ตอนที่ 751: คับข้องใจ
เมื่อได้ยินเสียงอันคุ้นเคย โก่วเอ๋อร์ที่เพิ่งขึ้นรถม้าก็โผล่ศีรษะออกมาจากทางหน้าต่าง มองไปทางต้นเสียง พบกับรถม้าที่กำลังเคลื่อนเข้ามาหา
เป็นรถม้าของจิ่นรุ่ยซื่อจื่อ เขาเองก็กำลังโผล่ศีรษะออกมาจากหน้าต่างรถ พลางโบกมือให้กับโก่วเอ๋อร์ เมื่อเห็นรถม้าอีกฝ่ายหยุดแล้ว จึงรีบลงมาแล้ววิ่งเข้ามาหาด้วยความรวดเร็ว
เวลานี้ท่านพี่ซื่อจื่อควรไปสำนักศึกษาหลวงไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงมาที่นี่ได้ล่ะ?
ทางด้านโก่วเอ๋อร์ได้ส่งคนไปแจ้งกับทางสำนักศึกษาหลวงแล้วว่าจะขอลาหยุด
ดังนั้น เขามาที่นี่เพื่อมาส่งและบอกลาอย่างนั้นหรือ?
เหอจิ่วเหนียงหันไปมองโก่วเอ๋อร์ โก่วเอ๋อร์กล่าว “ท่านแม่ ท่านรอข้าประเดี๋ยวนะขอรับ”
เขาอยากลงไปบอกลาท่านพี่ซื่อจื่อสักหน่อยเหมือนกัน ในช่วงที่ผ่านมานี้ ต้องขอบคุณเขาอย่างยิ่งที่ช่วยดูแลตน
แต่ปรากฏว่า…
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อไม่ได้ตั้งใจมาหาโก่วเอ๋อร์
เขามองข้ามสหายรุ่นน้องไปสบตากับสตรีที่อยู่บนรถม้า แล้วกล่าวออกมาอย่างหนักแน่น “ท่านอาจิ่วเหนียง ข้าไปค่ายทหารกับท่านด้วยได้หรือไม่ขอรับ? ข้าสัญญาว่าจะเชื่อฟัง ไม่เป็นตัวถ่วงของท่านเด็ดขาดขอรับ!”
เป็นเพราะความเร่งรีบและร้อนใจ จิ่นรุ่ยซื่อจื่อจึงหายใจกระหืดกระหอบ พูดจาติดขัดขาดห้วง แต่เขาก็พยายามสื่อสารออกมาให้ชัดเจน และมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสีหน้าจริงจังระคนมีความหวัง
แม้จะรู้ว่าเรื่องที่โก่วเอ๋อร์ต้องตามเหอจิ่วเหนียงไปอยู่ในค่ายทหารนั้นเกิดขึ้นเพราะความจำเป็นบางอย่าง และในค่ายทหารก็ไม่ใช่สถานที่สวยหรูอย่างที่คิด แต่ตอนที่ไปกินข้าวเมื่อวาน เขาได้ยินโก่วเอ๋อร์กับเหอจิ่วเหนียงพูดถึงที่นั่น จึงทำให้เขาเกิดความสนใจ
อีกทั้งโก่วเอ๋อร์อายุยังน้อยก็เก่งกาจได้ถึงเพียงนี้ หากไปฝึกฝนที่ค่ายทหารกับเหอจิ่วเหนียง สักพักก็คงจะยิ่งเก่งไปกันใหญ่ เช่นนั้นเขาก็ยิ่งจะล้าหลังตามไม่ทันยิ่งกว่าเดิม!
เขาตัดสินใจแล้วว่าจะอาศัยความสามารถของตัวเองตามโก่วเอ๋อร์ให้ทัน เขาในฐานะพี่ชายจะด้อยกว่าไม่ได้เด็ดขาด
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกประหลาดใจขึ้นมา จิ่นรุ่ยซื่อจื่อผู้นี้ดูเหมือนจะเป็นคนตัดสินใจเด็ดขาดมากกว่าพ่อของเขาเสียอีก!
อันที่จริงตอนที่พาพวกเด็กๆไปกินข้าวเมื่อวาน เหอจิ่วเหนียงก็สังเกตเห็นแล้วว่าเด็กคนนี้มองนางกับโก่วเอ๋อร์ด้วยสายตาที่ทั้งอิจฉาและปรารถนา ตอนนี้การที่เขาตัดสินใจเช่นนี้นางจึงไม่แปลกใจ แต่สิ่งที่นางคาดไม่ถึงก็คือ ในใจเขาคิดเช่นไรเขาก็ทำเช่นนั้นทันที ไม่มีการผัดวันประกันพรุ่งแม้แต่น้อย
เพียงแค่จุดนี้ เขาก็กล้าหาญกว่าพ่อของเขาแล้ว!
แต่จากที่ได้สัมผัสนิสัยใจคอของพระชายาองค์รัชทายาทมา ก็ดูไม่ได้เป็นแม่ที่ดุ กดดัน หรือเข้มงวดกับลูกเลย จิ่นรุ่ยซื่อจื่อคงไม่ถึงขั้นอยากตีตัวออกหากจากนางถึงเพียงนี้กระมัง
เหตุผลของเขา อาจมีเบื้องลึกเบื้องหลังที่คนนอกไม่รู้ก็ได้ เช่นนั้นนางคงต้องใส่ใจสักหน่อยแล้ว!
“เจ้าอยากไปค่ายทหารกับพวกเราหรือ เสด็จพ่อเสด็จแม่เจ้ารู้เรื่องนี้หรือยัง?”
พาเด็กไปค่ายทหารเพิ่มอีกหนึ่งคน เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ขัดข้องอะไร ขอแค่เขาไม่งอแง ไม่ก่อเรื่อง ก็ไม่มีปัญหา แต่ต้องให้บิดามารดาของเขารับรู้ก่อน เพราะนางไม่อยากหาเรื่องวุ่นวายใส่ตัว
“รู้แล้วขอรับ เสด็จแม่บอกว่าท่านอาจิ่วเหนียงต้องยอมพาข้าไปด้วยแน่นอน ข้าต้องได้ตามไปแน่ๆขอรับ!”
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อพยักหน้าหงึกๆ และด้วยกลัวว่าเหอจิ่วเหนียงจะยังปฏิเสธ เขาจึงรับประกันอีกครั้ง “ท่านอาโปรดวางใจ ข้าจะเชื่อฟังท่านทุกอย่างขอรับ ข้าแค่อยากฝึกวรยุทธ์ อยากท่องตำรากับน้องโก่วเอ๋อร์ ไม่ก่อเรื่องวุ่นวายแน่นอนขอรับ!”
เมื่อรู้ว่าพระชายาองค์รัชทายาทเห็นด้วย เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ปฏิเสธ นางกล่าว “เช่นนั้นไปด้วยกันก็ได้ พวกเราต้องใช้ชีวิตในค่ายทหารระยะหนึ่ง เพราะฉะนั้นเจ้าให้คนกลับไปเก็บข้าวของเครื่องใช้ส่วนตัวมาให้เจ้าก่อนเถอะ”
“ข้าเอามาแล้วขอรับ!”
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อชี้ไปที่หลังรถม้าของตนด้วยความตื่นเต้น เขาตั้งใจแน่วแน่ว่าต้องไปที่ค่ายทหารให้ได้ เมื่อคืนพอรู้ว่าโก่วเอ๋อร์ต้องไปอยู่ที่ค่ายทหาร เขาก็เก็บสัมภาระของตัวเองเตรียมไว้รอแล้ว
ทั้งยังจัดเตรียมด้วยตัวเองอีกด้วย สัมภาระที่นำมาล้วนเป็นสิ่งที่ตัวเองชอบและใช้เป็นประจำ ไม่ได้นำของที่ไม่จำเป็นมา
“ดี เช่นนั้นก็ไปกันเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ซักไซ้อะไรอีก ให้โก่วเอ๋อร์ขึ้นรถม้า ส่วนซื่อจื่อก็ขึ้นรถม้าของตัวเอง รถม้าทั้งสองคันเคลื่อนออกจากเมือง มุ่งหน้าสู่ค่ายทหาร
…..
ไม่นานนัก องค์รัชทายาทก็ได้รับรายงานว่าจิ่นรุ่ยซื่อจื่อตามเหอจิ่วเหนียงสองแม่ลูกไปที่ค่ายทหารแล้ว จึงถอนหายใจออกมาอย่างอ่อนแรง
แม้แต่บุตรชายยังกล้าทำในสิ่งที่ตนเองปรารถนา แต่เหตุใดตัวเขาถึงไม่กล้าตัดสินใจกัน
“เสด็จพี่ มีเรื่องไม่สบายใจหรือเพคะ?”
พระชายาสัมผัสได้ถึงความไม่สบายใจของพระสวามี นางไม่ได้เข้ามายุ่มย่ามเรื่องในราชสำนักเลย ทุกครั้งที่ในตำหนักมีการหารือเรื่องในราชสำนักกัน นางจะเป็นฝ่ายปลีกตัวออกไป นางจึงไม่รู้ว่าเมื่อคืนองค์รัชทายาทคุยเรื่องอะไรกับลู่ไป่ชวนและภรรยา
“ตอนนี้สถานการณ์ค่อนข้างรุนแรงแล้ว เป็นช่วงที่ข้าต้องตัดสินใจ แต่ข้ากลับลังเลในยามคับขันเช่นนี้”
องค์รัชทายาทกล่าวจบก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่ ก่อนจะอธิบายต่อ “เพราะความลังเลของข้า ไป่ชวนกับจิ่วเหนียงดูเหมือนจะผิดหวังในตัวข้ามาก แต่อันที่จริงอย่าว่าแต่พวกเขาเลย แม้แต่ข้าก็ยังผิดหวังในตัวเองมากเหมือนกัน…”
พระชายาไม่ได้ซักถามลึกลงไป เพียงให้ความเห็นในมุมของตนเอง “หม่อมฉันไม่รู้หรอกนะเพคะว่าคือเรื่องอะไร แต่การที่พระองค์ลังเล นั่นหมายความว่าพระองค์ต้องมีเหตุผลของพระองค์แน่ แต่ท่านแม่ทัพลู่กับจิ่วเหนียงเองก็ไม่ใช่คนที่ไม่พอใจใครโดยไร้เหตุผล พระองค์ทรงไตร่ตรองให้ดีสักหน่อยเถิดเพคะ”
ความเห็นนี้นับว่าตรงจุดมาก แต่เห็นได้ชัดว่าพระชายาเข้าข้างเหอจิ่วเหนียง หลังจากที่ได้คบหากันมาช่วงหนึ่ง นางรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นคนเรียบง่ายไม่ซับซ้อน แต่หากแม้แต่คนง่ายๆอย่างเหอจิ่วเหนียงยังรู้สึกผิดหวังแล้ว นั่นคงหมายความว่า การตัดสินใจขององค์รัชทายาทไม่ค่อยน่าพอใจเท่าไรจริงๆ
แต่นางในฐานะคู่ชีวิตขององค์รัชทายาท ย่อมไม่อาจเข้าข้างคนอื่นได้อย่างโจ่งแจ้ง นางจึงพูดได้เพียงเท่านี้
ถึงแม้นางไม่ได้พูดมาก แต่องค์รัชทายาทมีหรือจะไม่เข้าใจความหมายของนาง อย่างไรก็เป็นสามีภรรยากันมาสิบกว่าปี ทั้งสองจึงเข้าใจความคิดของกันและกันไม่น้อย
“เฮ้อ เช่นนั้นขอข้าไตร่ตรองให้ดีอีกหน่อยก็แล้วกัน”
ในฐานะผู้ปกครอง ต้องไตร่ตรองให้รอบคอบในทุกด้าน การทำศึกไม่ใช่สิ่งที่พูดว่าจะทำก็ทำได้เลย ต้องคำนึงถึงปัจจัยหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นท้องพระคลังที่มีทุนสำรองหรือไม่ เสบียงจะเพียงพอหรือเปล่า ไหนจะอาวุธยุทโธปกรณ์ ม้าศึก กองกำลัง ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเม็ดเงินจำนวนมหาศาล
ก่อนหน้านี้เป่ยเหยียนมีความขัดแย้งภายในเรื้อรังมานานหลายปี ราษฎรยากจนข้นแค้น สูญเสียทรัพยากรไปไม่น้อย ท้องพระคลังในตอนนี้เรียกได้ว่ายังไม่มั่นคง
แต่จะนั่งมองคนอื่นรังแกตนเองอยู่เช่นนี้จริงๆหรือ?
ตอนที่ 752: โอกาสที่หาได้ยาก
พระชายาไม่ได้พูดอะไรอีก หันหลังเดินออกไปเตรียมส่งคนฝีมือดีไปดูแลและคุ้มกันความปลอดภัยให้จิ่นรุ่ยซื่อจื่อที่ค่ายทหาร พยายามจะไม่เพิ่มความลำบากให้กับเหอจิ่วเหนียง
ตอนที่ได้ยินว่าเหอจิ่วเหนียงเป็นฝ่ายร้องขอไปที่ค่ายทหารเอง ความอิจฉาปนชื่นชมที่นางมีต่ออีกฝ่ายนั้นมากเกินกว่าจะบรรยายออกมาเป็นคำพูดได้จริงๆ บนโลกนี้จะมีสตรีสักกี่คนกัน ที่ฝ่าฟันความลำบากมาไม่รู้กี่อย่าง จนกล้าหาญได้อย่างเหอจิ่วเหนียง
ส่วนนางที่มีสถานะเป็นชายาองค์รัชทายาท ตำแหน่งสูงส่ง ก็ยากที่จะมองข้ามกรอบประเพณีที่กักขังไว้ไม่ให้ทำในสิ่งที่อยากทำ ดังนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึงอิสระเลย ยิ่งจุดที่นางยืนอยู่ในตอนนี้ เข้มงวดยิ่งกว่าตอนที่เป็นชายาอ๋องแล้วด้วย เพราะในอนาคตนางก็ต้องเป็นฮองเฮา ต้องมีจริยวัตรให้เหมาะสมกับการเป็นแม่ของแผ่นดิน ต้องเป็นแบบอย่างให้กับสตรีทั้งใต้หล้า
เพราะตนเองแบกรับหลายสิ่งมากเกินไป ดังนั้นนางจึงหวังให้ลูกๆได้ใช้ชีวิตกันอย่างมีความสุขเท่าที่จะทำได้ บุตรสาวอยากไปบ้านท่านยายนางก็อนุญาต บุตรชายอยากไปค่ายทหาร ขอแค่ไม่สร้างความวุ่นวายให้เหอจิ่วเหนียง ไม่ทำให้เหอจิ่วเหนียงต้องปวดหัวเพิ่ม นางก็อนุญาตให้เขาไป
บางครั้งพระชายาก็แอบคิดว่า หากตนได้รู้จักกับเหอจิ่วเหนียงตั้งแต่เด็กก็คงจะดี เช่นนั้นความคิดของนางก็คงจะไม่ต้องถูกตีกรอบ และไม่ต้องรับแรงกดดันของสังคมจนแทบหายใจไม่ออกเช่นนี้
แต่ชะตาฟ้าลิขิตให้เป็นเช่นนี้แล้ว ต่อให้กล้ำกลืน นางก็ต้องเผชิญหน้ากับมันอยู่ดี ส่วนความเสียดายในใจของนาง ใช้เวลาค่อยๆเยียวยาไปก็ได้
อย่างมากก็ชดเชยกับพวกลูกๆของนาง นางจะพยายามไม่ทำให้พวกเขาต้องรู้สึกเสียดายอะไร
……
หลังจากกลุ่มของเหอจิ่วเหนียงเดินทางออกไปได้สักพักแล้ว รถม้าของจวนมู่กั๋วกงก็มาเยือนที่หน้าประตูจวนแม่ทัพ
พอถามบ่าวที่ออกมาต้อนรับ กลับได้รับคำตอบว่า พวกเจ้านายไม่อยู่เลยสักคน
สีหน้าของฮูหยินจัวพลันบิดเบี้ยว
เป็นผู้ยุ่งผู้หญิง เหตุใดถึงออกนอกบ้านได้ทุกวันนะ!
“ไม่อยู่ก็ไม่เป็นไร เช่นนั้นเจ้าให้พวกข้าเข้าไปข้างในหน่อยสิ ข้าจะได้ทำความคุ้นเคยกับที่นี่สักหน่อย”
ฮูหยินจัวเอ่ยออกมาด้วยความทะนง ถึงอย่างไรวันหน้าพวกนางก็ต้องเป็นครอบครัวเดียวกันกับเหอจิ่วเหนียง มีโอกาสไปมาหาสู่กันบ่อยๆ จวนแม่ทัพหรูหรายวนตายวนใจยิ่งนัก ไหนๆก็มาแล้ว ถือโอกาสเข้าไปเดินดูสักหน่อยก็ไม่เลว
จัวเจียอวี้ก็มีสีหน้าปรารถนาเต็มเปี่ยม วันหน้าหากแต่งเข้ามาอยู่ในจวนนี้ ที่นี่ก็คือบ้านของนาง ทำความคุ้นเคยเอาไว้ก็ดีเหมือนกัน
พ่อบ้านหวงที่ออกมาต้อนรับได้ยินวาจานี้ก็ถึงกับอึ้ง
ก็บอกไปแล้วว่าเจ้านายไม่อยู่ เหตุใดถึงยังจะเข้าไปอีก? หากเอาของขวัญมาให้ ก็แค่ฝากเขาเอาไว้ก็พอแล้วไม่ใช่หรือ
และดูเหมือนนางก็ไม่ได้เอาอะไรที่ดูเหมือนจะเป็นของขวัญมาด้วย
อีกอย่าง ที่นางพูดว่า ‘ทำความคุ้นเคยกับที่นี่สักหน่อย’ นางหมายความว่าอย่างไรกัน?
ที่นี่จำเป็นต้องให้คนนอกอย่างนางมาทำความคุ้นเคยด้วยหรือ?
“เรียนฮูหยิน ต้องขออภัยด้วยขอรับ ฮูหยินของบ่าวเคยกำชับเอาไว้ว่า หากเจ้านายไม่อยู่ ห้ามให้ใครเข้าจวนเด็ดขาด ฮูหยินค่อยมาใหม่ครั้งหน้าเถอะนะขอรับ”
แม้จะกล่าวด้วยวาจาท่าทีนอบน้อม แต่ในใจของพ่อบ้านหวงรู้สึกไม่สบอารมณ์ขึ้นแล้ว
สองแม่ลูกคู่นี้เป็นถึงคนสูงศักดิ์จากจวนมู่กั๋วกง จะมาเยี่ยมคนอื่นก็ไม่รู้จักส่งเทียบมาแจ้งก่อน นี่เจ้านายเพิ่งจะออกจากจวนไปพวกนางก็มาถึงที่แล้ว ทั้งยังจะฉวยโอกาสตอนที่เจ้านายไม่อยู่ขอเข้าไปในจวนอีก คงจะวางแผนมาแล้วกระมัง
ว่าจะมาขโมยของ!
