ตอนที่ 791: เขาไม่ได้มีเจตนาอื่นจริงๆนะ!
เมื่อฮ่องเต้แห่งตงถิงได้รับสารขององค์รัชทายาทจากขันทีน้อย ก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง ร่างกายของเจ้ารัชทายาทเป็นเช่นนั้นยังจะดั้นด้นไปรับเจ้าสามที่ตงถิงด้วยตนเอง ช่างรักใคร่กลมเกลียวกันดีจริงๆ
ด้วยเหตุนี้ ฮ่องเต้จึงรู้สึกยินดีปรีดาเป็นอย่างยิ่ง
การที่องค์รัชทายาทออกหน้าเองนับว่าดีที่สุด เป็นการให้เกียรติองค์ชายสามอย่างแท้จริง ทั้งยังพิสูจน์ให้ราษฎรเห็นว่า ราชสำนักให้ความสำคัญกับองค์ชายสามเพียงใด ขณะเดียวกันก็ให้องค์รัชทายาทที่เจ็บป่วยออดๆแอดๆ มาตั้งแต่วัยเยาว์ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาบ้าง
แม้ว่าองค์รัชทายาทไปคราวนี้อาจจะมีความเสี่ยงที่ต้องทิ้งชีวิตไว้ระหว่างทาง แต่จะทำอย่างไรได้เล่า เป็นเขาเองที่อยากไป และถึงอย่างไรสภาพร่างกายของเขาก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน ถือโอกาสตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทำคุณประโยชน์ให้ราชสำนักได้บ้างก็นับว่าน่าสนับสนุน
เมื่อฮ่องเต้พิจารณาถึงจุดนี้ จึงตอบตกลงทันที
ตอนที่ขันทีน้อยกลับไปรายงาน องค์รัชทายาทถามขึ้น "เสด็จพ่อถามถึงสุขภาพของข้าบ้างหรือไม่?"
ขันทีน้อยพลันตัวสั่นเทา ส่ายหน้าตอบอย่างกล้าๆกลัวๆโดยไม่ได้พูดอะไร และคำตอบนั้น ก็ไม่ได้ทำให้องค์รัชทายาทแปลกใจเลยแม้แต่น้อย
เสด็จพ่อไม่เคยสนใจเขาเลย และนี่ก็ไม่ผิดจากความคาดหมายของเขา
ถึงกระนั้นเขาก็รู้สึกปวดใจอยู่บ้าง อย่างไรเสียคนผู้นั้นก็เป็นบิดาบังเกิดเกล้า ทั้งที่เป็นพี่น้องร่วมอุทรเดียวกัน เสด็จพ่อกลับไม่ชอบเขาแต่โปรดปรานเพียงเจ้าสาม เพียงเพราะเขาถูกพิษตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา...
ยังดี ที่ตอนนี้เจ้าสามก็แทบจะกลายเป็นคนพิการไปแล้ว ในใจเขาจึงรู้สึกเกิดสมดุลขึ้นมาก
ถึงแม้จะเป็นพี่น้องร่วมสายเลือด แต่กลับไร้ซึ่งความผูกพันฉันพี่น้อง ระหว่างพวกเขา ถูกลิขิตให้เป็นดั่งน้ำกับไฟ
…….
กว่าเหอจิ่วเหนียงจะตื่น ภายนอกก็กลับคืนสู่ความสงบแล้ว
ทุกบ้านต่างหลับใหล นางทิ้งเงินตำลึงไว้บนโต๊ะในห้องพักโรงเตี๊ยม แล้วกระโดดหน้าต่างจากไป
เมื่อออกนอกเมืองก็ขึ้นเฮลิคอปเตอร์ มุ่งหน้าตรงไปยังเมืองหลวงของเป่ยเหยียน ครั้งนี้ไม่ต้องอ้อมไปทางชายแดนเพราะไม่ต้องไปหาใครที่นั่นแล้ว สามารถบินตรงไปเมืองหลวงได้เลย เมื่อนางไปถึงก็เป็นช่วงบ่ายของอีกวัน
หญิงสาวลงจอดในที่ห่างไกลและเปลี่ยวร้าง แล้วขี่ม้าเร็วกลับเข้าเมืองหลวง กว่าถึงที่หมายฟ้าก็จวนจะมืดแล้ว
นางตรงไปหาลู่ไป่ชวนที่ค่ายทหารก่อน บังเอิญว่าวันนี้ลู่ไป่ชวนงานยุ่ง เพิ่งจะได้เริ่มกินข้าวตอนที่นางมาถึงพอดี
เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียง ชายหนุ่มก็รีบวางชามลงแล้วเข้าไปประคองทันที
"เหนื่อยแทบตายเลย!"
ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงเข้ามาในกระโจม ร่างทั้งร่างก็ทิ้งตัวลงในอ้อมกอดของสามี ออดอ้อนอย่างเต็มที่
ลู่ไป่ชวนกอดภรรยาไว้แน่น สวรรค์รู้ดีว่าหลายวันที่นางไม่อยู่ เขาเป็นห่วงนางมากเพียงใด แม้จะรู้ว่านางเก่งกาจ ทว่าดังคำกล่าวที่ว่า ไม่กลัวหมื่นเพียงกลัวหนึ่ง และระยะทางไกลนับพันลี้ หากเกิดอะไรขึ้น เขาไม่อาจไปปรากฏตัวตรงหน้านางได้ทันท่วงทีจริงๆ
"ไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่?"
ปากถามไป มือใหญ่ก็คลำไปตามตัวนางด้วย …ไม่ได้มีเจตนาอื่นใดแอบแฝง เพียงแค่อยากตรวจดูว่านางบาดเจ็บตรงไหนหรือไม่เท่านั้น
*เพียะ!*
เหอจิ่วเหนียงตีมือเขาอย่างแรง พร้อมร้องเตือน "ข้ายังหิวอยู่นะ หากโมโหหิวขึ้นมาละก็ท่านเจอดีแน่ รอให้ข้ากินอิ่มก่อนแล้วค่อยว่ากันจะได้หรือไม่!"
ลู่ไป่ชวน “...”
‘เขาไม่ได้มีเจตนาอื่นจริงๆนะ!’
"ข้าแค่..."
"พอเลย พอเลย รู้ว่าท่านใจร้อน แต่ข้าหิวจริงๆ ท่านก็เห็นใจข้าหน่อยสิ!"
ลู่ไป่ชวน “...”
‘ช่างเถอะ ดูจากท่าทางของนางเช่นนี้ ก็ชัดเจนแล้วว่าปลอดภัยดี’
แม่ทัพใหญ่ทำหน้าน้อยใจแวบหนึ่ง ก่อนจะประคองภรรยาให้นั่งลง ยกชามข้าวที่ตนเพิ่งตักเมื่อครู่ให้นาง แล้วตักใหม่ให้ตนเองอีกชาม สองสามีภรรยานั่งกินข้าวกันพร้อมหน้าที่โต๊ะเล็กๆ เวลาเช่นนี้ห่างหายไปนานแล้วเหมือนกัน
"หลายวันมานี้ไม่ได้เกิดเรื่องอะไรใช่หรือไม่?"
เหอจิ่วเหนียงกินข้าวหมดไปหนึ่งชาม จึงจะมีอารมณ์ถามไถ่เรื่องราวในช่วงนี้ นางให้ลู่ไป่ชวนเติมข้าวให้อีกชาม และกินไปพลางถามไถ่ไปด้วย
"เกิดเรื่องเล็กน้อยอยู่ไม่กี่เรื่อง องค์ชายสามแห่งตงถิงพยายามฆ่าตัวตายในคุก แต่ผู้คุมมาพบและห้ามไว้ได้ทัน หลังจากนั้นเขาก็ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน มักจะคลุ้มคลั่งอยู่บ่อยๆ
จัวเจียอวี้ก็อาละวาดอยู่หลายครั้ง ฮูหยินจัวก็ยังไม่ย่อท้อ ถึงขั้นไปร้องเรียนต่อหน้าองค์รัชทายาท ภายหลังนางจึงถูกองค์รัชทายาทสั่งกักบริเวณ
สองสามีภรรยาในชนบทที่จัวเวยติดต่อด้วยก่อนหน้านี้เริ่มมีความเคลื่อนไหว ส่งจดหมายมาให้จัวเวยฉบับหนึ่ง แต่ถูกพวกเราสกัดไว้ได้ ในจดหมายไม่ได้ระบุตำแหน่งของพวกเขา แต่กำชับให้จัวเวยหาทางเข้าหาองค์ชายสามแห่งตงถิง เพื่อหาโอกาสปลิดชีพเขา"
ลู่ไป่ชวนเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นอย่างรวบรัด
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า "องค์ชายสามเสียนิ้วไป ก็เท่ากับสูญเสียคุณสมบัติในการสืบทอดบัลลังก์ ย่อมต้องสิ้นหวังและอยากตายเป็นธรรมดา แต่ข้าไม่ยอมให้เขาตายเร็วขนาดนั้นหรอก เดี๋ยวข้าจะไปปลุกใจเขาสักหน่อย
ส่วนตระกูลจัวน่ะหรือ ปล่อยให้พวกเขาอาละวาดไป อย่างไรเราก็จะยังไม่ปล่อยคน นี่ถือเป็นการแก้แค้นที่อ่อนโยนที่สุดที่ข้ามีต่อตระกูลจัวแล้ว
แล้วจดหมายของสองสามีภรรยานั่น การฆ่าองค์ชายสามเป็นภารกิจก่อนหน้านี้ เชื่อว่าอีกไม่กี่วันพวกเขาจะต้องได้รับภารกิจใหม่ นั่นคือ ‘ต้องปกป้ององค์ชายสามด้วยชีวิต ห้ามให้เขาได้รับบาดเจ็บแม้แต่ปลายก้อย’"
ลู่ไป่ชวนรับคำ แล้วถามต่อ "แล้วเจ้าล่ะ หลายวันนี้ทำอะไรมาบ้าง?"
เหอจิ่วเหนียงแย้มยิ้มร่าเริงขึ้นทันที "หลายวันมานี้ชีวิตข้าช่างมีสีสันยิ่งนัก! ท่านตั้งใจฟังข้าเล่าให้ดีนะ..."
จากนั้น หญิงสาวผู้ออกไปผจญภัยก็เล่าแผนการและสิ่งที่นางทำไปอย่างออกรสออกชาติ เล่าละเอียดยิบ แม้แต่ความ.งดงามของแม่นางน้อยในอ้อมกอดฮ่องเต้ตงถิงว่าสดใสเพียงใด นางก็สรรหาคำวิจิตรบรรจงมาบรรยายให้เห็นภาพ
แน่นอนว่าเรื่องขององค์รัชทายาทตงถิงกับฮ่องเต้ก็เล่าออกไปด้วย สุดท้ายยังหยิบรูปวาดน่าเกลียดของฮ่องเต้ตงถิงออกมาให้ลู่ไป่ชวนดู
ลู่ไป่ชวนที่ตั้งใจฟังจนจบ “...”
‘ภรรยาเขาช่างแสบไส้จริง ๆ หากไม่ใช่เพราะเขาเพิ่งกลืนข้าวลงคอไป คงพ่นใส่นางเต็มหน้าแน่…’
เห็นได้ชัดว่าการเดินทางครั้งนี้ของภรรยาช่างมีสีสันเหลือเกิน ทำเอาเขาคันหัวใจยิบๆ อยากจะเห็นด้วยตาตนเองสักครั้ง
เหอจิ่วเหนียงนึกบางอย่างขึ้นได้ "ว่าแต่ ในวังไม่สงสัยเลยหรือ?"
"ไม่นะ อาจารย์คังให้ความร่วมมือดีมาก"
"หืม?" เหอจิ่วเหนียงงุนงงเล็กน้อย หันไปมองสามี
ลู่ไป่ชวนอธิบาย "อาจารย์คังเป็นคนฉลาด น่าจะเดาได้ว่าเจ้าไม่ได้อยู่ในจวน ทั้งที่ฟื้นตัวเร็วมาก แต่กลับแกล้งสลบมาตลอด"
"โอ้! ไม่เลว ไม่เลว ไม่แปลกใจที่เขาสอบได้อันดับสามของแคว้น! จริงสิ การสอบหน้าพระที่นั่งจัดไปหรือยัง?"
"ยัง องค์รัชทายาทและฝ่าบาทต่างเห็นพ้องว่าให้รออาจารย์คังอาการดีขึ้นก่อนค่อยจัด จะได้ไม่ต้องสอบเขาแยกต่างหากในภายหลัง เดี๋ยวจะถูกคนครหาว่าไม่ยุติธรรม"
"เช่นนี้นี่เอง คืนนี้ข้าจะกลับจวน พรุ่งนี้อาจารย์คังก็สามารถทำทีเป็นอาการดีขึ้นได้แล้ว อีกสองวันจะได้ให้เขาไปสอบหน้าพระที่นั่ง จะทำให้ทุกอย่างเสียเวลามากไปกว่านี้ไม่ได้"
การสอบหน้าพระที่นั่งเป็นการสอบที่ยิ่งใหญ่และสำคัญที่สุดในระบบการสอบขุนนาง ปกติแล้วจะไม่เลื่อนวันสอบง่ายๆ แต่ครั้งนี้สถานการณ์ที่เกิดขึ้นกับคังทั่นฮวาถือว่าเป็นกรณีพิเศษ อีกทั้งจู้เหลียนก็เพิ่งตาย ที่บ้านเขายังจัดงานศพอยู่ เหล่าบัณฑิตที่เคยสนิทสนมกับเขาก็อยากไปเคารพศพ การเดินทางไปร่วมงานก็ต้องใช้เวลาหลายวัน ดังนั้นจึงได้ข้อสรุปว่า การสอบครั้งนี้สมควรเลื่อนออกไปก่อนสักห้าหกวัน
ทว่าลู่ไป่ชวนกลับไม่สนใจเรื่องอื่น สนใจเพียงคำพูดหนึ่งของนาง จึงจับมือนางไว้แล้วถามไถ่ "เมื่อครู่ไม่ใช่บอกว่าจะอยู่เป็นเพื่อนข้าคืนนี้หรือ?"
เหตุใดนางถึงบอกว่าจะกลับคืนนี้แล้วล่ะ?
เมื่อครู่หลอกเขาเล่นหรือ?
เหอจิ่วเหนียงตั้งใจแหย่เขา "ใช่สิ อยู่เป็นเพื่อนท่านสักพักข้าก็จะกลับ ถึงอย่างไรท่านก็ไม่ได้ทำให้เสียเวลามาก..."
ไม่รอให้นางพูดจบ ลู่ไป่ชวนก็พุ่งเข้าไปประชิดตัวนางทันที กล้าพูดเป็นนัยว่าเขาไร้น้ำยา เขาต้องสั่งสอนนางให้รู้สำนึกเสียให้เข็ด!
เหอจิ่วเหนียงกลับไม่เข้าใจ ผู้ชายคนนี้หยอกเล่นไม่ได้หรืออย่างไร ก็แค่แยกกันไม่กี่วัน เหตุใดต้องทำรุนแรงเหมือนจากกันไปหลายปีด้วย ป่าเถื่อนจนไม่เหมือนคนปกติ!
ในกระโจมมีเสียงบ่นของเหอจิ่วเหนียงดังออกมาเป็นระยะ
"ท่านเบาหน่อย กลัวคนอื่นไม่รู้หรืออย่างไร!"
"โอ๊ย... นี่ท่านไปโดนอะไรกระตุ้นมาเนี่ย?"
"โอ๊ย! ยังจะมาอีกหรือ?"
"ท่านพี่ น้องผิดไปแล้ว ฮือๆๆ..."
ตอนที่ 792: เสี่ยวชวน ปรนนิบัติได้ไม่เลว
สุดท้ายเหอจิ่วเหนียงก็ไม่ได้กลับจวนตามที่ตั้งใจไว้ แต่นอนหลับยาวอยู่ในกระโจมแม่ทัพไปจนถึงเที่ยงวันของวันใหม่ กระทั่งลู่ไป่ชวนเสร็จสิ้นการฝึกทหารช่วงเช้า นางจึงจะฝืนลืมตาตื่นขึ้นมาได้
"เดี๋ยวข้าจะไปส่งเจ้ากลับ แล้วรับโก่วเอ๋อร์กับซื่อจื่อกลับมาด้วย"
ลู่ไป่ชวนยกสำรับอาหารเข้ามาด้วยตนเอง คนในค่ายทหารต่างล่วงรู้กันทั่วแล้วว่าเมื่อคืนพี่สะใภ้มาที่นี่ แม้จะไม่รู้ว่ามาตั้งแต่เมื่อไร แต่เช้าวันนี้เห็นม้าของพี่สะใภ้เดินทอดน่องอยู่ด้านนอก และท่านแม่ทัพของพวกเขาก็มีสีหน้าแช่มชื่นเบิกบาน จะให้บอกว่าไม่รู้ก็คงไม่ได้
ปัจจุบัน ความสามารถของทหารเหล่านี้รุดหน้าไปมาก ถึงขั้นพอใจในฝีมือตัวเองไม่น้อย แต่กลับไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่าพี่สะใภ้เข้ามาในค่ายตั้งแต่เมื่อไร นี่แสดงว่า ฝีมือระดับพวกเขายังห่างชั้นกับพี่สะใภ้อีกไกลโข
พี่สะใภ้ทำได้อย่างไรถึงเก่งกาจขนาดนี้ ช่างน่าฉงนยิ่งนัก!
แต่นี่ก็ทำให้พวกเขายิ่งเคารพเลื่อมใสพี่สะใภ้มากขึ้น ในสถานที่อย่างค่ายทหาร ความสามารถคือเครื่องพิสูจน์ ผู้แข็งแกร่งคือผู้ได้รับการเคารพ และพี่สะใภ้ก็คือผู้ที่น่านับถือ!
"ได้ พวกเขาออกไปอยู่ข้างนอกตั้งหลายวันก็ควรไปรับกลับมาได้แล้ว อีกอย่าง ต้องกระจายข่าวออกไปว่า ในที่สุดข้าก็รักษาอาการป่วยของอาจารย์คังให้หายดีได้แล้ว"
เหอจิ่วเหนียงปากก็พูดไป แต่ร่างกายกลับพลิกตัวอย่างเกียจคร้าน อยากจะนอนต่อท่าเดียว
การเร่งเดินทางติดต่อกันหลายวันเดิมทีก็เหนื่อยมากอยู่แล้ว เมื่อคืนยังถูกคนป่าเถื่อนรีดเค้นเรี่ยวแรงไปจนหมดสิ้น ตอนนี้นางปวดเมื่อยไปทั้งตัว ไม่อยากขยับเขยื้อนเลยแม้แต่น้อย
"ลุกขึ้นมากินอะไรหน่อยแล้วค่อยนอนต่อเถอะ พวกเรากลับไปก่อนมื้อเย็นก็พอ"
ลู่ไป่ชวนรู้ว่าภรรยาเหนื่อย จึงจัดการธุระอื่นๆไว้เรียบร้อยแล้ว
เหอจิ่วเหนียงพึมพำ "ไม่อยากกิน ท่านออกไปเถอะ อย่ามากวนข้า"
ลู่ไป่ชวน “...”
