single mom ep741-750

ตอนที่ 741: ฝ่าบาทเย็นพระทัยก่อน


หลิวกุ้ยเฟยคิดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะทรงตรัสถามเช่นนี้ รอยยิ้มบนใบหน้านางถึงกับประดักประเดิดขณะในหัวคิดหาคำพูดปลอบโยน ทว่าระหว่างนั้นนางก็ได้ยินพระองค์ตรัสปัด “ช่างเถอะ ถึงเจ้าไม่พูดเราเองก็รู้อยู่แก่ใจ”


“ฝ่าบาทเข้าใจหม่อมฉันผิดไปแล้วเพคะ ในใจของหม่อมฉัน ฝ่าบาทดีที่สุดเพคะ”


สนมเอกกล่าวอย่างอ่อนโยน น้ำเสียงไพเราเสนาะหูสามารถปลอบประโลมความผิดหวังและหมดกำลังใจของอีกฝ่ายได้อย่างหมดจด


“ไม่จำเป็นต้องพูดปลอบให้เราดีใจหรอก เรารู้แก่ใจดี”


แม้ตรัสเช่นนี้ ทว่าในใจองค์เหนือหัวผู้เคยไม่เอาไหนก็รู้สึกดีกับคำพูดนั้นไม่น้อย


หลิวกุ้ยเฟยเอ่ยต่อ สีหน้าท่าทีจริงจัง “หม่อมฉันพูดจากใจจริงเพคะ ไม่ว่าคนอื่นจะมองเช่นไร แต่สำหรับหม่อมฉัน พระองค์คือสามีที่ดีที่สุดเพคะ”


ฮ่องเต้แย้มพระสรวล ไม่ได้ตรัสคำใด แค่กุมมือและเกลี่ยนิ้วลงบนหลังมือหลิวกุ้ยเฟยเบาๆ


ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาเอาแต่มุ่งบำเพ็ญตบะจนเกือบเสียสติ ไม่ได้สนใจสตรีวังหลังเลย เว้นก็แต่หลิวกุ้ยเฟย ด้วยนางไม่ได้เอาแต่หาโอกาสไต่เต้าเหมือนสนมนางอื่น แต่กลับอยู่ข้างกายเขาอย่างภักดีและรู้จักวางตัว เพราะเหตุนี้เขาจึงดีต่อหลิวกุ้ยเฟยเป็นพิเศษ


แต่ก็พิเศษเพียงเล็กน้อยแค่นั้น


ผ่านไปครู่ใหญ่ ฮ่องเต้จึงตรัสอย่างทอดถอน “ที่ผ่านมาจนกระทั่งบัดนี้เราไม่เคยสนใจงานราชกิจเลย อยู่บนบัลลังก์ไปก็ไร้ประโยชน์ ถึงเวลามอบทุกอย่างให้องค์รัชทายาทดูแลแทนเราแล้วละ”


“พระองค์คิดจะ…”


“อืม หาฤกษ์งามยามดีสักวัน เราจะสละบัลลังก์ให้องค์รัชทายาท”


พระสุรเสียงของฮ่องเต้แผ่วเบาและหดหู่ลงเรื่อยๆ ไม่ใช่เพราะยังติดใจอยู่แต่อย่างใด เพียงแต่รู้สึกว่าตนเองล้มเหลวในหน้าที่ เป็นฮ่องเต้ที่บกพร่องที่สุดในประวัติศาสตร์


หลิวกุ้ยเฟยไม่สนใจเลยแม้แต่น้อยว่าบัลลังก์นี้จะเป็นของใคร น้ำเสียงของนางยิ่งอ่อนโยนลง “เช่นนั้นก็ดีนะเพคะ พระองค์จะได้พักรักษาพระวรกายได้อย่างเต็มที่ รอพระวรกายแข็งแรงดีแล้ว หม่อมฉันจะตามเสด็จพระองค์ออกจากวังไปชมทิวทัศน์อันงดงามของเป่ยเหยียนเรา เป็นเช่นไรเพคะ?”


“ก็ดีเหมือนกัน!”


ฮ่องเต้แย้มพระสรวลด้วยความสบายใจ จู่ๆก็รู้สึกว่า การที่เขาเป็นฮ่องเต้ไม่ได้มีอะไรดีต่อเขาหรือต่อใครเลย ในปีนั้นหากไม่ใช่เพื่อประชดเสด็จพ่อ เขาไม่ได้อยากได้ตำแหน่งนี้เลยจริงๆ


ตอนนี้เขาคิดได้แล้ว ยอมวางอำนาจที่ไม่เหมาะกับตนเองลงแล้ว


หลิวกุ้ยเฟยหยุดนวดไหล่พระสวามีและหันไปชงชา ก่อนจะถามต่อ “แล้วพระองค์จะมีพระราชโองการเมื่อใดหรือเพคะ นี่ไม่ใช่เรื่องเล็กๆเลย เหล่าขุนนางเก่าแก่อาจไม่ยอมรับง่ายๆ…”


“เราก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครจะกล้าขัด!”


ฮ่องเต้เค้นเสียงเย็นชา ครั้นที่เขาครองบัลลังก์ ขุนนางเหล่านั้นก็บอกว่าเขาเป็นผู้ปกครองที่ไม่ดี เอาแต่ยื่นฎีการ้องเรียนไม่ว่างเว้น ตอนนี้เขาไม่อยากเป็นแล้ว หากยังจะขัดขวางอีก เช่นนั้นก็ต้องใช้อำนาจของการเป็นฮ่องเต้ครั้งสุดท้ายจัดการคนเหล่านี้แล้ว


หลิวกุ้ยเฟยยิ้มไม่ได้กล่าวอะไร สภาพกายใจของฮ่องเต้ในตอนนี้ทำให้นางรู้สึกพึงพอใจจากใจจริง ต่อไปหากเป็นเช่นนี้ตลอด เขาทั้งสองก็คงจะใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุข


เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาเลิกเรียนแล้ว ฮ่องเต้ถึงขั้นอยากเสด็จออกไปรับเด็กทั้งสองจากสำนักศึกษาด้วยพระองค์เอง แต่หากเขาไปแล้วจะรับแค่เด็กสองคนนี้คงไม่ได้ เพราะเขายังมีโอรสและนัดดาองค์อื่นๆที่เรียนอยู่ในสำนักศึกษานั้นด้วย เช่นนี้ถ้าเขาไปรับที แถวเด็กๆคงยาวเป็นขบวน


หลิวกุ้ยเฟยรีบเกลี้ยกล่อม “ฝ่าบาทเย็นพระทัยก่อนเพคะ หม่อมฉันรู้ว่าพระองค์ทรงโปรดคุณชายน้อยลู่มาก แต่ทรงลำเอียงเช่นนี้ไม่ได้นะเพคะ หากองค์ชายกับพระนัดดาองค์อื่นเห็นเข้า ต่อไปคุณชายน้อยลู่จะอยู่ในสำนักศึกษาลำบากเพคะ”


แม้ตอนนี้ฮ่องเต้สามารถปกป้องโก่วเอ๋อร์ได้ แต่ก็ไม่อาจปกป้องเขาได้ตลอดชีวิต เส้นทางของโก่วเอ๋อร์ยังอีกยาวไกล ส่วนเขาเป็นเพียงไม้ใกล้ฝั่ง หากเขาแสดงท่าทีลำเอียงอย่างโจ่งแจ้ง อาจเป็นการหาเรื่องยุ่งยากมาให้โก่วเอ๋อร์ในอนาคตก็ได้


“ใช่ จริงด้วย เราเข้าใจแล้ว เราไม่ไปดีกว่า”


ฮ่องเต้พยักหน้าและรับสั่งให้คนไปรับแทน ทั้งยังให้นำขนมและน้ำชาไปด้วย ให้เด็กทั้งสองกินรองท้องระหว่างทาง


หลิวกุ้ยเฟยไม่คาดคิดว่าฮ่องเต้จะทรงมองเห็นปัญหาอย่างรอบคอบได้เช่นนี้ และไม่ดื้อดึงทำตามที่ใจตนเองคิด มิน่าล่ะ ช่วงนี้เหล่าองค์ชายองค์หญิงวังหลังถึงได้อยู่ไม่ติด แต่ละคนอิจฉาตาร้อนจนแทบสิ้นสติ


จู่ๆ หลิวกุ้ยเฟยก็รู้สึกว่า คนตระกูลลู่ราวกับมีเวทมนตร์บางอย่าง สามารถชี้ทางสว่างให้ฮ่องเต้เดินได้อย่างถูกต้อง สามีนางในตอนนี้ เทียบกับเมื่อก่อนแล้วแตกต่างกันราวกับเป็นคนละคน


เมื่อคิดถึงตรงนี้นางก็ลองโน้มน้าว “หากพระองค์มีเวลา ก็เสด็จไปหาเหล่าองค์ชายน้อยและองค์หญิงน้อยด้วยเถิดเพคะ จะเลือกที่รักมักที่ชังเช่นนี้คงไม่ดีเพคะ”


หลิวกุ้ยเฟยไม่มีโอรสธิดาเป็นของตนเอง เป็นนางเองที่ไม่อยากมี เพราะรู้สึกว่าไม่จำเป็น และตอนนี้พระวรกายของฮ่องเต้ก็ไม่ค่อยอำนวยเท่าไรแล้ว อย่าเพิ่มภาระให้ตัวเองจะดีกว่า แต่นี่ก็ไม่ได้หมายความว่า นางไม่ได้รักเด็กแต่อย่างใด


การที่สนมเอกในฮ่องเต้ผู้นี้สามารถยืนหยัดอยู่ในวังหลังอย่างมั่นคงมาได้โดยตลอด นอกจากความรักที่ฮ่องเต้มีต่อนางแล้ว ที่สำคัญยิ่งกว่านั้นก็คือนางไม่เคยใช้อำนาจรังแกใคร และเป็นเพราะนางไม่มีโอรสธิดา จึงไม่เป็นภัยต่อสนมนางอื่น ดังนั้นชีวิตของนางจึงเป็นไปอย่างสงบสุขอยู่บ้าง


“เจ้าพูดถูก ต่อไปเราจะต้องใส่ใจพวกเขาให้มากขึ้น เช่นนั้นคืนนี้ให้พวกเขามากินข้าวด้วยกันที่นี่เถอะ”


ตอนนี้ฮ่องเต้รับฟังคำแนะนำดีๆทุกอย่าง หลิวกุ้ยเฟยยิ้มรับคำสั่ง และให้คนไปจัดการ


หลังจากโก่วเอ๋อร์กับจิ่นรุ่ยซื่อจื่อกลับมา ฮ่องเต้ก็เรียกพวกเขามาปลอบใจอยู่พักหนึ่ง เห็นพวกเขาไม่เป็นอะไรแล้วจึงปล่อยให้พวกเขาไปทำการบ้าน


ยามค่ำคืน ในวังจัดงานเลี้ยงภายในขึ้นตามพระประสงค์ของฮ่องเต้ นอกจากโก่วเอ๋อร์ที่เป็นคนนอกแล้ว ภายในงานก็มีทั้งครอบครัวขององค์รัชทายาท สนมในฮ่องเต้ ตลอดจนเหล่าองค์ชายน้อยและองค์หญิงน้อย


เนื่องจากหลายปีที่ผ่านมาฮ่องเต้เอาแต่บำเพ็ญตบะ ไม่ได้สนใจวังหลังเลย นางสนมที่มีอยู่ในตอนนี้จึงมีไม่กี่คน โอรสธิดา รวมถึงนัดดาเองก็มีไม่มาก ดังนั้นโต๊ะกลมใหญ่เพียงโต๊ะเดียวก็เพียงพอให้ทุกคนได้นั่งด้วยกัน


ตอนนี้ตำแหน่งในราชสำนักได้ถูกกำหนดไว้แล้ว อำนาจขององค์รัชทายาทไม่ใช่สิ่งที่องค์ชายองค์อื่นสามารถทัดเทียมได้ นอกจากนี้ตอนนี้ทุกคนไม่มีความคิดที่จะแย่งชิงอำนาจกันแล้ว ที่สำคัญที่สุด โอกาสที่จะได้ร่วมโต๊ะเสวยกับฮ่องเต้เช่นนี้ช่างหาได้ยากนัก ยามนี้ทุกคนวางตัวได้อย่างเหมาะสม นอกจากเหล่าองค์ชายน้อยและเหล่าองค์หญิงน้อยที่เอาแต่มองโก่วเอ๋อร์อย่างไม่พอใจแล้ว บรรยากาศโดยรวมของการร่วมรับประทานอาหารมื้อนี้เรียกได้ว่าเป็นไปอย่างเป็นกันเองมาก


ทว่าบรรยากาศรักใคร่ปรองดองกลับดำเนินไปได้ไม่นานมากนัก เพราะระหว่างนี้ฮ่องเต้เอาแต่ดูแลโก่วเอ๋อร์เป็นพิเศษ คีบอาหารให้เด็กน้อยด้วยพระองค์เอง จนองค์ชายสิบเจ็ดทนดูไม่ได้ และไม่สนใจการห้ามปรามของเสด็จแม่ตน กล่าวออกมาทันที “เสด็จพ่อ เขาเป็นแค่คนนอก เหตุใดเสด็จพ่อต้องดูแลเขาด้วยพระองค์เองเช่นนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ?”


ฮ่องเต้ที่กำลังคีบอาหารอยู่ชะงักการเคลื่อนไหวลงทันที แต่ไม่ได้พิโรธ กลับทรงยิ้มตรัส “เขายังเด็กมาก พ่อแม่เขาไม่ได้อยู่ด้วย เราต้องดูแลให้มากหน่อย”


องค์ชายสิบเจ็ดยิ่งไม่สบอารมณ์ โพล่งออกมาตรงๆ “สกุลลู่ก็เป็นแค่ขุนนางรับใช้เสด็จพ่อ มีสิทธิ์อะไรส่งลูกเข้าวังมาให้เสด็จพ่อดูแลเช่นนี้ สกุลลู่ไม่มีแม้กระทั่งปัญญาจ้างบ่าวรับใช้ดูแลลูกหลานตัวเอง แถมยังเห็นเสด็จพ่อเป็นบ่าวรับใช้ด้วยหรืออย่างไร!”


ในใจเขา เสด็จพ่อคือฮ่องเต้ผู้ยิ่งใหญ่ ควรเป็นผู้ได้รับการปรนนิบัติจากผู้อื่น แม้แต่เลือดเนื้อเชื้อไขอย่างพวกเขาก็ยังไม่คู่ควรให้พระองค์ต้องประคบประหงมถึงขั้นนี้ แล้วเหตุใดพระองค์ต้องปฏิบัติต่อโก่วเอ๋อร์พิเศษถึงเพียงนี้ด้วย เช่นนี้แล้วพวกเขาจะนับเป็นตัวอะไรกัน


ปีนี้องค์ชายสิบเจ็ดมีพระชนมายุเจ็ดชันษา อ่อนกว่าจิ่นรุ่ยซื่อจื่อหนึ่งปี เป็นเด็กน้อยที่ยังไม่รู้จักเกรงกลัวฮ่องเต้ และยิ่งช่วงนี้ฮ่องเต้อารมณ์ดีกว่าเมื่อก่อนมาก ภาพจำของเสด็จพ่อในสายตาเขาจึงเป็นคนที่เขาสามารถเอาแต่ใจ งอแงกับผู้เป็นบิดาได้ ทำให้เขากล้ากล่าววาจากำเริบเสิบสานเช่นนี้ออกไป หากเขาได้เผชิญกับฮ่องเต้คนเก่า—-คนที่ไม่เห็นใครอยู่ในสายตาละก็ ต่อให้กล้าหาญเพียงใด เขาก็ไม่มีทางกล้าพูดเช่นนี้ออกมาแน่


“สิบเจ็ด เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไรอยู่รู้ตัวหรือไม่! รีบนั่งลงเดี๋ยวนี้! อย่าทำให้เสด็จพ่อเจ้าทรงกริ้ว!”


สนมโหรว—พระมารดาขององค์ชายสิบเจ็ดตกใจจนขวัญกระเจิง ก่อนมานางกำชับลูกๆอยู่หลายครั้งว่าอย่าก่อเรื่อง นั่งกินของตัวเองเงียบๆก็พอ เหตุใดลูกคนนี้ถึงไม่ฟังกันบ้าง!


ตอนที่ 742: การสั่งสอนบุตรได้ไม่ดีเป็นความผิดของผู้เป็นพ่อ


ฮ่องเต้ทรงกริ้วขึ้นมาแล้วจริงๆ


เขาจะทำสิ่งใดไม่จำเป็นต้องให้เด็กคนหนึ่งมาสั่งสอน!


อีกอย่าง การให้โก่วเอ๋อร์เข้ามาอยู่ในวัง การที่เขาช่วยดูแลโก่วเอ๋อร์ ก็เป็นความประสงค์ของเขาเอง ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับลู่ไป่ชวนและภรรยาเลย


ขณะฮ่องเต้กำลังจะระบายโทสะออกมา หลิวกุ้ยเฟยก็กล่าวขึ้นก่อน “สิบเจ็ด เจ้าเข้าใจท่านแม่ทัพลู่กับฮูหยินลู่ผิดแล้ว เสด็จพ่อเจ้าก็แค่รู้สึกถูกชะตาคุณชายน้อยลู่ จึงให้เขาเข้ามาอยู่ในวังด้วยก็เท่านั้น”


หลิวกุ้ยเฟยอธิบาย เพราะอยากให้องค์ชายสิบเจ็ดเข้าใจ และไม่กล่าววาจาให้ฮ่องเต้ทรงกริ้วอีก


แต่คิดไม่ถึงว่า คำอธิบายของนางกลับจุดเพลิงความไม่พอใจขององค์ชายสิบเจ็ดให้ลุกโชนมากกว่าเดิม


นี่เสด็จพ่อไม่ถูกชะตากับโอรสและธิดาแท้ๆอย่างพวกเขาอย่างนั้นหรือ เหตุใดถึงไม่เคยสนใจไยดีพวกเขาเช่นนี้เลย แต่กลับไปญาติดีกับคนนอกผู้นี้!


เขากำหมัดแน่น กำลังจะพูดต่อ แต่สนมโหรวรีบดึงเขาให้นั่งลงพลางกล่าวตำหนิ “พอได้แล้ว! แม่สอนเจ้ากี่ครั้งกี่หนแล้วว่าอย่าทำตัวไร้มารยาท อย่าทำตัวไม่เคารพเสด็จพ่อเจ้าเช่นนี้ ตำราคำสอนที่เจ้าร่ำเรียนมาไม่เข้าหัวเจ้าเลยหรืออย่างไรฮะ!”


ต้องบอกว่า สนมโหรวพอใจในชีวิตตอนนี้มาก ในวังหลังแทบไม่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้งกัน ฮ่องเต้ยามที่มีเวลาก็มักเสด็จไปเยี่ยมเหล่าสนมที่วังหลัง และพระองค์ก็นับว่าดีกับนางไม่น้อย ทุกวันนี้นางพึงพอใจมากแล้ว แต่คิดไม่ถึงว่าโอรสของตนจะมีใจริษยาถึงขั้นนี้ เห็นฮ่องเต้ดีกับคุณชายน้อยลู่หน่อยก็ทนดูไม่ได้แล้ว


องค์ชายสิบเจ็ดยังไม่ยอม แต่เห็นเสด็จแม่ของตนโกรธแล้วจึงทำได้เพียงต้องกดเก็บความคับแค้นลงไป จ้องเขม็งไปที่โก่วเอ๋อร์ ส่วนโก่วเอ๋อร์กลับไม่สนใจแม้แต่น้อย นั่งกินข้าวของตัวเองไปเงียบๆ ราวกับว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเขาก็มิปาน


ท่าทีของอีกฝ่ายทำให้องค์ชายสิบเจ็ดยิ่งทวีความเดือดดาลมากขึ้น รู้สึกว่าโก่วเอ๋อร์แย่งเสด็จพ่อของตนไป แล้วยังเย้ยหยันเขาอย่างหน้าซื่อตาใส ช่างน่าโมโหยิ่งนัก!


