single mom ep771-780

ตอนที่ 771: ไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยจริงๆ


โก่วเอ๋อร์พยักหน้ารับด้วยสีหน้าชื่นชมในความมุ่งมั่นของจิ่นรุ่ยซื่อจื่อ


แต่พี่ซื่อจื่อไม่รู้หรอกว่าเขาเองก็จะพยายามอย่างเงียบๆไปด้วย อย่างไรพี่ซื่อจื่อก็ตามเขาไม่ทันอยู่แล้ว คิกคิก~


พระชายารู้สึกว่าบุตรชายเติบโตเร็วมาก จำเป็นต้องไปอวดต่อหน้าพระสวามีเสียหน่อย จึงบอกให้เด็กทั้งสองไปหาองค์รัชทายาทเพื่ออวดความสามารถของตนเอง ส่วนพระนางก็ลากเหอจิ่วเหนียงไปปรึกษาเรื่องการเลี้ยงลูกอีกครั้ง


จากตัวโก่วเอ๋อร์ และจากตัวโอรสของตน พระชายามั่นใจว่าเหอจิ่วเหนียงมีวิธีการเลี้ยงลูกที่ไม่ธรรมดา ดังนั้น จะทำอย่างไรให้บุตรใฝ่เรียนรู้ด้วยตนเอง รักการเรียน และมีความสุขจากการเรียน นี่เป็นโจทย์ท้าทายที่พระนางอยากจะพิชิตให้ได้เป็นอันดับแรก


"พูดตามตรงเลยนะ หากเจ้าไม่รังเกียจ เจ้าช่วยพาหลานเอ๋อร์กลับไปสอนสั่งสักระยะได้หรือไม่!"


พระชายาเผยรอยยิ้มไร้ซึ่งความเกรงใจ หลานเอ๋อร์ก็คือท่านหญิงน้อย—-พระธิดาองค์เล็กขององค์รัชทายาทและพระชายา เมื่องานเลี้ยงวันคล้ายวันเกิดของท่านหญิงน้อยในครานั้น นางได้สวมอาภรณ์ไข่มุกที่เหอจิ่วเหนียงออกแบบให้ จนสร้างความตื่นตาตื่นใจไปทั่วงาน หลังจากนั้นเป็นต้นมา นางก็สวมแต่เสื้อผ้าที่เหอจิ่วเหนียงส่งมาจากหอเจียย่วนในจิงโจว และนางก็ชอบเหอจิ่วเหนียงมากจนถอนตัวไม่ขึ้น


ช่วงก่อนหน้านี้นางไปเที่ยวบ้านท่านตา เพิ่งกลับมาได้ไม่กี่วัน ตอนนี้ยังนอนอยู่ เมื่อถึงเวลามื้ออาหารกลางวันคงจะออกมา


"ตราบใดที่พระชายาทรงตัดสินใจ หม่อมฉันก็ไม่มีปัญหาอยู่แล้วเพคะหม่อมฉันเองก็กำลังอยากได้ลูกสาวตัวน้อยอยู่พอดี"


เหอจิ่วเหนียงตอบรับทันที พอพูดถึงบุตรสาวตัวน้อย นางก็นึกถึงซูซูขึ้นมา…


‘ตายจริง! ช่วงนี้มัวแต่ยุ่งอยู่ในค่ายทหาร ลืมเขียนจดหมายหาซูซูไปเลย รวมถึงที่บ้านด้วย!’


ท่านสุภาพสตรีซุนต้องกำลังยืนเท้าเอว ด่าแว้ดๆมาทางเมืองหลวงอยู่ทุกวันแน่ๆ!


เหอจิ่วเหนียงตัดสินใจได้ทันทีว่า กลับจวนไปปุ๊บจะรีบเขียนจดหมายไปถึงคนทางนั้น จะทำให้ท่านสุภาพสตรีซุนไม่พอใจไม่ได้เด็ดขาด


"ได้ยินว่าเจ้ารับลูกสาวบุญธรรมที่จิงโจว ชอบลูกสาวขนาดนี้ เหตุใดไม่คลอดเองสักคนล่ะ?"


พระชายาก็อยากรู้อยากเห็นเรื่องนี้เช่นกัน ยุคสมัยนี้ ครอบครัวไหนก็ปรารถนาให้มีลูกเต็มบ้านหลานเต็มเมือง ทุกคู่หลังแต่งงานต่างพยายามเร่งผลิตทายาทกันอย่างหนัก มีแต่สองสามีภรรยาลู่ที่ไม่มีวี่แววเช่นนั้นเลย


ปีก่อนๆ สองสามีภรรยาต้องแยกจากกัน จึงไม่ได้มีลูกก็พอเข้าใจได้ ทว่าตอนนี้ทั้งสองกลับมาอยู่ด้วยกันตั้งนานแล้ว ท้องของเหอจิ่วเหนียงก็ยังไม่มีความเคลื่อนไหว หรือว่า… คงไม่ใช่ว่า…ลู่ไป่ชวนจะมีปัญหาเรื่องทำนองนั้นหรอกนะ?


แต่ถึงอย่างนั้น เหอจิ่วเหนียงก็เป็นหมอ ถ้ามีปัญหาจริงๆ ก็คงรักษาได้ตั้งแต่เนิ่นๆ ทว่าทุกวันนี้ท้องของเหอจิ่วเหนียงก็ยังไม่มีความเปลี่ยนแปลงใดๆเลย


นี่มันแปลกจริงๆ


"ช่วงนี้ก็มีความคิดอยากมีลูกเพิ่มอีกคนอยู่เพคะ แต่เรื่องจะได้ลูกสาวเนี่ย คงต้องแล้วแต่วาสนาจริงๆ"


เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจ จะได้บุตรชายหรือบุตรสาวนางกำหนดเองไม่ได้ ก็ไม่รู้ว่าต้องคลอดอีกกี่ท้องถึงจะได้ลูกสาวตัวน้อยดังปรารถนา


"เช่นนั้นเจ้าต้องรีบหน่อยนะ ตอนนี้ข้าท้องคนที่สามแล้ว คนที่สองของเจ้ายังไม่มีวี่แววเลย!"


ตรัสจบ พระชายาก็ลูบหน้าท้องแบนราบของตนเองอย่างเขินอาย บนใบหน้าเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้มแห่งความสุข


"อะไรนะเพ.คะ! พระชายาทรงตั้งครรภ์ลูกคนที่สามแล้วหรือเพ.คะ!?"


เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจอย่างยิ่ง นางดูไม่ออกเลยจริงๆ!


พระชายาพยักหน้ายิ้มๆ "ใช่แล้ว เดือนก่อนระดูไม่มา เลยให้หมอหลวงมาตรวจ ปรากฏว่าเป็นชีพจรมงคล แต่ยังไม่ครบสามเดือน จึงยังไม่ได้ประกาศออกไป"


"โอ้ ใช้ได้เลยนะเพ.คะ!"


เหอจิ่วเหนียงยิ้มเจ้าเล่ห์ พลางใช้นิ้วจิ้มไหล่พระชายาเบาๆ และเอ่ยหยอกเย้า "นึกไม่ถึงว่าองค์รัชทายาทติดพันราชกิจขนาดนี้ ก็ยังไม่ละเลยเรื่องสำคัญของชีวิตคู่นะเพคะ คิกคิก!"


"พูดจาเหลวไหลอะไรกัน!"


พระชายาพระพักตร์แดงก่ำ ทั้งที่กำลังจะเป็นแม่ลูกสามแล้วแท้ๆ แต่ยังเขินอายเหมือนสาวน้อยที่ยังไม่ออกเรือน


เทียบกันแล้ว เหอจิ่วเหนียงหน้าหนากว่ามาก ไม่สนใจเรื่องพวกนี้เลย พอเห็นพระชายาเขินอาย นางก็ยิ่งได้ใจ พูดเรื่องน่าอายออกมาอีกหลายประโยค


พระชายานึกไม่ถึงว่านางจะหื่นกามขนาดนี้ แทบอยากจะไล่นางออกจากวังไปเสียให้ได้


โชคดีที่เหอจิ่วเหนียงยังพอรู้ขอบเขต ไม่ได้เล่นจนเกินงาม หลังจากนั้นยังช่วยตรวจชีพจรให้พระชายา ทั้งยังมอบยาบำรุงครรภ์ให้อีกขวด และแล้วเรื่องนี้ก็ได้ผ่านไป


เมื่อถึงเวลามื้อเที่ยง องค์รัชทายาทก็มาร่วมโต๊ะด้วย พระองค์บอกว่าได้ประกาศคุณงามความดีของเหอจิ่วเหนียงในท้องพระโรงแล้ว และสั่งให้คนนำของพระราชทานไปส่งที่จวนแล้ว เดี๋ยวกลับบ้านไปก็จะได้เห็น


สิ่งของเหล่านั้นเป็นรางวัลสำหรับการทำประโยชน์ให้ราชสำนัก นอกจากนี้เพื่อเป็นการขอบคุณที่เหอจิ่วเหนียงช่วยสั่งสอนจิ่นรุ่ยซื่อจื่อ องค์รัชทายาทยังมอบของขวัญตอบแทนส่วนพระองค์ให้ด้วย โดยจัดให้ตามความชอบของเหอจิ่วเหนียง เป็นทองคำและเครื่องประดับอัญมณีสองหีบใหญ่ สั่งให้คนนำไปส่งที่จวนในตอนนี้


เหอจิ่วเหนียงดีใจจนเนื้อเต้น รีบเสนอตัว "องค์รัชทายาท พระชายาเพ.คะ หากทั้งสองพระองค์ยุ่ง ไม่มีเวลาดูแลเด็กๆ ส่งมาให้หม่อมฉันดูแลได้ทั้งหมดเลยนะเพ.คะ!"


อย่างไรเสียไปอยู่กับนาง นางก็ไม่ได้เลี้ยงดูอะไรมาก ปล่อยให้เด็กๆเล่นด้วยกันเพื่อเรียนรู้กันด้วยตนเอง นางแค่ช่วยประคับประคองนิดๆหน่อยๆ ไม่ต้องเปลืองแรงอะไรก็ได้เงินมาแล้ว เรื่องงดงามเช่นนี้แม้แต่ยามหลับฝันยังยิ้มออกมาเลย


ไม่ต้องเดาก็รู้ได้ว่า จิ่นรุ่ยซื่อจื่อต้องตามโก่วเอ๋อร์ไปแน่นอน พรุ่งนี้พวกเขาทั้งสองต้องกลับไปเรียนที่สำนักศึกษาหลวงแล้ว ลานฝึกวรยุทธ์ก็สร้างเสร็จแล้ว ต่อไปพวกเขาก็จะได้ฝึกฝนทักษะยุทธ์ได้อย่างเต็มที่มากยิ่งขึ้น ดูซิว่าใครจะกล้ารังแกพวกเขาอีก


ท่านหญิงน้อยยังมีความเขินอายตามประสา ไม่กล้าตามไป จึงยังคงอยู่ในวังต่อไป


เหอจิ่วเหนียงบอกว่าอีกไม่นานที่จวนจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ ถึงตอนนั้นค่อยเชิญท่านหญิงน้อยไปด้วยกัน ท่านหญิงน้อยก็ตอบตกลง

…….

อีกด้านหนึ่ง ณ พระตำหนักฮ่องเต้


ขณะนี้ฮ่องเต้กำลังตั้งหน้าตั้งตารออะไรบางอย่าง …ใช่แล้ว พระองค์ทรงคิดว่า เหอจิ่วเหนียงน่าจะพาโก่วเอ๋อร์มาคารวะเขา 


ทว่า…


รออยู่นานสองนาน ผลปรากฏว่าสิ่งที่ได้รับกลับเป็นคำรายงานว่า นางพาเด็กทั้งสองกลับไปแล้ว


"กลับไปแล้วรึ?"


ฮ่องเต้เบิกตากว้าง ‘เหอจิ่วเหนียงไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาเลยจริงๆ!’


อุตส่าห์เข้ามาในวังแล้ว จะไม่แวะมาตรวจร่างกายให้เขาสักหน่อยเลยหรือ?!


หลิวกุ้ยเฟยเห็นท่าทางเจ็บปวดใจของพระสวามี ก็อดไม่ได้ที่จะปลอบใจ "ฮูหยินลู่เพิ่งกลับมาจากค่ายทหาร นางคงเหนื่อยล้ามาก รอให้นางกลับจวนไปพักผ่อนให้หายเหนื่อย จะต้องมาเข้าเฝ้าฝ่าบาทแน่นอนเพ.คะ"


ฮ่องเต้แค่นเสียงเย็น "เฮอะ ให้มันจริงเถอะ!"


ในใจเองก็กระฟัดกระเฟียด ‘ฮึ่ย!  โกรธ! โกรธจะตายชักอยู่แล้ว!!!’


หลิวกุ้ยเฟยป้องปากหัวเราะอยู่ข้างๆ รู้สึกว่าฮ่องเต้ตอนนี้ชักจะเหมือนผู้เฒ่าผู้แก่ตามตระกูลสามัญชนทั่วไปเข้าไปทุกที ทั้งเข้าถึงง่าย ตรงไปตรงมา และเป็นกันเอง เป็นเช่นนี้ช่างดียิ่งนัก

…….

ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงกลับถึงจวน สิ่งแรกที่ทำคือเขียนจดหมายถึงครอบครัวทางจิงโจว ทางจิงโจวส่งจดหมายมาหลายฉบับแล้ว แต่นางไม่ได้ตอบเลย ตอนนี้ในที่สุดก็มีเวลาว่างที่จะสามารถเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นช่วงนี้ได้เสียที


เนื้อหาหลักๆ บอกเล่าถึงสถานการณ์ทางนี้ว่ายังไม่ค่อยดี ยังไม่มั่นคงนัก จึงยังไม่สามารถรับพวกเขามาเที่ยวได้ แต่รอให้องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์เมื่อใด จะส่งคนไปรับล่วงหน้าทันที


พร้อมทั้งถามไถ่สถานการณ์ทางโน้น ทั้งกิจการโรงรื่นเริง ร้านค้าต่างๆ รวมถึงพัฒนาการของเด็กๆ สรุปคือเรื่องที่ควรถามหรือไม่ควรถาม นางล้วนเขียนลงไปทั้งหมด จนกระดาษหนาเป็นปึกใหญ่


ขานกพิราบสื่อสารย่อมผูกกระดาษจำนวนนี้ไว้ไม่ได้ เหอจิ่วเหนียงจึงใช้ด้ายผูกติดไว้บนหลังมันทั้งปึกเสียเลย


โก่วเอ๋อร์มองภาพนั้นด้วยแววตากังวล "ท่านแม่ นกพิราบตัวแค่นี้จะแบกไหวหรือขอรับ?"


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างหนักแน่น "มันทำได้ แม่เชื่อใจมัน!"


จิ่นรุ่ยซื่อจื่อที่อยู่ข้างๆ "ใช่ๆ ท่านอาจิ่วเหนียงเชื่อใจมัน ข้าก็เชื่อ!"


นกพิราบ “...”


‘ฟังข้าพูดนะ… ขอบใจพวกเจ้ามาก!’


หลังจากส่งจดหมายออกไป เหอจิ่วเหนียงก็บอกให้เด็กชายทั้งสองออกไปวิ่งเล่น ส่วนตนก็เตรียมจะนอนพักกลางวัน 


ทว่าหญิงสาวยังไม่ทันได้ทำตามที่ตั้งใจ พ่อบ้านหวงก็เข้ามา


ตอนที่ 772: ทั่นฮวาหลาง


"ฮูหยิน บ่าวจะมารายงานรายชื่อผู้ที่ส่งของขวัญมาที่จวนในช่วงนี้ขอรับ"


เจ้านายไม่อยู่จวน ปกติพ่อบ้านหวงจะเป็นคนจัดการเรื่องต่างๆในจวน ดังนั้นพอเจ้านายกลับมา เขาจึงต้องรีบมารายงานทันที


เหอจิ่วเหนียงตบหน้าผากตนเอง "จริงด้วย ลืมเรื่องนี้ไปเลย เจ้าว่ามาเถอะ"


การเป็นคนดูแลบ้านนี่ช่างเป็นเรื่องยุ่งยากจริงๆ โชคดีที่พ่อบ้านหวงเป็นคนที่ไว้ใจและพึ่งพาได้ ไม่เช่นนั้นคงมีเรื่องปวดหัวอีกมาก


พ่อบ้านหวงเริ่มอ่านรายการของขวัญที่ได้รับในช่วงนี้ให้เจ้านายฟัง แล้วถือโอกาสเล่าเรื่องสองแม่ลูกจวนมู่กั๋วกงพร้อมกันด้วย


"เช้าวันนั้น นายท่านกับฮูหยินเพิ่งจะออกไป ฮูหยินและคุณหนูจวนมู่กั๋วกงก็มาขอรับ บ่าวบอกว่านายท่านกับฮูหยินไม่อยู่ พวกนางก็ยังบอกว่าจะขอเข้ามาเดินเล่นในจวน เพื่อทำความคุ้นเคย..."


เล่าถึงตรงนี้ พ่อบ้านหวงก็เริ่มออกอาการโมโห เขาอยู่ในเมืองหลวงมาตั้งหลายปี ยังไม่เคยเห็นใครหน้าด้านไร้ยางอายขนาดนี้มาก่อน เจ้าของบ้านไม่อยู่ ยังจะกล้าขอเข้าไปเดินทำความคุ้นเคยในบ้านเขาอีก มันเกี่ยวอะไรกับพวกนางกัน มีอะไรให้พวกนางต้องทำความคุ้นเคยไม่ทราบ?


เรื่องนี้ไม่ว่ามองอย่างไรก็ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี ตอนที่พ่อบ้านหวงเล่า น้ำเสียงจึงไม่ค่อยดีนัก


เหอจิ่วเหนียงฟังแล้วก็รู้ทันทีว่าสองแม่ลูกคู่นั้นคิดจะทำอะไร นี่วางแผนจะเข้าจวนตระกูลลู่กันตั้งแต่เนิ่นๆเลยหรือ? รีบเสนอตัวมาเป็นอนุของลู่ไป่ชวนขนาดนี้เชียวรึ?


จัวเจียอวี้ก็นับว่าเป็นคุณหนูใหญ่สายตรงของจวนมู่กั๋วกง ใฝ่ต่ำ…เอ่อ…วิสัยทัศน์แคบขนาดนี้เชียว?