นี่ก็จะถึงเวลาพักเที่ยงแล้ว เขากินเสร็จก็นอนพักได้เหมือนกัน เหตุใดถึงจะไล่เขาออกไปล่ะ?
ทว่าแม่ทัพหนุ่มก็ไม่กล้าแย้งอะไร เพียงนั่งลงข้างเตียง ช้อนร่างบางขึ้นมาจากผ้าห่มประคองไว้ในอ้อมอก แล้วป้อนข้าวนางด้วยตนเอง
หลายวันมานี้ที่อยู่ข้างนอก เหอจิ่วเหนียงคงไม่ได้กินข้าวดีๆเลย ลู่ไป่ชวนเห็นว่านางผอมลงไป ดังนั้นต้องรีบบำรุงกลับมาให้เร็วที่สุด
เหอจิ่วเหนียงอยากปฏิเสธ แต่ข้าวปลาอาหารที่ส่งมาถึงปากมันหอมยั่วยวนจริงๆ สุดท้ายก็ทำได้เพียงฝืนกินเข้าไป
ไม่นานข้าวหนึ่งชามก็หมดเกลี้ยง เหอจิ่วเหนียงเลียริมฝีปาก พลางพึมพำ "ขออีกชาม"
ลู่ไป่ชวนเติมให้อีกชามอย่างว่าง่าย คอยปรนนิบัติเอาใจอย่างเงียบๆ
พอกินอิ่มแล้ว หญิงสาวจึงเอ่ยปาก "เสี่ยวชวน ปรนนิบัติได้ไม่เลวเลย วันหน้าข้าจะเรียกใช้เจ้าอีก!"
ลู่ไป่ชวน “...”
‘ภรรยาของเขา นับวันยิ่งสมควรถูกสั่งสอน!’
แต่ตัวต้นเหตุพอพูดจบก็พลิกตัวนอนต่อแล้ว ลู่ไป่ชวนทำได้เพียงระบายยิ้มเอ็นดู ช่วยห่มผ้าให้นาง แล้วจึงเริ่มกินข้าวในส่วนของตนเอง
กว่านางจะนอนเต็มอิ่ม ก็ล่วงเข้าเวลามื้อเย็นพอดี สองสามีภรรยานั่งรถม้าไปรับเด็กๆ ที่จวนของหมิงเจ๋อ และถือโอกาสฝากท้องกินข้าวที่นั่นด้วย
หลังมื้ออาหาร เจียงรั่วหย่ากันคนอื่นออกไป เหลือเพียงนางและเหอจิ่วเหนียงอยู่ในห้อง สตรีอายุมากกว่าจับมือคนอ่อนกว่าไว้ ลังเลอยู่นาน ด้วยไม่รู้จะเอ่ยปากอย่างไร
"ท่านป้าเจียง มีอะไรก็พูดมาตรงๆเถอะเจ้าค่ะ หรือว่า ท่านอยากจะมีลูกกับท่านอาหมิงแล้ว?"
เหอจิ่วเหนียงเป็นคนฉลาด ตอนกินข้าวนางเห็นหมิงเจ๋อกับเจียงรั่วหย่าต่างก็ระมัดระวังในการกิน เลือกกินแต่อาหารรสอ่อน และหมิงเจ๋อก็ใส่ใจเจียงรั่วหย่ามากกว่าเมื่อก่อน เห็นได้ชัดว่าพวกเขากำลังเตรียมตัวตั้งครรภ์ หมออย่างนางจะไม่ดูออกได้อย่างไร
เจียงรั่วหย่ายังคิดไม่ออกว่าจะบอกอีกฝ่ายอย่างไร คิดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเป็นฝ่ายเปิดประเด็นขึ้นมาก่อน สตรีอายุมากจึงเกิดความรู้สึกขัดเขินขึ้นมา
"ข้า... อาเจ๋อเขาดีกับข้ามาก จิ่วเอ๋อร์ ข้า..."
ฮูหยินเจียงมีท่าทีอึดอัดกังวล นางเคยรับปากหมิงเจ๋อโดยพลการว่าจะให้กำเนิดบุตรแก่เขา แต่ยังไม่ได้บอกจิ่วเอ๋อร์ นางกังวลว่าจิ่วเอ๋อร์จะไม่พอใจ
แต่จะให้ปิดบังไปตลอดย่อมไม่ได้ นางอยากจะบอกความจริงกับจิ่วเอ๋อร์ และถือโอกาสขอให้จิ่วเอ๋อร์ช่วยจัดเทียบยาบำรุงร่างกายให้ จะได้ตั้งครรภ์ได้เร็ววันและปลอดภัย
"ท่านป้าเจียง ไม่ต้องคิดอะไรมากนะเจ้าคะ การมีลูกเป็นสิทธิ์ของท่าน ขอเพียงท่านกับท่านอาหมิงตกลงกันได้ ข้าสนับสนุนท่านแน่นอนเจ้าค่ะ อีกอย่าง ท่านยังสาว มีลูกตอนนี้ก็ยังไม่ถือว่าช้าเกินไป อีกทั้งยังมีข้าคอยช่วยดูแล ท่านวางใจได้เลยเจ้าค่ะ"
เหอจิ่วเหนียงไม่รอให้อีกฝ่ายพูดอะไรก็รับช่วงต่อทันที คำพูดพวกนี้นางเคยกล่าวไปแล้ว เพียงแต่ตอนนั้นยังไม่รู้ความสัมพันธ์ของตนกับเจียงรั่วหย่า จึงแนะนำให้นางรีบมีลูก ยิ่งอายุมากร่างกายจะยิ่งรับไม่ไหว
ตอนนี้รู้ความสัมพันธ์กันแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ยังคิดเช่นเดิม เจียงรั่วหย่าเป็นมารดาของนางก็จริง แต่อย่างไรนางก็คือตัวนางเอง นางไม่จำเป็นต้องใช้เวลาทั้งชีวิตไปกับความรู้สึกผิด นางเองก็เป็นเหยื่อ มีสิทธิ์ที่จะมีความสุขในปัจจุบันและอนาคตต่อจากนี้
เจียงรั่วหย่าฟังคำพูดเหล่านี้ น้ำตาก็รินไหล นางสูดจมูก ถามอย่างกล้าๆกลัวๆ "เจ้า…ไม่โกรธข้าหรือ?"
แม้จะยังไม่ได้ยอมรับกันอย่างเป็นทางการ แต่ต่างฝ่ายต่างรู้ความสัมพันธ์นี้ดี เจียงรั่วหย่าคิดว่า จนถึงตอนนี้ตนเองก็ยังไม่มีความกล้าพอที่จะยอมรับลูกสาว แต่กลับอยากจะมีลูกคนอื่น จึงรู้สึกว่าตนเองไม่ใช่แม่ที่ดี ติดค้างจิ่วเอ๋อร์มากมายเหลือเกิน
เหอจิ่วเหนียงเห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ก็ปวดใจ กอดนางเบาๆ แล้วกล่าว "ข้าจะโกรธท่านได้อย่างไรเจ้าคะ? ข้าโตแล้ว ตอนนี้ก็มีความสุขดี ข้าก็หวังให้ท่านมีความสุข มีลูกกับท่านอาหมิง เช่นนี้ท่านอาหมิงจะได้ไม่ต้องคอยจ้องจับผิดข้าทั้งวัน"
ประโยคหลังนางมีเจตนาหยอกล้อ เจียงรั่วหย่าเดิมทีรู้สึกแย่ พอได้ยินนางพูดเช่นนี้ก็หลุดหัวเราะออกมาทันที
"นั่นเพราะเขาเลอะเลือน ข้าต่อว่าเขาไปแล้ว ต่อไปเขาจะไม่ทำเช่นนั้นอีก"
เจียงรั่วหย่ายังคงแก้ต่างให้หมิงเจ๋อ เหอจิ่วเหนียงกล่าว "ใช่เจ้าค่ะ หากไม่เห็นแก่ที่เขาดีต่อท่านขนาดนี้ ข้าคงไม่ยอมคุยด้วยแน่ แต่พอคิดดูอีกที ที่เขาทำเช่นนั้น ก็เพราะเขารักท่านไม่ใช่หรือ ข้าจึงให้อภัยเขาเจ้าค่ะ ท่านกับเขาครองคู่กันดี ข้าก็ดีใจไปกับพวกท่านด้วยเจ้าค่ะ"
แม้ทั้งสองจะยังไม่ได้ยอมรับกันอย่างเป็นทางการ แต่น้ำเสียงที่พูดคุยกันก็คือบทสนทนาระหว่างมารดากับบุตรสาว ทำให้เจียงรั่วหย่าสุขใจยิ่งนัก
"อืม ข้าเข้าใจแล้ว"
เจียงรั่วหย่าพยักหน้า ความกังวลในใจมลายหายไปจนหมดสิ้น
หลังจากนั้นเหอจิ่วเหนียงก็ตรวจชีพจรให้นาง เขียนเทียบยาบำรุงร่างกายให้ แล้วจึงพาลู่ไป่ชวนกับเด็กทั้งสองกลับไป
"ท่านแม่ ที่จวนท่านปู่หมิงมียอดฝีมือเยอะแยะเลยขอรับ!"
ระหว่างทางกลับ โก่วเอ๋อร์ตื่นเต้นมากที่ได้แบ่งปันสิ่งที่ได้เรียนรู้มาในช่วงหลายวันนี้ให้เหอจิ่วเหนียงฟัง
เหอจิ่วเหนียงรู้อยู่แล้วว่าที่จวนหมิงเจ๋อมียอดฝีมือดุจเมฆา จึงวางใจส่งพวกเขาสองคนไป แต่กลับแสร้งทำเป็นไม่รู้ "หืม? ว่าอย่างไรนะ?"
"ท่านปู่หมิงรู้ว่าข้ากับท่านพี่ซื่อจื่อฝึกฝนยุทธ์ ก็เลยหาพี่ชายพี่สาวมาสอนพวกเรา แล้วก็ประลองกับพวกเราด้วยขอรับ พวกเขาเก่งมาก พวกเราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของพวกเขาเลยขอรับ!"
ตอนพูดประโยคนี้ โก่วเอ๋อร์ไม่เพียงไม่มีท่าทีท้อแท้ กลับยังตื่นเต้นมากอีกด้วย นี่คือความเคารพต่อผู้แข็งแกร่ง
"เช่นนั้นพวกเจ้าก็ต้องขยันฝึกฝน พยายามเอาชนะพวกเขาให้ได้สักวันหนึ่ง"
เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะเล็กๆของบุตรชาย โก่วเอ๋อร์พยักหน้าหงึกหงัก แล้วถามต่อ "ท่านแม่ พี่ชายพี่สาวเหล่านั้นก็เริ่มฝึกยุทธ์ตั้งแต่เด็กเหมือนกันหรือขอรับ?"
"ใช่แล้ว พวกเขาฝึกยุทธ์ตั้งแต่เด็ก และสภาพแวดล้อมกับวิธีการฝึกฝนก็โหดร้ายมาก พูดอีกอย่างก็คือ การที่พวกเขามายืนอยู่เบื้องหน้าพวกเจ้าได้ในวันนี้ ล้วนผ่านความเป็นความตายมานับครั้งไม่ถ้วน ทุกย่างก้าวของพวกเขาไม่ง่ายเลย"
แม้จะไม่รู้ว่าหมิงเจ๋อฝึกคนเหล่านั้นอย่างไร แต่เหอจิ่วเหนียงก็พอจะเดาได้คร่าวๆ
การฝึกนักฆ่า โหดเหี้ยมได้ถึงไหนก็ทำถึงตรงนั้น บอกได้เพียงว่าโหดร้ายทารุณยิ่งนัก ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงเคารพนักฆ่าทุกคนที่ผ่านการฝึกฝนมาได้ โดยเฉพาะผู้หญิง
ตอนที่ 793: เขาดูเหมือนจะมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นมาโดยตลอด
โก่วเอ๋อร์และจิ่นรุ่ยซื่อจื่อตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก จากนั้นต่างก็แสดงความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า อนาคตตนเองจะต้องเก่งกาจเหมือนพวกเขาให้ได้
เหอจิ่วเหนียงจึงถือโอกาสนี้อบรมสั่งสอน “การฝึกวรยุทธ์และการร่ำเรียนตำราล้วนเป็นผลสำเร็จที่ต้องสั่งสมวันละเล็กวันละน้อย อย่าได้ใจร้อนหวังผลสำเร็จในทันที ขจัดความรุ่มร้อนในใจออกไป ค่อยๆเรียนรู้ พวกเจ้ายังเด็ก ยังมีเวลาอีกมาก ไม่ต้องรีบร้อนพิสูจน์ตัวเอง หรือเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับใคร พวกเจ้าต้องเชื่อมั่นว่า ขอแค่ตนเองพยายามแล้ว นั่นก็คือความยอดเยี่ยมแล้ว ส่วนผลลัพธ์ ก็ปล่อยให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์”
นางค้นพบว่า ตั้งแต่โก่วเอ๋อร์ประลองชนะผู้อื่นมาได้สองสามครั้ง เขาก็เริ่มมีความหยิ่งทะนงและใจร้อนหวังผลสำเร็จอยู่บ้าง แต่ยังดีที่สภาพจิตใจของเขานับว่ายังยอมรับความจริงได้ เมื่อเจอยอดฝีมือที่เก่งกาจกว่าก็รู้สึกตื่นเต้น ไม่ใช่ท้อแท้หมดกำลังใจ เขาเพียงแค่ปรารถนาให้ตนเองเก่งกาจขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น
แต่ในวัยเพียงเท่านี้ สามารถทำผลงานได้ขนาดนี้ก็ถือว่ายอดเยี่ยมมากแล้ว ในฐานะมารดา เหอจิ่วเหนียงไม่อยากให้บุตรชายกลายเป็นเครื่องมือที่หมกมุ่นอยู่แต่การร่ำเรียนและฝึกยุทธ์ เขายังเด็กมาก สามารถเป็นเด็กธรรมดาคนหนึ่ง ใช้ชีวิตในวัยเด็กให้มีความสุขอย่างเต็มที่ได้
คำพูดเหล่านี้ ไม่รู้ว่าโก่วเอ๋อร์ฟังแล้วรู้สึกเช่นไร แต่จิ่นรุ่ยซื่อจื่อฟังแล้วกลับรู้สึกตกตะลึงมาก นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นพ่อแม่ไม่บังคับกดดันให้ลูกต้องเติบโตและต้องยอดเยี่ยม
การอบรมสั่งสอนที่เขาได้รับมาตั้งแต่จำความได้คือ ให้เขาตั้งใจร่ำเรียนตำราและฝึกยุทธ์ เช่นนี้วันข้างหน้าจึงจะเป็นผู้มีความสามารถ จะได้ไม่ถูกคนอื่นหัวเราะเยาะ แม้แต่เสด็จพ่อและเสด็จแม่ก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน เพราะเขาเป็นบุตรชายคนโต ภาระหน้าที่บนบ่าจึงหนักอึ้ง สถานะบังคับให้เขาต้องเติบโต
นึกไม่ถึงว่า บิดามารดาของโก่วเอ๋อร์จะสั่งสอนเขาเช่นนี้มาโดยตลอด ถึงกระนั้น โก่วเอ๋อร์ก็ยังเติบโตมาได้อย่างยอดเยี่ยมถึงเพียงนี้ นี่เป็นเพราะอะไรกัน?
เหอจิ่วเหนียงเห็นซื่อจื่อมีท่าทางกลัดกลุ้มกังวลใจ ก็พอจะเดาความคิดของเขาได้ จึงเอ่ยกับเขา “ซื่อจื่อก็เหมือนกัน อย่าได้เพ่งสนใจกับผลลัพธ์มากเกินไป แค่ใส่ใจกับกระบวนการก็พอแล้ว หากเจ้าพยายามเพื่อเรื่องใดเรื่องหนึ่งแล้ว ไม่ว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร เจ้าก็สามารถตบหน้าอกบอกตัวเองได้ว่า เจ้าพยายามแล้ว ดังนั้นต่อให้ผลลัพธ์จะไม่ค่อยดีนัก ก็ไม่มีอะไรให้ต้องเสียใจภายหลัง”
“แต่ว่า...เสด็จพ่อกับเสด็จแม่มักจะหวังให้ข้ามีอนาคตที่ดี...”