อย่าคิดว่าเขาไม่รู้นะว่าสถานการณ์ของจวนมู่กั๋วกงในตอนนี้เป็นเช่นไร ดูๆๆ มาเยี่ยมมือเปล่าไม่พอ ยังคิดจะขโมยของไปจากจวนแม่ทัพอีกหรือ!
ช่างไร้ยางอายยิ่งนัก!
ฮูหยินจัวเห็นบ่าวตรงหน้าทำท่าทีเช่นนี้ต่อตนก็รู้สึกไม่พอใจ คันปากอยากจะบอกถึงความสัมพันธ์ระหว่างเหอจิ่วเหนียงกับสกุลจัวออกไปมาก แต่ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงไม่อยู่ จึงยังพูดออกไปไม่ได้ แม้จะไม่พอใจ แต่ก็ยังยิ้มให้พลางกล่าว “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ เช่นนั้นพวกเราค่อยมาวันหลังก็ได้”
พ่อบ้านหวงกลับรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย เดิมทีดูท่าแล้วคิดว่านางจะรับมือยากเสียอีก คิดไม่ถึงว่าจะไล่ง่ายเช่นนี้
หลังจากพ่อบ้านหวงปิดประตูจวน จัวเจียอวี้ก็ทำได้เพียงเดินตามมารดาขึ้นรถม้าไปด้วยสีหน้าผิดหวัง ก่อนเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ “ท่านแม่ เหตุใดถึงไม่ดึงดันเข้าไปล่ะเจ้าคะ? หากเราไม่ยอมเสียอย่าง คนรับใช้พวกนั้นก็ขวางพวกเราไม่ได้อยู่แล้วเจ้าค่ะ”
ด้วยสถานะของพวกนาง คนรับใช้เหล่านั้นไม่กล้าทำอะไรอยู่แล้ว
“เอาน่าลูกรัก ยังมีเวลาอีกเยอะ ต้องมีสักวันที่สุนัขรับใช้พวกนั้นต้องมาเอาอกเอาใจพวกเรา”
รอยยิ้มบนใบหน้าของฮูหยินจัวอ่อนโยนมาก ทว่าตอนที่พูดกลับกัดฟันแน่น นางมีชีวิตมาจนถึงป่านนี้ จะมองสายตาเหยียดหยามของพ่อบ้านชั้นต่ำนั่นไม่ออกได้อย่างไร
อย่างที่บุตรสาวบอก อันที่จริงหากพวกนางดึงดันจะเข้าไปก็ย่อมทำได้ แต่หากเรื่องถูกเล่าลือออกไป คงเป็นที่ครหาของชาวบ้านอย่างหนีไม่พ้น
เมื่อคิดๆดูแล้ว ฮูหยินมากเล่ห์จึงเลือกที่จะรักษาหน้าตาและชื่อเสียงที่เสื่อมเสียแทบย่อยยับแล้วของครอบครัวเอาไว้ ให้ไม่พังไปมากกว่านี้
จัวเจียอวี้รู้สึกผิดหวัง แต่ตอนนี้คงทำได้เพียงทำใจเท่านั้น
แต่ไม่นานนัก นางก็ผุดความคิดใหม่ขึ้นมา
ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงกับลู่ไป่ชวนไม่ได้อยู่ด้วยกัน จึงเป็นช่วงเวลาที่บุรุษกำลังเปลี่ยวเหงา …หากนางฉวยโอกาสนี้ทำให้ลู่ไป่ชวนหันมามีใจให้นางได้ เรื่องที่นางจะแต่งเข้าจวนแม่ทัพในอนาคตก็จะเป็นไปอย่างราบรื่น!
หญิงสาวชำเลืองมองมารดา จนกระทั่งตอนนี้นางก็ยังไม่เคยบอกความในใจของตนต่อผู้เป็นมารดาเลย
มารดาปรารถนาให้นางแต่งงานกับบุรุษตระกูลสูงศักดิ์มาโดยตลอด แต่นางกลับคิดอยากเป็นอนุภรรยาของลู่ไป่ชวน
ตระกูลลู่ในตอนนี้ ก็นับว่าเป็นตระกูลสูงศักดิ์แล้วกระมัง
……
ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงมาถึงค่ายทหาร นางก็เริ่มฝึกทหารอย่างเข้มงวดทันที ส่วนโก่วเอ๋อร์กับจิ่นรุ่ยซื่อจื่อก็ดูอยู่ข้างๆ
เหอจิ่วเหนียงจัดการตารางให้เด็กๆมาในระหว่างทางแล้ว ในทุกเช้า จะให้พวกเขาฝึกวรยุทธ์ด้วยกัน ตอนกลางวันกับตอนเย็นก็ฝึกท่องตำรา โดยที่กิจกรรมของแต่ละวันจะถูกจัดไว้เต็มทั้งวัน
เด็กทั้งสองก็ไม่ได้งอแง ทันใดนั้นพวกเขาก็เข้าไปยืนอยู่แถวหน้าสุดตามคำสั่งของเหอจิ่วเหนียง ฝึกวรยุทธ์ไปพร้อมกับทุกคน
ในตอนแรกเหล่าทหารไม่ได้เห็นเด็กน้อยทั้งสองอยู่ในสายตาเลย คิดว่าท่านแม่ทัพหญิงแค่พาพวกเขามาเล่นสนุกเท่านั้น คงอดทนได้เพียงชั่วประเดี๋ยว หรือเต็มที่ก็ฝึกได้แค่วันเดียวก็งอแงไม่เอาอีกแล้ว แต่ปรากฏว่าเด็กๆกลับฝึกกับพวกเขาตลอดทั้งเช้าอย่างไม่ย่อท้อ
โก่วเอ๋อร์มีพื้นฐานอยู่แล้ว ถึงแม้จะเหนื่อยแต่ก็ไม่ได้มากนัก ทว่าจิ่นรุ่ยซื่อจื่อไม่ได้เป็นเช่นนั้น นี่เป็นครั้งแรกที่เขาต้องทุกข์ทรมานถึงเพียงนี้ หลายๆครั้งแทบอยากถอดใจ แต่พอมองโก่วเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ก็ทำให้เขาฮึดสู้และกัดฟันอดทนต่อไป
แต่พอฝึกเสร็จก็ทิ้งตัวนอนแหมะแผ่หลาบนพื้นทันที ไร้ซึ่งเรี่ยวแรงจะลุกขึ้น
เหอจิ่วเหนียงเข้าไปดึงเขาขึ้นมาด้วยตัวเอง “เหนื่อยหรือไม่?”
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อไม่มีแรงแม้แต่จะเปล่งเสียง แต่ก็พยักหน้าตอบกลับด้วยความยากลำบาก
“แล้วจะกลับวังหรือไม่?”
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อส่ายหน้าทันที หากแต่วาจาหนักแน่นที่กล่าวออกมานั้นสั่นเครือและแหบพร่าเล็กน้อย “ข้า ไหว!”
เหอจิ่วเหนียงพอใจยิ่งนัก นางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “เยี่ยมมาก! พักสักหน่อยแล้วเดี๋ยวมากินข้าว กินเสร็จค่อยไปนอน”
นางไม่ได้นอนมาทั้งคืน ทั้งยังควบคุมการฝึกซ้อมอีกทั้งเช้า นางก็รู้สึกเหนื่อยล้าเช่นกัน จึงอยากไปนอนพักกลางวันสักหน่อย
โก่วเอ๋อร์ใส่ใจจิ่นรุ่ยซื่อจื่อมาก ช่วยประคองเขาไปนั่งพักข้างๆ ทั้งยังยกน้ำมาให้ดื่ม และเอ่ยให้กำลังใจ “ท่านพี่ซื่อจื่อ อีกสองสามวันก็ชินแล้วขอรับ”
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อพยักหน้าอย่างหมดแรง และอดไม่ได้ที่จะถามประโยคที่ตนสงสัยมานาน “เจ้าไม่เหนื่อยเลยหรือ?”
“เหนื่อยสิขอรับ แต่ข้าก็มีความสุขด้วย ฮี่ๆ”
“เพราะเหตุใดกัน?”
“ก็เพราะว่านี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เรียนวรยุทธ์กับท่านแม่อย่างไรล่ะขอรับ”
ที่ผ่านมาเขาฝึกกับท่านปู่มาโดยตลอด ส่วนท่านแม่ก็แค่มอบตำราภาพเล็กๆให้เขาลองเรียนรู้ ต่อมาหลังจากท่านพ่อกลับมาแล้วก็มีท่านปู่กับท่านพ่อที่ฝึกให้ ส่วนท่านแม่ก็เพียงแค่ให้กำลังใจ
แม้ว่าท่านแม่จะไม่เคยแสดงฝีมือออกมาให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ชัด แต่เขารู้ว่าความจริงแล้วท่านแม่เก่งกาจยิ่งนัก แต่ท่านแม่กลับไม่ยอมฝึกให้เขาเลย ตอนนี้นับว่าเป็นโอกาสของเขาแล้ว
“ท่านพี่ซื่อจื่อ ท่านได้ฝึกวรยุทธ์กับท่านแม่ข้าแล้วจะยอมแพ้ง่ายๆ ไม่ได้เด็ดขาดนะขอรับ! นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากมากนะขอรับ!”
ตอนที่ 753: คิดไม่ถึงว่าท่านจะแอบดูของพวกนี้ลับหลังข้า
ตอนนี้จิ่นรุ่ยซื่อจื่อยังไม่เข้าใจว่าวาจาของโก่วเอ๋อร์แฝงความหมายที่ลึกซึ้งมากเพียงใด จนกระทั่งภายหลังเมื่อเขาเล่าเรื่องนี้ให้คนอื่นฟัง และได้รับความอิจฉากลับมา จิ่นรุ่ยซื่อจื่อจึงดีใจมากที่ตอนนั้นตนเองไม่คิดจะล้มเลิกและกัดฟันอดทน
ประสบการณ์ที่ได้ในครั้งนี้ เขาสามารถเอาไปโอ้อวดคนอื่นได้ตลอดชีวิตเลย
การฝึกทหารเป็นเรื่องซ้ำซากจำเจน่าเบื่อหน่าย เหอจิ่วเหนียงเองก็ยังคงฝึกเด็กๆ ทั้งสองและทหารในค่ายตามขั้นตอนเดิมๆในทุกเช้า แต่สตรีหัวก้าวหน้าไหนเลยจะปล่อยให้มันจบแค่นั้น และแล้วเหล่าทหารก็ได้สัมผัสกับความสนุกสนานอย่างไม่เคยไม่มีมาก่อน
พวกเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่า ตอนกลางคืนที่ว่างจากการฝึกซ้อมแล้วยังมีเรื่องสนุกๆให้ทำมากมายเช่นนี้ด้วย ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมรอบกองไฟ นั่งปิ้งย่าง ประลองวรยุทธ์กันโดยมีรางวัลใหญ่ให้ด้วย
รางวัลใหญ่ก็คือรางวัลใหญ่จริงๆ เป็นยาลูกกลอนที่เหอจิ่วเหนียงหลอมขึ้นด้วยตนเอง มีทั้งยาพิษ ยาถอนพิษ และยาช่วยชีวิตหลายอย่าง โดยจะมอบให้กับผู้ชนะแบบสุ่มๆ (ไม่ได้บอกแต่แรกว่าหากชนะจะได้ยาตัวใด ขึ้นอยู่กับเหอจิ่วเหนียงจะเลือกให้หลังจากได้ผู้ชนะแล้ว) แต่ไม่ว่าจะได้ยาตัวไหนพวกเขาก็ยังมองว่าคุ้มค่าทั้งนั้น เพื่อของล้ำค่าเหล่านี้ เหล่าทหารแต่ละคนต่างฮึกเหิมกันมาก
และในระหว่างนี้เหอจิ่วเหนียงก็พบหนอนบ่อนไส้หลายคนแล้ว แต่นางจะยังไม่เปิดโปง รอตอนไปฝึกในป่าแล้วค่อยรวบแหทีเดียว
……
อีกทางด้านหนึ่ง
ในที่สุดลู่ไป่ชวนก็สืบเจอเบาะแสแล้ว ทำให้คนที่อยู่เบื้องหลังผู้คุมตัวปลอมในคุกเริ่มนั่งไม่ติด
ช่วงนี้เขาใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในคุก ภายนอกแสดงจุดประสงค์เพื่อการป้องกันคนตงถิงจากภายนอก แต่ความจริงแล้วเพื่อลอบสังเกตพฤติกรรมของผู้คุมในคุกได้ง่ายขึ้นต่างหาก และเขาก็ค้นพบไม่น้อยเลย
ในคุกเล็กๆแห่งนี้ กลับมีสายมากมายยิ่งนัก คิดไม่ถึงเลยจริงๆ!
พวกผู้คุมบางคนไม่ได้เป็นสายของตงถิง เพียงเป็นหูตาของขุนนางบางคน อาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ก็ได้ หรืออาจจะเกี่ยวในทางอ้อมก็ดี จึงไม่ได้หมายความว่าพวกเขาจะไร้ความผิด พวกเขารู้เรื่องภายในหลายๆอย่างก็คาบข่าวไปรายงานเจ้านาย การกระทำลับๆล่อๆเช่นนี้ แสดงถึงเจตนาไม่โปร่งใส
ขุนนางในราชสำนัก ภายนอกดูเหมือนเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน แต่ความจริงภายในเน่าเฟะไปหมดแล้ว ทุกคนล้วนหาทางรอดเพื่อตัวเองกันทั้งนั้น
ส่วนผู้คุมที่คอยส่งข่าวให้กับองค์ชายสามแห่งตงถิง เส้นทางที่ผู้อยู่เบื้องหลังของพวกเขาเลือกเป็นทางหนีทีไล่นั้น เป็นหลักฐานที่บอกได้อย่างชัดเจนว่าคนเหล่านั้นเป็นพวกตงถิง
ที่ตงถิงกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ได้ ก็เพราะว่ามีเงิน และกองกำลังทหารม้าก็แข็งแกร่งอย่างยิ่ง ตลอดหลายปีที่ผ่านมาเอาแต่กดขี่ข่มเหงแคว้นอื่น ส่งผลให้พวกเขายิ่งแข็งแกร่งขึ้นเรื่อยๆ และเป้าหมายสุดท้ายของพวกเขาก็คือ การรวมสามแคว้นเป็นหนึ่งเดียวให้ได้
หากตงถิงบุกเข้ามาจริง ขุนนางในราชสำนักที่กล้าคัดค้านต้องตายแน่ ดังนั้นบางคนจึงเริ่มปูทางหนีทีไล่เอาไว้ให้ตัวเอง ทำดีกับพวกตงถิงในตอนนี้ หากเปิดศึกสู้รบกันจริงๆ พวกเขาจะได้มีทางรอด
ตอนนี้ลู่ไป่ชวนตรวจสอบพบขุนนางสามคนที่มีพฤติกรรมดังกล่าว แต่เขายังไม่ได้ไปรายงานองค์รัชทายาท กลับออกจากประตูเมืองไปหาเหอจิ่วเหนียง
ขณะนี้เหอจิ่วเหนียงเพิ่งออกมาจากกระโจมของเด็กๆทั้งสอง เตรียมกลับไปที่กระโจมของตนเอง ครั้นนึกถึงแผนการที่ปรึกษากับองค์รัชทายาทไว้ก่อนหน้านี้ นางคาดว่าอีกไม่นานลู่ไป่ชวนก็คงจะมาหา จึงบอกกับทหารเฝ้าเวรยาม “คืนนี้บริเวณรอบๆ ไม่มีความผิดปกติอะไร ไม่ต้องเฝ้าเวรยามก็ได้ พวกเจ้าทุกคนไปนอนพักเถอะ”
ทหารเฝ้าเวรยามถึงกับตาลุกวาวขึ้นทันที คิดไม่ถึงว่าจะมีเรื่องดีๆเช่นนี้ หลังจากรับคำสั่งพวกเขาก็ไปแจ้งทหารนายอื่นที่เฝ้าตามจุดต่างๆ
ตอนนี้พวกเขาเชื่อฟังคำสั่งของเหอจิ่วเหนียงทุกอย่าง ถึงแม้ในค่ายทหารจะไม่เคยเกิดเหตุการณ์ละทิ้งการเฝ้าเวรยามเช่นนี้มาก่อน แต่พวกเขาก็ไม่ได้เคลือบแคลงเลยแม้แต่น้อย ท่านแม่ทัพหญิงบอกให้ไปนอนก็ไปนอน
หลังจากทหารทุกคนกลับไปพัก ลู่ไป่ชวนก็มาดังคาด เขาผูกม้าห่างจากค่ายทหารประมาณหนึ่งลี้ และใช้วิชาตัวเบาพุ่งเข้าไป
ภายใต้แสงจันทรา พอจะมองเห็นได้ว่าเขาแบกบางอย่างสีดำไว้บนไหล่ แล้วเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วว่องไวไปทางค่าย
เห็นทั้งค่ายเงียบสงัดเช่นนี้เขาก็ยิ้มมุมปาก เขากับภรรยาใจตรงกันขึ้นเรื่อยๆ จริงๆนางถึงกับเตรียมการเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว!
เงาร่างของเขาวาบเข้าไปในกระโจมหลัก เป็นดังคาด เหอจิ่วเหนียงยังไม่นอน กำลังเอนกายอ่านตำราอยู่บนเตียง
ทว่า…นั่นไม่ใช่ตำราความรู้ทั่วไป
แต่เป็น…ตำราภาพท่าสวาท!
ความจริงแล้วเหอจิ่วเหนียงไม่จำเป็นต้องดูตำราพวกนี้ แต่คนยุคโบราณช่างวาดภาพออกมาได้สวยงามยิ่งนัก ทำให้นางเผลอหลงเข้าไปโดยไม่รู้ตัวจนวางไม่ลง
ที่สำคัญ… ตำราภาพท่าสวาทเล่มนี้ นางเจอมาจากใต้เตียงที่นอนอยู่ตอนนี้
เดิมที กระโจมหลังนี้เป็นที่พักของลู่ไป่ชวน
สามีตัวดี! นางก็ว่าอยู่ พวกนางห่างหายจากเรื่องบนเตียงกันก็นาน แต่สามีกลับฝีมือก้าวหน้ามากถึงเพียงนั้นได้ ที่แท้ก็แอบมาศึกษาเพิ่มเติมเช่นนี้นี่เอง
ลู่ไป่ชวนเข้ามาก็เห็นลวดลายภาพวาดบนหน้าปกที่โดดเด่นสะดุดตา ทันใดนั้นสิ่งที่แบกอยู่บนบ่าเขาก็ไม่สนใจอีกแล้ว ทิ้งมันลงและรีบวิ่งเข้าไปหมายจะแย่งตำราเล่มนั้นทันที
เนื่องจากเขารีบร้อนจนเกินไป จึงไม่สนใจร่างดำนั้นที่ร้อง “โอ๊ย!” ออกมาด้วยความเจ็บปวด
“ฮูหยินเชื่อข้า อย่าดูของพวกนี้เลย!”