หรือว่า ลู่ไป่ชวนมีเสน่ห์แรงกระแทกใจนางจนโงหัวไม่ขึ้นได้ถึงเพียงนั้น?


คิดถึงตรงนี้ เหอจิ่วเหนียงก็มุมปากกระตุก ครั้นกรณีของจางซุ่ยยา สตรีผู้นั้นคิดไม่ซื่อกับลู่ไป่ชวนซึ่งๆหน้า นางยังไม่ปล่อยไปง่ายๆเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงจัวเจียอวี้ที่อาศัยจังหวะที่นางไม่อยู่ มาส่งความอบอุ่นให้ลู่ไป่ชวน หากนางไม่ลงมือ คงนึกว่านางเป็นแมวป่วยแล้วกระมัง


"วันหลังถ้าคนจวนมู่กั๋วกงมาอีก ให้คนเอาไม้กวาดไล่ไปเลย อย่าให้มาแปดเปื้อนทางเดินหน้าบ้านข้า"


พ่อบ้านหวงรู้อยู่แล้วว่านายหญิงเป็นคนตรงไปตรงมาและเด็ดขาด แต่ไม่คิดว่าจะดุดันถึงเพียงนี้ แต่เขาก็รีบยิ้มรับคำทันที "ขอรับฮูหยิน!"


เขาไม่สนว่าจวนมู่กั๋วกงจะทำอะไร มีเบื้องหลังอย่างไร เขาจงรักภักดีกับเจ้านายแค่ตระกูลเดียว เจ้านายสั่งให้ทำอะไรเขาก็ทำ รวมไปถึงการเอาไม้กวาดไล่คนจวนมู่กั๋วกงออกไปด้วย


หลังจากพ่อบ้านหวงออกไป เหอจิ่วเหนียงก็เริ่มนอนกลางวัน บอกตามตรง อยู่ในค่ายทหารนอนหลับไม่สนิทเลยจริงๆ ในค่ายมีแต่ผู้ชาย ไม่เสียงฝึกซ้อมก็เสียงกรนดังระงม ถ้าไม่ใช่เพราะนางปรับตัวเก่งละก็ คงเป็นบ้าไปแล้ว

…….

วันรุ่งขึ้น


วันนี้เป็นวันประกาศผลสอบเคอจวี่ระดับแคว้น เหอจิ่วเหนียงส่งคนไปสืบข่าวคราว และแล้วคังจวี่เหรินก็ไม่ทำให้นางผิดหวัง เขาสอบได้สามอันดับแรก เป็นเรื่องที่น่ายินดีอย่างยิ่ง


คังจวี่เหรินก้าวกระโดดขึ้นมาเป็น ‘ทั่นฮวาหลาง’ ในปีนี้ ด้วยอายุที่ยังน้อย และมีความสามารถถึงขั้นนี้ อนาคตยาวไกลสดใสแน่นอน


เหอจิ่วเหนียงได้ยินข่าวก็คลี่ยิ้ม ยินดีกับเขาจากใจจริง


นึกถึงครั้นที่พบกันครั้งแรก ครานั้นสภาพของเขาป่วยหนักแทบเอาชีวิตไม่รอด ผิดกับตอนนี้ราวกับเป็นเรื่องคนละชาติภพ


"ท่านแม่ขอรับ อาจารย์คังสอบได้ทั่นฮวาหลาง ข้ากับพี่ซื่อจื่ออยากไปแสดงความยินดีกับท่านอาจารย์ขอรับ!"


โก่วเอ๋อร์เองก็ได้รับข่าวดีนี้ด้วยเช่นกัน เขาพาจิ่นรุ่ยซื่อจื่อวิ่งเข้ามาขออนุญาตมารดา อยากออกไปเปิดหูเปิดตาและพบปะท่านอาจารย์ของเขา


ตอนนี้บรรยากาศข้างนอกคึกคักอย่างยิ่ง มีทั้งคนสมหวังและผิดหวัง บัณฑิตที่สอบได้จิ้นซื่อจะมีเจ้าหน้าที่มาแสดงความยินดีถึงหน้าประตู และพาขี่ม้าตัวใหญ่แห่ไปรอบเมือง รับความอิจฉาและคำอวยพรจากผู้คน


พวกพ่อค้าแม่ขายตัวเล็กๆ ก็ฉวยโอกาสนี้ ตั้งแผงขายของร้องตะโกนเรียกลูกค้าตลอดสองข้างทาง คนมุงดูเหนื่อยแล้วก็ต้องซื้อของกินของดื่ม วันเดียวทำเงินได้มหาศาล


โก่วเอ๋อร์เดิมทีก็อยากจะไปลองขายของดูบ้าง แต่พอนึกถึงว่าช่วงนี้คนตงถิงยังจับตาดูเขากับจิ่นรุ่ยซื่อจื่ออยู่ หากออกไปย่อมไม่ปลอดภัย จึงตระหนักได้ว่าอย่าทำเรื่องเสี่ยงอันตรายจะดีกว่า


เคยถูกลักพาตัวมาก่อน เด็กน้อยจึงยังมีความกลัวอยู่ลึกๆ อย่างไรก็ตาม หากเกิดอะไรขึ้น ตัวเขายังพอมีสติตั้งรับ รอท่านพ่อท่านแม่มาช่วยได้ แต่สิ่งที่เขากลัวก็คือ กลัวว่าจะพาพี่ซื่อจื่อเดือดร้อนไปด้วย


แต่ออกไปดูความครึกครื้นคงไม่เป็นไร เพราะเขาจะชวนท่านแม่ไปด้วย!


เหอจิ่วเหนียงก็คิดเช่นนั้นเหมือนกัน จึงตอบรับ "เอาสิ แม่จะพาพวกเจ้าไปนั่งดูความครึกครื้นบนหอน้ำชา"


สาวใช้ข้างๆ พลันเอ่ยความคิดของตนออกมา "ฮูหยิน บนถนนคนเยอะมาก หอน้ำชาต่างๆคนแน่นขนัด เกรงว่าจะไม่มีที่นั่งแล้วเจ้าค่ะ"


สาวใช้รู้สึกผิดเล็กน้อย หากรู้ก่อน คงจองห้องส่วนตัวให้ผู้เป็นนายไว้ล่วงหน้าหลายวันแล้ว


เหอจิ่วเหนียงโบกมืออย่างไม่ยี่หระ  "ไม่ต้องกังวล ข้ามีวิธี"

…….

สุดท้ายเหอจิ่วเหนียงก็สามารถพาสาวใช้สองคนและเด็กชายทั้งสองไปนั่งในห้องส่วนตัวของหอน้ำชาได้จริงๆ บนโต๊ะมีขนมและผลไม้ตามฤดูกาลที่จัดแต่งอย่างประณีตบรรจงวางอยู่ มุมห้องจุดกำยานกลิ่นหอมราคาแพง ผู้ดูแลแวะเวียนมาถามไถ่ด้วยตนเองว่าต้องการเติมน้ำชาหรือไม่เป็นระยะ ท่าทางนอบน้อมอย่างยิ่ง


ทั้งหมดนี้เป็นเพราะ…เหอจิ่วเหนียงใช้ป้ายคำสั่งชิ้นหนึ่ง ผู้ดูแลหอน้ำชาเห็นป้ายชิ้นนั้นก็รีบจัดห้องส่วนตัวที่ดีที่สุดในโรงน้ำชาให้ทันที ทั้งยังเฝ้ารอรับใช้อยู่หน้าประตูห้องด้วยตนเอง


ใช่แล้ว หอน้ำชาแห่งนี้ เป็นกิจการในเครือของหมิงเจ๋อ และป้ายคำสั่งที่เหอจิ่วเหนียงใช้ ก็เป็นป้ายของที่หมิงเจ๋อให้นางไว้ก่อนหน้านี้นั่นเอง


ตลอดมานางไม่ค่อยได้ใช้เลย ต่อมาพอเกิดเรื่องเว่ยอวี่ เหอจิ่วเหนียงถึงขั้นอยากจะคืนให้เขาแต่ก็ยังไม่มีโอกาส ตอนนี้ไหนๆของสิ่งนี้ก็ยังอยู่กับตัว หากไม่ใช้ก็โง่เต็มที


สาวใช้และเด็กชายทั้งสองมองเหอจิ่วเหนียงด้วยสายตาชื่นชม โดยเฉพาะสาวใช้สองคนนั้น พวกนางใช้ชีวิตในเมืองหลวงมาหลายปี ย่อมรู้ดีว่าห้องส่วนตัวของหอน้ำชาแห่งนี้จองยากเพียงใด ไม่คิดเลยว่าฮูหยินของพวกนางจะรู้จักเจ้าของหอน้ำชา ถึงขั้นได้ใช้ห้องส่วนตัวอย่างง่ายดาย ทั้งยังไม่ต้องเสียเงินสักอีแปะ กินดื่มได้ไม่อั้น


นางช่างเก่งกาจเกินไปแล้ว!


สาวใช้ทั้งสองรู้สึกว่าตนเองโชคดีครั้งแล้วครั้งเล่าที่ได้พบเจ้านายแสนดีถึงเพียงนี้ เจ้านายใจดีเป็นกันเอง แถมยังมีความสามารถ พวกนางก็พลอยรู้สึกภูมิใจไปด้วย


"โอ๊ะ! โน่นเจ้าค่ะ! คุณชายน้อยดูสิเจ้าคะ มาแล้ว มาแล้ว!"


พวกเขาทั้งห้ามารอได้สักพักแล้ว แต่ขบวนจิ้นซื่อยังไม่ผ่านมาเสียที เด็กชายทั้งสองชะโงกคอมองหาจนท้อ จึงกลับไปกินขนมกับผลไม้รอ


สาวใช้คนหนึ่งยังคงทำหน้าที่เฝ้ามองอยู่ริมหน้าต่างตลอด พอเห็นขบวนจิ้นซื่อมาแล้วแต่ไกล ก็รีบเรียกให้เจ้านายตัวน้อยไปดูทันที


สองเด็กชายรีบไปจับจองตำแหน่งที่ดีที่สุด เมื่อมองลงไปก็พบกับขบวนที่ตกแต่งด้วยสีแดง เจ้าหน้าที่ตีฆ้องร้องป่าว และข้างหลังขบวนเป็นจิ้นซื่อที่สอบผ่าน


"อ๊าาา ข้าเห็นอาจารย์คังแล้ว!"


"อาจารย์คัง!"


"อ๊าาา ท่านพี่ซื่อจื่อดูเร็วขอรับ นั่นอาจารย์คัง! อาจารย์คังเก่งมากเลย! ปีนี้เขาได้เป็นทั่นฮวาหลางแล้ว!"


โก่วเอ๋อร์กระโดดโลดเต้น เหมือนผู้คลั่งไคล้ศิลปิน (แฟนคลับ) ในยุคปัจจุบันไม่มีผิด


เขายังหยิบธงเล็กๆที่เตรียมไว้ล่วงหน้าหลายวันแล้วออกมาโบก พร้อมกับตะโกนสุดเสียง "อาจารย์คัง! ท่านเก่งมาก! ข้าชอบท่าน!"


[1] ทั่นฮวา หมายถึง ผู้ที่สอบได้อันดับที่3 ของการสอบขุนนางระดับสูงสุด


[2] จิ้นซื่อ หมายถึง ผู้ที่สอบผ่านการสอบคัดเลือกขุนนางระดับสูงสุดในสมัยจีนโบราณ


ตอนที่ 773: หญิงงามผู้นี้คือใคร?


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเสียงดังลั่น


นางคาดไม่ถึงจริงๆ ว่าโก่วเอ๋อร์จะน่ารักขนาดนี้ ธงเล็กๆนั่นเขาแอบไปทำตั้งแต่เมื่อใดนางยังไม่รู้เลย


มีอยู่หลายคืนที่เหอจิ่วเหนียงนึกนิทานไม่ออก จึงเล่าเรื่องแฟนคลับที่ติดตามศิลปินดาราในยุคปัจจุบันให้เขาฟัง ว่าความคลั่งไคล้เหล่านั้นมันบ้าคลั่งขนาดไหน


ตอนนั้นโก่วเอ๋อร์ทำตาเป็นประกายด้วยความใคร่รู้ "ท่านแม่ เหตุใดคนเหล่านั้นถึงต้องทำตัวเอะอะมะเทิ่งขนาดนั้นด้วยล่ะขอรับ?"


เหอจิ่วเหนียงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วตอบออกไป "เพราะพวกเขาอยากให้คนที่ตัวเองชอบรู้ว่า ตัวเองชอบเขามากแค่ไหน นี่เป็นวิธีแสดงความรักอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะตอนที่คนที่พวกเขาชอบทำเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากๆ ความกระตือรือร้นของพวกเขาก็จะพลุ่งพล่านเหมือนน้ำเดือดในกาต้มน้ำเลยละ"


โก่วเอ๋อร์พยักหน้า แสดงท่าทีว่าเข้าใจแล้ว


อาจจะเริ่มตั้งแต่ตอนนั้น ที่ในใจดวงน้อยๆของโก่วเอ๋อร์รู้สึกว่าความรักควรจะแสดงออกเช่นนี้ ตอนนี้ถึงได้ถือธงเล็กๆโบกไปมาจนสุดแขน พร้อมตะโกนจนคอแทบแตกอยู่ริมหน้าต่าง


"พวกเขาทำธงเล็กๆนั่นตอนไหน เหตุใดข้าไม่รู้เรื่องเลย?"


หัวเราะจนเหนื่อย เหอจิ่วเหนียงจึงจะเกาะโต๊ะถามสาวใช้ข้างกาย


สาวใช้ส่ายหน้า "คุณชายน้อยและซื่อจื่อน่าจะแอบทำในห้องนะเจ้าคะ มิน่าล่ะ หลายวันมานี้ถึงได้ทำตัวลับๆล่อๆ"


เพราะเจ้านายใจดี สาวใช้จึงยิ้มแย้มแจ่มใสและมีท่าทีผ่อนคลาย เหอจิ่วเหนียงแสร้งบ่นด้วยความน้อยใจ "ลูกโตแล้ว มีความลับก็ไม่อยากบอกคนแก่ๆอย่างแม่แล้วสินะ เฮ้อ⁓!"


"ฮูหยินยังสาวอยู่นะเจ้าคะ!"


"ฮ่าๆ ข้ารู้อยู่แล้วน่าว่าตัวเองทั้งสาวทั้งสวย เจ้าอย่ามาขัดข้าสิ"


สาวใช้ “...” 


‘นายหญิงของเราช่างตรงไปตรงมาจริงๆ!’


โก่วเอ๋อร์จมอยู่ในโลกของตัวเอง ตะโกนลงไปยังขบวนข้างล่างไม่ยั้ง จิ่นรุ่ยซื่อจื่อแม้จะไม่เคยคลุกคลีกับอาจารย์คังมาก่อน แต่ได้ยินโก่วเอ๋อร์พูดถึงทุกวันว่าอาจารย์คังดีอย่างนั้นเก่งอย่างนี้ ในใจเขาก็ชื่นชมคนเช่นนี้อยู่แล้ว จึงร่วมตะโกนตามไปด้วย


ด้านล่างเสียงอึกทึกครึกโครมหลายเสียงผสมปนเป ตามหลักแล้วยากที่จะแยกได้ว่าเสียงอะไรเป็นอะไร แต่เสียงเล็กๆแหลมๆของเด็กสองคนบนชั้นสองของหอน้ำชา ที่ตะโกนจนเสียงแหบแห้งนั้นมีเอกลักษณ์เกินไป บวกกับคำพูดแปลกๆ ที่เปล่งออกมา ทำให้มีคนสังเกตเห็นพวกเขาไม่น้อย


แน่นอนว่า รวมถึงคังทั่นฮวาที่ขี่ม้าตัวใหญ่รับคำอวยพรจากฝูงชนด้วย


"อวี้เอ๋อร์!"


คังทั่นฮวาเงยหน้าขึ้นมองตามเสียง ก็พบกับเด็กชายสองคนตรงริมหน้าต่างชั้นสองของหอน้ำชาแห่งหนึ่ง คนหนึ่งคือลูกศิษย์ตัวน้อยคนโปรดของเขา—-อวี้เอ๋อร์ ส่วนอีกคนเขาไม่เคยพบหน้ามาก่อน ทว่าในเมืองหลวงแห่งนี้ คนที่สามารถยืนข้างอวี้เอ๋อร์ได้ แถมยังเรียกชื่อเขาได้ สถานะต้องไม่ธรรมดาแน่นอน


พอมานึกทบทวนแล้ว ตั้งแต่เขามาเมืองหลวงเพื่อเตรียมสอบ ก็ไม่ได้เจอกับคนตระกูลลู่อีกเลย วันนี้สอบได้ตำแหน่งแล้ว เดิมทีตั้งใจไว้ว่าจะไปเยี่ยมพวกเขาวันพรุ่งนี้ ไม่นึกเลยว่าจะมาเจอพวกเขาที่นี่


ทั่นฮวาหน้าใหม่โบกมือให้ศิษย์ตัวน้อยอย่างแรง พร้อมตะโกน "อวี้เอ๋อร์ ระวังตกด้วย!"


ริมหน้าต่างไม่มีอะไรป้องกัน เขาเป็นห่วงว่าเด็กสองคนจะมีอันตรายจริงๆ


เด็กชายทั้งสองเห็นอาจารย์คังตอบรับ ก็ยิ่งตื่นเต้น ธงเล็กในมือโบกสะบัดแรงขึ้นราวกับแทบจะเกิดประกายไฟ "ทราบแล้วขอรับ! อาจารย์คัง ท่านเก่งมากเลย! ข้าชอบท่าน ข้าชอบท่าน!"


แม้จะฟังไม่ค่อยเข้าใจว่าเด็กๆตะโกนอะไร แต่คังทั่นฮวาก็รับรู้ได้ว่า เด็กทั้งสองยินดีกับเขามากจริงๆ จึงยิ้มตอบกลับอย่างเอ็นดู


ตอนนั้นเอง เหอจิ่วเหนียงก็เดินมาที่หน้าต่าง สบตากับคังทั่นฮวาพอดี นางจึงแย้มยิ้มยินดีจากใจจริงให้เขา


คังทั่นฮวาเห็นเหอจิ่วเหนียงก็ยิ่งตื่นเต้นดีใจ สัญชาตญาณสั่งให้เขารีบประสานมือคารวะนางทันที ท่าทางจริงจัง


ฝูงชนที่มุงดูอยู่เห็นฉากนี้ เสียงวิพากษ์วิจารณ์รอบข้างก็เปลี่ยนจาก ‘อุ๊ย เด็กสองคนนั้นน่ารักยิ่งนัก จ้ำม่ำน่าฟัดเสียจริง!’ กลายเป็น ‘สวรรค์! นี่เป็นเทพธิดาเดินออกมาจากภาพวาดภาพใดกัน ช่างงดงามยิ่งนัก! เหตุใดไม่เคยเห็นมาก่อน!’


