single mom ep81-90

ตอนที่ 81: ใครใจตรงกับเจ้า


เมื่อถูกถามถึงเรื่องนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าจางซงกว้างขึ้นทันที “เถ้าแก่หอสุราบอกว่าปกติของเหล่านี้พวกเขาก็ทิ้งอยู่แล้ว จึงขายให้พวกเรากระสอบละสามอีแปะขอรับ มันค่อนข้างสกปรก เราต้องเอามาทำความสะอาดเอง”


นางซุนพึงพอใจกับราคา ส่วนการทำความสะอาดไม่ใช่ปัญหา อย่างไรเสียจิงโจวไม่ได้ประสบภัยแล้งจึงไม่ขาดแคลนน้ำ ของเหล่านี้เอาไปทำความสะอาดที่ริมแม่น้ำได้


“ดี ต่อไปพวกเจ้าสองคนก็รับผิดชอบเรื่องรับพวกขนสัตว์มา”


หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ เด็กๆก็เริ่มเขียนอักษรอ่านตำรา นางซุนกับผู้เฒ่าลู่อยู่บ้านดูแลหลานๆ ส่วนคนที่เหลือนำขนสัตว์ออกไปทำความสะอาดที่ริมแม่น้ำ ซึ่งเป็นแม่น้ำเพียงหนึ่งเดียวของหมู่บ้าน


ยามนี้เป็นเวลาที่ชาวบ้านหลายคนออกมาซักผ้า เมื่อเห็นครอบครัวลู่พากันมามากมายเช่นนี้ก็นึกสงสัยว่าพวกเขาจะทำอะไร กระทั่งเห็นพวกเขานำขนสัตว์ปีกออกมาทำความสะอาด


“สะใภ้ลู่ พวกเจ้าทำอะไรกันหรือ ของพวกนี้เขาทิ้งกันทั้งนั้น เหตุใดพวกเจ้าถึงเอามาล้างเช่นนี้ล่ะ?”


สตรีคนหนึ่งที่อยู่ไม่ไกลเอ่ยถามนางหยูด้วยความสงสัย นางหยูหันมองเหอจิ่วเหนียงเล็กน้อย คนถูกมองพยักหน้าเบาๆ นางหยูเห็นว่าสามารถบอกได้จึงตอบไป “ช่วงนี้อากาศเริ่มหนาวแล้ว พวกข้าว่าจะเอาขนสัตว์เหล่านี้มายัดใส่เสื้อผ้ากันหนาวน่ะ”


นับจากนี้ไปต้องนำขนสัตว์มาทำความสำอาดที่นี่ทุกวัน อย่างไรเสียก็ไม่อาจปิดบังชาวบ้านได้ สู้บอกตรงๆเลยดีกว่า


เมื่อได้ยินเช่นนั้น ไม่เพียงสตรีที่ถามเท่านั้นที่ไม่เข้าใจ หญิงสาวอีกหลายคนที่อยู่ใกล้ๆก็งุนงงเช่นกัน อีกคนถามขึ้น “ขนสัตว์เหล่านี้ไม่ว่าจะล้างอย่างไรกลิ่นก็ยังเหม็นสาบอยู่ดี ขืนสวมใส่คงทนไม่ได้แน่ ข้าว่าเอาเงินไปซื้อฝ้ายดีกว่า ถึงแม้ราคาแพง แต่นอกจากกันความหนาวได้ดีแล้ว ไม่มีกลิ่นเหม็นรบกวนแน่นอน!”


นางพูดเช่นนี้ก็เพราะหวังดี อย่างไรเสียหลายปีที่ผ่านมาทุกคนก็ทำเช่นนี้กันทั้งนั้น


รอยยิ้มของนางหยูเจื่อนลงเล็กน้อย “เฮ้อ ครอบครัวข้ามีสมาชิกหลายคน ซื้อฝ้ายมาทำก็แพงเกินไป…”


เอ่ยเพียงเท่านี้ คนฟังก็เข้าใจได้ทันที


…ครอบครัวพวกนางไม่มีเงินอย่างนั้นหรือ?


หญิงสาวหลายคนหันมองหน้ากัน ต่างคนต่างมีความคิดในใจ


มีเงินสร้างบ้านอิฐหลังใหญ่โต แต่ไม่มีเงินซื้อเสื้อผ้าหนาๆ ช่างไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย


หรือว่าครอบครัวพวกนางเป็นพวกหน้าใหญ่ใจโต


มิน่าล่ะ เหตุใดสามีพวกนางต้องอดทนทำงานหนักทั้งๆที่ยังบาดเจ็บ ที่แท้ก็เพราะอยากประหยัดเงินค่าจ้างคนงานเพียงไม่กี่อีแปะนี่เอง


เมื่อคิดเช่นนี้ ทุกคนก็เห็นไปในทางเดียวกัน ครอบครัวลู่ทำตัวเองแท้ๆ


ครอบครัวลู่ที่กลายเป็นประเด็นขบคิดของชาวบ้านหาได้ใส่ใจไม่ ไม่มีประโยชน์ใดที่ต้องอธิบายให้ทุกคนเข้าใจ น้องสะใภ้สามบอกว่าสามารถทำเงินได้ก็ต้องทำเงินได้แน่นอน รอถึงเวลานั้นก่อนเถอะ คนเหล่านี้อย่ามาประจบก็แล้วกัน!


การล้างขนสัตว์เหล่านี้เป็นเรื่องยากมาก กลิ่นของมันแรงยิ่งนัก ล้างไปหลายรอบแล้วกลิ่นก็ยังไม่หาย


นางฉินเริ่มไม่แน่ใจว่าสุดท้ายแล้วกิจการนี้จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ หลังจากที่เหล่าชาวบ้านกลับไปกันหมด นางจึงกระซิบถาม “น้องสะใภ้สาม กลิ่นพวกนี้จะล้างหายได้จริงหรือ หากกลิ่นเหม็นจนกระทบต่อการขายเราจะทำเช่นไร?”


แต่ละคนล้างจนมือเปื่อยแล้วแต่กลิ่นขนสัตว์ยังแรงอยู่เลย จึงอดกังวลไม่ได้


“ล้างต่ออีกสักหน่อยก็น่าจะได้แล้วเจ้าค่ะ ข้าซื้อผงหอมมาแล้ว ตอนตากเราโรยผงหอมไปก็ได้แล้ว”


เหอจิ่วเหนียงจนปัญญาจริงๆ หากสามารถนำผงซักฟอกกำจัดความมันออกมาจากห้วงมิติได้คงล้างเสร็จไปตั้งนานแล้ว


รอตอนตากค่อยแอบโรยผงหอมกำจัดกลิ่นก็แล้วกัน แค่นี้ก็เป็นอันเสร็จ


ได้ยินเช่นนี้ทุกคนก็วางใจ หลังจากล้างเสร็จแล้ว หญิงสาวทั้งสี่ก็อาศัยแสงจันทราเดินกลับบ้าน เมื่อมาถึง นางซุนและผู้เฒ่าลู่ก็เตรียมกระดานไม้กับตะแกรงไว้พร้อมแล้ว สามารถนำขนสัตว์ลงตากได้เลย


“ท่านแม่ ตะแกรงมากมายเช่นนี้ ท่านไปยืมมาหรือเจ้าคะ?”


เดิมทีนางหยูตั้งใจว่าหลังกลับมาแล้วนางจะเป็นคนไปยืม ไม่คิดว่านางซุนจะเตรียมไว้พร้อมแล้ว


หญิงชราเหลือบมองลูกสะใภ้คนที่หนึ่งพลางกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง “นอกจากข้าแล้วยังจะหวังพึ่งใครได้อีก เรื่องเช่นนี้ตาเฒ่านั่นทำเป็นซะที่ไหน”


วาจาจิกกัดนี้ทำเอาทุกคนหัวเราะออกมา ผู้เฒ่าลู่เอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “นี่ยายเฒ่า พูดเช่นนี้ได้อย่างไรกัน ข้าเองก็ใช่ว่าอยู่ว่างๆนะ!”


ลู่จิ้งซวนรีบเข้าไปปลอบบิดาของตน เหอจิ่วเหนียงชอบนิสัยด้านนี้ของชายชรายิ่งนัก หากมองเข้าไปในเนื้อแท้จะเห็นว่า เขารักและทะนุถนอมนางซุนมากจริงๆ


ในยุคสมัยที่ให้ความสำคัญกับบุรุษเพศและเหยียดหยามสตรีเพศเช่นนี้ ผู้เฒ่าลู่ยังมอบอำนาจการตัดสินใจทุกอย่างให้นางซุน ทั้งยังยอมให้ภรรยาต่อว่าโดยไม่เก็บมาใส่ใจ อาจมีบางครั้งอย่างเช่นครั้งนี้ ที่เขาร้อนใจจนต้องออกมาปกป้องตัวเองเล็กน้อยเท่านั้น


ทั้งชีวิตสตรีข้ามภพไม่เข้าใจความหมายของการแต่งงาน แต่หลังจากได้สัมผัสการใช้ชีวิตคู่ของนางซุนและผู้เฒ่าลู่ นางก็ได้เข้าใจถึงความหมายของมัน


…ไม่จำเป็นต้องตื่นเต้นหวือหวา เพียงใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย ช่วยกันทำมาหากิน เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว


เพียงแต่… ชีวิตนี้นางอาจไม่ได้รับความรู้สึกเช่นนั้นแล้ว นางทะลุมิติมาก็กลายเป็นม่ายสาวลูกติด การแต่งงานใหม่คงไม่อาจเป็นจริงได้…


สตรีสองภพถอนหายใจออกมา


ความคิดยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น นางคิดถึงขั้นว่า หากจู่ๆวันหนึ่งนางอยากแต่งงานใหม่ คนในครอบครัวลู่จะเห็นด้วยหรือไม่


ขณะที่เหอจิ่วเหนียงกำลังจมอยู่กับความคิดตัวเอง นางหยูก็ตีนางเบาๆ “ใจลอยไปไหนแล้ว พูดด้วยก็ไม่สนใจ!”


บัดนี้ทุกสายตาจับจ้องมาที่สะใภ้สาม นางซุนมองด้วยความไม่พอใจ เหอจิ่วเหนียงยิ้มตาหยี เข้าไปกอดแขนหญิงชราอย่างรักใคร่ “ท่านแม่ เมื่อครู่ท่านพูดอะไรหรือ พูดใหม่อีกครั้งสิเจ้าคะ!”


“ปล่อยข้า ทำตัวราวกับตัวไม่มีกระดูกได้ทุกวัน!”


นางซุนตำหนิไปประโยคหนึ่ง แต่กลับไม่ได้ผลักคนเกาะแกะออกแต่อย่างใด และตีหน้าดุบอกเล่าถึงสิ่งที่พูดไปก่อนหน้านี้ออกมา “ข้าบอกว่าพรุ่งนี้เช้าให้เจ้าเป็นคนไปส่งสมุนไพร ตะกร้าเดียวคงแบกไปได้ แล้วเลือกซื้อพวกผ้ากลับมาด้วย ทำใช้กันเองในครอบครัวก่อน ดูว่าใช้ได้หรือไม่”


“ท่านแม่ เราสองคนคิดเหมือนกันเลยเจ้าค่ะ ข้าเองก็คิดเช่นนี้เหมือนกัน! เราสองคนนี่ใจตรงกันเหมือนกันนะเจ้าคะ!”


เหอจิ่วเหนียงจงใจหยอกล้อ นางซุนจ้องกลับเขม็ง “ใครใจตรงกับเจ้ากัน! ช่างหน้าไม่อายจริงๆ!”


ลู่กุ้ยหลานที่นั่งข้างๆ เห็นเช่นนี้ก็รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย นางซุนเป็นมารดาของนางแต่นางก็ไม่เคยออดอ้อนผู้เป็นแม่เหมือนเหอจิ่วเหนียงเลย เพราะรู้สึกแปลกๆ


โก่วเอ๋อร์วิ่งเข้ามากอดขามารดา “ท่านแม่! ข้าก็อยากใจตรงกับท่านด้วยขอรับ!”


นางซุนอดขบขำเจ้าตัวเล็กไม่ได้ “เจ้ายังเด็กเช่นนี้เข้าใจคำว่าใจตรงกันด้วยหรือ?”


“เช่นนั้นท่านย่าบอกโก่วเอ๋อร์หน่อยได้หรือไม่ขอรับว่าแบบไหนที่เรียกว่าใจตรงกัน?”


โก่วเอ๋อร์มองผู้เป็นย่าด้วยสีหน้าใคร่รู้ นางซุนย่อมรู้ดีว่าคำนั้นมีความหมายเช่นไร แต่จะให้นางพูดออกไปนั้นเป็นเรื่องยากจริงๆ


เด็กน้อยเอียงศีรษะพลางถาม “ท่านย่าก็ไม่รู้หรือขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียงอุ้มเจ้าหนูจำไมขึ้นมา ยิ้มตาหยีและอธิบายแทนนางซุน “ท่านย่ารู้ เพียงแต่ท่านย่าไม่รู้ว่าควรอธิบายเช่นไร เช่นนั้นแม่จะอธิบายให้เจ้าฟังดีหรือไม่?”


“ดีขอรับ!”


“ใจตรงกันก็คือ คนสองคนมีความคิดเหมือนกัน อย่างเช่นตอนนี้โก่วเอ๋อร์อยากตัวสูง จะได้ไปเรียนที่สำนักศึกษากับพี่ๆ แม่เองก็คิดเหมือนกับโก่วเอ๋อร์ ดังนั้นโก่วเอ๋อร์กับแม่ก็นับว่าใจตรงกัน!”


เหอจิ่วเหนียงกล่าวจบ ทุกคนก็มีทีท่าเห็นด้วย นางซุนรีบสำทับ “ถูกต้อง เป็นอย่างที่แม่เจ้าพูด!”


ทุกคนพากันขบขัน จากนั้นเด็กทั้งสามก็เริ่มเล่าเรื่องในสำนักศึกษาวันนี้ ทุกคนฟังพลางตากขนสัตว์เหล่านั้นจนเสร็จ ก่อนแยกย้ายกันไปล้างหน้าล้างตาและพักผ่อน


ขณะเตรียมตัวเข้านอน จู่ๆโก่วเอ๋อร์ก็เอ่ยออกมาว่า ไม่อยากนอนกับเหอจิ่วเหนียงแล้ว


“เพราะเหตุใดหรือ?”


ทุกคนหันไปมองเขาด้วยความไม่เข้าใจ


ตอนที่ 82: นี่คือความเจ็บปวดใจในการเลี้ยงบุตรชาย


ที่ผ่านมาโก่วเอ๋อร์ตัวติดเหอจิ่วเหนียงไม่ยอมห่าง โดยเฉพาะช่วงนี้ที่เหอจิ่วเหนียงยุ่งจนแทบไม่มีเวลาอยู่กับเขา เมื่อถึงเวลาเข้านอนที่ได้อยู่ด้วยกันเช่นนี้เด็กน้อยจึงมักจะออดอ้อนมารดาจนหลับไปเสมอ


ทว่าคืนนี้กลับแปลกไป


เหอจิ่วเหนียงคิดว่าบุตรชายคงเคืองเพราะช่วงนี้ตนไม่มีเวลาให้


“โก่วเอ๋อร์ แม่รู้ว่าช่วงนี้แม่ไม่มีเวลาอยู่กับเจ้า แต่แม่รักลูกนะ อย่าโกรธแม่เลยได้หรือไม่?” สตรีลูกหนึ่งอธิบายให้บุตรชายฟังด้วยท่าทางน่าสงสาร


โก่วเอ๋อร์กอดหมอนตัวเอง พยักหน้าอย่างเชื่อฟัง “โก่วเอ๋อร์รู้ว่าท่านแม่ยุ่ง โก่วเอ๋อร์ไม่โทษท่านแม่!”


เหอจิ่วเหนียงเห็นเขายิ้มกว้างจนตาปิด สีหน้าไม่บ่งบอกความโกรธแต่อย่างใด จึงเกิดสงสัย “แล้วเหตุใดถึงไม่อยากนอนกับแม่แล้ว?”


“ก็เพราะโก่วเอ๋อร์โตแล้วน่ะสิขอรับ!”


เด็กน้อยวัยสองขวบตอบด้วยท่าทางจริงจัง “วันนี้พี่เหลยจื่อบอกว่า ท่านอาจารย์สอนว่าชายหญิงแตกต่างกัน ท่านแม่เป็นผู้หญิง โก่วเอ๋อร์เป็นผู้ชาย ไม่อาจนอนด้วยกันได้ขอรับ!”


ทุกคน “...”


คำตอบนี้ทำให้เหอจิ่วเหนียงแทบยิ้มทั้งน้ำตาจริงๆ


“ท่านแม่ยิ้มอะไรขอรับ? ที่ท่านอาจารย์สอนไม่ถูกต้องหรือขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์ไม่เข้าใจ เขาตั้งใจฟังพี่เหลยจื่อมาก จำไม่ผิดแน่!


“ท่านอาจารย์กล่าวถูกแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า คำสอนนี้ไม่อาจโต้แย้งได้


แต่โก่วเอ๋อร์ยังเล็กมาก ร่างกายอ่อนแอตั้งแต่เกิด หากไม่ให้นอนด้วย เกิดเด็กชายไม่สบายขึ้นมายามดึก นางไม่อาจรู้ได้เลย


นางจึงอธิบาย “ชายหญิงเมื่ออายุถึงเจ็ดขวบจะไม่สามารถนอนด้วยกันได้ ตอนนี้เจ้ายังไม่ถึงสามขวบเลย ยังนอนกับแม่ได้อีกหลายปี หากเจ้าโตกว่านี้อีกหน่อยก็แยกไปนอนคนเดียวได้แล้ว”


“อย่างนั้นหรือขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์เกาศีรษะ ใบหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย หรือว่าตนยังเรียนรู้ไม่กระจ่างจึงนำมาใช้ผิดๆ


“จริงแท้แน่นอน ดูสิ ตอนนี้เสี่ยวเลี่ยงจื่อก็ยังนอนกับแม่เขาอยู่เลย!”


