ตอนที่ 91: การเชื้อเชิญของผู้ดูแลเหริน
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าเหลียนฮวากังวลเรื่องอะไรอยู่ จึงตอบกลับด้วยรอยยิ้ม “วางใจเถอะ คนรวยมีเยอะกว่าที่เจ้าคิดซะอีก”
จิงโจวเป็นเมืองที่ทั้งเจริญและมีธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ผู้ลี้ภัยอพยพมาที่นี่เป็นจำนวนมาก ของหลายอย่างในจิงโจวจึงปรับราคาขึ้น และในเมื่อทุกอย่างขึ้นราคาแล้วยังสามารถขายได้ นั่นหมายความว่าประชากรในเมืองมีอำนาจการจับจ่าย แล้วเหตุใดพวกนางต้องกังวลเรื่องราคาขายเสื้อผ้าของตัวเองกัน
อย่างตอนที่ขายเสื้อผ้าเมื่อเช้า ฝูงชนต่างบอกว่าราคาแพง แต่สุดท้ายก็แย่งกันซื้อจนหมดไม่ใช่หรือ
เหลียนฮวาพยักหน้า นางเชื่อท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงทุกอย่าง
สตรีทั้งสองเดินจูงม้าไปหาลู่กุ้ยหลานและสามี ตอนนี้พวกเขาตกลงราคาเรียบร้อยแล้วและกำลังรอทำรถม้า สองสามีภรรยายืนพักรับลมอยู่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง ยุ่งกันตั้งแต่เช้ามืดจนไม่มีเวลาดื่มน้ำ
“ท่านอาสะใภ้กุ้ยหลาน!”
เหลียนฮวาโบกมือเรียก สองสามีภรรยาจึงเดินมาหา
“ซื้อผ้าเสร็จแล้วหรือ?” ลู่กุ้ยหลานเอ่ยถามพลางเปิดม่านรถม้าดูด้านใน พบว่ามีผ้าคุณภาพดีจำนวนมากจึงตกตะลึง
“ผ้าเนื้อดีเยอะขนาดนี้ พี่สะใภ้สาม ท่านคิดจะขายเสื้อผ้าให้พวกผู้ดีมีเงินหรือเจ้าคะ?”
เสื้อผ้าที่ขายในเช้าวันนี้ล้วนเป็นผ้าป่านธรรมดา และราคาก็นับว่าสูงแล้ว หากเปลี่ยนมาใช้ผ้าเนื้อดีตัดเย็บต้นทุนก็ต้องสูงขึ้น ราคาขายก็ต้องสูงตาม…และอาจแพงกว่าเสื้อผ้าฝ้ายด้วยซ้ำ
เมื่อคำนวณเช่นนี้ กลุ่มคนรวยย่อมเลือกซื้อเสื้อผ้าฝ้ายอยู่แล้ว เช่นนี้สินค้าของพวกเขาจะไม่สูญเปล่าหรือ
สตรีผู้เคยประกอบอาชีพค้าขายลอบกลัดกลุ้มใจแต่ไม่พูดออกมา นางรู้ว่าเหอจิ่วเหนียงมีความคิดของตัวเอง และกลัวว่าหากพูดไปจะกลายเป็นการตีตนก่อนไข้เอาได้
แน่นอนว่าเหอจิ่วเหนียงคาดเดาความคิดของลู่กุ้ยหลานออก จึงอธิบายให้นางฟัง “ข้าเพียงคิดว่า หากเราคิดจะขายให้แต่ชาวบ้านธรรมดาคงได้เงินไม่มาก ดังนั้นเราต้องมุ่งเป้าไปที่กลุ่มคนมีเงินด้วย เสื้อคลุมขนสัตว์ของพวกเราไม่ได้ด้อยไปกว่าเสื้อคลุมฝ้ายเลย อีกอย่าง พวกเราต้องทำสีสันลวดลายใหม่ๆออกมาด้วย เจ้าวางใจเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงไม่เคยทำเรื่องที่ตัวเองไม่มั่นใจมาก่อน เสื้อผ้าที่จะขายให้กลุ่มคนรวยต้องมีคุณภาพสูง ขนสัตว์ที่ใช้ก็ไม่อาจใช้ขนสัตว์แบบหยาบๆได้ ต้องเป็นขนที่ละเอียด เช่นนี้จึงจะขายราคาแพงได้โดยไม่ต้องกังวล
เมื่อได้ฟังคำอธิบายลู่กุ้ยหลานก็เริ่มเกิดความตื่นเต้น อยากรู้จริงๆว่าพี่สะใภ้คนนี้จะทำให้พวกนางประหลาดใจไปถึงไหน
“ดูท่ากว่าจะทำรถม้าเสร็จคงต้องใช้เวลาอีกสักพัก พวกเราไปกินข้าวกันก่อนเถอะ”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยขึ้น ยุ่งกันมาตั้งแต่เช้ามืดย่อมหิวกันแล้ว
“กินที่นี่แพงไปกระมัง พวกเราอดทนรอกลับไปกินที่บ้านเถอะ”
ครอบครัวลู่อยู่ในช่วงที่กำลังลำบาก ซื้ออาหารในตลาดกินเช่นนี้จึงรู้สึกเสียดายเงิน อีกทั้งของในตลาดก็แพงมากอีกด้วย
“ไม่เป็นไร นานๆกินทีมันจะแพงสักเท่าไรกันเชียว ต่อไปต้องเข้ามาขายเสื้อผ้าที่นี่อยู่แล้ว อย่างไรก็ต้องกินสักครั้ง”
ตั้งแต่ทะลุมิติมาที่นี่ เหอจิ่วเหนียงยังไม่เคยกินอาหารตามร้านอาหารเลย แม้ในห้วงมิติจะมีทุกอย่าง แต่นางอยู่ร่วมกับคนอื่นจึงไม่มีโอกาสนำออกมากิน ด้วยเหตุนี้นางจึงอยากลิ้มรสอาหารที่อยากกินตามร้านของยุคนี้มานานแล้ว
สตรีสองภพเดินนำหน้าทุกคน อีกสามคนหันมองหน้ากันวูบหนึ่งก่อนเดินตามไป ช่างเถอะ หิวจะแย่แล้ว มีพี่สะใภ้สามอยู่พวกเขาต้องกังวลอะไรกัน ต่อให้ฟ้าดินถล่มก็ไม่กลัวหรอก ฮ่าๆๆ
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้เข้าร้านอาหารหรูหราแต่อย่างใด นางเลือกร้านบะหมี่เนื้อแกะเล็กๆริมทางเท่านั้น
แต่กินร้านข้างทางก็ไม่ใช่หมายว่าประหยัดเงิน เพราะเหอจิ่วเหนียงสั่งกับเถ้าแก่ว่า “เอาบะหมี่เนื้อแกะชามใหญ่สี่ชาม เพิ่มเนื้อเยอะๆ!”
“ได้เลยขอรับ ชามใหญ่เพิ่มเนื้อชามละห้าอีแปะขอรับ!”
เหลียนฮวาได้ยินดังนั้นก็ตกตะลึง สี่ชามรวมเป็นเงินยี่สิบอีแปะ เทียบเท่ากับค่าแรงคนงานหนึ่งคนเลย พลันนั้นนางจึงรีบบอกออกไป “ท่านอาสะใภ้จิ่วเหนียงเจ้าคะ ข้ากินชามเล็กก็พอเจ้าค่ะ เอ่อ…แล้วก็ไม่ต้องเพิ่มเนื้อเจ้าค่ะ!”
เถ้าแก่หันมองลูกค้าเพื่อขอคำยืนยัน เหอจิ่วเหนียงตอบกลับไปเสียงดังฟังชัด “ไม่ต้องฟังนาง เอาชามใหญ่เพิ่มเนื้ออย่างที่ข้าบอก!”
“ขอรับ รอสักครู่ขอรับ!”
ทันทีที่ทั้งสี่นั่งลง เด็กชายวัยเจ็ดถึงแปดปีคนหนึ่งยกน้ำชามาให้ คาดว่าเป็นบุตรชายของเจ้าของร้าน ช่างรู้ความยิ่งนัก เอ่ยเชิญพวกเขาดื่มน้ำด้วยความสุภาพ
ทุกคนก็ไม่เกรงใจ เหน็ดเหนื่อยกันมาตลอดช่วงเช้า รู้สึกกระหายน้ำมากจริงๆ
ไม่นานเถ้าแก่ก็ยกบะหมี่มา ชามใหญ่เพิ่มเนื้อสมราคาทีเดียว ชามมีขนาดใหญ่ยิ่งกว่าศีรษะเสียอีก เนื้อแกะก็อัดแน่นมาเต็มชาม
เหอจิ่วเหนียงไม่ได้กินเนื้อแกะมานานมากพูดขึ้น “ราคาห้าอีแปะคุ้มมากจริงๆ รีบกินเถอะ เดี๋ยวยังมีเรื่องให้ทำอีกเยอะ”
เหลียนฮวาตอนนี้อยู่ในวัยกำลังเจริญเติบโต จะกินไม่หมดได้อย่างไร
เหอจิ่วเหนียงก็ก้มหน้าก้มตากินจนเกลี้ยง
ส่วนลู่กุ้ยหลานสองสามีภรรยาก็ปล่อยสถานการณ์ให้เป็นไป กินก็กิน
บะหมี่เนื้อแกะกลิ่นหอมเช่นนี้พวกเขาไม่เคยกินมาก่อนเลย!
ขณะที่เหอจิ่วเหนียงซดน้ำแกงอึกสุดท้ายลงท้อง จู่ๆ ชายวัยสิบหกถึงสิบเจ็ดปีคนหนึ่งก็เดินเข้ามาหานาง
“แม่นางเหอ ในที่สุดก็เจอท่านจนได้! ผู้ดูแลของเราอยากเจอท่านขอรับ เชิญท่านไปกับข้าสักครู่”
เหอจิ่วเหนียงเงยหน้าขึ้นมอง พบว่าเขาคือเด็กรับใช้ในโรงหมออวี้หยวน หากเดาไม่ผิด ผู้ดูแลเหรินคงจะตามให้นางไปเป็นหมอที่นั่น
ทว่าครั้งก่อนนางปฏิเสธไปอย่างชัดเจนแล้วไม่ใช่หรือ?
หลังจากใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง หญิงสาวผู้ถูกเชิญตัวจึงหันไปบอกกับพวกลู่กุ้ยหลาน “พวกเจ้ากินกันไปก่อนนะ ข้าไปไม่นานก็กลับ”
ร้านบะหมี่แห่งนี้อยู่ไม่ไกลจากร้านทำรถม้า นางจึงให้พวกเขารออยู่ที่นี่
“เกิดเรื่องอะไรขึ้นหรือขอรับ?”
จางซงผุดลุกขึ้นด้วยความเคร่งขรึม ในกลุ่มนี้มีเขาเพียงคนเดียวที่เป็นบุรุษ หากเกิดเรื่องขึ้นเขาก็ควรเป็นคนออกหน้า
“ไม่มีอะไรหรอก เขาเป็นผู้ช่วยในโรงหมอ น่าจะมาหาข้าเพราะเรื่องการค้าสมุนไพร วางใจเถอะ!”
เหอจิ่วเหนียงกล่าวจบก็เดินไปจ่ายเงินค่าบะหมี่เนื้อแกะให้เถ้าแก่ จากนั้นตามเด็กในโรงหมอออกไป
เมื่อมาถึงโรงหมออวี้หยวน ผู้ดูแลเหรินก็วางงานในมือลงแล้วแย้มยิ้มต้อนรับทันที
“แม่นางเหอมาแล้วหรือ! รีบเชิญเข้ามา รีบเชิญเข้ามา!”
ผู้ดูแลร้านเป็นคนออกมาต้อนรับแขกคนสำคัญไปที่ห้องส่วนตัวด้วยตนเอง ทั้งยังบอกให้เด็กรับใช้ยกน้ำชามาให้ ท่าทางเอาอกเอาใจอย่างมาก
“แม่นางเหอ แม่นางคงรู้แล้วว่าข้าเชิญเจ้ามาด้วยเหตุใด พื้นฐานทางการแพทย์ของเจ้าไม่เลวเลย ขอเพียงเจ้าตอบตกลง ข้ายินดีรับเจ้าเป็นศิษย์ ฝึกฝนวิชาแพทย์ให้เจ้าเอง และที่สำคัญ ยังมีเงินรายเดือนให้เจ้าเดือนละห้าตำลึงด้วย เจ้าคิดเช่นไร?”
ในยุคสมัยนี้ เงินเดือนห้าตำลึงนับว่าเป็นค่าตอบแทนที่สูงมาก แต่สำหรับสตรียุคใหม่อย่างเหอจิ่วเหนียง…
นางไม่ได้ปฏิเสธออกไปในทันที เพราะกำลังใช้ความคิดพิจารณาเรื่องหนึ่งด้วยความตั้งใจ
…ระหว่างนางและโรงหมออวี้หยวนยังต้องไปมาหาสู่กันอีกนาน ทักษะทางการแพทย์ของนางจะต้องถูกเปิดเผยอย่างเหมาะสม และจำเป็นต้องมีที่มาที่น่าเชื่อถือ หากให้ผู้ดูแลเหรินเข้ามามีส่วนช่วยทำให้ทักษะทางการแพทย์ของนางสามารถเปิดเผยได้ ก็นับว่าเป็นหนทางที่ยอดเยี่ยม
เพียงแต่เมื่อเทียบกันแล้ว… ความจริงเหอจิ่วเหนียงพึงพอใจท่านหมอซ่งที่ได้เจอตอนเพิ่งเข้าเมืองจิงโจวมากกว่า อย่างไรเสียเขาก็เป็นหมอหลวงที่เคยทำงานในวังมาก่อน วิชาแพทย์ควรค่าแก่การเรียนรู้มาก และสามารถสนับสนุนทักษะที่นางมีได้อย่างเหมาะสมด้วย
ทว่าตอนนี้นางอาศัยอยู่ที่อำเภอต้าหลิ่ง การเข้าตัวเมืองจิงโจวคงไม่สะดวกนัก จึงทำได้เพียงต้องผิดสัญญากับท่านหมอชราแล้ว
“ข้ารู้ว่าท่านผู้ดูแลหวังดี เพียงแต่ ถึงแม้ข้าจะไม่เคยเรียนวิชาแพทย์มาก่อน แต่ก็อ่านตำราแพทย์มาไม่น้อย ข้าคิดว่าความรู้ที่ตัวเองมีคงไม่น้อยไปกว่าท่านผู้ดูแล”
ความหมายของวาจานี้ก็คือ นางไม่ยอมเป็นศิษย์ของเขาอย่างแน่นอน
เหอจิ่วเหนียงยกชาขึ้นดื่ม ก่อนเอ่ยต่ออย่างเนิบช้า “สิ่งที่ท่านผู้ดูแลเสนอมาในครั้งก่อนข้าพอสนใจอยู่บ้าง เพียงแต่ข้าคิดว่า ต้องขอปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไขของข้าเล็กน้อย ไม่แน่ใจว่าท่านผู้ดูแลจะยอมรับได้หรือไม่”
ตอนที่ 92: เงื่อนไขของเหอจิ่วเหนียง
ผู้ดูแลเหรินรู้สึกผิดหวังเล็กน้อยที่เหอจิ่วเหนียงไม่ยอมเป็นศิษย์ของตน แต่เมื่อได้ยินประโยคหลังจากนั้น เขาก็กระตือรือร้นขึ้นมาทันที
“แม่นางเหอว่ามาได้เลย!”
เหอจิ่วเหนียงจึงบอกออกไป “ที่ท่านผู้ดูแลเหรินต้องการให้ข้ามาเป็นหมอประจำการที่นี่ พอดีที่บ้านข้ามีเรื่องต้องทำมากมาย หากให้มาประจำการทุกวันคงไม่ได้ ข้าจึงมีเงื่อนไขมาเสนอ”
กล่าวจบนางยกจอกน้ำชาขึ้นดื่มอีกอึก ดูเหมือนว่าบะหมี่เนื้อแกะเมื่อครู่รสชาติจะเค็มไปหน่อย ทำให้รู้สึกกระหายน้ำอยู่ตลอด
“ความจริงข้าไม่อยากเปิดเผยทักษะแพทย์ของตัวเองให้คนอื่นรู้ แม้แต่ครอบครัวข้าก็ไม่มีใครรู้ ข้าเป็นแม่ม่าย หากทำนู่นนี่สารพัดด้วยตัวเองอาจเป็นที่สะดุดตาได้ แต่ครอบครัวข้าเพิ่งลี้ภัยมาที่นี่ได้ไม่นาน ตอนนี้อยู่ในช่วงต้องใช้เงิน จึงไม่มีแก่ใจจะสนใจสายตาใครแล้ว
ข้ายินดีร่วมงานกับโรงหมออวี้หยวน หากเจอโรคที่รักษายากข้าสามารถตรวจรักษาให้ได้ ข้าไม่ต้องการเงินเดือน ข้าต้องการส่วนแบ่งจากค่ารักษาห้าส่วน แน่นอนว่าเงื่อนไขนี้ผู้ป่วยจะต้องมาหาข้าผ่านโรงหมออวี้หยวน และหากหลังจากนั้นผู้ป่วยอยากมาหาข้าโดยตรง ค่ารักษาส่วนนั้นจะไม่แบ่งกับโรงหมอ”
สดับวาจา รอยยิ้มของผู้ดูแลแข็งทื่อทันที นึกไม่ถึงว่าสตรีตรงหน้าจะคำนวณได้ถึงขั้นนี้
อัตราค่ารักษาโรคที่รักษายากนั้นสูงมาก นอกจากนี้ ผู้ป่วยโรครักษายากที่สามารถเชิญหมอไปตรวจได้ถึงบ้านโดยทั่วไปต้องเป็นตระกูลร่ำรวย และหากสามารถรักษาให้หายได้ คนเหล่านั้นก็มักตอบแทนอย่างสุดกำลัง
เมื่อเปรียบเทียบแล้ว ค่าแรงเดือนละห้าตำลึงที่เขาเสนอไปไม่มีค่าเลย
ผู้ดูแลยังคงอึ้งงัน เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยต่อ “อ๋อ แล้วอีกอย่าง เพื่อสะดวกในการรักษานอกสถานที่ ขอให้ผู้ดูแลเหรินช่วยข้าปกปิดเรื่องนี้ด้วย ให้บอกกับคนอื่นว่าข้าคือศิษย์ของท่าน”
ได้ศิษย์ที่มีวิชาความรู้เหนือกว่าตนมาหนึ่งคน ท่านผู้ดูแลวัยกลางคนไม่รู้ว่าควรหัวเราะหรือร้องไห้ดี
“ทั้งหมดที่แม่นางเหอว่ามาข้ารับรู้แล้ว แต่เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ดูแลอย่างข้าจะตัดสินใจได้ เจ้านายของข้าเปิดโรงหมออยู่ที่จิงโจว ข้าต้องไปถามความเห็นของเขาก่อน”
ตอนนี้หากพิจารณา ฝ่ายโรงหมออวี้หยวนก็ไม่ได้เสียเปรียบมากเท่าไร แม้เหอจิ่วเหนียงจะต้องการอาศัยโรงหมออวี้หยวนเป็นตัวกลางในการสร้างชื่อเสียงให้ตัวเอง
แต่อย่างน้อยหากเหอจิ่วเหนียงทำให้ชื่อเสียงของตัวเองโด่งดังได้จริง นั่นก็เป็นการประกาศให้สาธารณชนได้รู้ว่า นางเป็นหมอที่ร่ำเรียนวิชาไปจากโรงหมออวี้หยวน เช่นนี้โรงหมออวี้หยวนก็จะพลอยได้รับผลประโยชน์ไปด้วย
สรุปก็คือ ได้ประโยชน์ร่วมกัน
แต่เรื่องส่วนแบ่งค่ารักษาคนละครึ่งนั้น… เป็นเรื่องที่ไม่เคยมีใครทำกันมาก่อน คงต้องขออนุญาตจากเถ้าแก่ก่อน
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจได้ จึงตอบตกลงไป
ผู้ดูแลเหรินเห็นว่าอีกฝ่ายเจรจาง่ายเช่นนี้จึงบอกความต้องการของตนเองต่อทันที “แม่นางเหอบอกว่าเคยอ่านตำราแพทย์มามาก ไม่ทราบว่ามีตำราประเภทใดบ้างหรือ ข้าขอยืมอ่านหน่อยได้หรือไม่?”
