ตอนที่ 761: ไม่มีพิรุธนี่แหละพิรุธที่สุดแล้ว
หลังจากจัดการเรื่องเหล่านี้เรียบร้อย ลู่ไป่ชวนก็ส่งคนมารับตัวองค์ชายสามที่ค่ายทหาร และในตอนนี้เองทหารทุกคนในค่ายจึงได้รู้ว่า องค์ชายสามแห่งตงถิงอยู่ในค่ายกับพวกเขามาโดยตลอด แต่พวกเขากลับไม่รู้เลย
หลังจากฝึกกับเหอจิ่วเหนียงมาได้ระยะหนึ่ง ทหารทุกคนต่างก็มีความมั่นใจในพัฒนาการทางฝีมือของตัวเองสูงขึ้น แต่ตอนนี้ พอรู้เรื่องนี้ พวกเขาก็รู้สึกว่า แท้จริงแล้วพวกเขาก็เป็นแค่ตัวตลกคนหนึ่ง!
เมื่อเทียบกับครอบครัวท่านแม่ทัพแล้ว อย่างมากพวกเขาก็เป็นแค่กุ้งฝอยตัวเล็กๆเท่านั้น
จะไม่ใช่กุ้งฝอยตัวเล็กๆได้อย่างไร อย่าว่าแต่เทียบกับสองสามีภรรยาคู่นี้เลย แม้แต่กับเด็กอายุไม่ถึงห้าขวบพวกเขาก็ยังสู้ไม่ได้
นี่ก็เป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ทำให้พวกเขาตระหนักถึงความสามารถของตัวเองได้หลังจากการประลองในคืนหนึ่งที่ผ่านมา คืนนั้นทุกคนเห็นโก่วเอ๋อร์สอนทักษะกระบี่ให้จิ่นรุ่ยซื่อจื่อ พอเห็นดังนั้นพวกเขาก็พากันเข้ามาห้อมล้อมด้วยความสนใจ ท่วงท่าของโก่วเอ๋อร์นั้นไม่ธรรมดา แต่ละคนจึงรู้สึกคันไม้คันมือ เสนอตัวท้าประลองกับโก่วเอ๋อร์
บางคนเพียงเคยได้ยินเรื่องที่โก่วเอ๋อร์กับสายลับตงถิงประลองฝีมือกันก่อนหน้านี้ แต่ไม่ได้เห็นกับตาตัวเองเพราะตอนนั้นยังไม่ได้กลับจากในป่า หลังจากได้ยินสหายที่อยู่ในเหตุการณ์เล่า พวกเขาก็คิดว่าสายลับผู้นั้นคงจะบาดเจ็บมาจากในป่าแล้วจึงแพ้การประลอง ไม่ได้คิดว่าโก่วเอ๋อร์เก่งจริง
และก่อนจะประลองกับโก่วเอ๋อร์ พวกเขายังบอกกับตัวเองด้วยซ้ำว่าต้องระมัดระวังหน่อย หากทำให้คุณชายน้อยบาดเจ็บ พี่สะใภ้ต้องระเบิดหัวพวกเขากระจายแน่
แต่นั่นกลับกลายเป็นแค่ความคิดชั่ววูบของพวกเขาเท่านั้น เพราะหลังจากเริ่มการประลองปุ๊บ คุณชายน้อยก็พุ่งเข้ามาโจมตีอย่างรวดเร็วราวกับสายลม
โก่วเอ๋อร์พบข้อบกพร่องของตนเองจากประสบการณ์ในครั้งก่อนแล้ว หลังจากนั้นจึงขยันฝึกซ้อมและให้เหอจิ่วเหนียงฝึกกระบวนท่าใหม่ๆให้ ถึงแม้พละกำลังจะไม่เยอะ แต่เจ้าตัวเล็กก็สามารถจบการต่อสู้เร็วกว่าเดิมได้เป็นเท่าตัว
แรกเริ่มยังใช้กลยุทธ์ในการต่อสู้แบบเดิม คืออาศัยความว่องไวและขนาดตัวที่เล็กทำให้อีกฝ่ายเสียพละกำลังจนล้า แต่ครั้งนี้เขาไม่ใช่แค่ทำให้อีกฝ่ายเสียพละกำลังไปเรื่อยๆเท่านั้น แต่ยังมองหาจุดอ่อนของอีกฝ่ายไปด้วย และหาจังหวะโจมตี
ตามที่มารดามักจะเน้นย้ำกับเขาก็คือ โจมตีให้เด็ดขาดในคราวเดียว ไม่อย่างนั้นด้วยวัยของเขา หากปล่อยไปจนอีกฝ่ายโจมตีกลับได้ย่อมรับไม่ไหวแน่นอน
โก่วเอ๋อร์จดจำคำสอนของเหอจิ่วเหนียงขึ้นใจ หาจุดอ่อนของคู่ต่อสู้ และใช้ท่อนไม้เล็กๆ ต่างกระบี่ในมือโจมตีอย่างแม่นยำ
ทหารนายนั้นถึงกับใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บจุก ร่นถอยหลังไปหลายก้าว ทรงตัวไม่อยู่ล้มตึงลงไปกับพื้น ในหัวไม่อยากจะเชื่อว่า นี่คือแรงของเด็กตัวเล็กๆคนหนึ่ง
“สุดยอดไปเลย!”
เหล่าทหารที่ห้อมล้อมดูการประลองถึงกับอึ้ง ก่อนจะส่งเสียงให้กำลังใจอย่างกึกก้อง บ้างก็ชมว่านี่คือยอดฝีมือแห่งแคว้น บ้างก็ยกมือแนบปากเป่าลมวี้ดๆ ทุกคนมองไปที่โก่วเอ๋อร์ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความชื่นชมและความนับถือ
อายุน้อยแค่นี้ยังเก่งถึงขนาดนี้ โตขึ้นจะเก่งกาจถึงขั้นไหนกันนะ!
หากพูดกันตรงๆ โก่วเอ๋อร์ก็ใช่ว่าเก่งเพราะมีพ่อแม่เช่นนี้ เพราะสุดท้ายอาจารย์ก็ทำได้เพียงนำทางชี้แนะให้ศิษย์ คนเราจะเก่งได้ก็ต้องอาศัยความพยายามของตนเอง เด็กคนนี้อดทนต่อความยากลำบากได้ ตื่นมาฝึกซ้อมกับพวกเขาทุกเช้า ตอนกลางวันยังต้องท่องตำรา ตกกลางคืนทหารอย่างพวกเขาก็พากันพักผ่อนแล้ว หรือไม่ก็ผลัดกันตรวจตรารอบค่ายเฝ้าเวรยามตามที่ได้รับมอบหมาย แต่เด็กคนนี้ยังสอนทักษะกระบี่ให้ซื่อจื่ออีก
ความมุ่งมั่นอย่างไม่ย่อท้อนี้เป็นสิ่งที่พวกเขาเทียบไม่ได้
ทหารที่แพ้ประลองผู้นั้นพยายามลุกขึ้นด้วยความยากลำบาก คารวะโก่วเอ๋อร์จากใจ “คุณชายน้อยเก่งกาจมากจริงๆ ข้าน้อยยอมแพ้จากใจจริง!”
โก่วเอ๋อร์หัวเราะฮิๆ ในใจรู้สึกพอใจกับผลงานครั้งนี้มาก เขาใช้วิธีของท่านแม่จึงสามารถเอาชนะคู่ต่อสู้ได้เร็วเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นคนที่ล้มอยู่บนพื้นตอนนี้ก็คงจะเป็นเขาเอง
“ท่านก็เก่งมากเหมือนกันขอรับ หากข้าใช้เพียงพละกำลังต่อสู้กับท่านจริงๆ ข้าคงสู้ท่านไม่ได้ แต่ข้าใช้ทักษะที่ท่านแม่สอนมา หากพวกท่านตั้งใจฝึกกับท่านแม่ต่อไป ต้องเก่งกาจมากๆแน่นอนขอรับ!”
ทั้งถ่อมตัวทั้งชื่นชมเหอจิ่วเหนียงไปด้วยในขณะเดียวกัน เหล่าทหารต่างพยักหน้าหงึกหงัก ความสามารถของพี่สะใภ้ทุกคนต่างประจักษ์ ย่อมไม่กังขาอะไรอยู่แล้ว
และในวันนี้ ตอนที่ลู่ไป่ชวนนำคนมารับตัวองค์ชายสาม ทุกคนในค่ายต่างก็ต้องตกตะลึงพรึงเพริดอีกครั้ง
ใครจะไปคิดว่าเชื้อพระวงศ์ผู้สูงส่งต่างแคว้นจะอยู่ในค่ายทหารของพวกเขามาตั้งหลายวันแล้ว โดยที่พวกเขาไม่รู้เลยแม้แต่น้อย
นอกจากนี้เหนือสิ่งอื่นใดก็คือ ภายในเวลาอันสั้น สองสามีภรรยาที่เห็นภายนอกใช้ชีวิตตามปกติ กลับกำลังลอบทำภารกิจใหญ่หลวงจนสำเร็จได้ นึกไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าจะจับสายลับตงถิงออกมาได้จำนวนมากเช่นนี้
เหตุการณ์ครั้งนี้ยิ่งทำให้พวกเขารู้สึกโชคดีเป็นที่สุดที่มีโอกาสได้เป็นผู้ใต้บังคับบัญชาของสองสามีภรรยาลู่ ได้อยู่กับคนเก่งเช่นนี้ ไม่ต้องกังวลเรื่องได้รับการสนับสนุนการเลื่อนขั้นเลย
ในคืนนี้ค่ายทหารจึงครึกครื้นเป็นพิเศษ ฆ่าแกะหลายตัวเลี้ยงฉลองให้กับเหล่าทหารที่ฝึกฝนอย่างหนักมาโดยตลอด โดยเฉพาะทหารสองร้อยนายที่ได้รับการคัดเลือกยิ่งต้องให้รางวัล เพราะการฝึกหลังจากนี้ต้องฝึกหนักกว่าทหารนายอื่นหลายเท่า ขอแค่ผ่านช่วงเริ่มต้นที่ยากที่สุดไปได้ ชีวิตที่ดีก็รออยู่ข้างหน้าแล้ว
“ท่านแม่ทัพ พี่สะใภ้ พวกท่านทำได้อย่างไรขอรับ สายลับพวกนั้นอยู่กับพวกเรามานานมาก แต่ไม่เคยเผยพิรุธออกมาเลยสักแอะ และทุกครั้งที่พูดถึงคนตงถิงนะ พวกเขาก็จะแสดงความเกลียดชังจนเข้าไส้แทบทนไม่ไหวอยากฆ่าพวกนั้นให้ตายเลยแหละ พวกท่านรู้ได้อย่างไรขอรับว่าพวกเขาเป็นสายลับ?”
ทหารที่มีนิสัยค่อนข้างเป็นกันเองเอ่ยถามขึ้น คำถามนี้เป็นคำถามแทนใจทุกคน ทุกคนต่างอยากรู้มากจริงๆ
นั่นสิ ทั้งสองรู้ได้อย่างไรว่าคนพวกนั้นเป็นสายลับ?
เหอจิ่วเหนียงอ้าปากกัดเนื้อย่างที่ลู่ไป่ชวนยื่นให้ ก่อนกล่าว “ก็เพราะพวกเขาเล่นละครแนบเนียนเกินไปจนไม่มีพิรุธอย่างไรล่ะ สิ่งนี้นี่แหละที่เรียกว่าพิรุธ คนที่เคียดแค้นพวกตงถิงจริงๆ ไม่มีทางเอาตัวเองมาอยู่ในค่ายเช่นนี้นานเพียงนี้หรอก”
คำพูดแค่ประโยคเดียวทำให้ทุกคนตื่นจากฝันได้ทันที
นั่นสินะ ก่อนที่ท่านแม่ทัพจะมารับหน้าที่ดูแลทหารค่ายนี้ พวกเขาเป็นทหารเหยาะแหยะที่แม่ทัพท่านอื่นทอดทิ้งมาก่อน หากคนพวกนั้นมีความเคียดแค้นตงถิงจริง ก็คงพยายามพัฒนาตัวเองเพื่อให้ได้ย้ายไปอยู่ค่ายอื่น พยายามไต่ขึ้นไปทีละขั้น หาโอกาสจับพวกตงถิงให้ได้มากที่สุดสิถึงจะถูก ไม่ใช่เอาแต่ตะโกนด่าทออยู่ในค่ายทหารไร้ประโยชน์แห่งนี้
“พี่สะใภ้ฉลาดปราดเปรื่องมากจริงๆขอรับ!”
เหล่าทหารยิ่งเลื่อมใสเหอจิ่วเหนียงมากขึ้น ลู่ไป่ชวนนั่งฟังอยู่ข้างๆ ไม่ได้พูดอะไร แต่รอยยิ้มบนใบหน้าของเขากลับบอกทุกคนอย่างชัดเจนว่า เขาภาคภูมิใจในตัวภรรยามากเพียงใด
“พี่สะใภ้มีความสามารถถึงเพียงนี้นี่เอง มิน่าล่ะ ก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพถึงเอาแต่เอ่ยปากชมท่านต่อหน้าพวกเราเช้าเย็น ตอนแรกพวกเราก็ไม่เชื่อ แต่ตอนนี้ความจริงพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าพวกเรามีตาหามีแววไม่!”
มีคนถือโอกาสนี้ประจบประแจง ส่วนคนอื่นก็เห็นด้วยช่วยพูดเสริม เหอจิ่วเหนียงจึงมองไปที่ลู่ไป่ชวนด้วยรอยยิ้มเลศนัย
ลู่ไป่ชวนกล่าวหน้านิ่ง “ข้าพูดเพียงความจริง ไม่ได้ชมเกินจริงซะหน่อย”
“โอ๊ะๆๆ ท่านแม่ทัพของเรารักษาหน้าไม่ยอมรับซะด้วย! ฮ่าๆๆ พี่สะใภ้ ข้าจะบอกให้นะขอรับ ท่านแม่ทัพน่ะไม่เพียงสงวนตัวตัวเองเท่านั้นนะขอรับ แต่ยังบอกให้พวกเรารู้จักสงวนตัวอีกด้วย บอกว่านี่เป็นการแสดงถึงความรักและให้ความสำคัญต่อภรรยา เมื่อก่อนข้าก็ไม่เข้าใจความหมายหรอกนะขอรับ ตอนนี้เห็นความสัมพันธ์ของท่านกับท่านแม่ทัพดีถึงเพียงนี้ ข้าจึงเข้าใจแล้ว!”
“ไอเข้าใจพวกเราก็เข้าใจแล้ว แต่เมื่อไรพวกเราจะมีภรรยาเป็นของตัวเองเสียทีเล่า?”
“คำพูดเจ้าช่างสะเทือนใจข้าจริงๆ! เฮ้อ เมื่อไรข้าจะมีเมียเป็นตัวเป็นตนเสียทีนะ ฮือๆๆ”
ทันใดนั้นบรรยากาศที่ครึกครื้นก็แปรเปลี่ยนเป็นโศกเศร้า สองสามีภรรยาหันสบตากัน ต่างฝ่ายต่างก็เห็นแววตาที่เต็มไปด้วยความรักของกันและกัน
จากนั้นไม่นาน เหอจิ่วเหนียงก็ลุกขึ้นเพื่อยกเนื้อแกะย่างพูนจานเข้าไปให้เด็กทั้งสองที่กำลังท่องตำราอยู่ ทว่าขณะที่กำลังจะเดินไป จู่ๆก็ได้ยินเสียงตื่นตระหนกดังมากจากด้านนอก
ทหารนายหนึ่งวิ่งพรวดพราดมารายงาน “แย่แล้วขอรับ! แย่แล้ว! เกิดเรื่องที่คุกหลวงแล้วขอรับ!”
ตอนที่ 762: อยากเข้าก็ให้เข้าไปดื้อๆอย่างนั้นหรือ
เหอจิ่วเหนียงหยุดฝีเท้าลงทันที หันไปฟังทหารที่เข้ามารายงาน
“มีคนเข้ามาในคุกหลวงขอรับ แล้วดันถูกนักโทษชื่อซินหรานจับเป็นตัวประกันขอรับ!”
“!!!” สดับวาจา ทุกคนที่นั่งอยู่ถึงกับลุกพรวดขึ้นด้วยความตกใจ
สถานที่อย่างคุกหลวง เป็นสถานที่ที่ใครอยากเข้าไปก็เข้าได้ตามใจอย่างนั้นหรือ!?
“มีคนเข้าไปในคุกหลวง? หมายความว่าอย่างไร! การป้องกันของคุกหลวงหละหลวมถึงขั้นนี้เลยหรือ?”
ตอนยิงคำถามนั้นเหอจิ่วเหนียงมองไปที่ลู่ไป่ชวนด้วยความเคลือบแคลง ต้องการคำอธิบายจากเขา
หากเป็นเมื่อก่อนก่อนที่ลู่ไป่ชวนจะเข้ามาดูแล การป้องกันของคุกหลวงหละหลวมก็พอเข้าใจได้ แต่หลังจากที่ลู่ไป่ชวนนำตัวนักโทษเข้ามาขัง การป้องกันของคุกหลวงก็เข้มงวดมากขึ้น ถึงขั้นสามารถขวางนักฆ่าของตงถิงได้หลายครั้งหลายครา เหตุใดลู่ไป่ชวนปลีกตัวออกมาแค่ไม่นานก็มีคนเข้าไปได้แล้ว?
“เรื่องนี้ข้าจะอธิบายให้เจ้าฟังทีหลัง ตอนนี้ข้าต้องรีบไปดูก่อน”
ใบหน้าของลู่ไป่ชวนปราศจากความตื่นตระหนก เหอจิ่วเหนียงจึงวางใจลงเล็กน้อย นางส่งจานเนื้อแกะย่างให้คนอื่นเอาไปให้เด็กทั้งสองแทน ก่อนจะหันไปกล่าวกับสามี “ข้าจะไปกับท่านด้วย จะได้นำตัวองค์ชายสามไปด้วยเลย”
ไม่ว่าอย่างไรนางก็อยากไปดูด้วยตัวเอง ไม่อย่างนั้นนางวางใจได้ไม่เต็มร้อย
วางแผนกันมาตั้งนาน หากต้องมาพังเพราะคนคนเดียวนางจะโมโหมากจริงๆด้วย!
ลู่ไป่ชวนไม่ปฏิเสธ ให้ลูกน้องไปนำตัวองค์ชายสามมา ระหว่างนี้เหอจิ่วเหนียงก็ถามเขาเบาๆ “ท่านรู้ว่าคนที่เข้าไปเป็นใครใช่หรือไม่?”
ชายหนุ่มพยักหน้า อธิบายให้ภรรยาฟัง “หากเดาไม่ผิดน่าจะเป็นลูกสาวของมู่กั๋วกง จัวเจียอวี้”
เหอจิ่วเหนียงเริ่มงุนงง อยู่ดีๆ เหตุใดถึงเป็นจัวเจียอวี้ที่โผล่มา
นางหงุดหงิดใจขึ้นมาทันที “ตกลงเรื่องมันเป็นเช่นไรกันแน่ นี่ท่านมีเรื่องปิดบังข้าอีกแล้วหรือ?”
ลู่ไป่ชวนรีบอธิบาย “ข้าไม่ได้คิดจะปิดบังเจ้า เดิมทีตั้งใจจะบอกเจ้าคืนนี้ แต่คิดไม่ถึงว่านางจะโง่ถึงเพียงนี้…”
เกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นลู่ไป่ชวนก็หมดคำจะพูดจริงๆ เขาคิดถึงความเป็นไปได้มากมายหลายอย่าง แต่คิดไม่ถึงเลยว่าจัวเจียอวี้จะใช้วิธีนี้ดึงดูดความสนใจจากเขา
เวรกรรมแท้ๆ!