เหอจิ่วเหนียงชี้ไปยังเสี่ยวเลี่ยงจื่อที่กำลังหลับอยู่ในอ้อมกอดของนางเสิ่น อายุของพวกเขาสองคนไม่ต่างกันนัก เสี่ยวเลี่ยงจื่อโตกว่าเพียงสองเดือน


แม้โก่วเอ๋อร์จะเรียกเสี่ยวเลี่ยงจื่อว่าน้องมาโดยตลอด แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนแปลงความจริงที่ว่าอีกฝ่ายโตกว่าสองเดือนได้


“ดีจริงๆเลยขอรับที่ยังนอนกับท่านแม่ได้!”


โก่วเอ๋อร์ตัวน้อยวางหมอนลง และซุกตัวเข้ากอดมารดาอย่างแนบแน่นไม่อยากออกจากอ้อมแขน


วันนี้ตอนที่ฟังพี่เหลยจื่อเล่า เขาเสียใจอยู่นานทีเดียว เขาไม่อยากแยกกับท่านแม่เลย


เหอจิ่วเหนียงคลายกังวล ที่แท้บุตรชายก็ไม่ได้อยากแยกกับตน แต่เป็นเพราะได้เรียนรู้สิ่งใหม่ จึงคิดว่าไม่อาจนอนกับท่านแม่ได้อีก ดังนั้นจึงอดทนต่อความเจ็บปวด กัดฟันเอ่ยคำพูดเหล่านี้ออกมา


เสี่ยวโก่วเอ๋อร์รู้ความถึงขั้นนี้ บางครั้งเหอจิ่วเหนียงก็สงสัยเหมือนกันว่าตกลงเขาอายุยังไม่ถึงสามขวบจริงหรือไม่ เหตุใดสติปัญญาถึงได้เหมือนกับเด็กอายุหกเจ็ดขวบมากถึงเพียงนี้


เมื่อเห็นว่าหลานไม่มีเรื่องกวนใจแล้ว นางซุนถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก และบอกให้ทุกคนรีบนอนผ่อน พรุ่งนี้ยังมีเรื่องให้ทำอีกเยอะ


เช้าวันต่อมายังคงเป็นวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ครอบครัวลู่ตื่นมาทำหน้าที่ของตัวเองตั้งแต่เช้าตรู่ตามแผนที่วางกันไว้เมื่อคืน จางซงสองพี่น้องใช้รถม้าพาเด็กทั้งสามไปส่งที่สำนักศึกษา จากนั้นไปรับขนสัตว์จากหอสุราและตามร้านต่างๆ


เหอจิ่วเหนียงขี่หงหมู่ตันไปส่งสมุนไพร และซื้อผ้ากลับมาทำเสื้อผ้าให้คนในครอบครัว


ช่วงที่ผ่านมาฝนตกอยู่หลายวันจึงไม่ได้เข้าป่า ทำให้สมุนไพรรอบนี้มีไม่มากนัก สมุนไพรส่วนที่ตากแห้งแล้วมีเพียงสองกระสอบเท่านั้น มัดไว้บนหลังม้าได้


เหอจิ่วเหนียงเพิ่งกระโดดขึ้นหลังม้า โก่วเอ๋อร์จูงมือเหลียนฮวาตามออกมา ก่อนตะโกนขึ้น “ท่านแม่ พาข้าไปด้วยได้หรือไม่ขอรับ?”


โก่วเอ๋อร์เป็นเด็กรู้ความมาโดยตลอด เขารู้ว่าท่านแม่ไปในอำเภอก็เพื่อทำธุระ ปกติแล้วเขาจะไม่ร้องขอเช่นนี้


เหอจิ่วเหนียงคาดว่าเด็กน้อยน่าจะมีเรื่องบางอย่างอยากทำ จึงเอ่ยถาม “เจ้าจะไปทำอะไรหรือ?”


“พี่เหลียนฮวาดีกับข้ามาตลอด ข้าอยากซื้อปิ่นบุปผาให้นางขอรับ!”


ขณะบอกกล่าวเด็กน้อยก็ควักถุงเงินใบเล็กๆของตนเองออกมาจากอกเสื้อ ด้านในมีเหรียญทองแดงสิบกว่าเหรียญ เป็นเงินที่เหอจิ่วเหนียงให้เขาวันละหนึ่งเหรียญทองแดง


เหลียนฮวาได้ยินเช่นนั้นก็ทั้งตกใจและร้อนรน “ไม่ต้อง ไม่ต้อง โก่วเอ๋อร์ ข้าไม่ต้องการให้เจ้าซื้อของให้ข้า! ท่านอาสะใภ้ ข้าไม่รู้ว่าโก่วเอ๋อร์จะเรียกท่านด้วยเรื่องนี้ ขะ ข้า ข้าไม่ได้สอนให้เขาพูดนะเจ้าคะ…”


นางคิดไม่ถึงจริงๆว่าโก่วเอ๋อร์จะกล่าวเช่นนี้ ช่วงนี้ทุกคนในครอบครัวต่างงานยุ่งกันมาก ปกตินางจะเป็นคนดูแลเด็กๆ โก่วเอ๋อร์อายุน้อยที่สุด อีกทั้งร่างกายไม่ค่อยแข็งแรง ดังนั้นนางจึงดูแลเขาเป็นพิเศษ ด้วยเหตุนี้ทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองแน่นแฟ้นขึ้น


เมื่อครู่เขาบอกว่าจะไปหาท่านแม่ เหลียนฮวาจึงพาเขาออกมาก็เท่านั้น


ทุกคนในครอบครัวลู่ดีกับนางมากถึงเพียงนี้ ท่านอาสะใภ้มักนำของอร่อยๆมาให้นางเสมอ หากท่านอาสะใภ้เข้าใจผิดคิดว่านางสอนโก่วเอ๋อร์ในทางที่ผิดจะทำเช่นไร


คิดดังนั้นดรุณีน้อยก็ร้อนใจจนน้ำตาคลอ


เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทีของเหลียนฮวาจึงยิ้มปลอบ “ไม่เป็นไรเหลียนฮวา ข้ารู้ว่าเจ้าไม่รู้เรื่องด้วย ให้โก่วเอ๋อร์พูดในสิ่งที่เขาคิดเถอะ”


เหลียนฮวาจึงสงบสติอารมณ์ลง ก่อนหันมองโก่วเอ๋อร์ เด็กน้อยยิ้มกว้างพลางบอกกับมารดา “พี่เหลียนฮวาสวย ข้าเห็นพวกพี่สาวในหมู่บ้านล้วนประดับปิ่นบุปผากันทั้งนั้น แต่พี่เหลียนฮวาไม่มี พี่เหลียนฮวาดีกับข้า ข้าอยากมอบของขวัญให้พี่เหลียนฮวาขอรับ!”


ไม่รู้ว่าควรพูดดีหรือไม่ เหอจิ่วเหนียงรู้สึกปวดใจเล็กน้อย นางผู้เป็นแม่ยังไม่เคยได้รับของขวัญจากบุตรชายเลย!


นี่คือความเจ็บปวดใจของการมีบุตรชายอย่างนั้นหรือ


บุตรชายโตแล้ว ผู้เป็นแม่ไม่อาจตัดสินใจให้ได้แล้ว


“ขะ…ข้าไม่ต้องการของขวัญ โก่วเอ๋อร์ ที่ข้าดูแลเจ้าเป็นเรื่องที่สมควรทำอยู่แล้ว…”


เหลียนฮวารู้สึกซาบซึ้งใจมาก แต่เล็กจนโตมาถึงตอนนี้ยังไม่เคยมีใครมอบของขวัญให้นางมาก่อนเลย


โก่วเอ๋อร์ส่ายหน้าพัลวัน “ต้องให้ ท่านแม่บอกเอาไว้ว่า หากต้องการขอบคุณใครก็สามารถให้ของขวัญคนนั้นได้! ใช่หรือไม่ขอรับท่านแม่?”


เหอจิ่วเหนียงหัวเราะพรืดออกมา ที่แท้ก็เป็นเพราะคำที่นางเคยสอนนี่เอง เขาถึงอยากมอบของขวัญแสดงความขอบคุณ เหตุใดบุตรชายนางถึงเป็นคนอบอุ่นเพียงนี้นะ


“ถูกต้อง พี่เหลียนฮวาดีกับเจ้า เจ้ามอบของขวัญขอบคุณก็เป็นเรื่องที่ควรทำ เอาเงินมาให้แม่ แม่รู้ว่าปิ่นบุปผาแบบใดที่เหมาะกับเด็กผู้หญิง แม่ช่วยเจ้าซื้อเอง”


เงินซื้อปิ่นบุปผานางจ่ายให้ได้ แต่ในเมื่อเป็นความตั้งใจของโก่วเอ๋อร์ก็ควรทำตามที่เขาตั้งใจ เช่นนี้ยังเป็นการสอนไปด้วยว่า หากต้องการสิ่งใดก็ต้องพยายามไขว่คว้ามันมาด้วยตัวเอง


“ขอรับ!”


โก่วเอ๋อร์เดินไปด้านหน้าสองก้าว ชูถุงเงินในมือขึ้นให้เหอจิ่วเหนียงที่นั่งอยู่บนหลังม้า


ก่อนออกเดินทางหญิงสาวลูกหนึ่งพลันนึกขึ้นได้ว่า บุตรชายยังไม่เคยมอบของขวัญให้ตนเอง ทันใดนั้นนางจึงอดเปรยออกมาไม่ได้ “ลูกแม่ ท่านแม่ของเด็กคนอื่นต่างก็ประดับปิ่นบุปผากันทั้งนั้น แต่แม่ยังไม่มีเลย…”


โก่วเอ๋อร์กล่าวขึ้นทันใด “เช่นนั้นเงินของข้าพอจะซื้อปิ่นบุปผาสองอันหรือไม่ขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียงส่ายหน้าด้วยความเสียใจ เงินน้อยนิดแค่นี้ชิ้นเดียวยังซื้อไม่ได้ด้วยซ้ำ


เหลียนฮวาเตรียมจะเอ่ยบางอย่าง แต่เหอจิ่วเหนียงส่งสายตาห้ามไว้


โก่วเอ๋อร์รู้สึกละอายใจเล็กน้อย ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งจึงจะเอ่ยออกมา “เช่นนั้นคราวหน้ามีเงินมากกว่านี้ ข้าจะซื้อปิ่นบุปผาให้ท่านแม่อย่างแน่นอนขอรับ!”


ท่านแม่ของเด็กคนอื่นมี ท่านแม่เขาก็ต้องมีเช่นกัน!


ตอนที่ 83: ทักษะการฝังเข็มอันยอดเยี่ยมของเหอจิ่วเหนียง


“ดีมาก!”


เหอจิ่วเหนียงขี่ม้าออกไปด้วยความพอใจ เหลียนฮวาจึงพาโก่วเอ๋อร์กลับเข้าบ้าน


เพิ่งเดินได้ไม่กี่ก้าวทั้งสองก็เห็นนางซุนยืนมองโก่วเอ๋อร์ด้วยสีหน้าไม่พอใจอยู่ไม่ไกล


“โก่วเอ๋อร์ ย่าไม่ดีต่อเจ้าหรือ?”


นางไม่ได้สนใจปิ่นบุปผา แต่ในเมื่อเหอจิ่วเหนียงได้ หญิงชราก็อยากได้เหมือนกัน!


เด็กชายวัยสองปีไหนเลยจะเข้าใจความหมายแฝงในวาจาของผู้เป็นย่า เขาพยักหน้าหงึกหงักพลางตอบด้วยท่าทางใสซื่อ “ดีสิขอรับ ท่านย่าดีกับโก่วเอ๋อร์มาก...!”


“แล้วเจ้าซื้อปิ่นบุปผาให้แม่เจ้า เหตุใดไม่ซื้อให้ย่าด้วย?”


ของฟุ่มเฟือยเช่นนั้นหากเป็นคนอื่นนางห้ามแน่นอน แต่เหอจิ่วเหนียงส่งเสริมให้บุตรชายใช้เงิน เช่นนั้นนางก็ขอด้วยสักอันแล้วกัน!


“ฮะ…”


โก่วเอ๋อร์ผงะไปเล็กน้อย ท่านย่าแก่แล้วยังจะประดับปิ่นบุปผาอีกหรือ?


เหลียนฮวาก้มหน้าจนปลายคางจรดอกด้วยความรู้สึกผิด ดูเหมือนว่าที่ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงและท่านย่าลู่เอาจริงเอาจังกับโก่วเอ๋อร์เช่นนี้ ต้นเหตุก็เพราะนาง


แม้โก่วเอ๋อร์จะไม่เข้าใจ แต่เขาเป็นเด็กฉลาด รู้แค่ว่ารับปากไปก็พอแล้ว!


“ท่านย่าวางใจได้เลยขอรับ รอโก่วเอ๋อร์เก็บเงินได้พอแล้วจะซื้อปิ่นบุปผาให้ท่านย่าแน่นอนขอรับ!”


แม้ไม่รู้ว่าหลานชายตัวน้อยจะเอาเงินที่ว่ามาจากไหน แต่เมื่อได้ยินคำพูดเช่นนี้หญิงชราก็อารมณ์ดีขึ้น


นางพยักหน้าอย่างพึงพอใจ “ต้องให้ได้อย่างนี้สิ! เหลียนฮวา พาเขาไปเล่นเถอะ”


พวกนางหยูที่กำลังตากขนสัตว์อยู่ไม่ไกลมองดูเหตุการณ์ก็.อดขำขันมิได้


ลู่กุ้ยหลานเอ่ยหยอกเย้า “นับวันท่านแม่ยิ่งเหมือนเด็กเข้าไปทุกที แย่งชิงความรักกับพี่สะใภ้สามเช่นนี้!”


“ท่านแม่กับน้องสะใภ้สามสนิทกันมาก ก็คงแค่หยอกล้อโก่วเอ๋อร์นั่นแหละ!”


“ใช่ ข้าว่าเป็นเช่นนี้ก็ดีเหมือนกันนะเจ้าคะ ช่วงนี้ท่านแม่อารมณ์ดีขึ้นไม่น้อย แถมยังยิ้มบ่อยอีกด้วย ดูเด็กลงมาหลายปีเลยละ!”


“นั่นก็เพราะครอบครัวเรามีความหวังที่จะมีชีวิตดีขึ้นอย่างไรล่ะ! ทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณน้องสะใภ้สามแล้ว!”


เหล่าหญิงสาวพุดคุยกันโดยไม่ได้ปกปิดแต่อย่างใด นางซุนเองก็ได้ยินทุกประโยค


เห็นทุกคนในครอบครัวรักใคร่ปรองดองกันเช่นนี้ ในฐานะผู้อาวุโสในครอบครัว นางรู้สึกปลาบปลื้มใจอย่างยิ่ง


อันที่จริงหญิงชราไม่ได้อยากขัดเหอจิ่วเหนียงตลอด แต่สะใภ้สามโดดเด่นเกินไป นางกลัวว่าครอบครัวของบุตรชายคนโตและคนรองจะคิดมาก ดังนั้นจึงใช้วิธีปรามเช่นนี้ ดูท่าผลลัพธ์ที่ได้ไม่เลวเลย

......


เหอจิ่วเหนียงมาถึงในอำเภอแล้ว นางมุ่งหน้าไปส่งสมุนไพรที่โรงหมอก่อน ครั้งนี้มีสมุนไพรชนิดใหม่มาด้วย ราคาที่ทางโรงหมอรับซื้อสูงมาก ทำให้จำนวนเงินที่ได้ครั้งนี้สูงกว่าทุกครั้งเช่นกัน


หลังเด็กในร้านชั่งนับแล้ว ยอดรวมทั้งหมดที่ผู้ดูแลคำนวณได้เป็นเงินจำนวนยี่สิบตำลึง 


ขณะผู้ดูแลเหรินจะไปหยิบเงินให้เหอจิ่วเหนียง ทันใดนั้นมีสองสามีภรรยาคู่หนึ่งวิ่งพรวดเข้ามา ในอ้อมแขนอุ้มเด็กคนหนึ่งที่มีอาการชัก


“ท่านหมอ ท่านหมอ! รีบช่วยลูกชายข้าทีขอรับ!”


ชายวัยหนุ่มร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนก ส่วนสตรีข้างกายก็ร้องไห้แทบขาดใจ พลันคุกเข่าลงตรงหน้าผู้ดูแลเหริน


ผู้ดูแลเหรินน่าจะคุ้นเคยกับภาพเหตุการณ์เช่นนี้แล้ว เขาเข้าไปดูเด็กคนนั้นพลางบอกเหอจิ่วเหนียงให้รอก่อน


เด็กในร้านก็เข้าไปรินน้ำชา และบอกให้สองสามีภรรยาใจเย็นลง


เพียงแต่ตอนนี้ หัวอกของผู้เป็นพ่อแม่นั้นไม่อาจใจเย็นได้จริงๆ มองดูผู้ดูแลเหรินอุ้มบุตรของตนไป และเรียกหมออีกท่านมาช่วยตรวจดูอาการ


เหอจิ่วเหนียงมองการเคลื่อนไหวของพวกผู้ดูแลเหริน คิ้วเรียวขมวดเล็กน้อย กระทั่งอดไม่ได้จึงเอ่ยออกมา “ท่านผู้ดูแลเหริน วางเด็กให้นอนราบลงก่อนแล้วหาผ้ามาให้เขากัด อย่าให้เขากัดลิ้นตัวเอง”


เด็กน้อยชักกระตุกไปทั้งตัว น้ำลายฟูมปาก อยู่ในอาการสะลึมสะลือ เห็นได้ชัดว่าอาการโรคลมชักกำเริบ


ผู้ดูแลเหรินมีประสบการณ์ทางการแพทย์มามาก ความรู้ทั่วไปเหล่านี้ย่อมเข้าใจอยู่แล้ว แต่เด็กคนนี้ปิดปากแน่น ไม่อาจยัดสิ่งใดเข้าปากได้เลย เขาจึงกระวนกระวายใจเช่นนี้


เหอจิ่วเหนียงทนดูต่อไปไม่ได้แล้ว ขืนปล่อยต่อไปเช่นนี้มีหวังเด็กคนนี้กัดลิ้นตัวเองขาดเป็นแน่ ดังนั้นนางจึงพุ่งตัวเข้าไปรับเด็กมาจากมือผู้ดูแลเหริน กดจุดลมปราณของเด็กน้อยอย่างรวดเร็วเพื่อให้เขาผ่อนคลาย และสอดตะเกียบแท่งหนึ่งเข้าปาก


ผู้ดูแลเหรินตกตะลึงจนอ้าปากค้าง แม่นางผู้นี้เคยบอกตนว่าอ่านตำราวิชาแพทย์ผ่านตาไม่กี่เล่ม รู้จักตัวหนังสือเพียงไม่กี่ตัวอักษรเท่านั้นไม่ใช่หรือ เหตุใดถึงหาจุดลมปราณได้อย่างถูกต้องแม่นยำเช่นนี้!