เขาเผยรอยยิ้มเป็นมิตรบนใบหน้า แม้รู้ว่าคำขอนี้มากเกินไป แต่เมื่อมองว่าทำให้สามารถศึกษาวิชาแพทย์ได้มากขึ้น เขาก็ยอมเป็นคนไร้ยางอาย
เหอจิ่วเหนียงยิ้มขอลุแก่โทษ “ตอนที่ครอบครัวลี้ภัยแทบเอาชีวิตไม่รอด ของเหล่านั้นหายไปหมดแล้วเจ้าค่ะ”
ผู้ดูแลเหรินได้ยินดังนั้นก็ปวดใจ สีหน้าพลันแปรเปลี่ยน แทบอยากส่งคนออกไปตามหาเสียเดี๋ยวนี้ แม้จะรู้ว่าอาจหาไม่เจอก็ตาม
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะเบาๆ “แต่ข้าอ่านตำราเหล่านั้นมานานหลายปี ความรู้ในนั้นข้าจำไว้ในสมองหมดแล้ว ไม่ได้สูญหายตามตำรานะเจ้าคะ”
ดวงตาของผู้ดูแลแซ่เหรินพลันเป็นประกาย “หากแม่นางเหอยินดีถ่ายทอดตำรับยา โรงหมออวี้หยวนของเรายินดีรับซื้อสูตรละสิบตำลึง!”
เมื่อครู่เหอจิ่วเหนียงบอกว่าครอบครัวนางจำเป็นต้องใช้เงิน ผู้ดูแลเหรินจึงคิดว่า การใช้เงินสิบตำลึงซึ่งนับว่าเป็นเงินจำนวนมากดึงดูดนางอาจจะได้ผล หากเหอจิ่วเหนียงรู้ตำรับยาหลายขนานก็ทำเงินจากตรงนี้ได้ไม่น้อย
สตรีผู้ถูกเสนอเงื่อนไขเพียงยิ้มโดยไม่พูดอะไร อากัปกิริยาของอีกฝ่ายทำให้ผู้ดูแลโรงหมอเกิดความหวาดหวั่นในใจเล็กน้อย ชายวัยกลางคนรีบชูสองนิ้วขึ้น “หรือจะเป็นยี่สิบตำลึงก็ย่อมได้!”
“ผู้ดูแลเหรินอย่าเสียเวลาเลย” เหอจิ่วเหนียงยิ้มคล้ายไม่ยิ้ม
เมื่อเห็นปฏิกิริยาที่อีกฝ่ายแสดงออกมา ผู้ดูแลเหรินก็ไม่กล้าคะยั้นคะยออีก กว่าแม่นางเหอจะตอบตกลงร่วมงานกับเขาไม่ใช่เรื่องง่าย ขืนทำให้นางไม่พอใจจนเปลี่ยนใจคงแย่แน่
“หากแม่นางเหอไม่สะดวกใจ ก็ถือซะว่าข้าไม่เคยพูดเรื่องนี้แล้วกันนะ ฮี่ๆๆ…”
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าอย่างไม่เกรงใจ ก่อนจะลุกขึ้นกล่าวลา
หลังจากอีกฝ่ายกลับไปแล้ว ผู้ดูแลเหรินก็รีบเขียนจดหมายส่งไปให้ผู้เป็นนาย
ทันทีที่ออกจากโรงหมอ เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจออกมา และส่ายหน้าอย่างจนใจ
สาเหตุที่ยอมร่วมงานกับโรงหมออวี้หยวน เนื่องจากนางมีความประทับใจที่พบกันในครั้งแรกต่อผู้ดูแลเหริน วันนั้นแม้นางจะแต่งกายซอมซ่อ แต่เขาก็ต้อนรับนางด้วยความจริงใจ
อนิจจา จิตใจมนุษย์ล้วนมีกิเลส หลังจากรู้ว่าทักษะทางการแพทย์ของนางไม่ธรรมดา ดูเหมือนว่าความต้องการของเขาจะยิ่งมากขึ้น
ในยุคที่ความรู้เป็นสิ่งที่เข้าถึงยาก คงไม่มีใครยอมมอบทักษะความสามารถอันเป็นหนึ่งในสมบัติล้ำค่าที่บรรพบุรุษสืบทอดมาให้กับคนอื่นเหมือนยุคสมัยใหม่ โรงหมอหลายแห่งสามารถดำรงอยู่ได้นับร้อยปีล้วนเป็นเพราะมีตำรับยาที่สืบทอดมาหลายชั่วอายุคนอยู่ในมือ ไม่จำเป็นต้องมีมาก เพียงตำรับเดียวก็สามารถหาเลี้ยงชีพให้คนในตระกูลได้สบายๆแล้ว
แต่ผู้ดูแลเหรินกลับบอกว่าจะจ่ายเงินแค่สิบยี่สิบตำลึงแลกกับตำรับยาจากนาง
เห็นว่านางโง่หรืออย่างไร
ความจริงแล้วนางเองก็ไม่ได้คิดจะปิดบังตำรับยาที่ตัวเองมี วันข้างหน้าทำงานร่วมกัน เขาย่อมมีโอกาสได้รู้เห็น ถึงวันนั้นนางย่อมสามารถสอนให้เขาได้ ทว่าวิธีการที่ผู้ดูแลเหรินใช้ในวันนี้ ทำให้ความประทับใจที่เหอจิ่วเหนียงมีต่อเขาลดลงไปไม่น้อย
แต่ยังดีที่เขายินดีจ่ายเงิน เหอจิ่วเหนียงจึงไม่เก็บเรื่องนี้มาใส่ใจจนถึงขั้นให้อภัยไม่ได้ ความสัมพันธ์ของพวกเขาก็แค่เพื่อนร่วมงาน ทักษะทางการแพทย์ของตนจำเป็นต้องมีที่มาที่ไปอย่างสมเหตุสมผลจึงจะเปิดเผยได้ ตอนนี้ก็เอาตามนี้ไปก่อนแล้วกัน
หญิงสาวเดินกลับไปทางเดิม พวกลู่กุ้ยหลานไปรอที่ใต้ร่มไม้ที่เคยยืนก่อนหน้านี้แล้ว เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงกลับมาจึงเอ่ยถามอย่างร้อนใจ “ผู้ดูแลเรียกไปทำอะไรหรือ หรือว่าสมุนไพรของพวกเรามีปัญหา?”
แม้ช่วงนี้ครอบครัวลู่จะว่างเว้นจากการส่งสมุนไพรให้โรงหมออวี้หยวนเพราะต้องตัดเย็บเสื้อผ้า แต่สมุนไพรที่ส่งมาก่อนหน้าก็มีไม่น้อย หากสมุนไพรเหล่านั้นมีปัญหา พวกเขาต้องรับผิดชอบทั้งหมด
“ไม่ใช่หรอก เรื่องอื่นน่ะ เป็นข่าวดี วางใจเถอะ รอกลับไปถึงบ้านข้าจะเล่าให้ฟังพร้อมกัน”
ครอบครัวลู่มีกันหลายคน เหอจิ่วเหนียงไม่อยากเล่าเรื่องเดิมหลายครั้ง
ได้ยินเช่นนั้นทั้งสามก็โล่ง.อก ตอนนี้รถม้าที่สั่งทำเสร็จแล้ว ทุกคนจึงเตรียมกลับกัน
จู่ๆ จางซงก็กล่าวขึ้น “พี่สะใภ้สาม ท่านพาเหลียนฮวากลับไปก่อนเถอะ ข้ากับกุ้ยหลานไปรับขนสัตว์ตามหอสุราก่อนแล้วจะตามไป”
รถม้าคันเดิมที่มีตอนนี้บรรทุกผ้า จะให้ขนสัตว์สกปรก.สกปรก ไปแปดเปื้อนผ้าได้อย่างไร ดังนั้นจางซงจึงรอรถม้าคันใหม่สร้างเสร็จ
“ช้าก่อน เอาเงินไปด้วย!”
เหอจิ่วเหนียงกำลังล้วงถุงเงินออกมา จางซงรีบขัด “ไม่ต้องขอรับ ยังเหลือเงินจากการทำรถม้าอยู่ พอแล้วขอรับ!”
เหอจิ่วเหนียงจึงไม่พูดอะไรอีก จากนั้นพาเหลียนฮวากลับบ้าน
ตอนที่ 93: ปณิธานของโก่วเอ๋อร์
วันนี้พวกเหอจิ่วเหนียงออกจากบ้านไปนานกว่าทุกครั้ง โก่วเอ๋อร์ชะเง้อมองประตูหน้าบ้านทั้งวันจนท้อใจ
ปกติเหอจิ่วเหนียงออกจากบ้านก็ยังมีเหลียนฮวาอยู่เล่นเป็นเพื่อนเขา ทว่าวันนี้พี่เหลียนฮวาก็ไปด้วย เด็กน้อยจึงไม่มีกะจิตกะใจแม้แต่จะเล่นตัวต่อ
เมื่อเห็นร่างที่เฝ้ารอมาทั้งวันปรากฏตัวแต่ไกล ดวงตากลมโตทั้งสองของเด็กชายก็พลันเป็นประกาย รีบพุ่งตัวเข้าไปหาด้วยความเร็ว
“ท่านแม่! พี่เหลียนฮวา! พวกท่านกลับมาแล้ว!”