เหอจิ่วเหนียงจ้องหน้าสามีอย่างคาดโทษ เห็นได้ชัดว่าหากคืนนี้ไม่มีคำอธิบายที่ชัดเจนให้นาง เรื่องนี้ไม่มีทางจบแน่!
ด้านหลังยังมีทหารกลุ่มใหญ่มองอยู่ ลู่ไป่ชวนจึงยากจะพูด ทำได้เพียงกระซิบบอกนางเสียงเบา “เดี๋ยวจะเล่าให้เจ้าฟังระหว่างทาง”
เหอจิ่วเหนียงเองก็รู้ดีว่าต้องหลบเลี่ยงคน แม้จะรู้สึกไม่พอใจมาก แต่ก็ต้องอดทนเอาไว้ก่อน
จังหวะนั้นลูกน้องลู่ไป่ชวนนำตัวองค์ชายสามที่จะตายมิตายแหล่ออกมาพอดี ลู่ไป่ชวนให้คนนำตัวองค์ชายขึ้นรถม้านำหน้า ส่วนเขากับเหอจิ่วเหนียงอยู่ในรถม้าคันหลัง จะได้ใช้เวลานี้รีบอธิบายในสิ่งที่ควรอธิบาย
“ช่วงนี้จัวเจียอวี้เทียวไปเทียวมาที่คุกหลวงอยู่บ่อยๆ คิดจะเข้าใกล้ข้า ข้าอยากบอกเจ้าตั้งแต่วันแรกแล้ว แต่ไม่มีโอกาสปลีกตัวออกมาเลย ต่อมาก็พบเบาะแสว่าจวนมู่กั๋วกงอาจมีความเกี่ยวข้องกับคนตงถิง ข้าจึงอยากดูไปก่อน แล้วก็เป็นดังคาด จัวเจียอวี้ถือโอกาสตอนที่ข้าสอบสวนคนตงถิงไปหาข้าหลายครั้ง บอกว่านางอาจช่วยข้าไต่สวนคนตงถิงได้” ลู่ไป่ชวนอธิบายอย่างจริงจัง
เหอจิ่วเหนียงกล่าวน้ำเสียงเย็นชา “นางอยากเข้า ท่านก็ให้นางเข้าไปดื้อๆอย่างนั้นหรือ?
ลู่ไป่ชวน “…”
เขารีบอธิบายต่อ “ข้าเพียงเห็นว่านางอยากเข้าใกล้คนตงถิง ก็เลยให้คนพานางเข้าไป”
เหอจิ่วเหนียงจึงไม่เค้นถามอะไรอีก เอาเถอะ ถือว่าเห็นแก่เรื่องจับสายลับอยู่ ยกโทษให้เขาสักครั้งก็แล้วกัน
เพียงแต่เหอจิ่วเหนียงคิดไม่ถึงจริงๆ ว่าภายในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นนี้ก็มีคนมาชอบลู่ไป่ชวนอีกแล้ว เขามีเสน่ห์ขนาดนั้นเลยหรือ
นางเหลือบมองสามีตัวดีที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยสีหน้างุ่นง่าน ก่อนจะทำเสียงฮึดฮัดด้วยความไม่พอใจและสะบัดหน้าหนี
ลู่ไป่ชวน “???”
เขาไม่ได้ทำอะไรเลยจริงๆนะ!
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลามาขอให้ภรรยายกโทษ สถานการณ์ทางด้านคุกหลวงยังอยู่ในความตึงเครียด
พวกเขาคาดเดาไว้ว่า นี่อาจเป็นแค่ละครฉากหนึ่งที่สตรีสองคนนั้นร่วมมือกัน สุดท้ายจัวเจียอวี้จะไม่ได้รับอันตรายจริงๆ ในเมื่อเป็นละคร ดังนั้นต้องให้ความร่วมมือเล่นกับพวกนางสักหน่อย
ทั้งสองเร่งความเร็วขึ้น ไม่นานก็มาถึงคุกหลวง
ตอนนี้คุกหลวงมีการตรึงกำลังแน่นหนา ทหารจำนวนมากอยู่หน้าห้องขังของซินหราน ต่างเล็งปลายธนูไปที่นาง เพียงนางกล้าลงมือกับจัวเจียอวี้จริงๆ นางก็จะถูกโจมตีด้วยศรนับร้อยทันที
จัวเจียอวี้ตื่นตระหนกอย่างมาก ร้องไห้จนน้ำตาแห้งเหือดไปหมดแล้วกว่าสองสามีภรรยาลู่จะเข้ามา ทันทีที่เห็นเหอจิ่วเหนียง นางก็รีบตะโกนทันที “ช่วยข้าด้วย ฮือๆๆ ข้ากลัว…”
เหอจิ่วเหนียงเดินอยู่ด้านหลัง ตามหลักแล้วจัวเจียอวี้ควรจะบอกประโยคนี้กับลู่ไป่ชวนจึงจะถูก แต่สายตาของอีกฝ่ายกลับมองมาที่นาง
เหอจิ่วเหนียงแค่นหัวเราะ คิดแย่งสามีนางแล้วยังมาขอให้นางช่วยชีวิตอีก ช่างไร้ยางอายจริงๆ!
แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเล่นแง่กัน ยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าจวนมู่กั๋วกงมีความเกี่ยวข้องกับคนตงถิง จึงยังไม่อาจทำอะไรจัวเจียอวี้ได้ นอกจากนี้ ตลอดหลายปีที่ผ่านมาจวนมู่กั๋วกงก็ตกต่ำอย่างหนัก ยังไม่เห็นว่าจะมีวี่แววเกี่ยวข้องกับตงถิงตรงไหน มันจึงดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไรนัก
นางกล่าว “แม่นางขอความช่วยเหลือผิดคนแล้วกระมัง ข้าเป็นเพียงสตรีอ่อนแอคนหนึ่งจะสามารถช่วยอะไรได้?”
ทุกคนที่อยู่ตรงนี้ ทั้งคนที่นางเคยฝึกฝนมาก่อน รวมถึงคนที่เคยเห็นฝีมือของนาง ถึงกับตกใจกับคำพูดนี้
ดูเหมือนว่าพี่สะใภ้จะไม่ชอบคุณหนูจัวผู้นี้นะ ถึงได้พูดจาแปลกๆเช่นนี้
แต่จะว่าไปคุณหนูจัวผู้นี้ก็ไร้สมองจริงๆ เป็นสาวเป็นแส้แต่กลับเทียวไปเทียวมาที่คุกหลวงทุกวัน ทั้งยังขอร้องให้พวกเขาเปิดประตูห้องขังซินหรานให้นางเข้าไปอีก นางจึงถูกซินหรานจับเป็นตัวประกันเช่นนี้
คิดทำเช่นนี้ได้อย่างไร ไม่เคยเห็นใครโง่เขลาเท่านี้มาก่อนเลย
จัวเจียอวี้ได้ยินเหอจิ่วเหนียงเอ่ยเช่นนั้นก็รู้สึกโกรธตงิด.ตงิด นางไหนเลยจะไม่รู้ว่าฝีมือของเหอจิ่วเหนียงเก่งกาจเพียงใด แต่อีกฝ่ายจงใจพูดเช่นนี้ เห็นชัดว่าไม่อยากช่วยนาง
ถึงอย่างไรพวกนางก็เป็นพี่น้องกัน เหอจิ่วเหนียงจะทนดูนางถูกซินหรานฆ่าต่อหน้าต่อตาได้จริงๆหรือ?
“เจ้าเข้าไปทำอะไร?”
ลู่ไป่ชวนถามขึ้นอย่างเย็นชา น้ำเสียงแฝงความจับผิดและไม่พอใจ จัวเจียอวี้ผู้นี้สร้างปัญหาให้พวกเขาจริงๆ!
หากไม่เกิดเรื่องนี้ขึ้น ตอนนี้เขาคงนอนกอดภรรยาฝันหวานไปแล้ว และยังได้ฟ้องภรรยาเรื่องที่สตรีผู้นี้มารังควานเขาบ่อยๆด้วย ถ้าได้บอกตามที่ตั้งใจไว้ ภรรยาก็คงไม่ต้องโกรธเช่นนี้
แต่ตอนนี้เรื่องกลายเป็นเช่นนี้แล้ว คืนนี้กลับไปจะได้นอนบนเตียงหรือไม่ก็ไม่รู้ หรือไม่ก็อาจถูกให้เขียนหนังสือสำรวจตนอีก…
พอคิดถึงหนังสือสำรวจตนขึ้นมาแม่ทัพใหญ่ก็พลันขนลุกเกรียวถึงศีรษะ ช่างน่ากลัวจริงๆ!
จัวเจียอวี้เห็นท่าทางเย็นชาของลู่ไป่ชวนก็สะดุ้งจนร้องไห้อีกครั้ง “ฮือๆๆ ข้าก็แค่เห็นว่านางน่าสงสาร เลยอยากเข้าไปคุยเป็นเพื่อนนาง แต่คิดไม่ถึงว่า…”
“หุบปาก!”
แม้แต่ซินหรานก็ชักจะรำคาญนางแล้ว เศษกระเบื้องที่จ่ออยู่ลำคอนางพลันกดเข้าไปบนผิวหนัง ทันใดนั้นเสียงกรีดร้องด้วยความเจ็บปวดและตกใจของจัวเจียอวี้ก็ดังขึ้นพร้อมกับเลือดสีแดงสดที่ซึมออกมา
ดวงตาเหอจิ่วเหนียงเปล่งประกาย ความสามารถของคนตงถิงก็คือการแสดงละครนี่เองสินะ แต่ละคนเล่นจริงเจ็บจริง!
“ปล่อยตัวประกันเดี๋ยวนี้ ไม่อย่างนั้นเจ้าไม่มีทางรอดแน่!”
ลู่ไป่ชวนบอกซินหรานอย่างเย็นชา แม้รู้ว่าซินหรานทำเช่นนี้แล้วคงไม่มีทางถอยง่ายๆก็ตาม
“เหอะ เจ้าคิดว่าข้าจะสนใจชีวิตไร้ค่าของคนผู้นี้หรือ เจ้านายข้าอยู่ที่ไหน พวกเจ้าเอาตัวเจ้านายข้าไปไว้ที่ไหน!”
ซินหรานจ้องคนนอกคุกด้วยความเคียดแค้น ท่าทางของนางแทบคลุ้มคลั่งแล้ว
ตอนที่ 763: หาเรื่องใส่ตัวเอง
นับตั้งแต่วันที่นางรู้ตัวว่าพลาดท่าให้กับความรักจอมปลอมลวงโลกของฉินเจียน นางก็รู้แล้วว่าชีวิตของตนเองล้มเหลวไร้ค่าแล้ว คณะงิ้วชิงอินที่หยั่งรากมั่นคงมานานหลายปีถูกทำลายสิ้นในชั่วพริบตา กองกำลังเบื้องหลังก็ถูกสาวไส้กวาดล้างไปด้วย หากไม่ใช่เพราะยังพอมีบุญเก่า หลายปีมานี้นางยังเคยได้สร้างคุณงามความดีไว้บ้าง นายท่านย่อมไม่เก็บนางไว้ข้างกายจนถึงตอนนี้แน่
หลังจากเรื่องนั้นล้มเหลวจนเสียหลักนางก็ยังไม่ยอมแพ้ นางคิดไว้ว่าขอเพียงยังได้ติดตามนายท่านไปทำงานใหญ่อีกสักครั้ง ก็จะสามารถลบล้างความล้มเหลวครั้งนี้ไปได้บ้าง แต่คิดไม่ถึงว่าบัดนี้แม้แต่องค์ชายสามก็ยังถูกจับกุม ต้องทนทุกข์ทรมานสารพัดในคุกแห่งนี้
ครั้นตกอยู่ในสภาวะยากลำบากเช่นนี้ กลับพบว่านักฆ่าจากตงถิงปรากฏตัวเข้ามาในที่แห่งนี้อย่างไม่หยุดหย่อน เพื่อเอาชีวิตพวกนางสองนายบ่าว นางจึงได้เรียนรู้ว่า แท้จริงแล้วแคว้นตงถิงก็ไม่ใช่ที่พึ่งพิงสุดท้ายของนาง แม้แต่นายท่านยังถูกคนวางแผนลอบสังหารสารพัดวิธี นับประสาอะไรกับนาง
นางถูกขังอยู่ห้องขังติดกับนายท่าน แต่กลับไม่รู้เลยสักนิดว่าเจ้านายถูกสับเปลี่ยนตัวไปตั้งแต่เมื่อใด แม้แต่ยามที่สนทนากับอีกฝ่ายแล้วไม่เคยได้รับการตอบสนองใดๆ นางยังคิดไปว่าผู้เป็นนายไม่สบายและอารมณ์ไม่ดีจึงไม่มีแก่ใจพูดคุย นางไม่ได้ติดใจอะไรมาตลอด จนกระทั่งนักฆ่าเหล่านั้นบุกเข้ามา ในพริบตาแห่งความเป็นความตาย องค์ชายที่ป่วยกระเสาะกระแสะมาตลอดกลับหลบหลีกการโจมตีได้อย่างคล่องแคล่ว กระทั่งสามารถรวบตัวนักฆ่าไว้ได้ นางจึงได้รู้ว่านั่นไม่ใช่เจ้านายของนาง
องค์ชายป่วยมาเนิ่นนาน ทั้งยังถูกยาของเหอจิ่วเหนียงควบคุมไว้ ย่อมไม่มีเรี่ยวแรงที่จะต่อต้านได้เช่นนี้แน่ สรุปแล้ว...พวกมันพาองค์ชายสามไปไว้ที่ใด!
ซินหรานใช้ทุกโอกาสสอบถามผู้คุม แต่คนเหล่านั้นกลับไม่เคยสนใจนางเลย องค์ชายสามตัวปลอมที่อยู่ห้องขังข้างๆก็ยังข่มขู่นาง ว่าหากอยากให้นายท่านของนางมีชีวิตรอด ก็จงหุบปากของตนเองไว้ให้ดี ไม่อย่างนั้นหากนักฆ่าเหล่านั้นล่วงรู้เข้า องค์ชายสามตัวจริงก็จะยิ่งตกอยู่ในอันตราย
เพื่อปกป้องนายท่านของตน ในที่สุดซินหรานก็เลือกที่จะประนีประนอม กระทั่งยอมช่วยปกปิดเรื่องนี้
บัดนี้เมื่อเรื่องราวสงบลงแล้ว นักฆ่าเหล่านั้นถูกจับกุม กองกำลังเบื้องหลังก็ถูกลากไส้ออกมาหมดแล้ว นางจึงถามผู้คุมถึงที่อยู่ของนายท่านอีกครั้ง แต่ผู้คุมก็ยังคงไม่พูด นางจึงเริ่มร้อนรนใจ ประจวบเหมาะกับที่ได้พบจัวเจียอวี้สตรีโง่ผู้นี้พอดี คนรุ่มร้อนแทบสิ้นสติจึงฉวยโอกาสใช้ประโยชน์จากนาง
เหอจิ่วเหนียงมองภาพตรงหน้าด้วยท่าทีเรียบเฉย ก่อนจะกล่าวออกมาอย่างไม่ยี่หระ "ข้าจะบอกเจ้าให้รู้ไว้แล้วกันนะว่าข้าเป็นคนที่ไม่แยแสคำขู่มากที่สุด ยิ่งไปกว่านั้น นี่ยังเป็นการใช้คนไม่สำคัญมาข่มขู่ด้วย เจ้าคิดว่ามันจะได้ผลอย่างนั้นหรือ?"
"เหอะ คุณหนูแห่งจวนมู่กั๋วกง เจ้ากล้าพูดได้อย่างไรว่านางไม่สำคัญ? หากนางตายด้วยน้ำมือข้า ตายในคุกหลวงแห่งนี้ เจ้าคิดว่าคนของจวนมู่กั๋วกงจะปล่อยไปง่ายๆอย่างนั้นหรือ?"
อันที่จริง ซินหรานค่อนข้างมีความเกรงกลัวเหอจิ่วเหนียงอยู่บ้าง แต่ตอนนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าเจ้านายของนางอีกแล้ว ที่นางยังทนมีชีวิตอยู่จนถึงตอนนี้ ก็เพราะนางภักดีต่อองค์ชายสาม นางกับนายท่านถูกขังไว้ที่นี่ด้วยกัน การที่มีคนอยู่ด้วยก็ยังพอจะเหลือซึ่งกันและกันได้บ้าง ในยามที่นางลำบากที่สุดองค์ชายไม่ได้ทอดทิ้งนาง ดังนั้นนางก็ไม่อาจทอดทิ้งเขาได้เช่นกัน
"ปล่อยหรือไม่แล้วมันเกี่ยวอะไรกับข้าล่ะ? เขาเลี้ยงดูลูกสาวตัวเองแต่กลับไม่ดูแลให้ดี ปล่อยให้นางมาหาเรื่องตายถึงในคุกหลวง มาแล้วก็แล้วไปเถอะ ยังจะเจาะจงเข้าไปพูดคุยกับเจ้าถึงในห้องขังอีก มันอย่างไรกัน คุยกันผ่านลูกกรงไม่ได้รึ? นางช่างคิดถึงจิตใจเจ้าเสียจริง แต่กลับถูกเจ้าจับเป็นตัวประกัน ใครจะรู้ว่าพวกเจ้าเป็นพวกเดียวกันหรือไม่ ต่อให้เจ้าฆ่านางทิ้งจริงๆ ถึงเวลาก็แค่ปล่อยข่าวออกไปว่านางสมคบคิดกับแคว้นตงถิงก็สิ้นเรื่องแล้วไม่ใช่หรือ?"
เหอจิ่วเหนียงกลอกตา สบประมาทลูกไม้ตื้นๆของพวกนาง
จัวเจียอวี้ตกใจกลัวจนแทบสิ้นสติ นางไม่ได้สมคบคิดกับซินหรานเลยนะ! ที่ขอให้เปิดประตูเข้าไป ก็เพราะซินหรานรับปากนางว่า ขอเพียงนางเข้าไป จะบอกเคล็ดลับที่ทำให้ลู่ไป่ชวนมีใจให้นาง นางเพียงแค่หน้ามืดตามัวชั่วขณะจึงตอบตกลงไป
หากถูกเหอจิ่วเหนียงโยนความผิดข้อหาสมคบคิดให้จริงๆ แล้วจะต้องทำอย่างไร?
"ไม่นะ ข้าบริสุทธิ์! ท่านช่วยข้าด้วย ข้าไม่อยากตาย ข้าเป็นน้องสาวแท้ๆของท่านนะ!"
จัวเจียอวี้ร้อนใจจนไม่สนสิ่งใดอีก หลุดปากเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างตนกับเหอจิ่วเหนียงออกมาทันที
ซินหรานถึงกับขมวดคิ้ว
คนโง่ผู้นี้กำลังพูดอะไร?
จากข้อมูลที่นายท่านสืบทราบมาเกี่ยวกับตัวตนของเหอจิ่วเหนียงสมัยที่พวกเขายังปฏิบัติภารกิจ ถึงแม้สตรีแซ่เหอผู้นี้จะมีความเกี่ยวข้องกับจวนมู่กั๋วกงจริง แต่ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับหญิงโง่ผู้นี้แม้แต่น้อย อีกอย่าง องค์ชายก็ใช้ภูมิหลังของเหอจิ่วเหนียงที่สืบทราบมาได้ บอกกับเจ้าตัวเพื่อใช้เป็นข้อต่อรองไปแล้วด้วย แต่คนโง่ผู้นี้กลับมาโพล่งข้อมูลโง่ๆ เช่นนี้ต่อหน้าคนมากมายเนี่ยนะ?