ขณะที่เขากำลังตกตะลึง เหอจิ่วเหนียงก็ร้องบอกขึ้น “ข้าขอเข็มเงินชุดหนึ่ง แล้วก็นำโกฐชฎามังสี ดอกหลิงเซียว แปะฮู่จี้ สือชางผู่อย่างละสิบเค่อ (กรัม) เพิ่มหลีหลูสามเค่อ และไต้เจ่อสือสามสิบเค่อ เอาไปต้มน้ำแล้วเอามาให้ข้า”


เด็กในร้านได้ยินก็ยืนอ้ำอึ้ง ผู้ดูแลเหรินกระแทกเสียงเน้นย้ำ “ยังไม่รีบไปทำตามที่นางสั่งอีก!”


เด็กในร้านได้สติ รีบไปจัดการตามที่หญิงสาวบอกทันที


สองสามีภรรยาวัยหนุ่มสาวยืนอยู่ด้านข้าง ร้อนใจจนมือไม้สั่น เดิมคิดว่าสตรีแปลกหน้าผู้นี้จะเข้ามาก่อเรื่อง แต่เมื่อได้ยินผู้ดูแลโรงหมอบอกให้ทำตามที่นางสั่ง อีกทั้งนางยังสามารถทำให้บุตรชายของตนสงบลงได้จริง จึงไม่คิดเข้าไปขัดขวาง


เหอจิ่วเหนียงรับเข็มเงินมาและลงมือโดยไม่รอช้า การฝังเข็มของนางเพียงช่วยให้ผู้ป่วยผ่อนคลายเท่านั้น ผู้ดูแลเหรินจับจ้องการกระทำของนางโดยไม่กล้ากะพริบตาแม้แต่เสี้ยวเดียว ถึงกระนั้นเขาก็ดูไม่ออกว่านางจรดปลายเข็มลงไปเช่นไร ดูคล้ายทำแบบส่งเดช แต่การฝังเข็มของนางกลับสามารถบรรเทาอาการชักลงได้


ยิ่งไปกว่านั้น ระดับความลึกในการฝังเข็มแต่ละเล่มไม่เหมือนกันเลย


ผู้ดูแลเหรินกับหมออีกคนจับจ้องจนอ้าปากค้าง ตะลึงงันทำอะไรไม่ถูก นึกไม่ถึงเลยว่าบนโลกนี้จะมีคนที่มีทักษะการฝังเข็มอันยอดเยี่ยมถึงขั้นนี้!


ยิ่งไปกว่านั้น


คนผู้นี้ยังเป็นสตรีอีกด้วย!


เมื่อเด็กน้อยอาการสงบลงอย่างสมบูรณ์แล้ว เด็กในร้านก็นำยาต้มที่ต้มเสร็จมาพอดี เหอจิ่วเหนียงให้ผู้ปกครองเป็นคนป้อนยาให้เด็กเอง


เด็กน้อยได้สติและสามารถดื่มโอสถเองได้แล้ว เขาดื่มจนหมดถ้วยโดยที่ไม่ขมวดคิ้วแม้แต่น้อย อนุมานได้ว่าอาจเป็นเพราะเขาเจ็บป่วยมานานจึงคุ้นชินกับการดื่มยาขมๆเช่นนี้


เหอจิ่วเหนียงพานนึกถึงครั้นที่ทะลุมิติมาที่นี่ โก่วเอ๋อร์ที่นางรู้จักในวันแรกก็เป็นเช่นนี้เหมือนกัน


“ขอบคุณแม่นาง ขอบคุณมาก!”


หญิงสาวผู้นั้นจับมือเหอจิ่วเหนียงพลางกล่าวขอบคุณซ้ำๆ น้ำตาไหลอาบใบหน้า เหอจิ่วเหนียงเห็นเช่นนี้จึงรู้สึกขมขื่นในใจ “แค่ช่วยเล็กๆน้อยๆ ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”


หลังจากสองสามีภรรยากล่าวขอบคุณด้วยความซาบซึ้งจากใจจริง เหอจิ่วเหนียงแนะนำให้พวกเขาซื้อยากลับไปด้วย และยังกำชับอีกว่า หากอาการของบุตรชายกำเริบอีก อันดับแรกต้องรีบหาผ้ายัดปากเขา มิเช่นนั้นเขาอาจกัดลิ้นตัวเองจนขาดได้


หลังจากสามพ่อแม่ลูกกลับไปแล้ว เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก ในฐานะคนเป็นพ่อแม่ สิ่งที่ทนดูไม่ได้ที่สุดก็คือ การเห็นลูกทุกข์ทรมานจากความเจ็บป่วยกระมัง


หญิงสาวหันหลังกลับไปด้วยจิตใจหดหู่ พลันนั้นก็พบว่า ผู้ดูแลเหรินและหมออีกคนกำลังยืนจับจ้องมาที่ตนด้วยสีหน้ามีนัย


เหอจิ่วเหนียงชะงักไป…


“แม่นางเหอ ใครเป็นคนสอนวิชาแพทย์ให้เจ้าหรือ …เจ้าสนใจมาเป็นหมอประจำที่นี่หรือไม่?”


ผู้ดูแลเหรินยิ้มจนหน้าตาบิดเบี้ยว หวานหยาดเยิ้มจนไม่อาจบรรยายได้


เหอจิ่วเหนียงถอยหลังสองก้าวด้วยสัญชาตญาณ ก่อนจะกล่าว “ข้าแค่เคยอ่านตำราแพทย์ผ่านตามาเพียงไม่กี่เล่มเท่านั้นเอง”


“ยอดเยี่ยมที่สุด!” ผู้ดูแลเหรินตบมือหนึ่งครั้งด้วยความชื่นชม


“ข้าไม่เคยเห็นใครศึกษาด้วยตัวเองแล้วเก่งกาจถึงขั้นนี้มาก่อน แม่นางเหอช่างมหัศจรรย์ยิ่งนัก!”


ท่านหมอกำมือแน่นด้วยความตื่นเต้น เขาศึกษาวิชาแพทย์มาทั้งชีวิต ทักษะการฝังเข็มยังไม่อาจเทียบหญิงสาววัยสิบกว่าปีผู้นี้ได้แม้แต่ปลายนิ้ว หมอวัยกลางคนช่างรู้สึกละอายใจยิ่งนัก!


“แม่นางเหอมีทักษะการแพทย์สูงส่ง เหนือกว่าพวกข้าสองคนมาก โรงหมออวี้หยวนยินดีทุ่มเงินอย่างหนักเพื่อเชิญแม่นางมาเป็นหมอที่นี่ แม่นางเหอคิดเช่นไร?”


ผู้ดูแลเหรินส่งสายตากรุ้มกริ่ม…ไม่ใช่สิ สายตาเปี่ยมความหวังและความจริงใจให้เหอจิ่วเหนียง ท่าทางกระตือรือร้นจนทำให้คนถูกขอร้องยากจะปฏิเสธได้


ตอนที่ 84: สตรีล้ำค่า


ทว่า…


ถึงอย่างไรเหอจิ่วเหนียงก็ต้องปฏิเสธ


“ขอบคุณสำหรับน้ำใจของท่านทั้งสองมากเจ้าค่ะ แต่ข้าไม่มีความสามารถถึงขั้นนั้นจริงๆ”


ผู้ดูแลเหรินเห็นท่าทางเด็ดเดี่ยวของหญิงสาว อีกทั้งยังเจือด้วยความไม่พอใจแล้ว จึงไม่โน้มน้าวต่อ


“เช่นนั้นแม่นางเหอกลับไปคิดดูก่อนก็ได้ โรงหมออวี้หยวนยินดีต้อนรับแม่นางเสมอ!”


ผู้ดูแลร้านทั้งกระตือรือร้นและประจบประแจง อย่างไรก็ตาม เขาเคารพการตัดสินใจของหญิงสาว


แม้ตอนนี้ยังไม่มีความคิดเช่นนั้น แต่ความประทับใจที่เหอจิ่วเหนียงมีต่อโรงหมอแห่งนี้ไม่เลวเลย


ผู้ดูแลโรงหมอนำเงินค่าสมุนไพรมอบให้เหอจิ่วเหนียง ทั้งยังเดินออกมาส่งนางที่ประตูด้วยตัวเอง


“แม่นางเหอ หากตัดสินใจได้แล้วรีบบอกเรานะ!”


ผู้ดูแลร้านวัยกลางคนยังคงมีหวัง ยามบอกกล่าวก็แทบหลั่งน้ำตาออกมา


เหอจิ่วเหนียงทนดูไม่ได้จริงๆ จึงรีบเดินออกไป


ทันทีที่คู่ค้าจากไป ชายแซ่เหรินก็หันไปสั่งการเด็กในร้าน “เตรียมกระดาษกับพู่กันให้ข้าเร็วเข้า ข้าจะเขียนจดหมายไปหาเถ้าแก่!”


เขาอยากบอกเถ้าแก่เร็วๆ ว่าเขาได้พบสตรีล้ำค่าเข้าแล้ว!


วิชาแพทย์อันสูงส่งของแม่นางเหอ โดยเฉพาะทักษะการฝังเข็มที่ดูไม่ทันจนตาลายนั่น!


หากสามารถเชิญนางมาเป็นหมอในโรงหมอได้ ไม่แน่เขาอาจมีโอกาสได้ศึกษาสักสองสามทักษะ


และแน่นอน


สิ่งสำคัญที่สุดที่ได้รับจากโอกาสนี้ก็คือ ชื่อเสียงของโรงหมออวี้หยวนจะต้องเกรียงไกรกว่าเดิมเป็นแน่!


ควรทราบว่า เป่ยเหยียนขาดแคลนหมอจำนวนมาก โดยเฉพาะหมอหญิงเรียกได้ว่าแทบไม่มี ทว่าผู้ป่วยมีทั้งบุรุษและสตรี ด้วยค่านิยมของสังคมที่ให้ความสำคัญกับเรื่องเพศ สตรีหลายคนจึงไม่ยอมให้หมอทำการรักษา เมื่อเป็นเช่นนี้ อาการป่วยจึงยิ่งทรุดจนไร้หนทางการรักษา


แต่หากได้แม่นางเหอมาเป็นหมอประจำอยู่ที่นี่ ไม่เพียงสามารถตรวจโรคให้สตรีได้เท่านั้น ยังช่วยส่งเสริมกิจการโรงหมอของพวกเขาให้รุ่งเรืองขึ้นด้วย!


และเขาในฐานะผู้ดูแล การที่สามารถหาสตรีล้ำค่าเช่นนี้มาได้ เถ้าแก่จะต้องตกรางวัลให้เขาอย่างหนักแน่นอน!


ช่างยอดเยี่ยมจริงๆ เพียงแค่คิดก็มีความสุขแล้ว!


ชายวัยกลางคนยกพู่กันขึ้น บรรจงตัวอักษรลงในกระดาษหลายแผ่นอย่างต่อเนื่อง พรรณนาและยกย่องวิชาแพทย์และทักษะการฝังเข็มของเหอจิ่วเหนียงจนสุดจิตสุดใจ รอจนหมึกแห้งจึงให้เด็กในร้านนำจดหมายไปส่ง


เถ้าแก่เหรินมองตามแผ่นหลังของเด็กในร้านที่วิ่งออกไปด้วยความรวดเร็ว พลางถูฝ่ามือด้วยความตื่นเต้น


เยี่ยมไปเลย สิ้นปีนี้มีเรื่องดีๆรอแล้ว!

.......


เหอจิ่วเหนียงไหนเลยจะรับรู้ถึงแผนการในใจของเถ้าแก่เหริน นางเดินเล่นในเมืองไปแล้วหนึ่งรอบ ซื้อของใช้ในบ้านเล็กๆน้อยๆ จากนั้นไปต่อที่ร้านขายผ้า


ในอำเภอแห่งนี้มีร้านขายผ้าใหญ่ๆอยู่สามร้าน และร้านเล็กๆอีกหลายร้าน


คนในครอบครัวส่วนมากเป็นสตรี เหอจิ่วเหนียงจึงเลือกซื้อผ้าที่มีสีสันสักหน่อย ร้านเล็กๆมีผ้าให้เลือกค่อนข้างน้อย ดังนั้นนางจึงเลือกไปร้านใหญ่


“แม่นางอยากได้ผ้าเฉยๆ หรือเสื้อผ้าสำเร็จรูปดีเจ้าคะ จะซื้อให้ใครเจ้าคะ หากไม่รังเกียจ ข้าน้อยแนะนำให้แม่นางได้นะเจ้าคะ”


ผู้ที่เข้ามาต้อนรับเป็นสตรีวัยกลางคน สวมชุดสีน้ำเงิน แต่งกายเหมือนกับสตรีในร้านอีกหลายๆคน เห็นได้ชัดว่านางคือหนึ่งในสาวใช้ในร้าน


ขณะที่เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่ายอย่างพิจารณา สตรีผู้นั้นก็มองนางอย่างใคร่ครวญเช่นกัน แม้การแต่งกายจะไม่น่าเชื่อถือ แต่จูงม้ามาด้วยเช่นนี้ ทั้งยังแบกของเต็มตะกร้าสะพายหลัง ดูปราดเดียวก็รู้ว่ามีกำลังใช้จ่าย ดังนั้นนางจึงยิ้มแย้มต้อนรับจนรอยพับปรากฏที่หางตา


ในเมื่อมีคนคอยแนะนำ เหอจิ่วเหนียงก็คร้านจะเดินดูเอง จึงบอกความต้องการกับหญิงวัยกลางคนไปว่า นางอยากได้ผ้าสำหรับตัดชุดให้คนที่บ้าน มีทั้งคนชรา วัยหนุ่มสาว และเด็กๆ


รอยยิ้มบนใบหน้าของสาวใช้ยิ่งกว้างขึ้น สายตาของตนช่างเฉียบแหลมจริงๆ!


“เชิญแม่นางตามข้าน้อยมาทางนี้เจ้าค่ะ!”


สาวใช้กระตือรือร้นในการแนะนำสินค้าอย่างมาก ทั้งแนะนำผ้าที่เหมาะกับชาวนา ผ้าที่เหมาะกับสตรี แนะนำสีต่างๆ และเนื้อผ้าที่ใส่สบาย การสาธยายเป็นไปอย่างลื่นไหล


เหอจิ่วเหนียงอดนับถือสตรีผู้นี้ไม่ได้จริงๆ หากตนเป็นเศรษฐีนีในยุคนี้ละก็ ต้องซื้อผ้าตามที่นางนำเสนอมาแน่นอน


แต่น่าเสียดายในที่ผ้าในห้วงมิติของนางทั้งคุณภาพดีและใส่สบายกว่าผ้าเนื้อหยาบเหล่านี้มาก รวมถึงลวดลายของผ้าก็มีให้เลือกหลากหลายกว่า จึงไม่ได้คล้อยตามไปกับอีกฝ่าย


จากคำแนะนำของสาวใช้ นางก็ได้คุณสมบัติของผ้าที่ต้องการในใจแล้ว จึงเลือกผ้าสีสันสดใสหลายม้วนสำหรับตัดชุดให้เด็กและสตรี ทั้งยังเลือกผ้าสีเขียวอ่อนม้วนหนึ่งให้กับนางซุนเป็นพิเศษ


สำหรับบุรุษ นางเลือกผ้าสีดำ สีเทา สีฟ้าอ่อนไปหลายม้วน


ริมฝีปากของสาวใช้คลี่กว้างจนบิดเบี้ยวไปหมด นำผ้าที่ลูกค้ารายใหญ่เลือกแล้วมารวมกันและคำนวณราคาด้วยความกระตือรือร้น “แม่นาง ผ้าที่แม่นางเลือกทั้งหมดเก้าม้วน ไม่มีลวดลายสี่ม้วน ม้วนละสองร้อยสิบอีแปะ ผ้ามีลวดลายห้าม้วน ม้วนละสองร้อยสามสิบอีแปะ ทั้งหมดหนึ่งพันเก้าร้อยเก้าสิบอีแปะเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงคำนวณในใจ และสรุปได้ว่าตรงกัน


ระหว่างนั้นนางกวาดสายตาไปรอบๆ และปะทะเข้ากับผ้าฝ้ายเนื้อดีสีสันสดใสลวดลายประณีตผืนหนึ่ง พลันนั้นก็คิดว่า ซื้อกลับไปตัดชุดชั้นในให้สตรีไม่บ้านคงไม่เลว


“ผ้าผืนนั้นราคาเท่าไรหรือ?”


หญิงผู้นั้นหันมองตามที่ลูกค้าชี้ จากนั้นหลับหูหลับตาชมไม่ขาดปาก “สายตาแม่นางช่างเฉียบแหลมยิ่งนักเจ้าค่ะ นี่เป็นผ้าฝ้ายเนื้อดีที่มาใหม่ของร้านเรา สีสันเป็นที่นิยมกันในตอนนี้ ยาวหนึ่งจั้งราคาเก้าสิบอีแปะ แต่บอกเลยว่าคุ้มค่ามากเจ้าค่ะ!”


หนึ่งจั้งก็ประมาณสามจุดสามเมตร นำมาตัดเป็นชุดชั้นในนับว่าเพียงพอแล้ว


“ตกลง!” เหอจิ่วเหนียงตอบกลับ “ข้าเอาผืนนั้นด้วย ทั้งหมดข้าให้เจ้าสองตำลึง ตกลงหรือไม่?”


ภายในพริบตาก็ถูกต่อราคาลดฮวบแปดสิบอีแปะ!