ลู่ไป่ชวนตัวเกร็ง สีหน้าท่าทางเคร่งเครียดเหลือคณนา ทั้งยังมีความงุนงงปนอยู่ด้วย
เขาซ่อนเอาไว้ดีขนาดนั้น ภรรยาหาเจอได้อย่างไร!
“อะไรกัน ท่านดูได้แต่ข้าดูไม่ได้อย่างนั้นหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงเอี้ยวตัวหลบเล็กน้อย เอาตำราซ่อนด้านหลังตัวเอง ก่อนจะยกนิ้วมือจิ้มแผงอกเขาหนึ่งที และกล่าวน้ำเสียงหยอกล้อ “คิดไม่ถึงเลยนะ ว่าท่านจะแอบดูตำราพวกนี้ลับหลังข้า”
ลู่ไป่ชวนวางท่าไม่ถูกอย่างแรง พยายามแก้ต่าง “พวกเขาต่างหากที่ยัดเยียดมาให้ข้า…”
“อย่างนั้นหรือ?”
นิ้วของนางเริ่มวาดเป็นวงกลมเบาๆ ลู่ไป่ชวนเริ่มหายใจเร็วขึ้น
เขาพยักหน้า “อืม”
“เช่นนั้นท่านบอกหน่อยว่าใครเป็นคนยัดตำรานี้ให้ท่าน?”
มือเล็กๆของนางล้วงเข้าไปในคอเสื้อของเขาแล้ว
“เฉินปิน เฉินปินเป็นคนยัดเยียดให้ข้า เจ้านั่นชอบดูตำราพวกนี้”
ลู่ไป่ชวนรีบจับมือซุกซนนั้นให้หยุด ก่อนพยักพเยิดไปที่ร่างที่อยู่มุมห้อง “มีคนนอกอยู่ด้วย”
เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันได้พูด เสียง “เหอะ!” ก็ดังมาจากมุมห้องเสียก่อน เงาร่างนั้นกล่าวอย่างค่อนแคะ “ข้าคิดว่าพวกเจ้าจะลืมข้าแล้วซะอีก”
เขาถูกพาตัวมาด้วยสติสัมปชัญญะครบถ้วนสมบูรณ์ เพียงถูกกดจุดลมปราณ ประกอบกับสภาพร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเท่านั้น
คนผู้นี้ไม่ใช่คนอื่น เขาก็คือองค์ชายสามแห่งตงถิง
เขาถูกลู่ไป่ชวนแอบพาตัวออกมา นอกจากคนสนิทที่ไว้ใจได้ของลู่ไป่ชวนแล้ว คนอื่นไม่มีใครรู้เลย รวมถึงซินหรานที่ถูกขังในห้องขังข้างๆด้วย
ตอนที่ออกมาคนอื่นที่อยู่ในคุกถูกวางยากันหมด มีแค่เขาที่มีสติ
ทันใดนั้นเหอจิ่วเหนียงก็มีท่าทีเคร่งขรึมขึ้น อารมณ์หยอกล้อลู่ไป่ชวนพลันมลายสิ้น
ในเมื่อเขามาถึงที่แล้ว นางก็ต้องไปดูสักหน่อย
นางตรวจร่างกายอย่างลวกๆให้เขา ก่อนจะกล่าวเย้ยหยัน “สีหน้าดูดีขึ้นเยอะเลยนี่
…ท่านรู้หรือไม่ว่าในอาหารที่ท่านเคยกินมาตลอดก่อนหน้านี้ มันมียาพิษปนอยู่?”
เหอจิ่วเหนียงนั่งยองๆ มองหน้าอีกฝ่ายเหมือนจะยิ้มแต่ไม่ยิ้ม
องค์ชายสามตกใจเล็กน้อย แต่ไม่นานก็คิดได้ จึงหัวเราะหึๆเยาะเย้ยตัวเอง
เกิดเป็นองค์ชาย การแย่งชิงบัลลังก์ย่อมโหดร้ายเสมอ เขารู้อยู่แล้ว
“ดูท่าจะไม่รู้ เช่นนั้นก็ยิ่งต้องขอบคุณข้าที่ช่วยชีวิตท่านไว้แล้วละ”
กล่าวจบหญิงสาวก็แบฝ่ามือตรงหน้าองค์ชายสาม แล้วกวักเข้าหาตัว “ให้คนของท่านเอาทองมาให้ข้าห้าหีบ ข้ารับประกันว่าท่านจะกลับถึงตงถิงได้อย่างปลอดภัย”
องค์ชายสามต้องกลับถึงตงถิงอย่างปลอดภัยอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นจะทำให้พวกตงถิงกัดกันเองได้อย่างไรล่ะ
“เจ้าพูดจริงหรือ?”
“เจ้าจะไม่เชื่อก็ได้”
เหอจิ่วเหนียงลุกยืนขึ้น ทำเหมือนจะไม่สนใจ แต่ก็กล่าวต่อ “แต่ข้าว่า ท่านไม่ได้ใจกว้างที่จะยอมเสียสละเพื่อยกประโยชน์ให้คนอื่นเช่นนั้นกระมัง”
ตอนที่ 754: คิดจะขู่ข้า ไม่ได้ผลหรอก
สิ้นเสียงของเหอจิ่วเหนียง องค์ชายสามก็เงียบไป
ใช่ เขาไม่ยอมเสียสละยกผลประโยชน์ให้คนอื่นอยู่แล้ว ที่เหอจิ่วเหนียงบอกว่ามีคนวางยาในอาหารของเขา เขาก็พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร
พอคิดว่า ความพยายามตลอดหลายปีที่ผ่านมาของตนเองต้องตกไปอยู่ในมือของคนอื่น เขาก็รู้สึกรับไม่ได้
เดิมทีแผนการของเขาเป็นไปด้วยความราบรื่น ช่วยหลินอ๋องชิงบัลลังก์เพื่อเป็นหุ่นเชิดของเขา เขามีหยกผานกู่อยู่ในมือ กลับตงถิงไปเดินหมากอีกหน่อยก็สามารถแทนที่องค์รัชทายาทได้แล้ว
แต่ทุกอย่างล้วนพังพินาศด้วยเงื้อมมือของเหอจิ่วเหนียงผู้เดียว!
ก่อนหน้านี้ตอนที่ซินหรานพูดถึงสตรีผู้นี้กับเขา ในใจเขาเต็มไปด้วยความรู้สึกดูถูกเหยียดหยาม คิดว่าก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง ต่อให้เก่งกาจมากเพียงใดก็ไม่อาจพลิกสถานการณ์ได้ คิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะสามารถฆ่ากลุ่มทหารของเขาได้ภายในชั่วพริบตา ทำลายแผนการของเขาจนย่อยยับ
ตอนนี้สตรีผู้นี้บอกกับเขาว่า สามารถปกป้องเขากลับตงถิงอย่างปลอดภัยได้ ซึ่งก็ดูเหมือนว่านางจะทำได้จริง แต่เขารู้ว่าเหอจิ่วเหนียงไม่มีทางช่วยเปล่าๆแน่ นางต้องมีแผนการบางอย่างแน่นอน
และเขาก็รู้ว่าหลังจากกลับไปต้องเผชิญกับสิ่งใด หากเป็นเรื่องขึ้นมา ตงถิงต้องเกิดความวุ่นวายภายในแน่ ถึงเวลานั้นหากเป่ยเหยียนฉวยโอกาสบุกเข้ามา โอกาสที่ตงถิงจะชนะก็มีไม่มาก
ไม่สิ ควรพูดว่า มีสตรีผู้นี้อยู่ ไม่ใช่แค่ตงถิง แม้แต่แคว้นอื่นก็ไม่มีทางชนะเป่ยเหยียนได้
สตรีผู้นี้จะกลายเป็นปัจจัยสำคัญ ที่จะทำให้เป่ยเหยียนรวมทุกแคว้นเป็นของตนได้สำเร็จ
ที่ผ่านมา ในสี่แคว้น เป่ยเหยียนไม่เคยมีการคุกคามแคว้นอื่น ทั้งยังถูกแต่ละแคว้นยั่วยุด้วยซ้ำ หากเป่ยเหยียนพลิกสถานการณ์เป็นฝ่ายรวมแคว้นเป็นหนึ่งได้จริง เช่นนั้นจุดจบของพวกเขาจะเป็นเช่นไรก็พอจะคาดเดาได้แล้ว
การล่มสลายของตงถิง เห็นได้ชัดว่าไม่ช้าก็เร็วก็คงต้องเกิดขึ้น
แล้วความพยายามทั้งหมดของเขายังจะมีความหมายอะไรอีก
องค์ชายสามกำหมัดแน่น
ไม่สิ ต่อให้เหอจิ่วเหนียงเก่งกาจมากเพียงใด ก็ไม่ได้บอกว่านางสามารถรวมแคว้นเป็นหนึ่งได้
และที่สำคัญ ในมือเขายังมีหยกผานกู่ของเป่ยเหยียนอยู่ด้วย!
ตราบใดที่มีหยกผานกู่อยู่ในมือ และรวบรวมสมบัติประจำแคว้นของอีกสองแคว้นได้ เขาก็สามารถหาคลังสมบัติโบราณในตำนานเจอ!
ถึงตอนนั้นใครจะแพ้ชนะ ก็ยังไม่แน่เลยจริงๆ!
“ตกลง ข้ารับปากว่าจะให้ทองเจ้า แล้วพวกเจ้าเอาตัวข้ามาที่นี่ พวกเจ้าคิดจะทำอะไร?”
ตอนนี้องค์ชายสามยังมีความระแวดระวังอยู่ ทำคนสลบไปตั้งมากมายกลางดึกเพื่อเอาตัวเขามาที่นี่ คงไม่ใช่แค่พาเขามาดูสองสามีภรรยาคู่นี้นอนด้วยกันเฉยๆหรอกระมัง
“ก็ปกป้องท่านอย่างไรเล่า คนตงถิงของพวกท่านคิดหาทางลอบฆ่าท่านอยู่ตลอดเวลา เมื่อเทียบกันแล้วที่นี่ปลอดภัยกว่าเยอะ”
เหอจิ่วเหนียงอธิบายด้วยความหวังดี ส่วนลู่ไป่ชวนไปนั่งรินชาดื่มอยู่ข้างๆ
องค์ชายสามแค่นหัวเราะ “ก็ไม่เห็นว่าจะปลอดภัยขนาดนั้น”
วาจานี้เป็นวาจาที่ยั่วยุอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าดูถูกระบบความปลอดภัยของเป่ยเหยียน
เหอจิ่วเหนียงกลอกตามองบน “ล้มเลิกความคิดของท่านเสีย ข้ารู้ว่าท่านคิดอะไรอยู่ ในค่ายนี่มีคนของท่านอยู่ด้วยก็จริง แต่ข้าจะบอกอะไรให้นะ ท่านจะไม่ถูกคนพวกนั้นพบเห็นเป็นอันขาด และอีกอย่าง ท่านรอดูให้ดี ข้าจะทำให้ท่านได้เห็นกับตาตัวเองว่า คนเหล่านั้นจะเป็นฝ่ายเปิดเผยตัวเองออกมาเอง และบอกฐานที่มั่นที่ท่านไม่ยอมบอกใครกับข้าด้วยตัวพวกเขาเองด้วย”
องค์ชายสามชะงักไปครู่หนึ่ง รู้สึกไม่อยากจะเชื่อ
สตรีผู้นี้รู้ได้อย่างไรว่าเขากำลังคิดสิ่งใดอยู่!
อีกอย่าง นางรู้ตั้งแต่เมื่อไรว่าในค่ายทหารนี้มีคนของเขาอยู่!
หมากที่เขาวางอยู่ที่นี่ไม่เคยขยับมาก่อน เขาเพียงเตรียมไว้เผื่อวันหนึ่งต้องใช้ประโยชน์ และกำลังคิดว่าจะฉวยโอกาสนี้ใช้หมากเหล่านั้นพาตนหนีออกไปจากที่นี่ด้วยซ้ำ คิดไม่ถึงเลยว่านางจะคาดการณ์ได้แล้ว
และยิ่งคิดไม่ถึงว่า นางยังคิดจะทำให้หมากเหล่านั้นบอกถึงฐานที่มั่นของพวกตนด้วย หรือว่านี่ก็คือจุดประสงค์ที่พาตัวเขามาที่นี่?
องค์ชายสามโกรธจนกัดฟันกรอด สตรีหน้าตางดงามปานนี้ เหตุใดถึงจิตใจอำมหิตราวกับงูพิษเช่นนี้ได้นะ!
ตอนแรกที่ได้ยินกิตติศัพท์ของเหอจิ่วเหนียง ปฏิกิริยาแรกของเขาคือเย้ยหยัน นางเป็นเพียงสาวงามที่ไร้ประโยชน์คนหนึ่งเท่านั้น แต่สุดท้ายกลับพบว่า คนที่ไร้ประโยชน์ก็คือเขาเองต่างหาก
ที่น่าขันที่สุดก็คือ เขาตั้งใจวางแผนมานานหลายปี แต่พอเผชิญกับสตรีผู้นี้ เขากลับกลายเป็นแค่ตัวตลกตัวหนึ่ง
ย่ำยีจิตใจและศักดิ์ศรีที่ทะนงตนของเขาให้ย่อยยับอย่างมาก!
แต่ถึงกระนั้นเขาก็ยังส่งเสียงฮึดฮัดออกมาอย่างเย็นชา “คิดจะขู่ข้า มันไม่ได้ผลหรอก!”
“ไม่ได้ขู่เสียหน่อย ถึงเวลาท่านก็รู้เอง รอดูเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงคร้านจะต่อปากต่อคำกับเขาอีก ถึงอย่างไรก็ไร้ความหมาย ไว้รอดูผลลัพธ์สุดท้ายก็พอแล้ว
ไม่ง่ายเลยกว่าที่สองสามีภรรยาจะได้อยู่ด้วยกัน ย่อมมีเรื่องสำคัญต้องทำด้วยกันอยู่แล้ว เหอจิ่วเหนียงโรยผงยาใส่องค์ชายสามกำมือหนึ่ง จากนั้นเขาก็หมดสติไป กลายเป็นคนไร้ตัวตนอยู่ที่มุมกระโจม
…..
วันต่อมา ฟ้ายังไม่ทันสาง ลู่ไป่ชวนก็ออกไปจากค่ายทหาร ในค่ายไม่มีใครรู้ว่าเขามาที่นี่ และยิ่งไม่มีใครรู้ว่าในค่ายมีสมาชิกเพิ่มมาอีกหนึ่งคน
บุรุษกับสตรีต้องแยกกันอยู่ ดังนั้นเหล่าทหารจะไม่เข้ามาในกระโจมของเหอจิ่วเหนียงอย่างเด็ดขาด มีเรื่องอะไรก็พูดคุยกันด้านนอก ดังนั้นต่อให้องค์ชายสามฟื้นขึ้นมาก็ไม่มีใครสามารถพบเห็นเขาได้
ไม่รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงวางยาอะไรกับเขา ร่างกายขององค์ชายสามจึงไร้เรี่ยวแรงได้ถึงขนาดนี้ แม้แต่แรงจะปริปากพูดยังไม่มี การจะติดต่อกับคนด้านนอกยิ่งไร้หนทาง
และเพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น ในแต่ละวัน จนกระทั่งบัดนี้ผ่านมาแล้วครึ่งเดือน นางจะให้เขาดื่มน้ำเพียงเล็กน้อย และกินอาหารแห้งนิดหน่อย เพื่อรักษาชีวิตของเขาไว้ได้ก็พอ อย่างอื่นไม่จำเป็นต้องสนใจ
ในกระโจมมีบุรุษอยู่ ถึงแม้ตัวเหอจิ่วเหนียงเองจะไม่ได้ถือสา แต่นางก็คำนึงถึงความรู้สึกของลู่ไป่ชวน ดังนั้นตลอดเวลาครึ่งเดือนที่ผ่านมานางจึงไม่พักอยู่ในกระโจมของตัวเอง แต่ไปนอนกับพวกเด็กๆ เพราะไม่แน่ว่าวันหนึ่ง หากเรื่องราวนี้ถูกพูดถึง ต้องมีคนคิดใช้เรื่องนี้มาโจมตีนางแน่ การทำเช่นนี้จึงเป็นการพิสูจน์ความบริสุทธ์ของนางได้
เมื่อก่อนล้วนเป็นเหอจิ่วเหนียงที่เล่านิทานก่อนนอนให้โก่วเอ๋อร์ฟัง ตอนนี้โก่วเอ๋อร์กับจิ่นรุ่ยซื่อจื่อเป็นฝ่ายสลับกันเล่า ในวันนี้ก็เช่นกัน พวกเขาไม่ได้เล่านิทานธรรมดาทั่วไป แต่เป็นการเล่าเรื่องที่แปลงจากภาษาโบราณเป็นภาษาพูดที่ฟังเข้าใจได้ง่าย
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าเด็กทั้งสองเล่าเก่งมาก ระดับที่ฟังแล้วสามารถหลับได้ในทันที
แต่เด็กทั้งสองก็ยังอดทนเล่านิทานที่ตัวเองเตรียมมาให้จบ เพราะนี่เป็นการเตรียมบทเรียนล่วงหน้าสำหรับวันพรุ่งนี้ของพวกเขาเองด้วย
ภายใต้ความเข้มงวด(อันแสนทรมาน)ของเหอจิ่วเหนียง เด็กทั้งสองมีพัฒนาการที่ก้าวหน้าขึ้นมาก ถึงแม้ไม่มีอาจารย์มาสอนโดยเฉพาะ แต่สิ่งใดที่ไม่เข้าใจพวกเขาก็สามารถถามเหอจิ่วเหนียงได้ ทั้งๆที่บางเรื่องยากมาก แต่เหอจิ่วเหนียงก็สามารถใช้วิธีที่ง่ายที่สุดอธิบายให้พวกเขาเข้าใจได้ ทั้งยังสร้างพื้นฐานให้พวกเขาคิดต่อยอดได้อีกด้วย
เวลาครึ่งเดือน จิ่นรุ่ยซื่อจื่อก็รู้สึกว่า ความรู้ที่ตนเองได้เรียนรู้จากที่นี่ มีมากกว่าที่เรียนจากสำนักศึกษาหลวงเสียอีก
เขาไม่อยากจะเชื่อเลยว่า ตนเองจะสามารถฝึกวรยุทธ์ไปด้วยและเรียนตำราไปด้วยได้ อีกทั้งยังทำทั้งสองอย่างออกมาได้ไม่เลวเลย
หลังจากผ่านมาแล้วครึ่งเดือน ในที่สุด ตอนนี้ก็ถึงเวลาที่เหอจิ่วเหนียงจะพาทหารในค่ายเข้าป่าไปฝึกภาคสนามแล้ว
และนี่ก็หมายความว่า—คนที่คิดไม่ซื่อในค่ายเหล่านั้น ก็จะถูกจับตัวออกมาแล้ว
เหอจิ่วเหนียงวางแผนเอาไว้แล้ว หลังจากเด็กๆเข้านอน นางก็เรียกหลี่ต้าจ้วงเข้ามาสั่งการในกระโจมของตนเอง
เวลาครึ่งเดือน หลี่ต้าจ้วงรู้แล้วว่าองค์ชายสามแห่งตงถิงอยู่ที่นี่ แต่เขาไม่ได้เป็นคนพบเจอเอง เหอจิ่วเหนียงเป็นคนบอกเขา
ช่วยไม่ได้จริงๆ การกิน ดื่ม ขับถ่ายของคนคนหนึ่งมันยุ่งยากลำบากมาก เหอจิ่วเหนียงเป็นสตรีจัดการปัญหานี้ของบุรุษไม่ได้อยู่แล้ว ดังนั้นจึงจำเป็นต้องโยนภารกิจนี้ให้กับหลี่ต้าจ้วง
หลี่ต้าจ้วงกล้ำกลืนใจอย่างยิ่ง เพราะหลังจากรู้แล้ว นอกจากจะหวาดผวากับการกลัวถูกจับได้แล้ว ยังต้องแอบยกกระโถนถ่ายหนักถ่ายเบาไปจัดการอีก นี่เรียกว่าช่างอนาถยิ่งนักก็ว่าได้!