เขากล่าวด้วยความเสียใจเล็กน้อย ก่อนที่จะรู้จักกับโก่วเอ๋อร์ เขาเป็นเด็กดื้อรั้นต่อต้าน ยิ่งพ่อแม่บังคับเขา เขาก็ยิ่งไม่อยากทำ แต่ภายหลังเมื่อได้รู้จักกับโก่วเอ๋อร์ เห็นโก่วเอ๋อร์อายุน้อยแค่นี้กลับขยันขันแข็งถึงเพียงนี้ เขาจึงไม่ยอมน้อยหน้า ขยันตามไปด้วย และในขณะเดียวกันก็อยากทำตัวดีๆต่อหน้าพ่อแม่ ให้พวกเขามองตนเองด้วยความชื่นชมบ้าง
ลู่ไป่ชวนหันมองเหอจิ่วเหนียงแวบหนึ่ง เรื่องการอบรมสั่งสอนลูกเขาไม่ค่อยถนัดนัก ล้วนให้ภรรยาเป็นคนจัดการ
เหอจิ่วเหนียงจึงกล่าว “เสด็จพ่อและเสด็จแม่หวังดีต่อเจ้านั้นไม่ผิด แต่สำหรับอาแล้ว ที่เจ้าต้องเป็นคนเก่งให้ได้นั้นไม่ใช่เพื่อคนอื่น แต่เพื่อตัวเจ้าเอง ไม่ว่าจะทำตามความคาดหวังของพ่อแม่ได้หรือไม่ สิ่งสำคัญที่สุดคือ ต้องไม่ผิดต่อตัวเอง หากเจ้าเอาแต่เล่นสนุกจนเสียคน ไม่คิดก้าวหน้า พ่อแม่เจ้าอาจจะผิดหวัง แต่คนที่เจ้าผิดต่อเขามากที่สุดก็คือตัวเจ้าเอง แต่หากเจ้าตั้งใจทำอย่างเต็มที่แล้ว ทุ่มเทอย่างสุดกำลังแล้ว เช่นนั้นผลลัพธ์จะเป็นเช่นไรก็ไม่สำคัญ เพราะเจ้าทำดีที่สุดต่อตัวเองแล้ว นอกจากตัวเอง ความคิดเห็นของคนอื่นนั้นไม่ได้สำคัญเลย เพราะสุดท้ายแล้วผู้ที่ได้รับผลประโยชน์หรือต้องรับผลกรรม ล้วนแต่เป็นตัวเองทั้งสิ้น”
ในการสั่งสอนบุตรชาย เหอจิ่วเหนียงมักจะแนะนำให้เขาผ่อนคลายลงบ้าง เพลิดเพลินกับช่วงเวลาวัยเด็กให้มากๆ เพราะโก่วเอ๋อร์ขยันขันแข็งมาโดยตลอด ขยันจนเหอจิ่วเหนียงรู้สึกปวดใจ
แต่จิ่นรุ่ยซื่อจื่อไม่เหมือนกัน เป้าหมายของเด็กคนนี้ไม่ค่อยชัดเจนนัก ตอนนี้เขาขยันไปพร้อมกับโก่วเอ๋อร์เพียงเพราะไม่อยากถูกโก่วเอ๋อร์ทิ้งห่าง และถือโอกาสแสดงผลงานให้พ่อแม่ดูเท่านั้น แต่สำหรับตัวเขาเองแล้ว กลับตอบไม่ได้ด้วยซ้ำว่าแท้จริงแล้วเป้าหมายที่ชัดเจนของตนเองคืออะไร
เขาดูเหมือนจะมีชีวิตอยู่เพื่อคนอื่นมาโดยตลอด
ดังนั้น เหอจิ่วเหนียงจึงรู้สึกว่า จำเป็นต้องเตือนสติเขาเสียหน่อย เพื่อให้เขาไม่หลงทาง
แม้เรื่องนี้จะไม่ได้เกี่ยวข้องกับนางโดยตรง แต่เพราะจิ่นรุ่ยซื่อจื่อสนิทสนมกับโก่วเอ๋อร์มาก และ...อะแฮ่ม เสด็จพ่อและเสด็จแม่ของเขาก็มอบผลตอบแทนให้นางมากมายปานนั้น นางก็ควรช่วยอบรมสั่งสอนเขาให้ดีๆ
คนเราน่ะนะ ย่อมมีช่วงเวลาที่สับสนหลงทาง และนางเองก็ชอบสวมบทบาทเป็นแม่พระผู้ชี้ทางสว่างเสียด้วยสิ ฮิฮิ
จิ่นรุ่ยซื่อจื่ออาจจะยังไม่เข้าใจความหมายของคำพูดเหล่านี้ในทันที จึงยังไม่ได้ตอบรับอะไรออกไป ยังคงมีท่าทางครุ่นคิดหนักใจ เหอจิ่วเหนียงเข้าใจถึงความตกตะลึงที่เขาได้รับจากการได้ยินคำพูดเช่นนี้เป็นครั้งแรก จึงไม่ได้กล่าวอะไรอีก เพียงตบไหล่เขาเบาๆ เป็นการปลอบโยนอย่างเงียบๆ
ลู่ไป่ชวนยกนิ้วโป้งให้ภรรยาในใจเงียบๆ รู้สึกว่านางพูดได้ถูกต้องมาก คนคนหนึ่งไม่ว่าจะขยันหรือไม่ขยัน สุดท้ายแล้วก็ต้องแบกรับทุกอย่างด้วยตนเอง ไม่ได้เกี่ยวกับพ่อแม่และกับใครทั้งสิ้น
เมื่อกลับมาถึงจวน ทุกคนก็ไปเยี่ยมคังทั่นฮวาพร้อมกัน เด็กสองคนเกาะขอบเตียงพูดคุยถามไถ่อาการด้วยความเป็นห่วง คังทั่นฮวาอบอุ่นหัวใจมาก พูดคุยกับพวกเขาอย่างเป็นกันเอง และถือโอกาสทดสอบการบ้านของพวกเขาเล็กน้อย แล้วเด็กทั้งสองจึงจะจากไป
หลังจากหลอกล่อเด็กๆให้ออกไปแล้ว อาจารย์คังจึงหันมองเหอจิ่วเหนียง และเอ่ยถาม “ท่านหมอเหอหาวิธีรักษาข้าได้แล้วหรือยังขอรับ?”
หลายวันมานี้เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ปรากฏตัว และมีข่าวลือว่านางกำลังเก็บตัวหาวิธีรักษาอาการบาดเจ็บให้เขา แต่ร่างกายเขาเป็นอย่างไรเขารู้ดีที่สุด นางทำเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผลบางอย่างแน่ เขาจึงช่วยเล่นละครตามไปด้วย หลายวันมานี้นอนจนกระดูกจะหลุดเป็นชิ้นๆอยู่แล้ว แต่ตอนนี้เขาก็ยังไม่ลุกขึ้นมาขยับตัว ยังคงทำท่าทางอ่อนแอ
ความจริงแล้วคำถามของเขาในตอนนี้ คือต้องการจะสื่อความหมายว่า เรื่องที่นางไปจัดการนั้นเรียบร้อยดีแล้วหรือไม่
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางกล่าว “แน่นอนเจ้าค่ะ คนมีความสามารถอย่างอาจารย์คัง ข้าย่อมต้องรักษาอย่างสุดความสามารถอยู่แล้ว รับประกันได้ว่าอีกไม่กี่วัน ท่านก็จะสามารถเข้าร่วมการสอบหน้าพระที่นั่งได้แล้วเจ้าค่ะ!”
คังทั่นฮวารู้แล้วว่าราชสำนักถึงขั้นเลื่อนวันสอบหน้าพระที่นั่งเพื่อเขา นอกจากความซาบซึ้งใจแล้ว ก็เข้าใจดีว่าแท้จริงแล้วเป็นเพราะองค์รัชทายาทและฮ่องเต้เห็นแก่สองสามีภรรยาลู่ รู้ว่าตนมีความสัมพันธ์อันดีกับครอบครัวลู่ จึงได้ผ่อนปรนให้
“ช่วงเวลาที่ผ่านมานี้ ช่าง...”
“เคราะห์กรรมที่ท่านอาจารย์ประสบล้วนเป็นผลพวงมาจากพวกเราอย่างแท้จริง ควรจะเป็นพวกเราที่ต้องขอโทษท่านอาจารย์ถึงจะถูกขอรับ”
ลู่ไป่ชวนขัดวาจาของอีกฝ่าย พร้อมทั้งคารวะเขาหนึ่งครั้งเพื่อเป็นการขอโทษ อาจารย์คังพลันร้อนใจ จะลุกขึ้นห้ามโดยสัญชาตญาณ เสี่ยวติงบ่าวรับใช้ของเขารีบเข้ามาประคอง เพราะกลัวว่าเจ้านายจะล้มทำให้อาการบาดเจ็บหนักขึ้น
“นายท่านสามกล่าวหนักเกินไปแล้ว ความผิดนี้อยู่ที่คนตงถิง หาได้เกี่ยวกับตระกูลลู่ไม่ หากไม่ใช่เพราะพวกมันมีความทะเยอทะยาน รังควานไม่จบไม่สิ้น ก็คงไม่เกิดเรื่องเหล่านี้ขึ้น ดูท่า…ศึกระหว่างเป่ยเหยียนกับตงถิงคงเลี่ยงไม่ได้อีกต่อไปแล้ว!”
คังทั่นฮวาถอนหายใจออกมา คนตงถิงช่างน่ารังเกียจจริงๆ ก็ไม่รู้ว่าบ้านเมืองจะรับมือกับสงครามที่กำลังจะเกิดขึ้นไหวหรือไม่
เมื่อคิดถึงตรงนี้ เขาก็เงยหน้ามองสองสามีภรรยาที่ยืนอยู่ตรงหน้า แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า มีสองคนนี้อยู่ ย่อมไม่มีปัญหาอะไร…กระมัง? อย่างไรก็ตาม ถึงตอนนั้น เขาก็จะช่วยราชสำนักอีกแรง
“ท่านอาจารย์ก็คิดว่าศึกครั้งนี้ควรเกิดขึ้นหรือ?”
ดวงตาของลู่ไป่ชวนพลันเป็นประกายขึ้นมา จนถึงตอนนี้ ในราชสำนักยังไม่มีขุนนางฝ่ายบู๋นคนไหนเห็นด้วยกับการทำสงคราม
ตอนที่ 794: สมองเด็กคนนี้พังไปแล้วหรือ?
ด้วยเหตุนี้ ลู่ไป่ชวนจึงรู้สึกประหลาดใจที่ได้ยินคังทั่นฮวากล่าววาจาเช่นนี้ออกมา
คังทั่นฮวาพยักหน้า “เหตุใดจะไม่รบล่ะขอรับ? ถึงแม้เป่ยเหยียนของพวกเราจะยึดมั่นในศรัทธาแห่งสันติภาพ เลี่ยงการทำศึกได้ก็เลี่ยง แต่ตงถิงรังแกกันเกินไปแล้ว รุกรานดินแดนของเราครั้งแล้วครั้งเล่า หากเป็นเช่นนี้แล้วราชสำนักยังไม่ตอบโต้ จะไม่น่าสมเพชไปหน่อยหรือขอรับ”
“พูดได้ดี! ไม่แปลกใจที่พวกเราสามารถคบหากันเป็นสหายได้ นั่นก็เพราะความคิดของพวกเราเหมือนกันอย่างไรล่ะ”
ลู่ไป่ชวนเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เขาเองก็คิดเช่นเดียวกันทุกประการ
ที่ไม่ทำสงคราม ก็เพราะพิจารณาถึงสันติภาพ พิจารณาถึงราษฎร ไม่ใช่เพราะกลัวพวกตงถิงเสียหน่อย
แต่ตอนนี้ ดินแดนถูกรุกรานไม่หยุดหย่อน หากยังนิ่งดูดายต่อไปย่อมไม่ใช่เรื่องดีแน่
ทว่าคนบางกลุ่มในราชสำนักกลับไม่คิดเช่นนี้ ใช้ชีวิตสงบสุขมานานเกินไป ขี้เกียจตัวเป็นขนกันหมดแล้ว
ดังนั้น ช่วงนี้ในราชสำนัก เหล่าขุนนางจึงถกเถียงกันให้วุ่น ขุนนางฝ่ายบุ๋นล้วนคัดค้านการทำสงคราม
ถูกแม่ทัพลู่เอ่ยชม คังทั่นฮวาก็รู้สึกเขินอายเล็กน้อย แต่เขาก็ดีใจที่ความคิดของตนตรงกับพวกเขา เขาเป็นบัณฑิตก็จริง แต่ก็มีจิตสำนึกของความรักชาติและความฮึกหาญไม่ยอมตกเป็นรอง ไม่ใช่พวกขี้ขลาดตาขาวรักตัวกลัวตาย
กระทั่งในตอนที่ถูกจับตัวไป เขาก็เตรียมใจที่จะตายไว้แล้ว หากความตายของเขาสามารถแลกมาซึ่งความโกรธแค้นของราชสำนัก ใช้เป็นข้ออ้างในการบุกโจมตีตงถิง ปกป้องผลประโยชน์ของราษฎรเป่ยเหยียนได้ เขาก็นับว่าตายอย่างมีคุณค่าแล้ว
เขาไม่เคยกลัวตาย กลัวแค่ตายอย่างไร้ความหมายเท่านั้น
เหอจิ่วเหนียงแย้มยิ้มปลื้มปริ่มจนหุบไม่ได้ เพราะอาจารย์คังมีหัวใจแข็งแกร่งทะนงเช่นนี้ เด็กๆครอบครัวลู่ที่ได้เรียนหนังสือกับเขา จึงได้มีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมเช่นนี้ และนางเองก็ตัดสินใจไม่ผิดจริงๆ ที่ตอนนั้นเลือกให้เขาอบรมสั่งสอนเด็กๆ
คุณธรรมของคังทั่นฮวาเชื่อถือได้ นางไม่เคยครหาในข้อนี้เลย ดังนั้นถึงได้ช่วยเหลือเขาครั้งแล้วครั้งเล่า
ไม่อย่างนั้นคิดว่านางว่างมากหรืออย่างไร?
หลังจากสนทนากันอีกเล็กน้อย เหอจิ่วเหนียงก็เปลี่ยนยาที่แผลให้อาจารย์คัง อนุญาตให้เขาลุกเดินเหินได้ แล้วสองสามีภรรยาจึงได้ขอตัวออกไป
ได้รับอนุญาตจากหมอเหอ คังทั่นฮวาก็ไม่อยู่ติดเตียงอีกต่อไป รีบลุกจากเตียงทันที ออกไปเดินเล่นในลานบ้านสองรอบ ทำเอาเสี่ยวติงถึงกับตกตะลึง
วิชาแพทย์ของท่านหมอเหอเก่งกาจเกินไปแล้วกระมัง นี่เพิ่งจะเปลี่ยนยา เมื่อเช้าเจ้านายยังดูร่อแร่แทบไม่รอด ตอนนี้กลับเดินเหินคล่องแคล่วในลานบ้านได้แล้ว!
สุดยอดไปเลย!
เสี่ยวติงมองท่าทางเป็นปกติอย่างไม่น่าเชื่อของผู้เป็นนายจนตาค้าง ก่อนหันหลังกลับไปเล่าข่าวอันน่าตื่นตะลึงนี้ให้คนอื่นๆฟัง ทันใดนั้นก็เกิดกระแสชื่นชมวิชาแพทย์ของเหอจิ่วเหนียงขึ้นมาอีกระลอก บอกว่านางเก็บตัวแค่ไม่กี่วัน พอออกมาวิชาแพทย์ก็ทะลุขีดจำกัดไปอีกขั้น ราวกับฝึกฝนจนเป็นเซียนไปแล้วก็มิปาน
เหอจิ่วเหนียงได้ยินคำชื่นชมเหล่านี้ก็ไม่ได้ยินดียินร้ายอะไร ถึงอย่างไรฝีมือการแพทย์ของนางก็ยอดเยี่ยมมาโดยตลอดอยู่แล้วนี่นา
……..
ตกกลางคืน สองสามีภรรยาลู่เดินทางไปที่คุกหลวง
ไม่เจอกันเพียงไม่กี่วัน สภาพของจัวเจียอวี้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง นางนั่งพิงมุมกำแพงอย่างหมดเรี่ยวแรง มองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเคียดแค้น
เหอจิ่วเหนียงตั้งใจมาดูองค์ชายสาม เดิมทีไม่อยากสนใจจัวเจียอวี้ แต่เห็นแววตาของนางเช่นนั้น จึงจำต้องหยุดฝีเท้าทักทายนางสักหน่อย
“ท่านไปทำงานก่อนเถอะ ข้าจะคุยกับนางสักครู่”
ลู่ไป่ชวนพยักหน้า ไม่พูดอะไรแล้วเดินล่วงหน้าไปก่อน
เหอจิ่วเหนียงมายืนอยู่หน้าห้องขังของซินหรานและจัวเจียอวี้ ใบหน้าแฝงแววเยาะเย้ยอยู่หลายส่วน
“ทรมานข้าจนมีสภาพเช่นนี้ พอใจเจ้าแล้วสินะ?”
จัวเจียอวี้มองสตรีหน้าห้องขังด้วยความอาฆาตมาดร้าย ตอนนี้ความแค้นที่นางมีต่อเหอจิ่วเหนียงพุ่งทะยานถึงขีดสุดแล้ว
เป็นสตรีผู้นี้ที่สั่งให้คนขังนางไว้ที่นี่ ไม่ให้คนทางบ้านมาเยี่ยม และไม่ยอมให้ปล่อยนางออกไป!
เพราะอะไรกัน?
ทั้งที่นางเห็นเหอจิ่วเหนียงเป็นพี่สาว เหตุใดเหอจิ่วเหนียงถึงได้มีเจตนาร้ายต่อนางมากมายขนาดนี้?
หรือเป็นเพราะนางได้เติบโตอยู่ข้างกายบิดามารดาตั้งแต่เด็ก แต่เหอจิ่วเหนียงกลับถูกพวกค้ามนุษย์ลักพาตัวไปอย่างนั้นหรือ?
นั่นก็เป็นความผิดของพวกค้ามนุษย์ เหตุใดต้องเอาความแค้นมาลงที่นางด้วยล่ะ!
จัวเจียอวี้ในตอนนี้ ยังคงคิดเพียงว่าการที่เหอจิ่วเหนียงทำร้ายนางเป็นเพราะความอิจฉาริษยา อิจฉาที่นางเป็นบุตรสาวภรรยาเอกของมู่กั๋วกง เติบโตมาท่ามกลางความรักความเอ็นดู ในขณะที่เหอจิ่วเหนียงต้องเผชิญกับความทุกข์ทรมานมากมาย
เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เด็กสาวในห้องขังก็เอ่ยต่อ “ข้าก็พยายามจะชดเชยให้เจ้าแล้ว แต่เจ้าไม่ให้โอกาสข้า กลับขังข้าไว้ในที่มืดมิดไม่เห็นเดือนเห็นตะวันเช่นนี้ เจ้าไม่คู่ควรจะเป็นพี่สาวของข้า!”
เพราะคิดจะชดเชยให้ ดังนั้นก่อนหน้านี้จัวเจียอวี้จึงคิดไว้ว่า ต่อให้แต่งเข้าตระกูลลู่ นางก็ยอมเป็นแค่อนุภรรยา จะไม่แย่งตำแหน่งภรรยาเอกของพี่สาวเด็ดขาด ตัวนางใจกว้างถึงเพียงนี้แล้ว เหตุใดเหอจิ่วเหนียงถึงยังต้องทำให้นางลำบากใจอีก?
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงถูกลักพาตัวไป นางยังไม่เกิดด้วยซ้ำ มีสิทธิ์อะไรมาระบายความแค้นกับนาง?
นางเป็นผู้บริสุทธิ์นะ!
เหอจิ่วเหนียง “???”
‘สมองเด็กคนนี้พังไปแล้วหรือ? พูดเรื่องบ้าบออะไรอยู่เนี่ย?’
“ข้าว่าเจ้าคงจะเข้าใจอะไรผิดไปแล้วกระมัง?”
