ตอนที่ 731: หวังว่าตอนนี้จะยังไม่สายเกินไป
“เป็นอาจารย์คนแรกของข้าเองขอรับ ท่านอาจารย์เปิดสำนักศึกษาอยู่ที่อำเภอต้าหลิ่ง ก่อนหน้านี้ท่านอาจารย์มีปัญหาสุขภาพ ต่อมาท่านแม่ข้ารักษาอาการป่วยให้ท่านอาจารย์จนหายดี ท่านอาจารย์จึงเข้าร่วมการสอบขุนนางระดับมณฑลเมื่อปีที่แล้ว สอบผ่านด้วยนะขอรับ จากนั้นก็มาเมืองหลวงเพื่อเตรียมตัวเข้าร่วมการสอบระดับแคว้นปีนี้ขอรับ”
โก่วเอ๋อร์อธิบายให้ฟังในรวดเดียว แม้ว่าหลังจากนั้นต่อมาอาจารย์ที่อบรมสั่งสอนเขาก็เป็นคนดีมากทั้งสิ้น แต่สำหรับเขา อาจารย์คังเป็นที่หนึ่งในใจตลอดไป
และอีกไม่นานอาจารย์คังก็จะเข้าร่วมการสอบฤดูใบไม้ผลิ เขาเชื่อว่าอาจารย์คังสามารถสอบได้คะแนนอันดับหนึ่งแน่นอน ถึงตอนนั้นฮ่องเต้ก็จะได้พบกับอาจารย์คังในราชสำนัก ดังนั้น เขาสร้างภาพอันน่าประทับใจให้กับอาจารย์คังให้ฮ่องเต้ประจักษ์ในตอนนี้ก็เป็นเรื่องที่ดี
“อย่างนั้นหรือ เราชักจะตั้งตารอคอยแล้วสิ อยากดูเสียจริงว่าเขาจะดีเหมือนอย่างที่เจ้าว่าหรือไม่”
ฮ่องเต้ตรัสจบก็หันไปมองเหอจิ่วเหนียงตามสัญชาตญาณ ไม่รู้เพราะเหตุใด เขาถึงรู้สึกเชื่อใจเหอจิ่วเหนียงมาก
คนที่สามารถทำให้หมอเหอออกตัวรักษาอาการป่วยให้เช่นนี้ ต้องไม่ธรรมดาแน่
ตลอดหลายปีที่เขาละเลยงานราชกิจไป ทำให้เขาพลาดคนที่มีความสามารถไปมากมาย ตอนนี้มอบภาระอันหนักอึ้งให้กับองค์รัชทายาทแล้ว เขาก็คิดอยากจะรวบรวมผู้ที่มีความสามารถมาไว้ในราชสำนักให้มากๆ เพื่อจะได้ช่วยสนับสนุนให้การทำงานขององค์รัชทายาทมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
หวังว่าตอนนี้จะยังไม่สายเกินไป
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าอย่างหนักแน่น “ท่านอาจารย์คังไม่มีทางทำให้ท่านปู่ฮ่องเต้ต้องผิดหวังแน่นอนขอรับ หลายปีก่อนตอนที่ท่านอาจารย์มีปัญหาสุขภาพ เขาก็ไม่เคยละเลยการทบทวนตำราหาความรู้เลยสักวัน อาจารย์คังต้องสอบได้อันดับสูงแน่ขอรับ!”
ฮ่องเต้ยิ้มรับ ในพระทัยตัดสินไว้แล้วว่า จะส่งคนไปสังเกตการณ์อาจารย์คังผู้นี้สักหน่อย หากเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดีจริงๆ จะปล่อยให้ใครมาทำให้เสียของไม่ได้เป็นอันขาด
ขณะกำลังสนทนากันอยู่ กลุ่มขององค์รัชทายาทก็มาถึง ซื่อจื่อคุกเข่าคารวะ พอเงยหน้าขึ้นมาก็พบว่าโก่วเอ๋อร์นั่งอยู่บนตักของเสด็จปู่ เขาถึงกับตกใจไม่น้อย
เสด็จปู่ทรงรักเด็กมากถึงเพียงนี้เลยหรือ เหตุใดเขาถึงไม่รู้มาก่อนเลยแฮะ
ครั้นที่เขายังเป็นเด็กเล็ก ก็ไม่เคยได้นั่งตักเสด็จปู่แล้วถูกกอดเช่นนี้มาก่อน แต่นั่นก็เป็นเพราะในตอนนั้นเสด็จปู่ไม่ชอบเสด็จพ่อของเขา จึงย่อมไม่ชอบเขาเหมือนกัน
พอเห็นเช่นนี้ เขาก็รู้สึกอิจฉาโก่วเอ๋อร์ขึ้นมา
ขณะที่ซื่อจื่อมองภาพตรงหน้าอย่างเหม่อลอย โก่วเอ๋อร์ก็กวักมือเรียกเขาและร้องบอกด้วยความดีใจ “ท่านพี่ซื่อจื่อ ท่านรีบมานี่เร็วเข้า ท่านปู่ฮ่องเต้รับปากข้าแล้วว่าจะช่วยสร้างลานฝึกวรยุทธ์ให้ขอรับ!”
กล่าวจบเขายังหันไปมองฮ่องเต้เพื่อยืนยันอีกครั้ง “ใช่หรือไม่ขอรับท่านปู่ฮ่องเต้?”
ฮ่องเต้พยักหน้าด้วยความเอ็นดู และกล่าวกับซื่อจื่อ “เราตกลงว่าจะสร้างลานฝึกวรยุทธ์ให้ แต่ลานฝึกนี้จะสร้างไว้เปล่าๆไม่ได้เชียวนะ ต่อไปเราจะเพิ่มวิชาฝึกวรยุทธ์เข้าไปให้พวกเจ้าอีกวิชา และต้องฝึกทุกวันเป็นเช่นไร?”
ซื่อจื่อไม่เคยสนทนากับเสด็จปู่ของตนเองอย่างใกล้ชิดเช่นนี้มาก่อน ตอนนี้เขาไม่เพียงได้อยู่ใกล้กับเสด็จปู่เท่านั้น แต่พระองค์ยังยิ้มให้เขาด้วย ซื่อจื่อจึงยิ้มตอบกลับอย่างไม่รู้ตัว และตอบรับเสียงดังฟังชัด “ดีขอรับ! เสด็จปู่พระทัยดียิ่งนัก! โก่วเอ๋อร์ ต่อไปข้าสู้เจ้าชนะแน่นอน!”
ต่อไปเขาจะฝึกฝนทุกวัน ไม่นานต้องแสดงฝีมือจนทำให้โก่วเอ๋อร์ร้องไห้ขี้มูกโป่งได้แน่ เพราะถึงอย่างไรเขาก็อายุมากกว่าโก่วเอ๋อร์ตั้งหลายปี!
“ได้เลย เช่นนั้นท่านสามารถมาท้าข้าประลองได้เสมอ!”
โก่วเอ๋อร์ตอบตกลงโดยไม่ต้องคิด เขาขาดคู่ต่อสู้อยู่พอดี ในเมื่อท่านพี่ซื่อจื่อเป็นฝ่ายเสนอตัว เขาก็ไม่เกรงใจ
องค์รัชทายาทกับพระชายาหันสบตากันด้วยรอยยิ้ม พวกเขาคาดการณ์เอาไว้ได้เลยว่า ต่อไปจะได้เห็นบุตรชายร้องไห้หน้าฟกช้ำดำเขียวกลับมาทุกวันแน่
แต่สิ่งนี้กลับเป็นสิ่งที่พวกเขาอยากให้เกิดขึ้น เพราะมีเพียงเช่นนี้เท่านั้นที่จะทำให้บุตรชายเติบโตขึ้น และไม่คิดว่าตัวเองอยู่สูงกว่าคนอื่น
พระชายาองค์รัชทายาทกล่าว “โก่วเอ๋อร์ เช่นนั้นต่อไปเจ้าต้องสั่งสอนพี่ชายของเจ้าให้ดีนะ ให้เขารับกระบวนท่าของเจ้าให้ได้ ดีหรือไม่?”
โก่วเอ๋อร์ตบอกรับประกัน “ไม่มีปัญหาขอรับ!”
ฮ่องเต้ตรัสทันที “เช่นนั้นเจ้าก็ให้เขาเรียกเจ้าว่าท่านอาจารย์น้อยสิ! ฮ่าๆๆ…”
ซื่อจื่อตะโกนเสียงดังด้วยความไม่พอใจ “เสด็จปู่อย่ารังแกกันเช่นนี้สิพ่ะย่ะค่ะ!”
“ฮิๆๆ เช่นนั้นต่อไปท่านพี่ซื่อจื่อก็เป็นศิษย์ตัวน้อยของข้าแล้ว!”
“ไม่นะ! ข้าไม่เรียกเจ้าว่าอาจารย์หรอก!”
“ฮิๆๆ!”
“เจ้า…”
โอรสมังกรกับเด็กน้อยทั้งสองต่อปากต่อคำกันเจื้อยแจ้ว เหมือนปู่กับหลานครอบครัวสามัญชนที่อยู่ด้วยกันอย่างรักใคร่กลมเกลียวไม่มีผิด องค์รัชทายาทรู้สึกปลื้มใจอย่างมาก นี่เป็นภาพที่เขาไม่กล้าวาดฝันมาก่อน ตอนนี้กลับเกิดขึ้นแล้วจริงๆ ไม่น่าเชื่อว่า เสด็จพ่อของเขาก็สามารถเป็นผู้อาวุโสที่เล่นกับหลานอย่างมีความสุขเหมือนครอบครัวคนทั่วไปได้เหมือนกัน
ช่างดีจริงๆ…
ครั้นที่เขาเยาว์วัย เขาไม่เคยได้รับความอบอุ่นเช่นนี้มาก่อน ตอนนี้บุตรชายได้รับ แค่นี้ตัวเขาก็มีความสุขแล้ว
ขณะนี้ยังไม่ถึงเวลามื้ออาหาร พระชายาองค์รัชทายาทเข้าร่วมวงสนทนากับเหอจิ่วเหนียงและหลิวกุ้ยเฟย องค์รัชทายาทกับลู่ไป่ชวนไม่มีอะไรทำ จึงนั่งเล่นหมากรุกอยู่อีกด้าน ส่วนฮ่องเต้ก็ทดสอบความรู้ของเด็กทั้งสอง คำถามเดียวกันให้ทั้งซื่อจื่อและโก่วเอ๋อร์ตอบคนละครั้ง
เด็กทั้งสองตอบคำถามด้วยวิธีที่ต่างกัน แต่คำตอบที่ได้ไปในทางเดียวกัน ซื่อจื่อจะตอบค่อนข้างจริงจังและเป็นทางการ ส่วนโก่วเอ๋อร์จะตอบเป็นภาษาที่เข้าใจง่าย
ตามที่โก่วเอ๋อร์เล่า เป็นเพราะอาจารย์คังสอนให้พวกเขาใช้ความคิดของตัวเองในการเข้าใจความหมายของบทความนั้น เช่นนี้ไม่เพียงทำให้เข้าใจอารมณ์ที่ผู้แต่งต้องการจะสื่อเท่านั้น แต่ยังทำให้เรามีความคิดของตัวเอง เกิดการตั้งคำถาม และค้นพบใหม่ๆได้ด้วย
เมื่อเปรียบเทียบกันเช่นนี้ ซื่อจื่อก็รับรู้ถึงความแตกต่างระหว่างเขากับโก่วเอ๋อร์ได้อย่างชัดเจน ทันใดนั้นเขาก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดเสด็จปู่ถึงชอบโก่วเอ๋อร์มากถึงเพียงนี้
“โก่วเอ๋อร์ ข้าเรียกเจ้าว่าท่านอาจารย์น้อยก็ได้ เจ้าสอนวิธีของเจ้าให้ข้าได้หรือไม่?”
จู่ๆ ซื่อจื่อก็มองหน้าโก่วเอ๋อร์ด้วยสายตาจริงจัง รอคำตอบจากอีกฝ่าย
เขาสนใจและอยากเรียนรู้วิธีแบบโก่วเอ๋อร์ขึ้นมา ก่อนหน้านี้เสด็จพ่อพูดกับเขาหลายครั้งว่า การเรียนรู้จะท่องจำแค่อย่างเดียวไม่ได้ การเรียนรู้เราต้องมีวิธีการคิดเป็นของตัวเอง แต่เขากลับคิดว่า ที่อาจารย์สอนก็มีหลักการเหตุผลมากพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องมีวิธีการคิดของตัวเองอีก แต่หลังจากที่ได้เห็นการเรียนรู้ในมุมมองแบบโก่วเอ๋อร์ เขาจึงจะตระหนักขึ้นมาได้
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าอย่างใจกว้าง “ท่านไม่ต้องเรียกข้าว่าอาจารย์ข้าก็สอนท่านได้ขอรับ อาจารย์คังสอนเอาไว้ว่า เราต้องมีน้ำใจช่วยเหลือคนอื่น แต่หากท่านอยากจะเรียกข้าก็ยินดีรับไว้…”
“หึ เจ้าฝันไปเถอะ!”
ซื่อจื่อกระทืบเท้าด้วยความโมโห น้องโก่วเอ๋อร์เลียนแบบเสด็จปู่จนเสียคนแล้ว!
คนอื่นเห็นดังนั้นก็พากันหัวเราะ นางกำนัลกับขันทีที่อยู่ข้างๆ ก็พานผ่อนคลายตามไปด้วยไม่น้อย หากเจ้านายสมัครสมานกันเช่นนี้ไปตลอดก็คงดียิ่งนัก บ่าวอย่างพวกเขาจะได้ไม่ต้องอยู่อย่างหวาดผวาตลอดเวลา
เมื่อถึงเวลามื้ออาหาร ทุกคนก็มารวมตัวกันที่โต๊ะ ฮ่องเต้ยังคงเอาแต่ชื่นชมความเก่งของเด็กๆทั้งสองไม่หยุดปาก
แม้โก่วเอ๋อร์เก่งกาจมาก แต่ซื่อจื่อก็ไม่ได้ด้อยไปกว่ากันนัก โดดเด่นกว่าเด็กในวัยเดียวกันมากทีเดียว ฮ่องเต้จึงมิได้ลำเอียง พระราชทานพู่กัน หมึก แท่นฝนหมึก และกระดาษชั้นดีให้เขาหนึ่งชุดเหมือนกัน โดยเฉพาะพู่กัน เป็นพู่กันที่พระองค์ทรงโปรดมากที่สุด พู่กันด้ามนี้จึงเป็นสิ่งของที่มีมูลค่าทางใจอย่างลึกซึ้ง
องค์รัชทายาทกับพระชายาซาบซึ้งยิ่งนัก รีบกำชับโอรสทันทีว่าอย่าทำผิดต่อรางวัลที่เสด็จปู่ประทานให้เป็นอันขาด ซื่อจื่อรู้สึกถึงความรับผิดชอบอันหนักอึ้งบนบ่า พยักหน้ารับปากอย่างจริงจัง แสดงท่าทางหนักแน่นว่านับจากวันพรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาจะตั้งใจเรียน
ขณะที่บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างมีความสุข ก็มีขันทีเข้ามาด้วยความรีบร้อน กระซิบบางอย่างข้างหูองค์รัชทายาท รายงานเสร็จก็ออกไปทันที
องค์รัชทายาทจากเดิมที่กำลังอารมณ์ดี บัดนี้สีหน้าก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
ทุกสายตาจับจ้องไปที่เขา
ฮ่องเต้เป็นคนตรัสถามคนแรก “มีเรื่องอะไรหรือ?”
ตอนที่ 732: ทองคำสามหีบ
องค์รัชทายาทกลับมองไปที่เหอจิ่วเหนียง
แล้วเอ่ยตอบพระบิดา “เขามารายงานว่า องค์ชายสามแห่งตงถิงที่อยู่ในคุกกำลังป่วยหนัก เจาะจงมาว่าต้องให้น้องสะใภ้เป็นคนไปรักษาให้เท่านั้น ไม่ยอมรักษากับคนอื่น ไม่อย่างนั้นเขายอมตายพ่ะย่ะค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงเบะปากพลางเย้ยหยัน “เช่นนั้นก็ปล่อยให้เขาตายไปเสียเพคะ”
นางเป็นคนดื้อดึงมาแต่ไหนแต่ไร โดยเฉพาะกับคนที่เคยคิดจะทำร้ายบุตรชายของนาง
ยังมีหน้ามาขอให้นางไปช่วยรักษาอีก ต้องหน้าด้านไร้ยางอายถึงขั้นไหนกัน!
ฮ่องเต้ไม่สบอารมณ์ขึ้นมาเช่นกัน “เป่ยเหยียนมีหมอตั้งมากมาย เหตุใดจะต้องเจาะจงแม่ของโก่วเอ๋อร์ด้วยล่ะ? ให้หมอคนอื่นไปรักษาเถอะ เราก็อยากจะดูเหมือนกันว่าเขาจะยอมตายจริงๆหรือไม่”
หากอยากตายจริงๆ ถูกขังอยู่ในคุกมาตั้งนานก็คงคิดหาวิธีปลิดชีพตัวเองไปแล้ว จะอดทนมาถึงตอนนี้เพื่ออะไร แล้วยังมีหน้าเอาเรื่องนี้มาขู่อีก
“เดี๋ยวนะ…” ทว่าจู่ๆ ลู่ไป่ชวนก็เอ่ยเรื่องเกินความคาดหมายของทุกคนขึ้น “จิ่วเอ๋อร์เพิ่งมาถึงเมืองหลวงเมื่อคืน เขาอยู่ในคุกแต่กลับรู้ข่าวแล้ว เขารู้ได้อย่างไร? หรือว่าในพวกเราจะมีหนอนบ่อนไส้? หรือไม่…คนตงถิงที่อยู่ข้างนอกก็น่าจะติดต่อกับเขาได้แล้ว?”
ทุกคนที่กำลังจะคีบอาหารพลันชะงักมือทันที
จริงด้วย!
องค์ชายสามรู้การมาถึงของเหอจิ่วเหนียงได้อย่างไร แต่ไม่ว่าจะด้วยวิธีการใดก็ตาม นี่ก็แสดงให้เห็นชัดว่า การคุ้มกันในคุกหละหลวมยิ่งนัก จนทำให้คนตงถิงเจาะช่องโหว่เข้ามาได้แล้ว
แผนการเบี่ยงเบนความสนใจที่ลู่ไป่ชวนสันนิษฐานก่อนหน้านี้ พวกคนตงถิงทำสำเร็จแล้ว
อาหารมื้อนี้ ไม่อร่อยเสียแล้วสิ
“องค์รัชทายาทอย่าเพิ่งร้อนใจไป กระหม่อมจะไปดูที่คุกเดี๋ยวนี้พ่ะย่ะค่ะ”
ลู่ไป่ชวนลุกขึ้นเตรียมขอตัว เหอจิ่วเหนียงไม่วางใจให้เขาไปคนเดียวจึงพูดขึ้น “ข้าจะตามไปด้วย ถึงอย่างไรคนที่เขาเจาะจงมาก็คือข้า ข้าก็อยากจะดูเหมือนกันว่าเขามีแผนการอะไร”
เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะอยากไป แต่ในเมื่ออีกฝ่ายเริ่มออกลาย ก็ไม่มีเหตุผลใดที่พวกเขาจะไม่ตอบสนอง
“ข้าไปด้วยขอรับ!”