"โอ้ เริ่มสร้างข่าวลือแล้วหรือ?"
เหอจิ่วเหนียงยิ้มเย็น แสร้งทำท่าประหลาดใจหากแต่น้ำเสียงเปี่ยมด้วยความเย้ยหยัน เอ่ยจบก็หันหลังให้ไม่คิดจะสนใจอีก แต่นางยังไม่ได้ออกไปไหน เพียงเดินไปนั่งลงข้างโต๊ะสอบสวนที่อยู่ด้านข้าง นางอยากจะดูนักว่าสตรีโง่ผู้นี้จะจัดการสถานการณ์อย่างไรต่อ
“ไม่ใช่ข่าวลือนะเจ้าคะ ท่านเป็นพี่สาวข้าจริงๆนะ ข้า..."
จัวเจียอวี้เห็นอีกฝ่ายไม่คิดจะสนใจทั้งๆที่อยู่ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ แต่ก็ยังไม่กล้าหันไปฟ้องร้องต่อลู่ไป่ชวน นางคิดว่าต้องอธิบายเรื่องความสัมพันธ์ทางสายเลือดระหว่างพวกนางทั้งสองให้ชัดเจน เช่นนี้ถึงจะน่าเชื่อถือ
"หุบปาก!"
ลู่ไป่ชวนตะโกนลั่น ขมวดคิ้วแน่น จากนั้นยกมือขึ้นส่งสัญญาณไปด้านหลัง พลันนั้นองค์ชายสามที่สลบไสลอยู่ก็ถูกหามเข้ามา
ซินหรานไม่สนใจตัวประกันสมองกลวงอย่างจัวเจียอวี้อีก รีบถลาเข้าไปดู "นายท่าน!"
"เราเอาคนมาให้เจ้าแล้ว ส่วนคุณหนูจวนกั๋วกง ในเมื่อพวกเจ้ามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันเช่นนี้ ก็ให้นางอยู่ที่นี่เป็นเพื่อนเจ้าแล้วกัน"
ทหารหามองค์ชายสามเข้าไปในห้องขังของเขาดังเดิม จากนั้นลู่ไป่ชวนเอ่ยขึ้นเพียงเท่านั้น แล้วสั่งให้คนถอยออกมา พร้อมลงกลอนประตูห้องขังให้แน่นหนา
จัวเจียอวี้ นางอยากเข้าไปอยู่ในนั้นมากก็ให้อยู่ไป อย่างไรเสียนางก็หาเรื่องใส่ตัวเอง
อีกอย่าง ขอเพียงองค์ชายสามปลอดภัย ลู่ไป่ชวนรู้ว่าซินหรานย่อมไม่โง่พอที่จะทำอะไรจัวเจียอวี้จริงๆ ขณะเดียวกัน เขายังสามารถใช้จัวเจียอวี้เพื่อดูท่าทีของจวนมู่กั๋วกงได้ด้วย ไม่แน่ว่าอาจจะลากตัวคนตงถิงที่อยู่เบื้องหลังออกมาได้เพิ่มอีกก็ได้
"ท่านแม่ทัพลู่! พี่หญิง! อย่า อย่าทิ้งข้าไปนะเจ้าคะ! ฮือๆๆ..."
จัวเจียอวี้เห็นลู่ไป่ชวนจูงมือเหอจิ่วเหนียงเดินจากไปก็ร้อนใจยิ่งนัก เกาะประตูเหล็กพร้อมเขย่าและตะโกนเรียกสุดแรง
ซินหรานรำคาญจนสติแทบขาดสะบั้น นางกัดฟันขู่ "หากเจ้ายังแหกปากส่งเสียงดังรบกวนนายท่านของข้าอีก ข้าจะฆ่าเจ้าเสีย!"
"เจ้ากล้ารึ!"
จัวเจียอวี้เองก็โกรธไม่แพ้กัน นางไม่ควรสิ้นคิดเช่นนี้เลย หากไม่ใช่เพราะพยายามเข้าหาลู่ไป่ชวนมาตลอดแต่ไม่สำเร็จเสียที พยายามมองหาทุกวิถีทางจนหน้ามืดตามัว ก็คงไม่ถูกหลอกเช่นนี้
ตั้งแต่เล็กจนโตนางถูกคนในครอบครัวปกป้องมาอย่างดี ทำให้อ่อนต่อโลกไปบ้าง จึงไม่คิดเลยว่าซินหรานจะหลอกนาง
"เจ้าก็ลองดูสิว่าข้ากล้าหรือไม่" ซินหรานแค่นเสียงเย็น ก่อนหาที่นั่งลงไม่ไกลนัก แล้วเริ่มหลับตาพักผ่อน
จัวเจียอวี้รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แต่พอนึกถึงเมื่อครู่ที่นางใช้เศษกระเบื้องกรีดคอตนเองก็ไม่กล้าส่งเสียงดังอีก ทำได้เพียงสะอื้นไห้เบาๆ นั่งลงอีกมุมหนึ่ง รอคนจากจวนมาช่วย
พอร่างกายผ่อนคลายจัวเจียอวี้จึงได้รู้สึกถึงความเจ็บปวด บริเวณลำคอแสบร้อนราวกับถูกไฟลวก ทว่าคนพวกนั้นกลับไม่ยอมทำแผลให้นาง
โดยเฉพาะเหอจิ่วเหนียง ทั้งๆที่บอกแล้วว่านางเป็นพี่สาวของตน ที่สำคัญคือยังเป็นหมอ อย่างน้อยก็ควรมีจรรยาบรรณของแพทย์บ้าง แต่กลับทำเป็นมองไม่เห็นบาดแผลของนาง!
ในใจหญิงสาวพลันเกิดความขุ่นเคืองขึ้นหลายส่วน ก่อนหน้านี้ยังคิดไว้อยู่เลยว่าหากได้แต่งเข้าจวนตระกูลลู่แล้วนางจะต้องอยู่ร่วมกับเหอจิ่วเหนียงอย่างสันติ ได้ทั้งความสงบสุขและยังช่วยสนับสนุนอำนาจของครอบครัวท่านพ่อท่านแม่ได้ด้วย แต่ดูจากท่าทีของเหอจิ่วเหนียงที่มีต่อนางแล้ว จะดีด้วยได้หรือไม่นั้นคงต้องว่ากันอีกที
……
คืนนั้น ลู่ไป่ชวนยังคงไปที่ค่ายทหารนอกเมืองกับเหอจิ่วเหนียง ด้วยบุตรชายยังอยู่ที่นั่น หากไม่ไปก็คงไม่วางใจ
เรื่องจัวเจียอวี้ถูกจับเป็นตัวประกันแพร่สะพัดไปทั่วเมืองในคืนนั้น เช้าวันรุ่งขึ้น ในท้องพระโรง เรื่องนี้จึงกลายเป็นเรื่องประชุมหลัก เหล่าขุนนางฉวยโอกาสนี้โจมตีลู่ไป่ชวนไม่หยุดหย่อน กล่าวหาว่าเขาไร้มนุษยธรรม ไม่ยอมช่วยตัวประกัน เป็นคนไร้มโนธรรม ไม่คู่ควรกับตำแหน่งแม่ทัพเจิ้นกั๋วอีกต่อไป
ด้วยจำนวนคนที่กล่าวหามีมากเกินไป จากเดิมที่ลู่ไป่ชวนมักจะไม่เข้าประชุมท้องพระโรง วันนี้กลับต้องถูกคนขององค์รัชทายาทตามให้ไปเข้าร่วม เพื่อให้เขาชี้แจงต่อหน้าทุกคน
ตอนที่ 764: การต่อสู้ในราชสำนัก
ลู่ไป่ชวนเพิ่งกลับจากค่ายทหารก็ได้ยินรับสั่งเรียกตัว เขาจึงมุ่งหน้าเข้าวังหลวงทันที เมื่อรู้ว่าเหล่าขุนนางในราชสำนักยื่นฎีกากล่าวโทษเขา เขาก็ไม่แปลกใจแม้แต่น้อย ทั้งยังมีท่าทีสงบเยือกเย็น
"แม่ทัพลู่ เจ้ามีอะไรอยากจะอธิบายเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่?"
องค์รัชทายาททอดพระเนตรอีกฝ่าย น้ำเสียงราบเรียบยิ่งนัก ดาดเดาไม่ออกเลยว่ากำลังพิโรธอยู่หรือไม่
อันที่จริง ไม่จำเป็นต้องให้ลู่ไป่ชวนมาก็ได้ องค์รัชทายาทสามารถจัดการกับปากของขุนนางเหล่านี้ได้ด้วยพระองค์เอง ทว่าช่วงนี้ตระกูลลู่กำลังโดดเด่น เขาจึงไม่ควรออกหน้าอุ้มชูจนเกินไป เพราะภาพเช่นนี้ย่อมไม่เป็นผลดีต่อตระกูลลู่ เผลอๆอาจถึงขั้นนำภัยมาให้
วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ ให้ลู่ไป่ชวนเป็นคนอธิบายต่อหน้าธารกำนัลให้ชัดเจน ให้เหล่าขุนนางโต้แย้งไม่ได้จนสิ้นสงสัย
ทว่าองค์รัชทายาทก็ต้องคาดไม่ถึง ลู่ไป่ชวนกลับไม่ได้ทำตามในสิ่งที่เขาคิดเอาไว้เลย สำหรับข้อกังขาและคำกล่าวโทษเหล่านี้ เขากลับกล่าวเพียงสั้นๆ "ทูลองค์รัชทายาท กระหม่อมไม่มีอะไรจะอธิบายพ่ะย่ะค่ะ"
เพียงประโยคเดียว ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊ทั้งท้องพระโรงก็ส่งเสียงเซ็งแซ่ขึ้นทันที
"องค์รัชทายาท ทรงฟังเถิดว่าแม่ทัพลู่พูดอะไรออกมา! นี่ช่างหยิ่งผยองเกินไปแล้วพ่ะย่ะค่ะ!"
"นั่นสิพ่ะย่ะค่ะ! แม้ว่าเขาจะสร้างความดีความชอบไว้มากมาย แต่ก็ไม่ควรจะวางท่าจองหองเช่นนี้! เขาทำเช่นนี้ เคยเห็นขุนนางเก่าแก่อย่างพวกกระหม่อมอยู่ในสายตาบ้างหรือไม่!"
"เฮอะ แค่ทหารเถื่อนคนหนึ่ง กล้าอวดดีหยิ่งยโสถึงเพียงนี้ ช่างเหลวไหลสิ้นดี!"
เหล่าขุนนางเริ่มโจมตีลู่ไป่ชวนอีกครั้ง ต่อว่าด่าทอสารพัดคำหมิ่นประมาทต่อหน้าเจ้าตัวโดยไม่ไว้หน้าแม้แต่น้อย
ลู่ไป่ชวนไม่ได้โต้แย้ง เพียงยืนฟังพวกเขาพ่นผรุสวาทเงียบๆ
กลับเป็นองค์รัชทายาทที่เริ่มกังวลแทนเขา หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปแล้วเรื่องจะดีขึ้นได้อย่างไร ไป่ชวนเอ๋ย เหตุใดถึงทำท่าทางไม่ทุกข์ร้อนอะไรเลยเล่า!
เช่นนั้นก็เรียกเขามาเสียเปล่าน่ะสิ!
รู้เช่นนี้ส่งคนไปรับจิ่วเหนียงมาดีกว่า หากเป็นนางละก็ เหล่าขุนนางพูดหนึ่งคำ นางสามารถสวนกลับได้เป็นสิบคำ
เมื่อจินตนาการถึงภาพนั้น องค์รัชทายาทก็รู้สึกว่าจะต้องสนุกแน่ เพียงแต่น่าเสียดายที่การประชุมท้องพระโรงไม่เคยอนุญาตให้สตรีเพศเข้าร่วมมาก่อน หากเขาให้เหอจิ่วเหนียงมา เหล่าขุนนางคงยื่นฎีกาฟ้องร้องเขารวมไปด้วยเป็นแน่
แต่ความสามารถของเหอจิ่วเหนียงไม่แพ้บุรุษใดเลย และเขาก็มีความคิดที่จะให้นางเข้าร่วมการออกว่าราชกิจจริงๆ นางคือเสาหลักแห่งเป่ยเหยียนสำหรับเขา ดูท่าต่อไปคงต้องหาทางทำให้เหล่าขุนนางเริ่มยอมรับกฎเกณฑ์นี้ให้ได้เสียแล้ว
ในขณะที่องค์รัชทายาทกำลังคิดฟุ้งซ่านอยู่ ในที่สุดลู่ไป่ชวนก็เอ่ยปาก "ใต้เท้าทุกท่านพูดมาตั้งมากมาย รู้สถานการณ์ที่แท้จริงเมื่อคืนนี้หรือขอรับ? หรือว่า เพียงแค่เห็นข้าน้อยลู่ขวางหูขวางตา พอได้โอกาสก็เลยขอเหยียบย่ำสักหน่อย?"
การคบค้ากับคนเหล่านี้ ลู่ไป่ชวนไม่เคยยินดีหรือเห็นถึงประโยชน์อะไรอยู่แล้ว และในเมื่อพวกเขาก็ไม่รักษามารยาท ตนก็ขอพูดโดยไม่สนใจหน้าตาของพวกเขาเช่นกัน
"เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร? ข้าก็เพียงพูดไปตามข้อเท็จจริง! อย่างไรเสียนั่นก็เป็นคุณหนูแห่งจวนกั๋วกง เจ้ากลับเอานางไปขังรวมกับนักโทษ นี่มันไม่ใช่การกระทำที่ป่าเถื่อนหรอกรึ?"
"ใช่แล้ว เจ้าเอาคุณหนูผู้สูงศักดิ์แห่งจวนกั๋วกงไปขังรวมกับไส้ศึกตงถิง หากเรื่องแพร่งพรายออกไป ชาวเป่ยเหยียนจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน?"
"จวนมู่กั๋วกงถึงแม้หลายปีหลังมานี้จะไม่รุ่งเรือง แต่บรรพบุรุษก็เคยรุ่งโรจน์ ต่อให้ไม่เห็นแก่หน้ากั๋วกงคนปัจจุบัน ก็ควรเห็นแก่หน้ากั๋วกงคนก่อนบ้าง แม่ทัพลู่รีบปล่อยนางเสียเถอะ!"
"เหอะ" ลู่ไป่ชวนแค่นเสียงเย็นชา "ตามคำพูดของใต้เท้าทุกท่าน กล่าวโดยสรุปง่ายๆก็คือ เพียงเพราะนางเป็นคุณหนูจวนกั๋วกง จึงสามารถมองข้ามความผิด เว้นโทษปล่อยตัวเป็นอิสระได้ ใช่หรือไม่ขอรับ?"
เขากวาดตามองกลุ่มคนตรงหน้าอย่างเย็นชา ส่วนใหญ่เป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น แต่ละคนจ้องเขม็งมาที่เขาราวกับมองตัวประหลาด เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจในตัวเขามานานแล้ว
ก็คงเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ ต้องทราบก่อนว่า ขุนนางบุ๋นเหล่านี้ให้ความสำคัญกับพิธีรีตองอันแสนหยุมหยิมมากกว่าสิ่งใด ตามธรรมเนียมปฏิบัติของผู้มียศศักดิ์อย่างพวกเขา ตระกูลลู่ที่เพิ่งเข้ามารับราชการในเมืองหลวง จะต้องไปคารวะที่จวนขุนนางแต่ละจวน หรืออย่างน้อยที่สุดก็ต้องจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เป็นการแสดงความจริงใจและฝากเนื้อฝากตัว ทว่าสองสามีภรรยาตระกูลลู่มาถึงก็เอาแต่ไม่อยู่ติดจวน ขนาดในจวนยังว่างเปล่าไร้ผู้คน ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการไปคารวะพวกเขาเลย
ขุนนางเหล่านี้จึงรู้สึกว่า ตระกูลลู่คิดว่าสถานะของตนเองสูงส่งแล้ว ไม่จำเป็นต้องเห็นพวกเขาอยู่ในสายตา จึงไม่ไปเยี่ยมเยียน คราวนี้พอได้โอกาส ย่อมต้องตำหนิสักหน่อย
พวกเขาไม่สนใจว่าที่สองสามีภรรยาคู่นี้ไม่อยู่จวนนั้นเพราะเรื่องอะไร อย่างไรเสีย การที่อีกฝ่ายไม่ปฏิบัติตามธรรมเนียม นั่นก็คือการไม่ให้เกียรติพวกเขา
ตอนนี้พอถูกลู่ไป่ชวนย้อนถามเช่นนี้ ทุกคนก็พลันพูดไม่ออก
"นับแต่อดีตมา เชื้อพระวงศ์กระทำผิดยังต้องรับโทษเช่นเดียวกับสามัญชน หากนางทำผิดจริงย่อมต้องถูกลงโทษถูกแล้ว แต่นางเป็นเพียงสตรีตัวเล็กๆ จะไปทำเรื่องชั่วช้าอะไรได้? ที่สำคัญ เจ้าเอานางไปขังรวมกับนักโทษตงถิงได้อย่างไร นี่มันคือความอัปยศของเป่ยเหยียนเราชัดๆ!"
มีขุนนางสูงวัยคนหนึ่งตอบกลับอย่างแข็งกร้าว
ลู่ไป่ชวนจึงถามต่อ "เช่นนั้นท่านตอบคำถามเหล่านี้ให้ข้าน้อยได้คลายความสงสัยได้หรือไม่ว่า อยู่ดีๆ เหตุใดนางถึงถูกนักโทษที่ ‘อยู่ในห้องขัง’ จับเป็นตัวประกันและข่มขู่ข้าได้? และอีกข้อ ที่นั่นคือคุกหลวง นางที่เป็นถึงคุณหนูจวนกั๋วกง วิ่งแจ้นไปสถานที่เช่นนั้นเพื่ออะไร?
นางเทียวไปคุกหลวงทุกวัน เจตนาแท้จริงไม่ได้อยู่ที่สุรา อีกทั้งถึงขั้นฉวยโอกาสตอนที่ข้าไม่อยู่ แอบเข้าไปในห้องขังนักโทษ ทำให้ถูกนักโทษจับเป็นตัวประกัน เรื่องที่ทุกท่านควรให้ความสนใจควรจะเป็นเรื่องนี้ต่างหากไม่ใช่หรือ? ท่านผู้อาวุโสทั้งหลายไม่มีใครเอะใจเรื่องนี้เลยหรือ? หรือว่า... พวกท่านมีความสัมพันธ์ที่ไม่ธรรมดากับนาง..."
ก็แค่ใส่ร้ายป้ายสีคนไม่ใช่หรือ คิดว่าทำเป็นอยู่คนเดียวหรืออย่างไร
อย่างไรเสียก็อยู่กับภรรยามานาน ฝีปากจะไม่คล่องแคล่วขึ้นบ้างได้อย่างไร
ขุนนางทุกคนถึงกับตกตะลึง ถูกเด็กไม่รู้จักเด็กไม่รู้จักผู้ใหญ่ทำให้โมโหจนแทบหายใจไม่ออก คิดไม่ถึงเลยว่าเขาจะไร้ยางอายถึงเพียงนี้ กล้าสาดน้ำสกปรกใส่พวกเขาในสถานที่สูงส่งเช่นนี้ ช่างกำเริบเสิบสานสิ้นดี!
"เจ้า... เจ้า..."