ทันทีที่เห็นโก่วเอ๋อร์ เหลียนฮวาอุทาน ‘ไอ้หยา’ ออกมาเบาๆด้วยความตกใจ ก่อนหันไปกระซิบกับเหอจิ่วเหนียง “ลืมซื้อผลไม้เคลือบน้ำตาลมาให้พวกน้องๆเลยเจ้าค่ะ!”
ก่อนหน้านี้เหอจิ่วเหนียงบอกไว้ว่าก่อนกลับจะซื้อผลไม้เคลือบน้ำตาลมาฝากเด็กๆ เหลียนฮวาจึงกินของที่ตัวเองมีอย่างวางใจ
“ลืมแล้วก็แล้วไป ช่วงนี้ข้าซื้อของกลับมาฝากพวกเขาบ่อยแล้ว จะซื้อทุกครั้งที่ไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นพวกเขาจะเคยตัว”
เหอจิ่วเหนียงตอบกลับพลางดึงเชือกบังเหียนบังคับให้ม้าหยุด เหลียนฮวาช่วยจับมือโก่วเอ๋อร์ขึ้นมาบนรถม้า เด็กน้อยนั่งลงข้างมารดา แนบชิดด้วยความรักใคร่
“ท่านแม่ พี่เหลียนฮวา พวกท่านกินข้าวกันหรือยังขอรับ?”
เหอจิ่วเหนียงดึงเชือกบังเหียนบังคับเฮยเฟิงเร่งกีบเท้ากลับบ้าน และตอบคำถามบุตรชาย “กินแล้ว เจ้าล่ะ?”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้า “กินแล้วขอรับ แต่ท่านป้ากลัวว่าพวกท่านจะหิวก็เลยเก็บเอาไว้ให้ด้วยขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์อายุยังน้อยแต่กลับเล่าเรื่องราวได้อย่างฉะฉาน เหอจิ่วเหนียงเอ็นดูเขามาก จึงกอดและหอมแก้มไปฟอดใหญ่ จากนั้นล้วงเอาเหรียญทองแดงเหรียญหนึ่งออกมาจาก.อกเสื้อยื่นให้เขา
“โก่วเอ๋อร์ของเราเก่งจริงๆ พูดจาคล่องแคล่วขึ้นเรื่อยๆแล้ว ค่าขนมวันนี้ เก็บไว้ให้ดีๆล่ะ!”
“อื้ม! เก็บเงินเอาไว้ซื้อปิ่นบุปผาให้ท่านแม่กับท่านย่าขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์ตัวน้อยรับรางวัลด้วยความสุข พร้อมทวนเป้าหมายของตัวเองอย่างหนักแน่น
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขำขันยิ่งนัก จึงจงใจถามเขา “เจ้าคิดแค่จะซื้อปิ่นบุปผาให้แม่กับท่านย่า แล้วไม่คิดจะซื้ออะไรให้ตัวเองบ้างหรือ?”
โก่วเอ๋อร์เอียงศีรษะพลางครุ่นคิด ก่อนจะเอ่ยออกมา “คิดขอรับ แต่ต้องซื้อปิ่นบุปผาให้ท่านแม่กับท่านย่าก่อน!”
“แล้วเจ้าคิดจะซื้ออะไรให้ตัวเองหรือ?”
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย นางเพียงถามไปอย่างนั้น นึกไม่ถึงว่าบุตรชายจะมีสิ่งที่ต้องการจริงๆ
“ข้าอยากได้กระบี่ยาวสักเล่มขอรับ!”
เด็กชายวัยสองขวบตอบเสียงดังฟังชัด “ข้าอยากฝึกยุทธ์ อยากเป็นวีรบุรุษเหมือนท่านพ่อขอรับ!”
สีหน้าและแววตาของเด็กน้อยห้าวหาญ ท่าทางองอาจผึ่งผาย กำหมัดเล็กๆแน่น
เหอจิ่วเหนียงประหลาดใจยิ่งขึ้น “เจ้าไม่อยากเรียนหนังสือแล้วหรือ?”
“อยากขอรับ!” โก่วเอ๋อร์หันมองมารดาด้วยท่าทางจริงจัง “ท่านแม่เคยบอกว่า การศึกษาทำให้มีความรู้และมารยาท ข้าอยากเป็นวีรบุรุษที่เก่งทั้งบู๊และบุ๋นขอรับ!”
“เก่งมากลูกแม่!”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางลูบศีรษะเด็กชาย แม้เป็นเพียงคำพูด แต่เด็กที่อายุยังน้อยกลับมีปณิธานเช่นนี้ ช่างเป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก ควรค่าแก่การส่งเสริม
เหลียนฮวาเองก็สัมผัสได้ว่าโก่วเอ๋อร์ไม่เหมือนเด็กคนอื่น แม้อายุยังน้อย แต่กลับรู้ความยิ่งนัก
ทั้งสองพูดคุยกันจนกระทั่งมาถึงหน้าบ้าน พวกนางหยูได้ยินเสียงก็ออกมาช่วยยกของ เมื่อเห็นพวกนางกลับมากันแค่สองคนจึงเอ่ยถาม “แล้วพวกกุ้ยหลานล่ะ?”
“พวกเขาไปรับขนสัตว์ กลับมาช้าหน่อยเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงตอบ เหลียนฮวาเปิดม่านรถม้า เผยให้เห็นผ้าอันประณีตงดงามหลายม้วน
“นี่มัน…” นางหยูตกตะลึงจนตาค้าง “เหตุใดถึงซื้อเยอะแยะเพียงนี้ล่ะ แถมเป็นผ้าเนื้อดีด้วย!”
เหอจิ่วเหนียงส่งสายตาเลศนัยและตอบเสียงเบา “รอตอนค่ำทุกคนอยู่กันพร้อมหน้า ข้าจะเล่าให้ฟังเจ้าค่ะ”
นางหยูจึงไม่ซักไซ้อีก และหันไปกวักมือเรียกคนอื่นให้มาช่วยขนผ้าเข้าไป
ซุ่ยเอ๋อร์และคนอื่นๆไม่เคยเห็นผ้าเนื้อดีเช่นนี้มาก่อน ยามกอดไว้ในอ้อมแขน สัมผัสที่ได้รับนั้นให้ความรู้สึกสบายราวกับกำลังฝันอย่างไรอย่างนั้น
สวรรค์ นี่มันผ้าอะไรกัน เหตุใดถึงเรียบลื่นเพียงนี้!
นางซุนเห็นผ้าเนื้อดีมากมายก็รู้สึกปวดใจ ผ้าราคาสูงลิบเช่นนี้ วันนี้สะใภ้สามคงจ่ายเงินไปมือเติบอีกเป็นแน่
แต่อยู่ต่อหน้าคนมากมายเช่นนี้ หญิงชราจึงเก็บคำพูดไว้ในใจ
นางฉินถามขึ้น “วันนี้ขายเสื้อผ้าเป็นอย่างไรบ้าง?”
“ไม่เลวเลยเจ้าค่ะ ตั้งขายไม่ทันไรคนก็แย่งกันซื้อจนเกลี้ยง!”
เหอจิ่วเหนียงตอบตามความจริง ซุ่ยเอ๋อร์ตกตะลึงไปทันที นึกไม่ถึงเลยว่าจะราบรื่นถึงเพียงนี้
พวกนางรู้ราคาขายที่กำหนดไว้ ยังคิดอยู่เลยว่าวันนี้ที่พวกเหอจิ่วเหนียงกลับมาช้าอาจเป็นเพราะขายเสื้อผ้าไม่ได้ ไม่คาดคิดว่าจะขายหมดโดยใช้เวลาเพียงไม่นาน
คนในอำเภอเป็นคนมีเงินจริงๆด้วย เสื้อผ้าราคาแพงเช่นนี้ก็สามารถซื้อได้โดยไม่ต้องคิด
พวกนางปลาบปลื้มกับผลตอบรับในวันนี้เป็นอย่างมาก อย่างไรเสียหากการค้าเป็นไปอย่างราบรื่นเช่นนี้ ครอบครัวลู่ก็ต้องผลิตสินค้าจำนวนมากขึ้น เช่นนั้นพวกนางก็จะมีงานทำตลอด นับว่าเป็นเรื่องดี!
