single mom ep801-810

ตอนที่ 801: ข้าอยากเก่งกาจขึ้น


หลังจากผ่านเรื่องราวเลวร้ายที่บ้านตระกูลหูมา ซูซูจึงมีอาการต่อต้านคนแปลกหน้าอยู่บ้าง โดยเฉพาะนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับฮุ่ยเอ๋อร์


ฮุ่ยเอ๋อร์เป็นสาวใช้ที่ซื้อตัวมาจากในเมืองหลวง ประจำอยู่ที่จวนแม่ทัพในเมืองหลวงมาตลอด ยังไม่เคยไปที่เมืองจิงโจวมาก่อน


ในช่วงแรก ซูซูรู้สึกหวาดกลัวการสัมผัสของฮุ่ยเอ๋อร์ นางจะขยับตัวหลบโดยสัญชาตญาณ แต่ฮุ่ยเอ๋อร์มีความเข้าใจและความอดทนสูง ชวนเด็กหญิงพูดคุยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน เมื่อเห็นบาดแผลตามร่างกายของนาง ก็จะช่วยเป่าเบาๆ พลางปลอบโยนว่าอีกสักพักได้แช่น้ำยาสมุนไพรแล้วอาการก็จะดีขึ้นมาก


เมื่อกำแพงน้ำแข็งในใจถูกหลอมละลายทีละน้อย ในที่สุดซูซูก็เริ่มผ่อนคลาย ยอมให้ฮุ่ยเอ๋อร์อุ้มไปแช่น้ำยาสมุนไพรแต่โดยดี


ซูซูยังเป็นเด็กเล็ก ผิวพรรณจึงบอบบาง น้ำยาสมุนไพรที่ใช้จึงต้องมีความอ่อนโยน การแช่ตัวในน้ำยาจะช่วยบรรเทารอยฟกช้ำและความเจ็บปวดตามร่างกายของนางได้


ฮุ่ยเอ๋อร์พยายามชวนเด็กน้อยคุยอยู่ตลอดเวลา เช่น ชมว่านางหน้าตาน่ารัก หรือเล่าว่าคุณชายน้อยมักจะบ่นคิดถึงนางอยู่เสมอ รอตอนเย็นคุณชายน้อยเลิกเรียนกลับมาแล้วเห็นนาง จะต้องดีใจมากแน่ๆ


“พี่ฮุ่ยเอ๋อร์ พี่โก่วเอ๋อร์จะกลับมาเมื่อไรหรือเจ้าคะ?”


ซูซูเงียบมาตลอด จนกระทั่งฮุ่ยเอ๋อร์เอ่ยถึงโก่วเอ๋อร์ นางถึงได้เริ่มมีปฏิกิริยาตอบสนอง


“ตอนตั้งสำรับมื้อเย็นก็กลับมาแล้วเจ้าค่ะ คุณหนูซูซูอยากเจอคุณชายน้อยหรือเจ้าคะ?”


ซูซูพยักหน้า “อื้อ อยากเจอเจ้าค่ะ”


ช่วงที่ถูกป้าสะใภ้และพวกแม่นมขังไว้ในห้องมืดเพื่ออบรมสั่งสอน นางมักจะหวนนึกถึงวันที่ถูกจับขังรวมกับพี่โก่วเอ๋อร์ในตอนนั้น พี่โก่วเอ๋อร์ปลอบใจนางว่า “ซูซูอย่ากลัว ท่านแม่ของข้าต้องมาช่วยพวกเราแน่ๆ”


“พวกเรายังเด็กนัก สู้พวกเขาไม่ได้ ต้องทำตัวว่าง่ายเชื่อฟัง รอให้ผู้ใหญ่มาช่วยพวกเรา”


“ไม่ว่าจะอย่างไร ต้องพยายามมีชีวิตอยู่ต่อไปนะ มีชีวิตอยู่ถึงจะมีความหวัง”


ตลอดเวลาที่ผ่านมา ก็ได้คำพูดของพี่โก่วเอ๋อร์ที่คอยให้กำลังใจนางให้อดทนสู้ต่อ นางพยายามทำตัวว่าง่ายเชื่อฟัง ป้าสะใภ้กับพวกแม่นมจึงตีนางน้อยลง ไม่เพียงเท่านั้น นางยังเรียนรู้ที่จะพูดจาไพเราะเอาใจป้าสะใภ้ ทำให้มารดาของนางรอดพ้นจากการถูกทุบตีอย่างทารุณไปได้บ้าง


ฮุ่ยเอ๋อร์เห็นประกายความหวังในดวงตาของเด็กน้อย ก็รู้สึกดีใจขึ้นมา จึงชวนคุยเรื่องราวเกี่ยวกับโก่วเอ๋อร์ต่อไป ซูซูก็นั่งฟังอย่างตั้งใจ เป็นเด็กดีจนพาให้ใจอ่อนยวบ


ตอนที่เหอจิ่วเหนียงเข้ามา ฮุ่ยเอ๋อร์กำลังเล่าเรื่องที่โก่วเอ๋อร์พาจิ่นรุ่ยซื่อจื่อฝึกวรยุทธ์ด้วยกัน บอกว่าทั้งสองคนแม้อายุยังน้อยแต่ก็เก่งกาจมากแล้ว เด็กหญิงฟังด้วยสีหน้าอิจฉา ลืมเลือนช่วงเวลาอันมืดมนเหล่านั้นไปชั่วขณะ


“ฮูหยิน”


เมื่อฮุ่ยเอ๋อร์เห็นเหอจิ่วเหนียงเดินเข้ามาก็ลุกขึ้นคำนับ เหอจิ่วเหนียงกล่าว “เจ้าไปพักเถอะ ทางนี้ข้าจัดการเอง”


“เช่นนั้นบ่าวจะไปรอข้างนอก หากฮูหยินมีเรื่องอะไรก็เรียกใช้บ่าวได้เลยนะเจ้าคะ”


ฮุ่ยเอ๋อร์มีไหวพริบ รู้ว่าเหอจิ่วเหนียงคงมีเรื่องอยากพูดคุยกับซูซูตามลำพัง จึงลุกขึ้นเดินออกไปแต่โดยดี


“ท่านแม่...”


เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียง และเหลือกันอยู่เพียงสองคน ซูซูก็ปลดเปลื้องความระแวดระวังทั้งหมดลง เพียงแค่เอ่ยปาก น้ำเสียงก็เจือสะอื้นเสียแล้ว


เหอจิ่วเหนียงเดินไปที่ข้างถังอาบน้ำ ไม่สนใจไอน้ำที่เกาะตามตัวเด็กน้อย ดึงเจ้าก้อนแป้งเข้ามา.กอดไว้ในอ้อม.อก ตบหลังนางเบาๆ แล้วกล่าว “อยากร้องก็ร้องออกมาเถอะ ร้องไห้เสร็จแล้วก็แต่งตัวให้สวยๆ แม่จะพาเจ้าเข้าไปเที่ยวในวัง ดีหรือไม่?”


“เจ้าค่ะ...”


เด็กหญิงตัวน้อยไม่เข้าใจด้วยซ้ำว่าวังมีไว้ทำอะไร แต่ท่านแม่บอกว่าจะพาไปเที่ยว นางก็จะไป


“พวกเขาทุบตีอาเหนียง อาเหนียงเกือบถูกพวกเขาทุบตีจนตาย ฮือๆๆ...”


นางร้องไห้พลางเอ่ยฟ้อง ระบายความอัดอั้นตันใจที่ได้รับจากบ้านตระกูลหูตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา


“แม่รู้แล้ว แม่จะช่วยจัดการให้เจ้ากับอาเหนียงเอง ดีหรือไม่?”


“เจ้าค่ะ!”


ซูซูรู้ว่าท่านแม่เก่งกาจมาก ต่อไปนางก็จะเป็นเหมือนท่านแม่ให้ได้!


“ขะ...ข้าอยากเรียนวรยุทธ์ตามพี่โก่วเอ๋อร์ ข้าอยากจะเก่งกาจขึ้นเจ้าค่ะ!”


หลังจากประสบกับเหตุการณ์ครั้งนี้ เด็กหญิงรู้สึกจริงๆ ว่าตนเองช่างอ่อนแอยิ่งนัก ไม่เพียงปกป้องตัวเองไม่ได้ แม้แต่มารดาก็ปกป้องไม่ได้เช่นกัน ทำได้เพียงมองดูมารดาเกือบถูกคนพวกนั้นทุบตีจนสิ้นใจ นางทำได้เพียงแค่ร้องไห้ ทำอะไรไม่ได้เลยสักอย่าง


นางรู้สึกไร้ที่พึ่ง รู้สึกว่าตนเองไร้ความสามารถ ดังนั้นจึงต้องแข็งแกร่งขึ้นให้ได้


เหอจิ่วเหนียงรับปาก “ย่อมได้แน่นอน ซูซูของพวกเราอยากเรียนอะไรก็ได้ทั้งนั้น แต่ไม่ต้องกังวลมากเกินไปนะ ภายหน้าแม่จะให้พี่โก่วเอ๋อร์ปกป้องเจ้า ไม่ให้ใครมารังแกเจ้าได้อีก ดีหรือไม่?”


ซูซูพยักหน้าหงึกหงักอยู่ในอ้อมกอด “ขอบคุณเจ้าค่ะท่านแม่”


เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะเล็กๆของนาง “ไม่ต้องขอบคุณหรอก”


ไม่เจอกันเพียงระยะหนึ่ง เจ้าตัวเล็กดูโตเป็นผู้ใหญ่ขึ้นมาก ทว่าเหอจิ่วเหนียงไม่ได้รู้สึกดีใจเลยสักนิด กลับกันยังปวดใจไม่น้อย นางยังเด็กถึงเพียงนี้ เหตุใดต้องมาทนทุกข์ทรมานเช่นนี้ด้วย?


หลังจากแช่น้ำยาสมุนไพรเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็ช่วยทายาให้บุตรสาว ขณะช่วยนางแต่งตัวก็เอ่ยถามขึ้น “ซูซูชอบอยู่กับอาเหนียงหรือไม่?”


ซูซูยังเด็ก ในสมองไม่มีความคิดซับซ้อน จึงพยักหน้าตอบ “ชอบเจ้าค่ะ อาเหนียงสอนข้าปักผ้าลายกระต่ายด้วย!”


พูดจบ นางก็วิ่งไปที่กองเสื้อผ้าที่เพิ่งผลัดเปลี่ยนไป ค้นหาอยู่ครู่หนึ่ง ก็หยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กออกมา ที่มุมผ้าปักลายกระต่ายน้อยน่ารักตัวหนึ่ง เห็นได้ชัดว่าฝีเข็มยังหยาบอยู่บ้าง ไม่ใช่ฝีมือของผู้ใหญ่แน่นอน


“นี่เจ้าปักเองหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจมาก เด็กตัวแค่นี้รู้จักงานเย็บปักถักร้อยแล้วหรือ?


“เจ้าค่ะ นี่เป็นของขวัญให้ท่านแม่ แหะๆ ถึงจะดูน่าเกลียดไปบ้าง แต่ต่อไปข้าจะตั้งใจเรียนกับอาเหนียง แล้วเอาผ้าเช็ดหน้าสวยๆมาให้ท่านใหม่เจ้าค่ะ!”


ใบหน้าของซูซูเปื้อนยิ้ม นางใช้คำว่า 'อาเหนียง' และ 'ท่านแม่' เพื่อแยกแยะระหว่างมารดาผู้ให้กำเนิดกับแม่บุญธรรม โดยไม่ได้รู้สึกประดักประเดิดแต่อย่างใด


ในช่วงเวลาที่นางไร้ที่พึ่งที่สุด ก็ได้เหอจิ่วเหนียงที่เป็นแม่บุญธรรมที่ทำให้นางได้สัมผัสถึงความรักของแม่ ดังนั้นนางจึงไม่อาจเปลี่ยนคำเรียกเหอจิ่วเหนียงเพียงเพราะได้เจอกับมารดาผู้ให้กำเนิดได้


เหอจิ่วเหนียงซาบซึ้งใจยิ่งนัก รับผ้าเช็ดหน้าผืนน้อยมาจากมือเด็กหญิง “แม่ชอบมากเลย ขอบใจนะลูกรัก”


เมื่อได้มาอยู่ข้างกายเหอจิ่วเหนียง ซูซูก็รู้สึกปลอดภัย หลังจากร้องไห้โฮไปยกใหญ่ อารมณ์ก็ดีขึ้นมาก พูดคุยเก่งขึ้น แล้วยังเล่าเรื่องระหว่างนางกับนางเหยาให้ฟังอีกด้วย


“อาเหนียงรู้ว่าพี่โก่วเอ๋อร์ฝึกวรยุทธ์ ก็เลยทำรองเท้าให้พี่โก่วเอ๋อร์คู่หนึ่งเจ้าค่ะ เดิมทีตั้งใจจะเอามาให้ แต่ท่านลุงบอกว่ามันเป็นของไม่มีราคา ไม่ยอมให้อาเหนียงเอามาด้วยเจ้าค่ะ”


“ท่านแม่ รองเท้าที่อาเหนียงทำสวยมากเลยนะเจ้าคะ บนหัวรองเท้ายังปักลายเสือน้อยน่ารักด้วย”


“อาเหนียงตัดเสื้อผ้าให้ข้าหลายชุด เป็นชุดที่ตัดไว้นานแล้ว ก็เลยคับไปบ้าง แต่ข้าก็ชอบมากเจ้าค่ะ”


“ท่านแม่ อาเหนียงไม่ได้ไม่ชอบข้า ไม่ใช่ไม่ต้องการข้า อาเหนียงแค่ไม่มีหนทางไปหาข้า ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”


ใบหน้าเล็กๆของเด็กหญิงเงยขึ้นมองเหอจิ่วเหนียง ดวงตากลมโตฉายแววรอคอยคำยืนยันจากอีกฝ่าย


เหอจิ่วเหนียงฟังคำถามที่เต็มไปด้วยความระมัดระวัง ก็รู้สึกคัดจมูกขึ้นมาอีกครั้ง “ใช่แล้ว อาเหนียงของเจ้ารักเจ้ามาก นางพยายามปกป้องเจ้าในแบบของนาง เพียงแต่เรี่ยวแรงของนางน้อยนิดเกินไป จึงยังทำให้เจ้าได้รับบาดเจ็บ แต่ไม่เป็นไรนะ ต่อไปแม่จะช่วยอาเหนียงปกป้องเจ้าด้วยกัน ไม่ให้ใครมารังแกเจ้าได้อีก”


ดวงตาของเจ้าตัวเล็กเป็นประกาย ร้องบอกเสียงดัง “โตขึ้นข้าก็จะปกป้องท่านแม่กับอาเหนียงเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงรู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก รู้สึกว่าบุตรสาวคนนี้ช่างนุ่มนิ่มน่ารักเหลือเกิน!


หลังจากจับเจ้าตัวเล็กแต่งตัวด้วยตนเองเสร็จ เหอจิ่วเหนียงก็พานางเข้าวังไปด้วยกัน พระชายาเองก็อยากเจอเด็กน้อยคนนี้มานานแล้ว จึงพาไปทำความรู้จักเสียเลย จะได้ถือโอกาสเดินเล่นผ่อนคลายด้วย


ส่วนบ้านตระกูลหูนั้นไม่ต้องรีบร้อน ให้พวกเขากระวนกระวายใจเล่นไปก่อน

……..

ในขณะเดียวกัน ณ เรือนตระกูลหู


หูเซิ่งกลับมาถึงบ้านเพียงลำพัง ตลอดทางสบถด่าทอไม่หยุด แทบจะคลุ้มคลั่งอยู่แล้ว


นางจู—ฮูหยินใหญ่หูรออยู่ที่บ้านตลอด เมื่อเห็นสามีกลับมาด้วยท่าทางโกรธเกรี้ยวเพียงลำพัง ก็สัมผัสได้ถึงลางร้ายทันที 


“ท่านพี่ เหตุใดท่านถึงกลับมาคนเดียวเจ้าคะ?”


ตอนที่ 802: รอคอยวาสนาเลื่อนขั้น


“เฮอะ! อย่าให้พูดเลย! นางเหอ ฮูหยินของแม่ทัพลู่นั่น เป็นสตรีร้ายกาจไร้มารยาท ไม่ไว้หน้าข้าเลยแม้แต่น้อย ถึงกับให้พ่อบ้านชั้นต่ำคนหนึ่งไล่ข้าออกมา!”


หูเซิ่งยิ่งคิดก็ยิ่งโมโห โดยเฉพาะตอนที่เขาเดินออกมาเชื่องช้าไปบ้าง พ่อบ้านแซ่หวงผู้นั้นถึงกับถือไม้กวาดออกมาจริงๆ สำหรับเขาแล้วนี่ถือเป็นความอัปยศอดสูอย่างยิ่ง ตลอดทางที่กลับมาจึงได้แต่สบถด่าไม่หยุดปาก


นางจูไม่ได้สนใจประเด็นที่หูเซิ่งกำลังโกรธ แต่กลับถาม “แล้วนางเหยากับนางเด็กเหลือขอนั่นล่ะเจ้าคะ? ถูกไล่ออกมาด้วยหรือไม่?”


“ย่อมต้องอยู่ที่จวนแม่ทัพอยู่แล้ว! นางเหอดูท่าทางจะชอบนางเด็กนั่นมาก...”


พูดถึงตรงนี้ หูเซิ่งก็นึกถึงภาพที่นางเหยาคุกเข่าต่อหน้าเหอจิ่วเหนียงขึ้นมาได้ จึงกล่าวต่ออย่างหัวเสีย “วันนี้ข้าพลาดท่าเสียรู้ให้นางแพศยาเหยาเข้าให้แล้ว นางแพศยานั่นวางแผนมาก่อนแล้วแน่ๆ พูดจากลับดำเป็นขาวต่อหน้านางเหอ นางเหอถึงได้ไล่ข้าออกมา!