ขุนนางอาวุโสผู้นั้นจ้องลู่ไป่ชวนเขม็ง ราวกับปรารถนาให้สายตาของตนเป็นหอกแหลมแทงร่างอีกฝ่ายให้พรุน
"องค์รัชทายาททรงโปรดพิจารณา แม่ทัพลู่กำลังใส่ร้ายพวกกระหม่อม!"
เมื่อเถียงไม่ชนะจึงหันไปฟ้ององค์รัชทายาท
แต่โดยธรรมชาติแล้วองค์รัชทายาทย่อมอยู่ข้างลู่ไป่ชวน "อะไรคือการใส่ร้าย? แม่ทัพลู่พูดประโยคไหนไม่สมเหตุสมผลหรือ?"
ประโยคย้อนถามเบาๆของผู้มีอำนาจที่อยู่เบื้องบน ทำให้เหล่าขุนนางที่อยู่เบื้องล่างไม่พอใจอย่างยิ่ง
นี่ไม่ได้กำลังบอกว่าพวกเขาเป็นฝ่ายผิดหรอกหรือ? เป็นเช่นนี้ได้อย่างไร!
ทว่า ยังไม่ทันที่พวกเขาจะได้เอ่ยปาก องค์รัชทายาทก็ตรัสต่อ "พวกท่านก็รู้ว่าที่นี่คือราชสำนัก การกล่าวหาถึงสิ่งใดต้องมีหลักฐาน พวกท่านบอกว่าแม่ทัพลู่ใส่ร้าย แล้วพวกท่านล่ะ ไม่ได้กำลังทำอยู่เช่นกันหรอกหรือ?
แรงจูงใจของคุณหนูจวนมู่กั๋วกงน่าสงสัยอย่างยิ่ง แต่พวกท่านกลับไม่สนใจแม้แต่น้อย เอาแต่กล่าวโทษแม่ทัพลู่
พวกท่านรู้หรือไม่ว่า สองสามีภรรยาลู่ ในเวลาไม่ถึงหนึ่งเดือนนี้ ได้กวาดล้างกากเดนของตงถิงเพื่อเป่ยเหยียนของเราไปมากเท่าไร? นอกจากพวกท่านเอาแต่กล่าวโทษเขาในท้องพระโรงทุกวัน พวกท่านยังทำคุณประโยชน์อะไรอีกบ้าง?"
เพียงแค่ฟังน้ำเสียงก็รู้ได้ว่า องค์รัชทายาทพิโรธแล้ว
ต่อหน้าสาธารณชน องค์รัชทายาทควบคุมอารมณ์ได้ดีมาโดยตลอด แต่ครั้งนี้เพราะเรื่องของลู่ไป่ชวน พระองค์ถึงกับทรงแสดงความพิโรธต่อหน้าเหล่าขุนนางเป็นครั้งแรก
"องค์รัชทายาทโปรดระงับพระโทสะด้วยพ่ะย่ะค่ะ!"
เหล่าขุนนางพากันคุกเข่าลงกับพื้นทันที ข้อกล่าวหานี้พวกเขาไม่ขอยอมรับ!
ลู่ไป่ชวนทำเรื่องเหล่านั้น นั่นก็เป็นหน้าที่ในตำแหน่งของเขา แล้วเขาได้รับรางวัลจากราชสำนักมากมาย ทุกอย่างก็ถูกต้องเหมาะสมแล้วไม่ใช่หรือ?
แต่ตอนนี้องค์รัชทายาททรงพิโรธ พวกเขาจึงไม่กล้าพูดอะไรอีก หาไม่คงต้องเดือดร้อนกันหมดแน่
องค์รัชทายาทรู้สึกหงุดหงิดใจ จึงรับสั่งเลิกประชุมทันที แล้วพาลู่ไป่ชวนไปด้วย
ขุนนางเก่าแก่กลุ่มหนึ่งโกรธจนริมฝีปากสั่นระริก มีผู้กล้าคนหนึ่งถึงกับตะโกนขึ้นในท้องพระโรง "องค์รัชทายาท พระองค์ต้องใกล้ชิดขุนนางภักดี ห่างไกลคนชั่วนะพ่ะย่ะค่ะ!"
นี่คือการตัดสินว่า ลู่ไป่ชวนเป็นคนชั่ว
มีคนรีบเข้ามาปิดปากเขาทันที กล่าวอย่างร้อนรน "ระวังคำพูด ระวังคำพูดด้วย!"
[1] เจตนาแท้จริงไม่ได้อยู่ที่สุรา เป็นสำนวน หมายถึง มีเจตนาหรือจุดประสงค์แอบแฝงอยู่เบื้องหลังการกระทำหรือคำพูดที่แสดงออกมา
ตอนที่ 765: คนหาเรื่องมาแล้ว
ถึงปากจะร้องห้ามปรามเช่นนั้น แต่ในสายตาของขุนนางทุกคน ณ ที่นี้ ต่างเห็นพ้องต้องกันว่าลู่ไป่ชวนคือคนชั่ว เขาคือคนเจ้าเล่ห์เพทุบาย ใช้สารพัดวิธีสกปรกทำให้ฮ่องเต้และองค์รัชทายาทปกป้องพวกเขา ไม่อย่างนั้นใครเลยจะได้เลื่อนตำแหน่งเร็วถึงเพียงนี้!
…....
อีกด้านหนึ่ง
ลู่ไป่ชวนตามองค์รัชทายาทออกจากท้องพระโรง องค์รัชทายาททรงกริ้วอย่างหนัก ตลอดทางสบถไม่หยุด
"พวกหัวดื้อเก่าแก่นี่ช่างไร้สมองสิ้นดี อาศัยว่าตัวเองอยู่มานาน วันๆไม่ทำการงานอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เอาแต่ทำตัวแก่แล้วแก่เลย! ที่ผ่านมาก็เพราะไว้หน้าพวกเขา ไม่นึกเลยว่าพวกเขาจะยิ่งได้ใจ!"
"ข้าก็นึกว่าครั้งนี้เจ้าจับไส้ศึกได้มากมาย พวกเขาจะมองเจ้าเปลี่ยนไปบ้าง ไม่นึกเลยว่าอคติจะยิ่งหนักข้อขึ้น"
องค์รัชทายาทตรัสไม่หยุด ขันทีที่ตามอยู่เบื้องหลังแทบอยากจะภาวนาให้ตนเองหูหนวกไปเสีย วาจาเหล่านี้หากมีคนแอบได้ยินแล้วนำไปพูดต่อ ผู้ต้องสงสัยที่ทำให้เรื่องนี้แพร่งพรายออกไปแล้วต้องรับโทษ ก็ต้องไม่พ้นพวกเขาอยู่แล้วหรอกหรือ!
ส่วนลู่ไป่ชวนกลับสงบนิ่งมากกว่าใคร เขากล่าว "ผู้บริสุทธิ์ย่อมบริสุทธิ์วันยังค่ำ องค์รัชทายาทอย่าได้ทรงใส่พระทัยเลยพ่ะย่ะค่ะ อีกอย่าง ผลสอบเคอจวี่ระดับแคว้นใกล้จะออกแล้ว พระองค์ควรฉวยโอกาสนี้ฝึกฝนคนที่มีความสามารถมาไว้ใช้งานนะพ่ะย่ะค่ะ"
องค์รัชทายาทพยักหน้า "ข้าเข้าใจ เรื่องการสอบเคอจวี่ข้าก็จับตาดูอยู่ตลอด จริงสิ เรื่องของจัวเจียอวี้ผู้นั้น เจ้าคิดจะจัดการอย่างไร?"
"ขังไว้ต่ออีกสักสองสามวัน ดูว่าขีดจำกัดของจวนมู่กั๋วกงจะเป็นอย่างไรพ่ะย่ะค่ะ"
ลู่ไป่ชวนวางแผนไว้แล้ว อย่างไรเสียตอนนี้คุกหลวงก็อยู่ในความดูแลของเขา เขาคือผู้มีอำนาจสูงสุด
"เจ้ายังสงสัยว่ามู่กั๋วกงติดต่อกับตงถิงอยู่หรือ?"
องค์รัชทายาทไม่ค่อยอยากเชื่อเท่าใดนัก เพราะดูจากท่าทีของมู่กั๋วกงแล้ว… ไม่เหมือนคนที่มีสมองเช่นนั้นเลย
ลู่ไป่ชวนไม่ตอบโดยตรง เพียงแค่ยิ้ม "ไม่ลองดูจะรู้ได้อย่างไรพ่ะย่ะค่ะ?"
"ก็จริง เช่นนั้นเจ้าอยากทำอย่างไรก็ทำเถอะ ขุนนางหัวดื้อเหล่านั้น หลังจากนี้หากมาหาเรื่องเจ้าอีก ข้าจะช่วยจัดการให้ ส่วนทางจวนมู่กั๋วกง เจ้าต้องระวังตัวเองให้มาก"
องค์รัชทายาทย่อมเชื่อมั่นในตัวลูกน้องคนสนิทคนนี้ ไม่ว่าใครจะพูดให้ร้ายอีกฝ่ายอย่างไรเขาก็ไม่เคยหวั่นไหว
เพราะมิตรภาพระหว่างพวกเขา ก่อเกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุดของกันและกัน
ลู่ไป่ชวนค้อมศีรษะรับคำ "องค์รัชทายาทโปรดวางพระทัย กระหม่อมจะไม่ทำให้พระองค์ต้องผิดหวังพ่ะย่ะค่ะ"
เพียงองค์รัชทายาทยังคงเชื่อมั่นในการตัดสินใจของเขา ในใจลู่ไป่ชวนก็ยินดีมากแล้ว
อันที่จริง การสงสัยจวนมู่กั๋วกงไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในวันสองวัน ที่ผ่านมาเขาได้ให้โหลวชงตรวจสอบเรื่องราวในอดีต ผลปรากฏว่า โหลวชงสืบพบเรื่องน่าประหลาดมากเรื่องหนึ่ง
หลายปีมานี้ หมิงเจ๋อคอยกดขี่จวนมู่กั๋วกงอยู่ลับๆ จนทำให้จวนมู่กั๋วกงตกต่ำลงจริง ทว่าจวนมู่กั๋วกงกลับยังสามารถยืนหยัดอยู่ได้ไม่ล้ม นี่มันผิดปกติยิ่งนัก
ตอนแรกเขาคิดว่า หมิงเจ๋อจงใจจะ 'ต้มกบในน้ำอุ่น' ค่อยๆทรมานจวนมู่กั๋วกงช้าๆ
ทว่าแท้จริงแล้วกลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะภายหลังเขาได้รู้ว่า เรื่องนี้มีลับลมคนในบางอย่าง
นั่นก็คือ ทุกๆระยะเวลาหนึ่ง สถานการณ์ของจวนมู่กั๋วกงที่กำลังดำดิ่งลงสู่หุบเหว จะฟื้นตัวขึ้นได้อย่างน่าประหลาด และนั่นก็เพราะว่า…มีคนคอยส่งเงินให้เขาในระยะเวลาหนึ่งอย่างสม่ำเสมอ
อีกทั้งเงินเหล่านั้นยังมาในรูปแบบของผลกำไรจากร้านค้าในเครือของมู่กั๋วกง แต่โหลวชงตรวจสอบแล้ว พบว่าร้านค้าเหล่านั้นไม่ทำกำไรเลย เป็นไปไม่ได้ที่จะมีรายได้มากมายขนาดนั้น
นี่จึงทำให้ข้อสันนิษฐานของเขาชัดเจนขึ้น
…มีคนแอบส่งเงินให้จวนมู่กั๋วกง
ส่วนจะเป็นใครนั้น ยังไม่อาจรู้ได้ในตอนนี้
ครั้นที่สืบได้เบาะแสนี้ ลู่ไป่ชวนยังไม่ได้เชื่อมโยงจวนมู่กั๋วกงเข้ากับคนตงถิง จนกระทั่งช่วงหลายวันที่ผ่านมา ที่จัวเจียอวี้เริ่มหาข้ออ้างเข้ามาใกล้ชิดเขา และหาโอกาสเข้าพบคนตงถิงในคุกหลายครั้ง ลู่ไป่ชวนจึงได้เริ่มสงสัย
แม้จะยังไม่มีหลักฐานใดยืนยันข้อสันนิษฐานของเขาได้ แต่ลู่ไป่ชวนก็นึกถึงเรื่องที่องค์ชายสามเคยพูดไว้ก่อนหน้านี้… ‘ภรรยาของเขามีสายเลือดของตงถิง’ เรื่องนี้จึงเชื่อมโยงกันในทันที
…ที่เคยสืบทราบว่า ภรรยาของเขาอาจเป็นพระธิดาของฉวินอ๋อง ตอนนี้กลับได้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า นางมีสายเลือดของตงถิง เช่นนั้นก็หมายความว่า…
ฉวินอ๋อง มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นคนตงถิง?
ตอนที่ลู่ไป่ชวนวิเคราะห์ได้ดังนี้ก็รู้สึกว่า ‘เป็นไปไม่ได้’ เพราะฉวินอ๋องเป็นน้องชายแท้ๆของฮ่องเต้องค์ก่อน ที่ถูกเนรเทศ ตามคำแถลงการณ์คือ คิดการกบฏ เพียงแต่ฮ่องเต้องค์ก่อนคำนึงถึงหน้าตา จึงไม่ได้ป่าวประกาศออกไป ดังนั้นราษฎรจึงไม่รู้สาเหตุที่แท้จริง
ตอนนี้ดูท่าแล้ว การที่ฉวินอ๋องถูกเนรเทศ มีความเป็นไปได้อยู่สองทางคือ หนึ่ง…ฉวินอ๋องอาจเคยสมคบคิดกับตงถิง หรือสอง…ฉวินอ๋องอาจเป็นคนตงถิงปลอมตัวมาจริงๆ
ทว่า หากการคาดเดาเหล่านี้เป็นจริง ฮ่องเต้องค์ก่อนในตอนนั้นก็ช่างเมตตาเกินไปแล้ว
ถึงได้เลี้ยงดูเนื้อร้ายเอาไว้ จนเภทภัยภายในแคว้นหยั่งรากลึกเช่นนี้
ตอนที่เกิดเรื่องเหล่านั้น องค์รัชทายาทยังทรงพระเยาว์ ที่ทรงทราบมาอาจจะไม่รอบด้าน เว้นแต่เขาจะไปถามขุนนางเก่าแก่ที่รู้เห็นเหตุการณ์ หรือไปทูลถามฮ่องเต้โดยตรง
ทว่า ถึงแม้ตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่างเขากับฮ่องเต้จะเป็นไปด้วยดี แต่ก็ไม่ถึงขั้นที่จะสามารถทูลถามเรื่องลับสุดยอดเช่นนี้ได้อย่างไม่เกรงใจ เพราะนั่นเป็นการล้ำเส้นเกินไป
แต่หากเป็นภรรยาเขาไปถาม…
บางทีฮ่องเต้อาจจะเต็มใจบอกเล่าก็ได้
แต่เขาไม่เต็มใจให้ภรรยาช่วยเหลือทุกเรื่อง เช่นนั้นเขาก็คงจะไร้ประโยชน์เกินไปแล้ว
หลังออกจากวังหลวง ลู่ไป่ชวนก็มุ่งหน้าไปที่คุกหลวงทันที เมื่อไปถึงก็พบกับบ่าวรับใช้ของจวนรออยู่ที่หน้าประตูทางเข้าคุกด้วยท่าทางร้อนรน
เมื่อเห็นผู้เป็นนาย บ่าวรับใช้ผู้นั้นก็รีบเข้ามารายงานทันที "นายท่าน แย่แล้วขอรับ! ฮูหยินมู่กั๋วกงพาคนไปอาละวาดที่จวนตั้งแต่เช้าตรู่ บ่าวบอกว่านายท่านกับฮูหยินไม่อยู่ นางก็พาคนไปอาละวาดที่ค่ายทหารอีก พ่อบ้านหวงกังวลว่าทางฮูหยินจะรับมือไม่ไหว จึงให้บ่าวมารายงานนายท่านขอรับ"
เมื่อครู่ตอนอยู่ในวัง องค์รัชทายาทเพิ่งจะเตือนไปว่าคนของจวนมู่กั๋วกงต้องมาหาเรื่องแน่ นึกไม่ถึงว่าจะมาเร็วถึงเพียงนี้
ลู่ไป่ชวนขานรับคำ หันหัวม้ามุ่งหน้าไปยังค่ายทหารทันที
แม้จะรู้ว่าภรรยาจัดการได้ แต่เขาก็ไม่อาจนิ่งดูดายได้
…….
ทางด้านค่ายทหาร
ขณะนี้ ฮูหยินจัวได้นำบ่าวไพร่กลุ่มหนึ่งมาโวยวายอยู่ด้านนอก
แต่ฮูหยินจัวยังนับว่ามีความยับยั้งชั่งใจอยู่บ้าง ไม่ได้อาละวาดจนน่าเกลียดเกินไป เพียงแค่ยืนกรานว่าจะขอพบเหอจิ่วเหนียง
ใช่แล้ว พวกนางบุกมายืนอยู่หน้าค่ายตั้งแต่เช้า จนถึงตอนนี้ก็ยังไม่ได้พบเหอจิ่วเหนียงเลย เพราะทหารบอกว่า 'พี่สะใภ้' ของพวกเขายังนอนหลับอยู่ ไม่มีใครอยากรบกวนการพักผ่อนของนาง
ฮูหยินจัวอยากจะอาละวาดอยู่หลายครั้ง แต่พอนึกถึงอำนาจของตระกูลลู่ในตอนนี้ และนึกถึงคำกำชับของสามี ต่อให้ร้อนใจและโมโหเพียงใด ก็ทำได้เพียงกัดฟันรอต่อไป
กว่าเหอจิ่วเหนียงจะตื่นนอน กินอาหารเช้าเสร็จ และเดินนวยนวดออกมาอย่างเชื่องช้า ฮูหยินจัวกับบ่าวรับใช้ก็ยืนอยู่ด้านนอกมากว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว
"อ้าว ฮูหยินมู่กั๋วกงนี่เอง เหตุใดถึงมาหาถึงที่นี่ได้ล่ะเจ้าคะ?"
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงออกมา ในมือยังถือผลไม้ที่ถูกแทะแล้วอยู่ลูกหนึ่ง ท่าทางสบายๆ ผ่อนคลายอย่างยิ่ง ประกอบกับเมื่อนางเอ่ยคำทักทายออกมา ก็สามารถทำให้ฮูหยินจัวโมโหแทบตายได้
ฮูหยินจัวกัดฟันกรอด แต่ยังคงปั้นหน้ายิ้มเดินเข้ามาหา "ฮูหยินลู่ เรื่องเมื่อคืนพวกเราได้รับรู้แล้ว ลูกสาวข้าก่อเรื่องในคุกหลวง ผิดพันครั้งหมื่นครั้งล้วนเป็นความผิดของนาง แต่เห็นแก่ที่ยังไม่ได้สร้างความผิดพลาดอะไรใหญ่หลวง ขอร้องฮูหยินลู่ช่วยไปพูดกับแม่ทัพลู่ ให้ปล่อยลูกสาวข้าเถอะนะเจ้าคะ!"
พูดจบ ไม่รอให้เหอจิ่วเหนียงเอ่ยปาก ฮูหยินจัวก็เริ่มปาดน้ำตา กล่าวต่อ "เด็กคนนั้นถูกพวกเราตามใจจนเสียนิสัย แท้จริงแล้วนางไม่มีเจตนาร้ายอะไรหรอกเจ้าค่ะ นางแค่ถูกหลอก ข้าขอร้องฮูหยิน เห็นแก่ที่พวกท่านอายุไล่เลี่ยกัน ช่วยเหลือนางด้วยเถอะนะเจ้าคะ นางไม่เคยลำบากมาก่อน กลับต้องถูกขังรวมกับไส้ศึกพวกนั้น ไม่รู้ว่าจะหวาดกลัวเพียงใด คนเป็นแม่อย่างข้า แค่คิดก็ปวดใจแล้ว ฮือๆๆ..."
