ตอนที่ 721: เริ่มงานได้เลย
ฮูหยินเหยาเชี่ยวชาญเรื่องชา นางเป็นสตรีที่มีพื้นเพมาจากตระกูลผู้ดี จึงได้เรียนรู้เรื่องเหล่านี้มาตั้งแต่เด็ก
ต่อมาหลังแต่งงาน ครั้นที่ครอบครัวยังมีชื่อเสียงเป็นที่นับหน้าถือตา นางเองก็ไปดื่มชาเข้าสังคมกับบรรดาฮูหยินสูงศักดิ์เป็นประจำ จึงเข้าใจวัฒนธรรมชาเป็นอย่างดีไม่น้อยไปกว่าผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเลย
พอได้ยินว่าตระกูลลู่ต้องการหาอาจารย์หญิงมาสอนทักษะด้านชาให้คนงานหญิงในโรงรื่นเริง ฮูหยินเหยาก็มีใจคิดอยากจะช่วย แต่ก็ตระหนักได้ว่าตนเองไม่เคยสอนใครมาก่อน หากถ่ายทอดความรู้ได้ไม่ดี จนกระทบกับกิจการพวกเขาคงแย่แน่
ทางด้านเหอจิ่วเหนียงกับแม่สามียังคงปรึกษากันอยู่ จึงไม่ได้สังเกตเห็นอากัปกิริยาลุกลี้ลุกลนของฮูหยินเหยาเลย กระทั่งเหอจิ่วเหนียงหันมาถามประโยคหนึ่ง นางก็ยังมองไม่เห็นความประหม่าของอีกฝ่าย “อาสะใภ้พอจะรู้จักอาจารย์หญิงที่มีความชำนาญเรื่องชาบ้างหรือไม่เจ้าคะ? ข้าคิดว่าหากเป็นคนกันเองแนะนำข้าจะวางใจกว่าเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงถามความเห็นของอีกฝ่าย อีกอย่างก็เป็นเรื่องของมารยาท ฮูหยินเหยาเป็นแขก พวกนางเอาแต่คุยกันอยู่สองคนโดยไม่สนใจแขกเลยเป็นมารยาทที่ไม่ดี
ในเมื่อถูกถามแล้ว ฮูหยินเหยาก็ไม่คิดจะปิดบังความสามารถของตัวเองอีกต่อไป นางตอบไปตรงๆทันที “ข้าพอมีความรู้อยู่บ้าง หากทั้งสองต้องการข้าช่วยได้นะ”
ฮูหยินเหยามองว่า ตอนนี้ทั้งสองครอบครัวถือว่าเป็นญาติกันแล้ว และเหอจิ่วเหนียงก็ช่วยชีวิตซูซูไว้ถึงสองครั้งสองครา ต่อมาก็ยังอาสาช่วยรักษาอาการป่วยให้สามีนางอีก ถือเป็นผู้มีบุญคุณต่อตระกูลเหยามาก เมื่อครู่ก็ยังมอบบัตรลูกค้าพิเศษแพงหูฉี่ให้นางด้วย หากนางรับมาโดยไม่มีสิ่งใดตอบแทนเลยก็น่ารังเกียจเกินไป
“จริงหรือเจ้าคะ? โอ้ เช่นนั้นก็เยี่ยมไปเลยเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงดีใจมากจริงๆ เช่นนี้ก็ไม่ต้องไปหาคนนอกแล้ว ฮูหยินเหยาก็นิสัยใจคอไม่เลว และด้วยสถานการณ์ของตระกูลเหยาในตอนนี้ เพื่อซูซูแล้วนางยินดีที่จะช่วยเหลือ ยิ่งไปกว่านั้น ฮูหยินเหยาก็อาศัยความสามารถของตัวเอง ไม่ได้ใช้เล่ห์เหลี่ยมใดๆในการเข้าหาพวกนาง
ฮูหยินเหยารีบกล่าวอย่างถ่อมตัว “ข้าก็แค่พอเข้าใจเล็กๆน้อยๆเท่านั้น อีกอย่างก็ไม่เคยลองสอนใครมาก่อน ข้าไม่รู้ว่าตัวเองจะสามารถช่วยได้แค่ไหน แต่ก็ลองดูก่อนได้”
นางไม่คิดจะอวดอ้างตัวเอง ด้วยกลัวว่าหากตนสอนไม่ไหวจริงๆ แล้วทำให้ทางตระกูลลู่ต้องไปหาคนใหม่ จะได้ไม่รู้สึกเสียหน้าและทำให้อีกฝ่ายเสียความรู้สึก
“ได้เลยเจ้าค่ะ เช่นนั้นพวกเราก็ตกลงกันตามนี้ แต่ถึงแม้จะเป็นคนกันเอง เรื่องงานกับเรื่องส่วนตัวก็ต้องแยกแยะให้ชัดเจน อาสะใภ้เจ้าคะ ข้าจะจ่ายค่าสอนตามราคาตลาดให้ท่าน…เป็นเงินหนึ่งร้อยตำลึง เป็นเช่นไรเจ้าคะ?”
เหอจิ่วเหนียงตอบตกลง นางรู้สึกว่าฮูหยินเหยาไม่ใช่คนประเภทที่โง่แล้วอวดฉลาดเพื่อให้ตัวเองเป็นที่ยอมรับ กลับกับยังเป็นคนเจียมเนื้อเจียมตัวด้วยซ้ำ ดังนั้นการที่อีกฝ่ายเสนอตัวเช่นนี้ นั่นก็หมายความว่านางมั่นใจในความสามารถของตนเองจริงๆ จึงควรค่าสำหรับความเชื่อใจ
ค่าเล่าเรียนสำหรับศิลปะการชงชาไม่เหมือนกับค่าเล่าเรียนของสำนักศึกษาที่ต้องจ่ายรายปี การเรียนศิลปะชงชาเป็นการเรียนระยะสั้น อย่างมากใช้เวลาหนึ่งเดือนผู้เรียนก็ทำได้แล้ว ที่เหลือคือการฝึกฝนด้วยตัวเองซ้ำๆเพื่อความชำนาญ และด้วยเป็นการเรียนในระยะสั้นๆและมีผู้เรียนหลายคน ดังนั้นค่าเล่าเรียนจึงสูง
“ค่าซงค่าสอนอะไรกัน ข้าเพียงอยากช่วยเท่านั้นจริงๆ นี่ไม่ใช่เรื่องลำบากสำหรับข้าเลย อีกอย่างพวกท่านก็…”
ฮูหยินเหยาจะเอ่ยถึงบัตรลูกค้าพิเศษ แต่ถูกเหอจิ่วเหนียงแทรกขึ้น “อาสะใภ้เจ้าคะ นั่นมันคนละเรื่องกันเจ้าค่ะ นี่เป็นเรื่องงาน นั่นเป็นเรื่องส่วนตัว สองเรื่องนี้ต้องแยกกันสิเจ้าคะ แม้แต่ท่านแม่ข้าที่มีหน้าที่ดูแลโรงรื่นเริงทุกวันนี้ นางก็ได้รับค่าแรงเหมือนกันเจ้าค่ะ”
นางซุนรีบเสริมทันที “ใช่แล้ว เรื่องพวกนี้ครอบครัวเราแยกแยะชัดเจนมาก ถึงแม้จะเป็นกิจการของครอบครัว แต่ก็ต้องใช้ระบบการจัดการเดียวกันทั้งหมด ในครอบครัวจึงมีการจ่ายค่าแรงภายในเช่นกัน น้องหญิงเก่งถึงเพียงนี้ ทั้งยังช่วยแก้ปัญหายุ่งยากให้กับพวกเรา เงินนี่เจ้าก็สมควรได้รับ!”
“แต่…”
ฮูหยินเหยาประหลาดใจเล็กน้อย โรงรื่นเริงเป็นกิจการของพวกเขา พวกเขาก็ต้องจ่ายเงินค่าแรงให้ตัวเองด้วยหรือ!
เช่นนี้มันไม่ดูละเอียดยิบย่อยเกินไปหน่อยหรือ?
แต่พอคิดดูแล้ว ความสัมพันธ์ของคนตระกูลลู่ก็ยังเป็นไปได้ด้วยดีไม่มีปัญหา พอหันกลับมามองครอบครัวตัวเอง ทุกวันนี้ยุ่งเหยิงวุ่นวายไม่สิ้นสุด นึกแล้วก็สะท้อนใจ
“เอาละ เอาละ เอาเป็นว่าตกลงตามนี้ก็แล้วกันนะ พรุ่งนี้เจ้าก็ไปหาข้าที่โรงรื่นเริง ข้าจะพาเจ้าไปแนะนำให้ทุกคนรู้จัก เจ้าประเมินสถานการณ์แล้วตัดสินใจเองได้เลยว่าจะวางแผนการสอนอย่างไร พวกเราจะจัดการตามที่เจ้าว่า”
นางซุนเป็นคนสบายๆ ในเมื่อแก้ปัญหาได้แล้วก็ไม่ปล่อยให้เสียเวลา พรุ่งนี้ให้ฮูหยินเหยามาเริ่มงานได้ทันที
อีกฝ่ายให้เหตุผลและดำเนินการรวดเร็วถึงขั้นนี้ ฮูหยินเหยารู้สึกว่าหากตนยังเอาแต่ดึงดันปฏิเสธจะเป็นการไม่เหมาะสม หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงตอบตกลง
สถานการณ์ในตระกูลนางตอนนี้ หากหารายได้เข้าจวนได้ ก็ถือเป็นเรื่องที่ไม่เลว
……
หลังจากมื้อเย็นเสร็จสิ้น นายท่านเหยาก็มารับฮูหยินเหยากับซูซูที่สวนซีสุ่ย และถือโอกาสนี้ให้เหอจิ่วเหนียงตรวจร่างกายให้เขา
แม้จะบอกว่าไม่ได้คาดหวัง แต่กิตติศัพท์ของท่านหมอเหอเป็นที่ประจักษ์ชัด นางรักษาโรคที่รักษายากได้มากมาย ดังนั้นลึกๆในใจของนายท่านเหยาย่อมอดไม่ได้ที่จะมีความหวังเล็กๆ
ในจวนไม่มีเจ้านายบุรุษวัยผู้ใหญ่อยู่ต้อนรับ เหลยจื่อกับลู่เสี่ยวหยางจึงต้องรับหน้าที่นี้ พวกเขาออกมาสนทนากับนายท่านเหยา ทั้งสองเป็นเด็กสุภาพและมารยาทดีมาก เล่าเรื่องขบขันในตอนที่เล่าเรียนให้เขาฟัง ทำให้นายท่านเหยามีหัวข้อสนทนาในเรื่องเดียวกัน และรู้สึกสนุกสนานไปด้วยไม่น้อย
นายท่านเหยารู้สึกว่าตนเองไม่ได้หัวเราะอย่างมีความสุขเช่นนี้มานานหลายปีแล้ว แววตาที่เขาใช้มองสองเด็กหนุ่มตระกูลลู่เปี่ยมไปด้วยความอิจฉา บุตรชายของเขาไม่ได้เรื่อง หลานๆก็พลอยไม่ได้เรื่องไปด้วย หาเรื่องปวดหัวเข้าบ้านได้ทุกวัน เขาไม่มีความสุขมานานแล้วจริงๆ
ระหว่างที่นายท่านเหยานั่งสนทนากับเด็กๆ เหอจิ่วเหนียงก็จับชีพจรให้เขาเบื้องต้น และซักประวัติเพิ่มเติมเล็กน้อย นางก็สามารถระบุโรคได้คร่าวๆแล้ว
ความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงานหนักในวัยหนุ่มสั่งสมจนทำให้ร่างกายเสื่อมโทรม แต่ถ้าเริ่มฟื้นฟูร่างกายตั้งแต่ตอนนี้ บำรุงร่างกายดีๆ การจะมีชีวิตอยู่ต่อได้อีกหลายปีก็หาใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้
เหอจิ่วเหนียงกำหนดแนวทางการรักษาได้อย่างรวดเร็ว นางกล่าว “ท่านอาเหยาเจ้าคะ โรคนี้ไม่อาจรักษาให้หายขาดได้ แต่สามารถบรรเทาและประคับประคองอาการให้อยู่ในระดับปกติได้เจ้าค่ะ ทำให้ท่านอาการดีขึ้นกว่าในตอนนี้ได้ สามารถยืดอายุให้นานขึ้นได้ แต่ท่านอาต้องเชื่อฟังข้านะเจ้าคะ ทำตามวิธีที่ข้าบอกอย่างเคร่งครัดและมีวินัย เพราะนี่เป็นสิ่งที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องในระยะยาวเจ้าค่ะ”
สำหรับเหอจิ่วเหนียงแล้วนี่เป็นคำพูดที่นางบอกกับคนไข้เป็นปกติ แต่สำหรับนายท่านเหยา คำสั่งของนางเปรียบดั่งเสียงสวรรค์ เสมือนฟางเส้นเดียวที่จะฉุดดึงเขาออกจากหุบเหวอันสิ้นหวัง
ตลอดมา ไม่ว่าจะไปหาหมอแห่งหนใดก็มักจะได้คำวินิจฉัยเดียวกันว่า…ปล่อยให้เป็นไปตามชะตาฟ้าลิขิต ที่ผ่านมาหมดเงินค่ารักษาไปไม่น้อย กินยาไปก็หลายขนานแต่อาการก็ไม่ดีขึ้น อีกทั้งยิ่งแย่ลงไปทุกวัน
แต่ฮูหยินลู่กลับบอกว่า สามารถทำให้เขาอาการดีขึ้นกว่าในตอนนี้ได้ และยืดอายุให้เขาได้อีกด้วย นี่เป็นคำพูดที่ดีที่สุดในใต้หล้าเท่าที่เขาเคยได้ยินมาเลย
“ตกลง ได้เลย ข้าจะทำตามที่เจ้าบอกทุกอย่าง!”
มือนายท่านเหยาสั่นเทาด้วยความตื่นเต้น ความดีใจตีตื้นขึ้นในอกจนทะลักออกมาทางสีหน้าอย่างปิดไม่มิด
เหอจิ่วเหนียงไปนั่งเขียนเทียบยาข้างๆ ระหว่างเขียนนางก็เอ่ยไปด้วย “สำคัญที่สุดก็คือห้ามดีใจหรือเสียใจมากเกินไปนะเจ้าคะ ต้องควบคุมอารมณ์ให้ได้ ยามอารมณ์ดีก็ออกไปเดินเล่นบ้าง แต่อย่าทำให้ตัวเองเหนื่อยเป็นอันขาดนะเจ้าคะ”
“ได้เลย ได้ๆ!”
คนมีความหวังพยักหน้ารับรัวๆ ขณะนั้นก็ตระหนักได้ว่าตอนนี้ดูเหมือนว่าตนเองจะดีใจมากเกินไป จึงรีบสงบสติอารมณ์ลง แต่รอยยิ้มบนใบหน้ายังคงไม่จางหายไป
หลังตรวจร่างกายเสร็จ ทุกคนก็สนทาสัพเพเหระกันอีกเล็กน้อย ตระกูลเหยาจึงขอตัวกลับ เหอจิ่วเหนียงกอดซูซูหอมแก้มฟอดใหญ่ ก่อนจะถามขึ้น “ซูซู อีกไม่กี่วันแม่กับพี่โก่วเอ๋อร์ต้องไปเมืองหลวงแล้ว เจ้าอยากไปเที่ยวกับพวกเราด้วยหรือไม่? เที่ยวกันไม่กี่วันแล้วแม่จะมาส่งเจ้ากลับ”
“เมืองหลวงหรือเจ้าคะ?”
ซูซูกะพริบตาปริบๆ นางจำได้ว่า ท่านแม่ของนางก็แต่งงานใหม่ไปอยู่ที่เมืองหลวง นางอยากไป อยากไปพบท่านแม่ แต่ก็กลัวว่าท่านแม่จะไม่อยากเจอนาง พลันนั้นแววตาของเด็กหญิงก็เผยความปรารถนาระคนความหวาดหวั่นออกมา
“ใช่แล้ว ก็เมืองจิ้นโจวอย่างไรล่ะ ที่ประทับของฮ่องเต้น่ะ” เหอจิ่วเหนียงอธิบายให้นางฟังง่ายๆเท่านี้ ไม่ได้คาดคั้นต่อ เพียงรอให้นางได้ตัดสินใจเอง
ฮูหยินเหยาและนายท่านเหยาก็ไม่ก้าวก่าย เคารพในการตัดสินใจของหลานสาวเช่นกัน
แต่สุดท้าย ซูซูก็ส่ายหน้า “หากซูซูไม่ไป ท่านแม่กับพี่โก่วเอ๋อร์จะกลับมาหาซูซูหรือไม่เจ้าคะ?”
ตอนที่ 722: เห็นเงาตัวเอง
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกผิดหวังกับคำตอบของเด็กหญิงเล็กน้อย แต่นางก็ยังกล่าวตอบด้วยรอยยิ้ม “ต้องกลับมาอยู่แล้ว แม่กับพี่โก่วเอ๋อร์จะกลับมาหาซูซูบ่อยๆนะ”
กล่าวจบก็หอมแก้มเด็กน้อยอีกฟอดใหญ่
ซูซูเม้มปากแน่น เห็นชัดว่านางอาลัยอาวรณ์ แต่ก็ไม่ยอมไปเมืองหลวงด้วย
ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงก็สืบทราบมาแล้วว่า มารดาของซูซูแต่งงานใหม่ไปอยู่ที่เมืองหลวง นางจึงพอคาดเดาได้ว่าเหตุใดเด็กน้อยจึงตัดสินใจเช่นนี้ และอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่า เด็กคนนี้มีความคิดละเอียดลึกซึ้งและมีไหวพริบยิ่งนัก
เพราะมารดาผู้ให้กำเนิดอยู่ที่นั่น นางจึงไม่กล้าไป กลัวจะรบกวนการใช้ชีวิตของมารดา
ซูซูพยักหน้า และเอ่ยเสียงนุ่มนิ่ม “ซูซูจะอยู่กับท่านตาท่านยาย รอท่านแม่กลับมาหาเจ้าค่ะ”
“ก็ได้ เช่นนั้นรอแม่กลับมาหาเจ้านะ”
เหอจิ่วเหนียงใจอ่อนระทวยไปหมด เด็กน่ารักรู้ความขนาดนี้พ่อของนางกล้าทอดทิ้งไม่ไยดีได้อย่างไรกัน …จริงสิ พูดถึงบิดาผู้ให้กำเนิดของซูซู ได้ข่าวว่าเขาถูกโยกย้ายไปต่างเมืองแล้ว หากอยู่ในจิงโจวหรือเมืองหลวงละก็ นางจะขอลากมาจัดการสักหน่อย!
ซูซูพยักหน้าแล้วซุกตัวแนบชิดอยู่ในอ้อมกอดของเหอจิ่วเหนียง และถามอย่างระมัดระวัง “คืนนี้ข้านอนกับท่านแม่ได้หรือไม่เจ้าคะ?”
ตั้งแต่จำความได้ นางยังไม่เคยนอนกับแม่มาก่อนเลย ตอนนี้พอมีแม่บุญธรรม แม่บุญธรรมก็ต้องไปเมืองหลวงอีก ไม่รู้ว่าจะกลับมาอีกเมื่อไร นางจึงอยากรู้ว่า ความรู้สึกที่ได้นอนกับมารดาเป็นเช่นไร
คำพูดของหลานสาว ทำเอาดวงใจของฮูหยินเหยาพลันเจ็บแปลบ สงสารหลานสาวจับใจเมื่อคิดถึงความโหยหาที่หลานสาวผู้น่าสงสารมีต่อมารดา แต่ขณะเดียวกันก็ตื่นตระหนก อยากเกลี้ยกล่อมหลานสาวไม่ให้เอาแต่ใจ เพราะเหอจิ่วเหนียงอาจจะไม่คุ้นชินกับการนอนกับเด็กก็ได้ ด้วยความสับสน นางจึงมองไปยังเหอจิ่วเหนียงด้วยความกังวล …ในใจลึกๆหวังว่า อีกฝ่ายจะตอบตกลง
เหอจิ่วเหนียงย่อมไม่ปฏิเสธอยู่แล้ว นางกอดเด็กน้อยพลางตอบตกลงทันที “ได้สิ คืนนี้แม่จะกล่อมเจ้านอนเอง!”