“ข้าก็ไปด้วย!”
เด็กทั้งสองลุกยืนขึ้นพร้อมกัน อยากไปดูความสนุกด้วย
เหอจิ่วเหนียงปรามเสียงแข็ง “ไม่ได้ นี่ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ โก่วเอ๋อร์ เจ้าอยู่เล่นกับพี่ซื่อจื่อในวังไปก่อน พ่อกับแม่เสร็จธุระแล้วจะกลับมารับ”
โก่วเอ๋อร์เป็นห่วงท่านพ่อกับท่านแม่มาก แต่เห็นสีหน้าเคร่งขรึมของทั้งสอง ทั้งยังมีความเดือดดาลเล็กน้อย เขาก็ไม่กล้าดื้อดึงอีก
ถึงแม้ฝีมือของเขาจะได้เปรียบคู่แข่งมาตลอด แต่ก็เป็นเพียงในสถานการณ์จำลอง หากต้องเผชิญกับยอดฝีมือในสถานการณ์จริง เขาที่ยังเด็กอายุเท่านี้ก็ไม่สามารถต่อกรได้จริงๆ หากเขาตามไปด้วยก็จะมีแต่เป็นภาระให้บิดามารดา ดังนั้นอยู่รอที่นี่จะดีกว่า
“ก็ได้ขอรับ ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านต้องระวังตัวดีๆนะขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์รู้สึกหดหู่เล็กน้อย แต่ก็ยังตอบตกลงอย่างว่าง่าย
ตอนนี้สิ่งที่เขาสามารถทำได้ก็คือ การไม่ทำตัววุ่นวาย
เดิมทีองค์รัชทายาทก็อยากไปด้วย แต่ลู่ไป่ชวนห้ามไว้ด้วยเหตุผลที่ว่า เรื่องเล็กเช่นนี้ไม่จำเป็นต้องให้องค์รัชทายาทลงไปด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นจะดูเป็นการให้เกียรติอีกฝ่ายเกินไป จะทำให้เป่ยเหยียนเสียศักดิ์ศรีได้
ฮ่องเต้เองก็เห็นด้วยกับลู่ไป่ชวน จึงบอกให้องค์รัชทายาทอยู่ดูแลเด็กๆที่นี่
ลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงนั่งรถม้ามาถึงคุกหลวง เมื่อมาถึงก็สอดส่องสถานการณ์รอบด้านไปด้วย พอดูๆแล้วก็ไม่มีความผิดปกติอะไร แต่ในเมื่อข่าวกลับรั่วไหลเข้ามาได้ ดังนั้นทั้งสองจึงไม่ประมาทและไม่ลดความระมัดระวังลง ไม่รู้ว่าในคุกนี้จะมีไส้ศึกเท่าไร หรือคนตงถิงปลอมตัวมากี่คน
เหอจิ่วเหนียงสังเกตโดยรอบก็ไม่พบว่ามีผู้คุมคนใดสวมหน้ากากหนังมนุษย์ คาดว่าคนพวกนั้นคงจะรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงมีความสามารถ ตอนนี้จึงไม่ออกมาปรากฏตัวให้เห็น
มีความเป็นไปได้อยู่สองอย่าง ไม่หนอนบ่อนไส้ ก็มีคนตงถิงแฝงตัวเข้ามา
และตอนนี้ก็หลบหนีไปแล้ว
แต่นี่ไม่ใช่ประเด็นสำคัญในตอนนี้ ตอนนี้ประเด็นสำคัญก็คือ องค์ชายสามแห่งตงถิงต้องการพบนางด้วยเรื่องใด
ไม่ใช่แค่อยากให้นางรักษาอาการป่วยให้เพียงอย่างเดียวแน่ น่าจะมีเจตนาแอบแฝงบางอย่าง
ลู่ไป่ชวนจับมือเหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปด้านใน มีผู้คุมเดินนำทางอยู่ด้านหน้า ระหว่างทางไม่พบความผิดปกติ มีเพียงพวกนักโทษที่ยื่นมือเปรอะเปื้อนออกมาจากช่องกรงเหล็กห้องขัง ตะโกนบอกว่าตัวเองถูกใส่ร้าย ไม่ได้ทำความผิดต่างๆนานา
สถานการณ์เหล่านี้เป็นเรื่องปกติไม่จำเป็นต้องใส่ใจ ดังนั้นทั้งสองจึงมุ่งหน้าไปยังห้องคุมขังขององค์ชายสามแห่งตงถิงอย่างแน่วแน่
ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็มีสถานะเป็นถึง.องค์ชาย ดังนั้นเป่ยเหยียนจึงไม่ได้ปฏิบัติต่อเขาอย่างโหดร้ายนัก จัดเตรียมห้องขังเดี่ยวที่ดูดีกว่าห้องขังปกติเล็กน้อยให้เขา ส่วนห้องข้างๆก็เป็นห้องขังเดี่ยวของซินหราน
จากข้อมูลที่ได้รับมา ซินหรานผู้นี้เป็นผู้มีตำแหน่งสูงในกลุ่มคนพวกนั้น มิน่าล่ะ ทั้งๆที่พวกคณะงิ้วชิงอินตายเพราะนาง แต่นางกลับไม่ได้รับโทษอะไร ทั้งยังหนีมาทำภารกิจร่วมกับองค์ชายสามได้อีก
เหอจิ่วเหนียงอุทานในใจ ‘นางเป็นคนมีความสามารถจริงๆ แต่น่าเสียดายที่ลุ่มหลงในเรื่องความรักจนพลาดท่า’
เดิมทีคิดว่าองค์ชายสามแห่งตงถิงจะแสร้งป่วย ทว่าเขากลับป่วยจริงๆ ตอนที่ทั้งสองมาถึง องค์ชายสามกำลังนอนหมดสติอยู่บนพื้น
ซินหรานที่อยู่ห้องขังข้างๆ ร้องบอกแกมข่มขู่ด้วยความร้อนใจ “รีบช่วยฝ่าบาทของพวกเราเดี๋ยวนี้นะ! เขาเป็นถึงองค์ชายสามแห่งตงถิง เขาจะเป็นอะไรไปไม่ได้เด็ดขาด! ไม่อย่างนั้น พวกเจ้าอย่าหวังว่าจะได้อยู่เป็นสุข!”
“โอ้ องค์ชายสามแห่งตงถิงอย่างนั้นหรือ! ข้ากลัวแล้ว ข้ากลัวจริงๆเลย”
เหอจิ่วเหนียงดัดเสียงพร้อมทำท่าทางหวาดกลัว
เยี่ยมไปเลย เมื่อครู่นางเพิ่งจะชื่นชมสตรีผู้นี้ในใจว่าเป็นคนมีความสามารถแท้ๆ ตอนนี้ดูเหมือนว่านางจะประเมินอีกฝ่ายสูงเกินไปแล้ว
ไม่ได้เจอกันแค่ไม่นาน นางรู้สึกว่าซินหรานโง่ลงไปมากโข
กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็ไม่สนใจนาง หลังจากผู้คุมไขกุญแจประตูห้องขังให้แล้วนางก็เดินเชิดหน้ายืดอกเข้าไป หยุดยืนเบื้องหน้าองค์ชายสามที่นอนราบกับพื้น จากนั้นยกเท้าเขี่ยสองสามครั้ง
ร่างบนพื้นขยับเล็กน้อยก่อนจะพลิกตัวนอนหงาย เผยให้เห็นใบหน้าซีดเผือด ดูจากสภาพแล้วป่วยหนักมากจริงๆ
“มีเรื่องอะไรก็ว่ามา”
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วพลางถาม นางไม่ชอบกลิ่นในที่แห่งนี้เอาเสียเลย มีทั้งกลิ่นเหม็น กลิ่นอับ กลิ่นสาบ ผสมปนเปกันไปหมด
“เจ้า…ช่วย…รักษา…ให้ข้าก่อน”
องค์ชายสามมีอาการภูมิแพ้กำเริบจากสภาพแวดล้อมภายในคุกตั้งแต่ถูกจับตัวมาอยู่ในนี้ ที่ผ่านมาเขาพยายามอดทนมาโดยตลอด ก่อนหน้านี้ผู้คุมเคยพาหมอมารักษาให้แล้ว แต่อาการก็ไม่ดีขึ้น มิหนำซ้ำยังทรุดหนักกว่าเดิม
นี่เป็นเหตุผลที่ว่า ถึงแม้คนตงถิงจะลอบเข้ามาช่วยหลายครั้งแล้ว แต่พอเห็นสภาพผู้เป็นนายเช่นนี้ก็จนปัญญาที่จะพาออกไป สภาพของ.องค์ชายสามในยามนี้ไม่สามารถแม้แต่จะลุกขึ้นเดินได้ หากผลีผลามแล้วพลาดพลั้ง สุดท้ายก็ไม่พ้นเงื้อมมือของเป่ยเหยียน เมื่อถึงตอนนั้นทางด้านตงถิงก็ต้องยอมศิโรราบให้เป่ยเหยียนอย่างเดียวโดยไม่มีทางเลี่ยง
หลังจากประเมินสถานการณ์จนมั่นใจแล้ว องค์ชายสามจึงตัดสินใจที่จะอยู่ต่อ เพื่อรักษาร่างกายให้หายดีก่อน
และแน่นอนว่าการประวิงเวลาต่อไปก็มีความเสี่ยง คนตงถิงที่คอยส่งข่าวอาจจะถูกจับได้ในสักวัน แต่สภาพเขาในตอนนี้ก็แทบจะเอาชีวิตไม่รอดเช่นกัน เขาไม่อาจคำนึงถึงสิ่งใดได้ซับซ้อนมากกว่านี้แล้ว
เหอจิ่วเหนียงหันหลังจะเดินออกไป “ไม่พูดก็เรื่องของเจ้า”
นางไม่สนใจคำข่มขู่ นี่หาใช่ธุระของนางไม่ เหตุใดนางต้องรักษาให้เขาด้วยล่ะ
“เจ้า!...”
องค์ชายสามโกรธจนแทบหายใจไม่ออก เมื่อเห็นนางจะเดินออกไปก็พยายามอย่างสุดกำลัง เค้นเสียงพูดออกมา “เจ้าให้เขาออกไปก่อน แล้วข้าจะบอก!”
ทว่าฝีเท้าของเหอจิ่วเหนียงกลับไม่มีท่าทีจะชะงักลงเลย นางกับลู่ไป่ชวนเป็นสามีภรรยากัน เหตุใดต้องให้สามีของนางออกไปด้วย
องค์ชายสามเสียเปรียบไปเรื่อยๆ “อย่างน้อยก็ให้ผู้คุมออกไปก่อน!”
เหอจิ่วเหนียงชะงักก้าวเท้าในที่สุด ก่อนเอ่ยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าจะได้ประโยชน์อะไร?”
“ข้า…ข้าจะให้คนนำทองคำสามหีบไปมอบให้เจ้าถึงจวน”
อีกฝ่ายเป็นสตรีผู้ทำการค้า รักเงินทองเป็นที่สุด เรื่องพื้นฐานเช่นนี้องค์ชายสามสืบทราบมาแล้ว
เป็นดังคาด เหอจิ่วเหนียงยอมอ่อนข้อลงแต่โดยดี ส่งสายตาให้ลู่ไป่ชวนบอกให้ผู้คุมถอยออกไปก่อน
“ตอนนี้จะบอกได้รึยัง?”
เหอจิ่วเหนียงเร่งเร้าอย่างไม่อดทน
องค์ชายสามปรือตามองนาง เค้นวาจาออกมาทีละคำ “ร่างกายของเจ้า…มีเลือดตงถิงเหมือนพวกเรา… เจ้าควรช่วยข้า!”
ตอนที่ 733: ขอบใจ แต่ข้าไม่ต้องการ
และนี่ก็คือเหตุผลที่องค์ชายสามต้องการให้คนอื่นออกไปก่อน เขาเองก็เพิ่งได้รู้ภูมิหลังของเหอจิ่วเหนียงเมื่อไม่นานมานี้ จึงคิดจะใช้เป็นข้อต่อรองดึงนางมาเป็นพวก
คนอย่างเหอจิ่วเหนียง หากใครได้ร่วมมือด้วย ก็เท่ากับว่าชนะไปครึ่งทางแล้ว
เมื่อก่อนเขาไม่เชื่อ แต่หลังจากถูกจับเข้ามาอยู่ในคุกแห่งนี้ เขาก็ได้ประจักษ์แก่ความจริง และจำต้องยอมก้มหัวให้กับสตรีผู้นี้
นอกจากนี้ เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนเป็นสามีภรรยากัน หากทำให้สองสามีภรรยาคู่นี้กลับลำมาฝั่งตนได้ โอกาสที่ตงถิงจะรบชนะเป่ยเหยียนก็ยิ่งสูงขึ้นเป็นทวีคูณ
ดูอย่างชะตากรรมของพวกเขาในคืนนั้นสิ พวกเขาพ่ายแพ้ให้กับผงยาเพียงกำมือเดียวของเหอจิ่วเหนียง
พอนึกถึงขึ้นมาแล้ว องค์ชายสามก็กัดฟันกรอดด้วยความโกรธ
นั่นเป็นการชิงบัลลังก์ที่น่าอับอายที่สุดในประวัติศาสตร์ เป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของเขา!
หากทำให้สองสามีภรรยาคู่นี้กลับลำไม่ได้ เขาก็ไม่มีหน้ากลับตงถิงอีก!
ส่วนเหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวน ทันทีที่ได้ยินวาจาของอีกฝ่าย พวกเขาก็ขมวดคิ้วแน่นและมองหน้ากัน
เพิ่งได้ข้อมูลมาเมื่อไม่นานนี้ว่าบิดาที่แท้จริงของเหอจิ่วเหนียงอาจจะไม่ใช่มู่กั๋วกง แต่เป็นฉวินอ๋องผู้ที่ถูกเนรเทศไปเมื่อยี่สิบปีก่อน นางคิดจะสืบหาข้อมูลอยู่พอดี ทว่าจู่ๆ องค์ชายสามแห่งตงถิงผู้นี้กลับมาบอกว่า นางมีสายเลือดตงถิง…
นี่มันเรื่องอะไรกันแน่?
หรือว่าในปีนั้น คนที่เคยมีความสัมพันธ์กับเจียงรั่วหย่าจะเป็นชายอื่น?
เหอจิ่วเหนียงกำหมัดแน่น
นางต้องสืบหาความจริงให้ได้ ต้องลากคนที่มันทำร้ายเจียงรั่วหย่าในตอนนั้นออกมาให้ได้!
“องค์ชายสาม ข้าว่าท่านจะพูดจะจาอะไรก็ต้องมีหลักฐานนะ เช่นนี้ข้าก็พูดได้ว่าในตัวท่านมีสายเลือดของข้าอยู่ ดังนั้นท่านจงคุกเข่าโขกศีรษะคารวะข้าซะ สายเลือดของข้า!”
เหอจิ่วเหนียงกลอกตามองบนอย่างเอือมระอา หึ คิดจะเอาสายเลือดมาข่มขู่นางอย่างนั้นหรือ น่าขัน! อย่าให้นางต้องเล่นบทคนไร้ความเมตตาเลย ไม่อย่างนั้นคนที่ต้องโชคร้ายเกรงว่าจะไม่ใช่นางอีกต่อไป
องค์ชายสามกัดฟันกรอดด้วยความโกรธเกรี้ยว สตรีผู้นี้ดูถูกเขาครั้งแล้วครั้งเล่า รอให้เขาออกไปได้ก่อนเถอะ จะต้องชำระความอับอายในครั้งนี้ให้จงได้!
ซินหรานที่อยู่ห้องขังข้างๆ รีบสมทบด้วยความร้อนใจ “เจ้ามีสายเลือดของตงถิงจริงๆ หากราชวงศ์เป่ยเหยียนรู้เรื่องนี้เข้า เจ้าคิดว่าเจ้าจะยังลอยหน้าลอยตาอยู่เช่นนี้ต่อไปได้อีกหรือ? เจ้าเป็นคนตงถิงเหมือนพวกเรา ราชวงศ์เป่ยเหยียนไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่! เจ้ามีแค่ทางเดียวก็คือ ต้องร่วมมือกับพวกเรา หาทางทำให้ฝ่าบาทออกไปจากที่นี่ให้ได้อย่างปลอดภัย พวกเราถึงจะปกป้องเจ้าได้!”
วาจานี้ราวกับว่า เหอจิ่วเหนียงกำลังจะตายก็มิปาน
“ขอบใจมากนะ แต่ข้าไม่ต้องการ”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มบางๆให้ซินหราน ท่าทางสุภาพยิ่งนัก ทำเอาซินหรานถึงกับเคียดแค้นสุดขีด
ท่าทางประชดประชันนี่มัน! น่าโมโหยิ่งนัก!
“ข้าเป็นเด็กกำพร้า ระหกระเหินไปทั่วตั้งแต่เด็ก จู่ๆพวกเจ้ามาบอกว่าข้าเป็นคนตงถิงเหมือนพวกเจ้า พวกเจ้ามีหลักฐานหรือไม่? ครั้นวัยเด็กข้าแสนลำบากยากเข็ญ เหตุใดพวกเจ้าไม่ออกมาปกป้องข้าล่ะ? ตอนนี้เห็นว่าข้ามีผลประโยชน์ต่อพวกเจ้า พวกเจ้าจึงจะมานับญาติผูกมิตรสินะ ทำไม หรือจะให้องค์ชายสามของเจ้านับข้าเป็นแม่จริงๆ? คงไม่ได้กระมัง เพราะข้าไม่มีทางคลอดลูกออกมาทั้งแก่ทั้งเลวปานนี้ได้หรอก ลูกชายข้าน่ารักจะตาย!”