รอยยิ้มบนใบหน้าสาวใช้แข็งทื่อในทันใด ยังไม่ทันพูดอะไรเหอจิ่วเหนียงก็กล่าวต่อ “ข้าซื้อผ้าร้านเจ้าเยอะมาก เจ้าไม่ลดราคาให้ข้าเลยหรือ ไม่เช่นนั้นข้าจ่ายราคาเต็ม แต่เจ้าแถมผ้าฝ้ายผืนนั้นให้ข้าเป็นอย่างไร? เจ้ายังถือว่าได้กำไรอยู่นะ”


“ไอหยา! แม่นาง ร้านเราเป็นแค่ร้านเล็กๆ อีกอย่างเถ้าแก่ก็ไม่อยู่ด้วย ข้า…”


ใบหน้าของสาวใช้เผยความลำบากใจ เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆ “เช่นนั้นข้าไม่ซื้อแล้ว ข้าไปดูร้านอื่นก็ได้”


ขณะกล่าวสตรีปราดเปรื่องก็หมุนกายเตรียมเดินออกไป สาวใช้รีบรั้งนางไว้ จากนั้นครุ่นคิดครู่หนึ่ง


…เพียงครู่เดียวแม่นางผู้นี้เลือกซื้อผ้าตั้งหลายม้วน คนเช่นนี้หาได้ยากยิ่ง! 


อีกอย่าง


การซื้อขายครั้งนี้ทางร้านก็ยังได้กำไรอย่างที่นางว่ามาจริง เพียงแต่นางจะได้เงินปันผลน้อยลงนิดหน่อย


“ตกลงเจ้าค่ะ! เห็นแก่ที่แม่นางอยากซื้อจริงๆ ไม่อย่างนั้นข้าไม่ลดให้หรอกนะ!”


สาวใช้ยอมโอนอ่อน จากนั้นก็นำเสนอสินค้นอื่นต่อ เหอจิ่วเหนียงไม่สนใจแต่อย่างใด เพียงบอกให้อีกฝ่ายรีบห่อผ้าเหล่านี้ และใช้เชือกมัดใส่ในตะกร้าบนหลังม้าให้นาง


หลังจากจ่ายเงินเสร็จ เหอจิ่วเหนียงเตรียมจะออกไป ทันใดนั้นชายหนุ่มคนหนึ่งก็เดินเข้ามาในร้าน เหอจิ่วเหนียงไม่ทันสังเกต แต่อีกฝ่ายกลับจำนางได้


“ผู้มีพระคุณ! ท่านมาซื้อผ้าหรือ?”


เหอจิ่วเหนียงมองอีกฝ่าย และจำได้ว่าเขาคือบิดาของเด็กที่เป็นลมชักก่อนหน้านี้


ช่างบังเอิญยิ่งนัก!


“ใช่แล้ว นึกไม่ถึงว่าจะได้เจอกันอีก”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มรับตามมารยาท โชคดีที่ยุคสมัยนี้ให้ความสำคัญกับระยะห่างระหว่างชายหญิง จึงไม่จำเป็นต้องอัธยาศัยดีนักก็ได้


ทว่าชายหนุ่มกลับพูดคุยอย่างกระตือรือร้น “ผู้มีพระคุณ ร้านเฟิงเฉินเป็นร้านของข้าเอง ต้องการสิ่งใดเชิญเลือกได้ตามสบายเลย ถือซะว่าเป็นของขวัญขอบคุณจากข้าก็แล้วกัน!”


สาวใช้ที่แนะนำผ้าให้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนมีไหวพริบ เมื่อเห็นดังนั้นจึงรีบเข้ามาประจบอีกครั้ง


เรื่องนี้เกินความคาดหมายของเหอจิ่วเหนียงมาก ชายผู้นี้ยังหนุ่มแต่กลับมีร้านขายผ้าขนาดใหญ่เป็นของตัวเองแล้ว เห็นชัดว่าเป็นคนที่มีความสามารถจริงๆ


ตอนที่ 85: แค่ช่วยเล็กๆน้อยๆเท่านั้น


หากยังไม่ได้จ่ายเงิน เหอจิ่วเหนียงคงยินดีรับน้ำใจนี้ไว้ แต่ในเมื่อจ่ายเงินไปแล้วการขอเงินคืนคงไม่สมควร นางจึงบอกออกไป “ขอบคุณน้ำใจท่านมาก แต่ผ้าเหล่านี้ข้าจ่ายเงินแล้วละ”


ชายหนุ่มจึงหันไปบอกสาวใช้วัยกลางคน “เช่นนั้นเจ้าไปเอาผ้าฝ้ายเนื้อดีมาให้ผู้มีพระคุณสักสองม้วน”


สาวใช้รีบวิ่งไปนำของที่ผู้เป็นนายต้องการทันที สีสันลวดลายประณีตต่างจากผ้าอื่น เห็นชัดว่านางตั้งใจเลือกมาก


เหอจิ่วเหนียงเหลือบมองครู่หนึ่ง เนื้อผ้าดีกว่าผืนขนาดหนึ่งจั้งที่นางต้องตาเมื่อครู่หลายเท่า อีกทั้งราคาผ้าสองม้วนนี้เทียบเท่ากับผ้าเก้าม้วนที่นางซื้อเลยทีเดียว


“เช่นนั้นก็ต้องขอบคุณท่านมาก”


เหอจิ่วเหนียงรับน้ำใจนี้ไว้ อย่างไรเสียนางก็เป็นคนช่วยบุตรชายของเขาจริงๆ และนางก็ยอมรับคำเรียก ‘ผู้มีพระคุณ’ นี้ไว้เช่นกัน


“ไม่ต้องขอบคุณหรอก ไม่ต้องขอบคุณ ข้าต่างหากที่ต้องเป็นฝ่ายขอบคุณผู้มีพระคุณ หากไม่ได้ท่านช่วยลูกข้าไว้ เขาต้องแย่แน่”


ชายหนุ่มหัวเราะอย่างขมขื่น อาการป่วยของบุตรชายเป็นเรื่องเดียวที่เขากังวลและปวดใจที่สุดมาโดยตลอด


“อาการป่วยเช่นนี้รักษาไม่หายขาด ทำได้เพียงใช้ยาเมื่อมีอาการเท่านั้น คอยสังเกตอาการเขาบ่อยๆนะเจ้าคะ”


“ขอรับ ขอรับ ขอบคุณผู้มีพระคุณมากที่แนะนำ!”


ชายหนุ่มตอบรับอย่างสุภาพ ทันใดนั้นก็นึกขึ้นได้ว่ายังไม่ได้แนะนำตัว จึงรีบบอกออกไป “ข้าน้อยแซ่หยู ชื่อเทาพยางค์เดียว หากผู้มีพระคุณจะใช้ผ้าก็มาที่ร้านเฟิงเฉินของข้าได้เลย ข้าจะให้ราคาพิเศษ!”


เหอจิ่วเหนียงพอใจอย่างยิ่ง ดีจริงๆ อย่างไรเสียครอบครัวนางก็จะทำกิจการเสื้อคลุมขนสัตว์ ต้องใช้ผ้าจำนวนมาก


“เช่นนั้นข้าอยากคุยเรื่องการค้ากับเถ้าแก่หยูสักหน่อย อีกสามวันข้าจะมาคุยรายละเอียดกับท่านอีกที”


หยูเทารับปากโดยไม่ต้องคิด จากนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงออกจากร้านไป


เฒ่าแก่หยูยืนส่งนางจนลับตา จากนั้นหันมาเอ่ยกับสาวใช้ข้างกาย “แม่นางท่านนี้คือผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตนายน้อยไว้ วันข้างหน้าต้อนรับนางให้ดี และต้องรอบคอบด้วยล่ะ”


“เจ้าค่ะเถ้าแก่”

…...


เหอจิ่วเหนียงกลับมาพร้อมข้าวของมากมาย ทันทีที่เข้ามาในหมู่บ้านก็ถูกชาวบ้านห้อมล้อม


“ซื้อของมาเยอะแยะขนาดนี้เลยหรือ จุๆๆ ผ้าพวกนี้ราคาเท่าไรกันนะ?”


“ไอ้หยา นั่นมันผ้าฝ้ายเนื้อดีใช่หรือไม่ ผ้าฝ้ายเช่นนี้คนมีเงินเท่านั้นถึงจะซื้อได้!”


“สมาชิกครอบครัวเยอะเกินไปก็ไม่ดีตรงนี้แหละ จะซื้ออะไรต้องซื้อเยอะ ค่าใช้จ่ายก็เยอะตามไปด้วย!”


“นี่ ใครจะมีค่าใช้จ่ายเท่าไรแล้วเกี่ยวอะไรกับเจ้ากัน ครอบครัวลู่สร้างบ้านหลังใหญ่โตเช่นนั้น เงินแค่นี้ขนหน้าแข้งพวกเขาไม่กระดิกด้วยซ้ำ”


เหอจิ่วเหนียงที่กำลังขี่ม้ายิ้มบางๆ พลางตอบผ่านๆเพียงคำสองคำ ก่อนบังคับให้หงหมู่ตันเร่งความเร็ว


เมื่อใกล้ถึงบ้าน หญิงสาวบนหลังม้าเห็นโก่วเอ๋อร์นั่งยองๆต่อตัวต่ออยู่ในลานบ้าน พลันนั้นนางจึงเพิ่งนึกได้ว่า… ตนลืมซื้อปิ่นบุปผากลับมาให้เหลียนฮวา!


อ้อ จริงสิ! ไม่ต้องตกใจ ไม่ต้องตกใจ โชคดีที่มีอยู่ในห้วงมิติ!


นางนำปิ่นบุปผาที่ทำด้วยทองแดงออกมาจากห้วงมิติอย่างรวดเร็ว เครื่องประดับเล่มนี้เป็นงานฝีมือสมัยใหม่ ย่อม.งดงามและประณีตกว่ายุคนี้


ด้านบนเป็นลวดลายบุปผาและผีเสื้อ ยามต้องแสงตะวันจะจรัสแสงระยิบระยับสีสันสดใส ผีเสื้อและบุปผางดงามเสมือนจริงยิ่งนัก เหมาะกับดรุณีน้อยอย่างเหลียนฮวา


นางเก็บไว้ในอกอย่าง ก่อนตะโกนเรียกบุตรชาย


“ท่านแม่!”


โก่วเอ๋อร์วิ่งดุกดิกเข้ามาด้วยความดีใจ และเอ่ยถามด้วยความตื่นเต้นทันทีที่มาถึงเบื้องหน้าผู้เป็นมารดา “ท่านแม่ ซื้อปิ่นบุปผามาให้พี่เหลียนฮวาหรือไม่ขอรับ?”


เหอจิ่วเหนียง “...”


สตรีลูกหนึ่งรู้สึกไม่สบายใจอย่างมาก เจ้าลูกคนนี้นี่ อายุเพิ่งเท่านี้ก็ลืมแม่เสียแล้ว!


แต่ไม่นานนางก็ปลอบใจตัวเอง ช่างเถอะ ไม่เป็นไร ตนมีโอกาสใช้ชีวิตสองภพสองชาติ จะคิดเล็กคิดน้อยกับเรื่องเช่นนี้ไปทำไม


“ซื้อมาแล้ว แต่มือเจ้าสกปรก ไปล้างมือก่อนแล้วค่อยมาเอานะ”


เหอจิ่วเหนียงกระโดดลงจากหลังม้าและกำลังจะเดินเข้าไปในบ้าน พวกนางหยูเพิ่งกลับมาจากการเก็บสมุนไพรพอดี ทุกคนจึงช่วยกันขนของ


“เหตุใดถึงซื้อผ้ามาเยอะเช่นนี้ล่ะ… เอ๊ะ นะ…นี่ นี่มันผ้าฝ้ายนี่!”


ครั้นสัมผัสเนื้อผ้าละเอียดนุ่ม นางหยูถึงกับตกใจจนพูดไม่ออก นางไม่เคยสัมผัสของดีเช่นนี้มาก่อนเลย!


“อ๋อ สองม้วนนี้เถ้าแก่ร้านผ้าให้ข้ามาเจ้าค่ะ ส่วนที่เหลือเราซื้อเอง ไปกันเถอะ เข้าไปคุยกันข้างในดีกว่า!”


เหอจิ่วเหนียงสะพายตะกร้าเดินเข้าไปในกระท่อม นำของที่ซื้อออกมาทั้งหมด จากนั้นเล่าเรื่องที่ตนช่วยชีวิตบุตรชายเถ้าแก่ร้านผ้าให้คนในบ้านฟัง


“เฮ้อ อันที่จริงข้าก็ไม่ได้ช่วยอะไรมาก บังเอิญอยู่ตรงนั้นพอดี เขาขาดผู้ช่วยข้าก็เลยช่วยเล็กๆน้อยๆ ใครจะรู้กันว่าเถ้าแก่ร้านขายผ้าจะเกรงใจถึงขนาดนี้ ฮี่ๆๆ…”


นางซุนเคลือบแคลงในคำพูดของสะใภ้สาม “แค่ช่วยเล็กๆน้อยๆ เขาก็ให้ของดีเช่นนี้กับเจ้าแล้วอย่างนั้นหรือ?”


“ใช่เจ้าค่ะ แถมยังเรียกข้าว่าผู้มีพระคุณด้วยนะเจ้าคะ! นึกแล้วข้ายังรู้สึกขัดเขินอยู่เลย”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าจริงจัง นางซุนยังคงไม่ปักใจเชื่อ แต่ก็ไม่มีหลักฐานใดมาโต้แย้ง


“ท่านแม่ ช่วงนี้น้องสะใภ้สามโชคดีมาตลอด ไม่มีอะไรที่เป็นไปไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”


ตอนนี้นางหยูเชื่อมั่นในตัวเหอจิ่วเหนียงมาก ไม่เพียงไม่สงสัยในตัวนาง ยังสนับสนุนไม่ให้คนอื่นสงสัยเหอจิ่วเหนียงด้วย


นางซุนเหลือบมองสะใภ้ใหญ่วูบหนึ่งพลางลอบบ่นในใจ เหตุใดช่วงนี้ทุกคนถึงหลงระเริงกับการใช้ชีวิตกันไปหมดแล้ว!


แต่หญิงชราเลือกที่จะไม่พูดอะไรต่อ


จากนั้นจึงหันไปพิศมองม้วนผ้าเหล่านั้น จู่ๆนางก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา “เป็นแค่ชาวนาเหตุใดต้องเลือกผ้าสวยงามประณีตเช่นนี้ จะใส่ไปประกวดหญิงงามหรืออย่างไรกัน?”


นางหยูและคนอื่นๆก้มหน้าเงียบ บอกตามตรงว่าพวกนางชื่นชอบผ้าเหล่านี้มาก ลวดลายสีสันงดงามเพียงนี้ แม้แต่วันแต่งงานของพวกนางยังไม่มีโอกาสได้สวมใส่


ผ้าที่น้องสะใภ้สามเลือกซื้อมาตรงตามรสนิยมของพวกนางทั้งสิ้น


“ท่านแม่ จะเป็นไรไปเจ้าคะ ผู้หญิงในบ้านเรายังสาวยังสวยอยู่เลย ในเมื่อยังมีโอกาสแสดงความงามก็แต่งให้สมตามวัยเถอะเจ้าค่ะ อีกอย่าง ใครๆก็ชอบความสวยความงามกันทั้งนั้นเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงยัดผ้าลวดลายสีสัน.งดงามเหล่านั้นให้พี่สะใภ้และน้องสามี “พี่สะใภ้ น้องหญิง ข้าตัดเย็บเสื้อผ้าไม่เป็น รบกวนช่วยทำให้ข้ากับโก่วเอ๋อร์สักชุดนะเจ้าคะ อ๋อใช่ นี่เป็นผ้าฝ้ายที่ข้าตั้งใจซื้อมาทำชุดชั้นใน พวกเรา ท่านแม่ รวมถึงเหลียนฮวา น่าจะได้คนละชุด ส่วนผ้าเนื้อดีสองม้วนนั่นก็ทำเสื้อและกางเกงใส่ข้างใน”


นางซุนรู้สึกเสียดายเล็กน้อยที่ผ้าเหล่านี้จะต้องถูกใช้หมดในคราวเดียว โดยเฉพาะผ้าฝ้ายเนื้อดีสองม้วนนั่น นางรู้สึกราวกับกำลังสูญเสียของดีในมือไป


แต่ของเหล่านี้เจ้าของร้านผ้ามอบให้สะใภ้สาม เหอจิ่วเหนียงยอมนำออกมาให้ทุกคนใช้ก็นับว่ามีน้ำใจแล้ว นางจึงไม่อยากคัดค้าน


ขณะที่หญิงชรากำลังเหม่อลอย นางฉินเอ่ยขึ้น “ข้าว่าทำได้นะ ชุดที่ใส่ข้างในไม่ต้องทำยาวมากก็ได้ เช่นนี้ไม่เปลืองผ้าแน่นอน เพียงพอสำหรับทุกคน คนละชุด!”


“ของพ่อเจ้ากับพวกผู้ชายไม่ต้องทำหรอก หนังหนาปานนั้นเสียดายของดีเปล่าๆ ทำแค่ของผู้หญิงกับเด็กๆคนละชุดก็พอ!”


ทันใดนั้นนางซุนก็เอ่ยขึ้น ทำให้เหอจิ่วเหนียงเผยสีหน้าประหลาดใจออกมา “ท่านสุภาพสตรีซุนความคิดเลิศล้ำยิ่งนัก! ข้ารักท่านที่สุด!”


สตรีขี้เล่นกอดหญิงชราแน่น หากไม่ใช่เพราะนางซุนผลักออก นางคงหอมแก้มอีกฝ่ายไปหนึ่งฟอดแล้ว


ด้วยค่านิยมในยุคนี้ที่บุรุษอยู่เหนือสตรี ยามที่ครอบครัวมีสิ่งของดีๆ จึงมักจะคำนึงถึงบุรุษก่อนเสมอ แต่นางซุนกลับไม่คิดเช่นนั้น แม้บางครั้งหญิงชราจะเข้มงวดบ้าง แต่ก็รักบุตรหลานและสะใภ้ในครอบครัวมาก


“ปล่อย! อย่ามาเกาะแกะข้า เจ้านี่น่ารำคาญจริงๆ!”


นางซุนแกะมือสะใภ้น่ารำคาญออก ทำท่าทางรังเกียจเต็มประดา


นางซุนก็นางซุนสิ ท่านสุภาพสตรีซุนอะไรนั่นหมายความว่าอย่างไร!