ยามนี้ฮ่องเต้จัดการอารมณ์ให้สงบลงได้แล้ว เขาวางตะเกียบในมือลง มองไปที่องค์ชายสิบเจ็ด แล้วตรัสอย่างจริงจัง “ในเมื่อเจ้าอยากรู้เหตุผล เช่นนั้นเราจะบอกเจ้าเอง


อันดับแรก มารดาของโก่วเอ๋อร์ช่วยชีวิตเราเอาไว้ หากไม่ได้แม่เขา ป่านนี้เราคงไปนอนอยู่ในสุสานแล้ว


อย่างที่สอง โก่วเอ๋อร์เป็นเด็กฉลาดหลักแหลม เก่งทั้งบู๊และบุ๋น นี่เป็นเมล็ดพันธุ์ดีที่หาได้ยากนัก เป็นคนกล้าทำกล้ารับ เราชอบคนเช่นนี้


และอีกอย่าง ที่โก่วเอ๋อร์ต้องมาอยู่ในวัง ก็เพราะพ่อของเขาต้องไปสืบคดี ส่วนแม่ของเขาต้องไปทำหน้าที่ฝึกทหารในค่ายแทนพ่อของเขา


เจ้าคงอยากถามต่อสินะว่าเหตุใดมารดาของโก่วเอ๋อร์ที่เป็นเพียงสตรีธรรมดาถึงไปควบคุมการฝึกทหารที่ค่ายได้ ก็เพราะถึงแม้ในราชสำนักจะมีขุนนางมากมายก็จริง แต่ในยามประสบปัญหา คนที่สามารถจัดการปัญหาได้จริงๆ กลับมีแค่ไม่กี่คน! หากไม่มีบิดามารดาของโก่วเอ๋อร์คอยจัดการปัญหาพวกนี้ ตอนนี้เจ้าคงไม่ได้มานั่งอิจฉาคนอื่นอยู่ตรงนี้หรอก แม้แต่จะซดน้ำแกงร้อนๆก็ยังไม่มีปัญญา!


เรารู้ว่าตลอดหลายปีที่ผ่านมานี้เราละเลยพวกเจ้า พวกเจ้าตำหนิเราได้ จะต่อว่าอย่างไรก็ได้ แต่ขอเพียงอย่างเดียว อย่าเอาความโกรธไปลงกับโก่วเอ๋อร์ เข้าใจหรือไม่?”


วาจาเหล่านี้ ฮ่องเต้ตั้งใจเอาไว้ว่าจะตรัสในท้องพระโรงในเช้าพรุ่งนี้ ทว่าตอนนี้ได้พูดแล้ว ก็ถือว่าเป็นการซ้อมพูดไปก่อนแล้วกัน


หลังจากได้ฟังเหตุผล ความหงุดหงิดงุ่นง่านขององค์ชายสิบเจ็ดพลันมลายลงไปทั้งหมด อันที่จริงเขาก็แค่งอแงไปตามประสาเด็กเท่านั้น คิดไม่ถึงเลยว่าเสด็จพ่อจะพูดจริงจังกับเขาเช่นนี้


การที่เขาได้นั่งกินข้าวอย่างอิ่มหนำสำราญอย่างตอนนี้ได้ ล้วนเป็นเพราะความดีความชอบของบิดามารดาโก่วเอ๋อร์อย่างนั้นหรือ?


นี่มัน…


เขายังเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ไม่ได้มีความเคียดแค้นลึกซึ้งต่ออีกฝ่ายถึงเพียงนั้น ถูกฮ่องเต้อบรมเช่นนี้ก็สำนึกได้แล้ว เขาเอาแต่ก้มหน้าอย่างรู้สึกผิด


คนอื่นๆก็รู้สึกตกใจมากที่ฮ่องเต้ตรัสเรื่องเหล่านี้กับเด็กที่ยังไม่รู้ประสีประสา และตกใจยิ่งกว่าที่องค์ชายสิบเจ็ดฟังแล้วคิดได้


ไม่เพียงองค์ชายสิบเจ็ดเท่านั้น องค์ชายองค์หญิงองค์อื่นที่แอบไม่พอใจอยู่ในใจ พอได้ฟังแล้วก็คิดได้เช่นกัน


ชั่วขณะนั้นก็ไม่มีใครรู้สึกเคืองแค้นโก่วเอ๋อร์มากนักแล้ว


สนมโหรวถือโอกาสนี้เอ่ยขึ้น “เมื่อครู่เจ้าพูดจาล่วงเกินคุณชายน้อยลู่แล้ว ขอโทษเขาซะ”


องค์ชายสิบเจ็ดนิ่งไปชั่วขณะ ไม่คิดว่าเรื่องราวจะเป็นเช่นนี้ เมื่อคิดว่าตนเองที่เป็นถึงองค์ชาย กลับต้องขอโทษสามัญชน ในใจก็รู้สึกต่อต้าน


แต่ทุกคนกำลังจับจ้องมาที่เขาเป็นตาเดียว ทำให้เขาจำต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ยากลำบาก


ในที่สุดกลับเป็นโก่วเอ๋อร์ที่เป็นฝ่ายกล่าวออกมาทำลายความอึมครึม “ไม่ต้องขอโทษหรอกขอรับ คนไม่รู้ย่อมไม่ผิด ครั้งหน้าอย่าทำอีกก็พอแล้วขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์ยิ้มเป็นมิตรให้องค์ชายสิบเจ็ด เขาเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่ายเป็นอย่างดีจากใจจริง


ท่านปู่ฮ่องเต้เป็นเสด็จพ่อขององค์ชายสิบเจ็ด ทว่าไม่เคยทำดีต่อองค์ชายสิบเจ็ด กลับทำดีกับเขาต่อหน้าทุกคนเช่นนี้ องค์ชายสิบเจ็ดย่อมน้อยเนื้อต่ำใจก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว


องค์ชายสิบเจ็ดคิดไม่ถึงว่าโก่วเอ๋อร์จะปล่อยโอกาสเยาะเย้ยเขาไป ระหว่างที่เขายังคงประหลาดใจ ฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้น “เอาละ กินข้าวต่อเถอะ เดี๋ยวพวกเจ้ายังต้องกลับไปเขียนการบ้านอีก”


หากเป็นเมื่อก่อนฮ่องเต้ไหนเลยจะสนใจเรื่องการเรียนของโอรสและนัดดา แต่เป็นเพราะโก่วเอ๋อร์ที่สามารถเก่งกาจได้ถึงเพียงนี้ทั้งที่อายุยังน้อย เขาจึงมีแรงบันดาลใจและเริ่มให้ความสำคัญกับการบ่มเพาะความรู้ของลูกหลานขึ้นมา เพราะเขาไม่เชื่อว่า ลูกหลานของเขาเหล่านี้จะไม่มีใครเทียบลูกหลานสกุลลู่ได้


ลูกหลานของเขาหาใช่คนโง่ไม่ เพียงแค่ขยันไม่มากพอก็เท่านั้น


องค์ชายสิบเจ็ดจึงหยิบถ้วยข้าวของตนเองขึ้นมากินอีกครั้ง แต่ตอนนี้รู้สึกว่าอาหารมื้อนี้ไม่ค่อยอร่อยแล้ว ด้วยในใจมีความคิดหนักหน่วง


ไม่นานนักฮ่องเต้ก็ตรัสขึ้นอีกครั้ง “ต่อจากนี้ไปหลังกลับมาจากสำนักศึกษาหลวงแล้วพวกเจ้าจงมาหาเราที่นี่ เราจะทดสอบการเรียนของพวกเจ้า”


เหล่าองค์ชาย “!!!”


เหล่าองค์หญิงเห็นดังนั้นจึงพากันสงบเสงี่ยมโดยมิได้นัดหมาย เพราะกลัวว่าเสด็จพ่อจะพุ่งเป้ามาที่พวกนาง พวกนางเองก็ได้ร่ำเรียนอ่านเขียนตำราเช่นกัน แต่เกณฑ์มาตรฐานไม่ได้สูงเท่าบุรุษ แค่ให้อ่านออกเขียนได้เท่านั้น ด้วยเหตุนี้ยามที่เล่าเรียนพวกนางจึงค่อนข้างเฉื่อยชา


แต่ใครจะคิดว่าฮ่องเต้จะไม่ยอมปล่อยพวกนางไป หลังจากกำชับองค์ชายจบก็ตรัสกับเหล่าธิดาต่อ “พวกเจ้าก็ต้องมาด้วย จะได้ไม่หาว่าข้าลำเอียงไม่ใส่ใจพวกเจ้าอีก”


เหล่าเชื้อพระวงศ์ตัวน้อยต่างทำหน้าราวกับกลืนยาขม ผิดกับคนอีกกลุ่มที่มีปฏิกิริยาแตกต่างไป นั่นก็คือเหล่าสนม เหล่าสนมรู้สึกดีใจมาก ฝ่าบาทให้ความสำคัญกับพวกนางแล้ว หากเป็นเช่นนี้ไปตลอด พวกนางย่อมใช้ชีวิตในวังหลังได้อย่างมีความสุขมากแน่นอน


พลันนั้น สีหน้ากล้ำกลืนของพวกเด็กๆก็ถูกผู้เป็นแม่บดบังไปหมดสิ้น

……

เช้าวันต่อมา


หลังจากส่งพวกเด็กๆไปเรียนเสร็จ ฮ่องเต้ก็เสด็จที่ท้องพระโรง ออกว่าราชกิจด้วยพระองค์เอง และแล้วก็เป็นไปตามที่คาดการณ์ไว้ วันนี้ขุนนางเอาแต่ร้องเรียนเรื่องลู่ไป่ชวนกับโก่วเอ๋อร์


เหล่าขุนนางต่างพากันยื่นฎีกาทีละคน ทว่าฮ่องเต้กลับทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทั้งยังทำท่าหาวอย่างเบื่อหน่ายอีกด้วย


นานมากแล้วที่ไม่ได้ตื่นเช้าออกมานอกตำหนักเช่นนี้ รู้สึกไม่ชินเอาเสียเลย


ขุนนางเหล่านั้นกราบทูลกันอยู่พักใหญ่ แต่พบว่าไม่ว่าจะเป็นฮ่องเต้หรือองค์รัชทายาทก็ไม่มีใครแสดงปฏิกิริยาใดออกมาเลย ได้แต่ฟังพวกเขาแล้วเงียบอยู่อย่างนั้น เหล่าขุนนางจึงมองหน้ากันด้วยความงุนงง


“ทูลฝ่าบาท ถึงแม้เรื่องนี้จะเป็นเรื่องเล็กๆเป็นแค่การทะเลาะกันของพวกเด็กๆ แต่เรื่องเล็กก็สะท้อนให้เห็นเรื่องใหญ่ได้นะพ่ะย่ะค่ะ สกุลลู่เลื่อนตำแหน่งรวดเร็วเกินไป จึงทำตัวเหิมเกริมไร้ขอบเขตเกินไปแล้ว แม้แต่เด็กตัวเล็กแค่นี้ก็กล้าลงมือชกต่อยคนอื่นแล้ว วันข้างหน้าไม่อยากคิดเลยว่าจะกล้าก่อเรื่องใหญ่หลวงเพียงใด ฝ่าบาทโปรดพิจารณาด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”


“กระหม่อมมองว่า การอบรมสั่งสอนบุตรได้ไม่ดีนั้นเป็นความผิดของผู้เป็นพ่อ เราควรตักเตือนท่านแม่ทัพลู่สักหน่อยว่าอย่าได้ยกตนข่มท่าน ไม่เห็นพวกเราอยู่ในสายตาเช่นนี้พ่ะย่ะค่ะ!”


“โปรดฝ่าบาทตัดสินให้พวกกระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”


เหล่าขุนนางยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าถึงอารมณ์ ถึงขั้นพากันคุกเข่ากดดันโดยพร้อมเพรียงกันทั้งท้องพระโรง

ขุนนางที่บุตรหลานไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องนั้นก็พลอยเห็นดีเห็นงามไปด้วย เพราะความคิดของพวกเขาคือ หากวันนี้ไม่จัดการลู่จื่ออวี้เสีย ครั้งหน้าคนต่อไปที่จะถูกรังแกก็คือลูกหลานของพวกเขาเอง


ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้นก็ถึงกับหัวเราะลั่น ทำให้ทั้งท้องพระโรงพลันเงียบลง ผู้ครองบัลลังก์กวาดพระเนตรมองขุนนางทุกคน ก่อนจะตรัสอย่างเย็นชา “ต้องการเรียกลู่ไป่ชวนมาอย่างนั้นหรือ ได้สิ เช่นนั้นพวกเจ้าก็เลือกขุนนางมาสักคนไปจัดการเรื่องพวกตงถิงหน่อย เราจะได้เรียกลู่ไป่ชวนกลับมาสั่งสอนบุตรชายเขาในวัง”


ตอนที่ 743: ฮ่องเต้ทรงพระพิโรธ


ทันทีที่ฮ่องเต้ตรัสออกมาทั้งท้องพระโรงก็เงียบสงัด ทุกคนสัมผัสได้ว่าฮ่องเต้กำลังเหน็บแนมพวกเขาอยู่


และอีกด้านก็แสดงออกให้เห็นอย่างชัดเจนว่า พระองค์กำลังปกป้องโก่วเอ๋อร์


ฮ่องเต้แสดงท่าทีหมดความอดทน ถามเสียงกร้าวอีกครั้งอย่างรำคาญใจ “เอ๊า เงียบกันทำไมล่ะ เมื่อครู่วิจารณ์กันสนุกปากเลยไม่ใช่หรือ ใครไปทำแทนลู่ไป่ชวนได้บ้างก็แสดงตัวออกมาเร็วๆ!”


ทุกคนมีท่าทีประดักประเดิด ถึงแม้พวกเขารู้สึกอิจฉาลู่ไป่ชวนอย่างยิ่งที่ได้รับผิดชอบงานใหญ่ อีกทั้งหากเขาทำสำเร็จต้องได้รับความชอบไม่น้อยแน่ แต่หากจะให้พวกเขาไปทำแทนพวกเขาก็ไม่อยากไป


พวกคนตงถิงทั้งแข็งแกร่งทั้งจัดการยาก และเรื่องนี้ก็เกี่ยวโยงไปถึงหลายๆฝ่าย หากตรวจสอบไปพบความลับอะไรเข้า จะไม่เป็นการล่วงเกินคนบางกลุ่มเข้าหรอกหรือ เรื่องนี้พวกเขาขอไม่แตะเด็ดขาด!


“ทูลฝ่าบาท การอบรมสั่งสอนลูกไม่จำเป็นต้องมีเวลาว่างถึงจะสั่งสอนได้นะพ่ะย่ะค่ะ ตลอดชีวิตที่ผ่านมา พวกกระหม่อมเองก็เลี้ยงดูลูกหลานมาไม่น้อยทั้งที่มีภาระงานรัดตัวได้นะพ่ะน่ะค่ะ”


“ใช่พ่ะย่ะค่ะ ตระกูลใดไม่มีลูกหลานบ้าง ถึงแม้พวกกระหม่อมมีเวลาอบรมสั่งสอนพวกเขาก็ยังดื้อยังซนก็จริง แต่ก็ไม่เคยถึงขั้นลงไม้ลงมือทำร้ายคนอื่น เด็กแซ่ลู่ผู้นี้ทำเกินเหตุไปจริงๆพ่ะย่ะค่ะ!”


มีคนเริ่มหาช่องทางโจมตีได้อีกครั้ง จนสามารถปลุกความฮึกห้าวของขุนนางเหล่านั้นให้กลับคืนมาได้ และพอพวกเขาได้พูดเช่นนี้ก็ยิ่งลำพองที่ตนทั้งสามารถทำหน้าที่ขุนนางในราชสำนักได้ดี ทั้งยังเป็นผู้อาวุโสที่สามารถอบรมสั่งสอนบุตรหลานในจวนได้ดีอีกด้วย


“พวกเจ้า! ตอนที่พวกเจ้าพูดถึงคนอื่นเคยหันมองตัวเองกันบ้างหรือไม่! เพราะเหตุใดลูกหลานพวกเจ้าถึงถูกตบตี พวกเจ้าเคยถามต้นสายปลายเหตุชัดเจนหรือไม่?”


ฮ่องเต้ยังคงนั่งบนบัลลังก์ด้วยท่าทีสงบ สองมือวางบนหน้าตัก องค์รัชทายาทรู้ได้ทันทีว่า เสด็จพ่อต้องการตรัสเรื่องนี้กับขุนนางเหล่านี้อย่างจริงจัง


“จะเหตุผลใดได้อีกล่ะพ่ะย่ะค่ะ ก็เพราะคุณชายน้อยลู่ไม่รู้จักฐานะของตัวเอง คิดว่าเมืองหลวงจะเหมือนจิงโจวที่ตัวเองเป็นใหญ่ที่สุด แต่พอพบว่าที่นี่ไม่ได้เป็นเช่นนั้นจึงเสียหน้า จนต้องลงมือตบตีคนอื่นระบายความอับอาย!”


คนเหล่านั้นยังคงไม่ยอมแพ้ คิดว่ายามนี้ตนเองถือไพ่เหนือกว่า


ฮ่องเต้มองขุนนางเหล่านี้ด้วยสีพระพักตร์เหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม ที่ผ่านมาก็รู้ว่าพวกเขาไร้ยางอาย แต่คิดไม่ถึงว่าจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ พวกเขาไม่ได้สนใจเลยว่า บุตรหลานของตนเองทำอะไรลงไป และเอาแต่โทษว่าคนผิดคือโก่วเอ๋อร์


วันนี้ เขาไม่ยอมให้ขุนนางเหล่านี้ได้สมปรารถนาแน่นอน!


ผู้ครองแผ่นดินนั่งฟังข้าราชบริพารแก้ตัวไปเรื่อยๆอยู่อย่างนั้น ระหว่างนั้นยังต้องฟังพวกเขาพูดวกกลับไปชื่นชมบุตรหลานของตนเองซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วย จนกระทั่งพวกเขาพูดกันจนสาสมใจแล้ว ฮ่องเต้จึงจะตรัสออกมา “พวกเจ้าพูดจบแล้วใช่หรือไม่ ถึงตาเราพูดบ้างได้แล้วกระมัง?”


เหล่าขุนนางโค้งคำนับด้วยความเคารพเพื่อเชิญฮ่องเต้ตรัส พวกเขากำลังรอฝ่าบาทตัดสินอยู่พอดี


ไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็คิดว่าบุตรหลานของตนเป็นฝ่ายเสียหาย หากฮ่องเต้ยังจะลำเอียงปกป้องลู่จื่ออวี้อีก ก็ต้องมีคำอธิบายดีๆให้กับพวกเขาด้วย


แม้ว่าอำนาจของฮ่องเต้จะใหญ่ที่สุด แต่หากพวกเขาเหล่าขุนนางร่วมมือกันก็สร้างแรงกดดันได้ไม่น้อย ในเรื่องนี้ จำเป็นต้องทำให้ตระกูลลู่ได้รับบทเรียนบ้าง ไม่อย่างนั้นต่อไปจะยิ่งเหลิงไปกันใหญ่


ฮ่องเต้จึงถ่ายทอดพระดำรัสที่ตรัสกับองค์ชายสิบเจ็ดในเมื่อวานออกมาอีกครั้ง และตรัสเพิ่มเติม


“ขุนนางทั้งหลายก็ล้วนเป็นขุนนางเก่าแก่กันแล้ว นับว่าเป็นเสาหลักของแคว้น เช่นนั้นคงได้ยินเรื่องพวกตงถิงในช่วงนี้แล้วกระมัง พวกตงถิงกำลังเล่นไม่ซื่อ องค์ชายสามแห่งตงถิงถูกขังอยู่ในคุกหลวงแต่กลับรับรู้เรื่องราวภายนอกทั้งหมด ขุนนางทุกท่านรู้หรือไม่?


…ไม่เคยรู้ หรือว่ารู้อยู่แล้วแต่ไม่เคยสนใจ?”


พระสุรเสียงของฮ่องเต้ค่อยๆเคร่งขรึมขึ้น ขณะเดียวกันสีหน้าของเหล่าขุนนางก็ค่อยๆย่ำแย่ลง


นี่กำลังพูดเรื่องเด็กๆกันอยู่ไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงลากไปไกลถึงโน่นได้ล่ะ!


ฮ่องเต้ยังคงตรัสต่อไป “ปกติเรื่องใหญ่ๆของแคว้นก็ไม่เคยเห็นพวกเจ้าจะกระตือรือร้นกันขนาดนี้ พอเป็นเรื่องของลู่จื่ออวี้เด็กตัวเล็กๆคนเดียว กลับโวยวายจนท้องพระโรงโกลาหลไปหมด! ลูกหลานของพวกเจ้าถูกตบตีด้วยเหตุใด เราไม่เชื่อหรอกว่าพวกเจ้าจะไม่รู้จริงๆ!”