ชั่วขณะนั้น…เหอจิ่วเหนียงราวกับเห็นเงาตัวเองในชาติที่แล้ว ซ้อนทับบนร่างของซูซู
ในภพก่อน เธอเกิดมาถูกทอดทิ้ง เติบโตมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้า หลายครั้งที่เห็นเด็กคนอื่นๆได้รับการดูแลเอาใจใส่จากพ่อแม่ตามสถานที่ต่างๆ เธอก็ได้แต่มองเงียบๆ ทว่าเธอก็ไม่ได้มีความโหยหาถึงเพียงนั้น แค่อยากรู้ว่ารสชาติของการถูกรักจากผู้ให้กำเนิดมันเป็นเช่นไร
ทว่าเธอไม่ได้เอาเวลาไปจมอยู่กับเรื่องเหล่านั้นมากนัก ยุคสมัยพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว หากไม่พยายามก็จะถูกรั้งท้ายไว้ข้างหลัง เธอจึงเอาเวลาไปทุ่มเทกับการพยายามพัฒนาตัวเอง ให้ตัวเองเป็นคนที่เก่งขึ้น
เมื่อถูกหล่อหลอมให้ต้องเป็นคนเข้มแข็งเด็ดเดียว ยิ่งเติบโต เธอจึงยิ่งกลายเป็นคนที่เย็นชา กระทั่งรู้สึกว่า การที่ตัวเองไม่มีพันธะผูกพันกับใครก็ดีเหมือนกัน
หลายปีต่อมา จวบจนทะลุมิติมาอยู่ในภพนี้ เธอได้หลงลืมตัวตนในวัยเยาว์ของตัวเองไปแล้ว ทว่าตอนนี้…เธอกลับเห็นเงาตัวเองในวันวานอีกครั้งจากซูซู
ใช่แล้ว เธอในวัยเท่าซูซูก็เคยมีความรู้สึกเปราะบางเช่นนี้เหมือนกัน เพียงแต่เมื่อวันเวลาผ่านไป เธอก็สามารถปกปิดมันเอาไว้ภายใต้หน้ากาก จนสุดท้ายแม้แต่ตัวเธอเองก็ลืมไปแล้วว่า ที่ผ่านมาตัวเองต้องการสิ่งใด
แต่หลังจากที่ทะลุมิติมาในยุคนี้ ได้รู้จักกับสุภาพสตรีซุน ได้รู้จักกับทุกคนในครอบครัวลู่ เธอจึงค่อยๆเริ่มมีอารมณ์ความรู้สึกแบบคนธรรมดาได้อีกครั้ง
ด้วยความรู้สึกเข้าใจหัวอกของซูซู ทำให้เหอจิ่วเหนียงตัดสินใจแล้วว่า ต่อจากนี้ไป นางจะมอบความรักให้ซูซูให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้
……
เหอจิ่วเหนียงอาบน้ำให้ซูซูจนตัวหอมสดชื่น เด็กน้อยสวมชุดนอนตัวเล็กน่ารักสะอาดเอี่ยมอ่อง และนอนฟังนิทานก่อนนอนในอ้อมกอดของเหอจิ่วเหนียง
โก่วเอ๋อร์รู้ประสีประสามาก เขาไม่ได้รู้สึกน้อยใจกับเหตุการณ์นี้เลย ทั้งยังแอบกระซิบกับซูซูก่อนแยกย้ายกลับเข้าห้องของตัวเองด้วยว่า นิทานที่ท่านแม่เล่าแต่ละเรื่องสนุกมาก ให้ท่านแม่เล่าให้นางฟังด้วย
ซูซูนอนในอ้อมแขนของเหอจิ่วเหนียง มือเล็กๆจับเสื้อนางไว้แน่นราวกับกลัวว่านางจะหนีไปไหน
เหอจิ่วเหนียงดับตะเกียงไฟ กอดเด็กน้อยเอาไว้แล้วหลับตาลง
ค่ำคืนนี้ ทุกคนมีความสุขกันทั่วหน้า…
……
ส่วนทางด้านบุตรชายทั้งสองของตระกูลเหยา ดูเหมือนจะไม่เป็นเช่นนั้น
สองสามีภรรยาตระกูลเหยานั่งรถม้ากลับจวน ระหว่างทาง ฮูหยินเหยาเล่าถึงเคล็ดลับการอบรมสั่งสอนบุตรที่นางซุนแนะนำมาให้สามีฟัง นายท่านเหยารู้สึกว่า คำแนะนำของนางซุนนั้นถูกต้องมาก ในใจคิดเอาไว้แล้วว่า ครั้งหน้าจะสั่งสอนบุตรชายจอมล้างผลาญทั้งสองด้วยวิธีเช่นนี้
นายท่านเหยาได้แนวทางการรักษาตัวพร้อมกับเทียบยามาแล้วก็อารมณ์ดีไม่น้อย ตั้งใจเอาไว้ว่าพอกลับไปถึงจวนแล้วจะนอนพักผ่อนให้เต็มที่
แต่ปรากฏว่า ทันทีที่มาถึงจวน บุตรชายทั้งสองก็พุ่งพรวดเข้ามาถามอย่างอดรนทนไม่ไหวว่า ‘เรื่อง’ ราบรื่นดีหรือไม่
เรื่องที่พวกเขาหมายถึงก็คือ ตอนกลางวันก่อนที่ฮูหยินเหยาออกจากจวน พวกเขากำชับซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า ให้มารดาขอร้องตระกูลลู่ให้หน่อย ให้ช่วยออกหน้าจัดการเรื่องตำแหน่งงานให้กับพวกเขา ตอนนี้พวกเขาก็มีเพียงคำขอนี้คำขอเดียว
ฮูหยินเหยาออกไปทั้งวัน กลับมาก็มืดค่ำ พวกเขาจึงคิดว่าเก้าในสิบส่วนต้องสำเร็จแน่ ดังนั้นจึงอดใจไม่ไหวรีบพุ่งตัวมาถาม
พอเห็นพฤติกรรมของบุตรชายเศษสวะทั้งสอง อารมณ์ดีๆของนายท่านเหยาก็หายวับไปในบัดดล แต่พอนึกถึงคำกำชับของเหอจิ่วเหนียงขึ้นมาได้ ก็รีบควบคุมสติอารมณ์ให้คงที่
ก่อนจะง้างมือตบหน้าบุตรชายทันที
คุณชายเหยาทั้งสองที่ยืนเรียงหน้ากระดาน ถูกตบหน้าพร้อมกันในรวดเดียว
สองพี่น้องตกตะลึงไปชั่วขณะ เบิกตากว้างมองผู้เป็นพ่อด้วยความไม่เข้าใจ
เหตุใดจู่ๆท่านพ่อถึงลงไม้ลงมือกับพวกเขาเช่นนี้
นายท่านเหยาได้ออกแรงก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย เหล่าฮูหยินลู่พูดถูกทุกประการ จะตีลูกก็ต้องลงมือด้วยตัวเอง พอได้ลงมือทีหนึ่ง หมอกควันภายในใจก็จางลง
ผู้เป็นใหญ่ของจวนเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เมื่อวานข้าก็เตือนแล้วไม่ใช่หรือ มีเพียงซูซูที่นับญาติกับตระกูลลู่ พวกเจ้าอย่าได้คิดใช้อำนาจหรือความสัมพันธ์ของพวกเขาหาผลประโยชน์ให้ตัวเอง หากไม่ฟัง ข้าจะสั่งสอนให้พวกเจ้าได้รู้สำนึกเอง”
คุณชายใหญ่เหยาโมโหมาก ตะคอกเสียงดังทันที “จะพูดก็พูดกันดีๆสิขอรับ เหตุใดต้องลงไม้ลงมือกันด้วย!”
คุณชายรองเหยาพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาก็เป็นพ่อคนแล้ว บิดายังจะมาทุบตีเขาเหมือนเด็กเช่นนี้ได้อย่างไร
“ก็เพราะข้าคือพ่อของพวกเจ้าอย่างไรล่ะ! ข้าพูดดีๆกับพวกเจ้าไปแล้วตั้งกี่ครั้ง แต่พวกเจ้าก็ไม่ยอมเชื่อฟัง ข้าก็เลยต้องใช้กำลังสั่งสอน!
ตอนนี้ข้าคิดได้แล้ว หากพวกเจ้าทำผิดอีก ข้าจะจับตัวพวกเจ้าขังแล้วจะทุบตีให้เข็ดหลาบ หากตีจนตายก็จะลากร่างพวกเจ้าไปขุดหลุมฝังในป่าเสีย จะได้ไม่ต้องสร้างความรำคาญให้ข้าได้ทุกวัน!”
พูดจบ เขาก็จูงมือภรรยาเดินอ้อมบุตรชายน่าโมโหทั้งสองไป โดยไม่สนใจเลยว่าตอนนี้พวกเขาจะคิดเช่นไร
ถึงอย่างไร อำนาจในการปกครองจวนก็ยังอยู่ที่พวกเขาสองผู้อาวุโส ต่อให้บุตรชายทั้งสองไม่ยอมจำนนก็จะไม่กล้าก่อเรื่อง เช่นนั้นก็ถือโอกาสนี้สั่งสอนสักหน่อยก็แล้วกัน
ดังนั้นในวันต่อๆมา คุณชายเหยาทั้งสองก็มักจะถูกลงโทษโดยการทุบตี พูดจาไม่ดีก็โดน แสดงท่าทางประชดประชันออกมาก็โดน พูดด้วยน้ำเสียงกระแทกแดกดันก็โดน มีความคิดไม่ดีก็โดน ภรรยาและลูกทำผิดพวกเขาก็รับโทษแทน
ตอนแรกๆ สะใภ้ทั้งสองยังช่วยพูดอยู่ แต่ฮูหยินเหยากล่าวว่า “พ่อแม่ตีสั่งสอนลูกเป็นเรื่องชอบธรรม หากพวกเจ้าไม่พอใจ ข้าจะส่งพวกเจ้ากลับบ้านพ่อแม่พวกเจ้าเสีย ให้พ่อแม่พวกเจ้าสั่งสอนสักหน่อย แล้วค่อยพากลับมาส่ง!”
และด้วยเหตุนี้ ไม่น่าเชื่อว่าสุดท้าย คุณชายเหยาและสะใภ้ทั้งสองก็กลายเป็นคนเชื่อฟังอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ไม่ว่าผู้อาวุโสทั้งสองจะว่าอย่างไรก็เป็นไปตามนั้น แม้แต่พวกเด็กๆ ต่างก็เรียนรู้ที่จะเชื่อฟังไปด้วย และที่สำคัญ ไม่มีใครกล้ารังแกซูซูอีกแล้ว
……
หลายวันต่อมา
ในที่สุดก็ถึงวันที่ฮูหยินเหยาเริ่มทำการสอนคนงานในโรงรื่นเริงอย่างเป็นทางการหลังจากเตรียมการมาหลายวัน ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็เตรียมตัวพาโก่วเอ๋อร์ไปหาลู่ไป่ชวนที่เมืองหลวง เมื่อลองนับเวลาดูแล้ว ครอบครัวสามพ่อแม่ลูกอยู่ห่างกันมาเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้ว
เหอจิ่วเหนียงคุ้นชินกับการเดินทางในเวลากลางคืน แม้แต่คนบังคับรถม้านางก็ไม่ต้องการ ทำเอานางซุนเป็นห่วงมาก แต่ภายใต้การยืนกรานและสารพัดคำมั่นของสะใภ้สาม หญิงชราจึงเลือกที่จะอ่อนข้อ
เหอจิ่วเหนียงไม่มีทางเอาตัวเองกับลูกไปเสี่ยงอันตรายแน่นอน นางยืนกรานเช่นนี้แล้วนั่นหมายความว่านางย่อมมีวิธีของนาง
หลังกินมื้อค่ำเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็ลากนางซุนมากำชับเรื่องต่างๆ
“ท่านแม่เจ้าคะ ช่วงนี้ท่านก็ช่วยสังเกตให้มากหน่อย หากอาสะใภ้เหยาทำงานได้ดีก็็ขอให้นางทำงานกับเราต่อ ให้นางได้ช่วยงานในโรงรื่นเริง มีผู้เชี่ยวชาญเรื่องชาอยู่ในโรงรื่นเริงนับว่าเป็นเรื่องดีมาก ค่าแรงก็ให้ตามเกณฑ์ของผู้ดูแล หากทำงานออกมาได้ดีเป็นพิเศษก็มอบเงินพิเศษให้นิดหน่อยก็ได้เจ้าค่ะ”
ตอนที่ 723: ภรรยาเขาดีเลิศที่สุด
นางซุนเข้าใจดีว่าเหอจิ่วเหนียงอยากช่วยตระกูลเหยา จึงพยักหน้ารับพลางกล่าว “ได้ยินว่าแม่แท้ๆของซูซูก็อยู่ที่เมืองหลวงเหมือนกัน เจ้าไปที่นั่นก็ดูๆหน่อยว่าพอจะช่วยเหลืออะไรได้บ้าง นางก็เป็นสตรีที่น่าสงสารคนหนึ่ง”
ตั้งแต่ทั้งสองตระกูลได้รู้จักกัน ด้านตระกูลลู่ก็ได้ฟังเรื่องของมารดาซูซูมาบ้างแล้ว ยามที่ฮูหยินเหยาเอ่ยถึงบุตรสาวก็มักจะน้ำตาคลอออกมาทุกครั้ง แววตาเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด บอกว่าตนเองปกป้องบุตรสาวไม่ได้ ทำได้มากที่สุดก็แค่พยายามปกป้องหลานสาวให้ดี บุตรสาวจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง
สตรีในยุคสมัยนี้ก็เป็นเช่นนี้ ชีวิตหลังออกเรือนล้วนต้องพึ่งพาครอบครัวสามีเพื่อความอยู่รอด ดังนั้นถึงแม้จะรู้อยู่เต็มอกว่าบุตรสาวได้รับความไม่เป็นธรรมจากครอบครัวสามี สองผู้อาวุโสตระกูลเหยาผู้เป็นบุพการีก็ไม่สามารถบุกเข้าไปพาตัวบุตรสาวกลับมาได้ ด้วยความอ่อนแอของตระกูล บวกกับคำคัดค้านที่อ้างถึงความอับอายขายหน้าจากบุตรชายและสะใภ้ ฮูหยินเหยาจนปัญญาที่จะปกป้องบุตรสาวได้จริงๆ
ในฐานะที่เป็นสตรีเหมือนกัน นางซุนเข้าใจถึงความยากลำบากของฮูหยินเหยากับมารดาของซูซูอย่างสุดซึ้ง บนโลกใบนี้มีครอบครัวน้อยนักที่จะมีพี่น้องรักใคร่ปรองดองกันเหมือนครอบครัวนาง
อย่างครั้นที่ลี้ภัย หากเป็นครอบครัวอื่นคงต่างคนต่างเอาตัวรอด แต่พวกนางยังออกตามหาครอบครัวของลู่กุ้ยหลาน หลังจากพบพานแล้วพากันอพยพมาตั้งรกรากที่จิงโจวก็ยังอยู่ร่วมชายคาเดียวกันอีกนานโข
ถึงแม้ตอนนี้จะแยกบ้านกันเพื่อให้เป็นไปตามความถูกต้องของสังคมแล้ว แต่ทุกคนก็ยังรักใคร่ช่วยเหลือกันมิเสื่อมคลาย และทุกๆเทศกาลก็ยังกลับมารวมตัวฉลองด้วยกันอย่าง.อบอุ่น แต่สำหรับครอบครัวอื่น บุตรสาวที่แต่งงานออกไปแล้วก็เปรียบเสมือนน้ำที่ถูกสาดออกไปนอกบ้าน บุตรชายที่เป็นพี่น้องกันแท้ๆ ไม่มีทางแยแสอีกต่อไปนับจากนั้น
เมื่อคิดถึงตรงนี้ นางซุนก็อดรู้สึกภูมิใจกับครอบครัวของตัวเองไม่ได้ ทุกคนในครอบครัวรักใคร่กลมเกลียว ช่วยเหลือเกื้อกูลกันอย่างดี ไม่มีใครคิดร้ายหรือชิงดีชิงเด่นกันเลย
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ไว้ค่อยว่ากันอีกทีดีกว่าเจ้าค่ะ การเร่งรีบเข้าไปช่วยเหลือก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่ดีเสมอไป บางครั้งความหวังดีของเราอาจเป็นผลเสียของอีกฝ่ายก็ได้เจ้าค่ะ”
นางเองก็เห็นใจในชะตากรรมของมารดาซูซูเช่นกัน แต่บนโลกนี้มีคนที่น่าสงสารอยู่มากมาย หากนางต้องยื่นมือเข้าช่วยเหลือทุกคน นางจะไม่เหนื่อยตายก่อนหรือ
ทางที่ดี รอให้อีกฝ่ายมาขอความช่วยเหลือก่อนแล้วค่อยว่ากันไปตามสถานการณ์ เช่นนี้จะเหมาะสมกว่า
นางซุนพยักหน้า แล้วเปลี่ยนเรื่องอย่างทอดถอนใจ “เจ้าก็นะ พรุ่งนี้เช้าค่อยออกเดินทางก็ดีอยู่แล้ว ดึงดันจะเดินทางคืนนี้ให้ได้ ทั้งหนาวทั้งอันตราย ข้าล่ะไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเจ้าคิดสิ่งใดอยู่!”
“วางใจเถอะเจ้าค่ะท่านสุภาพสตรีซุน ระดับข้าปลอดภัยไร้อันตรายแน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะพูดออกไปว่า อีกเดี๋ยวตนก็จะเดินทางถึงเมืองหลวงแล้ว ทั้งยังได้นอนหลับพักผ่อนอย่างสบายใจเฉิบอีกด้วย นางทำได้เพียงให้เหตุผลบ่ายเบี่ยงนางซุน
“วางใจ? ข้ามีอะไรให้ห่วงกัน เฮอะ! คนเดินทางกลางคืนไม่ใช่ข้าเสียหน่อย!”
นางซุนมองค้อนสะใภ้มากเล่ห์ด้วยความโมโห ก่อนสะบัดหน้าหนีคร้านจะสนใจ
.......
เหอจิ่วเหนียงเตรียมการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว นางออกเดินทางก่อนเวลาประตูเมืองจะปิดหนึ่งก้านธูป
โก่วเอ๋อร์นอนหลับสนิทอยู่ในรถม้า เดิมทีเด็กน้อยตั้งใจว่าจะอยู่พูดคุยเป็นเพื่อนท่านแม่ระหว่างเดินทาง ด้วยคิดว่ากลางดึกเช่นนี้มารดาต้องกลัวเป็นแน่ ทว่าตอนนี้เขากลับหลับไปตั้งแต่ยังไม่ออกเดินทางด้วยซ้ำ
นี่เป็นสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงต้องการพอดี นางอุ้มบุตรชายขึ้นรถม้า จากนั้นก็บังคับรถพุ่งทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว นางซุนยังไม่ทันได้กะพริบตา ภาพตรงหน้าก็เหลือเพียงฝุ่นคลุ้ง นางถึงกับผงะ ก่อนหันไปบ่นอุบกับสาวใช้ข้างๆ “นี่หากไม่รู้คงคิดว่านางกำลังหนีเอาชีวิตรอดอยู่ พุ่งออกไปเร็วอย่างกับกำลังหนีสิ่งใดอย่างไรอย่างนั้นแหละ!”