ตอนที่ 86: วิธีการสอนของเหอจิ่วเหนียง


นางหยูและคนอื่นๆ ต่างยกมือป้องปากหัวเราะ หากเป็นเมื่อก่อน แม้แต่ฝันก็ยังไม่กล้าฝันถึงว่าจะมีช่วงเวลาเช่นนี้เกิดขึ้นในครอบครัว


ขณะเหล่าสตรีกำลังพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน โก่วเอ๋อร์ก็จูงมือเหลียนฮวาเดินเข้ามา


เหลียนฮวารู้จักการวางตัวและรู้หน้าที่ของตนเอง ตอนที่โก่วเอ๋อร์ไปเรียกนาง นางกำลังช่วยทำความสะอาดบริเวณสถานที่ก่อสร้าง เก็บท่อนไม้จากการสร้างบ้านที่ใช้ไม่ได้แล้วมาเพื่อเป็นฟืนก่อไฟ


“ท่านแม่ ข้าพาพี่เหลียนฮวามาแล้วขอรับ!”


เด็กชายมองผู้เป็นมารดาด้วยความตื่นเต้น ยื่นมือที่ล้างสะอาดแล้วไปตรงหน้านาง


เหลียนฮวาก้มหน้าลงด้วยความเกรงใจ นางไม่คิดเลยว่าท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงจะซื้อปิ่นบุปผามาให้จริงๆ


“รู้แล้ว แม่รู้แล้ว”


เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางตอบรับ และนำปิ่นบุปผาออกมาจากอกเสื้อยื่นให้เขา


นางจะให้เหลียนฮวาโดยตรงก็ได้ แต่นี่เป็นของขวัญที่โก่วเอ๋อร์ตั้งใจมอบให้พี่เหลียนฮวาของเขา เช่นนั้นก็ให้เขาเป็นคนมอบให้นางโดยตรงดีกว่า


“ว้าว! งดงามยิ่งนัก!”


โยวยาโถวและคนอื่นๆ ต่างพากันมามุงดู คล้ายกับว่าไม่มีสตรีคนใดสามารถต้านทานความงามของปิ่นบุปผาเล่มนี้ได้


อย่าว่าแต่เด็กๆเลย แม้แต่พวกนางหยูก็อดเข้ามาดูไม่ได้


“น้องสะใภ้สาม ปิ่นบุปผางดงามและประณีตถึงเพียงนี้ ราคาคงแพงมากกระมัง?”


นางฉินอดทอดถอนใจออกมาไม่ได้ รอยยิ้มบนใบหน้าขมขื่นเล็กน้อย น้องสะใภ้สามส่งเจี๋ยจื่อบุตรชายนางร่ำเรียนแล้ว ตอนนี้ยังซื้อปิ่นบุปผาเล่มงามให้หลานสาวของนางอีก บุญคุณของอีกฝ่ายเกรงว่านางคงตอบแทนไม่หมด


“ไม่แพงเลยเจ้าค่ะ นี่เป็นของขวัญที่โก่วเอ๋อร์อยากมอบให้พี่สาวของเขา เป็นความตั้งใจของเขา เขาอยากตอบแทนที่เหลียนฮวาดูแลเขาเจ้าค่ะ เหลียนฮวา ลำบากเจ้าแล้ว”


เหอจิ่วเหนียงอธิบายด้วยรอยยิ้ม และบอกให้โก่วเอ๋อร์มอบของขวัญให้เหลียนฮวา


เด็กชายยื่นของในมือให้พี่สาวตามความตั้งใจ


เหลียนฮวาไม่กล้ารับ


“โก่วเอ๋อร์ ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียง ข้า…ข้าไม่อาจรับไว้ได้จริงๆเจ้าค่ะ!”


ตั้งแต่เกิดมาดรุณีน้อยยังไม่เคยเห็นปิ่นบุปผาที่งดงามเพียงนี้มาก่อน สิ่งของเช่นนี้ต้องเป็นคุณหนูตระกูลร่ำรวยเท่านั้นถึงจะใช้ได้ นางเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้าน จะใช้เครื่องประดับอันวิจิตรเช่นนี้ได้อย่างไร


“พี่เหลียนฮวา ท่านรับไว้เถอะนะขอรับ ท่านแม่ซื้อมาแล้ว ดูสิ มันสวยมากเลย!” โก่วเอ๋อร์มองเหลียนฮวาด้วยแววตากระจ่างใส 


จากนั้นเอ่ยต่อ “รอให้โก่วเอ๋อร์เก็บเงินได้อีก จะซื้อให้ท่านแม่กับท่านย่าด้วย!”


“ไอ้หยา โก่วเอ๋อร์ของเราช่างเป็นเด็กกตัญญูจริงๆ! เหลียนฮวา ในเมื่อเป็นความตั้งใจของโก่วเอ๋อร์ เจ้าก็รับไว้เถอะ เขายังเล็กแต่มีน้ำใจคิดได้เช่นนี้ หาได้ยากนัก”


นางหยูยิ้มตาหยีพลางกล่าว แม้โก่วเอ๋อร์อายุยังน้อย แต่กลับเป็นเด็กรู้ความและน่าเอ็นดูที่สุด


“นั่นสิ เหลียนฮวา รับไว้เถอะ!” ลู่กุ้ยหลานเองก็โน้มน้าว


เหลียนฮวาหันมองหน้าผู้เป็นอา นางฉินยิ้มให้พลางพยักหน้าเบาๆ เด็กสาวจึงต้องรับมาด้วยความเกรงใจ “ขะ ขอบ ขอบคุณนะโก่วเอ๋อร์ ขอบคุณท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงเจ้าค่ะ!”


ปิ่นบุปผาทั้งประณีตและงดงาม เหลียนฮวาไม่กล้าเอามาใช้แน่นอน นางเก็บลงไปในอกเสื้ออย่างตั้งใจ ใกล้กับตำแหน่งของหัวใจพอดี พลันนั้นเด็กสาวจึงสัมผัสได้ว่า หัวใจของตนเต้นเร็วขึ้น


นางหยูเอ่ยถาม “น้องสะใภ้สาม โก่วเอ๋อร์ยังเด็กมาก เหตุใดเจ้าถึงเริ่มให้เงินเขาแล้วล่ะ?”


นี่เป็นคำถามที่อยู่ในใจของทุกคน ตอนนี้ครอบครัวลู่มีชีวิตที่ดีกว่าเดิมแล้ว ครอบครัวของสองพี่น้องลู่คนโตและคนรองมีเงินยี่สิบตำลึงอยู่ แต่ก็ไม่เคยคิดจะให้ลูกๆเลย พวกเขาคิดว่าเด็กๆเก็บเงินไว้ก็ไร้ประโยชน์ ทั้งยังมีโอกาสทำเงินสูญหายและโดนหลอกได้ง่าย


แต่เหอจิ่วเหนียงกลับยินยอมให้โก่วเอ๋อร์ใช้เงิน และเด็กน้อยก็เลือกที่จะใช้เงินไปกับเรื่องอบอุ่นหัวใจเช่นนี้ พวกนางคิดว่าที่สะใภ้สามทำไปต้องมีเหตุผลเป็นแน่


เหอจิ่วเหนียงเป็นมนุษย์ยุคปัจจุบัน นางจึงมองว่าการให้เงินค่าขนมเด็กๆเป็นเรื่องปกติ ทว่าตอนนี้ต้องเผชิญกับสตรียุคโบราณกลุ่มหนึ่ง นางไม่รู้เลยว่าควรตอบเช่นไร


หลังจากใคร่ครวญอย่างถ้วนถี่ สตรีสองภพจึงอธิบายอย่างระมัดระวัง “ความจริงแล้วข้ากำลังฝึกให้โก่วเอ๋อร์เรียนรู้ว่า หากอยากทำสิ่งใดต้องวางแผนเจ้าค่ะ การให้เงินเขา เขาสามารถตัดสินใจทำสิ่งตัวเองอยากทำได้เอง เหมือนอย่างครั้งนี้ เขาควักเงินที่ตัวเองเก็บมาซื้อปิ่นบุปผาเป็นของขวัญขอบคุณเหลียนฮวาที่นางดูแลเขามาตลอด


และเงินที่ข้าให้เขาไม่ใช่หลับหูหลับตาให้เปล่าๆ ต้องมีเงื่อนไขให้เขาทำสำเร็จจึงจะให้ อย่างเช่นอยู่บ้านตั้งใจเล่นตัวต่อ ไม่ก่อกวนคนอื่น ฝึกต่อตัวต่อให้มีเอกลักษณ์เป็นของตนเอง ข้าถึงจะให้เงินเขาเป็นรางวัล เช่นนี้จะเป็นกำลังใจให้เขาเป็นคนที่ดีขึ้นกว่าเดิมได้”


นางหยูและคนอื่นต่างอึ้งงัน นึกไม่ถึงเลยว่าจะมีวิธีการสอนเช่นนี้ด้วย!


แต่ผลลัพธ์ที่ได้ก็เป็นเช่นนั้นจริง โก่วเอ๋อร์อายุน้อยที่สุดแต่กลับรู้ความมากกว่าเด็กคนอื่นๆ ที่แท้เหตุก็เป็นเพราะเหอจิ่วเหนียงสั่งสอนเขามาอย่างดีนี่เอง


หญิงสาวแต่ละคนหันกลับมามองตัวเอง ตระหนักได้ว่าพวกนางไม่ได้ใส่ใจบุตรเท่าที่ควรเลย คิดเพียงว่าการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตได้นั่นคือหน้าที่สูงสุดของผู้เป็นพ่อแม่แล้ว


เมื่อเทียบกับเหอจิ่วเหนียง ดูเหมือนว่าพวกนางไม่ได้เรื่องเอาเสียเลย


เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าสตรีเหล่านี้รู้สึกเช่นไร แต่ไม่ใช่ทุกคนที่สามารถให้เงินค่าขนมลูกๆได้ทุกวัน อย่างในครอบครัวลู่นอกจากนางแล้ว ทุกคนล้วนมีบุตรสองถึงสามคน การให้เงินจึงไม่ใช่เรื่องง่าย


ดังนั้นนางจึงเอ่ยต่อ “แต่ไม่ได้มีแค่เงินนะเจ้าคะที่ใช้เป็นรางวัลได้ เราสามารถถามลูกๆได้ว่ามีสิ่งใดหรือเรื่องใดบ้างที่อยากได้ หากสามารถเติมเต็มความปรารถนาให้เขาได้ก็ให้ภารกิจเขาทำ หากเขาทำได้ ก็ช่วยทำให้สิ่งที่เขาปรารถนาเป็นจริง นี่ก็เป็นวิธีที่ดีเหมือนกัน”


อันที่จริงเหอจิ่วเหนียงไม่อยากบอกถึงวิธีการอบรมสั่งสอนเด็กในแบบยุคสมัยใหม่เลย แต่ในเมื่อพวกนางเอ่ยถามมาแล้ว คิดๆไปก็ไม่มีเหตุผลที่ต้องปิดบัง


“ข้าว่าวิธีนี้ดีเลย!”


ลู่กุ้ยหลานตบมือหนึ่งครั้งด้วยความดีใจ ครอบครัวนางสิ้นเนื้อประดาตัว หากไม่ได้ครอบครัวของบิดามารดา อย่าว่าแต่ค่าขนมลูกเลย แม้แต่ชีวิตครอบครัวนางก็คงสูญสิ้นไปแล้ว


คนอื่นๆก็เห็นด้วยเช่นกัน อย่างไรเสียไม่ใช่ทุกคนที่มีความสามารถในการหาเงินอย่างเหอจิ่วเหนียง


อีกอย่าง ในครอบครัวพวกนางก็มีเด็กหลายคน ไม่อาจให้เงินมากมายเพียงนั้นได้


เดิมทีนางซุนคิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะไม่สามารถตอบคำถามนี้ได้ แต่อีกฝ่ายกลับบอกเล่าวิธีการเช่นนี้ออกมา อีกทั้งทุกคนยังเห็นด้วย


การอบรมสั่งสอนเด็กคนหนึ่งให้ดีได้หรือไม่นั้น เป็นปัจจัยสำคัญในการกำหนดความรุ่งโรจน์และความตกต่ำของตระกูล


ตอนนี้ครอบครัวลู่กำลังก้าวหน้าไปในทางที่ดีขึ้น เด็กๆได้รับการศึกษา ครอบครัวเริ่มทำมาค้าขาย วันข้างหน้าทุกคนต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่านี้อย่างแน่นอน


ทั้งหมดนี้ล้วนต้องขอบคุณสะใภ้สาม


คิดได้เช่นนี้ หญิงชราก็มองเหอจิ่วเหนียงด้วยแววตาสื่อความหมาย


สะใภ้สามใช้ความตายไปครั้งหนึ่ง แลกมาซึ่งความเปลี่ยนแปลงของทั้งครอบครัว


บุญคุณครั้งนี้ แม้นางเป็นผู้อาวุโสในครอบครัวก็ต้อง.จดจำไว้


ไม่นานนัก จางซงสองพี่น้องที่ไปรับขนสัตว์ก็กลับมา นางหยูเตรียมตัวไปล้างขนสัตว์ แต่ถูกนางซุนห้ามไว้


“ให้พวกผู้ชายไปล้าง เจ้ากับเหลียนฮวาไปทำกับข้าว สะใภ้รองพาคนอื่นๆเริ่มตัดเย็บเสื้อผ้าได้เลย รีบเร่งมือหน่อย จะได้เห็นภาพว่าการค้านี้สามารถทำได้หรือไม่”


“ท่านแม่พูดถูก พวกท่านเป็นผู้หญิงทำงานเบาๆอยู่บ้านถูกแล้ว งานเหล่านี้ให้เป็นหน้าที่พวกเราเอง!”


จางซงยิ้มแย้ม ไม่มีความขัดเคืองใจแต่อย่างใด


นางซุนพึงพอใจในท่าทีของจางซงอย่างมาก “ไม่ต้องรีบหรอก พวกเจ้านั่งพักดื่มน้ำดื่มท่ากันก่อนแล้วค่อยไปเถอะ”


“ขอรับ!”


จางซงตอบรับ ถึงกระนั้นเขาก็ไม่ได้นั่งพักในทันที สองพี่น้องจางไปขนขนสัตว์ลงจากรถม้า จากนั้นเดินไปตักน้ำที่ริมแม่น้ำ นำมาล้างรถม้าจนสะอาด


ตอนนี้เพิ่งยามเว่ย ความจริงแล้วยังเร็วไปสำหรับการทำมื้อเย็น แต่วันนี้หลังจากกินมื้อเย็นเสร็จทุกคนยังมีเรื่องต้องทำ ดังนั้นวันนี้กินข้าวเร็วหน่อยก็แล้วกัน


นางหยูตอบรับและขอตัวออกไปทำหน้าที่ของตนเอง โดยมีเหลียนฮวาช่วยเป็นลูกมือ ส่วนนางฉินและคนอื่นก็เริ่มลงมือตัดเย็บเสื้อผ้าทันที


ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงานเพียงไม่นานนัก จู่ๆ เสียงอันน่ารังเกียจเสียงหนึ่งก็ดังขึ้นจากด้านนอก


ตอนที่ 87: แผนการลู่เสี่ยวหยางล้มเหลว


“ท่านอาซง ท่านอาหย่ง พวกท่านจะไปล้างขนสัตว์ที่ริมแม่น้ำกันหรือขอรับ? ไป ข้าช่วยพวกท่านเอง!”


เดิมทีลู่เสี่ยวหยางกำลังช่วยสร้างบ้านอยู่อีกด้านหนึ่ง เมื่อเห็นพวกจางซงกำลังขนกระสอบขนสัตว์เพื่อเตรียมไปทำความสะอาด เขาจึงใช้ไม้เท้าพยุงร่างเดินเข้ามาอย่างไม่ลังเล


“เจ้าตั้งใจทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีก็พอ พวกเราไม่ต้องการความช่วยเหลือ!”


จางซงรู้ว่าชาวบ้านตระกูลลู่เกลียดชังลู่เสี่ยวหยางมาก ดังนั้นเขาจึงไม่จำเป็นต้องปฏิบัติดีต่ออีกฝ่าย


ลู่เสี่ยวหยางราวกับไม่ได้ยินคำปฏิเสธของจางซง เข้าไปช่วยยกกระสอบอย่างดื้อด้าน


“เจ้าไม่ได้ยินที่ข้าพูดหรือ?”


จางซงเริ่มโมโห อยู่ดีไม่ว่าดี เหตุใดต้องมายุ่มย่ามด้วย!


ลู่เสี่ยวหยางยิ้มทะเล้น “ฮี่ๆๆ ข้าก็แค่อยากช่วยอ่า! มีอีกตั้งหลายกระสอบ ช่วยๆกันจะได้เสร็จไวๆ!”


ขณะพูดคนขาหักก็เดินกะเผลกเข้าไปแย่งกระสอบจากมือจางซง ฝ่ายถูกรบกวนหลบหลีกได้ทัน ขณะอ้าปากจะสาดวาจากราดเกรี้ยว นางซุนก็เดินออกมาจากกระท่อมพอดีพร้อมตะโกนด่าสุดเสียง “ลู่เสี่ยวหยาง! เจ้าเด็กไม่รักดี หากไม่ตั้งใจทำงานก็ไสหัวไปให้พ้น!”


ลู่เสี่ยวหยางตกใจอย่างมากจนรีบชักมือกลับ แต่เมื่อคิดถึงสภาพของตนเองในตอนนี้ จึงตัดสินใจแบกหน้าไร้ยางอายเข้าไปหานางซุน


“ท่านย่าสาม ข้าก็แค่อยากช่วยเท่านั้นเอง!”


“เหอะ อยากช่วยอย่างนั้นหรือ?” นางซุนแค่นเสียงเย็น “เจ้าทำหน้าที่ของตัวเองเสร็จหรือยัง หากข้าจับได้ว่าเจ้ามีเล่ห์เหลี่ยมละก็ อย่าโทษว่าตระกูลลู่ใจร้ายกับเจ้าก็แล้วกัน!”