เหอจิ่วเหนียงพูดนิ่มๆในตอนแรก แล้วค่อยแข็งกร้าวขึ้นในตอนหลัง ทำเอาซินหรานถึงกับพูดไม่ออก
ซินหรานหันไปมอง.องค์ชายสามด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ องค์ชายสามไม่ได้มองนาง และไม่ได้พูดอะไร เขาเพียงกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ ซินหรานจึงไม่พูดอะไรอีก บางครั้งบางอย่างก็ไม่ใช่สิ่งที่นางอยากพูดก็พูดได้ ถึงอย่างไรตอนนี้ก็ต้องปกป้องคนของพวกตนเอาไว้ก่อน หากพูดออกมาแล้วเหอจิ่วเหนียงเอาไปบอกราชวงศ์เป่ยเหยียน เช่นนั้นไม่เท่ากับว่าพวกเขาเปิดโปงตัวเองโดยที่อีกฝ่ายไม่ต้องออกแรงแต่อย่างใดเลยหรือ
“เจ้าเป็นคนตงถิงเหมือนพวกเราจริงๆ สักวันเจ้าก็จะได้รู้ หากเจ้าช่วยข้าออกไปได้ ข้ารับปากว่าจะทำให้ครอบครัวของเจ้าอยู่อย่างสุขสบายตลอดไป…”
องค์ชายสามพยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง กล่าวอย่างไร้เรี่ยวแรง เขาอดทนมาได้จนถึงตอนนี้นับว่าไม่ง่ายเลย
ตอนนี้ไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงจะเสนอเงื่อนไขอะไรเขาก็สามารถรับได้ทั้งนั้น เขาต้องเอาชีวิตรอดให้ได้ หาไม่ ความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็ต้องสูญเปล่า
เหอจิ่วเหนียงไม่เชื่อแม้แต่น้อย ขอความช่วยเหลือจากคนอื่นแต่ยังคิดจะเล่นแง่ คิดว่าตัวเองเป็น.องค์ชายแล้วบ้าอำนาจอย่างไรก็ได้หรืออย่างไร
นางปรายตามองคนบนพื้น แล้วกล่าว “ข้าจะบอกให้รู้ไว้นะ เงินทองของท่านไม่ได้อยู่ในสายตาข้าเลยสักนิด อีกอย่าง ตอนนี้ท่านกำลังเป็นฝ่ายขอร้องให้ข้าช่วยอยู่ ท่านเล่นสงครามประสาทกับข้าเช่นนี้แล้วจะให้ข้าช่วยได้อย่างไร?”
องค์ชายสามคิดไม่ถึงว่าผู้หญิงคนนี้จะเชื่อยากเชื่อเย็นถึงเพียงนี้ แต่ในเมื่อนางไม่ชอบไม้อ่อน เช่นนั้นก็ต้องใช้ไม้ตาย
ในที่สุดเขาก็พูดออกมา “ข้าบอกได้แค่ว่า พ่อแท้ๆของเจ้าเป็นคนตงถิง ทั้งยังมีอำนาจใหญ่โต แต่เป็นใครนั้นข้าจะไม่พูด จนกว่าเจ้าจะช่วยข้าออกไปก่อน”
“เหอะ!” เหอจิ่วเหนียงแค่นเสียงเย็นชา แสดงท่าทางเย้ยหยันชัดเจน
องค์ชายสามเดือดดาลขึ้นเป็นเท่าทวี บอกถึงขั้นนี้แล้วเหตุใดนางยังไม่เชื่ออีก!
เขาส่งสายตาให้ซินหรานวูบหนึ่ง
ซินหรานจึงรีบกล่าวเสริม “แม่ของเจ้าเป็นลูกสาวคนสุดท้องของอู่อันโหวคนก่อน พอถึงวัยออกเรือนก็แต่งงานกับลูกชายคนโตของจวนมู่กั๋วกง นั่นก็คือมู่กั๋วกงคนปัจจุบัน แต่ก่อนหน้านั้น แม่ของเจ้าเคยคบหากับผู้ชายอีกคน และได้ตั้งท้องเจ้า ผู้ชายคนนั้นเป็นคนตงถิง และเป็นพ่อแท้ๆของเจ้า”
พวกเขาพูดมากสุดได้เท่านี้แล้วจริงๆ!
สดับวาจา เหอจิ่วเหนียงตกใจเล็กน้อย …พวกเขาอ้างอิงและเชื่อมโยงไปถึงจวนมู่กั๋วกงได้ เห็นได้ชัดว่านี่ไม่ใช่เรื่องที่แต่งขึ้นมาลอยๆแล้ว
แต่จากข้อมูลของลู่ไป่ชวน คนที่คบหากับเจียงรั่วหย่าในตอนนั้นคือฉวินอ๋องไม่ใช่หรือ?
เหตุใดถึงกลายเป็นคนตงถิงไปได้ล่ะ?
ดูเหมือนว่า…เรื่องนี้จะมีจุดที่น่าสงสัยต้องตรวจสอบอีกหลายจุด จะด่วนสรุปไม่ได้
ถึงแม้นางจะไม่ได้สนใจว่าผู้ให้กำเนิดที่แท้จริงคือใคร แต่ในใจก็อยากสืบหาให้รู้กันไปก็เท่านั้น
ข้อมูลนี้นับว่ามีประโยชน์ต่อเหอจิ่วเหนียงมาก ดังนั้นนางจึงยอมช่วยรักษาให้องค์ชายสาม แต่จะให้เขาหายขาดไม่ได้ เพียงให้มีอาการดีขึ้นกว่าตอนนี้สักหน่อยก็พอ อย่างน้อยก็อย่าเพิ่งให้เขาตาย
นางไม่ลืมใช้อุบายเล็กๆน้อยๆไปด้วย ต่อให้องค์ชายสามให้หมอท่านอื่นรักษาโรคนี้จนหาย แต่ก็ต้องมาขอร้องอ้อนวอนให้นางถอนพิษที่นางให้เขากินเข้าไปให้อยู่ดี ทำเช่นนี้จึงจะรับประกันว่า เขาจะไม่มีทางหนีนางรอดไปได้
“อยู่สงบๆล่ะ ข้าจะให้คนเอายาถอนพิษมาส่งให้ทุกวัน หากกล้าคิดจะหนีละก็ แม้แต่ความตายท่านก็ไม่มีทางรู้ได้เลยว่าตัวเองตายเช่นไร!
อ้อ จริงสิ ยาถอนพิษที่จะนำมาส่งให้ ข้าจะปรุงออกมาแค่พอใช้รายวันเท่านั้น พวกลูกน้องของท่านจะได้ล้มเลิกแผนการสกปรก.สกปรก และใครก็จะมาขโมยยาถอนพิษจากข้าไปไม่ได้”
กล่าวจบนางก็ลุกขึ้นเดินออกไปกับลู่ไป่ชวน ทั้งสองเดินไปที่ห้องพักผู้คุมเพื่อเขียนเทียบยา และให้คนไปหาซื้อสมุนไพรมาต้มให้องค์ชายสาม
แม้เรื่องเลวร้ายที่องค์ชายสามทำลงไปเป็นเรื่องที่เขาสมควรตาย แต่ถึงอย่างไรเขาก็เป็นองค์ชาย เป็นบุคคลสำคัญที่หากแตะต้องแล้วจะมีผลกระทบต่อความสัมพันธ์ระหว่างแคว้น ตัวเหอจิ่วเหนียงเองไหนเลยจะใส่ใจ แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อราษฎร
ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากสงครามมากที่สุดก็คือราษฎร
ในคุกหลวง สองสามีภรรยาแทบไม่มีปฏิสัมพันธ์กันเลย ลู่ไป่ชวนสงบนิ่งมากราวกับว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวเขา เขาเพียงพาหมอเข้ามารักษาอาการป่วยให้นักโทษก็เท่านั้น
ทว่าหลังออกมาจากคุกหลวง สีหน้าของแม่ทัพหนุ่มก็พลันเคร่งขรึมขึ้น “ในคุกมีหนอนบ่อนไส้ หากไม่ใช่เพราะเขาป่วยอยู่ เกรงว่าคงถูกช่วยออกไปนานแล้ว”
เมื่อครู่ที่เขาเงียบ ความจริงแล้วเขาลอบสังเกตผู้คุมบริเวณรอบๆอยู่ตลอด บางคนไม่มีท่าทีผิดปกติ ขณะที่บางคนออกอาการลุกลี้ลุกลนอย่างเห็นได้ชัด
ผู้คุมในคุกไม่ได้มีมาก แต่มีหลายคนที่เผยพิรุธออกมา นี่ยังไม่ชัดเจนอีกหรือ
อีกอย่าง ลู่ไป่ชวนไม่เพียงพบว่า ในกลุ่มผู้คุมเท่านั้นที่มีปัญหา เขาเห็นได้ชัดว่า ระดับหัวหน้าก็มีหนอนบ่อนไส้เหมือนกัน
ตอนที่ 734: เรื่องแต่งตั้งไม่จำเป็นหรอก
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าพลางกล่าว “ก็จริง ดูเหมือนว่าระบบการป้องกันของเป่ยเหยียนจะหละหลวมเกินไปแล้ว”
หากหมอที่มารักษาก่อนหน้านี้มีความสามารถ องค์ชายสามคงถูกช่วยหนีออกไปแล้ว ไหนเลยจะรอจนให้ทูตจากเป่ยเหยียนเดินทางไปถึงตงถิงอยู่ที่นี่
พูดตามตรง หากเป่ยเหยียนไม่มีองค์รัชทายาทคอยปกปักรักษาไว้ละก็ ด้วยพระปรีชาสามารถของฮ่องเต้และองค์ชาย.องค์อื่นๆ ป่านนี้เป่ยเหยียนล่มสลายไปนานแล้ว
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมาเล็กน้อย นับตั้งแต่นางทะลุมิติมาอยู่ในเป่ยเหยียน และได้ใช้ชีวิตในฐานะราษฎรของที่นี่ตลอดหลายปีมานี้ นางก็มีความรู้สึกผูกพันกับที่นี่อย่างแท้จริง ต่อให้วันหนึ่งสงครามจะลุกลามมาถึงเมืองหลวง แคว้นจะล่มสลาย หรือต่อให้ไม่มีครอบครัวลู่ นางก็ไม่อาจทำใจย้ายไปอยู่ที่อื่นได้
ชีวิตในภพก่อนนางเป็นชาวจีน อย่างที่รู้กันว่าความรักชาติของชาวจีนนั้นฝังลึกอยู่ในกระดูก แม้ในสนามรบจะเหลือแค่ตนเป็นคนสุดท้าย ก็ต้องต่อสู้กับศัตรูให้ถึงที่สุด
ดังนั้น ตอนนี้นางมีเพียงความคิดเดียวนั่นก็คือ ต้องทำให้เป่ยเหยียนลุกขึ้นมายืนหยัดอย่างแข็งแกร่งอีกครั้ง
“ไปกันเถอะ ไปรับลูกกัน ท่านจะได้ถือโอกาสรายงานเรื่องทางนี้กับองค์รัชทายาทด้วย คนที่สมควรจัดการก็รีบจัดการเสีย ก่อนจะสายเกินแก้”
อารมณ์ของเหอจิ่วเหนียงยามนี้ไม่ค่อยดีนัก ตอนนี้คุกหลวงอยู่ในการดูแลขององค์รัชทายาทโดยตรง กลับเกิดข้อบกพร่องใหญ่หลวงเช่นนี้ขึ้น ถึงแม้องค์ชายสามแห่งตงถิงจะหนีคุกไปไม่ได้ แต่นี่ก็เป็นการตบหน้าเป่ยเหยียนได้ไม่เบา ทั้งๆที่เขาอยู่ในคุก แต่ยังรู้เรื่องราวภายนอกได้มากมายเพียงนี้ ช่างหยามกันมากเกินไปจริงๆ
ลู่ไป่ชวนขานรับ อารมณ์ของเขาก็หนักอึ้งเช่นกัน เรื่องนี้ไม่อาจให้คลาดสายตาได้แม้แต่เสี้ยวอึดใจเลยจริงๆ
สองสามีภรรยากลับไปยังตำหนักฮ่องเต้ เพราะองค์รัชทายาทยังที่นี่ตามคำสั่งของฮ่องเต้ และรายงานเรื่องทางด้านคุกหลวงให้องค์รัชทายาทฟัง
องค์รัชทายาทคิดไม่ถึงว่าเรื่องจะร้ายแรงไปถึงขั้นนี้แล้ว สิ่งที่น่าตลกและน่าเจ็บใจก็คือ เขายังมัวแต่ส่งคนไปจับตาดูกลุ่มคนน่าสงสัยที่เพิ่งเข้าเมืองเหล่านั้นอยู่ได้
จู่ๆก็รู้สึกว่า อำนาจของตนสั่นคลอนขึ้นมาอีกครั้ง
“ไม่อยากเชื่อเลยว่าเรื่องจะร้ายแรงถึงขั้นนี้แล้ว เช่นนั้นต่อจากนี้เจ้ายังไม่ต้องไปที่ค่ายทหาร อยู่จัดการเรื่องนี้ก่อน ไม่ว่าหนอนบ่อนไส้จะเป็นใครต้องลากตัวมันออกมาให้ได้!”
หนอนบ่อนไส้ในหมู่ผู้คุม ต้องเป็นคนที่ผู้มีตำแหน่งส่งเข้ามาแน่ ไม่อย่างนั้นไม่มีทางทำได้อย่างแนบเนียนเช่นนี้ แล้วคนที่เขาส่งออกไปจับตาดูเหล่านั้นล่ะ จะมีคนที่ทรยศไปแล้วกี่คน
ไหนจะคณะทูตที่ออกเดินทางไปก่อนหน้านี้ ตามหลักน่าจะเดินทางไปถึงตั้งนานแล้ว แต่นี่นานเพียงนี้กลับยังอยู่ระหว่างทาง ไม่รู้ว่าจงใจจะถ่วงเวลา หรือว่าเกิดเรื่องขึ้นกับคณะทูตกันแน่
เรื่องนี้พอคิดขึ้นมาแล้วก็รู้สึกเสียวสันหลังไม่น้อย
“พ่ะย่ะค่ะ”
ลู่ไป่ชวนเองก็คิดไว้เช่นเดียวกัน คดีตงถิงเป็นคดีที่เขารับผิดชอบมาแต่แรกเริ่ม หากคดียังไม่ปิดเรียบร้อย เขาก็ไม่วางใจ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็กล่าวต่อ “องค์รัชทายาท กระหม่อมเห็นว่ามีทหารสามสี่นายในค่ายที่ฝีมือไม่เลว สามารถดึงตัวออกมาช่วยงานนี้ได้พ่ะย่ะน่ะ”
“ดี เจ้าจัดการตามที่เห็นสมควรก็แล้วกัน เพียงแต่ตอนนี้เจ้าเป็นผู้บัญชาการค่ายทหาร ระหว่างที่เจ้าไม่อยู่ ที่ค่ายก็ต้องส่งคนไปจัดการแทนด้วยล่ะ อย่าให้เหล่าทหารอยู่ว่างขาดการฝึกซ้อม และอย่าให้ใครฉวยโอกาสนี้ลอบเล่นงานได้เด็ดขาด”
ลู่ไป่ชวนเลื่อนตำแหน่งขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ย่อมไม่พ้นถูกหลายคนอิจฉาริษยา ดังนั้นในตอนแรกเริ่มนี้ องค์รัชทายาทจึงไม่ได้มอบกองทัพที่ฝีมือดีมากให้เขาดูแล แต่มอบกองทัพฝีมือพอใช้ให้เขาแทน
ลู่ไป่ชวนก็ไม่ได้ทำให้ผิดหวัง ภายในเวลาเดือนเดียวก็สามารถทำให้ทหารเกียจคร้านเหล่านั้นกลายเป็นคนมีวินัย ทั้งยังค้นพบเมล็ดพันธุ์ดีหลายคน ผลลัพธ์นี้เป็นสิ่งที่ทำให้องค์รัชทายาทพอใจมาก
ทั้งสองไม่ได้ปรึกษากันแบบลับๆ ขณะนี้ทุกคนก็อยู่ด้วยและได้ฟังถ้อยคำเหล่านั้นเช่นกัน เหอจิ่วเหนียงที่อยู่ข้างๆได้ยิน จึงเอ่ยกับลู่ไป่ชวน “ไม่เป็นไร ท่านจัดการเรื่องของท่านเถอะ ทางค่ายทหารข้าช่วยท่านดูแลเอง”
ถึงแม้ความปรารถนาของนางคืออยากอยู่จวนสวยๆดั่งบุปผาประดับจวน อยากเปิดร้านค้าหลายๆร้านแล้วนั่งรับเงินไปวันๆ แต่ตอนนี้ข้าศึกชักจะเหิมเกริมมากขึ้น พร้อมจะบดขยี้เป่ยเหยียนได้ทุกเมื่อแล้ว หากเกิดสงครามขึ้นจริง ก็เหมือนกับการเอาไข่ไปกระทบหิน แน่นอนว่าไข่ก็คือเป่ยเหยียนอย่างไม่ต้องสงสัย
ต่อให้นางมีความสามารถ มีทรัพยากรมากมายที่สามารถเอาชนะศัตรูได้อย่างราบคาบ แต่ก็ไม่สามารถแสดงออกมาได้อย่างเต็มที่ เพราะมีหวังคนในยุคนี้ต้องมองว่านางเป็นปีศาจและจับนางไปบูชายัญแน่
ยิ่งไปกว่านั้น การช่วยที่ดีที่สุดก็คือ การสอนให้คนคนหนึ่งมีทักษะติดตัว ยามฉุกเฉินจะได้พึ่งพาตัวเองได้ ไม่ใช่พึ่งคนอื่นตลอด
เห็นภรรยาเสนอตัว ลู่ไป่ชวนก็จะคัดค้านตามสัญชาตญาณ ภรรยาเขาเก่งกาจถึงเพียงนั้น หากแสดงความสามารถออกมาในค่ายทหาร ต่อไปอยากจะปกปิดก็คงทำไม่ได้แล้ว
แต่เห็นเหอจิ่วเหนียงส่งสายตาบอกให้เขาวางใจ เขาจึงไม่พูดอะไรออกมา
องค์รัชทายาทเองก็รู้ถึงความสามารถของเหอจิ่วเหนียง เรื่องที่นางเดินทางจากจิงโจวมาเมืองหลวงกลางดึกเพื่อช่วยลู่ไป่ชวนในครานั้น ยังตราตรึงอยู่ในความทรงจำของเขาจนถึงทุกวันนี้ ตอนนั้นเขารู้สึกว่า เหอจิ่วเหนียงเป็นผู้มากความสามารถที่หาตัวจับได้ยาก เคยคิดจะดึงนางมาทำงานด้วยกัน แต่ดูเหมือนว่านางจะไม่สนใจ เขาจึงไม่ได้เอ่ยออกมา
ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงเป็นฝ่ายเสนอตัวช่วยงานเอง แทนที่เขาจะดีใจ ทว่าเขากลับดีใจไม่ออกเลย
เพราะนี่สะท้อนให้เห็นว่า ข้างกายเขาแทบไม่มีคนที่มีความสามารถให้ใช้งาน เหอจิ่วเหนียงทนดูต่อไปไม่ได้ จึงต้องอาสาเข้ามาช่วย
อีกทั้งยังแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า สถานการณ์ในยามนี้เคร่งเครียดเพียงใด
ฮ่องเต้เองก็ฟังอยู่ หลังจากเกิดเรื่องเจ้าห้า เขายังคงรู้สึกเสียใจกับสิ่งเหล่านั้นที่ทำไปในเมื่อก่อน ตอนนี้สถานการณ์คับขัน เขาในฐานะฮ่องเต้ก็ยังดูเหมือนจะช่วยอะไรไม่ได้เลย
พระองค์ทำได้เพียงรับสั่ง “เช่นนั้นเราจะแต่งตั้งให้เจ้าเป็นแม่ทัพหญิง ยามอยู่ในค่ายทหารจะได้ทำงานได้ง่ายขึ้น อีกอย่าง หลังจากนี้พวกเจ้าคงต้องยุ่งกันมาก ให้โก่วเอ๋อร์เข้ามาอยู่ในวังกับรุ่ยเอ๋อร์เถอะ อยู่ที่นี่จะได้มีคนของเราคอยปกป้องพวกเขา”
ท่าทีของฮ่องเต้จริงใจมาก สิ่งที่เขาทำได้ในตอนนี้ดูเหมือนว่ามีแค่ช่วยดูแลเด็กๆให้แล้ว
เหอจิ่วเหนียงมองไปที่โอรสสวรรค์ “เรื่องแต่งตั้งไม่จำเป็นหรอกเพคะ สถานที่อย่างค่ายทหารเขาพูดกันที่ฝีมือ เรื่องนี้หม่อมฉันไม่มีปัญหาอยู่แล้ว ส่วนโก่วเอ๋อร์ จำเป็นต้องให้ฝ่าบาทช่วยแล้วจริงๆเพคะ ที่จวนไม่มีผู้อาวุโสอยู่ หม่อมฉันก็ไม่วางใจเพคะ”
ฮ่องเต้พยักหน้าทันที “ตกลง ดีเลย”
จากนั้นองค์รัชทายาทกับลู่ไป่ชวนปรึกษากันอีกพักหนึ่ง ก่อนครอบครัวลู่จะพากันกลับจวน
คืนนี้ทั้งสามพ่อแม่ลูกยังอยู่ด้วยกัน แต่ต่อจากนี้ไป แต่ละคนก็ต้องแยกย้ายกันไปรับผิดชอบหน้าที่ของตนเองแล้ว
“ท่านพ่อ ท่านแม่…”
บนรถม้า โก่วเอ๋อร์นั่งตรงกลางระหว่างบิดามารดาด้วยอารมณ์หนักอึ้ง
ถึงแม้เขาอายุยังน้อย แต่ก็ดูสีหน้าเคร่งเครียดของผู้ใหญ่ออก อีกอย่าง เขารู้ว่านับตั้งแต่พรุ่งนี้ ตนจะต้องแยกกับท่านพ่อท่านแม่แล้ว ต้องไปอยู่ในวังแล้ว
“โก่วเอ๋อร์ เป็นเด็กดีเชื่อฟังนะลูก อีกสองสามวันแม่จะไปหาเจ้าในวัง”
เหอจิ่วเหนียงกอดบุตรชายเพื่อปลอบ ในใจนางก็รู้สึกอาลัยอาวรณ์ แต่ท่ามกลางเรื่องใหญ่และเรื่องสำคัญเช่นนี้ จำเป็นต้องตัดสินใจตามความเหมาะสม
ลู่ไป่ชวนกล่าว “พ่อก็จะไปหาเจ้าเหมือนกัน แต่ในระหว่างนี้ต้องทำให้เจ้าฝืนใจเข้าไปอยู่ในวังก่อนแล้ว สถานการณ์ในตอนนี้ค่อนข้างวุ่นวาย พ่อกับแม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้จริงๆ”
“ขอรับ ท่านพ่อท่านแม่วางใจได้ ข้าจะดูแลตัวเองเป็นอย่างดีขอรับ!”