เมื่อพูดถึงตรงนี้ ท่าทางและน้ำเสียงของฮ่องเต้ก็แข็งกร้าวยิ่งขึ้น


“พวกเจ้าเอาแต่พูดกันปาวๆ ว่าลูกหลานของพวกเจ้าเป็นคนดี ดีตรงไหน ดีที่พูดจาหยาบคาย รังแกคนอ่อนแอ หวาดกลัวคนแข็งแกร่งกว่าอย่างนั้นหรือ? เสียแรงที่พวกเขาเกิดมาในตระกูลสูงศักดิ์ ร่ำเรียนตำรานักปราชญ์มานานหลายปี แต่กลับก่อเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้! พวกเจ้าเป็นผู้อาวุโส ไม่อบรมสั่งสอนลูกหลานตัวเองไม่พอ ยังมีหน้าเอาเรื่องนี้มาร้องเรียนในท้องพระโรงอีก ทำไม พวกเจ้าเห็นราชสำนักเป็นสถานที่จัดการเรื่องภายในบ้านของตัวเองไปแล้วรึ!


พวกตงถิงมาหยามถึงปลายจมูกแล้วพวกเจ้ากลับยังไม่สนใจไยดีได้ลงคอ เอาแต่เสพสุขไปวันๆ แถมยังไม่เห็นถึงความพยายามของคนอื่นอีก หรือต้องรอให้แคว้นล่มจมก่อนพวกเจ้าจึงจะคิดได้!”


ตรัสจบ ฮ่องเต้ก็ทุบโต๊ะดังปัง ทำเอาขุนนางทั้งท้องพระโรงสะดุ้งตกใจไม่น้อย รีบพากันคุกเข่าเสียงดังกราว


“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะด้วย กระหม่อมมิบังอาจพ่ะย่ะค่ะ!”


ทุกคนเพิ่งจะตระหนักได้ว่าบัดนี้ฮ่องเต้ทรงพระพิโรธอย่างแท้จริงจึงเกิดความหวาดกลัว ทั้งหมดคุกเข่าก้มหน้าจรดพื้น แม้แต่หายใจก็ยังต้องระมัดระวัง


“มิกล้าอย่างนั้นหรือ หากไม่บอกเราก็ดูไม่ออกเลยแม้แต่น้อย! งานการไม่ทำ วันๆเอาแต่รวมหัวกันก่อเรื่องวุ่นวาย พวกตงถิงมันถึงกำเริบเสิบสานได้ถึงเพียงนี้! มันไม่เห็นเป่ยเหยียนอยู่ในสายตาแล้ว พวกเจ้ามีส่วนทำให้เรื่องเป็นเช่นนี้ รู้ไว้ซะ!”


พระราชดำรัสว่ากล่าวอันใหญ่หลวงนี้ ทำเอาเหล่าขุนนางถึงกับหมดเรี่ยวแรง แต่ละคนอยากแก้ต่างให้ตัวเอง ทว่ากลับได้ยินฮ่องเต้ตรัสต่อ “พวกเจ้าพูดถูก เลี้ยงลูกได้ไม่ดีถือเป็นความผิดของคนเป็นพ่อ การที่ลูกของพวกเจ้าทำเรื่องน่าอับอายเช่นนั้นลงไป ก็เป็นเพราะพวกเจ้าสั่งสอนได้ไม่ดีอย่างไรล่ะ! ทหาร! ลากตัวออกไปโบยคนละสามสิบไม้!”


การทำให้ฮ่องเต้ทรงพระพิโรธถึงขีดสุด จุดจบของขุนนางเหล่านี้ย่อมไม่ดีแน่นอน พวกเขาคิดไม่ถึงว่าตนเองซึ่งเป็นฝ่ายยื่นฎีการ้องเรียน สุดท้ายกลับกลายเป็นผู้ที่ถูกลงโทษเสียเอง!


ฮ่องเต้ไม่ให้โอกาสใครได้แก้ต่างทั้งนั้น รับสั่งให้องครักษ์ลากตัวพวกเขาออกไปโบยข้างนอกทันที และที่ร้ายแรงยิ่งกว่านั้นก็คือ ยังสั่งให้คนเอาผ้ามาอุดปากพวกเขาไว้อีกด้วย


หลังจากขุนนางกลุ่มที่สร้างปัญหาถูกพาออกไปรับโทษแล้ว ฮ่องเต้กวาดสายพระเนตรมองขุนนางที่เหลืออยู่อย่างเย็นชา ตรัสเตือนด้วยพระสุรเสียงเย็นเยียบ “เห็นกันแล้วใช่หรือไม่? ต่อไปก็เอาเวลาไปทำในสิ่งที่ควรทำเสีย ไม่อย่างนั้นคราวหน้า อาจจะไม่ใช่แค่การลากตัวไปโบยเช่นนี้!”


ทุกคนหวาดกลัวจนตัวสั่นสะท้าน ชั่วขณะนั้นก็ไม่อาจพูดคำใดออกมาได้ นานมากแล้วที่ไม่เห็นฮ่องเต้ออกว่าราชกิจด้วยพระองค์เอง การที่พระองค์ออกประชุมท้องพระโรงครั้งนี้ สร้างความประหวั่นพรั่นพรึงให้เหล่าขุนนางได้อย่างมหาศาลโดยแท้จริง พวกเขารู้สึกว่าฝ่าบาทเปลี่ยนไปเป็นคนละคนแล้ว ไม่ใช่ผู้ปกครองแผ่นดินที่ไม่เอาไหนเหมือนเมื่อก่อนอีกต่อไป


เสียงไม้ฟาดกระทบเนื้อที่ดังมาจากด้านนอกชัดเจนเป็นพิเศษ ทุกคนเพียงได้ยินก็อดรู้สึกเจ็บแสบแทนไม่ได้ ทว่าฮ่องเต้คิดว่ายังไม่พอ จึงรับสั่งให้หักเบี้ยหวัดขุนนางทุกคนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องในวันนี้เป็นเวลาครึ่งปีด้วย


จากนั้น พระองค์จึงว่าราชกิจในเรื่องต่อไป


ฮ่องเต้ทรงกระแอมออกมาสองสามครั้ง ก่อนตรัสอย่างจริงจัง “องค์รัชทายาทดูแลบ้านเมืองมาได้ระยะหนึ่งแล้ว เราคิดว่าเขาทำได้ดีมากทีเดียว สามารถรับผิดชอบหน้าที่นี้ได้เต็มตัวแล้ว”


ทันทีที่วาจานี้เปล่งออกมา ขุนนางในท้องพระโรงพลันหัวใจเต้นระทึก แม้แต่องค์รัชทายาทก็เหลือบไปมองพระบิดา ด้วยไม่เข้าใจว่าวาจานี้หมายความว่าอย่างไร


ขุนนางบางคนถึงขั้นคาดเดาถึงความน่าจะเป็นที่สามารถสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ไว้ในใจแล้ว ทว่าเพราะเมื่อครู่ฮ่องเต้ทรงกริ้วหนักหน่วง จึงไม่กล้าเอ่ยถามออกมา


ฮ่องเต้ก็ไม่ปล่อยให้ทุกคนสงสัยนาน ทรงตรัสต่อ “เราอายุมากแล้ว สุขภาพก็ไม่ค่อยแข็งแรง นั่งอยู่ในตำแหน่งนี้ต่อก็ไม่มีความหมาย…”


“ฝ่าบาทโปรดไตร่ตรองให้รอบคอบด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ!”


พระองค์ยังตรัสไม่ทันจบ เหล่าขุนนางในท้องพระโรงที่เพิ่งจะได้ลุกขึ้นยืนก็รีบรุดคุกเข่าลงอีกครั้ง ครั้งนี้แม้แต่องค์รัชายาทและองค์ชายองค์อื่นก็รีบคุกเข่าลงเช่นกัน


เสด็จพ่อต้องการสละราชบัลลังก์แล้วอย่างนั้นหรือ!


การสละราชบัลลังก์ให้กับองค์รัชทายาท ไม่ช้าก็เร็วอย่างไรก็เป็นเรื่องที่ต้องเกิดขึ้น ทุกคนต่างรู้และยอมรับความจริงนี้ได้ตั้งนานแล้ว


ทว่าดูจากท่าทีของฮ่องเต้ที่เหมือนต้องการสละราชบัลลังก์เสียแต่ตอนนี้…


เหตุใดถึงกะทันหันเช่นนี้ล่ะ!


ตอนที่ 744: ความคิดสวยหรู


ในประวัติศาสตร์เป่ยเหยียน ไม่เคยมีฮ่องเต้พระองค์ใดที่สละราชบัลลังก์ให้กับฮ่องเต้องค์ใหม่ในขณะที่ยังมีพระชนม์ชีพอยู่


ฮ่องเต้พระองค์นี้ต้องการเป็นผู้บุกเบิกอย่างนั้นหรือ!


ฮ่องเต้ไม่สนใจการทัดทานของทุกคน ทรงตรัสอย่างสงบนิ่ง “นี่เป็นการตัดสินใจของเราหลังจากที่ไตร่ตรองมาดีแล้ว องค์รัชทายาทยังหนุ่มยังแน่น ความสามารถก็แข็งแกร่งเป็นที่ประจักษ์ ขึ้นมาปกครองบ้านเมืองในตอนนี้จึงเป็นเรื่องเหมาะสม เราเองก็จะได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างสงบสุขเสียที ไม่ต้องตื่นเช้ามาว่าราชกิจทุกวันเช่นนี้แล้ว”


เหล่าขุนนาง “...”


หลายปีที่ผ่านมานี้ก็เห็นพระองค์ตื่นเช้ามาแค่ไม่กี่ครั้งเอง!


จู่ๆ องค์รัชทายาทก็รู้สึกว่า ตำแหน่งฮ่องเต้ชักจะไม่หอมหวานขึ้นมาเสียแล้วสิ


“ฝ่าบาท…”


เหล่าขุนนางยังคงโน้มน้าว ถึงแม้พวกเขาต่างก็คิดว่า ฮ่องเต้อยู่ในตำแหน่งหรือไม่อยู่ก็ไม่ได้ต่างกัน ทว่าท่าทีภายนอกพวกเขาก็ต้องแสดงออกถึงความจงรักภักดีสักหน่อย และที่สำคัญที่สุด องค์รัชทายาทไม่ใช่คนที่ชักจูงได้ง่ายเหมือนฮ่องเต้ ต่อไปหากองค์รัชทายาทได้ขึ้นครองบัลลังก์ ชีวิตของพวกเขาหาความสงบสุขไม่เจออีกแล้วเป็นแน่


ฮ่องเต้คร้านจะอดทนอีกต่อไป ยกพระหัตถ์ขัดคำพูดของพวกเขาทันที “ไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก เราตัดสินใจแล้ว หาฤกษ์มงคลจัดพิธีขึ้นครองราชย์ให้องค์รัชทายาทเสีย และวันข้างหน้า พวกเจ้าต้องช่วยสนับสนุนฮ่องเต้องค์ใหม่ให้ดี อย่าสร้างปัญหาให้เขา เอาละ ไม่มีเรื่องใดแล้วก็เลิกประชุมเถอะ”


ตรัสจบพระองค์ก็ลุกขึ้นเสด็จออกไปทันที ขันทีอาวุโสด้านหลังก็รีบประกาศเลิกประชุม เหล่าขุนนางในท้องพระโรงคุกเข่าส่งเสด็จ มองตามพระองค์ที่เสด็จออกไปด้วยพระจริยวัตรงดงาม


สรุปแล้ว การออกประชุมท้องพระโรงครั้งสุดท้ายของฮ่องเต้ในครั้งนี้ ก็จัดการแค่เรื่องเดียวคือ—ปกป้องลู่จื่ออวี้เด็กเกเรผู้นั้นอย่างทุ่มสุดตัว


ทุกคนกัดฟันกรอดด้วยความไม่พอใจ ตระกูลลู่เลื่อนขั้นขึ้นมาอย่างรวดเร็วยังไม่พอ ยังได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้ถึงเพียงนี้ด้วย นี่ไม่เรียกว่าขุนนางกังฉินแล้วจะเรียกว่าอะไรได้อีก!


จริงสิ! ฮูหยินลู่มีวิชาแพทย์สูงส่งไม่ใช่หรือ ไม่แน่…นางอาจวางยาบางอย่างฮ่องเต้ก็ได้ ฮ่องเต้ถึงได้หลงใหลพวกมันถึงเพียงนี้!


เมื่อคิดถึงความเป็นไปได้ข้อนี้ขึ้นมาได้ ขุนนางที่คิดน้อยบางคนก็เร่งฝีเท้าเดินไปพูดตรงหน้าองค์รัชทายาท ว่าให้องค์รัชทายาทระมัดระวังตัวให้มากขึ้น จะได้ไม่ตกเป็นเหยื่อของคนตระกูลลู่ ถูกพวกเขาใช้แผนการไม่ซื่อ


องค์รัชทายาทมองพวกเขาด้วยสายตาเหมือนมองคนโง่ และไม่ได้ตอบกลับแต่อย่างใด เบี่ยงตัวมุ่งหน้าเดินจากไปทันที


คนพวกนี้ลืมไปแล้วกระมังว่าลู่ไป่ชวนเป็นคนของเขาตั้งแต่แรก ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับอีกฝ่าย เทียบไม่ได้กับคนพวกนี้เลยแม้แต่เศษเสี้ยว


เช้าวันนี้ เหล่าขุนนางถูกฮ่องเต้ตำหนิไปยกใหญ่ ทั้งยังถูกองค์รัชทายาทชักสีหน้าเย็นชาใส่อีก ทำให้พวกเขารู้สึกอารมณ์เสียจริงๆ หลังออกจากท้องพระโรงครั้งนี้ก็ไม่ได้ยิ้มแย้มเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา ใบหน้าถมึงทึง ต่างคนต่างรีบกลับไปปรึกษากับที่ปรึกษาว่าต่อจากนี้ควรทำเช่นไรต่อไป


ถึงแม้อันที่จริงพวกเขาจะไม่ชอบตระกูลลู่ แต่ตอนนี้ตระกูลลู่อยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ ดังนั้นควรผูกมิตรเอาไว้สักหน่อยก็ดี ที่ผ่านมาไม่มีโอกาส แต่ตอนนี้มีเรื่องของลูกๆพอดี ถือเอาเรื่องนี้ผูกมิตรเสียเลยก็แล้วกัน


ทว่าพอมาที่จวนตระกูลลู่พวกเขาก็ต้องตกใจ เมื่อพบว่าสองสามีภรรยาลู่ไม่อยู่ ในจวนก็ไม่มีเจ้านายที่มีอำนาจเลยสักคน


แต่ใครจะสนกัน เพราะถึงอย่างไรพวกเขาก็ยังสามารถมอบของขวัญที่นำมาด้วยให้ได้ รอสองสามีภรรยาลู่กลับมา อยากปฏิเสธของขวัญพวกนี้ก็ยากจะทำได้แล้ว ต่อไปเวลาพบหน้ากันอีกฝ่ายก็เหมือนอยู่ในสถานะติดหนี้บุญคุณ อย่างไรก็ต้องยิ้มแย้มต้อนรับพวกเขาอยู่ดี


ดูเหมือนว่าเหล่าขุนนางส่วนใหญ่จะคิดเช่นนี้ ดังนั้นภายในวันเดียว หน้าประตูจวนของท่านแม่ทัพเจิ้นกั๋วเรียกได้ว่าเหมือนตลาดเลยก็ว่าได้ ประตูจวนแทบไม่มีโอกาสได้ปิดเลย เพราะเต็มไปด้วยคนที่นำของขวัญมามอบให้


แน่นอนว่าไม่ได้เป็นพิธีมอบของขวัญอย่างเป็นทางการแต่อย่างใด เพียงให้บ่าวรับใช้นำของขวัญมามอบให้เพื่อแสดงเจตจำนงเล็กน้อยเท่านั้น


ส่วนบ่าวรับใช้จวนตระกูลลู่ก็ไม่รู้ว่าควรจัดการกับของขวัญเหล่านี้เช่นไร จึงรีบไปรายงานเรื่องนี้กับลู่ไป่ชวน ลู่ไป่ชวนจึงได้รู้ในตอนนี้ว่าบุตรชายถูกรังแกในสำนักศึกษาหลวง


แต่ฮ่องเต้ปกป้องโก่วเอ๋อร์ได้อย่างดีเยี่ยม และอีกข่าวก็คือ องค์รัชทายาทกำลังจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ เมื่อได้รู้ข่าวนี้เขาจึงตระหนักว่า ทางที่ดีในช่วงระหว่างนี้อย่าให้เกิดเรื่องอะไรขึ้นจะดีกว่า ดังนั้นลู่ไป่ชวนจึงตัดสินใจอดทนเอาไว้ก่อน วันหน้าค่อยหาโอกาสเอาคืน


“ในเมื่อนำมาให้ก็รับไว้ แล้วเตรียมของขวัญที่มีมูลค่าพอๆกันส่งกลับไปให้พวกเขา ทำให้พวกเขารู้ว่า พวกเราก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักมารยาท”


การมอบของขวัญตอบกลับถือเป็นการแสดงท่าทีอย่างชัดเจนว่า ตระกูลลู่เข้าใจมารยาท และไม่ได้ละโมบอยากได้ของขวัญจากใคร มีของขวัญมามอบให้ก็ต้องมอบกลับไปตามธรรมเนียม


“มอบกลับไปอย่างโจ่งแจ้ง ยิ่งคนรู้เยอะๆยิ่งดี”


สุดท้ายเขายังกำชับไปอีกประโยค


“ขอรับนายท่านสาม”


บ่าวรับใช้รีบไปจัดการทันที ไม่ได้อยู่รบกวนเวลางานของเจ้านายนาน


ตอนนี้ลู่ไป่ชวนกินนอนอยู่ที่คุกหลวงทั้งวันทั้งคืน ครั้นเขามาประจำการอยู่ที่นี่ก็ไม่พบพวกตงถิงกล้าย่างกรายเข้ามา หากแต่บรรยากาศระหว่างผู้คุมนั้นแปลกประหลาดอย่างเห็นได้ชัด


ทว่าลู่ไป่ชวนหาได้รีบร้อนไม่ บางสถานการณ์ต้องค่อยๆดูไปจึงจะสนุก และเมื่อเวลายิ่งนานเข้า คนที่อยู่เบื้องหลังก็จะยิ่งอยู่ไม่สุข ถึงเวลาก็จะเผลอเผยช่องโหว่ออกมาเองให้ตามรอยไปถึงต้นตอได้

……

ตอนนี้จวนมู่กั๋วกงรับรู้เรื่องที่เกิดขึ้นในท้องพระโรงแล้ว วันนี้ฮ่องเต้ออกว่าราชกิจสองเรื่อง เรื่องแรกคือประกาศสละราชบัลลังก์ให้กับองค์รัชทายาท และเรื่องที่สองคือปกป้องตระกูลลู่ สำหรับเรื่องที่สองนั้นถือเป็นเกียรติอันยิ่งใหญ่สำหรับตระกูลลู่ ดังนั้นฮูหยินจัวจึงเปลี่ยนความคิดของตนเองอย่างฉับพลัน


ก่อนหน้านี้นางคิดว่า เหอจิ่วเหนียงคือภัยร้ายแรงต่อนาง ต้องรีบกำจัดให้เร็วที่สุด เพราะการมีอยู่ของเหอจิ่วเหนียงคือความอัปยศอย่างถึงที่สุดของจวนมู่กั๋วกง


แต่ตอนนี้ ตระกูลลู่ได้รับความโปรดปรานจากฮ่องเต้มากที่สุด สามารถทำให้พระองค์ถึงกับออกตัวปกป้องได้ถึงเพียงนี้ ต่อไปต้องได้ดิบได้ดียิ่งๆขึ้นไปจนฉุดไม่อยู่แน่


ในทางกลับกัน จวนมู่กั๋วกงในขณะนี้ไม่เหมือนเดิมอีกแล้ว หลายปีที่ผ่านมาค่อยๆตกต่ำลงเรื่อยๆ ไม่มีทีท่าจะไต่ระดับขึ้นมาได้สักนิดเลย อีกทั้งเมื่อไม่นานมานี้ ท่านกั๋วกงก็เพิ่งฆ่าคนไปด้วย ถึงขั้นถูกจับตัวไปขังคุกตั้งหลายวัน นางที่เป็นเพียงสตรีต้องคอยบากหน้านำของขวัญไปมอบให้กับคนที่พอมีอำนาจ เพื่อขอร้องให้พวกเขาช่วย จึงจะสามารถช่วยสามีออกมาได้


ตอนนี้รักษาชีวิตเอาไว้ได้แล้ว แต่ชื่อเสียงกลับไม่สามารถรักษาเอาไว้ได้เลย ท่านกั๋วกงถึงขั้นไม่ได้รับอนุญาตให้เข้าร่วมประชุมท้องพระโรง ทั้งยังถูกกักบริเวณด้วย ภายในเวลาสั้นๆเพียงไม่กี่เดือน จวนมู่กั๋วกงก็เปลี่ยนแปลงไปราวกับพลิกฝ่ามือ แม้แต่บ่าวรับใช้ในจวนก็เริ่มเลือกปฏิบัติแล้ว


ฮูหยินจัวไหนเลยจะรับสภาพชีวิตในตอนนี้ได้ นางยังอยากเป็นฮูหยินผู้สูงศักดิ์เหมือนเมื่อก่อน ออกไปข้างนอกมีบ่าวรับใช้คอยตามหน้าตามหลัง ต้องการสิ่งใดก็มีคนคอยหาให้ถึงมือทันที


ด้วยสถานการณ์ของจวนในตอนนี้ไม่สามารถต่อกรกับตระกูลลู่ได้เลย เช่นนั้น…สู้พลิกแผนการแสดงความเป็นมิตรก่อนดีกว่า รับบุตรสาวนอกไส้ผู้นั้นกลับเข้าตระกูล จวนมู่กั๋วกงจะได้กลับคืนสู่ความรุ่งโรจน์อีกครั้ง และอาจมีหน้ามีตามากกว่าเดิมด้วยซ้ำก็เป็นได้


คิดได้ดังนั้น ฮูหยินกั๋วกงจึงไปบอกความคิดของตนกับสามี


จัวเวยได้ฟังดังนั้นสีหน้าก็พลันเปลี่ยนไป “ไม่ได้! เจ้าจะรับเลือดชั่วนั่นกลับมาเป็นหนามตำใจข้าอย่างนั้นรึ! คนอื่นเห็นเข้าไม่หัวเราะเยาะข้าตายหรอกหรือ เจ้ายังเห็นข้าตกต่ำไม่พออีกรึอย่างไร?”