เหอจิ่วเหนียงยักไหล่ สิ่งที่อยากจะพูดไม่ใช่เรื่องนี้เลยสักนิด ใครอยากเป็นพี่สาวของนางกัน?
“จะเข้าใจผิดอะไรได้อีก? ที่เจ้าทำเช่นนี้ไม่ใช่เพื่อแก้แค้นข้าหรืออย่างไร? เพราะอิจฉาที่ข้ามีชีวิตวัยเด็กดีกว่าเจ้า เจ้าก็เลยทำกับข้าเช่นนี้!”
จัวเจียอวี้ร้องตะโกนอย่างบ้าคลั่ง ดวงตาแดงก่ำ เพราะความอิจฉาของเหอจิ่วเหนียง ทำให้นางต้องทนทุกข์ทรมานร้ายแรงขนาดนี้ นี่มันเหลวไหลสิ้นดี!
“ฮ่าๆ สมองเจ้านี่น่าสนใจจริงๆ ข้ากับจวนมู่กั๋วกงของพวกเจ้าไม่มีความเกี่ยวข้องอะไรกันเลย ข้าจะไปอิจฉาเจ้าทำไม? อีกอย่าง ข้าไม่ใช่พี่สาวเจ้า อย่ามานับญาติมั่วซั่ว”
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะพรืด อารมณ์ดีขึ้นมาบ้าง น้ำเสียงที่เอ่ยจึงอ่อนโยนลงมากอย่างหาได้ยาก
ทว่าจัวเจียอวี้กลับตะลึงงัน ในเมื่อไม่ได้อิจฉา แล้วเหตุใดต้องทำให้นางทรมานเช่นนี้?
นางถูกซินหรานจับเป็นตัวประกัน นางก็เป็นผู้เสียหาย แทนที่จะช่วย เหตุใดยังต้องซ้ำเติมนางเช่นนี้อีก?
ฟ้าดินเป็นพยาน ตลอดช่วงเวลาที่ถูกขังรวมกับซินหราน นางกลัวที่จะถูกซินหรานฆ่าตายแค่ไหน บาดแผลที่คอก็ไม่ได้รับการรักษาอย่างดี ตอนนี้ทิ้งรอยแผลเป็นน่าเกลียดขนาดใหญ่ไว้ ต่อไปจะทำอย่างไรก็ไม่รู้
ประโยคเดียวง่ายๆของเหอจิ่วเหนียง ทำลายชีวิตของนางทั้งชีวิต จะไม่ให้นางเกลียดอีกฝ่ายได้อย่างไร!
เหอจิ่วเหนียงพูดไม่ออกจริงๆ ไม่รู้ว่านางขังคนจนสมองเพี้ยนไปแล้ว หรือว่าอีกฝ่ายป่วยอยู่แล้วกันแน่
“ปากเจ้าบอกว่าไม่ยอมรับ แต่ความสัมพันธ์ทางสายเลือดไม่ใช่สิ่งที่เจ้าปฏิเสธแล้วจะมีผล เจ้ามันก็แค่อิจฉา เจ้าไม่พอใจก็ไปลงที่ท่านพ่อสิ มีสิทธิ์อะไรมาขังข้า!”
จัวเจียอวี้คิดหาเหตุผลอื่นไม่ออก อย่างไรก็ปักใจเชื่อว่าเหอจิ่วเหนียงอิจฉานางสนิทใจ
อารมณ์ดีๆของเหอจิ่วเหนียงหายวับไปทันตา ตกลงว่านางขังคนปัญญาอ่อนไว้หรือนี่?
นางเอ่ยขึ้นอย่างเหลือ.อดเหลือทน “คุณหนูจัว ดูเหมือนเจ้าจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์นะ ที่ขังเจ้าไว้ เพราะเจ้าเข้าใกล้คนร้ายโดยพลการ ขัดขวางการปฏิบัติหน้าที่ ถือเป็นบทเรียนให้เจ้า ไม่ได้มีความรู้สึกส่วนตัวปะปนอยู่เลย อีกอย่าง คุณหนูใหญ่ดีๆที่ไหน วันๆเอาแต่วิ่งแจ้นมาที่คุกหลวง ใครไม่รู้ก็นึกว่าเจ้าเป็นไส้ศึกของตงถิง แถมเจ้ายังไม่อธิบายว่าเหตุใดถึงเข้าไปในห้องขังให้คนร้ายจับเป็นตัวประกัน เรื่องพวกนี้ยังไม่ให้ความกระจ่าง ก็คิดจะออกไปท่าเดียว ไม่เพ้อฝันไปหน่อยหรือ?”
อันที่จริงขังนางไว้นานขนาดนี้ แน่นอนว่ามีความรู้สึกส่วนตัวปะปนอยู่ด้วย แต่เหอจิ่วเหนียงจะยอมรับหรือ?
แน่นอนว่าไม่!
จัวเจียอวี้อึ้งไป
นางถูกขังอยู่ที่นี่มาตั้งนานขนาดนี้ ไม่เห็นเคยมีใครมาถามเรื่องพวกนี้เลย!
แต่…ต่อให้ถาม นางก็ไม่กล้าพูดหรอกว่านางมาคุกหลวงเพื่อลู่ไป่ชวน ที่เข้าใกล้ซินหรานก็แค่เพราะอยากรู้วิธีดึงดูดความสนใจของลู่ไป่ชวนตามที่ซินหรานเสนอ
นางเป็นสตรีที่ยังไม่ออกเรือน เรื่องเช่นนี้พูดออกมาง่ายๆไม่ได้ อย่างไรก็ต้องรักนวลสงวนตัวอยู่บ้าง
ตอนที่ 795: คนตงถิงพวกนี้กล้าดีมาจากไหน?
เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่พูด เหอจิ่วเหนียงก็รู้ว่านางน้ำท่วมปาก มุมปากจึงกระตุกขึ้นเป็นรอยยิ้มหยัน สายตาที่มองอีกฝ่ายราวกับมองคนโง่
มันสมองอย่างฮูหยินจัว สามารถเลี้ยงลูกสาวออกมาได้โง่ขนาดนี้ จุจุจุ ไม่ธรรมเลยจริงๆ
หรือนี่คือสิ่งที่คนเขาเรียกกันว่า ‘กรรมตามสนอง’ ในตำนานกระมัง?
"ทำไม ไม่กล้าพูดแล้วหรือ? ที่แท้คุณหนูจัวก็รู้ตัวเหมือนกันว่าตัวเองเป็นสาวเป็นนาง วันๆวิ่งมาป้วนเปี้ยนแถวคุกหลวงเพราะผู้ชายคนหนึ่งมันไม่ถูกต้อง พูดออกไปก็ขายหน้า แต่คุณหนูจัวก็ยังหน้าด้านที่จะทำทุกวัน นี่เป็นเพราะอะไรกันนะ?"
เหอจิ่วเหนียงคร้านจะอ้อมค้อม จึงพูดเปิดประเด็นทันที
ดวงตาของจัวเจียอวี้พลันเบิกกว้าง สีหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ เห็นได้ชัดว่าคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะรู้เจตนาของตน
แม้แต่ซินหรานที่เงียบมาตลอดอยู่อีกด้านยังหันมามองสตรีหน้าห้องขังแวบหนึ่ง นางรู้ดีว่าเหอจิ่วเหนียงเก่งกาจ แต่ไม่คิดว่าเรื่องพวกนี้ก็จะอยู่ในความควบคุมของนางด้วย
อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้สายลับสาวแห่งตงถิงคิดว่า ที่จัวเจียอวี้ถูกคุมขัง เป็นเพราะความสัมพันธ์ระหว่างจวนมู่กั๋วกงกับตงถิงถูกเปิดโปงแล้ว จึงจับจัวเจียอวี้ไว้เป็นตัวประกัน ตอนนี้พอได้ฟังสิ่งที่เหอจิ่วเหนียงเอ่ย เห็นได้ชัดว่าน่าจะเป็นเรื่องการแก้แค้นส่วนตัวกับจัวเจียอวี้ล้วนๆ พลันนั้นนางก็รู้สึกโล่ง.อกไปเปลาะหนึ่ง
เมื่อเทียบกับเรื่อง ‘ความลับนั้น’ เรื่องรักๆใคร่ๆของจัวเจียอวี้ถือเป็นเรื่องเล็กน้อยไปเลย
"เจ้า..."
จัวเจียอวี้อึกอักอยู่นานกว่าจะหลุดออกมาได้คำหนึ่ง ยามนี้นางรู้สึกราวกับตนเองเป็นคนโง่ก็มิปาน
"คงประหลาดใจมากสินะ คุณหนูจัวคงคิดว่าตัวเองทำได้อย่างแนบเนียนไร้รอยต่อแล้วกระมัง? มิน่าล่ะ คุณหนูจัวเจอหน้าข้าก็เรียกพี่สาว ที่แท้ก็เพราะเรื่องนี้นี่เอง"
เหอจิ่วเหนียงเบะปาก น่ารำคาญใจจริงๆ!
"ข้า...ข้าแค่เลื่อมใสแม่ทัพลู่..."
‘โอ๊ะ! ยังจะอ้างว่าเลื่อมสงเลื่อมใสอีกหรือ? เสนอตัวขนาดนี้แล้ว ยังจะสรรหาคำพูดสวยหรูมาแก้ตัวอยู่อีก!’
เหอจิ่วเหนียงกลอกตามองบนจนตาดำแทบจะพลิกไปด้านหลัง "เช่นนั้น คุณหนูมู่กั๋วกงผู้สูงศักดิ์ กลับนิยมชมชอบไปเป็นอนุภรรยาของชาวบ้านอย่างนั้นสินะ? เรื่องนี้ท่านกั๋วกงกับฮูหยินรู้หรือไม่? พวกเขาสนับสนุนด้วยหรือ? ความคิดของคุณหนูจัวนี่ ช่างใสซื่อจนน่าเป็นห่วงจริงๆ ในเมื่อคิดไม่ตก ก็ค่อยๆคิดให้ดี คิดตกเมื่อไร ค่อยปล่อยเจ้าออกไป"
พูดจบก็หันหลังเดินจากไป ทว่าเดินไปได้ไม่กี่ก้าวก็นึกบางอย่างขึ้นได้ จึงหันกลับมายิ้มกล่าว น้ำเสียงหวังดีเหลือแสน "จริงสิ ข้าต้องเตือนคุณหนูจัวไว้สักหน่อย คนก่อนหน้านี้ที่กล้าคิดไม่ซื่อกับสามีข้า ตอนนี้กำลังง่วนทำงานอยู่ในหอคณิกา ถ้าคุณหนูจัวมีจิตใจเมตตา ข้าก็ไม่รังเกียจที่จะส่งเจ้าไปช่วยนางแบ่งเบาภาระนะ"
จัวเจียอวี้ยังตั้งสติไม่ทันจึงจับใจความในวาจาของอีกฝ่ายไม่ได้ จนเหอจิ่วเหนียงเดินจากไปแล้วก็ยังคงเหม่อลอย กระทั่งซินหรานทนดูไม่ไหว จึงเตือนด้วยความรำคาญ "นางบอกว่า นางส่งผู้หญิงคนก่อนที่คิดจะแย่งลู่ไป่ชวนไปรับแขกในหอคณิกาแล้ว"
พูดถึงตรงนี้ ซินหรานก็ยิ้มหยัน "ผู้หญิงคนนี้โหดเหี้ยมกว่าที่เจ้าคิดมากนัก ถ้าเจ้าอยากมีชีวิตรอด ก็อย่าได้มีความคิดพวกนั้นอีก นางโง่!"
ถ้าไม่เห็นแก่ที่จวนมู่กั๋วกงมีความสัมพันธ์กับตงถิง นางก็ขี้เกียจจะพูดกับสตรีโง่ผู้นี้จริงๆ จัวเวยโง่คนเดียวก็พอทน ยังเลี้ยงลูกสาวออกมาโง่งมขนาดนี้อีก ช่างสร้างเวรสร้างกรรมจริงๆ
จัวเจียอวี้ตกใจแทบสิ้นสติ คิดไม่ถึงว่าที่เหอจิ่วเหนียงเล่นงานนางหนักขนาดนี้ เป็นเพราะรู้ว่านางมีใจให้ลู่ไป่ชวน แต่นางก็ไม่ได้แสดงออกชัดเจนขนาดนั้นเสียหน่อย แถมช่วงนั้นเหอจิ่วเหนียงอยู่ในค่ายทหาร ไปรู้มาได้อย่างไร?
"ขะ…ข้าไม่ได้จะแย่งตำแหน่งภรรยาเอกกับนาง เหตุใดนางต้องโกรธเพียงนี้ด้วย?"
สตรีสมองน้อยพึมพำ นางไม่เข้าใจจริงๆ ถึงขั้นรู้สึกว่าตนเองที่เป็นถึงบุตรสาวภรรยาเอกของมู่กั๋วกง ยอมลดตัวไปเป็นอนุภรรยาให้ลู่ไป่ชวน แถมยังเรียกเหอจิ่วเหนียงว่าพี่สาว ก็นับว่าให้เกียรติพวกเขามากที่สุดแล้ว เหอจิ่วเหนียงมีเหตุผลอะไรต้องโกรธนาง
ซินหรานทนฟังไม่ไหวแล้ว คนปกติที่ไหนจะยอมรับได้ที่ให้ใช้สามีร่วมกับผู้หญิงอื่น?
ผู้หญิงคนนี้สมองมีปัญหาหรืออย่างไร!
ซินหรานมองคนร่วมห้องขังด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน หันหลังให้อย่างรังเกียจ ไม่อยากเสวนากับคนเช่นนี้อีกแล้ว เรื่องของตัวเองยังยุ่งเหยิงอยู่ จะเอาอารมณ์ที่ไหนไปยุ่งกับคนปัญญาอ่อน
……..
อีกด้านหนึ่ง เหอจิ่วเหนียงไปหาองค์ชายสามแห่งตงถิง
หลังจากองค์ชายสามพยายามฆ่าตัวตายจนบาดเจ็บ บวกกับร่างกายเจ็บป่วยไม่แข็งแรง จึงถูกย้ายห้องขังให้อยู่ในสายตาเจ้าหน้าที่มากขึ้น ไม่ได้อยู่ข้างห้องซินหรานแล้ว ดังนั้นซินหรานจึงไม่รู้ว่าตอนนี้สถานการณ์ขององค์ชายสามเป็นอย่างไร
เหอจิ่วเหนียงและลู่ไป่ชวนมาถึงห้อง ก็พบว่ามีหมอเฉพาะทางกำลังเปลี่ยนยาให้องค์ชายสาม เมื่อเห็นสองสามีภรรยาเดินเข้าไป เขาก็รีบจัดการให้เสร็จแล้วถอยออกไป
ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงเดินเข้ามาได้ไม่กี่ก้าวก็พบว่าสภาพแวดล้อมในห้องนี้ดีกว่าเดิมมาก อย่างน้อยก็ไม่มีกลิ่นเหม็นสาบ และเพราะนักโทษบาดเจ็บ จึงเตรียมเตียงไม้เล็กๆไว้ให้เขาด้วย
ช่วงนี้องค์ชายสามหมดอาลัยตายอยาก เจอใครก็ไม่มีกะจิตกะใจจะทะเลาะด้วย ถ้าไม่ใช่เพราะส่งคนมาเฝ้าเขาไว้เป็นพิเศษ เขาคงพยายามฆ่าตัวตายอีกรอบ
เดิมทีการถูกศัตรูจับเป็นตัวประกันก็เป็นประวัติด่างพร้อยของเขาแล้ว ตอนนี้ยังถูกตัดนิ้วก้อย ร่างกายพิการ ทำให้หมดสิทธิ์ในการแย่งชิงบัลลังก์อย่างสมบูรณ์ ความพยายามตลอดหลายปีพังทลายลงในพริบตา แล้วเขาจะยังมีชีวิตอยู่ไปเพื่ออะไร?
"ทำไม พวกเจ้าก็มาสมเพชข้าด้วยหรือ?"
องค์ชายสามเห็นสองสามีภรรยา มุมปากก็ยกยิ้มเย็นชา ความทุกข์ยากทั้งหมดของเขาล้วนเกิดจากสองสามีภรรยาคู่นี้ เหตุใดพวกเขาถึงได้อยู่ในจุดเหนือกว่าตลอดเวลา!
ถ้าทำได้ เขาอยากลงมือสังหารสองสามีภรรยาคู่นี้ด้วยตัวเอง เพื่อแก้แค้นให้ตนเอง
แต่เขารู้ว่าเขาทำไม่ได้ และทางฝั่งตงถิงก็ไม่สนใจชีวิตของเขาอีกแล้ว เมินเฉยต่อข้อเรียกร้องเจรจาสงบศึกของเป่ยเหยียนอย่างไม่ไยดี ตอนนี้เขาเป็นแค่หมากที่ถูกทิ้ง สู้ตาย สู้ตาย ไปเสียให้พ้นทุกข์ยังดีกว่า
"เจ้ายังมีเรื่องน่าสมเพชอะไรที่ข้ายังไม่เคยเห็นอีกหรือ?"
เหอจิ่วเหนียงแค่นยิ้มดูแคลน เอ่ยต่อ "อะไรกัน อุปสรรคแค่นี้เจ้าก็ทนไม่ไหวแล้วหรือ? ความพยายามตั้งหลายปี จะยอมแพ้ไปง่ายๆเช่นนี้เลยหรือ?"
"แล้วเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร!"
องค์ชายสามระเบิดอารมณ์ จับจ้องเหอจิ่วเหนียงเขม็ง ไม่เข้าใจว่านางมีหน้ามาพูดเช่นนี้ได้อย่างไร ทุกอย่างที่เขาประสบอยู่ในตอนนี้ ไม่ใช่เพราะนางมอบให้หรอกหรือ!
เห็นเขาโกรธ เหอจิ่วเหนียงก็ประหลาดใจ "โอ๊ะ เจ้าคงไม่ได้โทษว่าเรื่องทั้งหมดนี้เป็นความผิดข้าหรอกกระมัง? เข้าใจใหม่ซะ ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพวกเจ้าทำตัวเองต่างหาก!"
เหอจิ่วเหนียงแทบจะหัวเราะออกมาด้วยความโมโห คนตงถิงนี่กล้าดีมาจากไหนกัน?
ดังนั้น นางจึงนับนิ้วไล่เรียงบัญชีกับเขา "ข้อแรก เป็นพวกเจ้าคนตงถิงไม่ใช่หรือที่รนหาที่ตายเข้ามาก่อความวุ่นวายในเป่ยเหยียน หญิงสาวและเด็กที่หายตัวไปพวกนั้น แล้วก็ชาพิษที่ทำให้คนเสพติดนั่น มีเรื่องไหนบ้างที่เจ้าไม่ได้เป็นคนก่อขึ้น?