แม้เด็กน้อยจะอยากไปกับบิดามารดามาก แต่ตนเองยังเด็กเกินไป เขาต้องพยายามให้มากขึ้น ต้องรีบโตไวๆ จะได้ตามท่านพ่อท่านแม่ทัน
……
เช้าวันต่อมา
ลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียงไปส่งโก่วเอ๋อร์ที่สำนักศึกษาหลวงด้วยตนเอง สิ่งของที่จำเป็นก็ได้เตรียมเอาไว้พร้อมแล้ว เหอจิ่วเหนียงยังเตรียมหีบตำราเล็กๆหีบหนึ่งให้โก่วเอ๋อร์ด้วย แม้ภายนอกจะดูเล็ก แต่ด้านในมีหลายชั้น สามารถบรรจุสิ่งของได้มากมายหลายอย่าง ทั้งยังมีอาวุธป้องกันตัวด้วย เช่นนี้นางจึงพอจะวางใจได้บ้าง
ตอนที่ 735: ต่อต้าน
เดิมทีลู่ไป่ชวนและเหอจิ่วเหนียงตั้งใจจะเข้าไปส่งโก่วเอ๋อร์ถึงในสำนักศึกษา ทว่าเห็นซื่อจื่อองค์รัชทายาทรออยู่ที่หน้าประตูพอดี จึงล้มเลิกความคิดนั้นไป
หลังจากโก่วเอ๋อร์ทักทายซื่อจื่อ ก็หันมาโบกมือให้บิดามารดา “ท่านพ่อท่านแม่ พวกท่านไปทำธุระเถิดขอรับ ดูแลตัวเองด้วยนะขอรับ ข้าจะเข้าไปกับท่านพี่ซื่อจื่อเอง!”
ท่าทางของโก่วเอ๋อร์ร่าเริงสดใส เขากำลังพยายามไม่ทำให้ท่านพ่อท่านแม่ต้องเป็นห่วง แต่เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะมองท่าทีแสร้งทำเป็นเข้มแข็งของบุตรชายไม่ออก พลันนั้นก็รู้สึกสงสารเขาจับใจ ความรู้สึกอาลัยอาวรณ์ก็เพิ่มขึ้นอีกเท่าทวี
“เช่นนั้นพ่อกับแม่ส่งเจ้าแค่นี้นะ”
ทั้งสองมองส่งบุตรชายอยู่ที่หน้าประตูจนกระทั่งไม่เห็นเงาแล้ว ลู่ไป่ชวนจึงจะประคองเหอจิ่วเหนียงขึ้นรถม้า จากนั้นก็ไปส่งนางที่ค่ายทหาร
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องให้ลู่ไป่ชวนมาเสียเวลากับตนตรงนี้ ทว่าลู่ไป่ชวนก็ยืนยันที่จะไปส่งนางให้ได้ นางจึงไม่อาจปฏิเสธ
ในค่ายทหารมีแต่บุรุษทั้งนั้น มีแค่ภรรยาของเขาที่เป็นสตรีเพียงคนเดียว ทั้งยังงดงามปานบุปผา ลู่ไป่ชวนคิดแล้วก็อึดอัดใจ เขาต้องพานางไปแนะนำให้ทุกคนรู้จักด้วยตัวเอง เพื่อป้องกันไม่ให้ทหารในค่ายทำให้นางลำบากใจ
“มีเรื่องอะไรก็ให้หลี่ต้าจ้วงมาหาข้านะ ข้าจะให้เขาอยู่เป็นผู้ช่วยของเจ้า ข้าจะเอาคนอื่นไป”
เขากำชับนางตลอดทาง แม้รู้ว่าภรรยาเก่งกาจมาก ไม่จำเป็นต้องให้เขาพูดมาก แต่เขาก็อดไม่ได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในใจเขามีความรู้สึกผิดอย่างรุนแรง ทั้งๆที่นี่เป็นภาระหน้าที่ของเขา แต่กลับต้องให้ภรรยาเข้ามาเหน็ดเหนื่อยด้วย
“เข้าใจแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้รู้สึกรำคาญเลยแม้แต่น้อย ฟังสามีกำชับโดยไม่ขัด ไม่ว่าจะเป็น หากใครมีนิสัยป่าเถื่อน พูดไม่ฟังก็ลงมือจัดการได้เลย หากใครมีความคิดไม่ดีก็ให้ระวังไว้ หากใครฝีมือพอใช้ได้ก็ฝึกให้หนักหน่อย ไม่ว่าเรื่องเล็กหรือใหญ่ เขาล้วนกำชับนางไว้ชัดเจนทั้งหมด
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้พูดอะไร แต่ก็จำเอาไว้ในใจ คำแนะนำของสามีช่วยให้นางมีแนวทางในการจัดการเมื่อไปถึงค่ายทหารได้
ค่ายทหารอยู่นอกเมือง ระยะทางไกลพอสมควร ลู่ไป่ชวนเล่าสถานการณ์ทั้งหมดที่ตนเองเผชิญในหนึ่งเดือนที่ผ่านมาให้นางฟังมาตลอดทาง เมื่อมาถึง เหอจิ่วเหนียงจึงเข้าใจทั้งหมดแล้ว
ลู่ไป่ชวนประคองหญิงสาวลงจากรถม้า ทหารเฝ้าเวรยามหน้าค่ายรีบเข้ามาทำความเคารพ
วันนี้เหอจิ่วเหนียงสวมชุดทหารทะมัดทะแมง มัดผมขึ้นเป็นหางม้าสูง มองแล้วให้ความรู้สึกเป็นแม่ทัพหญิงผู้สง่าองอาจ ทำเอาทหารเฝ้าเวรยามหน้าค่ายถึงกับตกตะลึง
เป่ยเหยียนมีแม่ทัพหญิงตั้งแต่เมื่อใดกัน!?
และดูเหมือนว่า…ท่านแม่ทัพลู่กับแม่ทัพหญิงท่านนี้ ท่าทางจะมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดาต่อกันมากทีเดียว
จุจุจุ คนที่ไม่เคยสนใจสตรีหน้าไหนมาโดยตลอดอย่างท่านแม่ทัพลู่ คิดไม่ถึงจริงๆ ว่าบัดนี้จะกำลังประคองสตรีลงจากรถม้า!
เหล่าทหารแต่ละนายต่างตกตะลึงกันทั่วหน้า แม่ทัพหญิงท่านนี้โฉมงามยิ่งนัก สายตาท่านแม่ทัพลู่ช่างเฉียบแหลมจริงๆ แต่พวกเขาก็ไม่กล้ามองเยอะ กลัวว่าท่านแม่ทัพจะสั่งลงโทษ
“ท่านแม่ทัพ ท่านนี้คือ…?”
ทหารใจถึงนายหนึ่งเดินเข้ามาถาม ลู่ไป่ชวนไม่ตอบ แต่กลับสั่งการพร้อมแววตาเคร่งขรึมเป็นพิเศษ “ให้ทุกคนรวมตัวกันที่ลานฝึกซ้อม!”
“ขอรับ!”
คำสั่งท่านแม่ทัพยิ่งใหญ่ดั่งขุนเขา ต่อให้ทุกคนสงสัยมากเพียงใดก็ไม่กล้าชักช้า รีบวิ่งเข้าไปบอกทุกคนให้มารวมตัวกันทันที
นอกจากทหารเฝ้าเวรยามหน้าประตู ทหารที่เหลือต่างก็กำลังฝึกซ้อมกันอยู่ที่ลานฝึกซ้อม ดังนั้นใช้เวลาเพียงไม่นาน ทุกคนก็มารวมตัวกันพร้อมแล้ว
ลู่ไป่ชวนพาเหอจิ่วเหนียงเดินเข้าไปยืนตรงหน้าแถวทหาร กวาดตามองทหารตรงหน้าอย่างครบถ้วน
สตรีโฉมงามปานเทพธิดาผู้หนึ่งมาที่ค่ายทหาร ทุกคนล้วนแต่อยากรู้อยากเห็น ทั้งยังกระซิบกระซาบกันจนเสียงอื้ออึง หลงลืมระเบียบในการเข้าแถวไปเป็นปลิดทิ้ง
จนกระทั่งเฉินปินที่ไปรอรับเจ้านายทั้งสองที่หน้าประตูเมือง ตะโกนเรียกเหอจิ่วเหนียงว่าพี่สะใภ้ สรรพเสียงในลานฝึกซ้อมจึงได้สงบลง
นี่คือ…ฮูหยินผู้ที่สมบูรณ์แบบอย่างไร้ที่ติที่ท่านแม่ทัพมักจะพูดถึงมาตลอดอย่างนั้นหรือ!?
ทุกคนในลานต่างอึ้งค้าง มิน่าล่ะ เหตุใดท่านแม่ทัพของพวกเขาถึงไม่สนใจสตรีอื่นเลย มีภรรยางดงามปานนี้ ใครจะอยากออกไปเกี้ยวสตรีนอกเรือนอีกเล่า!
ทันใดนั้นทุกคนก็เกิดความอิจฉาขึ้นในใจ เป็นบุรุษเหมือนกัน เหตุใดลู่ไป่ชวนที่อายุยังน้อยถึงได้เป็นขุนนางระดับสองแล้ว ทั้งยังมีฮูหยินที่โฉมงามปานนี้อีก แต่พวกเขากลับยังเป็นแค่ทหารชั้นผู้น้อย แม้แต่เงาภรรยาก็ไม่มีโผล่มาให้เห็นเลย!
แม้จะรู้สึกอิจฉานิดๆ แต่ทุกคนก็รู้สึกแปลกใจมากกว่าว่าเหตุใดจู่ๆ ลู่ไป่ชวนถึงพาฮูหยินของตนมาที่ค่ายทหารเช่นนี้
หรือว่าอยากพามาแนะนำให้พวกเขารู้จัก
แต่แม่ทัพลู่ไม่ใช่คนแบบนั้น
เช่นนั้นก็น่าจะมีเรื่องบางอย่าง
ดังนั้น ทุกคนจึงเงียบลง
ลู่ไป่ชวนจึงเอ่ยขึ้น “ก็อย่างที่พวกเจ้าเห็น นี่คือฮูหยินของข้า ต่อจากนี้ข้าต้องไปจัดการเรื่องอื่น วันนี้ฮูหยินของข้ารับคำสั่งจากฮ่องเต้และองค์รัชทายาทให้มาประจำการที่ค่าย เพื่อควบคุมการฝึกซ้อมของพวกเจ้าแทนข้า ฮูหยินมีอำนาจเต็มในค่ายเหมือนข้าทุกประการ เข้าใจหรือไม่!”
ลู่ไป่ชวนกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น เสียงไม่ได้ดัง แต่รับประกันได้ว่าทุกคนในที่นี้ได้ยินกันชัดเจน
ถึงกระนั้นก็มีทหารจำนวนน้อยมากที่ส่งเสียงตอบเบาๆ ว่าเข้าใจแล้วด้วยท่าทางเหมือนจะไม่ค่อยพอใจ
ในยุคนี้เป็นยุคที่สังคมให้ความสำคัญกับบุรุษมากกว่าสตรี และสถานะของเหอจิ่วเหนียงก็เป็นแค่สะใภ้ของสกุลลู่ มีสิทธิ์อะไรถึงได้รับอำนาจแม่ทัพทั้งหมด มาบัญชาในค่ายทหารแทนลู่ไป่ชวน
เห็นได้ชัดว่าทหารกลุ่มนี้คิดจะต่อต้าน
ลู่ไป่ชวนเห็นท่าทีของกลุ่มทหารส่วนน้อยเหล่านั้นเช่นกัน เขาโกรธเล็กน้อย หากเลือกได้ เขาก็ไม่อยากให้ภรรยามาทนรับความกล้ำกลืนนี้หรอก
ทว่านี่เป็นสถานการณ์ที่คาดการณ์เอาไว้อยู่แล้ว จึงเป็นเหตุผลหลักที่เขายืนยันจะมาส่งเหอจิ่วเหนียงด้วยตัวเอง
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ถือสาเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังมีรอยยิ้มที่มุมปากอีกด้วย นางกล่าว “ข้ารู้ว่าพวกเจ้ากำลังคิดต่อต้าน เห็นข้าเป็นแค่ผู้หญิงที่ไร้ความสามารถ และไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเป็นหัวหน้าของพวกเจ้า ไม่เป็นไร ข้าเป็นคนที่ชอบพูดด้วยกำลังอยู่แล้ว พวกเจ้าคัดเลือกคนที่ฝีมือดีที่สุดในกลุ่มมาสักสิบคนมาประลองกับข้าสักตั้ง หากข้าชนะ ต่อไปพวกเจ้าต้องเชื่อฟังคำสั่งของข้า หากข้าแพ้ ข้าจะกลับไปตอนนี้เลย”
สิบคนอย่างนั้นหรือ!
ทั้งยังเป็นคนที่ฝีมือดีที่สุดตั้งสิบคนอีกด้วย!
ฮูหยินท่านนี้กำลังล้อเล่นอยู่กระมัง
“พี่สะใภ้ ท่านหมายความว่า…สิบคนในครั้งเดียวเลยหรือขอรับ?”
เฉินปินตกใจมาก ถามย้ำด้วยความไม่อยากเชื่ออีกครั้ง
“ใช่ เข้ามาทีเดียวเลย จะได้ไม่เสียเวลาทุกคน”
สองมือของเหอจิ่วเหนียงไขว้หลัง ท่าทางสบายๆ
เหล่าทหารรู้สึกว่าตัวเองกำลังถูกหยามเข้าแล้ว ถึงแม้คนในค่ายของพวกเขาจะสู้ทหารหน่วยอื่นไม่ได้ แต่ก็ไม่ถึงขั้นยอมให้สตรีคนหนึ่งมาดูถูกเช่นนี้
บางคนอยากสบถวาจาถากถางออกมา แต่กลับสบเข้ากับสายตาคมกริบของลู่ไป่ชวนเสียก่อนจึงไม่กล้าปริปาก ถึงอย่างไรนางก็เป็นฮูหยินของท่านแม่ทัพ ไม่ใช่คนที่ทหารชั้นผู้น้อยอย่างพวกเขาจะล่วงเกินได้
“นิ่งกันอยู่ทำไม ไม่ได้ยินที่ฮูหยินข้าพูดหรือ ทหารฝีมือดีสิบอันดับแรกออกมา!”
น้ำเสียงของลู่ไป่ชวนเจือความหงุดหงิด ถึงแม้ในตอนแรกเขาเองก็ผ่านการยอมรับจากทหารในค่ายด้วยวิธีนี้เช่นกัน แต่ก็ไม่ได้อยากให้ภรรยาต้องมาเผชิญกับวิธีนี้ด้วย เพราะเขารู้ว่าภรรยาไม่ชอบสถานการณ์น่ารำคาญใจเช่นนี้
ด้วยคำสั่งของท่านแม่ทัพใหญ่ในที่สุดก็มีทหารออกมาสิบนาย แต่ละคนร่างกายกำยำ แข็งแรงบึกบึน
ได้รับการฝึกซ้อมจากลู่ไป่ชวนมาเป็นเวลาหนึ่งเดือน ความสามารถของทุกคนจึงก้าวหน้าขึ้นไม่น้อย พวกเขาเชื่อมั่นในฝีมือของตัวเองอย่างยิ่ง โดยที่ไม่รู้เลยว่า การท้าประลองของเหอจิ่วเหนียงที่กำลังจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ ดุเดือดยิ่งกว่าการท้าประลองของลู่ไป่ชวนตอนที่เขามาครั้งแรกเสียอีก
“เข้ามาสิ” เหอจิ่วเหนียงกระดิกนิ้วเรียกพวกเขาเข้ามา
ทหารสิบนายที่ออกมาเป็นคนที่มีฝีมือไม่เลวโดยแท้จริง เฉินปินเองก็เป็นหนึ่งในสิบเช่นกัน พอคิดว่าพวกเขาต้องรุมต่อสู้กับพี่สะใภ้โฉมงามปานนี้ เขาก็อดสงสารอีกฝ่ายไม่ได้ จึงกล่าวเสียงเกรงใจ “พี่สะใภ้ อย่าเลยขอรับ ข้าว่าให้พวกเราประลองกับท่านทีละคนดีกว่า”
ตอนที่ 736: พี่สะใภ้เก่งกาจยิ่งนัก
ทหารนายอื่นก็คิดเช่นเดียวกับเฉินปิน ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นสตรี ต่อให้นางจะเอาชนะพวกเขาได้แค่คนเดียว พวกเขาก็ยอมจำนนแล้ว อีกอย่าง นางก็มาเพราะคำสั่งของเบื้องบน ต่อให้พวกเขาไม่พอใจก็ต้องเชื่อฟังแต่โดยดี
“เลิกพูดมากได้แล้วน่า เข้ามาพร้อมกันทั้งหมดนี่แหละ”
เหอจิ่วเหนียงแสดงสีหน้ารำคาญออกมา และไม่รู้ว่านางไปเอาพู่กันมาจากไหนตั้งแต่เมื่อใด ปลายพู่กันยังชุ่มด้วยชาดอีกด้วย
“พวกเจ้าใช้อาวุธอะไรก็ได้ และไม่ต้องปรานี ลงมือให้เต็มที่ ส่วนข้าจะใช้พู่กันนี่แทนกริช ตรงไหนถูกทำเครื่องหมายด้วยพู่กันนี่หมายความว่าได้รับบาดตรงนั้น คงเข้าใจกระมัง?”