การเกิดมาของนางเลือดชั่วนั่นถือเป็นความอัปยศที่สุดในชีวิตของเขา ในปีนั้นเขาน่าจะกดนางให้จมน้ำตายไปเสีย แต่ฮูหยินจัวดันเมตตาไว้ชีวิตนาง คิดไม่ถึงเลยจริงๆ


หาไม่ ตอนนี้ก็คงไม่เกิดเรื่องราวยุ่งยากมากมายเช่นนี้


“ท่านพี่ ท่านคิดอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ เรื่องที่นางเป็นเลือดชั่วก็มีแต่พวกเรากันเองที่รู้ คนนอกจะรู้ได้อย่างไรเจ้าคะ ยิ่งไปกว่านั้น เลือดชั่วผู้นั้นก็วาสนาดียิ่งนัก คนที่นางแต่งงานด้วยตอนนี้ก็ได้รับความสำคัญจากฮ่องเต้และองค์รัชทายาทอย่างสูง หากเรานับญาติกับนาง ยังจะต้องมานั่งกลัดกลุ้มกับชีวิตอีกหรือเจ้าคะ”


ฮูหยินจัวโน้มน้าวสามีอย่างอดทน คิดว่าวิธีของตนดีที่สุดแล้ว


แต่จัวเวยกลับยังไม่ยอม เพราะเรื่องนี้เกี่ยวข้องถึงศักดิ์ศรีความเป็นบุรุษของเขา อีกอย่าง หากวันข้างหน้าเรื่องจริงถูกเปิดโปงขึ้นมา จะให้เขาเอาหน้าที่ไหนไปเจอผู้คนอีก


ฮูหยินจัวกล่าวต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านพี่ หรือว่าท่านพอใจกับชีวิตในตอนนี้แล้วเจ้าคะ? ภายนอกท่านยังเป็นกั๋วกงอยู่ แต่ท่านดูสภาพของจวนเราในตอนนี้สิเจ้าคะ คนเหล่านั้นไม่เห็นเราอยู่ในสายตาเลยด้วยซ้ำ ลำพังแค่ตัวข้าไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ แต่ข้าเพียงเป็นห่วงท่านยิ่งนักที่ต้องเผชิญกับความอัปยศเช่นนี้…”


ตอนที่ 745: แผนการของจัวเจียอวี้


วาจานี้ทำให้จัวเวยมองภรรยาอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย


ในตอนแรกที่เขาสนับสนุนนางจากอนุภรรยาขึ้นมาเป็นฮูหยินใหญ่ ก็เพราะเห็นถึงความอ่อนโยนดุจดั่งสายน้ำชโลมใจของนาง นางรู้จักแสดงออกถึงความรักและความเอาอกเอาใจสามี และหลายปีที่ผ่านมานางทำหน้าที่ได้ดีมาโดยตลอด


จากเดิมที่จัวเวยรู้สึกต่อต้านกับแผนการนี้อย่างแรง แต่เมื่อนางกล่าวคำหวานเช่นนี้ เขาจึงหวั่นไหวขึ้นมาทันที


ครั้นวัยสิบกว่าปี เขาก็ได้รับการสืบทอดตำแหน่งจากบิดาแล้ว กลายเป็นที่อิจฉาของคนไม่น้อย ใช้ชีวิตท่ามกลางการถูกยกย่องจากผู้คนมาโดยตลอดตั้งแต่ครานั้น


ทว่านับจากที่เขาขับไล่นางเลือดชั่วนั่นออกจากจวน ตระกูลเขาก็เริ่มตกต่ำ ไม่ว่าจะทำอะไรก็ไม่ราบรื่น แม้แต่ออกจากจวนบางครั้งยังเคราะห์ซ้ำกรรมซัดเดินเหยียบอึสุนัขก็มี


ในตอนแรกๆก็ยังไม่ได้คิดอะไร เพียงรู้สึกว่าถึงคราวดวงตกเท่านั้น


ทว่าจนถึงบัดนี้ก็ล่วงมายี่สิบกว่าปีแล้ว เขากลับยังคงประสบโชคร้ายไม่เลิกรา ในจวนจากเดิมมีทรัพย์สินมากมายก็ถูกผลาญจนแทบสิ้นเนื้อประดาตัว


อีกทั้งช่วงก่อนหน้านี้ก็เผลอไปก่อเรื่องทำให้บัณฑิตผู้หนึ่งต้องตายอีก ซึ่งจริงๆแล้วเรื่องนี้เขาถูกใส่ร้าย เขาไม่ได้ทำอะไรเลยบัณฑิตผู้นั้นก็ตายเอง แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังต้องสูญเสียทรัพย์สินไปมหาศาลกว่าจะพ้นโทษได้


ตอนนี้ครอบครัวถึงขั้นเลี้ยงดูบ่าวไพร่มากมายไม่ได้แล้ว เหลือไว้แค่บ่าวไพร่เก่าแก่ไม่กี่คน ส่วนบ่าวไพร่ที่เหลือก็จำต้องขายออกไป


ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป ตระกูลเขาคงยืนหยัดต่อไปได้อีกไม่นานแน่


หากตอนนี้ได้รับการสนับสนุนจากตระกูลลู่ สถานการณ์ของครอบครัวก็คงเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาจะสามารถกลับมาเป็นผู้มีอำนาจได้อีกครั้ง ได้กลับมาใช้ชีวิตอันหรูหราดังเดิม


เมื่อเทียบกับสิ่งเหล่านี้แล้ว ดูเหมือนว่าการรับนางเลือดชั่วนั่นเข้าตระกูลก็ไม่ได้น่าอัปยศเท่าไรนัก


จัวเวยพิจารณาถึงข้อดีข้อเสียอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าวออกมา “เช่นนั้นเรื่องนี้ก็มอบให้ฮูหยินจัดการก็แล้วกัน ให้นางเลือดชั่วนั่นรีบมาคารวะข้าโดยเร็ว มาถึงเมืองหลวงตั้งนานแล้วกลับไม่มาคารวะพ่ออย่างข้า ช่างไม่เอาไหนเอาซะเลย!”


ฮูหยินจัวรีบตอบรับ “วางใจเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะทำให้นางมาคุกเข่าขอโทษท่านเอง!”


นางตอบรับอย่างยิ้มแย้ม คิดว่านี่ไม่ใช่เรื่องยากเลยสักนิด เพราะสิ่งที่ยากที่สุดก็คือ การทำให้สามีของตนยอมรับสตรีเลือดชั่วผู้นั้นต่างหาก …ซึ่งนางก็สำเร็จแล้ว


ในมุมมองของนาง บนโลกนี้ไม่มีใครปฏิเสธบิดามารดาของตนเองแน่นอน แถมบิดาผู้นี้ยังเป็นท่านกั๋วกงผู้สูงส่งอีกด้วย นางแค่ไปบอกตัวตนของเขาต่อเหอจิ่วเหนียง นางเชื่อว่าเหอจิ่วเหนียงจะต้องร้องไห้ขอร้องกลับมาแสดงความกตัญญูแน่นอน


ส่วนเรื่องที่นางจ้างนักฆ่าลอบสังหารทั้งสองแม่ลูกนั่น หากนางไม่ยอมรับเสียอย่าง ใครจะทำอะไรได้


หลังจากขบคิดได้เช่นนี้ฮูหยินจัวก็กลับไปเริ่มวางแผน จุดประสงค์สำคัญของเรื่องนี้ก็คือ จะทำอย่างไรให้เหอจิ่วเหนียงรู้ตัวตนที่แท้จริงของตัวเอง


และหลังจากที่รับเหอจิ่วเหนียงกลับมา ก็ต้องมอบฐานะบุตรสาวคนโตให้นางด้วย เช่นนี้บุตรสาวของนางก็จะเสียเปรียบเล็กน้อย ดังนั้นต้องหาเรื่องให้เหอจิ่วเหนียงชดเชยในสิ่งบุตรสาวนางสูญเสียไป


ขณะที่ฮูหยินแห่งจวนมู่กั๋วกงกำลังวางแผนการใหญ่เพื่อกอบกู้สถานการณ์ของครอบครัว จัวเจียอวี้ก็เข้ามาหามารดา นางพบว่าท่านแม่กำลังนั่งวาดๆเขียนๆบางอย่างอยู่ที่โต๊ะ เห็นได้ชัดว่ามีท่าทีเคร่งเครียด เด็กสาวกัดริมฝีปากเล็กน้อย ก่อนจะตัดสินใจเอ่ยถาม “ท่านแม่ ฮูหยินของท่านแม่ทัพลู่คือพี่สาวที่หายตัวไปเมื่อหลายปีที่แล้วของข้าจริงๆหรือเจ้าคะ?”


คืนนี้นางมาก็เพราะเรื่องนี้โดยเฉพาะ จึงไม่คิดจะอ้อมค้อมแต่อย่างใด


ฮูหยินจัวได้ยินคำถามก็พลันชะงัก ก่อนจะย้อนถามด้วยความตกใจ “เจ้ารู้เรื่องนี้ได้อย่างไร?”


“ข้า…ข้าบังเอิญได้ยินที่ท่านแม่คุยกับท่านพ่อเจ้าค่ะ”


จัวเจียอวี้กังวลเล็กน้อย การแอบฟังผู้ใหญ่สนทนากันเป็นเรื่องที่เสียมารยาท ทว่านางไม่ได้ตั้งใจ เพียงบังเอิญไปได้ยินเข้า และดันเป็นเรื่องที่ทำให้นางไม่อาจเมินได้จริงๆ


นางนึกถึงในคืนที่ฝนตกคืนนั้น …บุรุษบาดแผลทั่วร่างที่ขึ้นมาบนรถม้านางผู้นั้น ตอนนั้นไม่รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร กระทั่งบังเอิญได้พบกันอีกครั้งที่งานเลี้ยงในวัง จึงได้รู้ว่า ชายผู้นั้นก็คือลู่ไป่ชวน ผู้ที่ได้เป็นแม่ทัพเจิ้นกั๋ว ขุนนางระดับสองตั้งแต่อายุยังน้อย!


และภรรยาของเขาชื่อว่า เหอจิ่วเหนียง


อย่างไรก็ตาม ชื่อของภรรยาท่านแม่ทัพลู่ทำให้นางนึกย้อนกลับไปในคืนที่ฝนตก ชื่อจิ่วเอ๋อร์ที่เขาพึมพำออกมา เหมือนกับชื่อพี่สาวที่หายตัวไปเมื่อหลายปีก่อนของนาง จนนางเชื่อมาตลอดว่า ทั้งสองอาจจะเป็นคนคนเดียวกัน


และเมื่อได้รู้ว่า ภรรยาของเขา…กับพี่สาวของนาง…มีชื่อที่คล้ายคลึงกัน…


จิ๋วเอ๋อร์


เหอจิ่วเหนียง


ฮูหยินลู่ ภรรยาแม่ทัพลู่


เมื่อนำทั้งสองเรื่องมาปะติดปะต่อกัน ความเคลือบแคลงในใจของนางก็เห็นภาพชัดเจน


คิดมาถึงตรงนี้ หัวใจของจัวเจียอวี้ก็เต้นแรงขึ้นหลายจังหวะ


การพบเจอกันในคืนนั้นคือโชคชะตาของพวกเขาอย่างนั้นหรือ?


ฮูหยินจัวกำลังจมอยู่กับความคิดของตัวเอง จึงไม่ได้สังเกตอากัปกิริยาของบุตรสาว ตอนนี้นางโกรธเล็กน้อยที่จัวเจียอวี้แอบฟังตนและสามีสนทนากัน แต่อย่างไรก็ตามเรื่องนี้ก็ไม่อาจปิดบังไปได้ตลอด ถึงอย่างไรอีกไม่นานบุตรสาวก็ต้องรู้อยู่ดี ดังนั้นนางจึงยอมรับอย่างเปิดเผย


“ใช่แล้ว งานเลี้ยงในวังคืนนั้นข้าเห็นนางรูปร่างหน้าตาคุ้นๆ จึงส่งคนไปแอบสืบ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นพี่สาวที่หายตัวไปนานหลายปีของเจ้าจริงๆ แม่จึงจะหาโอกาสไปเยี่ยมนางสักหน่อย บอกความจริงกับนาง นางจะได้ไม่รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไป เราจะได้อยู่ด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา กลับมาเป็นครอบครัวเดียวกันอีกครั้ง”


ฮูหยินจัวทำท่าทางอ่อนโยน แม้แต่ต่อหน้าบุตรสาวนางก็ไม่เคยเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา ตลอดหลายปีมานี้ต้องบอกว่า นางแสดงละครได้เก่งมากจริงๆ


จัวเจียอวี้เห็นความทุ่มเทของมารดาก็รู้สึกสงสารที่นางต้องเหน็ดเหนื่อยเพื่อครอบครัวถึงเพียงนี้ จึงกล่าวอย่างเชื่อฟัง “เจ้าค่ะ ข้าจะไปกับท่านแม่เอง จะได้อธิบายให้พี่สาวฟังด้วยว่าหลายปีมานี้พวกเราก็ตามหานางมาโดยตลอด”


อันที่จริงจัวเจียอวี้ไหนเลยจะไม่รู้ว่าความจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้น และครอบครัวถึงขั้นไม่อนุญาตให้เอ่ยถึงพี่สาวผู้นี้ด้วยซ้ำ ที่นางได้รู้จักอีกฝ่ายก็เพราะครั้นวัยเยาว์ ท่านย่าเคยเล่าถึงพี่สาวให้นางฟัง ต่อมาหลังจากที่ท่านย่าจากไปก็ไม่มีใครเอ่ยถึงอีกเลย


แต่นางหาใช่คนโง่ ตอนนี้ครอบครัวกำลังลำบาก หากอยากมีชีวิตที่ดีขึ้นก็ต้องพึ่งพาพี่สาวผู้นี้ซึ่งบัดนี้ได้เป็นถึงสะใภ้ตระกูลลู่ ทว่าไม่รู้ว่าอีกฝ่ายจะยินดีช่วยเหลือหรือไม่ ดังนั้นก้าวแรกในการเข้าหาตระกูลลู่ก็คือ ต้องผูกสัมพันธ์ที่ดีกับพี่สาวเอาไว้ 


…นอกจากนั้น นางก็ยังจะมีโอกาสได้เข้าใกล้ลู่ไป่ชวนในขั้นต่อไปด้วย


นางมีใจให้แม่ทัพลู่ นางตกหลุมรักเขาตั้งแต่ที่เห็นในงานเลี้ยงในวังแล้ว


ต่อให้เขามีภรรยาแล้ว หรือจะมีอนุอีกสักกี่คน นางก็รับได้


ยิ่งไปกว่านั้น เหอจิ่วเหนียงยังเป็นพี่สาวร่วมบิดาของนาง ขอเพียงท่านพ่อเป็นคนออกหน้าพูด พี่สาวต้องยอมให้นางแต่งเข้าไปเป็นภรรยาด้วยอีกคนแน่


พี่น้องมีสามีร่วมกันก็ไม่ใช่เรื่องน่าอับอายแต่อย่างใด


ฮูหยินจัวรู้สึกประหลาดใจมากที่บุตรสาวพูดง่ายเช่นนี้ เดิมทีคิดว่านางจะขัดขวางเสียอีก เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นบุตรสาวคนโตของจวนมาโดยตลอด จู่ๆ เหอจิ่วเหนียงโผล่มาแย่งตำแหน่งของนาง ฮูหยินจัวยังคิดหาวิธีปลอบใจบุตรสาวอยู่เลย แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่าไม่จำเป็นแล้ว


“เด็กดี เจ้าโตแล้ว พี่สาวของเจ้าต้องภูมิใจในตัวเจ้ามากแน่”

……

หลังจากอยู่ในค่ายทหารมาเป็นเวลาห้าวัน ในที่สุดก็ถึงเวลาที่เหอจิ่วเหนียงจะต้องกลับไปดูบุตรชายสักหน่อย และถือโอกาสนี้ถามความคืบหน้าทางด้านลู่ไป่ชวนด้วย นางมอบหมายงานในค่ายให้กับหลี่ต้าจ้วง เสร็จแล้วจึงกระโดดขึ้นหลังม้าจากไปทันที


สิ่งที่น่าประทับใจก็คือ นางเพียงบอกว่าวันนี้จะขอตัวกลับบ้านสักหนึ่งวัน เช้าพรุ่งนี้ก็จะกลับมาที่ค่ายแล้ว แต่เหล่าทหารกลับมารวมตัวกันส่งนางด้วยความอาลัยอาวรณ์ พอคิดว่าวันนี้จะไม่ได้เห็นนาง ในใจก็อดเศร้าหมองไม่ได้


ตลอดห้าวันมานี้ ถึงแม้เหอจิ่วเหนียงยังไม่ได้เริ่มสอนกระบวนท่าสังหารที่แท้จริงให้กับพวกเขา แต่นางก็ฝึกฝนความสามารถในการตอบสนองให้กับเหล่าทหารอย่างเข้มข้น


ภายในเวลาสั้นๆ ความเร็วในการลงมือของพวกเขาก็พัฒนาขึ้นอย่างก้าวกระโดด ความสามารถในการตอบสนองก็แข็งแกร่งขึ้นไม่น้อย ถึงแม้ยังไม่ได้ฝึกฝนกระบวนท่าสังหาร แต่ตอนนี้พวกเขาแข็งแกร่งขึ้นกว่าเมื่อก่อนมากทีเดียว บางคนก็ได้ค้นพบพรสวรรค์อันโดดเด่นของตนเอง ถึงขั้นเอาชนะหนึ่งต่อห้าได้แล้วด้วย


พวกเขายืนส่งแม่ทัพหญิงควบม้าเคลื่อนตัวไกลออกไป กระทั่งมีคนหนึ่งกล่าวขึ้นอย่างทอดถอนใจ “พี่สะใภ้เก่งกาจยิ่งนัก มิน่าล่ะ เหตุใดท่านแม่ทัพถึงได้หลงใหลนางถึงเพียงนี้”


“เห็นด้วย! ข้าว่านะ ไม่มีเรื่องใดที่พี่สะใภ้ทำไม่ได้เลย! น่าทึ่งเกินไปแล้ว!”