ส่วนเรื่องนิ้วของเจ้า ก็ไม่ใช่เพราะคนของพวกเจ้าจิตใจสกปรก ไม่ยอมเจรจาดีๆ แต่คิดจะใช้ทางลัด ตัดนิ้วก้อยคนของข้าก่อนหรือ?
ยิ่งไปกว่านั้น เรายังเสียจิ้นซื่อไปอีกหนึ่งคน เจ้ารู้หรือไม่ว่ากว่าครอบครัวหนึ่งจะเลี้ยงดูบุตรหลานสักคน ส่งเสียจนได้เป็นจิ้นซื่อมันยากลำบากเพียงใด? เจ้าแค่เสียนิ้วก้อยไปนิ้วเดียว แต่เขาเสียไปทั้งชีวิต! จิตสำนึกของเจ้าคิดไม่ได้บ้างเลยหรือ?
แล้วเจ้าก็ลองคิดดูเอง ตั้งแต่เจ้ามาอยู่ในคุกนี่ พวกเราเคยทำไม่ดีกับเจ้าเมื่อไร คนของพวกเจ้าจ้องจะเอาชีวิตเจ้าตลอด มีแต่พวกเราที่คอยปกป้องเจ้า เจ้าไม่เพียงไม่มีความซาบซึ้งใจ ยังมาโทษว่าทั้งหมดเป็นความผิดข้า เฮอะ! เจ้าก็มีดีแค่นี้แหละ!"
เหอจิ่วเหนียงแค่นเสียงเย็นชา คิดจะให้นางเป็นแพะรับบาปไม่มีทางหรอก นางเป็นยอดฝีมือด้านการรับมือคนประเภทชอบปั่นหัวคนอื่นเชียวนะ
องค์ชายสามถูกนางชักจูงไปทันที เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง รู้สึกว่าตนเองทำเช่นนั้นดูเหมือนจะไม่ถูกจริงๆ
ตอนที่ 796: ผู้ออกบวชไม่กล่าวมุสา
เมื่อเห็นอีกฝ่ายแสดงสีหน้า ‘ข้าสมควรตายจริงๆ’ ออกมา เหอจิ่วเหนียงก็พึงพอใจ นางกล่าวต่อ “เจ้าอยากตาย ข้าไม่ห้าม แต่ก่อนอื่น เจ้าต้องฟังข้าพูดเรื่องหนึ่งก่อน”
‘นางกำลังจะเริ่มปั่นหัวครั้งใหญ่แล้ว!’
ลู่ไป่ชวนเม้มริมฝีปาก รู้สึกทนดูไม่ได้ ไม่ใช่เพราะเวทนาองค์ชายสาม แต่กลัวว่าถ้าดูต่ออีกนิดตนเองจะหลุดหัวเราะออกมา
แต่องค์ชายสามกลับฟังไม่ออกถึงความผิดปกติ เงยหน้ามองเหอจิ่วเหนียง สีหน้าแววตาใคร่รู้ราวกับเด็กน้อย
เหอจิ่วเหนียงเริ่มปฏิบัติการ “ตอนนี้การรับรู้ข่าวคราวข้างนอกของเจ้าถูกปิดกั้น เจ้ายังไม่รู้สถานะของตัวเองในใจราษฎรตงถิงสินะ?”
องค์ชายสามขมวดคิ้ว “หมายความว่าอย่างไร?”
“ก็หมายความว่า เรื่องราวของเจ้าถูกเล่าลือไปทั่วตงถิงแล้วอย่างไรล่ะ ตอนนี้ราษฎรตงถิงต่างก็รู้ถึงความดีของเจ้าที่มีต่อพวกเขา ในใจของพวกเขา เจ้าเป็นดั่งเทพเจ้า แม้สุดท้ายจะไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ยังนับว่าสร้างคุณูปการให้พวกเขา ดังนั้นจึงเรียกร้องให้ราชวงศ์ของเจ้าต้องพาเจ้ากลับไปอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ”
องค์ชายสาม “???”
ทุกคำพูดเขาฟังชัดเจน แต่เหตุใดพอเอามารวมกันแล้ว ถึงไม่เข้าใจความหมายเลยล่ะ?
เขาไปสร้างคุณูปการอะไรให้ราษฎรตงถิง?
สร้างตอนไหน?
เหตุใดเขาไม่เห็นรู้เรื่อง?
ตามหลักเหตุผล เขาควรจะเป็นความอัปยศของชาวตงถิง เสมือนหนูท่อข้างถนนที่ใครๆก็อยากตีให้ตาย …เหตุใดเรื่องราวถึงไม่เหมือนกับที่เขาคิดล่ะ?
“เหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น?”
เชื้อพระวงศ์ตกอับทั้งตกตะลึงทั้งงุนงงอยู่นาน สุดท้ายก็อดถามออกไปไม่ได้ แม้จะเสียหน้า แต่ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าการถามให้รู้เรื่อง!
“ฮะ เจ้าไม่รู้หรือ!?” เหอจิ่วเหนียงทำท่าตกใจยิ่งกว่าเขา “องค์ชายสามช่างทำความดีไม่หวังผลตอบแทนจริงๆ ทำเรื่องดีๆเพื่อราษฎรตั้งมากมาย กลับไม่เก็บมาเป็นบุญคุณเลยสักนิด ช่างเป็นวาสนาของราษฎรตงถิงโดยแท้จริง!”
ลู่ไป่ชวน “...”
‘สุดยอด!’
องค์ชายสาม “???”
ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ยังไม่เข้าใจว่าเหอจิ่วเหนียงพูดเรื่องอะไร ยังคงมองหญิงสาวชาวเป่ยเหยียนด้วยความงุนงง
เหอจิ่วเหนียงมองคนงุนงงด้วยความทึ่งต่อไป “เจ้าซ่อนตัวอยู่ในเป่ยเหยียนตั้งหลายปี สิ่งที่ทำไปเหล่านั้น ไม่ใช่เพื่อผนวกเป่ยเหยียนเข้ากับตงถิงหรอกหรือ? ขยายดินแดน ไม่ใช่เพื่อสร้างความสุขให้ราษฎรหรอกหรือ? เรื่องราวแต่ละอย่างที่เจ้าทำ มีเรื่องไหนบ้างที่ไม่ใช่เพื่อให้ราษฎรตงถิงของพวกเจ้ามีชีวิตที่ดีขึ้น? หรือเจ้าไม่เคยคิดเช่นนี้มาก่อนเลย? โอ้ สวรรค์ องค์ชายสามช่างเป็นผู้เสียสละอย่างแท้จริง!”
องค์ชายสาม “...”
สตรีผู้นี้พูดจายกยอจนเขาเริ่มสงสัยการกระทำของตนเองแล้ว
เขาดีขนาดนั้นจริงๆหรือ?
แต่สิ่งที่เขาทำไปเหล่านั้น ไม่ใช่เพื่อให้ตัวเองมีสิทธิ์มีเสียงต่อหน้าเสด็จพ่อมากขึ้น เพื่อพิจารณาตำแหน่งรัชทายาทให้เขาหรอกหรือ?
อย่างไรเสียเสด็จพี่ใหญ่ขี้โรคก็ใกล้จะลาโลกแล้ว แต่ต่อให้ยังรอดอยู่ แน่นอนว่าเขาก็มีทุนรอนพอที่จะแข่งขัน
เป็นลูกภรรยาเอกเหมือนกัน เหตุใดเขาถึงจะชิงตำแหน่งไม่ได้?
ทว่า…
พอเหอจิ่วเหนียงพูดเช่นนี้ เขาก็เริ่มสงสัยในตัวเองขึ้นมาทันที
สิ่งที่เขาทำ ส่วนใหญ่ก็เพื่อสร้างความสุขให้ราษฎรอย่างนั้นหรือ?
พลันนั้น เขาก็รู้สึกว่าตัวเองยิ่งใหญ่ขึ้นมาทันตาเห็น
เมื่อเห็นท่าทางตื่นเต้นของเขา เหอจิ่วเหนียงก็รู้ว่าคำพูดของตนได้ผลแล้ว จึงสุมไฟต่อไม่หยุดยั้ง “อย่างที่เขาว่ากัน ผู้ที่ครองใจราษฎรย่อมครองแผ่นดิน ตอนนี้เจ้าเป็นที่ต้องการของคนหมู่มากขนาดนี้ ยังจะสนนิ้วก้อยที่ขาดไปอีกหรือ? อีกอย่าง ข้าก็แค่ทำไปตามหน้าที่ ให้คนตัดนิ้วก้อยเจ้าแค่นิ้วเดียว ไม่ได้กระทบต่อการใช้ชีวิตของเจ้าเสียหน่อย วันหน้าได้ดิบได้ดีแล้วทำนิ้วปลอมมาใส่ ใครจะกล้าหัวเราะเยาะเจ้าอีก?”
องค์ชายสาม “...”
‘หรือว่าเขาต้องขอบคุณนาง?’
แต่ที่นางพูดก็มีเหตุผล แค่เสียนิ้วก้อยไปนิ้วเดียว ไม่ได้มีผลกระทบอะไรนัก อีกอย่าง ประวัติศาสตร์เขียนโดยผู้ชนะ รอเขาได้ดิบได้ดีแล้ว อยากจะแต่งเรื่องอย่างไรก็แต่งได้ไม่ใช่หรือ?
พอคิดได้ดังนี้ องค์ชายนิ้วกุดก็เกิดแรงฮึกเหิมขึ้นมาทันที
ผู้ครองใจราษฎรย่อมครองแผ่นดิน ตอนนี้เขามีราษฎรสนับสนุนมากมายเพียงนี้ ยังต้องกลัวว่าจะเอื้อมไม่ถึงตำแหน่งนั้นอีกหรือ!
“ที่เจ้าพูดมา เป็นเรื่องจริงหรือ?”
อย่างไรก็ตาม องค์ชายมากแผนการมาตลอดย่อมมีความระแวงอยู่บ้าง ถ้าเหอจิ่วเหนียงหลอกเขา เขาจะไม่ดีใจเก้อหรือ?
เหอจิ่วเหนียงตอบใบหน้าเรียบตึง “แน่นอนว่าเป็นเรื่องจริง ผู้ออกบวชไม่กล่าวมุสา”
ลู่ไป่ชวน “...”
องค์ชายสามชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเปลี่ยนเป็นโมโห “เจ้าไม่ใช่ผู้ออกบวชเสียหน่อย!”
“ข้าถึงยิ่งไม่กล่าวมุสาอย่างไรเล่า!”
ลู่ไป่ชวนยกนิ้วโป้งให้ภรรยาในใจ
‘ฝีปากนางไม่มีที่ติจริงๆ!’
เหอจิ่วเหนียงกล่าวต่อ “เจ้าลองคิดดูเอง ข้าหลอกเจ้าแล้วจะได้ประโยชน์อะไร? ถ้าไม่ใช่เพราะเห็นเจ้าเอาแต่คิดจะฆ่าตัวตายอยู่ที่นี่ ข้าก็ขี้เกียจจะบอกเรื่องพวกนี้กับเจ้าเหมือนกัน”
“เจ้าบอกเรื่องพวกนี้กับข้า มีจุดประสงค์อะไรกันแน่?”
จะบอกว่าเหอจิ่วเหนียงหวังดีกับเขานั้นเขาไม่เชื่อแน่นอน ผู้หญิงคนนี้หน้าตาสะสวย แต่จิตใจดั่งอสรพิษ ก่อนหน้านี้ในค่ายทหารก็ทรมานเขาจนเกือบตาย
ดังนั้น นางต้องมีจุดประสงค์บางอย่างแน่
“ประการแรก ข้ารู้สึกเสียดายแทนเจ้า เจ้าพยายามมาตั้งนานเพียงนี้ ถ้ายอมแพ้เอาดื้อๆเช่นนี้ จะน่าเสียดายแค่ไหน! ประการที่สอง แน่นอนว่าหลักๆก็เพื่อความสงบสุขของราษฎรเป่ยเหยียน หากพวกเจ้าคนตงถิงหันไปต่อสู้เรื่องของตัวเอง ก็ย่อมไม่มีเวลามาสร้างความเดือดร้อนให้เป่ยเหยียน จริงหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงกล่าวตรงไปตรงมา นางอยากให้พวกเขากัดกันเอง เหตุผลง่ายๆแค่นี้แหละ
องค์ชายสามหาคำมาโต้แย้งไม่ได้ แม้เขาจะรู้ว่าทำเช่นนี้ราชสำนักตงถิงจะวุ่นวาย แต่เขาไม่ยินยอมรับความพ่ายแพ้จริงๆ เขาวางแผนทำทุกวิถีทางอยู่ต่างแดนตั้งหลายปี ไม่ใช่เพื่อให้ได้บัลลังก์นั้นมาครองหรือ? ในเมื่อตอนนี้ยังมีโอกาส เหตุใดจะไม่ลองสู้ดูล่ะ?
อย่างไรเสียเขาก็มีหยกผานกู่อยู่ในมือ รอเขาไขความลับในนั้นได้ การรวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวก็อยู่แค่เอื้อม แล้วจะไปสนใจความวุ่นวายภายในของตงถิงที่กำลังจะเกิดขึ้นทำไม?
รอเขารวบรวมแผ่นดินให้เป็นหนึ่งเดียวได้เมื่อไร ใครก็ตามที่ทำให้เขาได้รับความอัปยศ เขาจะแก้แค้นทีละคน
โดยเฉพาะสองผัวเมียคู่นี้!
องค์ชายสามสาดสายตาอาฆาตใส่สองสามีภรรยาวูบหนึ่ง ก่อนจะกลับมามีสีหน้าปกติอย่างรวดเร็ว แล้วกล่าว “พวกเจ้าจะให้ข้าทำอย่างไร?”
“มีชีวิตอยู่ต่อไป รักษาชีวิตน้อยๆของเจ้าไว้ให้ดี รอคณะทูตของพวกเจ้ามารับกลับไปอย่างยิ่งใหญ่สมเกียรติ”
“แค่นี้?”
องค์ชายสามไม่อยากจะเชื่อ มีเรื่องดีๆเช่นนี้ด้วยหรือ?
“แล้วจะทำอะไรล่ะ? เจ้าคิดว่าทุกคนจะมีแผนการสกปรกเหมือนพวกเจ้าคนตงถิงหรืออย่างไร?”
องค์ชายสาม “...”
ก็ได้ ถือเสียว่าเขาไม่ได้ถามก็แล้วกัน
หลังจากเกลี้ยกล่อมองค์ชายสามเรียบร้อยแล้ว เหอจิ่วเหนียงก็ลากลู่ไป่ชวนออกไป นางกระซิบกระซาบ “ถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด อีกไม่กี่วันข่าวของตงถิงคงส่งไปถึงในวัง คณะทูตตงถิงน่าจะมาถึงทันพิธีขึ้นครองราชย์ขององค์รัชทายาทพอดี ถึงตอนนั้นคงมีเรื่องสนุกให้ดูแล้ว”
เห็นภรรยามีสีหน้าสะใจบนความทุกข์ของผู้อื่น ลู่ไป่ชวนยิ้มอย่างเอ็นดู “ลำบากเจ้าแล้ว ทำเรื่องตั้งมากมาย แต่กลับขอความดีความชอบไม่ได้”
“ไม่เป็นไร ข้าเพียงต้องการให้บ้านเมืองสงบสุข คนในครอบครัวจะได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขก็พอ”
เหอจิ่วเหนียงคิดเช่นนี้จริงๆ วิธีที่ง่ายที่สุดก็คือ ทำให้ตงถิงเกิดความวุ่นวายภายใน แล้วฉวยโอกาสสร้างความเสียหาย หลังจากนั้นอีกหลายปีก็จะได้พักฟื้นฟูบ้านเมือง ส่วนคลังสมบัติเบื้องหลังหยกผานกู่ น่าจะเป็นแค่เรื่องหลอกลวง ใครมีแรงก็ไปตามหาเอาเองเถอะ นางไม่สนใจหรอก
ลู่ไป่ชวนยิ้มพลางบีบแก้มนาง “จะกลับจิงโจวไปเยี่ยมบ้านเมื่อไรล่ะ ก่อนหน้านี้เจ้าบอกว่าจะไปรับท่านพ่อกับท่านแม่มาดูพิธีขึ้นครองราชย์ขององค์รัชทายาทไม่ใช่หรือ?”
“อ้อ ในสองสามวันนี้ก็แล้วกัน ข้าว่าจะไปถามพระชายาด้วย นางอยากไปจิงโจวมาตลอด จะได้ไปพร้อมกันเลย”
อย่างไรเสียธุระของนางในระยะนี้ก็เสร็จสิ้นแล้ว หลังจากนี้ก็มีเวลาไปเดินดูร้านค้า หาซื้อร้านว่างเพิ่มสักสองสามร้านมาทำกิจการต่อ นอนกินนอนใช้สบายใจเฉิบ
ตอนที่ 797: ซื่อหลางกรมขวาพาครอบครัวมาเยี่ยมเยียน
ลู่ไป่ชวนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะโน้มตัวเข้าไปกระซิบข้างหูภรรยา "ถ้าเป็นเช่นนั้นจะไม่เท่ากับว่าต้องรีบเร่งเดินทางหรอกหรือ?"
เหอจิ่วเหนียงชะงักไปครู่หนึ่ง จริงด้วยสิ ลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิทเลย!