นางซุนได้ยินดังนั้น ใบหน้าก็เผยรอยยิ้มทันที
ยามพลบค่ำ ทุกคนกลับมากันพร้อมหน้าพร้อมตา หลังจากทุกคนกินข้าวเสร็จ เหอจิ่วเหนียงจึงเริ่มพูดเรื่องสำคัญ
“วันนี้เราลองไปขายเสื้อผ้ากันมาแล้ว เสื้อผ้าที่พวกเราทำได้รับการตอบรับดีมากเจ้าค่ะ ตั้งขายไม่นานคนก็แย่งกันซื้อจนหมด เพียงแต่ได้กำไรน้อยมาก ดังนั้นข้าจึงคิดว่า กิจการนี้เราต้องขยายกลุ่มลูกค้าออกไปอีก นอกจากคนทั่วไปแล้ว เราสามารถตัดเย็บเสื้อผ้าที่เหมาะสำหรับตระกูลร่ำรวยได้ด้วย เสื้อขนสัตว์เบาสบาย อบอุ่น ทั้งยังมีกลิ่นหอม ตระกูลร่ำรวยต้องซื้อแน่เจ้าค่ะ
เพียงแต่เสื้อผ้าของคนทั่วไปกับคนรวยต้องทำแยกกัน เริ่มจากวัสดุที่ใช้ไปจนถึงรูปแบบของเสื้อผ้า อย่างเช่นเสื้อผ้าของคนทั่วไป ไม่จำเป็นต้องพิถีพิถันมากนัก ตัดเย็บออกมาเหมือนที่พวกเราใส่กันอยู่ก็พอแล้ว แต่ของคนรวยไม่เหมือนกัน ผ้าที่ใช้ไม่เพียงต้องคุณภาพดีเท่านั้น แม้แต่ขนสัตว์ด้านในก็ต้องเป็นขนที่อ่อนนุ่มละเอียด รูปแบบเสื้อผ้าก็ต้องสวยงามทันสมัย เช่นนี้จึงจะสามารถขายราคาแพงได้
เราไม่อาจหาเงินได้มากจากคนจน ดังนั้นเราจึงต้องจับแกะอ้วนมาถอนขนให้ได้”
วาจาแยบคายของสะใภ้สามทำให้ทุกคนรู้สึกเห็นด้วย
นางหยูเอ่ยเรื่องหนึ่งขึ้นด้วยความกลัดกลุ้มใจเล็กน้อย “แต่หากเป็นดังนั้น เสื้อผ้าของพวกคนรวยก็ต้องเป็นงานปักชั้นสูง พวกเราเป็นชาวนาธรรมดา ไม่มีทางทำงานละเอียดประณีตเช่นนั้นได้แน่”
ตระกูลเศรษฐีให้ความสำคัญกับความพิถีพิถันมาก เสื้อผ้าที่สวมใส่ไม่เพียงต้องมีรูปแบบที่ทันสมัยเท่านั้น งานปักยังต้องมีลวดลายประณีต.งดงามอีกด้วย เพราะสำหรับคนกลุ่มนี้ เครื่องประดับทุกอย่างบนร่างกายล้วนถือเป็น.องค์ประกอบที่ช่วยเสริมสร้างความงดงามและความมีเกียรติแก่ผู้สวมใส่
ปัญหานี้เหอจิ่วเหนียงคิดวิธีแก้ไขมาแล้ว ดังนั้นจึงอธิบาย “เช่นนั้นเราก็หลีกเลี่ยงงานหนักมาจับงานเบาแทน ปักลายไม่เป็นก็ไม่ต้องปัก เน้นไปทางพยายามทำออกมาให้มีรูปแบบหลากหลายและทันสมัยก็พอแล้ว เรื่องนี้ข้าคิดเอาไว้แล้ว ข้าจะเป็นคนวาดแบบออกมาหลายๆแบบ ทุกคนแค่ดูก็จะเข้าใจ”
“น้องสะใภ้สาม นี่เจ้าออกแบบเสื้อผ้าได้ด้วยหรือ?”
นางฉินตื่นเต้นเล็กน้อย ดูเหมือนว่าน้องสะใภ้สามจะทำได้ทุกอย่างจริงๆ ช่างเก่งกาจเกินไปแล้วกระมัง!
“ตอนเด็กๆ ข้าเคยเห็นพวกคุณหนูฮูหยินตระกูลร่ำรวยใส่มาบ้าง ข้าจะลองวาดออกมาดูเจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงตอบด้วยความถ่อมตน ทว่าสายตาแผดเผาของทุกคนกลับยังคงจับจ้องมาที่นาง คนถูกมองจึงกระแอมเล็กน้อย แล้วเอ่ยต่อ “แต่ที่พี่สะใภ้ใหญ่ว่ามาก็เป็นหนึ่งในปัญหาจริงๆ งานปักของพวกเราไม่ได้ดีถึงขั้นนั้น ดังนั้นข้ากำลังคิดว่าจะเชิญช่างปักจากร้านผ้าในอำเภอสักสองคนมาทำงานกับพวกเราสักพัก ทุกคนสามารถเรียนรู้งานปักจากช่างปักได้ อยากได้กำไรเยอะๆก็ต้องทำสินค้าออกมาให้ผ่านก่อน”
“เช่นนั้นก็ต้องจ่ายเงินจ้างน่ะสิ! ค่าแรงของช่างปักฝีมือต้องมากกว่าค่าแรงคนงานหลายเท่าแน่ๆ!”
ลู่กุ้ยหลานอดกังวลไม่ได้ ช่างปักนับว่าเป็นงานฝีมือ คนทั่วไปทำไม่ได้แน่นอน ดังนั้นค่าแรงสูงจึงเป็นเรื่องปกติ
ทันใดนั้นนางซุนที่เงียบมาตลอดก็เอ่ยออกมา “ที่สะใภ้สามพูดมาข้าเห็นด้วย พรุ่งนี้ก็ไปเชิญช่างปักมาสักสองคน อย่างไรเสียที่นี่ก็อยู่ใกล้กับอำเภอ บ้านเราก็มีรถม้า ตอนนี้บ้านเราไม่สะดวกให้พัก หน้าที่รับส่งก็ให้เจ้าใหญ่รับผิดชอบแล้วกัน”
ลู่จิ้งซวนตอบตกลง เป็นเรื่องที่เขาควรทำอยู่แล้ว
เรื่องที่เหอจิ่วเหนียงต้องการพูดคุยกับทุกคนในคืนนี้มีเพียงเท่านี้ ทว่าจู่ๆนางซุนก็เอ่ยขึ้น
ตอนที่ 94: ประชุมครอบครัว
“ตอนนี้ครอบครัวของเรานับว่าอยู่ดีกินดีแล้ว แม้จะเป็นครอบครัวเดียวกัน แต่พวกเจ้าจะอยู่โดยไม่มีเงินติดตัวไม่ได้ โดยเฉพาะครอบครัวของลูกเขย จะมาทำงานเปล่าๆให้พวกเราไม่ได้”
นางซุนเอ่ยเช่นนี้ สองพี่น้องจางซงและจางหย่งก็ร้อนใจขึ้นมาทันที
จางซงรีบบอกออกไป “ท่านแม่ ท่านอย่าพูดเหมือนพวกเราเป็นคนนอกเช่นนี้สิขอรับ หากไม่ได้ความช่วยเหลือจากทุกคน พวกเราคงตายอยู่ที่เฉียนโจวแล้ว ท่านเป็นผู้มีพระคุณ ช่วยชีวิตพวกเราไว้ อีกอย่าง ตลอดเวลาที่ผ่านมาพวกเรากินอยู่ในครอบครัวนี้ไม่พอ พี่สะใภ้สามยังส่งหู่จื่อเข้าสำนักศึกษาอีก นี่เป็นเรื่องที่ข้าไม่กล้าคิดฝันมาก่อนเลย การได้ช่วยงานในครอบครัวเป็นเรื่องที่ข้าควรทำอยู่แล้ว นี่ยังน้อยไปด้วยซ้ำ จะบอกว่าทำงานเปล่าๆได้อย่างไรกันขอรับ”
พวกเขาล้วนเป็นคนรู้จักทดแทนบุญคุณ และชีวิตที่เป็นอยู่ในตอนนี้ก็ลงตัวมากแล้ว พวกเขาไม่เคยคิดว่าลำบากอะไรเลย
“ใช่ขอรับท่านแม่ ในบ้านก็ไม่มีงานหนักอะไร ยังเหนื่อยไม่เท่ากับการฆ่าหมูที่พวกเราเคยทำมาเลยขอรับ อีกอย่าง พวกเราอยู่ดีกินดีได้ก็เพราะท่าน ดังนั้นการทำงานทุกวันนี้ใช่ว่าพวกเราทำงานเปล่าๆ และหากพวกเราออกไปอยู่กันเองก็ไม่รู้ชีวิตจะอยู่อย่างไรไปแล้วขอรับ!”
จางหย่งและนางเสิ่นก็เอ่ยออกมาอย่างร้อนใจเช่นกัน
นางซุนยกมือห้ามพวกเขา จากนั้นจึงเอ่ยต่อ “ข้ารู้ว่าพวกเจ้าทุกคนเป็นเด็กดี แต่ไม่ว่าอย่างไรกุ้ยหลานก็เป็นลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้ว พวกเราครอบครัวเดียวกันไม่ได้คิดเล็กคิดน้อยอะไรแน่.นอนอยู่แล้ว แต่ในสายตาคนนอกอาจกำลังดูถูกพวกเจ้าอยู่ก็ได้ ในฐานะที่ข้าเป็นผู้อาวุโส จำเป็นต้องคิดเผื่อพวกเจ้า และนี่ก็เป็นเรื่องที่ข้ากับพ่อของพวกเจ้าปรึกษากันและตัดสินใจออกมา
แม้พวกเจ้าจะอยู่ที่นี่ แต่ถึงอย่างไรก็ต้องมีวันใดวันหนึ่งที่ต้องออกไปอยู่กันเอง เมื่อถึงวันนั้นกลับกลายเป็นว่าไม่มีเงินติดตัวเลย แล้วพวกเจ้าจะทำอย่างไร? หรือพวกเจ้าจะให้ครอบครัวออกเงินให้? เช่นนั้นมันคงทำให้พวกเจ้าลำบากใจใช่หรือไม่
ดังนั้น นับตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไป ข้าจะให้เงินค่าแรงพวกเจ้าเหมือนกับที่ให้พวกซุ่ยเอ๋อร์ แต่สุดท้ายเราก็เป็นครอบครัวเดียวกัน เรื่องของกินของใช้ก็กินใช้ด้วยกันเหมือนเดิมนี่แหละ พวกเจ้ามีเงินเก็บเป็นของตัวเอง วันข้างหน้าหากคิดอยากทำสิ่งใดก็ทำได้อย่างไม่ต้องกังวล”
แม้ปกตินางซุนจะเป็นคนมีนิสัยโผงผาง แต่นางดีกับบุตรหลานมากจริงๆ นางรู้ว่าตอนนี้ลูกๆทุกคนรักใคร่ปรองดองกัน ต่อให้ไม่พูดเรื่องเหล่านี้ พวกเขาก็ไม่ขัดแย้งกันแน่นอน แต่คนเราเปลี่ยนไปได้เสมอ ก่อนที่พวกเขาจะเปลี่ยนไป นางต้องจัดการทุกอย่างให้ชัดเจน เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาในอนาคต
“ท่านแม่ ท่านพูดอะไรเช่นนั้นเจ้าคะ” ลู่กุ้ยหลานร้องไห้ออกมา คุกเข่าตรงหน้ามารดา “ท่านแม่ก็พูดแล้วว่าข้าเป็นลูกสาวที่ออกเรือนไปแล้ว ตอนนี้ครอบครัวไม่เพียงเลี้ยงดูพวกเราเท่านั้น ยังส่งเสียลูกๆพวกเราให้เรียนหนังสืออีก จะให้ข้าเอาค่าแรงได้อย่างไรกัน หากคนอื่นรู้เรื่องนี้เข้า ข้าจะกลายเป็นคนเช่นไรเจ้าคะ”
นางรู้ว่าที่มารดาทำเช่นนี้ก็เพราะหวังดี แต่นางรู้สึกไม่สบายใจจริงๆ ตนออกเรือนมาแล้วแต่ยังต้องรบกวนให้บิดามารดาดูแลอีก นางรู้สึกผิดต่อบรรดาพี่ชายและพี่สะใภ้มาก
“ใช่เจ้าค่ะท่านป้า พวกเรารับไม่ไหวหรอกเจ้าค่ะ!” นางเสิ่นก็คุกเข่าลงเช่นกัน “ที่เฉียนโจวในคราวนั้น หากไม่ได้เจอกับพวกท่าน พวกเราคงเป็นศพไร้ที่ฝังไปแล้ว พวกท่านคือผู้มีพระคุณของพวกเรา ต่อให้ต้องทำตามคำสั่งของครอบครัวไปตลอดชีวิตพวกเราก็ยอมเจ้าค่ะ”
นางเสิ่นเป็นคนค่อนข้างขี้ขลาด ปกติแล้วจะเชื่อฟังลู่กุ้ยหลานเสมอ อีกทั้งเป็นคนที่ไม่มีความคิดซับซ้อน ตอนนี้เมื่อได้ยินนางซุนพูดเช่นนี้จึงรู้สึกหวาดกลัวเล็กน้อย
ใช่ หวาดกลัว
ตอนนี้อาศัยอยู่กับครอบครัวลู่ สามารถอยู่กินอย่างไร้กังวลได้ แต่หากนางซุนให้เงินค่าแรงพวกเขาจริงๆ และวันข้างหน้าให้พวกเขาออกไปอาศัยอยู่กันเองละก็ ไม่รู้เลยว่าพวกเขาต้องอยู่กันในสภาพใด
“เอาละ เรื่องนี้ข้ากับพ่อของพวกเจ้าตัดสินใจแล้ว ตกลงตามนี้แหละ หากพวกเจ้ารู้สึกไม่สบายใจ ก็หักค่าอาหารของพวกเจ้าก็แล้วกัน ลุกขึ้นเถอะ”
นางซุนยื่นมือไปประคองลู่กุ้ยหลาน “นี่ก็เพราะหวังดีกับพวกเจ้า ตอนนี้ครอบครัวเริ่มทำการค้า อย่างไรวันหน้าก็ต้องมีชีวิตดีกว่าวันคืนที่ผ่านมาแน่นอน พวกเจ้าล้วนเป็นคนขยัน มีความสามารถ เก็บเงินสักสามปีห้าปีก็คงได้ไม่น้อย ถึงตอนนั้นจะได้ออกไปต่อยอดชีวิตได้สบายๆ หรืออยากพึ่งพาพี่ๆกับพี่สะใภ้พวกเจ้าไปตลอดชีวิตกันฮะ?”
ลู่กุ้ยหลานส่ายหน้าพัลวัน “ไม่เจ้าค่ะ…”
“อื้ม เรื่องนี้ก็เชื่อฟังข้า เอาตามนี้นะ”
นางซุนตัดสินใจเด็ดขาดครั้งสุดท้าย จากนั้นหันไปมองบุตรชายและสะใภ้ที่เงียบมาตลอด “พวกกุ้ยหลานได้ค่าแรง พวกเจ้าก็ใช่ว่าจะไม่ได้ ข้าจะให้ค่าแรงพวกเจ้าด้วย แต่จะไม่หักค่าอาหาร แบ่งกันชัดเจนเช่นนี้ พวกเจ้าพี่น้องจะได้ไม่เกิดความขัดแย้งกัน ส่วนเงินที่เหลือก็เก็บไว้กองกลาง รอหลังจากที่ข้ากับพ่อเจ้าตายไปพวกเจ้าพี่น้องก็แบ่งกันแล้วกัน”
“ท่านแม่! คุยกันอยู่ดีๆ เหตุใดต้องพูดถึงเรื่องความตายด้วยล่ะขอรับ ไม่เป็นมงคลเอาเสียเลย กุ้ยหลานเป็นน้องสาวแท้ๆของข้า แม้จะอาศัยอยู่ด้วยกันตลอดชีวิตข้าก็ยินดี อย่างไรเสียพวกเราก็คือครอบครัวเดียวกัน!”
ลู่จิ้งซวนตื่นตระหนก ตอนนี้ท่านพ่อท่านแม่ยังแข็งแรงอยู่ เหตุใดต้องสั่งเสียเช่นนี้ด้วย
ผู้เฒ่าลู่อดเอ่ยออกมาไม่ได้ “ทำตามที่แม่ของเจ้าบอกนั่นแหละ ครอบครัวที่สงบสุขจะเจริญรุ่งเรือง ตอนนี้พวกเราทุกคนมีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ก็ใช้โอกาสนี้พูดให้ชัดเจนเสีย วันข้างหน้าจะได้เป็นวันที่ดียิ่งขึ้น”
เดิมทีนางหยูและนางฉินอยากพูดบางอย่าง แต่ในใจรู้สึกว่าตนพอใจกับการตัดสินใจของพ่อแม่สามีมาก อย่างไรเสียครอบครัวของลู่กุ้ยหลานก็ไม่ได้มีแค่ครอบครัวพวกเขา ยังมีครอบครัวของจางหย่งด้วย
ดังนั้นพวกนางจึงไม่พูดอะไรอีก ถือว่าเป็นการยอมรับ
เหอจิ่วเหนียงที่อุ้มโก่วเอ๋อร์อยู่เอ่ยขึ้น “ข้าคิดว่าความคิดของท่านพ่อกับท่านแม่เป็นความคิดที่ดีเจ้าค่ะ พี่น้องร่วมสายเลือดแบ่งสันปันส่วนกันชัดเจน เรื่องนี้ไม่ว่าจะช้าหรือเร็วก็ต้องพูดอยู่ดี ตอนนี้ทุกคนไม่มีเรื่องบาดหมางกัน แต่วันข้างหน้าไม่อาจรับประกันได้ ตอนนี้คุยให้ชัดเจนดีที่สุด”
เอ่ยถึงตรงนี้ก็หันไปมองหญิงชรา แล้วเอ่ยต่อ “เพียงแต่ว่า ท่านแม่ หากแบ่งกันเช่นนี้ เงินในกองกลางก็เหลือไม่มากแล้วน่ะสิเจ้าคะ?”
คำถามนี้เป็นดั่งมีดกรีดใจนางซุน แม้ช่วงนี้ครอบครัวจะพยายามหาเงิน แต่เงินที่ได้มาเมื่อเทียบกับเงินที่จ่ายออกไปแล้วต่างกันลิบลับ ตัวอย่างเช่นเงินที่ได้จากการขายเสื้อขนสัตว์ในวันนี้ ยังไม่หักต้นทุนก็ยังมีแค่สองตำลึง แต่จ่ายเงินซื้อผ้ากับรถม้าไปแล้วยี่สิบตำลึง
ถึงกระนั้น หญิงชราก็อยากใช้โอกาสตอนที่หาเงินได้ไม่มากนี้พูดคุยกันให้ชัดเจน เพื่อไม่ให้บุตรทุกคนเกิดความขัดแย้งกัน
ทุกคนต่างหันไปมองนางซุน ฝ่ายถูกมองพยักหน้าอย่างจนใจ “ใช่ ตอนนี้เงินกองกลางเหลือไม่ถึงหกสิบตำลึงแล้ว”
หากเป็นเมื่อก่อน เงินห้าสิบตำลึงสามารถทำให้ครอบครัวชาวนาอย่างพวกเขาอยู่สุขสบายไปได้เป็นสิบๆปี ทว่าตอนนี้… อย่างที่เห็น วันนี้ใช้จ่ายไปยี่สิบตำลึง ต่อไปยังต้องจ้างคนงานมาตัดเย็บเสื้อผ้า ไหนจะเชิญช่างปักฝีมือมาสอนอีก สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นรายจ่ายที่ไม่น้อย
สีหน้าของทุกคนพลันย่ำแย่ ทว่ามีเพียงเหอจิ่วเหนียงที่ยังยิ้มได้
“ท่านแม่ ข้ามีความคิดหนึ่งที่สามารถแก้ไขปัญหานี้ได้เจ้าค่ะ”
นางขยิบตาให้นางซุน ใบหน้าเคร่งเครียดของหญิงชราพลันแปรเปลี่ยนเป็นโมโห มือเหี่ยวย่นยกขึ้นตีคนกวนประสาทอย่างไม่สบอารมณ์
“มีอะไรก็รีบพูดมา เจ้านี่นับวันยิ่งทำตัวไม่ดีเรื่อยๆแล้วนะ!”
ทุกคนเปลี่ยนจุดสนใจมาที่สะใภ้สามทันที ความใคร่รู้ลุกโชนในแววตา
ผู้เฒ่าลู่ร้อนใจจนทนไม่ได้ “สะใภ้สาม เจ้ามีวิธีอะไรก็รีบพูดมาสิ!”
ตอนที่ 95: ร่วมหุ้น
เหอจิ่วเหนียงหัวเราะคิกคัก ก่อนจะเอ่ยออกมา “บริษัทไม่มีเงิน แต่ข้ามีเงิน! ข้ายินดีควักเงินร่วมหุ้นด้วย พอได้เงินมาก็แบ่งเงินปันผลตามสัดส่วนให้ข้าก็พอ!”