นางแพศยานั่นคงคิดว่านางเหอจะช่วยมันจริงๆกระมัง? ช่างฝันกลางวันสิ้นดี ขนาดบ้านเดิมของมันยังไม่สนใจมัน แล้วคิดว่านางเหอจะว่างมายุ่งเรื่องชาวบ้านหรือ?


รอให้มันกลับมาก่อนเถอะ ข้าจะตีให้ตายคามือเลยคอยดู!”


นายท่านหูพูดเองสรุปเอง พลางเดินวนไปวนมาในโถง แต่ทำอย่างไรก็ไม่อาจดับไฟโทสะในอกได้ อยากจะสั่งคนไปลากตัวนางแพศยาแซ่เหยากลับมาจากจวนแม่ทัพแล้วตีให้ตายเสียเดี๋ยวนี้


แต่ความสนใจของนางจูกลับหยุดอยู่ที่ประโยคแรกของหูเซิ่ง 


‘เหอจิ่วเหนียงชอบนางเด็กเหลือขอนั่นมาก’


เช่นนี้ก็เข้าทางสิ!


“ท่านพี่!” ฮูหยินใหญ่ปราดเข้าไปเกาะแขนสามี ยิ้มหวานล้ำพลางกล่าว “วันดีๆของพวกเรากำลังจะมาถึงแล้วนะเจ้าคะ!”


หูเซิ่งแปลกใจกับความกระตือรือร้นกะทันหันของนาง เดิมทีเตรียมจะระเบิดอารมณ์ใส่ แต่พอได้ยินประโยคหลัง ก็ข่มใจถามกลับไป “หมายความว่าอย่างไร?”


“ท่านลองคิดดูสิเจ้าคะ! ฮูหยินแม่ทัพชอบนางเด็กเหลือขอนั่นจริงๆ แสดงว่าที่คุณชายใหญ่เหยาพูดมาเป็นความจริง พวกเราก็สามารถใช้จุดนี้กอบโกยผลประโยชน์จากตระกูลลู่ได้นะเจ้าคะ! สรุปก็คือ ต่อไปขอเพียงเราควบคุมสองแม่ลูกนั่นได้ ยังต้องกลัวว่าชีวิตจะลำบากอีกหรือ?”


นางจูยิ้มหน้าบาน รู้สึกเหมือนตนเองได้ก้าวเข้าไปอยู่ในแวดวงฮูหยินชนชั้นสูงในเมืองหลวงเรียบร้อยแล้ว!


หูเซิ่งชะงักไป เขาคาดไม่ถึงจุดนี้จริงๆ


เขาครุ่นคิดครู่หนึ่ง แล้วเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “นางแพศยานั่นฟ้องนางเหอไปแล้ว พวกเรายังจะเกาะบารมีตระกูลลู่ได้อีกหรือ?”


“เหตุใดจะไม่ได้ล่ะเจ้าคะ? เมื่อครู่ท่านพี่ก็พูดเองว่าฮูหยินแม่ทัพไม่ใช่คนว่างงานที่จะมายุ่งเรื่องของนางแพศยาเหยา นางชอบนางเด็กเหลือขอ ก็ไม่ได้แปลว่าจะปกป้องดูแลสองแม่ลูกนั่นไปตลอดชีวิตเสียหน่อย นางแพศยานั่นไม่ช้าก็เร็วก็ต้องพานางเด็กเหลือขอกลับมา ถึงตอนนั้นจะทำอย่างไรก็สุดแท้แต่เราไม่ใช่หรือ? ขอเพียงพวกเราควบคุมนางเหยาไว้ได้ ข้าไม่เชื่อหรอกว่านางเด็กเหลือขอจะไม่เชื่อฟัง!”


นางจูมีสีหน้าเจ้าเล่ห์ขณะบอกเล่าแผนการ นางค่อนข้างมั่นใจว่าเรื่องราวจะสำเร็จตามที่นางจินตนาการไว้


นางจำได้เสมอว่า ปีที่นางเหยาเพิ่งแต่งเข้ามา ตอนนั้นเป็นสาวงามที่สดใส แม้จะเคยผ่านการแต่งงานมาแล้ว แต่ก็ทำให้สามีของนางลุ่มหลงจนหัวปักหัวปำ เกือบจะแย่งชิงความโดดเด่นไปจากฮูหยินเอกอย่างนาง


แต่ต่อมา นางใช้เล่ห์เหลี่ยมเพียงเล็กน้อย ก็ทำให้ท่าทีของหูเซิ่งที่มีต่อนางเหยาเปลี่ยนไปทันที จนถึงขั้นรังเกียจเดียดฉันท์ ทุบตีด่าทอเป็นประจำ


แน่นอนว่าไม่ใช่แค่นางเหยาที่ตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ อนุภรรยาคนอื่นๆก็โดนเช่นกัน ท้ายที่สุดแล้ว ก็มีเพียงนางจูที่เป็นฮูหยินเอกเท่านั้น ที่ยืนหยัดอยู่ในตำแหน่งได้อย่างยั่งยืน


หูเซิ่งฟังสิ่งที่ภรรยาพูดแล้วสมองก็เริ่มแล่นตาม เขารู้ว่าฮูหยินของตนหัวไว แต่ไม่คิดว่าจะฉลาดปราดเปรื่องถึงเพียงนี้ คิดดูแล้ว การจะอาศัยนางเด็กเหลือขอนั่นในการเลื่อนยศตำแหน่งและสร้างความร่ำรวยคงไม่ใช่เรื่องยาก


“ในเมื่อฮูหยินมั่นใจถึงเพียงนี้ เช่นนั้นเรื่องนี้ก็มอบให้ฮูหยินไปจัดการแล้วกัน ฮูหยินลงมือเองข้าก็วางใจ!”


หูเซิ่งอารมณ์ดีขึ้นทันตา ไฟโทสะในใจมอดลงไปมากโข


นางจูยิ้มพลางเกลี้ยกล่อม “ต่อไป นางเหยากับนางเด็กเหลือขอนั่นปล่อยให้เป็นหน้าที่ของข้าจัดการเอง หากท่านพี่ไม่ชอบหน้าพวกนางก็ไม่ต้องไปเจอ รอคอยวาสนาเลื่อนขั้นเพียงอย่างเดียวก็พอเจ้าค่ะ”


ที่นางพูดเช่นนี้ไม่ใช่จะปกป้องนางเหยา แต่กลัวว่าหูเซิ่งจะควบคุมตัวเองไม่ได้จนพลั้งเผลอทุบตีคนจนตาย แล้วจะถูกตระกูลลู่เอาโทษ ถึงตอนนั้น ฝันที่จะได้เป็นเก้ามิ่งฮูหยินของนางคงแตกสลาย


หูเซิ่งแม้จะขัดใจอยู่บ้าง เพราะเดิมทีตั้งใจว่าคืนนี้จะทุบตีนางเหยาสักยกเพื่อระบายอารมณ์ แต่เพื่ออนาคตที่ดีกว่า เขาจึงคิดว่าช่างมันเถอะ

……..

อีกด้านหนึ่ง


เหอจิ่วเหนียงพาซูซูเข้าวัง เจ้าตัวเล็กเพิ่งเคยเห็นสิ่งก่อสร้างที่โอ่อ่าตระการตาเช่นนี้เป็นครั้งแรก ตื่นตะลึงจนตาโตตลอดทาง ไม่กล้าแม้แต่จะส่งเสียง


“ท่านแม่ ฮ่องเต้ประทับอยู่ที่นี่หรือเจ้าคะ?”


ผ่านไปนานสองนาน นางจึงจะกระซิบถามเหอจิ่วเหนียงเสียงเบา น้ำเสียงยังแฝงความระมัดระวัง


“ใช่แล้ว อีกเดี๋ยวแม่จะไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้พอดี เจ้าก็ตามแม่ไปด้วยนะ”


เหอจิ่วเหนียงคิดว่า ไม่ได้ไปจับชีพจรถวายฮ่องเต้นานแล้ว ถือโอกาสไปเยี่ยมเยียนเสียหน่อย


“หา?”


ซูซูเบิกตากว้าง ถามด้วยความหวาดกลัว “ฮ่องเต้จะตัดหัวข้าหรือไม่เจ้าคะ?”


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางของเด็กน้อยหวาดกลัวจริงๆไม่ได้ล้อเล่น จึงย้อนถามด้วยความฉงน “ใครบอกเจ้าว่าฮ่องเต้จะตัดหัวคน?”


“ท่านน้าบอกเจ้าค่ะ...”


เสียงของซูซูเบาลงไปครึ่งหนึ่ง เมื่อก่อนพอนางร้องไห้ ท่านน้าก็จะขู่ว่าถ้าร้องอีกฮ่องเต้จะมาตัดหัวนาง


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า จดบัญชีแค้นบุตรชายคนโตสกุลเหยาไว้ในใจเรียบร้อย รอให้กลับจิงโจวรอบนี้จะไปจัดการให้สาสม


“ท่านน้าของเจ้าโกหกทั้งเพ ฮ่องเต้จะตัดหัวแต่คนเลวเท่านั้น ซูซูของพวกเราน่ารักถึงเพียงนี้ เป็นเด็กดีขนาดนี้ ฮ่องเต้ย่อมตัดใจตัดหัวเจ้าไม่ลงแน่นอน วางใจเถอะ”


เหอจิ่วเหนียงกอดปลอบบุตรสาวอยู่นาน ซูซูถึงได้เลิกกลัว

………

พระชายาหลังจากตั้งครรภ์ก็มักจะมีอาการง่วงนอน ตอนที่เหอจิ่วเหนียงไปถึง พระนางเพิ่งตื่นบรรทมได้ไม่นาน กำลังเสวยมื้อเช้าอยู่ พอได้ยินว่าเหอจิ่วเหนียงมา ก็ให้คนเชิญเข้ามา


“เจ้ามาได้จังหวะพอดี มานั่งกินเป็นเพื่อนข้า... เอ๊ะ สาวน้อยคนนี้คือ?”


พระชายาพูดได้ครึ่งเดียว ก็สังเกตเห็นก้อนแป้งที่ยืนเงียบๆอยู่ข้างกายเหอจิ่วเหนียง พลันนั้นก็ถูกความน่ารักน่าเอ็นดูดึงดูดความสนใจไปทันที


“นี่คือซูซูที่หม่อมฉันเคยเล่าให้พระนางฟังอย่างไรล่ะเพ.คะ”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มตอบ แล้วหันไปบอกบุตรสาวบุญธรรม “ซูซู ท่านนี้คือพระชายาองค์รัชทายาท เจ้าเรียกตามพี่โก่วเอ๋อร์ว่าท่านป้าก็ได้”


“ท่านป้าเจ้าขา”


ซูซูไม่รู้ว่าพระชายาองค์รัชทายาทคืออะไร แต่ท่านแม่ให้เรียกว่าท่านป้า นางก็จะเรียกท่านป้า


“ตายจริง น่ารักน่าชังเสียจริง! รีบมาให้ป้าดูหน่อยซิ มิน่าล่ะ เจ้าถึงได้รับเป็นลูกบุญธรรม!”


พระชายาชอบเด็กน้อยน่ารักนุ่มนิ่มเช่นนี้มาก กวักมือเรียกให้ซูซูเข้าไปหา


ซูซูไม่ได้เข้าไปทันที แต่เงยหน้ามองเหอจิ่วเหนียงเพื่อรอสัญญาณ


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า มองนางด้วยสายตาให้กำลังใจ “เจ้าไปให้ท่านป้ากอดหน่อยสิ”


เด็กหญิงถึงได้เดินเข้าไป ยอมให้พระชายากอด


ใบหน้าของซูซูดูนุ่มนิ่มเป็นพิเศษ แก้มป่องเหมือนซาลาเปาน้อยๆ เห็นแล้วน่าหยิกยิ่งนัก


แม้ช่วงนี้จะถูกทารุณที่บ้านสกุลหูจนผอมไปบ้าง แต่ที่ผอมลงคือส่วนตัว แก้มยังคงยุ้ยน่ารัก


พระชายาลองบีบดู แก้มยุ้ยๆเด้งสู้มือตามจังหวะบีบ ทำเอาใจละลาย


“ตายจริง น่ารักมาก! เจ้าชื่อซูซูหรือ? ชื่อเพราะจริงๆเลย!”


พระชายาวางมือไม่ลง กอดเด็กน้อยพลางบีบแก้มเล่นเบาๆ แน่นอนว่าเบามือมาก ไม่ทำให้นางเจ็บ


ซูซูเดิมทียังเกร็งๆอยู่บ้าง แต่พอเห็นว่าท่านป้าคนนี้ชอบนางจริงๆ ก็เริ่มผ่อนคลาย


ดูเหมือนว่านอกจากครอบครัวท่านลุงกับครอบครัวท่านน้าทั้งสองแล้ว คนอื่นๆล้วนชอบนางทั้งนั้น


แต่เหตุใดกัน


เหตุใดอยู่ต่อหน้าคนเหล่านั้น นางถึงกลายเป็นนางเด็กเหลือขอน่ารังเกียจ แต่ในสายตาพวกท่านแม่ นางกลับเป็นเด็กน้อยน่ารัก?


ทั้งที่พวกท่านน้าเป็นญาติที่มีสายเลือดเดียวกันแท้ๆ…


ตอนที่ 803: หลานสาวหมาดๆ


ซูซูพยักหน้าอย่างว่าง่าย ทั้งยังเล่าที่มาของชื่อตนเองให้ฟังอีกด้วย


พระชายารู้สึกทึ่งมาก หันไปเอ่ยกับเหอจิ่วเหนียง “นางยังเด็กแค่นี้ พูดจาฉะฉานถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”


พูดจามีต้นมีปลาย มีเหตุมีผล เหตุใดเด็กที่เจอช่วงนี้ถึงได้ฉลาดกันนักนะ


นางต้องขอซึมซับความฉลาดนี้ไว้เสียหน่อย เผื่อเจ้าตัวเล็กในครรภ์จะได้ฉลาดเหมือนกัน!


“นั่นสิเพ.คะ เด็กฉลาดเช่นนี้หาได้ยากนัก มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่ไม่ชอบ”


เหอจิ่วเหนียงตอบกลับด้วยวาจาเหน็บแนม ซูซูฟังแล้วก็คิดตามทันที


ที่แท้ท่านน้าทั้งสองกับท่านลุงใจร้ายคนนั้นเป็นคนโง่นี่เอง ถึงได้ไม่ชอบนาง


พระชายาไม่ได้เอะใจในจุดนี้ ถามต่อเหมือนชวนคุยทั่วไป “ว่าแต่ ซูซูอยู่ที่เมืองจิงโจวไม่ใช่หรือ? เจ้าส่งคนไปรับมาหรือ?”


“เปล่าเพ.คะ มีคนจงใจพามา ลูกรักของหม่อมฉันจึงต้องทนทุกข์ทรมานไม่น้อยเลย!”


เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจ เล่าวีรกรรมของสองผัวเมียสกุลหูให้ฟัง ทำเอาพระชายาโกรธจนแทบสะเทือนครรภ์


หัวอกคนเป็นแม่ย่อมทนเห็นเด็กตาดำๆ มารับกรรมเช่นนี้ไม่ได้ ยิ่งมองซูซูที่ว่านอนสอนง่ายในอ้อมกอดแล้วก็ยิ่งปวดใจ


“หูเซิ่งที่เจ้าพูดถึงเป็นใครกัน ถึงทำเรื่องไร้มโนธรรมได้ขนาดนี้ ข้าต้องส่งคนไปตรวจสอบให้ละเอียดเสียแล้ว ดีไม่ดีมือคนผู้นี้อาจเคยเปื้อนเลือดมาแล้วก็ได้!”


เหอจิ่วเหนียงจึงบอกสถานะของหูเซิ่งไป พระชายาแค่นเสียงเย็น “ก็แค่ขุนนางขั้นหกเล็กๆ บังอาจมาทำกร่างถึงจวนแม่ทัพ คนเช่นนี้เจ้าห้ามปล่อยไปเด็ดขาด! ไม่ได้การ ข้าฟังแล้วโมโหนัก ส่งคนไปสั่งสอนถึงบ้านเลยดีกว่า!”


พูดจบพระนางก็ทำท่าจะส่งคนออกจากวังไปจัดการจริงๆ เหอจิ่วเหนียงรีบห้ามไว้ “พระชายาอย่าเพิ่งใจร้อนเพ.คะ หม่อมฉันมีวิธีจัดการสองผัวเมียคู่นั้นแล้ว เพียงแต่หากถึงตอนนั้นเรื่องบานปลายขึ้นมา พระชายาต้องช่วยหนุนหลังหม่อมฉันนะเพ.คะ!”


และนี่ก็คือจุดประสงค์ที่เหอจิ่วเหนียงพาซูซูเข้าวัง เพื่อให้พระชายาได้เห็นหน้า และถือโอกาสขอแรงสนับสนุน


เพราะตอนนี้ตระกูลลู่กำลังตกอยู่ในสถานการณ์ล่อแหลม หากเรื่องราวใหญ่โตขึ้นมา ผู้ไม่หวังดีต้องโยงเรื่องนี้ไปหาลู่ไป่ชวนแน่นอน


พระชายาตอบรับทันทีโดยไม่ต้องคิด “ย่อมได้แน่นอน ข้าจะทนดูเจ้าถูกรังแกได้อย่างไร!”


พระชายาไม่ใช่คนโง่ ถ้าเป็นคนอื่นคงไม่อาจหลอกใช้นางได้ง่ายๆ หลักๆคือนางเชื่อใจในตัวเหอจิ่วเหนียง อีกทั้งนางเองก็ชอบเจ้าก้อนแป้งนี่จากใจจริง แม้นางจะมีธิดาอยู่แล้วหนึ่งคน แต่ใครจะปฏิเสธการมีเสื้อนวมตัวน้อยที่รู้ความเพิ่มขึ้นอีกล่ะ?