และแล้วหัวข้อสนทนาก็เปลี่ยนทิศทางไปในบัดดล ไม่มีใครสนใจพวกจิ้นซื่อแล้ว ต่างพากันมองไปยังเหอจิ่วเหนียงแล้วเอ่ยปากชมเปาะ


"หญิงงามผู้นี้คือใครกัน? รีบไปสืบมาเร็วเข้า ข้าอยากรู้ข้อมูลทั้งหมดของนางภายในหนึ่งถ้วยชา!"


"โลกนี้มีหญิงงามถึงเพียงนี้ด้วยหรือ จุจุจุ งดงามชนิดที่ว่าไม่เสียชาติเกิดจริงๆ!"


"นางยิ้มแล้ว! เมื่อครู่นางยิ้มให้ข้าด้วย!"


"เหลวไหล! หญิงงามยิ้มให้ข้าต่างหาก!"


โก่วเอ๋อร์ตะโกนอยู่สักพัก เมื่อได้ยินฝูงชนหันไปชื่นชมความงามของมารดา ก็ถามขึ้นอย่างครุ่นคิด "ท่านแม่ขอรับ พวกเขาคือผู้คลั่งไคล้ของท่านหรือ? พวกเขาก็กำลังแสดงความชอบต่อท่านเช่นกันใช่หรือไม่ขอรับ? แต่เหตุใดกันล่ะขอรับ พวกเขาไม่รู้จักท่านนี่นา?"


เหอจิ่วเหนียงก็นึกไม่ถึงว่าตนเองจะเนื้อหอมขนาดนี้ นางรีบหดตัวกลับเข้าไปในห้องทันที นั่งลงหน้าโต๊ะเช่นเดิม ถอนหายใจทางปากเป่าผมที่ปรกลงหน้า พลางบ่นอุบ "ฟู่ว ปวดหัวจริง เสน่ห์เรานี่มันร้อนแรงไม่จางหายเลยแฮะ!"


ทุกคนในห้อง “...”


โก่วเอ๋อร์กุมขมับ


‘ท่านพ่อรู้หรือไม่นะว่าท่านแม่หลงตัวเองขนาดนี้?’


โชคดีที่ยังมีขบวนจิ้นซื่อที่ยังคงเคลื่อนไหวช่วยดึงสติของทุกคน ไม่นานฝูงชนก็หันกลับไปสนใจเหตุการณ์สำคัญของวันนี้ต่อ คังทั่วฮวาได้ยินคนข้างกายกระซิบกระซาบถึงเหอจิ่วเหนียง จึงเอ่ยเตือน "นั่นคือฮูหยินแม่ทัพเจิ้นกั๋ว ไม่ใช่คนที่พวกเราจะวิจารณ์ได้"


"หา? นั่นคือฮูหยินแม่ทัพเจิ้นกั๋วหรือ? ไม่น่าใช่กระมัง!"


"นั่นสิ! ก่อนหน้านี้ได้ยินว่าฮูหยินแม่ทัพไปฝึกทหารแทนแม่ทัพที่ค่ายทหารไม่ใช่หรือ นางน่าจะเป็นผู้หญิงที่วรยุทธ์สูงส่งทีเดียวนะ แต่ผู้หญิงคนนี้ดูอ่อนหวานปานนั้น ไม่…ไม่น่าใช่กระมัง?"


"ต่างจากฮูหยินแม่ทัพในจินตนาการของข้าลิบลับเลย!"


จิ้นซื่อหลายคนไม่อยากจะเชื่อ แต่ก็รู้ว่าทั่นฮวาหลางคงไม่เอาเรื่องนี้มาล้อเล่น จึงเพียงบ่นพึมพำไม่กี่ประโยคแล้วก็เงียบไป


แต่กลับหันมาสนใจเรื่องที่ทั่นฮวาหลางรู้จักกับคนตระกูลลู่แทน


"พี่คัง ฮูหยินแม่ทัพพาลูกชายมาแสดงความยินดีกับท่านด้วยตัวเอง ดูท่าท่านกับจวนแม่ทัพจะสนิทสนมกันไม่น้อยเลยนะ!"


มีคนลองเชิงถาม คังทั่นฮวายิ้มรับ ไม่ได้ตอบตรงๆเพียงเอ่ย "ฮูหยินแม่ทัพมีบุญคุณช่วยชีวิตข้า ข้าไม่มีวันนี้ได้แน่ถ้าไม่มีฮูหยินแม่ทัพ"


นี่ก็ถือเป็นการตอบคำถามของทุกคนกลายๆ และบอกทุกคนด้วยว่าความสัมพันธ์ของเขากับตระกูลลู่คือบุญคุณช่วยชีวิต ไม่ใช่ความสัมพันธ์ที่ไม่เหมาะสมอะไร


"ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ได้ยินว่าฮูหยินแม่ทัพมีความรู้เรื่องวิชาแพทย์ พระวรกายของฮ่องเต้ก็เป็นฮูหยินแม่ทัพที่ช่วยดูแลรักษา ทั้งรู้วิชาแพทย์ วรยุทธ์ก็สูงส่ง แถมยังงดงามหมดจด ช่างเป็นสตรีที่มหัศจรรย์จริงๆ!"


"จริงสิ พี่คัง เหตุใดลูกชายท่านแม่ทัพถึงเรียกท่านว่าอาจารย์ล่ะ?"


คังทั่นฮวาตอบตามตรง "เมื่อก่อนผู้น้อยคังป่วยหนัก ทำได้แค่เปิดสำนักศึกษาเล็กๆในบ้านเกิดเพื่อยังชีพ เคยมีวาสนาได้สอนหนังสือให้คุณชายน้อยลู่ เขาก็เลยเรียกข้าว่าอาจารย์"


เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับอะไร ไม่มีสิ่งใดต้องปิดบัง 


แต่ถึงอย่างนั้น ก็ย่อมมีพวกขี้อิจฉาบางคน พูดจากระแนะกระแหนขึ้นมา "ไอ้หยา ได้เป็นอาจารย์ของคุณชายน้อยจวนแม่ทัพ ดูท่าอนาคตเส้นทางในราชสำนักของพี่คังจะสดใสมากทีเดียว! พี่คัง วันหน้าได้ดิบได้ดีแล้ว อย่าลืมดึงพวกเราไปด้วยล่ะ!"


คนผู้นี้ปกติก็ไม่ชอบหน้าคังทั่นฮวาอยู่แล้ว เพราะเวลาพวกเขานัดกันไปดื่มเหล้าเคล้านารี คังทั่นฮวาก็จะทำตัวสูงส่งไม่ยอมไปด้วย เขาจึงมักจะพูดจาแดกดันคังทั่นฮวา บอกว่าคงไม่มีเงินไปเที่ยวเล่นด้วยกันแน่ๆ


คังทั่นฮวามาเมืองหลวงเพื่อสอบคราวนี้ มีแค่เด็กรับใช้ติดตามมาดูแลความเป็นอยู่แค่คนเดียว สิ่งนี้จึงยิ่งตอกย้ำความคิดของเขาว่าถูกต้อง


ใครจะไปคิดว่าทั่นฮวาหลางจะสนิทสนมกับตระกูลลู่มาตั้งนานแล้ว …แต่การที่ฮูหยินแม่ทัพถึงกับมาแสดงความยินดีกับเขาด้วยตนเอง ทั้งสองคนอาจจะมีอะไรในกอไผ่ก็ได้!


เพราะไหนเลยจะมีฮูหยินตระกูลผู้ลากมากดีที่ไหน ออกมาเดินเพ่นพ่านโจ่งแจ้งเช่นนี้?


ตอนที่ 774: ขอลายเซ็นได้หรือไม่?


ชายผู้นั้นหันกลับไปมองหอน้ำชาที่เหอจิ่วเหนียงอยู่ ในใจลอบคิดชั่วร้าย… หากสองคนนี้ทำเรื่องบัดสีได้ก็คงดี ลู่ไป่ชวนจะได้หย่ากับนางแพศยานั่น แล้วทำลายอนาคตเส้นทางขุนนางของทั่นฮวาหน้าใหม่นี่เสียให้สิ้นซาก!


ลู่ไป่ชวนเจ้าคนบ้านป่าเมืองเถื่อน ช่วงนี้กำลังเป็นที่โปรดปรานขององค์รัชทายาทไม่ใช่หรือ? การจะจัดการทั่นฮวาหน้าใหม่สักคนคงไม่ใช่เรื่องยากสำหรับเขากระมัง?


คังทั่นฮวาเห็นสายตาไม่เป็นมิตรของอีกฝ่าย สีหน้าก็พลันบึ้งตึง จึงคร้านจะใส่ใจ และหันหน้าไปข้างหน้าต่อ


ชายผู้นั้นแค่นหัวเราะหยัน และเอ่ยกับคนข้างๆ "ดูสิ ทั่นฮวาหลางของเราตอนนี้เริ่มดูถูกคนต่ำต้อยอย่างพวกเราแล้ว"


"เจ้าพูดให้น้อยลงหน่อยเถอะ พี่คังไม่ใช่คนเช่นนั้น"


"เจ้าแก้ตัวแทนเขาทำไม? หรือเขาให้ผลประโยชน์ใดแก่เจ้า?"


"เจ้า! พูดจาไร้สาระสิ้นดี!"


คนข้างกายไม่สนใจเขาอีก สะบัดแขนเสื้อเดินหนีทันที คนอื่นๆ เห็นท่าทางที่เขาแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งก็ไม่กล้าเข้าไปยุ่งเกี่ยว กลัวว่าจะพลอยล่วงเกินคังทั่นฮวาไปด้วย


แม้ว่าทุกคนจะไม่พูดออกมาตรงๆ แต่ความสัมพันธ์ระหว่างคังทั่นฮวากับจวนแม่ทัพก็น่าอิจฉาจริงๆ และถึงแม้ลู่ไป่ชวนจะเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ แต่ก็เป็นคนสนิทขององค์รัชทายาท อนาคตยาวไกลแน่นอน


ที่สำคัญที่สุดคือ องค์รัชทายาทกำลังจะขึ้นครองราชย์ จึงต้องการคนเก่งมีความสามารถจำนวนมากมาอยู่ข้างกาย คังทั่นฮวามีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลลู่ ย่อมมีโอกาสได้รับเลือกก่อนใคร


และสิ่งที่พวกเขาคิดก็เป็นความจริงดังนั้น เพราะภายใต้คำชื่นชมของตระกูลลู่ที่มีต่ออาจารย์คังตลอดมา อย่าว่าแต่องค์รัชทายาทเลย แม้แต่ฮ่องเต้ก็ยังจับตามองเขาอยู่ด้วย


พอรู้ว่าอาจารย์คังผู้นี้เก็บตัวเงียบเชียบมาหลายปี แต่กลับสอบได้คะแนนสูงเป็นอันดับสามในการสอบเพียงครั้งเดียว สองโอรสสวรรค์จึงพบว่าเพชรเม็ดงามเช่นนี้หาได้ยากยิ่งนัก เหมือนที่เหอจิ่วเหนียงเคยพูดไว้ แม้หลายปีมานี้อาจารย์คังจะไม่ได้ร่ำเรียนในสำนักศึกษา แต่ก็ไม่เคยละทิ้งตำรา แถมเปิดสำนักศึกษาเล็กๆ สั่งสอนเด็กๆได้ดีขนาดนี้ เป่ยเหยียนตอนนี้กำลังรอการฟื้นฟู ย่อมต้องการคนมีความสามารถเช่นนี้


ไม่ใช่แค่อาจารย์คังเท่านั้น จิ้นซื่อที่สอบผ่านในปีนี้ล้วนจะได้รับความสำคัญจากราชสำนัก แน่นอนว่าพวกเขายังต้องผ่านการสอบหน้าพระที่นั่งและที่สำคัญคือการตรวจสอบประวัติความประพฤติ เพราะคนที่มีปัญหาเรื่องความประพฤติย่อมไม่สามารถเก็บไว้ใช้งานได้


ชายที่มีความคิดสกปรกเมื่อครู่คงนึกไม่ถึงว่า เพียงแค่เขาหันไปจ้องมองหอน้ำชาด้วยสายตาอาฆาตแค้นเพียงครั้งเดียว ก็อาจทำลายชีวิตของตนเองไปทั้งชีวิต


เพราะในขณะเดียวกันนั้น จิ่นรุ่ยซื่อจื่อก็ยังคงดูความคึกคักอยู่ริมหน้าต่าง สายตาของเขามองตามหลังอาจารย์คังไปตลอด จึงทำให้เขาเห็นคนผู้นั้นจ้องมองมาที่ตนพอดี


เด็กชายหันกลับไปตะโกนบอกเหอจิ่วเหนียง "ท่านอาจิ่วเหนียง คนผู้นั้นจ้องข้าน่ากลัวมากขอรับ!"


เหอจิ่วเหนียงเดินมาดู "ได้ อาจำไว้แล้ว มา อาจะสอนอะไรบางอย่างให้เจ้า"


พูดจบ นางก็กระซิบบางอย่างข้างหูจิ่นรุ่ยซื่อจื่อ คนฟังพยักหน้าอย่างหนักแน่น บ่งบอกว่าเข้าใจแล้ว


ก่อนจะลงมือ เหอจิ่วเหนียงไม่อยากใส่ร้ายใครส่งเดช จึงจดจำหน้าตาของคนผู้นั้นไว้ เมื่อกลับถึงจวนก็สั่งให้คนไปสืบทันที ข้อมูลที่ได้พบว่าเขาไม่ใช่คนดีจริงๆ แม้จะมีความสามารถด้านการเรียนพอตัว แต่นิสัยไม่น่าคบหา ล่วงเกินคนไปไม่น้อย และยังชอบอวดฐานะ


คนผู้นั้นชื่อจู้เหลียน เป็นคนเมืองอันโจว ที่บ้านพอมีฐานะ อ่านเขียนเรียนตำรามาหลายปีโดยไม่มีความกดดันอะไร แต่สอบไม่ผ่านในครั้งเดียว เขาสอบมาแล้วสามครั้ง แต่อายุก็ยังไม่ถือว่ามากที่สุดในกลุ่ม กลับทำตัวกร่างวางอำนาจข่มเหงรังแกผู้อื่น


ว่ากันตามตรง ในเมืองหลวงสถานที่ซึ่งที่ดินมีค่าดั่งทองคำ เดินไปตามถนนก็เจอแต่คนมั่งคั่ง เงินของเขาไม่นับเป็นอะไรได้เลย เพียงแต่บัณฑิตที่มาสอบมีฐานะแตกต่างกันไป คนที่รวยกว่า เขาก็ไม่กล้าแตะต้อง เลือกแต่จะรังแกคนที่ด้อยกว่า


คังทั่นฮวา—บัณฑิตยากจนที่มาแต่ตัว จึงเป็นหนึ่งในคนที่จู้เหลียนมักจะหาเรื่องบ่อยครั้ง


เหอจิ่วเหนียงเดาะลิ้น คนเช่นนี้ จะปล่อยให้ไปสร้างความเดือดร้อนให้ชาวบ้านได้อย่างไร?


ดังนั้น สตรีผู้ผดุงความยุติธรรม จึงเรียกแผนการเล่นงานจู้เหลียนของตนเองว่า …การกำจัดภัยให้ปวงประชา


การสอบหน้าพระที่นั่งจะมีขึ้นในอีกสามวัน ฮ่องเต้และองค์รัชทายาทจะมาคุมสอบด้วยพระองค์เอง จะมีการตั้งคำถาม ให้แสดงความคิดเห็น แล้วคัดเลือกคนที่หน้าตาดี


ถูกต้อง เป็นขุนนางก็ต้องหน้าตาดี หากหน้าตาไม่เข้าที ส่วนใหญ่จะไม่ได้อยู่ในเมืองหลวง มักจะถูกส่งไปเป็นขุนนางเล็กๆในต่างเมือง ถ้าไม่มีคำสั่งเรียกตัวก็กลับเข้าเมืองหลวงไม่ได้

…….

ยามเที่ยงของวันที่สองหลังประกาศผลสอบ คังทั่นฮวามาเยี่ยมเยียนที่จวนแม่ทัพ เขาได้ส่งเทียบแจ้งมาก่อนแล้วเมื่อคืน เพื่อความเหมาะสมของการอยู่ร่วมกันในที่รโหฐานระหว่างเพศ เหอจิ่วเหนียงจึงให้ลู่ไป่ชวนกลับมาที่จวนด้วย


ครั้งนี้คังทั่นฮวานำของฝากมามากมาย มีทั้งตำรากระบี่ล้ำค่า ตัวต่อไม้ปริศนาที่เป็นที่นิยมของเด็กๆ และชาที่เขาบังเอิญได้พบตอนมาอยู่ที่เมืองหลวง แม้จะไม่แพงมาก แต่เขาชอบเป็นการส่วนตัว จึงนำมาให้สองสามีภรรยาลองชิม


"อาจารย์คัง ท่านแม่บอกว่าการสอบเคอจวี่ยากมาก ท่านสอบได้คะแนนดีขนาดนี้ เก่งมากเลยขอรับ! ข้าต้องเรียนรู้จากอาจารย์ให้เยอะๆ อนาคตข้าก็ต้องสอบให้ได้ในครั้งเดียวเหมือนกัน!"


โก่วเอ๋อร์กอดขาคังทั่นฮวาไม่ยอมปล่อย เอาหน้าถูไถอย่างแรง ไม่เจออาจารย์คังตั้งนาน เขาคิดถึงมาก


"ฮ่าๆ อวี้เอ๋อร์ อนาคตเจ้าอยากเป็นขุนนางบุ๋นหรือ? ก่อนหน้านี้เห็นบอกว่าจะไปเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่เหมือนท่านพ่อไม่ใช่หรือ?"


โก่วเอ๋อร์ไม่เข้าใจและสับสนเล็กน้อย "การเป็นขุนนางบุ๋นจะขัดขวางการเป็นวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ของข้าอย่างนั้นหรือขอรับ?"


คังทั่นฮวาชะงักไปครู่หนึ่ง รู้ตัวว่าพูดผิด จึงตอบแก้ "ย่อมไม่ขัดขวาง เป็นขุนนางบุ๋นก็เป็นวีรบุรุษได้!"


โก่วเอ๋อร์หัวเราะคิกคัก เขาจะเป็นวีรบุรุษที่มีความสามารถทั้งบู๊และบุ๋น!


บุ๋นก็สามารถโต้เถียงในราชสำนักได้ บู๊ก็สามารถถือดาบออกรบสังหารศัตรูได้ เช่นนั้นไม่ว่าคนเลวจะเป็นขุนนางบุ๋นหรือขุนนางบู๊ เขาก็สามารถรับมือได้!


หลังจากนั้นโก่วเอ๋อร์ก็แนะนำจิ่นรุ่ยซื่อจื่อให้คังทั่นฮวารู้จัก "ท่านอาจารย์ขอรับ นี่ท่านพี่ซื่อจื่อขอรับ ท่านพี่ซื่อจื่อก็ชอบท่านมาก หากเป็นไปได้ ท่านช่วยเซ็นชื่อให้เขาหน่อยได้หรือไม่ขอรับ?"


คังทั่นฮวา “???”


จิ่นรุ่ยซื่อจื่อ “???”


ลู่ไป่ชวน เหอจิ่วเหนียง “...”


ตอนที่ 775: ตั๊กแตนจับจักจั่น


เรื่อง ‘การขอลายเซ็นไอดอล’ นั้น มีเพียงสามพ่อแม่ลูกครอบครัวลู่เท่านั้นที่เข้าใจ ก่อนหน้านี้โก่วเอ๋อร์ก็ไม่เคยบอกจิ่นรุ่ยซื่อจื่อ บัดนี้จู่ๆก็ลากคังทั่นฮวามา ‘ขอลายเซ็น’ ให้จิ่นรุ่ยซื่อจื่อ ทำเอาคนทั้งสองที่ถูกกล่าวถึงสับสนงุนงง


เมื่อเห็นอาจารย์คังกับพี่ซื่อจื่อทำหน้าไม่เข้าใจ โก่วเอ๋อร์ก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้อธิบายให้พวกเขาฟัง จึงเอ่ยขึ้นทันที "คืออย่างนี้ขอรับ ท่านแม่บอกว่า เราสามารถขอ ‘ลายเซ็น’ คนที่เราชื่นชมมากๆได้ มันมีความหมายทางจิตใจมากน่ะขอรับ!"


จิ่นรุ่ยซื่อจื่อได้ยินว่ามีความหมาย ก็บังเกิดความอยากได้ขึ้นมาทันที แม้จะไม่รู้ว่ามีความหมายอะไร แต่ช่างเถอะ ท่านอาจิ่วเหนียงพูดอะไรก็ถูกหมด!


"อาจารย์คัง ท่านเซ็นชื่อให้ข้าเถอะนะ!"


จิ่นรุ่ยซื่อจื่อโผเข้าไปกอดขาคังทั่นฮวาบ้าง อ้อนวอนด้วยสีหน้าจริงจัง


"ไม่ได้เด็ดขาด ท่านซื่อจื่อ... ข้าน้อย..."


คังทั่นฮวาลำบากใจยิ่งนัก อันที่จริงแค่เขียนชื่อตนเองให้ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แต่ฝ่ายตรงข้ามคือทายาทขององค์รัชทายาท ฐานะตำแหน่งแตกต่างกันลิบลับ และเขาก็เป็นแค่ทั่นฮวาหลางป้ายแดง ยังไม่ได้รับตำแหน่งขุนนาง หรือต่อให้มีตำแหน่งขุนนาง ก็ยังมีสถานะเป็นบ่าวกับเจ้านาย จะให้ซื่อจื่อมายกย่องเขาง่ายๆเช่นนี้ได้อย่างไร


ตั้งแต่โบราณมา เคยได้ยินแต่สะสมภาพเขียนอักษรลายมือของนักปราชญ์ที่มีความหมายและทรงคุณค่า จะมาขอลายมือคนไร้ชื่อซี้ซั้วเช่นนี้มันไม่ค่อยเหมาะกระมัง?


หากเรื่องนี้ล่วงรู้ไปถึงหูผู้ไม่ประสงค์ดี อาจเกิดเรื่องยุ่งยากขึ้นได้


ถึงตอนนั้นไม่เพียงจะเดือดร้อนแค่ตัวเอง แต่ยังจะพลอยทำจวนแม่ทัพเดือดร้อนไปด้วย โทษของเขาคงหนักหนาเกินจะรับไหว


ไม่ได้ ไม่ได้เด็ดขาด!


ทั่นฮวาหลางหน้าใหม่มองไปยังเหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวนด้วยสายตาขอความช่วยเหลือ หวังว่าพวกเขาจะช่วยคลี่คลายสถานการณ์


สองสามีภรรยาลู่ก็คาดไม่ถึงว่าโก่วเอ๋อร์จะแสดงออกเช่นนี้ สำหรับลู่ไป่ชวน การตามกรี๊ดดาราอะไรนั่นที่ภรรยาเคยอธิบาย เขาเข้าใจดีแล้ว


ถ้าเกิดขึ้นกับฮ่องเต้หรือองค์รัชทายาท ก็ยังพอแก้ต่างได้ ทั้งยังอาจจะกลายเป็นสถานการณ์ที่ดีและสร้างความพึงพอใจให้อีกฝ่ายด้วย แต่ตอนนี้ฝ่ายตรงข้ามเป็นทั่นฮวาหลางหน้าใหม่ เรื่องนี้มองอย่างไรก็ไม่เหมาะสมและไม่ควรนำมาเล่น


"โก่วเอ๋อร์ จิ่นรุ่ยซื่อจื่อ อย่าทำให้อาจารย์คังลำบากใจเลย จะทำให้อาจารย์คังเดือดร้อนนะ"


ลู่ไป่ชวนเอ่ยขึ้น โก่วเอ๋อร์ไม่เข้าใจ จึงหันไปมองเหอจิ่วเหนียง "แต่ท่านแม่บอกว่า..."


เด็กน้อยย่อมไม่ได้มีความคิดร้ายกาจอะไร พวกเขาแค่อยากแสดงความชื่นชมที่มีต่ออาจารย์คังด้วยวิธีนี้เท่านั้น


แต่โลกของผู้ใหญ่ไม่ได้เรียบง่ายเช่นนั้น พลาดนิดเดียวอาจนำมาซึ่งหายนะใหญ่หลวง


เหอจิ่วเหนียงใคร่ครวญหาคำตอบ ก่อนจะอธิบาย "วิธีนี้โดยปกติแล้วไม่มีปัญหา แต่ตอนนี้สถานการณ์ของเราไม่ปกติ มีคนกำลังจับตาดูเราอยู่ พวกเขาอาจมองว่าวิธีนี้ไม่ถูกต้อง และอาจจะเอาเรื่องนี้ใส่ร้ายอาจารย์คังได้ ลูกอยากเห็นอาจารย์คังถูกรังแกหรือ?"


เด็กทั้งสองส่ายหน้าทันที แน่นอนว่าไม่อยาก


เหอจิ่วเหนียงกล่าวต่อ "เช่นนั้นแค่นี้ก็พอแล้ว อาจารย์คังรู้แล้วว่าพวกเจ้าชอบเขา ต่อไปพวกเจ้าย่อมไปหาอาจารย์คังได้บ่อยๆ แต่เรื่องลายเซ็นนี่อย่าคะยั้นคะยอกับอาจารย์อีกเลยนะ


อาๆๆ ช่วยไม่ได้น่ะนะ เอาเช่นนี้ ถ้าอยากได้จริงๆ ข้าจะเซ็นให้พวกเจ้าคนละอันก็แล้วกัน" นางพูดพลางทำหน้าลำบากใจ


เด็กทั้งสองหัวเราะร่า รับลายเซ็นเหอจิ่วเหนียงไปอย่างว่าง่าย เตรียมจะนำไปใส่กรอบแขวนไว้ในห้อง


คังทั่นฮวามองเด็กทั้งสองวิ่งหัวเราะออกไป ก่อนหันมาประสานมือคารวะลู่ไป่ชวนสองสามีภรรยาพร้อมรอยยิ้ม "ขอบคุณทั้งสองท่านที่ช่วยแก้สถานการณ์ขอรับ"


"คนกันเองทั้งนั้น อาจารย์คังอย่าพูดจาเกรงใจเลยเจ้าค่ะ"


เหอจิ่วเหนียงยิ้มรับ เชิญคังทั่นฮวานั่งลงสนทนา เด็กๆไปแล้ว ก็คุยเรื่องของพวกเขาได้เสียที


คังทั่นฮวาได้ยินเหอจิ่วเหนียงบอกว่าเป็นคนกันเอง มือที่วางบนหน้าตักก็เผลอกำแน่น ในใจยังคงรู้สึกไม่อยากเชื่อ ตรึกตรองดูก็พบว่าพวกเขาก็รู้จักกันมาแล้วหลายปี ไม่น่าเชื่อว่าเวลาจะผ่านไปรวดเร็วเช่นนี้


อีกอย่าง สำหรับคังทั่นฮวา การได้เป็น ‘คนกันเอง’ ของครอบครัวลู่ นับเป็นเกียรติอย่างยิ่ง


อีกสองวันจะต้องสอบหน้าพระที่นั่ง ลู่ไป่ชวนจึงถือโอกาสเล่าสถานการณ์ในราชสำนักให้คังทั่นฮวาฟัง ให้เขาได้เข้าใจและเตรียมตัว กลับไปจะได้ทบทวน ถึงเวลาจะได้ตอบข้อซักถามได้คล่องแคล่ว


คังทั่นฮวาตั้งใจฟังอย่างยิ่งยวด ถึงแม้ลู่ไป่ชวนจะเป็นขุนนางบู๊ แต่เรื่องบุ๋นก็ไม่ได้ด้อยกว่าผู้ใด สามปีที่อยู่ต่างแดน เขาไม่ได้อยู่เฉยๆสักวัน


แต่ลู่ไป่ชวนเพียงเล่าคร่าวๆไม่ได้ลงลึก และไม่ได้มีเจตนาจะชี้แนะคังทั่นฮวาว่าควรตอบคำถามอย่างไร คังทั่นฮวาเข้าใจความหวังดีของเขา จึงยิ้มกล่าว "ข้าน้อยนึกว่า นายท่านสามจะถ่ายทอดวาทศิลป์ให้ข้าน้อยเสียอีก"


"ฮ่าๆ อาจารย์คังเป็นถึงทั่นฮวาหลาง ความสามารถเหนือกว่าข้ามากนัก ควรทำอย่างไรท่านย่อมรู้ดีที่สุด อีกอย่าง ไม่ว่าข้าหรือองค์รัชทายาท ก็ไม่ได้จำกัดความคิดอ่านของพวกท่าน พูดในสิ่งที่อยากพูด แสดงอารมณ์ที่อยากแสดง นั่นคือเสาหลักที่บ้านเมืองต้องการอย่างแท้จริง"


ได้ยินคำนี้ รอยยิ้มบนหน้าคังทั่นฮวาก็ยิ่งจริงใจขึ้น เขาเคยคิดเล็กคิดน้อยไปเอง แต่แท้จริงแล้วแม่ทัพลู่มีความเที่ยงธรรมกว่าที่เขาคิดไว้มาก


ก่อนหน้านี้ครั้นที่จะออกเดินทางมาเมืองหลวงเพื่อเตรียมสอบ ลู่ไป่ชวนได้มอบเงินจำนวนหนึ่งให้เขา และบอกชัดเจนว่าต้องการดึงตัวเขาไปร่วมงาน ดังนั้นเมื่อครู่เขาจึงคิดว่า ลู่ไป่ชวนน่าจะให้คำใบ้ ให้เขาทำตามคำใบ้นั้น แต่เปล่าเลย ลู่ไป่ชวนปฏิเสธที่จะเปิดประตูให้เขา แต่กลับชี้ทางสว่างให้เขาเดินแทน


"ข้าน้อยคังขอบคุณนายท่านสามลู่ขอรับ ต่อไปจักขอถวายชีวิตเพื่อองค์รัชทายาท เพื่อเป่ยเหยียน!"


เขาบอกว่า ‘เพื่อองค์รัชทายาท’ ไม่ใช่เพื่อลู่ไป่ชวน นี่ก็เป็นเจตนาของลู่ไป่ชวนเช่นกัน


คังทั่นฮวาไม่ใช่คนของเขา และพวกเขาต่างก็ฟังคำสั่งองค์รัชทายาทแต่เพียงผู้เดียว


ส่วนระหว่างพวกเขาทั้งสอง ก็เป็นสหายที่มีมิตรภาพที่ดีต่อกัน และเป็นสหายร่วมงานที่จะทำงานเพื่อแผ่นดินในอนาคต


สุดท้าย คังซิ่วไฉเชิญพวกเขาไปร่วมงานเลี้ยงเล็กๆในวันพรุ่งนี้ ซึ่งงานนี้เขาเชิญแค่สหายร่วมรุ่นบางคน และครอบครัวลู่เท่านั้น


ลู่ไป่ชวนกล่าว "พรุ่งนี้เย็นข้ามีธุระ ให้ฮูหยินพาเด็กๆไปร่วมสนุกเถิด"


ลู่ไป่ชวนดีตรงนี้ เขาไม่ไป แต่ก็ไม่ห้ามภรรยาไป ภรรยาเขาเก่งกาจไม่แพ้บุรุษคนใด


คังซิ่วไฉกล่าว "ข้าน้อยจะจัดเตรียมโต๊ะแยกไว้ให้ท่านหมอเหอขอรับ"


เหอจิ่วเหนียงไม่อยากไปเท่าไร แต่คิดว่าเด็กสองคนคงอยากไปสนุกสนาน ช่วงนี้เรื่องคนตงถิงยังไม่น่าไว้ใจ หากตนไม่ไปด้วยก็ไม่วางใจเช่นกัน ดังนั้นจึงรับปากแต่โดยดี


เมื่อออกมาจากจวนแม่ทัพ คังทั่นฮวาก็อารมณ์ดีอย่างยิ่ง พากเพียรเขียนอ่านตำรามาหลายปี ในที่สุดก็มีวันนี้—-อนาคตในราชสำนัก


เขาจะใช้ความรู้ทั้งหมดที่มี ทำคุณประโยชน์เพื่อแผ่นดินให้ได้มากที่สุด


คังทั่นฮวามาเยี่ยมเยียนจวนตระกูลลู่เพียงลำพัง ตอนนี้ยังเป็นยามเช้า จึงคิดว่าจะไปเดินเล่นในเมืองสักหน่อย ชมความเจริญรุ่งเรืองของเมืองหลวงให้เต็มตา หลังจากหมกตัวอยู่กับตำรามาเนิ่นนาน


แต่พอกำลังจะเลี้ยวเข้าตรอกเล็กๆ


ก็ถูกใครบางคนดักตีหัวจนสลบแล้วลากตัวไป!


คนผู้นั้นแค่นเสียงเย้ยหยัน "เพิ่งสอบได้ก็รีบไปเกาะกิ่งไม้สูงแล้ว ข้าไม่เชื่อหรอกว่าเจ้าจะราบรื่นไปได้ตลอด!"


ไม่พูดเปล่า เขายังเตะคังทั่นฮวาด้วยอีกสองสามที แล้วลากร่างสลบไสลไปตามพื้นประหนึ่งลากสุนัขตาย


แต่ทันใดนั้น ก็มีชายชุดดำสองคนปรากฏตัวขวางทางไว้


"พวกเจ้าเป็นใคร..."


วาจายังไม่ทันจบ คนผู้นั้นก็ล้มลงไปนอนกับพื้น ร่างกระตุกสองสามครั้งก่อนแน่นิ่งไป เลือดทะลักออกมาจากลำคอไม่หยุด 


…เขาตายแล้ว ทั้งยังตายตาไม่หลับ


ชายชุดดำสองคนสบตากัน คนหนึ่งเอ่ยขึ้น "พาตัวไป"


ตอนที่ 776: ถ้าไม่รบข้าจะเก็บของกลับไปอยู่บ้านนอกแล้วนะ!


เช้าวันรุ่งขึ้น 


ลู่ไป่ชวนออกจากจวนไปตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง ส่วนเหอจิ่วเหนียงถูกสาวใช้ปลุกด้วยความร้อนรน


"ฮูหยิน เกิดคดีฆาตกรรมในเมืองเจ้าค่ะ!"


เหอจิ่วเหนียงพลิกตัวนอนต่อ คดีฆาตกรรมในเมืองหลวงมีให้เห็นแทบทุกวัน นางไม่ใช่แม่พระ จะให้ไปช่วยสะสางคดีหรืออย่างไร เช่นนั้นจะมีศาลต้าหลี่ไว้ทำไม?


สาวใช้เห็นเจ้านายยังคงไม่ไหวติงก็ถึงกับต้องเขย่าตัวนาง ฉุดกระชากคนบนเตียงให้ตื่นขึ้นอย่างสุดกำลัง พร้อมกับพูดต่อ "คนที่ถูกฆ่าคือจิ้นซื่อที่เดินขบวนเมื่อวานเจ้าค่ะ คนที่ฮูหยินให้บ่าวไปสืบ...จู้เหลียนเจ้าค่ะ"


เหอจิ่วเหนียงบ่นพึมพำ "คนเลวเช่นนั้น ตายไปก็สมควรแล้ว"


"แต่ปัญหาคือ ทั่นฮวาหลางหายตัวไปเจ้าค่ะ!"


สาวใช้พูดเข้าประเด็นเสียที เหอจิ่วเหนียงตาสว่างในบัดดล "เหตุใดเจ้าไม่รีบบอกตั้งแต่แรก!"


"ฮูหยินยังนอนอยู่ บ่าวกลัวพูดเร็วไปฮูหยินจะตั้งตัวไม่ทันเจ้าค่ะ"


‘จริงๆนะ นางกลัวเจ้านายจะตั้งตัวไม่ทัน เลยค่อยๆเข้าเรื่อง’


เหอจิ่วเหนียง “...” 


‘อืม ขอบใจมาก’


คราวนี้ เหอจิ่วเหนียงไม่ต้องให้ช่วยก็ผุดลุกขึ้นเองได้อย่างรวดเร็ว เปลี่ยนเสื้อผ้าพลางถามสถานการณ์จากสาวใช้ "เรื่องเป็นอย่างไร รีบพูดมาให้ชัดเจนเร็วเข้า"


สาวใช้เล่าเรื่องราวอย่างรวดเร็ว "มีขอทานพบศพในตรอกไม่ไกลจากจวนเราเจ้าค่ะ ในที่เกิดเหตุพบพัดกระดาษและไม้หนึ่งท่อน พัดกระดาษยืนยันว่าเป็นของทั่นฮวาหลาง แต่ทั่นฮวาหลางพอออกจากจวนเราเมื่อวานแล้วก็ไม่ได้กลับที่พักเจ้าค่ะ บ่าวรับใช้ของเขาร้อนใจมาก"


เหอจิ่วเหนียงฟังแล้ววิเคราะห์ "หมายความว่า ตอนนี้คนพวกนั้นคิดว่าอาจารย์คังฆ่าจู้เหลียนแล้วหนีไปอย่างนั้นหรือ? ช่างโง่เง่าสิ้นดี!"


แม้ว่าจะไม่อยากยอมรับ แต่สาวใช้ก็จำต้องพยักหน้า "ตอนนี้ข้างนอกลือกันเช่นนั้นเจ้าค่ะ บอกว่าเมื่อวานตอนเดินขบวน ทั่นฮวาหลางมีปากเสียงกับจิ้นซื่อจู้เหลียน"


"แล้วอย่างไร? มีปากเสียงกันแปลว่าต้องฆ่ากันด้วยหรือ? เช่นนั้นวันหนึ่งต้องมีคนตายกี่คน?"


เหอจิ่วเหนียงโมโหมาก นางเชื่อมั่นเต็มสิบส่วนชนิดที่เอาหัวเป็นประกันได้ว่าคังทั่นฮวาไม่ฆ่าคนแน่นอน แต่ประเด็นตอนนี้คือ คังทั่นฮวาหายตัวไป


นางสันนิษฐานว่า…เขาอาจจะถูกลักพาตัว


อีกไม่นานองค์รัชทายาทจะขึ้นครองราชย์ แคว้นต่างๆต้องส่งตัวแทนมาร่วมแสดงความยินดี ถ้าตอนนั้น ตงถิงยังไม่ยอมเจรจาสงบศึกกับเป่ยเหยียน ตงถิงก็จะกลายเป็นที่ครหาของอีกสองแคว้น ภาพลักษณ์ก็จะย่ำแย่ในสายตาของเพื่อนบ้าน


ตงถิงจึงพยายามหาโอกาสจับตัวโก่วเอ๋อร์หรือจิ่นรุ่ยซื่อจื่อมาตลอดเพื่อใช้ต่อรอง แต่ก็ไม่มีโอกาส จึงได้เปลี่ยนเป้าหมายไปที่คังทั่นฮวาที่มีความสัมพันธ์อันดีกับตระกูลลู่


"ตอนนี้สถานการณ์เป็นอย่างไรบ้าง?" เหอจิ่วเหนียงถามต่อ


"บ่าวรับใช้ของจิ้นซื่อจู้เหลียนส่งข่าวกลับบ้านเกิดแล้วเจ้าค่ะ เขาอาละวาดหนักมาก แถมยัง...แถมยังพาลหาเรื่องมาถึงจวนเราด้วยเจ้าค่ะ บอกว่าทั่นฮวาหลางกล้าทำเช่นนี้เพราะมีจวนแม่ทัพหนุนหลัง ยิ่งไปกว่านั้น เพราะตรอกนั้นอยู่ไม่ไกลจากจวนเรา จึงกล่าวโทษว่าเป็นแผนการของจวนแม่ทัพ และจวนแม่ทัพก็ซ่อนตัวทั่นฮวาหลางไว้เจ้าค่ะ"


สาวใช้เน้นเสียงหนัก เห็นได้ชัดว่าไม่พอใจกับการที่เจ้านายถูกใส่ร้ายมาก


เหอจิ่วเหนียงกลับยังคงสงบนิ่ง "ช่างหัวเรื่องไร้สาระพวกนั้นก่อน ตอนนี้ภารกิจสำคัญคือตามหาตัวอาจารย์คังให้เจอ …อ้อ นายท่านสามรู้เรื่องหรือยัง?"


"ส่งคนไปแจ้งที่ค่ายทหารแล้วเจ้าค่ะ ป่านนี้น่าจะทราบแล้ว"


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า เตรียมจะออกไปดูสถานการณ์


แต่แล้วขณะเดียวกันนั้นเอง ด้านนอกห้องก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังใกล้เข้ามา ทว่ากลับหยุดอยู่เพียงที่หน้าประตู และรายงานมาจากด้านนอก "ฮูหยินขอรับ จู่ๆก็มีนิ้วคนขาดมาวางไว้ที่หน้าประตูจวน พร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งขอรับ!"


ผู้รายงานคือพ่อบ้านหวง ในมือถือผ้าห่อนิ้วมือมนุษย์นิ้วหนึ่งอยู่ ความร้อนรนฉายชัดบนใบหน้า


เหอจิ่วเหนียงพุ่งตัวออกมา ไม่ต้องถามก็รู้ว่านิ้วที่ขาดน่าจะเป็นของคังทั่นฮวา


นางรับกระดาษมาดู ภายในมีข้อความสั้นๆว่า ‘ของขวัญเล็กน้อย ไม่ต้องเกรงใจ’


จากนั้น นางมองไปที่นิ้วมือมนุษย์ที่โชกเลือด พลันนั้นแววตาก็เปลี่ยนเป็นทอประกาย


สียังแดงสด สดใหม่มาก!


ยังมีทางช่วย!


นางรับนิ้วมือที่ขาดใส่ไว้ในอกเสื้อ แน่นอนว่าแท้จริงแล้วนางเก็บเข้าไปไว้ในห้วงมิติ ห้วงมิติสามารถรักษาความสดได้ดีเยี่ยม ใส่สิ่งใดเข้าไปอย่างไร ออกมาก็ยังคงเป็นอย่างนั้น


พ่อบ้านหวงผงะ ‘นิ้วขาดเลือดโชกขนาดนั้น ฮูหยินเก็บไว้ในอกทำไม?’


แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาใส่ใจเรื่องนี้ เขาถามขึ้นอย่างร้อนใจ "ฮูหยิน ตอนนี้จะทำอย่างไรดีขอรับ?"


"ส่งคนคุ้มกันคุณชายกับซื่อจื่อไปหาฮูหยินหมิง นอกจากนี้ ให้คนออกไปป่าวประกาศให้ทั่วว่า คนตงถิงป่าเถื่อนไร้ยางอาย ปฏิเสธการเจรจาสงบศึกแล้วยังลักพาตัวทั่นฮวาหลางใหม่ของราชสำนักเรา ถ้าพวกเขาทำร้ายอาจารย์คังแม้แต่นิดเดียว เราจะเอาคืนเป็นเท่าตัว! และตอนนี้ เราจะตัดนิ้วก้อยขององค์ชายสามแห่งตงถิงมาโยนให้สุนัขข้างถนนกิน!"


เหอจิ่วเหนียงประกาศกร้าว นางไม่เคยยอมรับคำขู่ ยิ่งเปรียบเทียบกันแล้ว องค์ชายสามแห่งตงถิงย่อมมีค่ามากกว่าแน่นอน


พ่อบ้านหวงรีบห้าม "ฮูหยินโปรดอย่าใจร้อนขอรับ! องค์ชายสามแห่งตงถิงเกี่ยวข้องกับสันติภาพระหว่างเป่ยเหยียนและตงถิง ถ้าเกิดเรื่องขึ้นมา ท่านจะรับโทษหนักนะขอรับ!"


พ่อบ้านหวงไม่สนอยู่แล้วว่าทั้งสองแคว้นจะสงบศึกหรือไม่ สิ่งที่เขาห่วงคือ เขาไม่อยากให้ฮูหยินของตนต้องรับโทษ


เหอจิ่วเหนียงแค่นหัวเราะ "สันติภาพบ้าบออะไร คนตงถิงมาวางอำนาจบาตรใหญ่ในเป่ยเหยียนตั้งนานแล้ว ถ้าเป่ยเหยียนยังไม่ตอบโต้ ก็ขี้ขลาดตาขาวสุดๆแล้วจริงๆ! ตอนนี้พวกมันจับตัวอาจารย์คังไป นี่จงใจผลักจวนแม่ทัพเราไปยืนบนปากเหว ให้เรารับประชาทัณฑ์ชัดๆ แต่ข้าก็ไม่ใช่คนที่จะยอมให้ใครมารังแกง่ายๆหรอกนะ!"


เหอจิ่วเหนียงพูดพลางจ้ำเท้าเดินออกไปด้วยความคล่องแคล่วฉับไว พ่อบ้านหวงมองด้วยสายตาชื่นชม สตรีผู้นี้ช่างองอาจห้าวหาญยิ่งนัก!


พอออกจากประตูจวน ก็พบกับลู่ไป่ชวนที่รีบกลับมาพอดี เหอจิ่วเหนียงไม่พร่ำเสวนาให้เสียเวลา บอกให้เขาไปจัดการเรื่องหนึ่งทันที "ท่านไปตัดนิ้วองค์ชายสามโยนให้สุนัขข้างถนนกินที ข้าจะเข้าวังไปถามฮ่องเต้ว่าตกลงจะรบได้หรือยัง ถ้าไม่รบข้าจะเก็บของกลับไปอยู่บ้านนอกแล้ว!"


วันๆมีแต่เรื่อง กำลังทหารก็อ่อนแอ แม่ทัพที่ใช้งานได้ก็มีไม่กี่คน นางอุตส่าห์ไปฝึกทหารด้วยตนเอง สองพ่อลูกมังกรกลับยังไม่กล้าตัดสินใจทำอะไรสักอย่างอีก ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไป อยู่รับใช้ราชสำนักจะมีประโยชน์อะไร? สู้กลับไปทำนาดีกว่า!


ลู่ไป่ชวนก็คิดไว้เช่นเดียวกันกับภรรยา ที่รีบกลับมาก็เพื่อจะไปถามความเห็นขององค์รัชทายาท เรื่องนี้รอไม่ได้แล้ว ไม่เช่นนั้นจะวุ่นวายใหญ่โตจนเกินจะแก้ได้


"เรื่องตัดนิ้วให้หม่าเชียนจัดการแล้วกัน ข้าจะเข้าวังกับเจ้า"


ด้านหลังลู่ไป่ชวนมีคนสนิทติดตามมาด้วย หม่าเชียนก็เป็นหนึ่งในนั้น เมื่อได้ยินคำสั่งของผู้เป็นนายเขาก็ไม่ลังเล รับคำแล้วควบม้ามุ่งหน้าไปทางคุกหลวงทันที


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าแล้วขึ้นม้า จังหวะนั้นมีคนรับใช้พาโก่วเอ๋อร์ออกมาพอดี นางจึงฝากฝังกับเขา "เด็กดี พ่อกับแม่มีธุระ ไปเล่นที่บ้านท่านย่าเจียงสักสองสามวันนะ"


โก่วเอ๋อร์พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง พร้อมกับโบกมือให้บิดามารดา "ท่านพ่อท่านแม่ต้องระวังตัวด้วยนะขอรับ!"


"ได้เลย"


ลู่ไป่ชวนยังไม่วางใจ จึงจัดคนของตนที่พามาด้วยทั้งหมดให้ตามไปคุ้มกันเด็กทั้งสองด้วย เพื่อความปลอดภัย


จากนั้น สองสามีภรรยาบุกเข้าวังกันเพียงลำพัง

…….

ชาวบ้านเพิ่งจะถูกชักจูงความคิด เดิมทีคิดว่าคังทั่นฮวาฆ่าจู้เหลียนเพราะมีปากเสียงกัน แต่จู่ๆก็ได้ยินว่าเป็นฝีมือคนตงถิงที่สร้างสถานการณ์ คังทั่นฮวาก็เป็นเหยื่อเช่นกัน ทันใดนั้นทุกคนก็ตื่นตระหนก ท้องถนนเต็มไปด้วยความโกลาหล


ในวังก็ได้รับข่าวจู้เหลียนถูกฆ่า คังทั่นฮวาถูกลักพาตัวแล้วเช่นกัน องค์รัชทายาทโกรธจนหายใจแทบไม่ทัน เขาผิดไปแล้ว ผิดมหันต์ ความลังเลชั่ววูบนำมาซึ่งหายนะใหญ่หลวงโดยแท้จริง


ตอนที่ 777: ยอมสยบ หรือไม่ก็ตาย


หวนนึกถึงช่วงเวลาตลอดหลายปีครั้นที่เขาดำรงตำแหน่งเฉินอ๋อง นิสัยของเขาไม่ได้เป็นเช่นนี้เลย ไม่ว่าจะสำเร็จหรือไม่ ขอเพียงเป็นเรื่องดีต่อราษฎร เขาก็จะมุ่งมั่นทำมันให้ถึงที่สุด


แต่หลังจากที่เขาขึ้นเป็นองค์รัชทายาท จิตใจของเขาก็เปลี่ยนไปมาก


เขาเริ่มให้ความสำคัญกับชื่อเสียง และมีสิ่งที่ต้องคำนึงถึงมากขึ้น แม้ว่าเนื้อแท้แล้วยังคงต้องการทำเพื่อราษฎร แต่ก็ติดขัดทำอะไรไม่สะดวกอยู่บ้าง ไม่มีความมุทะลุเฉกเช่นวันวานอีกแล้ว


เดิมทีเขาคิดว่า ขอเพียงให้เวลาตงถิงอีกสักหน่อย พวกนั้นจะต้องเลือกทางที่ถูกต้องได้แน่นอน เช่นนี้ก็จะหลีกเลี่ยงสงครามอันโหดร้ายได้ แต่นึกไม่ถึงเลยว่า อีกฝ่ายจะกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ไม่เห็นพวกเขาอยู่ในสายตาเลยแม้แต่น้อย


ในเมื่ออีกฝ่ายไร้คุณธรรม เช่นนั้นเขาก็ไม่จำเป็นต้องพูดถึงเรื่องมิตรไมตรีอะไรอีกแล้ว


ขณะที่กำลังจะส่งคนไปเรียกขุนนางคนสนิทมาปรึกษาหารือ ก็ได้ยินคนเข้ามารายงานว่า สองสามีภรรยาลู่เข้าวังมาแล้ว


ขันทีน้อยรายงานอย่างร้อนรน "ฮูหยินลู่ตรงไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ ส่วนแม่ทัพลู่กำลังมาทางตำหนักตงกงพ่ะย่ะค่ะ"


‘นี่คงตั้งใจจะไปขอความชัดเจนทั้งสองทางเลยกระมัง’


องค์รัชทายาทรู้สึกละอายใจขึ้นมาทันที ก่อนหน้านี้ท่าทีของสองสามีภรรยาลู่คือต้องการทำศึก แต่ถูกเขาต่อต้าน และเป็นเพราะเขา ตอนนี้เรื่องราวจึงเดินมาถึงจุดนี้จนได้


หากไม่ใช่เพราะเขาเอาแต่ลังเล จู้เหลียนก็คงไม่ตาย และอาจารย์คังก็คงไม่ต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้


"ให้เขาเข้ามาเถอะ"


องค์รัชทายาทโบกพระหัตถ์ สีพระพักตร์ไม่ค่อยสู้ดีนัก


ลู่ไป่ชวนเดินเข้ามาอย่างรวดเร็ว หลังจากทำความเคารพเสร็จ ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก ก็ถูกองค์รัชทายาทกล่าวขัดขึ้นเสียก่อน "ข้ารู้ว่าเจ้าจะพูดอะไร แต่ตอนนี้ท้องพระคลังว่างเปล่า เสบียงไม่เพียงพอ อย่างมากที่สุดก็สนับสนุนกองทัพได้เพียงครึ่งปีเท่านั้น การทำศึกสงครามสิ้นเปลืองทั้งเวลาและทรัพยากร ต้องสร้างความพร้อมให้ฐานรากก่อน"


สิ่งที่องค์รัชทายาทลังเลมาตลอดก็คือเรื่องนี้นั่นเอง ถึงแม้เขาจะยังไม่ได้ขึ้นครองราชย์อย่างเป็นทางการ แต่อำนาจการบริหารทั้งหมดก็อยู่ในมือเขาแล้ว เรื่องที่ต้องกังวลจึงมีมากขึ้น


และตอนนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาเรื่องเสบียงเท่านั้น หลายปีที่ผ่านมาในรัชสมัยพระบิดาของเขา อย่างที่รู้กันว่าฮ่องเต้ละเลยงานราชกิจ แน่นอนว่ารวมทั้งการจัดการกองทัพด้วย กองกำลังภายใต้แม่ทัพแต่ละคนจึงไม่มีใครดีไปกว่ากันเท่าไรนัก แม้หลังจากที่เขาเข้ามาบริหารจะให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นพิเศษ จนกองทัพมีการพัฒนาขึ้นไม่น้อย แต่ระยะเวลายังสั้นเกินไป วิธีการก็ไม่ถูกต้องทั้งหมด ทหารจึงยังไม่ได้มีฝีมือจนสามารถวางใจได้ขนาดนั้น


จู่ๆ จะต้องทำศึกสงคราม จึงยังมีเรื่องให้ต้องพิจารณาอีกมาก


ลู่ไป่ชวนกล่าว "กระหม่อมยินดีแบ่งเบาภาระของพระองค์ จะรีบไปลำเลียงเสบียงจากแถบเจียงหนานมาทันทีพ่ะย่ะค่ะ"


องค์รัชทายาทส่ายหน้า "ให้เจ้าไปขนเสบียงไม่ใช่เป็นการใช้คนเก่งไม่ถูกงานหรือ? ศึกครั้งนี้จำเป็นต้องรบ กองกำลังทหารต้องแข็งแกร่ง ข้าจะมอบทหารฝีมือดีหนึ่งแสนนายให้เจ้าฝึกฝน ภายในหนึ่งเดือนต้องเก่งกาจให้ได้มากกว่าตอนนี้ ส่วนเรื่องอื่นข้าจะจัดการเอง"


"พ่ะย่ะค่ะ!"


องค์รัชทายาทตรัสต่อ "หากในกองทัพที่ส่งไปมีทหารคนใดต่อต้าน เจ้าสามารถประหารก่อนแล้วค่อยรายงานได้เลย!"


