ตอนที่ 781: บัณฑิตก็เป็นเช่นนี้ เข้าใจได้
คังทั่นฮวาหลับสนิท อีกทั้งยังฝันต่อเนื่องยาวนาน ในฝัน เขาใช้ชีวิตไปตามครรลองปกติ ยังคงเฝ้ามองสตรีในดวงใจอยู่เงียบๆ และทำตามความฝันในวัยเยาว์ของตนเองได้สำเร็จ ได้สร้างผลงานในราชสำนัก
คนสลบไสลจมอยู่ในห้วงนิทรายาวนานจนถึงยามอู่ของอีกวัน ทันทีที่ลืมตาตื่น สิ่งแรกที่ปรากฏแก่สายตาของเขาก็คือ ใบหน้าของบ่าวรับใช้ในจวนแม่ทัพ
บ่าวรับใช้ผู้นั้นยืนอยู่ใกล้คังทั่นฮวามาก เมื่อเห็นคนบนเตียงเปิดเปลือกตา ก็ร้องออกมาด้วยความดีใจทันที "ทั่นฮวาหลางตื่นแล้วหรือขอรับ! หิวหรือไม่ขอรับ บ่าวจะรีบไปนำของกินมาให้เดี๋ยวนี้!"
จากนั้นก็สั่งคนไปแจ้งฮูหยิน เพราะนี่เป็นสิ่งที่ฮูหยินกำชับไว้ก่อนหน้านี้
คังทั่นฮวามองบ่าวผู้นั้นวิ่งออกไป ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าสมองจะค่อยๆประมวลผลได้
…เขารอดแล้ว
ภาพที่เหอจิ่วเหนียงถีบประตูเข้ามาเมื่อวานผุดขึ้นในหัว พลันนั้นดวงใจของเขาก็เต้นแรงขึ้น
นาง...ช่วยชีวิตเขาไว้อีกแล้ว
ชาตินี้คงชดใช้ให้ไม่หมดแล้ว
เขากระตุกมุมปากเป็นรอยยิ้มขื่น หลับตาสูดลมหายใจลึก ก่อนจะใช้มือยันกายประคองตัวจะลุกขึ้นนั่ง ทว่าทันใดนั้นความรู้สึกเจ็บปวดเจียนตายที่มือก็แล่นปราดไปทั่วสรรพางค์
เขาก้มมองดู พบว่ามือขวาของตนเองถูกพันผ้าไว้อย่างดี
นิ้วก้อยมือขวาของเขาถูกตัด คนพวกนั้นตั้งใจใช้เขาบีบให้เป่ยเหยียนปล่อยเจ้านายของพวกมัน และก็ตั้งใจจะทำลายเขาจริงๆ จึงเลือกมือขวา แล้วเริ่มจากนิ้วก้อย
นิ้วทั้งสิบเชื่อมถึงหัวใจ ความเจ็บปวดแทบขาดใจที่เกิดขึ้นส่งมาจากตรงนิ้วก้อยนั่นเอง
ทว่า…
นิ้วก้อยของเขาไม่ได้ถูกตัดไปแล้วหรือ?
ตามหลักแล้วตรงที่พันผ้าไว้ ควรจะสั้นกุดลงไป แต่ตอนนี้ดูแล้วกลับไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
หรือว่าท่านหมอเหอกลัวเขาเสียใจ จึงจงใจพันผ้าหลอกตาเช่นนี้?
ทั่นฮวาดวงตกอดหัวเราะออกมาเบาๆไม่ได้ หมอเหอมักจะใส่ใจความรู้สึกของเขาเสมอ แต่สำหรับเขาแล้ว เจอเคราะห์หนักขนาดนี้แต่ยังรอดกลับมาได้ มีชีวิตต่อไปได้ก็ถือว่าเป็นโชคดีที่สุดแล้ว เขาทำใจกับนิ้วก้อยที่หายไปได้แล้ว และมันไม่ได้มีผลกระทบกับการใช้ชีวิตของเขามากนัก
บ่าวคนเดิมกลับมาอย่างรวดเร็ว พร้อมกับโจ๊กขาวง่ายๆหนึ่งชาม ฮูหยินกำชับไว้เป็นพิเศษว่า ทั่นฮวาหลางกินได้แต่อาหารอ่อน และยังกินเยอะไม่ได้
"ขอบใจ ข้ากินเองได้"
อาจารย์คังพยายามจะลุกขึ้นอีกครั้ง บ่าวรับใช้รีบเข้ามาห้าม "ท่านอย่าขยับตัวขอรับ! เมื่อคืนฮูหยินของบ่าวเพิ่งจะต่อนิ้วที่ขาดให้ท่าน ต้องพักฟื้นให้ดี ไม่อย่างนั้นนิ้วจะเบี้ยวเอานะขอรับ!"
"อะไรนะ?"
คังทั่นฮวาตะลึงงันไปทั้งร่าง
ต่อนิ้วที่ขาด?
นี่เขาหิวจนสมองมึนงง หูแว่วไปเองหรือเปล่า?
"ฮูหยินต่อนิ้วให้ท่านขอรับ! ฮูหยินบอกว่า ขอแค่พักฟื้นให้ดี นิ้วของท่านก็จะกลับมาใช้งานได้เหมือนเดิม เพียงแต่จะมีรอยแผลเป็น ไม่ค่อยสวยงามเท่าไร แต่ทั่นฮวาหลางอย่าได้กังวล ฮูหยินสามารถหาทางลบรอยแผลเป็นให้ได้ขอรับ!"
คังทั่นฮวานิ่งอึ้งไปโดยสมบูรณ์
ไม่ได้หูแว่ว นางต่อนิ้วให้เขาจริงๆ!
ทำได้อย่างไร? นี่ไม่ใช่เนื้อหนังฉีกขาดธรรมดา แต่ถูกสับแยกส่วนจนถึงกระดูกเลยนะ!
นี่มันเหลือเชื่อเกินไปแล้ว!
บ่าวรับใช้มีสีหน้าภาคภูมิใจ ยังคงพูดต่อ "ตอนนั้นแม่นางฮุ่ยเอ๋อร์ก็ดูอยู่ข้างๆด้วยนะขอรับ! ฮูหยินของพวกเราเชื่อมต่อเนื้อหนังและกระดูกที่ขาดของท่านทีละนิดๆ ใช้เวลาตั้งสี่ชั่วยามแน่ะขอรับ! ฮูหยินช่างเก่งกาจจริงๆ ใต้หล้านี้หาท่านหมอที่เก่งกว่าฮูหยินของพวกเราไม่ได้อีกแล้ว!"
พูดไปพักหนึ่ง บ่าวรับใช้จึงจะนึกขึ้นได้ว่าคังทั่นฮวายังไม่ได้กินอะไรเลย ต้องหิวมากแน่ จึงรีบตักโจ๊กมาเป่าไล่ความร้อน แล้วค่อยป้อนไปที่ปากของเขา
ยามนี้จิตใจของคังทั่นฮวาเต็มไปด้วยความตื่นตะลึง ยังไม่ได้สติกลับมาเต็มร้อย ได้แต่อ้าปากรับโจ๊กที่ป้อนมาไปอย่างเหม่อลอย ทีละช้อน ทีละช้อน จนโจ๊กหมดชาม
หลังจากกินเสร็จ บ่าวรับใช้ก็ปรนนิบัติเขาทำธุระส่วนตัว หลังจากนอนลงอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงถึงได้เข้ามา
"อาจารย์คังตื่นแล้วหรือเจ้าคะ? ไม่สบายตรงไหนบอกข้าได้เลยนะ ยาต้องกินให้ตรงเวลา ช่วงนี้จะเจ็บปวดตามร่างกายบ้าง แต่เป็นเรื่องปกติเจ้าค่ะ กินยารักษาตัวแล้วก็จะทุเลาลงเรื่อยๆ ส่วนเรื่องนิ้ว ท่านไม่ต้องกังวลนะ ใช้เวลาหน่อยจึงจะประสานกันดี ไม่ส่งผลกระทบต่อการจับพู่กันเขียนหนังสือของท่านแน่นอนเจ้าค่ะ"
เหอจิ่วเหนียงเอามือไพล่หลังเดินเข้ามา ใบหน้าเปื้อนยิ้มเช่นเคย เหมือนกับวันแรกที่เจอกัน เจิดจ้าและสะดุดตา
เป็นครั้งแรกที่คังทั่นฮวาจ้องมองนางจนตาค้างโดยไม่สนมารยาทวิญญูชน ฟ้าดินรู้ดี ตอนที่เขาคิดว่าตัวเองต้องตายแน่แล้ว สิ่งที่คะนึงหาที่สุดก็คือรอยยิ้มของนาง
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้คิดอะไรมาก เพียงคิดว่าเขาคงยังอยู่ในอาการตกใจจนยังตั้งสติไม่ค่อยได้หลังจากเจอเรื่องเหล่านั้นมา
บัณฑิตผู้คงแก่เรียนก็เป็นเช่นนี้ ขวัญอ่อน ความอดทนต่อแรงกดดันในเรื่องกระทบกระเทือนทางจิตใจก็ต่ำ เข้าใจได้ เข้าใจได้
นางยื่นมือไปโบกตรงหน้าเขา "ท่านอาจารย์คัง ได้ยินที่ข้าพูดหรือไม่? จำได้หรือไม่ว่าข้าเป็นใคร? ดูมือข้า นี่เลขอะไร?"
คังทั่นฮวาถูกการกระทำของสตรีตรงหน้าดึงสติกลับมาอย่างฉับพลัน รีบละสายตากลับมา เตรียมจะลุกขึ้นขอบคุณ
"ท่านหมอเหอ ข้า..."
"ท่านอาจารย์คัง ก็บอกแล้วอย่างไรเจ้าคะว่าเราเป็นสหายกัน อย่าได้เกรงใจเลย อีกอย่าง เรื่องนี้ท่านก็เดือดร้อนเพราะพวกข้าสองสามีภรรยา หาไม่คงไม่ต้องมาเจ็บตัวเช่นนี้ ดังนั้นข้าย่อมต้องรับผิดชอบชีวิตท่านให้ดีที่สุด ท่านรักษาตัวให้ดี จะได้หายในเร็ววันก็พอเจ้าค่ะ"
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ใส่ใจเรื่องเล็กน้อยพวกนี้จริงๆ ในขอบเขตความสามารถของนาง ต่อให้คนที่ต้องประสบเคราะห์นี้เป็นคนอื่นนางก็ต้องไปช่วย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสหายอย่างเขาเลย
คังทั่นฮวาใจเต้นระรัวแต่ไม่รู้จะพูดอะไรดี นัยน์ตามีน้ำเอ่อคลอ ไม่ใช่ว่าเขาเจ้าน้ำตา แต่ความรู้สึกของเขา…มันท่วมท้น ยากจะอธิบายได้จริงๆ
ทว่าในสายตาของเหอจิ่วเหนียง เพียงมองว่าที่เขาน้ำตาซึม คงเพราะรู้สึกกระทบกระเทือนจิตใจจากเหตุการณ์นี้อย่างแรง พอเห็นคนซื่อๆอย่างเขาอยู่ในสภาพเช่นนี้ ในใจของนางก็อดสงสารไม่ได้
"อวี้เอ๋อร์ล่ะขอรับ? เขาไม่ได้เป็นอะไรใช่หรือไม่?"
คังทั่นฮวาไม่อยากแสดงความอ่อนแอต่อหน้าสตรีผู้นี้มากเกินไป จึงรีบเปลี่ยนเรื่อง พร้อมทั้งฉวยโอกาสก้มหน้าซ่อนรอยน้ำตา
"เขาไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ข้าส่งเขาไปอยู่ในที่ที่ปลอดภัยแล้ว ไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ"
เหอจิ่วเหนียงตอบกลับสั้นง่าย แล้วช่วยตรวจดูบาดแผลให้อีกฝ่าย ตรงไหนต้องเปลี่ยนยาก็เปลี่ยนให้ พร้อมกำชับบ่าวรับใช้ที่ได้รับมอบหมายผู้นั้นว่าดูแลทั่นฮวาหลางให้ดี จากนั้นก็เตรียมตัวจะออกไป
"จริงสิ ท่านอาจารย์คัง ข้าส่งคนไปบอกเสี่ยวติงแล้ว อีกเดี๋ยวเขาก็คงมาดูแลท่าน เขาเป็นคนของท่าน ให้เขามาดูแลย่อมสะดวกกว่า"
เสี่ยวติงคือบ่าวรับใช้ที่คังทั่นฮวาพามาเมืองหลวงด้วย คอยดูแลความเป็นอยู่ของคังทั่นฮวามาตลอด ตอนที่คังทั่นฮวาหายตัวไป เขาร้อนใจจนแทบคลั่ง
"ได้ รบกวนแล้ว"
คนคุ้นเคยดูแลย่อมดีกว่า บ่าวของจวนแม่ทัพแม้จะดูแลดี แต่เพราะไม่คุ้นเคยกันจึงออกจะเก้อเขินอยู่บ้าง
เหอจิ่วเหนียงกำชับอีกสองสามประโยค แล้วจึงจากไป
เมื่อออกจากเรือนรับรองที่คังทั่นฮวาพักอยู่ สาวใช้ร่างเล็กก็เอ่ยขึ้น "ฮูหยิน ในเมื่อช่วยทั่นฮวาหลางกลับมาได้แล้ว จะให้คนไปรับคุณชายน้อยและซื่อจื่อกลับมาเลยหรือไม่เจ้าคะ?"
"ยังก่อน คืนพรุ่งนี้ข้ายังต้องออกไปข้างนอกอีก จะไปสักหลายวัน รอข้ากลับมาค่อยไปรับพวกเขา"
เหอจิ่วเหนียงมีเรื่องบางอย่างอยากทำ ยังไม่ไม่สะดวกรับเด็กๆกลับมาในตอนนี้
สาวใช้ร่างเล็กรีบถาม "ฮูหยินจะไปกี่วันเจ้าคะ? บ่าวจะไปเตรียมของให้ท่าน"
"ไม่ต้อง ข้าจะขี่ม้าไปคนเดียว สามสี่วันก็กลับมาแล้ว"
สาวใช้ยังคิดจะถามเรื่องการเตรียมเสื้อผ้าสำหรับผลัดเปลี่ยน แต่ก็ได้ยินนายหญิงเอ่ยขึ้นเสียก่อน "ฮุ่ยเอ๋อร์ เรื่องที่ข้าจะออกจากบ้าน ยิ่งคนรู้น้อยยิ่งดี ดังนั้น เจ้าจงเก็บไว้ในใจก็พอ"
ตอนที่ 782: คิดถึงภรรยาคนก่อนหน้านี้
เมื่อเห็นความเคร่งขรึมและจริงจังบนใบหน้าของนายหญิง ฮุ่ยเอ๋อร์ก็พยักหน้ารับคำ "ฮูหยินโปรดวางใจ บ่าวจะไม่บอกใครแน่นอนเจ้าค่ะ"
"อืม หากมีใครมาหา ก็บอกว่าท่านอาจารย์คังป่วยหนัก ข้ากำลังหาวิธีรักษาอาการให้เขาอยู่ ไม่สะดวกพบใครทั้งนั้น"
"เจ้าค่ะ… แล้วนายท่านสามล่ะเจ้าคะ?"
"ทางนั้นไม่ต้องห่วง ก่อนไปข้าจะไปหาเขาเอง"
"เจ้าค่ะ"
ทั้งสองเดินคุยกันจนกลับมาถึงเรือนหลัก เหอจิ่วเหนียงตรงไปที่ห้องตำรา หาพู่กันและกระดาษแล้วเริ่มเขียนบางอย่าง
ในเมื่อเรื่องนี้ต้องมีคนคอยกระตุ้น เช่นนั้นนางจะเป็นคนกระตุ้นเอง
สาเหตุที่ตัดสินใจออกเดินทางคืนวันพรุ่งนี้ เพราะตอนนี้อาการของคังทั่นฮวายังไม่นิ่งนัก อย่างน้อยต้องมั่นใจว่าคังทั่นฮวาปลอดภัยแล้ว จึงจะไปได้อย่างวางใจ
……..
คืนวันถัดมา
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงออกจากจวน นางแอบออกทางประตูหลัง คนในจวนรู้เรื่องนี้น้อยมาก นางไม่ได้นำอะไรติดตัวไปเลย เพียงจากไปพร้อมกับม้าแค่ตัวเดียว
แน่นอนว่านางแวะไปที่ค่ายทหารก่อน ฮูหยินแม่ทัพลอบเข้าไปอย่างเงียบเชียบโดยไม่มีใครรู้ ในกระโจมแม่ทัพขณะนี้ มีเพียงลู่ไป่ชวนคนเดียวซึ่งกำลังนั่งเขียนงานอยู่
เหอจิ่วเหนียงชะโงกหน้าเข้าไปดู เขากำลังเขียนแผนการฝึกซ้อม เป็นสรุปฉบับล่าสุด
ลู่ไป่ชวนได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวก็รู้ว่าเป็นนาง เขาไม่ได้หยุดงานในมือ ยังคงเขียนต่อไป พลางกล่าว "จิ้งอ๋องเขียนจดหมายมาหาข้า ให้ข้าส่งแผนการฝึกซ้อมไปให้เขาชุดหนึ่ง เป็นการเตรียมพร้อมสำหรับทำสงคราม"
"จิ้งอ๋อง? ท่านยังติดต่อกับเขาอยู่อีกหรือ?"