เหอจิ่วเหนียงกล่าว พลางมองพวกเขาด้วยสีหน้าแววตาจริงจัง
พูดตามตรง ในชีวิตของทหารเหล่านี้ไม่เคยอยู่ใกล้สตรีที่งดงามปานนี้มาก่อน ความจริงแล้วพวกเขาควรจะรู้สึกกระชุ่มกระชวยกระปรี้กระเปร่า ทว่ายามนี้แม้แต่จะยิ้มพวกเขายังยิ้มไม่ออกเลย
เพราะพวกเขารู้สึกว่า ตนเองโดนสาวงามผู้นี้ดูถูกครั้งแล้วครั้งเล่า
ให้บุรุษแข็งแกร่งอย่างพวกเขาใช้อาวุธอะไรก็ได้ลงมืออย่างเต็มกำลังกับสตรีคนหนึ่ง ส่วนนางกลับใช้แค่พู่กันด้ามเดียวเพื่อทำเครื่องหมายว่าอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บ นี่ไม่เป็นการดูถูกฝีมือแล้วจะเรียกว่าอะไร
อย่าว่าแต่พวกเขาสิบคนเลย แม้แต่ทหารนายอื่นๆก็โกรธแล้วเหมือนกัน
ถึงแม้ก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพจะพูดอยู่ตลอดว่าฮูหยินของเขามากความสามารถ แต่ในสายตาคนรักก็ต้องชื่นชมกันอยู่แล้ว พวกเขาก็แค่ฟังกันขำๆ ใครจะไปเชื่อจริงๆกัน
เหอจิ่วเหนียงเห็นพวกเขาโกรธจนหน้าแดงก่ำ จึงถือโอกาสยั่วยุ “มัวแต่ยืนหน้าดำหน้าแดงอยู่นั่น ถ้าโกรธมากก็รีบเข้ามาระบายอารมณ์ซะเถอะ!”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยความเหยียดหยาม เพราะนางมีเจตนาให้พวกเขารู้สึกว่า นางกำลังดูถูกพวกเขาอยู่จริงๆ
ชายชาติทหารเหล่านี้จะทนรับการกระตุ้นนี้ต่อไปได้อย่างไร พวกเขาเองก็คร้านจะพูดมากแล้วเหมือนกัน ทหารฝีมือดีทั้งสิบหันมองหน้ากัน และพุ่งโจมตีเหอจิ่วเหนียงทันที
รูปโฉม.งดงามแล้วอย่างไร อยู่ในสนามรบก็ต้องใช้ความสามารถคุยกัน!
อีกอย่าง พวกเขาก็เตือนนางแล้ว เป็นนางเองที่อวดดี เช่นนั้นก็อย่าหาว่าพวกเขาไม่เกรงใจก็แล้วกัน!
เหอจิ่วเหนียงเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มมุมปาก ควงพู่กันในมืออย่างสง่างามรับการโจมตีของทหารทั้งสิบ
ลู่ไป่ชวนถอยออกไปห่างๆ ป้องกันไม่ให้โดนลูกหลง
ทุกคนจับจ้องการต่อสู้ตาไม่กะพริบ กลัวว่าจะพลาดฉากสุดโหดของสหายพี่น้องที่รุมต่อสู้กับฮูหยินของท่านแม่ทัพ
ปรากฏว่าพวกเขาไม่ได้เห็นฉากที่พวกเขารอดูเลย
แต่กลับต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงในสิ่งที่ไม่คิดว่าจะได้เห็น
บุรุษผู้แข็งแกร่งทั้งสิบที่พุ่งโจมตีสตรีร่างบางเพียงหนึ่งเดียวพร้อมกัน กลับไม่สามารถเข้าถึงตัวนางได้เลยแม้แต่น้อย ทั้งยังโจมตีไปโดนพวกเดียวกันอีกต่างหาก
การเคลื่อนไหวของเหอจิ่วเหนียงพลิ้วไหวยิ่งนัก หลบการโจมตีด้านหน้าได้ทัน แล้วยังสวนกลับคนที่พุ่งมาทางด้านหลังด้วยพู่กันในมือ เข้าที่หลอดเลือดตรงลำคอได้อย่างแม่นยำและรวดเร็ว
“อึ้งทำไมล่ะ ตอนนี้เจ้าตายแล้ว”
ขณะเตือน เหอจิ่วเหนียงก็จิ้มปลายพู่กันลงบนหน้าผากของอีกคนอย่างว่องไว หากพู่กันนี้เป็นกริช สมองของคนผู้นั้นคงทะลักออกมาแล้ว
ร่างของนางเคลื่อนไหวโฉบไปมาอย่างรวดเร็วราวกับปีศาจ เพียงไม่นาน จุดที่อันตรายถึงชีวิตของนายทหารทั้งสิบก็ถูกแต้มด้วยสีแดง
ไม่มีจุดใดที่ถูกแต้มด้วยความผิดพลาด ทุกจุดทุกเส้นล้วนเป็นจุดคร่าชีวิต
บริเวณลำคอถูกลากเป็นเส้นยาว บนศีรษะและตำแหน่งหัวใจถูกแต้มจุดหนักๆ เลียนแบบคมกริชที่จ้วงเข้าไปเน้นๆแรงๆ
บัดนี้เหอจิ่วเหนียงเก็บพู่กันไปแล้ว แต่ทหารทั้งสิบนายยังคงอยู่ในอาการมึนงง
เมื่อครู่…เกิดอะไรขึ้น พวกเขาเป็นอะไรไป
ทุกคนตายแล้วหรือ!
รวดเร็วถึงเพียงนี้เลยหรือ!
ทหารนายอื่นที่รับชมการต่อสู้ ไม่รู้จะหาคำใดมาบรรยายความรู้สึกของตนเองในขณะนี้เลย พวกเขาเห็นกับตาตัวเอง และพูดได้เต็มปากว่าสหายพี่น้องทั้งสิบของพวกเขาไม่ได้อ่อนข้อให้ฮูหยินท่านแม่ทัพเลยสักนิด อีกทั้งทหารทั้งสิบนายก็ยังตกตะลึงไปด้วย มองฮูหยินลู่ด้วยความตกใจ ดวงตาเบิกกว้างราวกับตายตาไม่หลับก็มิปาน!
นอกจากนี้ ดูๆแล้วฮูหยินท่านแม่ทัพไม่ได้ใช้กำลังภายในเลย และไม่ได้ใช้กระบวนท่าพิสดารแต่อย่างใด ทว่ากลับจัดการพวกเขาทั้งสิบได้ภายในเวลาอันสั้น
นางทำได้อย่างไรกัน!?
เห็นได้ชัดว่า ฮูหยินท่านนี้ ฝีมือไม่ได้ด้อยไปกว่าท่านแม่ทัพเลย!
ถึงขั้นเก่งยิ่งกว่าด้วยซ้ำ!
เหอจิ่วเหนียงถามขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ “ตอนนี้ยอมรับข้าได้แล้วรึยัง?”
“พี่สะใภ้เก่งกาจยิ่งนัก!”
“พี่สะใภ้เก่งกาจยิ่งนัก!”
“พี่สะใภ้เก่งกาจจริงๆ!”
ไม่ว่าทหารทั้งสิบจะดึงสติกลับมาได้หรือยัง แต่บัดนี้ทหารที่รับชมการต่อสู้โดยรอบก็คุกเข่าให้เหอจิ่วเหนียงแล้ว แต่ละคนส่งเสียงสรรเสริญว่าพี่สะใภ้เก่งกาจ พวกเขานับถือจากใจจริง!
เหอจิ่วเหนียงมองลู่ไป่ชวนด้วยรอยยิ้ม ในค่ายทหารเช่นนี้ ไม่ว่าจะยุคสมัยใด ผู้ใดแข็งแกร่งที่สุดผู้นั้นย่อมเป็นใหญ่
ในที่สุดทหารทั้งสิบนายก็ได้สติกลับมาจากความตื่นตะลึง พวกเขาเดินไปตรงหน้าเหอจิ่วเหนียง ยกมือคารวะ “พวกเรานับถือจากใจแล้ว! พี่สะใภ้ฝีมือเก่งกาจมากจริงๆ!”
คำว่า ‘พี่สะใภ้เก่งกาจยิ่งนัก’ ดังกึกก้องไปทั้งค่าย จากที่ได้ประจักษ์ในฝีมือของฮูหยินท่านแม่ทัพแล้ว พวกเขาเชื่อว่า ต่อให้มาเพิ่มอีกสิบคนก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับนาง
หากสามารถฝึกซ้อมจนฝีมือเทียบเท่าพี่สะใภ้ได้ ต่อไปอยู่ในสนามรบก็ไม่มีศัตรูใดต่อกรกับพวกเขาได้แล้ว
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยกับลู่ไป่ชวน “ตอนนี้ท่านวางใจได้แล้วกระมัง ที่นี่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าดูแลเอง ท่านไปจัดการเรื่องของท่านอย่างวางใจได้เลย”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า “อืม ดูแลตัวเองดีๆนะ”
อยู่ต่อหน้าคนมากมาย แม่ทัพลู่จึงกล่าววาจาหวานๆไม่ออก เรื่องที่ควรกำชับก็พูดไประหว่างทางหมดแล้ว ตอนนี้จึงไม่ได้มัวโอ้เอ้อยู่ตรงนี้อีก เขาหันไปเรียกชื่อทหารส่วนหนึ่ง เพื่อพาออกไปทำภารกิจข้างนอกกับเขา
ทหารที่ถูกเรียกชื่อกลับมีสีหน้าขมขื่น เพราะพวกเขาอยากอยู่ฝึกซ้อมกับพี่สะใภ้ที่ค่าย!
แต่ก็ทำได้เพียงโอดครวญในใจ และเข้าแถวตามระเบียบแล้วตามลู่ไป่ชวนออกไป
ส่วนเหอจิ่วเหนียงนำข้าวของไปเก็บในกระโจมของลู่ไป่ชวน จากนั้นไปที่ลานฝึกซ้อม และเริ่มฝึกซ้อมทหารในค่ายทันที
ทุกคนมีความกระตือรือร้นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ละคนตั้งตารอการฝึกกระบวนท่าไม้ตายเหล่านั้นกับพี่สะใภ้อย่างใจจดใจจ่อ
ในสนามรบ ท่วงท่าเพลงดาบเพลงกระบี่อันสวยงามเหล่านั้นนำมาใช้ไม่ได้หรอก สิ่งที่สำคัญที่สุดคือเอาชีวิตศัตรูให้ได้ สิ่งนี้คือหน้าที่ของทหาร หากได้กลวิธีจากพี่สะใภ้ ก็ไม่ต้องกลัวว่าจะไม่ได้เลื่อนขั้นแล้ว
เมื่อครู่พวกเขายังมีความไม่พอใจต่อเหอจิ่วเหนียงอยู่เลย ทว่ายามนี้ กลางลานฝึกซ้อมกลับมีเก้าอี้เอนปูรองด้วยขนสัตว์วางอยู่ พร้อมทั้งโต๊ะเล็กๆที่มีผลไม้สดๆ น้ำชา และขนมวางอยู่ด้วย ไม่รู้ว่าพวกเขาไปเอาของเหล่านี้มาจากไหน
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงออกมาจากกระโจมก็มีคนมานำทางนางอย่างกระตือรือร้น หากไม่ใช่เพราะความแตกต่างระหว่างเพศ คาดว่าทหารเหล่านี้คงแบกนางขึ้นหลังไปแล้ว
การปรนนิบัติเช่นนี้ใช้ได้ผลกับคนอื่นหรือไม่ไม่รู้ แต่สำหรับเหอจิ่วเหนียงแล้วนางไม่ปฏิเสธ นางหยิบผลไม้ขึ้นมากิน จากนั้นก็กล่าวกับเหล่าทหาร “ความสำเร็จไม่ได้สร้างกันได้ในวันสองวัน ใจร้อนไปมันจะได้ไม่คุ้มเสีย เราต้องเริ่มจากพื้นฐานก่อน วันนี้เรามาฝึกความรวดเร็วกันก่อน”
นางไม่ได้บังคับให้เหล่าทหารตั้งแถวให้เป็นระเบียบตามกฎ แค่ยืนตรงไหนก็ได้ตามสบาย และฟังคำสั่งของนางก็พอ
“ขอรับ!”
สิ้นเสียงคำสั่ง ทหารทั้งหมดก็ตอบรับทันที นางพยักหน้าด้วยความพอใจ และเลือกทหารสองนายออกมาสาธิตให้ทุกคนดูเป็นตัวอย่าง
“พวกเจ้าสองคนยืนตรงหน้าข้าคนหนึ่ง ยืนด้านหลังข้าคนหนึ่ง ลงมือโจมตีข้าพร้อมกัน อยากโจมตีเช่นไรก็แล้วแต่พวกเจ้า มา”
นางโบกผลไม้ในมือส่งสัญญาณให้พวกเขาลงมือได้
ตอนที่ 737: ไม่มีบุรุษที่ซื่อหรอก
ก่อนที่ทั้งสองจะประชิดตัวนาง เหอจิ่วเหนียงตะโกนขึ้น “ดูให้ดีล่ะ!”
กล่าวจบ มืออีกข้างก็ชักพู่กันจุ่มชาดด้ามเดิมออกมาอีกครั้ง
ทุกคนไม่ได้ตอบ ด้วยรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงรวดเร็วเพียงใด จึงไม่กล้าเสียสมาธิแม้แต่น้อย ดวงตาจับจ้องเหตุการณ์ตรงหน้าตาไม่กะพริบ เพราะกลัวว่าจะพลาดฉากสำคัญไป
ตอนนี้ทั้งสองได้ลงมือแล้ว การโจมตีหน้าหลังพร้อมกันนั้นสำคัญมากทุกย่างก้าวทุกความเคลื่อนไหว พวกเขาไม่อยากพลาด
ด้วยครั้งนี้เหอจิ่วเหนียงตั้งใจสาธิตเป็นตัวอย่างให้ทุกคนดู การเคลื่อนไหวของนางจึงไม่ได้รวดเร็วนัก ตั้งใจเคลื่อนไหวให้ช้าลงเพื่อให้ทุกคนมองเห็นได้ชัดว่านางหลบหลีกการโจมตีเช่นไร และลงมือเช่นไร
เมื่อทุกคนยิ่งเห็นชัดเจนขึ้น ก็พบว่าเหอจิ่วเหนียงน่าทึ่งยิ่งนัก
ความรวดเร็วอย่างเดียวไม่พอ ที่สำคัญที่สุดคือ นางสามารถเดากระบวนท่าของคู่ต่อสู้ได้ ทั้งสองยังไม่ทันได้ลงมือ นางก็ตั้งท่าป้องกันรอไว้แล้ว ทั้งยังหาจุดอ่อนของอีกฝ่ายได้ในขณะที่ป้องกันการโจมตีไปด้วย และหาจังหวะโจมตีกลับ
การโจมตีของเหอจิ่วเหนียงไม่เคยเสียเปล่า จุดที่นางลงมือล้วนเป็นจุดสำคัญของร่างกายทั้งนั้น ดวงตาของทุกคนเบิกกว้างจนแทบถลนออกมา
นางรู้จุดอ่อนของร่างกายมนุษย์อย่างแม่นยำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน!
ด้านทหารสองนายที่ออกมาสาธิต ทุกครั้งที่ถูกเหอจิ่วเหนียงโจมตีพวกเขาก็ยังไม่ได้หยุด แต่ต้องฟังคำสั่งของนางแล้วออกกระบวนท่าต่อ จนกระทั่งพวกเขาถูกเหอจิ่วเหนียงทำเครื่องหมายตามจุดสำคัญทั่วทั้งร่างกายแล้ว บัดนี้ร่างกายพวกเขาแดงไปทั้งแถบ
หากนี่เป็นสถานการณ์จริง ทั้งสองคนคงตายไปไม่รู้กี่รอบแล้ว
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงประลองกับทหารสิบนายเมื่อครู่ การเคลื่อนไหวของนางรวดเร็วมากจนแทบเห็นเป็นแค่เงา ทุกคนมองไม่เห็นว่านางใช้กระบวนท่าใดบ้าง ความตกตะลึงของพวกเขาในตอนนั้นจึงเป็นเรื่องของความรวดเร็วของนางเท่านั้น
แต่ครั้งนี้ได้เห็นการสาธิตแล้ว พบว่าทุกกระบวนท่าของนางล้วนน่าทึ่งทำให้ความรู้สึกที่เหล่าทหารมีต่อเหอจิ่วเหนียงเทิดทูนยิ่งกว่าเดิม
ก่อนหน้านี้บางคนยังไม่ค่อยยอมรับนาง เพราะมองว่านางก็แค่รอดได้เพราะความเร็ว แต่ตอนนี้กลับถูกตบหน้าอย่างจัง เพราะไม่ใช่แค่ความเร็วเท่านั้นที่ทำให้ผลออกมาสำเร็จได้ แต่กระบวนท่าต้องมีชั้นเชิงด้วย
สิ่งที่น่าเหลือเชื่อที่สุดก็คือ เหอจิ่วเหนียงตั้งใจเคลื่อนไหวช้าลง ทั้งยังเจียดเวลากินผลไม้อีก แต่ทหารสองนายกลับยังถูกทำเครื่องหมายทั่วทั้งร่างกาย แค่คิดก็รู้แล้วว่าหากเป็นเรื่องจริง พวกเขาต้องตายอย่างน่าอนาถเพียงใด!