สาวใช้ยกมือป้องปากยิ้ม ก่อนจะเอ่ยปลอบ “ฮูหยินสามคงอยากรีบไปให้ทันก่อนที่ประตูเมืองจะปิดเจ้าค่ะ ไม่อย่างนั้นจะเกิดเรื่องยุ่งยากเอาได้”
“ข้าก็บอกแล้วว่าพรุ่งนี้เช้าค่อยไปก็ไม่ฟัง! ช่างเถอะ เจ้าเด็กคนนี้ห้ามไม่ได้หรอก เรากลับไปนอนดีกว่า พรุ่งนี้ยังมีเรื่องอีกมากต้องทำ”
นางซุนโบกมือพลางกล่าว ก่อนจะหันหลังเดินกลับเข้าไป หากจะบอกว่านางอาลัยอาวรณ์หรือไม่นั้นย่อมมีอยู่แล้ว ครอบครัวของนางอยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตามาตลอด ตอนนี้ต่างต้องแยกย้ายกันไปคนละทิศละทาง นางรู้สึกใจหายจริงๆ แต่ทุกคนก็ทำเพื่อพัฒนาชีวิตของตนเองให้ดีขึ้น และการจากลาของพวกเขาหาใช่การจากลาตลอดกาลไม่ อย่างไรวันหนึ่งก็ต้องได้กลับมารวมตัวกันอีกแน่นอน
อีกอย่าง ชีวิตในตอนนี้ก็ดีกว่าเมื่อก่อนไม่รู้กี่เท่า ทั้งยังมีภาระหน้าที่ต้องรับผิดชอบมากมาย จะมัวแต่จมดิ่งอยู่กับความอ่อนไหวอ่อนแอเกินเหตุไปก็ไร้ประโยชน์
สาวใช้เห็นนายหญิงเดินไปอย่างรวดเร็วก็รีบวิ่งตามไปประคอง นางซุนกลับโบกมือปฏิเสธ “ไม่ต้องดูแลข้าแล้ว เจ้าเองก็รีบไปพักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้ที่โรงรื่นเริงยังมีเรื่องให้ทำอีกมาก”
ที่จวนไม่มีงานอะไรต้องทำ เหล่าสาวใช้ในจวนจึงไปช่วยงานที่โรงรื่นเริงกันทั้งหมด ตอนนี้ฮูหยินเหยาเข้ามาสอนเรื่องวัฒนธรรมการชงชาด้วยพอดี พวกนางจึงถือโอกาสนี้ได้เรียนรู้ด้วย เรียนรู้ให้หลากหลาย จะได้มีความสามารถติดตัวเพิ่มมากขึ้น
“เจ้าค่ะ เข้าใจแล้วเจ้าค่ะเหล่าฮูหยิน”
แม้จะรับทราบแล้ว แต่สาวใช้ก็ยังทำหน้าที่จนถึงที่สุด เดินไปส่งเจ้านายถึงห้องนอน ทั้งยังกำชับกับคนเฝ้าเวรยามอีกสองสามคำ แล้วจึงจะกลับไปพักผ่อน
……
ทางด้านเหอจิ่วเหนียง หลังออกจากเมืองได้ก็มุ่งหน้าเข้าไปในป่าลึกทันที เมื่อมั่นใจแล้วว่าบริเวณโดยรอบไม่มีใคร ก็ทำการเก็บรถม้าเข้าไปไว้ในห้วงมิติ จากนั้นอุ้มโก่วเอ๋อร์ขึ้นเฮลิคอปเตอร์อย่างรวดเร็ว
ลู่ไป่ชวนรู้ข่าวล่วงหน้าแล้วว่าภรรยาและบุตรชายจะเดินทางมาเมืองหลวงในคืนนี้ ดังนั้นเมื่อถึงเวลาที่เขาคำนวณเอาไว้ จึงเตรียมออกไปรอรับนางที่ประตูเมือง
ตั้งแต่มาถึงเมืองหลวง เขากินนอนอยู่ที่ค่ายทหารมาตลอด นี่เป็นคืนแรกที่จะไม่ได้พักในค่าย เขาจึงไม่ได้เพิ่มการฝึกพิเศษกับเหล่าทหาร
“ท่านแม่ทัพ จะไปไหนหรือขอรับ?”
ลูกน้องที่มีความสัมพันธ์สนิทสนมกันเห็นผู้เป็นนายเปลี่ยนเสื้อผ้าดูเหมือนจะออกไปข้างนอก ก็รีบเข้ามาถามด้วยความสนใจใคร่รู้
ท่านแม่ทัพใช้ชีวิตอยู่ในค่ายทหารมาตลอดครึ่งเดือนโดยที่ไม่ออกไปไหนเลย ในทุกๆวันก็เอาแต่เพิ่มการฝึกรอบพิเศษ มีอยู่หลายครั้งพวกเขามักจะแหย่ท่านแม่ทัพขำๆว่า ถือโอกาสตอนที่พี่สะใภ้ยังไม่มา ออกไปหาความสำราญจากสาวสวยๆเพื่อผ่อนคลายบ้าง
แต่ปรากฏว่าทหารเหล่านี้ยังพูดไม่ทันจบก็จะถูกสั่งให้ไปฝึกเพิ่มทันที ทั้งยังถูกฝึกจนหามรุ่งหามค่ำ
ทหารส่วนใหญ่ยังไม่ได้แต่งงานมีครอบครัว จึงมักจะออกไปหาความผ่อนคลายข้างนอกตามประสา แม้กระทั่งแม่ทัพหลายนายที่มีภรรยาแล้วก็ยังออกไปลิ้มรสของใหม่ข้างนอกบ่อยครั้ง
บางทีถึงขั้นแอบพาสาวงามกลับมาในค่ายก็มี เรื่องพวกนี้เป็นเรื่องที่ทุกคนเข้าใจได้ ไม่มีใครคิดว่าเป็นปัญหาใหญ่ แต่คิดไม่ถึงว่า สำหรับท่านแม่ทัพลู่ เรื่องนี้จะเป็นเรื่องลามปามล้ำเส้นเขา ทำเอาเหล่าทหารถูกลงโทษจนทรมานกันแทบตายเสมอ
ไม่เพียงเท่านี้ วันต่อมาพวกเขายังถูกอบรมสั่งสอนชุดใหญ่อีกด้วยว่า คนที่มีภรรยาแล้วก็ต้องซื่อสัตย์กับภรรยาให้มากๆ คนที่ยังไม่แต่งงานก็พยายามเก็บเงิน และมองหาสตรีดีๆมาเป็นคู่ครอง จะได้มีครอบครัวของตัวเองเป็นหลักเป็นแหล่ง พ่อแม่จะได้วางใจ อย่าได้ทำเรื่องไม่เหมาะสมพวกนั้นอีก
ทั้งยังหยิบยกเรื่ององค์รัชทายาทมาชื่นชมอีกยกใหญ่ บอกว่าแม้แต่องค์รัชทายาทก็ยังมีเพียงพระชายาแค่คนเดียว การที่สามีภรรยารักใคร่กลมเกลียวกันเป็นสิ่งที่ประเสริฐยิ่งนัก ไม่เหมือนกับพวกครอบครัวที่มีอนุภรรยาสามสี่คน นั่นไม่ต่างอะไรกับขุมนรกเลย พอกลับถึงบ้านก็มีแต่เรื่องวุ่นวายไม่จบไม่สิ้น ท่านแม่ทัพสาธยายเสียจนทหารที่มีอนุภรรยา รวมถึงพวกที่ชอบออกไปหาความสุขนอกบ้านถึงกับหน้าเสีย คิดตามแล้วกลัดกลุ้มใจกันไปเป็นแถว
หลังจากนั้นในทุกๆวันที่มีการเรียกรวมตัว เขาก็จะใช้วิธีชื่นชมความดีของภรรยาตนเองสารพัด เรื่องรูปร่างหน้าตานั้นไม่ต้องพูดถึง คนที่ตาไม่บอดย่อมรู้ได้อยู่แล้ว เขาจึงพูดถึงข้อดีเรื่องอื่น อย่างเช่นเรื่องความกล้าหาญ ครั้นที่ลี้ภัยนางบุกเข้าไปในค่ายโจรเร่ร่อนคนเดียว หรือจะเรื่องความดูแลเอาใจใส่ เขาไม่ได้อยู่บ้านเลยนานหลายปี แต่ภรรยายังสามารถอบรมสั่งสอนเลี้ยงดูบุตรออกมาได้ดีถึงเพียงนั้น กตัญญูต่อพ่อแม่ ทั้งยังเป็นคนที่มีความสามารถหลากหลาย กิจการทุกอย่างของครอบครัว ล้วนเป็นภรรยาของเขาที่เป็นคนสร้างขึ้น…
ความดีของภรรยาสุดจะคณานับ บอกเล่าเท่าไรก็ไม่จบ พูดแล้วก็สามารถนำมาพูดใหม่ได้อีก ทำเอาโสตประสาทของทหารทั้งค่ายแทบไม่รับรู้สิ่งใดได้อีกแล้ว
ตอนแรกๆไม่มีใครเชื่อ แต่พอถามพวกหลี่ต้าจ้วงลูกน้องของลู่ไป่ชวนที่มาจากหน่วยหั่วอวิ๋นด้วยกัน พวกเขาต่างพยักหน้ายืนยันว่าเป็นเรื่องจริง ทุกครั้งที่พูดถึงพี่สะใภ้ พวกเขาก็แสดงถึงความเคารพออกมาจากใจ ทำเอาทุกคนถึงกับสงสัยมากว่า มีสตรีที่เก่งกาจเพียงนั้นอยู่จริงๆหรือ
ตอนนี้พวกเขารู้สึกประหลาดใจระคนสนใจในตัวเหอจิ่วเหนียงมาก แต่นางยังอยู่ที่จิงโจว ยังไม่มาเมืองหลวงเสียที
ลู่ไป่ชวนเห็นสีหน้าใคร่รู้ของลูกน้องผู้นี้ก็รู้ว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่ จึงเลิกคิ้วขึ้น “ไปรับลูกกับเมีย ทำไม เจ้าอยากไปด้วยรึ?”
“อยากขอรับ อยากไป อยากไป! ได้ยินท่านแม่ทัพพูดถึงมาครึ่งเดือนแล้ว ข้าน้อยเลื่อมใสพี่สะใภ้ดุจดั่งสายน้ำในแม่น้ำฮวงเหอที่เชี่ยวกรากอย่างไม่สิ้นสุดเลยละขอรับ…”
“พูดมากจริง อยากไปก็ตามมา แต่ต่อให้คืนนี้เจ้าไม่ได้นอนพักผ่อนดีๆ การฝึกในวันพรุ่งนี้ก็ไม่อาจลาหยุดได้นะ”
ลู่ไป่ชวนเตะขาเขาเบาๆไปหนึ่งที ทว่าใบหน้ากลับเผยรอยยิ้มออกมา
‘ต้องพาเขาไปเห็นนางกับตาสักหน่อย เขาจะได้กลับมายืนยันกับสหายในค่ายได้ว่า สิ่งที่ข้าเล่าให้ฟังนั้นไม่ได้เป็นการคุยโม้ แต่ภรรยาข้าดีเลิศที่สุดจริงๆ!’
ตอนที่ 724: หรือว่าคนบังคับรถม้าสิ้นใจไปแล้ว
ไม่นานลูกน้องผู้นั้นก็เปลี่ยนเสื้อผ้าเสร็จและออกมา ลู่ไป่ชวนกำชับคนอื่นๆอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพาลูกน้องขี่ม้าไปรอภรรยากับบุตรชายที่ประตูเมือง
ถึงแม้ยังเหลือเวลาอีกพักใหญ่กว่าภรรยากับบุตรชายจะมาถึง แต่เขาก็อยากมารอก่อน
การมารอก็ไม่ได้เสียเวลาเปล่า เขาพาลูกน้องขึ้นไปบนกำแพงเมืองเพื่อตรวจตราบริเวณโดยรอบอยู่รอบหนึ่ง จากนั้นทุกคนตรงนี้ก็ได้รู้กันถ้วนทั่วว่าฮูหยินลู่กำลังเดินทางมาเมืองหลวง ท่านแม่ทัพมารอรับด้วยตัวเอง ท่าทางของท่านแม่ทัพในตอนนี้นั้นช่างดูภาคภูมิใจมากเสียจริง!
แน่นอนว่าลู่ไป่ชวนไม่ได้มาเพื่ออวดภรรยาเพียงอย่างเดียว เขายังถือโอกาสนี้สอบถามสถานการณ์ในช่วงนี้ด้วย ปรากฏว่าได้เบาะแสบางอย่างเข้าจริงๆ
ช่วงนี้มีคนน่าสงสัยปรากฏตัวที่ประตูเมืองมากขึ้น ส่วนใหญ่มีท่าทีรีบร้อนไม่พูดไม่จา พอเอ่ยปากก็พบว่าเป็นสำเนียงต่างถิ่น ไม่ใช่คนเป่ยเหยียน
แต่เอกสารแสดงตัวที่พวกเขานำออกมาล้วนยืนยันได้ว่าพวกเขาเป็นชาวเป่ยเหยียน ทหารเฝ้าประตูเมืองจึงทำอะไรไม่ได้ และไม่กล้าตรวจสอบเข้มงวดไปมากกว่านั้น
เพราะหากต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวด ก็จะเกิดความวุ่นวายหลายด้าน ทั้งส่งผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของชาวบ้าน และยังเป็นการแหวกหญ้าให้งูตื่นอีกด้วย
แต่การที่ไม่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดก็ไม่ได้หมายความว่าจะปล่อยพวกเขาไป หัวหน้าทหารเฝ้าประตูเมืองกล่าว “ท่านแม่ทัพวางใจได้ ข้าน้อยส่งคนไปจับตาดูคนพวกนั้นไว้ตลอด พบว่าตอนนี้พวกเขายังใช้ชีวิตปกติอยู่ในเมืองเท่านั้น ไม่ได้พฤติกรรมผิดแปลกอื่นใดขอรับ”
“หากไม่ผิดจากที่ข้าคิดไว้ก็น่าจะเป็นคนตงถิง จับตาดูพวกมันเอาไว้ให้ดี มีอะไรผิดปกติรีบมารายงานข้าทันที”
ตอนนี้ลู่ไป่ชวนไม่ได้รับผิดชอบเรื่องตงถิงโดยตรง แต่ในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ตั้งแต่แรก จึงจำเป็นต้องติดตามความคืบหน้าเอาไว้บ้าง
องค์ชายสามแห่งตงถิงยังถูกคุมขังอยู่ในคุกของเป่ยเหยียน แม้เป่ยเหยียนจะส่งทูตไปเจริญสัมพันธไมตรีแล้ว แต่ตงถิงก็ยังคงมีความเคลื่อนไหวไม่เลิก ดูท่าคงอยากจะปล้นคุกเป็นแน่
ลู่ไป่ชวนย่อมรู้ถึงความคิดของอีกฝ่าย หากทูตเป่ยเหยียนเดินทางไปถึงตงถิง องค์ชายสามก็จะกลายเป็นตัวประกัน เป่ยเหยียนสามารถต่อรองและเรียกร้องจากตงถิงได้อย่างเต็มที่ เพราะถึงอย่างไรชีวิตขององค์ชายสามผู้นี้ก็ถือว่ามีค่ากับราชวงศ์ตงถิงมากพอสมควร
ยิ่งไปกว่านั้น เรื่องสกปรกที่ตงถิงทำก่อนหน้านี้ ทำให้ราษฎรเป่ยเหยียนต้องทุกข์ทรมานแสนสาหัส หากเป่ยเหยียนไม่แสดงจุดยืน ก็จะดูเหมือนอ่อนแอไร้ความสามารถ ถูกรังแกถึงที่แล้วยังไม่กล้าตอบโต้อีก
“ขอรับ!”
หัวหน้าทหารเฝ้าประตูเมืองยืดอกตรงรับคำสั่งด้วยน้ำเสียงหนักแน่น จากนั้นสรุปเรื่องทั้งหมดอีกรอบ เพื่อให้เข้าใจตรงกันยิ่งขึ้น
หลังจากฟังจบลู่ไป่ชวนก็รู้สึกว่า คนตงถิงคงจะทนไม่ไหวแล้ว หากไม่เกินความคาดหมาย อีกฝ่ายน่าจะลงมือภายในเดือนสองเดือนนี้ เพราะเมื่อลองเทียบเวลาแล้ว ทูตที่เป่ยเหยียนส่งไปก็น่าจะถึงตงถิงอีกไม่นาน
ช่วงเวลาต่อจากนี้คงต้องเตรียมรับการเผชิญกับสงครามโลหิตอีกครั้ง พรุ่งนี้จะต้องไปปรึกษาวางแผนเรื่องนี้กับองค์รัชทายาทเอาไว้แล้ว
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แม่ทัพใหญ่ก็กล่าวกับลูกน้องทันที “ช่วงสองสามวันนี้ข้าไม่กลับค่ายทหารนะ เจ้าพาคนไปคอยดูแลหน่อย อย่าให้ทหารในค่ายละเลยการซ้อมเด็ดขาด”
ลูกน้องมองเขาด้วยแววตาที่เปลี่ยนไป ก่อนจะเอ่ยติดหยอกล้อ “อะไรกันท่านแม่ทัพ อย่าเป็นเช่นนี้สิขอรับ พี่สะใภ้ไม่ได้มาอยู่แค่วันสองวันเสียหน่อย ท่านจะรีบร้อนไปทำไมกันล่ะขอรับ!”
“อย่าไร้สาระ ข้ากำลังพูดเรื่องงานอยู่!”
ลู่ไป่ชวนยิ้มพลางยกเท้าเตะคนพูดมาก เขาไม่ได้โกรธจริง
ลูกน้องยังคงแซวผู้เป็นนายไม่เลิก เพราะท่านแม่ทัพเอาแต่เล่าถึงความดีของพี่สะใภ้ให้ฟังทุกวี่ทุกวัน อีกทั้งไม่ใช่เรื่องง่ายเลยกว่าพวกเขาทั้งสองจะได้อยู่ด้วยกัน ฟืนแห้งกับไฟแรงมาเจอกันจะไม่ลุกโชนได้อย่างไร
รอยยิ้มนายทหารผู้นั้นยิ่งทะเล้นมากขึ้น ยกมือตบไหล่ลู่ไป่ชวนอย่างใจกล้า พลางกล่าว “ข้าน้อยเข้าใจขอรับ ข้าน้อยเข้าใจ!”
ลู่ไป่ชวนคร้านจะอธิบายให้เขาฟัง เหลือบมองเขาอย่างปลงตก ไม่ได้กล่าวอะไรอีก
“โอ้! มาแล้วขอรับมาแล้ว ใช่รถม้าคันนั้นหรือไม่ขอรับ?”
ได้ยินเสียงกีบม้ามาแต่ไกล แต่เนื่องจากรถม้าไม่ได้แขวนตะเกียงไฟจึงมองเห็นไม่ชัดนัก โชคดีที่มีแสงจันทร์สลัว จึงพอจะมองเห็นเงาวัตถุบางอย่างที่กำลังมุ่งหน้ามาทางนี้
พวกเขายืนอยู่บนหอคอยบนกำแพงเมืองจึงมองเห็นได้แต่ไกล ลู่ไป่ชวนเพ่งมองก็พบว่าเป็นรถม้าของภรรยาจริงๆ จึงรีบลงจากกำแพงเมืองไปรอรับ
หัวหน้าทหารเฝ้าประตูเมืองกับลูกน้องก็รีบตามลงไป โดยเฉพาะลูกน้องที่ตามมาจากค่ายทหารด้วยผู้นั้นออกอาการตื่นเต้นยิ่งกว่าใคร แววตาแห่งการรอคอยของเขาแทบจะลุกโชนออกมา
รถม้ายังอยู่ห่างจากประตูเมืองพอสมควร หลังจากลู่ไป่ชวนลงไปถึงเบื้องล่างแล้ว ยังรออยู่ที่หน้าประตูเมืองอยู่ครู่หนึ่งกว่ารถม้าจะเคลื่อนมาถึง
ลู่ไป่ชวนรีบเดินเข้าไปรับภรรยา ถามไถ่ด้วยความห่วงใย จากนั้นก็รับเชือกบังเหียนมาบังคับรถม้าด้วยตัวเอง
ลูกน้องถึงกับตกตะลึงตัวแข็งค้าง ไม่คาดคิดมาก่อนว่าท่านแม่ทัพของพวกเขาจะอ่อนโยนได้มากถึงเพียงนี้ …ไม่ใช่สิ เหตุใดท่านแม่ทัพถึงได้ดีต่อสาวใช้ผู้บังคับรถม้าถึงเพียงนั้นนะ?