สีหน้าของทุกคนงุนงงเป็นไก่ตาแตก บริษัทคืออะไร ร่วมหุ้นคืออะไร แล้วเงินปันผลมันคืออะไรกัน
เหอจิ่วเหนียงรู้ว่าพวกเขาไม่เข้าใจ จึงยกตัวอย่างง่ายๆขึ้นมา “อย่างเช่นกิจการหนึ่งต้องลงทุนทั้งหมดหนึ่งร้อยตำลึง ข้าลงทุนห้าสิบตำลึง กองกลางลงทุนห้าสิบตำลึง เมื่อถึงสิ้นปีแบ่งผลกำไร หากได้กำไรทั้งหมดหนึ่งพันตำลึงก็จะต้องแบ่งออกเป็นสองส่วน ข้าได้ส่วนแบ่งห้าร้อยตำลึง กองกลางได้ห้าร้อยตำลึง ส่วนแบ่งห้าร้อยตำลึงนั่นเป็นเงินส่วนตัวของข้า จะไม่นำไปรวมกับเงินกองกลาง”
อธิบายง่ายๆเช่นนี้ทุกคนก็เข้าใจทันที และอุทานออกมาอีกครั้งว่า สะใภ้สามช่างหลักแหลมจริงๆ เหตุใดเมื่อก่อนพวกเขาถึงไม่รู้เลย!
ดวงตาของนางซุนเป็นประกาย นี่เป็นวิธีที่ไม่เลวเลย มีเหอจิ่วเหนียงร่วมลงทุน ก็สามารถแก้ปัญหาในยามคับขันได้
แววตาของนางหยูก็ทอประกายเช่นกัน “เช่นนั้นพวกเราร่วมลงทุนได้หรือไม่ ก่อนหน้านี้น้องสะใภ้สามแบ่งเงินให้พวกเรา พวกเรายังเก็บไว้ไม่ได้ใช้ สู้เอามาร่วมลงทุนด้วยเป็นเช่นไร?”
ตอนนี้ลูกๆยังเด็ก เหล่ยจื่อก็เพิ่งสิบสองปี ยังไม่ถึงเวลาแต่งงาน พวกเขาสองสามีภรรยาเก็บเงินจำนวนมากเอาไว้กับตัวเช่นนี้รู้สึกไม่สบายใจเล็กน้อย หากสามารถนำเงินออกมาร่วมลงทุนได้ อีกทั้งสิ้นปียังได้รับส่วนแบ่ง นั่นเท่ากับว่ามีแต่ได้กับได้ไม่ใช่หรือ!
“พวกเราก็อยากร่วมลงทุน!”
นางฉินรีบบอกอย่างกระตือรือร้น สถานภาพการเงินของครอบครัวสองพี่น้องลู่เหมือนกัน ไม่สามารถหาเงินได้มากอย่างเหอจิ่วเหนียง ตอนนี้หากสามารถร่วมลงทุนการค้าในครอบครัวได้ ก็เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ
เหอจิ่วเหนียงเองก็คิดเช่นนั้น ต่อให้ครอบครัวของพี่ใหญ่และพี่รองคิดไม่ถึง นางก็จะชักชวนพวกเขาอยู่แล้ว ไม่อย่างนั้นหากมีแค่นางที่ร่วมลงทุนคนเดียว สิ้นปีถึงเวลาแบ่งผลกำไร ทุกคนเห็นนางได้ส่วนแบ่งเยอะกว่าคนอื่นอาจรู้สึกไม่ยุติธรรมได้ เช่นนั้นมิสู้ให้ทุกคนมาร่วมลงทุนด้วยกันเลยดีกว่า
เงินที่สองสะใภ้ใหญ่รองว่ามานั้นก็คือเงินที่แบ่งกันตอนอยู่รังโจร ดังนั้นพวกลู่กุ้ยหลานจึงไม่รู้ว่าครอบครัวพี่ใหญ่และพี่รองล้วนมีเงินเก็บ ตอนนี้ได้ยินแต่ละคนบอกว่าจะร่วมลงทุนด้วย นางก็รู้สึกตื่นเต้นนขึ้นมา
เพียงแต่นางรู้สถานการณ์ของครอบครัวตนเองดี ตอนนี้พวกเขาไม่มีเงินเก็บเลย อยากร่วมลงทุนก็คงทำไม่ได้
ด้วยเหตุนี้พวกเขาจึงเอาแต่นิ่งเงียบ ไม่พูดอะไรออกมา
นางซุนเองก็ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไร นางเป็นเพียงชาวนาคนหนึ่ง ไม่เคยพบเจอเรื่องเช่นนี้มาก่อน
เหอจิ่วเหนียงจึงพูดแทน “ดีเลย! เช่นนั้นทุกคนมาร่วมลงทุนด้วยกันเถอะ! นี่เท่ากับว่าเป็นกิจการของทุกคน สิ้นปีเรามาแบ่งส่วนแบ่งกัน พี่สะใภ้ใหญ่ พี่สะใภ้รอง พวกท่านจะลงทุนเท่าไรเจ้าคะ?”
“ข้ามีอยู่ยี่สิบตำลึง ร่วมลงทุนหมดเลย!”
นางหยูตอบอย่างมั่นใจ อย่างไรเสียนางก็มั่นใจในตัวน้องสะใภ้สามมาก น้องสะใภ้สามต้องทำกำไรได้อย่างแน่นอน!
อีกอย่าง ลงทุนเยอะก็จะได้ส่วนแบ่งเยอะด้วย!
นางฉินก็รีบพยักหน้ารัวเร็ว “พวกข้าก็ยี่สิบตำลึงเหมือนกัน!”
ครั้นที่ไถ่ตัวเหลียนฮวามา นางซุนเป็นคนออกเงิน เงินยี่สิบตำลึงของครอบครัวนางจึงยังอยู่ หากการร่วมลงทุนนี้สามารถทำเงินได้ นางจะคืนเงินค่าไถ่ตัวเหลียนฮวาให้กับกองกลางอย่างแน่นอน
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้า “เจ้าค่ะ ข้าก็ลงเหมือนกับพี่สะใภ้ทั้งสอง ยี่สิบตำลึง รอสิ้นปีทำเงินได้ ปีหน้าพวกเราค่อยลงทุนเพิ่ม”
นางมีเงินในมือไม่น้อย แต่เพื่อรักษาความสมดุล จึงลงทุนเท่าๆกับพี่สะใภ้ทั้งสอง
“อืมๆ!”
ทางครอบครัวของสองพี่น้องลู่ไม่มีปัญหาแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงหันไปถามลู่กุ้ยหลาน “น้องหญิง เจ้าอยากร่วมลงทุนด้วยหรือไม่?”
แน่นอน ลู่กุ้ยหลานก็อยากร่วมลงทุนเช่นกัน แต่ครอบครัวนางและนางเสิ่นไม่มีเงิน แล้วจะร่วมลงทุนได้อย่างไร
ขณะอ้ำอึ้ง เหอจิ่วเหนียงก็เอ่ยออกมา “หากพวกเจ้ายินดีเข้าร่วม ข้ายังพอมีเงินอยู่อีกยี่สิบตำลึง ให้พวกเจ้ายืมลงทุนครอบครัวละสิบตำลึงได้ รอสิ้นปีแบ่งเงินปันผลแล้วพวกเจ้าค่อยเอามาคืนข้า”
นางซุนเหลือบมองเหอจิ่วเหนียงวูบหนึ่ง ในใจรู้สึกปลาบปลื้มอย่างมาก นางรู้ว่าสะใภ้สามไม่ได้มีเงินเพียงเท่าที่พูดออกมาแน่นอน แต่เพื่อไม่ให้กระทบถึงความรู้สึกของครอบครัวเจ้าใหญ่และเจ้ารอง จึงจงใจลงทุนแค่ยี่สิบตำลึง ส่วนทางด้านครอบครัวจาง สะใภ้สามคงตระหนักได้ว่านางอยากแยกให้ชัดเจนว่าลู่กุ้ยหลานคือบุตรที่แต่งงานออกไปแล้ว ดังนั้นจึงให้พวกเขาร่วมลงทุนแค่ครอบครัวละสิบตำลึง เช่นนี้ก็สามารถทำให้ทุกคนรู้สึกเป็นธรรมแล้ว
“เช่นนี้ดีเลยเจ้าค่ะ!”
ลู่กุ้ยหลานหาใช่คนเขลา หากเหอจิ่วเหนียงไม่ให้ยืมเงินก็คงลงทุนไปสี่สิบตำลึงแล้ว แต่นางกลับยอมลงทุนจำนวนเงินเท่ากับครอบครัวของพี่ชายทั้งสอง และเก็บเงินที่เหลือให้พวกนางยืม บุญคุณครั้งนี้นางไม่มีวันลืม
สีหน้าของจางหย่งและนางเสิ่นเต็มไปด้วยความซาบซึ้ง แค่นางซุนให้เงินค่าแรงพวกเขาก็ราวกับเป็นบุญเก่าที่สั่งสมมาแต่ชาติปางก่อนแล้ว นึกไม่ถึงว่าตอนนี้ยังสามารถร่วมลงทุนได้ด้วย เรื่องนี้ต่อให้ฝันพวกเขาก็ไม่กล้าฝัน!
“ไม่มีอะไรไม่ดีอยู่แล้ว ขอเพียงพวกเจ้ายินดีเข้าร่วม ข้าก็จะเอาเงินทั้งหมดให้ท่านแม่ คนครอบครัวเดียวกันทั้งนั้น อย่างไรรอได้เงินมาพวกเจ้าก็คืนให้ข้าอยู่แล้ว”
เหอจิ่วเหนียงคลี่ยิ้มอ่อนโยน หากไม่ใช่เพราะต้องรักษาความสมดลในครอบครัวไว้ นางสามารถทำเองคนเดียวก็ได้ อย่างไรเสียตอนนี้กิจการทุกอย่างในครอบครัวก็ล้วนเป็นความคิดของนาง
ทว่าสาเหตุที่นางยินดีรักษาความสัมพันธ์นี้อย่างสุดหัวใจ ก็เพราะคนเหล่านี้มอบความอบอุ่นแบบครอบครัวให้กับนาง เติมเต็มหัวใจที่ไม่เคยได้รับความรักจากครอบครัวให้กับนาง ดังนั้นนางจึงยินดีที่จะช่วยเหลือพวกเขา ยินดีนำพาพวกเขาไปสู่ความเจริญด้วยกัน
“ตกลงเจ้าค่ะ ขอบคุณพี่สะใภ้สามมากนะเจ้าคะ! ขอบคุณจริงๆเจ้าค่ะ!”