ตอนนี้พวกเขามั่นใจแล้ว อย่าว่าแต่สิบคนก่อนหน้านี้เลย ต่อให้มาอีกหลายสิบคนเหอจิ่วเหนียงก็รับมือได้สบาย
ในขณะที่เหอจิ่วเหนียงเก็บพู่กัน ผลไม้ในมือก็เหลือแค่แกนกลาง มีคนรีบเข้ามาช่วยรับไปทิ้งให้ ทั้งยังนำผ้าเปียกมาให้นางเช็ดมือด้วย
เหอจิ่วเหนียงไม่เกรงใจ หลังจากเช็ดมือจนสะอาดแล้วก็ถามขึ้น “ตอนนี้บอกได้หรือยังว่าเมื่อครู่พวกเจ้าค้นพบอะไรบ้าง?”
“ข้าตอบ! พี่สะใภ้ เมื่อครู่นอกจากท่านเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วแล้ว ยังมองกระบวนท่าของคู่ต่อสู้ได้อย่างทะลุปรุโปร่ง เรียกว่าสามารถรับมือได้ง่ายดายเลยก็ว่าได้ขอรับ!”
“ใช่ๆ! ท่านไม่ได้รู้จักพวกเขา และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่ได้ประลองฝีมือกัน พี่สะใภ้เดาออกถึงกระบวนท่าของพวกเขาได้อย่างไรหรือขอรับ?”
“เท่านี้ยังไม่พอ ท่านยังโจมตีจุดสำคัญของอีกฝ่ายได้โดยที่อีกฝ่ายไม่ทันตั้งตัวเลย ท่านแม่นยำเช่นนี้ได้อย่างไรกันขอรับ!”
ทุกคนบอกความสงสัยของตัวเองออกมาอย่างกระตือรือร้น ในขณะเดียวกันคนอื่นๆที่ฟังอยู่ก็ค้นพบว่าเหอจิ่วเหนียงเก่งกาจมากถึงเพียงนี้ จุดที่พวกเขาคาดเดาไม่ออก แต่เหอจิ่วเหนียงมองออกทั้งหมด
แถมยังเป็นสิ่งที่นางทำได้อย่างง่ายดายอีกด้วย!
เหอจิ่วเหนียงยกมือขึ้นเป็นสัญญานให้ทุกคนเงียบ ทั้งลานฝึกซ้อมพลันเงียบลงอย่างง่ายดาย แต่ละคนมองสตรีผู้นำอย่างตั้งตารอคอยคำตอบเพื่อคลายความสงสัย
นางส่งเสียงกระแอมออกมาจากลำคอเล็กน้อย และเริ่มตอบคำถามของแต่ละคน “การเคลื่อนไหวกับการตอบสนองมันแยกกันไม่ได้ และถ้าอยากตอบสนองเร็ว สมองก็ต้องเร็วด้วย
พวกเจ้าพูดถูก ข้าไม่ได้รู้จักพวกเจ้า แต่เพราะเหตุใดข้าถึงคุ้นเคยกับกระบวนท่าของพวกเขา ก็เพราะข้าคิดถึงความเป็นไปได้ทั้งหมดเอาไว้แล้ว การเผชิญหน้ากับคู่ต่อสู้ เจ้าไม่จำเป็นต้องคิดมาก ถ้าเจ้าจับจุดอ่อนได้การเคลื่อนไหวของเขาก็ลงมือได้เลย ที่สำคัญ ต้องสังเกตเป้าหมายอื่นที่อยู่ในระยะสายตาด้วย อย่างเช่น ถ้าคนข้างหลังโจมตีด้านหลังเราควรทำเช่นไร โจมตีมาที่ไหล่เราควรทำเช่นไร หลังจากเราหลบการโจมตีด้านหน้าแล้วเราควรหลบการโจมตีของคนข้างหลังอย่างไร แล้วฉวยโอกาสในตอนที่คนข้างหน้าเผลอสวนกลับเช่นไร เรื่องพวกนี้ต้องฝึกซ้อมเพื่อเป็นรากฐานเอาไว้ หากค่อยมาคิดเรื่องพวกนี้ตอนอยู่ในสนามรบ ก็มีแต่ต้องตายอย่างอนาถอยู่ในสนามรบนั่นแหละ
มาถึงประเด็นสำคัญแล้ว เราจะรู้ได้อย่างไรว่าคนที่อยู่นอกระยะสายตาจะใช้กระบวนท่าใดโจมตีเรา และเราควรรับมืออย่างไร อันที่จริงมันง่ายมาก คนที่ล้อมโจมตีเรา จากสถานการณ์ส่วนใหญ่แล้วก็เป็นพวกเดียวกัน นั่นหมายความว่ากระบวนท่าของพวกเขาก็จะคล้ายๆกัน ดังนั้นเราสามารถดูกระบวนท่าจากคนตรงหน้าเพื่อคาดเดากระบวนท่าของคนอื่นได้ พอเราเห็นกระบวนท่าเราก็จะรับมือได้
ส่วนจะรับมือและโจมตีศัตรูให้บาดเจ็บอย่างไรนั้น นั่นคือสิ่งที่ข้าจะสอนพวกเจ้าต่อไป”
เหอจิ่วเหนียสาธยายจนรู้สึกคอแห้งเล็กน้อย จึงยกชาขึ้นจิบ
โอ้ ไม่เลวเลย ชาอยู่ในอุณหภูมิที่พอดี กลิ่นหอมของชาอบอวลเต็มปากเต็มคำ ทั้งยังหอมติดปากอีกด้วย
การเอาใจใส่ของทหารเหล่านี้ เป็นจริงดังคำกล่าวที่ว่า บนโลกนี้ไม่มีบุรุษที่ซื่อหรอก มันขึ้นอยู่กับว่าบุรุษเขาใส่ใจเรามากเพียงใดก็เท่านั้น
ตอนนี้พวกเขาอยากฝึกกระบวนท่าจากเหอจิ่วเหนียง ย่อมใส่ใจเหอจิ่วเหนียงเป็นพิเศษอยู่แล้ว
หลังจิบชาเสร็จแม่ทัพสาวก็กล่าวต่อ “อยากเรียนกับข้าก็ต้องตั้งใจ ต้องขยัน และที่สำคัญที่สุด ต้องนำกระบวนท่าเหล่านี้ไปใช้ในสนามรบ ไม่ใช่นำมาใช้กับพวกเดียวกันเอง ข้าเป็นคนสอนพวกเจ้า ข้าก็นับว่าเป็นอาจารย์ของพวกเจ้าครึ่งหนึ่ง หากวันใดมีใครคิดทรยศ ข้าจะเป็นคนจัดการด้วยน้ำมือของข้าเอง”
ในค่ายทหารนี้ไม่ใช่ทุกคนที่เป็นคนดี สิ่งนี้เป็นสัจธรรม สิ่งที่นางกังวลที่สุดก็คือ กลัวว่าพวกคนตงถิงจะล่วงรู้ทักษะเหล่านี้ของนาง
ดังนั้น ที่นางยืนยันที่จะมาอยู่ในค่ายทหาร ก็เพื่อสะดวกในการสังเกตพฤติกรรมของแต่ละคน กำจัดหนอนบ่อนไส้ คัดกรองสิ่งที่ไม่ดีออกไปเพื่อตัดไฟแต่ต้นลม
ทักษะการต่อสู้ของนางชุดนี้เป็นการฝึกที่เป็นระบบที่สุดของนักฆ่ายุคใหม่ แม้จะมีแบบแผนอยู่บ้างแต่ก็รวดเร็วและได้ผลที่ดีมาก และเหมาะกับกองกำลังชุดนี้มากเช่นกัน
“ขอรับ พวกเราจะเชื่อฟังพี่สะใภ้ขอรับ!”
ทุกคนส่งเสียงตอบรับดังฟังชัด น้ำเสียงมีความตื่นเต้น พวกเขารู้สึกว่าโอกาสในการเลื่อนขั้นของพวกเขาอยู่ไม่ไกลแล้ว
วันนี้เป็นวันแรก เหอจิ่วเหนียงไม่อยากฝึกหนักจนเกินไป และไม่อยากทำให้พวกเขาร่ายดาบฟาดฟัน จึงให้พวกเขาเล่นกิจกรรมที่สนุกสนานผ่อนคลายก่อน
จุดประสงค์หลักๆก็คือ ต้องการทดสอบความสามารถในการตอบสนองของพวกเขา
เหมือนจะดูเล่นๆ แต่การฝึกการตอบสนองนี้กลับได้ผลดีมากทีเดียว ทุกคนเริ่มจากการไม่ค่อยใส่ใจเป็นความตั้งใจขึ้น ถึงขั้นเกิดความอยากเอาชนะและไม่ยอมแพ้ให้กับคู่ต่อสู้
เหอจิ่วเหนียงนั่งอยู่บนแท่นด้านหน้าสุด สังเกตการตอบสนองของทุกๆคน
ทันใดนั้นนางก็เหลือบเห็นหลี่ต้าจ้วงยังคงยืนอยู่ข้างกายนาง จึงถามขึ้น “แล้วเหตุใดเจ้าถึงไม่ไปซ้อมล่ะ?”
“พี่สะใภ้ ท่านแม่ทัพสั่งเอาไว้ว่า ให้ข้าน้อยคอยปกป้องข้างกายท่านขอรับ!”
หลี่ต้าจ้วงเป็นลูกน้องของลู่ไป่ชวน ไม่ได้เป็นทหารในค่าย ไม่เข้าร่วมการฝึกก็ได้
แต่เหอจิ่วเหนียงกลับกล่าว “ไม่จำเป็นต้องปกป้องข้าตลอดหรอก เจ้าไปฝึกเถอะ คนอื่นฝีมือพัฒนาแต่เจ้าจะยังย่ำอยู่กับที่ไม่ได้ เจ้าเป็นคนของลู่ไป่ชวน มาจากหน่วยหั่วอวิ๋น ในอนาคตมีโอกาสก้าวหน้าอีกมาก มีทักษะติดตัวไว้จะได้มีแต้มต่อ”
ตอนที่ 738: เหตุใดเขาถึงชื่อนี้
หลี่ต้าจ้วงได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง ถึงแม้เขาจะรู้ว่า การติดตามลู่ไป่ชวนมาเมืองหลวงตนต้องมีโอกาสเลื่อนขั้นแน่นอน แต่เขาก็รู้ถึงความสามารถของตัวเองดี การจะก้าวหน้าย่อมเป็นไปได้ แต่ก็ยากมาก ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจเอาไว้ว่า ขอแค่ติดตามลู่ไป่ชวนอย่างภักดี ลู่ไป่ชวนก้าวหน้าไปได้สูงขึ้นก็นับว่าเป็นความสำเร็จอย่างหนึ่งของเขาแล้ว
ตอนนี้ติดตามอยู่ข้างกายลู่ไป่ชวน เขามองตัวเองเป็นแค่องครักษ์ธรรมดาคนหนึ่ง บางครั้งก็ช่วยดูแลเรื่องเสื้อผ้าอาหารการกินให้ลู่ไป่ชวนบ้าง
ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงมาอยู่ที่นี่ ลู่ไป่ชวนก็มอบหมายให้เขาดูแลนางอยู่ที่นี่คนเดียว เขาจึงตั้งใจแน่วแน่ว่าจะต้องดูแลพี่สะใภ้ให้ดี ไม่ทำให้ท่านแม่ทัพผิดหวังในตัวเขาเด็ดขาด
คิดไม่ถึงว่า ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงจะบอกว่า เขามีโอกาสมากมายในการเลื่อนขั้น ไม่อยากให้เขาต้องย่ำอยู่กับที่ เขายังพัฒนาตัวเองได้อีกเยอะ
นี่นับว่าเป็นการยอมรับในตัวเขาหรือไม่นะ?
คนธรรมดาอย่างเขาสามารถเข้าหน่วยหั่วอวิ๋นได้ก็นับว่าโชคดีมากแล้ว เขายังมีพื้นที่ในการก้าวหน้าได้จริงๆหรือ?
เห็นท่าทางทั้งตื่นเต้นทั้งลังเลของอีกฝ่าย เหอจิ่วเหนียงก็กล่าว “รีบไปสิ ตอนนี้เจ้าอยู่กับข้าก็นับว่าเป็นคนของข้า ข้าประเมินเจ้าเข้มงวดกว่าคนอื่นแน่นอน ถึงเวลาอย่าทำให้ข้าต้องขายหน้าล่ะ!”
นางไม่ได้มีคำพูดให้กำลังใจมากมาย เพราะคำพูดเหล่านั้นไร้ประโยชน์ สิ่งที่สำคัญคือทำให้เขาลงมือทำให้ได้ ขอแค่ลงมือทำย่อมก้าวหน้าแน่นอน
“ขอรับ!”
หลี่ต้าจ้วงตอบตกลง และเข้าไปหาคนกลุ่มหน้าสุดเพื่อเริ่มฝึกทันที เช่นนี้จะได้อยู่ใกล้เหอจิ่วเหนียงด้วย หากมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเขาจะได้ปกป้องนางได้ทันท่วงที
หลังจากเหอจิ่วเหนียงอิ่มหนำสำราญก็เอนกายลงบนเก้าอี้ ช่วงนี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้นบ้างแล้ว ไม่ได้หนาวจนเกินไป และรอบๆลานฝึกซ้อมก็มีกระโจม ช่วยบังลมหนาวได้พอสมควร เรียกได้ว่าอากาศยามนี้สบายสุดๆ
ทหารบางคนเคยชินกับความเกียจคร้าน หลังจากฮึกเหิมได้ไม่นานก็เริ่มขี้เกียจ เห็นเหอจิ่วเหนียงนอนหลับก็คิดจะแอบอู้ แต่พอหันมองซ้ายขวาหาที่นั่งพักด้วยความระแวดระวัง ปรากฏว่ามีก้อนหินเล็กๆ พุ่งมาจากไหนไม่รู้ ปาเข้าที่ไหล่อย่างแรง
พอเงยหน้ามองก็เห็นเหอจิ่วเหนียงกำลังนอนหลับสบายอยู่ แต่หากมองข้ามไปดูมือที่หยุดช้ากว่าครึ่งจังหวะนั่นแล้ว…
พวกเขาก็ต้องตกตะลึง!
นางหลับตาอยู่ แล้วรู้ได้อย่างไรว่าพวกเขาคิดจะอู้!
อีกอย่าง
ปกตินางเคลื่อนไหวว่องไวมาก แต่ความเร็วในการหยุดมือช้ากว่าครึ่งจังหวะนั้น เห็นได้ชัดว่านางจงใจทำให้พวกเขารู้ว่า เมื่อครู่เป็นฝีมือของนาง!
คราวนี้จึงไม่มีใครกล้าคิดจะอู้อีก
จะว่าไปแล้ว กิจกรรมง่ายๆเช่นนี้ เล่นมาทั้งวันก็น่าเบื่อมากเหมือนกัน แต่สิ่งที่น่าแปลกก็คือ ความเร็วในการตอบสนองของพวกเขานั้นเร็วขึ้นกว่าเดิมแล้วจริงๆ!
เห็นผลลัพธ์ทันตาจริงๆ!
หลายวันผ่านไป สถานการณ์โดยรวมทางด้านเหอจิ่วเหนียงก็เข้าที่เข้าทาง นางฝึกโหดทุกวัน ทุกคนร้องโอดครวญแต่ก็ไม่กล้าขัดคำสั่ง เพราะการฝึกซ้อมของนาง ส่งผลให้พัฒนาการของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นอย่างชัดเจน
อย่างที่เหอจิ่วเหนียงบอกไว้ นางสอนพวกเขาก็นับว่านางเป็นอาจารย์ของพวกเขาแล้วครึ่งหนึ่ง ศิษย์ที่ไหนจะกล้าบ่นอาจารย์กัน กลับกันยังเคารพนางมาก ดังนั้นท่าทีที่พวกเขามีต่อเหอจิ่วเหนียงจึงสุภาพและเคารพกว่าก่อนหน้านี้มาก
……
อีกด้านหนึ่ง เส้นทางการเรียนที่สำนักศึกษาหลวงของโก่วเอ๋อร์กลับไม่ได้ราบรื่นนัก
ในวันแรกที่เข้าเรียน แรกเริ่มยังไม่มีอะไร ทุกคนมองว่าเขาเป็นเพียงเด็กตัวเล็กๆที่อาศัยเส้นสายขององค์รัชทายาทจึงเข้ามาเรียนในสำนักศึกษาหลวงได้ หาได้มีความสามารถใดไม่ ทว่าพอถึงเวลาเรียนจริงๆ พวกเขาก็ต้องคาดไม่ถึงว่า โก่วเอ๋อร์จะเริ่มแสดงความโดดเด่นทางด้านการเรียนออกมาได้อย่างน่าทึ่ง อาจารย์ที่มาสอนทุกท่านล้วนชื่นชมเขา นี่จึงเป็นเหตุที่ทำให้ทุกคนเพ่งเล็งมาที่เขา
ชั้นเรียนของเขาส่วนมากเป็นเด็กอายุเจ็ดถึงแปดปี ไม่ได้มีความคิดซับซ้อนแบบผู้ใหญ่ ไม่ชอบก็คือไม่ชอบ ไม่ได้สนใจถึงฐานะใดๆ
ถึงอย่างไรเด็กที่เข้ามาเรียนที่นี่ก็มีฐานะไม่ได้ด้อยไปกว่ากัน
พวกเขาที่เกิดมาในตระกูลที่เพรียบพร้อม แต่กลับถูกเด็กอายุไม่ถึงห้าขวบคนหนึ่งเหยียบย่ำ ทั้งยังถูกอาจารย์หยิบยกมาเป็นตัวอย่างชื่นชมครั้งแล้วครั้งเล่า ทำให้พวกเขาโกรธแค้นยิ่งนัก
แต่เด็กคนนี้ก็เก่งจริง รูปร่างหน้าตาดี การเรียนก็ดี จึงหาจุดด้อยมาอ้างเพื่อสั่งสอนเขาไม่ได้เลย
พอถึงเวลาพักระหว่างคาบเรียน ในขณะที่เด็กๆเหล่านี้กำลังคิดหาทางสั่งสอนโก่วเอ๋อร์ จู่ๆก็ได้ยินซื่อจื่อองค์รัชทายาทกล่าวกับเขา “โก่วเอ๋อร์ ข้าจะพาเจ้าไปเดินชมบริเวณรอบๆสำนักศึกษาหลวง ที่นี่กว้างใหญ่มากเลยนะ! หอตำราก็ใหญ่มากด้วย เจ้าสามารถเอาตำราที่เจ้าสนใจกลับไปอ่านได้ อ่านจบก็เอามาคืน”
โก่วเอ๋อร์รู้สึกสนใจการเดินชมสำนักศึกษาหลวงมาก จึงยิ้มพลางกล่าวอย่างตื่นเต้น “ดีเลยขอรับ!”
จากนั้นเด็กทั้งสองก็เดินออกไปด้วยกัน เหลือไว้แค่เด็กคนอื่นๆที่หันมองหน้ากัน ก่อนจะส่งเสียงหัวเราะพรืดออกมา
โก่วเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ!
เหตุใดเขาถึงได้ชื่อนี้นะ!