ศึกใหญ่รออยู่เบื้องหน้า เขาไม่มีอารมณ์มาดูแลความสัมพันธ์ระหว่างขุนนางทหารใต้อาณัติ ตั้งแต่โบราณกาลมา ผู้มีความสามารถย่อมเป็นราชัน หากมีใครไม่ยอมรับ ก็ให้ประลองกับลู่ไป่ชวน หากชนะก็คุมทัพเอง หากแพ้ก็ต้องยอมสยบต่อการปกครองของลู่ไป่ชวน หรือไม่ก็ตาย


ลู่ไป่ชวนสัมผัสได้ถึงความไว้วางใจที่องค์รัชทายาทมีต่อตนอีกครั้ง จึงประสานมือคารวะ "พ่ะย่ะค่ะ!"


"ฮูหยินลู่คงไปฟ้องเสด็จพ่อแล้วกระมัง? พอดีข้ามีเรื่องอยากไหว้วานให้นางช่วย เจ้าตามข้าไปด้วยกันเถอะ"


องค์รัชทายาทแย้มพระสรวลบางๆ ขณะเอื้อนเอ่ย แววตาแฝงความเอ็นดูจางๆ เขารู้นิสัยของเหอจิ่วเหนียงดี นางต้องผิดหวังกับท่าทีของเขาก่อนหน้านี้แน่นอน ดังนั้นครั้งนี้จึงไม่มาหาเขา แต่ไปถามท่าทีของเสด็จพ่อแทน


เป็นที่รู้กันดีว่า ตอนนี้ฮ่องเต้แทบจะเชื่อฟังเหอจิ่วเหนียงทุกอย่าง ต่อให้รู้ทั้งรู้ว่าท้องพระคลังไม่เอื้ออำนวย ฮ่องเต้ก็ต้องตอบตกลงแน่นอน


เพราะไม่ว่าอย่างไร สุดท้ายความกดดันก็จะมาตกอยู่ที่ตัวเขาอยู่ดี


ใครใช้ให้เสด็จพ่อของเขาเลิกสนใจราชกิจไปนานแล้วเล่า?


จู่ๆ เขาก็นึกถึงคำคำหนึ่งที่เหอจิ่วเหนียงเคยพูดเปรียบเปรยไว้... 


'ตัวรับเคราะห์'


นี่มันเขาชัดๆ


ว่าที่ฮ่องเต้ถอนหายใจ รักษาอำนาจยากยิ่งกว่าสร้างอำนาจ การเป็นองค์รัชทายาทนี่ไม่ง่ายเลยจริงๆ!

…….

อีกด้านหนึ่ง


เหอจิ่วเหนียงมาถึงที่ประทับของฮ่องเต้ ไม่รอให้ใครเข้าไปรายงานก็บุกเข้าไปทันที เหล่าขันทีและนางกำนัลต่างตกใจจนหน้าถอดสี รีบวิ่งตามหลังไปห้าม


"ฮูหยินลู่โปรดช้าก่อน ให้ข้าน้อยไปรายงานก่อนเถิดเจ้าค่ะ!"


"ฮูหยิน..."


ห้ามปรามอย่างไรก็ไม่ทัน เหอจิ่วเหนียงบุกเข้าไปแล้ว


โชคดีที่ฮ่องเต้รักชีวิตมาก จึงใส่ใจดูแลสุขภาพยิ่งกว่าสิ่งใด ยามนี้พระองค์กำลังรำไทเก๊กอยู่ในสวนเล็กๆ ในตำหนักของตนเอง ไม่ได้ทำเรื่องไม่เหมาะไม่ควรอะไร เหอจิ่วเหนียงบุกเข้าไปเห็นจึงไม่มีปัญหา


"โอ้ เจ้ามาทำอะไรแต่เช้าตรู่นี่? โก่วเอ๋อร์ล่ะ?"


ฮ่องเต้ยังไม่รู้เรื่องอาจารย์คัง เห็นเหอจิ่วเหนียงมาก็นึกว่าในที่สุดนางก็นึกได้แล้วว่าต้องมาเยี่ยมเยียนตน พลันนั้นพระองค์ก็อารมณ์ดีขึ้นมาทันที แย้มยิ้มตาหยิบหยีจนปรากฏรอยเหี่ยวย่นที่หางตา


"ฝ่าบาท เกิดเรื่องใหญ่แล้วเพคะ พระองค์ทรงทราบหรือไม่?"


เหอจิ่วเหนียงตีหน้าขรึม น้ำเสียงเรียบเฉยจนน่ากลัว


ฮ่องเต้ไม่เคยเห็นเหอจิ่วเหนียงในด้านนี้มาก่อน จึงหันไปมองขันทีข้างๆโดยสัญชาตญาณ เป็นเชิงคำถามว่าเกิดอะไรขึ้น


ขันทีส่ายหน้าเป็นคำตอบ พวกเขาอยู่รับใช้ในวังส่วนลึกไม่รับรู้เรื่องทางโลก จึงไม่รู้จริงๆว่าเกิดอะไรขึ้น


เหอจิ่วเหนียงไม่ปล่อยให้พวกเขาสงสัยนาน ให้ความกระจ่างทันที "เมื่อวานคนตงถิงสังหารจิ้นซื่อใหม่ของราชสำนักเรา และยังจับตัวอาจารย์คังไปด้วย เช้านี้ส่งนิ้วมือที่ถูกตัดมาให้หม่อมฉันหนึ่งนิ้ว ความหมายชัดเจนมาก—หากพวกเราไม่ปล่อยตัวองค์ชายสาม พวกมันก็จะทรมานอาจารย์คังจนตาย"


ฮ่องเต้ตกตะลึงไปชั่วขณะ "ก็คือทั่นฮวาหลางในปีนี้น่ะหรือ?"


"ถูกต้องเพ.คะ"


ฮ่องเต้สีหน้าพลันเคร่งขรึมลง "ตงถิงถึงกับกำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้เชียวรึ เห็นเป่ยเหยียนของเรารังแกง่ายนักหรืออย่างไร!"


"หม่อมฉันมาครั้งนี้เพื่อถามฝ่าบาทประโยคเดียว ความแค้นครั้งนี้ จะอดทนหรือไม่อดทน? หากฝ่าบาทตรัสว่าทน หม่อมฉันจะให้สามีลาออกจากราชสำนักกลับบ้านเกิดทันที นับจากนี้ไปจะไม่เหยียบย่างเข้ามาในเมืองหลวงอีก เรื่องพรรค์นี้ใครใคร่จัดการก็จัดการไป! แต่หากฝ่าบาทตรัสว่าไม่ทน หม่อมฉันสามารถทำให้ราชวงศ์ตงถิงต้องชดใช้ด้วยเลือดได้ทันที!"


ฮ่องเต้ตกใจกับรังสีอำมหิตของหญิงสาว แต่ก็รู้ว่านางมีความสามารถนั้นจริงๆ เพราะครั้นที่หลินอ๋องก่อกบฏในวัง นางอาศัยยาผงเพียงไม่กี่ขวดก็ล้มคนจำนวนมากได้ 


ฮ่องเต้ไม่ได้โง่ เขารู้ว่าที่เหอจิ่วเหนียงมาหาตน ย่อมเป็นเพราะทางฝั่งองค์รัชทายาทมีปัญหา แต่เรื่องนี้อย่าเห็นว่าเป็นแค่เรื่องของจิ้นซื่อใหม่สองคน แท้จริงแล้วมันคือชนวนของเหตุใหญ่ที่สุดระหว่างสองแคว้น หากกลืนความแค้นนี้ลงคอ ต่อไปตงถิงจะยิ่งได้ใจ


"ย่อมต้องรบ!"


วาจานี้ไม่ได้มาจากฮ่องเต้ แต่เป็นเสียงขององค์รัชทายาทที่ดังมาจากไม่ไกล


เหอจิ่วเหนียงหันไปมองเขาแวบหนึ่ง แต่ไม่พูดอะไร


เรื่องที่เกิดขึ้นอาจารย์คังตอนนี้ ทำให้เหอจิ่วเหนียงมีความขุ่นเคืองต่อองค์รัชทายาทอยู่ในใจ


หากไม่ใช่เพราะก่อนหน้านี้เขาเอาแต่ลังเล อาจารย์คังที่เป็นเพียงบัณฑิตคนหนึ่ง ไหนเลยจะต้องมารับเคราะห์กรรมเช่นนี้?


ยังมีจู้เหลียนผู้นั้นอีก ต่อให้จะเป็นคนพาล แต่ก็เป็นราษฎรเป่ยเหยียน ต่อให้ก่อกรรมทำชั่วเพียงใด ก็ไม่ควรถึงคราวให้คนตงถิงมาลงมือ


นี่ในเมืองหลวงเป่ยเหยียนแท้ๆ พวกมันยังกล้าก่อเรื่องถึงเพียงนี้ ไม่ต้องพูดถึงเมืองอื่นเลย


ราษฎรเป่ยเหยียนถูกกดขี่ข่มเหงมาหลายปี แต่องค์รัชทายาทกลับยังเอาแต่ลังเล เสียแรงที่นางทุ่มเทช่วยเหลือมาโดยตลอด


องค์รัชทายาทก็รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงโกรธตนอยู่ อย่าว่าแต่นางเลย ตอนนี้เขาเองก็โกรธตัวเองที่ลังเลมาตลอดเหมือนกัน ดังนั้นหลังจากเดินมาถึงข้างกายเหอจิ่วเหนียง เขาก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อน "ก่อนหน้านี้เป็นข้าที่มองสถานการณ์ไม่ขาดเอง คิดเสมอว่ามีองค์ชายสามอยู่ในมือ ตงถิงคงไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม ไม่คิดเลยว่าพวกมันจะกล้าลงมือกับจิ้นซื่อใหม่ของเป่ยเหยียน ข้าทนไม่ได้อีกต่อไป ดังนั้นศึกนี้ต้องรบ!


เพียงแต่ว่า…


เรื่องที่ต้องเตรียมการยังมีอีกมาก จะวู่วามไม่ได้


ภารกิจสำคัญที่สุดในตอนนี้คือ ช่วยทั่นฮวาหลางออกมาให้ได้ก่อน หลังจากนี้ค่อยว่ากัน"


ตอนที่ 778: ผู้ที่เริ่มก่อนย่อมไร้ค่า


องค์รัชทายาทอธิบายกับเหอจิ่วเหนียงอย่างจริงจัง การทำสงครามเป็นเรื่องใหญ่ ใช่ว่านึกจะรบก็รบได้ทันที


เหอจิ่วเหนียงย่อมรู้เหตุผลข้อนี้ เพราะนี่เป็นกำลังความสามารถของคนปกติ แต่หากเป็นนางที่มีความสามารถบวกกับตัวช่วยมากมายละก็ นางสามารถเดินทางไปตงถิงคืนนี้ แล้วตัดหัวฮ่องเต้ตงถิงกลับมาได้เลย


ถึงตอนนั้นตงถิงก็จะเกิดจลาจลภายใน วุ่นวายไปพักใหญ่ เป่ยเหยียนสามารถฉวยโอกาสนี้เตรียมความพร้อม แล้วเปิดฉากสงคราม ยึดครองตงถิงได้ในคราวเดียว


แน่นอนว่านี่ก็เป็นได้เพียงความคิดของนางเท่านั้น เรื่องเช่นนี้สร้างความตื่นตระหนกเกินไป ไม่เข้ากับบทบาทที่นางอยากจะเป็น หากทำอะไรโดดเด่นเกินไปจะถูกเพ่งเล็งได้


ชาติก่อนรุ่งโรจน์ไร้เทียมทาน ต่อสู้ทั่วหล้าไร้คู่ต่อกร สุดท้ายยังไม่พ้นจุดจบที่ถูกคนใกล้ชิดทรยศหักหลังไม่ใช่หรือ?


มาอยู่ในภพนี้ นางคือผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง สามารถทำลายล้างสรรพสิ่งได้อย่างง่ายดาย แต่นางไม่อาจทำเช่นนั้นได้ ต้องรักษากฎเกณฑ์และความเป็นธรรมชาติเอาไว้


ไม่อย่างนั้นหลังจากจัดการตงถิงได้แล้ว รายต่อไปที่จะถูกจัดการก็คือนางเอง


แม้จะบอกไม่ได้ว่าใครจัดการใครกันแน่ แต่พลังของมวลชนนั้นไม่อาจประเมินได้ หากนางตัวคนเดียวคงไม่สนใจกฎเกณฑ์เหล่านั้น แต่ตอนนี้นางมีครอบครัวแล้ว จะทำอะไรตามอำเภอใจไม่ได้


ดังนั้นสตรีสองภพจึงเลือกที่จะเงียบ ซึ่งก็ถือว่ายอมรับโดยดุษณี


หลังจากนั้นก็เป็นการหารือรายละเอียดบางอย่าง ฮ่องเต้ก็เข้าร่วมด้วย และให้คำแนะนำดีๆได้หลายข้ออย่างไม่น่าเชื่อ


สิ่งนี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงถึงกับต้องมองเขาใหม่ หากฮ่องเต้ตั้งใจทำหน้าที่ฮ่องเต้ ก็น่าจะเป็นกษัตริย์ผู้ปรีชาชาญพระองค์หนึ่ง น่าเสียดายที่เลือกเดินทางผิด

……

เมื่อออกมาจากวัง เหอจิ่วเหนียงกล่าวกับลู่ไป่ชวน "ท่านไปจัดการธุระที่ค่ายทหารเถอะ เรื่องช่วยอาจารย์คังปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง ข้าจะถือโอกาสกวาดล้างพวกเดนตายที่ยังหลงเหลืออยู่ในเมืองหลวงด้วย"


ตอนนี้บุตรชายอยู่กับเจียงรั่วหย่าแล้ว นางจึงวางใจได้สนิท เมื่อไม่มีสิ่งใดให้ต้องกังวล ย่อมลงมือได้อย่างเต็มที่


เมื่อเทียบกันแล้ว การฝึกทหารเป็นเรื่องสำคัญที่สุด และลู่ไป่ชวนก็รู้ถึงความสามารถของภรรยา จึงไม่มีข้อกังขา "ได้ ระวังตัวด้วย"


ความจริงนี่เป็นเรื่องที่ตกลงกันไว้ตอนที่หารือกันในวังเมื่อครู่แล้ว สองสามีภรรยาแยกย้ายกันทำงานตามที่ตนเองถนัด องค์รัชทายาทเดิมทีอยากจัดผู้ช่วยให้เหอจิ่วเหนียงสักสองสามคน แต่นางมองว่าเกะกะ จึงปฏิเสธไป


ส่วนคนอื่นๆก็เร่งระดมทุนจัดหาเสบียง รับสมัครทหาร ซื้อม้า ทุกฝ่ายต่างเริ่มเคลื่อนไหว 


ศึกนี้ต้องรบ และต้องชนะให้ได้!

….…

อีกด้านหนึ่ง ในเวลาเดียวกัน


บนถนนใจกลางเมืองในยามนี้เกิดความวุ่นวายขึ้น เมื่อหม่าเชียนโยนนิ้วมือขององค์ชายสามแห่งตงถิงให้สุนัขกินต่อหน้าธารกำนัล คนตงถิงที่ซ่อนตัวอยู่โกรธจัดจนหน้าแดงก่ำเส้นเลือดปูดโปน พุ่งออกจากที่ซ่อนไปชิงนิ้วกลับคืนมา และแล้วจึงเกิดการปะทะของทั้งสองฝ่ายขึ้นกลางถนน


หม่าเชียนตอนเข้ามาในหน่วยหั่วอวิ๋นใหม่ๆ ฝีมือยังไม่โดดเด่นนัก แต่เพราะได้เป็นผู้ติดตามคนสนิทของลู่ไป่ชวน อีกทั้งยังได้เรียนรู้กระบวนท่าสังหารจากเหอจิ่วเหนียงมาบ้าง ยามนี้ต่อสู้หนึ่งต่อห้าจึงไม่ใช่ปัญหาเลย ยิ่งไปกว่านั้นยังมีทหารทางการเข้ามาร่วมสมทบ คนตงถิงยี่สิบกว่าคนจึงตกเป็นรองอย่างรวดเร็ว ทำได้เพียงมองสุนัขจรจัดกินนิ้วที่ขาด ทั้งยังเสียพรรคพวกไปอีกหลายคน คนที่เหลือต่างหนีตายอย่างทุลักทุเล


ทางราชวังก็ส่งองครักษ์ฝีมือดีส่งข่าวด่วนไปยังชายแดน ให้คนทางนั้นแจ้งตงถิงว่า หากไม่รีบปล่อยคณะทูตและยอมรับเงื่อนไขสงบศึก องค์ชายสามแห่งตงถิงก็ไม่จำเป็นต้องมีชีวิตอยู่อีกต่อไป เพราะเสบียงอาหารมีค่า จะเลี้ยงดูคนตงถิงให้เปลืองข้าวสุกไม่ได้


นี่ถือเป็นครั้งแรกที่เป่ยเหยียนเป็นฝ่ายรุก และยังประกาศกร้าวว่าจะประหารองค์ชายสามแห่งตงถิงต่อหน้าสาธารณชน


นี่เป็นการเหยียดหยามตงถิงอย่างถึงที่สุด องค์ชายสามเพียงคนเดียว เกี่ยวพันถึงตระกูลและเครือข่ายความสัมพันธ์มากมายในตงถิง หากฮ่องเต้ตงถิงยอมทอดทิ้งโอรสผู้นี้จริงๆ ย่อมต้องสูญเสียความศรัทธาจากราษฎรและผู้มีอำนาจหลายฝ่ายในตงถิงแน่นอน

……..