“จริงสิ วันนี้ที่หม่อมฉันเข้าวัง หลักๆคืออยากจะถามพระชายาว่า อยากจะกลับจิงโจวพร้อมหม่อมฉันหรือไม่เพ.คะ? พระชายาบ่นอยากไปมาตลอด พอดีอีกไม่กี่วันหม่อมฉันว่าจะกลับไป สู้พระนางไปด้วยกันเลยดีหรือไม่เพ.คะ?”


เหอจิ่วเหนียงได้โอกาสเข้าเรื่องสำคัญ พระชายาฟังแล้วสนใจมาก แต่พอนึกถึงสภาพร่างกายตนเองตอนนี้ก็ลังเล “ข้าย่อมอยากไป แต่ตอนนี้ตั้งครรภ์อยู่ เกรงว่าการเดินทางไกลจะไม่เหมาะ”


นี่คือการปฏิเสธกลายๆ เหอจิ่วเหนียงจึงกล่าว “จริงด้วยเพ.คะ ถ้าเช่นนั้นหากพระชายาไม่ไป หม่อมฉันก็จะกลับไปเอง แต่ก็คงอยู่ไม่นาน ไปกลับรวมแล้วคงแค่ครึ่งเดือน ไปรับท่านแม่กับเด็กๆที่บ้านมาอยู่เมืองหลวงสักพัก ให้พวกเขาได้เปิดหูเปิดตา”


ความจริงถ้าพระชายาอยากไป เหอจิ่วเหนียงย่อมรับประกันสุขภาพพระนางได้แน่นอน แต่ก็เข้าใจว่าพระชายามีความกังวลส่วนตัว นางจึงไม่เซ้าซี้


พระชายาพยักหน้า “ดีเลย ถึงตอนนั้นข้าจะจัดงานเลี้ยงเล็กๆ เจ้าพาพวกเขาเข้าวังมาเที่ยวด้วยล่ะ”


“ตกลงเพ.คะ!”


เหอจิ่วเหนียงรับคำหนักแน่น สนทนากับพระชายาต่ออีกครู่หนึ่ง จากนั้นพระชายาก็มอบของรับขวัญให้ซูซู สุดท้ายจึงพาซูซูออกมา เพื่อไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้


ฮ่องเต้พอรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงมาจึงอารมณ์ดีใช้ได้ พอเห็นนางพาเด็กหญิงคนหนึ่งมาด้วยก็สงสัยอยู่พักหนึ่ง แอบกระซิบถามเรื่องชาวบ้านกับหลิวกุ้ยเฟย “สองสามีภรรยาลู่มีแค่เจ้าโก่วเอ๋อร์คนเดียวไม่ใช่หรือ? หายหน้าไปพักหนึ่ง แอบไปคลอดลูกสาวตัวโตขนาดนี้มาเลยหรือ?”


หลิวกุ้ยเฟยคาดไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะตรัสเช่นนี้ เกือบจะหลุดหัวเราะออกมา นางเอามือป้องปากกระซิบตอบกลับ “ฝ่าบาทอย่าทรงล้อเล่นสิเพ.คะ แม่หนูนั่นหน้าตาไม่เหมือนแม่ทัพลู่กับฮูหยินลู่เลยสักนิด จะเป็นลูกของพวกเขาได้อย่างไร?”


ฮ่องเต้พยักหน้าอย่างจริงจัง เปิดปากถามเหอจิ่วเหนียงให้หายข้องใจทันที “เด็กนี่ได้มาจากไหน?”


“เก็บมาเพ.คะ”


เหอจิ่วเหนียงตอบกลับทันควัน เหมือนไม่แปลกใจกับคำถามของฮ่องเต้แม้แต่น้อย


ฮ่องเต้ “...”


หลิวกุ้ยเฟย “...”


ทำเอาทั้งสองพระองค์ฉงนเป็นไก่ตาแตก


เหอจิ่วเหนียงทำราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น ก้มลงบอกซูซู “ซูซู คารวะท่านปู่ฮ่องเต้กับท่านย่ากุ้ยเฟยเร็วเข้า”


“คารวะท่านปู่ฮ่องเต้ คารวะท่านย่ากุ้ยเฟยเจ้าค่ะ”


ซูซูว่าง่ายอย่างยิ่ง เอ่ยทำความเคารพเสียงหวานใส


ฮ่องเต้กับหลิวกุ้ยเฟยมองหน้ากัน 


เอาอย่างนี้เลยหรือ? ทึกทักนับญาติกันดื้อๆเช่นนี้เลย?


แม้ในใจจะคิดเช่นนั้น แต่ในฐานะผู้หลักผู้ใหญ่ จึงต้องวางตัวให้สมฐานะ ทั้งสองพระองค์ตั้งสติได้ไว แล้วให้คนนำของรับขวัญมามอบให้ซูซู


ฮ่องเต้พระราชทานป้ายหยกเล็กๆชิ้นหนึ่ง เป็นหยกอุ่นประณีต.งดงาม ขนาดเหมาะสำหรับเด็กพกติดตัว


หลิวกุ้ยเฟยประทานต่างหูฝังอัญมณีหนึ่งคู่ เป็นรูปแบบที่กำลังเป็นที่นิยม สวมใส่ได้ทุกเพศทุกวัย


เหอจิ่วเหนียงมองดูแล้วยิ้มตาหยี พลางถามฮ่องเต้ “ฝ่าบาท พอจะพระราชทานของที่ดูไม่ค่อยมีค่าเท่าไร ที่ซูซูพอจะใส่ติดตัวได้ทุกวันแทนได้หรือไม่เพคะ?”


ไม่ว่าจะเป็นป้ายหยกหรือต่างหูอัญมณีเหล่านี้ล้วนมีมูลค่าเกินไป ไม่เหมาะที่นางจะเอาไป ‘ใช้ประโยชน์’ นางเสียดายของ


ส่วนของที่พระชายามอบให้เมื่อครู่ก็มีราคาสูงลิ่ว นางตัดใจเอาไปใช้ประโยชน์ไม่ลง


เช่นนั้นก็รีดไถเอาจากฮ่องเต้นี่แหละ


ฮ่องเต้สับสนงุนงง ไม่เข้าใจว่าสตรีผู้นี้จะมาไม้ไหน แต่ก็ยังตั้งใจนึกว่าตนเองมีของอะไรที่ไม่ค่อยมีราคาบ้าง


เหอจิ่วเหนียงช่วยเตือนความจำอยู่ข้างๆ “เอาแบบที่ไม่มีราคาค่างวดเลย ทิ้งไปก็ไม่เสียดายน่ะเพ.คะ”


ฮ่องเต้ตรัสถามออกไปอย่างหมดความอดทน “เจ้าจะทำอะไรกันแน่?”


“ฮี่ฮี่ ขอยืมบารมีพระองค์นิดๆหน่อยๆน่ะเพ.คะ! หม่อมฉันรับรองว่าเป็นเรื่องเล็กน้อยที่ไม่ส่งผลกระทบใดๆแน่นอน ไม่ทำให้ชื่อเสียงของฝ่าบาทต้องมัวหมองเพ.คะ!”


เหอจิ่วเหนียงชูมือขึ้นทำท่าสาบาน ท่าทางจริงจังขึงขังยิ่งยวด


ฮ่องเต้ “...”


‘เหตุเขาจึงไม่เชื่อวาจาของนางแม้แต่น้อยนะ?’


พระองค์สูดลมหายใจเข้าลึกๆ แล้วตรัสถามอีกครั้ง “ตกลงมันเรื่องอะไรกันแน่?”


“โธ่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไรหรอกเพคะ แค่มีคนรังแกหลานสาวหมาดๆของฝ่าบาท หม่อมฉันจึงต้องเอาคืนให้สาสม ไม่อย่างนั้นจะทำให้ฝ่าบาทเสียหน้าแย่ จริงหรือไม่เพ.คะ?”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มกว้างเจิดจ้า ทว่าวาจาทึกทักที่เอ่ยออกมาช่างหน้าหนาเหลือเกิน


ฮ่องเต้พระพักตร์ดำคร่ำเครียด ‘หลานสาวหมาดๆ?’


ดวงพระเนตรมองไปที่ซูซู ‘อ่อ นางนี่เอง เช่นนั้นก็ถูกแล้ว’


เพิ่งรับมาหมาดๆจริงๆนั่นแหละ


ทั้งยังถูกมัดมือชกอีกต่างหาก


“ใครรังแกนาง?”


ฮ่องเต้พลันขมวดคิ้ว ถ้าถูกรังแกจริง เขาแค่ออกราชโองการไปสั่งสอนคนผู้นั้นก็จบแล้ว ไยจะต้องทำเรื่องให้วุ่นวายด้วย?


“แค่สามีภรรยาคู่หนึ่งน่ะเพคะ รอหม่อมฉันจัดการเสร็จ ฝ่าบาทก็จะได้รู้เองว่าเป็นใคร”


เหอจิ่วเหนียงอุบไว้ก่อน ตอนนี้ต้องหาคนหนุนหลังไว้เยอะๆ ยามที่ก่อเรื่องจะได้ไม่ต้องกังวล


เห็นนางไม่ยอมบอก ฮ่องเต้ก็คร้านจะถามต่อ จึงตรัสห้วนๆ “เช่นนั้นเจ้าดูเอาเองแล้วกัน อันไหนเหมาะก็หยิบไป!”


ตอนที่ 804: ขอเพียงเจ้าต้องการ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้


เหอจิ่วเหนียงไม่เกรงใจ กวาดสายตามองไปรอบๆ แล้วเห็นว่าที่ม่านผืนแรกไม่ไกลนักมีพู่เล็กๆห้อยประดับ ดูสวยดีและราคาไม่แพง จึงเดินเข้าไปกระตุกดึงลงมาอันหนึ่ง แล้วผูกที่เอวของซูซูหน้าตาเฉย


“รีบขอบคุณท่านปู่ฮ่องเต้เร็วเข้า”


เหอจิ่วเหนียงสอนเด็กน้อยด้วยรอยยิ้มตาหยี ซูซูก็กล่าวขอบคุณอย่างว่าง่าย ทำเอาฮ่องเต้และหลิวกุ้ยเฟยเอ็นดูจนใจอ่อนยวบ


หลังจากให้คนพาซูซูไปกินขนม เหอจิ่วเหนียงก็เริ่มตรวจพระวรกายให้ฮ่องเต้ และดูอาการให้หลิวกุ้ยเฟยไปด้วย สุขภาพของทั้งสองพระองค์ถือว่าดีทีเดียว โดยเฉพาะฮ่องเต้ ตั้งแต่ปรับเปลี่ยนการใช้ชีวิต ร่างกายก็แข็งแรงขึ้นอย่างเหลือเชื่อ พิษที่ตกค้างในร่างกายก่อนหน้านี้ก็ถูกขับออกไปจนเกือบหมดแล้ว


ในช่วงแรกที่ได้ใกล้ชิดกับฮ่องเต้ เหอจิ่วเหนียงกลัวว่าพระองค์จะหาเรื่องเดือดร้อนมาให้ จึงแอบวางยาพิษบางอย่างไว้ในร่างกายพระองค์ หรือแม้กระทั่งลงมือทำบางอย่างเพื่อควบคุมพระองค์ไว้


แต่ต่อมาพบว่าฮ่องเต้กลับตัวกลับใจได้ค่อนข้างดี นางจึงแอบถอนพิษให้เงียบๆ


วันหน้าหากพระองค์กลับมาทำตัวเลวร้ายอีก นางค่อยวางยาควบคุมใหม่ก็สิ้นเรื่อง


แต่ดูจากสถานการณ์ปัจจุบัน ความเป็นไปได้คงแทบไม่มี


ฮ่องเต้เมื่อรู้ว่าสุขภาพของตนเองแข็งแรง ในใจก็เกิดความรู้สึกสะท้อนใจบางอย่าง


ครั้นที่มัวเมาลุ่มหลงกับยาอายุวัฒนะ วันๆไม่ปวดตรงนั้นก็เจ็บตรงนี้ กลับกันตอนนี้พอทำใจให้สงบ สุขภาพกลับดีกว่าแต่ก่อนมาก


ก็มีเพียงเวลานี้ที่พระองค์ได้ย้อนกลับไปคิดว่า เรื่องที่เคยทำลงไปในอดีตนั้นเหลวไหลเพียงใด


ตอนนี้ ทำได้เพียงค่อยๆชดเชยสิ่งที่ผิดพลาดไป


เนื่องจากยังมีธุระต่อ เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ได้อยู่นาน กำชับฮ่องเต้ไม่กี่ประโยค ก็พาซูซูออกจากวังไป


“ท่านแม่ ในวังไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นเลยเจ้าค่ะ”


บนรถม้า ซูซูเล่าความรู้สึกจากการเที่ยววังครั้งแรกให้เหอจิ่วเหนียงฟัง


“ใช่หรือไม่ล่ะ ทุกคนล้วนชอบเจ้าเห็นหรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงบีบจมูกเล็กๆของซูซู แววตาเต็มไปด้วยความรักใคร่เอ็นดู


ซูซูพยักหน้าอย่างว่าง่าย ในใจมีความสุขมาก นางไม่อยากกลับไปบ้านท่านลุงอีกแล้ว บ้านท่านลุงมีแต่คนใจร้าย คนใจร้ายที่คิดแต่จะหลอกใช้นางกับอาเหนียง

…….

ทางด้านฮ่องเต้ก็กำลังตรัสกับหลิวกุ้ยเฟย “เจ้าว่าใครกันที่คิดสั้นขนาดนั้น ตั้งตัวเป็นศัตรูกับนาง นั่นมันรนหาที่ตายชัดๆ”


หลิวกุ้ยเฟยขบขันกับน้ำเสียงที่เจือความเวทนาของฮ่องเต้ ป้องปากหัวเราะพลางกล่าว “ฮูหยินลู่ไม่ใช่คนที่จะรังแกใครส่งเดช คิดว่าฝ่ายนั้นคงทำเรื่องเลวร้ายมากจริงๆ ถึงได้ไปกระตุกหนวดเสือเข้า”


ฮ่องเต้เห็นด้วยกับคำพูดนาง แล้วถามต่อ “แล้วแม่หนูเมื่อครู่เป็นลูกเต้าเหล่าใครกัน?”


เรื่องนี้หลิวกุ้ยเฟยก็ไม่ทราบ จึงหันไปมองขันทีน้อยที่อยู่ไม่ไกล ข่าวสารของพวกนางกำนัลขันทีนั้นรวดเร็วที่สุด เรื่องนี้ไม่ต้องสงสัยเลย


ขันทีน้อยจับสังเกตสายตาของทั้งสองพระองค์ได้ จึงก้าวออกมาสองก้าว พลางยิ้มแหยกราบทูล “ได้ยินว่าเป็นลูกบุญธรรมที่ฮูหยินลู่รับไว้ที่เมืองจิงโจวพ่ะย่ะค่ะ”


ฮ่องเต้ยิ่งสงสัย “แล้วเหตุใดถึงมาเมืองหลวงได้?”


“ดูเหมือนจะถูกคนทางบ้านพามา รายละเอียดกระหม่อมก็ไม่ทราบแน่ชัด...”


“ไม่ทราบก็ไปสืบสิ! มายืนบื้ออะไรอยู่ตรงนี้? รีบไป รีบไป!”


ฮ่องเต้พลันอารมณ์เสีย เรื่องชาวบ้านที่รู้แค่ครึ่งๆกลางๆ นี่มันน่าหงุดหงิดจริงๆ

…….

ณ จวนตระกูลลู่ 


ทันทีที่เหอจิ่วเหนียงพาซูซูกลับมาถึง คนของสกุลหูก็มาเยือนพอดี บอกว่าจะมารับนางเหยากับซูซูกลับ เพราะสองแม่ลูกมารบกวนจวนแม่ทัพนานแล้ว


ช่างประจวบเหมาะจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ปฏิเสธ แต่กลับเอ่ยกับคนที่มา “เมื่อครู่เจ้านายของเจ้าพาอนุมาเยี่ยม แทนที่จะพาฮูหยินใหญ่มา ช่างไม่รู้จักมารยาทเอาเสียเลย เช่นนั้นหากฮูหยินใหญ่ของเจ้าว่าง ก็บอกให้มานั่งเล่นที่จวนข้าบ้าง ได้ยินว่าช่วงนี้เป็นนางที่คอยอบรมมารยาทให้ซูซู ข้าอยากจะทำความรู้จักนางเสียหน่อย”


ขณะเอื้อนเอ่ยเหอจิ่วเหนียงยิ้มแย้มแจ่มใสไปด้วย ท่าทางอารมณ์ดีไม่น้อย ทำให้คนที่มาแจ้งข่าวยินดีอย่างมาก รีบกลับไปแจ้งฮูหยินของตนด้วยความเบิกบาน

…….

นางจูพอได้ยินว่าเหอจิ่วเหนียงเชิญตนไปเป็นแขกก็ประหลาดใจอยู่บ้าง ถามย้ำกับบ่าวรับใช้ที่มาแจ้งข่าวหลายรอบ ถึงได้มั่นใจและไล่ให้ถอยออกไป


“ฮูหยินปรีชายิ่งนัก ไม่นึกเลยว่าตระกูลลู่จะติดกับเร็วขนาดนี้!”