แต่นี่ก็พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเหอจิ่วเหนียงไว้ใจเขา ดังนั้นตลอดเวลาที่ผ่านมา เขาจึงอยู่ในอารมณ์ที่ทั้งสุขทั้งทุกข์ปะปนกันไป
“การฝึกครั้งนี้เจ้าไม่ต้องไป ดูแลเด็กๆอยู่ที่นี่ มีเรื่องอะไรก็ส่งสัญญาณแจ้งเหตุข้าได้ทุกเมื่อ และย้ำอีกครั้ง เด็กๆทั้งสองจะต้องอยู่ในสายตาเจ้าตลอด”
เหอจิ่วเหนียงย่อมเป็นห่วงเด็กทั้งสอง เดิมทีอยากพาพวกเขาไปด้วย แต่พอคำนึงถึงหลายๆอย่างก็ตัดสินใจไม่พาไป
ในป่ามีความไม่แน่นอนที่ควบคุมไม่ได้หลายๆอย่าง นางไม่วางใจพาไปจริงๆ
ตอนที่ 755: ต้องแข่งขันกันหนักขนาดนี้เลยหรือ
“และคนผู้นั้น เจ้าก็ต้องดูให้ดีด้วย อย่าให้เขามีโอกาสโผล่หน้าออกมา”
เหอจิ่วเหนียงพูดพลางหันหน้าไปทางมุมหนึ่งซึ่งมีฉากบังลมกั้นอยู่ ถือเป็นพื้นที่ส่วนตัวเล็กๆขององค์ชายสาม
“ขอรับ พี่สะใภ้วางใจได้ ข้าน้อยจะจัดการให้เรียบร้อย!”
หลี่ต้าจ้วงรับปากอย่างว่าง่าย อันที่จริงเขาอยากเข้าร่วมการฝึกภาคสนามมาก แต่ก็รู้ว่าตนเองมีหน้าที่ความรับผิดชอบอยู่ ในใจรู้สึกเสียดายเล็กน้อย แต่ไม่นานความรู้สึกนั้นก็อันตรธานหายไป
ตราบใดที่เขาทำภารกิจที่พี่สะใภ้มอบหมายได้สำเร็จ ต่อไปโอกาสเช่นนี้ยังมีอีกมาก!
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ จากนั้นก็ออกจากกระโจมไปสั่งการให้ทหารทุกนายไปรวมตัวกันที่ลานฝึกซ้อม
เหล่าทหารรอคอยเวลานี้มาเนิ่นนาน เพราะก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพหญิงเคยบอกไว้ว่า ก่อนเข้าป่า นางมี ‘เรื่องสำคัญ’ บางอย่างจะบอกพวกเขา
นั่นอาจเป็นเรื่องในการเลื่อนตำแหน่งของพวกเขาก็ได้!
ได้เลื่อนตำแหน่งเชียวนะ! แถมยังได้เลื่อนตำแหน่งโดยที่ไม่ต้องฝึกภาคสนามอีกด้วย
แม้เหอจิ่วเหนียงจะแค่เคยเปรยไว้เพียงเท่านั้น แต่ทุกคนก็เชื่อ พวกเขาเชื่อว่านางมีความสามารถที่จะขอตำแหน่งให้กับพวกเขาได้
บนลานฝึก ใบหน้าของทหารทุกนายเปี่ยมไปด้วยความตื่นเต้น รอนายหญิงพูดถึง ‘เรื่องสำคัญ’ ที่พวกเขารอคอยมานาน
เหอจิ่วเหนียงยืนอยู่บนเวที มองผู้คนนับพันด้านล่าง ทุกคนต่างยืนกันแน่นขนัด
นางชูมือขึ้น และทั้งสนามก็เงียบลงทันที
“ข้าเชื่อว่าทุกคนล้วนตั้งตารอคอยการฝึกภาคสนามในป่าวันพรุ่งนี้ คืนนี้ข้ามีเรื่องจะประกาศสองเรื่อง”
นางหยุดลง กวาดสายตามองทุกคนที่อยู่เบื้องล่าง แล้วกล่าวต่อ “เรื่องแรก หลังกลับมาจากการฝึกภาคสนามครั้งนี้ อาจมีคนกลุ่มหนึ่งถูกคัดออก สุดท้ายคนที่สามารถอยู่ทำงานข้างกายข้าได้ จะมีแค่สองร้อยคนเท่านั้น”
สดับวาจา ทหารหลักพันนายก็เกิดอาการตกตะลึง คนตั้งมากมายขนาดนี้คัดเหลือแค่สองร้อยคน ต้องแข่งขันกันหนักขนาดนั้นเลยหรือ!
ที่สำคัญ ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่เคยรับรู้เรื่องนี้มาก่อน พวกเขาคิดว่าจะฝึกเพื่อใช้งานทุกคนเสียอีก
คิดไม่ถึงเลยว่าตอนนี้จะได้ยินเรื่องน่าตกใจเช่นนี้ หลายคนจึงเริ่มตื่นตระหนก
ทุกคนเริ่มต้นมาด้วยกัน หากถูกคัดออกจะเสียกำลังใจมากเพียงใด!
และมากกว่าเรื่องเสียกำลังใจก็คือ เรื่องเสียหน้า!
แม้จะบอกว่าคนที่ถูกคัดออกก็ยังอยู่ในค่าย แต่ระดับและตำแหน่งก็แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง จะให้พวกเขาทำใจยอมรับได้อย่างไรกัน
เมื่อคิดได้ดังนี้ พวกเขาตัดสินใจได้แล้ว ในใจพลันเกิดแรงมุ่งมาดปรารถนาอย่างเต็มเปี่ยม ต่อให้ต้องใช้แผนการตลบตะแลงอย่างไร ตนก็ต้องเป็นผู้ถูกเลือกให้ได้!
เหอจิ่วเหนียงเห็นปฏิกิริยาของทุกคนก็ไม่พูดอะไร นางกล่าวต่อ “เรื่องที่สอง ข้าวางแผนผังจัดวางกำลังป้องกันเมืองหลวงทั้งหมดไว้ในป่า ต้องอาศัยความสามารถของพวกเจ้าเอากลับมาให้ได้ สุดท้าย ผู้ที่ได้แผนผังมา จะมีอำนาจสามารถควบคุมการจัดวางกองกำลังได้โดยตรง และจะได้เป็นรองแม่ทัพของข้า”
ตอนนี้เป็นรองแม่ทัพของนาง อนาคตก็จะเป็นรองแม่ทัพของลู่ไป่ชวน สถานะของลู่ไป่ชวนในราชสำนักตอนนี้สูงมาก หากได้เป็นรองแม่ทัพของลู่ไป่ชวน ก็สามารถเดินเชิดหน้าชูตาในเมืองหลวงได้โดยไม่ต้องเกรงกลัวใคร
และความจริงใจที่เหอจิ่วเหนียงมอบให้ก็มากพอ นั่นเป็นถึงแผนผังจัดวางกำลังป้องกันเมืองเชียวนะ เป็นสิ่งที่ขุนนางระดับสูงเท่านั้นที่จะเข้าถึงได้ นางเอาไปไว้ในป่าง่ายๆอย่างนั้นเลยหรือ แต่นี่ก็แสดงให้เห็นถึงความไว้วางใจที่เหอจิ่วเหนียงมีต่อพวกเขา!
ด้วยเหตุนี้ จิตวิญญาณความเป็นนักสู้ของพวกเขาจึงยิ่งลุกโชน แทบจะอดใจไม่ไหวอยากเข้าป่าไปหาแผนผังเสียแต่ตอนนี้ โดยไม่เกรงกลัวสัตว์ป่าเลยด้วยซ้ำ
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของทุกคน เหอจิ่วเหนียงก็พอใจมาก นางเอ่ยกำชับ “เพียงแต่ การต่อสู้เสมือนจริงนี้มีเงื่อนไขอยู่หนึ่งอย่าง นั่นคือ ห้ามทำให้สหายบาดเจ็บจริงๆ อย่างน้อยห้ามไม่ให้มีใครได้รับบาดเจ็บสาหัสหรือเสียชีวิต ไม่อย่างนั้นทุกอย่างจะเป็นโมฆะ!”
เหล่าทหาร “???”
ไม่ทำให้บาดเจ็บ แล้วจะจัดการคู่ต่อสู้ได้อย่างไร?
ทุกคนไม่รู้เลยว่าควรรู้สึกเช่นไร แต่ที่แน่ๆคือรู้สึกซับซ้อนมาก สุดท้ายก็ตอบตกลงอย่างพร้อมเพรียงกัน “รับทราบขอรับ!”
ในค่ำคืนนี้เป็นคืนที่ค่ายทหารคึกคักที่สุด แม้ทุกคนจะรู้ว่าพรุ่งนี้ต้องเข้าป่า คืนนี้ควรจะพักผ่อนเก็บแรงเอาไว้ให้ดี แต่ทุกคนก็ตื่นเต้นกันมากจนนอนไม่หลับ
ทหารที่มีหน้าที่เฝ้าเวรยามก็ต้องเฝ้า ส่วนทหารที่ไม่มีหน้าที่ใดก็จุดไฟนั่งล้อมกองไฟเริ่มจินตนาการถึงอนาคต แสดงความมุ่งมั่นออกมาว่าวันพรุ่งนี้ตนเองต้องทำออกมาให้ดีที่สุด
……
การฝึกภาคสนามในครั้งนี้มีขึ้นทั้งหมดเจ็ดวัน เหอจิ่วเหนียงให้องค์รัชทายาทส่งคนกลุ่มหนึ่งมาช่วยจัดการ และหากพวกเขาอยากลองนางก็อนุญาตให้เข้าร่วม ทำให้เกิดความคึกคักอย่างมาก ทำเอาทหารในค่ายโดยรอบถึงกับให้ความสนใจไปด้วย
เพียงแต่พวกเขากลับไม่ชอบเหอจิ่วเหนียงนัก มองว่าเหอจิ่วเหนียงก็แค่สตรีผู้หนึ่ง แถมยังเป็นสาวชาวบ้านอีก คนเช่นนี้จะมีความสามารถอะไร
ที่สำคัญที่สุด นางเป็นสตรีแต่กลับใช้ชีวิตอยู่ในหมู่บุรุษในค่ายทหารเช่นนี้ ใครจะไปรู้ว่านางจะสวมหมวกเขียวให้ลู่ไป่ชวนหรือไม่ สตรีหน้าไม่อายประเภทนี้ พวกเขาไม่คิดจะไปสนใจอยู่แล้ว
ดังนั้นถึงแม้ทหารในค่ายอื่นจะให้ความสนใจกับความคึกคักนั้นแต่ก็ไม่ได้มากมายขนาดนั้น พวกเขาแค่รอดูความอับอายขายหน้าของเหอจิ่วเหนียงในตอนท้ายก็พอแล้ว นั่นต่างหากที่น่าสนใจกว่าตั้งเยอะ!
ทางกลับกัน ฮ่องเต้กับองค์รัชทายาทกลับรู้สึกสนใจมาก ถึงขั้นอยากไปทอดพระเนตรด้วยพระองค์เอง แต่ก็ถูกเหอจิ่วเหนียงปฏิเสธ การที่พวกเขามาย่อมเกิดความวุ่นวายขึ้นแน่นอน
พวกเขารู้ว่าเหอจิ่วเหนียงมีแผนการของตัวเอง แม้แต่ลู่ไป่ชวนนางก็ยังไม่ให้ไป จึงทำได้เพียงอดทนกับความอยากรู้อยากเห็นของตนเอง รอดูผลลัพธ์ทีเดียวก็แล้วกัน
…..
ในช่วงนี้เป็นช่วงที่เริ่มสอบขุนนางระดับแคว้นแล้ว คังซิ่วไฉ…ไม่สิ คังจวี่เหริน (บัณฑิตที่สอบเคอจวี่ติดระดับมลฑล) ก็เข้าไปในสนามสอบพร้อมกับผู้เข้าสอบอีกหลายคน ในเวลาเดียวกันกับที่เหล่าทหารในความดูแลของเหอจิ่วเหนียงเข้าสู่การฝึกภาคสนาม
ตั้งใจทบทวนตำรามาเป็นเวลานาน ครั้งนี้คังจวี่เหรินมีความมั่นใจเป็นอย่างยิ่ง อย่างน้อยก็มีกำลังใจและความพร้อมมากกว่าครั้งก่อน
…..
เหอจิ่วเหนียงนำเหล่าทหารเข้าป่าด้วยตัวเอง จากแผนการที่วางเอาไว้ก่อนหน้านี้ ก่อนให้พวกเขาได้เริ่มปฏิบัติจริง นางจะแบ่งกลุ่มทหารเหล่านี้ออกเป็นกลุ่มเล็กๆก่อน
ระหว่างนี้นางได้ส่งคนไปวางกับดักและซุ่มโจมตีเอาไว้แล้ว เหลือแค่รอให้ทหารเหล่านี้เข้าไปเผชิญบททดสอบเท่านั้น
ในป่าเขาอันกว้างใหญ่ แม้จะมีทหารหลายพันนายเข้าไปพร้อมกันก็ไม่ได้รู้สึกอึดอัดคับแคบแต่อย่างใด เป้าหมายของพวกเขาคือ ภายในเวลาเจ็ดวันนี้ต้องเอาชีวิตรอดออกมาจากป่าแห่งนี้ให้ได้ สองร้อยคนแรกที่แข็งแกร่งที่สุด และคนที่ได้แผนผังมาครอง จึงจะผ่านการทดสอบนี้
สิ่งที่น่ากลัวอีกอย่างของการฝึกครั้งนี้ก็คือ แม้จะแบ่งกลุ่มเล็กๆให้พวกเขา แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าพวกเขาเป็นพวกเดียวกัน แต่ละคนในกลุ่มต่างก็มีอำนาจของตัวเอง สามารถลงมือกับสมาชิกในกลุ่มเดียวกันได้ตลอดเวลา แย่งชิงสิ่งของจากอีกฝ่ายได้อย่างอิสระ
แน่นอนว่าตลอดการแข่งขันนี้ พวกเขาไม่สามารถใช้อาวุธทำร้ายกันได้ สิ่งที่ตัดสินว่าอีกฝ่ายได้รับบาดเจ็บหรือตายก็คือ พู่กันหมึกแดง
แต่ละคนจะมีพู่กันหมึกแดงคนละเล่ม เป็นแบบเดียวกันกับพู่กันหมึกแดงที่เหอจิ่วเหนียงใช้ก่อนหน้านี้
แต่เนื่องจากต้องเอาตัวรอดในป่า ทุกคนจึงได้รับอนุญาตให้พกอาวุธจริงติดตัวได้ แต่สามารถใช้ได้แค่กับสัตว์ป่าเท่านั้น เพื่อป้องกันการถูกสัตว์ป่าทำร้าย
ในแต่ละวันจะมีกลุ่มลาดตระเวนคอยสำรวจในสนาม เพื่อนำตัวผู้ที่ได้รับบาดเจ็บกับผู้ที่ยอมแพ้ออกไป ไม่ให้เกะกะรบกวนคนที่ยังทำภารกิจอยู่
หลังจากอธิบายกฎกติกาอย่างชัดเจนแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ให้พวกเขาแยกย้ายกันเข้าไปในป่า ส่วนนางก็หาต้นไม้ใหญ่ขึ้นไปเอนกาย ดูอยู่บนที่สูง จะได้มองโดยรอบได้ไกล
ไม่เพียงเท่านี้ นางยังนำโดรนหลายตัวออกมาจากห้วงมิติด้วย เพื่อติดตามดูเหล่าทหารจากระยะไกล
มีอุปกรณ์ทันสมัยเช่นนี้มันดีจริงๆ แค่บินโดรนสูงๆ คนข้างล่างก็ไม่เห็นแล้ว แต่ต่อให้เห็นก็คิดว่าเป็นนก ไม่ได้สงสัยอะไร
ดังนั้นนางจึงส่งโดรนตัวหนึ่งไปที่ค่ายหทาร เพื่อปกป้องโก่วเอ๋อร์จากระยะไกลได้สะดวก
โดรนเหล่านี้คือนวัตกรรมอัจฉริยะ ไม่ต้องควบคุมตลอดเวลา นางคนเดียวก็สามารถควบคุมโดรนหลายตัวได้อย่างไม่มีปัญหา
เดิมทีคิดว่าในวันแรกนี้ หนอนบ่อนไส้เหล่านั้นคงยังไม่กระทำการบุ่มบ่ามอะไร แต่เหอจิ่วเหนียงก็ต้องพบว่าตนเองประเมินความอดทนของพวกเขาต่ำเกินไปแล้ว
นี่เพิ่งจะเข้าไปได้ไม่นาน ก็เริ่มมีการเคลื่อนไหวเล็กๆน้อยๆแล้ว
ตอนที่ 756: นางไม่มีของสิ่งนั้นตั้งแต่แรก
เดิมทีเหอจิ่วเหนียงตั้งใจว่าจะงีบสักหน่อยแล้วค่อยว่ากันอีกที แต่คิดไม่ถึงว่าคนเหล่านั้นจะขยันเกินคาด เพิ่งเข้าไปก็คิดหาทางออกจากกลุ่มที่จัดให้ ไปรวมตัวกับพรรคพวกเดียวกันแล้ว พวกเขามีเป้าหมายเดียวกันคือ การเข้าสองร้อยอันดับแรกไปด้วยกัน
ในทหารนับพันนายนี้ มีอยู่ห้าหกคนที่เป็นสายลับของตงถิง
จำนวนนี้ถือว่าไม่เยอะ ยามสถานการณ์ปกติจึงมองไม่ออก แต่เหอจิ่วเหนียงกลับพบว่า มักจะมีอยู่คนหนึ่งที่ทำหน้าที่แอบออกไปข้างนอกอยู่เสมอ ส่วนจะออกไปที่ใดนั้นยังไม่รู้แน่ชัด
บางครั้งเวลาพูดถึงตงถิงในค่ายทหาร คนเหล่านี้จะออกอาการฮึกห้าวเกินหน้าเกินตา ราวกับพวกเขาคือชาวเป่ยเหยียนที่เกลียดชังตงถิงเข้าไส้ แทบอดใจไม่ไหวอยากแล่เนื้อเถือหนังคนตงถิงก็มิปาน พร่ำพูดอยู่เสมอว่าหากเปิดศึกกับตงถิงจริงๆ พวกเขาจะเป็นแนวรบหน้าสุดเพื่อปกป้องแคว้นอย่างสุดชีวิต
คำพูดนี้ใครได้ฟังต่างก็ซาบซึ้งใจยิ่งนักแน่นอน แต่สำหรับเหอจิ่วเหนียงนั้นนางต้องลอบเบ้ปาก และต้องยอมรับว่าการแสดงของพวกเขาไร้ช่องโหว่อย่างแท้จริง …แต่การที่ไม่มีช่องโหว่นี่เองคือช่องโหว่ที่ใหญ่ที่สุดของพวกเขา เหอจิ่วเหนียงจึงแอบส่งคนไปสืบเบาะแส และพบว่าคนเหล่านี้ไม่เคยมีความแค้นใดกับตงถิงมาก่อน
ที่สำคัญ หากพวกเขาเคียดแค้นพวกตงถิงมากถึงเพียงนั้น เหตุใดถึงไม่พยายามฝึกฝนให้ตัวเองไปอยู่ในค่ายทหารอื่นที่เก่งกาจกว่านี้ล่ะ แต่กลับอยู่ในค่ายที่คนทั้งใต้หล้ามองว่าเหยาะแหยะเช่นนี้
คำพูดกับการกระทำของพวกเขามันขัดแย้งกันอย่างสิ้นเชิง
หากไม่ใช่เพราะต้องการจับคนเหล่านี้ เหอจิ่วเหนียงคงจะพาทหารในค่ายออกมาทดสอบความสามารถในป่าตั้งนานแล้ว จากนั้นก็ดำเนินการคัดเลือกคนฝีมือดีสองร้อยคนออกมาเริ่มฝึกซ้อมอย่างเข้มข้น แต่เพราะต้องล่อหนอนเหล่านี้ออกมา จึงทำให้นางเสียเวลาไปนานพอสมควร
เหอจิ่วเหนียงจับตาดูพฤติกรรมของคนเหล่านั้นอย่างเงียบๆ เห็นว่าพวกเขาพยายามแยกตัวออกจากกลุ่มและมุ่งหน้าไปในทิศทางเดียวกัน ทุกอย่างดูราบรื่น ดูท่าว่าพวกเขาจะปรึกษากันไว้ตั้งแต่เมื่อคืนแล้ว
และนี่ก็เป็นไปตามที่นางคาดไว้ สาเหตุที่นางแจ้งล่วงหน้าหนึ่งวัน ก็เพื่อให้พวกเขาได้มีเวลาปรึกษาวางแผนกันนั่นเอง
มุมปากของแม่ทัพสาวยกยิ้มเล็กน้อย
สวย! เหยื่อติดเบ็ดแล้ว!