หลังจากแยกทางกับลู่ไป่ชวน เหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้กลับจวน นางตรงดิ่งไปหาเบาะแสของอาจารย์คังทันที


ถึงแม้อาจารย์คังจะกินยาตามเทียบยาของเหอจิ่วเหนียงมาเป็นเวลานาน แต่ก็เป็นเพียงตำรับยาทั่วไป ไม่เหมือนของลู่ไป่ชวนที่มีกลิ่นเฉพาะตัวที่นางปรุงขึ้นเป็นพิเศษ ดังนั้นการตามหาอาจารย์คังจึงไม่ง่ายเหมือนตอนตามหาลู่ไป่ชวน


แต่ไม่เป็นไร เหอจิ่วเหนียงย่อมมีวิธี


หญิงสาวเข้าไปสอบสวนคนตงถิงถึงในคุกหลวงด้วยตนเอง โดยเลือกมาคนหนึ่งจากสองคนซึ่งหม่าเชียนเพิ่งพาตัวเข้ามา ใช้วิธีเดียวกับตอนที่ตามหาโก่วเอ๋อร์ เพียงใช้กริชเล่มเดียว ไม่นานเขาก็ยอมรับสารภาพ


เนื่องจากเป็นห้องสอบสวนเดี่ยว เหอจิ่วเหนียงจึงไม่อนุญาตให้ใครเข้าไป ทุกคนทำได้เพียงรออยู่ด้านนอก และได้ยินเพียงเสียงกรีดร้องโหยหวนปานจะขาดใจ ไม่รู้เลยว่าเหอจิ่วเหนียงทำอะไรลงไปบ้าง


เพียงไม่นานเหอจิ่วเหนียงก็ออกมา ผู้คุมรีบชะโงกหน้าเข้าไปดูด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันที พลันนั้นเขาก็ต้องตกตะลึง


‘ไอ้หยา เลือดนองเต็มพื้น!’


ทว่าฮูหยินกลับมือไม้สะอาดสะอ้าน ไม่เปื้อนคราบเลือดแม้แต่น้อย สีหน้าก็เรียบเฉยดุจเมฆลอยลมโชย


"พี่สะใภ้ สารภาพแล้วหรือขอรับ?"


หม่าเชียนเพิ่งส่งคนร้ายสองคนนั้นมา ยังไม่ทันได้ไปหาลู่ไป่ชวนก็ได้ร่วมอยู่ในเหตุการณ์การสอบสวนอันยอดเยี่ยมนี้พอดี


"อืม ข้าจะไปช่วยอาจารย์คัง พวกเจ้ามีอะไรต้องทำก็ไปทำเถอะ"


เหอจิ่วเหนียงพูดจบก็เดินออกไป หม่าเชียนรีบตามไปพลางเอ่ยถาม "ไม่ต้องให้ข้าน้อยตามไปด้วยจริงๆหรือขอรับ? หากว่า..."


เขารู้ว่าพี่สะใภ้เก่งกาจ แต่หากศัตรูมีมาก พี่สะใภ้คนเดียวอาจจะเป็นอันตรายได้


"ไม่ต้อง ไปทำงานเถอะ"


ขณะพูดก็เดินผ่านห้องขังที่คุมขังองค์ชายสาม ซินหราน และจัวเจียอวี้พอดี ซินหรานพอเห็นว่าอีกฝ่ายเป็นใครก็เริ่มด่าทออย่างโกรธเกรี้ยวทันที "นางแพศยา! มีอะไรก็มาลงที่ข้า! อย่าแตะต้องเจ้านายข้า!"


องค์ชายสามเดิมทีก็เหลือเพียงลมหายใจรวยริน พอถูกตัดนิ้วก้อยไป ตอนนี้ก็สลบไปด้วยความเจ็บปวดนานแล้ว


ซินหรานเอาแต่ร้องไห้ แค้นจนแทบอยากจะแล่เนื้อเถือหนังเหอจิ่วเหนียง


เหอจิ่วเหนียงเดิมทีไม่อยากสนใจนาง แต่พลันนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงหันไปกล่าวกับสตรีตงถิงในคุก "หากจะบอกว่าใครต่ำช้า ก็คงเป็นพวกเจ้าคนตงถิงนั่นแหละที่ต่ำช้า! หากพวกเจ้าไม่รนหาที่ตาย มาล่วงเกินเป่ยเหยียน จะถูกจับได้อย่างไร? อีกอย่าง หากพวกเจ้ายอมทำตามเงื่อนไข ตกลงสงบศึก ต่างฝ่ายต่างอยู่อย่างสงบ ไม่ใช่เอาความคิดชั่วร้ายมาลงที่จิ้นซื่อใหม่ของเป่ยเหยียน เจ้านายเจ้าจะต้องทนทุกข์ทรมานจากการถูกตัดนิ้วหรือ? ข้าก็แค่เอาคืนด้วยวิธีของพวกเจ้าเท่านั้นเอง!"


เหอจิ่วเหนียงพูดจบก็ปรายตามองจัวเจียอวี้ที่ตัวสั่นงันงกอยู่มุมห้องอย่างเย็นชา หลายวันมานี้ยุ่งมาก จึงไม่มีเวลามาจัดการนาง แต่ดูท่าแล้วนางกลับทำตัวว่านอนสอนง่ายดี


จัวเจียอวี้ผ่านช่วงเวลาที่มืดมนที่สุดในชีวิตมาหลายวันแล้ว ตอนแรกนางคิดว่าครอบครัวจะรีบมาช่วย แต่กลับไร้ซึ่งวี่แวว


ซินหรานอารมณ์ไม่ดีอยู่ตลอด นางจึงไม่กล้าแม้แต่จะเปล่งเสียงสะอื้นไห้ ทำได้เพียงปล่อยให้น้ำตาไหลอาบหน้าเงียบๆ เพราะกลัวว่าหากเสียงดังออกมา จะทำให้ซินหรานโมโหแล้วฆ่านางทิ้ง


ในคุกคือนรกบนดินดีๆนี่เอง มีการสอบสวนนักโทษทุกวัน คนสภาพดีๆถูกลากไปสอบสวน ได้ยินเสียงร้องโหยหวนปานจะขาดใจทุกครั้ง พอกลับมาก็แทบไม่เหลือสภาพของคน หรือไม่ก็ไม่ได้กลับมาอีกเลย


นางจึงทำตัวว่านอนสอนง่ายยิ่งกว่าครั้งไหนๆ ในใจภาวนาให้ผู้คุมอย่าทำกับนางเช่นนั้น


ตอนนี้พอเห็นเหอจิ่วเหนียง ก็รู้สึกว่าโทษทัณฑ์ที่ตนได้รับตอนนี้ล้วนเป็นเพราะนาง แต่กลับไม่กล้ามองหน้านางตรงๆ เมื่อครู่ตอนนางสอบสวนคนตงถิงผู้นั้น ตนก็ได้ยินเสียงร้องโหยหวนนั่นแล้ว 


ผู้หญิงคนนี้คือปีศาจชัดๆ!


นางกลัว นางอยากกลับบ้าน ไม่มีความกล้าแม้แต่จะแค้นเคืองเหอจิ่วเหนียงด้วยซ้ำ


ซินหรานกัดฟันกรอดจับจ้องเหอจิ่วเหนียงเขม็ง แต่กลับพูดคำใดไม่ออก เหอจิ่วเหนียงจึงพูดต่อเสียงเรียบเย็น "ดังนั้น จงจำไว้ให้ดี คนที่ต่ำช้าคือพวกเจ้าไม่ใช่ข้า เจ้าสวดมนต์ภาวนาให้อาจารย์คังปลอดภัยจะดีกว่า ไม่อย่างนั้นข้าจะทำให้เจ้านายเจ้าทรมานกว่านี้ร้อยเท่า"


พูดจบ นางก็หันไปกำชับกับผู้คุมข้างกาย "จำไว้ คนที่ต่ำช้าคือพวกนาง วันหน้าหากนางยังกล้าด่ากราดใครอีก ก็ตบปากนางให้ฉีกซะ"


จากนั้นก็เดินจากไปอย่างรวดเร็ว ประตูคุกหลวงเปิดแล้วปิดลง เสียงโซ่ตรวนกระทบกันทำให้ทั้งซินหรานและจัวเจียอวี้สะดุ้งตัวสั่นอย่างควบคุมไม่ได้


ตอนที่ 779: เพียงปรายตามองดุจหงส์เหิน กลับเป็นความคะนึงหาชั่วชีวิต


เหอจิ่วเหนียงมุ่งตรงไปยังสถานที่ที่สืบสวนมาได้ คนพวกนี้ใจกล้านัก เพราะที่แท้ที่ซ่อนตัวก็อยู่ในเมืองหลวงนี่เอง


น่าขัน ก่อนหน้านี้สถานที่แห่งนี้เคยถูกบุกค้นและยึดทรัพย์สินไปแล้วครั้งหนึ่ง แต่คนพวกนั้นกลับย้อนกลับมาอีก


ความเป็นไปได้ที่เกิดเรื่องน่าตลกเช่นนี้ขึ้นนั้นมีสองข้อ ข้อแรก คนตงถิงกลุ่มนี้ร้ายกาจจนรับมือยากจริงๆ หรือไม่ก็ข้อสอง คนเป่ยเหยียนปล่อยปละละเลย


ลู่ไป่ชวนนำคนบุกค้นสถานที่เสร็จแล้วก็พาคนกลับ งานที่เหลือย่อมเป็นหน้าที่ของขุนนางคนอื่น นี่เพิ่งผ่านไปไม่นาน คนร้ายก็กลับมาได้แล้ว ดังนั้นเรื่องนี้เกิดขึ้นจากความเป็นไปได้ในข้อใดนั้นไม่ต้องพูดก็กระจ่างชัด


ไม่ว่าขุนนางผู้นั้นจะสมคบคิดกับตงถิง หรือเพียงแค่ทำงานไร้ประสิทธิภาพ แต่ในสายตาเหอจิ่วเหนียง ขุนนางผู้นั้นย่อมสมควรตาย


ในยามวิกฤตเช่นนี้ยังละเลยหน้าที่ ปล่อยให้ศัตรูมายึดครองฐานลับซ้ำแล้วซ้ำเล่า คนเช่นนี้ยังมีหน้ามีชีวิตอยู่บนโลกนี้อีกหรือ?


ที่น่าขันยิ่งกว่าคือ เมื่อเหอจิ่วเหนียงไปถึง นางพบว่ามีขุนนางเป่ยเหยียนขวางทางอยู่ อีกฝ่ายไว้เคราแพะ หน้าตาดูเจ้าเล่ห์เพทุบาย สายตาจ้องมองเหอจิ่วเหนียงอย่างไม่ประสงค์ดี เอ่ยวาจาแดกดัน "เจ้ารู้หรือไม่ว่าที่นี่คือที่ไหน ผู้บุกรุกต้องตาย..."


คำว่า ‘ตาย’ ยังไม่ทันขาดคำ เหอจิ่วเหนียงก็ตบสวนไปฉาดหนึ่ง ตบจนร่างนั้นกระเด็นไปกระแทกสิงโตหินที่อยู่ไม่ไกล เลือดทะลักออกปากและจมูก สิ้นใจคาที่


บ่าวไพร่คนอื่นเห็นท่าไม่ดี คิดจะเข้ามาขวาง เหอจิ่วเหนียงจึงหยิบป้ายสีทองออกมา "ใครขวางข้า ตาย!"


ทุกคนพอเห็นป้ายทองนั้น ก็ตกใจจนเข่าอ่อน ทรุดลงคุกเข่ากับพื้นทันที


เหอจิ่วเหนียงถีบประตูใหญ่เปิดออก บุกเข้าไปข้างในไม่รอช้า

……..

ยามนี้ คังทั่นฮวาอยู่ในห้องที่มืดสนิทจนมองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตนเอง เขาเป็นเพียงบัณฑิตร่างกายบอบบางอ่อนแอ กอปรกับป่วยมาหลายปี พื้นฐานร่างกายจึงไม่อาจเทียบชายหนุ่มทั่วไปได้ ยามนี้ยังมาประสบเคราะห์กรรม ถูกตัดนิ้วก้อย ร่างกายจึงยิ่งทวีความอ่อนแอ เขานอนขดตัวอยู่บนกองฟางแห้ง สัมผัสได้ถึงชีวิตที่กำลังค่อยๆหลุดลอยไป


เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้น คนพวกนั้นเข้ามาไม่พูดพร่ำทำเพลง ก็ซ้อมเขาปางตาย แล้วก็ตัดนิ้วก้อยเขาไปดื้อๆ ช่วยห้ามเลือดให้ลวกๆแล้วก็จากไป เขาที่ไม่มีแรงแม้แต่จะฆ่าปลาฆ่านกไหนเลยจะสู้อะไรได้


ถึงกระนั้น เขาก็ยังพอเดาตัวตนของอีกฝ่ายได้ หากไม่ผิดพลาดก็น่าจะเป็นคนตงถิง ตัดนิ้วเขาไปก็คงจะเพื่อเอาไปแลกกับองค์ชายสามของพวกมัน


เขาแอบหัวเราะเยาะในใจ ฐานะอย่างเขา พวกมันคิดว่าจะเอาไปแลกกับองค์ชายสามผู้สูงศักดิ์ได้เนี่ยนะ ช่างฝันกลางวันชัดๆ


ในใจเขาหวังว่า ราชสำนักจะทอดทิ้งเขาเสีย อย่าคล้อยตามแผนการพวกมัน ให้เห็นแก่ส่วนรวมเป็นสำคัญ


เขาเป็นบัณฑิต ความฝันของเขาคือการได้เป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาบ้านเมือง ครั้งนี้สามารถอุทิศกายเพื่อความสงบสุขของบ้านเมืองได้ ก็ถือเป็นเกียรติสูงสุดของเขาแล้ว


แต่ถึงจะคิดเช่นนั้น ภายในใจเขาก็ย่อมมีความโศกเศร้าอยู่บ้าง เมื่อวานยังวาดฝันว่าจะแสดงความสามารถอันยิ่งใหญ่ ทำเพื่อราษฎรอย่างไรอยู่เลย แต่กลับยังไม่ทันได้ลงมือทำแม้แต่เริ่ม เส้นทางชีวิตของเขาก็ต้องมาจบลงเช่นนี้แล้ว


เขาคงต้องจากไปอย่างเดียวดาย คงไม่มีใครรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหนกระมัง?


ย้อนทบทวนถึงทุกช่วงเวลาตลอดทั้งชีวิตนี้ ผ่านทั้งสุขและทุกข์มามากมาย หากจะบอกว่ามีอะไรที่เขาเสียดาย ก็คงเป็นเรื่องที่ยังไม่ได้ขึ้นว่าราชการ ยังไม่เคยได้เห็นท้องพระโรงอันโอ่อ่าอลังการกระมัง


สวรรค์ช่างเล่นตลกนัก ลิขิตให้เขาต้องเป็นผีตอนอายุยังสั้น แต่กลับขีดเขียนเรียงร้อยชีวิตที่ไม่ธรรมดาให้เขาอย่างเข้มข้น ให้เขาได้พบเจอกับคนที่เขาอยากจะทะนุถนอมและปกป้องมากมาย


คิดถึงตรงนี้ ในหัวทั่นฮวาหลางก็พลันปรากฏภาพวันที่ได้กับพบเหอจิ่วเหนียงครั้งแรก


วันนั้น เขารับสมัครนักเรียนอยู่ที่หน้าสำนักศึกษา ผู้คนมากมายเบียดเสียดอยู่รอบตัวเขา เพื่อลงชื่อให้ลูกหลาน เหอจิ่วเหนียงที่สวมชุดผ้าป่านหยาบๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นในคลองสายตาของเขาเช่นนั้น


นางยิ้มตาหยี และถามว่า “อาจารย์คัง เด็กอายุสี่ถึงห้าปีสามารถส่งมาเรียนที่สำนักศึกษาได้หรือไม่เจ้าคะ?”


ชุดผ้าป่านเนื้อหยาบไม่อาจบดบังความงามอันเลิศล้ำของนางได้เลย พอนางปรากฏตัว ทุกอย่างรอบกายก็ดูหมองลง ความเจิดจรัสเปล่งประกายออกมาจากตัวนางจนไม่อาจถอนสายตาได้


แต่เขาเป็นบัณฑิต เรียนรู้จริยธรรมของวิญญูชนมาแต่เล็ก แม้จะเป็นเช่นนั้น แต่เขาก็รีบดึงสายตากลับมา และตอบคำถามของนางด้วยสติตั้งมั่น


วันนั้น นางลงชื่อให้เด็กๆในบ้านสามคนพร้อมจ่ายค่าเล่าเรียนรวดเดียว แล้วจูงม้าสีแดงเดินจากไป


นางคงไม่รู้ว่า เขาผู้ประพฤติตนอยู่ในกรอบระเบียบมาตลอด แอบมองส่งนางจากไปหลังจากที่นางหันหลัง… มองอยู่นานแสนนาน


ชัดเจนว่าเป็นครอบครัวชาวนาที่ลี้ภัยมา แต่กลับเคารพครูบาอาจารย์เป็นอย่างยิ่ง วันที่นางพาเด็กๆมารายงานตัว ยังตั้งใจหาของขวัญฝากตัวเป็นศิษย์ให้เขา ในอำเภอเล็กๆที่ความคิดล้าหลังเช่นนั้น ชาวบ้านทั่วไปไม่ค่อยตระหนักถึงความสำคัญกับเรื่องพวกนี้ ปกติแค่ส่งผักสดมาให้บ้าง ก็ถือเป็นการแสดงความเคารพสูงสุดแล้ว


ของขวัญที่เด็กสกุลลู่นำมา คือพัดจีบไม้กฤษณาประกายม่วงมูลค่าไม่น้อย หน้าพัดยังเป็นภาพวาดของเขาเองด้วย เขาทั้งดีใจและประหลาดใจมากในตอนนั้น


แม้เหลยจื่อจะเป็นคนมอบพัดให้ แต่เขารู้ดีว่า นางต้องเป็นคนเลือกแน่นอน


ยังมีน้ำผึ้งป่าหนึ่งไหที่ลู่จิ้งซวนมอบให้ เอ่ยปากทีไรก็บอกว่าน้ำผึ้งป่ามีสรรพคุณชุ่มคอแก้ไอ


ก่อนหน้านั้น ในบรรดาครอบครัวลู่ มีเพียงหมอเหอที่เคยพบเขา ย่อมมีเพียงนางที่รู้ว่าเขาป่วยเป็นโรคไอเรื้อรัง


นางดูเหมือนคนไม่คิดเล็กคิดน้อย แต่จิตใจกลับละเอียดอ่อนกว่าใคร ใส่ใจได้รอบด้าน


ภายหลังยังเสนอตัวช่วยรักษาโรคให้เขา บอกว่าเป็นการตอบแทนที่สอนหนังสือเด็กๆ ลบล้างบุญคุณที่เขาเคยช่วยเหลือนางได้อย่างง่ายดาย


เรื่องราวเหล่านี้แม้จะผ่านมากว่าสองปีแล้ว แต่เขากลับจำได้แม่นยำ


การปรากฏตัวของนางในวันนั้น สำหรับเขาแล้ว คือการมองปราดเดียวดุจหงส์เหิน แต่กลับเป็นความคะนึงหาชั่วชีวิต


ต่อมา สามีของนางก็กลับมา เห็นครอบครัวพวกเขาสามคนพ่อแม่ลูกได้อยู่กันพร้อมหน้า เขาก็ยินดีกับนางจากใจจริง


สามีของนาง คู่ควรกับความดีงามของนางทุกประการ และคุ้มค่าที่นางเฝ้ารอเขาอย่างยากลำบากมาตลอดสี่ปี


เขาคิดเสมอว่า ชาตินี้ได้พบนาง ได้เป็นสหายกับนางและครอบครัวของนาง ก็คือความโชคดีที่สุดของเขาแล้ว


เดิมทีคิดว่าจะได้เฝ้ามองนางอยู่ข้างกายเงียบๆไปตลอดชีวิต แต่ตอนนี้ดูเหมือนว่า จะทำไม่ได้เสียแล้ว


เขาไม่กล้าแม้แต่หวังว่าจะได้พบนางอีกสักครั้งก่อนตาย ที่นี่คือรังโจร นางไม่สามารถ และไม่ควรมาเสี่ยงอันตรายที่นี่


คิดมาถึงตรงนี้ ทั่นฮวาผู้อ่อนแอก็ยิ้มหยันให้ตัวเอง ก่นด่าสวรรค์ในใจ สิ่งที่เขาปรารถนาในชีวิตนี้มีไม่มาก แต่เหตุใดถึงได้ยากเย็นเพียงนี้?


