single mom ep711-720

ตอนที่ 711: นี่หมายความว่าอย่างไร


ฮูหยินเหยาพาแขกกิตติมศักดิ์ทั้งสองเดินไปยังห้องโถงพลางสนทนากันด้วยความยิ้มแย้ม ระหว่างนี้หลายๆคนอยากเข้ามาสนทนาด้วย แต่หัวข้อการสนทนาของทั้งสามกลับวนอยู่แต่เรื่องของซูซู เอาแต่ชื่นชมซูซูอยู่ตลอดว่าทั้งน่ารักทั้งรู้ความ นายท่านเหยากับฮูหยินอบรมสั่งสอนซูซูได้ดีมากจริงๆ จากนั้นก็ขอคำแนะนำเกี่ยวกับวิธีการอบรมสั่งสอนเด็กจากพวกเขา


คนอื่นไม่มีโอกาสได้แทรกปากเข้ามาเลย ต่อมาฝ่ายตระกูลลู่ก็แบ่งปันประสบการณ์การเลี้ยงดูเด็กๆที่บ้านบ้าง ฮูหยินเหยาคิดไม่ถึงเลยว่าเหอจิ่วเหนียงกับนางซุนจะใส่ใจเรื่องนี้มาก หลังจากพูดคุยกันไปมาก็เริ่มถูกคอ ชั่วขณะนั้นบรรยากาศจึงเป็นไปอย่างราบรื่น


นางฟ่าน—สะใภ้รองตระกูลเหยาที่ตามประกบอยู่ข้างๆ ก็หาโอกาสสอดปากได้บ้าง แต่ปกติแล้วสถานการณ์เช่นนี้ พี่สะใภ้ใหญ่มักจะเป็นคนคอยออกหน้า ว่าแต่งานเลี้ยงสำคัญในวันนี้ เหตุใดถึงยังไม่เห็นพี่สะใภ้ใหญ่เลยนะ


โอกาสทองในการผูกมิตรกับตระกูลลู่เช่นนี้ พี่สะใภ้ใหญ่ปล่อยให้หลุดมือไปง่ายๆได้อย่างไร?

หรือว่า ยังมีเรื่องอะไรที่นางไม่รู้?

……..

ภายในห้องโถง


ขณะที่ซูซูกำลังเตรียมจะทำการแสดงบรรเลงพิณให้แขกในงานได้รับชม นางฟ่านเข้าไปถามคุณชายใหญ่เหยาด้วยเสียงที่ไม่ดังแต่ไม่เบาจนเกินไป “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้ใหญ่อยู่ไหนหรือเจ้าคะ ข้ายังไม่เห็นนางเลย หรือว่ามีเหตุอะไรทำให้ล่าช้า?”


เสียงของนางดังพอที่คนในงานจะได้ยิน ทันใดนั้นทุกคนต่างหันมามองคุณชายใหญ่เหยาด้วยความแปลกใจ แต่ไม่ได้คาดหวังว่าจะได้เห็นสะใภ้ใหญ่ตระกูลเหยาแต่อย่างใด เพียงอยากฟังว่าเหตุใดนางถึงยังไม่มาเท่านั้น


แม้คุณชายใหญ่เหยาหวังอยากให้ตนเองได้รับความสนใจ แต่ไม่ได้ต้องการให้สนใจด้วยวิธีนี้ ทันใดนั้นจึงเกิดความขุ่นแค้นต่อนางฟ่านขึ้นมา จ้องหน้านางด้วยความไม่พอใจวูบหนึ่ง ก่อนจะตอบ “นางตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกไม่สบายเนื้อไม่สบายตัว จึงไม่สะดวกออกมาต้อนรับแขกน่ะ”


นี่เป็นโอกาสดีที่จะได้สร้างความสัมพันธ์กับคนตระกูลลู่แท้ๆ เหอจิ่วเหนียงกับนางซุนเป็นสตรี ต้องให้สตรีด้วยกันเข้าไปสนทนาผูกมิตรไมตรีจึงจะเหมาะสม คุณชายใหญ่เหยาเองก็ไม่เข้าใจเลยจริงๆ ว่าเหตุใดภรรยาของตนต้องมาหน้าพังเอาวันนี้ ตอนเช้าที่ตื่นลืมตาขึ้นมาเห็นนาง เขาเองก็ตกใจจนฉี่แทบราด


เขาเห็นแล้วยังรู้สึกสะอิดสะเอียน ฉะนั้นอย่าให้นางออกมาเจอผู้คนนั่นแหละดีแล้ว คนอื่นจะได้ไม่ต้องมีความประทับใจแย่ๆ จนส่งผลให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี


“โอ้ ไม่สบายหรือ แล้วได้เชิญหมอมาตรวจดูอาการหรือยังล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงที่เดิมทีตั้งใจดูซูซูบรรเลงพิณอยู่ จู่ๆก็เอ่ยขึ้นมา พร้อมหันไปมองคุณชายใหญ่เหยาด้วยสีหน้าเป็นห่วง ท่าทางดูเหมือนเป็นห่วงนางหม่ามาก


ทุกคนคิดไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะเป็นคนที่รักใครแล้วรักทั้งครอบครัวด้วย แสดงความห่วงใยนางหม่าทั้งๆ ที่ไม่เคยพบกันมาก่อน ทันใดนั้นทุกคนก็มองตระกูลเหยาสูงส่งขึ้นอีกระดับ และแสดงความห่วงใยต่อคุณชายใหญ่เหยา ต่างเอ่ยถามถึงอาการป่วยของนางหม่า


ตั้งแต่บิดาลาออกจากตำแหน่งขุนนาง ตระกูลเหยาก็ไม่ได้เป็นที่สนใจเช่นนี้มานานแล้ว ในใจคุณชายใหญ่เหยารู้สึกตื่นเต้นยินดีขึ้นมา รีบเอ่ยตอบทันทีด้วยความกระตือรือร้น “ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกขอรับ ให้นางพักผ่อนสักวันสองวันก็หายแล้ว ขอบคุณทุกท่านที่เป็นห่วงขอรับ”


กล่าวจบเขายังยกมือคารวะแสดงความขอบคุณอย่างมีมารยาท นายท่านเหยาพยักหน้าอย่างพึงพอใจ ลูกจอมล้างจอมผลาญครอบครัวผู้นี้อย่างน้อยวันนี้ก็ไม่ได้ทำให้เขาต้องขายหน้า


คนอื่นคิดว่านี่เป็นเพียงการแสดงความเป็นห่วงตามปกติ แต่สำหรับนางซุนกลับสัมผัสได้ว่า การที่จู่ๆสะใภ้สามใส่ใจคนคนหนึ่งขึ้นมาไม่ใช่เพราะแค่นางมีเจตนาใสซื่อเช่นนั้น แต่เป็นเพราะสะใภ้สามต้องกำลังวางแผนอะไรอยู่แน่นอน …ไม่แน่ ที่นางหม่าป่วย สะใภ้สามอาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วยก็ได้!


ในใจของนางซุนพลันได้คำตอบกระจ่างชัด แต่นางไม่ได้พูดอะไร แค่ยิ้มพริ้มรับชมการแสดงของซูซูไป พลางปรบมือชื่นชมไปจนฝ่ามือแสบไปหมด


เด็กน้อยคนนี้ช่างน่ารักมากเสียจริง ตัวกระจิริดนั่งอยู่กลางโถง ตัวนางเล็กกว่าพิณเสียอีก แต่บทเพลงที่บรรเลงออกมาช่างไพเราะยิ่งนัก นิ้วมือสั้นๆ พลิ้วไหวอยู่บนสายพิณ เก่งกาจมากจริงๆ


ที่ผ่านมา นางคิดว่าหลานๆในครอบครัวนางเก่งที่สุดแล้ว ตอนนี้เพิ่งจะได้พบว่าเหนือฟ้ายังมีฟ้า สภาพแวดล้อมที่ซูซูเติบโตมายากนักที่จะทำให้เด็กคนหนึ่งเก่งกาจเช่นนี้ได้ เมื่อเทียบกันแล้ว หลานๆของนางดูด้อยกว่าไปเลย


ด้านเหอจิ่วเหนียงตอนนี้ยังไม่ได้หันกลับไปสนใจซูซู นางยังคงสนทนากับคุณชายใหญ่เหยา “จะป่วยอะไรก็ไม่ควรปล่อยไว้นานนะเจ้าคะ ข้าเป็นหมอ ไหนๆวันนี้ข้าก็มาถึงที่นี่แล้ว รอให้ซูซูเล่นบทเพลงนี้จบ ข้าจะไปดูอาการนางเอง”


“ฮะ! เอ่อ…ไม่เหมาะกระมังขอรับ จะรบกวนฮูหยินได้อย่างไร…”


คุณชายใหญ่เหยาดีใจมากที่ได้รับเกียรตินี้ นี่เป็นเรื่องที่เขาไม่กล้าแม้แต่จะคิดเลย แม้เหอจิ่วเหนียงเป็นหมอ แต่ถึงอย่างไรนางก็เป็นเก้ามิ่งฮูหยิน ทั้งยังเป็นภรรยาของท่านแม่ทัพใหญ่ขุนนางระดับสอง ส่วนภรรยาของเขาต่อให้ใบหน้าเลี่ยมทองฝังเพชรก็ใช่ว่าจะสามารถเชิญหมอเหอมารักษาให้ได้ นอกเสียจากว่าจะสามารถจ่ายค่าตอบแทนให้นางได้อย่างสมเกียรติ


แต่หมอเหอกลับเป็นฝ่ายอาสาเอง นี่หมายความว่าอย่างไร?


ก็หมายความว่า…ฮูหยินลู่ชอบนางเด็กตัวซวยนั่นมากอย่างไรเล่า! อยากสานสัมพันธ์กับครอบครัวเขา จึงแสดงน้ำใจถึงเพียงนี้!


ตอนที่เพิ่งมาถึง ฮูหยินลู่ทำสีหน้าท่าทีเคร่งขรึมเหมือนไม่อยากให้ใครเข้าใกล้ ทว่าบัดนี้ราวกับเป็นคนละคนอย่างเห็นได้ชัด นี่เป็นเพราะอานิสงส์ของเจ้าเด็กตัวซวยนั่นโดยแท้


ช่างเถอะ ถ้าเด็กตัวซวยนั่นสามารถสานสัมพันธ์กับตระกูลลู่ได้ ช่วยให้ตระกูลเหยาผ่านพ้นวิกฤตินี้ไปได้ ต่อไปเขาก็จะไม่รังแกนางอีก เห็นแก่หน้าตระกูลลู่ เขาจะปฏิบัติต่อนางดีๆ 


เหอจิ่วเหนียงโบกมืออย่างไม่ถือสา “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ถึงอย่างไรก็เป็นน้าสะใภ้ของซูซู ข้าตรวจดูให้นางไม่ได้รบกวนอะไรเลย เฮ้อ∼ ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้ข้าหลงรักเด็กน้อยซูซูกันเล่า”


นางเน้นย้ำความสำคัญของซูซูในใจตนเองอีกครั้ง ฮูหยินเหยาเห็นเหตุการณ์ทุกอย่าง เมื่อรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงกำลังช่วยสนับสนุนซูซู ในใจก็ทั้งปลาบปลื้ม…และเจ็บปวดใจไปพร้อมกัน


ฮูหยินลู่เป็นคนนอกกลับรักซูซูได้ถึงเพียงนี้ เหตุใดน้ากับน้าสะใภ้ รวมถึงพ่อแท้ๆของซูซูถึงไม่รักเด็กคนนี้บ้างเลย


คิดถึงตรงนี้ แววตาที่ฮูหยินเหยากำลังมองหลานสาวเจือทั้งความรักและความสงสาร ในใจรู้สึกเจ็บช้ำยิ่งนัก


นางรู้ดีว่า ที่ซูซูได้รับความรักจากตระกูลลู่เป็นเพราะวาสนาของซูซู ที่ผ่านมาพวกนางสองสามีภรรยากังวลมาเสมอว่า หากตนไม่อยู่บนโลกนี้แล้วหลังจากนั้นซูซูจะอยู่อย่างไร แต่ตอนนี้หลานสาวของนางมีวาสนาได้รับความรักความเมตตาจากตระกูลลู่อย่างคาดไม่ถึง เช่นนี้ต่อไปชีวิตของซูซูก็จะไม่ต้องลำบากอีกต่อไป นางและสามีก็คลายกังวลและตายตาหลับได้แล้ว


ฮูหยินเหยาพลันมีความคิดบางอย่างผุดขึ้น และอยากถามความคิดเห็นของคนตระกูลลู่มาก แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลาเหมาะสม รอจบงานเลี้ยงวันเกิดก่อนแล้วค่อยปรึกษาก็แล้วกัน


ด้านคุณชายใหญ่เหยา จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่รู้ตัวว่าตนเองได้ตกหลุมพลางเหอจิ่วเหนียงเข้าแล้ว ยังคิดอย่างลำพองว่าตนเองกำลังได้รับผลประโยชน์ จึงพยักหน้ารับทันที “เช่นนั้นต้องขอบคุณฮูหยินลู่แล้วขอรับ!”


หลังสนทนากันจนได้ข้อสรุป เหอจิ่วเหนียงก็หันกลับไปรับชมการบรรเลงพิณของซูซูต่อ หลังจากเด็กน้อยเล่นจบบทเพลง นางก็เดินเข้าไปอุ้ม และเอ่ยอย่างอ่อนโยน “ไปกันเถอะ พาป้าไปดูอาการป่วยของน้าสะใภ้เจ้าหน่อยดีหรือไม่?”


ซูซูเหลือบไปมองผู้เป็นยายเล็กน้อย เห็นนางยิ้มและพยักหน้า จึงพยักหน้าตอบเหอจิ่วเหนียง “เจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงเห็นทุกอย่าง หอมแก้มเด็กน้อยฟอดหนึ่งและเอ่ยชม “เด็กดี ไปกันเถอะ เจ้านำทางป้าหน่อยนะ”


คนรอบข้างต่างพากันอิจฉาหนัก แทบอยากเป็นวิญญาณสิงร่างเหยาซูซู เด็กน้อยตระกูลเหยาผู้นี้เหตุใดถึงได้โชคดีเพียงนี้นะ ทำให้ฮูหยินลู่รักและเอ็นดูได้ขนาดนี้ หากถูกจับหมั้นกับคุณชายน้อยลู่ละก็ ตระกูลเหยาจะพลิกชีวิตกลายเป็นตระกูลมีอิทธิพลขึ้นมาทันที!


หลายคนคิดถึงตรงนี้ก็ถึงสูดลมหายใจลึกเข้าปอด ที่ว่ากันว่า คนหนึ่งได้ดี ครอบครัวก็พลอยได้ดีไปด้วย เห็นทีจะได้เห็นจากตระกูลเหยาในอีกไม่ช้านี้แล้วเป็นแน่แท้ ช่างเป็นเรื่องน่าตื่นเต้นยิ่งนัก!


เมื่อไรเรื่องดีๆเช่นนี้ถึงจะเกิดขึ้นกับครอบครัวพวกเขาบ้างนะ!


เพื่อเสริมจินตนาการของทุกคนให้ไปได้ไกลกว่านี้ นางซุนผุดลุกขึ้นแล้วตามลูกสะใภ้ของตนเองไป “เจ้าจะไปตรวจคนไข้แล้วจะอุ้มนางทำไมล่ะ มานี่ มาให้ข้าอุ้มมา!”


ทุกคนต่างสูดลมหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง รู้สึกเหลือเชื่อยิ่งนัก ราวกับว่าภาพเบื้องหน้าคือโลกแห่งความฝัน


ตระกูลลู่เองก็มีลูกหลานหลายคนไม่ใช่หรือ? 


เหตุใดถึงทำราวกับว่าไม่เคยเห็นเด็กมาก่อน!


และนี่ก็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่งเท่านั้นเอง!


ตอนที่ 712: เหตุใดเหอจิ่วเหนียงถึงอยากทำร้ายแม่สามีนะ


แต่แม้จะทึ่งเพียงใด ทุกคนก็ไม่กล้าแสดงความคิดที่แท้จริงออกมา เพราะถึงอย่างไร ใครที่อยากพึ่งพาอาศัยบารมีของตระกูลลู่ ก็ต้องทำตัวให้เข้ากับครอบครัวพวกเขาให้ได้


หลายคนจึงเริ่มชื่นชมเหยาซูซูว่าเป็นเด็กน่ารักและรู้ประสีประสามาก 


ทันใดนั้นก็มีเสียงหนึ่งดังขึ้น “ได้ยินว่าท่านหมอเหอมีวิชาแพทย์ล้ำเลิศมาก แต่ก็ยังไม่เคยได้เห็นกับตาเลย ไหนๆก็ไหนๆแล้ว พวกเราตามไปดูด้วยหน่อยดีหรือไม่?”


วาจานี้ได้รับความเห็นชอบจากแขกสตรีทุกคนทันที เพราะเดิมทีวันนี้พวกนางก็ตั้งใจมาที่นี่เพราะเหอจิ่วเหนียงกับนางซุนอยู่แล้ว เมื่อเป้าหมายไม่อยู่ตรงนี้ พวกนางอยู่ไปก็ไม่มีอะไรทำ แต่หากตามไปด้วย ไม่แน่อาจมีโอกาสได้ใกล้ชิดเป้าหมายมากขึ้น และมีช่องทางให้สร้างความประทับใจเพิ่มขึ้นได้


ทันใดนั้น จึงมีคนถามฮูหยินเหยาว่า ยินดีให้พวกนางเข้าไปได้หรือไม่


ตามหลักแล้ว ไม่ต้องถามก็เป็นมารยาทที่รู้กันว่าเรื่องนี้คือเรื่องไม่เหมาะสม เรือนหลังเป็นพื้นที่ส่วนตัว ไม่มีจวนที่ไหนอนุญาตให้คนนอกเข้าไปได้


ทว่าสถานการณ์ตอนนี้ลุกลามมาถึงขั้นนี้แล้ว ฮูหยินเหยาจึงไม่อาจปฏิเสธได้ “บังเอิญข้าเองก็อยากเห็นฝีมือการแพทย์ของฮูหยินลู่เช่นกัน เช่นนั้นทุกคนก็ไปดูด้วยกันเถอะ”


ทุกคนเห็นว่าฮูหยินเหยาเข้าใจ จึงแย้มยิ้มประจบประแจงเล็กน้อย จากนั้นทุกคนในงานก็พากันเดินไปที่เรือนของคุณชายใหญ่เหยา


เหอจิ่วเหนียงตั้งใจจะสำรวจจวนตระกูลเหยาให้คุ้นเคยจึงเดินช้าๆ ทุกคนจึงเดินตามมาทัน พร้อมกันนั้นก็มีคำขอและประจบประแจงมากมายตามมา หญิงสาวตอบรับอย่างใจกว้าง “ได้สิเจ้าคะ เช่นนั้นก็ไปด้วยกันเลย คาดว่าฮูหยินใหญ่เห็นหลายๆท่านเป็นห่วงนางเช่นนี้คงจะดีใจมาก”


ใบหน้าปลาบปลื้มปีติ แต่ในใจเหอจิ่วเหนียงสะใจจนแทบคลั่ง นี่แหละคือผลลัพธ์ที่นางต้องการ คนเหล่านี้คือตัวช่วยชั้นดี เดิมทีมีเพียงท่านสุภาพสตรีซุนที่จะช่วยแสดงละครฉากใหญ่ได้ ทว่าตอนนี้ดูท่าจะไม่จำเป็นแล้ว


ในหัวคุณชายใหญ่เหยาตอนนี้คิดแต่เรื่องที่ครอบครัวจะกลับมารุ่งเรืองอีกครั้ง ไม่ได้คิดถึงหน้าตาของภรรยาตัวเองเลย ลืมไปหมดแล้วว่าที่ภรรยาไม่กล้าออกมาพบปะผู้คนก็เพราะใบหน้าพัง ตอนนี้เขากลับพาคนทั้งงานไปรุมล้อมดูหน้าเยินๆของนาง แน่ใจนะว่าเขาไม่ได้มีเรื่องคับแค้นใจภรรยาตัวเอง


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้สนใจเรื่องพวกนี้ และยังบอกว่านี่จะเป็นการสร้างความประหลาดใจให้กับนางหม่า ไม่ต้องให้คนไปแจ้งนางล่วงหน้า


กระทั่งทุกคนมาถึงหน้าประตูเรือนแล้ว นางหม่าได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวเข้ามาใกล้แล้วจึงได้รู้ตัว ทว่าสภาพของนางในตอนนี้ ทั้งผมเผ้ายุ่งเหยิง ใบหน้าพังยับ ไหนเลยจะกล้าพบหน้าใคร


“เร็วเข้า ปิดประตูให้แน่น อย่าให้พวกนางเข้ามาได้นะ!”


นางหม่าตื่นตระหนกตกใจจนเสียงแปร่ง น้ำตาไหลอาบหน้าทันที แต่เหอจิ่วเหนียงกลับไวกว่า ผลักประตูที่กำลังจะปิดเอาไว้ได้ทัน จากนั้นแย้มยิ้มแนะนำตัวเอง “ข้าเป็นหมอ ได้ยินมาว่าฮูหยินใหญ่ไม่สบาย ก็เลยตั้งใจมาตรวจดูอาการให้”


พูดจบนางก็หันไปส่งสายตาให้คุณชายใหญ่เหยา คนถูกมองรีบเข้ามาผลักประตูให้เปิดกว้างขึ้นทันที ก่อนถลึงตาใส่สาวใช้คนที่จะปิดประตู “ฮูหยินลู่เป็นถึงผู้สูงศักดิ์ เจ้ามีสิทธิ์อะไรมาปิดประตูใส่นางฮะ! ไม่ได้เรื่อง ไสหัวไปซะ!”


“แต่…”


สาวใช้อยากอธิบายว่าฮูหยินใหญ่เป็นคนสั่งให้ปิด แต่พอสบกับสายตาราวกับจะเฉือนคนได้ของคุณชายใหญ่ ก็รีบก้มหน้าและถอยออกไปทันที


คุณชายใหญ่เหยาทำหน้าที่อย่างแข็งขัน เข้าไปลากนางหม่าออกมาพบแขก


ภายในห้องนอน เขาข่มขู่ภรรยาเสียงกดต่ำ “นี่เป็นโอกาสทองที่ตระกูลเหยาจะได้พลิกสถานการณ์กลับมารุ่งเรือง อย่าบังคับให้ข้าต้องใช้กำลัง!”


พอนางหม่าได้ยินว่าสามีจะใช้กำลังก็ไม่กล้าขัดขืน จำใจหยิบผ้าคลุมหน้าผืนหนึ่งขึ้นมาคลุมหน้า แล้วออกมาเผชิญกับแขกเหรื่อ


“ฮูหยินทุกท่าน ข้าต้องขออภัยจริงๆเจ้าค่ะ วันนี้จู่ๆใบหน้าของข้าก็…”


นางหม่าออกมาพบปะผู้คนด้วยสีหน้าแววตาสงบอย่างสุดแสนจะกล้ำกลืน ทว่าน้ำเสียงที่ทักทายทุกคนกลับเจือความสั่นเทามิอาจปกปิด


เหอจิ่วเหนียงเป็นคนใจร้อน ไม่มีความอดทนจะมาฟังคำพร่ำพรรณาอะไรทั้งนั้น จึงรีบพูดขึ้นทันที “ไอ้หยา ที่แท้ก็ไม่สบายที่ใบหน้านี่เอง เช่นนี้ปล่อยไว้นานไม่ได้ ขืนไม่รีบรักษามีหวังต้องเสียโฉมแน่ รีบนั่งเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะตรวจดูอาการให้!”


ฮูหยินลู่แสดงท่าทีกระตือรือร้นเป็นพิเศษจนนางหม่ารู้สึกตกใจที่ได้รับเกียรตินี้ แม้แต่ตอนที่ผ้าคลุมหน้าถูกเหอจิ่วเหนียงดึงออก นางก็ยังไม่ได้สติและรู้ตัวว่าตนต้องรีบยกมือขึ้นมาปิดหน้า


ทำให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยหนองพุพองเผยสู่สายตาของทุกคนเต็มๆ


ที่แท้ฮูหยินใหญ่เหยาไม่ได้โกหก นางป่วยจริงๆ ใบหน้าพังไปหมดแล้ว พวกนางก็นึกว่างานเลี้ยงวันนี้จะมีลับลมคมในอะไรซ่อนอยู่เสียอีก!


ทว่า…


สะใภ้ใหญ่เหยาไปทำอะไรมากัน เหตุใดใบหน้าของนางถึงได้น่าขยะแขยงเพียงนี้ มีแผลหนองพุพองเต็มไปหมด!


ทุกคนต่างรู้สึกรังเกียจ พากันเบือนหน้าหนีโดยมิต้องนัดหมาย หากรู้ว่าจะได้มาดูภาพชวนกินข้าวไม่ลงเช่นนี้ตั้งแต่แรกก็คงไม่มาด้วย


ฮูหยินเหยาเองก็รู้สึกประหลาดใจไม่น้อย สองสามวันก่อนใบหน้าของสะใภ้ใหญ่ยังปกติดีอยู่เลย แล้วจู่ๆเหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้


แล้วฮูหยินลู่…นางรู้จักกับสะใภ้ใหญ่มาก่อนหรือ ถึงได้ออกตัวช่วยรักษาอย่างกระตือรือร้นเช่นนี้


หรือเพราะฮูหยินลู่เป็นคนใจดีเช่นนี้อยู่แล้ว แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ใช่ เพราะตอนมาถึงใหม่ๆก็ไม่เห็นนางจะมีท่าทีกระตือรือร้นเช่นนี้เลย


ในหัวของเหล่าฮูหยินตระกูลเหยาคาดเดาเหตุผลไปต่าง ๆ นานา แต่ก็ไม่มีอันไหนฟังดูสมเหตุสมผล แม้จะรู้สึกว่าเรื่องนี้ต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากล แต่นางก็ทำอะไรไม่ได้ ทำได้แค่ยืนดูอยู่เงียบๆ


ด้านนางหม่า ยามนี้นางรู้สึกราวกับตัวเองกลายเป็นจันทราที่มีหมู่ดวงดาราห้อมล้อมไปแล้ว ไหนเลยจะยังมีสติตระหนักได้ว่าใครบ้างที่เห็นใบหน้าของนางในตอนนี้ ใจทั้งใจดำดิ่งลงไปกับความอ่อนโยนของเหอจิ่วเหนียงจนถอนไม่ขึ้น


ฮูหยินลู่ผู้นี้ช่างงดงามมากจริงๆ ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดท่านแม่ทัพลู่ถึงได้รักนางยิ่งนัก


ดูสิ ผิวพรรณของนางเปล่งปลั่งเนียนละเอียดเหลือเกิน สมกับที่เป็นคนทำเครื่องประทินผิวที่ทุกคนต่างแย่งกันซื้อออกมา นั่นเป็นสิ่งที่ล้ำค่ายิ่งกว่าทองคำเสียอีก หากนางมีความสามารถเช่นนั้นบ้างก็คงจะสามารถพลิกสถานการณ์ของตระกูลเหยาได้ ดีไม่ดีอาจถึงขั้นได้ขึ้นมาเป็นผู้ดูแลเรื่องในบ้าน และควบคุมอำนาจทั้งหมดในบ้านก็ได้


แค่เจอกันครั้งแรก ฮูหยินลู่ก็ใส่ใจตนถึงเพียงนี้ เห็นชัดว่านางเป็นมิตรกับตนไม่น้อย เช่นนั้นต่อไป ต้องผูกมิตรกับนางให้แน่นแฟ้น ไม่แน่วันหนึ่งอาจจะขอสูตรลับหรือวิธีทำเครื่องประทินผิวนั่นมาครอบครองได้ก็ได้


เพียงเสี้ยวเวลาสั้นๆ นางหม่าก็จินตนาการไปไกลถึงการสั่งสอนลูกหลานในอีกหลายสิบปีข้างหน้าว่าต้องจดจำบุญคุณของตนเอาไว้ให้ดี ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็กำลังตรวจดูอาการของนางอย่างละเอียด 


ก่อนจะขมวดคิ้ว ถามด้วยน้ำเสียงกังวลใจ “ไอ้หยา นี่ฮูหยินใหญ่ทาสิ่งใดลงบนใบหน้าหรือเปล่าเจ้าคะ ใบหน้าถึงได้เป็นสิวเช่นนี้?”


เพียงประโยคเดียว ทำให้นางหม่าหลุดออกมาจากภวังค์


เมื่อได้สติกลับมาในโลกความจริง หญิงแซ่หม่าพลันตกใจมาก มองไปยังทุกคนโดยรอบที่กำลังมีสีหน้าสงสัยและรอฟังคำตอบของคำถามเหอจิ่วเหนียงจากนาง


นางหม่าอึ้งงัน หมอเหอบอกว่า…ที่ใบหน้าของนางพัง เกิดจากการทาของบางอย่างลงไปอย่างนั้นหรือ? 


แต่นางก็ใช้เพียงเครื่องประทินผิวที่สาวใช้เอามาจากโรงรื่นเริงเท่านั้น 


หากรู้ว่าสิ่งที่นางทาคือสินค้าจากโรงรื่นเริง หมอเหอจะยังกล้าพูดเช่นนี้ออกมาหรือไม่


เพราะเดิมที เครื่องประทินผิวนั่นตั้งใจจะส่งมาให้แม่สามีใช้ หากนางไม่นำมาใช้เสียก่อน เช่นนั้นคนที่ต้องหน้าพังก็คือแม่สามี


แต่หมอเหอทำเช่นนั้นไปเพราะเหตุใดกัน หมอเหอชอบนางเด็กตัวซวยนั่นมากไม่ใช่หรือ แม่สามีเองก็รักนางเด็กตัวซวยนั่นจะตาย เหตุใดหมอเหอถึงอยากทำร้ายแม่สามีนางกัน?


มีเหตุผลใดต้องทำเช่นนี้ด้วย?


ในหัวนางหม่าไตร่ตรองเร็วจี๋ แต่คิดอย่างไรก็คิดไม่ออกว่าเหตุใดเรื่องถึงกลายมาเป็นเช่นนี้ นางรู้แค่ว่า เรื่องนี้นางพูดออกไปไม่ได้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นต้องมีปัญหากับเหอจิ่วเหนียงแน่นอน เพราะของที่ใช้นั่นเป็นสินค้าจากโรงรื่นเริง หากพูดออกมาต่อหน้าธารกำนัลว่าที่หน้านางพังเพราะใช้สินค้าของที่นั่น เหอจิ่วเหนียงต้องแก้แค้นนางแน่


ไหนจะแม่สามีอีก หากแม่สามีรู้ว่าตนแอบฮุบเอาของขวัญที่ซูซูตั้งใจจะมอบให้นางไปใช้ นางต้องโกรธแน่ แล้วนางจะอยู่ในบ้านหลังนี้ต่อไปได้อย่างไร


“มะ…มะ…ไม่ได้ใช้ของอะไรเลยเจ้าค่ะ เอ่อ…อาจจะกินอะไรผิดสำแดงไปก็ได้กระมังเจ้าคะ…”


นางหม่าหาข้ออ้างหวังจะรอดพ้นเคราะห์ในครั้งนี้ไปให้ได้ ทว่าคุณชายใหญ่เหยาที่ในใจคิดแต่จะประจบเหอจิ่วเหนียง กลับโพล่งขึ้นทันควัน “เจ้าใช้สิ่งใดทาหน้าก็บอกฮูหยินลู่ไปตรงๆสิ! ข้าเห็นอยู่ มันวางอยู่หน้ากระจกในห้องเจ้า” เขาชี้สั่งสาวใช้ที่อยู่ข้างๆ “ไปหยิบของสิ่งนั้นมาให้ฮูหยินลู่ดูเร็วเข้า!”


นางหม่าได้ยินดังนั้น ความแตกตื่นก็ปะทุขึ้นทันที


“ไม่ได้! ข้าไม่ได้ทาอะไร ไม่ได้ทาอะไรจริงๆ!”


นางผุดลุกขึ้นอย่างรวดเร็ว แต่เนื่องจากทรงตัวไม่อยู่ จึงล้มหน้าคะมำทันที


ตอนที่ 713: ไอ้หยา สมองข้านี่นะ


คำถามของฮูหยินลู่ ประกอบกับปฏิกิริยาของนางหม่า ทำให้หลายคนคิดไปในทางเดียวกันว่า คงเป็นเพราะตระกูลเหยาตกต่ำจนทำให้สะใภ้บ้านนี้ซื้อเครื่องประทินผิวดีๆมาใช้ไม่ได้ ต้องไปซื้อพวกสินค้าคุณภาพต่ำมาใช้จนหน้าพังเช่นนี้


หากเป็นเช่นนั้นจริงก็น่าเวทนายิ่งนัก


หลายคนเอามือป้องปากหัวเราะเยาะเงียบๆ อย่างไรก็ตาม ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเหยากับตระกูลลู่ไม่ธรรมดา จึงไม่มีใครกล้าส่งเสียงหัวเราะดัง จะมีเรื่องบาดหมางกับผู้ที่กำลังจะมีอิทธิพลไม่ได้


เหอจิ่วเหนียงรีบเข้าไปประคองด้วยความห่วงใย ทว่ามีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่าตนกำลังกดนางหม่าไม่ให้ขัดขืนต่างหาก ก่อนจะเอ่ยเตือนด้วยความหวังดี “ฮูหยินใหญ่ ตอนนี้ท่านต้องใจเย็นๆก่อนนะเจ้าคะ และข้าต้องการเห็นเครื่องประทินผิวที่ท่านใช้ก่อนจึงจะรักษาได้ ไม่อย่างนั้นอาการจะยิ่งแย่ลงเรื่อยๆ  ท่านยังสาวอยู่เลย หากชักช้าจะเสียโฉมได้นะ! ใบหน้าของผู้หญิงเราสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดท่านเองก็น่าจะรู้ดี ไม่ว่าเรื่องอะไรก็ไม่สำคัญเท่าสุขภาพและร่างกายของเรานะ!”


สดับวาจาเหอจิ่วเหนียง หลายคนต่างก็พากันเห็นด้วย แม้แต่ฮูหยินเหยาที่อยู่ข้างๆก็พูดขึ้น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ สะใภ้ใหญ่ เจ้าก็วางใจเถอะ ถือโอกาสนี้ให้ฮูหยินลู่ช่วยดูอาการให้เจ้า หากปล่อยไว้จนใบหน้าเสียโฉมขึ้นมาจะต้องทุกข์ใจไปตลอดชีวิตนะ”


กล่าวจบ นางก็โบกมือบอกสาวใช้ สาวใช้ที่ลังเลไม่กล้าเข้าไปเมื่อครู่จึงฝืนใจเข้าไปหยิบของออกมาทันที 


นางหม่าหัวใจชาวาบไปหมด เหตุใดสถานการณ์ถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้!


ใจจริงนางหม่าไม่อยากให้เรื่องนี้ถูกเปิดเผย แต่หากเอาแต่ต่อต้าน ใบหน้าของนางก็ต้องเสียโฉมเป็นแน่


เหอจิ่วเหนียงพูดถูก ใบหน้าของสตรีสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใด ตนเองยังสาวจะปล่อยให้หน้าเสียโฉมด้วยเหตุผลเช่นนี้ไม่ได้ ส่วนเรื่องที่ต้องล่วงเกินเหอจิ่วเหนียงนั้น ช่วยไม่ได้ เป็นเหอจิ่วเหนียงที่ดึงดันอยากจะดูให้ได้เอง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับนางเสียหน่อย อย่างมากจบเรื่องก็แค่อธิบายให้นางฟังทีหลังก็แล้วกัน


สรุปคือ เหนือสิ่งอื่นใด ใบหน้าสำคัญที่สุด!


เหอจิ่วเหนียงเห็นว่านางหม่าจากที่ตอนแรกขัดขืนหนัก บัดนี้เริ่มสงบลงแล้ว จนถึงขั้นเผยสีหน้ามีความหวังเล็กๆด้วย ริมฝีปากของนางก็แสยะยิ้ม 


‘วางใจเถอะ ข้าจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวังแน่นอน!’


คนอื่นๆเริ่มกระซิบกระซาบกันเบาๆ ว่าฮูหยินลู่เก่งจริงๆ แค่ดูแวบเดียวก็รู้แล้วว่าปัญหาอยู่ตรงไหน ไม่แปลกใจเลยที่ก่อนหน้านี้ครั้นประจำการอยู่โรงหมอนางถึงได้มีชื่อเสียงนัก แต่น่าเสียดายที่นางไม่รับรักษาโรคทั่วไป และตอนนี้ก็ไม่ได้ประจำการที่โรงหมอแล้ว เมื่อก่อนตอนที่พวกนางเจ็บป่วยเล็กๆน้อยๆ อยากใช้เป็นข้ออ้างไปพบหน้าก็ไม่กล้าทำ กลัวว่าจะไปเผลอล่วงเกินนางเข้า เช่นนั้นจะเสียมากกว่าได้


ไม่นานนักสาวใช้ก็ยกตะกร้าเครื่องประทินผิวออกมา เป็นตะกร้าใบเล็กที่มีชื่อ ‘โรงรื่นเริงชิ่งเฟิง’ ติดอยู่ด้านบน


ใช่แล้ว นี่ก็คือตะกร้าที่เหอจิ่วเหนียงเคยให้สาวใช้ประจำตัวซูซูนำมาเก็บก่อนหน้านี้


นางหม่าเห็นชื่อบนตะกร้าก็พลันหน้าดำคล้ำเขียวด้วยความโกรธ 


นางขี้ข้านี่ไม่รู้จักปิดชื่อบ้างรึอย่างไร!


แขกเหรื่อที่กำลังตั้งใจรับชมเหตุการณ์ล้วนเห็นชื่อที่เด่นหราบนตะกร้ากันทั่วหน้า จากที่รอดูเรื่องน่าขบขัน ทว่าพลันนั้นสีหน้ากลับย่ำแย่ลงในบัดดล


โรงรื่นเริงชิ่งเฟิง—กิจการที่เพิ่งเปิดใหม่ ไม่ต้องบรรยายเลยว่ามาแรงมากเพียงใด ทุกคนที่อยู่ที่นี่ไม่มีใครไม่รู้จักสถานที่นี้ เครื่องประทินผิวของโรงรื่นเริงชิ่งเฟิงไม่ใช่แค่มีเงินก็ซื้อได้ ต้องขึ้นอยู่กับยอดเติมเงินและจำนวนครั้งที่ใช้บริการด้วย และร้านก็เพิ่งจะเปิดกิจการได้แค่สามวัน จึงยังไม่มีใครได้มาครอบครอง


แต่นางหม่ากลับได้มาใช้แล้ว!?


น่าสมเพสตัวเองยิ่งนักที่เมื่อครู่คิดไปว่าสะใภ้ตระกูลเหยาไม่มีปัญญาใช้ของดี ๆ ดูท่าตอนนี้คนที่เป็นตัวตลกจะกลับกลายเป็นพวกนางเสียเอง


แต่จะว่าไป…


สาวใช้นำสินค้าจากโรงรื่นเริงชิ่งเฟิงออกมาเช่นนี้ นั่นก็หมายความว่า…ที่ใบหน้านางหม่ายับเยินเช่นนี้…ก็เพราะใช้เครื่องประทินผิวของโรงรื่นเริงชิ่งเฟิงอย่างนั้นหรือ!?


เป็นไปไม่ได้! 


สินค้าของกิจการตระกูลลู่ขึ้นชื่อเรื่องคุณภาพมาโดยตลอด จะมีปัญหาเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?


ทันใดนั้น บรรยากาศภายในโถงรับแขกเรือนครอบครัวใหญ่เหยาพลันเงียบสงัด ทุกสายตาล้วนจับจ้องไปที่เหอจิ่วเหนียงด้วยความกังวลว่านางจะจัดการเรื่องนี้เช่นไร


“เอ๊ะ! นี่มันเครื่องประทินผิวที่ร้านข้านี่?”


เหอจิ่วเหนียงแสร้งทำหน้าตกใจ กะพริบตาปริบๆ จากนั้นไม่รอให้คนใดได้พูด นางก็หันไปมองเหยาซูซู แล้วเอ่ยถาม “ซูซู นี่ของขวัญที่เจ้าเตรียมไว้ให้ท่านยายในวันเกิดไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงมาอยู่ที่นี่ได้ล่ะ?”


ซูซูเองก็ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด นางส่ายหน้า แล้วหันไปมองสาวใช้ของตน 


สาวใช้รีบรุดคุกเข่าลงทันที “คุณหนูน้อย บ่าวสมควรตายเจ้าค่ะ! วันนั้นหลังจากกลับมา ฮูหยินใหญ่บอกว่าอยากได้มาก ช่วงนี้ใบหน้าหยาบกร้านพอดีก็เลยขอไปใช้ก่อน และบอกว่ารอให้โรงรื่นเริงมีสินค้าแล้วค่อยไปขอให้เหล่าฮูหยินใหม่เจ้าค่ะ”


นางหม่าสาดสายตาอาฆาตไปยังสาวใช้ปากไววูบหนึ่ง ก่อนหันกลับมายิ้มเจื่อนให้เหอจิ่วเหนียง พลางกล่าว “อ๋อ ใช่ๆๆ วันนั้นข้าก็ไปที่โรงรื่นเริงด้วย แต่ไม่สามารถซื้อได้ พอดีเห็นว่าซูซูรู้จักกับฮูหยินลู่ก็เลยขอเอามาใช้ก่อน” นางหันไปหาแม่สามี เห็นสีหน้าดำคล้ำไม่พอใจของอีกฝ่ายก็รู้สึกหวาดหวั่นยิ่งนัก รีบหาข้ออ้างมาอธิบาย “เดิมทีกะจะแจ้งท่านแม่เหมือนกันเจ้าค่ะ แต่ลืมไปเสียสนิทเลย ไอ้หยา สมองข้านี่นะ…”


ฮูหยินเหยาโกรธจนเลือดขึ้นหน้า สะใภ้โง่นี่พูดอะไรออกมา ดันยอมรับซะหมดเปลือกเช่นนี้ จะให้นางช่วยพูดแก้ต่างได้อย่างไร!


สีหน้าของทุกคนพลันยิ่งแสดงท่าทีสนใจยิ่งกว่าเดิม นี่สะใภ้ใหญ่ฮุบของขวัญที่หลานสาวเตรียมไว้ให้ท่านยายมาแอบใช้เองเนี่ยนะ โอ้ กล้าทำได้อย่างไรกัน โอ้ ยอดเยี่ยมจริงๆ!


“ดูฮูหยินใหญ่สิ เหตุใดถึงได้ขี้เหนียวขนาดนี้เล่า ของของแม่สามียังกล้าฮุบมาใช้เอง ตระกูลเหยาไม่มีกฎตระกูลหรืออย่างไร ช่างหละหลวงเสียจริง นี่หากเป็นสะใภ้บ้านข้านะ โดนลงโทษตามกฎตระกูลไปแล้ว ไม่อย่างนั้นไม่เข็ดหลาบ!”


ฮูหยินท่านหนึ่งที่รุ่นราวคราวเดียวกับฮูหยินเหยาเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงดูแคลน เดิมทีนางก็ไม่ชอบตระกูลเหยาอยู่แล้ว หากไม่ใช่เพราะอยากเข้าหาเหอจิ่วเหนียง งานในวันนี้นางไม่มีทางมาแน่นอน


“นั่นสิ เป็นสะใภ้ไม่เคารพแม่สามีไม่พอ ยังรังแกหลานสาวเขาอีก นี่ช่างเปิดโลกให้ข้าจริงๆ ไม่เคยพบเคยเจอเลย!”


เมื่อมีคนแรกพูดออกมาก็ย่อมมีคนต่อไป พอยิ่งพูดก็ยิ่งรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ


พฤติกรรมเช่นนี้ส่อให้เห็นว่าคนผู้นั้นไร้การอบรมสั่งสอนจริงๆ จึงไม่แปลกที่ทุกคนจะอดวิพากษ์วิจารณ์ไม่ได้


สีหน้าของนางหม่ายิ่งย่ำแย่ลงเรื่อยๆ นางเพิ่งจะรู้ตัวว่าตัวเองพูดอะไรออกไป ปกตินางเป็นคนค่อนข้างมีเล่ห์เหลี่ยมแพรวพราว ไฉนวันนี้กลับพูดออกไปตรงๆ จนหมดเปลือกเช่นนั้น!


นางควรจะโบ้ยความผิดให้แม่สามีก่อน รับมือกับคนพวกนี้เสร็จ พอปิดประตูจวนค่อยไปขอโทษแม่สามีทีหลังก็ยังไม่สาย เพราะถึงอย่างไรก็เคยทำเช่นนี้มาก่อน


ทว่าวันนี้กลับควบคุมปากตัวเองไม่ได้เสียอย่างนั้น แม้จะพูดจานุ่มนวล แต่ทุกคนก็ฟังได้ใจความสำคัญชัดเจนว่า ‘นางจงใจฮุบของของแม่สามี’


การกระทำเช่นนี้ ช่างโง่ซ้ำโง่ซ้อนจริงๆ!


นางหม่ายิ่งตื่นตระหนกหนักขึ้น วันนี้เป็นวันสำคัญที่ตระกูลเหยาจะได้พลิกชะตากลับมาสู่ความรุ่งเรืองอีกครั้ง หากต้องพังเพราะนางจะทำเช่นไร!


ในตอนนี้ นางซุนก็เข้ามาร่วมมีบทบาท “สินค้าชนิดนี้ เดือนหนึ่งเราผลิตแค่สามชุดเท่านั้น จะให้ขายให้พวกเจ้าทั้งหมดคงเป็นไปไม่ได้ อีกอย่าง หญิงสาวอายุยังน้อยอย่างพวกเจ้า ไม่เหมาะที่จะใช้ของพวกนี้ ดูสิ เจ้าใช้ก็เลยออกมาเป็นเช่นนี้ มันเรียกว่าอะไรนะ… เสียของ ใช่ เสียของหมด!”


วาจาของนางซุนเรียกความสนใจจากทุกคนได้อีกครั้ง 


มีขายแค่เดือนละสามชุด! เช่นนั้นต้องเป็นคนพิเศษขั้นไหนถึงจะได้มาครอบครอง?!


แล้วที่นางบอกว่า สตรีอายุน้อยไม่เหมาะที่จะใช้…มันหมายความว่าอย่างไรกัน?


เหอจิ่วเหนียงยังคงทำหน้าปวดใจ “หากฮูหยินใหญ่อยากซื้อของพวกนี้ก็มาบอกข้าโดยตรงก็ได้เจ้าค่ะ! เครื่องประทินผิวชุดนี้ข้าเลือกมาให้เป็นของขวัญวันเกิดเหล่าฮูหยินเหยาโดยเฉพาะ เพราะสูตรนี้มี


สารบำรุงที่เข้มข้น เหมาะสำหรับหญิงวัยสี่สิบปีขึ้นไปเท่านั้น! แต่ฮูหยินใหญ่ยังสาว พอมาใช้ของเช่นนี้ ผิวหน้าก็รับไม่ไหวน่ะสิเจ้าคะ สารบำรุงเกินความจำเป็น ใบหน้าก็เลยพังเช่นนี้อย่างไรล่ะ!”


ตอนที่ 714: คิดจะเอาเปรียบนาง ต้องมีราคาที่ต้องจ่ายกันบ้าง


กล่าวจบ เหอจิ่วเหนียงก็ตรวจสอบปริมาณของเครื่องประทินผิวที่หายไป ด้วยท่าทางเจ็บปวดรวดร้าวเหลือคณนา…แต่ในใจกัดฟันกรอด


นี่เพิ่งผ่านไปแค่สามวัน ยายเจ๊นี่ใช้ไปไม่น้อยเลยแฮะ …ก็แหงละ ไม่ได้ใช้เงินตัวเองซื้อนี่ จะไปเสียดายอะไร ด้วยปริมาณสุทธิ ปกติควรใช้ได้สามเดือน แต่ดูจากปริมาณที่นางหม่าใช้ไป ใช้ได้ถึงสองเดือนก็นับว่ามหัศจรรย์แล้ว!


คนอื่นไม่รู้จะสรรหาคำใดมาอธิบายความรู้สึกของตัวเอง นี่เรียกว่าโลภจนนำภัยมาสู่ตัวใช่หรือไม่ ไม่รู้ควรจะเยาะเย้ยหรือเห็นใจดี


แถมเมื่อครู่ พวกนางก็ยังเข้าใจผิด คิดว่าสินค้าจากโรงรื่นเริงชิ่งเฟิงคุณภาพไม่ดี ที่แท้เป็นเพราะใช้ผิดต่างหาก เช่นนี้ไม่เรียกว่าหาเรื่องใส่ตัวหรอกหรือ!


เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ แล้วกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น “ข้าถึงต้องถามซูซูให้แน่ใจอย่างไรล่ะเจ้าคะ พอมั่นใจว่านางกำลังมองหาของขวัญสำหรับเหล่าฮูหยินเหยา ข้าก็เลยยอมขายเครื่องประทินผิวชุดนี้ให้ หากรู้ว่าฮูหยินใหญ่เป็นคนใช้ ข้าย่อมเปลี่ยนเครื่องประทินผิวเป็นชุดอื่นที่เหมาะสมกว่า


ไหนๆวันนี้ก็อยู่ต่อหน้าฮูหยินหลายท่านแล้ว ข้าขอถือโอกาสนี้ชี้แจงให้ชัดเจนไปเลยแล้วกันเจ้าค่ะ เครื่องประทินผิวทั้งหลายที่ข้าผลิตขึ้น จะแบ่งแยกตามอายุและสภาพผิวของผู้ใช้ สภาพผิวของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เครื่องประทินผิวที่ใช้จึงจะต้องแตกต่างกันไป ดังนั้นข้าอยากแนะนำให้ฮูหยินทุกท่านที่สนใจ ลองไปทดลองใช้ที่ชั้นความงามก่อนสักครั้งสองครั้ง เมื่อมั่นใจว่าใช้ได้ผลกับใบหน้าตัวเอง และไม่ทำให้เกิดอาการแพ้ ค่อยซื้อกลับไปใช้ที่บ้านเจ้าค่ะ


ด้วยเหตุเหล่านี้ จึงไม่ใช่เพราะข้าไม่อยากขายให้ฮูหยินทุกท่าน แต่ข้ากลัวจะเกิดเหตุเช่นนี้นี่แหละเจ้าค่ะ ทุกท่านลองดูหน้าฮูหยินใหญ่เหยาสิเจ้าคะ หากนี่เป็นความผิดของโรงรื่นเริงชิ่งเฟิง จะต้องทำให้ทุกท่านผิดหวังมากเพียงใดกัน ฮูหยินทุกท่านล้วนเชื่อใจในตระกูลลู่ พวกเราจะทำให้ฮูหยินทุกท่านผิดหวังได้อย่างไรเจ้าคะ”


เหอจิ่วเหนียงถือโอกาสอธิบาย พร้อมกับสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้โรงรื่นเริงชิ่งเฟิงไปด้วยในคราวเดียว


ฮูหยินทุกคนต่างพยักหน้าคล้อยตาม นี่เป็นครั้งแรกที่พวกนางได้เห็นเหอจิ่วเหนียงในบทบาทเช่นนี้


อันที่จริงสองสามวันที่ผ่านมา พวกนางก็ไปที่โรงรื่นเริงชิ่งเฟิงเพื่อขอซื้อผลิตภัณฑ์เลื่องชื่อนี้ทว่าก็ซื้อไม่ได้เหมือนกัน ด้วยเงื่อนไขและข้อจำกัดที่กำหนด ในใจรู้สึกไม่ค่อยพอใจอยู่บ้าง นี่ไม่ใช่การบังคับขายหรอกหรือ


แต่พอเห็นใบหน้าของนางหม่าตอนนี้ ก็รู้สึกทันทีว่าการเสียเงินเพื่อทดลองใช้ก่อนเป็นเรื่องที่คุ้มค่าจริงๆ ไม่อย่างนั้นหากต้องลงเอยเช่นเดียวกับนางหม่า คงเสียทั้งสุขภาพกายสุขภาพจิตเป็นแน่


ด้านนางฟ่านก็อึ้งไปนานแล้ว เมื่อนึกถึงวันนั้นที่ตนคิดจะแย่งของชิ้นนี้จากพี่สะใภ้ใหญ่ พอแย่งไม่สำเร็จก็รู้สึกเสียดายอยู่หลายวัน ตอนนี้นางกลับรู้สึกว่าตัวเองโชคดีเหลือเกิน


“ฮูหยินลู่ เช่นนั้นข้า…ข้าควรทำเช่นไรดีเจ้าคะ หน้าของข้า…”


นางหม่าในตอนนี้ไม่สนใจเรื่องอื่นอีกแล้ว อย่างไรก็อับอายขายหน้าไปแล้ว ตอนนี้ขอแค่เหอจิ่วเหนียงช่วยรักษาใบหน้าของนางให้หายก็พอ


คุณชายใหญ่เหยาเองก็เพิ่งรู้เรื่องในตอนนี้ พอย้อนทบทวนการกระทำของตนเองเมื่อครู่ก็ตระหนักได้ว่าตนทำร้ายภรรยาเข้าแล้ว ทว่าเขากลับไม่เพียงไม่รู้สึกผิดเท่านั้น เขากลับโกรธภรรยามากอีกด้วย รู้สึกว่านางหม่าทำให้ครอบครัวต้องอับอาย แม้แต่ของของท่านแม่ก็กล้าฮุบเอาไปใช้ ทำให้เขาต้องขายหน้ามาก


รอให้แขกกลับไปให้หมดก่อนเถอะ คอยดูว่าเขาจะสั่งสอนคนไร้ยางอายเช่นนี้อย่างไร!


ฮูหยินเหยารู้สึกว่าเรื่องในวันนี้น่าอับอายยิ่งนัก แต่ในเมื่อเรื่องเกิดขึ้นแล้วก็ต้องหาทางแก้ไข นางจึงยิ้มใจดีสู้เสือ “วันนี้ต้องขออภัยด้วยจริงๆ ที่ทำให้ทุกท่านได้เห็นเรื่องน่าขัน โปรดฮูหยินลู่ช่วยดูอาการให้สะใภ้ใหญ่ของข้าด้วยว่ายังพอจะรักษาได้หรือไม่ ต้องรบกวนแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงตอบทันที “รักษาได้แน่นอนเจ้าค่ะ เพียงแต่ตัวยาที่ต้องใช้ค่อนข้างหายากและราคาสูง ยังหาตัวยาที่ใช้แทนกันไม่ได้ และนี่ก็เป็นอีกเหตุผลที่ทำให้เครื่องประทินผิวของข้ามีราคาสูงมาก”


เพราะวัตถุดิบมีราคาสูง บวกกับค่าแรงและสูตร ทำให้ราคาแพงยิ่งกว่าทองคำเสียอีก


ส่วนใบหน้าของนางหม่าที่พังเพราะรับสารบำรุงมากเกินไป การรับสิ่งใดมากเกินไปก็เท่ากับกลายเป็นพิษ ดังนั้นต้องใช้สมุนไพรล้ำค่าในระดับเดียวกันเพื่อรักษา ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณชายใหญ่เหยาจะยอมควักเงินเพื่อภรรยาของตัวเองหรือไม่


ฮูหยินเหยาถึงกับชะงักไป ก่อนจะเอ่ยถามเสียงแผ่ว “ต้องใช้เงินประมาณเท่าไรหรือ?” 


“ราวๆสองร้อยตำลึงเจ้าค่ะ”


เรื่องนี้สำหรับครอบครัวที่มั่งคั่งย่อมไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่สำหรับครอบครัวที่กำลังตกต่ำอย่างตระกูลเหยา เงินจำนวนนี้ถือว่าไม่น้อยเลย


เงินที่สองผู้อาวุโสเก็บหอมรอมริบมาทั้งชีวิตก็ถูกบุตรชายทั้งสองผลาญไปจนแทบไม่เหลือ ลูกชายสองคนทำงานในศาลาว่าการชิงสุ่ยเงินเดือนแค่ไม่กี่ตำลึง ปกติทุกวันนี้ก็ยังไม่พอยาไส้พวกเขาด้วยซ้ำ ช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้ รายจ่ายในบ้านส่วนใหญ่ต้องอาศัยรายได้จากผลผลิตในที่ดินสองแปลงซึ่งเป็นสินเดิมของฮูหยินเหยา 


การที่จู่ๆต้องมาจ่ายเงินสองร้อยตำลึงเพื่อรักษาใบหน้าให้นางหม่า เป็นเรื่องที่ปวดใจไม่น้อย


แต่ขณะนี้มีคนมากมายกำลังมองอยู่ จะให้ปล่อยปละละเลยนางหม่าคงไม่ได้จริงๆ


ฮูหยินเหยากัดฟันแน่น และสั่งให้สาวใช้ไปหยิบเงินมา ก่อนจะกล่าวกับเหอจิ่วเหนียง “ไม่ว่าจะแพงเพียงใดก็ต้องรักษา รบกวนฮูหยินลู่แล้ว”


ไม่นานสาวใช้ก็กลับมาพร้อมตั๋วเงินจำนวนสองร้อยตำลึง นอกจากนั้นยังมีแท่งเงินสองแท่งมูลค่าแท่งละยี่สิบตำลึงด้วย โดยถือเป็นค่ารักษาที่ให้เหอจิ่วเหนียง


นี่เป็นครั้งแรกที่เหอจิ่วเหนียงได้รับค่ารักษาจากตระกูลมีชื่อเสียงในจำนวนกระจ้อยร่อย แต่ด้วยสถานการณ์ของตระกูลเหยาในยามนี้ สามารถทำใจจ่ายค่ารักษาจำนวนสี่สิบตำลึงได้ เรียกได้ว่าน่านับถือยิ่งนัก


หากไม่ใช่เพราะอยากให้นางหม่าได้จำเอาไว้เป็นบทเรียนละก็ เหอจิ่วเหนียงไม่มีทางรับเงินจากฮูหยินเหยาแน่นอน ช่างเถอะ วันหน้าค่อยหาโอกาสคืนให้ฮูหยินเหยาก็แล้วกัน


ฮูหยินเหยามีเงินเหลือในมือ ซูซูก็จะได้มีชีวิตที่ดี


ใช่ ทุกอย่างก็เพื่อเสี่ยวซูซู!


เห็นหมอเหอรับเงินไปแล้ว ทุกคนก็อดตกใจไม่ได้ แค่รักษาใบหน้าแค่นี้ต้องจ่ายค่ารักษาตั้งสองร้อยตำลึงเชียวหรือ สวรรค์! เป็นราคาที่ทำให้ปวดใจจริงๆ!