ทว่าหลังจากนั้นไม่นาน เรื่องที่เกินความคาดหมายของเหอจิ่วเหนียงก็ได้เกิดขึ้น
…มีคนอีกส่วนหนึ่งเริ่มแอบเคลื่อนไหวอย่างไม่คาดคิด!
พวกเขาเริ่มไปรวมตัวกันเพื่อเตรียมลงมือบางอย่างแล้ว
ตอนนี้ยังไม่อาจบอกได้แน่ชัดว่า คนกลุ่มใหม่ที่รวมตัวกันโดยไม่คาดคิดนั้น เป็นเพราะสนิทสนมกัน หรือเพราะมีภารกิจบางอย่าง
แต่สิ่งที่เหอจิ่วเหนียงมั่นใจได้แล้วก็คือ ในทหารพันกว่านายนี้ เรียกได้ว่ามีตัวแทนจากกองกำลังหลายฝ่ายแฝงเข้ามา
แม้แต่กองทัพที่ไม่เอาไหนยังเป็นเช่นนี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงกองทัพอื่นเลย หากไม่ใช่เพราะมีโดรนคอยสอดส่องละก็ เหอจิ่วเหนียงก็คงจับคนพวกนี้ได้ยาก
สถานการณ์ชักจะสนุกกว่าที่นางคิดเอาไว้แล้วสิ!
ขวากหนามจริงๆ นางต้องเขี่ยออกให้หมด
สองร้อยคนที่ถูกคัดเลือก ไม่เพียงต้องมีความสามารถเท่านั้น แต่พื้นเพภูมิหลังต้องขาวสะอาด และต้องไม่มีสายลับจากกองกำลังอื่นเข้ามาปะปนด้วยเด็ดขาด
แต่คนกลุ่มใหม่ที่เกิดขึ้นโดยไม่คาดคิดนั้นเป็นปัญหาเล็ก เพราะที่เหอจิ่วเหนียงให้ความสำคัญจริงๆ ก็คือพวกตงถิง
..…
ฟ้ายังไม่ทันมืดสนิท ในที่สุดไส้ศึกตงถิงก็มารวมตัวกันได้ครบถ้วน และหาที่ปลอดภัยหารือกัน
“นี่เป็นโอกาสของพวกเรา ต้องเอาแผนผังนั่นมาให้ได้! ไม่เพียงจะได้เป็นรองแม่ทัพเท่านั้น แต่ยังสร้างคุณูปการต่อแคว้นอีกด้วย เพราะมันจะยิ่งมีประโยชน์ต่อชัยชนะของตงถิงในภายหน้า!”
“เจ้าพูดถูก แต่อาศัยแค่พวกเราไม่กี่คนคงทำได้ยาก เพราะถึงอย่างไรการฝึกในครั้งนี้จะมีคนตายไม่ได้”
“ทำเงียบๆหน่อยใครจะรู้ได้ล่ะว่าเป็นฝีมือเจ้า ยิ่งไปกว่านั้น ก็ใช่ว่าพวกเราต้องลงมือเอง เมื่อคืนข้าติดต่อคนไว้แล้ว พวกเรามีตัวช่วยแน่นอน! ไม่แน่ ตอนนี้อาจอยู่ในป่านี่แล้วก็ได้ พยายามสังเกตหน่อยก็แล้วกัน”
“หึ ข้าชักจะตื่นเต้นขึ้นมาแล้วสิ! ให้ผู้หญิงมาจัดการเรื่องพวกนี้ คิดได้อย่างไรกัน แม้แต่แผนผังจัดวางกำลังป้องกันเมืองยังเอามาเล่นเช่นนี้ได้ เสร็จภารกิจนี้พวกเราต้องมีตำแหน่งในตงถิงสูงขึ้นแน่!”
“ฮ่าๆๆ นั่นสิ! ในที่สุดพวกเราก็ได้โอกาสทองแล้ว ถึงเวลานั้นต้องขอบคุณนางสักหน่อยแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงได้ยินคำพูดของพวกเขาก็กลอกตามองบนทันที จะคุยกันก็คุยไปสิ เหตุใดต้องมาพาดพิงถึงนางด้วยเล่า!
แต่นางจดจำคนเหล่านี้เอาไว้แล้ว ดูถูกผู้หญิงเช่นนี้ ผลลัพธ์ที่พวกเขาจะต้องเจอพวกเขารับไม่ไหวแน่นอน!
…..
หลายวันต่อมา
กลุ่มไส้ศึกจากตงถิงยังคงทำภารกิจไปในแนวทางเดียวกัน และสามารถกำจัดทหารให้ตกรอบไปได้จำนวนไม่น้อย แต่เพราะยังมีความหวั่นกลัวว่าหากทำผิดกติกาแล้วจะถูกจับได้ จึงไม่ได้ทำร้ายให้ทหารนายอื่นได้รับบาดเจ็บจริงๆ แค่แย่งชิงสิ่งของจากทหารนายอื่น และตามหาแผนผังจัดวางกำลังป้องกันต่อไป
ทว่าการเอาแต่ตะบี้ตะบันกำจัดคนอื่นอย่างเดียวก็คงไม่สนุก ดังนั้นไม่นานนักคนเหล่านี้ก็เริ่มหันมาขัดแย้งกันเอง
หลักๆก็คือเรื่อง สุดท้ายแล้วใครจะเป็นคนถือแผนผังนั้น ตอนนี้ยังถือว่าเป็นพรรคพวกเดียวกันอยู่ แต่หากหาแผนผังเจอเมื่อไรก็ย่อมกลายเป็นคู่ต่อสู้กันทันที เพราะแผนผังมีแค่ฉบับเดียว และการได้ครอบครองแผนผังนั่นหมายความว่าสามารถยกระดับตัวเอง และสร้างความรุ่งโรจน์ให้กับวงศ์ตระกูลได้ ไม่มีใครอยากทิ้งโอกาสดีๆเช่นนี้แน่
ที่ผ่านมาคนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีปฏิสัมพันธ์ต่อกันเลย ต่างคนต่างแสดงบทบาทของตัวเองไปเท่านั้น ไม่ได้มีความรู้สึกกลมเกลียวต่อกัน แต่ละคนต่างก็อยากวางแผนเพื่อตัวเองทั้งนั้น
เหอจิ่วเหนียงดูแล้วก็อดจุปากไม่ได้ เดิมทีคิดว่า การที่สายลับของตงถิงสามารถแทรกซึมไปทุกหนทุกแห่งได้เช่นนี้ จะประเมินความสมัครสมานสามัคคีของพวกเขาต่ำไปไม่ได้
แต่ปรากฏว่านางกลับประเมินพวกเขาสูงเกินไปแล้ว จุจุจุ น่าผิดหวังจริงๆ
ต่อมาเหอจิ่วเหนียงก็เลือกสุ่มดูจุดอื่นเล่นๆต่อ ทั้งยังเจียดเวลากลับไปดูลูกด้วย
วันนี้การแข่งขันเข้าสู่วันที่สี่แล้ว ทหารถูกคัดออกจำนวนไม่น้อย บางคนก็ได้รับบาดเจ็บด้วย ทุกคนล้วนกำลังตามหาแผนผังนั้น แต่กลับไม่มีร่องรอยเบาะแสเลยแม้แต่น้อย
จนถึงตอนนี้พวกทหารตัวปลอมจากตงถิงก็ยังติดต่อกับคนของตัวเองที่ลอบเข้ามาอยู่ในนี้ไม่ได้ พวกเขาจึงเริ่มกังวลแล้วว่า คนเหล่านั้นจะถูกคนของเหอจิ่วเหนียงจับได้แล้วหรือไม่
เมื่อเวลาผ่านไป กับดักที่พบเจอก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อยๆ ทุกคนต่างได้รับบาดเจ็บไม่มากก็น้อย คนที่มีความพยายามก่อนหน้านี้ก็เหลือไม่มากแล้ว สีหน้าท่าทางไม่มีชีวิตชีวาเลย
บางคนถึงขั้นสงสัยว่า ในป่านี้อาจจะไม่มีแผนผังนั่นอยู่ตั้งแต่แรก
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงได้ยินคำพูดนี้นางก็ทำปากจู๋มองลมมองฟ้าอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว …ถูกต้อง ความจริงแล้วในป่านี้ไม่ได้มีแผนผังนั่นอยู่จริง และนางก็ไม่ได้มีของสิ่งนั้นตั้งแต่แรกอยู่แล้วด้วย
ที่ทำเช่นนี้ ก็เพื่อล่อให้คนตงถิงเปิดเผยตัวตนออกมาเท่านั้น
เมื่อวิเคราะห์แล้ว ในทหารเหล่านี้ แผนผังจัดวางกำลังป้องกันเมืองนั้นมีประโยชน์ต่อพวกไส้ศึกตงถิงเท่านั้น ตราบใดที่ได้แผนผังนั้นไป พวกเขาก็สามารถพบจุดอ่อนของการป้องกันของเป่ยเหยียนได้อย่างแม่นยำ จากนั้นก็ฉวยโอกาสบุกโจมตี
สำหรับทหารนายอื่น ด้วยของรางวัลที่จะได้รับจากนางหลังจบภารกิจ แรกเริ่มก็มีใจสู้อยากตามหา แต่พอร่างกายไม่ไหวก็ยอมแพ้แต่โดยดี เพราะถึงอย่างไร สุดท้ายคนที่จะได้รับรางวัลไปก็มีแค่คนเดียว และไม่ใช่ว่าจะหาเจอได้ง่ายๆ อีกทั้งพวกเขายังต้องแข่งขันเพื่อให้เป็นหนึ่งในสองร้อยคนอีก หากโลภมากเกินไปก็จะไม่เหลือสิ่งใดเลย
ด้วยเหตุนี้ คนที่พยายามอย่างสุดชีวิตเพื่อตามหาแผนผังนั้น ก็จะเหลือแค่สายลับของตงถิงเท่านั้น
เหอจิ่วเหนียงคิคคำนวณทุกอย่างมาล่วงหน้าอย่างแม่นยำ จนกระทั่งยามนี้ เหล่าทหารผู้บริสุทธิ์แม้จะผ่านด่านหรือไม่พวกเขาก็ออกกันไปหมดแล้ว เหลือแค่คนตงถิงที่ยังคงตามหาแผนผังนั้นอยู่
ล่วงเข้าสู่วันที่หก สายลับตงถิงจึงจะได้เจอกับคนที่มาช่วยพวกเขา ทั้งยังเกือบได้ต่อสู้กันเพราะสภาพของอีกฝ่ายน่าสังเวชยิ่งนัก ดูย่ำแย่กว่าพวกเขาเสียอีก จนเกือบจะจำกันไม่ได้
“นี่มันเกิดอะไรขึ้น ข้าส่งข่าวให้พวกเจ้าตั้งนานแล้วไม่ใช่หรือ?”
คนที่ทำหน้าที่เป็นผู้ติดต่อ มองสหายตรงหน้าที่มีสภาพมอมแมมดูแทบไม่ได้ด้วยแววตารังเกียจ
“ก็ใช่ พวกเราได้รับข่าวในคืนนั้นก็เข้าป่ามาเลย แต่ใครจะคิดล่ะว่าในป่าบ้านี่จะเต็มไปด้วยกับดัก! คนของเราตายไปตั้งหลายคน เหลือก็แต่พวกเราแค่นี้แหละ!”
ตอนที่ 757: ดึงดูดความสนใจข้าได้สำเร็จ
ได้ยินคำอธิบายของสหาย กลุ่มทหารตัวปลอมก็หันมองหน้ากันไปมาอย่างช่วยไม่ได้ พวกเขาไม่คิดเลยว่าสถานการณ์จะเป็นเช่นนี้!
“แล้วพวกเจ้าเจอเบาะแสของแผนผังนั่นบ้างหรือไม่?”
อีกฝ่ายส่ายหน้า “แค่เอาชีวิตรอดก็ยากแล้ว ใครจะมีแก่ใจไปตามหาอีกเล่า!”
อีกคนหนึ่งเสริม “ใช่! ในป่ามีกับดักมากมาย อย่างไรก็ออกไปไม่ได้ นี่พวกเราวนกลับมาที่เดิมสามวันแล้ว!”
“แล้วนี่จะเอาเช่นไรต่อ พรุ่งนี้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้ว ไม่แน่คนอื่นอาจหาเจอแล้วเอาไปแล้วก็ได้ หากพวกเรายังไม่ออกไปจากป่านี่ มีหวังไม่ติดแม้แต่สองร้อยคนแรกแน่!”
สายลับคนหนึ่งเริ่มตื่นตระหนกขึ้นมา เดิมทีคิดว่าขอเพียงหาพรรคพวกเดียวกันเจอ แผนการก็จะราบรื่น ทั้งยังเคยจินตนาการด้วยซ้ำว่า ไม่แน่พวกเขาอาจช่วยพวกตนหาแผนผังนั่นเจอแล้ว แต่ปรากฏว่าคนของพวกเขาล้มตายไปมากมาย ทั้งคนที่เหลือรอดยังมีสภาพน่าอนาถกว่าพวกเขาเสียด้วยซ้ำ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกัน!
ตอนนี้แผนผังนั่นอยู่ทิศทางใดพวกเขาก็ยังไม่รู้ ป่าเขากว้างใหญ่เพียงนี้จะต้องไปหาที่ไหน
นี่ไม่ต่างอะไรกับการงมเข็มในมหาสมุทรเลย
“พวกเราคิดหาทางออกไปจากที่นี่ก่อนเถอะ เอาให้ติดสองร้อยคนก่อน ส่วนเรื่องอื่นค่อยถามคนอื่นว่ามันเกิดอะไรขึ้น หรือไม่พวกเจ้าก็ช่วยพวกเราตามหาแผนผังไป พวกเราหาทางออกไปก่อน พรุ่งนี้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้ว จะตกรอบกันหมดนี่ไม่ได้เด็ดขาด!”
มนุษย์ทุกคนล้วนมีความเห็นแก่ตัว สายลับเหล่านี้ย่อมอยากได้รางวัลทั้งสองอย่างมาครอบครอง ถึงอย่างไรตอนนี้ก็หาพรรคพวกเจอแล้ว การที่แผนผังนั่นตกอยู่ในมือพวกเดียวกันย่อมดีกว่าปล่อยให้ไปตกอยู่ในมือของคนอื่น ส่วนพวกเขา ขอเพียงเข้ารอบสองร้อยคนสุดท้ายได้ ต่อไปก็จะได้เป็นคนที่ลู่ไป่ชวนเชื่อใจ การสืบหาข่าวก็จะง่ายขึ้น โอกาสสร้างคุณูปการแก่ตงถิงก็มีมากขึ้น
หรือหากแผนผังนั่นสูญหายไปแล้ว พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องรู้สึกเสียดาย เพราะสตรีโง่งมอย่างเหอจิ่วเหนียงนำออกมาใช้เป็นของเล่นเช่นนี้เอง หากหายไปก็สมน้ำหน้านางแล้ว
ฝ่ายสายลับพยักหน้าเห็นด้วย พวกเขาคิดว่านี่เป็นวิธีที่ดี แต่กลุ่มคนที่มาสนับสนุนกลับไม่ยอม “สภาพพวกข้าเป็นขนาดนี้แล้ว จะเอาชีวิตรอดออกไปยังยากเลย ยังจะให้หาแผนผังนั่นอีกอย่างนั้นหรือ!? สถานที่แห่งนี้ช่างพิศวงยิ่งนัก พวกข้าจะออกไปจากที่นี่! ส่วนแผนผังบ้าบอนั่นมันอยากไปอยู่กับใครก็ช่างหัวมัน!”