หรือว่า…
“เอ๊ะ! หรือว่า…นั่นคือฮูหยินหรือ แล้วเหตุใดถึงได้บังคับรถม้าเองล่ะ?”
ทันใดนั้นลูกน้องก็ตื่นตระหนก ปกติแล้วสตรีสูงศักดิ์ยามออกเดินทางต้องมีรถม้าประกบหน้าหลังหลายคัน ทั้งบรรทุกสัมภาระ และต้องพาบ่าวไพร่คอยดูแลปรนนิบัติมาด้วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคนบังคับรถม้าเลย
แต่เหตุใดพี่สะใภ้ถึงไม่พาบ่าวรับใช้ติดตามมาด้วยเลยสักคนล่ะ?
ถึงขั้นบังคับรถม้าเองด้วย!?
หรือว่าระหว่างทาง…จะเกิดเรื่องขึ้นจนคนบังคับรถม้าสิ้นใจไปแล้ว!?
นายทหารหนุ่มพลันบังเกิดความอยากรู้ขึ้นมาในทันใด รีบเข้าไปจำนรรจาทันที “พี่สะใภ้เดินทางมาเพียงลำพัง หรือว่าเกิดเรื่องขึ้นระหว่างทางหรือขอรับ? ข้าน้อยจะพาคนไปตรวจสอบ!”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินก็ยิ้มพลางกล่าว “ไม่ได้มีเรื่องอะไรหรอก ข้าไม่ได้พาบ่าวไพร่ติดตามมาด้วย ขอบใจเจ้ามากนะที่เป็นห่วง”
ลูกน้องได้ยินดังนั้นก็โล่ง.อกไปเปลาะหนึ่ง จากนั้นก็ตกใจในความกล้าหาญของเหอจิ่วเหนียงมาก เส้นทางยาวไกลเพียงนี้ นางเป็นสตรีแต่กล้าเดินทางมาเพียงลำพัง ทั้งยังพาลูกมาด้วย บังคับรถม้าด้วยตัวเอง เดินทางไกลนับพันลี้มาหาสามีถึงเมืองหลวง!
เป็นจริงดังที่ท่านแม่ทัพชื่นชม พี่สะใภ้ดีเสิศประเสริฐศรีมากจริงๆอย่างเรื่องนี้ หากเป็นสตรีอื่นอย่าว่าแต่บังคับรถม้าเลย เกรงว่าหากให้เดินทางตอนกลางค่ำกลางคืนทั้งที่มีคนคุ้มกันด้วย ก็คงกลัวจนร้องไห้ตลอดทางอยู่ดี
เมื่อเขาสงบสติอารมณ์ลงได้ จึงได้สังเกตเห็นว่า พี่สะใภ้รูปร่างหน้าตางดงามยิ่งนัก! เห็นๆกันอยู่ว่าไม่ได้แต่งหน้าแต่งตา มวยผมโดยใช้ปิ่นธรรมดาเสียบไว้ แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับเทพเซียนมาจุติก็มิปาน
ลูกน้องถึงกับตกตะลึงอึ้งงัน ไม่แปลกใจแล้วว่าเหตุใดท่านแม่ทัพถึงได้ชื่นชมพี่สะใภ้ไม่หยุดปากเช่นนั้น ทั้งยังไม่เคยมีความคิดที่จะไปหาความสุขข้างนอกด้วย ที่แท้พี่สะใภ้ก็งดงามหมดจดถึงเพียงนี้นี่เอง!
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสามารถมากมายของพี่สะใภ้ที่ท่านแม่ทัพเล่าให้ฟัง ช่างเป็นสตรีที่น่ามหัศจรรย์มากจริงๆ!
เหอจิ่วเหนียงเห็นคนตรงหน้าตัวแข็งทื่อไปแล้วเมื่อมองมาที่ตน จึงเลิกคิ้วถามลู่ไป่ชวน “ไม่แนะนำสักหน่อยหรือ?”
ลู่ไป่ชวนเห็นดังนั้นก็ง้างมือตบเรียกสติเขากลับมา ก่อนจะกล่าว “เฉินปิน เป็นทหารใต้บังคับบัญชาของข้า”
นับว่าเป็นหัวหน้าระดับเล็กๆ แต่ตำแหน่งไม่ได้สูงมาก
“ฮี่ๆๆ คารวะพี่สะใภ้ขอรับ! ล่วงเกินท่านแล้ว โปรดอภัยให้ข้าน้อยด้วย ก็ท่านแม่ทัพน่ะสิขอรับ ชื่นชมถึงความดีของท่านให้พวกเราฟังทู้ก∼วัน ตอนแรกข้าไม่เชื่อ ตอนนี้ได้เห็นกับตาเนื้อตัวเองแล้ว เป็นอย่างที่ท่านแม่ทัพบอกไว้จริงๆขอรับ!”
เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองลู่ไป่ชวนแวบหนึ่ง และยิ้มพลางกล่าวกับเฉินปิน “อย่างนั้นหรือ เช่นนั้นหากมีโอกาส เจ้าเล่าให้ข้าฟังหน่อยนะว่าเขาชื่นชมข้าไว้ว่าอย่างไรบ้าง วันนี้ดึกแล้ว ไว้วันหลังจะชวนพวกเจ้าไปกินข้าวที่จวน พวกเราจะได้มีเวลานั่งคุยกัน”
“ไม่มีปัญหาขอรับ! พี่สะใภ้อยากฟังสิ่งใดพวกเราจะเล่าให้ฟังทั้งหมดเลยขอรับ!”
เฉินปินช่างเป็นคนตรงไปตรงมาเสียจริง ไม่พูดจาอ้อมค้อมแต่อย่างใด
“ในเมื่อพี่สะใภ้มาถึงแล้ว เช่นนั้นท่านแม่ทัพ ข้าน้อยขอตัวกลับก่อนนะขอรับ”
ตอนนี้ดึกมากแล้ว พรุ่งนี้ยังต้องตื่นมาฝึกแต่เช้าอีก
ลู่ไป่ชวนตอบรับ จากนั้นก็พูดคุยกับหัวหน้าทหารเฝ้าประตูเมืองอีกสองสามประโยค จึงจะบังคับรถม้ากลับคฤหาสน์
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เข้าไปอยู่ในรถม้ากับบุตรชาย นางนั่งอยู่ด้านนอกกับลู่ไป่ชวน กอดแขนซบไหล่เขา รู้สึกถึงความสงบและอบอุ่นที่หาไม่ได้มานาน
“ท่านคิดถึงข้าหรือไม่?”
“ต้องให้ข้าพิสูจน์หรือไม่?”
ตอนที่ 725: ข้าเป็นเชื้อพระวงศ์หรือ
เหอจิ่วเหนียงสบสายตาหวานเชื่อมของอีกฝ่าย นางไหนเลยจะไม่เข้าใจความนัยที่เขาต้องการสื่อ จึงรีบละสายตาไปทางอื่น และกล่าวเรียบๆ “ไม่ต้องหรอก”
ลู่ไป่ชวนยิ้มขำไม่ได้กล่าวอะไร แม้เขาอยากจะพิสูจน์มาก แต่ก็เข้าใจดีว่าภรรยาเดินทางมาดึกๆดื่นๆต้องเหนื่อยไม่น้อย เขาจะทรมานนางอีกไม่ได้
ยังมีเวลาอีกเยอะ อยากพิสูจน์แค่ไหนก็ย่อมได้!
“จริงสิ หลังจากที่มาถึงเมืองหลวง ข้าก็ให้โหลวชงไปสืบเรื่องจวนมู่กั๋วกงแล้วนะ พบว่าหลายปีที่ผ่านมา หมิงเจ๋อมีส่วนที่ส่งผลให้จวนมู่กั๋วกงตกต่ำลงไปได้อย่างรวดเร็วเช่นนี้จริงๆ”
ลู่ไป่ชวนเปลี่ยนเรื่องสนทนา เหอจิ่วเหนียงให้ความสนใจเรื่องนี้มากดังคาด
นางกล่าว “ไม่แปลกใจ หากเขาไม่ทำอะไรเลยก็คงไม่ใช่เขา”
เพียงแต่เหอจิ่วเหนียงกลับประหลาดใจมากกว่าว่า หมิงเจ๋ออืดอาดยืดยาดกว่าที่นางคิดนัก ผ่านมานานหลายปีจนถึงตอนนี้แล้ว เขายังไม่ถอนรากถอนโคนอีกฝ่ายให้สิ้นซากอีก หรือว่าเขาแค่อยากทำให้จวนมู่กั๋วกงค่อยๆตกต่ำไปอย่างช้าๆเช่นนี้จริงๆ?
การแก้แค้นเช่นนี้ถือว่าเบาเกินไป และไม่สมกับนิสัยของหมิงเจ๋อเลย
ลู่ไป่ชวนกล่าว “ดูจากสถานการณ์ตอนนี้แล้ว เขายังไม่ได้ลงมือทำอะไรเพิ่มเติม คงจะอยากรอดูว่าเจ้าจะจัดการเช่นไร”
“น่าจะเป็นเช่นนั้น ต้องยอมรับเลยว่าคนผู้นี้เจ้าแผนการและแสดงละครเก่งนัก ไม่รู้ว่าในเรื่องนี้เขาจะรับบทใด แต่จะว่าไป หากไม่ใช่เพราะคนของจวนมู่กั๋วกงมาหาเรื่องข้าก่อนละก็ ข้าคงไม่รู้เลยว่าจวนมู่กั๋วกงกับข้ามีความเกี่ยวข้องกัน”
ในประโยคแรกนั้น หากไม่มีเรื่องของเว่ยอวี่ก่อนหน้านี้ เหอจิ่วเหนียงไม่มีทางคิดอคติเช่นนี้กับหมิงเจ๋อแน่นอน เพราะความดีที่เขาปฏิบัติต่อเจียงรั่วหย่า ทำให้ทุกคนหลงเชื่อสนิทใจว่าเขาเป็นคนจริงใจและจิตใจดีงามโดยแท้จริง และพานทำให้คนคิดว่า เขาก็จะปฏิบัติดีต่อทุกคนเช่นนั้นเช่นกัน ทว่าความเป็นจริง ความพิเศษเหล่านั้นเขามอบให้แค่เจียงรั่วหย่าคนเดียวเท่านั้น
สำหรับเจียงรั่วหย่านับว่าเป็นความโชคดียิ่งนัก แต่สำหรับพวกเขา หากเป็นไปได้ ขอไม่ข้องเกี่ยวกับคนเจ้าเล่ห์ผู้นี้จะดีกว่า
“ตอนนี้ข้ารู้สึกว่า ป้ายคำสั่งที่เขามอบให้ข้าไว้ชักร้อนลวกมือขึ้นมาแล้วสิ หากรู้ตั้งแต่แรกนะ ไม่ว่าเขาจะคะยั้นคะยอเช่นไร ข้าคงไม่รับไว้แน่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะข้ามองคนไม่ออกจริงๆ เฮ้อ…”
กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็ถอนหายใจยาวออกมาเฮือกใหญ่ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าตนเองจะถูกความอ่อนโยนจอมปลอมของหมิงเจ๋อหลอกเอาได้ เฮ้อ… ประมาทเกินไปแล้ว
แต่จะว่าไป อันที่จริงหมิงเจ๋อก็ไม่ได้ทำเรื่องที่เกินเหตุต่อนางขนาดนั้น เรื่องเว่ยอวี่ก็ไม่ได้สัมฤทธิ์ผล ทั้งยังถูกเจียงรั่วหย่าช่วยจัดการแล้ว ต่อจากนี้ก็คงไม่มีเรื่องทำนองนี้เกิดขึ้นอีก เห็นแก่หน้าของเจียงรั่วหย่า นางจะปล่อยให้เรื่องนี้ผ่านไปก็แล้วกัน
“ไม่ชอบก็หาโอกาสคืนให้เขาไปก็ได้”
ลู่ไป่ชวนเองก็รู้สึกว่าป้ายคำสั่งนั้นเป็นเผือกร้อนเช่นกัน วันหน้าถ้าเกิดป้ายนั้นพาพวกเขาเข้าไปพัวพันถึงเรื่องใดเข้า หากพวกเขาอยากปฏิเสธก็คงยากจะถอนตัว
“ไว้ข้าจะหาโอกาสไปเยี่ยมป้าเจียง แล้วคืนป้ายให้นางก็แล้วกัน” เหอจิ่วเหนียงเอ่ยจบก็อ้าปากหาว
ลู่ไป่ชวนชำเลืองมองคนข้างกายแวบหนึ่ง ในใจเกิดความลังเลว่า จะพูด ‘เรื่องนั้น’ กับนางดีหรือไม่
หากพูด ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นให้เรื่องราวเริ่มดำเนิน และชีวิตของภรรยาหลังจากนี้ก็จะยิ่งเต็มไปด้วยความซับซ้อนชวนปวดหัว
แต่หากไม่พูด ก็จะกลายเป็นว่าเขามีเรื่องปิดบังภรรยา
พลันนั้น ในใจแม่ทัพหนุ่มก็หวนนึกถึงการเขียนหนังสือสำรวจตนหลายพันตัวอักษรในครานั้นขึ้นมา…
ทันใดนั้นเขาก็ตัดสินใจได้ โดยเลือกที่จะบอกความจริงกับภรรยา
“ฮูหยิน จากข้อมูลที่โหลวชงสืบมาได้ ข้าเดาว่า…เจ้าอาจจะไม่ใช่ลูกสาวของมู่กั๋วกง”
ระหว่างที่ลู่ไป่ชวนกำลังต่อสู้กับความคิดของตัวเองท่ามกลางความเงียบงันจนตัดสินใจพูดออกมานั้น ด้านเหอจิ่วเหนียงกำลังเอนศีรษะซบแขนแข็งแรงของเขาด้วยความง่วงงุน และทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ ความง่วงขอนางก็พลันอันตรธาน
“ฮะ! หมายความว่าอย่างไร นี่ข้ากำลังเอาเรื่องผิดคนหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงตกใจมาก จะเป็นไปได้อย่างไร หากนางเอาเรื่องผิดคน เช่นนั้นหมิงเจ๋อก็แก้แค้นผิดคนด้วยน่ะสิ!
หมิงเจ๋อเป็นถึงเจ้าของหน่วยข่าวกรองอันดับหนึ่งแห่งเป่ยเหยียน จะสืบหาตัวคนผิดพลาดได้อย่างไร?
“ก็ใช่ว่าจะเล่นงานผิดคนเสียทีเดียว ครั้นที่ป้าเจียงวัยสาว นางได้แต่งงานเข้าจวนมู่กั๋วกงจริงๆ แต่เจ้าอาจจะไม่ใช่ลูกสาวของมู่กั๋วกง”
ลู่ไป่ชวนอธิบายข้อสันนิษฐานของตนเองให้ภรรยาฟัง และแล้วเหอจิ่วเหนียงก็คล้ายจะเข้าใจแล้วว่า เพราะเหตุใดหมิงเจ๋อจึงแก้แค้นจวนมู่กั๋วกงด้วยวิธีค่อยๆทำลายไปเช่นนี้
เพราะแท้ที่จริงแล้ว…เป้าหมายหลักไม่ใช่จวนมู่กั๋วกง…อย่างนั้นหรือ?
“แล้วข้าเป็นลูกของใครกัน?”
เหอจิ่วเหนียงเม้มปากเล็กน้อย สีหน้าหงุดหงิดงุ่นง่าน รู้สึกเหมือนตัวเองเป็นลูกอ๊อดตัวจ้อยที่กำลังว่ายน้ำอย่างเคว้งคว้างตามหามารดาอยู่ในบ่อน้ำกว้างก็มิปาน… ไม่ใช่สิ ตามหาบิดาต่างหาก
“หากเดาไม่ผิด น่าจะเป็นลูกสาวของฉวินอ๋องที่ถูกเนรเทศ”
เหอจิ่วเหนียงตกใจอีกครั้ง “เช่นนั้นก็หมายความว่า ข้าเป็นเชื้อพระวงศ์อย่างนั้นหรือ!?”
“มีความเป็นไปได้สูง”
“โอ้ สวรรค์ ตกลงนี่มันอะไรกันเนี่ย ตรวจสอบชัดเจนแล้วหรือยัง?”
เหอจิ่วเหนียงเริ่มรู้สึกสนใจขึ้นมา จากที่ชอบใส่ใจเรื่องชาวบ้าน ตอนนี้เห็นทีจะต้องใส่ใจเรื่องของตัวเองซะแล้ว
ไม่ว่าเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรก็ต้องตรวจสอบให้ถ้วนถี่ที่สุดเท่าที่จะทำได้ อย่างไรก็ตาม จะไปสอบถามจากเจียงรั่วหย่าไม่ได้เด็ดขาด เนื่องจากนางสูญเสียความทรงจำก่อนหน้านี้ไปแล้ว และต่อให้ความทรงจำเหล่านั้นจะยังอยู่ แต่เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้อาการป่วยของนางกลับมากำเริบอีก จึงต้องหลีกเลี่ยงการพูดเรื่องพวกนี้กับนางอย่างเด็ดขาด
“ตอนนี้ยังไม่แน่ชัด” ลู่ไป่ชวนส่ายหน้า “ในปีนั้น ทันทีที่ฉวินอ๋องถูกเนรเทศ ป้าเจียงก็ถูกไล่ออกจากจวนมู่กั๋วกงในเวลาเดียวกัน หลายเรื่องราวก็ถูกฝังกลบเอาไว้แน่นหนาไม่เบา หากอยากตรวจสอบให้ชัดเจนถือว่าค่อนข้างยากเหมือนกัน”
ทว่าเรื่องนี้ไม่จำเป็นต้องเร่งรีบ ค่อยๆสืบสาวและขุดขึ้นมาสะสางอย่างใจเย็นก็ได้
หมิงเจ๋อต้องรู้เรื่องนี้อยู่แล้วเป็นแน่ เพราะหน่วยข่าวกรองของเขารวดเร็วดังสายลม ส่วนลู่ไป่ชวน เขาใช้ให้คนของตัวเองไปตรวจสอบเอง ไม่มีผู้เชี่ยวชาญให้ความช่วยเหลือ ทุกอย่างล้วนเริ่มจากศูนย์ ในระยะเวลาสั้นๆ สามารถสืบข้อมูลเหล่านี้มาได้ก็นับว่ายอดเยี่ยมแล้ว
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “เช่นนั้นก็ค่อยๆตรวจสอบไปก็แล้วกัน”
หลังจากจบบทสนทนา มวลความง่วงก้อนใหญ่ก็จู่โจมเหอจิ่วเหนียงหนักขึ้น เพียงไม่กี่อึดใจนางก็นั่งคอพับคอเอียงไปแล้ว ยิ่งบวกกับรถม้าโคลงเคลงไปมา ทำให้เปลือกตาของนางยิ่งหนักอึ้ง
และสำคัญที่สุด เพราะมีลู่ไป่ชวนอยู่ข้างกาย หญิงสาวจึงยิ่งวางใจ ปล่อยให้ความง่วงเล่นงานอย่างจังเช่นนี้
เมื่อกลับมาถึงจวน บ่าวรับใช้ทั้งหมดก็มารอต้อนรับที่หน้าประตูอยู่ก่อนแล้ว เหอจิ่วเหนียงตามสาวใช้ไปที่เรือนหลักเพื่อล้างหน้าล้างตา ส่วนลู่ไป่ชวนพาโก่วเอ๋อร์เข้านอน ก่อนจะกลับมาล้างเนื้อล้างตัวที่เรือนหลัก
พอชายหนุ่มกลับเข้ามาในห้องนอน ก็เห็นเหอจิ่วเหนียงนอนหลับฝันดีไปแล้ว ลู่ไป่ชวนนอนลงอย่างเงียบเชียบ รวบร่างบางมากอดในอ้อมแขนอย่างอ่อนโยน ในที่สุด…หัวใจที่ล่องลอยอย่างเคว้งคว้างของเขาก็ได้ที่พักพิงเสียที
..….