“น่าทึ่งมากจริงๆ ทั้งๆที่หลับอยู่แท้ๆ แต่นางก็รู้ได้ว่าข้ากำลังแอบอู้ หลายวันมานี้ข้าโดนลงโทษไปไม่รู้กี่ครั้ง ตอนนี้พี่สะใภ้กลับไปเยี่ยมคุณชายน้อยแล้ว ในที่สุดข้าก็ได้แอบอู้จริงๆเสียที!”


*โป๊ก!*


“ฝันหวานเกินไปแล้ว! เจ้าลืมท่านรองแม่ทัพหลี่ไปแล้วรึ?”


รองแม่ทัพหลี่ก็คือหลี่ต้าจ้วงนั่นเอง เป็นตำแหน่งที่เหอจิ่วเหนียงเป็นคนแต่งตั้งขึ้น ถึงแม้ไม่มีการแต่งตั้งจากราชสำนัก แต่ในค่ายทหารนี้เหอจิ่งเหนียงพูดสิ่งใดย่อมเป็นไปตามนั้น นางบอกว่าหลี่ต้าจ้วงเป็นรองแม่ทัพ หลี่ต้าจ้วงก็คือรองแม่ทัพ!


หลี่ต้าจ้วงได้ยินพวกเขาพูดคุยกันก็ยิ้มกล่าว “ไปๆๆ เริ่มการฝึกของวันนี้ได้แล้ว พี่สะใภ้กลับมาจะสุ่มตรวจ หากถูกส่งไปฝึกกับหมาป่าในป่าเขาข้าไม่รู้ด้วยนะ!”


ตอนที่ 746: อิจฉาริษยา


การเข้าไปฝึกในป่าเขาเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับทหารเหล่านี้อยู่แล้ว นี่เป็นสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงมักจะพูดอยู่เป็นประจำ รอให้ความสามารถในการตอบสนองของพวกเขาพัฒนาเต็มที่ก่อน นางจึงจะพาพวกเขาไปฝึกภาคสนาม


ในช่วงนี้นางก็ได้ไปสำรวจพื้นที่มาแล้ว ทั้งยังซ่อนกับดักและกลไกไว้ในบริเวณที่ต้องการแล้วด้วย รอให้ความสามารถของพวกเขาเหล่านี้พัฒนาอย่างเต็มที่จึงจะพาไปลงสนามจริง


เหอจิ่วเหนียงต้องการฝึกฝนพวกเขาในทุกๆด้าน เพื่อให้พวกเขาทั้งหมดเป็นกำลังสำคัญของตนเอง


พอมาอยู่ในค่ายทหารนี้นางจึงได้รู้ว่า กองกำลังสนับสนุนที่องค์รัชทายาทมอบให้ลู่ไป่ชวนกลุ่มนี้ฝีมือย่ำแย่เพียงใด กำลังในการรบอ่อนแอ และไม่ได้มีคนสนับสนุนอยู่เบื้องหลัง ส่วนมากเป็นทหารที่ถูกแม่ทัพท่านอื่นเขี่ยทิ้ง


หลังจากถูกทอดทิ้งทหารแต่ละนายจึงท้อถอยหมดกำลังใจ ก่อนที่ลู่ไป่ชวนจะมารับช่วงต่อ พวกเขาเอาแต่ใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อย ไม่ได้ฝึกซ้อมจริงๆจังๆ หากพูดตรงๆก็คือ ใช้ชีวิตกินๆนอนๆไปวันๆรอความตายก็เท่านั้น


‘รอความตาย’ คำนี้ไม่เกินจริง เพราะทหารที่ถูกทอดทิ้งเช่นนี้ปกติจะถูกส่งออกไปลาดตระเวนในเขตพื้นที่ที่มีอันตราย ซึ่งทหารที่ไปส่วนใหญ่ก็มีแต่ไปแล้วไม่ได้กลับมา


แต่หลังจากที่ลู่ไป่ชวนเข้ามาบริหารค่าย ก็มอบความหวังให้กับพวกเขาอีกครั้ง หลังจากได้ตั้งใจฝึกฝนมาเป็นเวลาหนึ่งเดือน จนกระทั่งได้พบกับเหอจิ่วเหนียง ไฟแห่งความหวังที่ดับไปแล้วก็กลับมาลุกโชนขึ้นได้ใหม่ การฝึกฝนของพวกเขาทุกวันนี้เปี่ยมไปด้วยความมุ่งมั่นอันแรงกล้า


เหอจิ่วเหนียงตั้งใจเอาไว้ว่า จะฝึกฝนพวกเขาให้กลายเป็นกองกำลังที่แข็งแกร่งพร้อมรับทุกสถานการณ์อยู่เสมอ นอกจากฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทแล้ว ก็จะฟังแค่คำสั่งของพวกเขาสามีภรรยาเท่านั้น มีผู้ช่วยที่แข็งแกร่งเช่นนี้อยู่ หากมีเรื่องอะไรก็ไม่จำเป็นต้องไปหยิบยืมกำลังคนมาจากหมิงเจ๋อแล้ว


ดังนั้น นางจึงทุ่มเทและใส่ใจการฝึกฝนทหารเหล่านี้เป็นพิเศษ


และเมื่อรู้ตัวว่าตนเองเป็นที่ต้องการ ทหารเหล่านี้จึงมีความมุมานะอย่างเต็มเปี่ยม


นับว่าเป็นการเกื้อกูลต่อกันทั้งสองฝ่าย


เพียงแต่ตอนนี้…


หากได้ยินคำว่า ‘เข้าป่าเขา’ เหล่าทหารก็ยังรู้สึกขนลุกเล็กน้อย พอได้ยินหลี่ต้าจ้วงบอกว่าหากไม่ตั้งใจฝึกจะโยนเข้าไปในป่าที่เต็มไปด้วยกับดักเหล่านั้น พวกเขาก็มีเรี่ยวแรงกระฉับกระเฉงในการฝึกขึ้นมาทันที โดยเฉพาะทหารที่พูดว่าจะแอบอู้ผู้นั้น บัดนี้รีบวิ่งหน้าตั้งไปที่ลานฝึกก่อนใคร

……

ขณะนี้โก่วเอ๋อร์กำลังเรียนหนังสืออยู่ที่สำนักศึกษาหลวง เหอจิ่วเหนียงจึงกลับมาที่จวนก่อน แม้ช่วงหลายวันที่อยู่ในค่ายทหารนางจะได้รับการดูแลเป็นอย่างดี มีคนคอยต้มน้ำอุ่นให้นางได้อาบทุกคืน แต่ค่ายทหารก็คือค่ายทหาร ความสะดวกสบายย่อมเทียบกับบ้านไม่ได้ และในค่ายก็มีแต่บุรุษทั้งสิ้น ดังนั้นทันทีที่กลับมาถึงจวน สิ่งแรกที่เหอจิ่วเหนียงทำก็คือ แช่น้ำอุ่นให้ตัวเองได้รู้สึกผ่อนคลายสักหน่อย


นางไม่ได้เพียงแช่น้ำเฉยๆ อีกด้านของฉากกันลมมีสาวใช้คนหนึ่งยืนอยู่ กำลังเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในระหว่างที่เจ้านายไม่อยู่ให้เหอจิ่วเหนียงฟังทีละเรื่อง


ตอนที่เหอจิ่วเหนียงได้ฟังเรื่องที่เกิดขึ้นในสำนักศึกษาหลวง มุมปากนางก็ยกยิ้มเล็กน้อย สีหน้าแววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ


สมกับที่เป็นลูกชายของนางจริงๆ ตัดสินใจเฉียบขาด ถึงเวลาลงมือก็ลงมืออย่างไม่ลังเล เก่งมาก!


ส่วนเรื่องฮ่องเต้ทรงสละราชบัลลังก์เป็นเรื่องที่อยู่ในความคาดหมายของนางอยู่แล้ว ปีก่อนตอนที่ฮ่องเต้ทรงมอบอำนาจให้กับองค์รัชทายาท นางก็พอจะดูออกบ้างแล้ว เพียงแต่ไม่คิดว่าจะเกิดขึ้นเร็วถึงเพียงนี้


และแน่นอนว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ลืมบุญคุณที่ฮ่องเต้ออกตัวปกป้องโก่วเอ๋อร์กลางท้องพระโรง ในใจจึงคิดเอาไว้ว่า หากมีเวลาว่างจะหลอมยาลูกกลอนบำรุงร่างกายให้ฮ่องเต้สักหน่อย ยาตัวนี้จะทำให้เขาสามารถใช้ชีวิตได้สบายและมีสุขภาพแข็งแรงกว่าคนวัยเดียวกันอย่างแน่นอน ไม่แน่ว่าอาจช่วยทำให้เขามีชีวิตยืนยาวถึงร้อยปีเลยก็ได้


เหอจิ่วเหนียงมีความคิดในแง่ดีต่อฮ่องเต้อย่างแท้จริง ไม่ว่าก่อนหน้านี้ฮ่องเต้จะเคยทำความผิดอะไร แต่สำหรับครอบครัวนางถือว่าเขาปฏิบัติด้วยอย่างเป็นธรรม ดังนั้นสิ่งที่ควรขอบคุณก็ต้องขอบคุณ นางไม่ได้ถึงขั้นจะต้องชิงชังฮ่องเต้เพียงเพราะเรื่องบางอย่างในอดีต


หากจะพูดแบบเห็นแก่ตัวก็คือ เรื่องเหล่านั้นไม่ได้เกี่ยวข้องกับนางเลยสักนิด


หลังจากอาบน้ำเสร็จและกินอาหารรองท้องไปเล็กน้อย เหอจิ่วเหนียงก็ออกไปรับบุตรชายหลังเลิกเรียน นางเปลี่ยนจากความเรียบง่ายอย่างที่เคยเป็นในยามปกติ เป็นนั่งรถม้าออกไป เพื่อแสดงให้เห็นถึงฐานะของจวนท่านแม่ทัพ


เนื่องจากนางกะเวลาเอาไว้แล้ว พอมาถึงสำนักศึกษาหลวงก็เป็นเวลาเลิกเรียนพอดี นักเรียนทุกคนกำลังวิ่งออกมาอย่างสนุกสนาน


เหอจิ่วเหนียงมองแวบเดียวก็เห็นโก่วเอ๋อร์ตัวจ้อยที่สุดที่อยู่ท่ามกลางกลุ่มเด็กๆแล้ว บุตรชายอายุยังน้อยตัวยังไม่สูง แต่กลับวิ่งได้ไม่ช้ากว่าใครเลย มือข้างหนึ่งยังลากจิ่นรุ่ยซื่อจื่อวิ่งออกมาด้วยสีหน้ายิ้มแย้มอีกด้วย


หญิงสาวเห็นภาพความดีใจที่ได้เลิกเรียนของเขาแล้วก็รู้สึกขบขัน ภาพลักษณ์บุตรชายผู้รักการเรียนที่อยู่ในหัวนางพังทลายลงทันที


“ท่านแม่!”


ด้วยเกรงว่าโก่วเอ๋อร์จะมองไม่เห็นนางแล้วไปขึ้นรถม้าของวังหลวง เหอจิ่วเหนียงจึงลงมารอที่หน้าประตู เดิมทีโก่วเอ๋อร์จะไปขึ้นรถม้าที่วังหลวงเตรียมมารับแล้วจริงๆ แต่สายตาของเขากลับสะดุดเข้ากับสตรีที่งดงามที่สุดซึ่งยืนอยู่ท่ามกลางผู้คนเสียก่อน 


และก็เป็นท่านแม่จริงๆด้วย! จะเป็นใครได้อีกเล่า นอกจากท่านแม่ของเขาก็ไม่มีใครโดดเด่นมากไปกว่านี้อีกแล้ว!


จากเสียงตะโกนเรียกของโก่วเอ๋อร์ คนในบริเวณนั้นต่างพากันหันมามอง และดูเหมือนว่าสายตาของทุกคนจะเผยแววตกตะลึกไม่น้อยออกมา


สตรีผู้นี้โฉมงามยิ่งนัก! เพียงแต่… นางเป็นแม่ของเจ้าเด็กเกเรนั่นอย่างนั้นหรือ!?


ถูกต้อง ภายในระยะเวลาสั้นๆ เด็กในสำนักศึกษาก็ตั้งฉายาให้โก่วเอ๋อร์ว่า ‘เด็กเกเร’ แล้ว


แต่เป็นเพียงการแอบพูดกันเท่านั้น ไม่มีใครกล้าเรียกโก่วเอ๋อร์เช่นนี้ซึ่งๆหน้าจริงๆ ถึงอย่างไรครอบครัวเขาก็มีอำนาจใหญ่โต พ่อแม่ของพวกเขากำชับเอาไว้แล้วว่าอย่าได้ไปล่วงเกิน


ตอนนี้พวกเขาได้แต่มองเด็กเกเรวิ่งตื๋อไปหาพี่สาวคนสวย กอดขาพี่สาวคนสวยพลางถูไถไปมา พลางกล่าวอย่างดีใจ “ท่านแม่ ในที่สุดท่านก็มาหาข้าเสียที! ท่านเสร็จงานแล้วหรือขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียงอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาด้วยมือข้างเดียว หอมแก้มเขาฟอดหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ยังเลย พรุ่งนี้แม่ก็ต้องกลับไปแล้ว วันนี้แค่หาเวลากลับมาเยี่ยมเจ้ากับพ่อเจ้าเท่านั้น เป็นอย่างไรบ้าง อยู่ในวังมีความสุขดีหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์พยักหน้าหงึกๆ “มีความสุขดีขอรับ ท่านปู่ฮ่องเต้ ท่านย่ากุ้ยเฟย ท่านทวดไทเฮา ท่านลุงรัชทายาท ท่านป้าชายา และท่านพี่ซื่อจื่อ ทุกคนดีกับข้ามากขอรับ!”


เขาไล่ชื่อไปทีละคน ล้วนเป็นคนที่เขาพูดคุยด้วยตลอดหลายวันที่ผ่านมานี้


จิ่นรุ่ยซื่อจื่อได้ยินชื่อของตนเองก็รู้สึกดีใจ ยืนยิ้มอยู่ข้างๆอย่างขัดเขิน


เหอจิ่วเหนียงหอมแก้มบุตรชายอีกฟอด และบอกว่าจะพาพวกเขาไปกินของอร่อยๆ


เด็กนักเรียนที่อยู่บริเวณโดยรอบมองมาด้วยความรู้สึกอิจฉา พวกเขาโตจนป่านนี้แล้ว เรียนอยู่ที่สำนักศึกษาหลวงมานานหลายปี พ่อแม่ตัวเองยังไม่เคยมารอรับที่หน้าสำนักศึกษาเลยสักครั้ง คนที่มารับล้วนเป็นบ่าวไพร่ตลอด


แค่มารับก็ยังไม่เคย เรื่องหอมแก้มต่อหน้าผู้คนเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย


ถึงแม้การกระทำของเหอจิ่วเหนียงจะดูไม่สำรวมในสายตาของพวกเขา แต่ความอิจฉาของพวกเขากลับมีมากกว่า…


อิจฉาเด็กเกเรที่มีแม่งดงามปานเทพเซียน


อิจฉาเด็กเกเรที่ถูกแม่ผู้งดงามหอมแก้มต่อหน้าผู้คนเช่นนี้


โกรธแม่ของตนเองที่ไม่เคยมารับพวกเขาเลย


ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธ!


สุดท้ายก็ทำได้เพียงระบายความโกรธกับบ่าวไพร่ที่มารอรับ


พวกบ่าวไพร่ “???”


เหอจิ่วเหนียงให้คนในวังที่มารอรับกลับไปรายงานว่านางเป็นคนมารับเด็กๆเองแล้ว จากนั้นก็พาโก่วเอ๋อร์และจิ่นรุ่ยซื่อจื่อไปกินข้าวที่ภัตตาคารชื่อดัง ซึ่งนางเคยได้ยินมาว่าเป็นภัตตาคารที่ขายดิบขายดีมาก


อีกหนึ่งจุดประสงค์ที่พาเด็กๆออกมาผ่อนคลายก็คือ นางอยากถือโอกาสสำรวจท้องตลาดไปด้วย มาอยู่เมืองหลวงนานแล้วก็ควรเปิดกิจการเสียที ในเมืองหลวงจะไม่มีกิจการของนางได้อย่างไร


เหอจิ่วเหนียงดูแลเด็กทั้งสองเป็นอย่างดี แต่เมื่อเห็นท่าทีของนางที่มีต่อโก่วเอ๋อร์ในเรื่องหนึ่งแล้ว จิ่นรุ่ยซื่อจื่อก็รู้สึกอิจฉาโก่วเอ๋อร์ขึ้นมา


เรื่องนั้นก็คือ โก่วเอ๋อร์บอกเรื่องที่ตัวเองมีเรื่องชกต่อยในสำนักศึกษากับท่านอาจิ่วเหนียงแล้ว ท่านอาจิ่วเหนียงไม่เพียงไม่ตำหนิโก่วเอ๋อร์ แต่ยังชมโก่วเอ๋อร์ว่าเก่งมากอีกด้วย


แต่ก็ไม่ได้ชมอย่างไม่ลืมหูลืมตา นางยังทิ้งท้ายอย่างชัดเจนว่า บางสถานการณ์การลงมือทำร้ายคนก็สามารถยอมรับได้ แต่บางครั้งก็ไม่ควร


จิ่นรุ่ยซื่อจื่อที่ฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกว่าตนเองได้เรียนรู้ไปด้วยไม่น้อย ทันใดนั้นก็เข้าใจแล้วว่า เหตุใดโก่วเอ๋อร์ถึงได้เก่งกาจตั้งแต่อายุเท่านี้


เขาก้มลงมองตัวเอง 


…เขาโตกว่าโก่วเอ๋อร์ถึงสี่ปี พยายามตอนนี้ยังทันหรือไม่


ตอนที่ 747: แผนการของโก่วเอ๋อร์ไม่ได้ผล


หลังกินข้าวเสร็จ เหอจิ่วเหนียงไปส่งจิ่นรุ่ยซื่อจื่อที่ตำหนักตงกงด้วยตัวเอง ก่อนจะพาโก่วเอ๋อร์ไปหาลู่ไป่ชวน


ขณะเดียวกันจะได้ช่วยตรวจอาการป่วยให้องค์ชายสามแห่งตงถิงอีกครั้งด้วย


หลังจากได้ดื่มโอสถตามเทียบยาของเหอจิ่วเหนียง อาการป่วยขององค์ชายสามก็ดีขึ้นมาก แต่ในร่างกายเขามีพิษที่เหอจิ่วเหนียงวางไว้ จึงทำให้ยังไม่มีกำลังวังชา ถึงขั้นไม่สามารถลุกขึ้นมานั่งได้ แค่ยันตัวขึ้นเล็กน้อยก็วิงเวียนศีรษะราวกับโลกหมุนแล้ว สรุปก็คือ อาการของเขาในตอนนี้ยังไม่ต่างอะไรกับคนป่วยหนักคนหนึ่ง


สิ่งนี้ทำให้ฝ่ายตงถิงล้มเลิกแผนการปล้นคุกไปโดยสมบูรณ์ เพราะหากยังมีความคิดคึกคะนองเช่นนั้นอยู่ จุดจบขององค์ชายสามก็คือความตายอย่างไม่ต้องสงสัย


องค์ชายสามแห่งตงถิงติดคุกมานานเพียงนี้แต่ยังอยู่รอดปลอดภัยมาได้ ตงถิงพยายามหาทางเข้ามาช่วยตลอด และไม่ได้คิดจะฆ่าปิดปากเขาเลย แสดงให้เห็นชัดเจนว่า ตงถิงให้ความสำคัญกับองค์ชายสามผู้นี้มาก สิ่งนี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงมั่นใจว่า องค์ชายสามสำคัญต่อตงถิงอย่างแท้จริง


…ขอเพียงควบคุมตัวประกันผู้นี้ได้ ก็สามารถสยบตงถิงได้ไม่ยาก


“สถานการณ์ที่ค่ายทหารเป็นอย่างไรบ้าง?”