พวกตนไม่เหมือนกับสายลับเหล่านี้ที่มีสถานะสมาชิกทหารในค่ายติดตัว หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเขาก็สามารถส่งสัญญาณแจ้งเหตุได้ หน่วยลาดตระเวนที่อยู่ในป่าก็จะมาช่วยพวกเขาได้ทันที
ส่วนพวกตนไม่เพียงต้องต่อสู้กับกับดักพวกนั้น ยังต้องคอยหลบซ่อนตัวจากหน่วยลาดตระเวนและสัตว์ร้ายที่จะโจมตีมนุษย์เหล่านั้นอีก เรียกได้ว่าพวกเขาถูกโจมตีจากทั้งหน้าทั้งหลัง สถานการณ์ของพวกเขาลำบากกว่าทหารเหล่านี้มากโข
ตอนนี้เรี่ยวแรงจะพูดก็แทบไม่มีอยู่แล้ว ยังจะให้เข้าป่าลึกไปตามหาแผนผังบ้านั่นอีกได้อย่างไรกัน
ความเห็นของทั้งสองฝ่ายไม่ตรงกัน สถานการณ์ตรงหน้ากำลังจะเกิดเหตุปะทะกันเองขึ้นแล้ว
และทันใดนั้น จู่ๆเสียงหัวเราะเยาะก็ดังมาจากไม่ไกล
“ฮ่าๆๆ โอ้ สภาพพวกเจ้าน่าเวทนาเอาการเลยนะเนี่ย วนอยู่ที่เดิมตั้งหลายวันแล้วอย่างนั้นหรือ จุจุจุ ไม่ง่ายเลยจริงๆ”
เหอจิ่วเหนียงเดินนวยนาดออกมาจากมุมหนึ่ง แววตาเย้ยหยันจับจ้องสีหน้าประหลาดใจและตกใจของกลุ่มคนตรงหน้า
คนตงถิงกลุ่มนี้ล้วนมีวรยุทธ์กันทุกคน ต่อให้ตอนนี้จะอ่อนแรงเพียงใดก็ไม่ถึงขั้นไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามีคนอยู่รอบๆ เหอจิ่วเหนียงเดินออกมาจากป่าไม่ไกล นั่นก็หมายความว่านางแอบอยู่ตรงนั้นตั้งนานแล้ว แค่พวกเขาไม่รู้
ที่น่าโมโหยิ่งกว่าก็คือ คนที่เดินออกมาไม่ได้มีเพียงเหอจิ่วเหนียงเท่านั้น แต่ยังมีหน่วยลาดตระเวนซึ่งเป็นทหารฝีมือดีกลุ่มหนึ่งอีกด้วย
คนมากมายอยู่ใกล้ๆเช่นนี้ แต่พวกเขากลับไม่รับรู้ถึงการมีอยู่เลยแม้แต่น้อย!
หรือระดับความสามารถที่แท้จริงของพวกเขาจะสูงส่งมาก ถึงขั้นสามารถปกปิดพลังปราณของตนเองเอาไว้ได้ ทำให้พวกตนไม่สามารถรับรู้ได้ว่ามีคนอยู่รอบๆ
ทว่าไม่ว่าจะด้วยเหตุใดก็ช่างมันแล้ว เพราะตอนนี้สิ่งสำคัญที่สุดก็คือ เหอจิ่วเหนียงได้ยินที่พวกเขาคุยกันทั้งหมดแล้ว!
นี่หมายความว่า… พวกเขาถูกจับได้แล้วอย่างนั้นหรือ!
สายลับตงถิงคนที่ยืนอยู่หน้าสุดตอบสนองก่อนใคร เขาลงมือกับพวกเดียวกันอย่างไม่ลังเล วิธีเดียวที่จะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตนเองในตอนนี้ได้ก็คือ จับคนเหล่านี้ส่งให้เหอจิ่วเหนียง หาไม่ พวกเขาได้จบเห่กันหมดแน่!
แต่ปรากฏว่าในจังหวะที่คนผู้นั้นจะลงมือ เหอจิ่วเหนียงก็ร่อนใบไม้เล็กๆ ที่เล่นอยู่ในมือออกไป ใบไม้ที่บางเบานั้นกลับกลายเป็นอาวุธคมกริบที่พุ่งเข้าไปบาดมือของเขา ภายในชั่วพริบตา เลือดสีแดงสดก็กระเซ็นออกมา
เหอจิ่วเหนียวกล่าวอย่างหมดความ.อดทน “พอๆๆ เลิกแสดงละครตบตาข้าได้แล้ว เพื่อล่อให้พวกเจ้าโผล่หัวออกมา ข้าต้องทุ่มแรงกายแรงใจลงไปไม่น้อย” นางโบกมือส่งสัญญาณให้กลุ่มทหารฝีมือดี “เอาตัวไป”
ฝ่าฟันกับภยันตรายอยู่ในป่ามาหลายวัน ไส้ศึกตงถิงแต่ละคนจึงอ่อนเปลี้ยเพลียแรงมาก เมื่อเผชิญกับทหารฝีมือดีเหล่านี้จึงไม่เหลือแรงต่อต้าน ทั้งหมดถูกจับตัวอย่างง่ายดาย
สายลับชื่อจางคุยเพิ่งจะรู้ตัว หันไปมองเหอจิ่วเหนียงและเอ่ยถามด้วยความเหลือเชื่อ “เจ้าสงสัยพวกเรามาตั้งแต่แรกแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“ไม่ได้สงสัย แต่ข้า ‘รู้’ มาตั้งนานแล้วต่างหาก ช่วยไม่ได้น่ะนะ พวกเจ้าแสดงละครเก่งเกินไปจนดึงดูดความสนใจข้าได้สำเร็จ”
สามารถรวบแหได้ง่ายๆเช่นนี้ เหอจิ่วเหนียงก็อารมณ์ดีไม่น้อย จึงเมตตาอธิบายให้พวกเขาได้กระจ่างสักหน่อย
แต่นางก็ไม่ได้พูดอะไรมากไปกว่านั้น ให้คนลากตัวพวกเขาออกไปทันที
……
ส่วนทางด้านอื่น ทหารนายอื่นที่เหลืออยู่ในป่าไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นทางด้านนี้เลย แต่ละคนยังคงพยายามเพื่อไปสู่จุดหมายปลายทางอย่างไม่ลดละ
และแน่นอนว่ามีคนที่เก่งมากจริงๆ พวกเขาทำภารกิจสำเร็จก่อนหมดเวลา ตอนนี้กำลังนั่งเคี้ยวเนื้อย่างกระดกสุราอย่างสุขสันต์ รอคอยอนาคตอันสดใสของตนเอง
……
หลังจากเมื่อวานจับหนอนกลุ่มใหญ่ได้แล้ว และวันนี้ก็เข้าสู่วันสุดท้ายของการฝึกภาคสนามแล้ว ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็กลับออกจากป่าได้อย่างสบายใจ จากการติดตามตลอดหลายวันที่ผ่านมาของนาง กลุ่มหนอนเล็กๆกลุ่มอื่นที่เผยตัวออกมาอย่างไม่คาดคิดในวันแรก ก็วงแตกแยกทางกันไปแล้ว บ้างก็ขัดแย้งกันเอง บ้างก็ถูกปัจจัยภายนอกกดดันจนต้องถอนตัวจากการแข่งขัน สุดท้ายคนเหล่านั้นก็ไม่มีใครได้เข้ารอบสองร้อยคนแรก
ถึงแม้เหอจิ่วเหนียงจะเจียดเวลากลับไปหาบุตรชายบ้างเป็นบางครั้ง แต่เวลาก็มักเป็นยามดึกซึ่งโก่วเอ๋อร์หลับไปแล้ว และนางก็เพียงแวะไปดูเขาแค่ครู่เดียวเท่านั้น
แต่วันนี้ ในที่สุดนางก็ได้กลับมาหาเขาจริงๆเสียที เหอจิ่วเหนียงพุ่งเข้าไปกอดโก่วเอ๋อร์แน่นพร้อมหอมแก้มเขาหลายฟอด แก้มป่องๆของบุตรชายช่างน่าหอมมากจริงๆ!
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อที่มองอยู่ข้างๆรู้สึกอิจฉา เวลาที่โก่วเอ๋อร์กับท่านอาจิ่วเหนียงอยู่ด้วยกันช่างเป็นภาพที่น่าอิจฉายิ่งนัก!
แต่ในขณะที่โอรสองค์รัชทายาทกำลังมองภาพนั้นด้วยความอิจฉาปนใจลอย เหอจิ่วเหนียงก็ดึงเขาเข้าไปหอมแก้มฟอดหนึ่งด้วย นางไม่ได้ทำไปด้วยความคะนองหรือคิดน้อย แต่นางเห็นแววตาที่มีร่องรอยของความว้าเหว่และความอิจฉาของเขา จึงอยากเติมเต็มความว่างเปล่าในใจเขาให้หายไป
อีกอย่าง นี่ก็ไม่ใช่เรื่องที่ไม่เหมาะสม จิ่นรุ่ยซื่อจื่อเพิ่งอายุเจ็ดแปดปี ยังไม่ถึงวัยที่ต้องเว้นระยะห่างระหว่างเพศ
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อคิดไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะทำเช่นนี้ แก้มเล็กๆของเขาแดงเรื่อขึ้นทันที รอยยิ้มบนใบหน้าก็แย้มกว้างยากจะควบคุม เขาถูกท่านอาจิ่วเหนียงหอมแก้มอย่างนั้นหรือ หมายความว่าท่านอาจิ่วเหนียงพอใจกับความสามารถของเขาในช่วงนี้ใช่หรือไม่!
นอกจากเรื่องนี้ก็ไม่มีเรื่องใดที่ทำให้เขาได้รับความชื่นชมแล้ว ด้วยความอุตสาหะตลอดเกือบเดือนที่ผ่านมา ช่วงนี้ผิวเขาคล้ำขึ้นไม่น้อย แต่ร่างกายก็แข็งแรงกว่าเมื่อก่อนมาก ก่อนหน้านี้สามวันดีสี่วันไข้ ตอนนี้กินอะไรก็อร่อยไปหมด ไม่รู้จักความเจ็บป่วยแล้ว
ส่วนเรื่องการเรียนในตำรา แม้ไม่มีอาจารย์คอยชี้แนะ แต่เขาก็อาศัยวิธีการทำความเข้าใจด้วยตัวเองตามที่โก่วเอ๋อร์สอน บวกกับคำแนะนำของเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้การเรียนรู้ด้วยตัวเองก็ไม่ใช่เรื่องยากอีกต่อไป ด้านความรู้เขาจึงไม่ด้อยไปกว่าใคร
ด้านพละกำลังก็คล่องแคล่วว่องไวกว่าเมื่อก่อนมาก ตอนนี้ถึงขั้นประลองกับโก่วเอ๋อร์ได้หลายรอบแล้ว เขาคิดว่า รอกลับไปเรียนในสำนักศึกษาหลวงอีกครั้ง หากเจอกับพวกปากไม่มีหูรูดอีก เขาจะต่อยคืนกลับไปสักหมัดแน่!
“ท่านแม่ขอรับ คนเหล่านี้เป็นคนไม่ดีหรือขอรับ?”
โก่วเอ๋อร์แสดงความคิดถึงกับมารดาอยู่ครู่หนึ่งก็เหลือบไปเห็นคนกลุ่มหนึ่งถูกมัดกองไว้กลางลายฝึกซ้อม
ไม่มีใครจะรู้จักบุตรชายดีไปกว่าผู้เป็นมารดา เหอจิ่วเหนียงเข้าใจในสิ่งที่โก่วเอ๋อร์จะสื่อ จึงเอ่ยถาม “อยากประลองหรือไม่?”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าทันที “อยากขอรับ!”
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองจัดการดู แต่คิดให้ดีนะ พวกเขาเป็นคนไม่ดี อย่าได้ไว้ไมตรีเชียว”
หลี่ต้าจ้วงที่อยู่ข้างๆ “!!!”
กับคำขอที่ไร้เหตุผลเช่นนี้ คิดไม่ถึงว่าพี่สะใภ้จะไม่ห้ามเลย!
ตอนที่ 758: แก้ไขข้อบกพร่อง
สำหรับการขอแสดงฝีมือการต่อสู้กับสถานการณ์จริงของโก่วเอ๋อร์ เหอจิ่วเหนียงจะเลือกปฏิเสธหรือตกลงโดยประเมินจากสถานการณ์นั้นๆ
แต่ความเป็นไปได้ที่จะปฏิเสธมีน้อยมาก นอกเสียจากว่าสถานการณ์นั้นอันตรายมากจริงๆ
ส่วนสถานการณ์วันนี้ ไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล
ที่นี่ไม่มีใครอื่น และมีนางดูอยู่ตลอด จึงสามารถรับประกันความปลอดภัยของโก่วเอ๋อร์ได้
ที่สำคัญ คนเหล่านี้ได้รับบาดเจ็บมาจากในป่าจนมีสภาพย่ำแย่ ร่างกายหมดเรี่ยวแรง ไม่นับว่าอันตรายต่อโก่วเอ๋อร์เลย
โก่วเอ๋อร์สัมผัสได้ถึงความชั่วร้ายในตัวคนเหล่านั้น ในใจจึงกลัดกลุ้มเล็กน้อย แต่ก็ยังปรารถนาจะลองแสดงฝีมือ
เขารู้ว่าตัวเองอายุยังน้อย เรี่ยวแรงมีไม่เยอะ หากชนตัวต่อตัวต้องสู้ไม่ได้แน่ แต่เขาถนัดใช้ความฉลาด และอยู่ฝึกในค่ายทหารมานานแล้วกลับไม่มีโอกาสได้แสดงฝีมือเลย เขาเองก็เริ่มคันไม้คันมือจริงๆ
“ข้าคิดดีแล้วขอรับ ท่านแม่ ให้ข้าลองเถอะขอรับ!”
สุดท้ายโก่วเอ๋อร์ก็ตัดสินใจได้ เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า หันไปมองกลุ่มสายลับและชี้คนหนึ่งที่สภาพพอดูได้ที่สุดในกลุ่ม แล้วกล่าว “คนนี้ก็แล้วกัน แสดงฝีมือให้แม่ดูหน่อย”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าและเดินเข้าไป มีคนช่วยปลดเชือกคนผู้นั้นให้ คนผู้นั้นในใจพลันบังเกิดความคิดที่จะฉวยโอกาสนี้หนี แต่พอมองรอบๆ แล้วเห็นว่ามีคนมากมาย ต่อให้เขามีสามเศียรหกกรก็ไม่อาจหนีรอดไปได้ ดังนั้นจึงหันความสนใจกลับมาจดจ้องกับโก่วเอ๋อร์
เขารู้สึกเหมือนถูกเหยียดหยาม เขาเป็นถึงสายลับวัยสามสิบกว่าปี แต่กลับต้องมาประลองกับเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเนี่ยนะ เหยียดหยามกันเกินไปแล้ว!
การเหยียดหยามมีตั้งหลายวิธี เหตุใดต้องใช้วิธีปัญญาอ่อนเช่นนี้กับเขาด้วย!
เมื่อคิดได้ดังนี้ เขาก็จ้องเขม็งไปที่เหอจิ่วเหนียงด้วยความเคียดแค้น
เหอจิ่วเหนียงย่อมรับรู้ได้ถึงความหมายในแววตาของอีกฝ่าย นางไหนเลยจะสนใจ ทั้งยังกล่าวให้กำลังใจ “แสดงฝีมือให้ดีล่ะ หลังจากนี้ข้าอาจใจดีกับเจ้าบ้างก็ได้”
ในฐานะสายลับ การที่ต้องตกอยู่เงื้อมมือของศัตรูเป็นสิ่งที่น่าอัปยศที่สุด ร้องขอชีวิตก็ไม่ได้ ร้องขอความตายก็ไม่ได้
แต่เหอจิ่วเหนียงกลับรับปากว่าจะใจดีกับเขา เขารู้สึกมีความหวังขึ้นมาเล็กน้อย
เขาพยักหน้า จากนั้นทหารก็ยื่นอาวุธเล่มหนึ่งให้เขาทันที
สิ่งนี้กลับทำให้เขาตกใจมาก ต่อสู้กับเด็กต้องใช้อาวุธด้วยหรือ นี่จะไม่เป็นการรังแกเด็กเกินไปหน่อยกระมัง!
แต่เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้พูดอะไร เขาเองก็ย่อมไม่คัดค้าน ในใจถึงขั้นคิดไว้แล้วว่า การต่อสู้ครั้งนี้เขาต้องมีโอกาสเป็นต่อแน่นอน อาจสามารถจับเด็กคนนี้เป็นตัวประกันเพื่อข่มขู่เหอจิ่วเหนียงให้ไว้ชีวิตเขาได้ก็ได้!
ชั่วขณะนั้น ในสมองของเขาก็เกิดความคิดสวยงามมากมาย แต่โก่วเอ๋อร์ไหนเลยจะให้เวลาเขาได้จินตนาการไปมากกว่านั้น ยกกระบี่ของตนพุ่งเข้าโจมตีทันที
ไม่นานทั้งสองก็ต่อสู้กัน ความเร็วของโก่วเอ๋อร์รวดเร็วถึงขีดสุด ส่วนบุรุษผู้นั้น ด้วยความเกลียดชังชาวเป่ยเหยียนเป็นทุนเดิม หลังถูกกระบวนท่าของโก่วเอ๋อร์หลอกล่อเอาหลายๆครั้ง จากที่ในใจปรามาสเด็กคนนี้เอาไว้ เขาก็พลันเดือดดาลขึ้นมา
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อยืนอยู่กับเหอจิ่วเหนียง มองโก่วเอ๋อร์กับสายลับผู้นั้นต่อสู้กันไปมาด้วยความอิจฉายิ่งนัก
“โก่วเอ๋อร์สุดยอดไปเลย!”
เขาชื่นชมจากใจจริง ทั้งๆที่โก่วเอ๋อร์อายุยังน้อย แต่กลับต่อกรกับยอดฝีมือได้ ถึงแม้ยอดฝีมือผู้นั้นจะอยู่ในสภาพน่าอนาถ แต่อูฐผอมย่อมใหญ่กว่าม้าอยู่ดี ทว่าก็ยังเห็นได้ชัดว่าพลังของโก่วเอ๋อร์นั้นไม่ธรรมดาเลย
และนี่ก็เป็นอีกหนึ่งในวิธีการสร้างพัฒนาการของบุตรชายของเหอจิ่วเหนียงกับสามี หากเป็นองค์รัชทายาทและพระชายาละก็ ไม่มีทางวางใจให้โอรสต่อสู้กับคนเช่นนี้แน่นอน
เหอจิ่วเหนียงยิ้มกล่าว “อีกไม่นานเจ้าก็จะเหมือนเขา ช่วงนี้เจ้าเองก็ก้าวหน้าขึ้นมากเลยนะ”
นี่เป็นคำพูดจากใจจริง จิ่นรุ่ยซื่อจื่ออยากเอาชนะโก่วเอ๋อร์ให้ได้ แม้จะเหนื่อยจนแทบยืนไม่ไหว แต่กลับยังบังคับตัวเองให้ฝึกซ้อมทุกวัน ความก้าวหน้าของเขาจึงพัฒนารวดเร็วมากจริงๆ
ได้รับคำชมเช่นนี้จิ่นรุ่ยซื่อจื่อก็เขินอายเล็กน้อย ยกมือเกาท้ายทอย และยิ้มอย่างขัดเขิน ในใจรู้สึกมีความสุขมาก
เขาได้รับคำชมแล้วนะ! ต่อไปคงต้องพยายามให้มากกว่าเดิม จะได้ไล่ตามน้องโก่วเอ๋อร์ทัน!