หากพวกเขาไปกันเอง ก็สามารถนั่ง ‘เจ้านกเหล็กยักษ์’ ไปได้ แล้วขากลับค่อยเร่งรีบเดินทางเอา แต่หากต้องไปพร้อมกับพระชายาย่อมไม่สะดวก อีกทั้งยังต้องเร่งรีบเดินทางทั้งขาไปและขากลับ
แต่ถึงจะเป็นเช่นนั้น ครั้งหน้าหากพระชายาต้องการจะไป ก็ต้องทนทุกข์ทรมานกับการรีบเร่งเดินทางอยู่ดี ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็มีค่าเท่ากัน
"ไม่เป็นไรหรอก หากพระชายาต้องการจะไป ก็ไปพร้อมกันรอบนี้นี่แหละ ข้ากลับไปพร้อมกับพระนางสองคนก็ได้ โก่วเอ๋อร์ยังต้องไปสำนักศึกษา ท่านอยู่ที่นี่ช่วยดูแลเขาแล้วกัน"
นี่คือการบอกว่าไม่ให้ลู่ไป่ชวนและโก่วเอ๋อร์ตามกลับไปด้วย อันที่จริงลู่ไป่ชวนอยากกลับไปมาก เพราะตอนที่ย้ายสุสานบรรพบุรุษ เขาก็ไม่ได้อยู่ช่วยเหลือ แต่เมื่อนึกถึงสถานการณ์ในราชสำนักและ
สถานการณ์ในเมืองหลวงตอนนี้ เขาก็ไม่อาจปลีกตัวไปไหนนานๆได้จริงๆ อย่างน้อยก็ต้องรอให้องค์รัชทายาทขึ้นครองราชย์อย่างราบรื่น และองค์ชายสามแห่งตงถิงถูกรับตัวกลับไปเสียก่อน สถานการณ์จึงจะน่าวางใจลงได้
"อืม ทางฝั่งข้าปลีกตัวไม่ได้ คงไปกับเจ้าไม่ได้แล้ว"
เขารู้สึกผิดเล็กน้อย จู่ๆก็รู้สึกไม่ชอบตำแหน่งขุนนางของตนเองขึ้นมา
"ไม่เป็นไร ข้าตั้งใจว่าจะไม่พาท่านกลับไปด้วยอยู่แล้ว ข้าแค่จะกลับไปดูโรงรื่นเริงสักหน่อย แล้วก็ไปรับท่านแม่กับเด็กๆมาเที่ยวสักระยะหนึ่ง หากท่านอยากกลับ ก็รอให้จัดการเรื่องทางนี้เสร็จแล้วค่อยว่ากันนะ"
เหอจิ่วเหนียงตบไหล่สามีเบาๆ ราวกับสหายสนิท อย่างไรเสียเขาก็เป็นถึงแม่ทัพเจิ้นกั๋วขุนนางระดับสอง ย่อมต้องประจำการอยู่ในหน้าที่ตลอดเวลา ปกติในราชสำนักก็มีคนจ้องเล่นงานพวกเขาอยู่แล้ว หากยังจะลาพักร้อนกลับบ้านเกิดอีก คงโดนชี้หน้าด่ายันลูกบวชเป็นแน่
แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือศึกใหญ่กำลังใกล้เข้ามา เขาต้องฝึกทหารอย่างเข้มข้น นี่คือเรื่องสำคัญที่สุดที่ไม่อาจละเลยได้ รอให้รบชนะก่อนเถอะ ย่อมมีเวลาเหลือเฟือให้กลับไปแน่นอน
ลู่ไป่ชวนมองมือที่วางอยู่บนไหล่ของตนเองด้วยสีหน้าซับซ้อนยากจะอธิบาย
ทั้งที่เป็นสามีภรรยากันแท้ๆ แต่กลับทำตัวเหมือนพี่น้องร่วมสาบานเสียได้...
เขาดึงนางเข้ามากอดแน่นในอ้อมอก เช่นนี้จึงจะรู้สึกสบายใจขึ้นมาบ้าง
เหอจิ่วเหนียงไม่ถือสา ปล่อยให้เขากอดตนเองไว้เช่นนั้น จากนั้นทั้งสองก็พากันกลับบ้านอย่างหวานชื่น
……..
เช้าวันรุ่งขึ้น
ลู่ไป่ชวนกลับเข้าค่ายทหาร เหอจิ่วเหนียงเองก็กินมื้อเช้าเสร็จแล้ว นางกำลังเตรียมตัวจะเข้าวังเพื่อไปถามพระชายาว่าจะไปจิงโจวหรือไม่ ขณะนั้นก็มีคนมารายงานว่า มีแขกมาขอพบ
นางคิดว่าคนของจวนมู่กั๋วกงมาป่วนอีกแล้ว แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยถาม บ่าวรับใช้ก็รายงานต่อว่า ‘หูเซิ่ง ซื่อหลางกรมขวาพาครอบครัวมาเยี่ยมเยียน’
"ใครนะ?"
เหอจิ่วเหนียงคิดว่าตนเองหูฝาด ในความทรงจำของนางไม่มีคนชื่อนี้อยู่เลย
หรือว่าพวกเขาไปทำผิดอะไรมา แล้วถูกลู่ไป่ชวนสั่งสอน จึงมาขอความเมตตาถึงที่นี่?
หรือแค่ต้องการมาเยี่ยมเยียนทำความรู้จักเฉยๆ?
แต่เรื่องเช่นนี้ให้สตรีในบ้านมาเยี่ยมเยียนก็พอแล้วไม่ใช่หรือ? เหตุใดซื่อหลางกรมขวาที่เป็นบุรุษ.อกสามศอกถึงต้องมาด้วยตนเอง?
นี่มันหลักการอะไรกัน?
ขณะที่เหอจิ่วเหนียงกำลังคาดเดาไปต่างๆนานา บ่าวรับใช้ก็รายงานต่อ "ฮูหยิน ซื่อหลางกรมขวาพาอนุภรรยาแซ่เหยามาด้วยขอรับ แล้วก็ยังมีเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆมาด้วยอีกคน ได้ยินพวกเขาเรียกกันว่า ซูซู น่าจะเป็นบุตรสาวบุญธรรมที่ฮูหยินรับไว้ตอนอยู่จิงโจวขอรับ"
"อะไรนะ!?"
เหอจิ่วเหนียงตกใจอีกครั้ง
ซูซูอยู่ที่จิงโจวไม่ใช่หรือ? เหตุใดถึงมาอยู่ที่เมืองหลวงได้?
ซื่อหลางกรมขวาผู้นี้… หรือว่าจะเป็นพ่อเลี้ยงของซูซู?
นี่คิดจะใช้ซูซูมาเกาะแข้งเกาะขานางใช่หรือไม่?
สายตาของเหอจิ่วเหนียงสบกับดวงตาของบ่าวรับใช้ ต่างฝ่ายต่างเข้าใจความหมายในแววตาของกันและกัน
บ่าวรับใช้รีบถามทันที "จะให้บ่าวไล่คนไปหรือไม่ขอรับ?"
"ไม่ต้อง ให้พวกเขาไปรอที่ห้องรับแขกเถอะ"
เหอจิ่วเหนียงโบกมือ ตอนนี้นางเตรียมตัวจะเข้าวังไปพบพระชายาเสร็จเรียบร้อยพอดี เช่นนั้นก็พบแขกก่อนแล้วกัน
แม้ว่านางจะไม่สนใจหูเซิ่งผู้นั้น แต่ก็คิดถึงซูซูมาก อีกอย่างนางก็สงสัยเรื่องมารดาของซูซูมานานแล้ว อยากเห็นว่าเป็นคนเช่นไร
……..
คนตระกูลหูไปที่ห้องรับแขกอย่างรวดเร็ว เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ปล่อยให้พวกเขารอนาน ไม่นานก็เดินออกมา นางเห็นซูซูกับสตรีคนหนึ่งยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างบุรุษคนหนึ่ง ส่วนบุรุษคนนั้นนั่งอยู่บนเก้าอี้ กำลังจิบชาที่สตรีคนนั้นรินให้
โอ้โฮ ท่าทางวางก้ามใหญ่โตขนาดนั้นเชียว คิดว่าเป็นบ้านตัวเองหรืออย่างไร?
แต่ก็เข้าใจได้ ในยุคสมัยนี้สตรีที่เป็นอนุภรรยามีสถานะต่ำต้อยจริงๆ หากว่ากันตามจริง การที่เขาทำเช่นนี้ก็ไม่ผิด
แต่แค่ขวางหูขวางตานางเท่านั้น!
แล้วเสี่ยวซูซูที่อยู่ข้างๆนั่น ไม่เจอกันพักใหญ่ ดูเหมือนจะผอมลง นางยืนนิ่งไม่ไหวติงอยู่ข้างกายสตรีคนนั้น สองมือประสานกันแน่น ดูท่าทางตื่นเต้นกังวลมาก
"ซูซู!"
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยปากเรียก ซูซูหันขวับมามอง ทันทีที่เห็นแม่บุญธรรม ใบหน้าก็ปรากฏรอยยิ้ม แต่ดูเหมือนจะนึกบางอย่างขึ้นได้ จึงรีบกดรอยยิ้มและความคิดที่จะวิ่งเข้ามากอดนางลงไป เด็กน้อยยืนนิ่งอยู่ที่เดิม ย่อตัวคำนับอย่างมีมารยาท กล่าวด้วยน้ำเสียงว่านอนสอนง่าย "ซูซูคารวะท่านแม่บุญธรรมเจ้าค่ะ"
การกระทำและคำพูดเหล่านี้ ทำเอาเหอจิ่วเหนียงรู้สึกคัดจมูกขึ้นมา ช่วงเวลาที่นางไม่อยู่ ซูซูผู้น่าสงสารของนางต้องเจอกับเรื่องอะไรมาบ้างนะ เด็กดีๆคนหนึ่ง ถึงได้กลายเป็นเช่นนี้ไปได้?
นางนั่งยองๆลง อ้าแขนเรียกซูซู กล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ซูซูเด็กดี มาหาแม่มา"
ซูซูอยากจะเดินเข้าไปหา ทว่าก็ไม่กล้าขยับตัว นางเหลือบมองบุรุษที่นั่งอยู่แวบหนึ่ง บุรุษผู้นั้นเชิดคางขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงอนุญาต ซูซูจึงได้เดินเข้าไปหาเหอจิ่วเหนียง
และในตอนนั้น บุรุษคนนั้นก็ลุกขึ้นยืนตาม ทำความเคารพเหอจิ่วเหนียงเช่นกัน จังหวะนี้เขาจึงจะได้มองเหอจิ่วเหนียงอย่างเต็มตา ทันทีที่เห็นนาง เขาก็ชะงักค้างไป ในใจตกใจอย่างมาก
ในโลกนี้มีสตรีที่งดงามถึงเพียงนี้เชียวหรือ!
สตรีแซ่เหยาที่อยู่ข้างกายเขาก็รีบทำความเคารพ ก้มหน้าต่ำไม่กล้ามองหน้าเหอจิ่วเหนียง เพียงแต่สายตาจับจ้องอยู่ที่ซูซูไม่วางตา
เหอจิ่วเหนียงสังเกตเห็นทุกอย่าง นางดึงซูซูเข้ามากอด รู้สึกได้ว่าร่างเล็กๆของซูซูสั่นเทาเล็กน้อย นางจึงกอดให้แน่นขึ้นอีกนิด
"เด็กดี มาถึงเมืองหลวงตั้งแต่เมื่อไร เหตุใดไม่มาหาแม่ล่ะ?"
ดูจากท่าทางแล้ว น่าจะมาถึงเมืองหลวงได้สักพักแล้ว ไม่เช่นนั้นคงไม่ถูกสั่งสอนจนกลายเป็นเด็กขลาดกลัวขนาดนี้ได้
พอได้ยินเหอจิ่วเหนียงเรียกตนว่าเด็กดี น้ำในดวงตาของซูซูก็รื้นขึ้นทันที แต่ไม่นานก็สะกดกลั้นลงไปได้ เด็กหญิงเอ่ยตอบ "ป้า...ป้าสะใภ้บอกว่า ต้องเรียนรู้กฎระเบียบให้ดีก่อน จึงจะมาหาท่านแม่บุญธรรมได้เจ้าค่ะ..."
"เหตุใดถึงเรียกว่าแม่บุญธรรมแล้วล่ะ? ก่อนหน้านี้ตกลงกันไว้ว่าจะเรียกว่าท่านแม่เฉยๆไม่ใช่หรือ?"
เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจว่าป้าสะใภ้ที่เด็กหญิงพูดถึงคือใคร แต่ถามถึงคำเรียกขานที่ซูซูใช้เรียกนาง ซึ่งนางสังเกตได้มาตั้งแต่แรกแล้ว
"ป้าสะใภ้บอกว่าไม่เหมาะสมเจ้าค่ะ..."
‘ดีมาก ป้าสะใภ้คนนี้อีกแล้ว!’
เหอจิ่วเหนียงสูดลมหายใจเข้าลึกๆ ระงับโทสะในใจ แล้วจึงเอ่ยถามด้วยความเหลืออด "ป้าสะใภ้คือใครหรือ?"
ซูซูหันไปมองหูเซิ่งอย่างกล้าๆกลัวๆ แต่ก็ตอบคำถามออกมา "คือฮูหยินใหญ่ของท่านลุงเจ้าค่ะ"
นางเรียกหูเซิ่งว่าท่านลุง ฮูหยินใหญ่น่าจะเป็นภรรยาเอกของหูเซิ่ง
คำเรียกขานแต่ละอย่างช่างสับสนวุ่นวายจริงๆ ตามหลักแล้วควรจะเรียกหูเซิ่งว่าพ่อเลี้ยง แต่คนตระกูลหูกลับไม่ยอมรับนางเป็นบุตรสาว
เยี่ยมจริงๆ คิดจะใช้ซูซูมาเกาะแข้งเกาะขานาง แต่ก็รังเกียจที่ซูซูเป็นลูกติดของนางเหยากับสามีเก่า
อะไรกัน อยากเป็นนางโลม แต่ก็ยังอยากตั้งซุ้มประตูเชิดชูเกียรติอีกหรือ?
ตอนที่ 798: ฮวงจุ้ยอาจจะไม่ค่อยดี
หูเซิ่งยังดูไม่ออกว่าเหอจิ่วเหนียงกำลังโกรธ จึงยิ้มร่าเดินเข้าไปอธิบาย "ป้าสะใภ้ที่ซูซูพูดถึง คือฮูหยินใหญ่ของข้าน้อยเองขอรับ หลังจากรับซูซูกลับมา ก็เลี้ยงดูนางไว้ข้างกายฮูหยินตลอด ให้ฮูหยินสอนสั่งกฎระเบียบมารยาทให้นางบ้าง จะได้ไม่เสียมารยาทต่อหน้าฮูหยินแม่ทัพขอรับ"
เหอจิ่วเหนียงฟังเหตุผลที่คิดว่าเหมาะสมของเขา ก็โกรธจนหัวเราะออกมาทันที แล้วสวนกลับ "ท่านเป็นใคร? ท่านเกี่ยวข้องอะไรกับซูซู? ฮูหยินของท่านเกี่ยวข้องอะไรกับซูซู? ซูซูไม่มีแม่คอยสั่งสอนหรือ? เหตุใดต้องให้พวกท่านมาสอดด้วย?"
หูเซิ่งคาดไม่ถึงว่าตนเองเตรียมตัวมาอย่างดี กลับโดนสวนกลับจนเสียหลักได้ เขาถึงกับงุนงงจนทำอะไรไม่ถูก
ครอบครัวทั่วไปปกติแล้วไม่ใช่ว่าชอบเด็กที่รู้ความว่านอนสอนง่ายหรอกหรือ? เพื่อการนี้ เขาอุตส่าห์ลงแรงไปไม่น้อย
นึกไม่ถึงว่าเหอจิ่วเหนียงจะไม่เป็นไปตามบท
หูเซิ่งยังไม่ทันได้เอ่ยปาก เหอจิ่วเหนียงก็หันไปมองนางเหยาที่ก้มหน้าเงียบกริบอยู่ข้างๆ แล้วถามอย่างเจ็บใจแทน "เจ้าคือแม่ผู้ให้กำเนิดซูซูใช่หรือไม่? ซูซูถูกพวกเขารังแกถึงเพียงนี้ เจ้าไม่คิดจะปกป้องซูซูบ้างเลยหรือ?"
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงพูดประโยคนี้ สายตาก็จ้องเขม็งอยู่ที่นางเหยาตลอดเวลา อยากจะดูว่านางมองซูซูอย่างไร หากเป็นเหมือนหูเซิ่งที่เห็นซูซูเป็นเพียงเครื่องมือในการไต่เต้า นางก็จะไล่ตะเพิดออกไปเดี๋ยวนี้
หูเซิ่งก็แค่ขุนนางระดับหกตัวเล็กๆคนหนึ่ง ไม่คณนามือนางหรอก
"ไม่ใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ..."
นางเหยาก้มหน้า น้ำเสียงสั่นเครือเหมือนคนกำลังร้องไห้
บุตรสาวต้องมาทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ นางย่อมไม่ยินยอมอยู่แล้ว แต่นางเป็นเพียงอนุภรรยาในจวน ไม่อาจปกป้องซูซูได้ ต่อต้านไปหลายครั้งก็ถูกนายหญิงใหญ่ทุบตีจนเกือบตายทุกครั้ง นางจึงทำได้เพียงบอกให้ซูซูเชื่อฟัง รอได้พบแม่บุญธรรมแล้วค่อยขอความช่วยเหลือ
ตอนที่หูเซิ่งจะไปรับบุตรสาว นางก็คัดค้านแล้ว แต่คัดค้านไปก็ไร้ผล หนำซ้ำยังถูกทุบตี ไม่เพียงเท่านั้น ยังสั่งห้ามไม่ให้นางบอกเรื่องนี้กับทางบ้านเดิมแม้แต่คำเดียว บังคับให้นางเสแสร้งแกล้งทำเป็นมีความสุขต่อหน้าครอบครัวเดิม เพื่อให้ครอบครัวเดิมคิดว่านางได้รับความโปรดปราน ถึงยอมมอบซูซูให้
บุตรสาวที่น่าสงสารของนาง เกิดมาก็ถูกพ่อแท้ๆรังเกียจ ต่อมานางผู้เป็นแม่ก็ทิ้งไปแต่งงานใหม่ ตอนนี้อายุสามขวบกว่า ยังต้องถูกครอบครัวสามีใหม่ของนางใช้ประโยชน์เพื่อเกาะผู้มีอำนาจ เป็นเพราะนางไร้ประโยชน์ ปกป้องลูกสาวของตัวเองไม่ได้
ซูซูเห็นมารดาของตนเองเป็นเช่นนี้ ก็กระตุกแขนเสื้อเหอจิ่วเหนียงเบาๆ "ท่านแม่ดีกับข้ามากเจ้าค่ะ"
จินตนาการที่มีต่อมารดาในใจของเด็กหญิงไม่เคยหยุดนิ่ง แต่พอได้พบหน้า ภาพลักษณ์ของมารดากลับไม่เหมือนที่นางจินตนาการไว้เลย ท่านแม่ไม่ได้สาว ไม่ได้สวยอย่างที่คิดไว้ กลับกันยังดูแก่กว่าวัย มือก็หยาบกร้าน แต่สายตาที่มองนางนั้นเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและรักใคร่เอ็นดู นางสัมผัสได้อย่างแท้จริงว่ามารดารักนาง
ดังนั้น นางที่ยังเล็กนักก็อยากอยู่กับมารดา จึงตกลงตามพวกเขามาเมืองหลวง
ระหว่างทางมาเมืองหลวง แม้รถม้าจะโคลงเคลงมาก แต่นางก็มีความสุขไม่น้อย เพราะนางได้นั่งรถม้าคันเดียวกับมารดา ท่านลุงคนนั้นไม่ค่อยมาสนใจพวกนาง
ระหว่างนั้นนางสังเกตเห็นว่า เวลาที่มารดาเล่นกับนางก็จะยิ้มแย้ม แต่เวลาอยู่คนเดียวก็จะแอบร้องไห้ นางยังเห็นรอยแผลฟกช้ำมากมายบนตัวมารดา ถามว่าใครทำ มารดาก็เอาแต่ส่ายหน้า จนกระทั่งมาถึงเมืองหลวง ท่านลุงคนนั้นบอกว่าจะส่งนางไปให้ป้าสะใภ้สอนสั่ง มารดาร้องไห้คุกเข่าขอร้อง ท่านลุงคนนั้นก็ถีบมารดากระเด็น ตามด้วยการทุบตีอีกชุดใหญ่
นางตกใจจนทำอะไรไม่ถูก อยากจะเข้าไปช่วยมารดา ทว่าตนเองตัวเล็กเกินไป ช่วยอะไรไม่ได้ สุดท้ายนางก็ร้องไห้เข้าไปขอร้องท่านลุง บอกว่ายอมไปเรียนกฎระเบียบที่เรือนของป้าสะใภ้ ท่านลุงถึงยอมหยุดมือ
คืนนั้น นางกอดมารดาที่นอนระทมอยู่บนพื้น ร้องไห้จนเสียงแหบแห้ง
หูเซิ่งเห็นสถานการณ์ดูเหมือนจะดำเนินไปในทิศทางที่เขาไม่ต้องการ จึงรีบยิ้มประจบประแจง "ฮูหยินเข้าใจผิดแล้วขอรับ พวกเราชอบซูซูมาก ย่อมไม่รังแกนาง นางเป็นลูกสาวของนางเหยา ย่อมมีความเกี่ยวข้องกับข้าน้อย ข้าน้อยรับนางกลับมา ก็เพื่อให้สองแม่ลูกได้อยู่ด้วยกันขอรับ"
พูดมาถึงตรงนี้ เขายังรู้สึกว่าตนเองมีคุณธรรมยิ่งนัก รับลูกติดของอนุภรรยากับสามีเก่ามาเลี้ยงดู ไม่ใช่มีคุณธรรมแล้วจะเรียกว่าอะไร?