แม่นมมองนางจูด้วยรอยยิ้ม แววตาเต็มไปด้วยความยินดี


นึกไม่ถึงว่าจะเกาะขาตระกูลลู่ได้ง่ายดายเพียงนี้ ไม่เสียแรงที่นางคอย ‘อบรมสั่งสอน’ นางเด็กเหลือขอนั่นมาตลอด


นางจูเองก็ยิ้มแก้มปริ “ข้าบอกแล้วว่านางแพศยาเหยาไม่มีทางกล้าพูดพล่อยๆหรอก เป็นท่านพี่ที่ตื่นตูมเกินเหตุ นางเหยามีที่พึ่งแค่ตระกูลหู ถ้านางกล้าพูดซี้ซั้ว ตัวนางเองก็ไม่มีผลดีอะไร”


“ฮูหยินพูดถูกเจ้าค่ะ เช่นนั้นเรารีบเตรียมตัวไปกันเถิด อย่าให้ฮูหยินลู่รอนาน”


นางจูรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าประทินโฉมโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง คิดในใจว่าเชิญนางไปเวลานี้ น่าจะเลี้ยงมื้อเย็นด้วย เช่นนั้นก็จะได้ถือโอกาสนี้ดูด้วยว่า บ้านขุนนางขั้นสองเขากินของดีอะไรกัน


นับแต่พรุ่งนี้ ค่าตัวนางคงพุ่งสูงขึ้น ไม่รู้จะมีฮูหยินชนชั้นสูงมากน้อยแค่ไหนแวะเวียนเข้ามาสร้างความสัมพันธ์กับนาง แค่คิดก็มีความสุขแล้ว

……..

เหอจิ่วเหนียงหารู้ไม่ว่านางจูจะฝันกลางวันเก่งถึงเพียงนี้ หลังจากกลับมาถึงจวน นางก็ไม่ได้รอต้อนรับนางจูเป็นพิเศษ แต่ไปหานางเหยา เพื่อบอกแผนการของตน


“ข้าจะให้หูเซิ่งเขียนหนังสือหย่าขาด มอบอิสระให้เจ้า ข้าจะให้พระชายาองค์รัชทายาทออกหน้าไปขอหนังสือราชการจากที่ว่าการ ให้เจ้าสามารถแยกเรือนตั้งตัวได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย นับจากนี้ไป เจ้าสามารถพาซูซูไปใช้ชีวิตตามลำพังได้”


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้มาเจรจา แต่น้ำเสียงกลับแข็งกร้าวอยู่บ้าง


นางเข้าใจว่าสถานะของสตรีในยุคนี้ไม่ได้ดีนัก แต่ในเมื่อยื่นมือเข้าช่วยแล้ว ก็ต้องแสดงท่าทีทำให้อีกฝ่ายยอมร่วมมือให้ได้ เช่นนี้เหอจิ่วเหนียงจึงจะรู้สึกว่า สิ่งที่ตนทำลงไปนั้นคุ้มค่า


นางเหยาฟังวาจาเหล่านี้ก็ทั้งตื่นเต้นทั้งกังวล นางไม่รู้ว่าลำพังความสามารถของตน จะมอบชีวิตที่ดีให้ซูซูได้หรือไม่


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางของอีกฝ่ายก็อดถามไม่ได้ “เจ้าอาลัยอาวรณ์ไม่อยากออกจากสกุลหูหรือ?”


“ไม่ใช่เจ้าค่ะ! ข้าอยากออกเต็มที! ขะ...ข้าแค่ไม่รู้ว่า ต่อไปจะต้องทำมาหากินอย่างไร ถึงจะเลี้ยงดูซูซูให้เติบโตอย่างราบรื่นได้”


นางเหยารีบปฏิเสธ ขุมนรกแห่งนั้น นางเจ็บใจที่ไม่อาจหนีออกมาได้เร็วกว่านี้ จะไปอาลัยอาวรณ์ได้อย่างไร?


“ขอเพียงเจ้าต้องการ ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้”


เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจโล่ง.อก ขอแค่อีกฝ่ายไม่อาลัยอาวรณ์สกุลหูก็พอ


“ซูซูบอกว่า ฝีมือเย็บปักถักร้อยของเจ้าไม่เลว ตัดเย็บเสื้อผ้าเป็น ข้ากำลังจะเปิดร้านเสื้อผ้าที่เมืองหลวงพอดี หากเจ้ามีความสามารถ ก็จะให้เป็นผู้ดูแลร้าน หากความสามารถยังไม่ถึง ก็เป็นช่างเย็บปักไปก่อน ค่อยเป็นค่อยไป ใช้สองมือของตัวเองสร้างชีวิตที่ดี ดีกว่าไปพึ่งพิงจมูกคนอื่นหายใจเป็นไหนๆ”


ที่เหอจิ่วเหนียงพูดไปมากมายขนาดนี้ หลักๆคือสงสารนางเหยา นางเป็นมารดาผู้ให้กำเนิดของซูซู ตามหลักแล้วอายุน่าจะไล่เลี่ยกับตน แต่ตอนนี้ดูแล้ว กลับเหมือนนางแก่กว่าตนเป็นรุ่นคนเลยทีเดียว


นางเหยาเพิ่งเคยได้ยินคำพูดเช่นนี้เป็นครั้งแรก เหอจิ่วเหนียงเป็นคนแรกที่บอกนางว่า พึ่งพาสองมือของตนเองก็มีชีวิตที่ดีได้


ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือพี่น้อง ล้วนบอกว่านางเป็นสตรี อย่างไรก็ต้องหาสามีเป็นที่พึ่งพิง ทางที่ดีต้องมีลูกชายไว้สืบสกุลสักคน แก่ตัวไปจะได้มีคนเลี้ยงดู ดังนั้นแม้ตอนแรกพ่อแม่จะรักใคร่เอ็นดูนาง ตัดใจจากนางไม่ลง แต่สุดท้ายก็ยังส่งนางไปเป็นอนุภรรยาของหูเซิ่งอยู่ดี


แต่ตอนนี้ กลับมีสตรีผู้หนึ่ง พลิกความเชื่อทั้งหมดที่นางเคยรับรู้มา


ตอนที่ 805: วางกับดัก (1)


นางเหยาไตร่ตรองกับตนเอง ดูเหมือนจะเป็นเหตุเป็นผลเช่นนั้นจริงๆ


ตั้งแต่วัยเยาว์ งานปักผ้าของนางก็โดดเด่นกว่าใคร และชอบตัดเย็บเสื้อผ้าให้คนในครอบครัว แต่น้องชายทั้งสองมักจะคอยกีดกันเหน็บแนมว่า สิ่งที่นางทำเป็นงานของพวกชนชั้นต่ำ คุณหนูใหญ่เหยาอย่างนางไม่จำเป็นต้องลดตัวลงไปทำ เพราะจะทำให้ตระกูลเหยาขายหน้า


ต่อมานางจึงไม่ค่อยได้ทำอีก หลังแต่งงานก็เพียงตัดเย็บเสื้อผ้าชั้นในและรองเท้าถุงเท้าให้สามี พยายามไม่แสดงฝีมือการตัดเย็บของตนเองออกมา เพราะนางจะทำให้ตระกูลเหยาขายหน้าไม่ได้


ภายหลังตระกูลเหยาตกอับ นางคลอดบุตรเป็นผู้หญิงจึงถูกหย่าร้าง แล้วถูกบีบให้มาเป็นอนุภรรยาของหูเซิ่ง ด้วยชีวิตต้องดิ้นรนเพื่อปากท้อง ฝีมือเย็บปักถักร้อยของนางจึงได้ค่อยๆรื้อฟื้นกลับมา


เพราะไม่มีทางเลือก นางต้องอาศัยวิชานี้แลกข้าว ไม่เช่นนั้นคงไม่มีชีวิตรอดมาถึงวันนี้


และเพราะเหตุนี้ นางจึงแอบเก็บสะสมเศษผ้าไว้ได้บ้าง เพื่อนำมาตัดเสื้อผ้าให้บุตรสาวได้ไม่กี่ชุด


น่าเสียดายที่ไม่ได้เจอบุตรสาวมาหลายปี ไม่รู้ว่านางอ้วนผอมสูงต่ำเพียงใด ได้แต่กะประมาณเอา กระทั่งได้พบลูก แล้วเอาออกมาให้ใส่ ถึงได้พบว่าไม่พอดีตัว แต่บุตรสาวช่างรู้ความ ยังยิ้มตาหยีบอกว่าชอบเสื้อผ้าที่นางตัดให้มาก


ในเมื่อนางสามารถใช้วิชาชีพนี้เลี้ยงตัวเองให้รอดในบ้านสกุลหูได้ แล้วเมื่อหลุดพ้นจากถ้ำเสือเช่นนั้น เหตุใดจะใช้วิชาชีพนี้เลี้ยงดูตนเองและบุตรสาวไม่ได้ล่ะ?


“ฮูหยินพูดถูกเจ้าค่ะ ขอบคุณฮูหยินที่ชี้แนะ!”


นางเหยารู้สึกตื่นเต้น เพียงคำพูดสั้นๆ ก็ทำให้นางหูตาสว่างขึ้นมาทันที รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นมาก


“เจ้าเป็นแม่ของซูซู ข้ากับซูซูมีวาสนาต่อกัน อะไรช่วยเหลือกันได้ก็ช่วย”


เหอจิ่วเหนียงโบกมือ แล้วกล่าวต่อ “อีกเดี๋ยวพอนางจูมาถึง พวกเจ้าก็ทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น ทำตัวตามปกติ”


นางเหยาพยักหน้ารัวๆ ในใจตั้งตารอยคอยอย่างยิ่งว่าเหอจิ่วเหนียงจะลงมืออย่างไร


สั่งความเรียบร้อยแล้ว นางจูก็มาถึงหน้าประตูพอดี เหอจิ่วเหนียงปล่อยให้แขกรออยู่ด้านนอกครู่หนึ่ง จึงจะให้คนพาไปที่ห้องรับรอง และยังปล่อยให้นางรอเก้ออยู่ในนั้นอีกพักใหญ่


นางจูที่รีบร้อนมาด้วยความดีใจกลับถูกเมินเฉย ก็รู้สึกเหมือนถูกน้ำเย็นสาดโครมใส่หน้า


นางมองแม่นมข้างกายด้วยความกังวลใจ เอ่ยถามเสียงเบา “ฮูหยินลู่หมายความว่าอย่างไร?”


แม่นมเองก็เดาทางไม่ถูก ได้แต่ปลอบใจ “อาจจะมีธุระติดพันบางอย่างกระมังเจ้าคะ ฮูหยินอย่าเพิ่งร้อนใจเลยเจ้าค่ะ”


นางจูบ่นในใจว่าจะมีธุระอะไรนักหนา แต่ภายนอกก็ไม่กล้าแสดงอาการ เพราะแม้เหอจิ่วเหนียงจะยังไม่มา แต่ในห้องรับรองก็เต็มไปด้วยบ่าวไพร่ของจวนแม่ทัพ ท่าทางขึงขัง นางถึงได้ประหวั่นพรั่นพรึงเช่นนี้


ผ่านไปอีกพักใหญ่ เหอจิ่วเหนียงจึงจะเข้ามาพร้อมกับนางเหยาและซูซู ฮูหยินลู่อุ้มซูซูไว้ด้วยมือข้างเดียว ดูท่าทางไม่หนักเลยสักนิด ส่วนนางเหยาเดินก้มหน้าสำรวมกิริยาอยู่ข้างๆ คอยสนทนาโต้ตอบเหอจิ่วเหนียงและบุตรสาว เป็นภาพที่งดงามตายิ่งนัก


ไม่รู้เพราะเหตุใด จู่ๆนางจูก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นมา 


คนที่เดินตรงมาใช่นางเหยาจริงๆหรือ?


แม้จะยังคงท่าทีก้มหน้าสำรวมเช่นเดิม ทว่ากลิ่นอายที่แผ่ออกมากลับต่างออกไป แต่จะว่าต่างตรงไหน นางก็พูดไม่ถูก


สรุปคือมันทำให้นางรู้สึกหวาดหวั่น เหมือนของที่เป็นของนางกำลังจะถูกแย่งชิงไป


หรือว่านางเหยาคิดจะอาศัยเหอจิ่วเหนียงมาแย่งตำแหน่งนายหญิงของบ้านไปจากนาง?


ไม่ ไม่มีทาง!


นางแพศยานี่ได้แต่ฝันเฟื่องเท่านั้นแหละ!


ขณะที่ฮูหยินหูกำลังฟุ้งซ่าน เหอจิ่วเหนียงก็นั่งลงที่ตำแหน่งประธานพร้อมกับอุ้มซูซูไว้ ส่วนนางเหยาก็เดินมาคารวะนางจูตามกฎระเบียบ นางจูจึงได้สติกลับมา เก็บสีหน้าตึงเครียดและเกรี้ยวกราดลง แล้วฝืนคลี่ยิ้มออกมา


แต่รอยยิ้มนี้ไม่ได้มอบให้นางเหยา นางจูไม่แม้แต่จะสนใจนางเหยาด้วยซ้ำ นางเพียงย่อกายคารวะเหอจิ่วเหนียงพร้อมรอยยิ้ม


นางเหยาได้รับคำกำชับจากเหอจิ่วเหนียงมาแล้ว จึงไม่ถือสาเรื่องพวกนี้ เห็นนางไม่สนใจตน ก็เดินไปนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้าง


“ใครใช้ให้เจ้านั่ง? เจ้าเป็นแค่อนุ บังอาจทำตัวกำเริบเสิบสานต่อหน้าฮูหยินลู่รึ?”


นางจูเห็นนางเหยาถึงกับถือวิสาสะเดินไปนั่งเองก็โมโหจนแทบคลั่ง เวลาผ่านไปแค่ค่อนวัน นางเหยาราวกับเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ทำให้นางหงุดหงิดอย่างไร้สาเหตุ


“ย่อมเป็นข้าที่อนุญาตให้นางนั่ง ฮูหยินหูมีปัญหาหรือ?”


ไม่รอนางเหยาตอบโต้ เหอจิ่วเหนียงก็ออกโรงปกป้องทันที


นี่เป็นครั้งแรกที่นางเหยาสัมผัสได้ว่ามีคนเข้าข้างนางอย่างเปิดเผย ในใจปลาบปลื้มจนกลั้นน้ำตาไว้แทบไม่อยู่ ต้องรีบก้มหน้าซ่อนความรู้สึก จะแสดงความอ่อนแอในเวลานี้ไม่ได้ และจะทำให้ฮูหยินลู่ขายหน้าไม่ได้เด็ดขาด


นางจูพลันชะงัก หันกลับไปมองเหอจิ่วเหนียงที่ใบหน้าเปื้อนยิ้ม ก่อนฝืนยิ้มประจบพลางกล่าว “ฮูหยินลู่ช่างใจกว้างยิ่งนักที่ไม่ถือสานางเหยา หากเป็นฮูหยินตระกูลอื่น เจออนุไม่รู้กฎระเบียบเช่นนี้ คงสั่งคนลากออกไปโบยจนตายแล้วเจ้าค่ะ”


เหอจิ่วเหนียงทำราวกับไม่ได้ยิน ไม่แสดงปฏิกิริยาใดแม้แต่น้อย นางจูรู้สึกหน้าชา จึงเอ่ยต่อแก้เก้อเขิน “ข้าน้อยเข้มงวดกวดขันนาง ก็เพราะไม่อยากให้นางล่วงเกินฮูหยินเจ้าค่ะ”


“อย่างนั้นหรือ?”


ในที่สุดเหอจิ่วเหนียงก็หันมาสนใจผู้มาเยือน มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มที่อ่านความหมายไม่ออก


“แน่นอนเจ้าค่ะ!” นางจูตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “สกุลหูของเราให้ความสำคัญกับกฎระเบียบเป็นที่สุด!”


“แล้วเหตุใดข้าถึงดูไม่ออกเลยล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงถามกลับด้วยท่าทีไม่ใส่ใจ แต่แท้จริงแล้วน้ำเสียงเต็มไปด้วยการตำหนิ ทำเอานางจูถึงกับไม่ไปถูก


“อะ...อะไรนะเจ้าคะ?”


“ฮูหยินหูปากบอกว่าสกุลหูเคร่งครัดเรื่องกฎระเบียบ แต่เหตุใดถึงเป็นใต้เท้าหูพาอนุมาเยี่ยมคารวะข้าล่ะ? อีกอย่าง ที่ฮูหยินหูมานั่งอยู่ที่นี่ตอนนี้ ก็เพราะข้าส่งคนไปเชิญ ฮูหยินหูช่างวางท่าใหญ่โตนัก น่าเกรงขามจริงๆ!”


น้ำเสียงเบาสบายแต่เสียดแทงทุกอณูของเหอจิ่วเหนียง ทำเอานางจูเริ่มเหงื่อตก


นึกว่าตระกูลลู่ที่เป็นชาวนาต่ำต้อยเท้าเปื้อนโคลนมาก่อน จะไม่รู้เรื่องมารยาทพวกนี้ นึกไม่ถึงว่านางเหอจะคิดเล็กคิดน้อยเช่นนี้


“เอ่อ… ฮูหยินหยอกกันเล่นแล้ว ที่นายท่านพาอนุมาเยี่ยม ก็เพราะนางเหยาเป็นแม่บังเกิดเกล้าของซูซู พามาให้ฮูหยินรู้จัก...”


“พวกเจ้าช่างเก่งกล้าสามารถในการจัดแจงธุระให้ข้าเสียจริง” เหอจิ่วเหนียงพูดแทรกขึ้น “แล้วจะมาเยี่ยมเยียน ส่งเทียบมาก่อนล่วงหน้าไม่เป็นรึ? ต้องมาปลุกคนแต่เช้า นี่หรือคือมารยาทของสกุลหูพวกเจ้า?”


“ข้า...”


“ปากบอกว่าเป็นตระกูลที่เคร่งครัดกฎระเบียบ แต่สิ่งที่ทำกลับดูไม่ได้ ช่างน่าขันสิ้นดี แค่นี้ฮูหยินยังกล้าอ้างตัวว่าช่วยข้าอบรมสั่งสอนซูซูอีกหรือ? ฮูหยินหู ข้าได้รับแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็นเก้ามิ่งฮูหยินขั้นหนึ่ง ซูซูคือลูกบุญธรรมที่ข้ารับไว้กับมือ ฮูหยินเอาหน้าที่ไหนมากล้าสอนลูกสาวของเก้ามิ่งฮูหยินเรื่องกฎระเบียบ? เจ้านับเป็นตัวอะไรกัน?”