ทั้งสองฝ่ายประลองกันอย่างดุเดือด หากพูดถึงพละกำลัง โก่วเอ๋อร์ย่อมเทียบกับบุรุษวัยสามสิบไม่ได้อยู่แล้ว เด็กน้อยจึงใช้ไหวพริบค่อยๆทำให้อีกฝ่ายสูญเสียพละกำลังไปเรื่อยๆ แต่พอเวลาผ่านมานานเข้า โก่วเอ๋อร์เองก็เริ่มแผ่ว ในตอนนี้เองเด็กชายจึงเริ่มเห็นจุดบกพร่องของตัวเองแล้ว ในใจจึงตั้งมั่นเอาไว้แล้วว่า หลังจากนี้จะต้องฝึกจุดบกพร่องนี้ให้เข้มข้นขึ้น
ส่วนสายลับผู้นั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง จากที่ดูถูกคู่ต่อสู้ เปลี่ยมมาเป็นจริงจังขึ้น ต่อมาก็เริ่มตื่นตระหนก จนในตอนนี้เขาเริ่มสู้ไม่ไหวแล้ว
เขาคิดไม่ถึงเลยว่าเด็กคนนี้จะใช้วิธีเช่นนี้ ความจริงฝีมือของเขาสามารถจัดการอีกฝ่ายได้สบาย แต่กลับถูกอีกฝ่ายหลอกล่อจนหัวหมุน ทั้งยังจับจุดอ่อนได้ยากมาก ถูกทำให้สิ้นเปลืองพลังไปเช่นนี้ ช่างน่าโมโหจริงๆ!
เหอจิ่วเหนียงเห็นบุตรชายแรงเริ่มแผ่วแล้วก็ยังไม่ได้ตื่นตระหนก นางเลือกที่จะรอดูว่าเขาจะทำเช่นไร'
เพราะหากต่อสู้ในเหตุการณ์จริงก็ต้องเจอกับสถานการณ์เช่นนี้แน่นอน ใช่ว่าจะบอกให้หยุดก็จะหยุดได้
โก่วเอ๋อร์ร้อนใจขึ้นเล็กน้อย ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปเขาไม่ไหวแน่ ดังนั้นจำเป็นต้องรีบสู้รีบจบ!
กระบวนท่าสังหารเร็วต่างๆ ที่เหอจิ่วเหนียงเคยสอนผุดขึ้นมาในหัว สถานการณ์เช่นไรควรใช้กระบวนท่าใด ต้องคิดหาทางจบให้ได้
หลังจากคิดได้แล้วโก่วเอ๋อร์ก็เลือกใช้วิธีที่ง่ายที่สุด ใช้กระบี่ฟันไปที่จุดสำคัญของคู่ต่อสู้ และดีดตัวออกมาอย่างรวดเร็ว
ภายในชั่วพริบตาก็สามารถตัดสินผลแพ้ชนะได้แล้ว
และที่เขาทำได้ ก็เพราะเขาใช้วิธีทำให้อีกฝ่ายเปลืองพลังไปมากพอ จึงสามารถจบการต่อสู้ได้ในกระบวนท่าเดียวอย่างแม่นยำ หากทำเช่นนี้ตั้งแต่แรกเริ่ม ผลลัพธ์ก็จะไม่ออกมาเป็นเช่นนี้
“เยี่ยม!”
เสียงให้กำลังใจดังก้องขึ้นข้างสนาม พวกทหารต้างโห่ร้องแสดงความยินดีกับโก่วเอ๋อร์
ใครจะคิดว่าเด็กอายุไม่ถึงห้าขวบจะเอาชนะบุรุษผู้แข็งแกร่งวัยสามสิบได้
แม้บุรุษผู้นี้จะไม่ค่อยมีเรี่ยวแรงอยู่แล้วก็เถอะ แต่แล้วอย่างไรเล่า โก่วเอ๋อร์ทำได้เช่นนี้ก็นับว่าเก่งกาจมากแล้ว เก่งกว่าเด็กทั่วไปหลายเท่า!
หลังจากการต่อสู้จบลง ขาของโก่วเอ๋อร์ก็สั่นเล็กน้อย แต่ก็ยังวิ่งมาตรงหน้าเหอจิ่วเหนียงได้ด้วยความดีใจ “ท่านแม่ ข้าชนะแล้ว!”
“ลูกแม่เก่งมาก แต่เจ้าเจอข้อบกพร่องของตัวเองหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงประคองใบหน้าเล็กๆของบุตรชายและเช็ดคราบสกปรกให้ด้วยแววตาเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจ
โก่วเอ๋อร์พยักหน้า “ตอนที่ข้าทำให้อีกฝ่ายเปลืองพละกำลัง ข้าเองก็เสียพละกำลังไปด้วย ทำให้อีกฝ่ายจับจุดอ่อนของเราได้ง่าย หากไม่ได้กระบวนท่าที่ท่านแม่สอน ข้าคงแพ้ไปแล้วขอรับ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้เขาก็รู้สึกโชคดีมาก โชคดีที่มีท่านพ่อกับท่านแม่ มีความช่วยเหลือจากพวกเขา เขาจึงเติบโตได้เร็วเช่นนี้ เป็นความภาคภูมิใจให้กับทุกคน และเป็นความภูมิใจให้กับตัวเอง
เขาอยากเป็นคนที่แข็งแกร่งขึ้น เพราะตอนเด็กเขาอ่อนแอจึงเป็นภาระ ชีวิตของครอบครัวเขาเพิ่งจะดีขึ้นหลังจากที่ท่านแม่พาครอบครัวและญาติพี่น้องลี้ภัย เขาอยากแข็งแกร่งเหมือนท่านพ่อกับท่านแม่ จะได้ปกป้องครอบครัวได้ ครอบครัวของเขาจะได้มีชีวิตที่ดีต่อไปนานๆ
เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะน้อยๆของเขาพลางกล่าว “เพราะฉะนั้นหลังจากนี้ เจ้าต้องปรับข้อบกพร่องนี้ของตัวเองให้ได้ เอาชนะคู่ต่อสู้โดยที่ตัวเองไม่ต้องสูญเสียพละกำลังมาก”
“ขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าเข้าใจ เหอจิ่วเหนียงจับมือเขา “ปะ ไปอาบน้ำดีกว่า เหงื่อออกเช่นนี้เดี๋ยวจะเหม็นเหมือนหมูเอานะ!”
ตอนที่ 759: แน่จริงก็ฆ่าข้าสิ!
โก่วเอ๋อร์รับคำมารดา เหอจิ่วเหนียงให้จิ่นรุ่ยซื่อจื่อไปกับเขา ส่วนตนก็เริ่มไต่สวนเหล่าไส้ศึกที่จับตัวได้ทันที
เพื่อป้องกันเหตุไม่คาดฝัน เหอจิ่วเหนียงจึงต้องรีบทำการไต่สวนเสียแต่ตอนนี้ โดยเริ่มจากการเค้นให้อีกฝ่ายบอกแหล่งกบดานขององค์ชายสามก่อนเป็นอย่างแรก
เพราะก่อนหน้านี้องค์ชายสามติดค้างทองนางสามหีบ ต่อมาก็ติดค้างเพิ่มอีกห้าหีบ รวมแล้วเป็นทองแปดหีบ นางต้องส่งคนไปเอาโดยเร็ว หาไม่จะถูกยึดเข้าท้องพระคลังหมด
เพื่อเป็นหลักฐานว่าทองคำแปดหีบเป็นของนาง เหอจิ่วเหนียงจึงบังคับให้องค์ชายสามเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร และลงนามประทับลายนิ้วมือ เช่นนี้ต่อไปหากใครใช้เรื่องนี้มาหาเรื่องนาง นางก็สามารถตอบโต้ได้เต็มปาก
องค์ชายสามไม่ยอมบอกแหล่งกบดานกับนางเด็ดขาด ไม่ว่าเหอจิ่วเหนียงจะทำอย่างไรเขาก็ไม่พูด นั่นเป็นความมั่นคงของเขา เขาถึงยืนหยัดมาได้จนถึงทุกวันนี้
ไม่บอกก็ไม่เป็นไร เหอจิ่วเหนียงก็ไม่บีบบังคับเขา อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นถึงองค์ชาย ต้องให้เกียรติไว้หน้าเขาสักหน่อย
ดังนั้นผู้ที่ต้องรับเคราะห์แทนองค์ชายสามก็คือสายลับเหล่านี้ สุ่มเค้นจากคนเลวพวกนี้สักคนสองคนก็ได้ความแล้ว นางไม่เชื่อหรอกว่าคนตงถิงจะใจแข็งได้ทุกคน
เมื่อมั่นใจแล้วว่าเด็กทั้งสองจะไม่เห็นเหตุการณ์ที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้ เหอจิ่วเหนียงจึงเริ่มปฏิบัติการ แม่ทัพสาวเดินมาตรงหน้ากลุ่มสายลับ แล้วถามขึ้นด้วยน้ำเสียงเบาสบาย “แหล่งกบดานในเมืองหลวงของพวกเจ้าอยู่ที่ใด? บอกมาสามที่ ข้าจะเมตตาทำให้พวกเจ้าตายอย่างสบายหน่อย หากบอกมาห้าที่ข้าจะเว้นโทษตายให้พวกเจ้า แต่หากพวกเจ้าบอกแหล่งกบดานมาทั้งหมด ข้าจะปล่อยพวกให้พวกเจ้าได้มีทางรอด”
ตอนนี้เป่ยเหยียนปราบแหล่งกบดานของศัตรูไปได้หลายแห่งแล้ว แต่คนเจ้าเล่ห์ย่อมมีทางหนีทีไล่หลายทาง แหล่งกบดานของตงถิงมีอยู่กระจัดกระจายมาก จนถึงตอนนี้ก็ยังหาฐานที่มั่นใหญ่ของพวกเขาไม่พบ แหล่งกบดานย่อยที่กระจายตัวอยู่ทั่วก็ยังหาไม่เจอ เหอจิ่วเหนียงจะยอมผ่อนโทษให้คนเหล่านี้หากพวกเขาปริปากพูดออกมา
สายลับเหล่านี้รู้สึกว่า เหอจิ่วเหนียงเห็นพวกเขาเป็นคนโง่ เรื่องเช่นนี้ใครจะบอกกัน หากเป็นพวกขี้ขลาด พวกเขาคงไม่พาตัวเองมาเป็นสายลับอยู่ที่นี่หรอก
ดังนั้นทุกคนจึงหันหน้าหนี ไม่สนใจข้อเสนอของเหอจิ่วเหนียงเลย
โดยเฉพาะคนที่ประลองฝีมือแพ้โก่วเอ๋อร์เมื่อครู่ เขารู้สึกอับอายมาก ตอนนี้ยิ่งไม่อยากยอมง่ายๆ ไม่อย่างนั้น เขาก็คือคนไร้ประโยชน์โดยแท้จริง
อีกอย่าง หากทรยศพวกเดียวกัน ครอบครัวของพวกเขาก็ต้องเดือดร้อน เพื่อครอบครัวแล้ว พวกเขาจะต้องกัดฟันทนเอาไว้
เหอจิ่วเหนียงกวาดตามองพวกพวกเขา “ดูท่าจะไม่ยอมพูดง่ายๆสินะ จุจุจุ ไม่เลวเลยจริงๆ”
กล่าวจบนางดีดนิ้วส่งสัญญาณ ทหารที่มุงอยู่ก็เปิดทางให้ และมีทหารสองสามนายเข็นรถเข็นพื้นเรียบคันหนึ่งเข้ามา
ตอนที่สายลับเหล่านั้นเห็นสิ่งที่อยู่บนรถเข็น สีหน้าก็พลันซีดเผือกลง
“โฮ่งๆๆ บรู๊ว~”
บนรถเข็น มีกรงเหล็กขนาดใหญ่อยู่กรงหนึ่ง ในกรงเหล็กขังหมาป่าไว้สองตัว ร่างหมาป่ามีบาดแผลเล็กน้อย เป็นบาดแผลจากการถูกจับตัวมา
พวกมันถูกจับออกมาจากป่าครั้นที่มีการฝึกภาคสนาม ฝูงของพวกมันกำลังโจมตีทหารอยู่พอดี หมาป่าตัวอื่นในฝูงถูกฆ่าตายแล้ว เหลือเพียงตัวผู้ตัวเมียคู่นี้ เหอจิ่วเหนียงเห็นว่ามีประโยชน์จึงพากลับมาด้วย
หมาป่าสองตัวนี้ดุร้ายมาก ถูกจับกลับมาหลายวันแล้วแต่ยังไม่สิ้นฤทธิ์ พอมีคนเข้าใกล้ก็จะขู่คำรามทันที กรงที่ขังพวกมันไว้ก็ทั้งถูกกัดถูกกระแทกจนจะพังมิพังแหล่แล้ว
ตอนนี้มีคนห้อมล้อมมากมาย หมาป่าทั้งสองก็ตั้งท่าป้องกันตัว คล้ายกับว่าพร้อมสู้ตลอดเวลา
เหอจิ่วเหนียงมองเหล่าสายลับด้วยรอยยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม “เห็นหมาป่าสองตัวนี้แล้วกระมัง ตั้งแต่จับมาจนถึงตอนนี้พวกมันยังไม่ได้กินอะไรเลย มันกัดกรงเหล็กจนแทบจะพังอยู่แล้ว หากพวกเจ้ายังไม่ยอมพูดละก็… ข้าจะให้พวกเจ้ากลายเป็นอาหารมื้อเย็นของพวกมัน”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ขู่ ที่ให้เด็กทั้งสองออกไปจากตรงนี้ ก็เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ภาพที่อาจจะเกิดขึ้นสร้างบาดแผลไว้ในใจของพวกเขา
เหล่าสายลับเริ่มเกิดความหวาดกลัว หมาป่าดุร้ายอีกทั้งยังหิวโซมาหลายวัน หากโยนพวกเขาเข้าไป…ไม่อยากจะคาดคิดถึงผลที่เกิดขึ้นเลย
พวกเขาจับจ้องเหอจิ่วเหนียงด้วยความเคียดแค้น วิธีที่โหดร้ายเช่นนี้ เป็นสิ่งที่ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งคิดออกมาจริงๆอย่างนั้นหรือ
ช่างเป็นสตรีที่อำมหิตจริงๆ!
“ข้าให้เวลาไตร่ตรองสองลมหายใจ หากพวกเจ้ายังไม่ยอมพูด ก็อย่าหาว่าข้าไม่เตือน”
ตอนนี้ใกล้จะถึงเวลาอาหารมื้อเย็นแล้ว พอให้อาหารหมาป่าเสร็จ นางก็จะได้ไปกินข้าว จะทนอะไรก็ทนได้ แต่ไม่อาจทนปล่อยให้ท้องหิวได้
“จะฆ่าจะแกงใครก็แล้วแต่เจ้าเถอะ แต่เหตุใดต้องทำกับข้าเช่นนี้ด้วย!”
สายลับคนหนึ่งตะคอกออกมาด้วยความเดือดดาล
เหอจิ่วเหนียงได้ยินก็หันไปมอง พบว่าเป็นคนที่พ่ายแพ้ให้กับโก่วเอ๋อร์เมื่อครู่ นางจึงกล่าว “โอ้ เจ้าวางใจได้ เมื่อครู่ข้ารับปากเจ้าไปแล้ว เจ้าประลองฝีมือเป็นเพื่อนลูกชายข้า ข้าจะลงโทษเจ้าน้อยๆหน่อย ดังนั้นคนที่เป็นอาหารให้หมาป่าจะไม่เป็นเจ้าแน่นอน แต่จะให้ดีเจ้าก็เงียบปากหน่อยนะ”
พอเขาได้ยินว่าเหอจิ่วเหนียงยังรักษาคำพูด เขาก็เงียบปากลงทันที ขอเพียงไม่จับเขาไปเป็นอาหารของหมาป่าก็พอแล้ว
ถึงอย่างไรพวกเขาก็แตกคอกันตั้งแต่อยู่ในป่าแล้ว และตอนที่ถูกจับได้ ต่างคนก็ยังคิดจะทำร้ายกันเองเพื่อเอาตัวรอด ดังนั้นเขาเองก็ไม่จำเป็นต้องคิดถึงพวกพ้องอีก
คนที่เหลือได้ยินดังนั้นก็ยิ่งกระวนกระวาย พวกเขาก็อยากเห็นแก่ตัวทำเพื่อตัวเองสักครั้ง แต่หากทำเช่นนั้น ครอบครัวของพวกเขาก็จะเดือดร้อนไปด้วย ต่อให้ต้องตายก็ไม่มีหน้าไปพบบรรพบุรุษ และพวกเขายังแบกรับคำสั่งอยู่ หากยอมสารภาพออกไปง่ายๆ ก็รู้สึกผิดต่อตัวเองด้วย
พอคิดเช่นนี้ทุกคนก็ตัดสินใจอย่างแน่วแน่ว่า จะยอมตาย แต่ไม่ยอมจำนนเป็นอันขาด!
เวลาที่ให้โอกาสพวกเขาใกล้จะหมดลงแล้ว แต่พวกเขาก็ยังไม่ยอมปริปาก เหอจิ่วเหนียงส่งสายตาให้กับทหารข้างๆ ทหารนายนั้นเข้ามาจับสายลับคนหนึ่งไปที่ข้างกรงเหล็ก จับมือข้างหนึ่งของเขายื่นเข้าไปในกรงอย่างไม่รีรอ
“อ๊าๆๆ!!!…”
เสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดอย่างน่าสังเวช กับเสียงกัดกระดูกจนหักดังขึ้นพร้อมกัน เลือดสีแดงสดพุ่งกระเด็นโดนใบหน้าของทหารนายนั้น
อย่าว่าแต่สายลับเหล่านี้เลย แม้แต่ทหารในค่ายที่ดูอยู่โดยรอบก็ยังรู้สึกเสียววาบ
ทหารโยนร่างของผู้บาดเจ็บไปข้างๆ จากนั้นไปจับสายลับมาอีกคนแล้วกระทำเช่นเดียวกับคนเมื่อครู่
“อ๊าๆๆ!!!…”
เสียงกรีดร้องน่าสังเวชดังขึ้นอีกครั้ง แต่ครั้งนี้คนผู้นี้ไม่ได้เจ็บปวดถึงขั้นสติหลุด เพราะเขายังสามารถมีสติหันมาด่าเหอจิ่วเหนียงอย่างรุนแรงได้
“นางสารเลว! พวกเจ้าต้องโดนสวรรค์ลงโทษแน่! พวกคนชั่วจิตใจอำมหิตดั่งงูพิษ! แน่จริงก็ฆ่าข้าเลยสิ!! ฆ่าเลยสิ!!!”