“ท่านย่าสามอย่าเพิ่งโกรธสิขอรับ ข้าไม่ได้มีอะไรแอบแฝงเลย แต่ท่านย่าสามดูสภาพขาข้าตอนนี้สิ ให้ขนไม้ยกอิฐมันหนักเกินไป ข้าทำไม่ไหวจริงๆขอรับ ให้ข้าทำงานเบากว่านี้ได้หรือไม่ ข้าเห็นว่าท่านอาซงกับท่านอาหย่งกำลังจะไปล้างขนสัตว์ งานเช่นนี้ข้าช่วยได้ รับรองว่าข้าล้างสะอาดแน่นอน!”


ลู่เสี่ยวหยางยิ้มกว้างจนตาปิด ราวกับหากหญิงชราพูดอะไรเขาก็จะไม่โกรธ


นางซุนจ้องเขม็งอีกฝ่ายด้วยความโกรธ “จะทำก็ทำ ไม่อยากทำก็ไสหัวไปซะ! หากวันนี้เจ้าทำงานตัวเองไม่เสร็จก็อย่าหวังว่าจะได้กินข้าว!”


อาหารของลู่เสี่ยวหยางครอบครัวลู่เป็นคนรับผิดชอบ ได้แก่วอโถวหกลูกต่อวัน ไม่มีอาหารอย่างอื่นอีก และไม่สามารถนั่งกินข้าวร่วมกับครอบครัวลู่ได้


เขาไม่ได้รับค่าแรง วอโถวหกลูกเท่ากับเงินสามอีแปะ หากพูดตามตรงก็ไม่อาจเทียบกับค่าแรงวันละสิบห้าอีแปะของคนงานคนอื่นได้เลย


ทว่าคนเสเพลเช่นนี้เพียงเท่านี้ก็มากพอแล้ว แต่เพิ่งผ่านไปไม่กี่วัน ลู่เสี่ยวหยางก็รู้สึกไม่พอใจเสียแล้ว ดังนั้นเขาจึงมองหางานสบายๆให้ตนเอง


“ข้าจะย้ำกับเจ้าอีกครั้ง หากเจ้าอยากทำงานก็ไปทำหน้าที่ของตัวเองให้ดี หากไม่อยากทำก็ไสหัวไปซะ! ครอบครัวข้าไม่ได้ติดค้างอะไรเจ้า!”


นางซุนยิ่งพูดก็ยิ่งโกรธ ถึงขั้นลงมือผลักตัวน่ารำคาญไปหนึ่งที


ขาลู่เสี่ยวหยางยังคงบาดเจ็บ โชคดีที่มีไม้ค้ำช่วยพยุงไว้ หาไม่คงล้มลงไปกองกับพื้นแล้ว


“ท่านย่าสาม ข้าก็แค่อยากช่วย ท่านอย่าลงมือสิ เอ๊ะนี่ๆๆ!”


ลู่เสี่ยวหยางหลบหลีกฝ่ามือนางซุนอย่างยากลำบาก หากไม่ใช่เพราะหวังพึ่งครอบครัวลู่ในฤดูหนาวนี้ละก็ เขาคงทิ้งงานไปตั้งนานแล้ว ตอนนี้เขาไม่มีที่ไปจริงๆ


เหอจิ่วเหนียงและคนอื่นๆ ต่างพากันออกมาดู เห็นนางซุนกำลังลงไม้ลงมือกับลู่เสี่ยวหยาง แต่กลับไม่มีผู้ใดเข้าไปห้าม


ครอบครัวลู่รับเขาไว้เพราะไมตรีจิต ไม่ใช่เพราะหน้าที่ ดังนั้นเขาไม่มีสิทธิ์ก่อเรื่องเด็ดขาด


หลังจากนางซุนทุบตีชายเสเพลไปสองสามครั้งเพื่อระบายความโกรธ เหอจิ่วเหนียงจึงจะเดินเข้ามา “ก่อนหน้านี้ก็บอกชัดเจนแล้วว่าเราแค่ให้เจ้าช่วยสร้างบ้านเท่านั้น และเราจะให้วอโถววันละหกลูก หากเจ้ารับไม่ได้จะไม่ทำก็ไม่มีใครว่า เหตุใดต้องก่อเรื่องเช่นนี้ด้วย?”


หลังจากทำงานอยู่ที่นี่มาหลายวัน ลู่เสี่ยวหยางจึงได้รู้ว่า เหอจิ่วเหนียงมีความสำคัญต่อครอบครัวลู่มาก ดังนั้นเขาจึงใช้วาจาสุภาพตอบกลับนาง “ท่านอาสะใภ้สาม ข้าไม่ได้แอบอู้งานนะขอรับ แต่ขาข้าเดินเหินไม่สะดวก ทำงานหนักๆพวกนั้นไม่ได้จริงๆ ก็เลยอยากช่วยพวกท่านทำงานอื่นแทน ข้าไม่ได้จะก่อเรื่องจริงๆนะขอรับ”


“ครอบครัวเราเป็นคนทุบตีขาเจ้าหักหรือ?”


จู่ๆ เหอจิ่วเหนียงก็ถามคำถามที่ไม่ต่อเนื่องกัน ลู่เสี่ยวหยางส่ายหน้าด้วยความสับสน


“ในเมื่อไม่ใช่ แล้วเหตุใดพวกเราต้องคิดเรื่องนี้แทนเจ้าด้วย พวกเราไม่รังเกียจที่ขาของเจ้าเดินเหินไม่สะดวก ทำงานได้ช้า พวกเราให้โอกาสเจ้าทำงาน และไม่ปล่อยให้เจ้าต้องหิว เจ้าไม่ซาบซึ้งในน้ำใจไม่พอ ยังกล้ามาต่อรองอยู่ตรงนี้อีก”


ลู่เสี่ยวหยางถูกต่อว่าจนไร้คำโต้แย้ง สตรีผู้นี้กลายเป็นคนปากคอเราะรายตั้งแต่เมื่อใดกัน!


“แต่ว่า…”


“ไม่มีแต่ หากเจ้ารับไม่ได้ก็ออกไป พวกเราไม่รั้งเจ้า อย่างไรเสียพวกเราก็ไม่ได้ขาดแคลนคนงาน เจ้าไป พวกเราก็จะประหยัดวอโถวได้วันละหกลูก”


กล่าวจบเหอจิ่วเหนียงก็หันไปคล้องแขนนางซุนและเดินออกไป ยิ้มอย่างสนิทสนมพลางกล่าวปลอบใจ “ท่านแม่ อย่าโมโหให้เสียสุขภาพเพียงเพราะคนห่วยๆคนเดียวเลยนะเจ้าคะ”


ลู่เสี่ยวหยางกัดฟันกรอดด้วยความโกรธ แต่ไม่สามารถทำอะไรได้


เหอจิ่วเหนียงอยากให้ชายจนตรอกผู้นี้มองเห็นสถานการณ์ในตอนนี้ได้ชัดเจนขึ้นก็เท่านั้น เขาเองต่างหากที่ขาดครอบครัวลู่ไม่ได้ ไม่ใช่ครอบครัวลู่ที่ต้องการเขา หากเขารนหาเรื่องไม่เลิก ก็อย่าหวังว่าครอบครัวลู่จะปรานี


ต้องบอกว่าที่ลู่เสี่ยวหยางสามารถอาศัยอยู่อย่างเบียดเสียดกับชาวบ้านตระกูลลู่ได้ก็เพราะเขาเก็บวอโถวไว้ให้คนเหล่านั้นวันละสองลูก เห็นแก่วอโถวที่เขาให้ คนเหล่านั้นจึงยอมให้เขาอาศัยอยู่ด้วย หากครอบครัวลู่ไล่เขา คนเหล่านั้นก็ต้องไล่เขาด้วยแน่นอน


หลังจากครุ่นคิดถึงเรื่องเหล่านี้ ชายจนตรอกจึงกลับไปทำงานของตัวเองต่อด้วยสีหน้าบูดบึ้ง ในใจคิดว่า รอให้ขาหายดีก่อนเถอะ เขาต้องเข้าเมืองไปหางานใหม่แน่นอน มิเช่นนั้นชีวิตนี้ไม่มีทางก้าวหน้าแน่

…...


“ชิ!”


นางซุนทำเสียงชิชะ ก่อนเดินกลับเข้าไปในกระท่อมพร้อมเหอจิ่วเหนียงและคนอื่นๆ ส่วนจางซงสองพี่น้องก็ออกไปล้างขนสัตว์


หลายวันต่อมา


กลุ่มสตรีครอบครัวลู่ยังคงตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ในกระท่อมมุงจาก เสื้อผ้าของนางซุนและผู้เฒ่าลู่ตัดเย็บเสร็จเป็นชุดแรก เนื่องจากเป็นเสื้อผ้ากันหนาว จึงต้องใช้ผ้าตัดเย็บซ้อนกันสองชั้นเพื่อยัดขนสัตว์เข้าไปด้านใน ต้องบอกว่าเมื่อทำออกมาแล้ว ความ.อบอุ่นที่ได้ทำให้ทุกคนเหลือเชื่ออย่างยิ่ง


“เสื้อผ้านี่ใส่สบายมาก!”


สองผู้อาวุโสลองสวมใส่ทันที รอยยิ้มบนใบหน้าพลันระบายออกมาอย่างไม่อาจห้ามได้


“อีกทั้งยังเบาสบาย แถมอุ่นด้วย ไม่เลวเลยจริง ๆ!”


“ที่สำคัญมันไม่มีกลิ่นเหม็นเหลือเลย แถมยังมีกลิ่นหอมด้วย!”


สองสามีภรรยาผู้เฒ่าชื่นชมไม่ขาดปาก ทำเอาลูกหลานอิจฉาบ้างแล้ว


พวกเขาชักจะอยากลองสวมใส่แล้วสิ อยากรู้จริงๆว่าจะสบายเพียงใด แต่น่าเสียดายที่ของพวกเขายังทำไม่เสร็จ


“พอพูดถึงกลิ่นหอมแล้วต้องขอบคุณน้องสะใภ้สาม!”


นางหยูยิ้มตาปิดพร้อมเอ่ย “ตอนแรกล้างอย่างไรกลิ่นก็ยังอยู่ แต่นางซื้อผงหอมชนิดหนึ่งมา โรยบนขนสัตว์ตอนตากแห้ง ไม่เพียงขจัดกลิ่นเหม็นได้เท่านั้น ยังเพิ่มความหอมอีกด้วย ช่างเป็นของดีจริงๆเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงเอ่ยรับด้วยความภาคภูมิใจ “แน่นอนอยู่แล้วเจ้าค่ะ ผงหอมนี่หาไม่ได้ง่ายๆนะเจ้าคะ หายากแถมได้มาน้อยนิด แต่ข้าตกลงกับคนขายเอาไว้แล้ว ว่าต่อไปให้ขายผงหอมกับข้าคนเดียวเจ้าค่ะ!”


“มีเรื่องดีเช่นนี้ด้วยหรือ!” ดวงตานางซุนเป็นประกาย “ว่าแต่มันแพงใช่หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “แพงนิดหน่อยเจ้าค่ะ แต่เรานำมาใช้กับเสื้อผ้า ขายออกไปก็ได้กำไรกลับมา ท่านแม่วางใจเถอะเจ้าค่ะ!”


“อืม เช่นนั้นเรื่องผงหอมให้เป็นหน้าที่เจ้าแล้วกัน ในเมื่อหายากก็ไม่ต้องเปิดเผยให้ใครรู้ คนยิ่งรู้น้อยยิ่งดี”


นางซุนออกความเห็น โดยมีเจตนาช่วยเหอจิ่วเหนียงปกปิดเรื่องนี้ หญิงชรารู้ดีว่าแหล่งที่มาของผงหอมต้องเป็นความลับแน่นอน นางไม่อยากให้สะใภ้สามลำบากใจ จึงยกหน้าที่นี้ให้อีกฝ่ายจัดการเอง ความเห็นของหญิงชราไม่มีใครคัดค้าน


เหอจิ่วเหนียงยิ้มกว้างจนดวงตาโค้งลงดุจจันทร์เสี้ยว เหตุใดท่านสุภาพสตรีซุนถึงได้น่ารักเช่นนี้นะ!


ตอนที่ 88: ตั้งแผงขายของในอำเภอ


หลังจากมั่นใจว่าเสื้อผ้าที่ทำออกมาสวมใส่สบาย ครอบครัวลู่ก็ตัดสินใจว่าจะยังไม่รีบร้อนตัดเย็บชุดของสมาชิกในครอบครัวที่เหลือ


เนื่องจากนางซุนเสนอว่า พวกเขาควรตัดเย็บเสื้อผ้าจำนวนหนึ่งนำไปจำหน่ายก่อนเพื่อสำรวจผลตอบรับ


หลังจากทุกคนลงความเห็นตรงกัน ซุ่ยเอ๋อร์ นางฉี แม้กระทั่งสองพี่น้องแซ่หลิวจึงถูกเรียกมาให้ช่วยตัดเย็บเสื้อผ้า โดยครอบครัวลู่จ่ายค่าแรงให้วันละสิบอีแปะ


ทุกคนดีใจมาก โดยเฉพาะสองพี่น้องแซ่หลิว ถึงขั้นคุกเข่าขอบคุณนางซุน


สองพี่น้องหลิวได้รับการช่วยเหลือเรื่องสร้างกระท่อมจากชาวบ้านตระกูลลู่ ทว่าพวกนางยังขาดแคลนสิ่งของจำเป็นอีกหลายอย่าง เงินที่มีก็เหลือไม่มากแล้ว ในทุกวันทั้งสองอาศัยเก็บผักป่าประทังความหิว ใช้ชีวิตบนความกังวลว่าจะผ่านฤดูหนาวนี้ไปได้อย่างไร


ตอนนี้ดียิ่งนัก ครอบครัวลู่ให้โอกาสพวกนางช่วยตัดเย็บเสื้อผ้า ทำให้มีรายได้ทุกวัน ขอเพียงไม่เกียจคร้านก็มีเงินเก็บแล้ว


เหอจิ่วเหนียงยังรับปากด้วยตัวเองว่า หากตั้งใจทำงานอย่างละเอียดรอบคอบ หลังเข้าฤดูหนาวจะให้เสื้อคลุมขนสัตว์กับคนที่มาช่วยทำงานคนละตัว


เสื้อคลุมขนสัตว์เหล่านี้พวกนางตัดเย็บกันทุกวัน ย่อมรู้ดีว่ามันอบอุ่นเพียงใด หากได้สวมใส่สักตัว ต้องผ่านฤดูหนาวไปได้อย่างสบายแน่นอน!


ดังนั้นเหล่าแรงงานสาวจึงขยันทำงานกันอย่างไม่ทดท้อ


ระหว่างนี้เหอจิ่วเหนียงก็เดินทางเข้าอำเภอเพื่อเจรจาการค้ากับเถ้าแก่หยู ต่อไปครอบครัวลู่จะซื้อสินค้าจากร้านเฟิงเฉิน ร้านเฟิงเฉินจึงให้ราคาขายส่งอันเป็นที่น่าพอใจทีเดียว


หลังจากเร่งมือกันมาเจ็ดถึงแปดวัน ในที่สุดเหล่าสตรีตระกูลลู่ก็ตัดเย็บเสื้อผ้าออกมาได้ถึงยี่สิบชุด มีทั้งเสื้อผ้าบุรุษ สตรี คนชรา และเด็ก ลวดลายไม่ได้งดงามมากนัก ทว่าคุณภาพความอบอุ่นนั้นยอดเยี่ยมแน่นอน อีกทั้งยังมีกลิ่นหอมติดทนนานบนเสื้อผ้าเหล่านี้อีกด้วย


เพื่อความสะดวกในการนำเสนอสินค้า เหอจิ่วเหนียงให้ผู้เฒ่าลู่ทำไม้แขวนเสื้อออกมาจำนวนหนึ่ง จากนั้นพาเหลียนฮวา และลู่กุ้ยหลานสองสามีภรรยาไปตั้งแผงขายเสื้อผ้าในอำเภอ


หลังออกมาจากหมู่บ้าน เหอจิ่วเหนียงอดกล่าวอย่างทอดถอนใจไม่ได้ “ในที่สุดวันนี้ข้าก็ไม่ต้องทำอาหารแล้ว!”


หลายวันที่ผ่านมาสตรีในบ้านล้วนง่วนอยู่กับการตัดเย็บเสื้อผ้า เหอจิ่วเหนียงผู้ไม่มีความสามารถในงานเย็บปักถักร้อยจึงจำต้องรับหน้าที่แม่ครัว การทำอาหารสำหรับครอบครัวใหญ่เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย แม้จะทรมานทุกครั้งแต่สุดท้ายก็สำเร็จไปได้ด้วยดีจากความช่วยเหลือของเหลียนฮวา


ถึงกระนั้น เนื่องจากเหอจิ่วเหนียงไม่ถนัดงานครัวจริงๆ สีสันของอาหารที่ปรุงออกมาจึงดูผิดปกติไปมาก


โชคดีที่ทุกคนเข้าใจ จึงก้มหน้าก้มตากินจนหมด


แต่ทุกคนก็มองนางหยูตาปริบๆ ด้วยความปรารถนา ไม่รู้เมื่อใดจะได้กลับไปกินอาหารฝีมือนางเสียที


ลู่กุ้ยหลานยกมือป้องปากอมยิ้ม “หากวันนี้ขายดี ท่านแม่ต้องจ้างชาวบ้านมาช่วยตัดเย็บแน่นอน ถึงตอนนั้นพี่สะใภ้ใหญ่ก็มีเวลาทำอาหารแล้วเจ้าค่ะ!”


เหลียนฮวาที่นั่งอยู่ข้างๆ ตบมือหนึ่งที “ต้องขายดีแน่นอนเจ้าค่ะ!”


เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “ลองขายดูเชิงก่อนค่อยว่ากัน ไม่ต้องรีบร้อน”


นางไม่ได้กังวลกับการขายในวันนี้ แม้เสื้อผ้าที่ตัดเย็บออกมารอบนี้สามารถรักษาความ.อบอุ่นได้เป็นอย่างดี แต่ด้วยรูปลักษณ์ภายนอกคงไม่เป็นที่ชื่นชอบของตระกูลร่ำรวย หากอยากเพิ่มมูลค่า คาดว่าต้องคิดลูกเล่นใหม่ๆออกมา


พวกนางออกมาตั้งแต่เช้าตรู่ เมื่อมาถึงตลาดในอำเภอจึงยังไม่คนมากนัก ทั้งสี่หยุดลงตรงพื้นที่ว่างข้างถนนสายหลักที่ดูแล้วคาดว่ามีคนพลุกพล่านที่สุด เมื่อผูกม้าทั้งสองตัวเรียบร้อยแล้ว จางซงก็เริ่มตั้งราวแขวนเสื้อผ้า


สตรีทั้งสามนำเสื้อผ้าออกมาแขวน รอผู้คนออกมาจับจ่ายซื้อของ


“เหตุใดถึงเอาเสื้อผ้ามาตั้งขายข้างนอกแบบนี้ล่ะ?”


“ใครจะไปรู้กัน คงไม่มีเงินเช่าร้านกระมัง”


“น้อยนักที่มีคนขายเสื้อผ้าสำเร็จรูปเช่นนี้ บ้านใดบ้างที่ไม่ซื้อผ้าไปตัดเย็บเอง พวกผ้าที่เหลือยังเก็บไว้ทำรองเท้าได้”


มีคนเข้ามามุงดูเยอะมาก ทว่าไม่มีใครซื้อเลย


เหอจิ่วเหนียงนำเครื่องขยายเสียงที่ทำมาจากไม้ไผ่ออกมาจ่อปาก และตะโกนขึ้น “พ่อแม่พี่น้อง ลุงป้าน้าอาทั้งหลายที่เดินผ่านไปผ่านมาแวะมาชมก่อนได้ เสื้อคลุมขนสัตว์ใหม่ล่าสุด สวมใส่เพียงตัวเดียวก็สามารถกันความหนาวได้!


ไม่เพียงเบาสบายและอบอุ่นเท่านั้นนะเจ้าคะ ราคายังย่อมเยาว์กว่าฝ้ายอีกด้วย! ทุกท่านที่เดินผ่านไปผ่านมา พลาดไม่ได้นะเจ้าคะ!


สินค้ามีจำนวนจำกัดเพียงยี่สิบตัวเท่านั้น ใครมาก่อนซื้อก่อน หมดแล้วหมดเลย!”


พวกลู่กุ้ยหลานมองเหอจิ่วเหนียงด้วยความตกตะลึง ไม่รู้เลยว่าเจ้ากระบอกขยายเสียงนี่มาจากไหน


แต่ต้องบอกว่า มันช่วยให้เสียงของเหอจิ่วเหนียงดังขึ้นมากจริงๆ


ครั้นที่จางซงและลู่กุ้ยหลานยังดำรงอาชีพขายเนื้อหมู พวกเขาก็ตะโกนเรียกลูกค้าเช่นนี้ ตอนนี้เพียงผันเปลี่ยนมาขายเสื้อผ้าก็เท่านั้น ดังนั้นพวกเขาจึงตะโกนเรียกลูกค้าตาม


เหลียนฮวาเพิ่งเคยมีประสบการณ์ครั้งแรกจึงเขินอายเล็กน้อย แต่ก็ค่อยๆปรับตัวได้ ถึงขั้นนำเสื้อคลุมมาสวมตัวหนึ่งเหมือนเหอจิ่วเหนียง เพื่อให้คนที่เข้ามามุงดูเห็นภาพชัดขึ้น


หน้าแผงบัดนี้คลาคล่ำไปด้วยผู้คนที่กรูกันเข้ามา เพราะเสียงป่าวประกาศขายสินค้าของพวกเขาดึงดูดความสนใจ


“เสื้อคลุมขนสัตว์อะไรกัน?”


“อบอุ่นกว่าฝ้ายจริงหรือ?”


“ราคาตัวละเท่าไร?”


ตอนนี้ไม่ต้องให้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนตอบแล้ว เหลียนฮวาและลู่กุ้ยหลานนำเสนออย่างแข็งขัน “ใช่เจ้าค่ะ เสื้อผ้าร้านเราด้านในเป็นขนสัตว์ เบา สบาย และยังอุ่นด้วยเจ้าค่ะ ที่สำคัญไม่มีกลิ่นเหม็นแม้แต่น้อย แถมยังมีกลิ่นหอม ใช้งานหลายปีก็ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะ!”


“ใช่เจ้าค่ะ ลุงป้าน้าอาทุกท่านดูชุดนี้ที่ข้าใส่อยู่ ข้าเพิ่งใส่ไปไม่นานเหงื่อก็เริ่มออกแล้ว ตอนนี้พระอาทิตย์ยังไม่โผล่พ้นขอบฟ้า อีกเดี๋ยวแดดออกข้าก็ต้องถอดแล้ว!”


มีคนถาม มีคนตอบ และหลายคนเข้ามาดูมาจับ ในที่สุดก็มีคนทนไม่ได้ต้องถามราคา “ชุดนี้ราคาเท่าไร?”


“ไอ้หยา ท่านอาท่านนี้สายตาเฉียบแหลมยิ่งนัก! ชุดนี้ไม่ค่อยมีลวดลายเท่าไร วันนี้มีแค่สองตัวเท่านั้นเจ้าค่ะ! ท่านอารูปลักษณ์งดงาม หากใส่ชุดนี้ต้องดูเด็กลงเป็นสิบปีแน่นอน ชุดนี้ไม่แพงเจ้าค่ะ เก้าสิบเก้าอีแปะเท่านั้น!”


เก้าสิบเก้าอีแปะนับว่าไม่แพง


เมื่อได้ยินราคา หลายคนที่มุงดูอยู่ก็ถอยไปทันที


ชายกำยำคนหนึ่งทำงานได้ค่าแรงสูงสุดวันละประมาณยี่สิบอีแปะ ต้องทำงานห้าวันจึงจะมีเงินซื้อชุดนี้ได้ คนทั่วไปไม่มีกำลังในการซื้อจริงๆ


แต่จะว่าไป


อันที่จริงชุดเหล่านี้ราคาถูกกว่าผ้าฝ้าย ซื้อผ้าฝ้ายไปตัดเย็บเองราคายังสูงกว่านี้ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงชุดผ้าฝ้ายสำเร็จรูปเลย


สตรีผู้ที่ถามราคารู้สึกปวดใจเล็กน้อย แต่นางชื่นชอบชุดนี้มากจริงๆ จึงถามต่อ “ลดราคาอีกหน่อยได้หรือไม่?”


เหอจิ่วเหนียงทำท่าทางจีบปากจีบคอทันที ยิ้มตาโค้งดั่งจันทร์เสี้ยวพร้อมกับส่ายศีรษะพลางกล่าว “ท่านอา เราเป็นแค่ร้านขายผ้าเล็กๆ ต่อรองราคาไม่ได้จริงๆเจ้าค่ะ ขั้นตอนการจัดการขนสัตว์เหล่านี้ยุ่งยากมาก แถมต้องจ่ายเงินซื้อผงหอมราคาแพงอีก นอกจากนี้ ผ้าที่ใช้ในการตัดเย็บก็เป็นผ้าเนื้อดีมาก ท่านลองจับดูก็รู้แล้วเจ้าค่ะ!”


สตรีผู้นั้นไม่เชื่อจึงก้มดมกลิ่น พลันนั้นจึงได้รับรู้ว่ากลิ่นของเสื้อคลุมหอมมากจริงๆ ทั้งยังไม่มีกลิ่นสาบหลงเหลือแม้แต่น้อย


“อย่าคิดว่าข้าไม่รู้นะ กลิ่นหอมนี่ก็ได้ผลแค่ตอนนี้แหละ เอาไปซักสักครั้งต้องมีกลิ่นเหม็นสาบเป็นแน่! ต้นทุนขนสัตว์พวกนี้ต่ำ เจ้าก็ขายถูกๆหน่อยเถอะ!”


สีหน้าของพวกจางซงไม่ค่อยดีนัก นั่นสิ เสื้อผ้าเหล่านี้ไม่เคยผ่านการซักมาก่อน พวกเขาเองจึงยังไม่รู้ว่าหลังจากซักแล้วจะมีกลิ่นเหม็นหรือไม่


ทุกคนเห็นสีหน้าพวกเขาจึงคล้อยตามวาจาของสตรีผู้นั้น คนที่อยากซื้อก็เปลี่ยนใจทันที


เหอจิ่วเหนียงยิ้มบางๆ ก่อนหันไปเอ่ยกับจางซง “น้องเขย รบกวนเจ้าไปหาถังแล้วใส่น้ำมาให้ข้าหน่อย”


ตอนที่ 89: แย่งซื้อจนเกลี้ยง


จางซงเข้าใจว่าพี่สะใภ้คิดจะทำอะไร เขาตอบรับและรีบไปทันที


เหอจิ่วเหนียงยกกระบอกขยายเสียงขึ้นจ่อปาก “บอกว่ากลิ่นหอมไม่จางหายก็คือไม่จางหาย เดี๋ยวน้ำมาถึง ข้าจะล้างให้ทุกท่านดูเอง!”


“ดี!”


คนเข้ามารุมล้อมมากขึ้นเรื่อยๆ ถึงขั้นมีคนประเภทบ่างช่างยุปรบมือโห่ร้องว่าดี


ไม่นานจางซงก็กลับมาพร้อมถังบรรจุน้ำ เหอจิ่วเหนียงให้สตรีคู่กรณีเลือกเสื้อผ้าชุดหนึ่งใส่ลงไปในถังเพื่อพิสูจน์ความจริง สตรีผู้นั้นไม่ปฏิเสธ ทั้งยังเสนอตัวเป็นคนทำเอง


นางเลือกใช้ชุดตัวโปรดตัวนั้น ลงมือเองนางจึงจะวางใจ


มีคนเสนอตัวขอทดสอบเองเช่นนี้เหอจิ่วเหนียงย่อมยินดี นางถอยออกไปยืนดูข้างๆ


ทันทีที่เสื้อคลุมตัวนั้นลงไปในน้ำ สตรีผู้ทดสอบตกตะลึงจนอุทานดังลั่น “ไอ้หยา! กลิ่นนี่ติดทนจริงๆ ทั้งยังหอมมากกว่าเดิมด้วย!”


ตามความเข้าใจของคนทั่วไปล้วนมองว่า การซักล้างย่อมทำให้กลิ่นของสิ่งใดสิ่งหนึ่งจางลงไป แต่คาดไม่ถึงว่าการซักเสื้อผ้าเหล่านี้กลับทำให้มันยิ่งมีกลิ่นหอมกว่าเดิม ยิ่งไปกว่านั้น กลิ่นหอมยังฟุ้งกระจายจนทุกคนที่อยู่ในบริเวณนี้ได้รับกลิ่นด้วย


“กลิ่นหอมอะไรปานนี้ นึกไม่ถึงเลยว่าจะวิเศษถึงเพียงนี้!”


“มีเสื้อผ้าเช่นนี้อยู่ก็คงไม่ต้องใช้กำยานแล้วกระมัง?”


“ผงหอมนี่ซื้อมาจากไหนกัน?”


ฝูงชนเริ่มวิพากษ์วิจารณ์เซ็งแซ่ แต่ส่วนใหญ่เป็นไปทางต้องการซื้อผงหอม อย่างไรเสียการตัดเย็บเสื้อผ้าก็ไม่ใช่ทักษะที่ยากแต่อย่างใด แทบทุกครัวเรือนนิยมตัดเสื้อผ้าเองอยู่แล้ว เพียงใช้ขนสัตว์ยัดเข้าไปข้างในแทนฝ้ายก็เป็นอันเสร็จสิ้น ทว่าผงหอมอันมหัศจรรย์นี่สิที่ทุกคนต้องการ!


ลู่กุ้ยหลานตื่นเต้นอีกครั้ง ผงหอมนี่ช่างวิเศษยิ่งนัก หากแหล่งที่มาของผงหอมถูกแพร่งพรายละก็ กิจการนี้ของครอบครัวคงยากจะไปต่อได้แน่


เหอจิ่วเหนียงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “ผงหอมนี่เป็นสูตรลับของครอบครัวข้า ไม่อาจขายให้คนนอกได้เจ้าค่ะ”


ลู่กุ้ยหลานนับถือจากใจ สมกับเป็นพี่สะใภ้สามจริงๆ ไหวพริบล้ำเลิศ!


ตอนนี้หวังเพียงว่าผู้ขายผงหอมผู้นั้นจะไม่รู้เรื่องนี้ หาไม่ครอบครัวพวกนางไม่อาจรับผลที่ตามมาในการโกหกครั้งนี้ได้แน่


เหลียนฮวาตอบสนองอย่างรวดเร็ว กล่าวเสริมทันที “ใช่แล้วเจ้าค่ะ นี่เป็นความสามารถที่ครอบครัวเราสืบทอดกันมา จะให้บอกกันง่ายๆได้อย่างไร ทุกท่านอย่าทำให้เราลำบากใจเลยนะเจ้าคะ!”


ฝูงชนก็ใช่จะไร้เหตุผล เมื่อได้ยินว่าเป็นสูตรลับของพวกเขาจึงไม่มีใครคาดคั้นอีก อย่างไรเสียคำตอบก็ชัดแล้วว่าอีกฝ่ายไม่ยอมบอกแน่


สตรีผู้ทดลองซักผ้าด้วยตัวเองควักเงินซื้อชุดที่นางซักทันที แม้เสื้อผ้าฉ่ำน้ำจะไม่สะดวกในการถือ แต่ก็ไม่อาจต้านทานความสุขในการได้ครอบครองของนาง


เมื่อมีผลการทดสอบเป็นที่ประจักษ์ การค้าหลังจากนี้ก็ง่ายขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แม้หลายคนจะรู้สึกว่าราคาแพง แต่ในอำเภอแห่งนี้ไม่ได้ขาดแคลนคนรวย ยังมีอีกหลายคนที่ควักเงินซื้ออย่างง่ายดาย


มีสตรีคนหนึ่งซื้อสามชุดเลยทีเดียว เป็นของบุรุษหนึ่งชุด และเด็กผู้ชายอีกสองชุด ทว่านางกลับรู้สึกเสียดายเงินหากจะซื้อให้ตัวเอง


“พี่สาว ข้าว่าลายผ้าชุดนี้ขับผิวท่านมาก หากท่านซื้อชุดนี้ด้วย ข้าจะลดราคาให้!”


เหอจิ่วเหนียงเห็นสตรีผู้นี้ซื้อสามชุดในคราวเดียวจึงสันนิษฐานว่านางต้องมีกำลังทรัพย์เป็นแน่ ดังนั้นจึงแนะนำสินค้าให้นางเพิ่มเติม เหลียนฮวารู้งาน ช่วยนำชุดมาเทียบร่างลูกค้าด้วยความเอาใจใส่


“เฮ้อ ข้าซื้อเยอะแล้ว ไม่ซื้อแล้วละ!”


สตรีผู้นี้พยายามหักห้ามใจตัวเอง นางเห็นถึงคุณสมบัติของเสื้อผ้าเหล่านี้จริงๆ จึงได้คิดถึงคนที่บ้าน ต่อให้สามีนางใส่ออกไปทำงานก็คงไม่รู้สึกอึดอัด ทั้งยังสามารถใช้งานได้นานหลายปี


บุตรชายทั้งสองเป็นเลือดเนื้อเชื้อไขของนาง ไม่อาจทนเห็นพวกเขาเหน็บหนาวได้ จึงตัดสินใจซื้อไปด้วย


ส่วนนางเป็นสตรีเพียงคนเดียว ตัดเย็บเองง่ายๆสักสองชุดก็ได้แล้ว จะเสียเงินซื้อทำกัน ไม่คุ้มจริงๆ!


“ในเมื่อท่านไม่อยากซื้อก็ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เพียงแต่เสื้อผ้าของพวกเรามีจำนวนจำกัด หากท่านพลาดครั้งนี้ ไม่รู้เมื่อใดจะได้เจอเสื้อผ้าที่ถูกใจเช่นนี้อีกนะเจ้าคะ!”


ชุดที่เหมาะกับสตรีวัยสาวมีเพียงสามสี่ชุด เมื่อครู่มีคนซื้อไปแล้วสองชุด ตอนนี้เหลือเพียงชุดที่สตรีผู้นี้ถูกใจแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงจงใจโน้มน้าว


เป็นดังที่คาดไว้ สตรีผู้นี้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนกัดฟันเอ่ยออกมา “ตกลง ตกลง ข้าซื้อก็แล้วกัน!”


เหอจิ่วเหนียงเหลือบไปสบตากับเหลียนฮวาวูบหนึ่ง ก่อนเอ่ยด้วยความดีใจ “เยี่ยมไปเลยเจ้าค่ะ! พี่สาว ชุดผู้ชายหนึ่งร้อยยี่สิบเก้าอีแปะ ชุดเด็กแปดสิบเก้าอีแปะ ส่วนชุดของท่านเก้าสิบเก้าอีแปะ รวมทั้งหมดสี่ร้อยหกอีแปะ แต่ท่านอุดหนุนเราอย่างใจกว้างเช่นนี้ และวันนี้เป็นการขายวันแรก ข้าลดให้ท่านสิบห้าเปอร์เซ็นต์ เหลือเพียงสามร้อยสี่สิบห้าอีแปะก็พอเจ้าค่ะ!”


แม้ไม่เข้าใจว่าเปอร์เซ็นต์มีความหมายว่าอย่างไร แต่สิ่งที่ชัดเจนก็คือ ราคาที่ต้องจ่ายลดลงไปไม่น้อย ตั้งหกสิบเอ็ดอีแปะ แทบจะประหยัดค่าชุดเด็กไปได้หนึ่งชุดเลยทีเดียว


สตรีลูกสองที่เดิมรู้สึกปวดใจกับราคาพลันยิ้มเจิดจ้าและจ่ายเงินด้วยความยินดี ทั้งยังอวยพรคำมงคลก่อนจากไป


เหอจิ่วเหนียงประกาศกับฝูงชน “วันนี้ร้านพวกเราเพิ่งเปิดขายวันแรก ท่านใดซื้อสี่ตัวขึ้นไปจะได้รับส่วนลดเหมือนพี่สาวท่านนั้น ลดราคาเช่นนี้มีครั้งเดียวเท่านั้นนะเจ้าคะ!”