“ท่านพ่อ ท่านแม่!”
ยามฟ้าเริ่มสาง สองสามีภรรยาที่ยังคงจมอยู่ในห้วงนิทรา ได้ยินเสียงโก่วเอ๋อร์ตะโกนเรียกจากด้านนอก น้ำเสียงของเด็กน้อยมีความร้อนรน เห็นได้ชัดว่าตื่นตระหนกเล็กน้อย
เหอจิ่วเหนียงผลักลู่ไป่ชวนออกด้วยความแตกตื่น “รีบออกไปดูลูกเร็วเข้า เขาเพิ่งมาที่นี่ครั้งแรก ไม่เจอพวกเราจึงร้อนใจมากเป็นแน่!”
ตอนนี้โก่วเอ๋อร์ร้อนใจมากจริงๆ ก่อนมา เขาได้ยินมาว่าต้องใช้เวลาเดินทางเจ็ดถึงแปดวันจึงจะมาถึงเมืองหลวง แต่นี่เขาเพิ่งหลับไปแค่ตื่นเดียว บรรยากาศรอบๆก็เปลี่ยนไปแล้ว
เขาตื่นมาก็พบว่าท่านแม่ไม่อยู่ โชคดีที่พอเขาออกมาจากห้องก็พบคนอยู่ในเรือนแปลกตาหลังนี้หลายคน จึงสอบถาม พบว่าทั้งหมดเป็นบ่าวรับใช้ หากไม่ใช่เพราะคนเหล่านี้เรียกเขาด้วยความเคารพว่านายน้อย กอปรกับอธิบายให้เขาฟังว่า ที่นี่คือจวนท่านแม่ทัพที่เมืองหลวงละก็ เขาคงคิดว่าตนเองถูกลักพาตัวมาแล้ว
เด็กน้อยจึงสงบสติอารมณ์ลงได้ และอยากมาถามท่านแม่ให้กระจ่าง
ลู่ไป่ชวนเป็นชายชาติทหารมาค่อนชีวิต เมื่อถูกปลุกให้ตื่นเขาจึงไม่มีท่าทีอิดออด รีบลุกขึ้นด้วยความมั่นคง ตรงไปเปิดประตูให้บุตรชายทันที
โก่วเอ๋อร์ได้เห็นบิดา ก็รู้สึกโล่งใจในบัดดล
ที่แท้ที่นี่ก็คือบ้านที่เมืองหลวงของเขาจริงๆด้วย!
เขามาถึงเมืองหลวงแล้วจริงๆ!
แต่…ทำได้อย่างไรกัน…
ลู่ไป่ชวนคิดว่า เรื่องนี้ให้ภรรยาเป็นคนอธิบายให้บุตรชายฟังจะดีกว่า เพราะอย่างไรนี่ก็เป็นความลับของภรรยา
ผู้เป็นพ่อพาเด็กน้อยเข้ามาในห้อง โก่วเอ๋อร์เห็นเหอจิ่วเหนียงยังนอนอยู่ จึงเอ่ยขึ้น “ข้ารอให้ท่านแม่ตื่นก่อนค่อยถามก็ได้ขอรับ!” ก่อนหันหลังเตรียมจะเดินกลับ
เมื่อวานเขาหลับไปตั้งแต่ยังอยู่ที่บ้าน แต่ท่านแม่บังคับรถม้าเดินทางตลอดทั้งคืนไม่ได้พัก ต้องเหนื่อยมากแน่ๆ ดังนั้นเขาต้องทำตัวให้ดีๆ อย่า.งอแง
“มานี่มา แม่อยากกอดเจ้านอน”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินเสียงบุตรชายจึงเรียกเอาไว้ โก่วเอ๋อร์จึงรีบวิ่งไปหาอย่างเชื่อฟัง
ตอนตื่นเขารีบลุกขึ้นมาโดยลืมสวมเสื้อคลุมยาว ตอนนี้แค่ถอดรองเท้าก็สามารถนอนต่อได้ทันที เด็กชายมุดเข้าไปในอ้อมแขนของมารดา มองหน้านางอย่างตั้งใจ และเอ่ยถาม “ท่านแม่ ท่านเป็นเทพเซียนที่ลงมาอยู่บนโลกมนุษย์ใช่หรือไม่ขอรับ?”
ตอนที่ 726: เชื่ออย่างไร้เงื่อนไข
เหอจิ่วเหนียงที่หลับตาอยู่ ได้ยินคำถามนี้ก็ไม่ได้ตกใจแต่อย่างใด นางตอบแบบขอผ่านไปที “ไอ้หยา โดนเจ้าจับได้ซะแล้ว”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าอย่างจริงจัง “มีเพียงเทพธิดาเท่านั้นที่จะเดินทางจากจิงโจวมาถึงเมืองหลวงเร็วเช่นนี้ได้ขอรับ!”
“เจ้ารู้ก็ดีแล้ว อย่าไปบอกคนอื่นนะ เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ ข้าจะไม่บอกใคร!”
โก่วเอ๋อร์รีบยกมือปิดปากตัวเองเพื่อแสดงความภักดี เขาไม่บอกใครแน่นอน เมื่อครู่ตอนที่ตื่นขึ้นมา ขาเกือบจะหลุดพูดแล้วว่า ‘ข้าเพิ่งออกเดินทางมาเมื่อคืนเอง เหตุใดตอนนี้ถึงมาอยู่ที่เมืองหลวงแล้วล่ะ’ แต่ฉุกคิดได้ว่าคนที่อยู่โดยรอบตอนนี้เป็นคนที่เขาไม่รู้จัก เขาจึงห้ามตัวเองเอาไว้ได้ทัน และบอกเพียงว่าต้องการไปหาท่านพ่อกับท่านแม่
เดิมทีลู่ไป่ชวนคิดว่า ภรรยาจะต้องอธิบายให้บุตรชายฟังยืดยาวแน่ คิดไม่ถึงว่านางจะจัดการได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ เป็นเขาเองที่ไม่เข้าใจเด็ก และนึกไม่ถึงว่าเด็กจะหลอกง่ายเช่นนี้
แต่บุตรชายของเขา ปกติแล้วก็ดูไม่เหมือนเด็กที่จะหลอกได้ง่ายๆนี่นา
โก่วเอ๋อร์นอนซุกอกมารดาได้ไม่นานก็วิ่งออกไปด้านนอก นี่เป็นครั้งแรกที่เขามาจวนใหม่ เขาต้องเดินสำรวจทุกซอกทุกมุมสักหน่อย
ลู่ไป่ชวนจึงได้มีโอกาสถามภรรยา “ลูกหลอกง่ายเพียงนี้เลยหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงตอบทั้งที่ยังหลับตา “ท่านเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า คนหนึ่งกล้าพูด อีกคนก็กล้าเชื่อหรือไม่? ข้ากับลูกเราเป็นเช่นนั้น เขารู้ว่าเรื่องไม่ได้ง่ายดายอย่างที่เห็น แต่ในเมื่อข้าพูดเช่นนี้แล้ว เขาก็พร้อมที่จะเชื่อข้า”
พูดง่ายๆก็คือ เชื่ออย่างไร้เงื่อนไข ไม่ว่านางจะพูดเพ้อเจ้ออย่างไรเขาก็เชื่อทั้งหมด
ลู่ไป่ชวนพยักหน้าด้วยความอึ้ง จู่ๆก็รู้สึกว่าตนเองมีไหวพริบเทียบบุตรชายไม่ได้เลย
……
หลังจากกินมื้อเที่ยงเสร็จ ทั้งสามคนพ่อแม่ลูกตระกูลลู่เดินทางไปเข้าเฝ้าองค์รัชทายาทที่ตำหนักตงกง (องค์รัชทายาทได้เข้าพิธีแต่งตั้งราชอิสริยยศ และย้ายเข้าประทับที่ตำหนักตงกงแล้ว หลังจากที่ลู่ไป่ชวนเดินทางมาที่เมืองหลวง) เหอจิ่วเหนียงนำของขวัญเล็กๆน้อยๆไปถวายพระชายาองค์รัชทายาท และถือโอกาสนี้พาโก่วเอ๋อร์ไปทำความรู้จักกับซื่อจื่อด้วย ต่อไปเข้าเรียนในสำนักศึกษาจะได้ช่วยดูแลกันและกัน ส่วนลู่ไป่ชวนก็มีเรื่องสำคัญจะปรึกษากับองค์รัชทายาทเช่นกัน
ทางด้านตำหนักตงกงได้รับเทียบขอเข้าเฝ้าเมื่อเช้านี้ จึงได้เตรียมการต้อนรับเอาไว้พร้อมแล้ว พระชายาองค์รัชทายาทยังลงมือเข้าครัวทำขนมด้วยพระองค์เองอีกด้วย
โก่วเอ๋อร์เป็นเด็กมีมารยาทและรู้ความ เขายกมือคารวะฝ่ายเจ้าบ้านตามบิดามารดาโดยไม่ต้องให้บอก ถึงแม้จะเป็นครั้งแรกที่เด็กชายได้พบกับผู้สูงศักดิ์ระดับนี้ แต่เขาก็ไม่มีความประหม่าเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังจำนรรจาด้วยน้ำเสียงมั่นใจเต็มเปี่ยม
เขาคิด(ไปเอง)อย่างลำพองว่า ท่าทางของตนในยามนี้ต้องทั้งหล่อเหลาทั้งสง่างามสมกับเป็นสุภาพบุรุษตัวน้อยเป็นแน่ แต่หารู้ไม่ว่าในสายตาขององค์รัชทายาทกับพระชายา กลับมองว่าเขาน่ารักน่าเอ็นดูมากกว่า เด็กน้อยอายุยังไม่ถึงห้าขวบ ตัวก็เล็กแค่นี้ ทั้งฉลาดหลักแหลม ทั้งรู้ประสีประสา หน้าตาผิวพรรณขาวผ่องเป็นยองใย ยามพูดยามจาแก้มกลมๆก็ป่องออกมา ช่างน่ารักเกินจะบรรยายจริงๆ
“ไหน มาให้ข้าดูหน่อยซิ ใบหน้าน้อยๆของเจ้าเหมือนกับท่านแม่ทัพลู่มากเลยนะเนี่ย! หล่อเหลาตั้งแต่เด็ก!”
พระชายาองค์รัชทายาทกวักมือเรียกโก่วเอ๋อร์ด้วยความชื่นชอบ โก่วเอ๋อร์หันมองหน้ามารดาก่อน เห็นเหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอนุญาต จึงจะค่อยๆเดินไปหา “คารวะพระชายาขอรับ”
เขาทำความเคารพตามแบบเด็กที่ผ่านการอบรมมารยาทในสำนักศึกษา ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองพระชายาองค์รัชทายาทด้วยความกล้าหาญ “พระชายาก็งดงามยิ่งนักเช่นกันขอรับ!”
เพียงประโยคเดียวก็สามารถเรียกรอยยิ้มกว้างจากพระชายาองค์รัชทายาทได้ และพระชายาก็จับเขาสำรวจทั้งตัวพลางชื่นชมอยู่พักใหญ่
องค์รัชทายาทเองก็ชื่นชมโก่วเอ๋อร์อยู่หลายประโยคเช่นกัน ทั้งยังมอบหยกห้อยเอวชิ้นหนึ่งให้เขาเพื่อเป็นของขวัญแรกพบ จากนั้นก็ขอตัวไปปรึกษาเรื่องงานพร้อมกับลู่ไป่ชวน
หลังจากบุรุษทั้งสองเดินออกไปแล้ว พระชายาองค์รัชทายาทจึงกล่าวขึ้น “รุ่ยเอ๋อร์ไปเรียนตำรายังไม่กลับ รอเขากลับมาจะแนะนำให้เจ้าได้รู้จักนะ ต่อไปเจ้ากับเขาเรียนตำราด้วยกันจะได้ดูแลซึ่งกันและกันได้”
“ขอรับ”
โก่วเอ๋อร์ตอบรับอย่างเชื่อฟัง ถึงแม้เขาไม่ได้รู้สึกว่าตนเองต้องการการดูแล แต่ก็ไม่ปฏิเสธความตั้งใจของผู้อื่น
องค์หญิงน้อยไปอยู่กับท่านตาท่านยายหลายวันแล้ว ไม่ได้อยู่ที่ตำหนัก ตอนนี้มีเพียงโก่วเอ๋อร์คนเดียวที่เป็นเด็กในที่นี้ คนในตำหนักกลัวว่าเขาจะเบื่อ จึงพาเขาไปเดินเล่นในสวน ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็นั่งสนทนาสัพเพเหระกับพระชายาองค์รัชทายาท
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงไม่อยู่ เรื่องราวมากมายที่พระชายาองค์รัชทายาทต้องการระบายก็ไม่รู้จะไปพูดกับผู้ใด กลัวว่าคนอื่นจะเอาเรื่องที่ตนเล่าไปพูดลับหลัง และวางแผนเล่นงานตน จึงได้แต่เก็บไว้คนเดียวมาตลอด ทว่ากับเหอจิ่วเหนียง นางไม่มีความกังวลเรื่องเหล่านี้เลยแม้แต่น้อย เพราะเหอจิ่วเหนียงไม่มีทางทรยศนางแน่นอน
“ในที่สุดเจ้าก็มาเสียที ข้าเฝ้ารอเจ้าทุกวันเลยนะ! มาครั้งนี้ก็ถือเป็นการย้ายมาอยู่ที่นี่อย่างเป็นทางการแล้วสินะ ส่วนข้าน่ะ ตั้งแต่ย้ายเข้ามาอยู่ในตำหนักตงกง โอกาสที่จะได้ออกไปข้างนอกก็น้อยแสนน้อย แต่ละวันก็เจอแต่นางกำนัลขันทีเหล่านี้ มันช่างน่าเบื่อมากจริงๆ!”
มีคำกล่าวที่ว่า การเข้าวังก็เปรียบเสมือนการลงสู่ห้วงทะเลลึก สตรีในวังน้อยนักที่จะได้ออกไปข้างนอก โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นางที่เป็นถึงชายาองค์รัชทายาท—-ฮองเฮาในอนาคต ต้องเป็นตัวอย่างที่ดี ดังนั้นนับตั้งแต่องค์รัชทายาทได้รับถวายราชอิสริยยศอย่างเป็นทางการ และย้ายเข้ามาอยู่ในตำหนักตงกง นางก็ไม่ได้ออกนอกตำหนักอีกเลย
อย่างไรก็ตาม ภริยาและธิดาของเหล่าขุนนางมักจะมาเข้าเฝ้านางอยู่บ่อยครั้ง แต่คนเหล่านั้น ถ้าไม่มาเพื่อประจบประแจง ก็มาด้วยเรื่องที่อยากขอร้องให้นางช่วยทั้งนั้น ไม่มีใครที่นางวางใจให้รับฟังเรื่องราวในใจของนางได้เลย นางอึดอัดมากจริงๆ
เหอจิ่วเหนียงฟังแล้วกลับไม่เห็นด้วย “ตำหนักตงกงก็คือบ้านของพระนาง พระนางอยากเข้าก็เข้า อยากออกก็ออกได้ตามพระทัยนะเพคะ มีสิ่งใดทำไม่ได้กันเล่า หม่อมฉันว่า กฎพวกนี้มันล้าสมัยนัก มันเป็นแค่การจำกัดอิสรภาพของสตรีที่คิดกันไปเองว่าดี ว่าไปแล้ว หม่อมฉันควรทูลเรื่องนี้กับฮองเฮาสักหน่อยดีกว่า กำจัดกฎบ้าบอนี่ไปเสียเพคะ”
“พูดง่าย แต่ทำยากน่ะสิ”
พระชายาองค์รัชทายาทรู้สึกว่า การทำเช่นนั้นสุดโต่งเกินไป กฎเหล่านี้มีมาตั้งแต่โบร่ำโบราณ จะเปลี่ยนกันง่ายๆได้อย่างไร
หากตนกล้าไปทูลเรื่องนี้ต่อฮองเฮา อาจจะถูกเหล่าขุนนางในราชสำนักคัดค้าน และอาจถึงขั้นที่พระสวามีถูกปลดตำแหน่งองค์รัชทายาทได้
ครอบครัวบิดามารดาของนางไม่ได้มีอำนาจเพียงนั้น เรียกว่าเป็นเพียงครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งก็ว่าได้ ดังนั้นการที่นางได้เป็นพระชายาองค์รัชทายาทอย่างตอนนี้ ล้วนเป็นเพราะความรักที่องค์รัชทายาทมีต่อนาง หลายปีที่ผ่านมาเขาปกป้องนางมาตลอด ไม่ให้ใครมาสร้างปัญหากับนางได้เลย ในขณะเดียวกันก็ปกป้องครอบครัวของพ่อแม่นางด้วย นางจึงได้อยู่อย่างสงบสุขมาโดยตลอดจนถึงทุกวันนี้
ด้วยเหตุนี้ นางในฐานะพระชายาองค์รัชทายาท จึงต้องระมัดระวังทุกอย่างต่อหน้าผู้คนอย่างเคร่งครัด มีเพียงกับเหอจิ่วเหนียงเท่านั้นที่นางพอจะเป็นตัวของตัวเอง และพูดความในใจออกมาได้บ้าง
“ไม่เป็นไรเพคะ ต่อไปหม่อมฉันจะหาโอกาสพาพระนางออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกเอง รับรองไม่มีใครรู้แน่นอน!”
เหอจิ่วเหนียงเองก็รู้ดีว่าการโน้มน้าวให้คนสมัยโบราณเช่นนี้ละทิ้งกฎเก่าๆเป็นเรื่องยาก ดังนั้นนางจึงไม่ได้ดึงดันที่จะเปลี่ยนความคิดของพวกเขา และจะทำในขอบเขตที่ตนเองทำได้
พระชายาองค์รัชทายาทพยักหน้า และขณะกำลังจะเปลี่ยนเรื่องสนทนา จู่ๆเสียงเด็กทะเลาะกันก็ดังมาจากด้านนอก และตามมาด้วยเสียงร้องไห้ของเด็ก
พระนางมีสีหน้าตกใจ เสียงนี้เป็นเสียงที่นางคุ้นหูนัก…
เป็นเสียง…โอรสของนางนี่!
พระชายากำลังจะลุกออกไปดู เป็นจังหวะเดียวกันกับที่นางกำนัลเข้ามารายงานอย่างรีบร้อนพอดี “พระชายาเพคะ นายน้อยลู่…ต่อยซื่อจื่อเพคะ!”
“ฮะ!?”
พระชายาองค์รัชทายาทเบิกตากว้างพร้อมกับอุทาน
ทว่าครู่ต่อมานางกลับหัวเราะออกมา ก่อนคล้องแขนเหอจิ่วเหนียงพลางกล่าว “ช่างเป็นเรื่องที่เห็นได้ยากจริงๆ ไปกันเถอะ เรารีบออกไปดูกัน!”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คัดค้าน นางจำได้คลับคล้ายคลับคลาว่า ซื่อจื่ออายุแปดปีกว่าแล้ว แต่ยังร้องไห้จ้าเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องที่แปลกยิ่งนัก
อีกอย่าง บุตรชายของนางก็ไม่ใช่คนที่จะลงมือทำร้ายใครง่ายๆ
แสดงว่า ซื่อจื่อต้องทำให้โก่วเอ๋อร์โกรธมากแน่ๆ
เมื่อคิดได้ดังนี้ หญิงสาวก็ยิ่งรู้สึกสงสัย ฝีเท้าจึงก้าวเร็วยิ่งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
ไม่นานพวกนางก็มาถึงจุดเกิดเหตุ เด็กทั้งสองกำลังถูกบ่าวในตำหนักห้อมล้อม ทุกคนพยายามปลอบซื่อจื่อ เมื่อเห็นนายหญิงทั้งสองออกมา คนเหล่านั้นก็รีบหลีกทางให้ทันที
เหอจิ่วเหนียงเห็นบุตรชายของตนเขย่งเท้ายื่นมือเล็กๆลูบศีรษะซื่อจื่อ ท่าทางเหมือนกำลังปลอบใจ
ตอนที่ 727: ฮ่องเต้เป็นคนดีหรือไม่
ภาพตรงหน้า ทำเอาเหอจิ่วเหนียงและพระชายาองค์รัชทายาทถึงกับงุนงง
ชกต่อยกันอย่างไรถึงมีการปลอบใจเช่นนี้ด้วย?