แววตาของทหารผู้นั้นเคร่งขรึมลง จับร่างสายลับผู้นั้นหันเข้ากรงอย่างไม่รีรอ ดึงมืออีกข้างของเขายัดเข้าไปในซี่กรงเหล็กทันที
“อ๊าๆๆ!!!”
เดิมทีเหอจิ่วเหนียงตั้งใจเอาไว้ว่าจะจัดการมือของพวกเขาคนละข้างก่อน แล้วค่อยวนกลับมาจัดการมืออีกข้าง หากยังไม่ยอมพูดก็จะจัดการเท้าทั้งสองข้างของพวกเขา แต่คิดไม่ถึงว่าทหารผู้นี้จะไม่เคารพคำสั่งพี่สะใภ้ของเขาเช่นนี้
ถึงอย่างนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้ห้าม ยืนดูแขนทั้งสองข้างของสายลับผู้นั้นถูกหมาป่ากลืนเข้าท้อง
จากที่ยังปากดีด่าได้น้ำไหลไฟดับ ภายในชั่วพริบตาคนผู้นั้นก็ถูกความเจ็บปวดเล่นงานจนหายใจติดขัด ดวงตาเหลือกลาน และเป็นลมหมดสติไปในที่สุด
ทหารผู้รับผิดชอบเหวี่ยงร่างที่หมดสตินั้นไปข้างๆ จากนั้นก็จับสายลับอีกคนมาแทนที่
ครั้งนี้เกิดเรื่องเหนือความคาดหมายเล็กน้อย ทันทีที่ถูกจับตัว สายลับผู้นั้นก็ฉี่ราดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่ด้วยความหวาดกลัว กลิ่นฉี่คละคลุ้งจนทำให้ทหารที่อยู่โดยรอบถึงกับย่นหน้าด้วยความรังเกียจ
เหอจิ่วเหนียงก็ถอยหลังหนี เจ้าหมอนี่ เหตุใดกลิ่นฉี่ถึงได้แรงขนาดนี้นะ ช่างน่ารังเกียจยิ่งนัก
ถึงกระนั้นทหารผู้รับผิดชอบก็ยังทำหน้าที่ต่อไป ลากสายลับตาขาวไปข้างกรงเหล็กเตรียมให้อาหารหมาป่าต่อ แต่ปรากฏว่าสายลับผู้นี้กลับร้องไห้ออกมา
“อย่านะ! อย่า! อย่า!! ข้าพูดแล้ว! ข้าพูดแล้ว! ข้ายอมพูดทุกอย่างแล้ว ฮือๆๆ!”
ตอนที่ 760: นี่คือจุดจบของผู้ที่รุกรานเป่ยเหยียน
เหอจิ่วเหนียงถึงกับหัวเราะลั่นออกมา “ยอมพูดตั้งแต่แรกก็สิ้นเรื่อง ปล่อยเขาเถอะ พาเขาไปพูดทางโน้น”
จากนั้นทหารอีกนายก็เข้ามาลากตัวเขาไป
คนที่อยู่รอบๆ มองเหอจิ่วเหนียงอย่างไม่อยากเชื่อ ภาพนองเลือดเช่นนี้คิดไม่ถึงว่านางจะดูได้โดยไม่กะพริบตาเลยแม้แต่นิดเดียว ทั้งยังหัวเราะออกมาได้อีก จิตใจของนางช่างแข็งแกร่งยิ่งกว่าบุรุษหลายเท่านัก!
เท่านี้ยังไม่พอ เหอจิ่วเหนียงยังกล่าวกับสายลับที่เหลืออย่างยิ้มแย้มด้วย “ตอนนี้มีคนยอมสารภาพคนหนึ่งแล้ว สถานที่ที่เขาบอกมาแล้ว หากพวกเจ้าบอกซ้ำข้าจะไม่นับ พวกเจ้าต้องบอกที่ไม่ซ้ำกัน ถือว่าข้าเตือนพวกเจ้าแล้วนะ ยิ่งสารภาพทีหลังโอกาสก็ยิ่งน้อย สุดท้ายหากไม่เหลือสถานที่ใดให้พูดแล้ว ก็คงต้องเป็นอาหารหมาป่าแล้วละ”
วิธีนี้กดดันและโหดเหี้ยมอย่างแท้จริง บีบบังคับให้พวกเขาพูด ทั้งยังพูดมั่วๆไม่ได้ด้วย ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องรีดข่าวที่พวกเขารู้และแหล่งกบดานทั้งหมดออกมาให้ถึงที่สุด
พวกสายลับทรมานใจยิ่งนัก ด้านหนึ่งก็กลัวว่าครอบครัวจะเดือดร้อน แต่อีกด้านก็กลัวการข่มขู่ของเหอจิ่วเหนียง หากฆ่าพวกเขาให้ตายเสียก็ว่าไปอย่าง แต่กลับทรมานกันเช่นนี้ นี่มันโหดร้ายเหลือเกินสำหรับพวกเขา มันทุกข์ทรมานยิ่งกว่าความตายหลายร้อยเท่า พวกเขารับไม่ไหวจริงๆ
“เร็วเข้าสิ อย่าทำให้ข้าต้องเสียเวลากินข้าว!”
เหอจิ่วเหนียงตะคอกอย่างหมดความอดทน เหล่าทหารที่อยู่โดยรอบต่างเหงื่อแตกพลั่ก สีหน้าสะอิดสะเอียนกันทั่วหน้า เช่นนี้แล้วยังจะกินข้าวลงอีกหรือ พี่สะใภ้จิตใจเข้มแข็งเกินไปแล้ว!
รออยู่ครู่หนึ่งก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหว ทหารที่ทำหน้าที่จึงเข้าไปลากตัวสายลับอีกคนไปที่กรง และตอนนั้นเองก็ได้เห็นหนึ่งในสายลับกำลังพยายามกัดลิ้นปลิดชีพตัวเอง
ไม่ต้องให้เขาพูดอะไร เหอจิ่วเหนียงก็พุ่งตัวเข้าไปอย่างรวดเร็ว มือหนึ่งง้างปากสายลับผู้นั้นเอาไว้ มืออีกข้างล้วงขวดยาออกมาและเทผงยาเข้าไปในปากอีกฝ่าย ทั้งยังฝังเข็มช่วยห้ามเลือดให้ด้วย หลังจากนางจัดการทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ความตั้งใจของสายลับผู้นี้ก็พลันล้มเหลว
“เฮ้อ ข้าบอกแล้วอย่างไรเล่าว่าไม่ให้พวกเจ้าตายน่ะ อยากตายต่อหน้าข้ามันไม่ง่ายขนาดนั้นหรอกนะ”
คนเหล่านี้คือพยานหลักฐานสำคัญที่จะจัดการกับพวกตงถิงในอนาคต จะปล่อยให้พวกเขาตายง่ายๆได้อย่างไร
“ต่อได้เลย”
เหอจิ่วเหนียงชี้ให้ทหารลากสายลับมาอีก ทหารจึงลากผู้ที่พยายามจะปลิดชีพตนเองเมื่อครู่มา และดึงมือทั้งสองข้างของเขาเข้าไปในกรงเหล็ก
“อื๊อๆๆ!!!”
สายลับเจ็บปวดจนตัวสั่นไปทั้งร่าง เมื่อครู่กัดลิ้นปลิดชีพไม่สำเร็จ แต่ลิ้นก็บาดเจ็บไปแล้ว ตอนนี้จะส่งเสียงระบายความเจ็บปวดจึงร้องไม่ออก นัยน์ตาแดงก่ำไปด้วยเส้นเลือด ทรมานจนแทบจะตายอยู่รอมร่อ
หมาป่าสองตัวในกรงกัดกินแขนมนุษย์อย่างเอร็ดอร่อย แต่มนุษย์บริเวณโดยรอบมองเศษเนื้อที่กระจัดกระจายเต็มพื้นด้วยอาการหวาดกลัวและคลื่นไส้ และไม่เข้าใจเลยว่า เหอจิ่วเหนียงยังมีท่าทีสงบอยู่ได้อย่างไร
สายลับที่เหลือก็หวาดผวาจนฉี่ราดอีกครั้ง ในที่สุดพวกเขาก็ทนไม่ไหวแล้ว แต่ละคนถึงกับนอนแผ่ราบไปกับพื้น
“พวกเรายอมสารภาพแล้ว…”
ผู้ต้องหาทั้งหมดจึงถูกทหารลากไปไต่สวน แน่นอนว่าต้องแยกพวกเขาออกจากกัน เพื่อให้แน่ใจว่าสิ่งที่พวกเขาพูดนั้นจะเป็นความจริง
จากนั้นก็ส่งคนไปตรวจสอบตามสถานที่ที่ได้จากคำสารภาพ หากมีแหล่งกบดานอยู่จริงก็กวาดล้างให้สิ้นซาก หากไม่มีอยู่จริงก็จะกลับมาเอาความต่อ
ช่วงเวลานี้เป็นฝันร้ายที่สุดในชีวิตของเหล่าสายลับอย่างแท้จริง
เหอจิ่วเหนียงตะโกนบอกให้ทุกคนแยกย้ายไปกินข้าว ส่วนนางเหลือบมองไปที่กระโจมของตัวเอง ก่อนจะยกยิ้มมุมปากเล็กน้อย
นางรู้ว่าองค์ชายสามเห็นเหตุการณ์ทุกอย่างกับตาตัวเอง นางเป็นคนสั่งให้หลี่ต้าจ้วงจัดการทำให้เขามองเห็น
ก่อนหน้านี้นางเคยบอกแล้วว่าจะให้องค์ชายสามได้เห็นทุกอย่างด้วยตาของเขาเอง
ทำให้องค์ชายสามรู้ว่า นี่คือจุดจบของผู้ที่รุกรานเป่ยเหยียน
ในสายตาของนาง ตงถิงคือผู้รุกรานที่ไร้ยางอายที่สุด แล้วจะให้เห็นอกเห็นใจคนเช่นนี้ได้อย่างไร
ยิ่งไปกว่านั้น ปกติแล้วไม่ว่าระหว่างแคว้นจะบาดหมางกันเพียงใด ก็จะมีหลักปฏิบัติอยู่ข้อหนึ่งคือ ไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามทำอะไรกับทูตเด็ดขาด แต่ตงถิงกลับจับทูตของเป่ยเหยียนไปกักขัง ตอนนี้ไม่รู้เลยว่ายังมีชีวิตอยู่หรือไม่ นี่คือการกระทำที่ป่าเถื่อนและขัดต่อหลักสากลอย่างร้ายแรง หากไม่ใช่เพราะองค์รัชทายาทเอาแต่ลังเล เป่ยเหยียนคงยกทัพไปตีตงถิงตั้งนานแล้ว
เช่นนั้นนางก็จะจัดการด้วยวิธีเช่นเดียวกับคนพวกนั้นเอง นางไม่จำเป็นต้องเมตตาคนพวกนี้
องค์ชายสามโกรธจนดวงตาแดงก่ำช้ำเลือด ไม่ใช่เพราะรู้สึกสงสารคนเหล่านั้น แต่เขาโกรธในความอำมหิตของเหอจิ่วเหนียง และแค้นคนไร้ประโยชน์เหล่านี้ที่ทรยศหักหลังเขา
เพราะต้องส่งข่าวกลับไปแจ้งให้ตรงตามเวลา และแต่ละคนก็มีสถานที่ที่ตนรับผิดชอบส่งข่าวของใครของมัน ดังนั้นสายลับเหล่านี้ทุกคนจะรู้แหล่งกบดานอย่างน้อยหนึ่งถึงสองแห่งแบบไม่ซ้ำกัน บางคนก็รู้มากกว่านั้น วันนี้ถูกจับได้หลายคน ดังนั้นข้อมูลที่ได้จึงยิ่งมาก
องค์ชายสามหลับตาลงด้วยความเจ็บปวด เป็นอีกครั้งที่เขาได้รู้ซึ้งถึงคำว่า หมดอาลัยตายอยาก
อันที่จริงตอนที่ถูกจับตัวได้ในครั้งแรกๆ แหล่งกบดานของเขาก็ถูกตรวจสอบได้และถูกปราบไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่คนของเขาที่อยู่ข้างนอกมีมากมาย จึงสามารถสร้างแหล่งกบดานที่ใหม่ได้ ทว่าครั้งนี้ ไม่รู้ว่าจะรักษาฐานที่มั่นใหญ่ได้หรือไม่
สตรีผู้นั้นรับปากเขาไว้อย่างดีว่าจะให้เขากลับตงถิงอย่างปลอดภัย แต่กลับใช้วิธีที่โหดร้ายเช่นนี้บอกให้เขารู้ว่า สิ่งที่เป่ยเหยียนมีก็คือวิธีการสั่งสอนคนตงถิง ขึ้นอยู่กับว่าคนตงถิงจะรู้จักอยู่ให้เป็นหรือไม่
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ตงถิงคงไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเป่ยเหยียนอีกต่อไป แต่ตงถิงปรารถนาการครอบครองเป่ยเหยียนมานานหลายปี ฝึกฝนผู้มีฝีมือออกมาเป็นกองกำลังใหญ่แฝงตัวเข้ามาในเป่ยเหยียน หากจะถอนรากถอนโคนก็ใช่ว่าจะทำได้ง่ายๆ
ยิ่งไปกว่านั้น ราชวงศ์เป่ยเหยียนก็เน่าเฟะไปหมดแล้ว
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าขององค์ชายสามก็ผ่อนคลายลงไม่น้อย
ถึงแม้ในตอนนี้สถานการณ์ของเขาจะยากลำบากมากจริงๆ แต่สักวันหนึ่ง เขาจะเหยียบคนที่ทรมานเขาอยู่ตอนนี้ไว้ใต้ฝ่าเท้าให้ได้ โดยเฉพาะสตรีสารเลวอย่างเหอจิ่วเหนียง เขาจะลากตัวนางส่งไปในค่ายทหารตงถิง ให้เป็นนางบำเรอของพวกทหารเพื่อล้างความอัปยศของเขาให้ได้!
เพียงแต่ว่า ตอนนี้องค์ชายสามยังไม่รู้ว่า ความปรารถนาของเขาไม่มีวันเป็นจริงได้อีกแล้ว เพราะในช่วงที่เขาถูกนำตัวมาที่ค่ายทหาร ด้านคุกหลวงก็ไม่ได้สงบสุข มีคนส่งนักฆ่าเข้ามาถึงห้ารอบ และยังมีข่าวแพร่ออกไปว่าองค์ชายสามได้รับบาดเจ็บสาหัส ภายในช่วงเวลาไม่นาน พวกปีศาจที่อยู่ในเงามืดก็ผุดออกมาจากทุกสารทิศ
จำนวนคนเหล่านี้เยอะกว่าที่ลู่ไป่ชวนคาดเอาไว้หลายเท่า ทำให้พบว่าในราชสำนักมีพวกทรยศไม่น้อยเลย มิน่าล่ะ เหตุใดหลายปีมานี้ราชสำนักเป่ยเหยียนถึงได้เสื่อมถอยลงถึงขั้นนี้
ลู่ไป่ชวนไม่ได้แหวกหญ้าให้งูตื่น แค่รายงานให้องค์รัชยาทรู้ และปรึกษาวางแผนรับมือ จากนั้นก็จงใจปล่อยข่าวอีกครั้งว่าองค์ชายสามบาดเจ็บสาหัส พวกลิ่วล้อจึงไม่อาจอยู่เฉยได้ ส่งคนมาที่คุกครั้งแล้วครั้งเล่า
หลังจากล่อเหยื่อได้แล้วลู่ไป่ชวนก็เลือกใช้วิธีจับตัวมาดำเนินการไต่สวนโดยตรง จนลากไส้ผู้ที่อยู่เบื้องหลังออกมาได้ทั้งหมด จากนั้นก็ส่งคนไปตรวจค้นจวนยึดทรัพย์ ภายในเวลาไม่กี่วันก็ยึดทรัพย์ขุนนางกบฏได้เจ็ดถึงแปดคน ข่าวแพร่สะพัดไปทั้งเมืองหลวง แต่ทุกคนไม่รู้ว่าขุนนางเหล่านั้นถูกยึดทรัพย์ด้วยสาเหตุใด รวมถึงขุนนางคนอื่นที่เหลืออยู่ในราชสำนักก็ไม่รู้ แต่ละคนจึงต่างอยู่แบบหวาดระแวง
ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ทางด้านเหอจิ่วเหนียงก็คัดเลือกทหารฝีมือดีออกมาได้สองร้อยนายและฝึกซ้อมอย่างหนักเพื่อนำไปใช้งาน และยังจับสายลับที่แฝงตัวอยู่ในค่ายทหารออกมาได้อีก พร้อมทั้งทำลายแหล่งกบดานของตงถิงไปได้หลายแห่ง ด้านลู่ไป่ชวนก็จับขุนนางทรยศในราชสำนักออกมาได้และทำลายฐานที่มั่นไปได้หลายแห่งเช่นกัน พวกตงถิงที่ลักลอบเข้าเมืองมาก่อนหน้านี้เขาก็จับตัวมาได้ไม่น้อย
ราชสำนักชะล้างขุนนางชั่วออกไปได้ชุดใหญ่ องค์รัชทายาทถือโอกาสนี้แต่งตั้งขุนนางที่ตนไว้ใจเข้ามารับตำแหน่งตามความเหมาะสม ส่วนตำแหน่งที่ว่างก็รอดูผู้ที่สอบผ่านระดับแคว้นในปีนี้
นอกจากคังจวี่เหรินแล้ว ปีนี้ยังมีเมล็ดพันธุ์ที่ดีอีกหลายคน ถึงเวลาก็สามารถแต่งตั้งเข้ารับตำแหน่งที่ว่างได้ทันที และเมื่อได้เป็นขุนนางในเมืองหลวงแล้วก็จะไม่ถูกส่งตัวออกไปต่างเมือง นี่เป็นโอกาสที่หาได้ยากมากในช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา ผู้ที่เข้าร่วมการสอบในปีนี้ต่างนอนฝันหวาน ตอนนี้ก็รอแค่ประกาศผล จะได้โผบินออกจากกิ่งไม้อย่างสง่างามเสียที
ในช่วงนี้เกิดเรื่องราวขึ้นมากมาย มีทั้งเรื่องทุกข์เรื่องสุขปะปนกันไป แต่คนที่รู้เรื่องราวเบื้องหลังต่างก็รู้ดีว่า นี่เป็นช่วงเวลาที่สำคัญมากในประวัติศาตร์ของเป่ยเหยียน
เพราะหลังจากนี้ไป เป่ยเหยียนจะลุกขึ้นสู้อย่างแท้จริงแล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment