ตอนที่ 811: สามีภรรยาบาดหมาง
เมื่อได้ยินนางเหยาเรียกตนว่าใต้เท้าหู แทนที่จะเรียกว่านายท่าน สีหน้าของหูเซิ่งก็เคร่งขรึมลงเล็กน้อยด้วยความไม่ค่อยพอใจ แต่เพื่อเอาใจอีกฝ่าย เขาจึงข่มอารมณ์เอาไว้
“ม่านเอ๋อร์ เรื่องนี้ทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว”
หูเซิ่งพูดพลางยื่นมือจะไปจับมืออีกฝ่าย แต่นางเหยาเบี่ยงตัวหลบ
“ใต้เท้าหูมีอะไรก็พูดมาตรงๆเถอะเจ้าค่ะ”
นางเหยานึกถึงท่าทีที่หูเซิ่งมีต่อตนตลอดหลายปีที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าการกระทำตรงหน้าช่างน่าขัน ตอนเป็นอนุภรรยา เขามองนางด้วยสายตารังเกียจราวกับนางเป็นสิ่งปฏิกูล เหตุใดพอเขียนหนังสือตัดขาดกันแล้ว กลับมาทำท่าทางอาลัยอาวรณ์เสียได้ล่ะ?
เรื่องผิดปกติย่อมมีเลศนัย นางไม่ใช่คนโง่ ย่อมไม่หลงกล
หูเซิ่งเห็นอีกฝ่ายเป็นเช่นนี้ ก็ยิ่งแสดงท่าทีรักใคร่ ตีหน้าเศร้าเล่าความนัย “ม่านเอ๋อร์ ข้ารู้ว่าหลายปีมานี้เจ้าต้องทนทุกข์เพียงใด แต่นั่นเป็นเพราะนางจูไม่ยอมให้ข้าทำดีกับเจ้า เจ้าก็รู้ นางมีตระกูลเดิมหนุนหลัง คำพูดของนางข้าไม่อาจขัดได้... แต่เจ้าต้องเชื่อข้านะ ในใจข้ามีเจ้าอยู่ตลอดมา ไม่อย่างนั้น ตอนนั้นข้าจะถ่อไปรับเจ้าเข้าจวนถึงเมืองจิงโจวด้วยตนเองหรือ?”
นางเหยาเพิ่งเคยได้ยินคำหวานหูเช่นนี้เป็นครั้งแรก แม้จะผ่านการแต่งงานมาแล้วสองครั้ง นางก็เพิ่งเคยได้ยิน
ถ้าเป็นเมื่อสองสามปีก่อน นางอาจจะซาบซึ้งตื้นตัน
ทว่าตอนนี้… ผ่านความเจ็บช้ำจากการแต่งงานมาถึงสองครา นางมีภูมิคุ้มกันต่อสิ่งมีชีวิตที่เรียกว่าผู้ชายแล้ว แม้จะเป็นครั้งแรกที่ได้ยินคำหวานหู แต่นางไม่รู้สึกหวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย กลับกันยังรู้สึกรังเกียจมากด้วยซ้ำ
ดังนั้น นางจึงถอยหลังไปหนึ่งก้าว มองหูเซิ่งด้วยสายตาระแวดระวัง
กว่าจะให้อีกฝ่ายเขียนหนังสือตัดขาดได้ช่างยากเย็น ใช้แผนการสารพัด หากเขายังคิดจะหว่านล้อมให้นางกลับไปสกุลหู นางจะ...จะให้ฮูหยินลู่สั่งสอนเขาเสียให้เข็ด!
“ตกลงใต้เท้าหูมีอะไรจะพูดเจ้าคะ?”
นางเริ่มหมดความอดทน และเริ่มนึกเสียใจที่ยอมออกมาคุยกับเขา ทำให้เสียเวลากินข้าวของนางไปเปล่าๆ
วันนี้เจอเรื่องราวมามากมาย นางหิวมากจริงๆ
“ข้าแค่อยากจะบอกว่า รอให้เรื่องนี้ผ่านพ้นไป ฮูหยินลู่หายโกรธเมื่อไร ข้าจะมาขอร้องนาง แล้วรับเจ้ากลับจวน เจ้าต้องรอข้านะ~”
หูเซิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังเจือหวานล้ำ นางเหยาตกใจจนหน้าถอดสี พลันถอยหลังกรูด “ข้าไม่กลับไปกับท่าน! หูเซิ่ง อย่าคิดว่าข้าไม่รู้ว่าท่านวางแผนอะไรอยู่ ฝันไปเถอะ! ข้าไม่กลับไปกับท่าน และไม่ยอมให้ท่านเข้าใกล้ซูซูด้วย ต่อไปนี้กรุณาอยู่ให้ห่างจากพวกเราสองแม่ลูกไว้!”
อาจจะเพราะตกใจจริงๆ นางเหยาตะคอกพร้อมเบิกตาโพลง ถอยหลังไปอีกหลายก้าว พอกล่าวจบก็หันหลังวิ่งหนีทันที
หูเซิ่งกำลังจะวิ่งตาม แต่ถูกพ่อบ้านหวงที่โผล่ออกมาไม่มีปี่มีขลุ่ยขวางทางไว้ พร้อมกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ใต้เท้าหูโปรดอย่าลืม ที่นี่คือจวนแม่ทัพ!”
หูเซิ่งโมโหจนแทบกระอักเลือด แค่พ่อบ้านชั้นต่ำคนหนึ่ง กล้ามาขวางทางเขาครั้งแล้วครั้งเล่า!
ยังไม่ทันที่เขาจะได้อ้าปาก พ่อบ้านหวงก็กล่าวต่อ “ฮูหยินของบ่าวบอกให้ใต้เท้าหูไปดูฮูหยินของท่านเสียหน่อย และฝากเตือนใต้เท้าว่า อย่าทำให้ภรรยาคู่ทุกข์คู่ยากต้องเสียใจ”
หูเซิ่งจึงเพิ่งนึกขึ้นได้ว่า มาตั้งนานแล้วตนยังไม่เห็นนางจูเลย ในใจแม้จะไม่พอใจพ่อบ้านหวงและไม่อยากไปดูภรรยา แต่ก็ทนแรงกดดันไม่ไหว สุดท้ายจึงจำใจต้องไป
ทันทีที่เห็นนางจูในห้องเก็บฟืน ความคิดที่จะเกาะขาตระกูลลู่ของหูเซิ่งก็มลายหายไปสิ้น
เวลาเพียงไม่นาน นางจูถูกทรมานจนแทบจำเค้าเดิมไม่ได้ เหลือลมหายใจรวยริน ตามตัวเต็มไปด้วยคราบเลือด น่าสยดสยองยิ่งนัก
“ฮูหยิน!”
หูเซิ่งตกใจมาก พุ่งตัวเข้าไปจะประคองร่างบนพื้น แต่พอเห็นคราบเลือดก็พลันชะงักกึก นึกรังเกียจขึ้นมาจนไม่กล้าแตะต้อง
นางจูที่เดิมทียังมีความหวัง พอเห็นท่าทางของหูเซิ่ง หัวใจก็ดิ่งลงเหว
แม่นมที่อยู่ข้างๆ ร้อนใจจนตะโกนออกมา “นายท่าน ฮูหยินบาดเจ็บหนักขนาดนี้ ท่านรีบดูอาการสิเจ้าคะ!”
แม่นมมีอายุแล้ว เหอจิ่วเหนียงกลัวว่าจะตายคาไม้ จึงสั่งให้เบามือหน่อย อาการบาดเจ็บของแม่นมจึงไม่หนักเท่านางจู
ที่สำคัญคือนางจูไม่ได้เจ็บปวดแค่ร่างกาย แต่ใจก็บอบช้ำหนักหน่วง รู้สึกหนาวเหน็บไปถึงขั้วหัวใจ อาการจึงยิ่งทรุดหนัก หากไม่ได้แรงแค้นช่วยประคับประคองไว้ ป่านนี้คงสิ้นใจไปแล้ว
หูเซิ่งตวัดสายตามองแม่นมด้วยความไม่พอใจ “ฮูหยินเจ็บหนักขนาดนี้ ข้าจะกล้าแตะต้องได้อย่างไร! หากทำให้นางเจ็บตัวเพิ่มขึ้นจะว่าอย่างไร ข้าให้คนไปตามหมอแล้ว เดี๋ยวคงมาดูอาการให้”
เขาแก้ตัวไปส่งเดช แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง “นี่มันเกิดอะไรขึ้น? อยู่ดีๆเหตุใดถึงไปทำลายของพระราชทานได้? ฮูหยินช่างสะเพร่านัก!”
น้ำเสียงเต็มไปด้วยการตำหนิ โทษนางจูที่ทำงานพลาด
แม่นมผิดหวังในตัวหูเซิ่งอย่างยิ่ง “นายท่าน เรื่องนี้คนพวกนั้นจงใจวางกับดักฮูหยิน ไม่ใช่ความผิดของฮูหยิน ทั้งหมด...”
“บังอาจ! บ่าวเฒ่าอย่างเจ้า มีสิทธิ์อะไรมาสั่งสอนข้า!”
หูเซิ่งตวาดใส่แม่นมลั่น จังหวะนั้นหมอก็มาถึงพอดี เขาจึงรีบออกไปยืนรอข้างนอก รู้สึกว่าการอยู่ในห้องเก็บฟืนนั้นแม้เพียงครู่เดียว ก็ราวกับเสื่อมเสียเกียรติยศศักดิ์ศรีไปมากโขก็มิปาน
นางจูกัดฟันแน่น ไม่อยากพูดอะไรอีก ให้หมอทำแผลให้คร่าวๆ แล้วให้บ่าวรับใช้หามขึ้นรถม้า ตลอดทางไม่ปริปากกับหูเซิ่งแม้แต่คำเดียว
แน่นอนว่า หูเซิ่งเองก็ไม่อยากสนทนากับนางเช่นกัน
ทว่าหลังจากได้เห็นสภาพนางจู หูเซิ่งก็ล้มเลิกความคิดที่จะง้อนางเหยาไปเป็นปลิดทิ้ง จวนแม่ทัพนี่ไม่ใช่ที่ที่เขาจะมาเกาะแกะได้ หากพลาดนิดเดียวอาจเกือบถึงฆาตเหมือนอย่างนางจู
อีกอย่าง ตอนนี้นางเหยามีตระกูลลู่หนุนหลังอยู่ก็จริง แต่อนาคตไม่แน่นอน ไม่รู้วันหน้าจะผิดใจกันเมื่อไร ถึงตอนนั้นคนที่ซวยที่สุดก็คือเขา
หูเซิ่งพานางจูกลับเรือนอย่างซึมเซา ขณะที่เหอจิ่วเหนียงกับนางเหยากำลังนั่งล้อมวงกินมื้อเย็นมื้อใหญ่พร้อมกับเด็กๆทั้งสาม
อาหารการกินเช่นนี้หาไม่ได้ในบ้านสกุลหู แต่นางเหยากับซูซูก็ยังรักษามารยาทในการกินได้เป็นอย่างดี
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยกับนางเหยา “ปฏิกิริยาของเจ้าทำให้ข้าแปลกใจอยู่บ้าง นึกว่าเจ้าจะใจอ่อนเสียอีก”
นางหมายถึงคำพูดหวานเลี่ยนของหูเซิ่งที่มีต่อนางเหยา คนที่ไม่เคยได้รับความอบอุ่นจากคนรักอย่างนางเหยา มักจะถูกหลอกง่ายที่สุด
นางเหยายิ้มเขินๆ พลางกล่าว “คนทำดีหวังผลเช่นนั้น ข้ารู้ว่าเขาไม่ได้หวังดีหรอกเจ้าค่ะ อีกอย่าง กว่าข้าจะตัดขาดกับเขาได้ยากเย็นเพียงนี้ ข้าไม่หลงกลอีกแล้ว”
เดิมทีนางก็ไม่ได้มีใจให้หูเซิ่งอยู่แล้ว แต่เพราะถูกบังคับให้แต่งเป็นอนุอย่างเลี่ยงไม่ได้ หูเซิ่งอายุจะสี่สิบแล้ว ทั้งแก่ทั้งน่าเกลียด แถมยังนิสัยไม่ดี ทุบตีด่าทอนางสารพัด นางมีใจให้เขาก็แปลกแล้ว
“พูดได้ดี! ใช่ นี่คือการทำดีหวังผล! แต่หลังจากนี้เขาคงไม่มีกะจิตกะใจมารังควานเจ้าแล้วละ เขาคงยุ่งจนหัวหมุน ฮ่าๆๆๆ!”
เหอจิ่วเหนียงพูดไปก็ขยิบตาให้นางเหยาไป อารมณ์ดีไม่น้อย
นางเหยางุนงง มองอีกฝ่ายด้วยความฉงน
เหอจิ่วเหนียงจึงอธิบายด้วยความเมตตา “ความจริงก็ไม่มีอะไร แค่ยุแยงตะแคงรั่วให้ผัวเมียเขาตีกันนิดหน่อย ฮี่ฮี่...”
เดิมทีเหอจิ่วเหนียงอยากจะลงมือสั่งสอนหูเซิ่งด้วยตนเองสักหน่อย แต่คิดว่าหลังจากนี้นางจูคงไม่ปล่อยให้เขาอยู่อย่างเป็นสุขแน่ เหอจิ่วเหนียงจึงคิดว่าไม่ยุ่งดีกว่า ปล่อยให้นางจูจัดการเขาก็พอ
ผัวเมียคู่นั้น อย่าหวังว่าจะได้อยู่อย่างสงบสุขเลย
ตอนที่ 812: ฝีมือของนางเหยา
“ฮูหยินเก่งกาจจริงๆเจ้าค่ะ!”
นางเหยาเอ่ยชมจากใจจริง ใบหน้าเปื้อนรอยยิ้มจริงใจ ในที่สุดนางก็หลุดพ้นจากสกุลหู ได้ใช้ชีวิตของตัวเองเสียที
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะคิกคัก พลางกล่าว “หลักๆคือเจ้าเองก็รักดี ไม่ทำให้ข้าผิดหวัง”
อันที่จริง ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงเคยกังวลว่านางเหยาจะเป็นพวกคลั่งรัก ตัดใจจากผู้ชายไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้น นางคงต้องพิจารณาใช้วิธีบังคับชิงตัวซูซูมา เพราะขืนปล่อยให้ซูซูอยู่กับคนเช่นนั้น อนาคตคงไปไม่รอด
โชคดีที่นางเหยาไม่ทำให้ผิดหวัง
แม้จะผ่านความทุกข์ยากมามากมาย แต่นางเหยายังคงยืนหยัดในความเป็นตัวเอง นับว่าหาได้ยากยิ่ง
เหอจิ่วเหนียงไม่เพียงไม่ผิดหวัง แต่ยังชื่นชมอีกฝ่ายด้วย นางกล่าว “ข้าส่งคนไปขนของของเจ้ามาจากบ้านสกุลหูแล้ว ช่วงนี้เจ้าพักอยู่ที่นี่ไปก่อน ขาดเหลืออะไรก็บอกพ่อบ้านหวง ทำตัวตามสบายเหมือนบ้านตัวเองได้เลย”
นางเหยาค้อมศีรษะรับ “ขอบคุณฮูหยินเจ้าค่ะ รอข้าหาเงินได้เมื่อไร จะรีบย้ายออกไปทันที”
นางไม่เคยคิดจะอยู่ใต้ร่มเงาตระกูลลู่ไปตลอด เพราะนี่เป็นเรื่องที่ไม่เหมาะสมอย่างยิ่ง เหอจิ่วเหนียงมีน้ำใจรับนางไว้ชั่วคราวก็ดีมากแล้ว นางต้องรู้จักประมาณตน ไม่ควรถือวิสาสะ
เหอจิ่วเหนียงพอใจกับทัศนคติของนางเหยามาก ดีมากจริงๆ ไม่ใช่พวกปลิงดูดเลือดหน้าด้าน
“อ้อ คืนนี้เอาผลงานเย็บปักของเจ้ามาให้ข้าดูหน่อย ข้าต้องดูฝีมือเจ้าก่อนถึงจะตัดสินใจได้ว่าจะให้เจ้าทำอะไร”
เหอจิ่วเหนียงเปิดหัวข้อสนทนาเรื่องการค้า นางเหยาพยักหน้ารับ “ย่อมได้เจ้าค่ะ คืนนี้ข้าไปเอามาให้ฮูหยินดูเจ้าค่ะ”
ตอนนี้บ่าวไพร่ตระกูลลู่ขนของของนางเหยามาจากบ้านสกุลหูแล้ว นางต้องไปค้นดูและจัดแยกก่อน และถือโอกาสหาของขวัญพบหน้ามอบให้โก่วเอ๋อร์ด้วย นางจะได้สบายใจ
เด็กทั้งสามไม่ได้สนใจผู้ใหญ่สนทนากัน โก่วเอ๋อร์มัวแต่คีบอาหารให้ซูซูจนพูนเต็มชาม
ช่วงเวลาสั้นๆนี้ เขาได้รับรู้เรื่องราวที่ซูซูต้องเผชิญแล้ว ทั้งๆที่อยู่เมืองหลวงเหมือนกัน แต่เขากลับไม่รู้เลยว่าซูซูต้องทนทุกข์ทรมานเพียงใด ในฐานะพี่ชายแต่กลับปกป้องน้องสาวไม่ได้ ในใจเขาเองก็รู้สึกผิดไม่น้อย
จิ่นรุ่ยซื่อจื่อเองก็รู้สึกสะเทือนใจ ไม่นึกว่าชีวิตซูซูจะรันทดขนาดนี้ ต่อไปเขาก็ถือว่าเป็นพี่ชายของซูซูอีกคน ดังนั้นเขาจะต้องคอยปกป้องไม่ให้คนเลวมารังแกนาง
ส่วนเจ้าตัวอย่างซูซู กลับไม่ได้รู้สึกว่าตนเองน่าสงสารตรงไหน ช่วงเวลานั้นแม้จะถูกรังแก แต่ก็ได้อยู่กับอาเหนียง และตอนนี้ไม่เพียงได้ออกจากบ้านสกุลหู แต่ยังได้อยู่กับอาเหนียงตลอดไปแล้วด้วย แค่นี้ก็คุ้มค่าสำหรับนางแล้ว
หลังกินข้าวเสร็จ ซูซูตามโก่วเอ๋อร์และจิ่นรุ่ยซื่อจื่อไปทำการบ้าน ส่วนเหอจิ่วเหนียงก็ไปดูงานเย็บปักของนางเหยา
ตอนไม่เห็นก็ยังไม่รู้ แต่พอเห็นแล้ว เถ้าแก่เนี้ยหอเจียย่วนก็ต้องตกตะลึงจนแทบเป็นลม
นึกไม่ถึงว่า นางเหยาจะมีฝีมือระดับเทพขนาดนี้!
เดิมทีนางนึกว่าอีกฝ่ายแค่พอทำเป็น และอาจดีกว่าคนทั่วไปเล็กน้อย แต่ผลงานที่ประจักษ์ตรงหน้านี่…นี่มันระดับปรมาจารย์ชัดๆ!
มิน่าล่ะ ถึงสอนเด็กเล็กๆอย่างซูซูให้เก่งได้ในเวลาสั้นๆ จริงอยู่ที่เจ้าตัวเล็กอาจมีส่วนของพรสวรรค์ที่ถ่ายทอดทางสายเลือดร่วมด้วย แต่เหนือสิ่งอื่นใด ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นก็มาจากฝีมือของนางเหยาซึ่งประจักษ์ชัดแจ้งจริงๆ
“นี่... นี่มัน...”
เหอจิ่วเหนียงมองผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งในมือด้วยความอึ้งจนพูดไม่ออก
เนื้อผ้าธรรมดามาก เป็นแค่ผ้าฝ้ายทั่วไป แต่ลายปักบนนั้นไม่ธรรมดาเลย
ลวดลายรูปดอกโบตั๋น ไม่ใช่แค่ดอกเดียว แต่เป็นทั้งกอ
มีทั้งที่กำลังตูม ที่บานสะพรั่งท้าลม และที่ลู่ลมจนก้านโค้งงอ มีทั้งสีสด สีอ่อนหวาน มีทั้งความงามที่สมบูรณ์แบบ และความงามที่แฝงความไม่สมบูรณ์ของกลีบดอกที่ร่วงโรย โดยมีใบไม้สีเขียวอ่อนเข้มคอยขับเน้น
ทุกฝีเข็มประณีตบรรจงเป็นที่สุด
การไล่ระดับสี การสร้างมิติแสงเงา เรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบ!
ที่น่าทึ่งยิ่งกว่านั้นคือ ด้านหลังไม่มีปมด้ายเลย และมันเป็นรูปดอกโบตั๋นเหมือนกันเป๊ะ
เหอจิ่วเหนียงตาลุกวาว นี่มัน…งานปักสองหน้า!
พอมีงานปักนี้ประดับ ผ้าฝ้ายธรรมดาก็ดูเลอค่าขึ้นมาทันตา
ช่างฝีมือย่อมควรค่าแก่การเคารพ โดยเฉพาะนางเหยาที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ถูกกดขี่ข่มเหงมาตลอด ยังสามารถฝึกฝนจนมีฝีมือขนาดนี้ได้ ไม่ง่ายเลยจริงๆ!
จู่ๆ เหอจิ่วเหนียงก็นึกถึงซานยาโถวที่เรียนปักผ้าอยู่ที่โรงงานในเมืองจิงโจวขึ้นมา ไม่เจอกันนาน ไม่รู้ว่าฝีมือพัฒนาไปถึงไหนแล้ว ถ้าได้กราบอาจารย์ฝากตัวเป็นศิษย์นางเหยา จะก้าวหน้าไปอีกขั้นหรือไม่นะ
เดี๋ยวกลับไปลองถามซานซานดู นี่เป็นโอกาสทองที่หาได้ยากจริงๆ!
เหอจิ่วเหนียงวางแผนในใจ ปากก็กล่าวคำหวาน “ม่านเอ๋อร์ ฝีมือเจ้านี่สุดยอดจริงๆ! ถ้าเจ้าเต็มใจ ข้าจะจ้างเจ้าเป็นผู้ดูแลร้านเสื้อผ้าสำเร็จรูปควบตำแหน่งช่างปัก และถ้าสนใจ ข้าจะรับเด็กสาวมาให้เจ้าฝึกสอนเป็นพิเศษ ส่วนนี้ข้าจะคิดค่าตอบแทนเพิ่มให้ต่างหาก!”
ก่อนกินข้าว ยังเรียกน้องเหยาอย่างเกรงใจ ตอนนี้เรียกม่านเอ๋อร์เสียสนิทสนม
นางเหยาเดิมทียังกังวล พอเห็นท่าทีของเหอจิ่วเหนียงก็พลันโล่งใจ นางกล่าว “ฮูหยินเมตตาหางานให้ทำข้าก็ซาบซึ้งมากแล้วเจ้าค่ะ ทุกอย่างแล้วแต่ฮูหยินจะจัดแจงเจ้าค่ะ!”
“โอ๊ย ฮูหยงฮูหยินอะไรกัน ซูซูเป็นลูกสาวบุญธรรมข้า ต่อไปนี้เราสองคนก็ถือว่าเป็นพี่น้องกัน ข้าแก่เดือนกว่าเจ้า เจ้าเรียกข้าว่าพี่ก็แล้วกัน!”
ความตั้งใจเดิมของเหอจิ่วเหนียงจริงๆแล้วคือ ไม่อยากให้ความสนิทสนมกับนางเหยาเร็วเกินไป อยากให้นางเหยาค่อยๆปรับตัว แต่ฝีมือระดับนี้ทำให้นางตื่นเต้นจนเก็บอาการไม่อยู่จริงๆ
นางเหยาตกตะลึง ไม่นึกว่าเหอจิ่วเหนียงจะชอบงานปักของตนขนาดนี้
นางคิดมาตลอดว่าตนเองแค่ทำได้ดีกว่าคนอื่นเล็กน้อย ที่บ้านก็มองว่างานปักเป็นเรื่องน่าอาย ไม่สนับสนุน ทำให้นางค่อนข้างไม่มั่นใจในตัวเอง แต่นึกไม่ถึงว่าความว่างเปล่าในใจจะถูกเหอจิ่วเหนียงเติมเต็มจนล้นปรี่
ตั้งแต่เล็กจนโต ไม่เคยมีใครชื่นชมและยอมรับในตัวนางเช่นนี้มาก่อน และดูจากอากัปกิริยาของเหอจิ่วเหนียงแล้ว นางมั่นใจได้ว่านี่ไม่ใช่การเสแสร้ง และเหอจิ่วเหนียงก็ไม่มีความจำเป็นต้องแกล้งทำ
“ตกลงเจ้าค่ะ เช่นนั้นข้าขออาศัยบารมีซูซู เรียกฮูหยินว่าพี่! พี่จิ่วเหนียง ขอบคุณมากจริงๆเจ้าค่ะ ได้มาเจอกับท่าน ไม่รู้ว่าข้าทำบุญมาแล้วกี่ชาติถึงได้มีวาสนาเช่นนี้!”
นางเหยาตื่นเต้นตื้นตันจนน้ำตาคลอ ไม่เคยคิดเลยว่าแม่บุญธรรมที่ซูซูยอมรับที่จิงโจว จะกลายมาเป็นผู้ช่วยชีวิต เป็นแสงสว่างที่ดึงนางขึ้นมาจากบ่อโคลนอันมืดมิด
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะคิกคัก แล้วชื่นชมงานศิลปะของนางเหยาต่อ แต่ละชิ้นน่าทึ่งจนต้องเดาะลิ้น
นี่มัน... จะขายได้เท่าไรกันเนี่ย!
กลวิธีเฉพาะระดับนี้ บวกกับการออกแบบของนาง ขายได้ราคาเทียมฟ้าแน่นอน!
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกว่า ตนเองกำลังจะดังเปรี้ยงปร้างในเมืองหลวงอีกแล้ว และคราวนี้ก็พ่วงนางเหยาไปด้วย
ถึงตอนนั้นคงทำเอานางจูกับหูเซิ่งกระอักเลือดตายแน่!
ฮ่าๆๆๆ!
ทั้งสองสาวสนทนากันอย่างออกรส กระทั่งจู่ๆก็มีเสียงฝีเท้าเร่งรีบดังมาจากด้านนอก
ตามมาด้วยร่างของฮุ่ยเอ๋อร์ที่วิ่งกระหืดกระหอบเข้ามา
นางรายงาน “ฮูหยิน เกิดเรื่องแล้วเจ้าค่ะ! ทางคุกหลวงส่งข่าวมาว่า คุณหนูจัวถูกพิษร้ายแรง กำลังจะสิ้นใจแล้วเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงหันขวับ คิ้วขมวดแน่น “จัวเจียอวี้ถูกพิษ?”
โอ๊ย! ยังมีเรื่องอะไรบ้าบออะไรกว่านี้อีกหรือไม่!
ตอนที่ 813: เหอจิ่วเหนียงงานเข้า
หลังจากสถานการณ์เริ่มนิ่ง ลู่ไป่ชวนก็ไม่ได้รับหน้าที่ดูแลคุกหลวงแล้ว เพราะองค์รัชทายาทมอบหมายให้เฉิงเหมิงและลูกน้องเป็นคนดูแล ปกติก็แค่เฝ้าทางเข้าออกให้ดี ไม่ให้คนนอกเข้าไปก็พอ ไม่ได้เข้มงวดนัก เพราะช่วงนี้ทางฝั่งตงถิงก็ไม่กล้าก่อเรื่องวุ่นวาย
ใครเลยจะคาดถึงว่า คนพวกนั้นเล่นงานองค์ชายสามแห่งตงถิงไม่ได้ จึงหันไปเล่นงานจัวเจียอวี้แทน
จัวเจียอวี้เป็นคนที่เหอจิ่วเหนียงยืนกรานจะขังไว้ หนึ่งคืออยากสั่งสอนนาง สองคืออยากลากตัวการใหญ่ที่อยู่เบื้องหลังตระกูลจัวออกมา ไม่นึกว่าปลาตัวใหญ่เบื้องหลังตระกูลจัวจะใจเย็นขนาดนี้ ผ่านมาตั้งนานก็ยังไม่เคลื่อนไหว
ตอนนี้กลับเกิดเรื่องกับจัวเจียอวี้โดยที่พวกเขาไม่ทันตั้งตัว ใครเป็นคนลงมือนั้น ต้องไปดูสถานการณ์ก่อน
ทว่า เหอจิ่วเหนียงพอจะสันนิษฐานตัวผู้ก่อเหตุได้ในใจแล้ว แต่ยังไม่ฟันธง
นางวางงานปักในมือลง บอกให้นางเหยาพักผ่อนตามอัธยาศัย แล้วเดินตามฮุ่ยเอ๋อร์ออกไป พลางเอ่ยถาม “รู้หรือไม่ว่าตอนนี้อาการจัวเจียอวี้เป็นอย่างไรบ้าง?”
“คนส่งข่าวบอกว่าโชคดีที่เจอเร็ว จึงรีบป้อนยาถอนพิษที่ฮูหยินทิ้งไว้ให้ได้ทันเจ้าค่ะ ตอนนี้ยังมีลมหายใจอยู่ แต่พิษร้ายแรงมาก อาการไม่สู้ดีนักเจ้าค่ะ”
ฮุ่ยเอ๋อร์เล่าเท่าที่รู้ เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าเข้าใจ “สถานการณ์เช่นนี้ น่าจะมีคนไปแจ้งไป่ชวนแล้ว เจ้าส่งคนไปดักไว้หน่อย ดึกดื่นป่านนี้แล้ว อย่าให้เขาต้องเทียวไปเทียวมาเลย ข้าจัดการได้”
ฮุ่ยเอ๋อร์รับคำสั่งแล้วรีบไปจัดการ ส่วนเหอจิ่วเหนียงควบม้ามุ่งหน้าไปที่คุกหลวงเพียงลำพัง
……
“พี่สะใภ้ ในที่สุดท่านก็มาแล้ว! รีบไปดูอาการของนางเถิดขอรับ ไม่รู้ว่ายังพอมีทางรอดหรือไม่!”
คนที่เข้ามารับเหอจิ่วเหนียงคือนายทหารหนุ่มชื่อเหลียงจวิ้น พอเห็นอีกฝ่ายมาถึงก็เรียกพี่สะใภ้ทันที
เขาพูดพลางนำทางเหอจิ่วเหนียงไปดูอาการจัวเจียอวี้ด้วยตนเอง พอพบว่านางถูกพิษ พวกเขาก็แยกนางไปไว้ในห้องเดี่ยว หลังจากป้อนยาถอนพิษ นางก็รอดพ้นจากประตูผีมาได้ ทว่าก็อยู่ในอาการสลบไสลหมดสติ
“นี่มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เหอจิ่วเหนียงตรวจร่างกายจัวเจียอวี้ แล้วลงมือฝังเข็มขับพิษ พลางซักถามต้นสายปลายเหตุ
เหลียงจวิ้นมีสีหน้าสำนึกผิด “มีคนซื้อตัวผู้คุมส่งข้าว วางยาในอาหารของจัวเจียอวี้กับซินหรานขอรับ จัวเจียอวี้กินก่อนเลยมีอาการ ซินหรานเป็นคนพบเข้า ตอนเราไปเจอตัวผู้คุมคนนั้น มันก็ชิงฆ่าตัวตายหนีความผิดไปแล้ว แต่ข้าส่งคนไปสืบทางครอบครัวมันแล้วขอรับ หวังว่าจะได้เรื่องบ้าง! เฮ้อ… เป็นความสะเพร่าของข้าเองขอรับพี่สะใภ้ ไม่นึกว่าคนกันเองจะหักหลังกันได้”
โชคดีที่เขานึกได้ว่าก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงทิ้งยาถอนพิษไว้ให้เผื่อกรณีองค์ชายสามเกิดเหตุฉุกเฉิน และรีบเอามาป้อนให้จัวเจียอวี้ได้ทันท่วงที จึงสามารถยื้อชีวิตนางไว้ได้
ถ้าจัวเจียอวี้ตายในคุกขึ้นมาละก็ งานเข้าชิ้นใหญ่แน่!
เหอจิ่วเหนียงจับประเด็นสำคัญได้ “มียาพิษแค่ในอาหารของพวกนางหรือ? ขององค์ชายสามล่ะ?”
“ใช่ขอรับ พอเกิดเรื่องข้าก็ให้คนตรวจสอบทันที อาหารขององค์ชายสามปกติดีขอรับ”
เหลียงจวิ้นพยักหน้า ยังรู้สึกหวาดเสียวไม่หาย ถ้าองค์ชายสามกินเข้าไป คนที่ตายจะเป็นใครย่อมไม่ต้องสงสัย หากเป็นเช่นนั้น ความรับผิดชอบของเขาคงหนักหนาสาหัสจนเกินกว่าจะรับไหวแน่!
เขายอมรับว่าช่วงนี้เห็นเหตุการณ์สงบจึงชะล่าใจไปบ้าง คิดว่าเป็นคนกันเองคงไม่มีอะไร ใครจะคิดว่าจะเกิดเรื่องใต้จมูกตนเองเช่นนี้ โดนตบหน้าฉาดใหญ่จริงๆ
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า แสดงว่าเป้าหมายของการก่อเหตุครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อเอาชีวิตของ.องค์ชายสามและพรรคพวก แต่ต้องการชีวิตจัวเจียอวี้โดยเฉพาะ ส่วนซินหรานบังเอิญอยู่ห้องขังเดียวกัน จึงได้รับน้ำใจ ได้รับแจกยาพิษไปด้วยหนึ่งชุด
เหอจิ่วเหนียงเดาะลิ้น ซวยจริงๆ
แต่เรื่องนี้ซินหรานถือว่ามีความดีความชอบ ไม่รู้ว่านางคิดอะไรอยู่ ตามหลักแล้วถ้าจัวเจียอวี้ตายไป น่าจะเป็นผลดีกับพวกนางมากกว่า แต่นางกลับเลือกจะตะโกนเรียกคนมาช่วยชีวิตจัวเจียอวี้ไว้
“เพิ่มการป้องกัน ต่อไปอาหารการกินเจ้าต้องตรวจสอบด้วยตัวเองก่อนถึงจะส่งเข้าไปได้ และต้องตรวจค้นตัวผู้คุมส่งข้าวให้แน่ใจว่าไม่ได้ซุกซ่อนยาพิษ รู้หน้าไม่รู้ใจ เจ้าไม่มีทางรู้หรอกว่าคนที่ไว้ใจที่สุดจะถูกซื้อตัวไปเมื่อไร”
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้โกรธเคืองมากนัก แต่เหลียงจวิ้นบกพร่องต่อหน้าที่นั้นถือเป็นความผิดจริง ต้องตักเตือนสักหน่อย หากต่อไปเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นอีก อาจจะไม่โชคดีเช่นนี้แล้ว
“ขอรับ!”
เหลียงจวิ้นรับคำสั่ง แล้วรีบไปคุมเข้มตรวจตรา
เหอจิ่วเหนียงมองจัวเจียอวี้ที่ยังคงหมดสติอยู่บนเตียงแล้วถอนหายใจ นางนี่ดวงซวยชะมัด ดึกดื่นป่านนี้ยังต้องมาช่วยชีวิตศัตรูหัวใจ ถ้าจัวเจียอวี้ไม่ได้เกิดเรื่องในคุก นางไหนเลยจะสนใจ
แต่เพราะจัวเจียอวี้เกิดเรื่องขึ้นในคุก แถมยังเป็นเพราะนางที่ยืนกรานจะขังอีกฝ่ายไว้ พอเกิดเรื่องขึ้นมา ความผิดจึงหนีไม่พ้นนาง หรือไม่ก็ลู่ไป่ชวน
พูดง่ายๆคือ เหตุการณ์นี้ คนร้ายจงใจพุ่งเป้ามาที่พวกนางสองสามีภรรยา ต้องการให้ลู่ไป่ชวนเป็นที่ครหาในราชสำนัก กดดันองค์รัชทายาทให้ยึดอำนาจลู่ไป่ชวน
ไปๆมาๆก็ชักแยกไม่ออกแล้วสิ ว่าเป็นฝีมือคนแคว้นตงถิง หรือขุนนางบางคนที่เห็นลู่ไป่ชวนเป็นหนามยอก.อก
ผู้คุมฆ่าตัวตายไปแล้ว ทำให้เบาะแสคงขาดช่วง ผู้ก่อเหตุเตรียมการมาอย่างดี ไม่น่าจะสาวถึงตัวพวกเขาได้จากทางครอบครัวผู้คุม
แต่ตอนที่เหลียงจวิ้นบอกว่าส่งคนไปสืบ นางก็ไม่ได้ห้าม ขั้นตอนที่ควรทำก็ต้องทำ
อาการของจัวเจียอวี้ค่อนข้างสาหัส ฝ่ายตรงข้ามกะเอาให้ถึงฆาตจริงๆ โดยใช้พิษเฮ่อติ่งหง (ยอดกระเรียนแดง) ถ้าไม่เจอเร็วและกินยาถอนพิษทัน ตอนที่เหอจิ่วเหนียงมาถึง จัวเจียอวี้คงตัวแข็งไร้ลมไปแล้ว
พิษกระจายไปทั่วกาย กัดกร่อนอวัยวะภายในไปหลายส่วน ต่อให้ขับพิษออกหมด ก็ต้องใช้ยาบำรุงรักษาตัวอีกพักใหญ่ ถึงตอนนั้นจวนมู่กั๋วกงกับขุนนางทั้งหลายคงเอาประเด็นนี้มาเล่นงาน
สรุปคือ เหอจิ่วเหนียงงานเข้าเต็มๆ
แต่นางไม่ตื่นตระหนก นางมั่นใจว่ารักษาหาย และการที่จัวเจียอวี้ถูกปองร้าย แสดงว่าคนเบื้องหลังเริ่มร้อนรน เชื่อว่าอีกไม่นานปลาตัวใหญ่ต้องกินเบ็ดแน่
อีกอย่าง จัวเจียอวี้ก็ไม่ใช่คนไร้เดียงสา ผ่านเหตุการณ์นี้ไปหวังว่าคุณหนูใหญ่จัวจะตาสว่างขึ้นมาบ้าง จะได้เลิกคิดว่าตนเองอยู่ในทุ่งดอกไม้สวยงามเสียที
“พี่สะใภ้ เกิดเรื่องใหญ่ขนาดนี้ เราต้องไปแจ้งจวนมู่กั๋วกงหรือไม่ขอรับ?”
ผู้คุมชั้นผู้น้อยที่อยู่ข้างๆ อดถามไม่ได้ จัวเจียอวี้ไม่ใช่นักโทษคดีร้ายแรงที่มีโทษประหาร ตอนนี้กลับตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ ควรให้ครอบครัวรับรู้หรือไม่
…เผื่อจะได้มาดูใจเป็นครั้งสุดท้าย
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าส่งๆ “อืม ไปแจ้งเถอะ แต่ห้ามให้เข้าเยี่ยม บอกพวกเขาว่าถ้าอยากให้ลูกสาวรอดก็ให้อยู่เฉยๆ บอกไปว่าตอนนี้จัวเจียอวี้พ้นขีดอันตรายแล้ว”
“หา? ถ้าไม่ให้เข้าเยี่ยม เรื่องจะไม่ยิ่งบานปลายหรือขอรับ?”
ผู้คุมเสียวสันหลังวาบ รู้สึกว่าผลที่จะตามมาเกินจะรับไหว
และเขาก็ไม่เข้าใจ เหตุใดเหอจิ่วเหนียงถึงต้องตั้งตัวเป็นไม้เบื่อไม้เมากับจวนมู่กั๋วกงอยู่ร่ำไป ถ้านางไม่ทำเช่นนี้ เรื่องก็คงไม่เกิด
ตอนที่ 814: จัวเจียอวี้ฟื้น
ผู้คุมหนุ่มเพียงแค่เกิดความสงสัย เขาตระหนักดีว่าพี่สะใภ้ผู้นี้เก่งกาจเพียงใด สตรีที่ทำให้องค์รัชทายาทและฮ่องเต้ต้องยอมรับย่อมไม่ธรรมดา ไม่ใช่สิ่งที่ผู้คุมตัวเล็กๆอย่างเขาจะเข้าใจได้โดยง่าย
ไม่อย่างนั้นเขาคงไม่เป็นแค่ผู้คุมมาตั้งหลายปี
ผู้คุมหนุ่มรู้สถานะของตนเองดี จึงไม่มีความคิดที่จะกังขาหรือต่อต้านเหอจิ่วเหนียง
เมื่อเหอจิ่วเหนียงเห็นอีกฝ่ายทำหน้างงงวย จึงอธิบายอย่างใจดี “หากให้พวกเขามาเยี่ยม เกรงว่าจะวุ่นวายยิ่งกว่าเดิม ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครต้องการชีวิตของจัวเจียอวี้ ให้นางอยู่ในคุกไม่พบเจอใครนี่แหละปลอดภัยที่สุด”
ผู้คุมหนุ่มเข้าใจกระจ่างแจ้งทันที สมแล้วที่พี่สะใภ้เก่งกาจถึงเพียงนั้น เขาคิดไม่ถึงจุดนี้เลยจริงๆ!
“พี่สะใภ้ช่างปราดเปรื่องยิ่งนัก! เช่นนั้นข้าน้อยจะรีบไปจัดการเดี๋ยวนี้ขอรับ!”
หลังกล่าววาจาเอาใจ ผู้คุมหนุ่มก็รีบออกไปทำงาน
ตรงนี้ยังมีทหารนายอื่นๆเฝ้าอยู่ เหอจิ่วเหนียงจึงบอก “ทุกคนไปพักเถอะ ข้าจะเฝ้าเอง ถ้ามีอะไรแล้วจะเรียก”
ความจริงคือนางง่วง วันนี้วุ่นวายเรื่องของซูซูจนไม่ได้นอนกลางวัน ตาแทบจะปิดอยู่แล้ว
พอทุกคนออกไปจนหมด เหอจิ่วเหนียงก็ถ่ายเลือดให้จัวเจียอวี้อีกรอบ ป้อนยาถอนพิษอีกเม็ด แล้วเริ่มนั่งสัปหงก โดยไม่ทันสังเกตว่าพอนางหลับตาลง นิ้วมือของจัวเจียอวี้ก็ขยับเล็กน้อย
จัวเจียอวี้ได้สติเพราะความเจ็บปวด ลำคอแสบร้อนราวกับถูกไฟเผา เพียงแค่กลืนน้ำลายก็น้ำตาแทบเล็ด อวัยวะภายในปั่นป่วนเหมือนถูกแผดเผา ไร้ซึ่งเรี่ยวแรง ดวงตาพร่ามัวไปหมด
โชคดีที่พอสติเริ่มกลับมา นางก็จำได้ว่าภาพสุดท้ายก่อนหมดสติคือตนเองกำลังกินข้าวอยู่ แล้วก็ถูกพิษ ซินหรานเป็นคนตะโกนเรียกผู้คุม
ทว่า… เหตุใดนางถึงถูกพิษ?
คนพวกนั้นกะจะสังหารซินหรานแต่นางโดนลูกหลงหรือ?
ไม่อย่างนั้นซินหรานที่เป็นคู่ปรับของนางจะช่วยเรียกคนมาช่วยทำไม?
หรือจะเป็นฝีมือของเหอจิ่วเหนียง? เพราะนางมีใจให้ลู่ไป่ชวน เหอจิ่วเหนียงจึงคิดจะกำจัดนาง
ไม่... ไม่น่าใช่
ถ้านางตายในคุก เหอจิ่วเหนียงก็ต้องเดือดร้อน สตรีผู้นั้นไม่น่าจะทำเรื่องโง่เขลาเช่นนี้
เรื่องแค่นี้นางยังคิดได้ เหอจิ่วเหนียงก็ต้องคิดได้เช่นกัน
หญิงสาวคิดหาเหตุผลอย่างไรก็คิดไม่ออก ศีรษะปวดหนึบ ร่างกายเจ็บปวดเจียนตาย
“น้ำ...”
นางไม่รู้ว่าตอนนี้ตนเองอยู่ที่ไหน มีใครอยู่หรือไม่ ทำได้เพียงรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดที่มีเปล่งเสียงออกมา
เหอจิ่วเหนียงที่กำลังสัปหงกสะดุ้งตื่น เมื่อเห็นคนบนเตียงฟื้นแล้วก็ยิ้มกว้าง “โอ้ ยังสาวและแข็งแรงดีนี่นา ฟื้นเร็วจริง!”
เดิมทีคาดว่าจะฟื้นพรุ่งนี้เช้าเสียอีก ฟื้นกลางดึกเช่นนี้ถือว่าอึดใช้ได้ทีเดียว
จัวเจียอวี้ที่ไร้เรี่ยวแรง พอได้ยินเสียงคุ้นหูก็เบิกตากว้าง ภาพตรงหน้าค่อยๆชัดเจนขึ้น กระทั่งพบกับใบหน้าของเหอจิ่วเหนียงลอยเด่นอยู่ตรงหน้า
ใช่เหอจิ่วเหนียงจริงๆ!
นางมีสภาพดูไม่ได้ขนาดนี้ เหอจิ่วเหนียงยังยิ้มระรื่น หรือว่านางจะฆ่าตนจริงๆ?
ยังไม่ทันคิดไปได้ไกล เหอจิ่วเหนียงก็ยกชามยาที่เย็นแล้วมาจ่อที่ปาก
“อ้าปาก ลำคอเจ้าบาดเจ็บ ดื่มของร้อนไม่ได้ ยามนี้กำลังพอดี”
เหอจิ่วเหนียงมาที่นี่คนเดียวไม่ได้พาสาวใช้มาด้วย ในคุกก็มีแต่ผู้ชาย นางจึงต้องเป็นคนป้อนเอง
จัวเจียอวี้จ้องมองคนป้อนเขม็ง ริมฝีปากเม้มแน่นไม่ยอมอ้า คิดว่าตนเองต้องกำลังตาฝาดเพราะพิษแน่ๆ
คนตรงหน้าถ้าไม่ใช่ภาพหลอนที่เกิดจากความยึดติด ก็ต้องเป็นเหอจิ่วเหนียงตัวจริงที่กำลังจะป้อนยาพิษส่งนางไปปรโลกแน่ๆ!
ไม่! นางยังไม่อยากตาย! นางจะต้องรอดออกไปฟ้องร้องต่อฮ่องเต้ ให้คนทั้งใต้หล้าได้รู้ธาตุแท้ของเหอจิ่วเหนียง ว่าสตรีผู้นี้จิตใจคับแคบถึงขนาดลอบสังหารคน
“ไม่อยากตายก็รีบกินซะ มัวเหม่ออะไรอยู่”
เหอจิ่วเหนียงรอจนเมื่อย เห็นอีกฝ่ายเอาแต่ทำท่าดื้อดึงก็หมดความอดทน ใช้มือข้างหนึ่งบีบคางให้อ้าปาก แล้วกรอกยาเข้าปากไปอึกหนึ่ง
จัวเจียอวี้ตาแทบถลน คิดว่าต้องตายแน่แล้ว แต่ยาที่ไหลลงคอกลับเย็นชื่นใจ ช่วยบรรเทาความแสบร้อนในลำคอได้ชะงัดนัก
นี่ไม่ใช่ยาพิษหรือ?
เหอจิ่วเหนียงอ่านสายตาของเด็กสาวออกทะลุปรุโปร่ง จึงแค่นหัวเราะ “คิดว่าข้าเป็นคนวางยาเจ้าหรือ? เลิกเพ้อเจ้อเถอะ ข้าจะฆ่าเจ้าไม่เห็นต้องลำบากขนาดนี้ ถ้าข้าทำจริง ป่านนี้เจ้าไปต่อแถวรอรับน้ำแกงยายเมิ่งแล้ว”
จัวเจียอวี้พูดไม่ออก ได้แต่ถลึงตามองอีกฝ่าย เหอจิ่วเหนียงแปลความหมายต่อ “เจ้าคิดว่าเป็นเพราะข้าขังเจ้าไว้ที่นี่ เจ้าถึงต้องมาเจอเรื่องเช่นนี้สินะ? อืม ก็จริง แต่ใครใช้ให้เจ้าคิดไม่ซื่อล่ะ? ถ้าเจ้าไม่มายุ่งกับสามีข้า ไม่มาเดินหน้าสลอนในคุก จะเกิดเรื่องเคราะห์ร้ายเช่นนี้กับเจ้าหรือ? สรุปก็คือโทษตัวเองเถอะ
เจ้าอยากรู้ใช่หรือไม่ว่าเป็นฝีมือของใคร? ข้าก็อยากรู้เหมือนกัน เป้าหมายไม่ใช่องค์ชายสาม แต่เป็นเจ้า ซินหรานแค่ซวยพลอยโดนหางเลข อาหารของนางก็มียาพิษ แต่นางไม่ได้กินเลยรอดไป
ถ้าอยากรู้จริงๆ พวกเรามาร่วมมือกันกระชากหน้ากากคนบงการออกมา ดีหรือไม่?
ว่าอย่างไรสาวน้อย ไม่เต็มใจหรือ? ก็ได้ เช่นนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องลำบากถอนพิษให้เจ้า ไหนๆข้าก็ล่วงเกินจวนมู่กั๋วกงไปแล้ว เจ้าจะอยู่หรือตายก็มีค่าเท่ากัน อย่างไรข้าก็ต้องจัดการจวนมู่กั๋วกงอยู่ดี”
เหอจิ่วเหนียงทำท่าจะชักถ้วยยากลับ จัวเจียอวี้ร้อนรน พยายามจะลุกขึ้น จ้องถ้วยยาตาเขม็ง กลัวนางจะเททิ้งจริงๆ
“อื้อ... อย่า...”
คุณหนูจัวพยายามเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก
เหอจิ่วเหนียงยิ้มกริ่ม “แสดงว่าตกลง?”
จัวเจียอวี้เงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าด้วยใบหน้าซีดเผือด นางก็อยากรู้เหมือนกันว่าใครต้องการเอาชีวิตนาง นางอยู่ในคุกหลวงอยู่ดีๆ ไปทำอะไรให้ใครเจ็บช้ำน้ำใจ?
เห็นอีกฝ่ายพยักหน้า เหอจิ่วเหนียงจึงป้อนยาต่อจนหมดชาม จัวเจียอวี้สบายตัวขึ้นจนรู้สึกได้ จึงพอมีแรงถามออกมาด้วยเสียงแหบแห้ง “เจ้า...จะให้ข้า...ทำอะไร...”
“ยังไม่แน่ใจ ไว้คิดออกแล้วข้าจะบอก”
เหอจิ่วเหนียงยังไม่ฟันธงในข้อสันนิษฐาน ต้องรอดูสถานการณ์ในราชสำนักพรุ่งนี้เช้าก่อน
บัดนี้คังทั่นฮวาสอบหน้าพระที่นั่งผ่านแล้ว และเริ่มทำงานในราชสำนักแล้ว เขาสังกัดสำนักบัณฑิตหลวง ทว่ายังไม่มีตำแหน่งแน่นอน อาจจะอยู่ในระหว่างศึกษาดูงาน หรือรอแต่งตั้งหลังพิธีบรมราชาภิเษกขององค์รัชทายาท
อย่างไรก็ตาม เขาสามารถเข้าประชุมเช้าในท้องพระโรงได้ เหอจิ่วเหนียงจึงคิดว่าจะไหว้วานให้เขาช่วยในที่ประชุมวันพรุ่งนี้
มีสหายเป็นขุนนางบุ๋นนี่ดีจริงๆ อย่างน้อยเรื่องการต่อสู้ด้วยความรู้ก็ไม่เป็นรองใคร
เหอจิ่วเหนียงเริ่มตั้งตารอสถานการณ์ในท้องพระโรงพรุ่งนี้ น่าเสียดายที่ไม่สามารถไปดูด้วยตาตนเองไม่ได้ ต้องรอถามสามีหลังเลิกประชุม
ตอนที่ 815: คนจากจวนมู่กั๋วกงมาเยือน
จัวเจียอวี้มองท่าทางกระหยิ่มยิ้มย่องของอีกฝ่ายด้วยความขัดใจ ไม่เข้าใจว่ามีเรื่องอะไรน่าครึ้มอกครึ้มใจนักหนา
พอหันมามองชะตากรรมของตนเอง ความน้อยเนื้อต่ำใจก็ตีตื้นจนทะลักออกมาเป็นน้ำตาไหลพรากอาบใบหน้า
เหอจิ่วเหนียงจึงได้สติกลับมา จัวเจียอวี้ร้องไห้น้ำตานองหน้าเช่นนี้ เกรงว่าคนอื่นจะเข้าใจผิดคิดว่านางรังแกสาวน้อยผู้นี้เข้าให้แล้ว
ทว่ายังไม่ทันที่นางจะได้เอ่ยปาก จัวเจียอวี้ก็เอ่ยขึ้นเจือเสียงสะอื้นฮัก “ข้า...ฮึก…ไม่ชอบ...แม่ทัพลู่แล้ว...ฮึก…ข้าอยาก...กลับบ้าน...ฮือๆๆ...”
นางรู้สึกว่าตนเองทำผิดมหันต์ ไม่ควรมีความคิดเช่นนั้นตั้งแต่แรก ไม่อย่างนั้นคงไม่ต้องมาข้องเกี่ยวกับเหอจิ่วเหนียง จนเกือบต้องทิ้งชีวิตไว้ในคุกเช่นนี้
หากนางไม่ทำเช่นนั้น ก็คงไม่ต้องประสบพบเจอโชคร้ายเช่นนี้ ถึงขั้นเฉียดประตูผีเกือบรักษาชีวิตไว้ไม่ได้แล้วรอบหนึ่ง
พอเผชิญความเป็นความตายมาแล้ว บุรุษจะยังมีค่าอะไรอีก!
เหอจิ่วเหนียงแปลกใจเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้ผิดคาดนัก คนเราพอผ่านความเป็นความตายมาหนหนึ่งดวงตาย่อมสว่างขึ้น
“คิดได้ก็ดี แต่เสียใจด้วยที่ต้องบอกว่า ถ้าเจ้าอยากมีชีวิตรอด ตอนนี้ต้องอยู่ในคุกไปก่อน หากออกไปข้างนอก อาจตายเร็วกว่าเดิม”
เหอจิ่วเหนียงกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง ไม่ได้ขู่ขวัญ แต่จัวเจียอวี้กลับสะดุ้งโหยง เบิกตากว้างมองคนพูดด้วยความหวาดระแวง
แม้นางไม่ได้เอ่ยปาก แต่เหอจิ่วเหนียงก็อ่านสายตานั้นออก
สตรีหวังดีคร้านจะอธิบาย จึงแบมือทั้งสองข้างออกพร้อมยักไหล่ แล้วกล่าว “ถ้าไม่เชื่อ จะออกไปตอนนี้เลยก็ได้นะ ข้าไม่ห้าม แต่ขอบอกไว้ก่อน หากตายแล้วอย่ามาโทษข้าละกัน อ้อ อีกอย่าง คนที่อยากให้เจ้าออกไปตอนนี้ ส่วนใหญ่คือคนที่อยากเอาชีวิตเจ้า เจ้าก็คิดดูเอาเองเถอะ”
ขอเพียงจัวเจียอวี้ไม่ตายในคุกก็ไม่เกี่ยวกับนางแล้ว แต่นางไม่อยากเสียโอกาสจับปลาตัวใหญ่ จึงต้องยอมเป็นคนดีสักครั้ง เอ่ยรั้งคนเอาไว้ที่นี่
นึกไม่ถึงว่าแม่นางน้อยคนนี้จะไม่เห็นค่า!
เหอจิ่วเหนียงกลอกตามองบน ก่อนหันหลังเดินออกไป
เมื่อครู่ได้ยินผู้คุมเวรดึกคุยกันเรื่องมื้อดึก ไหนๆก็ไม่ได้นอน ไปขอร่วมวงด้วยหน่อยแล้วกัน
เมื่อฮูหยินแม่ทัพเดินออกมา ก็พบกับผู้คุมที่กำลังนำของว่างมาให้พอดี ไม่ใช่อาหารเลิศหรูแต่อย่างใด เป็นเพียงถั่วลิสงกับบะหมี่ชามหนึ่งที่ผู้คุมทำเอง นี่คือน้ำใจของพวกเขา
“ขอบใจนะ ไปๆๆ ไปกินข้างนอกกัน”
เหอจิ่วเหนียงรับชามบะหมี่มา แล้วเดินนำออกไปอย่างเป็นธรรมชาติ
ผู้คุมที่นำอาหารมาส่งจึงเอ่ย “พี่สะใภ้ไปกินเถอะขอรับ เดี๋ยวข้าเฝ้าตรงนี้ให้”
“ไม่ต้องเฝ้าหรอก ไปๆๆ กินด้วยกัน ไม่ต้องสนใจนาง”
เหอจิ่วเหนียงไม่กลัวจัวเจียอวี้จะเป็นอะไรไป แม่นางน้อยผู้นั้นถึงจะหัวช้าไปบ้าง แต่ก็ไม่ถึงกับโง่เขลา ให้เวลานางหน่อยเดี๋ยวก็คิดได้เอง
“แล้วต้องเอาอะไรให้นางกินหรือไม่ขอรับ? นางถูกพิษยังไม่ได้กินอะไรเลย”
อย่างน้อยนางก็เป็นถึงคุณหนูตระกูลกั๋วกง ผู้คุมจึงไม่อยากล่วงเกินจนเกินไป
“นางกินไม่ได้หรอก”
เหอจิ่วเหนียงตอบอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะลากตัวผู้คุมออกไป
……
จัวเจียอวี้ทอดกายอยู่บนเตียงเพียงลำพัง จมอยู่ในห้วงความคิด
เหอจิ่วเหนียงโกหกนางหรือไม่?
นางควรจะเชื่อเหอจิ่วเหนียงสักครั้งดีหรือเปล่า?
ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าใครคิดจะสังหารนาง ที่จวนจะปลอดภัยกว่าในคุกจริงหรือ?
ผ่านความเป็นความตายมาหนหนึ่ง นางจึงรักตัวกลัวตายขึ้นมาก
ในขณะที่นางกำลังคิดไม่ตก เสียงหัวเราะด้านนอกก็เงียบลง แต่กลับได้ยินเสียงคนรายงานเหอจิ่วเหนียงว่า “คนจากจวนมู่กั๋วกงมาอาละวาดที่หน้าประตูแล้วขอรับ”
จัวเจียอวี้อยากจะลุกขึ้นในทันใด แต่เจ็บปวดจนไม่มีแรง จึงทำได้แต่เงี่ยหูฟัง
ถูกคุมขังมาเนิ่นนาน นางคิดถึงบิดามารดาเหลือเกิน ท่านพ่อท่านแม่มารับนางใช่หรือไม่?
ทว่าทันใดนั้น คำพูดของเหอจิ่วเหนียงก็วาบเข้ามาในหัว…
'คนที่อยากให้เจ้าออกไปตอนนี้ ส่วนใหญ่คือคนที่อยากเอาชีวิตเจ้า'
พอรู้ตัวว่ากำลังคิดอะไร จัวเจียอวี้ก็ตกใจกับความคิดของตนเอง
…นั่นพ่อแม่บังเกิดเกล้านะ นางมีความคิดอัปมงคลเช่นนั้นได้อย่างไร!
ตอนที่ 816: มองปราดเดียวก็รู้
ขณะนั้น เหอจิ่วเหนียงกำลังกินบะหมี่อยู่ พอได้ยินคำรายงานก็ไม่มีปฏิกิริยาอะไรแม้แต่น้อย ไม่แม้แต่จะเงยหน้าขึ้นมองด้วยซ้ำ
“พี่สะใภ้ ท่านกั๋วกงกับฮูหยินมาด้วยตัวเองเลยนะขอรับ พวกเรา...”
ผู้คุมมีท่าทางร้อนใจ ถึงแม้จวนมู่กั๋วกงจะตกอับ แต่ก็ไม่ใช่บุคคลที่ผู้คุมตัวเล็กๆอย่างพวกเขาจะล่วงเกินได้
“จะว่าไป ใครทำบะหมี่ชามนี้ อร่อยใช้ได้เลยนะ”
เหอจิ่วเหนียงทำเหมือนไม่ได้ยินที่ผู้คุมพูด ซดน้ำแกงอย่างพึงพอใจแล้วเอ่ยปากชม
“ข้าน้อยทำเองขอรับ! โธ่… พี่สะใภ้ ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาคุยเรื่องนี้ จวนมู่กั๋วกงส่งคนมาแล้ว เราจะเอาอย่างไรกันดีขอรับ? จะให้เข้ามาดูหรือไม่ขอรับ?”
ผู้คุมแทบจะบ้าตายอยู่แล้ว แต่เหอจิ่วเหนียงยังคงทำท่าทางเฉยเมย นางกล่าวราวกับตกใจเต็มประดา “อะไรนะ? เจ้าบอกว่ามู่กั๋วกงมาด้วยตัวเองหรือ? เขาไม่ได้ถูกกักบริเวณอยู่หรอกหรือ ออกมาตอนนี้เท่ากับขัดราชโองการชัดๆ! ให้ตายเถอะ! เจ้ารีบส่งข่าวไปบอกคังทั่นฮวาเดี๋ยวนี้เลย ให้เขาเอาเรื่องนี้ไปพูดต่อที่ประชุมพรุ่งนี้เช้า”
ผู้คุม “...”
‘พี่สะใภ้∼∼ ตอนนี้มันใช่เวลามาพูดเรื่องนี้หรือไม่?’
“ยังยืนบื้ออยู่ทำไมอีก? รีบไปสิ!”
เหอจิ่วเหนียงปรือตาขึ้นมอง ท่าทางเกียจคร้าน การอดนอนนี่ช่างน่าหงุดหงิดจริงๆ
ผู้คุม “???”
เขาถามต่อ “แล้วท่านกั๋วกงกับฮูหยินล่ะขอรับ จะทำอย่างไร?”
“เจ้าส่งคนไปส่งข่าวก่อน ขากลับค่อยพาพวกเขาเข้ามาพร้อมกัน”
เหอจิ่วเหนียงพูดจบก็หาวหวอด ดูเหมือนจะถือโอกาสนี้งีบหลับ
ผู้คุมเข้าใจทันที พี่สะใภ้ตั้งใจจะให้คนของจวนมู่กั๋วกงรออยู่ข้างนอกสักพัก ไม่ได้กะจะไม่ให้เข้าจริงๆ
ผู้คุมถอนหายใจโล่ง.อก แล้วรีบไปจัดการอย่างอารมณ์ดี
เหอจิ่วเหนียงยกยิ้มมุมปาก
ดึกดื่นป่านนี้ จัวเวยสองสามีภรรยายังมาได้เร็วขนาดนี้ ไม่น่าสงสัยไปหน่อยหรือ?
เพราะข่าวเพิ่งจะปล่อยออกไป ดึกดื่นขนาดนี้ ใครจะมาอยู่ฟังข่าวพวกนี้กัน?
ท่าทีของสองสามีภรรยาคู่นี้ชวนให้สงสัยจริงๆ
ไม่นึกเลยว่า พวกเขาจะใจดำอำมหิตถึงขั้นลงมือกับลูกสาวในไส้ได้ลงคอ
เพียงเพื่อแก้แค้นที่นางไม่ยอมรับญาติอย่างนั้นหรือ? ก็ไม่เห็นจำเป็นต้องทำขนาดนี้
น่าจะเป็นปลาใหญ่เบื้องหลังบงการมากกว่า
จุๆๆ ว่านอนสอนง่ายจริงๆ!
จะว่าไปแล้ว ตอนนั้นพวกเขาก็ปรานีเจ้าของร่างเดิมอยู่เหมือนกันนะ ไม่อย่างนั้นนางคงไม่มีชีวิตมาถึงตอนนี้
จู่ๆก็นึกสงสารจัวเจียอวี้ขึ้นมา มีพ่อแม่เช่นนี้นี่เอง ถึงได้ถูกสอนมาให้กลายเป็นคนเช่นนี้
…….
ด้านนอก
จัวเวยกับฮูหยินจัวเห็นผู้คุมออกมา ก็รีบเข้ามาถามด้วยความร้อนใจ “เป็นอย่างไรบ้าง นางผู้หญิงคนนั้นมันว่าอย่างไร?”
ฮูหยินจัวเป็นฝ่ายถาม นางรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงอยู่ด้านใน พอเกิดเรื่องใหญ่หลวงเพียงนี้ นางก็ไม่มีแก่ใจจะเสแสร้งต่อไปอีกแล้ว จึงแสดงท่าทีเกลียดชังเหอจิ่วเหนียงออกมาอย่างโจ่งแจ้ง
“ท่านกั๋วกง ฮูหยิน ข้าน้อยทำตามคำสั่งขอรับ ต้องขออภัยด้วย”
ผู้คุมยิ้มตาหยี ประสานมือคารวะ แล้วควบม้าจากไปดื้อๆ
มู่กั๋วกงและภรรยามองตามหลังผู้คุมที่จากไป จัวเวยโกรธจนสบถด่า “เจ้าพวกสวะ!”
“ท่านพี่ มันไม่ให้เข้าไป เราก็ไม่รู้สถานการณ์ข้างในตอนนี้ ถ้าพวกมันโกหกจะทำอย่างไรเจ้าคะ!”
ฮูหยินจัวออกอาการร้อนรน ราวกับมารดาที่เป็นห่วงบุตรสาวจนใจจะขาดเสียให้ได้ก็มิปาน ทว่าจัวเวยรู้ดีว่านางไม่ได้หมายความตามที่แสดงออก
จัวเวยสูดลมหายใจลึก ตบหลังมือปลอบภรรยา พลางกล่าว “เจ้าวางใจเถอะ ไม่เกิดเรื่องผิดพลาดแน่ อย่างมากก็แค่นางลูกไม่มีพ่อนั่นเล่นลูกไม้ตื้นๆ”
จัวเวยแผ่กลิ่นอายเยือกเย็น เขาไม่คิดว่าแผนการของตนจะมีปัญหา
ยาพิษเฮ่อติ่งหง—พิษร้ายแรง—ตายสถานเดียว!
หลังจากผ่านไปพักใหญ่ ผู้คุมที่ออกไปก็กลับมา เขาผูกม้าเสร็จก็เดินเข้ามาหาคนทั้งสอง
“ท่านกั๋วกง ฮูหยิน ฮูหยินแม่ทัพเชิญทั้งสองท่านเข้าไปข้างในขอรับ”
ให้ตายเถอะ เพื่อให้สองผัวเมียคู่นี้ยืนรอข้างนอกนานหน่อย เขาต้องขี่ม้าอ้อมไปอ้อมมาตั้งหลายรอบ จะทำให้พี่สะใภ้ผิดหวังไม่ได้เด็ดขาด!
จัวเวยเห็นผู้คุมเพิ่งกลับมาจากข้างนอก แต่กลับพาพวกเขาเข้าไปได้เลย ก็กระจ่างทันทีว่าเหอจิ่วเหนียงแกล้ง พลันนั้นก็ยิ่งทำให้เขาหงุดหงิดเข้าไปใหญ่
……
เหอจิ่วเหนียงได้งีบไปสักพัก อารมณ์จึงดีขึ้นมาก ขณะนี้ฟ้าใกล้สางแล้ว อีกไม่นานก็จะถึงเวลาประชุมเช้า หญิงสาวเรียกผู้คุมมากระซิบสั่งการไม่กี่ประโยค แล้วกำชับ “ต้องส่งข่าวให้ถึงท่านแม่ทัพก่อนเข้าประชุมเช้าให้ได้นะ”
“ขอรับ!”
ผู้คุมรับคำสั่ง แล้วรีบไปส่งข่าว
ขณะเดียวกัน ผู้คุมที่ไปออกไปส่งข่าวให้คังทั่นฮวาก็พาจัวเวยสองสามีภรรยาเข้ามา
“นางแพศยา! วันนี้ข้าจะสู้ตายกับเจ้า!”
ทันทีที่ฮูหยินจัวเข้ามาก็พุ่งเข้าใส่เหอจิ่วเหนียงโดยไม่พูดพร่ำทำเพลง เหอจิ่วเหนียงแทบไม่ต้องออกแรง ยกเท้าถีบสวนเปรี้ยงเดียว อีกฝ่ายก็กระเด็นล้มคว่ำล้มหงาย
สองสามีภรรยาไม่คิดว่าเหอจิ่วเหนียงจะลงไม้ลงมือ จัวเวยตกตะลึงจนลืมแม้กระทั่งต้องเข้าไปช่วยประคองภรรยา ฮูหยินจัวจึงต้องตะเกียกตะกายลุกขึ้นมาเอง
คุกหลวงเข้มงวดไม่ให้คนนอกเข้า สองสามีภรรยาจึงไม่มีบ่าวไพร่ติดตามมาด้วย
“เจ้า…เจ้า…เจ้ามันไร้ขื่อแปสิ้นดี!”
นี่เป็นครั้งแรกที่จัวเวยได้เห็นหน้าเหอจิ่วเหนียง แวบแรกเขารู้สึกตะลึง เหอจิ่วเหนียงงดงามกว่ามารดาของนางในตอนนั้นยิ่งนัก ทว่าตอนนี้ ความรู้สึกของเขาเหลือเพียงความโกรธแค้น
ความพยายามของเขาที่อยากจะเจอนางนั้นยากเย็นแค่ไหนฟ้าดินรู้ดี ถ้านางไม่คอยขัดขวางเขา เขาคงไม่ต้องเดินมาถึงจุดนี้
ดังนั้น ต้นตอของความหายนะทั้งหมดคือเหอจิ่วเหนียง ในใจเขาเต็มไปด้วยความเกลียดชังและความอาฆาต
“แล้วมันเกี่ยวอะไรกับเจ้าล่ะ? ท่านกั๋วกงพูดจาน่าขัน หากไม่ใช่เพราะเจ้าอบรมสั่งสอนลูกสาวไม่ดี ปล่อยให้มาเกะกะการทำงานของเจ้าหน้าที่ในคุก จะเกิดเรื่องคืนนี้ขึ้นหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงนั่งไขว่ห้างกอด.อก ยิ้มเยาะด้วยสายตาดูถูก
“เจ้า! ลูกสาวข้าอยู่ไหน นางยังรอดอยู่ใช่หรือไม่? หรือว่าผู้หญิงจิตใจอำมหิตอย่างเจ้าฆ่าลูกสาวข้าไปแล้ว!”
จัวเวยยังไม่ถึงกับหน้ามืดตามัว ยังจำจุดประสงค์ที่มาที่นี่ได้ จึงเข้าเรื่องจัวเจียอวี้
“นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านกั๋วกงอยากให้นางตายหรือรอดแล้ว”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มกรุ้มกริ่ม น้ำเสียงยียวนกวนประสาท
จัวเวยและฮูหยินจัวพลันสะดุ้ง
‘นางรู้แล้วอย่างนั้นหรือ!?
ไม่น่าจะเป็นไปได้’
พอคิดได้ดังนั้น ทั้งสองจึงรีบปรับอารมณ์ให้กลับมาเป็นปกติ
“เจ้าพูดจาเหลวไหลอะไร! ข้าจะไปหาลูกสาวข้า อย่ามาเปลี่ยนเรื่อง!”
เหอจิ่วเหนียงจับสังเกตทุกอากัปกิริยาของพวกเขาไว้ในสายตา รู้สึกว่าช่างน่าเบื่อยิ่งนัก มองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งแล้ว ไม่มีอะไรท้าทายเลย
นางลุกขึ้นอย่างเนิบนาบ บอกผู้คุมข้างกาย “พาพวกเขาไปเถอะ”
ผู้คุมรับคำสั่งแล้วเดินนำหน้า จัวเวยสองสามีภรรยามองหน้ากันแล้วรีบตามไป เหอจิ่วเหนียงเดินตามเนือยๆอยู่หลังสุด ท่าทางเหมือนกำลังรอดูละครฉากเด็ด
“กรี๊ด!”
ฮูหยินจัวเข้าไปเห็นจัวเจียอวี้นอนลืมตาโพลงมองมาที่ตนอยู่บนเตียงก็สะดุ้งเฮือก พอตั้งสติได้ก็รีบปรับสีหน้า วิ่งถลันเข้าไปหาที่เตียงแล้วเริ่มร้องไห้คร่ำครวญ “ลูกแม่ เหตุใดถึงได้โชคร้ายเช่นนี้!”
ตอนที่ 817: ไม่ใช่ทำไม่เป็น แต่ไม่ใส่ใจ
จัวเจียอวี้พูดลำบาก จึงได้แต่มองดูมารดาร้องไห้อยู่ข้างเตียง
อีกฝ่ายดูเหมือนเศร้าโศกเสียใจเหลือคณนา ทว่าจัวเจียอวี้กลับพบว่าตนเองไม่ได้มีอารมณ์ร่วมด้วยอย่างที่ควรจะเป็น
นางเป็นถึงขนาดนี้ ท่านพ่อท่านแม่เข้ามากลับไม่ถามไถ่สักคำ คนหนึ่งจ้องเขม็งเหอจิ่วเหนียง อีกคนไม่สนใจอะไรเอาแต่ร้องไห้
เหมือนจะห่วงแค่ว่านางเป็นหรือตาย แต่ไม่สนความรู้สึกของนางเลยแม้แต่น้อย
ผ่านไปพักใหญ่ ในที่สุดฮูหยินจัวก็หยุดร้อง นางลุกขึ้นยืน และทำเพียงตบหลังมือจัวเจียอวี้เบาๆ จากนั้นก็หันกลับไปมีปากเสียงกับเหอจิ่วเหนียง ยืนกรานจะพาบุตรสาวกลับบ้านท่าเดียว
หัวใจของจัวเจียอวี้ค่อยๆเย็นเฉียบลง …พวกเขามาเพราะเป็นห่วงนางจริงๆหรือ?
ถ้าตอนที่นางเพิ่งถูกขัง ท่านพ่อท่านแม่มาโวยวายที่นี่ทุกวันเพื่อจะพานางกลับบ้าน นางคงซาบซึ้งใจมาก แต่พวกเขาไม่ทำ คนจวนกั๋วกงที่มาก็มีแค่บ่าวไพร่ บิดามารดาไม่เคยโผล่มาเลย
อาจจะเพราะกลัวเสียหน้า ถึงอย่างไรท่านพ่อท่านแม่ของนางก็ห่วงหน้าตายิ่งชีพ
ทว่าตอนนี้อุตส่าห์มาแล้ว แต่กลับไม่สนใจนางเลย มัวแต่ทะเลาะกับเหอจิ่วเหนียงเพื่อจะพานางกลับบ้านให้ได้
หรือว่าพวกเขาจะ...
ไม่! นางไม่กล้าคิด และไม่กล้ายอมรับ
เป็นไปไม่ได้ ท่านพ่อท่านแม่รักนาง ที่เป็นเช่นนี้คงเพราะตกใจ ลนลานจนลืมนึกถึงความรู้สึกนาง
นางปลอบใจตนเองไปเช่นนั้น ทว่าหลังจากมองดูบิดามารดาที่เอาแต่ทะเลาะกับเหอจิ่วเหนียงอยู่ไม่ไกล สุดท้ายนางก็หลับตาลง น้ำใสๆไหลรินจากหางตา
เหอจิ่วเหนียงมองสองสามีภรรยาที่กำลังเดือดดาลด้วยรอยยิ้มขบขัน พลางถาม “ทั้งสองท่าน คุณหนูจัวฟื้นมายังไม่ได้ดื่มน้ำสักหยด ห่วงใยนางหน่อยเถอะ ส่วนเรื่องปล่อยตัว… ฝันไปเถอะ”
พูดจบนางก็เดินหนี พร้อมกับพูดทิ้งท้ายไปด้วย “จะเยี่ยมก็เยี่ยมดีๆ เยี่ยมเสร็จก็กลับไป หรือจะอยู่เฝ้านางที่นี่ก็ได้ จะได้อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาพ่อแม่ลูก”
เสียงของนางห่างออกไปเรื่อยๆ แต่ยังคงได้ยินชัดเจน
ฮูหยินจัวเพิ่งจะรู้ตัวว่าเมื่อครู่ไม่ได้สนใจบุตรสาวเลย จึงรีบหันกลับไปดูจัวเจียอวี้ ก็เห็นนางร้องไห้น้ำตานองหน้า
ฮูหยินจัวรีบเข้าไปเอาผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาให้ พลางปลอบ “อย่าร้อง นางแพศยานั่นทำร้ายเจ้า พ่อกับแม่จะแก้แค้นให้เจ้าแน่ เดี๋ยวพ่อกับแม่จะเข้าวังไปถวายฎีกาต่อฮ่องเต้ เหอจิ่วเหนียงมันเหิมเกริมเกินไปแล้ว!”
ตามด้วยคำด่าทอเหอจิ่วเหนียงและตระกูลลู่สารพัด …ทว่าไม่มีคำถามไถ่อาการบุตรสาวเลย
จัวเจียอวี้นอนฟังเงียบๆ ไม่ส่งเสียงแม้แต่คำเดียว
ฮูหยินจัวมองสภาพบุตรสาวที่พูดไม่ได้ อีกทั้งใบหน้าก็ซีดเซียว เห็นได้ชัดว่าเหลือแค่ลมหายใจรวยริน
ลูกในไส้ จะบอกว่าไม่ปวดใจก็คงโกหก อย่างไรเสียก่อนหน้านี้ก็วาดฝันอยากให้นางแต่งเข้าตระกูลดีๆ เพื่อช่วยกอบกู้หน้าตาจวนกั๋วกง แต่ตอนนี้ดูท่าคงหมดหวังแล้ว
ฮูหยินจัวหันไปมองจัวเวย ทั้งสองสบตากันก็เข้าใจความหมายทันที
จัวเวยมองผู้คุมรอบๆ แล้วออกคำสั่ง “พวกเจ้าออกไปให้หมด”
“ไม่ได้ขอรับ ฮูหยินแม่ทัพสั่งไว้ พวกข้าน้อยต้องเฝ้าอยู่ที่นี่”
ผู้คุมรักษากฎเคร่งครัด อย่างไรก็ไม่ยอมไป
จัวเวยโมโห แต่สุดท้ายก็ข่มกลั้นเอาไว้ ไม่พูดอะไรอีก
ฮูหยินจัวจึงบอกกับจัวเจียอวี้ “อวี้เอ๋อร์ รักษาตัวให้ดีนะลูก พ่อกับแม่ยอมแลกด้วยชีวิต ไม่ว่าอย่างไรก็จะพาเจ้ากลับบ้านให้ได้!”
พูดจบ ก็เดินจากไปพร้อมสามี
เห็นพวกเขาไม่ถามไถ่สารทุกข์สุกดิบเลยสักคำ แม้เหอจิ่วเหนียงจะเตือนพวกเขาแล้ว แต่ท่านพ่อท่านแม่ก็ยังเมินเฉย สุดท้ายจัวเจียอวี้ก็กลั้นความเสียใจไม่ไหว ปล่อยโฮออกมาทันที
ถ้าท่านพ่อท่านแม่บอกว่ายอมแลกด้วยชีวิตเพื่อพานางกลับบ้านตั้งแต่แรก เรื่องราวคงไม่ลงเอยเช่นนี้ใช่หรือไม่?
ตอนนี้เกิดเรื่องแล้ว นอกจากบอกว่าจะพานางกลับ ท่านทั้งสองก็ไม่พูดถึงและไม่ใส่ใจเรื่องอื่นอีกเลย แล้วจะพานางกลับไปทำไม?
คำพูดของเหอจิ่วเหนียงดังก้องในหู ยิ่งทำให้นางร้องไห้ไม่หยุด
ผู้คุมเห็นดังนั้นก็นึกสงสาร หนึ่งในนั้นเดินเข้าไปถาม “คุณหนูจัวอยากดื่มน้ำหรือไม่ขอรับ?”
เมื่อครู่พี่สะใภ้บอกว่านางยังไม่ได้ดื่มน้ำ หรือที่ร้องไห้นี่เพราะหิวน้ำ?
ผู้คุมหวังดี แต่พอถามจบ จัวเจียอวี้กลับยิ่งร้องไห้หนักกว่าเดิม
ขนาดผู้คุมที่ไม่เกี่ยวข้องกันยังถามไถ่ แต่พ่อแม่นางกลับไม่ปริปากสักคำ
เห็นได้ชัดว่าไม่ใช่เพราะหลงลืม แต่เพราะไม่ใส่ใจต่างหาก
เหอจิ่วเหนียงไม่รู้ว่าจัวเจียอวี้ร้องไห้นานแค่ไหน นางกลับไปนอนต่อที่ห้องเดิมของลู่ไป่ชวน
ส่วนในท้องพระโรงในเช้าวันนี้ ขุนนางทั้งบุ๋นและบู๊กำลังรุมทึ้งลู่ไป่ชวนด้วยฝีปาก
ถึงแม้การคุมขังจัวเจียอวี้จะเป็นเจตนาของเหอจิ่วเหนียง แต่ลู่ไป่ชวนไม่ได้ห้ามปราม หนำซ้ำยังตามใจ นี่จึงถือว่าเป็นข้อหาฉกรรจ์ของเขา
“นางเหอเป็นเพียงสตรี ไม่รู้จักสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ในเรือน กลับกล้ายื่นมือเข้ามายุ่งกิจการบ้านเมือง ใช้อำนาจในทางมิชอบ กักขังคุณหนูจวนกั๋วกงในคุกหลวงเกือบเดือน การกระทำอุกอาจเช่นนี้กลับไม่ถูกควบคุมดูแล แม่ทัพลู่ปล่อยปละละเลยให้สตรีในเรือนทำเรื่องเหลวไหลเช่นนี้หรือ?”
“คุณหนูจวนกั๋วกงมีความผิดก็จริง แต่โทษไม่ถึงขั้นนี้ การกระทำของนางเหอช่างป่าเถื่อนไร้อารยะ กระหม่อมขอให้องค์รัชทายาททรงลงโทษสถานหนัก!”
“แม่ทัพลู่ปล่อยปละละเลยคนในเรือน ขาดคุณธรรม ไม่คู่ควรกับตำแหน่ง ขอองค์รัชทายาททรงริบอำนาจทางทหารคืนพ่ะย่ะค่ะ!”
“หากไม่ใช่เพราะนางเหอทำตามอำเภอใจ คุณหนูจวนกั๋วกงคงไม่ต้องประสบเคราะห์กรรมเช่นนี้ ขอองค์รัชทายาททรงให้ความเป็นธรรมแก่คุณหนูจัวด้วยพ่ะย่ะค่ะ!”
……
ขุนนางหลายคนลุกขึ้นกล่าวโทษสองสามีภรรยาตระกูลลู่ องค์รัชทายาทฟังจนหูชา สายตามองลู่ไป่ชวนอย่างจนปัญญา
ลู่ไป่ชวนก้าวออกมา กล่าวอย่างไม่ยี่หระ “ใต้เท้าทั้งหลายพูดถูกต้องแล้ว ขอองค์รัชทายาททรงริบอำนาจทางทหารคืนจากกระหม่อมด้วยเถิดพ่ะย่ะค่ะ”
สิ้นคำ ทุกคนพลันตกตะลึง ไม่นึกว่าเขาจะมาท่านี้ ชั่วขณะนั้นจึงไม่รู้จะตอบโต้อย่างไร
เขายอมสละอำนาจทางทหารจริงๆหรือ?
เป็นไปไม่ได้… เป็นไปไม่ได้เด็ดขาด!
องค์รัชทายาทตั้งสติได้ก่อน ตรัสเสียงเครียด “เหลวไหล! สถานการณ์ตึงเครียดเช่นนี้เจ้ากลับจะสละอำนาจทหาร แล้วใครจะรับภาระหนักนี้ไหว? การฝึกทหารกำลังอยู่ในช่วงสำคัญ ไม่ใช่คิดจะทิ้งก็ทิ้งได้!”
เดิมทีเหล่าขุนนางมีความคิดร้อยแปดพันเก้า แม้กระทั่งเตรียมคนที่จะมาแทนที่ไว้แล้ว ไม่นึกว่าองค์รัชทายาทจะตรัสเช่นนี้ เท่ากับปฏิเสธทุกสิ่งที่พวกเขาพูดมา อย่างไรก็จะเข้าข้างลู่ไป่ชวน
เหล่าขุนนางไม่พอใจ กำลังจะอ้าปาก ในจังหวะนั้นคังทั่นฮวาก็ก้าวออกมา พูดสวนทันที “ใต้เท้าทั้งหลายกล่าวหาแม่ทัพลู่ ลืมไปแล้วหรือว่าใครเป็นคนทำให้เมืองหลวงกลับมาสงบสุข? ใครเป็นคนทำลายแผนการของแคว้นตงถิง? ใครเป็นคนระงับเหตุกบฏในวัง? ใครเป็นคนอดหลับอดนอนฝึกทหาร?
พวกท่านเอาแต่ออกหน้าให้จวนมู่กั๋วกง ลืมไปแล้วหรือว่าเหตุใดคุณหนูจวนกั๋วกงถึงถูกขังแต่แรก? แอบเข้าหาไส้ศึกตงถิงโดยไม่ได้รับอนุญาต ทั้งยังถูกจับเป็นตัวประกัน ใต้เท้าทั้งหลายไม่รู้เรื่องหรือ? หรือพวกท่านคิดว่าเรื่องพวกนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือแม่ทัพลู่ถือครองอำนาจทหาร ทำให้พวกท่านรู้สึกไม่มั่นคง กลัวจะถูกแทนที่ หรือว่ากลัวจะถูกขุดคุ้ยเบื้องหลังสกปรกกันแน่?”
ตอนที่ 818: บุรุษสุขุมเฉียบยิบ ทำตัวปากว่าตาขยิบเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?
วาจานี้แทงใจดำคนในท้องพระโรงไม่น้อย เหล่าขุนนางต่างมองบัณฑิตหนุ่มตัวเล็กๆที่เพิ่งโผล่มาด้วยความขบขัน
เกิดอะไรขึ้น พวกเขาตกต่ำถึงขั้นที่จิ้นซื่อตัวเล็กๆที่ยังไม่มีตำแหน่งขุนนาง กล้ายืนขึ้นมาเหน็บแนมถากถางพวกเขาแล้วหรือ?
ตามหลักแล้วจิ้นซื่อเหล่านี้ไม่มีสิทธิ์เข้าประชุมเช้า แต่องค์รัชทายาทต้องการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ จึงให้มาฟังการออกว่าราชการด้วย เรียนรู้การวิเคราะห์สถานการณ์บ้านเมือง เจตนาดีขององค์รัชทายาท กลับทำให้คนพวกนี้เหิมเกริมตั้งแต่วันแรก กล้าลุกมาทิ่มแทงพวกเขา ไม่เห็นหัวขุนนางผู้ใหญ่เลยหรือไร?
เดิมทีการที่ลู่ไป่ชวนยอมสละอำนาจทหารทำให้ทุกคนไปไม่เป็น แต่คังทั่นฮวากลับโดดออกมาพูดจาขวานผ่าซากล่วงเกินทุกคน ความสนใจระคนความโกรธแค้นจึงพุ่งเป้าไปที่เขาแทน
“บังอาจ! คังเซ่อเหริน (ตำแหน่งเลขา/ผู้ร่างหนังสือ) อยากจะสร้างผลงานจนตัวสั่น ต่อให้เจ้าไม่ออกมา ทุกคนก็รู้ความสัมพันธ์ของเจ้ากับตระกูลลู่ ไม่ต้องพยายามพิสูจน์ขนาดนั้น อีกอย่าง องค์รัชทายาทให้พวกเจ้ามาฟังการประชุมเพื่อฝึกฝน ไม่ใช่ให้เจ้าลืมสถานะตัวเอง มาวิพากษ์วิจารณ์พวกข้า!”
“เหลือเชื่อจริงๆ เสียแรงที่เป็นปัญญาชน ไร้มารยาทสิ้นดี! กล้าใช้วาจาสามหาวกับพวกข้า ตำรานักปราชญ์ที่ร่ำเรียนมาเอาไปให้สุนัขกินหมดแล้วรึ?”
“พวกข้าแค่ตำหนิแม่ทัพลู่ที่ปล่อยปละละเลยสตรีในเรือนให้ทำเรื่องเหลวไหล หวังให้แม่ทัพลู่ใส่ใจมากขึ้น กลับไปปล่อยตัวคุณหนูจัวให้กลับไปพักรักษาตัวที่บ้าน ตรงไหนกันที่ต้องให้เจ้ามาชี้นิ้วสั่งสอน?”
เหล่าขุนนางเก่าแก่แสดงความไม่พอใจต่อคังทั่นฮวา และจดบัญชีแค้นชายผู้นี้ไว้ในใจแล้ว ต่อให้เกาะขาตระกูลลู่ได้แล้วอย่างไร? ลู่ไป่ชวนเป็นขุนนางฝ่ายบู๊ ส่วนคังทั่นฮวาจะเดินสายบุ๋น คนละเส้นทางกัน ตระกูลลู่ช่วยอะไรได้ไม่มากอยู่แล้ว กลับกัน พวกขุนนางบุ๋นอย่างพวกเขามีโอกาสแทรกแซงมากกว่า ถึงตอนนั้นคอยดูเถอะว่าใครจะอยู่ยาก
แต่คำพูดพวกนี้ทำอะไรคังทั่นฮวาไม่ได้ เขาสวนกลับไปตรงๆ “ข้าน้อยก็แค่ว่าไปตามเนื้อผ้า หากล่วงเกินใต้เท้าท่านใดก็ขออภัยด้วย คำพูดหลายคำใต้เท้าทั้งหลายอาจไม่อยากฟัง แต่ข้าน้อยก็ยังอยากพูด
ข้าน้อยรู้ว่าพวกท่านไม่พอใจฮูหยินลู่ แต่มีใครจำได้บ้าง ตอนที่กองทัพขาดคน ฮูหยินลู่ที่เป็นแค่สตรี เข้าไปรับหน้าที่แทนแม่ทัพลู่ในค่ายทหาร ฝึกทหารฝีมือดีออกมาได้ภายในเดือนเดียว เรื่องนี้ไม่ใช่ความลับในเมือง
ฮูหยินลู่แยกแยะบุญคุณความแค้นชัดเจน ไม่ขังคุณหนูจัวเพราะความแค้นส่วนตัวแน่ ที่คุณหนูจัวถูกขัง เพราะขัดขวางการปฏิบัติงาน เกือบปล่อยตัวประกันสำคัญอย่างซินหรานหนีไป ซินหรานเปิดคณะงิ้วบังหน้าในเมืองจิงโจว ฉวยโอกาสทำร้ายชาวบ้าน ฮูหยินลู่มองออกและวางแผนเปิดโปง จับตัวมาได้อย่างยากลำบาก หากคุณหนูจัวปล่อยตัวไป เรื่องจะร้ายแรงแค่ไหน ทุกท่านรู้อยู่แก่ใจ
ฮูหยินลู่เป็นหญิงแกร่งไม่แพ้ชาย แม้ไม่ได้อยู่ในราชสำนัก แต่สิ่งที่นางทำก็ไม่น้อยไปกว่าใต้เท้าท่านใดในที่นี้ และไม่เคยเรียกร้องความดีความชอบ ครั้งนี้คุณหนูจัวเกิดเรื่อง ฮูหยินลู่ก็รีบไปรักษานางที่คุกหลวงทันที หากฮูหยินลู่ทำเพื่อความสะใจส่วนตัว จะต้องลำบากทำขนาดนี้ด้วยเหตุใด?”
คังทั่นฮวาร่ายยาววีรกรรมของเหอจิ่วเหนียงไม่ยอมถอย ต้องการให้ขุนนางเหล่านี้รู้สำนึกว่า แม้พวกเขาจะมียศตำแหน่ง แต่สิ่งที่ทำยังเทียบไม่ได้กับสตรีอย่างเหอจิ่วเหนียงด้วยซ้ำ
ลู่ไป่ชวนมองคังทั่นฮวาด้วยสายตาชื่นชม คนเป็นปัญญาชนนี่พูดเก่งจริงๆ ชิงลงมือก่อน แล้วตบท้ายด้วยบทสะท้อนใจ ใช้ทั้งไม้อ่อนไม้แข็ง เล่นเอาขุนนางตั้งรับไม่ทัน
มีคนเก่งแบบนี้ในราชสำนัก ภายหน้าเขาก็เบาแรงไปได้ไม่น้อย
ทุกคนฟังคังทั่นฮวาสรรเสริญเหอจิ่วเหนียงด้วยความหมั่นไส้ในใจ แต่ภายนอกไม่อาจแสดงออกมากได้
มีคนรีบแย้ง “พวกข้าย่อมรู้ว่าฮูหยินลู่เก่งกาจ แต่นั่นไม่ใช่เหตุผลที่จะขังคุณหนูจัวไว้ตลอดไป ต่อให้คุณหนูจัวเคยทำผิด แต่ถูกขังมานานขนาดนี้ ครั้งนี้ยังเกือบเอาชีวิตไม่รอด ก็ควรปล่อยกลับไปรักษาตัวที่บ้านได้แล้ว คุกหลวงใช่ที่อยู่ของคนดีๆเสียที่ไหน ยิ่งกับสตรีบอบบางที่ถูกพิษหนักเช่นนั้น?”
แม้ท่าทีจะอ่อนลง แต่ทุกคำพูดก็ยังวนเวียนอยู่กับการปล่อยตัวจัวเจียอวี้ เห็นได้ชัดว่าจัวเวยวิ่งเต้นไว้แล้ว
ไม่ใช่ว่าคนพวกนี้เห็นแก่หน้าจัวเวยแต่อย่างใด แค่อยากอาศัยโอกาสนี้เล่นงานลู่ไป่ชวนสองสามีภรรยาด้วย ประกอบกับจัวเวยให้ผลตอบแทนมาไม่น้อย ดังนั้นจึงทำหน้าที่อย่างขันแข็ง
คังทั่นฮวาโต้คารมไปอีกหลายยก คนเดียวสู้กับคนทั้งห้องโถงโดยไร้ซึ่งความหวั่นเกรง ซ้ำยังยิ่งพูดยิ่งเมามัน ทำเอาลู่ไป่ชวนถึงกับทึ่ง
ปกติเห็นอาจารย์คังในมุมสุภาพเรียบร้อย ไม่นึกว่าเวลาทะเลาะจะดุเดือดขนาดนี้ ตอนนี้ลามไปถึงเรื่องมู่กั๋วกงหนีออกจากจวนแล้ว แม้มู่กั๋วกงจะมีเหตุผล แต่ขัดราชโองการก็คือขัดราชโองการ ไม่รับฟังข้อแก้ตัวใดๆ
เหล่าขุนนาง “...”
‘เพิ่งเคยเจอคู่ต่อสู้ที่ตึงมือขนาดนี้ เหลือเชื่อจริงๆ!’
องค์รัชทายาทนั่งดูอยู่บนบัลลังก์อย่างเพลิดเพลิน ในใจคิดว่า คนเราดูกันที่ภายนอกไม่ได้จริงๆ
จังหวะนั้น ลู่ไป่ชวนก็เอ่ยขึ้น “องค์รัชทายาท ที่กระหม่อมพูดเมื่อครู่มาจากใจจริงพ่ะย่ะค่ะ ใต้เท้าทั้งหลายพูดถูก กระหม่อมดูแลหลังบ้านไม่ดีแล้วจะไปดูแลกองทัพได้อย่างไร สู้มอบโอกาสให้คนที่มีความสามารถมากกว่าดีกว่าพ่ะย่ะค่ะ”
น้ำเสียงของเขาจริงจังเคร่งขรึม ทว่าคนที่ได้ฟังกลับรู้สึกเหมือนประชดประชันแปลกๆ
ทุกคน “…”
‘บุรุษสุขุมเฉียบยิบ ทำตัวปากว่าตาขยิบเช่นนี้ได้ด้วยหรือ?’
ลู่ไป่ชวนกล่าวต่อ “ส่วนคุณหนูจัว ใต้เท้าทั้งหลายอยากให้ปล่อยเราก็จะปล่อยพ่ะย่ะค่ะ แต่วันหน้าหากเกิดเหตุไม่คาดฝันอะไรขึ้น กระหม่อมจะไม่ขอยุ่งเกี่ยว คดีตงถิงก็หาคนอื่นไปดูแลแทน กระหม่อมจะได้มีเวลาว่างอยู่บ้านกับภรรยาและลูก”
ทุกคน “...”
‘นี่รู้ว่าในราชสำนักไม่มีคนทำได้ จึงจงใจเล่นตัวอย่างนั้นสินะ?’
องค์รัชทายาทงงเป็นไก่ตาแตก “???”
‘ไม่ได้เตี๊ยมกันมาก่อนนี่นา จะทำอย่างไรดี?’
“ความหมายของแม่ทัพลู่คือ?”
ลู่ไป่ชวนสบตาองค์รัชทายาท พยักหน้าเล็กน้อย “ใต้เท้าทั้งหลายพูดถูก ต่อให้คุณหนูจัวมีความผิด แต่ถูกขังมานานขนาดนี้แล้ว ทั้งยังเจอเคราะห์หนัก สมควรปล่อยตัวได้แล้วพ่ะย่ะค่ะ”
อืม เขาพูดแค่เรื่องปล่อยจัวเจียอวี้ ซึ่งเป็นความต้องการของภรรยา ส่วนอำนาจทหาร มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่จะปล่อย
ตอนนี้เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อ ถ้าเขาปล่อยตอนนี้ เท่ากับตัดชุดวิวาห์ให้คนอื่นใส่สิ?
องค์รัชทายาทถอนหายใจอย่างโล่ง.อก สถานการณ์ตอนนี้ กองทัพเปลี่ยนมือให้ใครพระองค์ก็ไม่วางใจ ต้องให้ลู่ไป่ชวนดูเท่านั้น
“ตกลง เช่นนั้นก็ปล่อยจัวเจียอวี้ไป ครั้งนี้น่าจะเข็ดแล้ว ใต้เท้าทั้งหลายกลับไปก็กำชับลูกสาวตัวเองด้วย ไม่มีธุระอย่าไปเดินเตร็ดเตร่ในคุกหลวง เดี๋ยวจะเดือดร้อน”
เหล่าขุนนางเบะปากในใจ ‘ลูกสาวพวกเขาไม่มีใครไปที่เช่นนั้นหรอก ไม่ได้สติฟั่นเฟือนเสียหน่อย’
…….
อีกด้านหนึ่ง
มู่กั๋วกงสองสามีภรรยากำลังคุกเข่าร้องขอความเมตตาให้จัวเจียอวี้อยู่ที่หน้าตำหนักฮ่องเต้ ยังไม่รู้สถานการณ์ในท้องพระโรง
ไม่ใช่ว่าฮ่องเต้จงใจกลั่นแกล้งให้พวกเขานั่งอยู่อย่างนั้น แต่พระองค์ยังไม่ตื่นบรรทมต่างหาก และก็ไม่มีใครกล้าปลุกด้วย
ตอนที่ 819: เราก็ไม่ได้โง่นะ
จัวเวยและภรรยาตัดสินใจแน่วแน่แล้วว่าจะต้องพาจัวเจียอวี้กลับไปให้ได้ ในเมื่อลงมือไปแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลที่จะล้มเลิกกลางคัน
พวกเขายอมรับว่าใจร้าย แต่บุตรสาวถูกขังคุกมานานเพียงนี้ ต่อให้ออกมาได้ชื่อเสียงก็ป่นปี้ แต่งเข้าตระกูลดีๆไม่ได้ก็ช่างเถอะ ที่หนักกว่านั้นคือ จวนมู่กั๋วกงจะกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งเมืองหลวง สู้ดึงคุณค่าสุดท้ายที่นางมีออกมาแลกกับลาภยศสรรเสริญให้จวนกั๋วกง ก่อนที่จะกลายเป็นตัวตลกไม่ดีกว่าหรือ
สองสามีภรรยาสบตากัน วันนี้ถ้าฮ่องเต้ไม่ยอมให้เข้าเฝ้า พวกเขาก็จะคุกเข่าอยู่อย่างนี้ไม่ไปไหน
“ท่านกั๋วกง ฮ่องเต้ทรงวางมือจากงานราชกิจแล้ว มีเรื่องอะไรก็ไปทูลองค์รัชทายาทเถิด”
กงกงประจำพระองค์ทนดูไม่ไหว เข้ามาเตือนด้วยความหวังดี แม้เช้านี้เขาจะพูดไปสามรอบแล้ว แต่น้ำเสียงยังคงนุ่มนวล
อย่างไรเสียบุตรสาวถูกขังคุกแล้วเกิดเรื่องเช่นนั้น ก็เป็นเรื่องยากที่จะยอมรับจริงๆ จึงนึกเห็นใจอยู่บ้าง
จัวเวยทำหน้าเศร้า กล่าวอย่างน่าสงสาร “ก็เพราะทางองค์รัชทายาทไม่รับเรื่อง พวกเราสองสามีภรรยาหมดหนทางแล้ว ถึงต้องมาขอให้ฮ่องเต้ช่วยเป็นธุระให้ ขอท่านกงกงเห็นใจหัวอกคนเป็นพ่อเป็นแม่ของพวกเราด้วยเถิด!”
ฮูหยินจัวร้องไห้เสริมบทอยู่ข้างๆ แม้จะไม่มีเสียงสะอื้น แต่น้ำตาไหลพรากไม่หยุด ดูน่าเวทนาจริงๆ
แต่สีหน้าของกงกงกลับมืดครึ้มลงทันตา ความเห็นใจเมื่อครู่มลายหายไปสิ้น
เขาเป็นขันที จะไปเข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อแม่ได้อย่างไร?
นี่มันกระแทกแดกดันกันชัดๆ!
กงกงแค่นเสียงเย็น ไม่สนใจพวกเขาอีก เดินหนีไปทันที
…….
เมื่อฮ่องเต้ตื่นบรรทม ก็มีคนมารายงานเรื่องจัวเวยสองสามีภรรยา ฮ่องเต้ตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด “ตอนนี้เราไม่ยุ่งเรื่องพวกนี้ ให้พวกเขาไปหารัชทายาทเถอะ”
ฮ่องเต้ตรัสด้วยความหงุดหงิด ก็บอกแล้วว่าไม่ยุ่งงานราชกิจ มอบหมายให้องค์รัชทายาทจัดการทุกอย่างแล้ว ถ้าตอนนี้พระองค์ยื่นมือเข้าไปยุ่งเรื่องจัวเวย ก็เท่ากับหักหน้าองค์รัชทายาทชัดๆ
ความสัมพันธ์พ่อลูกเพิ่งจะดีขึ้น อย่าให้มีรอยร้าวเพราะเรื่องเช่นนี้เลย
อีกอย่าง...
พระองค์นึกบางอย่างขึ้นได้ ทรงตรัสถาม “ช่วงก่อนมู่กั๋วกงเที่ยวป่าวประกาศไปทั่วว่า จิ่วเอ๋อร์เป็นลูกสาวเขาใช่หรือไม่?”
“ดูเหมือนจะเป็นเช่นนั้นพ่ะย่ะค่ะ แต่ฮูหยินลู่ไม่ยอมรับ และไม่ยอมพบคนตระกูลจัว ทุกครั้งจะให้พ่อบ้านพาคนไล่กลับไปพ่ะย่ะค่ะ”
ฮ่องเต้ได้ยินดังนั้น ก็แค่นเสียง “เจ้าจัวเวยนี่ ดีดลูกคิดรางแก้วเสียงดังมาถึงในวังเชียวนะ!”
สรุปคือ ตอนแรกกะจะเกาะขาตระกูลลู่ แต่พอเห็นว่าไม่มีโอกาส ก็ให้บุตรสาวฉวยโอกาสเข้าหาลู่ไป่ชวน แต่ดันถูกเหอจิ่วเหนียงจับได้คาหนังคาเขา ตอนนี้โกรธจนหน้ามืด จึงจะมาหาเรื่องตระกูลลู่
ลูกไม้ตื้นๆแค่นี้ คิดว่าคนเขาดูไม่ออกหรือหรืออย่างไร!
ฮ่องเต้ทำท่าทางรู้ทัน “คนเช่นนี้ยังคิดจะมาเอาเปรียบจิ่วเอ๋อร์ เหอะ! กล้าดีจริงๆ ไปๆๆ รีบไล่ไปซะ อย่ามาเกะกะสายตาเรา”
หลิวกุ้ยเฟยขบขันกับท่าทางของฮ่องเต้ พระนางถาม “ฝ่าบาททรงดูออกได้อย่างไรเพ.คะ?”
บอกตามตรง นางประหลาดใจจริงๆ ปกติบุรุษจะมองไม่ค่อยเห็นลูกไม้เล็กๆน้อยๆพวกนี้ หรือไม่ก็ไม่ใส่ใจรายละเอียด เรื่องพวกนี้ส่วนใหญ่มีแต่ผู้หญิงที่ดูออก
“อ้าว เราก็ไม่ได้โง่นา!”
ฮ่องเต้ยิ่งเชิดหน้า เรื่องบางเรื่องไม่ใช่ดูไม่ออก อยู่ที่ว่าจะถือสาหรือไม่ ถ้าไม่ร้ายแรงก็แกล้งหลับตาข้างหนึ่งเสีย แต่ถ้าล้ำเส้น ย่อมปล่อยไปไม่ได้
หลิวกุ้ยเฟยพยักหน้า ไม่พูดอะไรอีก
ก็จริง ผู้ชายหาได้ไม่รู้อะไรเลย อยู่ที่ว่าอีกฝ่ายเป็นใครต่างหาก
นางอยู่ในวังมาตั้งกี่ปี เพิ่งเคยเห็นฮ่องเต้ใส่ใจสตรีคนหนึ่งถึงเพียงนี้
ชั่ววูบหนึ่งนางก็อดสงสัยไม่ได้ว่า ถ้าฮ่องเต้หนุ่มกว่านี้ และเหอจิ่วเหนียงยังไม่ออกเรือน ตำแหน่งเจ้าวังหลังคงเปลี่ยนมือแน่ ไม่ต้องพูดถึงตำแหน่งของนางเลย
ทว่าตั้งแต่ฮ่องเต้เริ่มเปลี่ยนไป นางที่อยู่ข้างกายพระองค์ตลอด ก็ไม่เห็นว่าฮ่องเต้มีความรู้สึกพิเศษใดกับเหอจิ่วเหนียงจริงๆ ระหว่างพวกเขา เหมือนผู้ใหญ่เอ็นดูเด็กที่ถูกชะตาโดยแท้จริง
คิดถึงตรงนี้ พระนางก็ตระหนักได้ว่า ตนคงคิดมากไปเอง
……..
อีกด้านหนึ่ง ขันทีน้อยออกไปถ่ายทอดพระประสงค์แก่สองสามีภรรยามู่กั๋วกง จัวเวยได้ยินว่าฮ่องเต้ไม่ยอมให้เข้าเฝ้าก็ไม่พอใจ ร้องไห้ตีโพยตีพายอยู่ด้านนอก
เหล่านางกำนัลและขันทีเตรียมจะไล่คน ทว่าทันใดนั้นก็มีคนมาส่งข่าวว่า องค์รัชทายาทอนุญาตให้จัวเจียอวี้กลับบ้านได้แล้ว
สองสามีภรรยาชะงัก นึกไม่ถึงว่าองค์รัชทายาทจะยอมง่ายๆ
แต่ยังไม่ทันได้ดีใจ คนส่งข่าวก็กล่าวต่อ “องค์รัชทายาทมีรับสั่ง มู่กั๋วกงอยู่ในช่วงกักบริเวณ ออกจากจวนโดยไม่ได้รับอนุญาต ฝ่าฝืนคำสั่ง ต้องโทษโบยสามสิบไม้ จึงจะให้ออกจากวังได้”
จัวเวยอึ้งอีกรอบ “!!!”
เขาฝ่าฝืนคำสั่งเพื่อออกมาร้องขอความเป็นธรรมให้บุตรสาว ก็มีความผิดด้วยหรือ?
องค์รัชทายาทช่างใจดำนัก! เหตุใดต้องเข้าข้างตระกูลลู่มากลั่นแกล้งเขาด้วย?
มาถึงขั้นนี้ ต่อให้เจ็บแค้นเพียงใด ก็ต้องตะโกนขอบพระทัย แล้วเดินคอตกไปรับโทษ
…….
จัวเวยโดนโบยจนแทบสลบ ย่อมไปรับจัวเจียอวี้ด้วยตนเองไม่ไหว ฮูหยินจัวจึงต้องไปคนเดียว
ในคุกหลวง ฮูหยินจัวกอดจัวเจียอวี้ร้องไห้โฮ พร้อมกับต่อว่าเหอจิ่วเหนียงด้วยความคับแค้นใจ จากนั้นก็ให้คนหามจัวเจียอวี้กลับไป ตั้งแต่ต้นจนจบไม่ถามไถ่อาการจัวเจียอวี้สักคำ และไม่ขอยาถอนพิษจากเหอจิ่วเหนียงด้วย
เห็นได้ชัดว่าไม่สนใจร่างกายของบุตรสาวเลย
จัวเจียอวี้นึกถึงของที่เหอจิ่วเหนียงให้ และคำพูดก่อนที่มารดาจะมา หัวใจก็ดิ่งวูบลงเรื่อยๆ
…….