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้ว ค่อนข้างประหลาดใจ
"บางครั้งบางคราว เขาบอกว่าช่วงนี้ตงถิงมักจะยั่วยุกองทัพเป่ยเหยียนที่ชายแดน มีการปะทะเล็กๆน้อยๆหลายครั้ง คาดว่าคงแค่อยากลองเชิงความแข็งแกร่งของเป่ยเหยียน จิ้งอ๋องรู้สึกว่าความสามารถของกองทัพยังไม่ดีพอ จึงเขียนจดหมายมาปรึกษาข้า แผนการของพวกเราตอนนี้ใช้ได้ดี ข้าเลยกะว่าจะให้เขาเอาไปใช้"
หลังจากจิ้งอ๋องไปประจำการที่ชายแดน ก็น้อยครั้งนักที่จะส่งจดหมายมาเมืองหลวง จะมีก็แค่รายงานสถานการณ์บ้างเป็นครั้งคราว คิดไม่ถึงว่าคนอย่างเขาไปอยู่ที่นั่นแล้วจะกลายเป็นคนมีความกระตือรือร้นก้าวหน้า คนหยิ่งทะนงเช่นนั้น ถึงกับยอมเป็นฝ่ายเอ่ยปากขอความช่วยเหลือจากลู่ไป่ชวน
"ได้ ท่านเขียนเสร็จแล้วข้าจะช่วยนำไปให้เขาเอง"
เหอจิ่วเหนียงนั่งลงข้างๆ พลางรินชาให้ตนเองดื่ม
มือที่จับพู่กันของลู่ไป่ชวนพลันชะงัก หันมาถามคนข้างกาย "เจ้าจะไปชายแดนหรือ?"
"ใช่แล้ว แต่ถ้าจะพูดให้ถูกคือ… ข้าจะไปตงถิงสักรอบ"
หญิงสาวพยักหน้า แล้วกล่าวต่อ "ท่านวางใจเถิด แค่สามสี่วัน ข้าก็กลับมาแล้ว"
"เช่นข้าจะไปกับเจ้า"
ลู่ไป่ชวนไม่ถามด้วยซ้ำว่าภรรยาจะไปทำอะไร เพราะเขาพอจะเดาใจนางได้คร่าวๆ แต่เขารู้สึกว่ามันอันตราย เขาไม่อาจปล่อยให้นางไปเสี่ยงคนเดียวได้
"อย่าเลย สำหรับข้านี่เรื่องเล็กน้อยนัก หน้าที่ของท่านคือฝึกทหารให้ดี ศึกครั้งนี้จำเป็นต้องรบ และต้องรบให้ชนะอย่างสวยงามด้วย!"
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจความปรารถนาอันยิ่งใหญ่ของผู้ครองอำนาจที่ต้องการรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่ง แต่จะทำก็ต้องอาศัยความสามารถที่แท้จริง ไม่ใช้วิธีสกปรกแบบตงถิง ช่างไม่สง่างามเอาเสียเลย
แต่ถ้าองค์รัชทายาทมีความสามารถและใจถึงพอ นางก็ไม่รังเกียจที่จะช่วยผลักดันสักหน่อย
แน่นอนว่านั่นเป็นเรื่องในอนาคต ภารกิจสำคัญตอนนี้คือ ต้องตีตงถิงให้หมอบราบคาบแก้ว
"แต่ว่า..."
"เอาละ เอาละ พูดมากไปก็ไม่มีประโยชน์ รีบเขียนเร็วเข้าเถิด"
เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้นอย่างหมดความอดทน ยื่นมือไปจับศีรษะสามีให้หันกลับไปสนใจงาน เร่งให้เขารีบทำให้เสร็จ
ลู่ไป่ชวน “...”
"ข้ามาหาท่านก็เพื่อจะบอกว่า โก่วเอ๋อร์กับซื่อจื่ออยู่ที่จวนของท่านอาหมิง ระหว่างนี้พวกเขาจะปลอดภัย ส่วนในวัง ทางที่ดีท่านช่วยปิดบังให้ข้าหน่อย ข้าไม่อยากให้พวกเขารู้ว่าข้าไม่อยู่ ไม่เช่นนั้น ด้วยเวลาไปกลับที่ไม่สอดคล้องกัน จะทำให้คนสงสัยในตัวข้าได้"
โดยปกติแล้ว การเดินทางไปตงถิงหนึ่งรอบ ต่อให้เร่งม้าเร็วแค่ไหน ก็ต้องใช้เวลาหนึ่งถึงสองเดือน แต่เหอจิ่วเหนียงใช้เวลาไปและกลับรวมแล้วแค่สามถึงสี่วัน ทั้งยังรวมเวลาไปจัดการธุระแล้วด้วย ในยุคสมัยนี้นี่เป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้ ถึงแม้ฮ่องเต้และองค์รัชทายาทจะมีความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขาในตอนนี้ และคงไม่คิดตั้งแง่อะไร แต่ใครจะรู้อนาคตล่ะ?
ดังนั้นกันไว้ดีกว่าแก้ จนถึงตอนนี้ คนที่สตรีสองภพเชื่อใจจริงๆ ก็มีแค่ครอบครัวลู่เท่านั้น
และการที่นางไปตงถิงรอบนี้ พูดตรงๆก็คือไปหาเรื่อง เพื่อเร่งให้เกิดชนวนสงคราม และสร้างความมุ่งมั่นให้กับองค์รัชทายาท ดังนั้นยิ่งไม่ควรให้คนในราชวงศ์รู้
ไม่กำจัดสวะตงถิงพวกนี้ให้สิ้นซาก แล้วจะนอนหลับฝันดีได้อย่างไร?
ยิ่งครอบครัวของนางมีสมาชิกตั้งมากมาย ถึงแม้ตอนนี้มีคนของหมิงเจ๋อคอยคุ้มกันลับๆอยู่ก็จริง แต่ถ้าไม่มีเล่า? หรือจะต้องให้อยู่กับความหวาดระแวงตลอดไป?
นางไม่ใช่คนที่ชอบอะไรอืดอาดยืดยาด มีเรื่องอะไร รีบจัดการก็จะสบายใจได้เร็ว
ลู่ไป่ชวนไม่อยากรับปาก เขาอยากตามภรรยาไปด้วย แต่ในวังก็จำเป็นต้องให้เขาคอยรับหน้า ถ้าหายไปทั้งสองคน หลายเรื่องคงยากจะอธิบาย
โดยเฉพาะช่วงนี้ที่มีปัญหากับเหล่าขุนนางเก่าแก่ไม่หยุดหย่อน เขามักจะถูกเรียกตัวเข้าเฝ้าบ่อยครั้ง ดังนั้นดูแล้วคงปลีกตัวไปไหนไม่ได้จริงๆ
"ฮูหยิน..."
ลู่ไป่ชวนถอนหายใจ อยากจะพูดแสดงความห่วงใยสักหน่อย เหอจิ่วเหนียงผู้ตรงไปตรงมากลับยื่นนิ้วไปปิดปากเขา "เลิกบ่นได้แล้ว รีบเขียนเร็วเข้า ข้าจะไปแล้ว!"
จดหมายฉบับนี้ถ้าให้คนขี่ม้าเร็วไปส่งที่ชายแดนอย่างไรก็ต้องใช้เวลานาน ที่สำคัญ แผนสรุปการฝึกซ้อมนี้ก็นับเป็นความลับทางทหาร ถ้าเกิดรั่วไหลไปถึงมือคนตงถิง ไม่เท่ากับว่าชี้โพรงให้กระรอกหรอกหรือ!
นางไปส่งเอง ถึงมือจิ้งอ๋องโดยตรง ไม่ต้องมีพ่อค้าคนกลางมาร่วมแบ่งผลประโยชน์ระหว่างทาง... แคกๆ หมายถึง ไม่ต้องกลัวความลับรั่วไหล
ลู่ไป่ชวน “...”
จู่ๆ ก็คิดถึงภรรยาคนก่อนหน้านี้ที่ชอบหยอกเย้าเล่นกับเขา เหตุใดการเปลี่ยนแปลงของนางถึงได้ใหญ่หลวงเพียงนี้
สรุปคือ ความรักมันจางหายไปแล้วใช่หรือไม่?
เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจอะไรอีก หลังจากเร่งให้เขาเขียนเร็วๆก็กำชับ "ถึงแม้ลูกจะปลอดภัย แต่ท่านก็ต้องหาเวลาไปดูบ้างนะ ลูกเราน่าสงสารยิ่งนัก อายุแค่นี้พ่อก็ไม่มีเวลาให้….”
แล้วนางก็บ่นงึมงำต่อไปอีกยืดยาว
ลู่ไป่ชวน “...”
"เช่นนั้นพรุ่งนี้เช้าข้าจะรับเขามาที่ค่ายทหาร"
"อย่าเชียว! เดี๋ยวท่านก็ต้องเข้าวัง เดี๋ยวก็ต้องไปสืบเรื่องราวนู่นนี่ ให้ลูกอยู่ที่ค่ายทหารข้าไม่วางใจ ท่านไปหาเขาวันละรอบก็พอแล้ว เอาของอร่อยๆไปให้เขาด้วย"
เพื่อความสัมพันธ์ระหว่างพ่อลูกคู่นี้ เหอจิ่วเหนียงทุ่มเทแรงกายแรงใจสนับสนุนมากจริงๆ
"ตกลง เจ้าอยู่ข้างนอกก็ระวังตัวด้วย อย่าฝืนทำอะไรเกินตัว เวลาคับขันให้คิดถึงข้ากับโก่วเอ๋อร์"
"รู้แล้ว รู้แล้ว ข้าจะคิดถึงท่านสุภาพสตรีซุนและเงินทองของข้าที่ยังไม่มีโอกาสได้ใช้ด้วย!"
ลู่ไป่ชวน “...”
เอาเถอะ เรื่องอะไรเขาคงไม่ต้องห่วงแล้ว เรื่องที่ควรคิดหรือไม่ควรคิด นางคงคิดได้หมดแล้ว
ลู่ไป่ชวนเขียนจดหมายเสร็จพร้อมใส่ซองปิดผนึก เหอจิ่วเหนียงรับมายัดใส่ในอกเสื้อแล้วเตรียมจะจากไป
ลู่ไป่ชวนเอ่ยขึ้น "ข้าจะไปส่งเจ้าในภูเขา"
ต้องไปในสถานที่ที่ไม่มีคนจึงจะใช้เฮลิคอปเตอร์ได้ รอบๆนี้ยังมีทหารลาดตระเวน จึงไม่สะดวก
"ไม่ต้อง ข้าไปเองได้"
เหอจิ่วเหนียงปฏิเสธทันควัน แล้วยกแขนโอบรอบคอลู่ไป่ชวน พร้อมโน้มหน้าเข้าไปงับริมฝีปากเขาหนึ่งที "รอข้ากลับมานะ แล้วก็…ห้ามแอบปล่อยตัวจัวเจียอวี้เด็ดขาด ไม่อย่างนั้นข้าไม่จบกับท่านแน่"
โดนจูบไปหนึ่งที อารมณ์ของลู่ไป่ชวนค่อยดีขึ้นบ้าง เขายิ้มอย่างตามใจ "วางใจเถอะ ข้าจะให้คนดูแลนางเป็นพิเศษ"
"อืม รายงานสถานการณ์นางให้จวนมู่กั๋วกงรู้เป็นระยะระยะด้วย ข้าชอบเห็นท่าทางร้อนรนแต่ทำอะไรไม่ได้ของพวกเขามาก"
"อืม"
เหอจิ่วเหนียงฝากฝังเสร็จ ก็วางใจจากไปได้แล้ว นางแวบออกจากกระโจม จูงม้าออกมาจากป่าไม่ไกล แล้วควบตะบึงออกไปอย่างรวดเร็ว
ลู่ไป่ชวนยืนอยู่ในค่ายทหาร มองไปยังทิศทางที่ภรรยาจากไป ถอนหายใจออกมาอย่างเงียบงัน
หวังว่านางจะเดินทางโดยสวัสดิภาพ
ตอนที่ 783: ก็แค่สตรีคนหนึ่งเท่านั้น!
เหอจิ่วเหนียงทำความเข้าใจเส้นทางและระยะทางระหว่างแคว้นไว้ล่วงหน้าแล้ว ประกอบกับต้องรีบไปหาจิ้งอ๋องที่ชายแดน นางจึงเร่งความเร็วในการเดินทางอย่างยิ่งยวด
โชคดีที่ตลอดทางฟ้าฝนเป็นใจ ไม่พบเจอเหตุไม่คาดฝันใด นางจึงมาถึงชายแดนในตอนเที่ยงของวันถัดมา
หลังจากหาสถานที่ลับตาคนร่อนลงจอดเฮลิคอปเตอร์ เหอจิ่วเหนียงก็ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์เป็นทหารสื่อสาร แสดงป้ายคำสั่งที่ลู่ไป่ชวนมอบให้ แล้วก็ผ่านเข้าไปในค่ายทหารได้อย่างราบรื่น
นี่เป็นครั้งแรกที่สตรีข้ามภพได้มาเยือนค่ายทหารชายแดนของยุคสมัยนี้ ฝุ่นทรายสีเหลืองปลิวว่อน สภาพแวดล้อมไม่สู้ดีนัก สภาพของเหล่าทหารในค่ายก็ดูไม่เจริญหูเจริญตานักเช่นกัน
มองปราดเดียวก็เห็นแต่ความเกียจคร้าน ไร้ชีวิตชีวา บางคนยังได้รับบาดเจ็บ การทำแผลก็ทำแบบขอไปทีจนน่าสังเวช
ที่แท้ทหารก็มีสภาพเช่นนี้ มิน่าล่ะ คนตงถิงถึงไม่เห็นกองทัพนับแสนนายที่ชายแดนเป่ยเหยียนอยู่ในสายตาเลย
เหอจิ่วเหนียงกวาดสายตามองรอบหนึ่ง แล้วเดินฝ่าฝูงชนมุ่งหน้าไปทางกระโจมผู้บัญชาการ
“ได้ยินข่าวมาหรือยัง ดูเหมือนว่าพวกเราจะต้องทำศึกกับตงถิงแล้ว!”
“ทำศึกบ้าบออะไร ก็แค่พูดไปอย่างนั้น หากจะรบก็คงรบไปนานแล้ว!”
“ไม่แน่นะ พวกเจ้าไม่เห็นหรือว่าช่วงนี้ท่านจิ้งอ๋องดูเคร่งเครียดใส่ใจมาก ทิศทางในราชสำนักอาจเปลี่ยนไปแล้ว”
“จะรบก็รีบรบเถอะ ข้ามาประจำการชายแดนสี่ห้าปีแล้ว ยังไม่เคยจับดาบรบแบบจริงจังเลยสักครั้ง รู้แต่ต้องคอยรองรับอารมณ์พวกเต่าหดหัวนั่น อึดอัดจะตายอยู่แล้ว!”
แม้จะบอกว่าประจำการชายแดน แต่หากฝ่ายตรงข้ามไม่กระทำการเกินเลยไปนัก เหล่าแม่ทัพนายกองทางนี้ก็มักทำเป็นหลับตาข้างหนึ่งไปเสีย เพราะหากราชสำนักไม่มีราชโองการลงมา พวกเขาก็ไม่สามารถเปิดศึกตามอำเภอใจได้ ไม่อย่างนั้นจะกลายเป็นการทำลายความสงบ(อันจอมปลอม)ระหว่างชายแดนสองแคว้นได้
หากกระทำการบุ่มบ่ามตามใจ แล้วราชสำนักสืบสาวเอาความ ผู้ที่ต้องรับผิดชอบก็ย่อมไม่พ้นขุนนางแม่ทัพเหล่านี้ ซึ่งโทษสถานเบาสุดก็คือปลดตำแหน่ง สถานหนักก็ริบทรัพย์ประหารชีวิต
…….
ภายในกระโจม
จิ้งอ๋องคลี่จดหมายออกอ่าน ลายมือในจดหมายค่อนข้างหวัด บ่งบอกถึงความเร่งรีบของผู้เขียน
เหอจิ่วเหนียงในคราบนายทหารสื่อสาร ประสานมือกล่าวอธิบาย “ท่านแม่ทัพของข้าน้อยรู้ว่าท่านอ๋องต้องการด่วน จึงให้ข้าน้อยเร่งเดินทางทั้งวันทั้งคืนนำมาส่งขอรับ ทั้งยังฝากบอกอีกว่า ศึกใหญ่ใกล้เข้ามาแล้ว ขอให้ท่านอ๋องเร่งฝึกฝนกองทัพ อีกไม่นานเขาก็จะนำทัพมาช่วยสมทบท่านขอรับ”
“โอ้? เขาจะลงสนามด้วยตัวเองรึ?”
จิ้งอ๋องปรายตามองทหารสื่อสารร่างเล็กบางวูบหนึ่ง ทว่าไม่ได้นึกสงสัยอะไรในตัวอีกฝ่าย แล้วก้มหน้าอ่านแผนการที่ลู่ไป่ชวนเขียนต่อ
แผนการนี้เป็นการผนวกความคิดและประสบการณ์ของเหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวน เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ แต่จิ้งอ๋องกลับขมวดคิ้ว รู้สึกว่ามันเพ้อฝันเกินไป การจะปฏิบัติจริงคงยากเข็ญ
“ใช่ขอรับ ท่านแม่ทัพลู่มีความคิดเช่นนี้จริงๆ หากต้องทำศึกจริง ท่านแม่ทัพของข้าน้อยไม่มีทางถอยหนีแน่นอนขอรับ” เหอจิ่วเหนียงหลับหูหลับตาเยินยอสามีตนเอง
“นั่นเป็นนิสัยของเขาจริงๆ” จิ้งอ๋องพยักหน้าเห็นด้วย แต่ในใจยังคงมีข้อโต้แย้งกับแผนการในมือ “แต่ว่า... เจ้าแน่ใจหรือว่าแผนการนี้จะใช้ได้ผล? ตอนเข้ามาเจ้าก็น่าจะเห็นสภาพทหารข้างนอกนั่นแล้ว อย่าว่าแต่ฝึกฝนเลย ให้พวกมันขยับตัวยังยาก”
ขณะเอ่ยประโยคนี้ เขาเงยหน้ามองคู่สนทนาด้วย หวังว่าอีกฝ่ายจะให้คำตอบที่น่าพอใจได้ ไม่อย่างนั้นคงต้องสงสัยแล้วว่าแผนการนี้เป็นเรื่องจริงหรือเท็จ
เหอจิ่วเหนียงตอบกลับทันควัน “ตอนที่ท่านแม่ทัพลู่เข้ามารับช่วงต่อค่ายทหารนอกเมืองหลวง สภาพค่ายทหารของพวกข้าน้อยย่ำแย่กว่าที่นี่อีกขอรับ แต่ภายใต้การร่วมมือกันฝึกฝนของฮูหยินกับท่านแม่ทัพ ทุกคนก็ก้าวหน้าขึ้นอย่างรวดเร็ว หากท่านอ๋องไม่เชื่อ หาคนมาลองประมือกับข้าน้อยดูก็ได้ขอรับ ส่วนเรื่องที่ท่านอ๋องกังวล กลัวว่าพวกเขาจะไม่ยอมให้ความร่วมมือ นั่นยิ่งง่ายเข้าไปใหญ่ อำนาจบารมีของท่านอ๋องตั้งตระหง่านอยู่ตรงนี้ จัดการเชือดไก่ให้ลิงดูสักคนสองคนต่อหน้าธารกำนัล ใครจะกล้าสอดปากขัดขืนอีก?”
ขณะอธิบาย เหอจิ่วเหนียงก็ส่งยิ้มให้ผู้บัญชาการกองทัพชายแดนไปด้วย
คราวนี้จิ้งอ๋องจึงจะสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างในตัวอีกฝ่ายได้ในที่สุด เขารู้สึกว่า…รอยยิ้มนี้ ช่างคุ้นตายิ่งนัก
ในความทรงจำ... สตรีผู้นั้นก็ชอบยิ้มเยาะเขาพลางพูดไปเช่นนี้เหมือนกัน
ถูกสตรีผู้นั้นหัวเราะเยาะก็ช่างเถอะ แต่ตอนนี้…แม้แต่ทหารสารเลวตัวเล็กๆ นี่ก็กล้าไม่เห็นเขาอยู่ในสายตาแล้วรึ!
แต่จิ้งอ๋องกลับไม่มีแก่ใจจะเอาความ เพราะตอนนี้เขาสนใจประเด็นอื่นในคำพูดอีกฝ่ายมากกว่า “ฮูหยิน? เจ้ากำลังบอกว่า เหอจิ่วเหนียงก็ไปช่วยฝึกฝนในค่ายทหารด้วยรึ?”
“ก่อนหน้านี้ท่านแม่ทัพยุ่งจนหัวหมุน ฮูหยินจึงไปช่วยงานที่ค่ายทหารอยู่พักหนึ่งขอรับ ฮูหยินช่างสมกับเป็นฮูหยินแม่ทัพ สอนแต่วิชาสังหารที่สร้างผลงานได้ง่ายๆทั้งนั้น!”
คนเล่าแสดงท่าทางเลื่อมใสศรัทธาออกมาจนออกนอกหน้า จิ้งอ๋องมองด้วยสายตารังเกียจเล็กน้อย พลางเบ้ปาก “ดูท่าทางไม่ได้เรื่องของเจ้าสิ ก็แค่สตรีคนหนึ่งเท่านั้น!”
จิ้งอ๋องแค่นเสียงฮึดฮัด เขาไม่อยากยอมรับเลยว่าตนเองเทียบสตรีผู้นั้นไม่ได้ แต่ถึงอย่างนั้น พอมาอยู่ที่นี่เขาถึงได้รู้ว่า ของที่สตรีผู้นั้นส่งมาก่อนหน้านี้ล้วนช่วยชีวิตได้จริงๆ เขาเกือบถูกลอบสังหารหลายครั้ง ก็ได้ของพวกนั้นช่วยไว้
ยังมีเครื่องเทศเป็ดดำลู่นั่นอีก ที่นี่ไม่มีอะไรอร่อยเลย ปากจืดชืดไร้รสชาติ อาศัยเครื่องปรุงพวกนั้นประทังชีวิต!
เหอจิ่วเหนียงลอบปรายตามองเขา พลางจงใจกล่าว “ฮูหยินของพวกเราอารมณ์ไม่ค่อยดีนักนะขอรับ หากนางรู้ว่าท่านอ๋องพูดถึงนางเช่นนี้ คาดว่า...”
“เจ้าไม่พูด นางจะรู้รึ?”
จิ้งอ๋องถลึงตาใส่อย่างเย็นชา แฝงความหมายตักเตือนเต็มเปี่ยม
แต่เหตุใด…เขาถึงรู้สึกว่า เจ้าทหารตัวเล็กนี่นิสัยเหมือนกับสตรีผู้นั้นนักนะ หรือว่าทหารที่ถูกนางฝึกฝนมาจะเป็นเช่นนี้กันไปหมด?
แม้แต่เขาก็ยังไม่กลัว?
พอคิดถึงตรงนี้ ในใจอ๋องหัวร้อนก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาอีกครั้ง
เหอจิ่วเหนียงรีบทำท่าทางหวาดกลัวไม่กล้าพูดพล่อยๆ ท่าทีนอบน้อมสงบเสงี่ยมนั้นทำให้จิ้งอ๋องพอใจขึ้นมาได้ไม่น้อย
“เอาเถอะ ในเมื่อเจ้ามาจากเมืองหลวง เช่นนั้นก็ให้ข้าดูความสามารถเจ้าหน่อย ไป!”
จิ้งอ๋องเก็บเอกสารสำคัญไว้ในอกเสื้อ เขาค่อนข้างคาดหวังทีเดียว
ที่ทหารตัวเล็กนี่กล้าเสนอตัวแสดงฝีมือ แสดงว่ามั่นใจในความสามารถของตนเองพอสมควร เช่นนั้นก็ให้เขาได้เห็นหน่อยเถอะ ว่าจะเก่งกาจจริงสมราคาคุยหรือไม่
ตอนที่ 784: ร้ายกาจหรือไม่? ฮูหยินของพวกเราสอนมา!
เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้ว “ไปสิขอรับ!”
แผนการนี้เป็นสิ่งที่นางและลู่ไป่ชวนวางแผนมาด้วยกัน หากไม่ใช่เพราะพวกเขาฝึกทหารออกมาได้ชุดหนึ่งแล้วละก็ ปฏิเสธไม่ได้ว่าแผนการนี้ดูเป็นเรื่องเพ้อฝันเกินไปจริงๆ
ดังนั้นทำให้พวกเขาได้เห็นกับตาดีกว่า จิ้งอ๋องจะได้ฝึกทหารต่อได้ง่ายและมั่นใจขึ้น ไม่ต้องมาลำบากพวกตนภายหลัง
จิ้งอ๋องเดินออกไป ก็มีคนรอรับคำสั่งทันที จิ้งอ๋องสั่งการ “ให้ทุกคนไปรวมตัวที่ลานฝึกยุทธ์ ข้ามีเรื่องสำคัญจะประกาศ!”
“ขอรับ!”
ลานฝึกยุทธ์แห่งเดียวจะรวมพลแสนนายย่อมเป็นไปไม่ได้ ปกติจึงจะเรียกแค่พวกนายกองนายทหาร ให้พวกเขารับคำสั่งแล้วกลับไปถ่ายทอดให้คนระดับล่างในหน่วยฟัง
ถึงอย่างนั้น ในลานฝึกยุทธ์ก็ยังเนืองแน่นไปด้วยผู้คน มองไปทางไหนก็เห็นแต่ศีรษะคน ไม่เห็นพื้นที่ว่าง
เหอจิ่วเหนียงยืนอยู่ด้านหลังจิ้งอ๋องบนแท่นสูง มองดูทหารที่ไร้ชีวิตชีวาเบื้องล่างแล้วก็พูดไม่ออก
คงจะเกียจคร้านจนเคยชิน ต่อให้จิ้งอ๋องมายืนอยู่ตรงหน้าก็ไร้ประโยชน์
“เหล่าทหาร! ตอนนี้ตงถิงรุกรานเป่ยเหยียนเราแล้ว ศึกใหญ่ครั้งนี้คงเลี่ยงไม่ได้ ถึงเวลานั้นหากพวกเจ้ายังเข้าร่วมศึกด้วยสภาพเช่นนี้ จุดจบจะเป็นเช่นไรคงไม่ต้องให้ข้าพูดมากความกระมัง?”
จิ้งอ๋องมองดูสภาพคนด้านล่างแล้วก็โกรธไม่แพ้กัน ต้องบอกว่านี่ดีขึ้นบ้างแล้วหลังจากที่เขามาประจำการที่นี่ ถ้าเป็นเมื่อก่อนตอนที่เขายังไม่มาละก็…ไม่ต้องพูดถึง
คนด้านล่างได้ยินจิ้งอ๋องบอกว่าจะรบ ก็ไม่ได้มีปฏิกิริยาอะไร คำพูดนี้พวกเขาฟังมานับครั้งไม่ถ้วนแล้ว ทุกครั้งก็มีแต่เสียงฟ้าร้องทว่าไม่มีฝนตก
น่าเบื่อ!
“ชิ ท่าทีเช่นนี้ของพวกเขา ท่านอ๋องไม่โมโหเลยหรือขอรับ?”
เหอจิ่วเหนียงเริ่มออกอาการอีกแล้ว รอยยิ้มที่มุมปากปิดอย่างไรก็ไม่มิด ดูท่าสถานการณ์ของจิ้งอ๋องจะไม่ได้ดีอย่างที่นางคิดไว้
สงสัยจะต้องให้เห็นเลือดจริงๆ ถึงจะปลุกพวกขี้เซาตลอดศกพวกนี้ให้ตื่นได้
จิ้งอ๋องย่อมโกรธอยู่แล้ว แต่คนข้างล่างเหล่านี้ล้วนเป็นนายทหารในกองทัพ แม้ระดับจะไม่สูงมาก แต่ถ้าฉีกหน้ากันจริงๆ เรื่องราวคงจบยาก ดังนั้นหลายครั้งต่อให้โกรธเพียงใด จิ้งอ๋องก็อยากจะคุยกับพวกเขาดีๆ
แน่นอนว่า สาเหตุหลักก็คือเขาไม่สามารถทำให้คนยอมรับได้ อยู่เมืองหลวงก็หยิ่งยโสหลงตัวเอง คิดว่าตัวเองเก่ง แต่พอมาอยู่ชายแดน ถึงได้รู้ว่านายทหารขี้เกียจพวกนี้ยังพอฟัดพอเหวี่ยงกับเขาได้ ยิ่งไปกว่านั้น การปะทะกับตงถิงเล็กๆน้อยๆไม่กี่ครั้ง เขาเกือบได้รับบาดเจ็บ ก็ได้นายทหารพวกนี้ช่วยไว้
เรื่องนั้นเป็นหนามยอกอกเขา ก่อนเกิดเรื่องพวกนั้น เขาไม่เคยคิดเลยว่าตนเองจะอ่อนแอขนาดนี้
“พวกเขามีบุญคุณต่อข้า”
ดังนั้นต่อให้โกรธ ก็ต้องทน
เหอจิ่วเหนียงแปลกใจ มีบุญคุณด้วย?
เรื่องเป็นมาอย่างไรกัน?
เวลานี้ไม่เหมาะจะอธิบาย จิ้งอ๋องจึงไม่ได้พูดอะไร แน่นอนว่าหลักๆคือเพราะเขาเป็นถึงอ๋อง ไม่จำเป็นต้องมาอธิบายอะไรให้เจ้าทหารตัวเล็กนี่ฟัง ที่พูดเช่นนี้แค่อยากเตือนอีกฝ่ายว่า คนพวกนี้แตะต้องส่งเดชไม่ได้
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจ จึงระงับความกระหายเลือดลงไป ก้มลงเก็บก้อนหินขึ้นมาหนึ่งกำมือ สะบัดมือขว้างออกไปกระแทกหัวนายทหารแถวหน้าอย่างแม่นยำ
“ทำไม ท่านอ๋องพูดกับพวกเจ้า หูหนวกกันหมดแล้วรึ? พวกเจ้าเป็นทหารเป่ยเหยียน มาปกป้องชายแดน ไม่ได้มานอนรอวันตาย หูก็ไม่ดีตาก็ไม่ดี ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ก็ปลดชุดเกราะกลับบ้านไปทำนาซะ อย่ามาขายขี้หน้าอยู่ที่นี่เลยจะได้หรือไม่?”
น้ำเสียงของเหอจิ่วเหนียงยั่วยุเป็นพิเศษ แถมยังไพล่มือไว้ข้างหลัง ทำท่าทางดูถูกเหยียดหยาม
นายทหารเหล่านี้เคยถูกกระทำเช่นนี้ที่ไหนกัน ไม่เพียงโดนหินปาหัวเท่านั้น ยังโดนดูถูกว่าไร้ประโยชน์อีกด้วย จึงระเบิดโทสะทันที
“เจ้านับเป็นตัวอะไรกัน! เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนม กล้ามาสามหาวที่นี่รึ!”
หนึ่งในนายทหารชี้หน้าด่าเหอจิ่วเหนียง แววตาเต็มไปด้วยจิตสังหาร อารมณ์เช่นนี้ เขาไม่ได้มีมานานมากแล้ว
“แล้วเจ้าล่ะนับเป็นตัวอะไร? มีหนวดเคราแล้วคิดว่าตัวเองสูงส่งมากเลยสินะ? แก่เพราะกินข้าวเฒ่าเพราะอยู่นานมากกว่ากระมัง? หึ ก็ไม่เห็นจะมีน้ำยาอะไรเหมือนกันไม่ใช่หรือ?”
เรื่องยั่วโมโหคน เหอจิ่วเหนียงถนัดนัก ปกติต้องกดข่มสัญชาตญาณไว้ ตอนนี้ได้โอกาสปลดปล่อยเต็มที่
“บ้านเมืองเสียเงินเสียเสบียงเลี้ยงดูพวกเจ้าตั้งเท่าไร เพื่อให้พวกเจ้าตั้งใจฝึกซ้อมปกป้องดินแดนแคว้นเรา แต่ผลคือพวกเจ้าขี้เกียจ ไม่ฝึกซ้อม ไม่ใส่ใจการป้องกันชายแดน จนปล่อยให้พวกตงถิงมันเหิมเกริมบุกไปก่อเรื่องถึงเมืองหลวงได้ เช่นนี้แล้วยังจะมีพวกเจ้าไว้ทำไมอีก?
ว่ากันว่าเลี้ยงทหารพันวันใช้งานวันเดียว ปกติพวกเจ้าไม่ฝึกซ้อม พอถึงเวลาออกรบจริงจะทำอย่างไร? พวกเจ้าตายในสนามรบยังได้ชื่อว่าพลีชีพเพื่อชาติ แต่ราษฎรล่ะ? ครอบครัวล่ะ? ตงถิงบุกเข้ามา พวกเจ้าคิดว่าครอบครัวพวกเจ้าจะไม่เดือดร้อนรึ?”
เหอจิ่วเหนียงไม่สนว่าพวกเขาจะโกรธหรือไม่ ร่ายยาวออกมาเป็นชุด ทำให้คนข้างล่างโกรธจนกัดฟันกรอด
แม้จะไม่ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่นางพูด แต่ก็คงไม่มีการรบเกิดขึ้นจริงๆหรอก จะกลัวอะไร?
ฮ่องเต้ของพวกเขารักสงบ ฮ่องเต้ทุกพระองค์ยึดมั่นในหลักการนี้ เพราะเป็นกฎบรรพชน
ก่อนหน้านี้เคยมีแม่ทัพที่ทนการยั่วยุของตงถิงไม่ไหว เปิดศึกโดยพลการ สุดท้ายจุดจบคือบ้านแตกสาแหรกขาด พวกเขาจึงหมดศรัทธา ไม่มีกะจิตกะใจจะฝึกซ้อมแล้ว
เจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่ไม่รู้อะไรเลยสักอย่าง กลับมาดูถูกเหยียดหยามพวกเขา มันกล้าดีอย่างไร!
“พวกเจ้าเอาแต่คิดว่าจะไม่เกิดสงคราม แต่ถ้าเกิดล่ะ? ถึงเวลานั้นข้าศึกบุกมา พวกเจ้าทุกคนก็จะยื่นคอไปให้พวกมันฟันอย่างนั้นสิ?”