[1] ต้มกบในน้ำอุ่น ใช้เปรียบถึง คนที่เฉื่อยชาไม่กระตือรือร้นกับความเปลี่ยนแปลง จนถูกภัยคุกคามหรือปัญหาเข้าครอบงำโดยไม่รู้ตัว กว่าจะรู้ตัวก็สายเกินไปแล้ว เหมือนกบที่ถูกต้มจนตายโดยไม่ทันรู้ตัว
ตอนที่ 766: ลงมือไล่คน
ฮูหยินจัวร้องไห้สลับกับกล่าววาจาเอาใจเหอจิ่วเหนียง โดยไม่สนใจสายตาผู้คนที่กำลังมองอยู่
ถึงแม้ตอนนี้ยังไม่สะดวกที่จะเปิดเผยสถานะระหว่างจวนมู่กั๋วกงและเหอจิ่วเหนียง แต่การสร้างสัมพันธ์กับเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้เหลือบ่ากว่าแรงสำหรับฮูหยินจัว อย่างไรเสียวันข้างหน้าก็ต้องพึ่งพาตระกูลลู่เพื่ออนาคตที่สุขสบาย ตอนนี้นางย่อมไม่รังเกียจที่จะก้มหัวให้
น่าเสียดาย เหอจิ่วเหนียงไม่หลงกลลูกไม้นี้ นางปรายตามองอย่างเกียจคร้านวูบหนึ่ง สายตานั้นราวกับกำลังมองคนโง่ก็มิปาน
"ฮูหยินกั๋วกง ท่านมาร่ำไห้เสียใจอยู่ที่นี่ คนที่ไม่รู้คงนึกว่าท่านผมขาวส่งผมดำแล้วกระมัง"
คำพูดเดียว ทำให้เสียงร้องไห้ของฮูหยินจัวชะงักลงทันที
ฮูหยินจัวเกือบควบคุมสติไม่อยู่จนหลุดด่าออกมา นี่ไม่ใช่การแช่งลูกสาวนางหรือ!
สตรีผู้นี้ช่างร้ายกาจยิ่งนัก!
"เหอะๆ ฮูหยินลู่ช่างพูดจาล้อเล่นเก่งจริง ลูกสาวข้าแค่ถูกขังอยู่ในคุกหลวงเท่านั้นเอง..."
นางเผยรอยยิ้มที่น่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้ ฝืนแสดงความเป็นมิตรต่อเหอจิ่วเหนียงอย่างสุดกำลัง ยามนี้ยังไม่ได้สะสางความสัมพันธ์ จะทำให้สถานการณ์ระหว่างพวกนางตึงเครียดไม่ได้
"ใช่เจ้าค่ะ ก็แค่ถูกขังในคุกหลวงเท่านั้นเอง ฮูหยินกั๋วกง เมื่อครู่ท่านก็พูดเองว่า ลูกสาวของท่านอยู่ดีๆ ก็วิ่งเข้ามาในคุกหลวง โทษที่นางได้รับตอนนี้ก็ถือว่าเบาแล้วนะเจ้าคะ สร้างความเดือดร้อนให้ทางการขนาดนี้ หากเรื่องบานปลาย ทำนักโทษหนีไปได้ แผนการขององค์รัชทายาท และความพยายามของพวกเรามากมายตลอดหลายปีมานี้ก็ต้องพังทลายลงจริงหรือไม่เจ้าคะ? ถึงตอนนั้นตงถิงหันมาแว้งกัด ส่งกองทัพบุกเป่ยเหยียน ท่านจะไปรบเอง หรือให้ลูกสาวท่านไปรบดีเจ้าคะ?"
ฝีปากของเหอจิ่วเหนียงไม่เคยเป็นรองผู้ใด แค่การรับมือกับสตรีจอมมารยาเช่นนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึง
หากก่อนหน้านี้ฮูหยินจัวไม่ได้ส่งนักฆ่ามาลอบสังหารนาง เหอจิ่วเหนียงอาจจะยังพอคุยดีๆด้วยได้บ้าง แต่ในเมื่ออีกฝ่ายทำกันถึงขั้นนั้น แถมตอนนี้ยังหน้าด้านคิดจะตีสนิทดองญาติกับนางด้วย ต้องบอกเลยว่าคนเช่นนี้ช่างน่าสนใจจริงๆ
ฮูหยินจัวถูกสวนจนพูดไม่ออก เห็นๆอยู่ว่าบุตรสาวนางเป็นผู้เสียหาย เป็นฝ่ายถูกรังแก เหตุใดพอออกจากปากเหอจิ่วเหนียง สถานการณ์ถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้?
ตงถิงรบกับเป่ยเหยียน มันเกี่ยวอะไรกับลูกสาวนางด้วย?
ต่อให้ฮูหยินจัวจะแสดงละครเก่งเพียงใด ก็ทนที่เหอจิ่วเหนียงพูดเช่นนี้ไม่ได้ ใบหน้าพลันบึ้งตึงขึ้น "ฮูหยินลู่ระวังคำพูดด้วย อวี้เอ๋อร์ลูกสาวข้าไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไร นางแค่เอาแต่ใจตัวเองไปหน่อยเท่านั้น ท่านจะโยนความผิดร้ายแรงเช่นนี้ให้นางไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านยังเป็น..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฮูหยินกั๋วกงก็พลันตระหนักได้ว่าตนเองพูดมากเกินไป จึงรีบหุปปากทันที
เหอจิ่วเหนียงเห็นความตื่นตระหนกในแววตาของอีกฝ่าย จึงยิ้มกล่าว "พูดสิเจ้าคะ เหตุใดไม่พูดต่อล่ะ? ข้ายังเป็นอะไรหรือ? เป็นพี่สาวของลูกสาวท่านหรือเจ้าคะ?"
ฮูหยินจัวตกตะลึง เบิกตากว้างมองนาง ถามออกไปโดยไม่รู้ตัว "ท่านรู้ได้อย่างไร?"
"เมื่อคืนคุณหนูจัวเป็นคนพูดเอง เพื่อที่จะออกจากสถานที่แห่งนี้ สองแม่ลูกตระกูลจัวถึงกับไม่รู้จักเลือกวิธีการเอาเสียเลย! แม้ข้าจะเป็นเด็กกำพร้า แต่ก็ไม่ได้เปล่าเปลี่ยวอ้างว้างจนหลงเชื่อสุ่มสี่สุ่มห้าไปนับญาติกับใคร ท่านทั้งสองอย่าได้ใช้ไม้นี้อีกเลย"
เหอจิ่วเหนียงไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย นี่หาใช่เรื่องที่พูดไม่ได้ไม่ อีกอย่าง ในเมื่อนางรู้แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องแกล้งทำเป็นไม่รู้อีกต่อไป ไม่อย่างนั้นก็จะถูกสองแม่ลูกนี่วางแผนใส่ไม่เลิกรา
สตรีปราดเปรื่องอย่างฮูหยินจัวชั่วขณะนั้นก็ถึงกับหมดคำพูด
นี่มันเรื่องอะไรกัน!
ก่อนหน้านี้นางกับบุตรสาวก็ตกลงกันไว้แล้วไม่ใช่หรือว่า จะหาโอกาสไปเยี่ยมที่จวนตระกูลลู่ ถึงเวลานั้นค่อยแสดงท่าทีดีๆ ให้เหอจิ่วเหนียงเชื่อว่าพวกตนไม่เคยล้มเลิกความคิดที่จะตามหานาง จากนั้นก็จัดงานเลี้ยงรับญาติ เรื่องนี้ก็จะจบลงอย่างสวยงาม ตระกูลจัวก็จะสามารถเกาะตระกูลลู่ กลับไปใช้ชีวิตหรูหรารุ่งโรจน์ได้อีกครั้ง
แต่ลูกสาวตัวดีกลับไปพูดโพล่งออกมาในสถานการณ์เช่นนั้น!
นี่ไม่เพียงจะไม่สามารถเปลี่ยนสถานการณ์ได้ แต่ยังทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองฝ่ายแย่ลงอีกด้วย แผนการที่นางวางไว้ก่อนหน้านี้ไม่พังไปหมดแล้วหรือ!
"ฮูหยินลู่เข้าใจผิดแล้ว เรื่องราวมันไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่ท่านพูด ตระกูลจัวของเราไม่มีเจตนาร้ายต่อท่านแน่นอน บางเรื่องตอนนี้ไม่สะดวกที่จะพูดจริงๆ ไว้หาเวลาสักวันไปเยี่ยมท่านที่จวน ข้าจะเล่าเรื่องทั้งหมดให้ท่านฟัง"
พลันนั้นฮูหยินจัวก็เปลี่ยนสีหน้าเป็นยิ้มแย้มอีกครั้ง ตอนนี้สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการสานสัมพันธ์กับเหอจิ่วเหนียงให้ดี ขอเพียงเหอจิ่วเหนียงไม่ติดใจอะไร บุตรสาวของนางย่อมต้องไม่เป็นอะไรเช่นกัน
ช่วงเวลาที่ผ่านมา นางไปสืบเรื่องราวของตระกูลลู่มาได้ไม่น้อย รู้ว่านางแพศยาตรงหน้านี่มีสิทธิ์มีเสียงในครอบครัวอยู่ไม่น้อย สามีของนางก็เชื่อฟังนางมาก ดังนั้นขอเพียงนางแพศยานี่อ่อนข้อ ลู่ไป่ชวนก็จะไม่ใจร้ายกับบุตรสาวของนาง
"ไม่จำเป็นหรอกเจ้าค่ะ เรื่องที่ควรรู้และไม่ควรรู้ ข้าล้วนรู้หมดแล้ว ฮูหยินกั๋วกงอย่าได้มาถ่อมตัวต่อหน้าข้าเลย อีกอย่าง ถึงแม้ว่าจะมีความสัมพันธ์อะไรกันจริง ก็ไม่เกี่ยวข้องกับท่านเลยสักนิด อย่าได้ยุ่งไม่เข้าเรื่องเลยเจ้าค่ะ"
เหอจิ่วเหนียงพูดจาไม่เกรงใจเลยจริงๆ เมื่อพูดประโยคนี้จบ ผลไม้ในมือก็กัดกินหมดพอดี
นางโยนแกนผลไม้ทิ้งไปใต้ต้นไม้ที่อยู่ไม่ไกลนักตามอัธยาศัย จากนั้นก็เตรียมกลับเข้าไปในค่ายทหาร ทว่าจังหวะนั้นก็นึกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงกล่าว
"ฮูหยินกลับไปเถอะเจ้าค่ะ เรื่องของคุณหนูจัวมีข้อสงสัยมากมาย จนกว่าความจริงจะกระจ่าง เราไม่อาจปล่อยตัวนางออกมาได้จริงๆ ท่านกลับไปรอฟังข่าวที่บ้านเถอะเจ้าค่ะ"
ขณะที่กำลังพูดก็ได้ยินเสียงกีบม้าใกล้เข้ามา จากนั้นก็เห็นว่าเป็นลู่ไป่ชวนที่มาถึงด้วยความรีบร้อน
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้ว มุมปากยกขึ้นอย่างไม่รู้ตัว
สามีผู้นี้...ดูเหมือนจะวิ่งวุ่นตลอดทั้งเช้าเลยสินะ
ขณะที่ฮูหยินจัวกำลังกลุ้มใจว่าจะทำอย่างไรต่อ เมื่อเห็นลู่ไป่ชวนมา ก็รีบเข้าไปสอบถามทันที แต่ลู่ไป่ชวนไม่คิดจะสนใจนาง เขาสั่งลูกน้องโดยตรง "ค่ายทหารเป็นสถานที่เข้มงวด ห้ามคนนอกเข้าใกล้ ขับไล่คนออกไป!"
"ขอรับ!"
ลูกน้องรับคำสั่ง แล้วลงมือขับไล่คนทันที
ใช่แล้ว ‘ลงมือ’
ฮูหยินจัวถูกชายฉกรรจ์สองคนหิ้วปีกออกไป โดยไม่ไว้หน้านางที่เป็นถึงฮูหยินมู่กั๋วกงเลยแม้แต่น้อย
ไม่ว่าคนด้านหลังจะโวยวายอย่างไร ลู่ไป่ชวนก็ไม่สนใจ เพียงหันไปกล่าวกับเหอจิ่วเหนียง "คราวหน้าหากเจอสถานการณ์เช่นนี้อีก ให้ไล่ไปตรงๆเลยนะ ไม่จำเป็นต้องเสวนาด้วยให้เปลืองน้ำลาย"
เหอจิ่วเหนียงกล่าว "ข้าเข้าใจดีอยู่แล้ว เพียงแต่มีบางคำพูดที่ต้องบอกนางให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้วันหน้ามาแสดงละครทำให้ข้ารู้สึกขยะแขยงอีก"
อืม วันนี้ก็เตือนด้วยคำพูดไปแล้ว วันหน้าหากยังกล้ามาแสดงละครอีก ก็อย่าโทษที่นางจะใช้กำลัง เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่าตนเองยังนับว่ามีไมตรีอยู่บ้าง อย่างน้อยก็เตือนก่อน
ลู่ไป่ชวนยิ้มอย่างตามใจ "เช่นนั้นก็ได้ ทางนี้ไม่มีอะไรแล้ว ข้ากลับไปก่อนนะ สองวันนี้ทางนั้นน่าจะมีความเคลื่อนไหว ถึงเวลานั้นหลายเรื่องก็จะชัดเจนแล้ว"
"เข้าใจแล้ว ท่านไปทำงานของตัวเองเถอะ ไม่ต้องห่วงข้า แล้วเรื่องนี้จริงๆไม่ต้องมาก็ได้ เรื่องเล็กมาก"
เหอจิ่วเหนียงไม่ใช่คนปากบอกอีกอย่างแต่ใจคิดอีกอย่าง และนางก็แยกแยะความสำคัญได้ ดังนั้นจึงไม่น้อยใจเลยที่ลู่ไป่ชวนจะสนใจเรื่องอื่นและละเลยนางไปบ้าง และแน่นอนว่าสามีผู้นี้ก็ไม่เคยทำให้นางผิดหวัง
ลู่ไป่ชวนจากไปโดยไม่ชักช้า ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็พาเด็กชายทั้งสองฝึกการต่อสู้ในค่ายทหารต่อไป
……
หลังจากฮูหยินจัวกลับมาถึงจวนอย่างหัวเสีย ก็ไปหามู่กั๋วกงเป็นอันดับแรก
"ท่านพี่เจ้าคะ ข้าไร้ความสามารถ ข้าช่วยอวี้เอ๋อร์ออกมาไม่ได้ ฮือๆๆ ลู่ไป่ชวนไม่เห็นจวนกั๋วกงของเราอยู่ในสายตาเลย แค่ข้าขอเข้าไปดูลูกว่าเป็นอย่างไรบ้างก็ไม่ยอม อวี้เอ๋อร์ไม่เคยลำบากมาก่อน ตอนนี้ต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ ไม่รู้ว่าจะหวาดกลัวเพียงใด ฮือๆๆ..."
จัวเวยในเวลานี้กำลังนอนเอนกายบนตั่งนุ่ม ให้สาวใช้ใบหน้างดงามป้อนผลไม้ให้ตนกิน ช่วงนี้ที่จวนเพิ่งจะได้รับเงินมาเล็กน้อย ชีวิตความเป็นอยู่จึงกลับมาฟุ่มเฟือยได้อีกครั้ง ผลไม้เหล่านี้ล้วนขนส่งมาจากแดนไกล ตอนนี้ยังคงสดใหม่ รสชาติเอร็ดอร่อยยิ่งนัก
ทันทีที่ฮูหยินจัวเข้าประตูมาก็ร้องไห้ เขารำคาญเสียงดังจึงจะตะคอกออกไปในตอนแรก แต่เมื่อได้ยินเนื้อหาในวาจาของอีกฝ่าย ร่างท้วมบนตั่งนุ่มก็เด้งตัวลุกขึ้นนั่งในทันใด แล้วโพล่งออกไปอย่างไม่อยากจะเชื่อ "เจ้าว่าอะไรนะ?"
ตอนที่ 767: ประเด็นหลักก็คือแกล้งเขาเล่น
เดิมทีมู่กั๋วกงไม่ได้ใส่ใจเรื่องนี้เลยแม้แต่น้อย คิดว่าเรื่องจะคลี่คลายอย่างราบรื่น เพราะถึงอย่างไรฐานะของเขาก็ไม่ธรรมดา ต่อให้ช่วงนี้จะถูกสั่งห้ามไม่ให้เข้าเฝ้า ให้สำนึกตนอยู่ที่บ้าน เขาก็ยังคงเป็นกั๋วกง คิดไม่ถึงเลยว่าเจ้าคนบ้านนอกเท้าติดโคลนนั่น กลับกล้าไม่ไว้หน้าเขา!
"แล้วตอนนี้อวี้เอ๋อร์เป็นอย่างไรบ้าง? ยังอยู่ในคุกหรือ?"
เขาถามขึ้นอีกประโยค เพราะมีฮูหยินจัวคอยปกป้อง จัวเวยจึงค่อนข้างใส่ใจบุตรสาวคนนี้อยู่บ้าง แน่นอนว่า เหตุผลหลักก็เพราะหวังจะให้นางแต่งเข้าตระกูลสูงศักดิ์ในภายหน้า เพื่อสร้างความแข็งแกร่งให้อำนาจของตน
"ใช่แล้วเจ้าค่ะ! อยู่ในคุกก็ช่างเถอะ แต่คนพวกนั้นก็ยังไม่ยอมให้พวกเราเข้าไปเยี่ยม แม้แต่ของก็ส่งเข้าไปไม่ได้!"
ฮูหยินจัวพูดพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น สาวใช้หน้าตาสะสวยที่อยู่ข้างๆ ไม่กล้าอยู่นาน ค่อยๆถอยออกไปอย่างเงียบเชียบ
พูดถึงสาวใช้ผู้นี้ ทั้งๆที่หน้าตางดงาม ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของสามี แต่กลับยังคงอยู่ในจวนต่อไปได้ นั่นก็เพราะนางรู้จักวางตัว ไม่เคยคิดจะแก่งแย่งชิงตำแหน่งใด เพียงทำหน้าที่สาวใช้ให้ดีเท่านั้น ฮูหยินจัวจึงทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง ไม่เหมือนสาวใช้คนอื่นที่หากมีเรื่องเช่นนี้เกิดขึ้น อีกไม่นานก็จะถูกฮูหยินจัวขายไปยังหอคณิกา
จัวเวยไม่สนใจว่าสาวใช้ยังอยู่หรือไม่ ตอนนี้เขากำลังหงุดหงิด เขาออกไปไหนไม่ได้ จะใช้ฐานะไปกดดันใครก็ทำไม่ได้
หรือจะต้องทนดูบุตรสาวถูกขังอยู่ในคุกตลอดไปจริงๆ?
หากเป็นเช่นนี้ต่อไปนางก็หมดคุณค่าแล้ว ตระกูลสูงศักดิ์บ้านไหนจะมาสนใจสตรีที่เคยติดคุกเช่นนาง?
"ส่งของอะไรอีก สิ่งสำคัญที่สุดคือต้องไปพานางกลับมา! ข้างนอกไม่รู้มีกี่คนแล้วที่กำลังหัวเราะเยาะจวนมู่กั๋วกงของข้า! ชิ! อยู่ดีไม่ว่าดี นางจะไปคุกหลวงทำไมกัน!"