แม้พวกนางจะสามารถควักเงินจำนวนนี้ออกมาได้สบายๆ แต่เงินก็ไม่ได้ลอยมาเฉยๆเสียหน่อย กว่าจะได้มาแต่ละอีแปะล้วนต้องใช้หยาดเหงื่อแรงกาย การจ่ายไปจำนวนมากในคราวเดียวเช่นนี้ อย่างไรก็ชวนให้สะเทือนหัวใจมากจริงๆ


“ข้าจะกลับไปเตรียมยาให้ ฮูหยินใหญ่ทาวันละสามเวลาตรงบริเวณที่เป็นแผล ประมาณหนึ่งเดือนก็จะกลับมาหายเป็นปกติเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงแสดงท่าทีเป็นมิตรตลอดเหตุการณ์ ไม่มีทีท่ารำคาญหรือไม่พอใจกับการกระทำของนางหม่าแต่อย่างใดเลย ทำให้ฮูหยินทุกคนยิ่งนับถือนางมากขึ้น เพราะคนที่มีฐานะสูงเพียงนี้ กลับไม่วางท่าอวดดีแม้แต่น้อย ทั้งยังเป็นมิตรมาก ไม่แปลกใจเลยว่าเหตุใดสามีของนางถึงได้ก้าวหน้าในหน้าที่การงานรวดเร็วเพียงนี้ ดูท่านี่เป็นสิ่งที่พวกนางควรเรียนรู้เอาไว้บ้างแล้ว


“ฮูหยินลู่ แผลของข้า…จะเป็นรอยแผลเป็นหรือไม่เจ้าคะ?”


นางหม่าน้ำตาคลอ ไม่คิดเลยว่าความละโมบของตัวเองจะทำให้ตนต้องตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ นางรู้สึกเสียใจทีหลังจริงๆ


“ต้องทิ้งรอยแผลเป็นแน่นอนเจ้าค่ะ แต่ถ้าอยากให้รอยแผลเป็นหาย ที่ร้านเสริมความงามของข้ามียารักษารอยแผลเป็นขายอยู่ ถ้าฮูหยินต้องการก็ไปหาซื้อที่นั่นได้”


อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงสามารถใส่ส่วนผสมสำหรับรักษารอยแผลเป็นเข้าไปในยาตัวเดียวกันได้เลย จะได้รักษาครบจบในขั้นตอนเดียว แต่นางหม่าทำตัวน่ารังเกียจขนาดนี้ นางจึงไม่อยากให้คนเช่นนี้พ้นทุกข์ง่ายๆ


คิดจะเอาเปรียบนาง ก็ต้องมีราคาที่ต้องจ่ายกันบ้าง!


ฮูหยินท่านหนึ่งเอ่ยขึ้น “ยารักษารอยแผลเป็นของฮูหยินลู่ใช้ดีไม่ธรรมดาเลยนะ เมื่อก่อนข้าเคยไปซื้อจากโรงหมอมาใช้ แค่เดือนสองเดือนก็เห็นผลแล้ว น่ามหัศจรรย์ยิ่งนัก!”


“ใช่ๆๆ ข้าเองก็เคยซื้อมาใช้เหมือนกัน ฝีมือการแพทย์ของฮูหยินลู่ช่างล้ำเลิศมากจริงๆ!”


ทุกคนต่างชื่นชมเยินยอไม่หยุดปาก มีเพียงนางหม่าที่รู้สึกเคืองใจ 


ก็แค่ยารักษารอยแผลเป็นตลับเดียว เหอจิ่วเหนียงรักนางเด็กตัวซวยนั่นมากนักไม่ใช่หรือ ด้วยความสัมพันธ์นี้จะมอบให้นางเปล่าๆสักตลับไม่ได้รึอย่างไร!


ให้นางจ่ายเงินซื้อเอง แล้วต้องจ่ายอีกเท่าไรกัน!


ตอนที่ 715: มีคุณงามความดีอะไรถึงได้รับสิ่งนี้


แม้แต่นางหม่ายังคิดเช่นนี้ แน่นอนว่าไม่ต้องพูดถึงพวกฮูหยินสูงศักดิ์ที่เฉลียวฉลาดเลย


นี่แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ถึงแม้เหอจิ่วเหนียงจะรักซูซู และยินดีจะเป็นมิตรกับตระกูลเหยา แต่พวกงูพิษในตระกูลเหยาที่คิดจะเอาเปรียบนาง ไม่มีทางสมปรารถนาได้เด็ดขาด!


หลายคนเริ่มตระหนักในใจ ดูท่าไม่มีทางพึ่งพาคนอื่นในตระกูลเหยาสานสัมพันธ์กับเหอจิ่วเหนียงได้แน่ สู้หันไปเอาใจซูซูแทนดีกว่า เห็นได้ชัดว่าเหอจิ่วเหนียงดีต่อซูซูมาก  ถึงขนาดยอมมอบเครื่องประทินผิวราคาแพงให้ฮูหยินเหยาเพราะซูซูได้


จะว่าไปแล้วเหอจิ่วเหนียงก็ใจกว้างมากเหมือนกัน ที่เคี่ยวเข็ญกับนางหม่า ก็คงเป็นเพราะรังเกียจในการกระทำของนางหม่ากระมัง


แต่คนอย่างนางหม่าก็เกินไปจริงๆ ทำเรื่องเช่นนี้ได้อย่างไม่รู้จักอาย สะใภ้ตระกูลเหยาไม่ได้เรื่องเอาซะเลย


ฮูหยินเหยากล่าว “วันนี้ต้องขอบคุณฮูหยินลู่มากจริงๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่รู้ต้องทำเช่นไร เอาละ ทุกท่านกลับไปสังสรรค์ที่โถงงานเลี้ยงต่อเถอะ เสียเวลามามากแล้ว ต้องขออภัยจริงๆ”


ฮูหยินเหยายิ้มกล่าวด้วยท่าทีนอบน้อม ทำให้ฮูหยินคนอื่นๆรู้สึกพอใจมาก เหอจิ่วเหนียงเองก็รู้สึกว่าฮูหยินเหยาท่านนี้รู้จักวางตัว เพียงแต่โชคร้ายที่มีบุตรชายกับลูกสะใภ้ไม่ได้เรื่อง


“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เป็นเรื่องที่ไม่มีใครอยากให้เกิด โชคดีที่ข้าอยู่ที่นี่พอดี หาไม่ใบหน้าของฮูหยินใหญ่คงยากที่จะกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยี จากนั้นก็ยื่นตะกร้าเล็กใบนั้นให้กับซูซู “ซูซู นี่เป็นของขวัญที่เจ้าตั้งใจมอบให้ท่านยายไม่ใช่หรือ รีบมอบให้ท่านยายสิ!”


ตะกร้าใบนี้ไม่ได้ใหญ่มาก และไม่ได้หนักมาก เด็กถือได้สบาย


ซูซูรับตะกร้าของขวัญมาและรีบวิ่งไปมอบให้ตรงหน้าฮูหยินเหยา ฮูหยินเหยาลูบศีรษะหลานสาวด้วยความรักและเมตตา “ซูซูเด็กดี ยายชอบของขวัญที่เจ้าให้มาก”


เหอจิ่วเหนียงเองก็เดินไปหาคนทั้งสอง “เหล่าฮูหยินเหยาเจ้าคะ เครื่องประทินผิวชุดนี้พยายามใช้ให้หมดภายในสามเดือนนะเจ้าคะ ไม่ต้องกังวลว่าจะเกิดผลข้างเคียง หากใช้กับใบหน้าของท่าน ข้ารับประกันว่าได้ผลดีมากแน่นอนเจ้าค่ะ”


ฮูหยินเหยาพยักหน้าด้วยความซาบซึ้งใจ อีกฝ่ายเป็นถึงภรรยาแม่ทัพใหญ่ ทั้งยังได้รับพระราชทานแต่งตั้งให้เป็นเก้ามิ่งฮูหยิน ตำแหน่งสูงไม่น้อย แต่ยังสนทนากับตนอย่างเป็นกันเองเช่นนี้ได้


“ขอบคุณฮูหยินลู่มาก”


“ขอบคุณข้าทำไมกันเจ้าคะ นี่เป็นของขวัญวันเกิดที่ซูซูมอบให้ท่านต่างหาก ใช่หรือไม่ซูซู”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยพลางก้มหน้าลงมองเด็กน้อยด้วยรอยยิ้ม ซูซูรีบพยักหน้าหงึกหงัก ใช่แล้ว นี่เป็นของขวัญที่นางเตรียมเอาไว้ให้ท่านยาย


“เช่นนั้นยายก็ขอบใจซูซูมากนะ”


ฮูหยินเหยาเม้มริมฝีปากแน่น พยายามสะกดกลั้นน้ำตาที่กำลังจะเอ่อคลอ จู่ๆก็นึกสะท้อนใจว่า การเลี้ยงบุตรชายสู้เลี้ยงบุตรสาวไม่ได้เลยจริงๆ การมีบุตรชาย ยังต้องมาอดทนรับมือกับสะใภ้ที่คอยแย่งชิงทุกสิ่งทุกอย่างของนาง ในขณะที่การมีบุตรสาว บุตรสาวของนางรู้ความ รู้จักเอาใจใส่ตั้งแต่เด็ก โตมาก็คลอดหลานสาวน่ารักน่ารักให้นางอีก อีกทั้งหลานสาวผู้นี้ไม่ว่าเรื่องอะไรก็มักจะคิดถึงนางก่อนเป็นอันดับแรก เด็กชายหญิงช่างต่างราวฟ้ากับเหวจริงๆ


อยู่ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้จะให้ร้องไห้ย่อมไม่เหมาะสม ฮูหยินเหยาจึงรีบปรับอารมณ์ของตัวเองให้กลับมาเป็นปกติ มือข้างหนึ่งจูงมือซูซู มืออีกข้างถือตะกร้าของขวัญ และเดินนำทุกคนออกไป


นางเดินเคียงข้างเหอจิ่วเหนียงกับนางซุนอย่างถ่อมตน รับฟังคำชื่นชมจากพวกนางถึงการอบรมเลี้ยงดูซูซู แต่ละประโยคบ่งบอกชัดเจนว่าพวกนางชื่นชอบซูซูมาก


ทว่าฮูหยินเหยากลับยิ่งฟังยิ่งรู้สึกละอายใจ คนอย่างนางน่ะหรือรู้วิธีอบรมสั่งสอนเด็ก หากนางรู้ บุตรชายทั้งสองของนางคงไม่เติบโตมาเป็นคนเช่นนี้ และคงไม่หาภรรยาเช่นนี้แต่งเข้ามา ทำให้ครอบครัวตกต่ำแล้วตกต่ำอีก


ที่ซูซูเป็นเด็กดีเช่นนี้ได้ทุกอย่างล้วนเป็นเพราะตัวเด็กน้อยเอง เด็กคนนี้เป็นคนจิตใจดีมาตั้งแต่เกิด รู้ประสีประสาจนทำให้ใครเห็นก็หลงรัก ดังนั้นตลอดทางที่เดินมา ฮูหยินเหยาจึงทำเพียงยิ้มตอบโดยไม่พูดอะไร


นางรู้ดีว่า การที่เหอจิ่วเหนียงพยายามเน้นย้ำอยู่หลายครั้งว่าเครื่องประทินผิวชุดนี้เป็นของขวัญที่ซูซูตั้งใจมอบให้นางนั้นก็เพื่อเป็นการให้หน้าซูซู เพราะซูซูที่ยังเด็กจะเอาเงินมากมายจากไหนไปซื้อของราคาแพงขนาดนี้ให้นางได้


นางคิดว่าต้องเป็นเพราะซูซูหลานสาวนางรู้ประสีประสามากจนทำให้สวรรค์เมตตา จึงได้ส่งฮูหยินผู้สูงศักดิ์ท่านนี้มาสนับสนุนซูซู


ในใจฮูหยินเหยาปลาบปลื้มยินดีเป็นอย่างมาก มีตระกูลลู่คอยสนับสนุนซูซู ต่อไปลูกสะใภ้ทั้งสองของนางก็คงไม่กล้ารังแกซูซูอีกแล้ว


นายท่านเหยาอยู่ต้อนรับแขกบุรุษที่ห้องโถงงานเลี้ยงตลอด จึงไม่รู้เรื่องที่สะใภ้ใหญ่ทำเรื่องงามหน้า เมื่อเห็นพวกฮูหยินเหยากลับมาก็เอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม “เป็นอย่างไรบ้าง สะใภ้ใหญ่เป็นอะไรมากหรือไม่?”


รอยยิ้มของฮูหยินเหยาดูอึดอัดเล็กน้อย แต่ก็ฝืนยิ้มตอบกลับไปสั้นๆ “ไม่เป็นไรมากเจ้าค่ะ”


เดิมทีฮูหยินบางคนอยากจะเย้ยหยันสักประโยคสองประโยค แต่เห็นสีหน้าท่าทางคล้ายตักเตือนจากเหอจิ่วเหนียง จึงกลืนคำพูดเหล่านั้นลงไป


เข้าใจแล้ว เหอจิ่วเหนียงแค่ไม่อยากให้สะใภ้สองคนนั่นเอาเปรียบนางเท่านั้น แต่สองสามีภรรยาผู้นำตระกูลเหยายังสามารถพึ่งพาบารมีของซูซูได้ เป็นบุคคลยกเว้นที่ได้รับการปกป้องจากตระกูลลู่เหมือนซูซูเช่นกัน!


หลังจากที่คนฉลาดเข้าใจเจตนาของเหอจิ่วเหนียงแล้ว ก็มองสองผู้นำตระกูลเหยาด้วยแววตาที่เป็นมิตรขึ้นไม่น้อย ไม่ได้มีความเยาะเย้ยเหมือนที่ใช้กับนางหม่าเมื่อครู่ และหลังกลับเข้ามาในห้องโถงงานเลี้ยงก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องนางหม่าอีก


บรรยากาศงานเลี้ยงกลับมาดำเนินต่ออีกครั้ง ผ่านไปครู่หนึ่ง เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยความตั้งใจของตนออกมา “ฮูหยินเหยาเจ้าคะ ข้ากับหนูน้อยซูซูเรามีวาสนาต่อกัน ข้ากับท่านแม่ชื่นชอบนางมาก ไม่ทราบว่า จะขออนุญาตตระกูลเหยา รับซูซูเป็นลูกบุญธรรมของข้าได้หรือไม่เจ้าคะ?”


ทันทีที่วาจานี้จบลง ทุกคนต่างตื่นตะลึงเป็นอย่างมาก ทุกสายตามองไปที่ซูซูและสองผู้นำตระกูลเหยาด้วยแววตาหลากหลาย 


รับซูซูเป็นลูกบุญธรรมอย่างนั้นหรือ?!


นายท่านเหยาและภรรยาก็คิดไม่ถึงว่าตระกูลลู่อยากจะรับหลานสาวพวกเขาเป็นลูกบุญธรรม ตระกูลเหยาของพวกเขามีคุณงามความดีอะไรถึงได้รับสิ่งนี้


ฮูหยินเหยายังไม่ทันได้สติ เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยต่อ “พวกเราอยากรับซูซูเป็นลูกบุญธรรม อย่างน้อยสามารถขอพานางออกไปเที่ยวสักอาทิตย์ละสามสี่วันได้ หรือไม่ก็รับมาอยู่ที่จวนข้าสักสามวัน ข้าชอบซูซูมากจริงๆ ฮูหยินเหยาลองพิจารณาให้ดีเถิดเจ้าค่ะ”


ท่าทางเร่งรีบร้อนรนของเหอจิ่วเหนียงทำให้ทุกคนตกใจหนักขึ้น ตามหลักแล้วหากอยากให้ซูซูเป็นบุตรบุญธรรม ก็ควรจะเป็นตระกูลเหยาเป็นฝ่ายเอ่ยขอ ถึงอย่างไรสถานะของตระกูลลู่ก็สูงกว่า ต่อให้ตระกูลลู่เป็นฝ่ายต้องการ ก็ควรรอให้ตระกูลเหยาเป็นฝ่ายขอร้อง


แต่ตระกูลลู่ให้เกียรติตระกูลเหยามาก ไม่เพียงเหอจิ่วเหนียงจะเป็นคนมาเจรจาด้วยตัวเองเท่านั้น แต่ยังพานางซุนมาด้วย แสดงถึงความจริงใจอย่างแท้จริง


ฮูหยินเหยารู้สึกตื้นตันเป็นล้นพ้น สะใภ้ใหญ่ก่อเรื่องใหญ่โตขนาดนี้แล้ว ฮูหยินลู่ยังช่วยแก้ปัญหาให้ไม่พอ ตอนนี้ยังบอกว่าอยากรับซูซูเป็นลูกบุญธรรมอีก ช่างเป็นเกียรติแก่ตระกูลเหยามากจริงๆ


“ซูซูได้รับความเมตตาจากคนตระกูลลู่นับว่าเป็นวาสนาของนางจริงๆ เด็กคนนี้น่าสงสารมาตั้งแต่เกิด พวกเราสองตายายเป็นคนดูแลนางมาโดยตลอด ทุกวันนี้ข้ากังวลไม่ว่างเว้น ไม่รู้ว่าหากตัวเองไม่อยู่บนโลกนี้แล้วนางที่ยังอายุเท่านี้จะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร… ตอนนี้นับว่าสวรรค์เมตตาซูซูที่ได้พบเหล่าฮูหยินและฮูหยินลู่ มีคนรักและเอ็นดูนางมากเช่นนี้ ข้าเองก็รู้สึกดีใจ ดีใจมากจริงๆ!”


ในที่สุดฮูหยินเหยาก็กลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ เอ่ยพลางสะอื้นไห้ ไม่อาจยังยั้งอารมณ์ได้อีก


ซูซูไม่ได้รับความรักจากบิดามารดาแท้ๆ แต่กลับไปรับความรักความเมตตาจากคนตระกูลลู่ นี่เป็นโชคชะตาของนางจริงๆ


นางจูงมือซูซูมาคุกเข่าตรงหน้าเหอจิ่วเหนียงและนางซุน พยายามหยุดร้องไห้ ก่อนจะยิ้มพลางกล่าวอย่างอ่อนโยน “ซูซู รีบโขกศีรษะคารวะแม่บุญธรรมกับย่าบุญธรรมเจ้าเสีย ต่อไปโตขึ้นต้องกตัญญู และตอบแทนบุญคุณของพวกนางให้ดีนะ”


“แม่บุญธรรม…”


เสี่ยวซูซูเม้มริมฝีปากเล็กน้อย ไม่ได้คุกเข่าลงในทันที แค่กะพริบตามองเหอจิ่วเหนียงปริบๆ และถามอย่างระมัดระวัง “...แม่บุญธรรม…ก็เหมือนแม่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”


ตอนที่ 716: ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก


ตั้งแต่ซูซูเริ่มจำความได้ มารดาของนางก็แต่งงานมีครอบครัวใหม่ไปแล้ว ตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ผ่านมาแล้วหลายปี ท่านแม่ไม่เคยกลับมาเยี่ยมนางเลย ดังนั้นภาพมารดาในความทรงจำของนางจึงเลือนรางจนแทบไม่หลงเหลือ


อย่างไรก็ตาม เด็กหญิงหาได้ไร้ซึ่งความคาดหวังต่อมารดาของนางไม่ …นางยังคงหวังว่าสักวัน จะได้พบหน้าท่านแม่อีกครั้ง


สำหรับท่านป้าจิ่วเหนียง นางชอบท่านป้าผู้นี้มาก ตอนที่ถูกท่านป้าก.อดไว้ในอ้อมแขน นางยังเผลอจินตนาการว่า หากท่านป้าเป็นแม่ของนางก็คงจะดี เช่นนั้นนางก็ไม่ต้องเป็นเด็กที่ไม่มีใครต้องการแล้ว


แต่นั่นก็ทำได้เพียงคิดในใจ เพราะนางรู้ดีว่า ท่านป้าเป็นมารดาของพี่โก่วเอ๋อร์ ไม่ใช่มารดาของนาง

ทว่าตอนนี้…


ท่านป้าบอกว่า อยากรับนางเป็นลูกบุญธรรม ท่านยายก็ให้นางเรียกแม่พี่โก่วเอ๋อร์ว่าแม่บุญธรรม 


เช่นนั้นแล้ว ‘แม่บุญธรรม’ ก็คือ ‘แม่’ ใช่หรือไม่?