เหอจิ่วเหนียงยังคงยั่วยุต่อ พูดจาลามปามขึ้นเรื่อยๆ นายทหารและเหล่าทหารด้านล่างโกรธจนดวงตาแดงก่ำ
พวกเขาเป็นทหาร คำพูดของเจ้าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมนี่คือการดูถูกพวกเขา!
“หน็อย ปากดียิ่งนัก! วันนี้ข้าจะฟันเจ้าทิ้งเสีย!”
หนึ่งในนายทหารเบิกตากว้างแทบถลน ชักดาบใหญ่ที่เอวออกมาจะลงมือทันที
จิ้งอ๋องขยับตัวมาบังเหอจิ่วเหนียงไว้โดยสัญชาตญาณ เตือนเสียงเบา “พอได้แล้ว”
“ท่านอ๋อง ถ้าไม่ใช้ยาแรง ท่านไม่มีทางปราบพยศพวกเขาได้!”
นางพูดพลางก้าวออกมาจากด้านหลังจิ้งอ๋อง เผชิญหน้ากับดาบใหญ่ที่อีกฝ่ายจะฟาดฟันลงมา
ทุกคนมองร่างเล็กๆของนาง มั่นใจว่ารับดาบของนายทหารผู้นั้นไม่ได้แน่ ดาบใหญ่นั่นคงผ่านางออกเป็นสองซีก
ถูกเจ้าหมอนี่ยั่วยุมานานขนาดนี้ ทุกคนจึงต่างมองฉากนี้ด้วยความสะใจ มีเพียงจิ้งอ๋องที่หัวใจเต้นระรัว แม้เจ้าตัวเล็กนี่จะเป็นแค่ทหารปากดีคนหนึ่ง แต่อย่างไรก็เป็นคนที่ลู่ไป่ชวนส่งมา เขาต้องรับผิดชอบให้คนกลับไปแบบมีลมหายใจ
ขณะที่เขากำลังจะลงมือช่วยเหอจิ่วเหนียง ก็ต้องตกตะลึงกับภาพเหตุการณ์ต่อมา
เหอจิ่วเหนียงเบี่ยงตัวหลบการโจมตี พร้อมเตะเข้าที่ข้อมือนายทหาร นายทหารเจ็บแปลบที่ข้อมืออย่างฉับพลันจนเผลอปล่อยดาบใหญ่ในมือทันที
หญิงสาวยื่นมือไปรับดาบ หมุนตัวอย่างงดงาม และคมดาบก็พาดอยู่บนคอนายทหารผู้นั้น หากเขาขยับแม้แต่นิดเดียวต้องได้เลือดแน่
ทั้งลานพลันเงียบกริบ
ท่าทางลื่นไหลเป็นธรรมชาติของคนผู้นี้ ลื่นไหลจนน่าสูดปาก การโต้กลับในชั่วพริบตานั้น ทำให้ทุกคนตกตะลึงจริงๆ
เหอจิ่วเหนียงหันไปมองจิ้งอ๋อง “ร้ายกาจหรือไม่? ฮูหยินของพวกเราสอนมา!”
ตอนที่ 785: มองด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
จิ้งอ๋องจินตนาการไม่ออกจริงๆ ตอนนี้ดาบใหญ่ยังพาดอยู่บนคอนายทหารผู้นั้น นายทหารผู้นั้นกลัวจนเหงื่อเย็นแตกพลั่ก แต่เจ้าทหารตัวเล็กนี่กลับยังหันมาคุยกับเขาพร้อมรอยยิ้มสดใสเช่นนี้ได้อย่างไร?
ไม่กลัวพลาดไปโดนจริงๆรึ!
“เจ้ายังจะพูดอีก รีบวางดาบลงซะ!”
เหอจิ่วเหนียงกระตุกยิ้มมุมปาก ย้ายดาบออกจากไหล่นายทหารแต่โดยดี แล้วโยนลงพื้นส่งๆเกิดเสียงโลหะกระทบพื้นดังบาดหู
ไม่รอให้จิ้งอ๋องพูดอีกครั้ง เหอจิ่วเหนียงก็พูดกับนายทหารผู้นั้น “ฝีมือแค่นี้ ยังเรียกตัวเองว่าทหารอยู่อีกหรือ? สู้หลีกทางให้ข้าเสียแต่เนิ่นๆดีกว่ากระมัง?”
เมื่อครู่ทหารเหล่านี้ยังอวดเก่ง บอกว่าเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมขนยังไม่ขึ้นครบอย่างนี้ ต่อให้พวกเขาไม่ฝึกซ้อม ก็ตบตายได้ด้วยมือเดียว
ผลคือ ท่าเดียวง่ายๆของอีกฝ่าย กลับตบหน้าพวกเขาฉาดใหญ่
ทุกคนในที่นี้ต่างนิ่งอึ้ง รู้สึกเหลือเชื่อไม่น้อย
“นะ...นั่นเป็นเพราะเมื่อครู่ข้าประมาทคู่ต่อสู้!”
นายทหารผู้นั้นถึงขนาดนี้แล้วปากก็ยังแข็งเหมือนเป็ดต้มสุก ขยับปากเถียงทั้งที่ตนเองตัวสั่นงันงก เขาประมาทก็จริง แต่ก็ไม่น่าจะถูกโต้กลับได้เร็วขนาดนี้ เขาไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเจ้าเด็กนี่จริงๆ แต่เขาไม่มีทางยอมรับเด็ดขาด!
เหอจิ่วเหนียงมองเขาแวบหนึ่ง ไม่ได้ถือสาหาความมากนัก บุรุษต่างก็รักศักดิ์ศรีกันทั้งนั้น เข้าใจได้ เข้าใจได้
ดังนั้น นางจึงหันไปพูดกับกลุ่มชายฉกรรจ์ปากแข็งพวกนั้น “เข้ามาพร้อมกันเลย คราวนี้พวกเจ้าต้องงัดแรงดูดนมแม่ออกมาใช้ให้หมดนะ อย่าได้ประมาทคู่ต่อสู้อีกเชียว”
น้ำเสียงฟังดูอ่อนโยนเหลือแสน ทั้งยังแฝงความห่วงใยเต็มเปี่ยม ทว่าในสายตาของชายฉกรรจ์กลุ่มนี้ นี่คือการดูถูกเหยียดหยามขั้นสุด แต่ละคนโกรธจัดจนอกแทบระเบิด บางคนถืออาวุธพุ่งตัวเข้าไปทันที
เหอจิ่วเหนียงยังไม่พอใจในจำนวนคน จึงชี้ไปที่คนด้านหลังอีกกลุ่ม “พวกเจ้าไม่กี่คนตรงนั้นน่ะ ใช่ คนที่ทำหน้าไม่พอใจพวกนั้นน่ะ เข้ามาด้วยกันเลย!”
นี่มันล่วงเกินคนไปทั่วจริงๆ ทำเอาจิ้งอ๋องมองจนตะลึงงันไปแล้ว
นี่ก็พิสูจน์ฝีมือไปแล้วไม่ใช่หรือ เหตุใดยังจะสู้อีก?
แถมคนเดียวสู้กับตั้งหลายคน?
ต่อให้พวกเขาไร้ฝีมือแค่ไหน ก็ใช้จำนวนคนเข้าสู้ได้ ร่างกายเล็กๆของเจ้าทหารสารเลวนี่ดูอย่างไรก็รับไม่ไหวแน่
จิ้งอ๋องรู้สึกว่า เจ้าทหารสารเลวนี่ไม่รู้จักฟ้าสูงแผ่นดินต่ำไปหน่อยแล้ว ถ้าไม่เห็นแก่หน้าลู่ไป่ชวนกับเหอจิ่วเหนียง คอยดูเถอะว่าเขาจะสนหรือไม่!
เขากำลังจะเอ่ยปาก เหอจิ่วเหนียงก็หันมามอง แม้ไม่ได้พูดอะไร แต่จิ้งอ๋องกลับเข้าใจความหมายของอีกฝ่าย
นางบอกว่า ‘อย่ายุ่งเรื่องชาวบ้าน’
จิ้งอ๋อง “...”
ช่างเถอะ ช่างเถอะ!
เขาไม่สนแล้ว!
จิ้งอ๋องแค่นเสียง ถอยหลังไปหลายก้าว ยืนกอดอกมองอย่างเย็นชา เจ้าเด็กบ้านี่ทางที่ดีอย่ามาร้องขอให้เขาช่วยแล้วกัน!
ทางด้านเหอจิ่วเหนียงก็ปะทะกับกลุ่มชายฉกรรจ์แล้ว ครั้งนี้นางไม่ได้ใช้ดาบจริง แต่ฉวยกิ่งไม้เล็กๆขึ้นมาท่อนหนึ่ง ไม้เรียวเล็กเช่นนี้ใช้ตีคนก็เจ็บใช่เล่น
นางตั้งใจให้คนพวกนี้เจ็บทั้งกายใจ พวกเขาจะได้ตระหนักว่าต้องเริ่มกลับมาฝึกฝนจริงจังได้แล้ว ไม่อย่างนั้นที่นางอุตส่าห์ทุ่มเทกระตุ้นให้เกิดสงครามจะไม่กลายเป็นเรื่องตลกหรือ?
คนที่ลงมือกับเหอจิ่วเหนียงพร้อมกันมีเยอะทีเดียว ยี่สิบกว่าคนได้ แถมยังเป็นนายทหารที่มีความสามารถไม่เลว
ดูเช่นนี้แล้ว ก็เหมือนจะรุมรังแกคนไม่มีทางสู้อยู่บ้าง
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น พวกเขาก็ไม่ได้ได้เปรียบเลย มีเสียงโหยหวนดังขึ้นตลอด ล้วนแต่เป็นเสียงที่ทุกคนคุ้นเคย กลับกัน ร่างที่ค่อนข้างผอมบางนั้นกลับพลิ้วไหวไปมาในฝูงชน อัดคนพวกนี้จนน่วมได้อย่างง่ายดาย
นางรู้ซึ้งถึงจุดอ่อนในร่างกายมนุษย์ และใช้แรงน้อยที่สุดทำให้พวกเขาเจ็บปวดที่สุด ไม่นานนัก ทั้งหมดก็พ่ายแพ้ นอนร้องโอดโอยอยู่บนพื้น
ครั้งนี้ทำให้ทุกคนต้องมองทหารร่างผอมบางคนนี้ใหม่จริงๆ
เหอจิ่วเหนียงยังคงวางมาด “น่าอิจฉาจริงๆ ที่พวกเจ้าไม่มีการแข่งขันที่สูง อ่อนหัดขนาดนี้ยังได้เป็นทหาร ไม่เหมือนข้า อยู่ในค่ายข้าไม่เคยติดอันดับเลยด้วยซ้ำ ถึงโดนท่านแม่ทัพใช้ให้มาวิ่งส่งจดหมาย~”
ทุกคน “!!!”
วาจานี้ช่างเชือดเฉือนรุนแรงนัก ดูถูกกันขั้นสุด!
ยังไม่จบ เหอจิ่วเหนียงพูดต่อ “สภาพอย่างพวกเจ้านี่ ถึงเวลาก็เป็นลาภปากคนตงถิงหมด หนึ่งดาบหนึ่งคน ถูกพวกมันหิ้วหัวกลับไปสร้างผลงานหมดกองทัพแน่! ไม่ได้การ กลับไปครั้งนี้ข้าต้องไปคุยกับท่านแม่ทัพ ขอย้ายมาประจำการที่ชายแดนนี่ดีกว่า ยอมเป็นหัวไก่ไม่เป็นหางหงส์...”
“พอได้แล้ว ยิ่งพูดยิ่งเกินไปแล้ว!”
จิ้งอ๋องขมวดคิ้ว รู้สึกว่าเจ้าเด็กนี่ไม่กลัวตายจริงๆ
แต่เจ้าเด็กนี่ก็มีทุนรอนให้หยิ่งผยองจริงๆ หนึ่งต่อหลายคนยังชนะได้สวยงามขนาดนี้ ไม่นับถือไม่ได้จริงๆ
ขณะเดียวกันก็ทำให้เขาต้องสงสัยในฝีมือคนพวกนี้ ดูท่าต้องฝึกฝนใหม่จริงๆ ไม่อย่างนั้นหากรบขึ้นมาจริง คนพวกนี้จะเป็นกลุ่มแรกที่ตายเร็วที่สุด
เหล่าทหารโกรธจนกำหมัดแน่น กัดฟันกรอดๆ แต่ก็ทำอะไรไม่ได้ สู้ก็ไม่ชนะ เถียงก็ไม่ขึ้น
“ท่านอ๋องคิดว่ากระบวนท่าพวกนี้ของข้าน้อยเป็นอย่างไรบ้างขอรับ?”
เหอจิ่วเหนียงในคราบบุรุษหันไปมองจิ้งอ๋อง ไม่สนคำพูดเมื่อครู่ของเขา แต่เข้าเรื่องงานทันที
จิ้งอ๋องพยักหน้า แม้จะไม่อยากยอมรับ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าสุดยอดจริงๆ แต่ละท่าล้วนเป็นท่าสังหาร แม้จะไม่ค่อยใสสะอาดนัก แต่คว้าผลงานกองทัพได้แน่นอน ในสนามรบ ใครจะมีกะจิตกะใจมาสนเรื่องใสสะอาดไม่ใสสะอาดกัน?
“เจ้าฝึกวิชาพวกนี้ ใช้เวลานานเท่าใด?”
จิ้งอ๋องคิดคำนวณ ลู่ไป่ชวนน่าจะรับตำแหน่งหลังปีใหม่ ยังผ่านมาไม่กี่เดือนเลย ทหารที่เขาฝึกออกมาก็เก่งขนาดนี้แล้วหรือ?
“หนึ่งเดือนขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย เหล่าทหารที่นางฝึกทำได้ในเวลาหนึ่งเดือนจริงๆ แถมยังมีเวลาคัดเลือกคนเก่งที่สุดสองร้อยคนมาฝึกเข้มด้วย และตอนนี้สองร้อยคนนั้นก็ถูกส่งตัวกระจายออกไป เป็นผู้นำฝึกทหารที่ค่ายอื่นๆแล้ว ในเมื่อจะรบ ก็ต้องเก่งให้หมด
ทุกคนสูดลมหายใจดังเฮือก ไม่ใช่ว่าหนึ่งชั่วขณะบนเวที อาศัยสิบปีฝึกฝนหลังเวทีหรอกรึ? เหตุใดเดือนเดียวถึงเก่งขนาดนี้?
เห็นทุกคนตกใจ เหอจิ่วเหนียงก็พูดต่อ “ทหารที่อยู่ในค่ายทหารย่อมมีพื้นฐานอยู่บ้าง ขอแค่ฝึกความเร็วและปฏิกิริยาตอบสนอง การเรียนวิชาพวกนี้ย่อมเป็นไปได้อย่างรวดเร็ว ตงถิงรุกรานบ่อยครั้ง องค์รัชทายาทตัดสินใจทำศึกแล้ว ตอนนี้กำลังเตรียมเสบียง รอเวลาเหมาะสมก็จะส่งกองทัพใหญ่บุกโจมตี หากทุกคนยังเฉื่อยชาเช่นนี้ ถึงเวลาจะเอาอะไรไปสร้างผลงาน?”
คำพูดของเหอจิ่วเหนียง เสมือนโยนระเบิดลงกลางฝูงชนอีกครั้ง ทำเอาทุกคนแตกตื่น
“เจ้าว่าอะไรนะ? จะรบกันจริงๆรึ?”
“เจ้ามีหลักฐานอะไร? เหตุใดพวกเราไม่ได้ยินข่าวเลย?”
“เจ้าไม่ได้หลอกกันใช่หรือไม่?”
“พูดมาให้รู้เรื่องนะ!”
ทหารทุกนายพลันตื่นเต้นขึ้นมา พวกเขาเฝ้าอยู่ที่ชายแดน ย่อมรู้ดีว่าคนตงถิงทำเกินไปแค่ไหน ปกติพวกมันมักจะเข้ามารังแกชาวบ้านชายแดน แต่ฮ่องเต้ไม่ให้รบ จึงต้องทนรับความอัปยศอยู่ร่ำไป
แต่ตอนนี้ เจ้าทหารตัวเล็กนี่บอกว่า องค์รัชทายาทตัดสินใจจะรบแล้ว นี่หมายความว่า พระองค์จะขัดกฎบรรพชนหรือ?
ทว่า…ฟังแล้วเหตุใดถึงได้รู้สึกสะใจเช่นนี้นะ!