เหอจิ่วเหนียงแค่นเสียงเย็น บรรยากาศกดดันลงทันที 


นางจูตกใจจนรีบคุกเข่าลงกับพื้นเพื่อขออภัย “ฮูหยินโปรดระงับโทสะด้วย ข้าน้อย...ข้าน้อยเพียงแค่…”


นางกำลังจะแก้ตัว สาวใช้ด้านนอกก็เข้ามารายงาน “ฮูหยินเจ้าคะ ทางบ่าวรับใช้ทั่นฮวาหลางแจ้งข่าวมาว่า ทั่นฮวาหลางหกล้มเจ้าค่ะ ฮูหยินรีบไปดูเถิดเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงจึงกลืนคำด่าที่จะพ่นใส่นางจูลงคอ วางซูซูในอ้อมกอดลง ส่งสายตาให้นางจู แล้วกล่าว “ข้าจะรีบกลับมา”


พูดจบก็รีบเดินออกไป บ่าวรับใช้ทั้งหมดในห้องก็พากันตามออกไปเป็นขบวน ในห้องรับรองจึงเหลือเพียงสองแม่ลูกสกุลเหยา กับนางจูและแม่นมประจำตัว


ซูซูมองนางจูที่คุกเข่าอยู่กับพื้น แล้วขยับตัวเข้าไปเบียดแนบชิดมารดาด้วยความหวาดกลัว


ตอนที่ 806: วางกับดัก (2)


นางเหยาตบหลังซูซูเบาๆเพื่อปลอบโยน แล้วรวบรวมความกล้าเดินเข้าไป หมายจะประคองนางจูที่คุกเข่าอยู่บนพื้นให้ลุกขึ้น


นางจูผลักอีกฝ่ายออกโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง ลุกขึ้นยืนด้วยตนเอง และไม่รอนางเหยาตั้งตัว ตบหน้าอีกฝ่ายไปหนึ่งฉาด


“อาเหนียง!”


ซูซูเห็นมารดาถูกตบก็ตกใจจะวิ่งเข้าไปหา แต่นางเหยายกมือห้ามไว้ และบอกกับนาง “แม่ไม่เป็นไร ลูกยืนอยู่เฉยๆนะ”


กล่าวจบก็หันไปมองนางจู เอ่ยถามด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ “ฮูหยิน ข้าทำอะไรผิดหรือเจ้าคะ?”


นางพูดไปน้ำตาก็พานจะไหล ทำเอานางจูหงุดหงิดเป็นที่สุด


‘นางแพศยานี่ ดีแต่ร้องไห้!’


เมื่อครู่ตอนที่นางถูกนางเหอกลั่นแกล้ง ไม่เห็นนางแพศยานี่จะช่วยพูดสักคำ ตอนนี้นางเหอไม่อยู่ นางแพศยานี่ยังจะมาเล่นละครตบตาอีก!


เมื่อก่อนเหตุใดไม่ยักรู้ว่านางเล่นละครเก่งขนาดนี้?


“นางแพศยา ยังมีหน้ามาถามอีกรึ! เจ้าพูดใส่ร้ายตระกูลหูต่อหน้าฮูหยินลู่ใช่หรือไม่? อย่าลืมสถานะของตัวเองไปหน่อยเลย คิดจริงๆหรือว่าตระกูลลู่จะปกป้องเจ้า? ฝันไปเถอะ!”


ฮูหยินหูใช้นิ้วจิ้มศีรษะนางเหยาอย่างแรง นางเหยาก้มหน้าไม่กล้าขัดขืน ทั้งยังคุกเข่าลง ทำท่าทางน่าสงสารพลางเอ่ย “ฮูหยินเข้าใจผิดแล้วเจ้าค่ะ! ข้าไม่ได้พูดอะไรเลย ฮูหยินลู่เพียงเอ็นดูซูซู จึงให้ข้าอยู่ต่ออีกสักพัก...”


“เจ้าไม่ได้พูดอย่างนั้นรึ? ถ้าเจ้าไม่พูด แล้วฮูหยินลู่จะมีท่าทีเป็นปฏิปักษ์กับข้าขนาดนี้หรือ? นางตัวดี เจ้าคิดว่ามีตระกูลลู่เป็นที่พึ่งแล้วจะทำอะไรก็ได้สินะ? หากเก่งจริงก็มุดหัวอยู่ที่นี่ตลอดไปซะ ลองกลับไปที่ตระกูลหูเมื่อไร เจ้าได้เห็นดีแน่!”


นางจูไม่กล้าส่งเสียงดังเกินไป เพราะกลัวคนอื่นจะได้ยิน จึงยื่นมือไปหยิกนางเหยาเพื่อช่วยระบายความคับแค้นในอกแทน


ซูซูเห็นดังนั้น จึงวิ่งเข้ามาขวางหน้านางเหยาไว้ แล้วพูดเสียงดุ “ห้ามรังแกแม่ข้านะ!”


นางจูชะงักไป


เข้าท่าดีนี่ ไม่เพียงแค่นางเหยาที่เปลี่ยนไป แม้แต่นางเด็กเหลือขอนี่ก็เปลี่ยนไปเช่นกัน


เมื่อก่อนยังแกล้งทำดีเอาใจนาง เรียกนางว่าป้าสะใภ้ เดี๋ยวนี้พอเจอนางเหอ ท่าทีก็แข็งกร้าวขึ้นมาเชียว


ความอดทนของฮูหยินหูพลันพังทลายลง สะบัดมือผลักซูซูล้มลงกับพื้น แล้วก็ช่างบังเอิญเหลือเกิน พู่หยกห้อยเอวที่เพิ่งรีดไถมาจากฮ่องเต้กระแทกพื้นในจังหวะนั้นจนแตกเป็นสองเสี่ยง ซูซูเห็นดังนั้นก็ร้องไห้จ้าทันที


นางจูไม่คิดว่าซูซูจะล้ม และไม่คิดว่าเด็กที่เก็บอารมณ์เก่งมาตลอดอย่างนางเด็กเหลือขอจะร้องไห้เสียงดังขนาดนี้ ทันใดนั้นนางก็เริ่มลนลานทำอะไรไม่ถูก


ยังไม่ทันที่นางจูจะได้พูดอะไร บรรดาบ่าวไพร่ที่ตามเหอจิ่วเหนียงออกไปเมื่อครู่ก็กลับมา สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาพวกเขาคือ นางเหยากับซูซูล้มลุกคลุกคลานอย่างน่าเวทนาอยู่บนพื้น โดยเฉพาะซูซูที่ร้องไห้น่าสงสาร สาวใช้รีบเข้าไปประคอง จังหวะนั้นก็เห็นพู่หยกที่แตกอยู่บนพื้นพอดี


สาวใช้หูตาไวไหวพริบสูงรีบร้องอุทานขึ้นทันที “ตายจริง! ของพระราชทานจากฮ่องเต้ที่ให้คุณหนูซูซูเหตุใดถึงแตกเสียแล้ว? ทำลายของพระราชทานมีโทษถึงประหารชีวิตเชียวนะ!”


ของพระราชทาน?


ประหารชีวิต?


นางจูตัวแข็งทื่อไปทันที สมองมึนตื้อไปหมด ไม่เข้าใจว่านางเด็กเหลือขอนี่จะมีของพระราชทานได้อย่างไร


ซูซูได้ยินดังนั้น ก็ยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม กล่าวปนสะอื้น “ป้าสะใภ้ไม่ได้ผลักซูซูนะ ฮือๆๆ ซูซูล้มเองต่างหาก ฮือๆๆ...”


สมองของนางจูกำลังรวน พอได้ยินเช่นนั้นก็รีบเออออตามทันที “ใช่! นางล้มเอง ไม่เกี่ยวกับข้าเสียหน่อย...”


พูดไปได้ครึ่งเดียว นางก็ได้สติ


‘ตนเองเหมือนจะโดนเด็กนี่วางกับดักเข้าให้แล้ว!’


ถึงแม้นางเด็กเหลือขอจะบอกว่านางไม่ได้ผลัก แต่นี่มันเหมือนนางร้อนตัวชัดๆ ใครมีสมองหน่อยก็ต้องคิดว่านางเป็นคนบีบบังคับให้เด็กพูดเช่นนี้!


นางจูกัดฟันเคียดแค้นจนฟันแทบหัก นางเด็กนี่ตัวแค่นี้แต่แผนสูงนัก!


แม่นมข้างกายก็เริ่มร้อนใจ คิดว่าไหนๆ เรื่องก็มาถึงขั้นนี้แล้ว ก็ให้มันเป็นไปตามน้ำเลยแล้วกัน จึงกล่าวเสริม “คุณหนูซูซูล้มเองจริงๆ ไม่เกี่ยวกับฮูหยินของข้า!”


แม่นมคิดว่า อย่างไรก็มีแค่บ่าวไพร่ไม่กี่คน พูดกลบเกลื่อนไปส่งเดชก็ได้ อย่างไรเสียเหอจิ่วเหนียงก็ไม่อยู่


อีกอย่าง นางเด็กเหลือขอนี่เพิ่งมาจวนแม่ทัพเมื่อเช้า จะไปมีของพระราชทานได้อย่างไร? ดีไม่ดีพวกสาวใช้นี่แหละที่โกหก


แม่นมก้มตัวลงจะประคองผู้เป็นนายให้ลุกขึ้น ในจังหวะนั้นเองก็มีเสียงปรบมือดังมาจากด้านหลัง 


เมื่อหันไปมอง ก็พบว่าเป็นเหอจิ่วเหนียง


คราวนี้แม้แต่แม่นมก็เริ่มหน้าถอดสี ไม่กล้าสบตาเหอจิ่วเหนียง รีบคุกเข่าลงไปนั่งข้างๆนางจู


“ฮูหยินหูนี่ทำให้ข้าประหลาดใจจริงๆ ดูท่าจะไม่เห็นฮูหยินแม่ทัพอยู่ในสายตาเลยสินะ”


เหอจิ่วเหนียงแสยะยิ้มเดินเข้ามา ประคองซูซูขึ้นมาสำรวจ เจ้าตัวเล็กฉลาดเฉลียว ไม่ได้รับบาดเจ็บตรงไหน พอเห็นแม่บุญธรรมก็ลอบยิ้มให้วูบหนึ่ง ส่งสัญญาณว่าตนไม่เป็นไร


ความจริงแล้วนางสงสารเจ้าตัวเล็กจับใจ เดิมทีนางเพียงให้ซูซูหาโอกาสทำหยกให้แตกก็พอ ไม่นึกว่าเด็กน้อยจะใช้วิธีเจ็บตัวเช่นนี้


นางเหยาก็อีกคน เล่นละครก็เล่นไปสิ เหตุใดต้องยอมให้นางจูตบจริงๆด้วย สมจริงน่ะสมจริงอยู่หรอก แต่มันน่าเจ็บใจยิ่งนัก


นางจูหายตกใจเรื่องของพระราชทานแล้ว พอเห็นเหอจิ่วเหนียงมองมาด้วยรอยยิ้มกึ่งไม่ยิ้ม หัวใจก็กระตุกวูบ


“ฮ่าๆ สาวใช้จวนแม่ทัพนี่ช่างรู้วิธีล้อเล่นจริงๆ ซูซูไม่เคยเข้าวัง จะไปมีของพระราชทานได้อย่างไรเจ้าคะ?”


อย่าว่าแต่นางเด็กเหลือขอนี่เลย นางที่เป็นถึงฮูหยินตระกูลหูยังไม่มีโอกาสได้เข้าวังเลยสักครั้ง


อีกอย่าง นั่นก็แค่พู่ห้อยอันเล็กๆ ฮ่องเต้จะพระราชทานของเช่นนี้ให้นางทำไม?


สาวใช้จวนแม่ทัพคิดว่านางเสียสติไปแล้วรึ?


“ล้อเล่น? ฮูหยินหูคิดว่าสาวใช้จวนแม่ทัพจะไม่รู้กาลเทศะ ถึงขนาดกล้าล้อเล่นต่อหน้าแขกเชียวหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงเลิกคิ้ว รู้สึกว่านางจูผู้นี้ช่างโง่เง่าสมชื่อจริงๆ


ฮุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ เอ่ยขึ้นอย่างรู้จังหวะ “ก่อนหน้าที่พวกท่านจะมา ฮูหยินของพวกเราพาคุณหนูซูซูเข้าวังเจ้าค่ะ ฮ่องเต้ทรงโปรดปรานคุณหนูซูซูมาก จึงพระราชทานของเล่นเล็กๆน้อยๆกับนาง”


นางจูตกใจจนแทบสิ้นสติ นางเด็กเหลือขอนี่ได้เข้าวังไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้จริงๆหรือ!?


ทั้งยังเป็นที่โปรดปรานของฮ่องเต้อีกด้วย?


“มะ...ไม่ ไม่ใช่ ข้าแค่...”


นางจูอยากจะแก้ตัว แต่ไม่รู้จะพูดอย่างไร ได้แต่มองไปที่ซูซู แววตาเต็มไปด้วยการข่มขู่


ไม่ว่าจะเป็นของพระราชทานจริงหรือไม่ ก็ต้องให้นางเด็กนี่รับสมอ้างไปคนเดียว ข้อหาทำลายของพระราชทานนางรับไม่ไหวหรอกนะ


แต่ผิดคาด สายตาข่มขู่ของนางไม่ได้สบกับซูซู แต่กลับไปสบเข้ากับสายตาของเหอจิ่วเหนียงพอดี


นางจูตกใจจนหงายหลัง เคราะห์ดีที่แม่นมข้างกายช่วยประคองไว้ทัน ไม่อย่างนั้นคงหงายท้องตึง


“ที่แท้ในที่ที่ข้ามองไม่เห็น ฮูหยินหูก็รังแกลูกบุญธรรมของข้าเช่นนี้สินะ”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวจบ ก็หันไปสั่งสาวใช้ข้างกาย “ฮูหยินหูทำลายของพระราชทาน ทั้งยังรังแกลูกสาวข้าต่อหน้าต่อตาข้าถึงเพียงนี้ นี่มันจงใจดูถูกจวนแม่ทัพชัดๆ สอนกฎระเบียบให้นางหน่อยซิ!”


“เจ้าค่ะ ฮูหยิน!”


บ่าวไพร่กรูเข้ามาลากตัวนางจูออกไปข้างนอกทันที  ไม่สนใจว่านางจูจะพูดอะไร


ด้านนอกมีคนเตรียมไม้พลองรอไว้อยู่แล้ว พอลากตัวออกไปได้ ก็กดลงกับพื้นแล้วลงไม้ทันที


แม่นมตกใจจนทำอะไรไม่ถูก มาเยี่ยมเยียนดีๆ เหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้!


“อย่า อย่าตี! ฮูหยินลู่ทำเช่นนี้ ไม่เห็นแก่หน้านายท่านของพวกเราบ้างหรือเจ้าคะ?”


แม่นมตัดสินใจเสี่ยงตายเพื่อช่วยผู้เป็นนาย คิดว่าอย่างน้อยนายท่านของตนก็เป็นถึงขุนนางราชสำนัก ฮูหยินลู่ไม่เห็นแก่พระก็ควรเห็นแก่เณร ไม่น่าจะลงโทษฮูหยินของนางโดยพลการได้!


เหอจิ่วเหนียงยังไม่ทันกล่าวสิ่งใด ฮุ่ยเอ๋อร์ก็ก้าวออกมาตวาดเสียงดัง “บ่าวชั่วมาจากไหน กล้ามาสามหาวใส่ฮูหยินของข้า ลากไปตีด้วยกัน!”


ตอนที่ 807: สั่งสอนนางจู


สิ้นเสียงฮุ่ยเอ๋อร์ ก็มีคนเข้ามาอีกหลายคน ลากตัวแม่นมออกไปกดลงข้างๆนางจู แล้วเริ่มลงมือโบย


เสียงร้องโหยหวนดังระงม นางเหยากับซูซูเริ่มหวาดกลัว โดยเฉพาะนางเหยา ที่กังวลว่าเหอจิ่วเหนียงจะเดือดร้อนไปด้วย จึงรีบกล่าว “ฮูหยิน แบบนี้จะไม่...”


“ไม่ต้องกังวล ทำลายของพระราชทาน ตีให้ตายยังถือว่าเมตตาด้วยซ้ำ อีกอย่าง ข้าไม่ได้กะจะเอาชีวิตพวกนางเสียหน่อย”


คนน่ารังเกียจเช่นนี้ จะให้ตายง่ายๆได้อย่างไร? แน่นอนว่าต้องสั่งสอนให้เข็ดหลาบ!


นางเหยาได้ยินว่าจะไม่ถึงแก่ชีวิตก็โล่งใจขึ้นเปลาะหนึ่ง ความรู้สึกที่มีคนคอยหนุนหลังนี่มันดีจริงๆ นางมีชีวิตมาจนป่านนี้ นอกจากบิดามารดา ก็มีแต่เหอจิ่วเหนียงนี่แหละที่ดีกับนางเช่นนี้


นางรู้สึกตื้นตันใจ ขณะเดียวกันก็อดรู้สึกเปรียบเทียบด้วยความน้อยใจไม่ได้


นางกับเหอจิ่วเหนียงเพิ่งรู้จักกันวันนี้ ต่อให้เห็นแก่ซูซู อีกฝ่ายก็ไม่จำเป็นต้องทำถึงขนาดนี้


เทียบกับสามีทั้งสองคน และพี่น้องในบ้านที่ไม่มีแม้แต่ความคิดหวังดีให้กันด้วยซ้ำ เรียกได้ว่าเทียบไม่ได้เลย


เพราะเหตุใดกัน? 


เหตุใดเหอจิ่วเหนียงที่เป็นคนอื่นคนไกลถึงดีกับนางได้ขนาดนี้ แต่ญาติในสายเลือดกลับบีบคั้นนาง ตัดทางรอดของนางทุกทาง?