เหอจิ่วเหนียงมองรถม้าตระกูลจัวจากไป กำลังจะกลับไปนอนต่อ ก็เห็นลู่ไป่ชวนควบม้ามาพอดี
นางโบกมือทักทาย ลู่ไป่ชวนขี่ม้าเข้ามาใกล้ จากนั้นใช้แขนข้างเดียวรวบรอบเอวนางอุ้มขึ้นมานั่งบนหลังม้า แล้วพากลับจวนแม่ทัพ
ลู่ไป่ชวนมือหนึ่งถือบังเหียน อีกมือโอบเอวเหอจิ่วเหนียง ปากอธิบาย “เลิกประชุมแล้วองค์รัชทายาทรั้งตัวไว้คุยธุระ เลยออกมาสาย เมื่อคืนลำบากเจ้าแล้ว กลับไปนอนพักให้สบายนะ”
ลู่ไป่ชวนเพิ่งรู้เรื่องเมื่อคืนตอนระหว่างทางไปเข้าประชุม และรู้ว่าภรรยาจงใจปิดบังไม่อยากให้เขาลำบากจึงยิ่งปวดใจ
เขาเป็นผู้ชาย วิ่งรอกแค่นี้ไม่เป็นไรเลย แต่ภรรยาเขาที่เป็นผู้หญิง กลับมักจะออกหน้าแทนเขาเสมอ และคิดเผื่อเขาตลอดเวลา
“อื้ม ส่งข้าถึงบ้านแล้วท่านก็พาคนไปเฝ้าหน้าจวนกั๋วกงนะ ได้ยินเสียงขว้างปาข้าวของเมื่อไรก็บุกเข้าไปเลย นั่นเป็นรหัสลับที่ข้านัดกับจัวเจียอวี้ไว้”
เหอจิ่วเหนียงซบลงกับอกแกร่ง เมื่อคืนนางยุ่งแล้ว ตอนนี้ถึงตาลู่ไป่ชวนต้องวิ่งวุ่นบ้าง
ความจริงนางจะตามไปดูเรื่องสนุกก็ได้ แต่คิดอีกทีก็คิดว่าไม่จำเป็น สถานการณ์คงไม่ต่างจากที่นางคาดเดาไว้เท่าไร
“ได้”
ลู่ไป่ชวนเข้าใจความหมายของอีกฝ่ายทันที ภรรยาเขาทำงานรอบคอบเสมอ ต้องมั่นใจแล้วถึงให้คนมาบอกเขาก่อนเข้าประชุม ว่ายอมให้ปล่อยจัวเจียอวี้กลับไป
[1] ดีดลูกคิดรางแก้ว หมายถึง คิดคำนวณอย่างรอบคอบแล้วได้ประโยชน์ฝ่ายเดียว
ตอนที่ 820: อวี้เอ๋อร์ เจ้าเลอะเลือนแล้ว!
ระหว่างทาง เหอจิ่วเหนียงบอกเล่าเรื่องราวของนางเหยาและซูซูให้สามีฟังพอสังเขป แล้วกำชับ “ข้าให้สองแม่ลูกพักที่จวนชั่วคราว หากเจอพวกนางก็ไม่ต้องแปลกใจ อีกอย่าง ซูซูน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก ว่างๆ ท่านก็ไปทำความรู้จักนางหน่อยนะ จำไว้ว่าต้องทำตัวดีๆ อย่าทำให้นางตกใจตื่นกลัวล่ะ”
ลู่ไป่ชวนคาดไม่ถึงว่าซูซูอายุเพียงเท่านี้จะต้องพบเจอเรื่องราวมากมาย ในใจบังเกิดความเวทนา จึงรับปาก “วางใจเถอะ ข้ารู้แล้ว”
เขาส่งเหอจิ่วเหนียงถึงหน้าประตูจวน จากนั้นก็หันหัวม้ากลับไปทำงานต่อ
เหอจิ่วเหนียงเดินเข้าประตู นางเหยาได้ยินเสียงความเคลื่อนไหวจึงรีบออกมาต้อนรับ นางทักทายด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม “พี่จิ่วเหนียง ท่านยุ่งมาทั้งคืนคงเหนื่อยแย่ ข้าทำของกินเตรียมไว้ให้แล้วเจ้าค่ะ กินเสร็จจะได้ไปนอนพักผ่อนนะเจ้าคะ”
นางเหยาพักอาศัยอยู่ที่นี่ ย่อมไม่อยากอยู่กินเปล่าดาย จึงตื่นแต่เช้ามาปัดกวาดเช็ดถู เตรียมอาหารเช้าให้เด็กๆ และเก็บส่วนของเหอจิ่วเหนียงแยกไว้ให้ต่างหาก
ยามที่โก่วเอ๋อร์กับจิ่นรุ่ยซื่อจื่อไปเรียนหนังสือ ซูซูไม่มีอะไรทำ ก็มานั่งปักผ้าในสวนหย่อม ตรงไหนทำไม่เป็นก็เอ่ยถามมารดา นางเหยาว่างเว้นจากงานในมือเมื่อใดก็จะเข้าไปช่วยสอน
ชีวิตที่เป็นสุขเช่นนี้ เป็นภาพฝันที่นางเหยาปรารถนามานับครั้งไม่ถ้วน บัดนี้มันเกิดขึ้นจริงแล้ว เกิดขึ้นอย่างง่ายดาย
ทั้งหมดนี้เหอจิ่วเหนียงเป็นคนดลบันดาลให้ ดังนั้นนางต้องตอบแทนอีกฝ่ายให้ดีที่สุด
“ในเรือนมีบ่าวไพร่คอยทำหน้าที่พวกนี้อยู่แล้ว ม่านเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องลำบากหรอก”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มรับน้ำใจของอีกฝ่าย แต่ก็ไม่อยากให้นางต้องทำงานหนักพวกนี้
ตนให้คนมาพักด้วยความจริงใจ ไม่ได้คิดจะหลอกให้มาเป็นบ่าวรับใช้
“แหะๆ งานเล็กๆน้อยๆน่ะเจ้าค่ะ ข้าอยู่นิ่งไม่ได้ เลยหาอะไรทำเท่าที่พอจะทำได้”
นางเหยายิ้มขัดเขิน ฮุ่ยเอ๋อร์ที่อยู่ข้างๆ อดเย้าแหย่ไม่ได้ “ฮูหยินไม่รู้อะไร ฮูหยินบุญธรรมตื่นมาปุ๊บก็ไม่หยุดพักเลย แย่งงานส่วนของพวกบ่าวไปทำหมด พวกบ่าวไม่รู้จะทำอะไรแล้วเจ้าค่ะ!”
เวลานี้นางเหยามีสถานะกึ่งกลาง ทุกคนไม่รู้จะเรียกนางว่าอะไร เห็นว่าซูซูเป็นลูกบุญธรรมของเหอจิ่วเหนียง และนางเหยาก็มีสถานะน้องสาวของนาง หากเรียกว่าฮูหยินบุญธรรม ก็ดูสมเหตุสมผลดี
เหอจิ่วเหนียงมองนางเหยา แกล้งทำเสียงดุ “ดูสิ ฮุ่ยเอ๋อร์ยังทนดูไม่ได้เลย!”
“แหะๆ ข้าก็ไม่ได้ทำอะไรมากเลยน้า...”
นางเหยารู้ว่าเหอจิ่วเหนียงแกล้งเล่น จึงก้มหน้าหัวเราะแห้งๆ
แต่เหอจิ่วเหนียงกลับทำสีหน้าจริงจัง พลางกล่าว “ม่านเอ๋อร์ ข้าพูดจริงๆนะ เจ้าคือน้องสาวที่ข้ายอมรับ ไม่ใช่บ่าวรับใช้ในเรือน เรื่องพวกนี้ไม่ต้องทำ ที่สำคัญคือ มือคู่นี้ของเจ้าล้ำค่ามาก มีประโยชน์ที่ยิ่งใหญ่นัก อย่าเอามาใช้งานหนักเช่นนี้สิ!”
นางพูดพลางจับมือนางเหยาที่เต็มไปด้วยรอยด้านขึ้นมา แล้วกล่าวต่อ “ดูสิ มือเจ้าหยาบกร้านขนาดนี้ ต่อไปจะปักผ้าไหมราคาแพงได้อย่างไร? สินค้าของเราต้องขายให้พวกขุนนางและคฤหบดี จะมีตำหนิไม่ได้ มือเจ้าต้องเนียนนุ่ม เข้าใจหรือไม่?”
ผ้าไหมเป็นผ้าที่เป็นขุยง่ายมาก พลาดเพียงนิดเดียวก็เท่ากับเสียของ ดังนั้นมือของช่างปักต้องได้รับการดูแลเป็นอย่างดี
งานปักของนางเหยาตลอดมาล้วนทำบนผ้าเนื้อหยาบ จึงไม่ได้ใส่ใจเงื่อนไขเข้มงวด ใช้มือหยาบทำก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าจะจับตลาดระดับสูง มือต้องได้รับการดูแลอย่างพิถีพิถัน
“ตะ...แต่มือข้าเป็นเช่นนี้แล้ว จะกลับมาเนียนนุ่มได้อีกหรือเจ้าคะ?”
นางเหยาเบิกตากว้าง ไม่เคยคำนึงถึงเรื่องพวกนี้มาก่อน
หลายปีมานี้ทำงานหนัก มือทั้งเหี่ยวย่นทั้งแห้งหยาบ ฝ่ามือก็ด้านเป็นไต การจะบำรุงให้กลับมาเนียนนุ่ม ดูเหมือนจะเป็นเรื่องที่แทบเป็นไปไม่ได้
เหอจิ่วเหนียงทำสีหน้ามั่นใจ “คนอื่นอาจจะทำไม่ได้ แต่เจ้ามีข้าอยู่ทั้งคนไม่ใช่หรือ? เดี๋ยวข้าจะมอบเครื่องประทินผิวสำหรับมือให้ แล้วสอนวิธีนวดมือให้ด้วย เพียงเดือนเดียวก็น่าจะดีขึ้น แต่ข้อแม้คือ ห้ามทำงานหนักอีก ไม่เช่นนั้นของดีแค่ไหนก็ช่วยไม่ได้ เจ้าต้องจำไว้เสมอ มือคู่นี้ของเจ้ามีค่า สามารถทำเงินมหาศาลได้ ต้องดูแลรักษาให้ดี!”
นางไม่ได้พูดเอาใจ แต่สำหรับช่างฝีมือ สิ่งที่สำคัญที่สุดคือ ‘มือ’ งานหนักพวกนี้เทียบกับกำไรในอนาคตไม่ได้เลย
นางเหยาถูกคำพูดเหล่านี้กล่อมจนมัวเมา จนเริ่มจะเชื่อในฝีมือตนเองขึ้นมาแล้ว เสื้อผ้าที่นางทำ จะขายให้ขุนนางและคฤหบดีจนได้เงินมหาศาลจริงหรือ?
“อย่าเหม่อสิ ที่บอกไปเมื่อครู่เข้าใจหรือไม่?”
เหอจิ่วเหนียงโบกมือตรงหน้า นางเหยาถึงได้สติกลับมา และถามอย่างลังเล “แต่...ข้าจะทำได้จริงๆหรือเจ้าคะ?”
“ได้แน่นอน ข้าสั่งให้ลุงหวงไปหาเซ้งร้านค้าแล้ว รอร้านเสร็จ ตกแต่งเรียบร้อยแล้วเปิดกิจการ เจ้าจะเป็นจุดขายของร้านเรา ดังนั้นช่วงนี้ต้องบำรุงมือให้ดี อย่าให้ถึงวันเปิดร้านแล้วมือยังไม่ผ่านเกณฑ์ เช่นนั้นข้าจะกล้าเอาผ้าไหมแพงๆให้เจ้าทำได้อย่างไร?”
“ตกลงเจ้าค่ะ พี่จิ่วเหนียง ข้าจะเชื่อท่าน บำรุงมือให้ดี จะไม่ทำให้ท่านผิดหวัง!”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าวางใจ แล้วจึงกินข้าวและไปนอนพัก
เมื่อเข้ามาในห้องนอน หญิงสาวหยิบครีมทามือสูตรเข้มข้นของยุคสมัยใหม่ซึ่งถูกบรรจุอยู่ในภาชนะของยุคสมัยนี้แล้วออกมาหลายตลับ ส่งให้ฮุ่ยเอ๋อร์พร้อมกำชับ “เจ้าไปสอนนางใช้นะ แล้วก็สอนท่านวดด้วย ให้นางทำตามเช้ากลางวันเย็น ห้ามขี้เกียจเด็ดขาด”
“เจ้าค่ะ”
ฮุ่ยเอ๋อร์ยิ้มรับแล้วเดินจากไปอย่างร่าเริง เหอจิ่วเหนียงจึงล้มตัวลงนอน ไม่นานสติของนางก็ตัดขาดจากโลกภายนอก
…….
อีกทางด้านหนึ่ง ณ จวนมู่กั๋วกง
จัวเจียอวี้ถูกส่งตัวกลับเรือนพักของตน ไม่มีใครในจวนมาดูดำดูดีนางเลย แม้แต่น้องชายที่นางคอยปกป้องมาตั้งแต่เล็ก
บิดาถูกโบย มารดาก็พูดอะไรไม่รู้ตลอดทาง ความเป็นห่วงระหว่างทางดูเหมือนไม่ใช่การแสดง แต่พอนางพูดไม่ได้ ท่านแม่กลับไม่ถามสักคำ เอาแต่พร่ำบอกว่า ‘กลับบ้านก็ดีแล้ว’ ซ้ำไปซ้ำมา
เมื่อกลับมาถึงจวน ฮูหยินจัวก็รีบไปดูอาการจัวเวย พอแน่ใจว่ากระดูกไม่หัก ถึงได้มาที่เรือนของจัวเจียอวี้
ตอนนี้ไม่มีผู้คุม ไม่มีใครอื่น ฮูหยินจัวจึงได้สนทนากับบุตรสาวจริงๆจังๆเสียที
“อวี้เอ๋อร์ เจ้าเลอะเลือนแล้ว!”
ฮูหยินกั๋วกงนั่งลงที่โต๊ะ ไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้บุตรสาวที่เตียง ไร้ซึ่งความรักใคร่ใกล้ชิดเหมือนกาลก่อน
“อยู่ดีๆไม่ชอบ เหตุใดเจ้าถึงไปก่อเรื่องที่คุกหลวง? รู้หรือไม่ว่านับตั้งแต่เจ้าถูกคุมขัง จวนเราต้องถูกผู้คนดูถูกเยาะเย้ยมากเพียงใด?”
ฮูหยินจัวยังคงต่อว่า ไม่ยอมรับว่าในตอนแรกเป็นตนเองแท้ๆ ที่ยุยงให้บุตรสาวไปที่คุกหลวง
มือของจัวเจียอวี้กำแน่น ในมือมีขวดกระเบื้องเคลือบใบเล็กบรรจุยาถอนพิษที่เหอจิ่วเหนียงมอบให้ไว้ พร้อมกำชับว่าให้กินทุกหนึ่งชั่วยาม
นางไม่ยอมเก็บเข้าที่ กำไว้แน่นตลอดเวลา
นางต้องรอด ต้องรอดให้ได้
เมื่อคืนนางยังร้องไห้เสียใจ แต่ตอนนี้ดูเหมือนจะชาชิน อาจเพราะฟังมารดาพล่ามวาจาพวกนี้จนไม่รู้สึกอะไรอีกแล้ว
ความผิดหวังสะสมมากเข้า ก็คงเลิกใส่ใจไปเอง
“ท่านแม่... ข้า... ทรมาน... ตาม... หมอ...”
หญิงสาวเปล่งเสียงออกมาอย่างยากลำบาก จงใจขัดจังหวะการบ่นของมารดา
ฮูหยินจัวยังคงนั่งอยู่ที่เดิม ไม่สะทกสะท้าน “ไม่เป็นไร แม่ให้คนไปต้มยาแล้ว อดทนหน่อยนะ”
จบตอน
Comments
Post a Comment