บ้านนอกมาก!
“ท่านย่าของข้าเคยบอกว่า มีแค่คนบ้านนอกชั้นต่ำเท่านั้นแหละที่เอาชื่อหมาชื่อแมวมาตั้งเช่นนี้!”
“ชื่อน่าเกลียดมาก ชื่อเขายังเทียบกับชื่อบ่าวรับใช้ในจวนข้าไม่ได้เลย!”
“เช่นนั้นก็หมายความว่า เขาจะเป็นคนชั้นต่ำยิ่งกว่าพวกบ่าวไพร่อีกอย่างนั้นหรือ?”
“นั่นสิ! คนชั้นต่ำอย่างเขามาเรียนรวมกับพวกเราในสำนักศึกษาหลวงได้อย่างไรกัน พวกเราไล่เขาออกไปเถอะ อย่าให้เขามาทำให้ที่ของพวกเราต้องแปดเปื้อนเลย!”
“ถูกต้อง ต้องไล่เด็กนั่นออกไป! ข้าล่ะเกลียงชังเขายิ่งนัก!”
เด็กกลุ่มนี้ตกลงกันได้แล้วว่าจะไปหาเรื่องโก่วเอ๋อร์ ถึงอย่างไรตอนนี้ก็อยู่ในช่วงพัก อาจารย์ไม่มาสนใจพวกเขาอยู่แล้ว
โก่วเอ๋อร์ยังไม่ได้ไปถึงหอตำรา ซื่อจื่อกำลังแนะนำให้เขารู้จักเส้นทางอยู่ ไม่นานก็ถูกเด็กเกเรกลุ่มนี้เข้ามาขวางทาง
สีหน้าเด็กเกเรกลุ่มนี้ยิ้มเย้ยหยัน ห้อมล้อมโก่วเอ๋อร์กับซื่อจื่อไว้ แววตาเต็มไปด้วยความดูถูกเหยียดหยาม
ซื่อจื่อไม่สบอารมณ์ขึ้นทันที ขมวดคิ้วตวาดอย่างเย็นชา “พวกเจ้าจะทำอะไร?”
“จิ่นรุ่ยซื่อจื่อ พวกเราต่างก็เกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ คนที่คบหาก็ควรเป็นคนตระกูลสูงศักดิ์เหมือนกัน เหตุใดท่านถึงได้คบหากับคนชั้นต่ำเช่นนี้?”
เด็กคนหนึ่งออกมาต่อว่าซื่อจื่อ เพราะคิดว่าการที่ซื่อจื่อมาสุงสิงกับคนชั้นต่ำอย่างโก่วเอ๋อร์ เท่ากับเป็นการลดศักดิ์ศรีของคนระดับพวกเขา
“เจ้าว่าใครเป็นคนชั้นต่ำ โก่วเอ๋อร์คือน้องชายของข้า ระวังปากของพวกเจ้าไว้ให้ดีด้วย!”
ซื่อจื่อโกรธมาก เมื่อวานตอนที่เขาถูกโก่วเอ๋อร์ต่อยจนร้องไห้เขายังไม่ด่าอีกฝ่ายด้วยวาจาหยาบคายเช่นนี้เลย โก่วเอ๋อร์นิสัยดี แม้แต่เสด็จปู่ก็ทรงโปรดเขามาก คนพวกนี้มีสิทธิ์อะไรมาต่อว่าโก่วเอ๋อร์ว่าเป็นคนชั้นต่ำ
“ถ้าเขาเกิดในตระกูลสูงศักดิ์จริง แล้วเหตุใดถึงมีชื่อบ้านนอกเช่นนี้ล่ะ สำนักศึกษาหลวงเป็นสำนักศึกษาที่ให้ลูกหลานตระกูลสูงศักดิ์ได้ร่ำเรียนโดยเฉพาะ ไม่ใช่ที่ที่คนชั้นต่ำอยากเข้ามาเรียนก็เข้าได้! จิ่นรุ่ยซื่อจื่อ ท่านรีบไล่เขาออกไปเถอะ!”
“ใช่ รีบไล่เขาออกไปซะ พวกเราไม่ชอบขี้หน้าเขาเอาซะเลย!”
คนเหล่านี้เอาชื่อโก่วเอ๋อร์มาเป็นข้ออ้าง ยืนกรานที่จะไล่เขาออกไป
ซื่อจื่อดึงโก่วเอ๋อร์ไปอยู่ด้านหลังพร้อมยืดอกปกป้อง ขณะที่เขากำลังจะพูดกับกลุ่มเด็กตรงหน้าด้วยเหตุผล จู่ๆโก่วเอ๋อร์ก็เป็นฝ่ายเดินออกมาจากด้านหลังซื่อจื่อ และกล่าวหน้าขรึม “ชื่อเล่นนี้เป็นชื่อที่ท่านย่าข้าเป็นคนตั้งให้ และข้าก็ชอบชื่อนี้มาก ไม่ได้เป็นชื่อชั้นต่ำแม้แต่น้อย! และชื่อจริงข้าท่านปู่ข้าก็ตั้งให้ ชื่อไพเราะไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกท่านเลย สำนักศึกษาหลวงเป็นที่ที่ให้การศึกษา ข้ามาที่นี่ก็เพื่อศึกษาเล่าเรียน ไม่ได้มาแข่งขันเรื่องชื่อกับใคร หากพวกท่านพูดจาเหลวไหลไม่เลิก ข้าจะตบให้พวกเจ้าร้องไห้ขี้มูกโป่งทีละคน!”
ก่อนแยกกับท่านแม่ ท่านแม่ได้กำชับเอาไว้แล้วว่า อย่าลงมือชกต่อยกับคนอื่นง่ายๆ แต่หากเกินขอบเขตก็ลงมือก่อนแล้วค่อยว่ากัน มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น ท่านพ่อท่านแม่จะเป็นคนรับผิดชอบเอง!
นี่เพิ่งจะวันแรก เดิมทีเขาอารมณ์ดีมากๆ แต่คนเหล่านี้กลับมาพูดว่าชื่อที่ท่านย่าตั้งให้เขามันน่าเกลียด เช่นนี้เขายอมไม่ได้!
ท่านย่าตั้งชื่อเขาว่าโก่วเอ๋อร์ก็เพราะหวังดีต่อเขา ท่านย่าเป็นย่าที่ดีที่สุด เขาไม่ยอมให้ใครมาว่าท่านย่าเป็นอันขาด!
ตอนที่ 739: เด็กอย่างโก่วเอ๋อร์จัดการคนดื้อได้ทุกรูปแบบ
พวกเขาล้วนเป็นเด็กวัยเจ็ดถึงแปดปี แต่เจ้าเด็กตัวเปี๊ยกวัยสี่ห้าขวบตรงหน้ากลับบอกว่าจะตบให้พวกเขาร้องไห้ขี้มูกโป่งทีละคน นี่มันไม่น่าขันเกินไปหน่อยหรือ
“ฮ่าๆๆ ปากดีจริงๆ!”
“เจ้าหมา เจ้าเข้ามาสิ แน่จริงก็เข้ามาเลย!”
“พวกข้ามีกันตั้งหลายคน แต่เจ้าตัวคนเดียว…”
*เพียะ เพียะ เพียะ*
ยังค่อนแคะไม่จบประโยค เด็กคนนั้นก็โดนตบปากเข้าให้อย่างจัง ไม่เว้นแม้แต่เด็กคนที่เหลือในกลุ่ม ทุกคนล้วนถูกตบปากกันทั้งหมด
โก่วเอ๋อร์จู่โจมเป้าหมายได้อย่างแม่นยำ คนปากเสียเหล่านี้ควรโดนสั่งสอน!
ฝ่ามือเล็กๆ ทว่าแรงมือนั้นไม่เบาเลย กลุ่มเด็กปากเสียยามนี้มีรอยฝ่ามือแดงก่ำประทับที่ปากกันทุกคน
แม้ไม่ได้รุนแรงถึงขั้นเลือดตกยางออก แต่ความปวดแสบปวดร้อนที่ได้รับไม่อาจปฏิเสธได้เลย
กว่าที่กลุ่มเด็กเกเรจะได้สติความปวดแสบก็แล่นริ้วไปทั่วใบหน้า ต่างคนต่างมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง ก่อนจะพากันร้องไห้จ้า
โตมาจนถึงตอนนี้ยังไม่เคยถูกใครตบตีเลย วันนี้กลับถูกเด็กบ้านนอกนี่ตบ ทั้งยังถูกตบพร้อมกับสหาย ทุกคนล้วนรู้สึกว่าตนเองถูกหยามเกียรติมาก แต่กลับไม่กล้าตบคืน ทำได้เพียงร้องไห้เท่านั้น
โก่วเอ๋อร์มองสภาพของกลุ่มคนที่มาหาเรื่องอย่างพึงพอใจ กล่าวด้วยความเย่อหยิ่ง “ข้าบอกแล้วว่าข้าตบให้พวกเจ้าร้องไห้ขี้มูกโป่งได้ ตอนนี้พวกเจ้าเชื่อหรือยัง?
ข้าชอบชื่อที่ท่านย่าตั้งให้ข้ามาก และข้าก็ไม่ใช่คนชั้นต่ำอย่างที่พวกเจ้าพูด พวกเจ้ารังแกคนอื่น เหยียดหยามคนอื่น พวกเจ้านั่นแหละที่ต่ำ! ต่อไปหากกล้าพูดจาปากเสียอีก ข้าก็จะตบให้พวกเจ้าร้องไห้ขี้มูกโป่งอีก หึ!”
เขาส่งเสียงฮึดฮัด และหันไปกล่าวกับจิ่นรุ่ยซื่อจื่อ “ท่านพี่ซื่อจื่อ เราไปกันเถอะ!”
กล่าวจบเขาก็สะบัดหน้าเดินจากไป
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อที่ยืนดูอยู่ข้างๆ มองกลุ่มคนที่ยืนร้องไห้ใบหน้าเหยเกแล้วก็อดเวทนาไม่ได้ ที่แท้เมื่อวานที่น้องโก่วเอ๋อร์ต่อยเขานั่นคือการยั้งมือแล้ว อย่างน้อยก็ไม่ได้ทิ้งร่องรอยไว้บนตัวเขา ไม่เหมือนกับคนเหล่านี้ รอยฝ่ามือแดงแจ๋นั่นบอกชัดว่าเป็นรอยตบจริงๆ ไม่ใช่รอยวาด
เด็กเหล่านั้นร้องไห้และพากันวิ่งไปหาอาจารย์ คนที่มีพี่ชายที่เรียนอยู่ในสำนักศึกษาหลวงก็ไปฟ้องพี่ชาย รอกลับบ้านตอนเย็นจะไปฟ้องคนที่บ้านด้วย ในสายตาของพวกเขา โก่วเอ๋อร์กล้าลงมือกับพวกเขาเช่นนี้ต้องจบเห่แน่นอน เป็นแค่คนชั้นต่ำไม่มีทางเอาชนะพวกเขาได้แน่
ทันใดนั้น ในสำนักศึกษาก็เกิดความโกลาหล
แต่โก่วเอ๋อร์ไม่ได้สนใจเรื่องเหล่านี้เลยสักนิด เตรียมกลับไปเรียนหนังสือต่อ ไม่ได้อยู่กับพวกพี่ชายแล้ว เขาจะปล่อยให้การเรียนของตนเองย่ำอยู่กับที่ไม่ได้
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อรีบตามไป ถามสหายต่างวัยด้วยความกังวลเล็กน้อย “เจ้าทำร้ายร่างกายพวกเขาเช่นนี้ไม่กลัวมีปัญหาหรือ?”
“ไม่กลัวขอรับ พวกเขาอยากไปฟ้องใครก็ไป ข้าก็ไม่กลัว เพราะข้าไม่ผิด”
น้ำเสียงของโก่วเอ๋อร์เปี่ยมความหนักแน่น เขาไม่ได้ทำอะไรผิด คนทำดีย่อมไม่หวั่นกลัวต่อสิ่งใด
จู่ๆ จิ่นรุ่ยซื่อจื่อก็รู้สึกอิจฉาที่โก่วเอ๋อร์มีความกล้าหาญได้เช่นนี้ อาจเป็นเพราะสภาพแวดล้อมในการเลี้ยงดูต่างกัน ครั้นวัยเด็ก เสด็จพ่อของเขาไม่เป็นที่โปรดปรานของเสด็จปู่ เส้นทางในราชสำนักก็เป็นไปด้วยความยากลำบาก ดังนั้นแม้แต่เขาเองจึงต้องระมัดระวังในทุกๆการกระทำ เพราะกลัวว่าจะทำให้เสด็จพ่อต้องเดือดร้อน และทำให้เสด็จปู่ชิงชังเสด็จพ่อมากกว่าเดิม
เมื่อเวลาผ่านไป นิสัยของเขาจึงค่อยๆอ่อนแอลง ดังนั้นเมื่อครู่ตอนที่คนเหล่านั้นประจันหน้ากับเขา คนเหล่านั้นจึงไม่หวั่นกลัวเขาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อวานที่เขาทำเป็นแข็งกร้าวกับโก่วเอ๋อร์ ปรากฏว่ายังถูกโก่วเอ๋อร์ต่อยเข้าให้
พอคิดถึงตรงนี้จิ่นรุ่ยซื่อจื่อก็ลูบจมูกด้วยความอับอาย ต่อไปเขาไม่กล้าวางท่าอวดดีต่อหน้าโก่วเอ๋อร์แล้ว
เด็กอย่างโก่วเอ๋อร์นี่แหละ ที่สามารถจัดการคนเกเรได้ทุกรูปแบบ!
อ้อ ไม่สิ ต้องบอกว่า ‘ครอบครัวของโก่วเอ๋อร์ทุกคน’ จึงจะถูก!
หลังจากโก่วเอ๋อร์กลับมาที่ห้องเรียนก็ไม่ได้เรียนดังที่ตั้งใจไว้ เขากลับเข้ามาได้ไม่นานก็มีคนหลายคนมาที่ห้องเรียนเขา ทั้งอาจารย์ ทั้งนักเรียนชั้นเรียนอื่น และยังมีพวกพี่ชายของกลุ่มเด็กเกเรที่โดนตบไปเมื่อครู่ด้วย
โก่วเอ๋อร์นั่งอยู่ที่โต๊ะตัวเอง กำลังหยิบตำราเล่มหนึ่งขึ้นมาอ่านราวกับว่าคนเหล่านั้นไม่มีตัวตนก็มิปาน
ตัวเขาไม่ได้กังวลอะไร กลับเป็นจิ่นรุ่ยซื่อจื่อที่ออกอาการร้อนรนอย่างชัดเจน เขาถึงขั้นคิดว่าจะให้คนไปตามเสด็จพ่อมาที่นี่เลยด้วย เพราะหากคนมากมายเหล่านี้รุมโก่วเอ๋อร์ขึ้นมาละก็ เขาช่วยไม่ไหวแน่นอน และต่อให้โก่วเอ๋อร์เก่งกาจเพียงใดก็คงรับมือกับคนมากมายขนาดนี้ไม่ได้…
“ท่านอาจารย์ขอรับ นักเรียนใหม่คนนี้มาวันแรกก็มีเรื่องชกต่อยกับเพื่อนนักเรียนหลายคนแล้ว ควรมีคำอธิบายให้ทุกคนสักหน่อยหรือไม่ขอรับ?”
หนุ่มน้อยวัยสิบห้าสิบหกปีคนหนึ่งเค้นเสียงขุ่นถามกับอาจารย์ฉิน อาจารย์ประจำชั้นเรียนด้วยความโกรธเคือง ต้องการให้อาจารย์ฉินสอบสวนและจัดการให้เขา
อาจารย์ในสำนักศึกษาหลวงทุกท่านล้วนเป็นนักปราชญ์ที่มีฐานะเป็นขุนนาง ปกติแล้วไม่มีใครกล้าแสดงพฤติกรรมกำเริบเสิบสานต่ออาจารย์เหล่านี้ แต่วันนี้น้องชายเขาถูกรังแก เขาจะเกรงใจและปล่อยผ่านไม่ได้เด็ดขาด
นี่ก็เป็นครั้งแรกที่อาจารย์ฉินได้เจอเหตุการณ์นักเรียนใหม่ลงมือทำร้ายเพื่อนนักเรียนห้องเดียวกันตั้งแต่เข้ามาวันแรก ที่สำคัญยังเป็นการทำร้ายทีเดียวหลายคนด้วย และไม่ได้ลงมือธรรมดา รอยฝ่ามือแดงเถือกที่ปรากฏชัดนั่นแสดงให้เห็นถึงความจงใจ จะให้เขาช่วยแก้ต่างว่าเด็กๆแค่เล่นกันสนุกๆคงไม่ได้ เฮ้อ เด็กใหม่คนนี้ ช่างไม่รู้จักยับยั้งชั่งใจเอาซะเลย
ตอนนี้ต่อให้อาจารย์ฉินอยากช่วยโก่วเอ๋อร์ ก็ไม่อาจหาเหตุผลใดมาอ้างได้
อาจารย์ประจำชั้นเรียนจึงเรียกโก่วเอ๋อร์เข้ามาหา
โก่วเอ๋อร์ลุกขึ้นเดินไปหาอย่างเชื่อฟัง จิ่นรุ่ยซื่อจื่อก็รีบตามหลังไปติดๆ อย่างน้อยก็ช่วยให้คนเหล่านั้นไม่กล้าลงมือกับโก่วเอ๋อร์ทีเผลอ
“ท่านอาจารย์ เป็นฝีมือข้าเองขอรับ แต่ข้าไม่ได้เป็นคนเริ่มก่อน ข้าไม่ผิด ข้าไม่ยอมขอโทษเด็ดขาด”
โก่วเอ๋อร์เดินไปตรงหน้าอาจารย์ฉิน ยอมรับในสิ่งที่ตัวเองทำอย่างตรงไปตรงมา และแสดงจุดยืนของตนเองอย่างชัดเจน
“เจ้าตบตีคนอื่นจนสภาพเป็นเช่นนี้แล้วยังบอกว่าตัวเองไม่ผิดอีกรึ ช่างอวดดีเกินไปแล้ว! เป็นแค่เด็กบ้านนอกแต่กล้ากล่าววาจากำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้!”
เด็กหนุ่มผู้นั้นเริ่มลามปามไปถึงภูมิหลังครอบครัวของโก่วเอ๋อร์ เขารู้ฐานะของโก่วเอ๋อร์อย่างชัดเจน และคิดว่าสกุลลู่ไม่มีทางกล้ามาเอาเรื่องครอบครัวเขาแน่นอน ดังนั้นจึงกล้าเอ่ยวาจาไม่เกรงใจเช่นนี้
สดับวาจา ทุกคนในที่นี้จึงได้รู้ว่าโก่วเอ๋อร์มาจากครอบครัวชนบท ทันใดนั้นท่าทีของทุกคนจึงแสดงออกถึงความดูถูกเหยียดหยาม
มิน่าล่ะ เหตุใดถึงได้ตั้งชื่อบ้านนอกเพียงนี้ ที่แท้ก็มาจากครอบครัวบ้านนอกนี่เอง
“ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องให้คำอธิบายกับพวกข้า ไม่อย่างนั้นเรื่องนี้ไม่จบแน่!”