คิดถึงตรงนี้ก็ยิ่งเศร้าใจ


สุดท้ายหญิงสาวก็ทำได้เพียงส่ายหน้า สลัดความคิดฟุ้งซ่านทิ้งไป


นับจากนี้ นางจะไม่สนใจเรื่องราวที่ผ่านมาเหล่านั้นอีก นางจะอาศัยความช่วยเหลือของฮูหยินลู่ ตั้งตัวด้วยความสามารถของตนเอง เลี้ยงดูซูซูให้เติบใหญ่ แค่โอกาสนี้ก็ดีมากแล้ว


ตามหลักแล้ว ซูซูเป็นลูกบุญธรรมของเหอจิ่วเหนียง นางก็นับเป็นพี่น้องกับเหอจิ่วเหนียงได้ แต่นางยังคงยืนกรานจะเรียกเหอจิ่วเหนียงว่าฮูหยิน เป็นเจตนาที่เปี่ยมด้วยความเคารพและสำนึกบุญคุณ


นางไม่ปรารถนาจะตีตนเสมอท่านเรียกขานว่าพี่น้อง แต่ยินดีลดตัวลงเรียกขานว่าฮูหยิน เพื่อเตือนใจตนเองเสมอว่าอย่าได้ลืมบุญคุณที่เหอจิ่วเหนียงมีต่อตนและบุตรสาว วันหน้าหากมีโอกาสต้องตอบแทนให้ครบถ้วน


เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรู้ว่านางเหยากำลังคิดไปไกลขนาดไหน จูงมือซูซูออกไปดูเรื่องสนุก


นางจูถูกโบยจนไร้เรี่ยวแรงจะกรีดร้องแล้ว แต่ก็ยังไม่ละความพยายามที่จะขอความเมตตา ร้องขอชีวิตเสียงเบาหวิว พร่ำบอกว่าไม่กล้าอีกแล้ว


เหอจิ่วเหนียงออกมาถึงก็ยกมือขึ้น บ่าวไพร่จึงหยุดลงมือและรอฟังคำสั่ง


“ฮูหยินหู รู้หรือไม่ว่าเหตุใดข้าถึงสั่งโบยเจ้า?”


นางลดสายตาลงมองนางจู แววตาเจือรอยยิ้ม เห็นนางจูถูกลงโทษจนตกอยู่ในสภาพเช่นนี้อารมณ์ก็ดีขึ้นไม่น้อย


นางจูรู้สึกราวกับจะสิ้นใจ เจ็บปวดไปทั้งร่าง ขยับตัวแทบไม่ได้ ได้แต่ขยับปากเอ่ยออกมาอย่างยากลำบาก “ข้าน้อยไม่ระวังทำของพระราชทานแตก ข้าน้อยไม่ได้ตั้งใจ ขอฮูหยินโปรดเมตตา...”


โดนทุบตีไปขนาดนี้ ในที่สุดฮูหยินหูก็เลิกปากแข็ง ไม่กล้าโยนความผิดให้ซูซูอีก


“เมื่อครู่ฮูหยินหูยังบอกอยู่เลยว่าไม่ได้ทำแตกเอง เหตุใดตอนนี้ถึงยอมรับแล้วล่ะ? หรือว่าคิดจะตบตาข้า?”


“ไม่! ไม่ใช่! ไม่...”


นางจูรีบปฏิเสธ ตอนนี้นางแค่อยากมีชีวิตรอด ไม่กล้าพูดอะไรให้มากความอีกแล้ว


เหอจิ่วเหนียงมองสภาพดูไม่ได้ของอีกฝ่ายแล้วแค่นหัวเราะ “สภาพอย่างเจ้า ยังคิดจะมาสั่งสอนลูกสาวข้า ไม่ตักน้ำใส่กะโหลกชะโงกดูเงาตัวเองบ้างว่าคู่ควรหรือไม่… จริงสิ ได้ยินว่าพวกเจ้าสองคนจิตใจโหดเหี้ยมชอบใช้เข็มกับลูกสาวสุดที่รักของข้า ฮุ่ยเอ๋อร์ มาๆๆ จัดการพวกนางหน่อย”


พูดจบ เหอจิ่วเหนียงก็ดึงซูซูถอยหลังไปเล็กน้อย เพื่อเปิดทางให้ฮุ่ยเอ๋อร์


ฮุ่ยเอ๋อร์เตรียมเข็มเล่มยาวไว้พร้อมแล้ว เมื่อได้ยินคำสั่งก็ก้าวออกมาแสดงเข็มในมือทันที


ต้องยอมรับว่าฮุ่ยเอ๋อร์สาวน้อยคนนี้มีความโหดอยู่ในตัวไม่เบา เข็มเหล่านั้นถูกคีบไว้ตามร่องนิ้ว ยามที่กางมือออกมาจึงมีลักษณะเป็นแพเหมือนกรงเล็บเหล็ก ทำเอาสองนายบ่าวตระกูลหูที่นอนพะงาบ.พะงาบ อยู่บนพื้นตกใจจนสลบเหมือดไปทันที


แต่ใช่ว่าสลบไปแล้วจะรอด


ฮุ่ยเอ๋อร์หัวเราะหึๆ แล้วกล่าว “ดีเลย จะได้ช่วยปลุกพวกนางให้ตาสว่างได้ง่ายๆหน่อย!”


พูดจบ เข็มเงินแวววาวเรียงกันเป็นแพก็จิ้มลงไปที่บั้นท้ายของสองนายบ่าวทันที


“กรี๊ด...”


“โอ๊ย...”


เสียงกรีดร้องโหยหวนสองเสียงดังขึ้นพร้อมกัน ทำเอานกคู่หนึ่งที่กำลังเกี้ยวพานกันบนต้นไม้ตกใจจนบินหนีไป


เหอจิ่วเหนียงแคะหู ทำหน้ารังเกียจ “หนวกหูเสียจริง หาอะไรมาอุดปากพวกนางหน่อยเร็วเข้า!”


พูดจบ ก็หันไปเห็นนางเหยายืนอยู่ข้างๆพอดี จึงกล่าว “น้องเหยา เจ้าไปจัดการ”


นางเหยาชะงักกึก


‘ให้นางไปอุดปากนางจูหรือ?’


นาง...


ไม่ค่อยจะกล้า...


“เร็วเข้าสิ อย่ามัวยืนบื้อ เสียงน่ารำคาญจะตายอยู่แล้ว เดี๋ยวซูซูตกใจร้องไห้”


เหอจิ่วเหนียงเร่งเร้า เสี่ยวซูซูที่อยู่ข้างๆ เงยหน้ามองนาง พลางอ้าปากอธิบาย “ท่านแม่ ข้าไม่กลั...”


พูดยังไม่ทันจบ นิ้วเรียวของแม่บุญธรรมก็แตะที่ริมฝีปากเล็ก และเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง “ไม่ เจ้ากลัว”


ซูซูกะพริบตาปริบๆ แล้วพยักหน้า นางเข้าใจแล้ว


ดังนั้น...


เด็กหญิงจึงโผเข้ากอดขาเหอจิ่วเหนียงแล้วเริ่มร้องโวยวาย “ฮือๆๆ ข้ากลัวเจ้าค่ะ อาเหนียงรีบไปอุดปากพวกนางเร็วเข้า!”


นางเหยาคาดไม่ถึงว่าบุตรสาวเปลี่ยนสีไวขนาดนี้ นางยืนอึ้งไปครู่หนึ่งจึงจะประมวลผลได้ ทันใดนั้นก็รับผ้าขี้ริ้วเหม็นๆที่สาวใช้ยื่นให้ แล้วเดินเข้าไปอุดปากคนทั้งสอง


เหอจิ่วเหนียงจึงได้พอใจ “ใช่ ยัดเข้าไปให้หมด อย่าให้เหลือช่องว่าง”


“ทำท่าให้โหดกว่านี้หน่อย ไม่ได้ เจ้าทำเช่นนี้มันอ่อนโยนเกินไป”


“โอ๊ย ไม่ได้เรื่องๆ ไฉ่เอ๋อร์ เจ้าไปสอนนางหน่อย นางมือใหม่ ฝีมือยังไม่ถึงขั้น!”


สุดท้าย ภายใต้ความช่วยเหลือของไฉ่เอ๋อร์ ในที่สุดนางเหยาก็อุดปากคนทั้งสองด้วยท่าทางดุดันพอใช้ได้ แล้วหันมามองเหอจิ่วเหนียงด้วยความประหม่า


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยปลอบ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร ครั้งแรกก็แบบนี้แหละ เป็นเรื่องปกติ ฝึกบ่อยๆ เดี๋ยวก็เป็นเอง”


สองนายบ่าวตระกูลหูที่ยังโดนเข็มทิ่มอยู่บนพื้น “???”


หมายความว่าอย่างไร?


นี่ไม่คิดจะปล่อยพวกนางไปใช่หรือไม่?


นางจูตาเหลือกสลบไปอีกรอบ ฮุ่ยเอ๋อร์กวักมือเรียก บ่าวชายคนหนึ่งก็หิ้วถังน้ำเข้ามา สาดโครมใส่ร่างพวกนางอย่างไม่ปรานี


น้ำนั้นผสมเกลือเข้าไปด้วย เมื่อบาดแผลสดๆ โดนน้ำเกลือเข้าไป ความแสบซ่านนั้นไม่ต้องพูดถึง


แต่เหอจิ่วเหนียงยังอุตส่าห์ปลอบใจด้วยความหวังดี “ไม่ต้องห่วง น้ำเกลือนี่ช่วยฆ่าเชื้อโรค ดีต่อการรักษาบาดแผลนะ!”


นางจูตาแทบถลน แสร้งทำเป็นสลบต่อไปไม่ไหวแล้ว ในดวงตาเต็มไปด้วยความเคียดแค้น


เหอจิ่วเหนียงนางแพศยา ทำกับนางเช่นนี้ได้อย่างไร!


ก่อนมาที่นี่ นางยังฝันหวานถึงชีวิตฮูหยินสูงศักดิ์ แต่ไม่ถึงชั่วยาม ฝันก็สลายไม่มีชิ้นดี


อีกทั้งนางยังให้ความมั่นใจกับหูเซิ่งเป็นมั่นเหมาะว่า พวกตนจะอาศัยนางเด็กเหลือขอไต่เต้าได้แน่นอน ไม่นึกเลยว่าจะเตะโดนตอเข้าอย่างจัง


แต่นางไม่กล้าล่วงเกินเหอจิ่วเหนียง แม้แต่ตอนนี้ก็ยังไม่กล้า จึงได้แต่สาดสายตาเคียดแค้นจ้องเขม็งไปที่นางเหยา


แม้นางต้องตาย ก็จะไม่ปล่อยนางแพศยานี่ไปเด็ดขาด!


ที่ผ่านมาที่เก็บนางไว้ ก็เพราะเห็นว่านางไม่มีพิษภัย แถมยังมีฝีมือเย็บปักถักร้อย เก็บไว้ในจวนให้ตัดเสื้อปักลายให้ ยามใส่ออกไปข้างนอกก็ยังมีคนชม พอรู้ว่าบุตรสาวที่เกิดกับสามีเก่าของนางดันไปเข้าตาตระกูลลู่ ก็คิดจะใช้ประโยชน์ แต่ไม่นึกว่าเรือจะล่มปากอ่าว


นางเหยา นางแพศยานี่จะเก็บไว้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว ไม่อย่างนั้นชีวิตนางคงหาไม่


รอนางกลับไปก่อนเถอะ ต้องจัดการนางเหยาให้ตายซะ!


ตอนที่ 808: ทางเลือกของหูเซิ่ง


สายตาอาฆาตของฮูหยินหูไหนเลยจะรอดพ้นสายตาคมปลาบของเหอจิ่วเหนียงไปได้ เจ้าบ้านสาวขยับตัวไปบังหน้านางเหยาอย่างจงใจ บดบังความเคียดแค้นของนางจูไว้จนมิด


นางกล่าวด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน “ฮูหยินหูเลิกใช้สายตาเช่นนั้นขู่คนอื่นได้แล้ว รีบคิดดีกว่าว่าถ้าใต้เท้าหูรู้ว่าเจ้าจงใจทำลายของพระราชทาน จะยังอยากช่วยเจ้าอยู่หรือไม่”


ใช่แล้ว นี่คือจุดประสงค์ที่แท้จริงของเหอจิ่วเหนียง


ใช้นางจูเป็นเครื่องต่อรอง บีบให้หูเซิ่งต้องเลือก


แม้แผนการจะยุ่งยากไปสักหน่อย แต่สำหรับนางเหยากับซูซูแล้วจำเป็นต้องทำ เพราะสองแม่ลูกไม่มีฐานอำนาจ หากไม่ทำให้ถูกต้องตามขั้นตอน จะกลายเป็นขี้ปากชาวบ้านได้ง่าย


ไม่ว่ายุคสมัยไหน ข่าวลือย่อมฆ่าคนได้เสมอ โดยเฉพาะกับคนอ่อนแออย่างนางเหยาที่เรียกได้ว่าเป็นเหยื่อชั้นดี


ในเมื่อเลือกที่จะช่วยแล้ว ก็ต้องช่วยให้ถึงที่สุด การทำอะไรครึ่งๆกลางๆ ไม่ใช่นิสัยของคนอย่างเหอจิ่วเหนียง


นางจูฟังแล้วงุนงง ไม่เข้าใจว่าอีกฝ่ายจะมาไม้ไหนอีก


แม้แต่นางเหยาก็งุนงงเช่นกัน แต่สัญชาตญาณบอกว่า ฮูหยินลู่ต้องกำลังแก้แค้นให้ตนแน่ๆ


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้กล่าวตรงๆ แต่หันไปสั่งฮุ่ยเอ๋อร์ “ส่งคนไปแจ้งข่าวที่บ้านสกุลหู บอกว่าฮูหยินหูจงใจทำลายของพระราชทาน ถูกฮูหยินแม่ทัพกักตัวไว้ หากใต้เท้าหูต้องการช่วยนาง มีทางเลือกเดียวคือ เขียนหนังสือตัดขาดกับน้องเหยาส่งมาที่จวนแม่ทัพ ไม่เช่นนั้น ฮูหยินแม่ทัพจะส่งตัวฮูหยินหูเข้าคุกหลวง”


อืม ในคุกหลวงมีจัวเจียอวี้อยู่แล้วคนหนึ่ง เพิ่มนางจูไปอีกสักคนคงจะคึกคักขึ้นไม่น้อย


นางจูตัวสั่นสะท้าน เพียงแค่พู่ห้อยเอวเล็กๆอันเดียว ถึงกับจะส่งนางเข้าคุกหลวงเลยหรือ!


คนที่ได้ย่างกรายเข้าคุกหลวงมีจุดจบเช่นไรกัน รอประหารหลังฤดูใบไม้ร่วงหรือ?


สวรรค์!


นางจูถูกความคิดนี้โจมตีจนหายใจไม่ทัน สลบเหมือดไปอีกรอบ


รอบนี้เหอจิ่วเหนียงตัดสินใจเป็นคนดี ไม่ให้คนปลุกนางขึ้นมา แต่ให้ลากไปขังไว้ในห้องเก็บฟืน รอให้หูเซิ่งมาไถ่ตัว

…….

หูเซิ่งกำลังกระหยิ่มยิ้มย่องอยู่ที่บ้าน วาดฝันถึงการเลื่อนขั้นและยกฐานะให้ร่ำรวยขึ้น ทันทีที่ได้รับข่าวจากตระกูลลู่ ก็ราวกับฟ้าผ่ากลางวันแสกๆ จนตัวแข็งทื่อไหม้เกรียมไปทั้งร่าง


ไหนฮูหยินบอกว่าจัดการได้ แล้วเหตุใดตอนนี้ถึงพาตัวเองเข้าไปติดกับเสียแล้วล่ะ?


หรือว่าฮูหยินก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของนางเหอ?


พอนึกถึงสตรีจิตใจอำมหิตอย่างนางเหอ หัวใจดวงน้อยๆของหูเซิ่งก็สั่นเทิ้ม


“นายท่าน ตอนนี้พวกเราจะทำอย่างไรดีขอรับ? ฮูหยินถูกกักตัวไว้เช่นนี้จะแย่เอานะขอรับ!”


บ่าวรับใช้ประจำตัวร้อนรน ฮูหยินใหญ่ทำลายของพระราชทาน หากเรื่องบานปลาย ดีไม่ดีตระกูลหูทั้งตระกูลจะพลอยฟ้าพลอยฝนไปด้วย


“ถามๆๆ เจ้าก็รู้แต่ถาม! นี่ข้าก็กำลังใช้ความคิดอยู่อย่างไรเล่า!”


หูเซิ่งเท้าเอวเดินวนไปวนมา หงุดหงิดถึงขีดสุด เหอจิ่วเหนียงจงใจบีบคั้นเขาชัดๆ


ถ้าเขาเขียนหนังสือตัดขาด ก็เท่ากับตัดขาดกับนางเหยา แล้วจะเอาความสัมพันธ์ระหว่างซูซูกับตระกูลลู่มาหาผลประโยชน์ได้อย่างไร แต่ถ้าไม่เขียน ฮูหยินก็จะถูกจับตัวส่งทางการ เรื่องราวอาจใหญ่โตจนลามมาถึงเขา


เขาอุตส่าห์บากบั่นมาค่อนชีวิตกว่าจะมาถึงจุดนี้ จะมาพังเพราะผู้หญิงคนเดียวไม่ได้


แต่ฮูหยินก็ช่วยเหลือเกื้อกูลเขามาไม่น้อย จะบอกว่าหากไม่มีแผนการของฮูหยินก็ไม่มีเขาในวันนี้ก็ว่าได้ หากฮูหยินถูกเล่นงาน เขาเองก็ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อไป


ทว่าเรื่องฮูหยินถูกตระกูลลู่ลงโทษคงปิดไม่มิด หากเขาเลือกฮูหยิน เส้นทางขุนนางในภายภาคหน้าต้องได้รับผลกระทบแน่


แต่ถ้าเลือกนางเหยาก็จะต่างออกไป หากไม่มีฮูหยิน เขาก็สามารถยกนางเหยาขึ้นเป็นภรรยาเอก ให้ซูซูเป็นคุณหนูสกุลหู ก็ถือว่ามอบสถานะที่ดีให้นางอย่างเปิดเผย


แน่นอนว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ เขาจะสามารถเกาะขาพึ่งบารมีตระกูลลู่ได้อย่างถูกต้องตามทำนองคลองธรรม


พอคิดได้ดังนี้ ใต้เท้าหูก็ตัดสินใจได้ทันที


ระหว่างความรักกับผลประโยชน์ เขาเลือกผลประโยชน์อย่างไม่ต้องสงสัย


ความสัมพันธ์ฉันสามีภรรยาตลอดหลายปีที่ผ่านมานั้นนับเป็นอะไรได้ อีกอย่าง อดีตของนางเหยาและชาติกำเนิดของซูซูที่เขานึกรังเกียจมาตลอดก็ไม่สำคัญอีกต่อไป ที่เขาสนใจคืออนาคตของตนเองต่างหาก!