เหอจิ่วเหนียงไม่อยากอธิบายมากความกับพวกเขา แค่พูดข้อคิด “เอาเป็นว่าข้าพูดแค่นี้แล้วกัน ที่ข้ามาครั้งนี้ก็นำแผนการฝึกฝนที่ท่านแม่ทัพเขียนเองกับมือมาส่ง ถ้าพวกเจ้ายอม ก็ฝึกตาม ถึงเวลาจะได้สร้างผลงานให้ตัวเอง เป็นเกียรติเป็นศรีแก่พ่อแม่ลูกเมีย ให้พวกเขาได้อยู่อย่างสุขสบาย แต่ถ้าไม่ยอม ถึงเวลาผลงานในสนามรบตกเป็นของคนอื่น ก็อย่ามาโทษว่าข้าไม่เตือนด้วยความหวังดีก็แล้วกัน”
ตอนที่ 786: ชื่อเสียงความขี้ขลาดดังไกลไปต่างแดน
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจได้ว่าเหตุใดแม่ทัพนายกองเหล่านี้ที่ผ่านมาถึงได้มีพฤติกรรมเกียจคร้าน แต่ตอนนี้นางพูดชัดเจนในสิ่งที่ต้องพูดแล้ว แม้กระทั่งแผนการฝึกฝนก็ส่งมาให้แล้ว หากพวกเขายังไม่ยอมขยับตัว เช่นนั้นก็ไม่มีอะไรเกี่ยวข้องกับนางอีก
อย่างไรเสียศึกครั้งนี้ก็ ‘ต้องรบ’ และต้อง ‘ชนะเท่านั้น’ หากคนเหล่านี้ให้ความร่วมมือหน่อย นางก็ไม่ต้องเหนื่อยมากนัก แต่หากไม่ให้ความร่วมมือก็ไม่เป็นไร นางจะลงมือเอง
สิ้นวาจาทหารตัวเล็ก ก็ไม่มีใครพูดอะไรอีก แต่กลับมองไปที่จิ้งอ๋องด้วยสายตาคาดหวัง รอให้เขาเอ่ยปาก
จิ้งอ๋องประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงของทหารเหล่านี้ แต่ก็ตั้งสติได้อย่างรวดเร็ว
เขาเอ่ยขึ้น “ถูกต้อง แม่ทัพลู่ได้มอบแผนการฝึกฝนให้ข้าแล้ว หากทุกคนตั้งใจ เชื่อว่าใช้เวลาไม่นาน ความสามารถของทุกคนจะต้องก้าวหน้าขึ้นแน่นอน ถึงเวลานั้นก็ร่วมมือกันปราบพวกคนเถื่อนตงถิง สร้างความดีความชอบ เป็นเกียรติแก่วงศ์ตระกูล!”
สิ้นเสียง ทุกคนก็พลันตะโกนพร้อมกัน “ฆ่าคนเถื่อน สร้างความดีความชอบ!”
“ฆ่าคนเถื่อน สร้างความดีความชอบ!”
เสียงตะโกนพร้อมกันของชายฉกรรจ์จำนวนมากดังสนั่นกึกก้องไปทั่วบริเวณ ให้ความรู้สึกฮึกเหิมน่าเกรงขามยิ่งนัก
เป้าหมายของเหอจิ่วเหนียงนับว่าบรรลุผลแล้ว นางมองจิ้งอ๋องพลางยักคิ้วให้อย่างภาคภูมิใจ
จิ้งอ๋องรู้สึกเคลือบแคลงอย่างมาก ทหารตัวเล็กๆผู้นี้เหตุใดถึงได้กล้าหาญนักนะ?
หรือจะเป็นเพราะเขาอยู่ที่ชายแดนนานเกินไป จนไม่มีความน่าเกรงขามแล้ว ทหารตัวเล็กๆผู้นี้ถึงได้กล้าทำตัวกำเริบเสิบสานกับเขาเช่นนี้?
“ครั้งนี้ต้องขอบใจเจ้ามาก ข้าจะเขียนจดหมายชื่นชมเจ้า ให้แม่ทัพลู่เลื่อนตำแหน่งให้เจ้า”
จิ้งอ๋องคิดว่า สำหรับทหารตัวเล็กๆผู้นี้ นี่น่าจะเป็นผลตอบแทนที่ดีมาก เพราะเมื่อครู่อีกฝ่ายบอกว่า ฝีมือของตนเองในค่ายทหารของลู่ไป่ชวนนั้นอยู่ในระดับรั้งท้าย
“ไม่ต้องหรอกขอรับ ข้าน้อยแค่เพียงมาวิ่งส่งข่าว ท่านอ๋องอย่าได้เกรงใจเลย ข้าน้อยยังอยากใช้ความสามารถของตัวเองสร้างความดีความชอบขอรับ! ในเมื่อเรื่องราวคลี่คลายแล้ว เช่นนั้นข้าน้อยขอตัวกลับไปรายงานท่านแม่ทัพก่อนนะขอรับ”
พูดจบ เหอจิ่วเหนียงก็ประสานมือคารวะ เตรียมตัวจะจากไป
จิ้งอ๋องรีบรั้งไว้ “มาทั้งที ก็กินข้าวสักมื้อก่อนค่อยไปเถอะ จะให้เจ้าเดินทางทั้งที่ท้องหิวคงไม่ดีกระมัง”
ณ ที่นี้ เขาก็เปรียบเสมือนเจ้าบ้าน ทหารส่งข่าวเป็นแขก หากเขาจะไม่เลี้ยงข้าวแขกสักมื้อก็ดูจะกะไรอยู่
“ขอบพระทัยท่านอ๋องในความหวังดีขอรับ แต่ข้าน้อยยังต้องรีบกลับไปรายงานให้ท่านแม่ทัพทราบ ท่านแม่ทัพของข้าจะได้วางใจ”
จิ้งอ๋องเห็นท่าทีเด็ดขาดของอีกฝ่าย ในหัวก็ต่อสู้กับความคิดของตนเองอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยออกมาอีกครั้ง “เจ้าอยู่ต่อเถอะ คืนนี้ข้าจะเอาเครื่องเทศเป็ดดำลู่ออกมา ให้สหายพี่น้องได้กินของดีกันสักมื้อ!”
ดวงตาของทหารทุกนายพลันเป็นประกายวาววับ
เป็ดดำลู่เชียวนะ! นั่นมันของล้ำค่าเลยทีเดียว ตอนที่ท่านอ๋องมาใหม่ๆ คิดอยากจะสร้างความสัมพันธ์อันดีกับพวกเขา จึงใจกว้างเป็นพิเศษ พวกเขาจึงได้ลาภปากอยู่ช่วงหนึ่ง แต่ต่อมาท่านอ๋องเห็นว่าทุกคนล้วนเป็นโคลนที่พอกไม่ติดกำแพง อีกทั้งเครื่องปรุงก็เหลือไม่มากแล้ว จึงไม่ให้พวกเขากินอีก
นานทีปีหนท่านอ๋องจะใจกว้าง พวกเขาจะพลาดได้อย่างไร!
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว ในเมื่อมาแล้ว ก็กินข้าวก่อนแล้วค่อยไปเถอะ!”
คนรอบข้างช่วยกันเกลี้ยกล่อมอย่างแข็งขันทันที เหอจิ่วเหนียงทำหน้ากระอักกระอ่วน อันที่จริงนางอยากบอกว่า ของพวกนั้นนางกินจนเบื่อแล้ว...
แต่ที่ชายแดนเงื่อนไขความเป็นอยู่ยากลำบาก อาหารการกินของทุกคนล้วนหยาบกระด้าง นางเคารพพวกเขามาก จึงไม่อาจพูดจาเหลวไหลได้
นางยังรู้กาลเทศะอยู่ ไม่ใช่อยากจะพูดอะไรก็ได้
แต่ไม่ใช่ว่านางไม่อยากอยู่ต่อ เพียงแต่เดินทางมาทั้งวันทั้งคืน นางยังไม่ได้งีบหลับเลย คืนนี้ยังต้องเร่งเดินทางต่อ จะขับขี่ในขณะง่วงนอนไม่ได้ ดังนั้นนางจึงจำเป็นต้องปฏิเสธ
แต่ก่อนไป นางบอกกับจิ้งอ๋องทิ้งท้าย “ท่านอ๋องโปรดวางใจ พี่สะใภ้ของพวกเรารู้ว่าเครื่องเทศของท่านเหลือไม่มากแล้ว จึงกำลังเตรียมจะส่งมาให้ท่านพอดีขอรับ!”
“จริงรึ? ถ้าอย่างนั้นช่วงนี้นางมีรายการอาหารใหม่ๆอะไรบ้างหรือไม่ ให้นางส่งมาให้ข้าด้วย เจ้าไปบอกนางว่า เรื่องเงินไม่ใช่ปัญหา!”
“ได้ขอรับ”
เหอจิ่วเหนียงรับปากทันที แล้วหันหลังเดินจากไปอย่างคล่องตัว
หญิงสาวขี่ม้าขึ้นเขา หาที่ปลอดคนหยุดพัก เอาเต็นท์เล็กๆที่กางง่ายออกมา กินบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปไปหนึ่งชาม แล้วมุดเข้าเต็นท์นอนหลับอย่างสบายใจ
ม้ามีสัญชาตญาณรู้ความ ไม่ต้องผูกเชือกก็ไม่วิ่งหนีไปไหน มันเล็มหญ้าอยู่รอบๆ และเฝ้ายามให้ผู้เป็นนายไปด้วย
เหอจิ่วเหนียงหลับยาวไปจนถึงยามโฉ่วของวันใหม่ นางตื่นขึ้นมาล้างหน้าล้างตา แล้วนำเฮลิคอปเตอร์ออกมาขับมุ่งหน้าไปยังเมืองหลวงของตงถิง
ครั้นฟ้าสว่างก็ถึงที่หมาย หญิงสาวนำยานพาหนะลงจอดและพักผ่อนอยู่บนเขานอกเมืองครู่หนึ่ง พอถึงตอนเที่ยงแล้วจึงจะเก็บข้าวของมุ่งหน้าเข้าเมือง
ต้องบอกว่า เมืองหลวงของตงถิงกับเป่ยเหยียนนั้นไม่ได้แตกต่างกันมากนัก ล้วนคับคั่งไปด้วยผู้คน บนถนนหนทางมีร้านรวงและแผงลอยขายของมากมาย ผู้คนเดินกันขวักไขว่ ใช้ภาษาตงถิงในการสื่อสาร บรรยากาศเป็นไปอย่างคึกคัก
เหอจิ่วเหนียงเดินปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชน มองดูสรรพสิ่งรอบตัวแล้วในใจก็เกิดความรู้สึกสะท้อนใจไม่น้อย
ราษฎรล้วนบริสุทธิ์ ไม่ว่าจะยุคสมัยไหนหรือประเทศใด สิ่งที่พวกเขาต้องการก็แค่ ‘ความสงบสุข’ ในบ้านเกิดเมืองนอนของตนเองเท่านั้น
ที่น่ารังเกียจคือ พวกผู้มีอำนาจเหล่านั้น
ดังนั้น นางจึงต้องมาที่นี่ พร้อมด้วยความยุติธรรมเต็มเปี่ยม เพื่อผลักดันให้เกิดสงครามครั้งใหญ่
คิดถึงตรงนี้ สตรีผู้ผดุงความยุติธรรมก็กระตุกยิ้มมุมปาก
‘เจอกันครั้งแรก อย่างน้อยก็ต้องมีของขวัญติดไม้ติดมือไปฝากบ้าง’
ดังนั้น นางจึงซื้อดอกไม้ติดผมและเครื่องประทินผิวแป้งชาดซึ่งเป็นสิ่งของที่เป็นที่นิยมในเด็กสาว นางเก็บไว้อย่างดี รอถึงตอนกลางคืน นางจะทำ ‘เซอร์ไพรส์’ ให้พวกเขา
“ได้ยินข่าวหรือยัง? องค์ชายห้าจะแต่งพระชายาแล้ว ได้ยินว่าเป็นคุณหนูจากจวนแม่ทัพเฟิ่งเทียน หากได้แต่งกับคุณหนูท่านนั้น องค์ชายห้าก็จะมีกำลังพอที่จะแย่งชิงบัลลังก์กับองค์ชายองค์อื่นๆแล้ว”
“เรื่องนี้ลือกันไปทั่ว ใครบ้างจะไม่รู้! ราชวงศ์ช่างไร้น้ำใจจริงๆ องค์ชายสามยังเป็นตายร้ายดีอย่างไรไม่รู้ แต่กลับไม่มีใครสนใจ”
“พูดถึงเรื่องนี้ องค์ชายสามอยู่ดีๆ เหตุใดถึงถูกเป่ยเหยียนจับตัวไปได้? หลายปีมานี้ไม่มีข่าวคราวขององค์ชายสามเลย หรือว่าจะไปเป็นตัวประกันที่เป่ยเหยียนมาตลอด?”
“ไม่น่าจะใช่นะ! องค์ชายสามกับองค์รัชทายาทเป็นโอรสสายตรงจากมารดาเดียวกัน ต่อให้จะส่งไปเป็นตัวประกัน ก็ควรเลือกองค์ชายที่ไม่ได้รับความโปรดปรานสิ อีกอย่าง นี่ก็ไม่ใช่ราชสำนักส่งไป แต่ถูกเป่ยเหยียนจับตัวไปต่างหาก”
“เฮ้อ คนเป่ยเหยียนนี่เลวทรามจริงๆ อยู่ดีๆจะมาจับองค์ชายสามของพวกเราไปทำไม? ก็ไม่รู้ว่าเบื้องบนจะจัดการอย่างไร จะเกิดสงครามหรือไม่”
“ไม่หรอก ไม่หรอก วางใจเถอะ ฮ่องเต้เป่ยเหยียนแต่ละองค์ล้วนเป็นพวกขี้ขลาดตาขาวมาแต่ไหนแต่ไร ไม่กล้ารบหรอก ข้ามีญาติอยู่ที่ชายแดน ได้ยินว่าที่นั่นวุ่นวายมาก หลายครั้งที่ทั้งสองฝ่ายเกือบจะปะทะกัน แต่ทหารเป่ยเหยียนกลับถอยทัพไปเอง”
“เช่นนั้นก็ขี้ขลาดตาขาวจริงๆนั่นแหละ!”
เหอจิ่วเหนียงซื้อของเสร็จ ก็เดินเข้าโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเตรียมจะลิ้มลองอาหารขึ้นชื่อของตงถิง แต่พอนั่งลงก็ได้ยินบทสนทนาชวนหงุดหงิดเหล่านี้
นางจิ๊ปาก คิดในใจ ‘ชื่อเสียงความขี้ขลาดของราชวงศ์เป่ยเหยียนดังไกลไปถึงต่างแดนเชียวรึ! มิน่าล่ะ องค์รัชทายาทที่ทำผลงานได้ดีมาตลอดครั้นยังเป็นเฉินอ๋อง ถึงได้ลังเลในเรื่องการทำศึกเมื่อมาอยู่ในจุดนี้
อืม เป็นมรดกตกทอดทางพันธุกรรมนี่เอง
แต่ไม่เป็นไร มีนางอยู่ทั้งคน!
แล้วอีกอย่าง ราชวงศ์ตงถิงนี่ก็น่ารังเกียจจริงๆ เรื่องชั่วๆที่ตัวเองทำปิดบังไว้หมด กลับใส่สีตีไข่เรื่องของเป่ยเหยียนให้เลวร้ายยิ่งกว่าเดิม นี่กะจะฝังหัวราษฎร ให้พวกเขาจดจำไว้ให้ขึ้นใจเสมอว่าคนเป่ยเหยียนไม่ใช่คนดี’
เหอจิ่วเหนียงกระตุกมุมปาก
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ คนใจดีมีเมตตาอย่างนาง ก็ต้องให้ความรู้แก่ทุกคนสักหน่อยแล้ว
หลังจากกินข้าวเสร็จ สตรีเป่ยเหยียนก็ขึ้นไปเปิดห้องพักที่ชั้นบน เมื่อเข้าไปในห้อง นางนำเอาพู่กัน หมึก กระดาษ และแท่นฝนหมึกออกมาจากห้วงมิติ แล้วเริ่ม ‘เล่านิทาน’ โดยการนำเรื่องราวความชั่วร้ายที่ตงถิงทำในเป่ยเหยียน เขียนออกมาเป็นนิทานสั้นๆ
เมื่อเขียนเสร็จ ก็โยนเข้าไปในห้วงมิติเพื่อให้มันทำฉบับคัดลอกออกมา จากหนึ่งชุดกลายเป็นจำนวนนับไม่ถ้วน
ขณะนี้เป็นยามรัตติกาล หลังจากจัดการทุกอย่างเสร็จสิ้น เหอจิ่วเหนียงในชุดพรางกายก็เริ่มปฏิบัติภารกิจ ตอนนี้ฟ้ามืดสนิทนางจึงไม่ต้องกังวลอะไร วิ่งตะบึงไปตามหลังคาบ้านเรือน แล้วโปรยกระดาษนิทานเหล่านั้นลงสู่พื้น แจกจ่ายให้ทุกคนได้อ่านกันทั่วหน้า
ตอนที่ 787: เจ้า...เป็นใคร?