"ใต้เท้าหูพูดจาน่าขันเสียจริง เอาลูกสาวของนางเหยาไปให้คนอื่นเลี้ยง แล้วมาบอกข้าว่าหวังดีกับพวกนางเนี่ยนะ?"
เหอจิ่วเหนียงแค่นหัวเราะเยาะทันที สวนกลับไปตรงๆ
"วันนี้ใต้เท้าหูพาคนมาหาข้าได้ ก็ควรรู้ว่าข้ากับซูซูมีความสัมพันธ์กันอย่างไร นางเป็นลูกสาวบุญธรรมของข้า ข้าเป็นคนให้นางเรียกว่าท่านแม่ พวกท่านมีสิทธิ์อะไรมาตัดสินว่านางไม่มีมารยาท? ที่สำคัญ ในเมื่อนางเป็นลูกสาวบุญธรรมของข้า ท่านจะส่งนางไปให้คนอื่นเลี้ยง เคยถามความเห็นข้าบ้างหรือไม่?
อีกอย่าง ฮวงจุ้ยบ้านใต้เท้าหูอาจจะไม่ค่อยดีกระมัง นางเหยาสาวน้อยวัยสะพรั่ง แต่งเข้าบ้านท่านได้สองสามปี กลับดูแก่เฒ่าราวกับย่าของซูซู พวกท่านตระกูลหูปฏิบัติต่อแม่ผู้ให้กำเนิดซูซูเช่นนี้ เห็นได้ชัดว่าท่านยังไม่ชอบนางเหยาที่เป็นอนุของตัวเองเลย แล้วจะมาชอบลูกที่เกิดจากนางกับสามีเก่าได้อย่างไร? ใต้เท้าหูไม่รู้สึกว่ามันน่าขันไปหน่อยหรือ?"
คำพูดนี้ราวกับมีดกรีดลงกลางใจของนางเหยา ชีวิตนี้ของนาง ไม่เป็นที่รักใคร่ของใครโดยแท้ ลูกสาวที่นางให้กำเนิดมาก็ย่อมไม่เป็นที่รักใคร่เช่นกัน นอกจากพ่อแม่ของนาง
หูเซิ่งถูกเหอจิ่วเหนียงตอกหน้าจนไม่รู้จะพูดอะไร ตอนที่เพิ่งเจอนาง เขายังแอบชื่นชมความงามของนางในใจ แต่ตอนนี้ เขาเริ่มสงสัยแล้วว่า สตรีที่งดงามปานนี้ เหตุใดถึงได้ไร้มารยาทเพียงนี้
นางไร้มารยาทถึงเพียงนี้ ลู่ไป่ชวนไม่สั่งสอนบ้างเลยหรือ?
แต่ก็พอเข้าใจได้ ลู่ไป่ชวนเป็นขุนนางบู๊ ตัวเองก็เป็นคนหยาบกระด้าง ย่อมไม่รู้ธรรมเนียมปฏิบัติ ไม่เหมือนขุนนางบุ๋นอย่างพวกเขา ที่ให้ความสำคัญกับมารยาทเหล่านี้
"ฮูหยินแม่ทัพหยอกกันเล่นแล้ว เด็กคนนี้เกิดมาก็ถูกพ่อทอดทิ้ง ไม่ได้รับการอบรมสั่งสอน ข้าน้อยหวังดีต่อนาง จึงได้ส่งนางไปฝากฮูหยิน อีกอย่าง นางเหยาก็เห็นด้วย ใช่หรือไม่?"
หูเซิ่งข้ามประเด็นที่แหลมคมไปหน้าตาเฉย เลือกตอบคำถามที่พอรับได้
พร้อมกันนั้น เขายังส่งสายตาข่มขู่ไปที่นางเหยา จะดึงนางเหยามาเป็นเกราะกำบัง
นางเหยาไม่กล้ามองเขา ก้มหน้าทำเป็นมองไม่เห็นสายตาบอกใบ้ที่ส่งมา
หูเซิ่งพลันโมโห ยกมือขึ้นทำท่าจะตีนางเหยา แต่พอนึกได้ว่าตอนนี้ยังอยู่ในจวนแม่ทัพ จึงระงับโทสะไว้
‘นางแพศยา กล้าแกล้งทำเป็นมองไม่เห็นสายตาของเขา กลับไปคอยดูเถอะ เขาจะตีนางให้ตายคามือ!’
เหอจิ่วเหนียงเห็นการกระทำของใต้เท้าหูชัดเจน กำลังจะเหน็บแนมต่ออีกสักประโยค แต่นางเหยาที่อยู่ข้างๆ กลับคุกเข่าลงตรงหน้านาง
"ฮูหยิน ขอฮูหยินช่วยซูซูด้วยเถิดเจ้าค่ะ!"
สองมือของนางเหยากำเสื้อผ้าของตนเองแน่น เห็นได้ชัดว่าทั้งตื่นเต้นทั้งหวาดกลัว
นางรู้ดีว่าพูดคำนี้ออกไปแล้ว กลับไปจะต้องเจอกับจุดจบเช่นไร อาจจะถูกทุบตีตายคาที่ หรืออาจจะถูกซ้อมปางตาย แล้วถูกใช้ประโยชน์จากความสัมพันธ์ของนางกับซูซูเพื่อเกาะแกะตระกูลลู่ต่อไป
แต่เรื่องพวกนี้ไม่สำคัญแล้ว นางไม่สน แม้ต้องแลกด้วยชีวิตของตนเอง นางก็ต้องช่วยบุตรสาวให้ได้
กับบ้านเดิมนางไม่กล้าเรียกร้องขอความช่วยเหลือ เพราะต่อให้ทำไป บิดามารดาก็ช่วยอะไรนางไม่ได้ แถมยังจะทำให้บ้านเดิมเจอปัญหายุ่งยากไปด้วย แต่ตอนนี้ หูเซิ่งทำอะไรตระกูลลู่ไม่ได้ ขอแค่เหอจิ่วเหนียงยอมรับซูซูไว้ ต่อให้นางต้องตายก็ตายตาหลับแล้ว
ตอนที่ 799: ข้าพูดกับท่านหรือ?
หูเซิ่งไม่เคยคาดคิดเลยว่านางเหยาจะกล้ากระทำเรื่องเช่นนี้ เพราะตลอดมา นางเป็นคนหัวอ่อนว่านอนสอนง่าย ไม่เคยขัดคำสั่งเขาเลยสักครั้ง หากขัดขืนเมื่อใดก็จะถูกทุบตี นานวันเข้าจึงกลายเป็นเด็กดี
ในสายตาของเขา นางเหยาเทียบไม่ได้แม้แต่สาวใช้ในจวน อย่างน้อยสาวใช้ก็ยังมีร่างกายบริสุทธิ์ แต่นางเหยาเป็นหญิงม่ายที่แต่งงานใหม่ แถมยังเคยมีลูกกับชายอื่น แค่คิดเขาก็ขยะแขยงแล้ว
ครานั้น หากไม่ใช่เพราะเห็นว่านางเหยารูปโฉม.งดงาม เขาคงไม่หน้ามืดตามัวรับปากคำขอของน้องชายนาง รับนางเข้าจวนเป็นอนุภรรยา
พอได้สติขึ้นมา ก็รู้สึกรังเกียจอดีตของนาง จึงสั่งคนให้กรอกยาห้ามครรภ์ให้นาง ชาตินี้อย่าได้หวังจะมีลูกอีก
ความสนใจของบุรุษมักอยู่ได้ไม่นาน โดยเฉพาะคนอย่างนางเหยาที่บ้านเดิมไม่สนใจไยดี เมื่อไม่ได้รับผลประโยชน์ใดจากบ้านเดิมของนาง ทั้งยังไม่มีใครหนุนหลัง ไม่นานเขาก็เบื่อหน่าย สถานะของนางเหยาในจวนยังต่ำต้อยกว่าสาวใช้ทำงานหนักเสียอีก
แม้จะเป็นอนุภรรยา แต่ข้างกายกลับไม่มีสาวใช้คอยดูแล อยู่ในจวนก็มักถูกรังแก แต่เขาทำเป็นไม่รู้ไม่เห็น ปล่อยให้ฮูหยินกลั่นแกล้งเรื่องอาหารการกินของนาง จนนางเหยาต้องออกไปรับจ้างทำงานหนัก ถึงจะพอประทังชีวิตได้
ไม่นาน นางเหยาจึงมีสภาพร่วงโรยและดูแก่ชรา จนเขาไม่มีอารมณ์พิศวาสอีกต่อไป แทบจะลืมเลือนสตรีคนนี้ไปจากเรือนหลัง
จนกระทั่งเมื่อไม่นานมานี้ เขาได้รับจดหมายจากน้องชายนางเหยา บอกว่าลูกสาวที่นางมีกับสามีเก่าได้ดีมีสุข ถึงขั้นรับฮูหยินแม่ทัพเป็นแม่บุญธรรม เขาคิดว่าโอกาสเลื่อนขั้นมาถึงแล้ว จึงรีบพานางเหยาไปจิงโจว รับนางเด็กเหลือขอนั่นมาเลี้ยง
แน่นอนว่า ที่ทำให้สองผู้อาวุโสตระกูลเหยาตกลงยอมปล่อยเด็กมาได้ ก็เพราะเขาบอกว่าจะพาซูซูมาเที่ยวเมืองหลวง ให้แม่ลูกได้พบหน้ากัน พอคิดถึงบ้านเมื่อใดก็จะส่งกลับไป
ฮูหยินเหยาสงสารซูซูที่ขาดความอบอุ่นจากมารดาตั้งแต่เล็ก เห็นหูเซิ่งทำดีกับซูซู จึงตอบตกลง
ใครจะรู้ว่า นี่คือจุดเริ่มต้นของฝันร้ายสำหรับซูซู
ไม่รู้ว่าซูซูใช้วิธีอะไร ไม่นานนางเด็กเหลือขอนี่ก็ว่านอนสอนง่าย ให้ทำอะไรก็ทำ
เช่นนี้ การใช้มันบีบบังคับตระกูลลู่ ก็เป็นเรื่องง่ายดาย
ก่อนจะมาพบเหอจิ่วเหนียง หูเซิ่งยังวาดฝันไว้อย่างสวยงาม คิดว่าขอแค่ซูซูเชื่อฟัง พูดจาดีๆให้เขาต่อหน้าลู่ไป่ชวน เขาก็จะได้เลื่อนขั้นอย่างง่ายดาย
แต่ไม่นึกเลยว่า ฮูหยินแม่ทัพผู้นี้จะไร้มารยาทถึงเพียงนี้!
ยังไม่ได้นั่งจิบชาดีๆ ก็หาเรื่องเขาไปเสียทุกจังหวะ ที่น่าโมโหที่สุดคือนางแพศยาเหยายังจะสร้างเรื่องยุ่งยาก ถึงขั้นขอให้นางช่วยซูซู นี่ไม่ใช่เป็นการบอกว่าเขาทำไม่ดีกับนางเด็กเหลือขอนั่นหรือ?
เขาไม่เชื่อหรอกว่าเหอจิ่วเหนียงจะยุ่งเรื่องชาวบ้าน คอยดูเถอะ กลับไป เขาต้องตีนางสองแม่ลูกนี่ให้ตาย!
อ้อ ไม่ได้สิ นางเด็กเหลือขอนั่นยังตายไม่ได้ อย่างน้อยก็ต้องรอให้เขาได้เลื่อนขั้นก่อน เขาไม่เชื่อหรอกว่าตระกูลลู่จะปกป้องนางเด็กเหลือขอนี่ไปได้ตลอด!
เหอจิ่วเหนียงมองท่าทางของนางเหยา แล้วถอนหายใจในใจ
การที่นางคุกเข่าขอความช่วยเหลือในเวลานี้ แสดงว่านางรักลูกสาวคนนี้จริงๆ
ตอนนั้นซูซูยังเล็กนางก็จากไป แถมยังกลับไปเยี่ยมไม่ได้ ไม่รู้ว่าหลายปีมานี้นางผ่านมันมาได้อย่างไร
เหอจิ่วเหนียงเห็นใจสตรีทุกคนในยุคนี้ที่ถูกความคิด จารีตประเพณีคร่ำครึ ทำร้ายอย่างเท่าเทียมกัน
นางเดินเข้าไปประคองนางเหยาขึ้นมาด้วยตนเอง พานางไปที่เก้าอี้ข้างๆ เพื่อให้นั่งลงพูดคุยกัน นางเหยาไม่กล้า แต่สุดท้ายก็ถูกเหอจิ่วเหนียงกดให้นั่งลงจนได้ แล้วนางก็อุ้มซูซูไปนั่งที่ตำแหน่งประธาน
"ลองชิมชาใหม่ของปีนี้ดู รสชาติดีทีเดียว"
เหอจิ่วเหนียงพยักพเยิดหน้าให้นางเหยา แต่ไม่มองหูเซิ่งแม้แต่หางตา แสดงความรังเกียจออกมาอย่างชัดเจน
หูเซิ่งกลับทำเหมือนไม่รู้สึก เขายิ้มกล่าว "ฮูหยินเกรงใจเกินไปแล้ว นางเป็นแค่อนุมีสิทธิ์นั่งได้อย่างไร? เป็นข้าน้อยที่อบรมสั่งสอนไม่ดี พอกลับไป..."
"ข้าพูดกับท่านหรือ?"
เหอจิ่วเหนียงปรายตามองบุรุษแซ่หูอย่างเย็นชา น้ำเสียงไม่เพียงแค่รังเกียจ แต่ยังเต็มไปด้วยการตักเตือน
หูเซิ่งโดนสาดน้ำเย็นใส่หน้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าในใจก็บังเกิดโทสะ คิดว่าวันนี้ออกจากบ้านคงไม่ได้ดูฤกษ์ยาม ถึงได้เลือกมาตอนที่ลู่ไป่ชวนไม่อยู่ และดันมาเจอสตรีไร้มารยาทผู้นี้ ทำให้เขาเสียหน้ายับเยินขนาดนี้ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป วันหน้าเขาจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน
แต่เขาคาดว่าสตรีผู้นี้คงไม่กล้าพูดอะไรเกินไปกว่านี้ จึงไม่พูดอะไรอีก ถอยกลับไปเตรียมจะนั่งลง แต่บั้นท้ายยังไม่ทันแตะเก้าอี้ เหอจิ่วเหนียงก็มองเขาด้วยสายตาเย็นชาอีกครั้ง "ข้าให้ท่านนั่งแล้วหรือ?"
หูเซิ่งชะงักค้าง สีหน้ายิ่งดูไม่ได้เข้าไปใหญ่ โดยเฉพาะเมื่อเห็นบ่าวรับใช้ของจวนแม่ทัพแอบหัวเราะ ความโกรธในใจก็แทบจะระเบิดออกมา
แต่เมื่อนึกถึงอำนาจของตระกูลลู่ในตอนนี้ ก็จำต้องกลืนความโกรธลงไป เขาเผยรอยยิ้มที่น่าเกลียดยิ่งกว่าร้องไห้ออกมา พลางกล่าว "เช่นนั้นข้าน้อยจะยืนอยู่ข้างๆก็แล้วกัน"
พูดจบก็มองไปที่นางเหยา ส่งสายตาตักเตือน หากนางกล้าพูดจาเหลวไหล คืนนี้กลับไปเขาจะเอาชีวิตนางแน่
เหอจิ่วเหนียงไม่ชอบสายตาของเขาเอาเสียเลย จึงกล่าวตรงๆ "พวกเราผู้หญิงจะคุยกัน ใต้เท้าหูอย่าเข้ามายุ่งเลย สามีของข้าไม่อยู่ ข้าไม่สะดวกเท่าไรนัก ใต้เท้าหูกลับไปก่อนเถอะ"
นี่เป็นการไล่แขกตรงๆ หนวดเคราของหูเซิ่งแทบจะชี้ตั้ง แทบไม่อยากเชื่อว่าตนเองมาเยี่ยมเยียนครั้งแรก ก็จะถูกไล่ออกไป
เขายืนตะลึงอยู่กับที่ จะไปก็ไม่ใช่ จะอยู่ก็ไม่เชิง
เขามองไปที่นางเหยา อยากให้นางช่วยพูด แต่นางเหยากลับไม่มองเขาเลยแม้แต่น้อย
ตอนนั้นเอง พ่อบ้านหวงเข้ามาเตือนด้วยความหวังดี "ใต้เท้าหูเชิญเถิดขอรับ ไม่อย่างนั้นเดี๋ยวบ่าวเอาไม้กวาดมาไล่จะดูไม่ดีเอาได้"
หูเซิ่งถลึงตาใส่พ่อบ้านหวง แค่ไพร่ชั้นต่ำคนหนึ่ง กล้าพูดจาเช่นนี้กับเขาเชียวหรือ!