หลังจากตรวจร่างกายให้องค์ชายสามเสร็จ ลู่ไป่ชวนก็อุ้มบุตรชายด้วยแขนข้างหนึ่ง มืออีกข้างจูงมือภรรยาเดินออกมาด้านนอก และไม่ลืมถามไถ่สถานการณ์ทางด้านค่ายทหาร


“เป็นไปได้ด้วยดี ข้าตั้งใจเอาไว้ว่าอีกไม่กี่วันจะพาพวกเขาไปฝึกในป่า จะได้วางแผนกำจัดพวกที่กินบนเรือนขี้บนหลังคาในค่ายสักหน่อย จากนั้นข้าจะได้เริ่มฝึกคนที่เหลืออย่างจริงจัง”


“เจ้าคิดจะทำเช่นไรหรือ?”


ลู่ไป่ชวนมองภรรยาด้วยความประหลาดใจ คิดไม่ถึงว่านางจะจัดการได้รวดเร็วเช่นนี้


ในค่ายทหารมีหนอนบ่อนไส้จริงๆ เดิมทีเขาตั้งใจว่าจะค่อยๆจัดการไปอย่างช้าๆ ทว่าไม่คิดว่าภรรยาของเขาจะจัดการอย่างเด็ดขาดและรวดเร็วเพียงนี้


“เรื่องนี้ท่านไม่ต้องกังวลหรอก ถึงอย่างไรข้าก็ต้องหาโอกาสกำจัดออกไปอยู่แล้ว แล้วค่อยฝึกฝนทหารที่เหลืออยู่อย่างเข้มข้น พวกเขาจะได้เป็นกำลังสำคัญของเรา ในช่วงเวลาคับขันจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีกำลังคนให้ใช้งานอีก”


เหอจิ่วเหนียงจงใจทำให้เขาอยากรู้ นางเอ่ยต่อด้วยรอยยิ้มซุกซน “ข้าจะฝึกคนเหล่านี้ให้กลายเป็นกลุ่มทหารฝีมือชั้นยอดเลย!”


กลุ่มฝีมือชั้นยอดที่ว่านี้หมายถึง ‘กลุ่มนักฆ่าฝีมือชั้นยอด’ จะไม่เหมือนคนของหน่วยหั่วอวิ๋นที่เก่งกาจเรื่องการสืบหาเบาะแส ด้วยทักษะความสามารถที่แตกต่างกันของทั้งสองกลุ่ม หากร่วมมือกัน จะกลายเป็นกองกำลังที่น่าครั่นคร้ามที่สุดในเป่ยเหยียนแน่นอน


ลู่ไป่ชวนไม่พูดอะไรอีก ในเมื่อภรรยามีความมั่นใจ เช่นนั้นก็ให้นางลองทำ ถึงอย่างไรภรรยาก็เป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ อีกอย่าง ต่อให้มีปัญหาอะไรก็มีเขาคอยแบกรับอยู่แล้ว


“ท่านแม่ ท่านจะไปนานหรือไม่ขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์มองมารดาด้วยแววตาเศร้าสร้อย ตลอดห้าวันที่ต้องห่างกัน เขารู้สึกว่าเวลาผ่านไปช้านัก แต่เนื่องจากอาศัยอยู่ในวัง เขาไม่อยากสร้างปัญหาให้ใคร จึงทำตัวสดใสมีความสุขในทุกๆวัน แต่ความเป็นจริงแล้วจะมีลูกคนไหนบ้างที่ไม่คิดถึงพ่อแม่


“ไม่นานมากหรอก ก็แค่ช่วงนี้ที่อาจจะยุ่งสักหน่อย แต่ต่อไปแม่ก็จะมีเวลามากขึ้น แล้วแม่จะกลับมาเยี่ยมเจ้าทุกวันเลย”


เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะเด็กน้อย นางเองก็คะนึงหาบุตรชายทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ภาระหน้าที่ของนางในตอนนี้สำคัญอย่างยิ่ง ตงถิงสามารถเปิดศึกอย่างไม่ทันตั้งตัวได้ทุกเมื่อ ทว่าเป่ยเหยียนกลับมีคนที่สามารถใช้ต่อกรกับศัตรูได้น้อยยิ่งนัก


ที่สำคัญที่สุด บัดนี้ลู่ไป่ชวนมีตำแหน่งสูงแล้ว จำเป็นต้องมีกองกำลังเป็นของตัวเอง หาไม่ต่อให้ตำแหน่งขุนนางสูงเพียงใด แต่การที่ไม่มีคนสนิทที่ไว้ใจได้ถือเป็นปัญหาใหญ่มาก ฝ่ายปฏิปักษ์สามารถสบโอกาสเช่นนี้ลงมือก่อนได้ทุกเมื่อ ดังนั้นจะต้องรีบวางแผนอย่างรัดกุม


“ขอรับ หากท่านแม่ยุ่งก็ไม่ต้องกลับมาก็ได้ขอรับ ข้าจะอยู่ในวังอย่างเชื่อฟังขอรับ”


อันที่จริงนอกจากคิดถึงท่านพ่อกับท่านแม่แล้ว อยู่ในวังโก่วเอ๋อร์ก็สุขสบายดี มีทุกอย่างที่ต้องการ ทั้งยังมีคนเล่นเป็นเพื่อนและฝึกวรยุทธ์กับเขาโดยเฉพาะ ยามว่างยังได้สอนท่านพี่ซื่อจื่อแก้บทกลอนด้วยวิธีการของตนเองอีกด้วย การได้เห็นพัฒนาการของท่านพี่ซื่อจื่อ เขาเองก็รู้สึกประสบความสำเร็จไปด้วย


ส่วนท่านพ่อกับท่านแม่ พวกเขามีเรื่องสำคัญของตัวเอง ตอนนี้ไม่มีเวลาให้เขาเขาย่อมเข้าใจได้


เหอจิ่วเหนียงเห็นบุตรชายรูประสาถึงเพียงนี้ก็หอมแก้มเขาฟอดใหญ่ด้วยความเอ็นดู “ในเมื่อลูกแม่รู้ความถึงเพียงนี้ แม่ให้รางวัลเจ้าอย่างหนึ่งดีหรือไม่?”


โก่วเอ๋อร์เบิกตากว้าง ถามด้วยสีหน้าคาดหวัง “รางวัลอะไรหรือขอรับ?”


“เป็นของที่เจ้าต้องชอบมากแน่นอน แต่แม่มีเงื่อนไขให้เจ้าทำข้อหนึ่งก่อนจะได้ไป”


“ท่านแม่รีบบอกข้าเร็วเข้า รีบบอกข้าเถอะขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์อดใจรอไม่ไหว ยื่นมือดึงแขนเสื้อมารดาแกว่งไปมา ทำท่าออดอ้อน


“รางวัลก็คือ กระบี่ที่วิเศษมากหนึ่งเล่มนั่นเอง! ถามว่าเหตุใดถึงเรียกว่ากระบี่วิเศษ ก็เพราะว่ามันเป็นได้ทั้งมีดของเล่น เป็นได้ทั้งกริชสั้น และยังเป็นกระบี่ยาวได้อีกด้วย สะดวกต่อการพกพามากทีเดียว”


ยังพูดไม่ทันจบ โก่วเอ๋อร์ก็อ้าปากค้างด้วยความตกใจ ใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ


มีของวิเศษเช่นนี้ด้วยหรือ!


“แต่มันเปลี่ยนรูปร่างได้มากมาย มันจะหนักหรือไม่ขอรับ?”


“ไม่หนักเลย เบาอย่างไม่น่าเชื่อเลยละ”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวพลางทำสีหน้าแววตาชวนให้ลุ่มหลง ทำให้โก่วเอ๋อร์ตื่นเต้นมาก


“แล้ว…เงื่อนไขของท่านแม่คืออะไรหรือขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์ไม่ได้สนใจเรื่องที่ท่านพ่อท่านแม่ไม่ได้อยู่ด้วยอีกแล้ว ยามนี้เขาคิดเพียงอยากได้กระบี่วิเศษเล่มนั้นมาครอง


ถึงแม้เขาจะมีอาวุธในคลังสมบัติน้อยๆส่วนตัวไม่น้อยแล้ว แต่ในฐานะวีรบุรุษตัวน้อย เขาจะปฏิเสธการมีอาวุธมากมายได้อย่างไรเล่า!


ยิ่งไปกว่านั้น ยังเป็นอาวุธที่ท่านแม่มอบให้อีกด้วย นั่นเป็นของล้ำค่าที่ต่อให้จ่ายเงินมากเพียงใดก็ไม่มีทางหาซื้อที่ไหนได้


ใช่ ถึงแม้เขาอายุยังน้อยแต่ก็รู้ว่าท่านแม่ของเขาเป็นเทพเซียน สิ่งของใดที่คนอื่นไม่มี แต่ท่านแม่ของเขากลับมี หรือหากมีของเหมือนกัน ของที่ท่านแม่เขานำออกมาก็ล้วนดีกว่า และนี่ก็คือคุณสมบัติของผู้ที่เป็นเทพเซียนอย่างไรล่ะ!


เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะกล่าว “ก่อนหน้านี้ท่านปู่ฮ่องเต้ให้ตำราทักษะกระบี่กับเจ้าใช่หรือไม่ เอาเช่นนี้แล้วกัน หากเจ้าเรียนรู้ผ่านขั้นที่สองได้ และประลองกับแม่สักสองสามกระบวนท่า แม่จะยกกระบี่วิเศษนี่ให้เจ้า”


“จริงหรือขอรับ?”


ทันใดนั้นรอยยิ้มของโก่วเอ๋อร์ก็ยิ่งสดใสมากขึ้น ช่วงนี้เขากำลังอ่านตำราทักษะกระบี่เล่มนั้นอยู่ และกำลังค่อยๆฝึกฝนไปพร้อมกัน เพียงแต่ช่วงนี้เขาต้องแบ่งเวลาส่วนหนึ่งไปสอนท่านพี่ซื่อจื่อด้วย จึงล่าช้าไปบ้าง แต่ขอเพียงเขาเริ่มฝึกฝนมากขึ้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป เขาต้องสำเร็จภารกิจที่ท่านแม่มอบหมายให้ได้แน่นอน!


“แม่เคยโกหกเจ้าตั้งแต่เมื่อไรกันหื้ม?”


“ตกลงขอรับ! ข้าจะตั้งใจฝึกขอรับ!”


วีรบุรุษตัวน้อยพยักหน้าตอบรับอย่างแข็งขัน อันที่จริงเขาคิดว่าตัวเองสามารถเรียนผ่านได้ถึงขั้นที่สามด้วยซ้ำ แต่เขาไม่อยากโอ้อวดจนเกินไปในตอนนี้ ถึงเวลาจริงหากทำไม่ได้จะขายหน้าเปล่าๆ เขาตัดสินใจจะตั้งใจฝึกฝนเงียบๆ พอถึงเวลาจะสร้างความประหลาดใจให้กับท่านแม่


ลู่ไป่ชวนเห็นภรรยาจัดการกับบุตรชายได้อย่างรวดเร็วก็แอบยกนิ้วชื่นชม ขณะเดียวกันเขาก็ได้เรียนรู้วิธีการจากนางไปด้วย


ภรรยากับลูกกลับมาแล้ว โอกาสที่สามคนพ่อแม่ลูกจะได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันเช่นนี้หาได้ยากนัก วันนี้ลู่ไป่ชวนจึงไม่อยู่ที่คุก กลับจวนไปพร้อมกับพวกเขา


ทันทีที่กลับมาถึงจวน โก่วเอ๋อร์ก็เกาะติดลู่ไป่ชวนแจ รบเร้าให้เขาฝึกทักษะกระบี่จากตำราของฮ่องเต้ให้ ถึงแม้ลู่ไป่ชวนจะไม่เคยฝึกทักษะกระบี่ชุดนี้มาก่อน แต่กลับสรุปได้อย่างเข้าใจ โก่วเอ๋อร์ชอบในจุดนี้มาก เพราะตราบใดที่เข้าใจในสิ่งที่ท่านพ่อสอน ก็สามารถจับใจความสำคัญได้อย่างรวดเร็ว การฝึกก็จะราบรื่นขึ้นมาก


“ท่านพ่อ ดังสำนวนที่ว่า การให้ปลาคนอื่น สู้เราสอนวิธีให้เขาจับปลาเองจะดีกว่า ท่านพ่อสอนวิธีสรุปทักษะเล่มนี้ให้ข้าหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?”


เด็กน้อยยิ้มเจ้าเล่ห์ แผนการลึกซึ้งยิ่งนัก


เหอจิ่วเหนียงที่อยู่ข้างๆก็ยิ้มเช่นกัน ลู่ไป่ชวนกล่าวอย่างอึดอัดใจเล็กน้อย “นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะสอนกันได้ มันต้องใช้ประสบการณ์ อันที่จริงไม่ว่าจะเป็นกระบวนท่าต่อสู้แบบใด แต่ละกระบวนท่าล้วนมีจุดเชื่อมโยงกันทั้งสิ้น ขอเพียงเจ้าหาจุดเชื่อมโยงเจอ แล้วนำมาปะติดปะต่อกัน ก็เข้าใจได้ไม่ยาก”


เด็กน้อยทำปากจู๋ด้วยความขัดใจ สรุปแล้วก็คือไม่สอนสินะ!


เหอจิ่วเหนียงกำลังจะเอ่ยบางอย่าง แต่ทันใดนั้นก็มีสาวใช้เข้ามารายงาน “นายท่าน ฮูหยิน มีคนมาเยือนเจ้าค่ะ”


ตอนที่ 748: สมกับที่เป็นท่านหัวหน้าหอจริงๆ


“ใครกัน?”


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้วถามด้วยความสงสัย ในใจคิดว่าคงจะเป็นตระกูลใดสักตระกูลในเมืองหลวงที่อยากผูกมิตรกับครอบครัวนางด้วย


“เป็นคู่สามีภรรยาเจ้าค่ะ ฮูหยินผู้สูงศักดิ์ผู้นั้นบอกว่านางแซ่เจียงเจ้าค่ะ”


สาวใช้ที่เมืองหลวงยังไม่เคยพบเจียงรั่วหย่าจึงไม่รู้จัก จึงอธิบายไปเช่นนี้


เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนหันมองหน้ากัน สันนิษฐานถึงเจตนาในการมาเยือนของเจียงรั่วหย่าและหมิงเจ๋อได้แล้ว “อืม เชิญพวกเขาไปที่ห้องรับแขก”


สาวใช้รับคำสั่งและไปจัดการทันที 


เหอจิ่วเหนียงหันไปเอ่ยในสิ่งที่กำลังจะพูดกับบุตรชายเมื่อครู่ต่อ “อันที่จริงการฝึกวรยุทธ์กับการเรียนตำรามันมีหลักการเหมือนกัน พ่อเจ้าสามารถหาจุดที่เชื่อมโยงกันได้ก็เหมือนกับที่เจ้าใช้ความคิดของตัวเองทำความเข้าใจบทกวีในตำรานั่นแหละ ประสบการณ์ต้องสะสมไปทีละน้อย เราไม่สามารถทำให้เก่งเพียงวันเดียวได้หรอกนะ เจ้าเรียนรู้ให้มาก ฝึกฝนไปเรื่อยๆ ก็จะเข้าใจหลักการได้เอง”


ถึงแม้โก่วเอ๋อร์อายุยังน้อย แต่ในเรื่องพวกนี้เหอจิ่วเหนียงไม่เคยมองว่าเขาเป็นเด็กเลย หลักการที่ควรพูดนางก็พูดทุกอย่าง


ยกการเรียนมาเป็นตัวอย่างโก่วเอ๋อร์ก็เข้าใจได้ทันที เขาพยักหน้ารับ “เข้าใจแล้วขอรับ เช่นนั้นข้าจะค่อยๆฝึกไปเรื่อยๆขอรับ!”


ดังคำกล่าวที่ว่า ยิ่งมีทักษะติดตัวมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นผลดีกับตัวเอง เหอจิ่วเหนียงสอนบุตรชายแบบให้กำลังใจ หากสามารถทำได้ก็จงเรียนรู้เพิ่มเติม ขอเพียงเรียนให้มีความสุข อย่างไรก็ได้ทั้งนั้น


“เช่นนั้นเจ้าก็ค่อยๆฝึกไปนะ ที่จวนมีแขก แม่กับพ่อต้องออกไปดูแล พ่อกับแม่ต้องคุยธุระ เจ้าอยู่ฝึกกระบี่ตรงนี้นะ”


“ขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์รับคำอย่างจริงจัง อันที่จริงเขาก็รู้ว่าแขกที่มาเยือนคือเจียงรั่วหย่า เขาเองก็คิดถึงท่านย่าเจียงมาก แต่ก็พอจะรู้อยู่รางๆ ว่าท่านแม่กับท่านย่าเจียงเหมือนจะมีปัญหากัน แม้เขาจะชอบท่านย่าเจียงมาก แต่ชั่งน้ำหนักดูแล้ว เขาก็เลือกที่จะยืนอยู่ข้างท่านแม่


สองสามีภรรยาลู่มุ่งหน้าไปยังโถงรับแขก ส่วนทางด้านโถงรับแขก สาวใช้ได้ยกน้ำชามาต้อนรับหมิงเจ๋อกับเจียงรั่วหย่าแล้ว


“สมกับที่เป็นท่านหัวหน้าหอจริงๆ ข่าวสารรวดเร็วยิ่งนัก พวกเราสองสามีภรรยาเพิ่งกลับมาถึงจวน ทั้งสองท่านก็มาเยี่ยมแล้ว”


ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงเข้ามาก็เป็นฝ่ายจุดประกายไฟก่อน เรื่องของเว่ยอวี่แม้นางจะไม่ระเบิดอารมณ์ แต่ก็ไม่ได้หมายความว่านางจะไม่ขุ่นเคือง


เจียงรั่วหย่าเห็นเหอจิ่วเหนียงแสดงอารมณ์เช่นนี้ก็รีบลุกขึ้นพูดแทนหมิงเจ๋อ “จิ่วเอ๋อร์ ข้าคุยกับเขาไปแล้ว คืนนี้ที่มาก็เพราะอยากมาขอโทษเจ้า”


นี่เป็นครั้งแรกที่สตรีทั้งสองได้พบหน้ากันอีกครั้งหลังจากที่ได้รู้ความจริงเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างพวกนางแล้ว เจียงรั่วหย่าออกอาการประหม่าอย่างเห็นได้ชัด


หากไม่มีเรื่องเว่ยอวี่ ความสัมพันธ์ของพวกนางสองแม่ลูกก็คงจะดีกว่าเมื่อก่อนมาก แต่ดันเกิดเรื่องนั้นขึ้นเสียก่อน ทำให้เหอจิ่วเหนียงโกรธแค้นหมิงเจ๋อ และพลอยโกรธนางไปด้วย


จะว่าไปนี่ก็เป็นความผิดของนางเช่นกัน เป็นนางเองที่สนใจเรื่องของบุตรสาวน้อยเกินไป การกระทำของหมิงเจ๋อในครั้งนั้น นางเองก็มองไม่เห็นถึงเจตนาแอบแฝงของเขาด้วย เป็นนางที่สะเพร่าเอง


เหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนไม่รู้จักแยกแยะ นางรู้ว่าเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเจียงรั่วหย่า และไม่มีทางลากนางมาเกี่ยวข้องด้วย แต่เนื่องจากความสัมพันธ์ที่นางเป็นภรรยาของหมิงเจ๋อ เหอจิ่วเหนียงจึงไม่อยากแสดงออกอย่างลำเอียงจนเกินไป จึงต้องวางท่าเล็กน้อย


“ท่านป้าเจียง เรื่องนี้ไม่ใช่ความผิดของท่าน อีกอย่าง สุดท้ายท่านก็ช่วยแก้ไขปัญหานี้ให้ ข้าไม่ถือโทษโกรธท่านหรอกเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงตบหลังมืออีกฝ่ายเบาๆเพื่อปลอบ จากนั้นดวงตาก็จ้องเขม็งไปที่หมิงเจ๋อ เห็นได้ชัดว่าไม่ยอมให้อภัยง่ายๆ


และนี่ก็เป็นครั้งแรกที่หมิงเจ๋อเผชิญกับสถานการณ์เช่นนี้ หลายสิบปีที่ผ่านมาเขาอยากทำสิ่งใดก็ทำได้อย่างอิสระ ไม่จำเป็นต้องอธิบายให้ใครฟัง ทว่าตอนนี้อย่าว่าแต่ต้องอธิบายเลย เขายังต้องขอโทษอีกฝ่ายอีกด้วย


ถึงแม้จะรู้สึกเสียหน้าอยู่บ้าง แต่ฮูหยินรับปากว่าจะมีลูกกับเขาแล้ว ต่อไปก็ต้องให้เหอจิ่วเหนียงช่วยปรับสมดุลร่างกาย เช่นนี้ก็ดูเหมือนว่า เขาไม่อาจหาเหตุผลใดมาหลีกเลี่ยงการรับผิดครั้งนี้ได้อีกแล้ว


“เอ่อ… เรื่องนั้นเป็นข้าเองที่คิดไม่รอบคอบ สร้างความลำบากใจให้พวกเจ้าแล้ว วันนี้ข้าก็เลยตั้งใจเตรียมของขวัญมาขอโทษพวกเจ้า”


หมิงเจ๋อยิ้มประดักประเดิด เห็นได้ชัดว่านี่เป็นครั้งแรกที่เขาแสดงท่าทางเช่นนี้ ดูแล้วประหลาดยิ่งนัก เหอจิ่วเหนียงมองแล้วยังรู้สึกลำบากแทน


แต่นางไม่ได้พูดอะไร ลู่ไป่ชวนยิ่งไม่อยากพูดสักคำ แค่นั่งดื่มชาเงียบๆ


หมิงเจ๋อเหลือบมองเจียงรั่วหย่าแวบหนึ่ง เลียริมฝีปากอย่างประหม่า ก่อนจะเหลือบมองไปข้างๆ จากนั้นคนสี่คนก็เดินออกมาจากทางด้านหลัง มีทั้งชายและหญิง ดูแล้วอายุไม่มากนัก น่าจะประมาณสิบกว่าปี


“ท่านหัวหน้าหอหมายความว่าอย่างไร?”