ด้วยยึดมั่นในคติ ‘ทำดีไม่หวังผล’ เหอจิ่วเหนียงโปรยกระดาษในมือจนหมดอย่างใจกว้าง แล้ววาบหายตัวไปอย่างรวดเร็ว
ทว่านางไม่ได้กลับโรงเตี๊ยม กลับมุ่งหน้าไปยังวังหลวง
นี่ต่างหากคือเป้าหมายหลักที่นางมาเยือนตงถิง
วังหลวงตงถิงมีการคุ้มกันแน่นหนา ดูแล้วใหญ่กว่าวังหลวงเป่ยเหยียนเล็กน้อย ทหารยามก็มีจำนวนมากกว่า
เรื่องนี้เข้าใจได้ไม่ยาก เพราะตงถิงก่อกรรมทำเข็ญไปทั่ว นอกจากจะเป็นแคว้นมหาอำนาจแล้ว ยังมีศัตรูไม่น้อย ฮ่องเต้ตงถิงย่อมกลัวการถูกลอบสังหาร จึงมีการคุ้มกันแน่นหนาตลอดทั้งปี
แต่เรื่องพวกนี้ไม่ใช่อุปสรรคสำหรับเหอจิ่วเหนียง นางสามารถเข้าไปได้อย่างเงียบเชียบ แล้วกลับออกมาได้อย่างเงียบเชียบอยู่แล้ว
หญิงสาวสะบัดมือ โปรยผงยาออกไปหนึ่งกำ ไม่นานก็มียุงและแมลงจำนวนมากบินมาจากทุกสารทิศ รุมกัดทหารยามเหล่านั้นอย่างดุเดือด
จำนวนของยุงและแมลงที่กรูเข้ามาเรียกได้ว่ามืดฟ้ามัวดิน ทั้งกัดทั้งต่อยทหารยามพวกนั้นจนร่างบวมปูดได้สบายๆ เหอจิ่วเหนียงอาศัยช่วงชุลมุนวาบกระโดดข้ามกำแพงเข้าวังไป
ในวังก็มีทหารยามเดินตรวจตรามากมาย ทว่าเมื่อเทียบกันแล้วไม่เข้มงวดเท่าหน้าประตู หลบเลี่ยงง่ายๆ ก็ผ่านไปได้
อีกอย่าง เป้าหมายของนางในครั้งนี้ไม่ได้มาเพื่อสังหารใคร ดังนั้นจึงจะไม่เกิดเสียงดัง
อาจจะเพราะเพิ่งเข้าสู่ยามค่ำคืนได้ไม่นาน เหล่าเชื้อพระวงศ์จึงยังไม่เข้านอน เหอจิ่วเหนียงเดินสำรวจไปทั่ววัง สืบดูว่าแต่ละตำหนักมีใครพักอยู่บ้าง ถึงขั้นสืบรู้ว่าคืนนี้ฮ่องเต้จะไปค้างคืนที่ตำหนักของสนมคนไหน
อันที่จริงเรื่องนี้ไม่ยากเลย ตอนเดินเที่ยวในตลาดเมื่อกลางวัน นางก็ได้ยินคนพูดกันว่า ช่วงนี้ฮ่องเต้ตงถิงได้สาวงามมานางหนึ่ง เรียกได้ว่าสำราญยามราตรีทุกค่ำคืน ค้างคืนด้วยกันทุกวัน
ดังนั้น นางแค่หาตำหนักที่สาวงามคนนั้นพักอยู่ก็พอ
ฮ่องเต้ตงถิงผู้นี้ขึ้นชื่อเรื่องความเจ้าชู้ แต่เขาก็ไม่ได้ถึงขั้นเหลวไหลไม่เอาไหน ต่อให้สำราญยามราตรีทุกคืนก็ไม่กระทบต่อการออกว่าราชกิจในวันรุ่งขึ้น ยิ่งไม่กระทบต่อการปกครองตงถิงให้เจริญรุ่งเรือง แถมยังสามารถรุกรานแคว้นเพื่อนบ้านอยู่บ่อยครั้ง
คนเราเทียบกันแล้วน่าโมโหจริงๆ หากฮ่องเต้เฒ่าแห่งเป่ยเหยียนสามารถแสวงหาความเป็นอมตะไปพร้อมกับปกครองบ้านเมืองให้ดีได้ ก็คงไม่ทำให้เป่ยเหยียนตกต่ำถึงเพียงนี้
แต่ไม่เป็นไร ใครใช้ให้เป่ยเหยียนโชคดีมาเจอนางเล่า ตอนนี้ฮ่องเต้ก็คิดได้แล้ว มอบหมายงานทุกอย่างให้องค์รัชทายาทจัดการ องค์รัชทายาทก็สนับสนุนคนเก่ง และเป็นคนที่ยอมรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น รู้จักแก้ไขข้อผิดพลาด นางจึงไม่ถือสาหาความมากนัก
“ร่างกายขององค์รัชทายาท เกรงว่าจะอยู่ได้อีกไม่นานแล้ว...”
“ข้าก็คิดอย่างนั้น หมอหลวงแต่ละคนต่างส่ายหน้า ฮองเฮาน่าสงสารจริงๆ”
“นั่นสิ องค์รัชทายาทประชวรหนัก องค์ชายสามก็ตกระกำลำบากที่เป่ยเหยียน ไม่รู้จริงๆว่าเรื่องนี้จะลงเอยอย่างไร”
“ช่วงนี้องค์ชายห้ากับองค์ชายหกดูเหมือนจะได้รับความโปรดปรานมากขึ้นนะ”
“อย่าพูดซี้ซั้ว เรื่องพวกนั้นไม่ใช่เรื่องที่เราจะพูดถึงได้!”
นางกำนัลน้อยสองคนเดินผ่านมา พูดคุยกันเสียงกระซิบกระซาบ
เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ
ดูเหมือนราชวงศ์ตงถิงก็วุ่นวายไม่น้อยเลย องค์รัชทายาทใกล้ตาย องค์ชายสามก็ร่อแร่อยู่ที่เป่ยเหยียน องค์ชายองค์อื่นๆ จ้องตำแหน่งตาเป็นมัน ส่วนฮ่องเต้ยังมีกะจิตกะใจไปสำราญกับสาวงามทุกค่ำคืน
โอ้โฮ สุดยอดจริงๆ!
ทว่า องค์รัชทายาทผู้นี้จะตายไม่ได้นะ!
ถ้าเขาตาย ใครจะมาคานอำนาจฝ่ายอื่นๆ ประโยชน์ขององค์ชายสามก็จะแสดงออกมาได้ไม่เต็มที่
เหอจิ่วเหนียงตัดสินใจทันที
ในเมื่อตอนนี้ฮ่องเต้คงกำลังออกกำลังกายอยู่กับสาวงาม เช่นนั้นนางไปดูอาการองค์รัชทายาทก่อนก็แล้วกัน
อย่ามองว่านางเป็นคนดีเชียว นางแค่ไม่อยากให้คนราชวงศ์ตงถิงมีความสุขเกินไปต่างหาก
เมื่ออำนาจหลายฝ่ายคานกัน ราชวงศ์ตงถิงจึงจะค่อยๆแตกแยก และถูกเป่ยเหยียนตีแตกพ่ายไปท่ามกลางความเจ็บปวด
……..
ณ ตำหนักขององค์รัชทายาท
ทั้งตำหนักยังคงสว่างไสวด้วยโคมไฟ ข้าราชบริพารเดินเข้าออกขวักไขว่ หมอหลวงผลัดเปลี่ยนกันมาดูแล ยังมีพระชายาอยู่ปรนนิบัติไม่ห่าง ทุกคนต่างเคร่งเครียด รู้สึกว่าวาระสุดท้ายขององค์รัชทายาทคงมาถึงในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้แล้ว
เหอจิ่วเหนียงแอบสังเกตการณ์อยู่บนหลังคาไม่ไกลนัก คนเยอะขนาดนี้ นางจะเข้าไปโดยไม่ให้ใครรู้เห็นคงเป็นไปไม่ได้ ดังนั้นต้องใช้เล่ห์เหลี่ยมสักหน่อย
แต่ตอนนี้ยังไม่ใช่เวลา นางไม่รีบร้อน เฝ้ารออยู่บนหลังคา พร้อมกับสำรวจสถานการณ์โดยรอบให้ทะลุปรุโปร่ง
ผ่านไปอีกพักใหญ่ คนส่วนมากทยอยกลับไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงโปรยยาใส่คนเฝ้ายามจนสลบเหมือด แล้วเดินทอดน่องเข้าไปในห้องนอนขององค์รัชทายาท
ทุกคนในตำหนักสลบไปหมดแล้ว มีเพียงองค์รัชทายาทในสภาพใกล้ตายบนเตียงเท่านั้นที่ยังพอมีสติอยู่บ้าง นี่เป็นความตั้งใจของเหอจิ่วเหนียง
เพราะเดี๋ยวต้องให้เขากินยา ถ้าเขาตื่นอยู่ก็กินเองได้ ถ้าสลบไปนางไม่ต้องลงมือป้อนเองหรือ?
นางไม่ได้ใจดีขนาดนั้น!
สติขององค์รัชทายาทเลือนรางมาตลอด เขารู้สึกว่าวาระสุดท้ายใกล้เข้ามาเต็มที ในใจเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและไม่ยินยอม
สวรรค์ไม่ได้ใจร้ายกับเขา ให้เขาเกิดมาในตระกูลกษัตริย์ เป็นถึงโอรสองค์โตสายตรง ให้เขาชนะตั้งแต่จุดเริ่มต้น
แต่ก็ชอบเล่นตลกกับเขา ให้ชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขนาดนี้ แต่กลับขี้เหนียวไม่ให้ร่างกายที่แข็งแรงแก่เขา ป่วยกระเสาะกระแสะมาตั้งแต่เล็ก และไม่เคยได้รับความสำคัญจากเสด็จพ่อ
แม้จะอยู่ในตำแหน่งองค์รัชทายาท แต่พี่น้องคนอื่นๆที่แข็งแรงดี ใครๆก็สามารถมาแข่งกับเขาได้
โดยเฉพาะน้องชายร่วมมารดา—องค์ชายสาม
หลายปีมานี้ การแก่งแย่งชิงดีไม่เคยหยุดหย่อน
เขาไม่ยินยอมที่จะตายไปเช่นนี้ แต่ก็ช่างไร้เรี่ยวแรงและจนปัญญาที่จะขัดขืนได้
คนรอบข้างอาจเห็นว่าเขาใกล้ตาย จึงไม่เคารพเขาที่เป็นองค์รัชทายาทแล้ว ถึงได้ละเลยเขาเช่นนี้ ทั้งๆที่เขายังไม่หลับ แต่พวกบ่าวไพร่กลับหลับกันไปหมดแล้ว
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงโกรธเป็นฟืนเป็นไฟ แต่ตอนนี้… ช่างเถอะ เขาไม่มีแก่ใจไปสนใจคนพวกนั้นแล้ว
เขามีแก่ใจคิดเพียงว่า หลังจากเขาตาย บัลลังก์นี้จะตกไปอยู่ในมือใคร …มีความเป็นไปได้สูงว่าจะเป็นน้องสาม เพราะน้องสามก็เป็นลูกสายตรง และเสด็จพ่อก็โปรดปรานน้องสามมาตลอด
เพียงแต่น้องสามตอนนี้ยังติดอยู่ที่เป่ยเหยียน ไม่รู้จุดจบจะเป็นอย่างไร เสด็จพ่ออาจจะหันไปพิจารณาเจ้าห้าเจ้าหกแทน
เขาไม่อยากให้น้องสามมาแย่งตำแหน่งของเขา และยิ่งทนไม่ได้ที่เจ้าห้าเจ้าหกจะได้นั่งตำแหน่งนั้น น้องสามยังพอว่า อย่างน้อยก็แม่เดียวกัน แต่เจ้าห้าเจ้าหกนับเป็นตัวอะไรกัน พูดกันตามจริง ก็แค่ลูกเมียน้อยต่ำต้อยเท่านั้น!
เขายิ่งคิดยิ่งแค้น มือสองข้างกำหมัดแน่น ความไม่ยินยอมกัดกินเขาไปทั้งใจ
“จุๆๆ มิน่าล่ะ ทั้งๆที่เจ้าอายุยังน้อยแต่ป่วยหนักขนาดนี้ ที่แท้ก็เป็นคนเจ้าคิดเจ้าแค้น ชอบหาเรื่องใส่ตัวเช่นนี้นี่เอง มีชีวิตรอดมาถึงตอนนี้ได้นี่ ถือว่าสวรรค์เมตตามากแล้วนะ!”
เหอจิ่วเหนียงส่งเสียงขึ้นมาดื้อๆ ทำเอาองค์รัชทายาทตงถิงสะดุ้งโหยง
“ใครน่ะ?”
คนบนเตียงหันขวับไปมองทางที่มาของเสียงด้วยความตื่นตระหนก พบกับเงาร่างอรชรร่างหนึ่ง กำลังเยื้องย่างเข้ามาหาเขาอย่างช้าๆ
เหอจิ่วเหนียงสวมชุดพรางกาย ใบหน้าถูกปกปิดไว้ เผยให้เห็นเพียงดวงตาทั้งสองข้าง จากชุดแต่งกายแล้วเห็นได้ชัดว่าเป็นนักฆ่า
ทว่าองค์รัชทายาทกลับไม่เรียกหาคนช่วย ทำได้เพียงจ้องมองร่างที่กำลังเดินเข้ามาหาตนอย่างโจ่งแจ้งด้วยดวงตาแข็งค้าง
เขาเลียริมฝีปาก รู้สึกลำคอแห้งผาก ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยถาม “เจ้า...เป็นใคร?”
ตอนที่ 788: โปรดเรียกข้าว่า พระแม่ผู้เมตตา
เหอจิ่วเหนียงยิ้มหวาน น้ำเสียงอ่อนโยนเป็นพิเศษ “แน่นอนว่าเป็นพี่สาวนางฟ้าที่มาช่วยชีวิตเจ้าน่ะสิ~”
องค์รัชทายาท “???”
ดึกดื่นป่านนี้ สวมชุดพรางกายบุกวังหลวง ไม่บอกว่าจะมาเอาชีวิตเขาก็บุญถมเถแล้ว นี่ยังบอกว่าจะมาช่วยเขาอีก
องค์รัชทายาทหัวเราะออกมาเบาๆ รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องตลกที่สุดที่เขาได้ยินในปีนี้
ทว่า สตรีผู้นี้รูปร่างอรชร น้ำเสียงก็น่าฟัง น่าเสียดาย เขาที่เป็นคนใกล้ตายทำอะไรไม่ได้แล้ว
คิดถึงตรงนี้ก็รู้สึกเสียดายขึ้นมาอีก หากได้เห็นหน้าตานางสักหน่อยก็คงดี คงจะเป็นสาวงามที่ถูกใจเป็นแน่
ต้องบอกว่า องค์รัชทายาทตงถิงได้รับถ่ายทอดคุณสมบัติของฮ่องเต้มาอย่างสมบูรณ์แบบจริงๆ—-บ้ากาม ต่อให้ร่างกายไม่แข็งแรง ไม่มีแรงจะทำอะไร ก็ไม่เป็นอุปสรรคต่อการชอบสาวงามเลย ต่อให้ทำอะไรไม่ได้ แต่แค่ได้มองก็ยังดี
เห็นเขาไม่พูด เหอจิ่วเหนียงจึงย้ำ “ข้ามาช่วยเจ้าจริงๆนะ ไม่เชื่อหรือ?”
พูดพลางดึงมือเขาออกมาจากผ้าห่มอย่างไม่เกรงใจ จับชีพจร แล้วเลิกเปลือกตาเขาขึ้นตรวจดูคร่าวๆ
วิธีการตรวจนี้คล้ายกับพวกหมอหลวง แต่เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ทำอย่างระมัดระวังเหมือนหมอหลวง แถมยังมือหนักจนเขาเจ็บ
แต่องค์รัชทายาทกลับไม่ส่งเสียงร้อง ปล่อยให้นางจับตรงนั้นตรงนี้ตามใจชอบ เหตุผลก็ไม่มีอะไรมาก เพียงเพราะตอนที่เหอจิ่วเหนียงเข้ามาใกล้ เขาได้กลิ่นยาสมุนไพรจางๆ ทำให้เขารู้สึกผ่อนคลาย จึงไม่อยากถือสาการกระทำของนาง
เมื่อตรวจเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยขึ้น “โรคของเจ้าติดตัวมาตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ พูดให้ถูกคือ น่าจะถูกพิษตั้งแต่อยู่ในครรภ์ และถูกกัดกร่อนมาตลอด ดังนั้นถึงได้ป่วยกระเสาะกระแสะ แค่แก้พิษ แล้วใช้เวลาบำรุงร่างกายสักหน่อยก็หายแล้ว ถึงจะไม่แข็งแรงเหมือนคนปกติทั่วไป แต่รักษาให้สภาพร่างกายคงที่ไปตลอดชีวิตก็ทำได้ไม่มีปัญหา”
ร่างกายถูกทำลายมาตั้งแต่เด็ก ความเสียหายบางอย่างไม่อาจกู้คืนได้ ดังนั้นทำได้แค่บำรุงรักษาให้อาการไม่แย่ลงไปมากกว่านี้ ทว่าสำหรับองค์รัชทายาท แค่นี้ก็นับเป็นข่าวดีมากโขแล้ว
สดับวาจา องค์รัชทายาทไม่มีอารมณ์จะชื่นชมสาวงามอีกแล้ว เขาจ้องมองเหอจิ่วเหนียงตาไม่กะพริบ “เจ้าหมายความว่า ร่างกายของข้ายังรักษาหายอย่างนั้นรึ?”