“เกิดอะไรขึ้น?”
เหอจิ่วเหนียงเป็นฝ่ายเอ่ยถามขึ้นก่อน ถึงอย่างไรจากที่ฟังมา บุตรชายของนางก็เป็นคนเริ่มก่อน นางจะนิ่งดูดายไม่จัดการไม่ได้
“ท่านแม่ ข้าต่อยท่านพี่ซื่อจื่อจนร้องไห้เองขอรับ”
โก่วเอ๋อร์ตอบตามตรง ท่าทางซื่อๆของเขาทำเอาคนฟังไม่รู้จะยิ้มหรือร้องไห้ดี
“แล้วเหตุใดเจ้าถึงลงไม้ลงมือกับซื่อจื่อล่ะ?”
“เขาให้ข้าต่อยขอรับ…”
โก่วเอ๋อร์ทำปากยู่คล้ายจะร้องไห้ ท่าทางน้อยเนื้อต่ำใจเล็กน้อย ทั้งๆที่พี่ชายผู้นี้เป็นคนบอกให้เขาต่อยเอง แล้วเขาก็ไม่ได้ออกแรงเยอะเสียหน่อย ท่านพี่ซื่อจื่อกลับร้องไห้ออกมาเสียดังเชียว
อาจเป็นเพราะพอเห็นผู้ใหญ่มา ซื่อจื่อจึงไม่กล้าร้องไห้อีก เขารีบเช็ดน้ำตาอย่างรวดเร็ว แต่ยังคงสะอึกสะอื้นอยู่
ผู้ใหญ่ทั้งสองต่างจูงมือบุตรชายของตนเข้าไปด้านใน หลังจากสอบถามนางกำนัลข้างๆ จึงได้รู้ต้นสายปลายเหตุของเรื่อง
ซื่อจื่อได้ฟังเสด็จพ่อกับเสด็จแม่ชื่นชมโก่วเอ๋อร์อยู่บ่อยๆ ว่าทั้งเก่งและฉลาดมาก เขาจึงรู้สึกสงสัยมาตลอด ขณะเดียวกันก็รู้สึกปรามาสด้วย เขาเกิดมาเพรียบพร้อมทุกอย่าง เป็นถึงเชื้อพระวงศ์ผู้สูงศักดิ์ ส่วนโก่วเอ๋อร์เป็นแค่เด็กบ้านนอก จะมีดีอะไรกัน
ดังนั้นพอได้พบโก่วเอ๋อร์ครั้งแรก ซื่อจื่อจึงท้าประลองเด็กน้อยทันที
…ย้อนกลับไปที่เรื่องราวก่อนหน้านี้…
ซื่อจื่อน้อย “ได้ยินว่าเจ้าเก่งกาจนัก เช่นนั้นเรามาประลองกันสักหน่อยเถอะ ข้าอายุมากกว่าเจ้า ข้าให้เจ้าเป็นคนเริ่มก่อน!”
โก่วเอ๋อร์ “ไม่ต้อง ไม่ต้อง ข้าสู้ได้!”
ซื่อจื่อน้อย “อย่าพูดจาเหลวไหลหน่อยเลยน่า บอกว่าให้เริ่มก่อนก็เริ่มก่อนสิ มา! เร็วเข้า!”
ไม่เพียงแค่พูดเปล่าๆ ซื่อจื่อยังกระดิกนิ้วท้าทายอีกด้วย โก่วเอ๋อร์ก็ลำบากใจที่จะปฏิเสธ จึงตอบสนองคำขอของอีกฝ่ายแต่โดยดี
ปรากฏว่าหมัดแรกก็ซัดเข้าเบ้าหน้าซื่อจื่อแล้ว เพียงพริบตา ซื่อจื่อจึงส่งเสียงร้องไห้ดังลั่นออกมาทันที
…เรื่องราวก็เป็นเช่นนี้
ฟังคำบอกเล่าจากนางกำนัลจบ ซื่อจื่อก็รู้สึกอับอายขายหน้ามาก รีบแก้ต่างพัลวัน “เห็นๆกันอยู่ว่าข้ายังไม่ทันได้ตั้งตัว!”
พระชายาองค์รัชทายาทกล่าว “เช่นนั้นรอให้เจ้าตั้งตัวก่อนแล้วค่อยประลองกันใหม่อีกครั้งดีหรือไม่?”
“ฮือๆๆ ไม่เอาแล้วดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ!”
ซื่อจื่อส่ายหน้ารัวๆ ราวกับกลองป๋องแป๋ง ไม่ต้องบอกเลยว่าเขาเข็ดขยาดมากเพียงใด
เดิมทีเขามองว่าโก่วเอ๋อร์เป็นแค่เด็กน้อยอายุสี่ห้าขวบ เด็กตัวแค่นี้โดนต่อยหมัดเดียวก็ร้องไห้ขี้มูกโป่งแล้ว ปรากฏว่าเขายังไม่ทันได้ทำอะไร ก็กลายเป็นฝ่ายที่ต้องร้องไห้เพราะเด็กคนนี้เสียเอง
เขาไม่ได้พูดเกินจริง แต่บอกได้เลยว่าเด็กคนนี้แรงเยอะยิ่งนัก แค่หมัดเดียวก็ทำเอาตาเขาแทบหลุดออกจากเบ้า
ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนนักหนา!
“ฮ่าๆๆๆ…”
พระชายาองค์รัชทายาทส่งเสียงหัวเราะออกมาอย่างไม่ไว้หน้า นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นโอรสของตนพ่ายแพ้ นางรู้สึกสนใจเป็นพิเศษ
ที่ผ่านมา เด็กคนนี้มักจะมองว่าตัวเองอยู่เหนือกว่าคนอื่น ทุกครั้งที่นางพูดถึงโก่วเอ๋อร์ให้เขาฟัง สีหน้าของเขาจะฉายความดูแคลนออกมาเสมอ ตอนนี้ได้พบตัวจริงแล้ว ทั้งยังถูกสั่งสอนไปอีกยก จากนี้ไปคงเป็นบทเรียนให้เขาไม่กล้าดูถูกใครง่ายๆอีก
บุตรชายถูกทำร้ายร่างกาย แต่คนเป็นแม่กลับไม่ได้รู้สึกสงสารเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังรู้สึกว่า การโดนเช่นนี้บ้างเป็นสิ่งที่เขาสมควรได้รับแล้ว เขาจะได้รู้จักหลาบจำบ้าง
พระชายาลากโอรสไปอบรมสั่งสอนส่วนตัวอยู่ครู่หนึ่ง ไม่นานซื่อจื่อก็ออกมาขอโทษโก่วเอ๋อร์
“ข้าขอโทษนะ น้องอวี้เอ๋อร์ ข้าไม่ควรสบประมาทเจ้า”
เขามีท่าทางอ่อนแรงห่อเหี่ยว เห็นได้ชัดว่ารู้สึกสะเทือนใจและหมดกำลังใจไม่น้อย
โก่วเอ๋อร์กล่าวอย่างจริงจัง “ข้าผิดเองขอรับ ท่านพี่ซื่อจื่อยังไม่ทันได้ตั้งตัวข้าก็ลงมือแล้ว ข้าก็ต้องขอโทษท่านเหมือนกันขอรับ”
พูดจบทั้งสองก็โค้งคำนับให้กัน ดูไปแล้วหลังจากนี้ พวกเขาคงจะเข้ากันได้ดีทีเดียว
เด็กๆทะเลาะกันได้ไม่นานก็ดีกันแล้ว พอจบเรื่อง เด็กชายทั้งสองก็พูดคุยกันอย่างสนิทสนมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“พรุ่งนี้เช้าข้าจะพาเจ้าไปสำนักศึกษาหลวง ต่อไปข้าจะปกป้องเจ้าเอง ไม่มีใครกล้ารังแกเจ้าแน่นอน!”
“ตกลงขอรับ ท่านพี่ซื่อจื่อ ที่สำนักศึกษาหลวงมีลานฝึกวรยุทธ์หรือไม่ขอรับ?”
“เจ้าถามถึงลานฝึกวรยุทธ์ทำไมกัน?”
“ข้าอยากฝึกวรยุทธ์น่ะขอรับ! ท่านพ่อข้าเตือนไว้เสมอว่า จะละเลยการฝึกวรยุทธ์ไม่ได้เด็ดขาด”
“นี่เจ้า…ฝึกวรยุทธ์ทุกวันเลยหรือ?”
“ใช่ขอรับ! ข้าถึงขั้นประลองกับพวกพี่ๆได้แล้ว!”
เด็กทั้งสองคุยกันถูกคอ แม้อายุจะห่างกันสามปี แต่กลับไม่มีช่องว่างระหว่างวัยเลย ซื่อจื่อถึงกับตกใจมากเมื่อพบว่า ความรู้ในตำราที่ตนร่ำเรียนมานั้น โก่วเอ๋อร์เองก็รู้แทบทั้งหมด ถึงขั้นเข้าใจได้ลึกซึ้งกว่าเขาอีกด้วย
ในตอนนี้เอง ซื่อจื่อจึงยอมรับในความสามารถของโก่วเอ๋อร์จากใจจริง
ภายในเวลาแค่ไม่นาน เด็กทั้งสองก็นัดกันแล้วว่าพรุ่งนี้จะไปสำนักศึกษาหลวงด้วยกัน ทั้งยังวางแผนจะให้องค์รัชทายาทสร้างลานฝึกยุทธ์ให้พวกเขาด้วย เวลาพักจะได้สามารถไปฝึกวรยุทธ์กัน
ในยุคสมัยนี้ คนในสังคมยกย่องผู้มีความรู้ทางบุ๋นมากกว่า ดังนั้นน้อยนักที่จะมีลานฝึกวรยุทธ์ในสำนักศึกษา แต่หากองค์รัชทายาทเป็นผู้รับสั่ง ทุกอย่างย่อมเกิดขึ้นได้แน่นอน โดยเฉพาะตอนที่องค์รัชทายาทมีอำนาจล้นมือเช่นนี้ ไม่มีใครกล้าขัดอยู่แล้ว
ดังนั้น ขอเพียงซื่อจื่อโน้มน้าวพระบิดาได้ก็ไม่มีปัญหา
ไม่นานซื่อจื่อก็วิ่งไปหาพระมารดา “เสด็จแม่ นับจากวันนี้เป็นต้นไปลูกอยากตื่นขึ้นมาฝึกวรยุทธ์กับน้องอวี้เอ๋อร์ทุกๆเช้าพ่ะย่ะค่ะ!”
“ก็ดีนะ ขอเพียงเจ้าตื่นไหว แม่ย่อมสนับสนุนเจ้าอยู่แล้ว”
พระชายายิ้มเลศนัย โอรสตัวเอง นางจะไม่เข้าใจเขาได้อย่างไร เขาไม่มีความพยายามนั้นหรอก
แต่นางก็ไม่ได้ทำลายความตั้งใจของเขา เขามีความกระตือรือร้นก็เป็นเรื่องดี ใครจะไปรู้ บางทีเขาอาจจะทำได้จริงๆก็ได้
เดิมทีครอบครัวลู่จะอยู่กินมื้อเย็นที่ตำหนักตงกง แต่ปรากฏว่าขณะที่สี่แม่ลูกกำลังสนทนากัน ก็มีคนเข้ามารายงานว่า ฮ่องเต้มีพระประสงค์ต้องการพบเหอจิ่วเหนียง เหตุผลก็คือ ช่วงนี้ห่างหายจากการตรวจพระวรกายมานานแล้ว ฮ่องเต้รู้สึกไม่ค่อยสบาย จึงอยากให้นางไปตรวจสักหน่อย
ข้ออ้างนี้ฟังดูปกติ แต่ที่แปลกไปจากเดิมก็คือ พระองค์ระบุว่า ให้พาโก่วเอ๋อร์ไปด้วย
สิ่งนี้ทำให้คนที่ได้ยินต่างไม่เข้าใจ พระชายาเองก็รู้สึกไม่วางใจ “ให้องค์รัชทายาทไปกับพวกเจ้าด้วยดีหรือไม่?”
“ไม่เป็นไรเพคะ”
ไม่รู้ว่าเพราะเหตุใด แต่เหอจิ่วเหนียงสัมผัสได้ว่า ฮ่องเต้ไม่ได้มีเจตนาไม่ดีต่อนาง รวมทั้งโก่วเอ๋อร์ก็เช่นกัน ดังนั้นคงไม่มีปัญหาอะไร
แต่ต่อให้ฮ่องเต้มีแผนการใด ก็ต้องดูด้วยว่านางจะยอมให้เขาสมปรารถนาหรือไม่
เหอจิ่วเหนียงและโก่วเอ๋อร์จึงขอตัวลาจากพระชายากับซื่อจื่อ และเดินทางไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ทันที ตอนนี้อยู่ในรั้ววังพอดี ระยะทางจึงไม่ได้ไกลนัก ใช้เวลาไม่นานก็มาถึง
เป็นครั้งแรกที่โก่วเอ๋อร์เข้าวังหลวง แม้จะรู้สึกตื่นเต้นมาก แต่เขาก็ไม่ได้แสดงอาการใดออกมา อยู่ข้างๆ เหอจิ่วเหนียงอย่างสงบเสงี่ยมสำรวม รู้ความกว่าเด็กวัยเดียวกันยิ่งนัก
“ท่านแม่ ฮ่องเต้เป็นคนดีหรือไม่ขอรับ?”
โก่วเอ๋อร์แอบกระซิบถามมารดา เหอจิ่วเหนียงก็กระซิบตอบกลับ “สำหรับพวกเราแล้วก็น่าจะเป็นคนดีนะ”
คำตอบของนางไม่ผิด เพราะแม้ว่าในตอนแรก ฮ่องเต้จะแสดงเจตนาออกมาชัดเจนว่าปรารถนาในเรือนร่างของนาง แต่หลังจากที่ถูกนางข่มขู่ เขาก็ลบล้างความคิดเหล่านั้นไปจนหมดสิ้น ทั้งยังพูดได้ว่า เขาตามใจนางมากๆอีกด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อคืนนี้ก็เพิ่งได้ฟังข้อสันนิษฐานของลู่ไป่ชวนว่า เป็นไปได้ที่ตนอาจจะเป็นเชื้อพระวงศ์—-เป็นเครือญาติกับฮ่องเต้ด้วย ดังนั้นก็ยิ่งไม่ควรพูดว่า เขาเป็นคนไม่ดี
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง มารดาของเด็กน้อยก็อธิบายต่อ “ไม่มีใครดีเลวไปเสียทั้งหมดหรอกนะลูก ต้องดูว่าคนผู้นั้นปฏิบัติกับใครอย่างไรมากกว่า ฮ่องเต้อาจจะดีกับพวกเรามากๆ แต่อาจจะร้ายกับคนอื่นก็ได้ เพราะฉะนั้นจะดีหรือไม่ดี เจ้าต้องสัมผัสเองจึงจะรู้”
ตอนที่ 728: ปู่สร้างลานฝึกวรยุทธ์ให้หลานจะเป็นอะไรไป
คำพูดของเหอจิ่วเหนียงทำให้โก่วเอ๋อร์รู้สึกเหมือนจะเข้าใจแต่ก็ไม่เข้าใจ
ตกลงแล้วฮ่องเต้เป็นคนดีหรือไม่ดีกันแน่นะ?
แต่เขาไม่มีเวลามาขบคิดเรื่องเหล่านี้มากนัก เพราะไม่นานก็มาถึงตำหนักของฮ่องเต้แล้ว การคุ้มกันที่นี่เข้มงวดกว่าที่อื่นอย่างเห็นได้ชัด ท่าทางของเด็กน้อยจึงเคร่งขรึมขึ้นกว่าเดิมโดยไม่รู้ตัว
ขันทีน้อยผู้นำทาง บอกให้ทั้งสองรออยู่ด้านนอกก่อน แล้วจึงเข้าไปกราบทูล ก่อนจะออกมาพาทั้งสองเข้าไป
ยามนี้ ในโถงไม่ได้มีเพียงฮ่องเต้เท่านั้น ยังมีหลิวกุ้ยเฟยอยู่ข้างพระวรกายด้วย
เหอจิ่วเหนียงนำบุตรชายคุกเข่าคารวะตามธรรมเนียม ฮ่องเต้โบกพระหัตถ์ให้ทั้งสองลุกขึ้น และให้ทั้งสองนั่งตามสบาย จากนั้นก็ทอดพระเนตรไปที่โก่วเอ๋อร์และทรงตรัสถาม “เจ้าก็คือโก่วเอ๋อร์ใช่หรือไม่?”
ไม่เคยมีใครพูดถึงโก่วเอ๋อร์ต่อพระพักตร์ฮ่องเต้มาก่อน แต่หากโอรสสวรรค์ต้องการรู้เรื่องใดสักเรื่องก็หาใช่เรื่องยาก ข้อมูลของสกุลลู่ที่ฮ่องเต้รู้ มีไม่น้อยไปกว่าที่องค์รัชทายาทรู้เลย
โก่วเอ๋อร์ลุกยืนขึ้นตอบอย่างมีมารยาท “โก่วเอ๋อร์เป็นชื่อเล่นขอรับ ชื่อจริงๆข้าน้อยชื่อลู่จื่ออวี้ขอรับ”
ดูเหมือนฮ่องเต้จะคิดไม่ถึงว่าเด็กอายุแค่นี้จะเข้าใจการวางตัวได้ดีถึงเพียงนี้ จึงแย้มพระสรวล และจงใจตรัสถามต่อ “ออ เช่นนั้นไหนเจ้าพอจะบอกได้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใดเจ้าถึงมีชื่อเล่นว่าโก่วเอ๋อร์?”
“เพราะข้าน้อยร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เกิดขอรับ ท่านย่าก็เลยตั้งชื่อแก้เคล็ดเพื่อให้ข้าน้อยมีชีวิตรอด และข้าน้อยก็มีชีวิตรอดจริงๆขอรับ!”
ท่าทางของโก่วเอ๋อร์ตื่นเต้นมาก ราวกับว่าเขามีชีวิตรอดมาได้เพราะชื่อนี้จริงๆก็มิปาน และด้วยเหตุนี้เอง เขาจึงไม่รู้สึกน้อยใจเลยที่ตัวเองมีชื่อเล่นไม่ไพเราะเช่นนี้ ขณะเดียวกันก็ไม่ขัดข้องที่จะแนะนำชื่อจริงกับคนอื่น
ความคิดของเด็กน้อยก็คือ ‘แม้ข้าจะมีชื่อเล่นที่ไม่ค่อยน่าฟังเท่าไร แต่ชื่อจริงข้าก็ไพเราะมากทีเดียว ฮ่าๆๆ’
“ฮ่าๆๆ ช่างน่าสนใจจริงๆ! ตอนเรายังเด็กเราก็ร่างกายอ่อนแอเหมือนกัน และเราก็มีชื่อแก้เคล็ดเหมือนเจ้าเช่นกัน แต่ชื่อของเราไม่น่าฟังเอาซะเลย เอาเป็นว่าเราอย่าเอ่ยถึงดีกว่า ไหน เจ้าเดินเข้ามาให้เราดูใกล้ๆซิ”
ฮ่องเต้กวักพระหัตถ์เรียกโก่วเอ๋อร์มาใกล้ๆ โก่วเอ๋อร์รู้สึกว่ารอยยิ้มและท่าทีของอีกฝ่ายอ่อนโยนมาก เหมือนกับท่านปู่ของเขาไม่มีผิด ไม่ได้รู้สึกน่ากลัวเลย เขาจึงเดินเข้าไปหาอย่างว่าง่าย
ฮ่องเต้ยื่นพระหัตถ์ออกไปประคองแก้มยุ้ยๆของเด็กน้อย พลางมองอย่างพินิจ และตรัสชม “หน้าตาเหมือนขุนนางลู่มากจริงๆ เราได้ยินมาว่าเจ้าเก่งทั้งด้านบู๊และบุ๋นตั้งแต่อายุเท่านี้ โดยเฉพาะด้านบู๊ฝีมือไม่เลวเลย หากเจ้าแสดงฝีมือให้เราดู เราจะทำให้เจ้าสมปรารถนาเรื่องหนึ่งเป็นเช่นไร?”