ตลอดมา จัวเวยรู้สึกอยู่เสมอว่าบุตรสาวคนนี้ช่างว่านอนสอนง่ายและรู้ความ ไม่คิดเลยว่านางจะไปก่อเรื่องถึงคุกหลวงได้ แถมยังทำให้รู้กันทั่วทั้งเมืองเช่นนี้ แล้วใบหน้าแก่ๆของเขาจะเอาไปไว้ที่ไหน?
คำถามที่ไม่ได้ตั้งใจถามของมู่กั๋วกงนั้นทำให้ฮูหยินจัวรู้สึกผิดขึ้นมา แต่ก็ยังกล่าวออกไป "ขะ...ข้าได้ยินมาว่า องค์ชายสามกำลังลำบากอยู่ในคุก เลยให้นางไปดูหน่อย คิดว่าถ้าช่วยอะไรได้ก็ช่วยบ้าง"
"สารเลว! เรื่องเช่นนี้ใช่เรื่องที่สตรีอย่างพวกเจ้าควรยุ่งรึ!? เป็นเรื่องที่เด็กอย่างนางสมควรรู้หรือ! เหยียนซื่อ หลายปีมานี้ข้าตามใจเจ้ามากเกินไปแล้วกระมัง!"
*เพียะ!*
จัวเวยตบหน้าฮูหยินจัวกลับไปฉาดใหญ่ทันที จนนางล้มลงไปกองกับพื้น
ฮูหยินจัวไม่แม้แต่จะสนใจความเจ็บปวด รีบคุกเข่าอธิบาย "ท่านพี่โปรดระงับโทสะด้วย เป็นข้าที่ตัดสินใจโดยพลการเอง แต่ข้าไม่ได้บอกเรื่องพวกนั้นกับอวี้เอ๋อร์นะเจ้าคะ เพียงแค่…เพียงแค่บ่นโดยไม่ตั้งใจไม่กี่คำ แต่อวี้เอ๋อร์อยู่ด้วยพอดี นางได้ยินจึงอาสาไปดูเอง ใครจะคิดล่ะเจ้าคะว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น..."
เมื่อพูดถึงตรงนี้ ฮูหยินจัวก็รู้สึกเสียใจขึ้นมา
ช่วงเวลานั้นที่บ้านแทบจะไม่มีข้าวกิน เงินทางนั้นก็ไม่ส่งมาเสียที นางจึงกังวลว่า อาจเป็นเพราะองค์ชายสามคงจะจบเห่แล้วจริงๆ ‘ท่านผู้นั้น’ ถึงได้ไม่สนใจไยดีพวกตนแล้ว ในใจร้อนรนจนทนไม่ไหว จึงให้บุตรสาวไปดูสถานการณ์ ไม่คิดว่าไม่กี่วันต่อมาก็จะมีคนส่งเงินมาให้
ตอนนั้นนางบอกบุตรสาวว่าไม่ต้องไปแล้ว แต่บุตรสาวกลับยืนกรานว่าจะทำอะไรครึ่งๆกลางๆ ไม่ได้ ต้องไปดูให้เห็นกับตา ทั้งยังบอกว่า ได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็นถึงองค์ชาย นางเองก็อยากไปดูเรื่องน่าตื่นเต้นเหมือนกัน
ตอนนั้นฮูหยินจัวคิดว่า อย่างไรเสียบุตรสาวก็ไม่รู้เรื่องพวกนั้น ต่อให้ไปก็คงไม่เป็นอะไร จึงไม่ได้สนใจมากนัก ไม่คิดว่าผ่านไปแค่ไม่กี่วัน บุตรสาวก็เข้าไปอยู่ในคุกเสียแล้ว
เมื่อได้ยินว่าบุตรสาวยังไม่รู้เรื่องนั้น จัวเวยก็พลันถอนหายใจโล่งอก ไม่รู้ก็ยังดี เขาปิดบังมันมานานหลายปี คนเดียวที่รู้ก็คือฮูหยินเท่านั้น แถมยังรู้ด้วยความบังเอิญ
แต่เพราะนางเป็นคนมีแผนการ รู้จักใช้ความลับนี้มาแสวงหาผลประโยชน์ให้ตนเอง ไม่อย่างนั้นจัวเวยคงไม่ปล่อยให้หญิงบำเรออย่างนาง มานั่งในตำแหน่งนายหญิงมานานหลายปี
"เจ้าควรเก็บความลับนั้นไปจนถึงวันที่ลงโลงศพ ไม่อย่างนั้นข้าก็ช่วยอะไรเจ้าไม่ได้!"
จัวเวยจ้องอีกฝ่ายอย่างดุร้าย ไม่เคยรู้สึกว่าสตรีผู้นี้โง่เขลาเพียงนี้มาก่อน
"เจ้าค่ะ ข้าทราบแล้ว" ฮูหยินจัวรับคำอย่างว่าง่าย ไม่กล้าพูดอะไรมาก
"เรื่องนี้เจ้าไม่ต้องยุ่งแล้ว ข้าจะหาวิธีเอง" จัวเวยสูดลมหายใจเข้าลึกๆ แม้ว่าจะไม่อยากยุ่งเลย แต่เพื่อชีวิตในภายภาคหน้าของตน เขายังต้องรักษาชื่อเสียงของบุตรสาวคนนี้เอาไว้
แต่ฮูหยินจัวกลับเดาได้ว่าเขาจะทำอะไร จึงกล่าวอย่างกังวล "ท่านพี่ ช่วงนี้กำลังเป็นที่เพ่งเล็งอยู่ จะ"
"หุบปาก! ข้าย่อมมีวิจารณญาณ ไม่ต้องให้เจ้ามาสั่งสอน! อีกอย่าง ถ้าไม่ใช่เพราะความคิดตื้นๆแบบสตรีของเจ้า เรื่องจะกลายเป็นเช่นนี้รึ?!"
จัวเวยแสดงท่าทีโกรธเกรี้ยวรุนแรง แล้วถามต่อ "เจ้าได้บอกฐานะของนางกับนางลูกนอกคอกนั่นหรือยัง?"
เมื่อได้ยินคำถามนี้ ฮูหยินจัวก็ร้องไห้อีกครั้ง "ฮือๆๆ ข้ายังไม่ทันได้เอ่ยปาก นางก็บอกว่าตนเองรู้ทุกอย่างแล้ว และไม่ยอมรับท่านเจ้าค่ะ!"
ถึงแม้จะไม่รู้ว่า ที่เหอจิ่วเหนียงพูดว่า 'เรื่องที่ควรรู้และไม่ควรรู้ ข้าล้วนรู้หมดแล้ว' นั้นหมายความว่าอย่างไร แต่ฮูหยินจัวไม่สนใจเรื่องพวกนี้ อย่างไรเสียก็ต้องฟ้องออกไปก่อน ใครใช้ให้นางแพศยานั่นพูดจาหักหน้านางต่อหน้าธารกำนัลล่ะ!
"มีเรื่องเช่นนี้ด้วยรึ?" จัวเวยแค่นเสียงเย็นชา ก่อนกล่าวออกมาอย่างทะนง "พรุ่งนี้ให้นางมาพบข้าที่จวน ข้าล่ะอยากถามนางนักว่า ใครสอนให้นางไม่รู้จักผู้หลักผู้ใหญ่เช่นนี้!"
ในสายตาของเขา การที่เขายอมรับเหอจิ่วเหนียง ถือเป็นบุญวาสนาที่เหอจิ่วเหนียงสร้างมาแต่ชาติปางก่อนแล้ว ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ยอมรับเขา สตรีผู้นี้ช่างไม่รู้จักบุญคุณเสียจริง!
โชคดีที่ฮูหยินจัวยังมีความกังวลอยู่บ้าง จึงลองเตือน "ท่านพี่เจ้าคะ นางไม่ได้อยู่ที่จวน แต่อยู่ที่ค่ายทหารนะเจ้าคะ?"
"จะอยู่ที่ไหนก็ช่าง! เป็นพ่ออยากเจอหน้าลูก ยังต้องเลือกเวลาด้วยรึ?"
ความคิดของจัวเวยเรียกได้ว่าไร้ยางอายอย่างสิ้นเชิง แต่เพื่อให้จัวเจียอวี้ออกมาได้ เขาไม่สนใจอะไรทั้งสิ้น
ถ้านางเลือดชั่วนั่นไม่อ่อนข้อ เขาก็คงต้องไปขอร้อง ‘ท่านผู้นั้น’ จริงๆ แต่ ‘ท่านผู้นั้น’ ยังอยู่ไกลถึงตงถิง คนที่ไปขอร้องได้ก็มีเพียงลูกน้องของเขา สถานการณ์ตอนนี้ ลูกน้องพวกนั้นจะยังยอมช่วยหรือไม่ก็ยังไม่แน่
ดังนั้น ทางที่ดีที่สุดคือ จะต้องทำให้นางเลือดชั่วนั่นรู้ความเสียบ้าง ไม่อย่างนั้นคงต้องรบกวนคนอื่นจริงๆ
ฮูหยินจัวรับคำ แล้วส่งคนไปแจ้งข่าวที่ค่ายทหารทันที
…….
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงได้รับข่าว ชาในปากก็แทบพุ่งออกมา
"เรื่องอะไรกัน? สั่งให้ข้าไปพบเขา? ช่างกล้าหาญยิ่งนัก!"
เหอจิ่วเหนียงไม่เคยติดต่อพบปะกับจัวเวยมาก่อน ไม่คิดเลยว่าเขาจะไร้ยางอายได้ถึงเพียงนี้
ดีมาก ตอนนี้รู้แล้ว ขอบคุณที่แจ้งให้ทราบ!
ทั้งครอบครัวนี้นี่มันอะไรกัน ตัวลูกก็อยากจะแย่งสามีของนาง ตัวพ่อก็อยากจะฉวยโอกาสสร้างอำนาจจากสามีของนางผ่านทางนาง แถมยังเป็นประเภทที่ทำอย่างโจ่งแจ้งไร้ยางอายอีกด้วย
นางสั่งการทันที "ให้คนส่งสารกลับไปรายงาน อยากพบข้า ก็ให้มาหาข้าที่ค่ายทหารเอง"
"ขอรับ!" ทหารใต้บังคับบัญชารีบไปแจ้งข่าวทันที หลี่ต้าจ้วงที่อยู่ข้างๆ รู้สึกสงสัยเล็กน้อย จึงถามขึ้น "พี่สะใภ้ ท่านจะพบเขาจริงๆหรือขอรับ?"
หลี่ต้าจ้วงยังไม่เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างเหอจิ่วเหนียงกับจวนมู่กั๋วกง แต่สัญชาตญาณบอกเขาว่ามันไม่ปกติ พูดอีกอย่างก็คือ พี่สะใภ้กำลังถูกรังควาน
คนที่เจตนาไม่ดีเช่นนั้น เหตุใดพี่สะใภ้ยังต้องพบอีก? นี่ไม่ใช่นิสัยของพี่สะใภ้นี่นา!
"ไม่พบอยู่แล้ว!" เหอจิ่วเหนียงตอบอย่างเป็นธรรมชาติ
หลี่ต้าจ้วง “???”
"ถ้าเช่นนั้นพี่สะใภ้..."
"เฮ้อ… ก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพของเจ้าไม่ได้บอกหรือว่า ห้ามผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้าใกล้ค่ายทหาร ถ้ามาก็ให้ ‘ไล่’ ออกไปเลย"
เหอจิ่วเหนียงยิ้มเจ้าเล่ห์
เหตุผลหลักที่เรียกจัวเวยมาก็คือ…นางอยากจะแกล้งเขาเล่นอย่างไรล่ะ!
หลี่ต้าจ้วง “!!!”
เขาได้แต่ชูนิ้วโป้งให้เหอจิ่วเหนียงเงียบๆ พร้อมอุทานในใจ
‘พี่สะใภ้ก็ยังคงเป็นพี่สะใภ้ ไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิด!’
อย่างไรก็ตาม เหอจิ่วเหนียงก็นึกถึงอีกเรื่องหนึ่งขึ้นได้ จึงบอกกับหลี่ต้าจ้วง "จริงสิ ส่งคนไปส่งข่าวให้แม่ทัพลู่หน่อยว่า เรื่องที่เขาคาดเอาไว้ว่าจะได้ผลลัพธ์ภายในสองวันนี้ อาจจะต้องเลื่อนออกไปแล้วละ"
‘เพราะว่า อีกฝ่ายมาหาข้าที่นี่ก่อนแล้ว’
ตอนที่ 768: เบาะแสขาดหาย
ถึงแม้หลี่ต้าจ้วงจะไม่รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงมีแผนการอะไร แต่ในหัวใจของเขา พี่สะใภ้เปรียบเสมือนเทพเซียน ไม่ว่าจะทำอะไรย่อมมีเหตุผลของนางเสมอ และทุกเรื่องล้วนลุล่วงไปด้วยดี ดังนั้นเขาเพียงแค่ปฏิบัติตามคำสั่งก็พอ
ข่าวถูกส่งกลับไปยังจวนมู่กั๋วกงอย่างรวดเร็ว บ่าวรับใช้ของจวนกั๋วกงเป็นผู้นำข่าวกลับไป บ่าวผู้นั้นต้องทำใจอยู่นานกว่าจะกล้าก้าวเท้าเข้าประตู ไปถ่ายทอดความต้องการของเหอจิ่วเหนียงต่อหน้าผู้เป็นนาย
จัวเวยคิดว่าตนเองหูฝาด จึงจ้องมองบ่าวผู้นั้นด้วยความโกรธเกรี้ยว "เจ้าพูดอีกทีซิ!"
บ่าวผู้นั้นนั่งคุกเข่าตัวสั่นเทาอยู่บนพื้น คิดในใจว่าตนเองช่างดวงตกยิ่งนัก เรื่องดีๆไม่เคยเจอ เรื่องร้ายๆมักตกที่เขาเสมอ
"ฮูหยินลู่บอกว่า หากอยากพบนาง ก็ให้ไปหานางที่ค่ายทหารเองขอรับ นางไม่ว่างปลีกตัวออกมา..."
"ช่างเหลวไหลสิ้นดี!"
สิ้นเสียงรายงานของบ่าวรับใช้ กาน้ำชาใบเล็กใกล้มือของจัวเวยก็ถูกขว้างออกไปใส่เขาทันที บ่าวรับใช้ตกใจจนเหงื่อเย็นไหลพลั่ก รีบก้มหน้าปากร้องตะโกน "นายท่านโปรดระงับโทสะด้วย!"
ยามจัวเวยโมโห เขาไหนเลยจะสนใจว่าใครถูกใครผิด บางทีอาจถึงขั้นสั่งลงโทษบ่าวรับใช้จนตายคาที่เพื่อระบายโทสะเลยก็ได้
เมื่อคิดได้ดังนี้ บ่าวผู้ส่งสารก็ยิ่งตัวสั่นด้วยความหวาดกลัว
จัวเวยเดือดดาลมากจริงๆ เขาในตอนนี้ออกจากจวนไม่ได้ แต่เหอจิ่วเหนียงกลับให้เขาไปหานางที่ค่ายทหารเอง นี่ไม่ใช่การท้าทายหรอกหรือ?
เขารู้ว่าเหอจิ่วเหนียงจงใจทำให้เขาลำบาก จึงได้ยื่นข้อเสนอที่ไร้เหตุผลเช่นนี้
หากเขาไปจริง ก็เท่ากับขัดคำสั่งขององค์รัชทายาท แถมยังให้เกียรตินางเลือดชั่วนั่นอีก แต่ถ้าไม่ไป จัวเจียอวี้ก็ต้องอยู่ในคุกนั่นตลอดไป ขายขี้หน้าคนแก่อย่างเขาจนย่อยยับป่นปี้!
มู่กั๋วกงไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่ง แล้วจึงสั่งการกับบ่าวผู้ส่งสาร "พรุ่งนี้เจ้าพาคนไปรับตัวนางที่ค่ายทหาร หากนางไม่มา ก็จงใช้อุบายเสียบ้าง"
ก็แค่ผู้หญิงคนหนึ่ง จะมีน้ำยาแค่ไหนกันเชียว?
ก็แค่วาสนาดี ได้แต่งงานกับผู้ชายที่มีความสามารถอยู่บ้างก็เท่านั้น
คิดถึงตรงนี้ กั๋วกงตกอับก็แค่นเสียงฮึดฮัด ต่อให้ลู่ไป่ชวนเก่งกาจเพียงใดแล้วจะอย่างไร สุดท้ายก็ต้องเรียกเขาว่าพ่อตาอยู่ดี!
ตอนที่ตัดสินใจยอมรับนางลูกนอกคอกนั่นกลับมา เขายังไม่ค่อยเต็มใจเท่าไรนัก แต่ไม่กี่วันมานี้ได้เห็นอิทธิพลของลู่ไป่ชวนที่อยู่ข้างกายองค์รัชทายาท เขาก็รู้สึกว่าไม่เลวเลยทีเดียว
…หากตนได้พึ่งพาอาศัยอำนาจของลู่ไป่ชวน ยิ่งมีอำนาจมาก ก็จะยิ่งสะดวกต่อการส่งข่าวให้ ‘ท่านผู้นั้น’ ในภายภาคหน้า
ช่วงนี้คนที่ตงถิงส่งมาแทรกซึมอยู่ที่นี่ถูกลู่ไป่ชวนกวาดล้างจนแตกพ่าย ทรัพยากรก็ถูกยึดไปจนหมด อีกไม่นานคงถูกประหาร มีเพียงเขาที่ยังอยู่รอดปลอดภัย ต่อไปหากทางตงถิงต้องการข่าวใดก็ต้องพึ่งพาเขา
หากทุกอย่างเป็นไปตามนี้ เขาไม่เพียงจะได้อาศัยอำนาจของตระกูลลู่เสพสุขในเป่ยเหยียนเท่านั้น แต่ยังได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษจากทางด้านตงถิงอีกด้วย หันไปทางไหนก็มีแต่อำนาจในมือ ชีวิตนี้คงสุขสบายอย่างไร้คำพรรณนา
เมื่อคิดได้ดังนี้ อารมณ์ของมู่กั๋วกงก็ดีขึ้นมาก แต่บ่าวผู้ส่งสารกลับยังไม่ได้ไปไหน เขาถามออกไปด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกัก "หาก…หากพาตัวมาไม่ได้ล่ะขอรับ?"
"พามาไม่ได้ก็เอาชีวิตสุนัขของเจ้ามาสังเวยซะ! ไสหัวไปได้แล้ว!"
ใกล้มือไม่มีอะไรให้คว้าแล้ว จัวเวยจึงถอดรองเท้าปาใส่เขา บ่าวรับใช้ไม่กล้าหลบ ทำได้เพียงรับรองเท้าเหม็นๆนั้นไว้อย่าง.อดสู
……..