พ่อบ้านหวงกลับเมินสายตาของเขา เบี่ยงตัวหลีกทางให้เล็กน้อย ผายมือเชิญให้เขาไสหัวไปทางนี้
ทั้งยังแสดงออกว่า เขาท่องยุทธภพมาค่อนชีวิต ขอแค่เจ้านายสั่ง เขาพ่อบ้านหวงไม่เคยกลัวใคร
"เจ้าจำไว้เลยนะ!"
หูเซิ่งขบเขี้ยวเคี้ยวฟันฝากคำอาฆาตไว้กับพ่อบ้านหวง แล้วเดินกระฟัดกระเฟียดจากไป
เหอจิ่วเหนียงถึงได้หันมามองนางเหยา "เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำเช่นนี้แล้วจะต้องพบกับอะไร?"
นางเหยาพยักหน้า มองซูซูที่ถูกเหอจิ่วเหนียงกอดไว้อย่างทะนุถนอม แล้วเสริมอีกประโยค "ขอแค่ซูซูหนีออกจากที่นั่นได้ ต่อให้ต้องแลกด้วยชีวิตของข้า ข้าก็ยอมเจ้าค่ะ"
เหอจิ่วเหนียงมองท่าทางหวาดกลัวของอีกฝ่ายก็รู้ว่า การที่นางตัดสินใจเช่นนี้ได้นั้นไม่ง่ายเลยจริงๆ ไม่เหมือนสิ่งที่คนนิสัยอย่างนางจะทำได้เลย
ช่างสมกับคำกล่าวที่ว่า ‘สตรีแม้จะอ่อนแอ แต่เมื่อเป็นแม่ย่อมเข้มแข็ง’
"เล่ามาเถอะ เรื่องราวเป็นมาอย่างไร เหตุใดบนตัวซูซูถึงมีแผลมากมายเช่นนี้?"
ตอนที่กอดซูซูเมื่อครู่เหอจิ่วเหนียงย่อมสังเกตเห็นแล้ว พอออกแรงเล็กน้อย ซูซูก็เจ็บจนสะดุ้ง แต่นางไม่ได้พูดอะไร ทว่าหนี้บัญชีนี้นางจดลงบนหัวหูเซิ่งเรียบร้อยแล้ว
นางเหยาได้ยินดังนั้น ขอบตาก็แดงก่ำ คุกเข่าลงกับพื้นอีกครั้ง "หูเซิ่งอยากใช้ซูซูเชื่อมสัมพันธ์กับตระกูลลู่ อยากให้ซูซูช่วยพูดดีๆให้เขา ก็เลยส่งซูซูไปให้ฮูหยินใหญ่หูอบรมสั่งสอนเจ้าค่ะ ฮูหยินใหญ่มีแม่นมประจำตัวคนหนึ่ง ขอแค่ซูซูไม่เชื่อฟัง นางก็จะลงมือตีซูซู เพื่อไม่ให้ฮูหยินมองเห็นร่องรอย จึงใช้เข็มทิ่มแทง เช่นนี้ก็จะมองไม่เห็นรอยแผลเจ้าค่ะ..."
ตอนที่ 800: ขอเพียงเจ้ายินยอม
"ข้ามันไร้ประโยชน์ ไม่ว่าข้าจะอ้อนวอนพวกเขายังไง พวกเขาก็ไม่ยอมปล่อยซูซูไป ข้าจึงทำได้เพียงบอกให้ซูซูแสร้งทำเป็นเชื่อฟัง รอมาขอความช่วยเหลือจากฮูหยินเจ้าค่ะ"
นางเหยาพูดถึงตรงนี้ หัวใจก็บีบรัดจนเจ็บปวดเกินบรรยาย สวรรค์รู้ดีว่านางรักบุตรสาวมากเพียงใด แต่กลับปกป้องบุตรสาวไม่ได้
นางเองก็อยากกอดบุตรสาวไว้ในอ้อมอก ประคับประคองให้นางเติบโตอย่างไร้กังวล แต่ก็ไร้ซึ่งปัญญาที่จะทำได้ ก็หวังเพียงให้เหอจิ่วเหนียงที่มีความสามารถช่วยเหลือ
สุดท้าย นางกัดฟันพูดขึ้น "หากเป็นไปได้ ขอฮูหยินโปรดรับเลี้ยงซูซูไว้ที่นี่ด้วยเถิดเจ้าค่ะ จะให้นางเป็นสาวใช้ทำงานหนักในจวนเพื่อเลี้ยงชีพก็ได้ทั้งนั้น อย่าให้นางกลับไปตระกูลเหยา และอย่าไปตระกูลหูเลยเจ้าค่ะ"
เหอจิ่วเหนียงขมวดคิ้ว แม้แต่ตระกูลเหยานางก็ไม่ไว้ใจแล้วหรือ?
ไม่น่าจะเป็นไปได้ ฮูหยินเหยาไปเป็นอาจารย์สอนเรื่องชาที่โรงรื่นเริงแล้วไม่ใช่หรือ? น่าจะปกป้องซูซูได้นะ
หรือว่า ช่วงเวลาที่นางไม่อยู่ แม้แต่ฮูหยินเหยาก็เปลี่ยนไปแล้ว?
ไม่น่าจะเป็นไปได้!
นางเหยาอธิบายไขความกระจ่าง "ที่หูเซิ่งรู้ว่าฮูหยินรับซูซูเป็นลูกบุญธรรม เป็นเพราะน้องชายของข้าเขียนจดหมายไปบอกเขา หูเซิ่งแสร้งทำดีล่วงหน้า สมรู้ร่วมคิดกับน้องชายของข้าที่จิงโจว ท่านพ่อท่านแม่ของข้าไม่ระแคะระคายแม้แต่น้อย จึงยอมให้ซูซูตามมาเมืองหลวงเจ้าค่ะ"
และในช่วงเวลานั้น นางไม่มีโอกาสได้พูดคุยกับบิดามารดาตามลำพัง ย่อมไม่มีทางขัดขวางไม่ให้ซูซูมาเมืองหลวงได้
และที่บิดามารดายอมตกลงอย่างง่ายดาย ก็เพราะซูซูเองก็คิดถึงนาง อยากมาใช้ชีวิตอยู่กับนางสักพัก เพียงแต่ซูซูคาดไม่ถึงว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้
นางเพิ่งจะอายุสามสี่ขวบ ไม่ควรต้องมาเจอกับคนสกปรกและเรื่องราวโสมมเช่นนี้
แทนที่จะต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในขุมนรกเช่นนั้น สู้ให้นางมาอยู่ที่ตระกูลลู่ดีกว่า ต่อให้เป็นสาวใช้ทำงานหนัก ก็ยังดีกว่าถูกคนที่ตระกูลเหยาและตระกูลหูคอยวางแผนทำร้ายอยู่เรื่อยๆ
ดูจากท่าทีที่เหอจิ่วเหนียงมีต่อซูซู ซูซูมาอยู่ตระกูลลู่ต้องมีความสุขมากแน่ๆ
"เจ้ามั่นใจได้อย่างไรว่าข้าจะดูแลซูซูได้ดี?"
เหอจิ่วเหนียงมองนางเหยาที่คุกเข่าอยู่บนพื้น อยากจะให้นางลุกขึ้นพูด แต่เห็นท่าทางกระสับกระส่ายของอีกฝ่าย ก็คิดว่าให้นางคุกเข่าอยู่อย่างนั้น นางน่าจะสบายใจกว่า
"ซูซูบอกข้าว่า ฮูหยินดีต่อนางมาก นางเองก็ชอบฮูหยินมากเช่นกัน ได้โปรดเถิดฮูหยิน รับซูซูไว้เถิดนะเจ้าคะ"
พูดจบ นางเหยาก็โขกศีรษะให้เหอจิ่วเหนียง เหอจิ่วเหนียงส่งสายตาให้ฮุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ ฮุ่ยเอ๋อร์รีบเข้าไปประคองนางเหยาขึ้นมาทันที
"เจ้าเป็นแม่ของซูซู รักซูซูมากกว่าใคร และเจ้าพูดถูก ข้าชอบซูซูมาก ย่อมยินดีดูแลซูซู แต่ข้าไม่อาจแทนที่แม่แท้ๆในใจนางได้ เจ้าไม่อยากเลี้ยงดูนางจนเติบโตด้วยตัวเองหรือ?"
สดับวาจาฮูหยินลู่ นางเหยาชะงักไป "ย่อมอยากอยู่แล้วเจ้าค่ะ แต่..."
"แค่นี้แหละ" เหอจิ่วเหนียงขัดจังหวะทันที "ขอเพียงเจ้ายินยอม เรื่องอื่นปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง"
เหอจิ่วเหนียงยู่ปาก เป็นอีกวันที่ได้ช่วยเหลือสตรีผู้หลงผิดสินะ
"ข้า..."
นางเหยามีความกังวลท่วมท้น สถานการณ์ของนางตอนนี้ไม่สามารถมอบสภาพแวดล้อมที่ดีให้ซูซูเติบโตได้เลย
"ตอนนี้เจ้าไม่ต้องคิดอะไรมาก แค่ตอบคำถามข้าไม่กี่ข้อก็พอ"
เหอจิ่วเหนียงขัดจังหวะนางอีกครั้ง ไม่ใช่รำคาญ แค่ไม่อยากฟังนางพร่ำพรรณนาให้ยืดเยื้ออีกแล้ว
นางเหยาพยักหน้าอย่างประหม่า เหอจิ่วเหนียงจึงถามขึ้น "เจ้าอยากออกจากตระกูลหู แล้วไม่กลับไปตระกูลเหยา ใช้ชีวิตอยู่กับซูซูตามลำพังหรือไม่?"
"ดะ...ได้หรือเจ้าคะ?"
ดวงตาของนางเหยาพลันเป็นประกาย ความคิดเช่นนี้ นางเคยมีเมื่อสามปีก่อน ตอนนั้นพวกน้องชายกำลังบีบบังคับให้นางแต่งงานใหม่ นางเสนอว่าจะพาซูซูออกไปใช้ชีวิตกันเอง แต่ถูกพวกน้องชายขัดขวาง บอกว่านางเป็นหญิงม่าย การพาลูกสาวออกไปใช้ชีวิตลำพังนั้นผิดธรรมเนียม ทั้งยังจะทำให้ตระกูลเหยาเสื่อมเสีย บังคับให้นางต้องแต่งงานใหม่เท่านั้น
บิดามารดาก็เห็นว่าหากนางเลี้ยงลูกคนเดียวคงจะเหนื่อยเกินไป และอนาคตไม่มีที่พึ่งพิง สู้หาคนแต่งงานใหม่จะดีกว่า แล้วมีลูกชายสักคน บั้นปลายชีวิตจะได้มีที่พึ่ง
พวกน้องชายรับปากเป็นมั่นเป็นเหมาะว่าจะดูแลซูซูให้ดี นางจึงยอมแต่งงานใหม่
แต่ใครจะคิดว่า พอเข้าไปในตระกูลหู นางก็ถูกกรอกยาห้ามครรภ์ และใช้ชีวิตเหมือนตกนรกทั้งเป็นมาตลอดสามปี สามปีมานี้ แม้แต่สิทธิ์จะกลับไปเยี่ยมบุตรสาวที่บ้านเดิมก็ยังไม่มี
แถมซูซูของนางก็มีความเป็นอยู่ที่ไม่ดีมาโดยตลอด
"ย่อมได้อยู่แล้ว ข้ายังคงยืนยันคำเดิม ขอเพียงเจ้ายินยอม ข้าช่วยแก้ปัญหาให้เจ้าได้ทุกเรื่อง"
เหอจิ่วเหนียงให้ความมั่นใจกับอีกฝ่ายอย่างยิ่งยวด เรื่องเล็กน้อยแค่นี้นางจัดการได้อยู่แล้ว ถ้าจัดการไม่ได้ ก็ไปหาพระชายาองค์รัชทายาท
แน่นอนว่า นางมั่นใจว่าไม่จำเป็นต้องถึงมือพระชายา
"เจ้าค่ะ! ข้ายินยอม ข้ายอมท่านทุกอย่าง ขอบพระคุณฮูหยินเจ้าค่ะ!"
นางเหยาอยากจะคุกเข่าโขกศีรษะให้เหอจิ่วเหนียงอีกครั้ง แต่ถูกเหอจิ่วเหนียงห้ามไว้ "ที่นี่ไม่มีกฎเกณฑ์ขนาดนั้น ไม่ต้องคุกเข่าให้ข้าตลอดเวลาหรอก ตั้งแต่วันนี้ไป เจ้าพักอยู่ที่นี่ชั่วคราวก่อนดีกว่า อย่างไรเสียวันนี้เจ้าก็ทำให้หูเซิ่งเสียหน้าต่อหน้าคนนอก หากกลับไปคงไม่มีชีวิตรอดแน่"
นางเหยายิ่งตื้นตันใจ "ขอบพระคุณฮูหยินเจ้าค่ะ!"
เหอจิ่วเหนียงขานรับ อุ้มซูซูเตรียมจะเดินไปทางเรือนของตนเอง แล้วพูดกับนางเหยา "ตามข้ามา ข้าจะดูแผลบนตัวให้เจ้า"
ซูซูขดตัวอยู่ในอ้อมอกแม่บุญธรรม มือน้อยๆกำเสื้อนางแน่น ตั้งแต่เหอจิ่วเหนียงเริ่มด่าหูเซิ่ง ซูซูก็ไม่ส่งเสียงสักแอะ แถมยังจงใจหายใจเบาๆ พยายามลดตัวตนของตนเองลง เห็นได้ชัดว่าช่วงเวลาที่ผ่านมา นางต้องเจอกับเรื่องอะไรมาบ้าง
เหอจิ่วเหนียงไม่พูดอะไร ขณะกอดนางก็ตบหลังเบาๆ เพื่อปลอบโยน ให้นางสงบสติอารมณ์ลง
ฮูหยินจวนแม่ทัพพาสองแม่ลูกตระกูลเหยาไปที่ห้องข้างเรือนหลัก ที่นี่เปรียบเสมือนโรงหมอเล็กๆในบ้าน เก็บสมุนไพรและกล่องยาของเหอจิ่วเหนียงไว้จำนวนหนึ่ง พร้อมทั้งยังมีเตียงไม้เล็กๆวางไว้ เพื่อความสะดวกในการตรวจร่างกายชั่วคราวให้คนที่ต้องการมาหาหมอ
เหอจิ่วเหนียงให้ฮุ่ยเอ๋อร์พาซูซูไปแช่น้ำสมุนไพร ส่วนตนบอกให้นางเหยาถอดเสื้อผ้าออกเพื่อดูบาดแผลให้
ทันทีที่อนุภรรยาจวนตระกูลหูถอดเสื้อผ้าออก เหอจิ่วเหนียงก็แทบอยากจะไปฆ่าหูเซิ่งให้ตายเสีย
เจ้าสุนัขนี่มันไม่ใช่ลูกผู้ชายแล้ว!!
บนร่างกายนางเหยามีแผลเล็กแผลใหญ่นับไม่ถ้วน แผลเก่าแผลใหม่ทับซ้อนกัน ทั้งรอยกระแทก รอยแส้ รอยตบตี ยังมีรอยเข็มอีกมากมาย หรือแม้แต่รอยน้ำร้อนลวก รอยไฟไหม้...
สรุปคือ ทั่วทั้งตัวไม่มีผิวหนังดีๆเลยสักที่
นี่เป็นครั้งแรกที่นางเหยาเปิดเผยแผลบนร่างกายต่อหน้าคนนอก นางรู้สึกไม่สบายใจ ร่างกายสั่นเทาเล็กน้อยอย่างควบคุมไม่ได้ แต่ยังคงรักษามารยาท "รบกวนฮูหยินแล้วเจ้าค่ะ"
เหอจิ่วเหนียงไม่พูดพร่ำทำเพลง หยิบอุปกรณ์และยามาเริ่มทำแผลให้นางเหยาทันที
"จะเจ็บหน่อยนะ ทนหน่อย"
ตอนที่เอ่ยประโยคนี้ เหอจิ่วเหนียงรู้สึกโชคดีเหลือเกินที่เมื่อครู่กันซูซูออกไป หาไม่ถ้าซูซูมาเห็นเข้า จะกลายเป็นปมในวัยเด็กขนาดไหน
หญิงสาวหวนนึกถึงที่นางเหยาบอกเมื่อครู่ …คนพวกนั้นถึงขั้นใช้เข็มทิ่มแทงซูซู
ดี! ถึงเวลาต้องทิ่มคืนให้สาสม!
"เจ้าค่ะ"
นางเหยาพยักหน้า พูดตามตรง ร่างกายของนางแทบจะด้านชาไร้ความรู้สึกไปหมดแล้ว ทำแผลแค่นี้เทียบไม่ได้กับความเจ็บปวดที่นางประสบมาตลอดสามปีเลยด้วยซ้ำ
ด้วยบาดแผลจำนวนมากและสาหัส เหอจิ่วเหนียงจึงใช้เวลาไปพอสมควร หลังจากจัดการเรียบร้อยแล้ว นางก็เอ่ยขึ้น "ต่อไปข้าจะเปลี่ยนยาให้เจ้าทุกสองวัน พยายามอย่าให้แผลโดนน้ำ ช่วงนี้อย่าเพิ่งอาบน้ำ ใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดตัวก็พอ"
"เจ้าค่ะ"
สีหน้าของนางเหยาซีดเซียว พอเห็นว่าเสร็จแล้ว จึงพยายามจะลุกขึ้น
เหอจิ่วเหนียงรั้งไว้ "เจ้านอนพักที่นี่สักครู่เถอะ ข้าจะไปดูซูซู คุยกับนางตามลำพังสักหน่อย"
นางเหยาชะงักไป แล้วพยักหน้ารับอย่างว่าง่าย
จบตอน
Comments
Post a Comment