“แสดงอย่างไรหรือขอรับ?”
โก่วเอ๋อร์กะพริบตาปริบๆ
ต้องประลองวรยุทธ์กับคู่ต่อสู้ หรือแค่แสดงท่าทางให้ดูเฉยๆกันนะ?
“เจ้าเป็นทักษะกระบี่หรือทักษะหมัดหรือไม่?”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าตอบ ฮ่องเต้ตรัสต่อ “เช่นนั้นเจ้าก็แสดงให้เราดูหน่อยเถอะ”
“ท่านแม่ ท่านพ่อเพิ่งสอนทักษะกระบี่ให้ข้า เช่นนั้นข้าแสดงทักษะกระบี่ให้ท่านปู่ฮ่องเต้ดูดีกว่าขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์หันมองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาเปี่ยมความมั่นใจ ทักษะกระบี่ทักษะใหม่ที่ท่านพ่อสอนให้เขา เขาฝึกฝนจนชำนาญแล้ว พวกพี่ชายก็เทียบเขาไม่ได้ ทั้งยังเคยประลองกับเหมยเสี้ยวมาแล้วด้วย ฝีมือจึงยิ่งก้าวหน้าขึ้นอีกไม่น้อย แสดงต่อหน้าท่านปู่ฮ่องเต้ไม่มีทางพลาดให้ขายหน้าแน่นอน
“เอาสิ เช่นนั้นเจ้าไปหาไม้สักอันมาแทนกระบี่เถอะ”
เห็นบุตรชายเรียกฮ่องเต้เช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงก็รู้สึกขบขันเล็กน้อย และไม่ได้ปรามเขาแต่อย่างใด เพราะเมื่อนางสังเกตสีพระพักตร์ของฮ่องเต้แล้ว ดูเหมือนพระองค์จะชอบใจอยู่ไม่น้อย เช่นนั้นก็ปล่อยให้เป็นไปตามนี้แล้วกัน
โก่วเอ๋อร์พยักหน้า หันไปทางประตูเตรียมจะวิ่งออกไปหาไม้เล็กๆ แต่โชคดีที่มีขันทีช่วยหามาให้ เขารับมาและกล่าวขอบคุณจากใจ จากนั้นก็แสดงฝีมือกลางโถง
ตอนที่ยังไม่แสดงวรยุทธ์ โก่วเอ๋อร์เด็กผิวขาวตัวนุ่มนิ่มดูน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก แต่พอตั้งท่าเตรียมแสดงฝีมือแล้ว กลิ่นอายของเขาก็พลันเปลี่ยนไปราวพลิกฝ่ามือ ไม้เล็กๆในมือเขาราวกับเป็นกระบี่จริงๆ ท่วงท่าเตรียมพร้อมฟาดฟันศัตรูรอบกายไม่เลือกหน้า
“ย้า!”
เด็กน้อยคำรามออกมาพร้อมตวัดอาวุธในมืออย่างพลิ้วไหว กระบวนท่าต่างๆ รวดเร็วไม่ติดขัดจนคนดูตาลายไปหมด
เดิมทีฮ่องเต้คิดว่า โก่วเอ๋อร์ยังฝึกวรยุทธ์ในระดับเด็กๆที่ตนให้ลองแสดงฝีมือก็แค่หาข้ออ้างมอบของขวัญให้เขาเท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่า เด็กน้อยคนนี้จะทำให้ทุกคนประหลาดใจได้ถึงเพียงนี้
หลิวกุ้ยเฟยที่ดูอยู่ข้างๆเองก็ถึงกับตกตะลึงจนพูดไม่ออก ไม่อยากจะเชื่อเลยว่าเด็กน้อยคนนี้จะอายุไม่ถึงห้าขวบ
เด็กๆในวังไม่ว่าจะเกิดมาในสถานะสูงหรือต่ำก็ล้วนได้รับการอบรมฝึกฝนอย่างรอบด้าน แต่ไม่มีเด็กคนไหนที่เก่งกาจเหมือนอย่างโก่วเอ๋อร์เลย ทุกๆการเคลื่อนไหวทำให้ทุกคนที่ดูรู้สึกได้ว่า กระบวนท่าเหล่านี้ หากฟาดฟันลงบนร่างคู่ต่อสู้ต้องถึงขั้นคร่าชีวิตในครั้งเดียวเป็นแน่แท้ ไม่ใช่แค่แสดงถึงความสง่างามเท่านั้น
“ท่านปู่ฮ่องเต้ ข้าแสดงฝีมือเสร็จแล้วขอรับ”
โก่วเอ๋อร์หยุดการเคลื่อนไหว ยืนนิ่งสงบอย่างสุภาพเรียบร้อย มองฮ่องเต้ด้วยแววตารอคอย รอให้พระองค์ตอบรับเงื่อนไขที่เสนอเมื่อครู่
ฮ่องเต้นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่งกว่าจะเรียกสติกลับมาได้ แล้วตรัส “ไม่เลวเลย ไม่เลว บอกมาเถิด เจ้ามีความปรารถนาอะไร เราจะทำให้เจ้าได้สมปรารถนา”
“พรุ่งนี้ข้าต้องไปเข้าเรียนกับท่านพี่ซื่อจื่อที่สำนักศึกษาหลวงแล้ว แต่ท่านพี่ซื่อจื่อบอกว่า ที่สำนักศึกษาหลวงไม่มีลานฝึกวรยุทธ์… ท่านปู่ฮ่องเต้สร้างลานฝึกวรยุทธ์ที่สำนักศึกษาหลวงให้ได้หรือไม่ขอรับ?”
ถึงแม้จะตกลงกับท่านพี่ซื่อจื่อเอาไว้แล้วว่าให้องค์รัชทายาทเป็นผู้จัดการ แต่เขารู้สึกว่านี่เป็นความต้องการของตนเอง จะรบกวนท่านพี่ซื่อจื่อไม่ได้ ตอนนี้เมื่อมีโอกาสได้เข้าเฝ้าฮ่องเต้ จึงถือโอกาสนี้ลองบอกความประสงค์ของตนเองดูก็ไม่เสียหาย
ก่อนหน้านี้ฮ่องเต้ได้เตรียมของขวัญที่เด็กผู้ชายน่าจะชอบเอาไว้หลายอย่างเผื่อให้เขาเลือกล่วงหน้าแล้ว สุดท้ายกลับนึกไม่ถึงว่า เด็กคนนี้จะเอ่ยปากขอลานฝึกวรยุทธ์
“ลานฝึกวรยุทธ์อย่างนั้นหรือ?”
พระองค์หันไปมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความไม่เข้าใจ หวังให้นางอธิบายให้ตนฟัง
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจบุตรชาย นางจึงออกหน้าอธิบาย “ช่วงนี้เขากำลังติดการฝึกวรยุทธ์งอมแงมเลยเพคะ เห็นการฝึกวรยุทธ์เป็นทั้งความสนุกและวิธีผ่อนคลายไปแล้ว ปกติอยู่บ้านก็จะมีพวกพี่ชายพี่สาวฝึกไปกับเขา ตอนนี้ย้ายมาอยู่เมืองหลวงคนเดียว ไม่มีคนในบ้านให้ฝึกด้วยแล้ว เขาจึงมุ่งเป้าไปที่สำนักศึกษาแทนเพคะ”
ในสำนักศึกษาต้องมีนักเรียนที่สนใจทั้งบู๊และบุ๋นแน่นอน เช่นนี้บุตรชายก็สามารถหาสหายมาฝึกฝนกับเขาได้อย่างน้อยก็คนสองคน ประกอบกับการมีลานฝึกวรยุทธ์ในสถานศึกษา สามารถช่วยส่งเสริมพัฒนาการทางฝีมือของพวกเขาได้อย่างดี ทั้งยังทำให้เด็กๆที่ต้องการฝึกฝนได้มีสถานที่ฝึกซ้อมเป็นหลักแหล่ง ไม่ใช่อยากประลองตรงไหนก็ได้เพราะไม่มีสถานที่รอบรับ เช่นนั้นคงถูกมองว่าพวกเขาชอบหาเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกันในสถานศึกษาอย่างเลี่ยงไม่ได้
ดูซิ บุตรชายนางอายุยังน้อย แต่ฉลาดหลักแหลมมากจริงๆ
ฮ่องเต้เข้าใจได้ในที่สุด จึงหันไปมองโก่วเอ๋อร์ เด็กชายยิ้มแหยหัวเราะแห้งๆ
ท่าทางเจ้าเล่ห์ของเด็กน้อยทำเอาผู้ปกครองแผ่นดินถึงกับอดหัวเราะไม่ได้ เขาพระชนมายุปูนนี้ก็มีราชนัดดาหญิงชายไม่น้อย และมีหลายคนที่เขารักมากเป็นพิเศษ ทว่าตอนนี้ได้พบโก่วเอ๋อร์ พระองค์กลับรู้สึกว่า ราชนัดดาเหล่านั้นเทียบเด็กตรงหน้าไม่ได้สักคน
อารมณ์ของพระองค์ในยามนี้ หากให้อธิบายง่ายๆก็คือ เหมือนครั้นที่นางซุนได้พบกับซูซูทุกประการ เป็นอารมณ์ที่เห็นเด็กคนนี้แล้วแทบอยากคว้ามากอดให้จมอกด้วยความเอ็นดู
“ตกลง วาจาบุรุษนั้นสำคัญยิ่ง! ในเมื่อรับปากแล้วก็ต้องทำให้ได้ เดี๋ยวเราจะให้คนไปสร้างลานฝึกวรยุทธ์ที่สำนักศึกษาหลวงตอนนี้เลย เจ้าอยากได้ใหญ่แค่ไหนก็ได้ทั้งนั้น!”
หากพื้นที่ในสำนักศึกษาหลวงตอนนี้กว้างพอก็สร้างได้เลย แต่หากมีพื้นที่ไม่พอก็ขยายพื้นที่ออกไป ถึงอย่างไรวาจาของเขาก็ศักสิทธิ์ พูดอย่างไรก็ย่อมได้อย่างนั้น
ยิ่งไปกว่านั้น เด็กน้อยคนนี้เรียกเขาว่าท่านปู่ ก็นับว่าเป็นราชนัดดาของเขาครึ่งหนึ่งแล้ว ปู่สร้างลานฝึกวรยุทธ์ให้หลานจะเป็นอะไรไป ไม่เห็นจะผิดปกติตรงไหน!
ฮ่องเต้ในยามนี้คล้ายถูกมนตร์สะกดก็มิปาน อยากจะเนรมิตรทุกอย่างตามความปรารถนาของเด็กน้อยตรงหน้าอย่างสุดกำลัง แต่โก่วเอ๋อร์นั้นรู้จักประมาณตนดี เขารู้ว่าบิดาของตนเพิ่งได้เลื่อนขั้นขุนนาง ดังนั้นเขาต้องถ่อมตนให้มาก พอได้ยินฮ่องเต้ตรัสเช่นนั้น เขาก็รีบกล่าวทันที “ไม่ต้องใหญ่มากขอรับ แค่พอให้ฝึกฝนไม่กี่คนก็ได้แล้วขอรับ!”
ตอนที่ 729: คงไม่ถูกฆ่าปิดปากกระมัง
ฮ่องเต้เพียงยิ้มโดยไม่ได้ตอบรับหรือปฏิเสธ ในพระทัยวางแผนเอาไว้แล้ว
ในเมื่อจะสร้าง ก็สร้างให้ใหญ่ไปเลย เพราะถึงอย่างไรในสำนักศึกษาก็มีนักเรียนอยู่จำนวนมาก เป็นประโยชน์ต่อพวกเขาอยู่แล้ว
ยิ่งคิดเรื่องนี้ ฮ่องเต้ก็ยิ่งเห็นดีเห็นงาม
การมีลานฝึกวรยุทธ์ก็เป็นเรื่องที่ดีเหมือนกัน ให้เด็กๆเรียนรู้ทั้งด้านบุ๋นและบู๊เป็นเรื่องที่ควรสนับสนุนจริงๆ
ในปัจจุบันนี้ สำนักศึกษาเปิดสอนทักษะทั้งหมดหกด้านที่สำคัญต่อบุรุษ ทว่าอย่างเดียวที่ไม่มีสอนก็คือ ทักษะการต่อสู้ อันที่จริงที่ผ่านมาเคยมีการเสนอเข้าที่ประชุมแล้ว แต่ขุนนางในราชสำนักส่วนใหญ่กลับคัดค้าน เพราะมองว่าไม่ใช่ทุกคนที่จะเก่งได้ทั้งบุ๋นและบู๊ หากเพิ่มวิชาการต่อสู้เข้าไป ก็มีแต่จะเพิ่มความกดดันให้แก่นักเรียน อาจถึงขั้นส่งผลให้ไม่มีแก่ใจกับการเรียน ดังนั้นวิชาทางด้านนี้จึงถูกตัดออกไป
ตอนนี้ได้ประจักษ์แล้วว่า แท้จริงแล้วเด็กคนหนึ่งสามารถฝึกฝนและมีทักษะได้ทั้งสองทาง ไม่จำเป็นต้องเป็นถึงยอดฝีมือก็ได้ แต่สิ่งเหล่านี้หากมีติดตัว จะเป็นประโยชน์ต่อพวกเขาแน่นอน ดังตัวอย่างที่เห็นได้จากลูกหลานสกุลลู่ที่ได้รับการฝึกฝนทั้งบุ๋นและบู๊ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องยอมรับว่าพวกเขามีพรสวรรค์โดยแท้จริง และแต่ละคนก็ยังมีความสามารถโดดเด่นเป็นพิเศษของตัวเอง
ทว่าเหนือสิ่งอื่นใด เรื่องที่สำคัญที่สุดที่ฮ่องเต้ทรงกังวลและทรงมีประณิธานอย่างแรงกล้าที่จะบรรจุวิชาการต่อสู้เข้าไปในสำนักศึกษาตอนนี้ก็คือ สองปีมานี้ พวกตงถิงมีความเคลื่อนไหวอย่างหนักจนเห็นได้ชัด หากครั้งนี้ทูตที่เขาส่งไปไม่สามารถเจรจาได้ อีกไม่นานต้องเกิดศึกครั้งใหญ่แน่
ดังนั้น หากตอนนี้มีกำลังคนที่มีความสามารถทั้งบุ๋นและบู๊เพิ่มมากขึ้น นับว่าเป็นผลดีต่อเป่ยเหยียนอย่างมาก
หลังจากไตร่ตรองได้ดังนี้ ฮ่องเต้ก็ยิ่งโปรดปรานโก่วเอ๋อร์มากขึ้น นอกจากจะเติมเต็มความปรารถนาให้เขาแล้ว ยังมอบของดีให้เขาอีกไม่น้อย อาทิ ป้ายอาญาสิทธิ์ที่สามารถเข้าออกวังหลวงได้ตามสะดวก ชุดเครื่องเขียนชั้นยอดทั้งสี่หนึ่งชุด ทั้งยังมีกระบี่เล่มเล็กที่เหมาะกับวัยของเขาอีกหนึ่งเล่ม รวมไปถึงตำราทักษะกระบี่อีกเป็นตั้ง ทุกอย่างล้วนเป็นของล้ำค่า ฮ่องเต้พระราชทานให้โก่วเอ๋อร์โดยไม่รู้สึกเสียดายเลยแม้แต่น้อย
เหอจิ่วเหนียงมองภาพตรงหน้าด้วยความรู้สึกปวดหัว ฮ่องเต้เฒ่าผู้นี้ไม่คิดถึงผลที่จะตามมาเลย ถึงนางจะไม่รู้ว่าฮ่องเต้ปฏิบัติต่อราชนัดดาของตนเองเช่นไร แต่ทรงใจกว้างกับโก่วเอ๋อร์ได้ถึงขั้นนี้ หากบรรดาราชนัดดารู้เข้า จะไม่โกรธเคืองโก่วเอ๋อร์จริงๆหรือ
เมื่อเห็นท่าทางฮ่องเต้จะพระราชทานสิ่งของให้บุตรชายอีก เหอจิ่วเหนียงก็รีบร้องห้าม “ฝ่าบาทเพคะ มากพอแล้วเพคะ หากเรื่องนี้คนอื่นรู้เข้าคงคิดริษยา เช่นนั้นจะไม่เป็นผลดีต่อโก่วเอ๋อร์ได้เพคะ”
ฮ่องเต้ไม่พอพระทัยขึ้นทันที ตรัสออกมาด้วยความกริ้วอย่างลืมตัว “ใครมันกล้าริษยา! เรากับโก่วเอ๋อร์ก็แค่มีวาสนาต่อกันเท่านั้น เพราะครั้นเราวัยเยาว์ เราเองก็ชื่อ ‘โก่วเซิ่ง’ เหมือนกัน!”
เหอจิ่วเหนียง “!!!”
หลิวกุ้ยเฟย “!!!”
เหล่านางกำนัลและขันที “!!!”
‘นี่…พวกเขาได้ยินสิ่งใดเข้านี่! คงไม่ถูกฆ่าปิดปากกระมัง!!’
เห็นท่าทางทุกคนตกตะลึงราวกับวิญญาณหลุดออกจากร่างไปแล้วก็มิปาน ฮ่องเต้จึงตระหนักได้ว่าตนเองเผลอหลุดปากออกไปแล้ว เขาจึงส่งเสียงกระแอมเพื่อแก้ความเคอะเขิน ก่อนตีเสียงดุดันตรัสเตือน “ห้ามแพร่งพรายให้ใครรู้เป็นอันขาด!”
“พ่ะย่ะค่ะ/เพคะ!”
ทุกคนตอบรับอย่างหนักแน่น เรื่องนี้หาใช่เรื่องตลกที่เอาไปพูดที่ไหนก็ได้ไม่
เอ… ว่าแต่…
ฮ่องเต้เป็นโอรสองค์แรก …เหตุใดถึงได้มีชื่อเล่นติดดินเช่นนี้กันนะ?
จุจุจุ
ในขณะที่พวกผู้ใหญ่กำลังกลัวจนตัวสั่นสันหลังเย็นวาบว่าจะถูกสั่งประหาร โก่วเอ๋อร์กลับหัวเราะคิกคักออกมา
“ท่านปู่ฮ่องเต้ ชื่อท่านน่ารักยิ่งนักขอรับ!”
“น่ารักหรือ?”
