาสนใจตัวต่อ แต่ไม่ได้มานั่งต่อเล่นแบบเด็กๆเช่นนั้น เขารู้สึกว่าการที่เหอจิ่วเหนียงซื้อไม้ตัวต่อเหล่านี้มาเป็นการสิ้นเปลืองเงิน ดังนั้นจึงเกิดความคิดจุดประกายจากของเล่นชิ้นนี้ ลงมือทำให้เด็กๆด้วยตัวเอง


ไม้ตัวต่อเป็นงานฝีมือที่ละเอียดประณีตและทำได้ยาก หากทำออกมาไม่ดีอาจทำให้เด็กๆบาดเจ็บในขณะเล่นได้ ด้วยเหตุนี้จึงต้องใช้เวลาและความพยายามอย่างมากในการขัดเงา


เหล่าสตรีรวมถึงนางซุนไปเก็บสมุนไพรในป่า สำหรับคนอื่นคงมองว่าเป็นการเก็บผักป่าทั่วไป แต่สำหรับครอบครัวลู่ นี่คือแหล่งรายได้ก้อนใหญ่เลยทีเดียว


เมื่อถึงยามเว่ย จางซงสองพี่น้องก็กลับมา พวกเขาได้ขนสัตว์กลับมาน้อยมาก เพียงสองกระสอบเท่านั้น


“เกิดอะไรขึ้น หอสุราไม่ค่อยมีแขกหรือเจ้าคะ?”


ลู่กุ้ยหลานถามอย่างร้อนใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ครอบครัวมอบหน้าที่ให้สามีนางทำ นางไม่อยากให้ทุกคนผิดหวังในตัวเขา


“เปล่าหรอก” จางซงอธิบาย “ปกติแล้วไม่มีใครเขามาเสียเงินซื้อขนสัตว์เหล่านี้ พวกเขาก็เลยทิ้งรวมกับขยะอื่น แต่ข้าบอกพวกเขาแล้วว่าหลังจากนี้ให้เก็บไว้ให้เรา พรุ่งนี้คงได้เยอะกว่านี้”


“เช่นนั้นก็ดีเจ้าค่ะ เช่นนั้นก็ดี”


ลู่กุ้ยหลานถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก นางซุนที่กลับมาพอดีได้ยินบทสนทนาของพวกเขาจึงเอ่ยถามต่อ “แล้วตกลงเรื่องราคากันอย่างไรบ้าง?”


จบตอน

Comments