“ใช่ ให้เขาไสหัวออกจากสำนักศึกษาหลวงไปเลย!”
ทุกคนยิ่งพูดก็ยิ่งฮึกเหิม สำคัญตัวเองจนลืมไปแล้วว่า ที่โก่วเอ๋อร์เข้ามาเรียนที่นี่ ก็เพราะเป็นความตั้งใจของ.องค์รัชทายาทและฮ่องเต้
อาจารย์ฉินได้ยินวาจาเหล่านี้ก็โกรธขึ้นมาทันที จ้องเขม็งไปที่ทุกคนพลางตวาดลั่น “บังอาจ! พวกเจ้าเป็นคนมีการศึกษากันทั้งนั้น เหตุใดถึงได้พูดจาหยาบคายเช่นนี้! วีรบุรุษไม่จำเป็นต้องกังขาว่ามาจากครอบครัวฐานะเช่นไร จะจนจะรวยก็เป็นวีรบุรุษได้ทั้งนั้น ตำรานักปราชญ์ที่ร่ำเรียนมา ไม่ซึมเข้าถึงจิตใจของพวกเจ้ากันเลยหรืออย่างไรฮะ!”
ผู้อาวุโสต่อว่าเช่นนี้แล้ว ต่อให้ไม่พอใจก็ไม่มีใครกล้าเถียงออกมา ถึงจะมีนิสัยเกเรเอาแต่ใจเพียงใดก็ไม่มีใครกล้าต่อปากต่อคำกับผู้เป็นอาจารย์
ดังนั้น เด็กกลุ่มนั้นจึงทำได้เพียงจ้องเขม็งไปที่โก่วเอ๋อร์ด้วยความเคียดแค้น ระบายความโกรธผ่านทางสายตา
อาจารย์ฉินหันไปมองโก่วเอ๋อร์ “ไหนเจ้าบอกมาซิ เหตุใดถึงได้ลงมือตบตีพวกเขา?”
โก่วเอ๋อร์เห็นอาจารย์ฉินเป็นคนมีเหตุผลเช่นนี้ก็รู้สึกดีใจ จึงอธิบายอย่างตรงไปตรงมา
“ท่านอาจารย์ขอรับ ชื่อเล่นข้าชื่อโก่วเอ๋อร์ ครั้นแรกเกิดร่างกายข้าอ่อนแอมาก ท่านย่าก็เลยตั้งชื่อแก้เคล็ดให้ ข้าชอบชื่อนี้มาก พี่ชายพี่สาวที่บ้านก็เรียกข้าเช่นนี้” จากนั้นชี้ไปที่กลุ่มคู่กรณี “แต่พอพวกเขารู้ พวกเขาก็หมิ่นข้าว่าเป็นคนชั้นต่ำ จะไล่ข้าออกจากสำนักศึกษาขอรับ”
โก่วเอ๋อร์อธิบายอย่างจริงจัง เท้าความถึงที่มาของชื่อตนเองเพื่อต้องการให้รู้ถึงต้นสายปลายเหตุที่ชัดเจน ทั้งยังเน้นย้ำเป็นพิเศษในตอนท้าย “ข้าเตือนพวกเขาแล้วว่าอย่าดูถูกคนอื่นไปทั่ว ไม่อย่างนั้นข้าจะตบปากพวกเขาซะ แต่พวกเขาไม่เชื่อ ยังเหยียดหยามข้าไม่เลิก ข้าก็เลยตอบสนองความต้องการของพวกเขาให้ขอรับ”
ตอนที่ 740: พรุ่งนี้เช้า เราจะออกประชุมท้องพระโรงด้วยตัวเอง
วาจานี้เห็นได้ชัดว่า โก่วเอ๋อร์ต่างหากคือฝ่ายที่ถูกรังแก
อาจารย์ฉินได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง เด็กคนนี้มีเหตุผลในการลงมือจริงๆด้วย นอกจากนั้นก่อนลงมือ เขาก็ได้ตักเตือนคู่กรณีไปแล้ว แต่เด็กเหล่านี้ดันไม่ฟังเอง
“ท่านอาจารย์ ท่านอย่าไปฟังคำแก้ตัวเจ้าเล่ห์ของเขานะขอรับ! อายุยังน้อยแต่หาข้ออ้างพวกนี้มาได้ ดูสิขอรับว่าจิตใจเขาร้ายกาจเพียงใด!”
เด็กหนุ่มคนเดิมกลัวว่าอาจารย์ฉินจะคล้อยตามโก่วเอ๋อร์ จึงพูดขึ้นเสียงดังมาก พร้อมทั้งทำท่าทางฉุนเฉียว
โก่วเอ๋อร์ไม่กลัวอีกฝ่ายเลยแม้แต่น้อย มองหน้าเขาและกล่าวเรียบนิ่ง “พวกเจ้ามาวิจารณ์ข้าเพียงเพราะชื่อข้า ทั้งยังดูหมิ่นข้าว่าเป็นคนชั้นต่ำ จิตใจของพวกเจ้าต่างหากที่ร้ายกาจ! พวกเจ้าดูถูกชาวบ้านชาวนา แต่สุดท้ายก็ยังกินข้าวที่ชาวบ้านชาวนาเป็นคนปลูก เช่นนั้นพวกเจ้าสูงส่งแค่ไหนกันเชียว!”
ท่านย่ากับท่านแม่เป็นยอดฝีมือแห่งการด่าคน เขาได้ยินมาตั้งแต่เด็ก และซึมซับมาไม่น้อย อีกทั้งได้ร่ำเรียนอ่านเขียนตำรา คำศัพท์ก็ยิ่งเพิ่มพูน เผชิญหน้ากับคนปากดีเช่นนี้ เขาไม่ได้หวาดกลัวเลยแม้แต่น้อย
“สำนักศึกษามีขึ้นเพื่อให้การศึกษาเล่าเรียน ไม่ได้มีไว้ให้พวกเจ้าดูถูกคนอื่น ท่านปู่ฮ่องเต้ยังชมชื่อข้าว่าน่ารักเลย แต่พวกเจ้ากลับด่าข้าว่าชั้นต่ำ พวกเจ้าหมายความว่า ท่านปู่ฮ่องเต้เหลวไหลอย่างนั้นหรือ หากพวกเจ้าอยากไล่ข้าออก ก็แสดงฝีมือของตัวเองออกมาสิ ไม่ใช่อาศัยฐานะของพวกเจ้ามาข่มเหงข้า ข้าไม่กลัวหรอก! หึ!
พวกเจ้าเป็นคนด่าข้าก่อน และข้าก็ตบสั่งสอนพวกเจ้าไปแล้ว ข้าไม่ต้องการให้พวกเจ้ามาขอโทษข้า และข้าก็จะไม่ขอโทษพวกเจ้าด้วย หากพวกเจ้าไม่พอใจก็มาตบข้าสิ!”
โก่วเอ๋อร์เอ่ยวาจายาวยืดด้วยความหนักแน่น แต่ความจริงแล้วในประโยคสุดท้าย เขากลับไม่ได้มีความมั่นใจเท่าไรนัก เมื่อครู่ที่กล้าจัดการคนเหล่านั้น ก็เพราะเห็นว่าอีกฝ่ายไม่มีวรยุทธ์ แต่บัดนี้ตรงหน้าเขามีนักเรียนหลายคน เป็นไปได้ว่าคนที่อยู่ ณ ที่ตรงนี้บางคนต้องเป็นวรยุทธ์แน่ อีกทั้งแต่ละคนก็อายุมากกว่าเขา หากต้องปะทะกันขึ้นมาจริงๆ เขาอาจจะไม่ใช่คู่ต่อสู้ของอีกฝ่ายเลยก็ได้
แต่เขาบอกกับตัวเองว่าจะกลัวคนพวกนี้ไม่ได้เด็ดขาด สู้ไม่ได้ก็ต้องสู้ รอท่านพ่อท่านแม่กลับมาค่อยให้พวกท่านเป็นคนจัดการให้ก็ได้!
ท่านแม่บอกเอาไว้แล้วว่า หากตัวเองไม่ผิด ห้ามก้มหัวให้ใครเด็ดขาด!
พอคิดถึงตรงนี้เด็กน้อยก็ยิ่งยืดอกด้วยความมั่นใจมากขึ้น
ในใจอาจารย์ฉินรู้สึกประหลาดใจมาก เด็กอายุเพียงแค่นี้แต่มีความกล้าหาญยิ่งนัก มิน่าล่ะ เหตุใดบิดาของเขาถึงได้เป็นแม่ทัพใหญ่ขุนนางระดับสองได้ตั้งแต่อายุยังน้อย ลูกไม้หล่นไม่ไกลต้นจริงๆ
ขณะเดียวกันอาจารย์ฉินก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดฮ่องเต้ถึงทรงโปรดเด็กคนนี้มากถึงเพียงนี้ ทั้งยังสร้างลานฝึกวรยุทธ์เพราะเขาโดยเฉพาะ และเพิ่มวิชาวรยุทธ์เข้าไปในการเรียนอีก
เพราะเด็กคนนี้ควรค่าแก่การได้รับความชื่นชมมากจริงๆ กล้าที่จะแสดงออกว่าชอบ กล้าที่จะแสดงออกว่าเกลียด ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค ไม่ให้ชื่นชมคงไม่ได้จริงๆ
อาจารย์ฉินมองโก่วเอ๋อร์ด้วยแววตาชื่นชม ลูบศีรษะเล็กๆของเขาพลางเอ่ยเสียงอ่อนโยน “เด็กดี เจ้าพูดถูกต้องแล้ว”
ทุกคนพลันตกตะลึงด้วยอาการตกใจ
ท่ามกลางความเงียบ อาจารย์อาวุโสกวาดตามองไปที่นักเรียนคนอื่นๆด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ลู่จื่ออวี้พูดถูก ที่นี่เป็นสำนักศึกษา อยู่ที่นี่พวกเจ้าทุกคนล้วนเป็นนักเรียนเหมือนกัน ไม่มีใครต่ำไปกว่าใครทั้งนั้น การตั้งใจเรียนเป็นหน้าที่หลักของพวกเจ้า ไม่ใช่ทำตัวไร้การศึกษาโดยการเอาชื่อคนอื่นมาล้อเช่นนี้! หากเป็นเด็กอายุยังน้อยไม่รู้ประสีประสาก็แล้วไป แต่พวกเจ้าโตจนป่านนี้แล้ว ทั้งยังเป็นผู้อ่านเขียนเรียนตำราของนักปราชญ์มาตั้งมากมาย กลับมาทำเรื่องน่าอายเช่นนี้ กลับไปทบทวนตัวเองให้ดี และจากนี้ห้ามก่อเรื่องวุ่นวายอีก! แยกย้ายกันไปได้แล้ว!”
ทุกคนไม่พอใจมาก แต่ก็เกรงกลัวอำนาจของอาจารย์ จึงได้แต่เก็บความกล้ำกลืนไว้ในใจ คิดเอาไว้ว่ารอกลับบ้านไปก่อน จะให้ที่บ้านจัดการแน่
ในเมื่ออาจารย์ช่วยอะไรไม่ได้ เช่นนั้นก็เอาให้เรื่องนี้ไปถึงเบื้องบนเลยก็แล้วกัน ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องไล่เด็กบ้านนอกบ้านี่ออกไปจากสำนักศึกษาให้ได้!
ทุกคนแยกย้ายกันไปด้วยความไม่สบอารมณ์ โก่วเอ๋อร์หันมาคารวะอาจารย์ฉินด้วยความเคารพ “ขอบคุณท่านอาจารย์ที่แก้ปัญหานี้ให้ศิษย์ขอรับ รอท่านแม่ของศิษย์กลับมา ศิษย์จะบอกให้ท่านแม่รักษาอาการป่วยให้ท่านอาจารย์ขอรับ”
อาจารย์ฉินถึงกับอึ้งไปอีกครั้ง
ตอนนี้เขาไม่รู้เลยว่าควรพูดเช่นไร
ความรู้สึกมากมายปั่นป่วนอยู่ภายในใจ จนสุดท้ายอาจารย์ฉินก็ทำได้เพียงเผยรอยยิ้มเจื่อนๆออกมา พร้อมกับเอ่ยถาม “เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าสุขภาพของอาจารย์ไม่ค่อยดี?”
“สีหน้าของท่านอาจารย์ไม่ค่อยสู้ดี เสียงที่พูดก็ดูอ่อนแรง เห็นได้ชัดว่าสุขภาพไม่ค่อยดีขอรับ ถึงแม้ศิษย์จะไม่เข้าใจในวิชาแพทย์ แต่ท่านแม่ของศิษย์ก็เคยสอนมาบ้างจึงพอจะมองออกขอรับ ท่านอาจารย์โปรดวางใจ ท่านแม่ของศิษย์เก่งมากขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์ยิ้มจนตาหยี แนะนำมารดาด้วยความภาคภูมิใจ แม้แต่จิ่นรุ่ยซื่อจื่อที่อยู่ข้างๆ ก็ยังสัมผัสได้ว่าโก่วเอ๋อร์ภาคภูมิใจมาก
คราวนี้อาจารย์ฉินยิ้มออกมาได้จากใจจริง “แม่ของเจ้ารักษาอาการประชวรให้ฮ่องเต้หายได้ ย่อมเก่งกาจมากอยู่แล้ว กลับไปนั่งเถอะ พวกเรามาเรียนกันต่อ”
วิชาแพทย์ของเหอจิ่วเหนียงเป็นที่เลื่องลือและเป็นที่ยอมรับ สิ่งนี้เขาไม่กังขา ทว่าร่างกายของเขานั้น…
อย่าเอ่ยถึงเลย…
ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ได้มีความหวังอะไรแล้ว ตอนนี้อายุมากแล้ว คงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่ปี อะไรจะเกิดก็ปล่อยให้มันเกิดก็แล้วกัน
โก่วเอ๋อร์ขานรับและไปนั่งเรียนต่อกับจิ่นรุ่ยซื่อจื่อ
……
และในตอนนี้ เรื่องราวความวุ่นวายที่เกิดขึ้นในสำนักศึกษาหลวงทั้งหมดก็ลอยไปถึงวังหลวงแล้ว
หลังจากฮ่องเต้ได้รับการกราบทูล ก็ส่งเสียงหัวเราะเยาะอย่างเย็นชาออกมา และทรงตรัสกับขันทีประจำพระองค์ “ไปแจ้งองค์รัชทายาทด้วย พรุ่งนี้เช้า เราจะออกประชุมท้องพระโรงด้วยตัวเอง”
ขันทีประจำพระองค์ถึงกับตกใจ นานมากแล้วที่ฝ่าบาทไม่สนใจเรื่องราชกิจ เหตุใดจู่ๆถึง…
หรือว่าฝ่าบาทจะไม่ยอมสละอำนาจจริงๆ
หรือว่า…
เขาไม่กล้าคิดไปไกลกว่านี้ และรีบไปแจ้งองค์รัชทายาททันที
หลิวกุ้ยเฟยที่ประทับอยู่ข้างๆเองก็รู้สึกฉงนเช่นกัน หลังจากขันทีออกไป พระนางที่ยังคงนวดไหล่ให้ฮ่องเต้เบาๆ ก็ถามหยั่งเชิงอย่างอ่อนโยน “เหตุใดจู่ๆ พระองค์ถึงจะออกว่าราชกิจเองล่ะเพคะ หรือเป็นเพราะคุณชายน้อยลู่?”
“ใช่” ฮ่องเต้ยอมรับตามตรง “เราชอบเด็กคนนั้นมาก อีกอย่าง พ่อแม่ของเขาก็ฝากฝังให้เราดูแล นี่เพิ่งจะไปสำนักศึกษาวันแรกก็โดนรังแกซะแล้ว หากเรานิ่งเฉย คนพวกนั้นคงไม่เห็นเราอยู่ในสายตาแล้วเป็นแน่!”
วันนี้เกิดเรื่องใหญ่เช่นนี้ขึ้น เช้าพรุ่งนี้ต้องมีขุนนางในท้องพระโรงท้วงติงลู่ไป่ชวนแน่นอน ลู่ไป่ชวนได้เลื่อนตำแหน่งเร็วเกินไป ตลอดเวลาที่ผ่านมาก็ไม่มีใครหาเรื่องอะไรมาตำหนิเขาได้ นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากนัก ท้องพระโรงในเช้าพรุ่งนี้ต้องดุเดือดเป็นแน่
และฮ่องเต้ก็อยากไปนั่งบัลลังก์ด้วยพระองค์เองเพื่อปกป้องโก่วเอ๋อร์
คำอธิบายของฮ่องเต้ทำให้หลิวกุ้ยเฟยประหลาดใจเล็กน้อย หากพูดกันจริงๆ เรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย แต่ฮ่องเต้กลับให้ความสำคัญมากถึงเพียงนี้ ทำให้นางรู้สึกว่า ความรู้สึกที่ฮ่องเต้มีต่อครอบครัวของเหอจิ่วเหนียงไม่ใช่แค่เพราะเหอจิ่วเหนียงรักษาอาการประชวรให้เขาแล้ว แต่เหมือนบิดาที่ต้องการปกป้องบุตรสาวอย่างไรอย่างนั้น
ทั้งๆที่เหอจิ่วเหนียงกับพระสวามีของนางไม่ได้มีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกันทางสายเลือดเลย และฮ่องเต้ก็ไม่เคยปฏิบัติกับโอรสและธิดาของพระองค์ดีถึงขั้นนี้ด้วย
ก็ไม่แปลกที่เหล่าองค์ชายและองค์หญิงถึงได้อิจฉาริษยาครอบครัวเหอจิ่วเหนียงถึงเพียงนี้
หลิวกุ้ยเฟยยิ้ม “ได้รับการปกป้องจากพระองค์เช่นนี้ นับว่าเป็นวาสนาของคุณชายน้อยลู่เพคะ”
ฮ่องเต้กลับส่ายพระพักตร์ “แก่แล้ว อยู่บนบัลลังก์มานานหลายปี ดูเหมือนว่าเราไม่เคยทำเรื่องดีๆเลย ตอนนี้อยากชดเชยก็ชดเชยไม่ทันแล้ว”
ตรัสจบโอรสมังกรก็ถอนหายใจยาวออกมาเฮือกใหญ่ ในช่วงที่ผ่านมานี้ เขาคิดอะไรได้หลายอย่างจริงๆ
หลิวกุ้ยเฟยเอ่ยวาจาใดไม่ออก ตกตะลึงที่จู่ๆ ฮ่องเต้ก็ต่อว่าตัวเอง นี่เป็นเรื่องต้องห้ามเชียวนะ!
“กุ้ยเฟย เราไม่ใช่ฮ่องเต้ที่ดี…ใช่หรือไม่?”
ผู้ปกครองแผ่นดินเป่ยเหยียนหันไปมองสนมคนโปรดด้วยแววตาผิดหวังและหมดกำลังใจ
จบตอน
Comments
Post a Comment