ฮ่องเต้ประหลาดใจเล็กน้อย แต่รู้สึกน่าสนใจมากกว่า
“ใช่ขอรับ ท่านย่าของข้าบอกว่า ชื่อที่มีความหมายหมาแมว เป็นชื่อที่น่ารักทั้งนั้นขอรับ”
ตอนที่เขาเด็กมากๆเขารู้สึกว่าชื่อของตนเองไม่น่าฟังเอาเสียเลย พวกพี่ชายแต่ละคนมีคำว่า ‘จื่อ’ ลงท้ายชื่อกันหมด มีเพียงเขาที่ชื่อโก่วเอ๋อร์ หากปล่อยไปเช่นนี้นานเข้าจิตใจของเขาต้องรู้สึกย่ำแย่มากเป็นแน่ มีอยู่ครั้งหนึ่งเขาทนไม่ไหว ร้องไห้หนักมาก ขอให้ท่านย่าเปลี่ยนชื่อให้ ท่านย่าจึงตอบเขากลับมาเช่นนั้น
เหอจิ่วเหนียงไม่มีความทรงจำในเรื่องนี้เลย ในตอนนั้นนางยังไม่ได้ทะลุมิติมา และอาจเป็นเพราะเจ้าของร่างเดิมไม่อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยจึงไม่มีความทรงจำ
ทว่าไม่มีใครรู้เลยว่า คำบอกเล่าของโก่วเอ๋อร์ ทำให้ฮ่องเต้มีทัศนคติที่ดีต่อนางซุนในทันที เป็นเพียงหญิงชาวบ้านธรรมดา แต่กลับมีมุมมองที่ลึกซึ้งยิ่งนัก ไม่แปลกใจเลยที่นางสามารถสั่งสอนบุตรชายอย่างลู่ไป่ชวนออกมาได้เป็นเช่นนี้
“เจ้าพูดถูก ชื่อของเราสองคนน่ารักมาก”
ฮ่องเต้ยิ่งเอ็นดูโก่วเอ๋อร์มากขึ้น อุ้มเขามานั่งข้างๆ พลางสนทนากันอย่างสนุกสนาน
เหอจิ่วเหนียงพบว่า บุตรชายของตนเข้าสังคมได้เก่งมากจริงๆ ไม่ว่าจะอายุต่างกันเพียงใดก็สามารถเข้าหาได้อย่างเป็นกันเอง
ฮูหยินลู่นั่งมองโอรสสวรรค์และบุตรชายของตนนั่งคุยกันสลับกับหัวเราะเอิ๊กอ๊ากอยู่ครู่หนึ่ง จนกระทั่งนึกขึ้นได้ว่าฮ่องเต้เรียกพวกนางมาเข้าเฝ้าด้วยข้ออ้างที่ว่าเขาไม่ค่อยสบาย ทันใดนั้นจึงหันไปถามหลิวกุ้ยเฟย “ช่วงนี้ฝ่าบาทไม่ค่อยสบายหรือเพคะ เช่นนั้นเดี๋ยวหม่อมฉันจะตรวจชีพจรให้ฝ่าบาทสักหน่อย”
หลิวกุ้ยเฟยแอบกระซิบกับเหอจิ่วเหนียง “ฝ่าบาทก็แค่คิดถึงพวกเจ้าน่ะ พอรู้ว่าพวกเจ้ามาถึงเมืองหลวงเมื่อคืนก็รีบให้คนไปรับพวกเจ้าเข้าวังตั้งแต่เช้า แต่กลับได้รับแจ้งว่าพวกเจ้าไปที่ตำหนักตงกง พระองค์ก็รออยู่นานจนทนไม่ไหว สุดท้ายจึงส่งคนไปเรียกพวกเจ้าที่นั่นนั่นแหละ
ฝ่าบาทรับสั่งให้ห้องเครื่องเตรียมสำรับเอาไว้พร้อมแล้ว เดี๋ยวจะให้คนไปตามองค์รัชทายาทมาด้วย จะได้กินมื้อเย็นด้วยกัน”
ตอนที่ 730: เบี่ยงเบนความสนใจ
เหอจิ่วเหนียงทั้งรู้สึกประหลาดใจ และไม่เข้าใจเลยว่า เหตุใดความรู้สึกที่ฮ่องเต้มีต่อนางจากเดิมในเชิงพิศวาส ถึงกลายเป็นความห่วงหาอาทรในรูปแบบผู้อาวุโสและผู้น้อยได้อย่างหมดจดราวกับพลิกฝ่ามือถึงเพียงนี้ อย่างไรก็ตาม ในเมื่อสถานการณ์ในตอนนี้ดีกว่าเมื่อก่อนมากอย่างเห็นได้ชัด นางจึงจะพยายามไม่คิดหาเหตุผลให้กับเรื่องนี้
หลิวกุ้ยเฟยยังเป็นสตรีวัยสาว อายุมากกว่าเหอจิ่วเหนียงเพียงไม่กี่ปี ทั้งสองจึงมีเรื่องที่สนใจคล้ายๆกัน หลิวกุ้ยเฟยสนใจการแต่งหน้าและการแต่งกายของเหอจิ่วเหนียงมาก ทำให้บทสนทนาของทั้งสองเป็นไปอย่างราบรื่น ส่วนสองบุรุษต่างศักดิ์และต่างวัยที่อยู่อีกด้านก็เข้ากันเป็นปี่เป็นขลุ่ย บรรยากาศจึงเป็นไปด้วยความเป็นกันเอง
……
อีกด้านหนึ่ง
ณ ห้องทรงงาน ตำหนักตงกง
ลู่ไป่ชวนเล่าเรื่องราวที่ได้มาจากประตูเมืองเมื่อคืนให้องค์รัชทายาทฟัง จากนั้นก็กล่าว “ช่วงนี้ตงถิงส่งคนเข้ามาในเมืองหลวงมากขึ้นเรื่อยๆ คาดว่าพวกมันคงมีแผนการแล้ว ช่วงสองสามวันนี้ กระหม่อมจะไม่ได้เข้าไปที่ค่ายทหารนะพ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะไปดูที่คุกสักหน่อย ป้องกันเอาไว้ก่อน”
องค์รัชทายาทพยักหน้า “ข้าก็จะพูดเรื่องนี้กับเจ้าอยู่พอดี ก่อนหน้านี้ก็มีคนมารายงานข้าว่ามีคนน่าสงสัยเข้าเมืองมาเป็นจำนวนมาก ข้าก็ส่งคนไปจับตาดูเอาไว้แล้ว แต่กลับไม่ได้เบาะแสอะไรเลย จนถึงตอนนี้ก็ยังหาที่ซ่อนของพวกมันไม่เจอ นี่แหละที่เป็นปัญหาใหญ่ที่สุดในตอนนี้”
หากรู้แหล่งกบดาน ก็สามารถกวาดล้างได้ทันทีให้สิ้นซาก แต่ตอนนี้คนเหล่านั้นกลับไม่มีความเคลื่อนไหวแม้แต่นิด หลังจากเข้าเมืองมาก็อยู่อย่างสงบเสงี่ยม ไม่มีพฤติกรรมที่น่าสงสัยเลย ทำเอาองค์รัชทายาทกังวลมากจริงๆ
ตอนแรกลู่ไป่ชวนเพียงตั้งข้อสันนิษฐานว่า คนเหล่านี้เข้าเมืองมาก็เพื่อต้องการปล้นคุก แต่เมื่อได้ฟังข้อมูลจากองค์รัชทายาทแล้ว ก็รู้สึกได้ทันทีว่า จะต้องมีจุดประสงค์มากกว่านั้นเป็นแน่
“เป็นไปได้หรือไม่พ่ะย่ะค่ะว่า…พวกมันกำลังใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจ?”
ลู่ไป่ชวนเพิ่งจะตระหนักขึ้นมาได้ จากสถานการณ์ในตอนนี้…มันช่างแปลกยิ่งนัก
องค์รัชทายาทลองวิเคราะห์ …ดูเหมือนว่าจะเป็นเช่นนี้จริงๆด้วย!
ลู่ไป่ชวนบอกเล่าความคิดของตนเองต่อ “คนตงถิงคงไม่ใสซื่อบริสุทธิ์ใจต่อเราง่ายๆเช่นนี้แน่ การที่พวกมันปลอมตัวเข้ามาเป็นโขยงเพราะรู้ว่าแผนนี้สามารถดึงดูดความสนใจของพวกเราได้ ถึงแม้ตอนนี้หลายๆแคว้นไม่ได้สั่งห้ามไม่ให้เดินทางเข้าออกระหว่างแคว้น แต่คงไม่มีใครกล้าเข้าออกถี่ๆขนาดนี้ อีกทั้งพวกมันยังจงใจใช้เอกสารปลอมแสดงตัวว่าเป็นคนเป่ยเหยียนอีก เห็นได้ชัดว่าจงใจจะเบี่ยงเบนความสนใจของพวกเราไปทางพวกมัน องค์รัชทายาทพ่ะย่ะค่ะ ช่วงนี้ที่พระองค์ส่งคนไปจับตาดูแต่พวกนั้นกลับไม่มีความเคลื่อนไหว พระองค์จึงส่งไปอีกหลายคนเลยใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อส่งคนไปจับตาดูทางนั้นจำนวนมาก คนที่เหลืออยู่ทางนี้ก็จะมีน้อยลง เช่นนี้ก็สามารถทำให้คนเหล่านั้นเจาะช่องโหว่เข้ามาได้แล้ว
หลักการง่ายๆข้อนี้ แต่กลับทำให้พวกเขามองข้ามไปในตอนแรกได้อย่างคาดไม่ถึง
องค์รัชทายาทเพิ่งจะตระหนักได้ว่าตนเองถูกหลอกเข้าแล้ว จึงกัดฟันกรอดด้วยความโกรธเกรี้ยว
“ข้าจะส่งคนไปเฝ้าระวังที่คุกเพิ่มเดี๋ยวนี้ ไม่ว่าพวกตงถิงมันจะใช้แผนการใด พวกเราก็ต้องรับมือให้ได้!”
ว่าที่ฮ่องเต้สีหน้าดุดันแผ่ไอสังหาร โชคยังดีที่รู้ตัวตอนยังไม่สาย ยามนี้ยังพอพลิกสถานการณ์ได้ทัน หากคิดได้หลังจากถูกปล้นคุกไปแล้วคงน่าเจ็บใจยิ่งนัก
ก่อนหน้านี้คิดว่าสถานการณ์สงบสุขแล้ว จึงยอมให้ลู่ไป่ชวนไปดูแลค่ายทหาร คิดไม่ถึงเลยว่าช่วงเวลาเพียงไม่กี่วัน จะส่งผลให้ทางด้านของตนเกิดช่องโหว่มากมายถึงเพียงนี้ สิ่งนี้สะท้อนให้องค์รัชทายาทเห็นว่า ตนไม่อาจให้ลู่ไป่ชวนอยู่ห่างจากตัวได้เลยจริงๆ
เรื่องนี้พลันทำให้องค์รัชทายาทกลัดกลุ้มใจ เขาเองก็อยากให้ลู่ไป่ชวนเป็นมือขวาคนใกล้ชิดของเขายิ่งกว่าสิ่งใด แต่บัดนี้ลู่ไป่ชวนเป็นแม่ทัพใหญ่เจิ้นกั๋วแล้ว มีภารกิจของแคว้นมากมายให้รับผิดชอบ ไม่สามารถอยู่รับใช้เขาคนเดียวได้เหมือนเมื่อก่อนอีก
ดูท่า คงต้องฝึกฝนคนจำนวนมากขึ้นมาใช้งานเสียแล้ว
หลังจากนั้นทั้งสองก็ปรึกษากันเรื่องฝึกฝนกำลังพล ลู่ไป่ชวนบอกว่าตนค้นพบเหล็กกล้าเนื้อดีในค่ายอยู่หลายคน สามารถหล่อหลอมออกมาเป็นอาวุธชั้นยอดได้สบาย องค์รัชทายาทได้ยินดังนั้นก็พอใจมาก จนสามารถวางใจและล้มเลิกความคิดที่จะย้ายลู่ไป่ชวนกลับมาได้เป็นปลิดทิ้ง และมองว่าลู่ไป่ชวนอยู่ที่ค่ายทหารจะเหมาะสมกว่า
สองเจ้านายลูกน้องสนทนากันพักใหญ่กว่าจะออกมาจากห้อง ในตอนนั้นพวกเขาจึงจะได้รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงและโก่วเอ๋อร์ถูกฮ่องเต้เรียกไปเข้าเฝ้า ลู่ไป่ชวนเตรียมจะไปรับภรรยาและบุตรชาย ทว่าทันใดนั้นก็มีขันทีมาแจ้งว่า ฝ่าบาทให้มาตามพวกเขาไปร่วมมื้อเย็น
ในคำรายงานยังแจ้งอีกว่า คืนนี้ฮ่องเต้ทรงรับสั่งให้นำอาหารน่าสนใจขึ้นโต๊ะหลากหลายรายการ และผู้ร่วมมื้อค่ำมีเพียงครอบครัวองค์รัชทายาทกับครอบครัวลู่ไป่ชวนไปเท่านั้น ไม่มีโอรสและธิดาองค์อื่น
ต้องบอกว่า ฮ่องเต้ไม่ได้นึกถึงโอรสและธิดาเหล่านั้นเลยแม้แต่น้อย แต่ต่อให้นึกถึง พระองค์ก็ไม่คิดจะเรียกมาร่วมมื้ออาหารมื้อนี้ ความตั้งใจที่แท้จริงของฮ่องเต้คือ อยากชวนครอบครัวลู่ไป่ชวนเพียงครอบครัวเดียว ส่วนครอบครัวขององค์รัชทายาท…ถ้าให้พูดตรงๆ ก็แค่สถานการณ์พาให้ต้องเชิญมาด้วยก็เท่านั้น
องค์รัชทายาทได้ยินเหตุผลดังนั้นก็หันไปหยอกล้อลู่ไป่ชวน “นี่หากไม่รู้ คงคิดว่าน้องสะใภ้เป็นธิดาของเสด็จพ่อไปแล้วนะเนี่ย ช่วงนี้มีข่าวลือสะพัดไปทั่วทั้งเมืองหลวงแล้ว เสด็จพ่อเองก็ทรงรู้ดี แต่ไม่ได้ใส่พระทัยเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังแอบพอใจด้วยซ้ำ ข้าเองก็ไม่รู้จริงๆ ว่าตกลงเสด็จพ่อทรงคิดเช่นไรอยู่กันแน่”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ องค์รัชทายาทก็รู้สึกว่าฮ่องเต้เปลี่ยนไปราวกับเป็นคนละคน ครั้นที่หลงเชื่อลัทธิมารนั่น ไม่ว่าใครจะพูดอะไรเสด็จพ่อก็ไม่ยอมฟัง แต่ละวันเอาแต่คิดว่าทำอย่างไรให้ตนเป็นอมตะ ทว่าตอนนี้พระองค์รู้จักรับฟังความเห็นของผู้อื่น ทรงใส่พระทัยในการปกครองใต้หล้ามากขึ้น แต่สิ่งที่เกินความคาดหมายที่สุดก็คือ การปฏิบัติที่พระองค์มีต่อเหอจิ่วเหนียง คนที่ไม่รู้ก็คงคิดว่า พวกเขาทั้งสองมีความสัมพันธ์ในเชิงชู้สาวกันจริงๆ
แต่ต่อให้เป็นความสัมพันธ์ในแง่นั้น หลายปีมานี้ก็ใช่ว่าจะไม่มีสตรีที่ฮ่องเต้ไม่ถูกพระทัย ทว่าแม้แต่สนมที่อยู่ในช่วงได้รับความโปรดปราน ก็ไม่เคยมีใครถูกตามใจอย่างไร้เงื่อนไขเช่นนี้มาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น ท่าทีของฮ่องเต้ที่มีต่อเหอจิ่วเหนียงก็เป็นความเอ็นดูในแบบบิดามีต่อบุตรสาว เป็นความสัมพันธ์ที่น่าอิจฉายิ่งนัก
อย่าว่าแต่บรรดาองค์หญิงที่ไม่พอใจเลย แม้แต่องค์รัชทายาทเองก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกอิจฉา เพราะตั้งแต่เล็กจนโต ฮ่องเต้ยังไม่เคยทำดีเช่นนี้กับเขามาก่อนเลย!
เขาถึงขั้นสงสัยในใจลึกๆว่า การที่ตนได้รับตำแหน่งองค์รัชทายาทมาอย่างราบรื่นและรวดเร็วเช่นนี้ ต้องเป็นเพราะใบบุญของเหอจิ่วเหนียงเป็นแน่
ลู่ไป่ชวนหัวเราะเบาๆ “จิ่วเอ๋อร์ก็แค่รักษาอาการประชวรของฝ่าบาทให้หายได้ ฝ่าบาทซึ้งพระทัยจึงเอ็นดูจิ่วเอ๋อร์เป็นพิเศษแค่นั้นเองพ่ะย่ะค่ะ”
เขาให้เหตุผลเช่นนี้เพื่อไม่อยากให้องค์รัชทายาทคิดมากจริงๆ ถึงแม้พวกเขาจะมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน และรู้ดีว่าองค์รัชทายาทเพียงหยอกล้อเท่านั้น แต่เรื่องบางเรื่องไม่อาจปล่อยผ่านให้ค้างคาได้ หากปล่อยให้ความเคลือบแคลงก่อตัวขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามหาอาจยากจะรับมือ
“ฮ่าๆๆ ก็จริง เสด็จพ่อเปลี่ยนความหมกมุ่นที่มีต่อการบำเพ็ญตบะมาอยู่ที่ฮูหยินของเจ้าแทนแล้ว”
องค์รัชทายาทหัวเราะออกมา และรู้สึกว่าเหตุผลนี้สมเหตุสมผล เพราะถึงอย่างไรเหอจิ่วเหนียงก็เป็นคนรักษาฮ่องเต้ให้หายจากอาการประชวรจริงๆ พระวรกายก็แข็งแรงขึ้นกว่าเมื่อก่อนมาก ผลลัพธ์นี้ทุกคนเห็นกันชัดเจน
และที่สำคัญยิ่งกว่านั้น อย่างที่รู้กันว่าเสด็จพ่อของเขามีความปรารถนาแน่วแน่ในการมีชีวิตยืนยาวมากเพียงใด ตอนนี้ตาสว่างแล้วว่าทางนักพรตนั่นไร้ความหวัง จึงหันมาหวังให้หมอเหอช่วยรักษาสุขภาพร่างกายให้ ดังนั้นพระองค์จึงทำดีกับเหอจิ่วเหนียงเป็นพิเศษเช่นนี้
ทั้งสองพูดคุยหัวเราะกันไปพลางเดินไปรับพระชายาและซื่อจื่อ จากนั้นก็เดินทางไปร่วมมื้อเย็นกับฮ่องเต้
……
ในตอนนี้ โก่วเอ๋อร์กำลังถูกฮ่องเต้วัดความรู้ ตอนนี้กำลังพูดถึงคำคมของขงจื๊อที่ว่า ‘สุภาพบุรุษพูดน้อย ทำให้มาก’
โก่วเอ๋อร์อธิบาย “ขงจื๊อกล่าวเอาไว้ว่า สุภาพบุรุษพูดน้อย ทำให้มาก พูดมากไปแต่ทำไม่ได้ก็ไร้ประโยชน์ เพราะฉะนั้นอย่ามัวเสียเวลาพูดเลย!”
นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่โก่วเอ๋อร์ทำให้ฮ่องเต้ต้องประหลาดใจ ความหมายของคำคมนี้มีหลักการนี้อยู่จริงๆ แต่ปกตินักเรียนทั่วไปจะตอบตามในตำรา แต่สิ่งที่โก่วเอ๋อร์ตอบมานั้นเป็นความเข้าใจของเขาเอง
“ฮ่าๆๆ นี่เจ้าเข้าใจเช่นนี้เอง หรือคนอื่นสอนเจ้ามากัน?”
โก่วเอ๋อร์ยืดอกตรงแน่ว “ท่านอาจารย์คังเป็นคนสอนขอรับ อาจารย์คังสอนไว้ว่า เวลามีค่าดั่งทองคำ เรื่องที่สามารถใช้การกระทำพิสูจน์ได้ก็ไม่จำเป็นต้องเสียเวลาพูดพร่ำทำเพลง เพราะเวลาไม่เคยรอใครขอรับ”
“ไม่เลว ไม่เลว แล้วอาจารย์คังเป็นใครกัน?”
ทันใดนั้นฮ่องเต้ก็รู้สึกสนใจอาจารย์คังผู้นี้ขึ้นมา คิดว่าเขาก็เป็นคนที่น่าสนใจมากคนหนึ่ง
จบตอน
Comments
Post a Comment