เขาตื่นเต้นขึ้นมาทันที ฟ้าดินรู้ดีว่าเขารอคอยประโยคนี้มานานแค่ไหนแล้ว
ตั้งแต่เล็กจนโตหาหมอมานับไม่ถ้วน แต่ไม่มีใครบอกเลยว่าโรคของเขารักษาได้ ทุกคนล้วนบอกว่าเขาจะมีชีวิตอยู่ได้ไม่ถึงอายุสามสิบปี ทุกวันนี้ที่รอดมาได้ก็ล้วนเป็นบุญเก่าจากชาติปางก่อน
ดังนั้นต่อให้เขาได้รับแต่งตั้งเป็นองค์รัชทายาทตั้งแต่เนิ่นๆ แต่เสด็จพ่อกลับไม่กังวลเลยว่าเขาจะทำเรื่องอะไรนอกลู่นอกทาง และไม่รู้สึกว่าเขาจะเป็นภัยคุกคามอะไร
เพราะเสด็จพ่อก็รู้ว่าเขาอายุสั้น แม้แต่ตำแหน่งองค์รัชทายาทนี้ก็เป็นแค่การให้ทาน ให้เขาได้ลิ้มรสชาติของการนั่งตำแหน่งสูงส่งตอนที่ยังมีชีวิตอยู่เท่านั้น
แต่ตอนนี้ กลางดึกสงัด จู่ๆก็มีสตรีบุกเข้ามา ตรวจร่างกายเขาแล้วบอกว่า ร่างกายของเขายังรักษาหายได้
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ถือว่าเจ้าโชคดีที่มาเจอข้า ถ้าเป็นคนอื่นก็ไม่แน่หรอก”
นางเอ่ยพลางล้วงขวดเล็กๆออกมาจากอกเสื้อแล้วโยนให้เขา “นี่คือยาถอนพิษ กินวันละเม็ด กินจนกว่าจะหมด”
จากนั้นนางก็ไปนั่งที่โต๊ะ หยิบกระดาษและพู่กันบนโต๊ะออกมา แล้วเขียนใบสั่งยาอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็โยนให้เขาอีกครั้ง พลางกำชับ “ให้คนไปจัดยาตามใบสั่งยานี้ แล้วต้มให้เจ้ากินวันละสามเวลา เช้า กลางวัน เย็น ทางที่ดีคือกินไปตลอดชีวิต”
นี่คือใบสั่งยาบำรุงร่างกาย ตัวยาล้วนเป็นสมุนไพรล้ำค่า ถ้าเป็นคนทั่วไปคงไม่มีปัญญาซื้อกินแน่ แต่สำหรับองค์รัชทายาทก็คงเหมือนรายการอาหารมื้อธรรมดา ต่อให้แพงแค่ไหนก็ซื้อไหว เรื่องนี้นางไม่จำเป็นต้องห่วงแทนเขา
องค์รัชทายาทถือของสองสิ่งนี้ด้วยความตื่นเต้น มองไปทางเหอจิ่วเหนียง พลางถาม “ของพวกนี้รักษาโรคของข้าได้จริงหรือ?”
“เจ้าจะไม่เชื่อก็ได้”
เหอจิ่วเหนียงเดินสำรวจรอบห้อง พลางเอ่ย “ข้าอุตส่าห์ช่วยดูอาการให้ เจ้าก็ควรจ่ายค่ารักษาสักหน่อยกระมัง?”
องค์รัชทายาทไม่มีกะจิตกะใจจะคิดเรื่องอะไรอีก ไม่สงสัยด้วยซ้ำว่ายาขวดนั้นจะเป็นยาพิษหรือไม่ เขากินเข้าไปทันทีหนึ่งเม็ด ปรากฏว่ารู้สึกหายใจโล่งขึ้นมากจริงๆ
เขายิ่งตื่นเต้น “เจ้าอยากได้อะไรก็หยิบไปได้ตามสบายเลย!”
เหอจิ่วเหนียงรอคำนี้อยู่แล้ว จึงหยิบถุงผ้าใบใหญ่ออกมาทันที แล้วกวาดเอาของจัดแสดงชิ้นเล็กๆ ที่ดูมีค่าในห้องนอนไปจนเกลี้ยง แน่นอนว่าภายใต้การชี้แนะขององค์รัชทายาท นางยังเปิดหีบไม้ใบเล็กใบหนึ่ง ภายในล้วนเป็นอัญมณีล้ำค่า
ทว่าเจตนาขององค์รัชทายาทคือ ให้นางเลือกชิ้นที่ชอบไปสักสองสามชิ้น แต่ผลคือ…นางยกไปทั้งหีบเลย
อืม… ชอบทั้งหีบเลยสินะ!
องค์รัชทายาทมองจนกล้ามเนื้อบนใบหน้าเต้นตุบๆ ปวดใจยิ่งนัก แต่ถ้าของพวกนี้แลกกับชีวิตเขาได้จริง ก็ถือว่าคุ้มค่ามากแล้ว
หลังจากเหอจิ่วเหนียงบรรลุภารกิจแล้วไปก็เตรียมตัวจะจากไป ทว่าองค์รัชทายาทกลับรั้งไว้ด้วยใจร้อนรน “ข้ายังไม่ทราบชื่อของแม่นางเลย?”
“คนอย่างข้าปกติทำดีไม่หวังผล แต่ถ้าจำเป็นต้องทิ้งชื่อไว้ โปรดเรียกข้าว่า ‘พระแม่ผู้เมตตา’”
พูดจบ ก็วาบกายหายวับไปทันที
องค์รัชทายาทมองตาค้าง “!!!”
ฝีมือช่างร้ายกาจยิ่งนัก!
ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงจากไป เหล่าข้าราชบริพารที่นอนสลบไสลเกลื่อนพื้นก็ทยอยตื่นขึ้นมา ภาพที่พวกเขาเห็นคือ องค์รัชทายาทลุกขึ้นมานั่งได้แล้ว ทั้งยังมองไปที่ประตูอย่างเหม่อลอย จึงรีบเข้ามาปรนนิบัติ
“องค์รัชทายาท ได้เวลาบรรทมแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
ขันทีพูดพลางจะเข้ามาประคอง แต่องค์รัชทายาทกลับขัดขึ้น “ข้าอยากนั่งสักพัก”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นอีกประโยค “เมื่อครู่ ข้าเห็นนางฟ้า”
ทุกคน “???”
‘ใต้หล้านี้มีนางฟ้าที่ไหนกัน?’
องค์รัชทายาท… คงไม่ใช่ว่าองค์รัชทายาทใกล้จะสิ้นใจแล้ว จึงเห็นยมทูตขาวดำมารับวิญญาณหรอกนะ?
เมื่อคิดได้ดังนี้ ทุกคนก็รู้สึกเย็นวาบไปทั้งสรรพางค์ รู้สึกกลัวขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
องค์รัชทายาทไม่สนว่าพวกเขากำลังคิดอย่างไร จากนั้นไล่พวกเขาออกไปให้หมด เมื่อทั้งห้องเหลือเพียงเขาคนเดียว ก็เอ่ยเรียกบางอย่างท่ามกลางความเงียบ “อั้นอิ่ง”
พลันนั้นในห้องก็ปรากฏร่างของชายชุดดำคนหนึ่ง คุกเข่าลงขออภัยโทษ “ขอประทานอภัยพ่ะย่ะค่ะ เมื่อครู่กระหม่อมเผลอหลับไป”
“ไม่เป็นไร”
เขารู้ว่าเรื่องนี้เป็นเพราะท่านเทพธิดาใช้อิทธิฤทธิ์ ต่อให้เป็นยอดฝีมืออย่างอั้นอิ่งก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
“เจ้าคัดลอกใบสั่งยานี้อีกหนึ่งชุด แล้วให้คนไปจัดยามา”
ยาถอนพิษเขาเก็บไว้กับตัว ส่งให้แค่ใบสั่งยาบำรุงร่างกาย
ตอนนี้เขาปักใจเชื่อแล้วว่า เหอจิ่วเหนียงคือเทพธิดา ก่อนที่นางจะปรากฏตัว เขารู้สึกหายใจลำบาก ถึงขั้นคิดเสมอว่าอาจไม่ได้อยู่เห็นดวงตะวันของวันพรุ่งนี้ แต่พอได้กินยาที่นางให้ไปหนึ่งเม็ด ไม่เพียงแต่หายใจโล่งเท่านั้น เขายังสามาถลุกขึ้นนั่งเองได้ ทั้งยังนั่งนานขนาดนี้แล้วก็ไม่รู้สึกเหนื่อยเลย
เขารู้สึกได้ชัดเจนว่าร่างกายกำลังดีขึ้น
นี่ไม่ใช่ยาธรรมดา แต่เป็นยาเซียนตัน!
“พ่ะย่ะค่ะ กระหม่อมจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้”
อั้นอิ่งเข้ามารับใบสั่งยา องค์รัชทายาทกำชับอีกครั้ง “ระวังหน่อย อย่าทำเสียหาย คัดลอกเสร็จแล้วให้เอาต้นฉบับมาคืนข้า”
ใบสั่งยาที่พี่สาวนางฟ้าให้มา เขาต้องเก็บรักษาไว้อย่างดี
อั้นอิ่งประหลาดใจ แต่ไม่กล้าถาม เขาเป็นองครักษ์เงา เจ้านายสั่งให้ทำอะไรก็แค่ทำไป ไม่ต้องถามให้มากความ
……..
เมื่อเหอจิ่วเหนียงออกจากตำหนักขององค์รัชทายาท ก็เก็บรางวัลตอบแทนจากองค์รัชทายาทเข้าไปไว้ในห้วงมิติ จากนั้นก็มุ่งหน้าไปยังตำหนักที่ฮ่องเต้ประทับอย่างอารมณ์ดี
ตอนนี้ดึกมากแล้ว ฮ่องเต้ต่อให้เหลวไหลแค่ไหนก็ต้องบรรทมแล้ว
และก็เป็นดังคาด ตอนที่นางไปถึง ฮ่องเต้แห่งตงถิงกำลังกอดสาวงามหลับปุ๋ย ทั้งสองหน้าแดงเรื่อ ดูท่าก่อนหน้าคงออกกำลังกายกันมาอย่างหนักหน่วง
ตอนที่ 789: นี่ทรมานยิ่งกว่าฆ่าเขาให้ตายเสียอีก
เหอจิ่วเหนียงยังคงใช้วิธีการเดิมเช่นเดียวกับตอนบุกเข้าไปที่ตำหนักองค์รัชทายาท คือใช้ยาสลบปล่อยสู่อากาศจนผู้คนหลับใหลไปหมดสิ้น จากนั้นจึงเดินอาดๆเข้าไปอย่างผ่าเผย
เมื่อก้าวเท้าเข้าไปในห้องบรรทมของฮ่องเต้ เหอจิ่วเหนียงก็ต้องยกมือขึ้นพัดตรงปลายจมูกของตนเองด้วยความรังเกียจ ก่อนจะรีบดับกระถางกำยานที่วางอยู่มุมห้อง
กลิ่นนี้ช่างเหม็นเหลือทน หากสูดดมเป็นเวลานานเกรงว่าจะได้ไปรายงานตัวที่ปรโลกแน่
แต่ก็นะ นี่เป็นความสำราญในห้องหอของผู้อื่น นางย่อมไม่ก้าวก่ายเรื่องส่วนตัวของใคร ยิ่งไปกว่านั้น ผลลัพธ์เช่นนี้คือสิ่งที่นางต้องการ เพราะถ้ามองอีกมุมหนึ่ง ฮ่องเต้แห่งตงถิงผู้นี้ก็กำลังรนหาที่ตายด้วยตัวเอง
เหอจิ่วเหนียงเดินมาหยุดที่ข้างเตียง สายตาไม่ได้จับจ้องไปที่ฮ่องเต้ร่างอ้วนท้วนแต่อย่างใด กลับปรายตามองสาวงามในอ้อมกอดของเขาแทน
สตรีผู้นี้ช่างงดงามจริงๆ ผิวพรรณเนียนละเอียดราวกับหากต้องลมก็ขาดได้ เจือด้วยรอยสีแดงเป็นจ้ำๆชวนสงสัย และด้วยความที่อายุยังน้อย ใบหน้าจึงยังมีความจิ้มลิ้มแบบเด็กสาวหลงเหลืออยู่
เหอจิ่วเหนียงมองแล้วก็อดกัดฟันกรอดไม่ได้ แม่นางผู้นี้ดูแล้วอายุยังน้อยกว่าเหลียนฮวาเสียอีกกระมัง!
นางถอนหายใจออกมา …เฮ้อ รู้สึกเวทนาแทนสตรีในยุคสมัยนี้ที่ไม่อาจลิขิตชีวิตตนเองได้
แต่ความคิดนี้ของนางก็เกิดขึ้นเพียงวูบเดียวแล้วดับไป ถึงอย่างไรเจ้าอ้วนนี่ก็เป็นถึงฮ่องเต้ ย่อมมีสตรีมากมายที่เต็มใจพลีกายให้เขา อย่างไรเสียที่ตรงนี้ก็คือจุดสูงสุดของอำนาจที่ใครต่างก็หมายปอง
ใบหน้าเล็กๆของสาวงามบนเตียงดูแล้วช่างนุ่มนิ่มน่ามันเขี้ยวนัก เหอจิ่วเหนียง.อดใจไม่ไหว จึงยื่นมือไปบีบแก้มขาวเนียนนั้นเบาๆ
‘เฮ้อ น่ารักจริงๆ เสียดายที่ต้องมาเสร็จเจ้าหมูตอนนี่!’
หลังจากคิดอะไรเรื่อยเปื่อย นางก็ล้วงเอาชุดอุปกรณ์ที่เตรียมไว้ออกมา วางเรียงรายไว้บนตู้เล็กข้างเตียงทีละชิ้น มีทั้งมีดโกนสมัยใหม่ที่นำออกมาจากห้วงมิติ และยังมีแป้งชาดกับดอกไม้ประดับผมที่ซื้อหามาจากตลาดเมื่อตอนกลางวัน
เมื่อเตรียมการเสร็จสรรพ เหอจิ่วเหนียงก็ถกแขนเสื้อขึ้นแล้วเริ่มลงมือ
นางกระชับมีดโกน ตรงเข้าไปจัดการกับศีรษะของฮ่องเต้แห่งตงถิงอย่างขะมักเขม้น
นางโกนผมส่วนอื่นจนเกลี้ยงเกลา เหลือไว้เพียงกลุ่มผมเล็กๆ สองจุกที่ด้านซ้ายและขวาบนยอดศีรษะ จากนั้นมวยผมทั้งสองข้างขึ้นไป แล้วใช้ดอกไม้ประดับผมที่ซื้อมาติดเข้าไปเพื่อตกแต่งก็เป็นอันเสร็จสิ้น
ต่อมาก็ถึงเวลาที่แป้งชาดจะได้ออกโรง เหอจิ่วเหนียงตวัดแปรงแต่งหน้าไม่กี่ที ก็เปลี่ยนตาแก่ผู้นี้ให้กลายเป็นตัวตลกหน้าขาวแก้มแดง
ด้วยกลัวว่าเวลานอนฮ่องเต้จะทำเครื่องสำอางหลุดลอก เหอจิ่วเหนียงจึงหยิบเอา ‘สเปรย์ล็อกเครื่องสำอาง’ ออกมาจากในห้วงมิติ แล้วฉีดพ่นใส่หน้าเขาอย่างไม่รู้สึกเสียดาย
เมื่อมองดูผลงาน เหอจิ่วเหนียงรู้สึกพึงพอใจมาก นางนำกระดาษและพู่กันออกมาแล้วเริ่มวาดภาพของผู้ปกครองดินแดนตงถิงในยามนี้ออกมาทันที หญิงสาววาดออกมาเหมือนจริงทุกกระเบียดนิ้ว จากนั้นก็ทำสำเนาออกมาอีกหลายแผ่น แล้วโยนจดหมายท้าทายที่เขียนเตรียมไว้ก่อนหน้านี้ลงที่หัวเตียง ก่อนจะจากไปอย่างปราดเปรียว
ระหว่างทางออกจากวัง นางถือโอกาสโปรยภาพวาดที่ทำสำเนาเมื่อครู่ไปทั่วพื้นที่ที่เป็นจุดสะดุดตา ใครอยากจะทำเป็นมองไม่เห็นก็คงยาก
หลังออกจากวังหลวงแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็กลับโรงเตี๊ยม นำภาพวาดออกมาทำสำเนาอีกครั้ง แล้วนำไปแจกจ่ายตามตรอกซอกซอยทั่วเมือง เชื่อว่าเช้าวันพรุ่งนี้ รูปโฉมอันงดงามของฮ่องเต้แห่งตงถิง จะสลักลึกลงไปในหัวใจของราษฎรตงถิงทุกคนอย่างแน่นอน
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เหอจิ่วเหนียงก็ได้กลับไปนอนที่โรงเตี๊ยมเสียที การนอนครั้งนี้ยาวนานมาก และด้วยคาดเดาเหตุการณ์ไว้ล่วงหน้าแล้ว นางจึงใส่ที่อุดหูไว้ ดังนั้นเมื่อฟ้าสว่าง ไม่ว่าภายนอกจะอึกทึกครึกโครมเพียงใด นางก็ยังคงหลับต่อได้ หญิงสาวผู้รักการนอนหลับลึกยาวนานไปจนถึงค่ำของอีกวัน ถือเป็นการชดเชยการนอนไม่พอจากการเดินทางติดต่อกันหลายวัน
ส่วนภายนอกนั้น ผู้คนต่างตกอยู่ในความโกลาหลไปหมดแล้ว
ฮ่องเต้ตื่นขึ้นมาอย่างงัวเงีย ยังไม่ทันรู้อีโหน่อีเหน่ ก็ถูกเสียงกรีดร้องของขันทีน้อยที่เข้ามาปลุกให้ไปออกว่าราชการทำให้หัวเสียแต่เช้า
"บังอาจ! เช้าตรู่เช่นนี้แหกปากร้องหาอะไร? ลากออกไป..."