วันต่อมา
บ่าวรับใช้คนเดิม พาคนไปรับเหอจิ่วเหนียงตามคำสั่งของผู้เป็นนายจริงๆ เพื่อเป็นการให้เกียรติเหอจิ่วเหนียงอย่างเต็มที่ จึงจัดขบวนอย่างยิ่งใหญ่ หวังว่าเหอจิ่วเหนียงเห็นแล้วจะพอใจ ไม่สร้างความลำบากใจให้เขา
น่าเสียดายที่เหอจิ่วเหนียงไม่ปรากฏตัวออกมาเลยแม้แต่เงา เมื่อรู้ว่าในกลุ่มผู้มาเยือนไม่มีจัวเวย นางจึงไม่จำเป็นต้องออกโรงด้วยตนเองตามแผนที่วางไว้ อย่างไรก็ตาม ท่าทีที่นางมีต่อบ่าวรับใช้เหล่านี้ถือว่ายังมีเมตตาอยู่บ้าง โดยสั่งให้ลูกน้องไปบอกให้พวกเขากลับไปแต่โดยดีเสีย
บ่าวรับใช้ผู้นั้นคุกเข่าลงที่หน้าค่ายทหารทันที พรั่งพรูความอัดอั้นตันใจของตนเองในทำนองว่า หากเหอจิ่วเหนียงไม่ไป เขาก็คงไม่มีชีวิตรอด
เขาคิดว่าเหตุผลนี้จะทำให้เหอจิ่วเหนียงยอมใจอ่อน แต่คิดไม่ถึงว่าฮูหยินลู่กลับไม่หลงเชื่อเลยแม้แต่น้อย
เหอจิ่วเหนียงยึดถือคติที่ว่า หากไม่มีมโนธรรมกับนางก่อน ก็อย่าหวังว่านางจะมีมโนธรรมให้
บ่าวผู้นี้ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรกับนาง นางมีเหตุผลใดที่ต้องไปสนใจความเป็นความตายของเขากัน?
เจ้านายของเขาเองยังไม่เห็นใจเขา แล้วจะให้คนอื่นมาเห็นใจเขาด้วยเหตุใด?
บ่าวผู้นั้นคุกเข่าอยู่หน้าค่ายทหารตลอดทั้งเช้า และแน่นอนว่าไม่มีใครสนใจเขาเลยตลอดทั้งเช้าเช่นกัน สุดท้ายเขาก็จำต้องยอมแพ้ พาคนกลับไปรายงานผลอย่างยอมจำนนในโชคชะตา
โชคดีที่จัวเวยไม่ได้เสียสติถึงขั้นเอาชีวิตบ่าวรับใช้จริงๆ แต่การระบายความแค้นที่มีต่อเหอจิ่วเหนียงนั้นอย่างไรก็ต้องหาที่ลง ดังนั้นบ่าวผู้นั้นจึงถูกจัวเวยทุบตีอย่างหนักราวกับตายทั้งเป็น
แต่จากเหตุการณ์นี้ ทำให้จัวเวยตระหนักได้ว่า เหอจิ่วเหนียงไม่ไว้หน้าเขาอย่างแท้จริง ในเมื่อเขาออกไปไม่ได้ และไม่อาจให้เหอจิ่วเหนียงมาพบได้ …เช่นนั้นก็ต้องขอให้ลูกน้องของ ‘ท่านผู้นั้น’ ช่วยแล้ว
ดังนั้นกั๋วกงเจ้าเล่ห์จึงเร่งเขียนจดหมายส่งออกไปในคืนนั้นทันที
ทว่า…
จดหมายฉบับนี้ ไม่อาจรอดพ้นสายตาของคนที่ลู่ไป่ชวนสั่งให้ดักซุ่มอยู่แถวจวนมู่กั๋วกงมาตลอดไปได้
และวันนี้ วันที่เขารอคอย…ก็มาถึง
ลู่ไป่ชวนเปิดจดหมายอ่าน เนื้อหาภายในกระดาษเรียบง่ายกระชับ มีอักษรเพียงไม่กี่คำ
‘บุตรสาวประสบอันตราย ขอความช่วยเหลือ!’
หลังจากลู่ไป่ชวนตรวจสอบจดหมายแล้วก็ส่งคืนกลับไป และสั่งให้คนสะกดรอยตามนกพิราบตัวนั้นไปยังปลายทาง
ครั้นไปถึงจุดหมาย ผู้สืบเบาะแสกลับพบว่า ปลายทางเป็นเพียงบ้านว่างเปล่า และดูเหมือนจะไม่มีคนอยู่มาสักพักแล้ว
จากการสืบหาข้อมูล ได้ความว่า เจ้าของบ้านหลังนี้เป็นคู่สามีภรรยาวัยกลางคน ไม่มีบุตร ฝ่ายชายชอบเลี้ยงนกพิราบ ทั้งสองทำมาค้าขายเล็กๆน้อยๆ ชีวิตความเป็นอยู่พอใช้ได้
เมื่อไม่กี่วันก่อน ได้ยินว่าฝ่ายหญิงล้มป่วย ต้องไปหาหมอรักษาที่อื่น ทั้งคู่จึงย้ายออกไป
คนของลู่ไป่ชวนย่อมรู้ว่าตัวตนของผู้ที่เคยอยู่ในบ้านหลังนี้น่าสงสัยมาก แต่เขากลับหาเบาะแสไม่เจอ เพราะคนแถวนั้นต่างยืนยันว่า สองสามีภรรยาคู่นี้เป็นคนเป่ยเหยียน
แต่มีเบาะแสหนึ่งที่น่าสนใจก็คือ ตอนที่เพิ่งย้ายมา สองสามีภรรยาพูดสำเนียงทางใต้ แต่ผ่านไปหลายปีที่ได้คลุกคลีกับคนแถวนี้ สำเนียงของพวกเขาจึงเปลี่ยนไป นอกจากนั้นปกติก็ไม่มีพฤติกรรมอะไรผิดสังเกต
เบาะแส...ขาดหายไปตรงนี้
คนผู้นั้นกลับมารายงานลู่ไป่ชวนพร้อมกับความรู้สึกผิดถนัด ไม่คิดว่าพวกตนระมัดระวังตัวขนาดนี้แล้ว ยังทำให้อีกฝ่ายไหวตัวทันแล้วหนีไปได้
"สองผัวเมียคู่นั้นคงมีฝีมือไม่ธรรมดา แฝงตัวอยู่หลายปีกลับไม่มีพิรุธเลยแม้แต่น้อย จะตรวจสอบพวกเขาคงไม่ง่าย"
อารมณ์ของลู่ไป่ชวนหนักอึ้งเล็กน้อย ดูเหมือนมู่กั๋วกงจะไม่ได้ไร้ประโยชน์อย่างที่คิด
ไม่สิ ต้องบอกว่า คนที่อยู่เบื้องหลังเขาต่างหากที่ไม่ธรรมดา
และ...เป็นไปได้มากว่า จะเกี่ยวข้องกับราชวงศ์ตงถิง
ถึงแม้เบาะแสจะขาดหาย แต่ลู่ไป่ชวนก็ไม่ร้อนใจ เรื่องนี้ใช่ว่าจะสืบก็สืบได้ทันที อย่างไรก็ยังไม่ถึงเวลา
"แล้วคุณหนูจวนมู่กั๋วกงจะทำอย่างไรขอรับ?"
ผู้ใต้บังคับบัญชาเอ่ยถาม เรื่องนี้ก่อให้เกิดความวุ่นวายใหญ่โตในราชสำนัก ลู่ไป่ชวนกลายเป็นเป้าโจมตี แม้จะมีองค์รัชทายาทคอยปกป้องไว้ แต่ก็ต้านทานพวกคนพาลหาเรื่องเหล่านั้นไปไม่ได้ตลอด
"ขัดขวางการปฏิบัติงานของทางการ สมควรถูกขังคุกสักหลายวัน ขังต่ออีกสักเจ็ดแปดวันค่อยปล่อยออกไป ถือว่าเป็นบทเรียนให้นาง"
"ขอรับ!"
ผู้ใต้บังคับบัญชารีบไปดำเนินการ ส่วนลู่ไป่ชวนก็เข้าวังไปรายงานเรื่องนี้ ตอนนี้ไส้ศึกหลายคนถูกจับตัวได้แล้ว คุกหลวงมีการคุ้มกันแน่นหนา หากเขาไม่อยู่ชั่วคราวก็คงไม่มีปัญหาอะไร ดังนั้นเขาคิดว่า ถึงเวลาให้ภรรยากลับไปพักผ่อนได้แล้ว
ทางด้านองค์รัชทายาทก็เห็นด้วยกับความคิดของลู่ไป่ชวน พร้อมทั้งบอกกล่าวสถานการณ์ทาด้านของตน
"ข้าส่งคนขี่ม้าเร็วไปส่งข่าวที่ตงถิงแล้ว บอกเล่าสถานการณ์ขององค์ชายสาม และส่งหลักฐานบางอย่างไปให้ คาดว่าตอนนี้ภายในตงถิงคงไม่สงบสุขนัก น่าจะไม่กล้าลงมือกับคณะทูตของเรา ตราบใดที่คณะทูตยังมีชีวิตอยู่ พวกเราก็รอได้อีกหน่อย ขอเพียงตงถิงยอมเสียสละผลประโยชน์ ก็ไม่ต้องทำสงคราม ราษฎรจะได้มีความเป็นอยู่ที่สงบสุข"
องค์รัชทายาทต่อต้านการทำสงครามมาโดยตลอด นี่นับว่าเป็นข่าวดีสำหรับพระองค์
ลู่ไป่ชวนไม่ออกความเห็น เพราะเขาคิดว่า… สงครามครั้งนี้อย่างไรก็หลีกเลี่ยงไม่ได้
คงต้องรอให้สถานการณ์รุนแรงถึงขั้นหนึ่ง องค์รัชทายาทจึงจะยอมเผชิญหน้ากับปัญหาโดยแท้จริง
ตอนที่ 769: จัวเจียอวี้ถูกใจสามีข้า
"หลังจากนี้ให้เฉิงเหมิงพาคนไปดูแลคุกหลวง ส่วนเจ้ายังคงมีภารกิจสำคัญคือการฝึกฝนทหารฝีมือชั้นยอดสองร้อยนายนั้นให้สำเร็จ เช่นนี้จะได้มีคนให้ใช้งานเพิ่มขึ้น ทุกคนจะได้ผ่อนแรงลงบ้าง"
องค์รัชทายาทตรัสต่อ ซึ่งตรงกับความต้องการของลู่ไป่ชวนพอดี
ถึงแม้ภรรยาของเขาจะทำงานคนเดียวได้ดีเยี่ยม แต่นั่นไม่ใช่ชีวิตที่นางปรารถนา ไม่อย่างนั้นนางคงไม่ปฏิเสธการแต่งตั้งจากองค์รัชทายาท
การที่ภรรยาของเขาทุ่มเททำงานหนักในช่วงนี้ ก็เพียงเพื่อช่วยแบ่งเบาภาระของเขาเท่านั้น
"ขอบพระทัยพ่ะย่ะค่ะ"
องค์รัชทายาทพยักหน้า แล้วตรัสต่อ "ครั้งนี้ฮูหยินของเจ้าช่วยงานได้มากจริงๆ รอให้นางกลับมา ข้าจะตกรางวัลให้อย่างงาม!"
ลู่ไป่ชวนกล่าวขอบคุณอีกครั้ง องค์รัชทายาทตรัสต่อ "พิธีขึ้นครองราชย์ของข้า ทางตงถิงย่อมต้องส่งคนมาร่วมงานด้วย พวกเราต้องเตรียมตัวให้ดี อย่าให้ใครมาฉวยโอกาสได้"
อีกประมาณสองเดือน ก็จะเป็นฤกษ์ดีที่กรมพิธีการคัดเลือกไว้สำหรับพิธีขึ้นครองราชย์ขององค์รัชทายาท ถึงยามนั้นทั่วทั้งแคว้นคงจะเฉลิมฉลองกันยกใหญ่ อีกสามแคว้นก็คงส่งคนมาร่วมแสดงความยินดี
ไม่ว่าจะจริงใจหรือเสแสร้ง แต่ด้วยธรรมเนียมแล้ว อย่างไรก็ต้องมีตัวแทนมาร่วมงานแน่นอน ถึงตอนนั้นคนจากสี่แคว้นมารวมตัวกัน บรรยากาศคงตึงเครียดน่าดู
หากเป็นเมื่อก่อน เป่ยเหยียนคงจะขาดความมั่นใจอยู่บ้าง แต่ตอนนี้จะไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว องค์รัชทายาทมีสองสามีภรรยาลู่อยู่เคียงข้าง ทั้งยังมีลูกน้องฝีมือดีอีกมากมาย ช่วงนี้ยังจับกุมไส้ศึกได้ไม่น้อย ความมั่นใจจึงทวีคูณหลายส่วน ย่อมไม่เกรงกลัวแรงกดดันจากฝ่ายใด
กลับกัน ทางตงถิงที่ล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า น่าจะเป็นฝ่ายที่ลำบากใจที่สุด
ถึงตอนนั้นพวกเขายังสามารถเจรจาต่อรองกับตงถิงได้โดยตรงอีกด้วย มิเช่นนั้นการเลี้ยงดูองค์ชายสามไว้ทุกวันนี้ก็คงเสียข้าวสุกเปล่าๆ
คิดถึงตรงนี้ อารมณ์ขององค์รัชทายาทก็ดีขึ้นอีกมากโข
"พ่ะย่ะค่ะ"
ลู่ไป่ชวนกินข้าวกับองค์รัชทายาทเสร็จแล้วจึงจะเดินทางออกจากวัง เขาไปส่งมอบงานที่คุกหลวงก่อน แล้วจึงไปหาภรรยาที่ค่ายทหาร
…….
ส่วนทางด้านเหอจิ่วเหนียง นางเพิ่งจะตัดสินใจบางอย่างได้…
นางตั้งใจจะเป็นฝ่ายรุกบ้างแล้ว!
"หาคนออกไปปล่อยข่าว บอกว่าจวนมู่กั๋วกงหน้าไม่อาย เพื่อจะช่วยลูกสาวที่ทำผิด ถึงกับมาตีสนิทกับข้า ถึงขั้นบอกว่าข้าเป็นลูกสาวที่หายตัวไปสิบกว่าปีของพวกเขา"
เรื่องนี้ไม่ช้าก็เร็วทุกคนย่อมต้องรู้ เช่นนั้นสู้นางชิงเป็นฝ่ายปล่อยข่าวเอง ย่อมดีกว่าให้จัวเวยเป็นคนทำ แถมยังเป็นผลดีต่อตัวนางมากกว่าด้วย
ไม่นาน ข่าวลือก็แพร่สะพัดไปทั่วเมืองหลวง ว่าจวนมู่กั๋วกงคิดจะเอาเปรียบตระกูลลู่
กว่าจะรู้ถึงหูจัวเวย เรื่องราวก็แก้ไขอะไรไม่ได้แล้ว
"เหลวไหล! เหลวไหลสิ้นดี! อะไรคือเอาเปรียบตระกูลลู่? ก็แค่พวกบ้านนอกคอกนา คิดว่าตัวเองวิเศษวิโสนักอย่างนั้นรึ!"
จัวเวยตบโต๊ะดังปัง ฝ่ามือชาจนไร้ความรู้สึก แต่เขากลับไม่รับรู้ถึงความเจ็บ เพราะความรู้สึกที่ท่วมท้นในอกตอนนี้คือความโมโหเท่านั้น
"ท่านพี่โปรดระงับโทสะก่อนเจ้าค่ะ นี่ต้องเป็นแผนของนางเด็กเหลือขอนั่นแน่ๆ ที่จงใจอยากให้จวนมู่กั๋วกงของเราขายหน้า! ตอนนี้เรารีบคิดหาวิธีกันก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ"
ตลอดหลายวันมานี้ ฮูหยินจัวเอาแต่วิ่งวุ่นกับเรื่องจัวเจียอวี้ นางเทียวไปขอให้คนนั้นคนนี้ช่วยเพื่อให้นางเข้าไปเยี่ยมบุตรสาวในคุก ทว่าก็ไร้ผล บ้างก็ไม่ยอมช่วย บ้างก็จนปัญญาจะช่วยได้ สรุปคือผ่านไปแล้วหลายวัน เสียเงินไปกับของกำนัลไม่น้อย นางยังไม่ได้เห็นหน้าหัวแก้วหัวแหวนเลยแม้แต่เงา
"หึ ในเมื่อนางไม่รู้ดีชั่วถึงเพียงนี้ เช่นนั้นก็ปล่อยข่าวออกไป บอกว่านางเป็นลูกสาวของข้าจัวเวยจริงๆ แต่ไม่ยอมรับพ่อแม่! นางคือคนอกตัญญู!"
ในยุคสมัยนี้ ความอกตัญญูเป็นการกระทำที่ร้ายแรงมาก อาจทำให้คนผู้นั้นถูกสังคมต่อต้านจนแทบไม่มีที่ยืนได้เลย
หากเหอจิ่วเหนียงยังอยากใช้ชีวิตในเมืองหลวงต่อไป ย่อมต้องแสดงความกตัญญูต่อเขาเพื่อลบล้างชื่อเสียงเนรคุณนี้ออกไป ไม่อย่างนั้นเหล่าขุนนางคงรุมถวายฎีกาเล่นงานลู่ไป่ชวนจนหมดทางรอดแน่
"สมกับเป็นท่านจริงๆ ฉลาดปราดเปรื่องยิ่งนักเจ้าค่ะ!"
ฮูหยินจัวแย้มยิ้มประจบประแจง รู้สึกว่าวิธีนี้ของสามียอดเยี่ยมไร้ที่ติ ในเมื่อเหอจิ่วเหนียงไม่อยากให้พวกเขาอยู่อย่างสงบสุข พวกเขาก็ไม่จำเป็นต้องออมมือ
ชั่วขณะนั้น ภายในเมืองหลวง เรื่องราวของตระกูลลู่และจวนมู่กั๋วกงก็กลายเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างอื้ออึง
ทว่าผู้ที่ถูกกล่าวถึงกลับไม่ได้รับผลกระทบแม้แต่น้อย ลู่ไป่ชวนกลับไปประจำการที่ค่ายทหาร ส่วนเหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้กลับจวนทันที แต่อยู่ที่ค่ายทหารต่อเพื่อคุยรายละเอียดกับสามี เรื่องเนื้อหาการฝึกฝนในช่วงนี้และแผนการฝึกขั้นต่อไป
ลู่ไป่ชวนรับฟังความเห็น และเสนอความคิดของตนเอง สุดท้ายก็ปรับปรุงแผนการจนสมบูรณ์แบบ
เหอจิ่วเหนียงจึงพาเด็กทั้งสองออกจากค่ายทหาร ไปส่งจิ่นรุ่ยซื่อจื่อกลับวังก่อน
ตั้งแต่เหอจิ่วเหนียงไปอยู่ในค่ายทหาร พระชายาก็ไม่ได้พบนางมานานแล้ว พอได้เจอหน้า ก็ดึงมือนางไว้พร้อมพูดคุยไม่หยุด จนลืมสนใจโอรสตนเองไปสนิท
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อเห็นเสด็จแม่ไม่สนใจตนก็หาได้น้อยใจไม่ เขาลากโก่วเอ๋อร์ไปปรึกษาเรื่องความรู้ที่เพิ่งเรียนมาเมื่อคืนวาน เขาก็มีความเห็นของเขา โก่วเอ๋อร์ก็มีความเห็นของตนเอง เด็กน้อยทั้งสองถกประเด็นกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
ด้านสตรีทั้งสอง หลังจากสนทนาสารทุกข์สุกดิบอยู่ครู่หนึ่ง ก็เข้าสู่ประเด็นซุบซิบในเมืองหลวงช่วงนี้ พระชายานึกถึงเรื่องที่เกี่ยวกับเหอจิ่วเหนียงขึ้นมาได้ จึงเอ่ยขึ้น "ช่วงนี้เจ้าไม่ได้อยู่ในเมือง แต่หัวข้อสนทนาในเมืองกลับวนเวียนอยู่แต่เรื่องของเจ้า ช่วงนี้ข้าได้ยินมาว่า เจ้าเป็นลูกสาวที่หายสาบสูญไปนานหลายปีของมู่กั๋วกง ทำเอาข้าตกใจแทบแย่"
"เรื่องนี้ลือมาถึงหูพระชายาแล้วหรือเพคะ?"