เหอจิ่วเหนียงมองหมิงเจ๋อด้วยรอยยิ้มเยาะ คิดไม่ถึงว่าเขาจะใช้อุบายเดิมซ้ำสอง


“จิ่วเอ๋อร์ ไม่ได้เป็นอย่างที่เจ้าคิด ครั้งนี้เขาไม่ได้มีเจตนาไม่ดี เด็กๆเหล่านี้ข้าเป็นคนเลือกด้วยตัวเอง เป็นเด็กที่ฝีมือดีที่สุดในรุ่นนี้ ยังไม่เคยออกไปทำภารกิจใด และไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของหอเชียนฟาน เจ้ารับพวกเขาเอาไว้ใช้งานข้างกายนะ”


เจียงรั่วหย่าออกมาช่วยพูด หอเชียนฟานเป็นกลุ่มนักฆ่าที่รวบรวมข่าวกรอง เบื้องหลังมีองค์กรสำหรับฝึกฝนผู้มีความสามารถโดยเฉพาะ ทุกๆปีจะคัดคนฝีมือดีหน้าใหม่ออกมากลุ่มหนึ่ง ตามหลักจะมีกฎให้พวกเขากินยาลูกกลอนเพื่อควบคุมให้พวกเขารับฟังคำสั่งของหอเชียนฟาน แต่สี่คนที่ส่งตัวมานี้ยังไม่ได้กินยาควบคุมนั้น ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับเหอจิ่วเหนียงว่าจะจัดการเช่นไร


วาจานี้หากหมิงเจ๋อเป็นคนพูด เหอจิ่วเหนียงไม่เพียงจะปฏิเสธเท่านั้น นางคงต่อว่ากลับไปด้วยความโกรธด้วย แต่คนที่พูดคือเจียงรั่วหย่า ชั่วขณะนั้นนางจึงไม่รู้ว่าควรจะปฏิเสธเช่นไร


พอเงยหน้าขึ้นก็เห็นแววตารอคอยแกมระมัดระวังของเจียงรั่วหย่า เหอจิ่วเหนียงรู้สึกหนักใจขึ้นมาอย่างไร้สาเหตุ ทำใจกล่าววาจารุนแรงต่อนางไม่ได้จริงๆ


นางครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็กล่าวออกมา “น้ำใจนี้ข้ารับเอาไว้แล้ว แต่ก่อนหน้านี้พวกท่านก็ให้คนมาหลายคนแล้ว ทางเราไม่สะดวกที่จะรับไว้ได้อีกจริงๆเจ้าค่ะ ตอนนี้พวกเรามีคนข้างกายพอใช้แล้ว ท่านป้าพากลับไปเถอะเจ้าค่ะ”


เจียงรั่วหย่ารู้ว่าเหอจิ่วเหนียงตีตัวออกห่างนางเพราะเรื่องนั้น ในใจรู้สึกขมขื่นยิ่งนัก แต่ก็ไม่กล้าพูดอะไร กลัวว่าเหอจิ่วเหนียงจะรังเกียจนางไปมากกว่านี้


หมิงเจ๋อทนดูเจียงรั่วหย่าเสียใจไม่ได้ จึงกล่าวออกมา “เรื่องก่อนหน้านี้เป็นความผิดของข้าแต่เพียงผู้เดียว เพื่อเป็นการชดเชย ข้าจะบอกข่าวหนึ่งกับพวกเจ้าเพื่อเป็นการพิสูจน์ความจริงใจของข้า”


ท่าทางของเขาจริงจังมาก เขาไม่ได้ทำเพื่อตัวเองแต่อย่างใด ทว่าอยากใช้ข่าวนี้แลกกับการให้อภัยของเหอจิ่วเหนียง ต่อให้เป็นการให้อภัยแค่เปลือกนอกก็ตาม ขอเพียงไม่ให้เจียงรั่วหย่าผู้เป็นคนกลางต้องรู้สึกเสียใจก็พอ


ในที่สุดลู่ไป่ชวนก็เอ่ยขึ้น “เช่นนั้นก็ขึ้นอยู่กับว่าข่าวของท่านหัวหน้าหอมันคุ้มค่าหรือไม่”


นี่เป็นการบังคับให้เขาพูดก่อน และหากพวกเขาไม่รักษาคำพูด พวกตนก็สามารถปฏิเสธได้ตลอดเวลา


หมิงเจ๋อหรือจะไม่รู้ความคิดของลู่ไป่ชวน แต่วันนี้ในเมื่อมาแล้วก็ไม่อาจทำให้เจียงรั่วหย่ากลับบ้านไปพร้อมความผิดหวังได้ เขาจึงไม่ลังเล เอ่ยขึ้นอย่างตรงไปตรงมา


“คณะทูตของเป่ยเหยียนถูกคนตงถิงจับตัวเป็นเชลยหมดแล้ว ตงถิงไม่คิดจะเจรจาสงบศึก และไม่ว่าจะเป็นหรือตาย ก็คิดจะชิงตัวองค์ชายสามกลับไปให้ได้ ถึงขั้นที่ในช่วงนี้ยังส่งคนมาลอบปลงพระชนม์องค์ชายสามด้วย”


“ว่าอย่างไรนะ?”


ลู่ไป่ชวนลุกขึ้นพรวด มองหมิงเจ๋อด้วยความไม่อยากเชื่อ


หมิงเจ๋อยิ้ม “เจ้าเองก็รู้ว่าสายข่าวข้าไวมาก และข้าเองก็ไม่มีความจำเป็นที่จะเอาเรื่องนี้มาโกหกเจ้า”


นี่เป็นความจริง หากไม่ใช่เพราะต้องการให้เหอจิ่วเหนียงให้อภัยละก็ หมิงเจ๋อจะไม่บอกเรื่องนี้ออกมาก็ได้ สู้เขาเอาข่าวนี้ไปขายให้กับราชสำนักในราคาที่สูงลิ่วเสียยังดีกว่า


ถึงแม้หมิงเจ๋อจะอาศัยอยู่ที่เป่ยเหยียนมากว่าค่อนชีวิต แต่ไม่มีหลักฐานพยานใดบอกได้เลยว่าแท้จริงแล้วเขาเป็นคนเป่ยเหยียนโดยกำเนิดหรือไม่ ตัวตนของเขาลึกลับเป็นปริศนามาก จนถึงตอนนี้ก็ไม่มีใครรู้ถึงตัวตนที่แท้จริงของเขา ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นเลยที่เขาจะบอกข่าวนี้ไปโดยไม่มีค่าตอบแทน


“ไม่เพียงเท่านี้ ทางที่ดีที่สุด พวกเจ้าควรให้ลูกอยู่ใกล้ตัวพวกเจ้าไว้ เพราะช่วงนี้พวกนั้นเพ่งเล็งไปที่โก่วเอ๋อร์แล้ว”


ตอนที่ 749: ใครใช้หมิงเจ๋อเป็นพ่อเลี้ยงนางล่ะ!


ทันทีที่วาจานี้ลั่นออกมา บรรยากาศภายในโถงรับแขกก็ตกอยู่ในความเงียบ


คนที่พูดออกมาก่อนก็ยังคงเป็นเจียงรั่วหย่า นางมองหมิงเจ๋อแล้วถามด้วยสีหน้าร้อนใจ “ท่านพูดจริงหรือ?”


“เป็นเรื่องจริง ในช่วงนี้หากไม่ใช่เพราะมีคนของข้าคอยจับตาดูอยู่อย่างลับๆ โก่วเอ๋อร์คงถูกพวกมันจับตัวไปแล้ว”


หมิงเจ๋อรู้ตัวดีว่าตนเองไม่ใช่คนดี เดิมทีเขาไม่อยากยุ่งกับเรื่องนี้ แต่ในช่วงนี้เจียงรั่วหย่ากำลังทำรองเท้าให้โก่วเอ๋อร์ เป็นรองเท้าแบบต่างๆที่เหมาะกับเด็ก


ทั้งๆที่นางก็ไม่ถนัดงานตัดเย็บ แต่กลับพูดอยู่ตลอดว่าโก่วเอ๋อร์เป็นหลานชายของนาง สิ่งที่นางทำผิดต่อเหอจิ่วเหนียงในอดีต นางอยากจะชดเชยให้กับโก่วเอ๋อร์


ดังนั้นตอนที่เขารู้ว่าคนเหล่านั้นจะลงมือกับโก่วเอ๋อร์ จึงส่งคนไปคุ้มกันโก่วเอ๋อร์อย่างลับๆ


ไม่ว่าจะสถานการณ์ใด เวลาใด สิ่งที่เขาใส่ใจที่สุดก็คือ ความรู้สึกของเจียงรั่วหย่า


ช่วงนี้พวกเขาเตรียมจะมีลูกด้วยกัน ดังนั้นต้องให้เจียงรั่วหย่าอยู่ในภาวะอารมณ์ที่ดีเสมอ หากเรื่องของโก่วเอ๋อร์มากระทบต่ออารมณ์และความรู้สึกของนาง สุดท้ายคนที่ต้องปวดใจก็คือตัวเขาเอง


วันนี้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนไปรับลูกเอง อันที่จริงนางก็รู้สึกได้ว่ามีคนแอบจับตามองโก่วเอ๋อร์อยู่ในที่ลับ หลังจากมองสำรวจไปรอบๆ ก็พบว่าเป็นคนของหอเชียนฟาน นางจึงไม่ได้แสดงท่าทีใด คิดไม่ถึงว่าคนของหอเชียนฟานกำลังเฝ้าระวังคนตงถิงอยู่


อยู่ต่อหน้าเจียงรั่วหย่า เหอจิ่วเหนียงเชื่อว่าหมิงเจ๋อพูดความจริง


ตงถิงเพ่งเล็งไปที่โก่วเอ๋อร์แล้วจริงๆด้วย!


ดี! ดูท่าจะปล่อยให้พวกมันกำเริบเสิบสานต่อไปไม่ได้แล้ว


ลู่ไป่ชวนกล่าว “ความจริงใจของท่านพวกเรารับรู้ได้แล้ว และต้องขอบคุณที่ในช่วงนี้ท่านช่วยดูแลโก่วเอ๋อร์ขอรับ แต่นับจากนี้ไม่จำเป็นแล้ว พวกเราปกป้องโก่วเอ๋อร์เองได้”


ถึงแม้สิ่งที่หมิงเจ๋อทำให้สามารถช่วยแบ่งเบาปัญหาให้พวกเขาได้มากจริงๆ แต่เรื่องของเว่ยอวี่ยังคงทำให้พวกเขาไม่อาจให้อภัยอีกฝ่ายได้เต็มร้อย ดังนั้นไม่ว่าอย่างไร พวกเขาก็รับสี่คนนี้ไว้ไม่ได้จริงๆ


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า นางก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน


“ท่านอาหมิง ท่านป้าเจียง น้ำใจของพวกท่านพวกเรารับไว้แล้วเจ้าค่ะ แต่โก่วเอ๋อร์เป็นลูกของเรา ไม่ว่าอย่างไรก็ควรเป็นพวกเราพ่อแม่ที่ต้องปกป้องเขา ไม่ใช่ให้คนอื่นคอยปกป้องเขาอยู่ตลอด ช่วงนี้ข้าอยู่ในค่ายทหาร ในนั้นก็ไม่ได้มีสิ่งใดลำบาก ข้าจะพาเขาไปอยู่ที่นั่นด้วยเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงสูดลมหายใจลึกเข้าปอด นางยอมลดความขุ่นเคืองลงและไม่คิดเอาความเรื่องนั้นอีก หมิงเจ๋อมีความจริงใจมากจริงๆ หากเขาไม่บอกเรื่องนี้ พรุ่งนี้หลังจากที่พวกเขาสองสามีภรรยาแยกย้ายกันกลับไปทำหน้าที่ โก่วเอ๋อร์ก็คงต้องตกอยู่ในอันตรายอีกครั้ง


นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาคิดไม่ถึงมาก่อน ที่ผ่านมาพวกเขาพุ่งความสนใจไปที่องค์ชายสามแห่งตงถิงเพียงอย่างเดียวจนมองข้ามหมากอย่างโก่วเอ๋อร์ไป หากเทียบกับการชิงตัวองค์ชายสามแห่งตงถิงออกจากคุกแล้ว สำหรับพวกตงถิง การจับตัวโก่วเอ๋อร์ไปนั้นง่ายกว่ามาก


ตอนนี้ลู่ไป่ชวนกำลังอยู่ในช่วงรุ่งโรจน์ บุตรชายของลู่ไป่ชวนไม่ได้มีค่าด้อยไปกว่าองค์ชายสามแห่งตงถิงเลย


ได้ยินเหอจิ่วเหนียงไม่เรียกตนว่าท่านหัวหน้าหอด้วยน้ำเสียงประชดประชันแล้ว หมิงเจ๋อก็พลันอารมณ์ดีขึ้นหลายส่วน สวรรค์รู้ดีว่าช่วงนี้ฮูหยินโกรธเขามากเพียงใด ถึงขั้นไม่ยอมนอนร่วมห้องกับเขา บอกว่ารอหลังจากเหอจิ่วเหนียงยกโทษให้เขาก่อน ถึงจะทบทวนเรื่องมีลูกกับเขาอย่างจริงจัง


เพื่อสิ่งนี้ หมิงเจ๋อจึงทุ่มเทความคิดไปไม่น้อยเพื่อทำให้ฮูหยินสบายใจ


“เอาเถอะ ในเมื่อพวกเจ้าไม่อยากได้ ข้าก็จะไม่บังคับ แต่หากมีเรื่องใดอยากให้ช่วยก็รีบบอกข้าได้เลยนะ ก่อนหน้านี้ข้าทำผิดไปแล้ว จึงอยากขอโอกาสจากพวกเจ้าให้ข้าได้ชดเชยบ้าง ข้าไม่ได้มีเจตนาไม่ดีต่อพวกเจ้าจริงๆ”


หมิงเจ๋อกล่าวอย่างจริงจัง ท่าทางตอนนี้เห็นได้ชัดว่าไม่ได้เสแสร้ง


เห็นแก่เจียงรั่วหย่า เหอจิ่วเหนียงจึงเลือกที่จะยกโทษให้ นางไม่อยากทำให้เจียงรั่วหย่าต้องลำบากใจ


“ก็ได้เจ้าค่ะ ข่าวของท่านอาหมิงยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ ต่อไปพวกเรายังมีเรื่องให้ท่านช่วยอีกแน่เจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงก็เป็นคนพูดง่ายคนหนึ่ง ในเมื่อพูดกันเข้าใจแล้วก็ไม่มีความอึดอัดระหว่างกันเหมือนก่อนหน้านี้อีก ท่าทีที่มีต่อกันก็ดีขึ้น อารมณ์เคร่งเครียดของเจียงรั่วหย่าก็ผ่อนคลายลงได้ในที่สุด


“พวกเจ้าสองสามีภรรยาล้วนมีภารกิจต้องทำกันทั้งสิ้น สู้ให้โก่วเอ๋อร์ไปอยู่กับพวกเราเถอะ ที่ข้า…ที่ข้าปลอดภัยมาก”


เจียงรั่วหย่าลองพูดหยั่งเชิง นางกับโก่วเอ๋อร์เองก็ไม่ได้เจอกันมาช่วงใหญ่แล้วจึงคิดถึงมาก ครั้งนี้จะได้ถือโอกาสอยู่ด้วยกันหลายวันหน่อย


จะว่าไปแล้วหอเชียนฟานก็ปลอดภัยกว่าในวังหลวงจริงๆ แต่เหอจิ่วเหนียงกลับยังส่ายหน้า แล้วกล่าว “ไม่เป็นไรดีกว่าเจ้าค่ะ ข้าพาโก่วเอ๋อร์ไปอยู่ด้วยได้ เด็กคนนี้ชอบฝึกวรยุทธ์ด้วยพอดี ให้เขาไปสัมผัสชีวิตในค่ายทหารสักหน่อยก็ไม่เลวเจ้าค่ะ ส่วนทางด้านจิงโจว คงต้องรบกวนท่านอาหมิงช่วยดูแลให้พวกเราแล้ว”


ถึงแม้ทางด้านจิงโจวจะมีฉินเจียนอยู่ แต่ฉินเจียนก็มีภารกิจของตัวเองที่ต้องทำ ราชสำนักก็มีเรื่องมากมายให้จัดการ ไม่อาจดูแลครอบครัวลู่ได้ตลอดเวลา แต่หมิงเจ๋อทำได้


ในเมื่ออีกฝ่ายอาสาขึ้นมาแล้ว ทั้งยังมีทรัพยากรพร้อมสรรพ เช่นนั้นก็ต้องใช้งานให้คุ้ม ช่วยไม่ได้ ใครใช้ให้หมิงเจ๋อมาเป็นพ่อเลี้ยงของนางกันเล่า!


หมิงเจ๋อกับเจียงรั่วหย่าหันสบตากัน รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงไม่คิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องนั้นแล้ว ทั้งสองจึงยิ้มให้กัน


เจียงรั่วหย่ากล่าว “เช่นนั้นก็ให้พวกเขาสี่คนไปที่จิงโจวแล้วกัน เช่นนี้ทุกคนจะได้วางใจ”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ปฏิเสธ จากนั้นก็ให้คนไปตามโก่วเอ๋อร์เข้ามา ทั้งหมดสนทนากันต่อไม่กี่ประโยคเจียงรั่วหย่ากับสามีก็ขอตัวกลับ สามคนพ่อแม่ลูกสกุลลู่ออกไปส่งแขกถึงหน้าประตู จากนั้นก็เดินทางเข้าวังกลางดึก เพื่อแจ้งข่าวที่ได้รับจากหมิงเจ๋อให้กับองค์รัชทายาท


ไม่ว่าจะเป็นเรื่องทางด้านองค์รัชทายาท หรือจะเป็นเรื่องคณะทูต ก็ต้องรีบวางแผนเพื่อแก้ไขปัญหา


เมื่อองค์รัชทายาทรู้เรื่องนี้ก็รู้สึกเหลือเชื่อ ทำให้เขารู้สึกทึ่งในอำนาจของหมิงเจ๋ออีกครั้ง เพราะทางด้านราชสำนักเองก็ส่งคนจำนวนไม่น้อยออกไปสืบข่าวคณะทูต แต่กลับไม่ได้รับเบาะแสใดเลย แต่หมิงเจ๋อกลับรับรู้การเคลื่อนไหวของพวกเขามานานแล้ว


เวลานี้โก่วเอ๋อร์หลับไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงไม่วางใจให้เขาอยู่ห่างสายตา จึงให้บ่าวในตำหนักยกตั่งนอนตัวหนึ่งมาวางที่มุมห้องให้เขานอน ส่วนพวกตนก็นั่งปรึกษาเรื่องสำคัญกันต่อไป


“องค์ชายสามแห่งตงถิงกับองค์รัชทายาทตงถิงต่างก็เป็นโอรสสายตรงของฮองเฮา และองค์ชายสามก็ได้รับความโปรดปรานอย่างมากจากฮ่องเต้ตงถิงมาตั้งแต่เด็ก ตงถิงจะทำใจลงมือกับองค์ชายสามได้อย่างไร?”


องค์รัชทายาทแสดงความเห็นอย่างไม่อยากเชื่อ นี่เป็นเรื่องที่พวกเขาไม่เคยคิดมาก่อน เพราะตลอดหลายปีที่ผ่านมา องค์ชายสามแห่งตงถิงผู้นี้ก็เคลื่อนไหวอยู่ที่ตงถิงมาโดยตลอด สั่งสมกองกำลังเอาไว้ก็ไม่น้อย ฮ้องเต้ตงถิงจะทำใจยอมเสียเขาไปได้อย่างไร


“ฮ่องเต้ทำใจยอมทำเช่นนั้นไม่ได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าคนอื่นจะทำไม่ลงพ่ะย่ะค่ะ โดยเฉพาะองค์รัชทายาทตงถิง ด้วยเป็นโอรสสายเลือดตรงเหมือนกัน หากองค์ชายสามทำผลงานโดดเด่นกว่าเขา ความเป็นไปได้ที่จะถูกแย่งตำแหน่งก็ยิ่งสูง และได้ข่าวมาว่า องค์รัชทายาทตงถิงสุขภาพร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังไม่เคยเป็นที่โปรดปรานเลย”


ลู่ไป่ชวนบอกเล่าในสิ่งที่ตัวเองคาดเดาออกมา อันที่จริงเหตุการณ์ที่องค์ชายสามแห่งตงถิงอาจถูกลอบสังหาร เขาเองก็คิดเอาไว้มาโดยตลอด ดังนั้นในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นว่าเขาจับตาดูเรื่องหนอนบ่อนไส้เป็นพิเศษ ส่วนหนึ่งก็เพราะเตรียมตัวรับมือกับเรื่องนี้ไว้อยู่


“ไม่เพียงองค์รัชทายาทตงถิงเท่านั้นเพคะ แต่ยังมีองค์ชายอื่นอีก การมีอยู่ขององค์ชายสามล้วนเป็นภัยคุกคามต่อองค์ชายทุกองค์”


เหอจิ่วเหนียงช่วยวิเคราะห์ ถึงแม้นางเป็นแค่สตรี แต่ในเมื่อนางสามารถเข้าไปฝึกทหารในค่ายทหารได้ก็เท่ากับว่านางเป็นแม่ทัพหญิงคนหนึ่ง การร่วมหารือเรื่องนี้จึงไม่นับว่าไม่เหมาะสมแต่อย่างใด ยิ่งไปกว่านั้น องค์รัชทายาทก็ชื่นชมในความสามารถของเหอจิ่วเหนียงมาโดยตลอด อยากให้นางเสนอความเห็นให้มากด้วยซ้ำ


“เช่นนั้นองค์ชายสามตงถิงนั่นก็ไม่มีค่ากับเราเลยสักนิดน่ะสิ และไม่ว่าพวกเราจะจัดการเช่นไรก็โดนพวกมันแว้งกัดอยู่ดี!”


คิ้วองค์รัชทายาทขมวดเป็นปมแน่น


ตอนที่ 750: เหอจิ่วเหนียงผิดหวัง


เรื่องนี้โยงไปถึงการแย่งชิงตำแหน่งฮ่องเต้ของตงถิง องค์รัชทายาทในตอนนี้ไม่เป็นที่โปรดปราน อีกทั้งร่างกายยังเจ็บป่วยออดๆแอดๆมาตั้งแต่เด็ก ไม่อาจรับภาระหน้าที่อันใหญ่หลวงได้อยู่แล้ว


ส่วนองค์ชายสามนั้น แม้เขาจะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดฮ่องเต้ แต่กลับทำภารกิจให้ฮ่องเต้สำเร็จมาแล้วหลายเรื่อง แม้จะอยู่ห่างไกลหมื่นลี้ ฮ่องเต้ก็ยังคิดถึงเขาอยู่เสมอ ทั้งยังแอบคิดจะปลดองค์รัชทายาทออกจากตำแหน่งด้วย


เมื่อเป็นเช่นนี้ ศัตรูตัวฉกาจที่องค์รัชทายาทกับองค์ชายองค์อื่นของตงถิงเพ่งเล็ง จึงพุ่งไปที่องค์ชายสาม


หากองค์รัชทายาทตงถิงลงมือ เขาสามารถทำให้เป่ยเหยียนกลายเป็นแพะรับบาปได้ แต่หากเป็นฝีมือของเหล่าองค์ชาย ไม่เพียงทำให้เป่ยเหยียนเป็นแพะรับบาปได้เท่านั้น แต่ยังสามารถทำให้องค์รัชทายาทตงถิงเป็นแพะรับบาปได้อีกด้วย ยิงธนูลูกเดียวได้นกสองตัว จากนั้นก็จะเหลือเพียงพวกเขาที่ต้องต่อสู้แย่งชิงตำแหน่งกันใหม่


สรุปก็คือ ไม่ว่าจะอย่างไร สุดท้ายเป่ยเหยียนก็คือแพะรับบาปอยู่ดี ทั้งยังกลายเป็นเหตุผลหลักให้ตงถิงยกทัพทำศึกได้อีกด้วย


“ตอนนี้พวกเราเป็นฝ่ายถูกกระทำอยู่ฝ่ายเดียว ดังนั้นต้องรีบหาทางพลิกสถานการณ์กลับมาเป็นฝ่ายรุกให้ได้โดยเร็วพ่ะย่ะค่ะ”


ลู่ไป่ชวนกำหมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความดุดัน


ที่ผ่านมาล้วนเป็นตงถิงที่มีจิตใจละโมบเหมือนหมาป่าคิดจะเขมือบเป่ยเหยียนมาโดยตลอด แม้แต่ปัญหาภายในแคว้นของพวกเขาก็ยังคิดจะโยนความผิดมาให้เป่ยเหยียนอีก


หากเป่ยเหยียนไม่ตอบโต้กลับไปบ้าง เช่นนั้นจะไม่เป็นการยอมให้พวกเขารังแกอยู่ฝ่ายเดียวหรือ


หากเป็นเมื่อก่อนตอนที่บรรดาอ๋องอยู่ในช่วงแย่งชิงตำแหน่งละก็ ไม่แน่เป่ยเหยียนอาจต้องรับเคราะห์นี้จริงๆก็ได้ เพราะภายในกำลังวุ่ยวายจึงไม่ได้สนใจเรื่องอื่น


แต่ตอนนี้เป่ยเหยียนอยู่ในการควบคุมดูแลขององค์รัชทายาททั้งหมดแล้ว องค์ชายองค์อื่นก็ไม่มีความปรารถนาจะแย่งชิงตำแหน่งอีก หรือต่อให้ยังตัดใจไม่ได้ก็ทำอะไรไม่ได้แล้วอยู่ดี


เป่ยเหยียนในยามนี้เรียกได้ว่าสามัคคีปรองดองเป็นหนึ่งเดียวแล้ว ในเมื่อถูกพวกตงถิงยั่วยุอย่างไร้ยางอาย เช่นนั้นก็ต้องสวนกลับไปให้หนัก


องค์รัชทายาทถามอย่างตื่นเต้น “แล้วเราจะพลิกสถานการณ์เป็นฝ่ายรุกได้อย่างไร?”


เขากำลังจะขึ้นครองบัลลังก์ อยู่ในช่วงที่จำเป็นต้องทำให้คนหวั่นเกรง หากสามารถใช้เรื่องนี้สร้างผลงานเปิดตัวครั้งแรกได้ ต่อไปเขาก็จะปกครองแคว้นได้อย่างมั่นคง องค์ชายที่ไม่ยอมจำนน กับขุนนางที่คิดไม่ซื่อเหล่านั้น ก็คงไม่กล้าทำอะไรมากแล้ว


ลู่ไป่ชวนกล่าวอย่างตรงไปตรงมา “กระหม่อมมีความเห็นว่า เอาเรื่องคณะทูตของเราที่ถูกพวกมันจับตัวไปมาเป็นเหตุผล ยกทัพเปิดศึกโจมตีก่อนพ่ะย่ะค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ข้าว่าได้ แค่นี้ก็ถือว่ามีเหตุผลพอที่จะยกทัพบุกโจมตีได้แล้ว”


สองสามีภรรยามีความคิดเหมือนกัน แต่องค์รัชทายาทกลับลังเลเล็กน้อย “หลายปีมานี้เป่ยเหยียนไม่เคยเป็นฝ่ายยกทัพเปิดศึกกับแคว้นใดมาก่อน เพราะพันธกิจของเป่ยเหยียนคือ ต้องการอยู่ร่วมกับทุกแคว้นอย่างสันติ”


นี่คือกฎเหล็กที่บรรพบุรุษเป่ยเหยียนทิ้งเอาไว้ พยายามไม่เป็นฝ่ายเปิดศึกก่อน เพื่อไม่ให้ราษฎรต้องได้รับความทุกข์ยากลำบาก


เหอจิ่วเหนียงนิ่งเงียบ นางคิดว่าไม่จำเป็นต้องพูดอะไรอีก ไม่ตัดสินใจในตอนนี้ วันหน้าต้องมาเสียใจทีหลังแน่


เหตุผลในแต่ละเรื่องก็ต้องดูตามสถานการณ์และความจำเป็น ถูกคนรังแกถึงที่แล้วยังนิ่งอยู่อีก จะรอให้พวกมันมาตีหัวก่อนหรืออย่างไร


อารมณ์ตื่นเต้นที่ลุกโชนในใจนาง พลันถูกคำพูดขององค์รัชทายาทดับลงสนิท นางตระหนักแล้วว่า ครั้นที่องค์รัชทายาทยังเป็นเฉินอ๋อง ทั้งๆที่อำนาจของเขาแข็งแกร่งที่สุดแต่กลับตัดสินใจในบางเรื่องได้ไม่เด็ดขาด ที่แท้เหตุผลก็ชัดแล้ว


เพราะเป่ยเหยียนถือกฎเหล็กไม่ยกทัพบุกโจมตีใครก่อน ทำให้คนอื่นคิดว่ารังแกได้ง่าย ดังนั้นศัตรูจึงใช้จุดอ่อนนี้ก่อกวนทีละเล็กละน้อย


หากไม่ใช่เพราะมีพวกเขาสองสามีภรรยา คาดว่าเส้นทางการได้เป็นองค์รัชทายาทของเขาคงอีกยาวไกล…จนริบหรี่


ในใจของเหอจิ่วเหนียงแจ่มชัดราวกับกระจก และตระหนักได้ว่า นี่คือความคิดที่ถูกปลูกฝังจนหยั่งรากลึกไปแล้วขององค์รัชทายาท จะให้เปลี่ยนแปลงในทันทีคงเป็นไปไม่ได้ และจริงๆแล้วเขาก็ไตร่ตรองเพื่อราษฎร ใช่ว่าจะไม่มีข้อดีเลย นางจึงไม่ออกความเห็นอะไรอีก


บางครั้งคนเราก็ต้องลองเปลี่ยนความคิดของตัวเองบ้าง เพื่อผลประโยชน์ส่วนใหญ่ หวังว่าองค์รัชทายาทจะตัดสินใจเปลี่ยนแปลงได้ในสักวัน


ลู่ไป่ชวนเองก็ไม่ได้โน้มน้าวอะไร เพียงกล่าวเรียบง่าย “นี่เป็นโอกาสที่ดีมาก องค์รัชทายาททรงไตร่ตรองให้ดีเถิดพ่ะย่ะค่ะ”


องค์รัชทายาทพยักหน้า และบอกว่าจะคิดให้ดีอีกที ตอนนี้พักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน แล้วมาพูดคุยเรื่องขององค์ชายสามแห่งตงถิงต่อ


ตอนนี้ตงถิงส่งนักฆ่ามาลอบเอาชีวิตองค์ชายสาม ทว่าองค์ชายสามจะตายตอนนี้ไม่ได้ อย่างน้อยจะให้เขาตายในเป่ยเหยียนไม่ได้เด็ดขาด ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็ต้องปกป้องคุ้มกันชีวิตของตัวประกันผู้นี้ไว้ให้ได้


ทั้งสามปรึกษากันจนถึงยามจื่อ กว่าครอบครัวลู่จะออกจากวังไป


ปกติแล้วในยามนี้เป็นเวลาที่ไม่อนุญาตให้มีการเข้าออกเขตพระราชฐาน แต่ใครใช้ให้เหอจิ่วเหนียงครอบครองป้ายอาญาสิทธิ์ของฮ่องเต้ไว้เล่า นอกจากมันสามารถรักษาชีวิตได้ในยามคับขันแล้ว ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด และไม่ว่าผู้ใดได้เห็นป้ายนี้ ก็เท่ากับได้อยู่เบื้องพระพักตร์ฮ่องเต้ ดังนั้นจึงไม่อาจขัดคำสั่งของผู้ครอบครองได้


ลู่ไป่ชวนอุ้มบุตรชายอยู่ เหอจิ่วเหนียงกระซิบถามเสียงเบา “ท่านมองเช่นไร?”


“ข้าเองก็คิดว่าควรยกทัพบุก แต่ถึงอย่างไรเรื่องนี้ก็ต้องดูท่าทีขององค์รัชทายาท เราจะมองเช่นไรก็ไม่สำคัญ”


ลู่ไป่ชวนยักไหล่เล็กน้อย กล่าวด้วยน้ำเสียงจนปัญญา ไม่ว่าเขาจะตำแหน่งสูงเพียงใดก็ต้องฟังคำสั่งขององค์รัชทายาท ไม่อาจตัดสินใจตามใจตัวเองได้


และการที่องค์รัชทายาทเป็นกังวลก็ใช่ว่าจะไม่มีเหตุผล สุดท้ายก็ต้องรอการตัดสินใจครั้งสุดท้ายของเขา


เหอจิ่วเหนียงกล่าว “กังวลมากเกินไปก็คือลังเลไม่มีความเด็ดขาดนั่นแหละ รอดูเถอะ สุดท้ายก็ต้องเห็นด้วยอยู่ดี เพราะคนพวกนั้นมาหยามกันถึงที่แล้ว หากเขายังไม่เห็นด้วยอีก เช่นนั้นข้าก็คงมองคนผิดไป”


นางเข้าใจได้ว่าองค์รัชทายาทอยากยึดหลักคุณธรรม อยากทำให้ราษฎรในใต้หล้ามีชีวิตอย่างผาสุก แต่ปัญหาในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องที่ยังต้องเป็นคนดียึดมั่นในคุณธรรม มันคือความตระหนักรู้ถึงภัยที่มาเยือน ต้องแสดงท่าทีกับคนที่เข้ามาเล่นงานได้แล้ว


เหอจิ่วเหนียงคิดว่า หากองค์รัชทายาทกลัวที่จะละเมิดกฎถึงเพียงนั้น เช่นนั้นเขาก็ไม่คู่ควรให้นางต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจด้วยอีกต่อไป ถึงเวลาก็ปล่อยให้แคว้นพังเสีย บ้านเมืองล่มจมเปลี่ยนฮ่องเต้องค์ใหม่ก็ให้มันเป็นเช่นนั้นวนต่อไป นางจะไปสนใจทำไมกัน ถึงอย่างไรนางก็ไม่ใช่คนในยุคนี้อยู่แล้ว


ลู่ไป่ชวนฟังอารมณ์ในน้ำเสียงของนางออกว่ามีความผิดหวังต่อองค์รัชทายาท แต่เขาในฐานะที่ติดตามองค์รัชทายาทมานานหลายปี อดไม่ได้ที่จะพูดแทนผู้เป็นนาย “องค์รัชทายาทก็แค่เป็นห่วงชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร ในใจเขาก็คงสับสนและกลุ้มมากเหมือนกัน”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าส่งๆ “เขาสับสนมาก ส่วนข้าก็ง่วงมาก รีบกลับบ้านไปอาบน้ำนอนกันเถอะ!”


ลู่ไป่ชวนมองไปที่หญิงสาวอย่างมีนัย จงใจเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา พร้อมน้ำเสียงแฝงเลศนัย… “อืม เรารีบกลับไปอาบน้ำนอนกัน”


เหอจิ่วเหนียง “???”


หลังจากกลับมาถึงจวน เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้เข้านอนทันทีอย่างที่ปรารถนาเอาไว้จริงๆ


เดิมทีคิดว่า มาอยู่เมืองหลวงแล้วนางจะได้ใช้ชีวิตอย่างฮูหยินผู้สูงศักดิ์ คิดไม่ถึงเลยว่าภาระหน้าที่จะประเดประดังเข้ามาจนแทบไม่ได้พัก โอกาสที่จะได้อยู่กับสามีและลูกก็น้อยแทบหาไม่ได้ พวกเขาสามีภรรยาก็ไม่ได้มีเรื่องอย่างว่ามานานมากแล้วเหมือนกัน…


และแล้วคืนนี้ ทั้งสองก็สู้ศึกบนเตียงกันจนถึงเช้า…


หากไม่ใช่เพราะต้องไปทำงานละก็ ลู่ไป่ชวนคิดว่าตนเองยังพิชิตศึกได้อีกหลายยก!


ส่วนเหอจิ่วเหนียง บัดนี้ยืนขอบตาดำปี๋อยู่ที่หน้าประตูจวน ในใจแทบอยากร่ำไห้ วันนี้นางไม่อยากขี่ม้าแล้ว จึงบอกให้คนบังคับรถม้าในจวนพานางกับโก่วเอ๋อร์ไปส่งที่ค่ายทหาร


ลู่ไป่ชวนเข้าไปออดอ้อน อยากหอมแก้มภรรยาก่อนออกไปทำงาน แต่กลับถูกนางผลักออก และตะคอกอย่างหมดความอดทน “ไปๆๆ รีบไปได้แล้ว!”


“อืม เช่นนั้นข้าไปทำงานก่อนนะ เจ้ากับโก่วเอ๋อร์ก็ระวังตัวด้วยล่ะ”


ลู่ไป่ชวนที่ได้รับการเติมเต็มตลอดทั้งคืนยามนี้ใบหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส หอมแก้มภรรยาไม่ได้ก็ดึงบุตรชายมาหอมแทนฟอดใหญ่ ก่อนจะขึ้นหลังม้าออกไป


ย้อนกลับไปเมื่อวาน ตอนที่โก่วเอ๋อร์รู้ว่าตนเองจะได้ไปค่ายทหารกับมารดา ไม่ต้องพูดเลยว่าเขาดีใจมากเพียงใด นั่นเป็นสถานที่ที่เขาปรารถนาจะได้ไปมาตั้งนานแล้ว!


กลับมาในตอนนี้ จู่ๆถูกบิดาหอมแก้มโดยไม่ทันตั้งตัว มือเล็กๆของโก่วเอ๋อร์ก็ยกขึ้นจับใบหน้าตนเองด้วยสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ


“ท่านพ่อหอมแก้มข้า…


หน้าข้าสกปรกแล้ว…”


เหอจิ่วเหนียงได้ยินดังนั้นก็หัวเราะพรืดออกมา


พอเห็นบุตรชายทำท่าทางรังเกียจผู้เป็นบิดาของเขา อารมณ์ของเหอจิ่วเหนียงก็ดีขึ้นมาไม่น้อย ถึงแม้เขาจะไม่มีความปรานีต่อนาง แต่ก็สมน้ำหน้าที่เขาถูกลูกชายรังเกียจเข้าแล้ว!


ดีจริงๆเลย เริ่มต้นวันใหม่ด้วยดีเช่นนี้ วันนี้คงจะเป็นวันที่ดีอีกวันหนึ่ง


ไม่นานนักคนบังคับรถม้าก็นำรถม้าออกมา เชิญเจ้านายทั้งสองขึ้นรถด้วยความสุภาพ


ทว่าขณะที่กำลังจะออกเดินทาง จู่ๆได้ยินเสียงตะโกนดังมาจากไม่ไกล


“ช้าก่อน!”


จบตอน

Comments