คิดไปคิดมาก็คงต้องโทษที่ตนเองไม่มีความสามารถ ไม่อย่างนั้นจะตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ได้อย่างไร


"นางตัวดี! เจ้ากล้าบุกมาคนเดียวเลยรึ ดี! วันนี้พวกข้าจะทำให้เจ้าไม่มีวันได้กลับไปอีก!"


ขณะที่ทั่นฮวาหลางกำลังปล่อยตัวปล่อยใจตามยถากรรม ข้างนอกก็มีเสียงคนเอะอะโวยวายดังขึ้น ตามมาด้วยเสียงการต่อสู้


หัวใจของอาจารย์คังบีบรัดขึ้นมาทันที 


‘นางตัวดี’ ที่พวกเขาพูดถึง… คือนางหรือ?


เขาทั้งตื่นเต้นทั้งเสียใจ


นางไม่ควรมา เพื่อเขาแล้ว มันไม่คุ้มค่าเลยจริงๆ!


ไม่นานหลังจากเสียงการต่อสู้ดังขึ้น เสียงร้องโหยหวนด้วยความเจ็บปวดของผู้ชายก็ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง และเงียบลงอย่างรวดเร็ว


ประตูไม้ถูกถีบเปิดออกดังปัง แสงสว่างพลันสาดส่องเข้ามา เขายืดตัวขึ้น มองเห็นร่างที่คุ้นเคยกำลังเดินตรงมาหาตน


เป็นนางจริงๆด้วย!


แสงเงาตกกระทบลงบนร่างของหญิงสาวในความคิด รู้สึกราวกับนางเปล่งประกายไปทั้งตัว เสมือนเทพธิดาที่ลงมาจากสวรรค์ชั้นเก้า


เพราะภาพตรงหน้าย้อนแสง เขาจึงมองไม่เห็นสีหน้าของอีกฝ่าย แต่ก็พอจะเดาได้ว่า นางคงมีสีหน้าเรียบเฉยดุจเมฆจางลมโชย นางเป็นเช่นนั้นมาเสมอ


ในที่สุด หมอเหอก็หยุดยืนข้างกายเขา แล้วย่อตัวลง


เขาตื่นเต้นหนักขึ้น อ้าปากเตรียมเปล่งถ้อยคำทักทาย "เหอ..."


ทว่าคังทั่นฮวาเพิ่งจะเอ่ยปาก เหอจิ่วเหนียงก็ยกสันมือขึ้น สับใส่หลังคอเขาให้สลบเหมือดทันที แล้วหิ้วคอเสื้อเขาขึ้นแบกไว้บนบ่าเดินออกไป


เหอจิ่วเหนียงคิด ‘บาดเจ็บอยู่แล้วก็อย่าพูดมากเลย เปลืองแรงเปล่าๆ’


ตอนที่ 780: ฮูหยินเก่งกาจเกินไปแล้วจริงๆ!


ซากศพที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่เต็มพื้นด้านนอกนั้น เหอจิ่วเหนียงไม่ชายตามองแม้แต่น้อย นางพาคังทั่นฮวากลับจวนแม่ทัพทันที


อาการของอาจารย์คังแย่กว่าที่นางคิดไว้เล็กน้อย ถูกทุบตีจนอวัยวะภายในบอบช้ำมีเลือดออกซึม บาดแผลจากนิ้วขาดก็ไม่ได้รักษามาอย่างดี ทำให้เสียเลือดจำนวนมาก บวกกับพื้นฐานสุขภาพร่างกายของเขาที่ไม่ค่อยดีอยู่แล้ว หากนางไปช้ากว่านี้อีกหน่อย ก็คงเตรียมไปเก็บศพเขาได้เลย


เหอจิ่วเหนียงสั่งให้คนไปเตรียมน้ำและสุราฤทธิ์แรง รวมถึงเทียนไขจำนวนมากเพื่อให้แน่ใจว่าแสงสว่างในห้องเพียงพอ และให้ยกกล่องยาของนางตามเข้าไปด้วย จากนั้นก็กำชับ “สั่งคนข้างนอกว่าถ้าไม่มีธุระอะไรห้ามเข้ามารบกวนข้าเด็ดขาด อีกอย่าง เจ้าเข้ามาช่วยข้าด้วย”


สาวใช้ร่างเล็กข้างกายพอจะมีวรยุทธ์อยู่บ้าง ความสามารถในการรับมือกับความกดดันทางจิตใจก็ไม่เลว อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยเช็ดเหงื่อให้นางได้ เพราะอย่างไรเสีย การต่อนิ้วที่ขาดให้คังทั่นฮวาก็นับว่าเป็นการผ่าตัดใหญ่


สาวใช้ร่างเล็กเดิมทีคิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะแค่ทำแผลตามร่างกายให้คังทั่นฮวา จนกระทั่งเห็นนายหญิงควักนิ้วที่ขาดท่อนนั้นออกมาจากอกเสื้อ ดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นทันที


“ฮูหยินจะต่อนิ้วให้ทั่นฮวาหลางหรือเจ้าคะ!?”


“อืม เดี๋ยวเจ้าคอยช่วยเช็ดเหงื่อให้ข้า ระวังอย่าบังสายตาข้าล่ะ”


น้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงราบเรียบไร้ระลอกคลื่น แต่หัวใจของสาวใช้ร่างเล็กกลับสั่นสะท้าน 


ถูกตัดออกมาแล้ว ยังจะต่อกลับเข้าไปได้อีกหรือ!


วิชาแพทย์ของฮูหยินบรรลุถึงขั้นฝืนลิขิตสวรรค์เช่นนี้แล้วหรือนี่!


แม้จะตกใจมาก แต่สาวใช้ก็ตอบรับอย่างนอบน้อม ทั้งยังรู้สึกตื่นเต้นที่ได้เห็นเหตุการณ์นี้ด้วยตาตนเอง นี่เป็นช่วงเวลาแห่งการเป็นสักขีพยานแห่งปาฏิหาริย์ นางแทบไม่อยากกะพริบตาเลยแม้แต่เสี้ยวเดียว!


หลังจากเตรียมการเสร็จเรียบร้อย เหอจิ่วเหนียงก็เริ่มลงมือ สีหน้าเคร่งขรึมจริงจังยิ่งยวด


นางฉีดยาชาให้คังทั่นฮวาก่อน เพื่อไม่ให้เขาเจ็บจนขาดใจตายไปเสียก่อนในระหว่างทำแผล


เข็มฉีดยานี้ผ่านการดัดแปลงมาให้เข้ากับยุคสมัยแล้ว ภายนอกดูเหมือนทำมาจากกระบอกไม้ไผ่ ในสายตาของสาวใช้ร่างเล็ก จึงเข้าใจไปเพียงว่าฮูหยินฉีดโอสถน้ำสูตรพิเศษให้ท่านอาจารย์คังเท่านั้น ไม่ได้นึกสงสัยอะไร


รอจนยาชาออกฤทธิ์ เหอจิ่วเหนียงจึงเริ่มลงมือจริงๆ นางค่อยๆเย็บเชื่อมเส้นเอ็นและเส้นเลือดที่ขาดออกจากกันอย่างระมัดระวัง จัดกระดูกที่หักให้เข้าที่แล้วยึดด้วยแผ่นเหล็กชิ้นเล็กๆ จากนั้นจึงเริ่มเย็บปิดแผล ดามเหล็ก และเข้าเฝือก (ขั้นตอนการรักษาในนิยายเป็นเพียงเรื่องสมมุติ โปรดอย่าอ้างอิงตามความเป็นจริง)


การผ่าตัดครั้งนี้ เริ่มตั้งแต่ฟ้าสว่างจนถึงกลางดึก กินเวลาไปสี่ชั่วยามเต็มๆ 


ผ้าเช็ดหน้าสำหรับซับเหงื่อในมือสาวใช้เปลี่ยนไปถึงสามผืน …สองผืนใช้เช็ดให้เหอจิ่วเหนียง ส่วนอีกผืนนางใช้เช็ดให้ตัวเอง


สะเทือนใจ น่าสะเทือนใจเกินไปแล้ว!


“เรียบร้อย ไปสั่งห้องครัวให้เตรียมของกินส่งไปที่เรือนข้า เราสองคนไปกินด้วยกันสักหน่อยเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงบิดขี้เกียจยืดเส้นยืดสาย ไม่ได้ผ่าตัดยาวนานขนาดนี้มานานแล้ว ไม่ง่ายเลยจริงๆ


สาวใช้ร่างเล็กถอนหายใจด้วยความโล่ง.อกทันที นางปาดเหงื่อบนหน้าผากตัวเองเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเดินออกไปอย่างขาแข้งอ่อนแรง


นางรู้สึกว่า สิ่งที่ได้เห็นในวันนี้ เพียงพอให้นางเอาไปคุยโวได้ตลอดชีวิตแล้ว


ฮูหยินของนางเก่งกาจเกินไปแล้วจริงๆ!


เหอจิ่วเหนียงฉวยโอกาสตอนที่สาวใช้ร่างเล็กออกไป รีบเจาะเลือดคังทั่นฮวามาตรวจหาหมู่เลือด แล้วนำถุงโลหิตออกมาจากห้วงมิติเพื่อทำการให้เลือดทางเส้นเลือดดำ อีกมือหนึ่งก็ให้โอสถบำรุงชนิดน้ำ ไม่อย่างนั้นร่างกายเขาคงไปต่อไม่ไหวแน่


ส่วนบาดแผลอื่นๆ บนร่างกายของเขายังไม่ถึงกับสาหัสนัก รอให้นางกินข้าวเสร็จค่อยมาจัดการต่อ


หมอหญิงหาคนมาเฝ้าหน้าประตูไว้ พร้อมกำชับว่าห้ามให้ใครเข้าไปเด็ดขาด จากนั้นก็กลับไปกินข้าวที่เรือนของตน และถือโอกาสฟังพ่อบ้านหวงรายงานสถานการณ์ภายนอกด้วย


สำหรับการตายของจู้เหลียน ทางราชสำนักเสนอทางออกด้วยการชดเชยเงินทองจำนวนหนึ่ง นอกจากนี้จู้เหลียนยังมีน้องชายแท้ๆ ที่ผลการเรียนไม่เลว จึงอนุโลมให้เขาสวมสิทธิ์ตำแหน่งจิ้นซื่อใหม่แทนจู้เหลียน หลังจากการสอบหน้าพระที่นั่งเสร็จสิ้นก็จะมอบตำแหน่งขุนนางให้


แต่การสวมสิทธิ์เช่นนี้ จึงไม่รู้ว่าความสามารถที่แท้จริงของเขาเป็นอย่างไร ดังนั้นก่อนสอบหน้าพระที่นั่ง จึงต้องทดสอบเขาเป็นกรณีพิเศษอีกครั้งเพื่อดูความสามารถ แล้วค่อยจัดสรรตำแหน่งขุนนางที่ไม่เล็กไม่ใหญ่ให้ ถือเป็นการให้คำอธิบายแก่ตระกูลจู้


ถึงแม้คนในครอบครัวจู้เหลียนจะปวดใจเพียงใด แต่คนตายก็ตายไปแล้ว ชีวิตยังต้องดำเนินต่อไป ยิ่งไปกว่านั้น ความจริงใจของราชสำนักก็มากโข จึงไม่ได้ก่อเรื่องวุ่นวายต่อ


ความจริงแล้วจากเบาะแสในที่เกิดเหตุ ไม้เล่มนั้นก็พิสูจน์ได้แล้วว่าตัวจู้เหลียนเองก็ไม่ได้บริสุทธิ์นัก แต่ในเมื่อคนก็ตายไปแล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องสืบสาวราวเรื่องให้มากความ จึงปล่อยผ่านไปเช่นนี้


ส่วนสถานที่ที่เหอจิ่วเหนียงบุกเข้าไปนั้น องค์รัชทายาทก็สั่งตรวจสอบอย่างเข้มงวด จนทราบว่าขุนนางที่ถูกเหอจิ่วเหนียงจัดการไปนั้นรับสินบนจากคนตงถิง จึงได้ทำเป็นหลับตาข้างหนึ่ง แม้กระทั่งตอนที่คนใต้บังคับบัญชาตั้งข้อสงสัย ก็ยังช่วยแก้ต่างให้ องค์รัชทายาทสั่งยึดทรัพย์และเนรเทศคนในครอบครัวเขาทั้งหมด


นอกจากนี้ ยังมีจัวเจียอวี้ที่อยู่ในคุก ได้ยินว่าเป็นลมไปแล้ว ผู้คุมตามหมอมาตรวจ ผลออกมาว่านางตกใจจนขวัญเสีย คนจวนมู่กั๋วกงรู้เข้าก็อยากจะมาเยี่ยมแต่ถูกปฏิเสธ จึงมาอาละวาดที่หน้าประตูจวนแม่ทัพ แต่ถูกพ่อบ้านหวงนำคนไล่ตีจนหนีเตลิดไป


รายงานมาถึงตรงนี้ พ่อบ้านหวงก็แค่นเสียงฮึดฮัด “ไม่ดูเลยว่าที่นี่คือที่ไหน ใช่ที่ที่พวกเขาอยากจะบุกก็บุกมาได้หรือ? บ่าวรับใช้ในจวนเราสุ่มๆมาสักคนก็ยังมีกระบวนท่าติดตัว การจัดการคนจวนมู่กั๋วกงนั้นง่ายดายราวพลิกฝ่ามือ!”


พ่อบ้านหวงอายุสี่สิบกว่าปี ไว้เคราสั้นๆ ท่าทางตอนพูดช่างดูองอาจผ่าเผย ทำเอาเหอจิ่วเหนียงหัวเราะพรืดออกมา


พ่อบ้านวัยกลางคนพูดต่อ “ฮูหยินน่าจะยังไม่ทราบ วีรกรรมที่ท่านบุกเข้าไปช่วยคนเพียงลำพังนั้นเล่าลือกันไปทั่วแล้วขอรับ ข้างนอกต่างยกย่องท่านว่าเป็นวีรสตรี! บอกว่าท่าทางตอนที่ท่านแบกทั่นฮวาหลางกระโดดขึ้นหลังม้านั้นองอาจห้าวหาญยิ่งนัก ถึงขนาดมีคนวาดภาพเหตุการณ์นั้นออกมาขายในราคาสูง แถมยังขายดีจนหมดเกลี้ยงด้วยนะขอรับ!


ฮูหยิน ท่านช่างยอดเยี่ยมจริงๆ เดิมทีบนถนนผู้คนต่างหวาดผวากันเพราะนักฆ่าตงถิงปรากฏตัว แต่ท่านกลับจัดการพวกมันไปตั้งมากมายด้วยตัวคนเดียว แถมยังช่วยทั่นฮวาหลางกลับมาได้ จิตใจของเหล่าราษฎรก็สงบลงทันที ไม่กลัวกันอีกแล้ว!


พ่อบ้านหวงพูดจ้อไม่หยุด มีแต่คำเยินยอเหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงฟังแล้วเพลินใจ กินข้าวเพิ่มไปตั้งสองชาม


สาวใช้ร่างเล็กก็นั่งกินอยู่ข้างๆอย่างมีความสุข ยังช่วยเสริมพ่อบ้านหวงด้วยว่าวิชาแพทย์ของฮูหยินพวกเขาเก่งกาจเพียงใด ราวกับเทพธิดาลงมาจุติ เป็นวิชาเซียนชัดๆ!


พ่อบ้านหวงประหลาดใจมาก ทั้งสองคุยกันอย่างออกรส บ่าวรับใช้คนอื่นๆก็เข้ามาร่วมวงด้วย บรรยากาศในเรือนครึกครื้นอย่างยิ่ง


แน่นอนว่า ทั้งหมดนี้เป็นเพราะปกติเหอจิ่วเหนียงปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเป็นกันเอง ทุกคนจึงได้ผ่อนคลายเช่นนี้ และเรื่องนี้ก็ได้รับอนุญาตจากเหอจิ่วเหนียงแล้ว


กินข้าวเสร็จ ฟังเรื่องซุบซิบจนพอใจแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็กลับไปจัดการบาดแผลตามร่างกายของคังทั่นฮวาต่อ แต่คราวนี้ไม่ได้ให้ใครตามเข้าไป


คังทั่นฮวายังต้องให้โอสถทางเส้นเลือดอยู่ จะให้ใครเห็นไม่ได้


ตอนที่เหอจิ่วเหนียงเข้ามา พบว่าเปลือกตาของคังทั่นฮวาขยับเล็กน้อย เหมือนจะตื่นขึ้นมา นางเงยหน้ามองถุงโอสถบำรุงที่เพิ่งหยดไปได้ครึ่งเดียว ก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบเข็มเงินออกมาจิ้มคนบนเตียงไปหนึ่งที แล้วคังทั่นฮวาก็หลับลึกไปอีกครั้ง


นางบ่นพึมพำ “ท่านอาจารย์คัง นอนหลับให้สบายเถอะนะ ถึงตื่นมาตอนนี้ท่านก็รู้สึกได้แค่ความเจ็บปวด นอนต่ออีกคืนเถอะ”


จบตอน

Comments