เหอจิ่วเหนียงทำท่าประหลาดใจเล็กน้อย แต่ในใจเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว เพราะนี่ก็อยู่ในแผนของนางเช่นกัน
"ไม่ใช่แค่ข้างนอกนะ! ในราชสำนักก็ลือกันไปทั่วแล้ว ทั้งยังบอกว่าเจ้าอกตัญญู ไม่ยอมรับบุพการี ช่างไร้สาระสิ้นดี!"
สีหน้าของพระชายาเต็มไปด้วยความขุ่นเคือง เรียกร้องความยุติธรรมให้สหายคู่ใจอย่างยืนหยัด และรู้สึกว่าจวนมู่กั๋วกงช่างหน้าด้านเหลือเกิน
"ไม่เป็นไรเพคะ พวกเขาอยากพูดก็พูดไป อย่างไรก็ไม่มีผลกระทบต่อหม่อมฉันอยู่แล้ว"
เหอจิ่วเหนียงทำท่าทางไม่ยี่หระ พระชายาเห็นแล้วก็ร้อนใจแทน
"เรื่องเช่นนี้ดูเหมือนไร้สาระ แต่จริงๆแล้วมันทำร้ายเจ้าได้ร้ายแรงเลยนะ! พวกเขายัดข้อหาอกตัญญูให้เจ้า ทำให้เจ้าสู้หน้าผู้คนลำบาก นั่นแหละเรื่องยุ่งยาก!"
พระชายามองเหอจิ่วเหนียงเป็นสหายที่ดี จึงเตือนเรื่องเหล่านี้จากใจจริง
เหอจิ่วเหนียงย่อมรับรู้เจตนาดีของพระองค์ จึงอธิบายด้วยความใจเย็น "พวกเขาไม่มีหลักฐานอะไรเลยก็กล้าโพนทะนาว่าหม่อมฉันเป็นลูกสาวที่หายไปของเขาแล้ว นี่มันไม่มั่วไปหน่อยหรือเพคะ? ยิ่งไปกว่านั้น มู่กั๋วกงมีลูกตั้งหลายคน แต่เหตุใดถึงตามหาแค่หม่อมฉันล่ะ? เรื่องนี้ไม่ดูไม่ชอบมาพากลไปหน่อยหรือเพคะ? แล้วพวกเขากล้าเปิดเผยความจริงเหล่านั้นต่อสาธารณชนหรือไม่?"
เหอจิ่วเหนียงพูดพลางส่งสายตาให้พระชายาเข้าใจเอง
พระชายางุนงง
‘พูดแบบนี้ หรือว่าจิ่วเหนียงจะเกี่ยวข้องกับจวนมู่กั๋วกงจริงๆ?’
พระนางสงสัยยิ่งนัก แต่บางเรื่องก็พูดลำบาก เพราะเหอจิ่วเหนียงเป็นเด็กกำพร้า สถานะละเอียดอ่อน เกรงว่าจะไปสะกิดแผลใจในอดีตของนาง
แต่พระนางหารู้ไม่ว่าสิ่งที่ตนกำลังกังวล เหอจิ่วเหนียงกลับไม่รู้สึกอะไรเลยแม้แต่น้อย เมื่อดูออกว่าอีกฝ่ายกำลังเป็นห่วง เหอจิ่วเหนียงจึงพูดขึ้นอีกครั้ง "วางพระทัยเถิดเพคะ หม่อมฉันไม่ใช่คนที่จะปล่อยให้ตัวเองถูกรังแกได้ง่ายๆ ตอนนี้พวกเขาแค่อยากช่วยจัวเจียอวี้ออกมา จึงจงใจทำให้หม่อมฉันไม่มีทางเลือกเท่านั้นเอง …พระชายาอาจจะยังไม่ทราบ จัวเจียอวี้ผู้นั้นน่ะ นางถูกใจสามีหม่อมฉันเพคะ ถ้าพระนางได้เห็นสายตาที่นางมองเขาอย่างมีความหวังนั่นละก็…จุจุจุ~"
"อะไรนะ!?"
พระชายาเบิกตากว้าง เรื่องเก่ายังไม่ทันย่อย เรื่องใหม่ก็มาอีกแล้ว!
สัญชาตญาณของผู้หญิงแม่นยำที่สุด พระชายาไม่จำเป็นต้องถามมากไปกว่านี้ก็เข้าใจเหอจิ่วเหนียงแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น เหอจิ่วเหนียงไม่เคยตั้งตัวเป็นศัตรูกับสตรีคนไหนส่งเดช
ตอนที่ 770: จู่ๆ ก็ไม่ได้ซาบซึ้งขนาดนั้นแล้วสิ
"ถ้าเช่นนั้น จวนมู่กั๋วกงจงใจปล่อยข่าวพวกนี้ออกมา ก็เพราะหวังผลประโยชน์สินะ!"
เริ่มจากรับเหอจิ่วเหนียงเข้าตระกูล แล้วหาข้ออ้างต่างๆนานามาเอาเปรียบ ถึงขั้นคิดจะยัดเยียดจัวเจียอวี้ให้ลู่ไป่ชวน?
พระชายาถึงกับได้เปิดหูเปิดตา ยังดีที่อยู่ในขอบเขตที่รับได้ เพราะแวดวงที่พระนางเติบโตมาก็มีเรื่องน่ารังเกียจเช่นนี้ ครั้งหนึ่งลุงของพระนางก็เคยคิดจะส่งลูกพี่ลูกน้องของพระนางมาให้องค์รัชทายาท โดยอ้างว่าพี่น้องปรนนิบัติสามีคนเดียวกัน น้ำซึมบ่อทรายไม่ไหลไปไหน
ตอนนั้นพระนางขยะแขยงยิ่งนัก จึงเข้าใจเหอจิ่วเหนียงเป็นอย่างดี และรู้สึกโกรธแทนยิ่งกว่าเดิม
"ถูกต้องแล้วเพคะ แต่ตราบใดที่หม่อมฉันไม่พยักหน้า แผนการของพวกเขาก็เปล่าประโยชน์ ส่วนที่ว่าเอาความกตัญญูมากดดันนั้น ยิ่งไม่เป็นผลแน่นอน ไม่มีใครบังคับขู่เข็ญหม่อมฉันได้ ถ้ามี หม่อมฉันก็จะกำจัดทิ้งซะ"
นางมีความสามารถที่จะทำเช่นนั้นได้จริงๆ ที่ตอนนี้ปล่อยให้จวนมู่กั๋วกงเล่นลูกไม้สกปรก ก็เพราะไม่อยากถือสาหาความกับพวกเขา และถือโอกาสดูว่าพวกเขามีความสามารถแค่ไหน เบื้องหลังยังมีความเกี่ยวพันกับขุมกำลังใดอีกบ้าง ไม่อย่างนั้นคนครอบครัวนั้นคงไม่มีชีวิตอยู่ถึงตอนนี้ไปแล้ว
พระชายาตกตะลึงกับคำพูดในตอนท้ายของอีกฝ่าย ขณะเดียวกันความเลื่อมใสศรัทธาที่มีต่อเหอจิ่วเหนียงก็พุ่งสูงขึ้นอีกครั้ง แต่ก็ยังคงเตือนด้วยความห่วงใย "สถานะของพวกเจ้าตอนนี้พิเศษมาก ทั้งในที่แจ้งและที่ลับไม่รู้มีคนจับตาดูอยู่เท่าไร ระวังตัวไว้หน่อยดีกว่า"
"หม่อมฉันเข้าใจเพ.คะ"
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า นางเข้าใจเหตุผลนี้ดี ถึงแม้ตัวนางจะไม่กลัว แต่เพื่อลู่ไป่ชวน รวมทั้งคนอื่นๆในครอบครัวลู่ นางจะไม่สนใจอันตรายเลยไม่ได้
คนพวกนั้นเห็นว่านางรับมือยาก จึงอาจจะหันไปเล่นงานคนในครอบครัวลู่แทน ดังนั้นในยามที่พวกเขาสองสามีภรรยาออกมาอยู่ข้างนอกเช่นนี้ สิ่งที่ห่วงที่สุดก็คือคนในครอบครัว ดังนั้นไม่ว่าจะเสียหน้าหรือไม่ นางจึงยอมรับคนคุ้มกันที่หมิงเจ๋อส่งมาดูแลครอบครัวลู่
เพื่อครอบครัวลู่ นางยอมแหกกฎเกณฑ์ของตนเองครั้งแล้วครั้งเล่า เพราะสำหรับนางแล้ว ครอบครัวลู่คือสมบัติล้ำค่าที่สุด ที่ช่วยเติมเต็มความอบอุ่นในครอบครัวที่ขาดหายไปทั้งสองชาติภพ
"ข้าว่าเจ้าพูดไม่ถูก ไม่พอใจเราก็ออกไปสู้กันสักตั้งสิ!"
"สู้ก็สู้ ใครกลัวกันล่ะ!"
เด็กชายสองคนที่อยู่ห้องข้างๆ คุยกันอยู่ดีๆ จู่ๆบทสนทนาก็เปลี่ยนไปเป็นท้าตีท้าต่อย เตรียมออกไปวัดฝีมือกันเสียแล้ว
ตอนนี้จิ่นรุ่ยซื่อจื่อเรียนรู้กระบวนท่าต่อสู้มาได้ไม่น้อย ฝีมือพัฒนาขึ้นกว่าเดิมแล้ว จึงกล้าประลองกับโก่วเอ๋อร์อย่างมั่นใจ อย่างไรก็ตาม เขารู้ดีว่าตนเองไม่ใช่คู่ต่อสู้ของโก่วเอ๋อร์แน่นอน แต่ได้ประมือสักตั้งก็คงช่วยระบายอารมณ์ได้หน่อย
พระชายาถูกเสียงโวยวายของเด็กทั้งสองดึงดูดความสนใจ พอมองไป จึงได้สังเกตเห็นว่าโอรสของตนก็อยู่ตรงนี้ด้วย อีกทั้งยัง…
พระชายา “!!!”
‘ไม่เจอกันพักเดียว ดำขึ้นขนาดนี้เชียวหรือ!’
"รุ่ยเอ๋อร์! เหตุใดเจ้าถึงดำขึ้นขนาดนี้ล่ะ!"
พระนางรีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความร้อนใจ ประคองใบหน้าของจิ่นรุ่ยซื่อจื่อพลิกซ้ายพลิกขวา
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อ “...”
‘วาจาของท่านช่าง… ไม่รักก็อย่าทำร้ายกันเลยพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่’
คนอื่นๆ “...”
"ฮ่าๆๆ” เหอจิ่วเหนียงกลั้นหัวเราะไม่อยู่ พร้อมเอ่ยหยอกล้อ “สรุปว่าเมื่อครู่พระองค์จำจิ่นรุ่ยซื่อจื่อไม่ได้หรือเพคะ? หรือมัวแต่คุยเรื่องซุบซิบกับหม่อมฉันเพลินไปหน่อย?"
พระชายามีสีหน้ากระดากกระเดื่องเล็กน้อย "เมื่อครู่ไม่ได้มองให้ดีน่ะ..."
แล้วตรัสต่อ "ถึงจะผอมลงและดำขึ้น แต่ร่างกายก็บึกบึนขึ้นไม่น้อย เนื้อที่แขนแข็งปั๊ก ดูท่าช่วงที่อยู่ในค่ายทหารเจ้าจะไม่ได้ขี้เกียจสินะ!"
เมื่อเห็นการเติบโตและการเปลี่ยนแปลงของโอรสเป็นไปในทางที่ดีขึ้น พระชายาก็ดีใจอย่างยิ่ง
"ไม่ใช่แค่นั้นนะพ่ะย่ะค่ะเสด็จแม่ ลูกยังวิเคราะห์บทความด้วยตัวเองได้แล้วด้วย วิธีที่ท่านอาจิ่วเหนียงกับน้องโก่วเอ๋อร์สอนได้ผลดีนัก ตอนนี้ลูกอ่านหนังสือเองได้เร็วกว่าตอนเรียนในสำนักศึกษาเสียอีก!"
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อเป็นเด็กผู้ชาย จิตใจไม่ได้ละเอียดอ่อนนัก จึงไม่ได้สนใจว่าเมื่อครู่เสด็จแม่เมินตนเองไป รีบโอ้อวดผลงานในช่วงนี้อย่างกระตือรือร้น
"จริงหรือ? เช่นนั้นก็เก่งมากเลยสิ! เมื่อครู่เจ้าบอกว่าจะประลองยุทธ์กับโก่วเอ๋อร์ไม่ใช่หรือ ไปๆๆ พวกเราออกไปประลองข้างนอก ให้แม่ดูหน่อยว่าตอนนี้เจ้าเก่งแค่ไหนแล้ว!"
พูดจบ พระชายาก็ลากจิ่นรุ่ยซื่อจื่อเดินออกไปข้างนอก ท่าทางรีบร้อนนั่นช่างน่าขบขันจริงๆ
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อรู้สึกหดหู่เล็กน้อย
‘นี่ใช่แม่แท้ๆของเขาจริงหรือ?
จะมีแม่แท้ๆที่ไหนชอบดูลูกตัวเองโดนตีบ้าง?’
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะลั่น พลางดึงโก่วเอ๋อร์มากำชับ "อย่ารุนแรงเกินไปนะลูก ให้พี่ซื่อจื่อของเจ้าได้แสดงฝีมือต่อหน้าเสด็จแม่เขาหน่อย!"
"ขอรับ ข้าเข้าใจแล้วท่านแม่!"
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าหงึกๆ เดิมทีเขาก็ไม่ได้คิดจะสู้กับพี่ซื่อจื่อจริงจังอยู่แล้ว ช่วงนี้เขาซ้อมมือกับพี่ซื่อจื่อบ่อยๆ จึงรู้วิธีผ่อนแรงดี ไม่ทำให้พี่ซื่อจื่อเจ็บตัวจริงๆแน่นอน
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างพึงพอใจ พอออกไปข้างนอกก็ถูกพระชายาลากไปยืนดูอยู่ข้างๆ แม้ฉากตรงหน้านี้เหอจิ่วเหนียงจะเห็นในค่ายทหารทุกวัน แต่ก็ยังตั้งใจดูด้วยความตื่นเต้นเป็นเพื่อนพระชายา พร้อมทั้งตรวจสอบจุดอ่อนของเด็กทั้งสองไปด้วย เพื่อจะได้ชี้แนะในภายหลัง
พระชายาตื่นเต้นมาก ปากก็ตะโกน "ทางนี้ ทางนี้ ตีตรงนี้! ใช่ๆๆ แล้วก็ตรงนั้นด้วย!"
พระนางให้กำลังใจเด็กชายทั้งสองโดยไม่มีลำเอียงเลย เดี๋ยวเตือนโก่วเอ๋อร์ เดี๋ยวเตือนจิ่นรุ่ยซื่อจื่อ เห็นเด็กสองคนสู้กันอย่างสูสี พระนางก็ยิ้มจนแก้มแทบปริ
ไม่เคยเห็นการต่อสู้ที่น่าสนุกขนาดนี้มาก่อน เด็กทั้งสองคนอายุยังน้อย ตัวก็เล็กจ้อย แต่คล่องแคล่วว่องไว ทำให้พระชายารู้สึกตื่นเต้นแปลกใหม่มาก
แน่นอนว่า สิ่งที่พระนางปลาบปลื้มใจที่สุดก็คือ โอรสของตนเก่งขึ้นถึงเพียงนี้แล้ว สามารถรับมือโก่วเอ๋อร์ได้ตั้งหลายกระบวนท่า
"พระชายา ไม่กลัวจิ่นรุ่ยซื่อจื่อเจ็บตัวจริงๆหรือเพคะ?"
เหอจิ่วเหนียงเห็นสตรีข้างกายยังคงตื่นเต้นมิคลาย ทั้งๆที่เห็นจิ่นรุ่ยซื่อจื่อโดนโก่วเอ๋อร์เตะไปทีหนึ่งก็ยังไม่สั่งให้หยุด จึงอดไม่ได้ที่จะเตือนสติ
คนที่โดนเตะคือลูกชายของท่านนะ!
พระชายากลับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อย "เด็กผู้ชายเจ็บตัวนิดหน่อยจะเป็นไรไป ตอนนี้ไม่โดนเตะต่อย โตขึ้นก็ต้องโดนอยู่ดี โดนเสียแต่ตอนนี้ ต่อไปจะได้ป้องกันตัวเองได้"
ต้องยอมรับว่า แนวคิดนี้ของพระชายาช่างเข้ากันได้ดีกับเหอจิ่วเหนียงจริงๆ
หลังจากชมการต่อสู้ของเด็กๆไปสักพัก จู่ๆพระชายาก็หันมาจับมือเหอจิ่วเหนียง ดวงตามีน้ำเอ่อคลอ "จิ่วเหนียง ขอบใจเจ้ามากนะที่ช่วยสั่งสอนรุ่ยเอ๋อร์ได้ดีขนาดนี้ เมื่อก่อนรุ่ยเอ๋อร์ไม่เป็นเช่นนี้เลย องค์รัชทายาทให้เขาไปออกกำลังกาย เขาก็ไม่ทำ ให้ไปอ่านหนังสือก็ไม่มีกะจิตกะใจ แต่ตั้งแต่โก่วเอ๋อร์เข้ามา ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป เขาถึงกับตามพวกเจ้าไปค่ายทหาร นี่ราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคนเลย ทั้งขยันและตั้งใจขึ้นอย่างยิ่งยวด ต่อให้โดนต่อยตีก็ไม่ร้องไห้ แถมยังลุกขึ้นสู้ต่อ...
จริงๆนะ ข้าไม่รู้จะขอบใจเจ้าอย่างไรดี..."
พระชายาที่เมื่อครู่ยังหัวเราะร่าเริง บัดนี้กลับมีน้ำตาคลอ น้ำเสียงสั่นเครือ สวรรค์รู้ดีว่าพระนางและองค์รัชทายาทปวดหัวกับปัญหาเรื่องพัฒนาการของโอรสผู้นี้มากเพียงใด แต่ตอนนี้กลับได้รับการแก้ไขอย่างง่ายดายและหมดจด ตระกูลลู่ช่างเป็นดาวนำโชคของพวกเขาอย่างแท้จริง!
เหอจิ่วเหนียงใช้ผ้าเช็ดหน้าช่วยซับน้ำตาให้อีกฝ่าย พลางเอ่ยด้วยแววตาหวานล้ำ "พระชายาเพ.คะ จริงๆ แล้วการขอบใจหม่อมฉันนั้นง่ายมาก หม่อมฉันชอบเงิน ทองคำ อัญมณีอะไรพวกนั้น ถ้าพระนางไม่รังเกียจ จะส่งไปที่บ้านหม่อมฉันเป็นหีบๆก็ได้นะเพ.คะ!"
พระชายา “...”
พระนางค่อยๆปล่อยมือออกจากมือเหอจิ่วเหนียง สูดจมูกแก้ความประดักประเดิด แล้วตรัสลอยๆ "จู่ๆก็ไม่ได้ซาบซึ้งขนาดนั้นแล้วสิ~"
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะก๊ากจนปวดท้อง ส่วนด้านเจ้าตัวเล็กทั้งสองตอนนี้ก็รู้ผลแพ้ชนะแล้ว ไม่ผิดคาด โก่วเอ๋อร์เป็นฝ่ายคว้าชัยไปครอง
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อไม่เพียงไม่ท้อแท้ กลับยังตื่นเต้นมาก "ข้าสู้กับเจ้าได้นานขนาดนี้เชียวหรือ! โก่วเอ๋อร์ เจ้าคอยดูเถอะ อีกไม่นานข้าจะแซงหน้าเจ้าให้ได้!"
จบตอน
Comments
Post a Comment