แววตากลมโตกระจ่างใสสะท้อนความคาดหวัง ทว่าก็ยังเจือความกล้าๆกลัวๆอย่างปิดไม่มิดเอาไว้ ตั้งแต่จำความได้ พวกท่านน้ากับท่านน้าสะใภ้มักเอาแต่บอกว่า นางเป็นเด็กที่ไม่มีใครต้องการ เป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่รัก ดังนั้น นอกจากท่านตากับท่านยายแล้ว ยังจะมีใครต้องการนางด้วยหรือ


เหอจิ่วเหนียงมองเด็กหญิงตัวจิ๋วตรงหน้าที่บัดนี้ดวงตามีหยดน้ำเม็ดโตเอ่อคลอ เด็กตัวแค่นี้กลับรู้จักการหยั่งเชิงและมีความคิดรอบคอบ แค่นี้ก็รู้แล้วว่าหลายปีที่ผ่านมา นางผ่านอะไรมาบ้างในชีวิต


นางก้มลงไปอุ้มว่าที่บุตรสาวบุญธรรมขึ้นมา หอมแก้มป่องๆหนึ่งฟอด ก่อนจะเอ่ยเสียงอ่อนโยน “ใช่แล้ว แม่บุญธรรมก็คือแม่นั่นแหละ ต่อไปซูซูเรียกป้าว่าแม่ดีหรือไม่?”


ทุกคนมองซูซูด้วยความอิจฉา เด็กคนนี้ช่างวาสนาดีจริงแท้ ทั้งๆที่เป็นแม่บุญธรรม เหตุใดฮูหยินลู่ต้องให้เรียกว่า ‘ท่านแม่’ โดยตรงด้วย ระดับความลึกซึ้งมันคนละเรื่องกันเลยนะ เช่นนี้ไม่เรียกว่าวาสนาดีแล้วต้องเรียกว่าอะไรกัน


แต่เหอจิ่วเหนียงเป็นฝ่ายเอ่ยขอเอง นางยินดีให้ซูซูเรียกตนว่าท่านแม่ พวกเขาคนนอกจะเข้าไปก้าวก่ายหาใช่เรื่องเหมาะสม เช่นนั้นจะกลายเป็นหาเรื่องใส่ตัวเสียเปล่าๆ 


ได้ยินดังนั้น เด็กน้อยก็ไม่สนใจอะไรอีก มุดศีรษะเข้าไปในอ้อมอกเหอจิ่วเหนียงและร้องไห้ออกมาทันที นางได้รับคำยืนยันที่ทำให้นางมั่นใจได้แล้ว นับจากนี้ไปนางจะมีพ่อแม่แล้ว ไม่ต้องเป็นเด็กตัวซวยที่ไม่มีใครต้องการเหมือนที่พวกท่านน้าสะใภ้พูดแล้ว


ฮูหยินเหยาเห็นอาการของหลานสาวก็ปวดใจจนกลั้นน้ำตาเอาไว้ไม่อยู่ รีบยกมือขึ้นเช็ดน้ำตา แม้แต่นายท่านเหยาเองก็น้ำตาคลอเช่นกัน


บุตรสาวของพวกเขามีชะตาชีวิตที่อาภัพยิ่งนัก หลังจากถูกอดีตสามีทอดทิ้ง พวกน้องชายก็รังเกียจเดียดฉันท์ ด้วยเพราะนางคือสตรีที่ออกเรือนแล้ว บุตรสาวที่แต่งงานออกไปก็เปรียบดั่งน้ำที่ถูกสาดทิ้ง การกลับเข้ามาอยู่ในบ้านเดิมอีกครั้งเป็นเรื่องที่เสื่อมเสียอย่างยิ่ง สะท้อนให้เห็นความล้มเหลวในการมีคู่ครอง ดังนั้นจึงจำต้องแต่งงานออกเรือนใหม่


ตระกูลเหยาอยู่ในช่วงตกต่ำ จึงไร้ปัญญาจะให้การสนับสนุนบุตรสาว หลายปีที่ผ่านมา ชีวิตของบุตรสาวในครอบครัวสามีใหม่ก็ไม่ได้อยู่เย็นเป็นสุข หลายเดือนกว่าจะสามารถส่งจดหมายมาได้สักฉบับ และเนื้อความในจดหมายแต่ละครั้งนางไม่กล้าเอ่ยถึงเรื่องบ้านสามีเลย เพียงบอกว่าตัวเองสบายดี และถามไถ่สารทุกข์สุกดิบของบิดามารดาและบุตรสาวผู้น่าสงสารของตัวเอง


มีครั้งหนึ่ง ฮูหยินเหยารู้สึกไม่ชอบมาพากล จึงยอมจ่ายเงินจ้างนักสืบให้ไปสืบชีวิตความเป็นอยู่ของบุตรสาวที่เมืองหลวง และนักสืบก็กลับมารายงานสถานการณ์ที่แท้จริงของบุตรสาวให้นางฟัง…


คนในครอบครัวนั้นไม่เห็นบุตรสาวนางเป็นมนุษย์เลย สถานะยังต่ำกว่าสาวใช้อุ่นเตียงเสียด้วยซ้ำ ทำงานหนักเยี่ยงม้าเยี่ยงวัว สามีก็ทำร้ายร่างกายนางเป็นประจำ ถึงกระนั้น นางในฐานะอนุภรรยาก็ไม่กล้ามีปากมีเสียง 


ดังนั้น ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่จะให้นางกลับมาเยี่ยมพ่อแม่และลูกเลย


ตอนที่ฮูหยินเหยารู้เรื่องนี้ นางถึงกับร้องไห้จนเป็นลมไป สงสารชีวิตอันแสนรันทดของบุตรสาว และเจ็บปวดแทบขาดใจที่ตนเองทำอะไรไม่ได้ ตระกูลเหยาไม่ได้มีอำนาจดังเช่นเมื่อก่อน ต่อให้รับบุตรสาวกลับมาก็ไม่อาจจัดหาที่อยู่ให้นางได้ และตระกูลเหยาก็ไม่มีปัญญาจะไปทวงความยุติธรรมให้กับบุตรสาว ดังนั้นตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้ ฮูหยินเหยาจึงทำได้เพียงลอบส่งสิ่งของไปช่วยเหลือบุตรสาวบ้างเท่านั้น ทำสิ่งใดมากกว่านี้ไม่ได้แล้ว


ทุกครั้งที่หลานสาวถามถึงมารดา นางทำได้เพียงปลอบโยนทั้งที่น้ำตาตกใน อธิบายถึงความยากลำบากของผู้เป็นแม่ให้หลานฟัง แต่การพูดเรื่องเหล่านี้กับเด็กเล็กที่ยังไม่เข้าใจอะไรนั้นก็เป็นสิ่งที่ไร้ประโยชน์ แถมลูกสะใภ้ทั้งสองของนางก็มักจะฉวยโอกาสตอนที่นางไม่อยู่ คอยพูดจาปั่นหัวหลานสาวนางอีก


พอนานวันเข้า หลานสาวก็ยิ่งถามหามารดาน้อยลงเรื่อยๆ นางยังแอบนึกโล่งใจที่ซูซูเหมือนจะลืมคำว่าแม่ไปแล้ว…


กระทั่งตอนนี้… เมื่อได้เห็นหลานสาวร้องไห้ฟูมฟายปานจะขาดใจอยู่ตรงหน้า นางจึงได้ตระหนักว่า แท้จริงแล้วหลานสาวไม่ได้ลืมผู้เป็นแม่เลย แต่เป็นเพราะถามจนนับครั้งไม่ถ้วน ตั้งความหวังไว้สุดคณานับ ทว่ากลับไม่เคยได้รับคำตอบที่ดีเลย สุดท้ายจึงค่อยๆตัดใจไปเอง


แต่การปรากฏตัวของฮูหยินลู่ กลับจุดประกายความโหยหาความรักจากมารดาของหลานสาวขึ้นมาอีกครั้ง ดังนั้นตอนนี้ ซูซูจึงกอดเหอจิ่วเหนียงร้องไห้เสียงดัง ระบายความน้อยใจและความผิดหวังทีสั่งสมมาตลอดหลายปีทั้งหมดออกมา


นางซุนจะทนดูภาพนี้ได้อย่างไร ไม่นานนักนางก็ร้องไห้ตาม นางรู้สึกเศร้าใจยิ่งนัก


มีเพียงเหอจิ่วเหนียงที่รู้สึกดีใจมากที่ได้มีบุตรสาวบุญธรรม นางอยากจะหัวเราะดังๆ แล้วไชโยโห่ร้องเสียให้สุดฤทธิ์สุดเดช ทว่าพอเห็นทุกคนต่างร้องไห้ หากนางไม่ร้องบ้างก็ดูเหมือนจะไม่เข้าพวก


นางจึงพยายามบีบน้ำตา แต่ก็จนปัญญาจริงๆ ไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลยสักหยดเดียว แหงล่ะ ก็การได้เด็กน้อยคนนี้มาเป็นลูกสาวบุญธรรมมันเป็นเรื่องที่น่ายินดีมากนี่นา ใช่เรื่องที่น่าร้องไห้ที่ไหนกันเล่า!


“เอาละเจ้าค่ะ วันมงคลเช่นนี้อย่าได้ร้องไห้กันไปเลยนะเจ้าคะ ซูซู แม่เตรียมของขวัญมาให้เจ้าด้วย รีบเช็ดน้ำตาเร็วเข้า! เรามาดูของขวัญกันดีหรือไม่ว่ามีอะไรบ้าง?”


เหอจิ่วเหนียงก้มหน้าปลอบเด็กหญิง รู้สึกได้ว่าหน้าอกตนเองชุ่มไปหมด ทั้งน้ำตาและน้ำมูกของอีกฝ่าย ทว่านางไม่ได้รังเกียจแม้แต่น้อย กลับกันยังรู้สึกอบอุ่นหัวใจอีกด้วย


จากนี้ไปนางก็มีบุตรสาวเพิ่มมาอีกคนแล้ว นางจะรักและดูแลเด็กคนนี้เป็นอย่างดี ชดเชยทุกสิ่งที่ขาดหายไปในวัยเด็กของนางให้หมด


เด็กน้อยร้องไห้อยู่พักหนึ่งก็รู้สึกเหนื่อยแล้ว สะอึกสะอื้นไม่กี่ครั้งก็หยุดร้อง เยว่ซูรีบนำผ้าเช็ดหน้าออกมาช่วยเช็ดคราบเปรอะเปื้อนบนตัวเหอจิ่วเหนียง ฮูหยินเหยารู้สึกผิดมาก จึงจะให้สาวใช้พาเหอจิ่วเหนียงไปเปลี่ยนเสื้อผ้า ทว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ได้ถือสาแม้แต่น้อย นางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ บ้านที่มีเด็กก็เป็นเช่นนี้กันทั้งนั้น หากเปื้อนนิดเปื้อนหน่อยแล้วต้องเปลี่ยนเสื้อผ้า เช่นนั้นคงต้องเปลี่ยนเสื้อผ้ากันทั้งวัน”


ฮูหยินเหยาประหลาดใจกับความใจกว้างของเหอจิ่วเหนียงยิ่งนัก เพราะจากรูปลักษณ์อันประณีตละเอียดลออของนางแล้ว ดูเหมือนนางเป็นคนที่ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก คิดไม่ถึงว่าจะไม่ถือสาเลยแม้แต่น้อย


นางอิจฉานางซุนมากที่ได้ลูกสะใภ้ที่ดีเช่นนี้ ไม่เหมือนกับนาง อบรมสั่งสอนบุตรชายให้ออกมาดีก็ไม่ได้ แถมยังเลือกสะใภ้ไม่ได้เรื่องอีก ทำให้บ้านวุ่นวายไปหมด ทำอะไรก็ไม่ดีสักอย่าง


ส่วนแขกคนอื่นๆก็แสดงท่าทางราวกับว่าเข้าใจบางอย่างได้ทะลุปรุโปร่ง… ที่แท้ตระกูลลู่ก็เอาเวลาไปหาเงิน แทนที่จะมาสนใจกับเสื้อผ้าหน้าผมหรือรูปลักษณ์ภายนอกของตัวเองนี่เอง มิน่าล่ะ ครอบครัวถึงได้ร่ำรวยมั่งคั่งขนาดนี้!


ช่างน่าอิจฉายิ่งนัก!


เดิมทีมีฮูหยินบางคนที่พอได้ฟังคำพูดของเหอจิ่วเหนียงแล้วในใจก็เกิดนึกดูถูกที่นางปล่อยตัวไม่พิถีพิถัน แต่พอคิดได้ว่านางร่ำรวยเพียงใด อำนาจก็สูงส่งกว่าปานใด จึงเปลี่ยนเป็นอิจฉาระคนเทิดทูน ไม่สนใจเรื่องยิบย่อยไร้สาระพวกนั้นแล้ว


เยว่ซูช่วยเช็ดคราบตามตัวให้เหอจิ่วเหนียงเสร็จ สาวใช้คนอื่นๆก็ยกของขวัญรับบุตรสาวบุญธรรมเข้ามาพอดี


สาวใช้ทั้งหมดสิบคน แต่ละคนถือถาดคนละถาดไว้ในมือ แต่ละถาดถูกคลุมด้วยผ้าไหมสีแดง ไม่มีใครเห็นว่าภายใต้ผ้าคลุมแดงนั้นคือสิ่งใด


ทุกคนชะโงกมองด้วยความสนใจ รู้สึกตื่นเต้นประหลาดใจยิ่งนัก


เหอจิ่วเหนียงอุ้มซูซูเดินไปดู เด็กหญิงเป็นคนเปิดผ้าคลุมออกเองทีละผืน เริ่มจากสร้อยคุ้มกันภัยทองคำหนึ่งเส้น แม้จะดูเล็กมาก แต่ทั้งเส้นทำมาจากทองคำบริสุทธิ์น้ำหนักหลายตำลึง และเป็นผลงานจากช่างทองชื่อดังฝีมือวิจิตร ถาดต่อมาเป็นกำไลทองสำหรับเด็กหนึ่งคู่ ด้านบนสลักลวดลายดอกไม้อย่างประณีต และสลักตัวอักษร ‘ฝู’ เอาไว้ ทั้งหมดนี้หมายถึงความปลอดภัย โชคดีมีสุข


จากนั้นเป็นถาดช่อดอกไม้ผ้าไหมที่เด็กๆชื่นชอบกันเป็นพิเศษ ทว่าของชิ้นนี้แตกต่างจากที่มีขายทั่วไป เพราะทั้งหมดนี้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนออกแบบด้วยตัวเอง และหาช่างฝีมือเร่งทำตลอดทั้งคืนจนเสร็จ บนกลีบดอกยังปักไข่มุกวิบวับแวววาว โดดเด่นสะดุดตา

 

ต่อมาเป็นชุดกระโปรงตัวเล็กๆ ที่ตัดเย็บอย่างประณีตหลายชุด อาภรณ์ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นผลงานจากหอเจียย่วน ไม่ว่าจะเป็นวัสดุในการตัดเย็บ หรือการออกแบบรับประกันได้ว่าไร้ที่ติ สีสันอ่อนหวานน่ารักละมุน หากเด็กน้อยได้สวมแล้วต้องเหมือนเทพธิดาน้อยเป็นแน่แท้ 


แน่นอนว่ายังมีของเล่นที่เด็กผู้หญิงชอบอีกหลายอย่าง อาทิตุ๊กตาผ้า ของขวัญที่เตรียมมาล้วนประณีตงดงามเป็นอย่างมาก และมีมูลค่าไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าเหอจิ่วเหนียงรักและเอ็นดูบุตรสาวบุญธรรมผู้นี้มากจริงๆ 


ทุกคนมองของขวัญแต่ละถาดด้วยดวงตาเบิกกว้าง แววตาลุกโชนด้วยความอิจฉา อยากจะเอ่ยถามยิ่งนักว่าเหอจิ่วเหนียงต้องการบุตรสาวบุญธรรมเพิ่มอีกหรือไม่ พวกนางยินดีจะยกบุตรสาวของตัวเองให้เป็นบุตรสาวบุญธรรมของนาง!


ฮูหยินเหยาน้ำตารื้นอีกครั้ง รู้สึกดีใจแทนซูซูมากจริงๆ นางถึงขั้นอยากให้ซูซูไปอยู่กับตระกูลลู่เสียเลยด้วยซ้ำ เพื่อไม่ให้หลานสาวต้องมาเผชิญกับความทุกข์ระทมในครอบครัวนี้อีก


ตอนที่ 717: สนทนาเป็นการส่วนตัว


บุตรชายที่นางคลอดเอง เลี้ยงมาเองกับมือ ฮูหยินเหยาย่อมรู้ว่าพวกเขามีนิสัยใจคอเช่นไร


ตอนนี้ตระกูลลู่รับหลานสาวเป็นบุตรบุญธรรมแล้ว บุตรชายกับสะใภ้ต้องแอบอ้างบารมีตระกูลลู่เพื่อข่มเหงผู้อื่นเป็นแน่ หากเกิดขึ้นจริง นางย่อมไร้ความสามารถที่จะห้ามได้ ดังนั้นจึงต้องรีบตัดไฟเสียแต่ต้นลม นั่นคือให้ซูซูอยู่ให้พ้นจากบุตรชายและสะใภ้


ทว่าหลานสาวที่ตนฟูมฟักประคบประหงมมาตั้งหลายปี จะให้ส่งไปอยู่ที่อื่นปุบปับกะทันกันนางก็ทำใจไม่ได้ นอกจากเรื่องความผูกพัน ยังจะเป็นการไม่รับผิดชอบต่อเด็กด้วย และที่สำคัญ ไม่รู้ว่าตระกูลลู่จะยินดีให้ซูซูไปอยู่ด้วยหรือไม่


ดังนั้น นี่จึงเป็นเพียงความคิดแวบหนึ่งของฮูหยินเหยาเท่านั้น ไม่นานก็สลัดทิ้งไป ตอนนี้ซูซูได้รับความรักจากตระกูลลู่ หมายความว่าต่อไปนี้หลานสาวของนางจะมีคนคอยดูแลปกป้อง เท่านี้นางก็พอใจมากแล้ว


ซูซูเป็นเด็กฉลาดหลักแหลม ไม่ต้องให้ใครบอก นางก็โอบคอเหอจิ่วเหนียงพร้อมกล่าวขอบคุณทันที


บรรยากาศภายในโถงรับแขกเต็มไปด้วยความชื่นมื่น

……..

ส่วนทางด้านเรือนของครอบครัวคุณชายใหญ่เหยา บัดนี้บรรยากาศตรงกันข้ามกับด้านนอกโดยสิ้นเชิง 


หลังจากเรื่องราวที่เกิดขึ้น คุณชายใหญ่เหยาก็ไม่มีหน้าออกไปพบแขกอีก เมื่อทุกคนออกไป เขาก็ปิดประตูเรือนอย่างรวดเร็ว แล้วลงมือสั่งสอนนางหม่าทันที


ในจวนยังมีแขก นางหม่าแม้จะถูกทำร้ายร่างกายแต่ก็ไม่กล้าเปล่งเสียงใดออกมา ทำได้เพียงอดทนกับความเจ็บปวด กัดฟันสะอื้นไห้เงียบๆ


นางไม่รู้จริงๆ ว่าเครื่องประทินผิวของตระกูลลู่จะแบ่งประเภทตามอายุของผู้ใช้ด้วย และสิ่งที่ยิ่งไม่อยากจะเชื่อเลยก็คือ สามีของตนพาแขกมากมายเข้ามาในเรือนของตัวเอง หากเขาไม่พาคนเหล่านั้นเข้ามา เรื่องคงไม่ลุกลามถึงขั้นนี้


แต่หากเหอจิ่วเหนียงไม่มา นางก็จะไม่รู้สาเหตุที่ทำให้ใบหน้าของตนมีสภาพเช่นนี้เลย นางคงยังดึงดันใช้เครื่องประทินผิวราคาแพงหูฉี่นั่นต่อไป และทำให้ใบหน้านางยิ่งพังลงเรื่อยๆ…


นางเกลียด!


เกลียดสามีที่พาคนพวกนั้นเข้ามา! 


เกลียดเหอจิ่วเหนียงที่เปิดโปงนางต่อหน้าทุกคน! 


ที่เกลียดยิ่งกว่านั้นคือ แม่สามีไม่ช่วยพูดแทนนางเลย 


และที่เกลียดที่สุดก็คือ นางเด็กตัวซวยซูซูนั่น! สมกับที่เป็นตัวซวยจริงๆ แค่เห็นหน้ามันนางก็ซวยแล้ว!


คุณชายใหญ่เหยาทั้งโกรธทั้งอับอาย โกรธภรรยาที่แม้แต่ของของท่านแม่ก็กล้ายักมาเป็นของตัวเอง อับอายที่คนเหล่านั้นดันเป็นเขา…เป็นเขาที่พาเข้ามาเอง เขาเป็นคนพาคนมากมายมาดูเรื่องตลกของพวกตนสองสามีภรรยา และหลังจากนี้เรื่องในวันนี้ก็ต้องถูกเล่าลือออกไปไม่รู้ถึงไหนต่อไหน เช่นนี้แล้วต่อไปเขาจะเอาหน้าที่ไหนไปพบปะผู้คนได้อีก

…….

งานเลี้ยงดำเนินไปจนถึงตอนค่ำ หลังจากแขกในงานแยกย้ายกันกลับไปหมดแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงมีโอกาสเอ่ยธุระของตนเอง “ในเมื่อเราทั้งสองฝ่ายถือว่าเป็นญาติกันแล้ว ข้ามีเรื่องบางเรื่องอยากพูดคุยกับนายท่านเหยาและฮูหยินเหยาสักหน่อยเจ้าค่ะ”


การนับญาติ เหอจิ่วเหนียงนับเพียงสองสามีภรรยาผู้นำตระกูลเหยากับซูซูเท่านั้น ไม่ได้รวมถึงบุตรชายกับสะใภ้ทั้งสองคู่


สองสามีภรรยาเหยาหันมองหน้ากัน จากนั้นเชิญเหอจิ่วเหนียงไปที่ห้องทำงาน นางซุนไม่ได้ตามไปด้วย นั่งอุ้มซูซูเล่นของเล่นอยู่ที่โถงรับแขก


บุตรชายและสะใภ้รองตระกูลเหยาไหนเลยจะมีแก่ใจอยู่เป็นเพื่อนนางซุนที่นี่ แต่ละคนทั้งผลักทั้งเบียดกันไปมาเพื่อรีบไปแอบฟังบทสนทนาที่ห้องทำงาน เสียงโครมครามจากพวกเขานั้นไม่ต้องบอกเลยว่าชัดมากเพียงใด นางซุนถึงกับอดรู้สึกอับอายแทนสองผู้นำตระกูลเหยาไม่ได้

…….

ภายในห้องทำงาน


เหอจิ่วเหนียงกำลังจะเอ่ยปาก ทว่าหางตากลับเหลือบไปเห็นเงาร่างหนึ่งสะท้อนอยู่ที่ประตู จึงหันไปมองนายท่านเหยาด้วยแววตาสื่อความหมาย 


นายท่านเหยารู้สึกเดือดดาลขึ้นมาทันที ตะโกนออกไปข้างนอก “ไสหัวไปให้หมด!”


เสียงซุบซิบคล้ายขัดขืนดังมาจากด้านนอก จากนั้นเสียงตะโกนของคุณชายรองเหยาก็ดังขึ้น “ท่านพ่อ ต่อไปพวกเราก็เป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว เหตุใดถึงต้องทำเหมือนข้าเป็นคนนอกด้วยล่ะขอรับ”


สีหน้านายท่านเหยาเขียวคล้ำสลับซีดเผือดด้วยความโมโห เขาไม่รู้จะพูดเช่นไรต่อ จึงใช้ความเงียบข่มขู่ มือกำหมัดแน่นระบายความโกรธเกรี้ยว


กระทั่งเมื่อมั่นใจแล้วว่าด้านนอกไม่มีใครแอบฟัง นายท่านเหยาจึงกลับมามีท่าทีปกติ กล่าวด้วยสีหน้าอับอาย “พวกลูกชายไม่ได้เรื่องเอาซะเลย ทำให้ฮูหยินลู่ต้องเห็นเรื่องตลกแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางส่ายหน้าบ่งบอกว่าไม่เป็นไร “ทุกบ้านล้วนมีปัญหาภายในกันทั้งนั้นเจ้าค่ะ นายท่านทั้งสองอบรมเลี้ยงดูซูซูมาดีมากเพียงนี้ ก็ถือว่าเป็นผู้มีคุณธรรมแล้วเจ้าค่ะ ข้าเองก็อยากทำเพื่ออนาคตของครอบครัวเราทั้งคู่ ก็เลยมีเรื่องอยากจะปรึกษากับท่านทั้งสอง”


“ได้ๆๆ ฮูหยินลู่มีเรื่องอะไรก็บอกพวกเรามาได้เลย”


ฮูหยินเหยาระลึกอยู่ในใจเสมอว่าอีกฝ่ายช่วยรักษาอาการป่วยให้นางหม่า ดังนั้นนางจึงเคารพอีกฝ่ายจากใจจริง มิใช่ตำแหน่งและสถานะของอีกฝ่าย


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า พลางกล่าว “ในเมื่อเราได้นับญาติกันแล้ว เช่นนั้นนับจากนี้ไป ข้าจะขอเรียกพวกท่านว่าท่านอากับอาสะใภ้ก็แล้วกันนะเจ้าคะ ได้ยินมาว่าในช่วงหลายปีมานี้ สุขภาพของท่านอาเหยาไม่ค่อยแข็งแรงนัก ข้าจึงอยากช่วยตรวจร่างกายให้เจ้าค่ะ พรุ่งนี้เรียนเชิญท่านทั้งสองไปรับประทานอาหารที่จวนข้า ข้าจะได้ช่วยตรวจอาการให้ท่านอาเหยาด้วย พร้อมทั้งมอบเทียบยาปรับสมดุลร่างกาย”


สดับวาจา สองสามีภรรยาพลันเผยสีหน้าตื่นเต้นระคนโล่ง.อก ตอนแรกคิดว่าจะเป็นเรื่องเคร่งเครียดอะไรเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะพูดเรื่องการรักษาอาการป่วย


ฮูหยินเหยายินดีมาก เดิมทีนางเองก็ตั้งใจจะหาโอกาสขอร้องเหอจิ่วเหนียงอยู่พอดี ฝีมือการแพทย์ของฮูหยินลู่เป็นที่เลื่องลือเพียงใดย่อมประจักษ์ชัด หากได้นางมาช่วยรักษา สามีของนางอาจจะมีสุขภาพแข็งแรงมากขึ้น อาจถึงขั้นหายขาดจากอาการป่วย และสามารถอยู่เป็นร่มโพธิ์ร่มไทยให้ตระกูลเหยาไปได้อีกนานหลายปี


“อ้อ ดีๆๆ ขอบคุณฮูหยินลู่มากๆนะ…”


“ท่านอาทั้งสองเรียกข้าว่าจิ่วเหนียงก็ได้เจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงถือโอกาสแสดงความเป็นกันเองอย่างเหมาะสม ฮูหยินเหยายิ้มรับ แล้วกล่าว “ขอเพียงรักษาอาการป่วยของสามีข้าได้ ต่อให้พวกเราต้องขายจวนหลังนี้มาจ่ายค่ารักษาก็ยอม จิ่วเหนียง เจ้าไม่ต้องกังวลเลยนะ”


นางต้องการแสดงจุดยืนของตระกูลเหยา ในสายตาของนาง ไม่มีสิ่งใดสำคัญไปกว่าชีวิตของสามีนางแล้ว ตราบใดที่สามีนางยังมีชีวิตอยู่ ตระกูลเหยาก็จะไม่ถึงขั้นตกต่ำจนสูญสลาย แต่หากไม่มีสามีนางแล้ว นางที่อายุปูนนี้ก็ไร้ความสามารถที่จะทำสิ่งใดได้ เมื่อถึงตอนนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงการช่วยบุตรสาวเลย


“ครอบครัวเดียวกัน พูดเรื่องพวกนี้ดูห่างเหินเกินไปแล้วเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดจะเก็บเงินค่ารักษากับพวกเขาเลย ถึงอย่างไรสถานการณ์ของตระกูลเหยาในตอนนี้ก็ไม่อาจแบกรับค่ารักษาได้ไหว ที่นางเสนอตัว เพราะถือว่ามอบให้เป็นของขวัญในการเป็นครอบครัวเดียวกันแก่ผู้อาวุโสทั้งสอง ถึงอย่างไรสำหรับนางแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องลำบากอะไร


ทว่าผู้นำตระกูลเหยาทั้งสองกลับยืนกราน “ไม่ได้ ไม่ได้ มันคนละเรื่องกัน แค่เจ้ายอมช่วยตรวจอาการให้พวกเราก็ขอบคุณมากๆแล้ว!”


สีหน้านายท่านเหยาเปี่ยมความซาบซึ้งตื้นตัน ครั้งแรกที่เขาได้ยินชื่อเสียงของเหอจิ่วเหนียง ก็ได้ยินว่าคนไข้ส่วนใหญ่ของนางเป็นสตรี จนได้รับฉายาว่าหมอยอดฝีมือด้านโรคสตรี นายท่านเหยาจึงไม่เคยคิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะรักษาโรคให้เขาได้ เพราะคิดว่าหมอก็มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เหอจิ่วเหนียงถนัดรักษาโรคสตรี แม้จะมีสมญานามว่าหมอเทวดา ก็ไม่ได้หมายความว่านางรักษาโรคอื่นได้


แต่ต่อมา เขาก็ได้รู้ว่า แท้จริงแล้วเหอจิ่วเหนียงสามารถรักษาได้ทุกโรค เขาจึงบังเกิดความหวัง อยากไปรักษากับนาง ทว่าก็ไม่มีโอกาสเลย เพราะในทุกวันคนไปรอตรวจจนเต็มตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง แต่ละวันแถวยาวเหยียดจนแทบมองไม่เห็นหางแถว


มีอยู่ครั้งหนึ่งที่ความพยายามของเขาเป็นผล สามารถคว้าหมายเลขลำดับการเข้าตรวจมาได้ แต่สุดท้ายกลับได้รับแจ้งว่า ท่านหมอเหอมีเรื่องด่วนต้องรีบกลับ และจะไม่ได้เข้ามาประจำการตรวจที่โรงหมอระยะหนึ่ง ทำเอาหัวใจเขาแทบสลาย


ต่อมาหมอเหอก็กลับมาประจำการอีกครั้ง เขาจึงให้คนไปชิงลำดับการตรวจอีกหลายครั้งแต่ก็ไม่ได้อีกเลย กระทั่งสุดท้ายก็ได้รับแจ้งจากทางโรงหมอว่า หมอเหอจะไม่มาประจำการตรวจโรคอีกแล้วอย่างถาวร เขาจึงตระหนักว่า ชีวิตนี้ตนคงไม่มีโอกาสได้รักษากับนางแล้ว 


อีกอย่าง หากจะให้เขาไปขอร้องถึงจวนตระกูลลู่ยิ่งเป็นไปไม่ได้ สถานที่อย่างสวนซีสุ่ยหาใช่ที่ที่เขาอยากจะไปก็ไปได้ ด้วยฐานะของเขาในตอนนี้ ต่อให้ไปก็ใช่ว่าคนเขาจะสนใจ


ทว่าตอนนี้ เหอจิ่วเหนียงกลับเป็นฝ่ายเสนอให้เอง หากพวกเขาไม่คว้าโอกาสนี้ไว้ก็โง่เต็มทีแล้ว


เหอจิ่วเหนียงไม่ปฏิเสธ เช่นนั้นก็เก็บเงินนิดหน่อยก็แล้วกัน


นางเอ่ยต่อ “ยังมีอีกเรื่องหนึ่งเจ้าค่ะ ไม่แน่ใจว่าทั้งสองท่านรู้แล้วหรือไม่…”


ผู้อาวุโสทั้งสองทำท่าตั้งใจฟัง 


เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ปล่อยให้พวกเขารอนาน จึงบอกไปตามตรง “คืออย่างนี้เจ้าค่ะ เชื่อว่าท่านอาทั้งสองยังจำเรื่องที่ซูซูถูกลักพาตัวเมื่อปีที่แล้วได้ แล้วพวกท่านรู้หรือไม่เจ้าคะว่าอันที่จริงแล้ว…เป็นฝีมือของน้าสะใภ้ทั้งสองของซูซู?”


ตอนที่ 718: ข้ายังสาว ไม่จำเป็นต้องรับบุตรบุญธรรม


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้มีเจตนาจะทำลายความสัมพันธ์ในครอบครัวผู้อื่นแต่อย่างใด ทว่าในเมื่อได้ผูกสัมพันธ์ฉันญาติกันแล้ว เรื่องเหล่านี้ก็จำเป็นต้องแจ้งให้ผู้อาวุโสตระกูลเหยาทั้งสองได้รับรู้และเตรียมใจ


และเรื่องซูซูถูกลักพาตัวเมื่อปีที่แล้วก็ต้องสะสางให้กระจ่าง จึงต้องดูท่าทีของผู้อาวุโสทั้งสองของตระกูลเหยาด้วยว่ามีท่าทีเช่นไร นางจึงจะตัดสินใจได้ว่าควรมีท่าทีอย่างไรต่อไปกับตระกูลเหยา


เหอจิ่วเหนียงกล่าวด้วยสีหน้าราบเรียบไม่บ่งบอกอารมณ์ แต่ทางด้านผู้นำตระกูลเหยาทั้งสองเมื่อได้ยินวาจาของนางกลับแสดงสีหน้าตกใจอย่างรุนแรง 


ที่ซูซูถูกลักพาตัวเมื่อปีที่แล้ว…เป็นฝีมือของสะใภ้ทั้งสองอย่างนั้นหรือ?


เป็นไปได้อย่างไรกัน!


ถึงแม้จะรู้ว่าบุตรชายกับสะใภ้ไม่ชอบซูซู ปกติมักจะทำพฤติกรรมแย่ๆใส่ซูซูเสมอ แต่ก็คงไม่ถึงขั้นหมายคร่าชีวิตเด็กอายุแค่สามสี่ขวบกระมัง


ซูซูถูกนายหน้าค้าทาสลักพาตัวไปไม่ใช่หรือ? แล้วสะใภ้ไปเกี่ยวข้องกับนายหน้าค้าทาสพวกนั้นได้อย่างไรกัน?


เหอจิ่วเหนียงเห็นปฏิกิริยาตื่นตกใจและไม่อยากเชื่อของพวกเขาจึงเข้าใจแล้ว


นางเอ่ยต่อ “วันนั้นที่ข้ามอบเครื่องประทินผิวให้ซูซู ซูซูให้สาวใช้นำกลับมาเก็บที่จวนก่อน พอสาวใช้กลับมาถึงจวนดันพบกับฮูหยินทั้งสองเข้า ฮูหยินใหญ่ฮุบเอาเครื่องประทินผิวของท่านอาสะใภ้ไป แล้วข่มขู่ให้สาวใช้มาขอเพิ่มจากข้าอีกสองชุด ข้ารู้สึกแปลกๆ จึงเค้นถามจากสาวใช้ว่า ปกติฮูหยินทั้งสองปฏิบัติต่อซูซูเช่นไร พอซักไซ้จนได้ความ ข้าจึงสะท้อนใจว่า ซูซูอายุน้อยแค่นี้ สามารถมีชีวิตอยู่ท่ามกลางภยันตรายจนถึงตอนนี้ได้ นับว่าเป็นเรื่องมหัศจรรย์ยิ่งนัก


แต่เรื่องซูซูถูกลักพาตัวสาวใช้ไม่ได้เป็นคนบอกข้า แค่เล่าให้ฟังว่าปกติเวลาที่ท่านอาทั้งสองออกไปท่องเที่ยว ฮูหยินทั้งสองมักจะกลั่นแกล้งซูซูสารพัด ทั้งไม่ให้นางกินข้าว ทั้งเอานางไปขังไว้ในห้องมืดๆ ข่มขู่ต่างๆนานา ถึงขั้นข่มขู่ไม่ให้นางฟ้องเรื่องพวกนี้กับท่านทั้งสอง ไม่อย่างนั้นจะไล่นางออกจากจวน


ซูซูเป็นเด็กฉลาดและรู้ความมาก นางไม่อยากทำให้ท่านทั้งสองต้องมาลำบากใจกับเรื่องของนาง จึงไม่บอกเรื่องพวกนี้กับพวกท่าน ไม่ว่าพวกน้าและน้าสะใภ้จะรังแกนางเช่นไร นางอดทนเก็บเอาไว้คนเดียว


ท่านอาเหยา ท่านอาสะใภ้ ข้ายังสาว อายุยังน้อย ความจริงแล้วข้าไม่จำเป็นต้องรับลูกบุญธรรมด้วยซ้ำ แต่ข้าสงสารซูซูเด็กคนนี้มาก อยากช่วยเหลือนาง ดังนั้น ต่อไปไม่ว่าใครหน้าไหนก็จะมารังแกนางไม่ได้…”


“แล้วเจ้ารู้ความจริงเรื่องซูซูถูกลักพาตัวได้อย่างไร?” เหอจิ่วเหนียงยังพูดไม่จบ นางยังมีสิ่งที่ต้องการเอื้อนเอ่ยอีกมาก ทว่าฮูหยินเหยาทนไม่ไหว จึงถามแทรกออกไปในจังหวะนั้น


มือของฮูหยินเหยาสั่นเทา ดวงตาเอ่อคลอด้วยหยดน้ำเม็ดโตที่พร้อมจะร่วงเผาะได้ทุกเมื่อ ถึงแม้จะรู้ว่าบุตรชายกับสะใภ้ไม่ชอบซูซู แต่ก็ไม่เคยคิดว่าพวกเขาจะปฏิบัติต่อเด็กตัวเล็กๆได้เลือดเย็นถึงขั้นนี้ ดังนั้นที่ผ่านมา นางและสามีจึงออกไปท่องเที่ยวอย่างวางใจมาโดยตลอด


สามีนางป่วย มีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี สิ่งที่เขาเสียดายที่สุดก็คือยังไม่ได้ออกไปชื่นชมแม่น้ำภูเขาอันงดงามของใต้หล้านี้เลย ดังนั้นช่วงชีวิตที่เหลืออยู่นี้ นางและสามีจึงพากันออกเดินทางไปท่องเที่ยวชื่นชมทิวทัศน์ให้มากที่สุด เพื่อช่วยเติมเต็มความปรารถนาให้กับเขา


หลายปีที่ผ่านมานางเองก็ลำบากไม่น้อย ทั้งต้องดูแลสามีที่กำลังป่วย ต้องเลี้ยงดูหลานสาวให้เติบโต แล้วยังต้องอดทนต่อความไม่เอาไหนของบุตรชายและสะใภ้อีก ยิ่งไปกว่านั้น ยังต้องคอยช่วยเหลือบุตรสาวที่ถูกครอบครัวสามีข่มเหงด้วย


นางคิดมาตลอดว่า ตนเองพยายามทำทุกอย่างอย่างดีที่สุดแล้ว


แต่คิดไม่ถึงเลยว่า…ลับหลังนาง บุตรชายกับสะใภ้จะลงมือกับหลานตัวเล็กๆคนหนึ่งได้ถึงเพียงนี้


“ลูกชายข้าเป็นคนบอกเจ้าค่ะ ในวันนั้นพวกเด็กๆถูกจับไปขังรวมกัน ซูซูได้รู้จักกับโก่วเอ๋อร์ลูกชายข้าที่นั่น เด็กทั้งสองคนนั่งอยู่ในมุมห้องด้วยกัน ซูซูบอกกับโก่วเอ๋อร์ว่า ไม่มีใครมาช่วยพวกเขาแน่ๆ นางไร้พ่อขาดแม่ ท่านตากับท่านยายไม่อยู่บ้าน นางจึงถูกน้าสะใภ้ทั้งสองล่อลวงมาหานายหน้าค้าทาส


นางยังเล่าอีกว่า ท่านน้ากับน้าสะใภ้ไม่ชอบนาง บอกว่านางเป็นตัวซวย ตระกูลเหยาต้องตกต่ำก็เพราะนาง นางบอกว่าท่านน้ากับน้าสะใภ้ไม่ให้นางกินข้าว ต้องการให้นางหิวตาย ทั้งยังบอกอีกว่า…”


เหอจิ่วเหนียงรู้ดีว่าคำพูดเหล่านี้เป็นคำพูดที่ทำร้ายหัวใจมาก แต่นางคิดว่า อย่างไรก็ควรให้ผู้อาวุโสตระกูลเหยาทั้งสองได้รับรู้ความจริง


“ไม่ต้อง…ไม่ต้องพูดแล้ว…”


วาจาของฮูหยินลู่ยังไม่ทันจบก็ถูกฮูหยินเหยาเอ่ยขัด เพราะนางทนฟังต่อไปไม่ไหวแล้ว


จนกระทั่งถึงตอนนี้ฮูหยินเหยาก็ยังไม่อยากเชื่อกับสิ่งที่ได้ยิน จึงเผลอพูดแก้ต่างให้บุตรชายกับสะใภ้โดยไม่รู้ตัว “ซูซูยังเด็กมาก บางครั้งก็คงซนไปบ้าง ถูกผู้ใหญ่ลงโทษบ้างก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว บางทีอาจมีเรื่องทำให้นางเข้าใจน้ากับน้าสะใภ้ผิดไป…”


“หากท่านอาสะใภ้ไม่เชื่อ ก็เรียกสาวใช้มาสอบถามก็ได้เจ้าค่ะ อยู่ใต้ชายคาเดียวกัน หลายๆเรื่องย่อมมีร่องรอยให้สืบสาวหาความจริงอยู่แล้ว ข้าไม่เชื่อหรอกเจ้าค่ะว่าคนฉลาดอย่างท่านจะสังเกตไม่เห็นถึงความผิดปกติ”


น้ำเสียงเหอจิ่วเหนียงเฉียบคมเด็ดขาด ไม่เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้แก้ตัวเลย นางอยากใช้ยาแรงทำให้ฮูหยินเหยาได้ตาสว่าง รับรู้ว่าที่ผ่านมาซูซูเด็กน้อยผู้น่าสงสารต้องทุกข์ทรมานมากเพียงใด


ฮูหยินเหยาทรุดตัวลงบนเก้าอี้ทันที แขนขาสั่นเทา ดวงตาแดงก่ำ อารมณ์และความรู้สึกใกล้จะพังทลายเต็มที


นายท่านเหยาเองก็ไม่ต่างกัน เขาก้มหน้าด้วยความละอาย นิ่งอยู่เนิ่นนานไม่ทัดทานคำใด


เหอจิ่วเหนียงจึงเอ่ยต่อ “ที่ข้ามาพูดเรื่องพวกนี้กับท่านทั้งสอง ข้าไม่ได้มีเจตนาเป็นอื่น เพียงอยากบอกให้ท่านทั้งสองได้รับทราบไว้ว่า หลังจากนี้ข้าจะปกป้องซูซูเอง เรื่องที่พวกคุณชายกับฮูหยินทำกับซูซูก่อนหน้านี้ข้าไม่ถือสาก็ได้ แต่ต่อจากนี้ไป หากพวกเขายังกล้ารังแกซูซูอีก และท่านอาทั้งสองไม่กล้าลงโทษพวกเขาเพราะเห็นว่าเป็นเลือดเนื้อเชื้อไข ข้าก็คงต้องขอก้าวก่ายแล้ว


อ้อ จริงสิ พวกเราตระกูลลู่มาจากครอบครัวชนบท ไม่ได้มีความสามารถ ไม่ได้มีอำนาจใด หวังว่าคุณชายเหยาทั้งสองจะไม่นำชื่อเสียงของตระกูลลู่ไปอวดอ้างวางก้ามที่ไหนนะเจ้าคะ หากข้ารู้…ข้าไม่ปล่อยผ่านแน่เจ้าค่ะ


ที่ข้าอยากจะพูดก็มีเพียงเท่านี้ พรุ่งนี้ตอนเย็น ท่านอาทั้งสองอย่าลืมพาซูซูไปกินข้าวด้วยกันที่สวนซีสุ่ยนะเจ้าคะ ในเมื่อเป็นครอบครัวเดียวกันแล้วก็ต้องมาพบปะกันบ่อยๆหน่อยเจ้าค่ะ 


ขอตัวลาเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มบางๆ ก่อนจะลุกขึ้นเดินออกจากประตูไป


ตอนนี้เป็นเวลาดึกมากแล้ว ซูซูที่เผชิญสถานการณ์ต่างๆมาตลอดทั้งวันก็เหนื่อยจนไปเข้านอนนานแล้ว ดังนั้นหลังจากเหอจิ่วเหนียงออกมาก็ไม่อยู่ต่อให้เสียเวลา พานางซุนกลับทันที


ด้านสองผู้อาวุโสตระกูลเหยายังคงนั่งอยู่ในห้องทำงานด้วยความตะลึงงัน สติเลื่อนลอย สีหน้าของทั้งสองราวกับถูกฟ้าผ่าลงกลางศีรษะก็มิปาน


“นายท่าน เหล่าฮูหยินเจ้าคะ ดึกมากแล้ว กลับไปพักผ่อนเถิดเจ้าค่ะ”


สาวใช้ส่งเสียงมาจากหน้าประตู ทว่าเจ้านายทั้งสองยังคงนิ่งงันไม่ตอบสนอง


และในตอนนี้เอง บุตรชายกับสะใภ้ก็วิ่งพรวดเข้ามาถามด้วยสีหน้าตั้งอกตั้งใจ “ท่านพ่อท่านแม่ เมื่อครู่ฮูหยินลู่พูดเรื่องอะไรกับท่านหรือขอรับ นางบอกหรือไม่ขอรับว่าจะช่วยหาตำแหน่งงานดีๆให้พวกเรา?”


“นั่นสิเจ้าคะ ตอนนี้พวกเราก็ถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว สิ่งใดที่พอจะช่วยเหลือได้ก็ควรจะช่วยเหลือกันนะเจ้าคะ ตระกูลลู่มีอำนาจใหญ่โตเพียงนี้ หาตำแหน่งงานดีๆให้พวกเราทำก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร”


“ไอ้หยา คิดไม่ถึงเลยว่าซูซูหลานสาวของพวกเราจะวาสนาดีถึงเพียงนี้ สิ่งของที่ฮูหยินลู่มอบให้พวกนั้นก็ล้ำค่ายิ่งนัก ข้าว่าซูซูคนเดียวคงใช้ไม่หมดหรอก สู้แบ่งให้ลูกๆของพวกเราสักหน่อยเป็นอย่างไร?”


“ข้าว่าได้! เด็กๆในครอบครัวเราก็มีตั้งหลายคน!”


พวกเขาเข้ามาถึงก็พูดเองเออเองไปสารพัด ถึงขั้นคิดจัดแจงแบ่งของขวัญที่ตระกูลลู่มอบให้เสร็จสรรพ แค่รอนำของออกมา ทุกคนก็พร้อมจะหยิบกลับไปได้ทุกเมื่อ


“พอได้แล้ว!”


นายท่านเหยาทนไม่ไหวอีกต่อไป ตะคอกออกมาสุดกำลัง ทำเอาลูกอกตัญญูตรงหน้าถึงกับสะดุ้งเฮือก


“ใครก็ได้ จับตัวคนพวกนี้ไปมัดไว้เดี๋ยวนี้! ลงโทษพวกเขาตามกฎตระกูล!”


ตอนที่ 719: ปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปไม่ได้แล้ว


นายท่านเหยารู้ดีว่า บุตรชายของตนเป็นคนไม่เอาไหน สะใภ้ก็ไม่ใช่สตรีที่มีกิริยามารยาทสมกับเป็นแม่ศรีเรือนแต่อย่างใด แต่ก็ไม่เคยคิดมาก่อนว่า พวกเขาจะกล้าลงมือกับเด็กตัวเล็กๆได้ถึงขั้นนี้ อีกทั้งนั่นยังเป็นหลานของพวกเขาด้วย หากไม่มีคนมาบอกเรื่องนี้ให้พวกเขารู้ พวกเขาไม่ต้องถูกหลอกไปทั้งชีวิตหรอกหรือ!


แค่นี้ยังไม่พอ 


ตระกูลลู่เพิ่งจะย่างเท้าออกไปได้ไม่นาน พวกเขาแต่ละคนก็คิดจะอาศัยบารมีของตระกูลลู่เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวแล้ว ถึงขั้นจะแบ่งของขวัญที่ตระกูลลู่ตั้งใจมอบให้ซูซูไปอย่างหน้าด้านๆอีก!


เหล่าคุณชายและสะใภ้ยังไม่ทันได้ตั้งตัวว่าเกิดอะไรขึ้น จู่ๆพวกบ่าวรับใช้ก็พุ่งเข้ามาจับตัวพวกเขาไว้ ลากม้านั่งยาวมา กดตัวพวกเขานอนลงบนม้านั่ง เพียงแค่นายท่านเหยาออกคำสั่งก็สามารถโบยได้ทันที


“ตีให้หลาบจำ!”


นายท่านเหยาไม่สนใจว่าเป็นหญิงหรือชาย ออกคำสั่งน้ำเสียงเด็ดขาดให้บ่าวรับใช้เฆี่ยนตีสั่งสอนพวกเขาจนกว่าตนจะพอใจ


คนถูกลงโทษดิ้นรน ร้องตะโกนโวยวาย ไม่เข้าใจว่าตนเองถูกลงโทษเพราะเหตุใด


“ท่านพ่อ! นี่มันเรื่องอะไรกันขอรับ โอ๊ย! เบาๆหน่อยสิโว้ย! วันนี้วันเกิดท่านแม่ เป็นวันมงคลแท้ๆมาโบยพวกเราด้วยเหตุใดกันขอรับ!”


“นั่นสิเจ้าคะ วันนี้ไม่ใช่แค่วันเกิดท่านแม่อย่างเดียว แต่ยังเป็นวันที่เราได้นับญาติกับตระกูลลู่ด้วย พวกเราควรปรึกษากันสิเจ้าคะว่าวันต่อไปจะเดินหน้ากันอย่างไรให้ครอบครัวเราสบายขึ้น ต่อให้ท่านพ่อดีใจจนเกินเหตุก็ไม่ควรลงไม้ลงมือกับพวกเราเช่นนี้นะเจ้าคะ!”


“ท่านพ่อ ลูกไม่ได้ทำอะไรเลยนะเจ้าคะ ฮือๆๆ…”


สะใภ้ใหญ่คิดว่า ตอนนี้พ่อสามียังไม่รู้เรื่องที่นางทำ—-ยึดเอาเครื่องประทินผิวของแม่สามีมาใช้ จึงไม่เข้าใจว่าตนถูกลงโทษด้วยเหตุใด เพราะหากเขารู้ว่านางทำเรื่องน่าอับอายต่อหน้าธารกำนัลอาจจะโกรธยิ่งกว่านี้


พอแต่ละคนถูกโบยไปได้ประมาณยี่สิบสามสิบไม้ ในที่สุดนายท่านเหยาก็สั่งให้หยุด เขาทิ้งตัวนั่งลงบนเก้าอี้ หอบหายใจรุนแรง


“ข้ารู้ว่าพวกเจ้ามันไม่ได้เรื่อง นี่ถือเป็นความผิดของข้าที่สั่งสอนพวกเจ้าไม่ดีเอง ต่อให้พวกเจ้าทำตัวไม่เอาไหน ทำเรื่องน่าอับอายข้างนอกไว้มากเพียงใด ข้าก็ยังพอทำเป็นหลับหูหลับตาได้บ้าง แต่พวกเจ้าดูซิว่าพวกเจ้าทำเรื่องอะไรลงไป!”


พออารมณ์เริ่มสงบลง นายท่านเหยาก็พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ เจือความเสียใจและเจ็บปวดอย่างยิ่งยวด


“ข้ารู้ว่าพวกเจ้าไม่ชอบซูซู แต่ต่อให้ไม่ชอบแล้วอย่างไร พี่สาวของพวกเจ้าต้องถูกสามีหย่าร้างเพียงเพราะข้าลาออกจากตำแหน่งขุนนาง แล้วยังต้องถูกพวกเจ้ากดดันให้ไปแต่งงานใหม่เป็นอนุ ตอนนี้เหลือแค่ซูซูคนเดียวพวกเจ้าก็ยังไม่ยอมให้นางอยู่ดีๆอีก แล้วต่อไปจะยังมีที่ให้ข้ากับแม่ของพวกเจ้าอยู่หรือไม่!”


คนอายุมากอารมณ์มักอ่อนไหวง่าย พอพูดถึงเรื่องนี้ น้ำตาของนายท่านเหยาก็เริ่มเอ่อคลอ เขาเสียใจมากจริงๆ


ครั้นวัยหนุ่ม เขาเอาแต่ทุ่มเทให้กับงาน คิดว่าตนเองต้องประสบความสำเร็จแน่ แต่สุดท้าย เพราะวัยหนุ่มหักโหมเกินไปจึงได้รับสิ่งตอบแทนคือการล้มป่วย ต้องจำใจลาออกจากราชการกลับบ้านมารักษาตัว อย่างไรก็ตาม เขายังคงมองในแง่ดีว่าจะได้ใช้ชีวิตในช่วงสุดท้ายอย่างสงบสุข แต่น่าเสียดายที่บุตรชายทั้งสองกลับไม่ได้เรื่อง ตั้งแต่เขาลาออกจากตำแหน่งขุนนางกลับมา กลับไม่เคยได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอย่างที่วาดไว้เลย


ทว่าเขาเป็นคนใจอ่อน เห็นลูกไม่เอาไหนก็ได้แต่โทษตัวเองว่าสั่งสอนไม่ดีเอง ดังนั้นหลายปีที่ผ่านมาจึงยอมรับในโชคชะตา คิดว่าตราบใดที่ตนเองยังมีชีวิตอยู่ก็จะปกป้องพวกเขาได้ รอจนกว่าจะสิ้นลมจากไป ถึงตอนนั้นก็คงต้องปล่อยให้เป็นไปตามวาสนาของพวกเขาแล้ว


ที่ผ่านมานายท่านเหยาเพียงคิดว่า ความไม่ได้เรื่องของบุตรชายก็มีแค่โง่เขลาเบาปัญญา เหลาะแหละไม่เอาการเอางานก็เท่านั้น ไม่คิดเลยสักนิดว่าแท้จริงแล้วพวกเขาจะถึงขั้นมีจิตใจชั่วช้าสามานย์ขนาดนี้!


“ท่านพ่อ ท่านพูดเรื่องอะไรขอรับ พวกเราไปทำอะไรซูซู? ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็อยู่ร่วมกันเป็นอย่างดีไม่ใช่หรือขอรับ! หากไม่มีพวกเรา ซูซูจะเติบโตมาได้อย่างทุกวันนี้หรือ! ตอนนี้โตแล้ว เกาะตระกูลลู่ได้แล้ว ก็ถึงเวลาที่ต้องตอบแทนบุญคุณพวกเราแล้วไม่ใช่หรือขอรับ ไม่อย่างนั้นหลายปีที่เลี้ยงดูนางมาก็เสียเปล่าน่ะสิ!”


คุณชายใหญ่เหยาพูดออกมาอย่างมั่นอกมั่นใจ เขาขุ่นเคืองไม่น้อยที่ถูกลงโทษโดยไม่รู้สาเหตุ รู้สึกว่านับวันท่านพ่อจะยิ่งเลอะเลือนไปใหญ่ ดีใจก็ดีใจไปสิ เหตุใดดีใจแล้วต้องระบายอารมณ์ด้วยวิธีเช่นนี้!


“เจ้า!”


นายท่านเหยาโมโหจนแน่นหน้าอก ตอนแรกตั้งใจว่าจะสั่งสอนพวกเขาด้วยเหตุผล ทว่าตอนนี้ดูเหมือนวิธีนั้นจะใช้ไม่ได้ผลกับคนหยาบกร้านพวกนี้แล้ว


เขาหายใจเข้าออกหนักๆ ก่อนจะปรับอารมณ์ได้ระดับหนึ่ง แล้วเอ่ยต่อ “พวกเจ้าเลิกคิดที่จะอาศัยตระกูลลู่ไปเลยนะ เมื่อครู่ฮูหยินลู่เตือนเรื่องนี้ไว้แล้ว นางบอกว่า ตระกูลลู่นับญาติแค่กับซูซู คนอื่นอย่าได้คิดจะแอบอ้างบารมีตระกูลลู่เด็ดขาด หากตระกูลลู่รู้เข้า ไม่มีทางปล่อยไว้แน่!”


“ว่าอย่างไรนะ! นับญาติแค่คนเดียว มีที่ไหนกัน!”


“นั่นสิ เหตุใดตระกูลลู่ถึงได้ใจแคบขนาดนี้!”


“คงไม่ได้ล้อเล่นกระมัง!”


เส้นเลือดบนขมับนายท่านเหยาปูดโปน เขารู้สึกว่าชีวิตนี้ของเขาล้มเหลวอย่างถึงที่สุด ชั่วขณะนั้นก็พูดอะไรไม่ออก เพียงจ้องหน้าคนพวกนี้เขม็งด้วยความเดือดดาล แววตาเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและผิดหวัง


ฮูหยินเหยากังวลว่าลูกทรพีทั้งสองจะทำให้สามีโกรธจนล้มป่วย นางจึงช่วยย้ำออกไปอีกครั้ง “อย่างไรก็ถือว่าเตือนแล้วนะ ทางที่ดีพวกเจ้าอย่าได้คิดเรื่องที่ไม่ควรคิดพวกนั้นเด็ดขาด หากไม่เชื่อฟัง ไปหาเรื่องใส่ตัวแล้วถูกตระกูลลู่รู้เข้า หากตระกูลลู่จะเอาชีวิตพวกเจ้าพวกข้าก็ช่วยอะไรไม่ได้ 


แล้วก็อีกอย่าง ข้าวของเหล่านั้นเป็นของขวัญที่ฮูหยินลู่มอบให้ซูซู หากพวกเจ้ากล้าแตะต้องก็ลองดู 


กลับกันไปได้แล้ว ไม่มีเรื่องอะไรก็ไม่ต้องอยู่ให้เกะกะขวางตา!”


กล่าวจบนางก็ช่วยประคองสามีลุกเดินออกไป เหลือเพียงบุตรชายกับสะใภ้ทั้งสองคู่ที่นอนจมบาดแผลอยู่ด้วยความคับแค้นใจ

…….

ระหว่างเดินกลับห้องไปพักผ่อน นายท่านเหยากล่าวอย่างทอดถอนใจกับภรรยา “เจ้าว่าเราเลี้ยงลูกกันมาอย่างไรถึงเป็นเช่นนี้ไปได้”


ฮูหยินเหยาส่งเสียงหัวเราะด้วยความขมขื่น แต่ไม่ได้ตอบอะไร เพียงคิดในใจ …นั่นสินะ เพราะเหตุใดกัน


อาจเป็นเพราะได้รับการปกป้องมาตั้งแต่เด็ก ทำผิดก็มีพี่สาวเป็นคนรับแทน จนแม้แต่ผู้เป็นพ่อแม่อย่างพวกเขาเองก็มักจะตำหนิพี่สาวเป็นคนแรกว่าดูแลน้องชายทั้งสองไม่ดี ดังนั้นน้องชายทั้งสองคนจึงคิดว่า ต่อให้ทำผิดก็สามารถผลักพี่สาวออกไปรับแทนได้ พวกเขาแค่แสร้งทำตัวน่าสงสารก็พอแล้ว


ฮูหยินเหยาเริ่มเห็นหลายๆเรื่องได้ชัดเจนขึ้น ตั้งแต่ตอนที่พวกเขาสองพี่น้องร่วมมือกันกดดันให้ผู้เป็นพี่สาวต้องแต่งงานใหม่ไปเป็นอนุ นับแต่นั้นมานางและสามีจึงคิดแค่ว่าใช้ชีวิตให้ผ่านไปวันๆก็พอ ถึงอย่างไรตัวเองก็คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี ลูกสองคนนี้ก็พึ่งไม่ได้ คร้านที่จะสนใจพวกเขาแล้ว


ทว่าตอนนี้ ดูเหมือนว่าจะไม่สนใจไม่ได้แล้ว


“ท่านพี่ ในเมื่อพวกเรารู้เรื่องนี้กันแล้วก็ไม่อาจเพิกเฉยต่อไปได้อีกนะเจ้าคะ แม้จะเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของเรา แต่พวกเขาถึงขั้นลงมือทำกับหลานสาวตัวเองได้ พวกเขาเลือดเย็นขนาดนี้ จะปล่อยไปไม่ได้แล้วนะ!”


เรื่องบางเรื่องพอมาขบคิดอย่างถี่ถ้วนแล้วก็ชวนหวาดกลัวอยู่เหมือนกัน ใครจะไปรู้ว่าวันหนึ่ง พวกเขาจะลงมือกับพ่อแม่ตัวเองหรือไม่


ภรรยากล่าวเตือนเช่นนี้แล้ว นายท่านเหยาก็ครุ่นคิดอย่างหนัก เห็นได้ชัดว่าตระหนักได้ถึงความร้ายแรงถึงเรื่องนี้เช่นกัน เขาเอ่ยถาม “พวกเขาโตกันจนป่านนี้แล้วยังจะสั่งสอนได้อีกหรือ?”


“ตอนนี้เรายังเป็นคนดูแลควบคุมจวนอยู่ ขอเพียงพวกเราคิดจะทำ มีอะไรทำไม่ได้กันล่ะเจ้าคะ เมื่อก่อนพวกเราหลับตาข้างหนึ่งได้ แต่ตอนนี้เรามีความสัมพันธ์กับตระกูลลู่แล้ว หากไม่ระมัดระวังไปล่วงเกินตระกูลลู่เข้า จุดจบตระกูลเราจะไม่เหลืออะไรเลยนะเจ้าคะ! 


ข้าว่า การได้นับญาติกับตระกูลลู่ครั้งนี้ถือว่าคุ้มมากจริงๆ ทำให้เราได้มองเห็นหลายๆอย่างชัดขึ้น ไม่อย่างนั้นข้าเกรงว่า ถึงเวลาสิ้นบุญแล้วข้าจะตายตาไม่หลับ เพราะไม่ได้สั่งสอนลูกชายทั้งสองคนให้ดีได้!”


ตอนที่ 720: จะตีลูกต้องลงมือด้วยตัวเอง


เย็นวันต่อมา


ตระกูลเหยามารับประทานอาหารที่จวนตระกูลลู่ตามคำเชิญ ทว่าผู้ที่มา มีเพียงฮูหยินเหยากับซูซู และสาวใช้ประจำตัวอีกสี่คน


นายท่านเหยาไม่สะดวกร่วมมื้อค่ำ ด้วยเห็นว่าตอนนี้ที่จวนตระกูลลู่ไม่มีบุรุษที่รับแขกบุรุษได้ ถึงแม้อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ต้องถือสา เพราะตอนนี้ทั้งสองถือเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว แต่นายท่านเหยาก็ขอทำเพื่อความสบายใจ


ส่วนพวกคุณชายเหยาและสะใภ้ทั้งสอง…ไม่พูดถึงจะดีกว่า บุคคลที่สร้างแต่เรื่องงามหน้า แค่นี้ตระกูลเหยาก็แทบไม่กล้าสู้หน้าตระกูลลู่แล้ว


เหอจิ่วเหนียงเห็นว่าผู้มาเยือนมาเพียงสองยายหลานก็ไม่ได้เอ่ยถามแต่อย่างใด นางออกมาต้อนรับที่หน้าประตูจวนด้วยตนเองด้วยความกระตือรือร้น จากนั้นก็ให้คนไปเตรียมน้ำชาและขนมมา


ตอนนี้ยังไม่ถึงเวลามื้ออาหาร พวกนางจึงนั่งสนทนาจิปาถะพลางดื่มชากินของว่างระหว่างรอ


เหอจิ่วเหนียงตั้งใจเตรียมขนมที่ซูซูชอบกินที่โรงรื่นเริงไว้ให้มากมายหลายอย่าง และให้พวกสาวใช้พานางไปเล่น เล่นเหนื่อยก็พามานั่งดื่มชากินขนม


ฮูหยินเหยามาวันนี้ก็นำของขวัญมามอบให้ฝ่ายเจ้าบ้านเช่นกัน ทว่าของทั้งหมดล้วนนำมาให้พวกเด็กๆ


ฮูหยินเหยาความคิดรอบคอบ รู้ว่าฐานะของครอบครัวตนไม่อาจเทียบตระกูลลู่ได้ สิ่งของมีค่าใดสำหรับครอบครัวตน ในสายตาตระกูลลู่แล้วหาใช่ของที่พวกเขาขาดแคลนไม่ แต่นางก็อยากแสดงความจริงใจ จึงมุ่งไปที่ของขวัญที่เหมาะสม แทนความจริงใจโดยแท้จริง และมีประโยชน์ต่อผู้รับ ดังนั้นจึงเป็นที่มาของการที่นางเลือกเตรียมเพียงของขวัญสำหรับเด็กๆตระกูลลู่เท่านั้น


ของขวัญที่นางนำมาไม่ใช่ของราคาแพง เป็นผ้าเช็ดหน้าสองแบบ


ผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กมอบให้กับเด็กผู้หญิงของตระกูลลู่ ส่วนผ้าเช็ดหน้าผืนใหญ่มอบให้เด็กผู้ชาย


ฮูหยินเหยาเอ่ยด้วยรอยยิ้มขัดเขิน “มันไม่ใช่ของล้ำค่าอะไรหรอกนะ แต่เป็นของที่ข้าทำขึ้นด้วยตัวเอง เวลากระชั้นชิดไปหน่อย ไม่ทันได้ถามเด็กๆว่าชอบสิ่งใด ข้าจึงทำได้เพียงนำของที่ทำเอาไว้ก่อนหน้ามามอบให้ หวังว่าพวกเขาจะไม่รังเกียจนะ”


ในจวนนางก็มีเด็กเช่นกัน มีทั้งหลานสาวและหลานชาย ยามว่างนางจึงทำของเหล่านี้ไว้สำหรับพวกเขา ตอนนี้จึงถือโอกาสนำมามอบเป็นของขวัญให้เด็กๆตระกูลลู่ด้วย


“จะรังเกียจได้อย่างไรกันเจ้าคะ อาสะใภ้พูดขบขันแล้ว ฝีมือดีเพียงนี้ พวกเด็กๆชอบมากแน่ๆเจ้าค่ะ!”


ไม่ว่าจะเป็นผ้าเช็ดหน้าของเด็กหญิงหรือชายล้วนปักลวดลายไว้ทุกผืน ทุกลวดลายประณีตงดงาม ฝีมือการปักไม่ด้อยไปกว่าช่างฝีมือร้านปักผ้าเลย


แม้ตระกูลลู่ไม่ได้ขาดแคลนสิ่งเหล่านี้ แต่ก็น้อมรับน้ำใจของฮูหยินเหยา 


“ชอบก็ดีแล้ว ชอบก็ดีแล้วละ”


เห็นเหอจิ่วเหนียงให้เกียรติถึงเพียงนี้ ฮูหยินเหยาก็ตื้นตันมาก รู้สึกยินดีมากจริงๆ ที่น้ำใจของนางได้รับการยอมรับ


จากนั้น สตรีอาวุโสก็เอ่ยเรื่องหนึ่งขึ้น “จิ่วเหนียง อาสะใภ้ยังอยากขอโทษเจ้าสำหรับเรื่องเมื่อวาน เรื่องวุ่นวายเมื่อวานมันช่าง…”


นางหมายถึงเรื่องของนางหม่า ตอนแรกนางยังไม่เข้าใจว่าเพราะเหตุใดเหอจิ่วเหนียงจึงแสดงท่าทีกระตือรือร้นอยากดูอาการของสะใภ้ใหญ่เพียงนั้น เมื่อคืนนางลองใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่แล้วก็ตระหนักได้ว่า การกระทำทั้งหมดนั้นเป็นความตั้งใจของเหอจิ่วเหนียง


เพราะเหอจิ่วเหนียงรู้ตั้งแต่แรกแล้วว่า นางหม่ายึดเอาเครื่องประทินผิวที่นางตั้งใจมอบให้หลานสาวของตนไป ดังนั้นจึงจงใจหาโอกาสทำให้นางหม่าอับอาย ให้ได้ลิ้มรสจุดจบของคนไร้ยางอายบ้าง


“อาสะใภ้ เรื่องเมื่อวานข้าจงใจให้เกิดขึ้นจริงเจ้าค่ะ ข้าเพียงอยากใช้เรื่องนั้นบอกให้ทุกคนได้รู้ว่า ต่อไปนี้ซูซูจะมีพวกเราตระกูลลู่คอยปกป้อง พวกเขาจะได้ไม่กล้ามารังแกซูซูอีก”


“ข้ารู้ ข้ารู้ เป็นข้าเองที่สั่งสอนลูกชายกับสะใภ้ให้ดีไม่ได้ ทำให้พวกเจ้าเห็นเรื่องน่าปวดหัวแล้ว”


สีหน้าฮูหยินเหยาเผยความเศร้าเสียใจออกมา อายุปูนนี้แล้วยังต้องมาตามล้างตามเช็ดกับวีรกรรมของลูกๆอีก เวรกรรมจริงๆ


“พูดอะไรเช่นนั้นกัน น้องหญิง ปล่อยวางเถอะน่า ลูกๆหลานๆก็มีชะตาชีวิตของพวกเขาเอง เราไม่สามารถควบคุมได้ จะโทษตัวเองไปทำไมกันฮื้ม” นางซุนที่นั่งอยู่ด้วยเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม “ต่อไปเจ้าว่างก็พาซูซูมาเที่ยวที่นี่บ่อยๆสิ ข้าจะพาเจ้าไปรู้จักกับเหล่าสหายของข้า มาพักผ่อนหย่อนใจที่นี่ จะได้ไม่ต้องเอาแต่คิดเรื่องไม่เป็นเรื่องนั่น!”


นางไม่รู้เรื่องราวภายในที่แท้จริงของตระกูลเหยา ดังนั้นพอได้ยินฮูหยินเหยากล่าววาจาเช่นนี้จึงไม่ได้รู้สึกว่าจะเป็นปัญหาใหญ่ตรงไหน และเอ่ยปลอบใจไปเช่นนั้น


ฮูหยินเหยาเข้าใจได้ทันทีว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ได้เล่าเรื่องราวอันแสนเลวร้ายในครอบครัวตนให้นางซุนฟัง ช่วยเก็บความลับให้กับตระกูลเหยา จึงลอบส่งแววตาและรอยยิ้มขอบคุณให้หญิงสาวทันที ก่อนจะหันไปตอบนางซุน “พี่หญิงอบรมสั่งสอนลูกหลานได้เป็นอย่างดี จึงไม่ต้องมานั่งกลุ้มใจเหมือนข้า แต่เจ้าลูกชายของข้านี่สิ ไม่เอาไหนสักคน งานการก็ไม่ทำ จะให้ข้าไม่กังวลข้าทำไม่ได้จริงๆ! ไม่ทราบว่า พี่หญิงพอจะถ่ายทอดเคล็ดลับการสอนลูกให้ข้าสักหน่อยหรือไม่เจ้าคะ ข้าอยากจะเรียนรู้จากพี่หญิงสักหน่อย”


“โธ่! เคล็ดลงเคล็ดลับอะไรกัน ก็อย่างคำโบราณเขาว่านั่นแหละ รักวัวให้ผูก รักลูกให้ตี ลูกไม่เชื่อฟังก็จับไม้เรียวฟาดเสียก็สิ้นเรื่อง! ตีครั้งหนึ่งไม่หลาบจำก็ตีสองครั้ง สองครั้งไม่จำก็สามครั้ง ตีจนกว่าจะหลาบจำ!”


นางซุนตอบกระชับ แต่ละถ้อยคำล้วนเป็นสาระสำคัญ ไม่ต้องพูดถึงตอนเด็กเลย ทุกวันนี้ที่บุตรชายเติบใหญ่มีครอบครัวแล้ว หากพวกเขาไม่เชื่อฟังนางก็ยังลงมือสั่งสอนอยู่


ฮูหยินเหยาคิดว่าอีกฝ่ายพูดเล่น แต่พอสังเกตได้ว่าท่าทีของอีกฝ่ายดูจริงจังมาก จึงรู้ได้ว่า สิ่งที่นางพูดมานั้นคือเรื่องจริง


“นี่…ใช้ได้จริงหรือเจ้าคะ?”


ฮูหยินเหยายังรู้สึกไม่เชื่อ เมื่อคืนก็ลงโทษลูกไม่รักดีสองคนนั่นด้วยกฎตระกูลไปแล้ว นางไม่เห็นว่าพวกเขาจะสำนึกอะไรเลย!


“ได้ผลแน่นอน เจ้าลงโทษเขา เขาจะกล้าตอบโต้หรือ?”


พูดถึงเรื่องตีลูก ท่านสุภาพสตรีซุนก็รู้สึกภาคภูมิใจขึ้นมาทันที จับมือฮูหยินเหยาแล้วเริ่มเล่าอย่างคล่องปากว่าปกตินางตีลูกๆของตนอย่างไร


ทั้งหยิบไม้วิ่งไล่ตีบ้าง… ดึงคอเสื้อแล้วใช้กำปั้นทุบบ้าง… ถอดรองเท้าฟาดบ้าง… เรียกได้ว่าสารพัดวิธี


“จะตีลูกมันต้องลงมือด้วยตัวเองจึงจะระบายโทสะในใจได้ และเขาจะได้รู้จักหลาบจำด้วย หากให้คนอื่นตีแทนมันไม่ได้อารมณ์ น้องหญิงพอจะเข้าใจหรือไม่?”


สุภาพสตรีซุนหัวเราะเจ้าเล่ห์ ทำเอาเหอจิ่วเหนียงถึงกับขนลุกซู่อย่างน่าประหลาด จู่ๆก็รู้สึกสงสารลู่ไป่ชวนและพี่ชายทั้งสองขึ้นมา วัยเด็กสามพี่น้องครอบครัวลู่คงจะน่าอนาถไม่น้อย


ฮูหยินเหยาตั้งใจฟังมาก ในใจตัดสินใจได้แล้วว่า คืนนี้กลับไปจะลองดู


ตลอดมา ไม่ว่านางจะโกรธมากเพียงใดก็ไม่เคยลงมือทุบตีลูกด้วยตัวเองเลยสักครั้ง ทำได้มากสุดแค่ดุด่าสั่งสอน หรือไม่ก็ให้สามีเป็นผู้ลงโทษ แต่ก็อย่างที่เห็น…มันไม่ได้ผล และตลอดมานางก็ใจอ่อน คิดว่ามันเกิดขึ้นแล้วก็ปล่อยให้มันผ่านไป สุดท้ายนิสัยลูกจึงออกมาเป็นเช่นนี้


หลังจากแลกเปลี่ยนประสบการณ์การอบรมสั่งสอนลูกแล้ว นางซุนก็ยัดบัตรลูกค้าพิเศษของโรงรื่นเริงชิ่งเฟิงให้กับฮูหยินเหยา เป็นบัตรที่สามารถเข้าใช้ทุกบริการในโรงรื่นเริงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย


นางซุนกล่าวอย่างอารมณ์ดี “ตีลูกจนเมื่อยมือแล้วก็ไปนวดผ่อนคลายที่โรงรื่นเริงของเราได้ และถือโอกาสเสริมความงามไปด้วย อารมณ์ก็จะได้ดีขึ้น พออารมณ์ดีเราก็จะได้ดูอ่อนวัยลงอย่างไรล่ะ”


ฮูหยินเหยาพยายามปฏิเสธ แต่นางซุนเอาแต่ย้ำในทำนองว่า หากเห็นว่าเราทั้งสองเป็นคนกันเองก็ให้รับไว้ ทั้งยังบอกอีกว่าหลังจากเหอจิ่วเหนียงไปอยู่เมืองหลวงนางก็ไม่มีเพื่อน หากฮูหยินเหยาไปหานางที่โรงรื่นเริง นางก็จะได้มีเพื่อนคุย อีกอย่าง โรงรื่นเริงก็มีของเล่นสนุกๆมากมาย เหมาะกับเด็กน้อยอย่างซูซูมาก


พอยกซูซูมาเป็นข้ออ้าง ฮูหยินเหยาจึงไม่มีเหตุผลมาปฏิเสธอีก ยอมรับไว้แต่โดยดี


“พูดถึงโรงรื่นเริง เช้าวันนี้ข้าไปที่โรงรื่นเริงมาและพบปัญหาอย่างหนึ่ง”


นางซุนหันไปมองเหอจิ่วเหนียง แล้วเอ่ยต่อ “คนงานของเราในตอนนี้ เฉิงเสวี่ยเวยฝึกฝนออกมาได้ไม่เลวเลย แต่มีปัญหาที่ว่าก็คือ ไม่ค่อยเชี่ยวชาญในเรื่องวัฒนธรรมชามากนัก เช้าวันนี้ข้าเห็นลูกค้าคนหนึ่งแสดงท่าทีรังเกียจที่คนงานหญิงของเราไม่เข้าใจเรื่องชา ข้าจึงคิดว่า เราควรเชิญผู้เชี่ยวชาญหญิงมาสอนสักหน่อย โรงรื่นเริงจะได้ไม่ต้องมาเสียชื่อเสียงเพราะเรื่องนี้”


ในยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับวัฒนธรรมการดื่มชามาก หากไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียมจะถูกตำหนิเอาได้


“ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ ข้าจะไปหาอาจารย์หญิงมาสอนเอง”


เหอจิ่วเหนียงตอบตกลง เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องยากอะไร


และในตอนนี้เอง ฮูหยินเหยาที่นั่งข้างๆ ก็ถูมือด้วยความประหม่าเล็กน้อย สีหน้าเผยความลังเลออกมา


จบตอน

Comments