ใช่แล้ว เขาคิดว่า นี่น่าจะเป็นผลลัพธ์ที่เหอจิ่วเหนียงต้องการเห็นจริงๆ


พูดง่ายๆคือ เหอจิ่วเหนียงแค่ต้องการทวงสถานะให้นางเหยา ดังนั้นถึงได้บีบคั้นพวกเขาเช่นนี้


พอตกตะกอนความคิดได้ หูเซิ่งก็สั่งการบ่าวรับใช้ทันที “ไปบอกฮูหยินลู่ ปัญญาชนทำผิดโทษเท่าสามัญชน นางจูทำผิดก็ต้องรับผิดชอบ ข้ายินดีเขียนหนังสือหย่า ตัดขาดความสัมพันธ์กับนางจูทันที!”


ประโยคนี้เขาไม่เรียกภรรยาของตนเองว่าฮูหยินแล้ว เรียกนางจูเต็มปากเต็มคำ


บ่าวรับใช้เห็นความเลือดเย็นบนใบหน้าของผู้เป็นนายแล้วก็สะดุ้งเฮือก นั่นภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากที่ร่วมสร้างฐานะมาด้วยกันแท้ๆ เขายังใจดำทิ้งได้ลงคอ


ทั้งๆที่ชัดเจนว่าแค่หย่าอนุภรรยาก็จบเรื่อง แต่เขากลับเลือกหย่าภรรยาเอก


บ่าวไพร่ต่างพากันตกตะลึง ความหนาวเหน็บแล่นขึ้นมาจากฝ่าเท้า กับภรรยาคู่บุญยังใจจืดใจดำขนาดนี้ ไม่ต้องพูดถึงบ่าวไพร่อย่างพวกเขาเลย ไม่รู้จะโดนสั่งเก็บเมื่อไร


“ยังยืนบื้ออยู่ทำไมอีก? รีบไปจัดการสิ!”


เขาเตะบ่าวรับใช้ที่อยู่ใกล้ที่สุดไปหนึ่งทีพร้อมด่าทอ บ่าวรับใช้ตกใจจนเหงื่อไหล รีบวิ่งออกไปไม่กล้าหันกลับมามอง


เมื่อคิดว่าขอแค่ยกนางเหยาขึ้นเป็นภรรยาเอก ก็จะได้เกาะขาตระกูลลู่อย่างงดงาม หูเซิ่งก็อารมณ์ดีขึ้นทันตา ผิวปากเป็นทำนองเพลงเบาๆ พลางเดินไปเขียนหนังสือหย่า

…….

เมื่อข่าวส่งมาถึงจวนแม่ทัพ เหอจิ่วเหนียงถึงกับอึ้ง ไม่นึกว่าหูเซิ่งจะหน้าด้านถึงเพียงนี้


นางเหยาหน้าซีดเผือด ไม่รู้จะทำอย่างไรดี


“ไม่ต้องตกใจ เคราะห์ดีที่ข้าคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า ส่งคนไปแจ้งคนสกุลจูแล้ว มีสกุลจูคอยกดดัน หูเซิ่งไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่ามหรอก”


เหอจิ่วเหนียงตบหลังมือปลอบนางเหยา รอยยิ้มที่มุมปากไม่ได้ชัดเจนมากนัก นางพอเดาทางหูเซิ่งได้ แต่ไม่นึกว่าจะแม่นขนาดนี้


ทว่าพอลองไตร่ตรองให้ดีก็เข้าใจได้ หูเซิ่งเห็นนางให้ความสำคัญกับนางเหยาและซูซู การฉวยโอกาสเกาะสองแม่ลูกเพื่อเกาะขานางก็นับว่าเป็นวิธีที่ฉลาด


เพียงแต่ มีแค่นางเท่านั้นที่จะรีดไถคนอื่น ไม่มีใครจะมารีดไถนางได้


คอยดูเถอะ หูเซิ่งรนหาที่ตายเช่นนี้ นางจะไม่ทำให้เขาผิดหวัง


นางเหยาผ่อนคลายลงได้บ้างแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงหันไปบอกกับฮุ่ยเอ๋อร์ “เจ้าพาคนสกุลหูไปพบนางจู ให้เขาถ่ายทอดคำพูดของหูเซิ่งให้นางฟังให้ครบถ้วน”


เป็นผู้หญิงเหมือนกัน นางจะไม่ช่วยสงเคราะห์นางจูหน่อยได้อย่างไร


ฮุ่ยเอ๋อร์รับคำแล้วหมุนตัวออกไปทำตามคำสั่ง เหอจิ่วเหนียงเริ่มรู้สึกหิว จึงสั่งให้คนตั้งสำรับ จะให้สองผัวเมียสกุลหูมาขัดขวางการกินข้าวของนางไม่ได้

……..

ฮุ่ยเอ๋อร์พาบ่าวสกุลหูไปที่ห้องเก็บฟืน เมื่อบ่าวผู้นั้นเห็นสภาพนางจูที่เหลือแค่ครึ่งชีวิต ขาก็สั่นระริกด้วยความหวาดกลัว


“ฮู...ฮูหยิน...”


ฮุ่ยเอ๋อร์เข้าไปปลุกนางจู นางจูที่สะลึมสะลือพอเห็นบ่าวของจวนตน ก็ตื่นตัวทันที “นายท่านมาช่วยข้าแล้วใช่หรือไม่?”


นางฝืนรวบรวมเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้าย มองบ่าวรับใช้ด้วยความหวัง


บ่าวรับใช้ลำบากใจยิ่งนัก สุดท้ายก็ถอยหลังไปสองก้าว แล้วถ่ายทอดวาจาของหูเซิ่งออกมา


“เจ้าว่าอย่างไรนะ!?”


นางจูหมอบอยู่กับพื้น ใบหน้าเงยขึ้นจ้องมองบ่าวรับใช้ตาค้าง ไม่อยากจะเชื่อหูตนเอง


ตอนที่ 809: ข้าจะสู้ตายกับเขา!


บ่าวรับใช้แทบจะร่ำไห้ออกมา เขาเองก็ไม่อยากทำเช่นนี้ แต่นี่เป็นความต้องการของนายท่านจริงๆ เขาจะกล้าโป้ปดมดเท็จได้อย่างไร


ดังนั้น เขาจึงรวบรวมความกล้ากล่าวซ้ำอีกรอบ “นะ...นายท่านบอกว่า…ฮูหยินทำผิดก็ต้องรับผิดชอบ จะ...จะมอบหนังสือหย่าให้ฮูหยิน...”


“เจ้าโกหก! เจ้าหลอกลวง!”


บ่าวรับใช้ยังพูดไม่ทันจบ นางจูก็กระโจนเข้าใส่เขาทันที ไม่รู้ไปเอาเรี่ยวแรงมาจากไหนทั้งที่เหลือลมหายใจแค่ครึ่งชีวิต


เคราะห์ดีที่บ่าวรับใช้หลบทัน ไม่อย่างนั้นคงล้มหงายหลังและถูกคร่อมร่างตบตีไปแล้ว


แม่นมประจำตัวก็มีสีหน้าไม่อยากจะเชื่อ นี่เป็นเรื่องตลกที่สุดที่ได้ยินในปีนี้


นายท่านกับฮูหยินรักใคร่กันปานนั้น นายท่านจะตัดใจหย่าฮูหยินได้อย่างไร?


ไม่มีฮูหยิน จะมีนายท่านในวันนี้หรือ?


นายท่านกล้าดีอย่างไร!


แม่นมผู้นี้เลี้ยงดูนางจูมาตั้งแต่แรกเกิด ติดตามมาจากบ้านเดิม ย่อมได้รับความไว้วางใจจากนางจูที่สุด และหวังดีกับนางจูที่สุดเช่นกัน ตอนนี้เห็นนายหญิงต้องรับเคราะห์ทั้งยังจะถูกสามีหย่า นางจึงเจ็บปวดไม่แพ้ผู้เป็นนาย


“ฮูหยิน บ่าวไม่รู้อะไรทั้งนั้นขอรับ บ่าวแค่มาส่งข่าว บ่าวต้องกลับแล้ว ฮูหยินโปรดดูแลตัวเองด้วย!”


บ่าวรับใช้กล่าวจบก็วิ่งหนีไปไม่เหลียวหลัง เขากลัวจนขวัญหนีดีฝ่อจริงๆ


“กรี๊ด! หูเซิ่ง เขาทำเช่นนี้ได้อย่างไร! เขาทำกับข้าเช่นนี้ได้อย่างไร!”


“ของปลอม ต้องเป็นเรื่องหลอกลวงแน่! พวกเจ้าอย่ามาหลอกข้าเสียให้ยาก!”


นางจูเริ่มมีเรี่ยวแรงอาละวาดอีกครั้ง ฮุ่ยเอ๋อร์ทำตามที่เหอจิ่วเหนียงสั่งไว้ โดยกล่าว “เลิกโวยวายได้แล้ว วางใจเถอะ ฮูหยินของข้าจะช่วยเจ้าเอง”


นางจูชะงัก แล้วด่าสวน “พวกเจ้าหวังดีขนาดนั้นเชียวรึ? ที่ข้าต้องตกอยู่ในสภาพนี้ไม่ใช่เพราะพวกเจ้าหรืออย่างไร! พวกเจ้าต้องการอะไรกันแน่!”


ฮุ่ยเอ๋อร์ไม่ต่อความยาวสาวความยืด เพียงเอ่ยสั้นๆอีกครั้ง “วางใจเถอะ ฮูหยินของข้าส่งคนไปที่บ้านเดิมของเจ้าแล้ว หูเซิ่งไม่กล้าทิ้งเจ้าหรอก”


นางจูมองฮุ่ยเอ๋อร์ด้วยความหวาดระแวง ไม่เชื่อว่าเหอจิ่วเหนียงจะใจดีเช่นนั้น


“พวกเจ้า...”


“อย่าเข้าใจผิด!” กลัวว่าอีกฝ่ายจะเข้าใจผิด ฮุ่ยเอ๋อร์จึงรีบขัด “ฮูหยินข้าบอกว่า ทุบวัดสิบแห่งยังไม่เท่าทำลายชีวิตคู่หนึ่งคู่ นางย่อมหวังให้พวกเจ้าทั้งสองครองคู่กันตลอดไป”


อืม อันที่จริงแล้ว คำพูดเดิมของฮูหยินก็คือ ให้คนที่ศีลเสมอกันสองคนนี้จองจำกันไว้ อย่าได้มีโอกาสไปทำร้ายคนอื่นเลย


ฮุ่ยเอ๋อร์พูดจบก็จากไป ประตูห้องเก็บฟืนถูกปิดลง ภายในห้องมืดสลัวลงทันตา


แม่นมคลานไปกอดนางจู ร้องไห้สะอื้นฮัก “ฮูหยิน ชีวิตท่านช่างอาภัพนัก!”


นางจูก็ร้องไห้แทบขาดใจ แต่ใจหนึ่งก็เชื่อคำพูดของฮุ่ยเอ๋อร์ ว่าจะไม่มีทางให้หูเซิ่งทิ้งนางได้


พอคิดไตร่ตรองไปมา ในที่สุดนางก็เข้าใจเจตนาของเหอจิ่วเหนียงแล้ว ฮูหยินหูสูดจมูก เลิกร้องไห้ แล้วบอกกับแม่นมข้างกาย “แม่นมไม่ต้องห่วง สกุลจูไม่ยอมให้หูเซิ่งหย่าข้าแน่ ส่วนตาแก่นั่น ข้าอุตส่าห์เหนื่อยยากเพื่อเขามาครึ่งชีวิต พอมีเรื่องแล้วก็จะทิ้งข้า จากนี้ไป ข้าไม่มีวันให้มันอยู่อย่างเป็นสุขแน่!”


ด้วยความฉลาดมากเล่ห์เป็นทุนเดิม นางจูจึงเดาได้ทันทีว่าที่หูเซิ่งหย่านางก็เพื่อจะยกนางเหยาขึ้นเป็นภรรยาเอก


“ถุย!” นางถ่มน้ำลายอย่างไม่เกรงใจ แสยะยิ้มเย็นชา “มันอยากจะเลื่อนขั้นเลื่อนฐานะนักใช่หรือไม่ กล้าอกตัญญูข้า ข้าจะทำลายเส้นทางขุนนางของมันให้สิ้นซากซะ!”


“ตายจริง อย่าเชียวนะเจ้าคะ! ถ้านายท่านหมดอนาคต แล้วอนาคตของคุณชายล่ะเจ้าคะ? ไหนจะเรื่องแต่งงานของคุณหนูอีก...”


แม่นมกังวลใจอย่างยิ่ง คิดว่านางจูวู่วามเกินไป เช่นนี้ไม่ดีแน่


“ก็ยังมีสกุลจูไม่ใช่หรือ? ลูกๆของข้า ข้าจัดการเองได้ แต่หูเซิ่ง ข้าจะสู้ตายกับเขา!”


อาการใจสลายของนางจูหาใช่เกิดขึ้นอย่างไร้เหตุผล หลายปีมานี้นางช่วยเหลือหูเซิ่งจัดการทุกอย่าง แต่พอเกิดเรื่องเขากลับถีบหัวส่ง แล้วสิ่งที่นางทุ่มเทไปทั้งหมดคืออะไร


อย่างเรื่องในวันนี้ ถ้าไม่ใช่เพื่อหูเซิ่ง นางก็คงไม่ต้องตกอยู่ในสภาพนี้


เพราะฉะนั้น นับจากนี้ไป นางจะเข้าสู่ด้านมืด จะลากหูเซิ่งลงนรกไปด้วยกัน!


แม่นมตกใจกับท่าทีของนายหญิงมาก แต่ก็รู้ว่านางตัดสินใจแน่วแน่แล้วที่จะแก้แค้นนายท่าน จึงได้แต่ทอดถอนใจอย่างปลงตก อนิจจา ผัวเมียเคยรักกันหวานชื่น เหตุใดถึงกลายเป็นเช่นนี้ไปได้?

……..

ในขณะเดียวกัน ณ เรือนสกุลจู


ทางด้านสกุลจูเมื่อได้รับรู้เรื่องที่หูเซิ่งจะหย่าภรรยา ก็รีบส่งคนไปกดดันที่เรือนสกุลหูทันที


สกุลจูแม้จะเทียบชั้นขุนนางกับหูเซิ่งไม่ได้ แต่ก็เป็นตระกูลทำการค้า จึงมีฐานะพอสมควรไม่น้อยหน้าใคร หลายปีมานี้เสียเงินทองไปมากมายเพื่อกรุยทางขุนนางให้หูเซิ่ง การที่หูเซิ่งคิดจะเขี่ยนางจูทิ้งดื้อๆ ก็เท่ากับเป็นการตบหน้าสกุลจูฉาดใหญ่


สกุลจูจ่ายไปตั้งมากมายเท่าไรย่อมไม่ยินยอม ดังนั้นจึงยื่นคำขาดว่า จะหย่าก็ได้ แต่ต้องคืนเงินที่ผลาญสกุลจูไปมาให้หมด ห้ามขาดแม้แต่อีแปะเดียว


และสินเดิมที่นางจูเอาติดตัวไปครั้นออกเรือน ต้องคืนมาให้ครบทุกชิ้น ห้ามขาดหาย


ไม่อย่างนั้น จะปล่อยข่าวให้ทั่วเมืองหลวง ทำให้ชื่อเสียงหูเซิ่งป่นปี้


ขุนนางย่อมห่วงชื่อเสียงยิ่งกว่าสิ่งใด หากชื่อเสียงเหม็นโฉ่ เส้นทางขุนนางย่อมได้รับผลกระทบ ไม่ถูกลดขั้นก็ถูกปลดตำแหน่ง อย่างไรก็ไม่มีผลดี

……..

หูเซิ่งกำลังเขียนหนังสือหย่าอย่างมีความสุข วาดฝันถึงอนาคตอันสดใส ทันใดนั้นก็มีคนมารายงานว่าคนสกุลจูมาเยือน เมื่อออกไปพบหน้า อีกฝ่ายก็ประกาศกร้าวทันทีว่าจะให้ชดใช้ทรัพย์สินเงินทองทั้งหมดหากหย่ากับนางจู พลันนั้นใบหน้าของเขาก็เขียวคล้ำ


เงินทองพวกนั้นเขาเอาไปเบิกทางขุนนางหมดแล้ว เบี้ยหวัดขุนนางที่ได้ทุกวันนี้ก็น้อยนิด แล้วเขาจะเอาปัญญาที่ไหนมาใช้คืน?