ไม่ว่าจะยุคสมัยใด การลดราคาเป็นสิ่งที่ดึงดูดใจคนได้เสมอ คนที่เดิมทีจะซื้อแค่ชุดสองชุดก็เปลี่ยนใจซื้อสามสี่ชุดทันที ดังนั้นเสื้อผ้ายี่สิบตัวจึงถูกแย่งซื้อจนเกลี้ยงภายในพริบตา


หักเงินส่วนลดแล้ว เงินที่ขายได้ทั้งหมดในครั้งนี้รวมเป็นสองพันสิบกว่าอีแปะ หรือก็คือเงินจำนวนสองตำลึง


มองดูเงินในมือ พวกลู่กุ้ยหลานทั้งสามต่างตื่นเต้นดีใจอย่างยิ่ง


“พี่สะใภ้สาม ท่านเก่งมากเลย ใช้เวลาไม่นานของก็ขายหมดเกลี้ยงแล้ว!


เหลียนฮวาก็เก่งมากเหมือนกัน มิน่า เหตุใดพี่สะใภ้สามถึงพาเจ้ามาด้วย เก่งกว่าข้าซะอีก!”


ลู่กุ้ยหลานชื่นชมยกใหญ่ และคิดในใจ ครอบครัวสามารถสร้างรายได้เพิ่มอีกทางแล้ว!


เหอจิ่วเหนียงกลับไม่ได้ดีใจขนาดนั้น แม้รู้ว่าราคานี้สูงมากแล้วสำหรับชาวบ้าน แต่นางยังรู้สึกว่าถูกเกินไป


ควรทราบว่า เสื้อขนสัตว์ในยุคปัจจุบันมีราคาสูงมาก อีกอย่าง เสื้อผ้าขนสัตว์ของพวกนางเหล่านี้ก็ไม่ด้อยคุณภาพเลย นางจึงมองว่า จำเป็นต้องขายราคาสูงกว่านี้


“น้องหญิง เจ้าดีใจเร็วเกินไปแล้ว เงินสองตำลึงนี่ยังไม่ได้หักต้นทุนเลยนะ”


สตรีสองภพออกปากเตือนเล็กน้อย หากไม่ได้ผงขจัดกลิ่นจากห้วงมิติละก็ เกรงว่าผลลัพธ์คงไม่ออกมาเป็นเช่นนี้แน่


เมื่อถูกปรามเช่นนี้ สีหน้าของทั้งสามแข็งทื่อลงทันที


นั่นสิ เงินที่ได้นี่ยังไม่หักต้นทุนเลย!


ผ้า ขนสัตว์ ค่าแรง ไหนจะผงหอมอีก ทุกอย่างล้วนเป็นค่าใช้จ่าย ต้นทุนในเสื้อผ้ายี่สิบชุดเหล่านี้หากสามารถทำกำไรถึงห้าร้อยอีแปะได้จึงจะเป็นเรื่องน่ายินดี


“เช่นนั้น…เช่นนั้นการค้านี้เราจะยังทำต่อหรือไม่เจ้าคะ?”


ลู่กุ้ยหลานเริ่มถอดใจกลางคัน การขายเสื้อผ้าทำกำไรเทียบกับการเข้าป่าเก็บสมุนไพรไปขายไม่ได้เลย!


“ทำสิ เหตุใดถึงไม่ทำล่ะ ขอเพียงสิ่งนั้นเกิดรายได้ต้องทำอยู่แล้ว! เพียงแต่เราต้องปรับกลยุทธ์เล็กน้อย”


เหอจิ่วเหนียงมีความคิดในใจแล้ว กลับไปจะบอกให้ทุกคนฟังพร้อมกัน


ทว่าใจของลู่กุ้ยหลานนั้นเจือความท้อแท้ แต่พี่สะใภ้สามว่าอย่างไรก็ว่าอย่างนั้น ขอเพียงสามารถหาเงินได้ก็พอ!


“น้องหญิง เจ้ากับจางซงไปซื้อรถม้ามาเพิ่ม ครอบครัวเราทำการค้าหลายอย่าง รถม้าคันเดียวไม่พอใช้ ข้ากับเหลียนฮวาจะไปซื้อผ้าเพิ่มที่ร้านขายผ้า เสร็จแล้วจะไปหาพวกเจ้า”


เหอจิ่วเหนียงยื่นเชือกบังเหียนหงหมู่ตันให้น้องสามี ส่วนตนจูงเฮยเฟิงพร้อมรถม้าออกไป


“เจ้าค่ะพี่สะใภ้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”


ก่อนแยกย้ายเหอจิ่วเหนียงให้เงินอีกฝ่ายเพิ่มเติม เงินสองตำลึงที่ได้มาในวันนี้อย่างไรก็ไม่พอสำหรับการซื้อรถม้า


ตอนที่ 90: งัดความสามารถของเหลียนฮวาออกมา


เหอจิ่วเหนียงพาเหลียนฮวาเดินไปร้านขายผ้า ดรุณีน้อยเดินตามอาสะใภ้ด้วยความสุภาพ สายตาไม่ว่อกแว่กหันมองสิ่งรอบข้าง


เหอจิ่วเหนียงชื่นชมแม่นางน้อยผู้นี้จากก้นบึ้งหัวใจ จึง.อดเอ่ยขึ้นไม่ได้ “เหลียนฮวา หากเจ้าชอบหรืออยากได้อะไรก็บอกได้เลยนะ อาซื้อให้เจ้าเอง”


“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านอา ข้าไม่อยากได้อะไรเจ้าค่ะ”


เด็กสาวรีบส่ายหน้าปฏิเสธ กลัวว่าเหอจิ่วเหนียงจะซื้อของให้นางจริงๆ


เห็นท่าทางเช่นนี้เหอจิ่วเหนียงจึงไม่ถามอะไรต่อ แต่ขณะเดินผ่านร้านผลไม้เคลือบน้ำตาล นางหยุดซื้อมาหนึ่งไม้และยื่นให้อีกฝ่าย


เหลียนฮวารับมาอย่างง่ายดายและเตรียมเก็บเข้าไปในอกเสื้อ เพราะคิดว่าจะซื้อไปฝากโก่วเอ๋อร์


“กินสิ เดี๋ยวก็ละลายหรอก” เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจเล็กน้อย ในยุคนี้ไม่มีถุง ผู้คนใช้ใบไม้หรือผ้าเช็ดหน้าในการห่ออาหารและสิ่งของ


แต่ผลไม้เคลือบน้ำตาลมีความเหนียวจะเก็บไว้ในอกเสื้อได้อย่างไร อีกอย่าง ตอนนี้แดดกำลังแรง ไม่นานน้ำตาลที่เคลือบภายนอกก็ต้องละลาย ถึงแม้จะห่อเอาไว้ก็คงไหลเยิ้มเหนอหนะไปทั้งตัว


เหลียนฮวาชะงักไป มองเหอจิ่วเหนียงด้วยความงุนงง “ท่านอาสะใภ้ซื้อให้ข้าหรือเจ้าคะ?”


“แล้วเจ้าคิดว่าให้ใครล่ะ?”


เหอจิ่วเหนียงเองก็งุนงงเช่นกัน ตอนนี้ตรงนี้มีเด็กคนอื่นด้วยหรือ


เหลียนฮวาไม่รู้ควรพูดเช่นไร หากปฏิเสธก็ดูไร้เหตุผล แต่หากรับไว้ก็รู้สึกเกรงใจ


“รีบกินเถอะ นี่เป็นรางวัลที่วันนี้เจ้าทำงานได้ดีมาก”


เหอจิ่วเหนียงคลี่ยิ้ม บางครั้งนางก็อดคิดไม่ได้ว่า เด็กๆในครอบครัวช่างรู้ความเกินวัยจริงๆ


เหลียนฮวาไม่ได้คิดว่าตนเป็นเด็กแล้ว อย่างไรเสียตอนนี้นางก็อายุสิบสี่ปี อีกปีสองปีก็ถึงวัยออกเรือน เหมาะจะกินผลไม้เคลือบน้ำตาลของเด็กเช่นนี้ด้วยหรือ


แต่เมื่อพิจารณาผลไม้สีแดงถูกเคลือบด้วยน้ำตาลฉ่ำวาวเช่นนี้ ดรุณีน้อยก็อดลอบกลืนน้ำลายไม่ได้


ปากเล็กๆกัดลงไปหนึ่งทีราวกับถูกมนตร์สะกด รสชาติความหวานพลันแผ่ซ่านทั่วโพรงปาก


แม้ช่วงนี้เหอจิ่วเหนียงมักซื้อขนมกลับไปให้เด็กๆที่บ้านบ่อยๆ แต่เหลียนฮวาคิดมาตลอดว่าตนเองโตแล้ว ปกตินางเพียงชิมเล็กน้อยเท่านั้น ที่เหลือเก็บไว้ให้พวกน้องๆ ไม่เคยลิ้มรสชาติที่แท้จริงเลย


เด็กสาวกินผลไม้เคลือบน้ำตาลไปสองลูก จากนั้นคิดจะห่อกลับไปให้โก่วเอ๋อร์


ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงดีกับนางถึงเพียงนี้ นางก็ยิ่งต้องดีกับโก่วเอ๋อร์ให้มาก


เหอจิ่วเหนียงยกมือตบหน้าผากตัวเอง “เหลียนฮวา เจ้าต้องคิดถึงตัวเองให้มากๆนะ ไม่ใช่คิดถึงคนอื่นก่อนตลอด อาซื้อให้เจ้ากิน ไม่ต้องเก็บเอาไว้ให้คนอื่น อีกอย่างผลไม้เคลือบน้ำตาลนี่ไม่ได้แพงอะไร รอตอนกลับบ้านค่อยซื้อไปให้พวกเด็กๆก็ได้”


เหลียนฮวาเกรงใจจนทำตัวไม่ถูก


เหอจิ่วเหนียงตบไหล่อีกฝ่ายเบาๆ และกล่าวอย่างอ่อนโยน “ครอบครัวเรามีรายได้แล้ว อนาคตเราต้องมีชีวิตที่ดีขึ้นแน่นอน เจ้ากินเถอะ ไม่เป็นไรหรอก”


เหลียนฮวาซาบซึ้งใจอย่างยิ่ง พยักหน้าตกลงพร้อมพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหล และกินผลไม้เคลือบน้ำตาลจนหมด


เมื่อมาถึงร้านเฟิงเฉิน อารมณ์ของเหลียนฮวาก็กลับมาเป็นปกติแล้ว นางสำรวจผ้าในร้านอย่างระมัดระวัง


“ช่างงดงามยิ่งนัก!”


ดรุณีน้อยอุทานออกมา นางไม่เคยเห็นผ้าเนื้อละเอียดและประณีตเช่นนี้มาก่อน


“เจ้าไปเลือกผ้าลวดลายสีสันที่เจ้าชอบมาสักสองสามม้วน จำไว้นะ ต้องเลือกวัสดุที่ดีเท่านั้น”


ตอนที่เหลียนฮวาเล่นตัวต่อกับเด็กๆ เหอจิ่วเหนียงพบว่า รสนิยมในความงามของเด็กสาวคนนี้ไม่เลวเลย มักสร้างความประหลาดใจที่หลากหลายให้นางอยู่เสมอ โก่วเอ๋อร์ที่อยู่ภายใต้การดูแลของเหลียนฮวายังได้รับอิทธิพลจากนางไปด้วย ทักษะทางด้านศิลปะของเขาพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นมาก 


และนี่คือจุดประสงค์ที่เหอจิ่วเหนียงพาเด็กสาวมาด้วยในวันนี้


เด็กคนนี้ว่านอนสอนง่าย ตั้งใจอบรมสั่งสอนให้ดี วันข้างหน้าอนาคตไกลแน่นอน


แม้ไม่เข้าใจว่าเหอจิ่วเหนียงจะนำผ้าเนื้อดีไปทำอะไร แต่เหลียนฮวาก็ทำตามอย่างเชื่อฟัง นางตั้งใจมาก พิจารณาอย่างพิถีพิถันตั้งแต่ลวดลาย สีสัน จนถึงคุณภาพ


เหอจิ่วเหนียงจึงวางใจ จากนั้นไปเดินดูสินค้ามาใหม่ของทางร้านภายใต้การแนะนำของนางหลิน


นางหลินก็คือสตรีวัยกลางคนที่ต้อนรับเหอจิ่วเหนียงในครั้งก่อน เมื่อได้รับคำสั่งจากเถ้าแก่ ตอนนี้นางจึงปฏิบัติต่อลูกค้าคนพิเศษด้วยความเคารพเป็นอย่างมาก


“แม่นางเหอ นี่เป็นผ้าต่วนลายบุปผามาใหม่ ลวดลาย.งดงาม ผ้าเนื้อดี เหมาะสำหรับตัดเย็บเป็นเสื้อผ้าหนาๆอย่างพวกเสื้อนวมฝ้าย รับสักสองสามผืนหรือไม่เจ้าคะ?”


นางหลินรู้แล้วว่าเหอจิ่วเหนียงซื้อผ้ากลับไปเพื่อตัดเย็บเป็นชุดกันหนาวขาย ผ้าต่วนลายบุปผาตรงหน้านี้เหมาะมากจริงๆ อย่างไรเสียนางก็ไม่คิดแนะนำสินค้าให้ผู้มีพระคุณของเถ้าแก่แบบส่งเดชแน่


เหอจิ่วเหนียงลูบเนื้อผ้าพลางพิจารณา 


ไม่เลวจริงๆ


แต่หญิงสาวยังไม่ตัดสินใจในทันที นางเรียกเหลียนฮวามาและเอ่ยถาม “เหลียนฮวา เจ้าคิดว่าลายบุปผาของผ้านี่เป็นอย่างไร?”


“งดงามมากเจ้าค่ะ” เหลียนฮวาพยักหน้าตอบจากใจจริง แล้วเอ่ยต่อ “เพียงแต่มันงดงามมากเกินไป คุณหนูหรือฮูหยินตระกูลร่ำรวยอาจไม่ชอบ นอกจาก…”


ประโยคหลังดรุณีน้อยไม่กล้าพูดออกมา สิ่งที่นางอยากบอกก็คือ… มีเพียงนางสนมและหญิงคณิกาเท่านั้นที่จะชื่นชอบ


แม้ไม่ได้พูดออกมา แต่เหอจิ่วเหนียงและนางหลินกลับเข้าใจความหมายของประโยคนั้น สาวใช้แซ่หลินจึงรีบพูดขึ้น “ลวดลายที่สุภาพกว่านี้ก็มีเหมือนกัน อยู่ด้านนี้!”


เหอจิ่วเหนียงกลับบอกกับเหลียนฮวา “ที่เจ้าพูดก็มีเหตุผล แต่เราทำการค้า ไม่ควรแบ่งแยกว่าต้องขายให้ใคร แค่ดูว่าสามารถขายได้หรือไม่ก็พอแล้ว”


กล่าวจบนางก็หันไปบอกกับนางหลิน “ข้าเอาผ้าลายนี้สามม้วน ลายสุภาพที่ท่านว่านั่นก็เอาเหมือนกัน แล้วข้าอยากได้ผ้าต่วนลายบุปผาที่เหมาะกับผู้ชายสักห้าม้วน”


เหอจิ่วเหนียงเป็นคนตรงไปตรงมา สาวใช้จึงยิ้มจนปากแทบถึงหู


จำนวนผ้าที่เหอจิ่วเหนียงต้องการ รวมกับผ้าที่เหลียนฮวาเลือกมาห้าม้วน ทั้งหมดเป็นยี่สิบเอ็ดม้วน


ผ้าต่วนลายบุปผาราคาแพงเล็กน้อย ราคาปลีกม้วนหนึ่งอยู่ที่เจ็ดร้อยห้าสิบอีแปะ แต่เหอจิ่วเหนียงทำการค้าร่วมกับหยูเทา ดังนั้นราคาจึงเหลือแค่ม้วนละหกร้อยสามสิบอีแปะ


ผ้าฝ้ายเนื้อหยาบที่เหลียนฮวาเลือกมาห้าม้วนเหมาะสำหรับสตรีชาวบ้านทั่วไป สีสันลวดลายงดงามไม่สะดุดตาจนเกินไป ราคาม้วนละสามร้อยห้าสิบอีแปะ นางหลินลดราคาเหลือเพียงสามร้อยอีแปะเท่านั้น


ทั้งหมดรวมเป็นเงินสิบเอ็ดตำลึงห้าร้อยแปดสิบอีแปะ


เหลียนฮวาตกใจกับราคาจนเบิกตากว้าง เมื่อเช้าพวกนางขายเสื้อผ้าได้เงินมาแค่สองตำลึง นี่จ่ายไปมากกว่าหามาได้หลายเท่านัก!


ก่อนออกจากร้าน เหอจิ่วเหนียงนึกบางอย่างขึ้นได้ทันควัน นางตีหน้าหน้าผากตัวเองเบาๆ และหันกลับมาบอกกับนางหลิน “จริงสิ! ยังมีผ้าป่านเหมือนครั้งที่แล้วด้วย จัดมาให้ข้าสีละสองม้วน เฮ้อ ดูสมองข้าสิ เกือบลืมไปแล้ว!”


นางหลินตอบตกลงและรีบไปจัดการทันที ผ้าป่านเนื้อหยาบในร้านมีทั้งหมดหกสี รวมแล้วเป็นสิบสองม้วน


สีดำและสีน้ำเงินเป็นสีพื้น ไม่มีลวดลายมากนัก ราคาปลีกอยู่ที่สองร้อยสิบอีแปะ นางหลินคิดเพียงหนึ่งร้อยหกสิบอีแปะ ส่วนที่เหลือสี่สีมีลวดลาย ราคาปลีกขายที่สองร้อยสามสิบอีแปะ สาวใช้คิดแค่หนึ่งร้อยเจ็ดสิบอีแปะ


เมื่อรวมราคาแล้วเป็นเงินสองตำลึงพอดี 


เหอจิ่วเหนียงใช้เงินซื้อผ้าครั้งนี้ไปทั้งหมดสิบสามตำลึงครึ่ง เหลียนฮวาตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ


ลงทุนสูงยิ่งนัก! …หวาดหวั่นเหลือเกินว่าการค้านี้จะไม่ได้กำไร


หลังออกมาจากร้านขายผ้า เหลียนฮวาเอ่ยถามเหอจิ่วเหนียงเสียงเบา “ท่านอาสะใภ้ ในอำเภอนี้มีตระกูลร่ำรวยเยอะหรือเจ้าคะ?”


จบตอน

Comments