"กรี๊ด!"
ฮ่องเต้โอบกอดสาวงามในอ้อมแขนพลางตำหนิขันทีน้อย สาวงามเองก็เพิ่งถูกเสียงกรีดร้องปลุกให้ตื่นเช่นกัน นางยังสะลึมสะลือ แต่พอเงยหน้าขึ้นเห็นโฉมพระพักตร์ของฮ่องเต้ก็ตื่นเต็มตา กรีดร้องออกมาโดยไม่อาจควบคุมได้
ฮ่องเต้ "???"
แต่กับสาวงามที่ตนโปรดปรานในช่วงนี้ ฮ่องเต้จึงยังพอมีความอดทนอยู่บ้าง เขาข่มกลั้นความโกรธไว้แล้วถาม "สนมรัก เจ้าเป็นอะไรไป?"
ตอนที่ 790: นี่ไม่ใช่แสงสุดท้ายก่อนสิ้นใจกระมัง?
ยังไม่ทันจะหายโมโห ก็มีคนวิ่งหน้าตื่นเข้ามารายงานว่า ภายนอกวังเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นแล้ว
ไม่เพียงมีภาพวาดอันน่าเกลียดของฮ่องเต้แพร่ออกไป แต่ยังมีนิทานเรื่องสั้นกระจายไปทั่ว โดยเนื้อหาเล่าถึงสิ่งที่องค์ชายสามแห่งตงถิงได้ทำไว้ข้างนอกตลอดหลายปีที่ผ่านมา รวมไปถึงสิ่งที่ตงถิงกระทำต่อเป่ยเหยียน
ตอนนี้ในหมู่ราษฎรต่างวิพากษ์วิจารณ์กันไปต่างๆนานา มีทั้งดีและร้าย แน่นอนว่าส่วนใหญ่เป็นเพราะความตกตะลึง พวกเขาที่เป็นชาวบ้านธรรมดาคาดไม่ถึงว่า การต่อสู้ระหว่างแคว้นจะดุเดือดเลือดพล่านถึงเพียงนี้
ยังมีเรื่องขององค์ชายสามที่ต้องรอนแรมอยู่นอกแคว้นตลอดหลายปีเพื่อสร้างคุณูปการให้แก่บ้านเมือง ไม่อาจอยู่ปรนนิบัติรับใช้ข้างกายบิดามารดา และตอนนี้ยังต้องทนทุกข์ทรมานอย่างแสนสาหัส จะไม่ให้ผู้คนรู้สึกสงสารได้อย่างไร!
ถูกต้องแล้ว เหอจิ่วเหนียงได้เขียนเรื่องราวเกี่ยวกับองค์ชายสามให้เป็นบทความสร้างแรงบันดาลใจ โดยกล่าวว่า แม้เขาจะทำเรื่องเลวร้าย แต่ทั้งหมดก็เพื่อราษฎรชาวตงถิง ความหมายของการกระทำจึงดูยิ่งใหญ่ขึ้นมาทันตา
ดังนั้น เสียงเรียกร้องขอความเป็นธรรมให้กับองค์ชายสามจากราษฎร จึงดังกระหึ่มขึ้นเรื่อยๆ
ฮ่องเต้ตงถิงก็เพิ่งจะรู้ข่าวว่าองค์ชายสามถูกตัดนิ้ว พลันนั้นความคิดที่จะทอดทิ้งเขาจึงยิ่งทวีคูณ
ถึงแม้เขาจะโปรดปรานองค์ชายสามมาก แต่ในฐานะที่โอรสผู้นี้ตกเป็นเชลย กลายเป็นจุดอ่อนให้เป่ยเหยียนใช้ข่มขู่ตงถิง ซ้ำตอนนี้ยังถูกตัดนิ้วโยนให้สุนัขกินต่อหน้าธารกำนัล ความอัปยศเช่นนี้ การที่ช่วยชีวิตองค์ชายสามออกมาก็เท่ากับเป็นการนำพาความมัวหมองมาสู่ราชวงศ์
จิตใจของผู้ปกครองแคว้นก็โหดเหี้ยมเช่นนี้ แม้จะเป็นโอรสที่ตนรักมากที่สุด หากไร้ประโยชน์ก็สามารถทอดทิ้งได้อย่างไม่ไยดี
ทว่า เสียงเรียกร้องจากราษฎรที่มีต่อองค์ชายสามกลับดังก้องและกดดันอย่างหนักหน่วง ต่างพากันร้องขอให้ราชสำนักส่งคนไปพาองค์ชายสามกลับมา จะปล่อยให้องค์ชายสามทนทุกข์ที่เป่ยเหยียนไม่ได้ นั่นเป็นความทุกข์ยากที่ทรงแบกรับเพื่อพวกเขาชาวบ้านตาดำๆ ราชสำนักจะต้องไม่ทอดทิ้งองค์ชายสามเด็ดขาด
ฮ่องเต้โกรธจัดจนถีบสาวงามข้างกายกระเด็นออกไป ทั้งยังขว้างปาแจกันแตกไปหลายใบ แต่ก็ยังรู้สึกว่าไฟโทสะในอกยังไม่มอดลง อีกฝ่ายจงใจใช้การสนับสนุนของราษฎรที่มีต่อองค์ชายสามมาบีบบังคับเขา ทำให้เขาไม่อาจละทิ้งโอรสผู้นี้ได้ อย่างน้อยก็ทำอย่างเปิดเผยไม่ได้ และยังต้องจัดขบวนไปรับองค์ชายสามกลับมาอย่างสมเกียรติด้วย
แต่การทำเช่นนั้นก็หมายความว่า พวกเขาจะต้องปล่อยตัวคณะทูตของเป่ยเหยียน และต้องยอมรับข้อเรียกร้องอันไร้เหตุผลของอีกฝ่าย ทั้งยังต้องมอบเงินทองและของบรรณาการเพื่อเป็นการไถ่โทษ
ถูกเป่ยเหยียนบีบจนกระดิกตัวไม่ได้อย่างสมบูรณ์
เมื่อก่อนเหตุใดไม่ยักรู้ว่าเป่ยเหยียนมีฝีมือขนาดนี้ เป่ยเหยียนไม่ใช่ว่าขี้ขลาดตาขาวมาตลอดหรอกหรือ?
เหล่าข้าราชบริพารคุกเข่ากันเกลื่อนพื้น ฮ่องเต้ระบายอารมณ์เสร็จก็สั่งให้คนมาล้างหน้าของตนให้สะอาด โกนผมสองจุกนั้นทิ้งให้กลายเป็นหัวโล้นเตียน แล้วหาหมวกมาสวมทับ จากนั้นก็เรียกประชุมขุนนางด้วยความโกรธเกรี้ยวเพื่อหารือว่าจะจัดการเรื่องนี้อย่างไร
แม้ภาพวาดและนิทานตามท้องถนนจะถูกเก็บกวาดทำลายไปแล้ว แต่เรื่องนี้ก็ฝังรากลึกในใจของราษฎรไปแล้วเรียบร้อย ในช่วงเวลาอีกยาวนานนับจากนี้ มันจะกลายเป็นหัวข้อสนทนาของชาวบ้านอย่างแน่นอน
พอคิดถึงเรื่องนี้ ขมับของฮ่องเต้ก็เต้นตุบๆ
เขาเป็นถึงจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่ ทำอะไรล้วนตามใจปรารถนา ไม่เคยถูกใครกดขี่เช่นนี้มาก่อน!
"แผนการในตอนนี้คือ ต้องรับองค์ชายสามกลับมา จะทำให้ราษฎรผิดหวังต่อราชสำนักไม่ได้พ่ะย่ะค่ะ!"
ราษฎรคือรากฐานของแผ่นดิน ไม่มีเรื่องอะไรจะร้ายแรงไปกว่าการสูญเสียใจของประชาชน
ในเมื่อตอนนี้องค์ชายสามมีความสำคัญในใจราษฎรถึงเพียงนี้ หากไม่รับกลับมาอย่างสมเกียรติ จนสูญเสียศรัทธาจากมหาชน ผลที่ตามมาคงไม่อาจจินตนาการได้
ฮ่องเต้แค่นเสียงเย็นชา พลางตรัส "เราไม่ใช่ไม่อยากรับเจ้าสามกลับมา แต่จะให้รับเขาในสภาพเช่นนั้นกลับมาได้อย่างไรเล่า? เป่ยเหยียนสร้างความอัปยศให้เราถึงเพียงนี้ วันหน้าเราจะต้องให้พวกมันชดใช้เป็นร้อยเท่า!"
"ในเมื่อองค์ชายสามยังอยู่ในมือพวกมัน พวกเราคงก็ต้องประวิงเวลาไว้ก่อน รอให้องค์ชายสามกลับถึงตงถิงอย่างปลอดภัย พวกเราค่อยยกทัพบุกโจมตี ฆ่าพวกมันให้ไม่ทันตั้งตัวพ่ะย่ะค่ะ!"
"ใช่พ่ะย่ะค่ะ พวกมันรังแกกันเกินไปแล้ว! ตงถิงของพวกเราใช่ว่าจะยอมให้ใครมารังแกได้ง่ายๆ ต้องเอาคืนความอัปยศที่ฝ่าบาทและองค์ชายสามทรงได้รับให้หมด!"
เหล่าขุนนางล้วนมีความเห็นตรงกัน ขณะนี้สิ่งที่ทำได้ก็คงมีเพียงเท่านี้
ฮ่องเต้หายใจหอบถี่หลายครั้ง ก่อนตรัส "ไปดูซิว่าพวกทูตเป่ยเหยียนยังมีชีวิตรอดอยู่หรือไม่ แล้วบอกพวกมันไปว่าเรายอมตกลงเจรจาสงบศึกแล้ว"
สวรรค์รู้ดีว่าตอนที่ฮ่องเต้ตรัสประโยคนี้ออกมาเขาต้องใช้ความพยายามมากเพียงใด หากไม่เห็นแก่ราษฎร เขาคงสั่งกองทัพไปเหยียบเป่ยเหยียนให้ราบเป็นหน้ากลองเสียเดี๋ยวนี้!
……..
อีกด้านหนึ่ง
องค์รัชทายาทได้ยินเรื่องราวที่เกิดขึ้นในเช้าวันนี้แล้วเช่นกัน จิตใต้สำนึกของเขาพาให้หวนนึกถึงพี่สาวนางฟ้าที่โผล่มาอย่างไร้ร่องรอยเมื่อคืน แล้วก็พอจะเดาได้คร่าวๆ ว่านางน่าจะเป็นพวกเดียวกันกับกลุ่มคนที่ปล่อยภาพวาดและนิทาน
ทว่า เหตุใดนางถึงช่วยเขา?
เพียงเพราะเห็นเขาน่าสงสาร? หรือรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรมแทนเขา?
พี่สาวนางฟ้าช่างมีจิตใจงดงามจริงๆ ไม่อย่างนั้นเหตุใดต้องเข้ามาคลี่คลายปัญหายุ่งยากของเขาด้วย
อย่างไรก็ตาม ในเมื่อพี่สาวนางฟ้าเป็นคนเป่ยเหยียน เช่นนั้นเขาก็ต้องหาทางไปพบหน้านางสักครั้ง
"ใครก็ได้"
เขาเอ่ยเรียกเสียงเบา ก็มีข้ารับใช้รีบเข้ามาน้อมรับคำสั่งทันที
"ไปกราบทูลเสด็จพ่อว่า ข้าคะนึงถึงน้องสามเหลือเกิน จึงยินดีจะเดินทางไปเป่ยเหยียนด้วยตัวเอง เพื่อแสดงความยินดีที่ฮ่องเต้เป่ยเหยียนพระองค์ใหม่ขึ้นครองราชย์ และถือโอกาสรับน้องสามกลับมาด้วย"
"แต่พระวรกายขององค์รัชทายาท..."
ข้ารับใช้มีสีหน้าตกตะลึง เมื่อคืนองค์รัชทายาทยังมีใบหน้าซีดเซียวราวกับคนใกล้ตาย ดูเหมือนจะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่กี่วัน ทว่าเช้าวันนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าสีหน้าของพระองค์กลับดีขึ้นถนัดตา ทั้งยังลุกขึ้นนั่งเองได้ ซ้ำยังตรัสว่าจะเดินทางไกลไปเป่ยเหยียน
ช่าง...ช่างสร้างเรื่องน่าตกใจจนแทบหัวใจวายกันได้ทั้งตระกูลจริงๆ!
นี่คงไม่ใช่แสงสุดท้ายก่อนสิ้นใจกระมัง?
ที่สำคัญ ถึงแม้องค์รัชทายาทกับองค์ชายสามจะเป็นพี่น้องร่วมอุทร แต่ความสัมพันธ์ก็ไม่ได้ดีนัก ต่อให้เป็นแสงสุดท้ายก่อนตาย องค์รัชทายาทก็ไม่น่าจะมีความคิดเช่นนี้ได้นี่นา!
"ข้ารู้ร่างกายตัวเองดี ทำตามที่สั่งเถอะ"
องค์รัชทายาทขัดจังหวะข้ารับใช้ โบกมือให้ออกไปอย่างรำคาญใจ
ข้ารับใช้รีบก้มหน้า "พ่ะย่ะค่ะ"
องค์รัชทายาทย่อมมีวิจารณญาณของตนเอง ใบเทียบยาที่พี่สาวนางฟ้าให้มา มีเพียงองครักษ์ลับที่เขาไว้ใจที่สุดเท่านั้นที่รู้ เขาไม่ยอมให้ใครในวังนี้ได้แตะต้องเด็ดขาด เมื่อเช้าหลังจากไล่คนออกไปหมดแล้ว เขาได้ดื่มยาที่องครักษ์ลับนำมาส่งให้ แล้วอาการก็ดีขึ้นมากจริงๆ เขาจึงยิ่งปักใจเชื่อว่า นางคือเทพธิดาโดยแท้จริง นางคือเทพธิดาผู้ช่วยชีวิตเขา!
ในวังแห่งนี้ มีสายตานับไม่ถ้วนจับจ้องเขาอยู่ทุกวัน คนที่ไม่อยากให้เขาหายดีมีอยู่มากมาย ดังนั้นหากมีคนพบว่าอาการของเขาดีขึ้นในช่วงนี้ ก็ไม่รู้ว่าเขาจะต้องพบกับแผนชั่วอะไรอีก แต่หากเขาขออาสาไปเป็นทูตที่เป่ยเหยียน ก็จะหลุดพ้นจากสายตาคนไม่หวังดีเหล่านี้ได้ช่วงหนึ่ง และยังสามารถถือโอกาสนี้รักษาตัวได้อย่างสบายใจด้วย
นอกจากนี้ พี่สาวนางฟ้าบอกว่า พิษในตัวเขาเป็นพิษที่ติดตัวมาตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา …เช่นนั้นแล้ว คนที่วางยาเสด็จแม่ในปีนั้นคือใคร เขาจะต้องค่อยๆสืบหาความจริงให้กระจ่าง
เมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว ตำแหน่งที่ควรจะเป็นของเขาตั้งแต่ต้น ก็ต้องพยายามยึดไว้ให้มั่นคง มิฉะนั้นจะทำให้เป่ยเหยียนที่ช่วยเขากำจัดเสี้ยนหนามใหญ่อย่างเจ้าสามต้องผิดหวังได้อย่างไร
เจ้าสามถูกตัดนิ้ว ก็เท่ากับเป็นคนพิการ นับแต่โบราณมา ไม่เคยมีคนพิการคนใดได้เป็นฮ่องเต้ ต่อให้เจ้าสามกลับมา ก็หมดสิทธิ์ที่จะแย่งชิงตำแหน่งรัชทายาท ยิ่งไปกว่านั้น เจ้าสามถูกตัดนิ้วที่เป่ยเหยียน ทำลายเกียรติยศของเสด็จพ่อ เสด็จพ่อย่อมไม่มีทางโปรดปรานเจ้าสามเหมือนกาลก่อน
นี่คือโอกาสของเขา จะไม่คว้าไว้ได้อย่างไร?
ระหว่างทางไปเป่ยเหยียนก็ถือโอกาสรักษาตัวให้ดี พอรับเจ้าสามกลับมาแล้วค่อยเริ่มวางแผนเรื่องราชบัลลังก์อย่างเป็นทางการ องค์รัชทายาทแห่งเป่ยเหยียนมีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับเขา อีกฝ่ายอีกสองเดือนก็จะขึ้นครองราชย์แล้ว ส่วนเขากลับยังเป็นองค์รัชทายาทที่แม้แต่ตำแหน่งที่ดำรงอยู่นี้ก็ยังไม่มั่นคง ทว่าเขาจะยอมแพ้ไม่ได้เด็ดขาด
เสด็จพ่อครองราชย์มาหลายปี ก็ควรจะพักผ่อนในบั้นปลายชีวิตเหมือนฮ่องเต้แห่งเป่ยเหยียนได้แล้ว
จบตอน
Comments
Post a Comment