ส่วนสินเดิมของนางจูยิ่งไม่ต้องพูดถึง หลายปีมานี้ค่าใช้จ่ายในบ้านส่วนใหญ่ก็ได้สินเดิมของนางช่วยจุนเจือทั้งนั้น ไม่อย่างนั้นนางจูจะนั่งแท่นฮูหยินใหญ่ได้อย่างมั่นคงหรือ


สุดท้าย ภายใต้การบีบบังคับของสกุลจู หูเซิ่งจึงจำใจต้องเขียนหนังสือตัดขาดกับนางเหยาด้วยความไม่เต็มใจที่สุด


นางเหยาเป็นอนุภรรยา ทั้งยังเป็นอนุที่ไม่ได้รับความโปรดปราน จึงไม่ต้องใช้หนังสือหย่า ใช้แค่หนังสือตัดขาดความสัมพันธ์เท่านั้น


เมื่อเขียนเสร็จก็ต้องเอาให้คนสกุลจูดูก่อน เมื่ออีกฝ่ายพอใจแล้ว หูเซิ่งก็แบกหน้าไปที่จวนแม่ทัพด้วยตนเอง


เขาไม่ได้อยากไปแม้แต่น้อย แต่สกุลจูบีบบังคับให้เขาต้องไปรับนางจูกลับมาด้วยตนเอง เพื่อเป็นการให้เกียรตินางจู


หูเซิ่งคับแค้นใจยิ่งนัก ไม่นึกเลยว่าสกุลจูจะกล้าข่มขู่เขาถึงเพียงนี้ ในใจเคียดแค้นทั้งนางจูและตระกูลของนาง สกุลจูคือขวากหนามขวางทางเจริญของเขาชัดๆ!

……..

ตอนที่หูเซิ่งมาถึงจวนแม่ทัพ โก่วเอ๋อร์กับจิ่นรุ่ยซื่อจื่อก็เพิ่งเลิกเรียนกลับมาจากสำนักศึกษาหลวงพอดี เด็กทั้งสองยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น เห็นคนมาที่บ้านก็นึกว่าแขก โก่วเอ๋อร์จึงสั่งบ่าวรับใช้ที่กลับมาด้วยกันให้พาหูเซิ่งไปรอที่ห้องรับแขก เดี๋ยวเขาจะไปบอกมารดาให้มาต้อนรับ


โก่วเอ๋อร์พาซื่อจื่อไปที่เรือนหลัง ยังไม่ทันได้พบเหอจิ่วเหนียง ก็เห็นเด็กหญิงตัวน้อยนั่งโล้ชิงช้าอยู่ใต้ต้นไม้ในสวนเสียก่อน


เขาร้องเรียกทันทีด้วยความประหลาดใจ “ซูซู!?”


ตั้งแต่มาอยู่เมืองหลวง ซูซูถูกนางจูเคี่ยวเข็ญให้อยู่ในกฎระเบียบตลอดเวลา ไม่เคยมีโอกาสได้เล่นสนุกเลย วันนี้ได้มาจวนแม่ทัพ ทั้งยังได้อยู่กับแม่บุญธรรม นางก็รู้ว่าปลอดภัยแล้ว จึงลดความหวาดระแวงลง มีอารมณ์มานั่งเล่นโล้ชิงช้า


แล้วก็ได้ยินเสียงพี่โก่วเอ๋อร์


นางหันขวับไปมอง เห็นพี่โก่วเอ๋อร์ยืนอยู่กับพี่ชายอีกคนหนึ่ง กำลังมองมาทางนี้


พอโก่วเอ๋อร์เห็นซูซูหันมา ก็โบกมือให้อย่างตื่นเต้น แล้ววิ่งตรงเข้ามาหา


ซูซูเลิกโล้ชิงช้า กระโดดลงมายืนรอโก่วเอ๋อร์ ความดีใจทะลักล้นออกมาทางแววตา


“พี่โก่วเอ๋อร์ ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”


ตอนที่ 810: หนังสือตัดขาด


เมื่อครู่โก่วเอ๋อร์ยังไม่เชื่อสายตาตนเอง คิดว่าตนเองตาฝาด แต่พอได้ยินเสียงเรียก 'พี่โก่วเอ๋อร์' เขาก็มั่นใจว่าเป็นซูซูจริงๆ ฝีเท้าจึงเร่งความเร็วขึ้น


"ซูซู เจ้ามาได้อย่างไร?"


โก่วเอ๋อร์ประหลาดใจมาก ก่อนหน้านี้ยังคิดอยู่เลยว่าตนมาเมืองหลวงแล้วไม่รู้จะได้เจอน้องสาวบุญธรรมคนนี้อีกเมื่อไร นางอยู่จิงโจวไม่มีท่านแม่คอยปกป้อง ไม่รู้จะอยู่ดีกินดีหรือไม่


นึกไม่ถึงว่าตอนนี้ซูซูจะอยู่ที่เมืองหลวงแล้ว


"ท่านลุงใจร้ายกับอาเหนียงพาข้ามาเจ้าค่ะ!"


ซูซูยืนยิ้มแฉ่งตรงหน้าโก่วเอ๋อร์ ไม่เจอกันพักเดียว รู้สึกว่าพี่โก่วเอ๋อร์สูงขึ้นกว่าเดิมแล้ว


โก่วเอ๋อร์เลิกคิ้ว "ท่านลุงใจร้าย?"


"อื้ม!"


ซูซูยังเด็ก ไม่รู้จะอธิบายถึงลุงใจร้ายคนนั้นอย่างไร จึงจบหัวข้อสนทนานี้ไปเพียงเท่านี้


โก่วเอ๋อร์เองก็ไม่ได้ถามต่อ คิดว่าเดี๋ยวค่อยไปถามมารดา หากซูซูเจอคนไม่ดีจริง เขาจะได้ช่วยจัดการ


เขาจูงมือน้องสาว ก่อนหันไปทางจิ่นรุ่ยซื่อจื่อ แล้วกล่าวแนะนำ "ซูซู นี่คือจิ่นรุ่ยซื่อจื่อ เจ้าเรียกตามข้าว่าท่านพี่ซื่อจื่อก็ได้"


ซูซูพยักหน้า ส่งเสียงทักทายหวานใส "คารวะท่านพี่ซื่อจื่อเจ้าค่ะ!"


จิ่นรุ่ยซื่อจื่อพยักหน้าพลางยิ้มตอบ "น้องซูซู"


ตัวเขาเองก็มีน้องสาว และเอ็นดูน้องสาวตัวเล็กๆอยู่แล้ว ก่อนหน้านี้ได้ยินโก่วเอ๋อร์พูดถึงน้องสาวบุญธรรมคนนี้มาตลอด เขาฟังแล้วก็รู้สึกอยากเจอ และแล้ววันนี้ก็ได้เจอตัวจริงเสียที


เหมือนที่น้องโก่วเอ๋อร์บอกไว้ไม่มีผิด นางหน้าตาน่ารักจริงๆ


ทว่า…


น้องโก่วเอ๋อร์บอกว่าซูซูตัวอ้วนกลม แต่เด็กหญิงที่เขาเห็นตรงหน้านี้ดูไม่อ้วนเลย แถมยังผอมไปด้วยซ้ำ


แต่เขาไม่ได้พูดอะไร น้ำหนักของเด็กผู้หญิงเป็นเรื่องเข้าใจยาก เหมือนน้องสาวของเขา ผอมจะแย่อยู่แล้วยังบ่นว่าตัวเองอ้วน ไม่กล้ากินข้าวเยอะๆ


ไม่แน่ว่าน้องซูซูอาจจะตั้งใจคุมน้ำหนักอยู่ก็ได้


พูดคุยกันอยู่ครู่หนึ่ง โก่วเอ๋อร์ก็นึกขึ้นได้ว่ายังมีแขกรออยู่ที่ห้องรับแขก จึงกล่าว "ซูซูเล่นไปก่อนนะ ที่บ้านมีแขกมา ข้าจะไปบอกท่านแม่ก่อน เจ้ารู้หรือไม่ว่าท่านแม่อยู่ไหน?"


"รู้เจ้าค่ะ อยู่ข้างในกับอาเหนียงของข้า!"


ซูซูพยักหน้า เหมือนท่านแม่กำลังสอนอาเหนียงว่าจะออกจากบ้านท่านลุงใจร้ายอย่างไรนี่แหละ นางฟังไม่เข้าใจ ก็เลยออกมาโล้ชิงช้าเล่น


โก่วเอ๋อร์พยักหน้าแล้วเดินเข้าไปด้านใน ปากก็ตะโกนเรียกท่านแม่ไปด้วย


เหอจิ่วเหนียงได้ยินเสียงเด็กๆคุยกันตั้งแต่แรกแล้ว เพียงแต่นางกำลังปรับทัศนคติให้นางเหยาอยู่ จึงไม่ได้ออกไป


ได้ยินโก่วเอ๋อร์เรียก นางก็ขานรับ แล้วหันไปกำชับนางเหยา "ที่ข้าบอกไปเจ้าจำได้หมดแล้วใช่หรือไม่? สตรีพึงเข้มแข็ง ไม่ต้องกดดันตัวเอง อีกอย่าง ต่อให้มีปัญหาอะไร ก็ยังมีข้าคอยหนุนหลัง"


เรื่องของเรื่องคือ นางเหยากังวลว่าถ้าถูกหูเซิ่งเขียนหนังสือตัดขาด ตนเองจะเสียชื่อเสียง แล้วจะพลอยทำให้ซูซูใช้ชีวิตลำบากไปด้วย นางจึงรู้สึกโทษตัวเองและรู้สึกผิด


ถ้าไม่ใช่เพราะนางเป็นมารดาที่ไร้ความสามารถ ซูซูก็คงไม่ต้องมีชีวิตลำบากเช่นนี้


แต่เหอจิ่วเหนียงก็ช่วยปรับความคิดให้นางจนกระจ่างและวางใจได้แล้ว นางจึงพยักหน้ารับด้วยความซาบซึ้ง แล้วลุกขึ้นตาม


โก่วเอ๋อร์วิ่งเข้ามา เห็นมารดาอยู่กับสตรีแปลกหน้าคนหนึ่ง ก็นึกถึงที่ซูซูบอกเมื่อครู่ได้ นี่น่าจะเป็นมารดาของนาง จึงทักทายอย่างมีมารยาท "คารวะท่านน้าเหยาขอรับ"


นางเหยาคาดไม่ถึงว่าโก่วเอ๋อร์จะรู้จักตน รู้สึกประหม่าระคนดีใจ จึงยิ้มพลางพยักหน้าตอบรับ จากนั้นนางล้วงหาของติดตัวเพื่อจะมอบให้อีกฝ่ายเป็นของขวัญวันพบหน้า แต่กลับพบว่าตนเองไม่มีอะไรติดตัวเลย สีหน้าจึงเจื่อนลงเล็กน้อย


โก่วเอ๋อร์เด็กรู้ความไม่สนใจเรื่องเช่นนี้ เขาเพียงหันไปบอกกับมารดา "ท่านแม่ มีแขกแซ่หูมาขอพบขอรับ ข้าให้คนพาไปรอที่ห้องรับแขกแล้ว ไม่รู้มีธุระอะไร ตอนนี้กำลังรอท่านแม่อยู่ขอรับ"


สิ่งที่โก่วเอ๋อร์ทำถูกต้องแล้ว ในเมื่อมีแขกมาเยือน ก็สมควรพาไปรอที่ห้องรับแขก


แต่เจตนาของเหอจิ่วเหนียงคือจะดัดนิสัยหูเซิ่ง จึงตั้งใจให้เขารออยู่ด้านนอก คาดไม่ถึงว่าจะถูกโก่วเอ๋อร์ขัดจังหวะเสียได้


แต่ไม่เป็นไร แผนการของนางยังมีอีกมาก


นางกล่าว "เช่นนั้นลูกพาน้องซูซูกับท่านพี่ซื่อจื่อไปกินข้าวก่อน แม่กับน้าเหยาจะไปดูเสียหน่อย"


โก่วเอ๋อร์ไม่ได้รู้สึกถึงความผิดปกติอะไร จึงเดินออกไปหาซูซู และในฐานะเจ้าบ้านตัวน้อย เขาจึงพาซูซูและซื่อจื่อไปกินข้าวก่อน


น้องซูซูช่วงนี้ผอมลงไปเยอะ เขารู้สึกว่าตอนที่นางจ้ำม่ำน่ารักกว่า ดังนั้นเขาต้องขุนนางให้อ้วนแล้ว

…….

เหอจิ่วเหนียงพานางเหยามาที่ห้องรับแขก หูเซิ่งรออยู่สักพักแล้ว การเจอกันครั้งนี้ช่างแตกต่างจากเมื่อเช้าราวฟ้ากับเหว เขาไม่มีอารมณ์จะมาชื่นชมความงามของเหอจิ่วเหนียงอีกต่อไป พอเห็นหน้านาง แผ่นหลังก็ชุ่มไปด้วยเหงื่อเย็น


"ฮู...ฮูหยินลู่..."


เหอจิ่วเหนียงเชิดหน้าไม่สนใจ หูเซิ่งเห็นดังนั้นจึงหันไปมองนางเหยา เงียบอยู่ครู่หนึ่งจึงจะเอ่ยออกมา "ม่านเอ๋อร์ เจ้า..."


นางเหยาได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อเล่นของตนด้วยน้ำเสียงหวานเลี่ยนก็รู้สึกขยะแขยงคลื่นไส้ รีบขยับไปหลบหลังเหอจิ่วเหนียงทันที


เหอจิ่วเหนียงบังนางเหยาไว้ ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชาไร้เยื่อใย "ถึงขั้นนี้แล้ว ใต้เท้าหูอย่าทำตัวสนิทสนมอีกเลย หนังสือตัดขาดล่ะ?"


นางแบมือทวง หูเซิ่งชะงัก รีบหยิบหนังสือตัดขาดในอกเสื้อออกมา ส่งให้อย่างนอบน้อม


สีหน้าหูเซิ่งดูอาลัยอาวรณ์ แต่เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจ คว้าหนังสือตัดขาดมาฉับไว ท่าทางเหมือนแม่มดเฒ่าใจร้ายที่คอยขัดขวางความรัก


สายตาของหูเซิ่งมองตามหนังสือฉบับนั้น แฝงความเศร้าหมองจนแทบจะร้องไห้ออกมา


จนถึงตอนนี้ เขาก็ได้รู้แล้วว่าก่อนหน้านี้ตนเองผิดพลาดมหันต์เพียงใด หากเขาทำดีกับนางเหยาสักนิด ตอนนี้คงไม่ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกเช่นนี้


ดีไม่ดี การที่เขาทำดีกับนางเหยา เหอจิ่วเหนียงก็จะมองเขาในแง่ดี แล้วส่งเสริมให้เขาได้เลื่อนขั้นจริงๆ


ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของนางจู ที่คอยเป่าหูใส่ร้ายนางเหยาให้เขาฟังทุกเมื่อเชื่อวัน


ใช่ ผิดที่นางจูคนเดียว!


เหอจิ่วเหนียงตรวจสอบหนังสือตัดขาดรอบหนึ่ง ไม่พบปัญหาอะไร น่าจะเป็นเพราะคนสกุลจูคุมเขาให้เขียนด้วยตนเอง ไม่เปิดช่องว่างให้เขาเล่นลูกไม้ทางตัวอักษรได้


ดังนั้น เหอจิ่วเหนียงจึงส่งหนังสือให้ฮุ่ยเอ๋อร์ "เอาไปประทับตราที่ที่ว่าการ ลงบันทึกไว้เป็นหลักฐาน เรื่องนี้ถึงจะถือว่าสมบูรณ์"


ฮุ่ยเอ๋อร์รับหนังสือมาแล้วเตรียมจะออกไป หูเซิ่งกลับรีบเอ่ยขึ้น "ไม่ต้องไปถึงที่ว่าการก็ได้กระมัง? เรื่องนี้... หากเรื่องถึงที่ว่าการ..."


ข้อแรกคือ เขารู้สึกเสียหน้าแน่ๆ และข้อสองคือ ถ้าเรื่องไปถึงที่ว่าการจริงๆ วันหน้าเขาอยากจะกลับคำก็คงไม่ง่ายแล้ว


"ใต้เท้าหูยังรู้จักคำว่าเสียหน้าด้วยหรือ?"


เหอจิ่วเหนียงแค่นหัวเราะ ปรายตามองอีกฝ่าย ไม่สนใจคำทัดทาน แล้วกำชับให้ฮุ่ยเอ๋อร์รีบไปจัดการ


หูเซิ่งมองตามหลังฮุ่ยเอ๋อร์ไป ในใจโกรธจนหนวดแทบไหม้


เขากำหมัดแน่น แล้วเอ่ย "ข้าอยากคุยกับม่านเอ๋อร์สักหน่อย ไม่กี่คำเท่านั้น"


เหอจิ่วเหนียงไม่ได้ขัดขวาง เพราะเรื่องที่ควรพูดนางก็พูดไปหมดแล้ว


นางเหยาไม่ค่อยกล้าขัดใจหูเซิ่ง นางหดคอลง พยักหน้า แล้วเดินตามหูเซิ่งออกไปคุยด้านนอก


เดิมทีนางคิดว่าเขาจะข่มขู่ หรือไม่ก็ทุบตีด่าทอ เหมือนกับภาพจำในอดีตมากมายที่ฝังใจ


แต่…


นึกไม่ถึงว่า พอออกมาแล้ว หูเซิ่งกลับมองนางด้วยสายตาหวานซึ้ง ทำเอานางเหยาถึงกับงุนงงจนไปไม่เป็น


นะ...นี่...นี่ อย่าบอกนะว่าจะมาหลอกเอาเงินนาง?


หรือว่าเงินไม่กี่ตำลึงที่นางแอบซ่อนไว้ตลอดหลายปีนี้เขาจะรู้แล้ว?


ไม่ได้นะ! นั่นมันเงินเลี้ยงลูกของนาง จะให้เขาเอาไปไม่ได้!


คิดได้ดังนั้น นางเหยาก็ยืดหลังตรงทันที หากแต่วาจาที่กล่าวออกมายังตะกุกตะกัก "นะ...ใต้เท้าหู เรา...เราไม่มีความเกี่ยวข้องกันแล้ว ท่าน ท่าน...ท่านมีอะไรก็รีบพูดมาเถอะ!"


จบตอน

Comments