ลู่กุ้ยหลานกับนางเสิ่นร้องไห้จนดวงตาแดงก่ำ จับมือเหอจิ่วเหนียงแน่น ไม่รู้ว่าควรพูดเช่นไรออกมา จึงทำได้เพียงพร่ำคำขอบคุณซ้ำๆจากใจจริง
สองพี่น้องแซ่จางไม่ได้พูดอะไร ทว่าดวงตาแดงก่ำคู่นั้นกลับมีน้ำตาเอ่อคลอ นึกไม่ถึงเลยว่าชีวิตนี้จะมีโอกาสใหญ่หลวงเช่นนี้เกิดขึ้น
แม้แต่นางซุนก็แอบปาดน้ำตาเช่นกัน แม้ปากนางจะพูดว่าบุตรสาวที่แต่งงานออกไปแล้วก็คือน้ำที่ถูกสาดออกไป แต่อย่างไรเสียลู่กุ้ยหลานก็เป็นลูกในไส้ มีความสำคัญเท่ากับบุตรชายทั้งสาม ตนย่อมอยากช่วยครอบครัวบุตรสาวอย่างเต็มความสามารถ นึกไม่ถึงเลยว่าสะใภ้สามจะช่วยเหลือถึงเพียงนี้ ถึงขั้นแก้ไขความกังวลให้นางได้
หากรู้เช่นนี้คงเรียกนางมาปรึกษาแต่แรกแล้ว วิธีที่ได้จากการปรึกษาตาเฒ่านั่นไม่ได้เรื่องเอาซะเลย!
เมื่อเรื่องทุกอย่างถูกคลี่คลาย ทุกคนจึงมอบเงินให้กับนางซุน ในฐานะที่นางซุนเป็นตัวแทนกองกลาง นางจึงนำเงินกองกลางทั้งหมดออกมา ตอนนี้เงินกองกลางมีทั้งหมดห้าสิบแปดตำลึง และเหรียญทองแดงหลายสิบเหรียญ
เหอจิ่วเหนียงเสนอ “ท่านแม่ ท่านกับท่านพ่อเก็บเงินแปดตำลึงนั้นไว้เถอะเจ้าค่ะ เอาออกมาแค่ห้าสิบตำลึงก็พอ สิ้นปีจะได้คำนวณง่ายๆ”
ทุกคนไม่มีความเห็น นางซุนจึงเก็บเงินแปดตำลึงไว้ กองกลางออกเงินห้าสิบตำลึง ครอบครัวของบุตรชายทั้งสามออกครอบครัวละยี่สิบตำลึง ครอบครัวบุตรสาวและครอบครัวจางหย่งออกครอบครัวละสิบตำลึง รวมทั้งหมดหนึ่งร้อยสามสิบตำลึง
กองกลางมีหุ้นร้อยละสามสิบแปด ครอบครัวบุตรชายทั้งสามมีหุ้นครอบครัวละร้อยละสิบห้า ส่วนครอบครัวของบุตรสาวและครอบครัวจางหย่งมีหุ้นร้อยละเจ็ดจุดห้า
ที่เหลืออีกร้อยละสองแบ่งยาก ทุกคนจึงตกลงกันว่ายกให้กับผู้อาวุโสทั้งสอง
การประชุมครอบครัวในเรื่องทรัพย์สินสิ้นสุดลงเพียงเท่านี้ ทว่าเหอจิ่วเหนียงยังมีเรื่องจะพูดต่อ
ตอนที่ 96: การสนับสนุนของครอบครัว
“ท่านแม่เจ้าคะ วันนี้ผู้ดูแลโรงหมออวี้หยวนเรียกข้าไปคุย ข้าตื่นเต้นมากก็เลยอยากบอกทุกคนเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงเอ่ยเช่นนี้ ทุกคนจึงหันไปมองนางอย่างใคร่รู้
หญิงสาวผู้เปิดเรื่องยิ้มเขินๆ จากนั้นจึงกล่าว “คือว่า ก่อนหน้านี้ข้าช่วยคนคนหนึ่งที่โรงหมอไว้ ผู้ดูแลเหรินเห็นว่าข้าพอมีความสามารถ จึงอยากรับข้าเป็นศิษย์เจ้าค่ะ”
“จริงหรือ!?”
ดวงตานางซุนพลันเบิกกว้าง คิดไม่ถึงว่าสะใภ้สามจะมีความสามารถถึงขั้นนี้
“นี่เป็นเรื่องดี! ช่วงนี้หมอกำลังเป็นที่ต้องการเลย”
นางหยูดีใจมาก “หากน้องสะใภ้สามได้เรียนวิชาแพทย์ วันข้างหน้าคนในครอบครัวไม่สบายก็ไม่ต้องทนเจ็บปวดเหมือนที่ผ่านมาแล้ว!”
คนอื่นก็ดีใจเช่นกัน ผู้เฒ่าลู่เอ่ยขึ้น “ในเมื่อผู้ดูแลเหรินมองเห็นความสามารถของเจ้าก็ลองไปเถอะ เรื่องในบ้านยังมีพี่ใหญ่กับพี่รองเจ้าอยู่ เจ้าวางใจได้”
โอกาสที่นางซุนจะไม่คัดค้านมียากนัก ในยุคสมัยนี้การที่มีคนในครอบครัวเป็นหมอ นับว่าเป็นหน้าเป็นตาให้กับครอบครัวมาก
สะใภ้สามเรียนรู้ได้ไว ในครานั้นก่อนเข้าเมือง นางเคยเรียนการฝังเข็มที่โรงหมอในเมืองจิงโจวมาแล้ว ช่วยเหลือไปได้หลายครอบครัวเลยทีเดียว
“ผู้ดูแลยังบอกอีกว่า หากข้ายินดี จะให้เงินเดือนข้าเดือนละห้าตำลึงด้วยเจ้าค่ะ”
นี่เป็นข้อเสนอในตอนแรกของผู้ดูแลเหรินจริงๆ ไม่นับว่าเป็นการโกหกแต่อย่างใด
เงินห้าตำลึงนับว่าไม่น้อยเลย ที่สำคัญก็คือเหอจิ่วเหนียงยังได้เรียนวิชาแพทย์อีกด้วย!
เรื่องน่ายินดีเช่นนี้ ไม่ต่างอะไรกับทองตกลงมาจากสรรค์เลย เป็นโชคที่ได้มาโดยไม่ต้องไขว่คว้า!
“เป็นเรื่องน่ายินดี ผู้ดูแลเหรินรับเจ้าเป็นศิษย์นับว่าเป็นเกียรติสำหรับเจ้า ไปเถอะ”
นางซุนตบบ่าสะใภ้สามเบาๆ ดูเหมือนว่าให้กำลังใจนางมากๆ
เหอจิ่วเหนียงยิ้มเขินอาย “ข้าก็ว่าไม่เลวเลยเจ้าค่ะ ข้าสนใจวิชาแพทย์มากๆ เพียงแต่ข้าคิดว่าข้าเป็นสตรี ไปเรียนวิชาแพทย์อยู่ข้างนอก กลัวคนอื่นจะนินทาเอาได้…”
ตอนแรกนางเกือบจะพูดออกมาว่า ตนเองเป็นหญิงม่ายคนหนึ่ง แต่ตระหนักได้ว่าในใจของคนครอบครัวลู่นั้น สามีของนางยังไม่ตาย ดังนั้นจึงเปลี่ยนคำพูด
“จะเป็นไรไป” นางซุนสวนกลับทันควัน “อยากทำอะไรก็ทำเลย ใครกล้าว่าร้ายข้าจะจัดการมันเป็นคนแรก! อีกอย่าง ครอบครัวเราก็ยังต้องทำการค้าสมุนไพรอยู่ไม่ใช่หรือ การที่เจ้าไปเรียนวิชาแพทย์ก็จะได้นำความรู้มาช่วยเหลือครอบครัว ทุกสิ่งมีประโยชน์ต่อครอบครัวเราทั้งสิ้น”
เหอจิ่วเหนียงรอประโยคนี้ แม้ช่วงนี้นางจะอยู่นอกบ้านบ่อยๆ แต่อย่างน้อยก็ไปกับคนในครอบครัว แต่หากไปโรงหมอ อยู่กับผู้ดูแลเหริน ก็ยากจะรับประกันได้ว่าจะไม่ถูกใครวิพากษ์วิจารณ์ ดังนั้นนางจึงเปิดประเด็นเรื่องที่เป็นกังวลนี้ออกมาเสียตั้งแต่ตอนนี้
“ใช่ น้องสะใภ้สาม เจ้าไปเรียนวิชาแพทย์นับว่าเป็นประโยชน์ต่อครอบครัวเราอย่างยิ่ง เมื่อถึงตอนนั้นเราทำโรงแปรรูปสมุนไพรออกมาใหญ่โต ก็คงต้องจ้างชาวบ้านมาทำงาน พวกเราให้โอกาสพวกเขาทำงาน พวกเขาต้องซาบซึ้งใจมาก ไม่มีทางกล้าว่าร้ายแน่นอน หากกล้าพูดขึ้นมาจริงๆ ข้าจะเป็นคนฉีกปากคนพูดเอง!”
นางหยูยิ้มพลางกล่าว รู้สึกว่าน้องสะใภ้สามเป็นคนโชคดีมากจริงๆ ต่อไปจะต้องดีกับนางให้มากๆ เผื่อความโชคดีจะแผ่มาถึงตนบ้าง
“ดีเจ้าค่ะ!”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางรับคำ นางรู้สึกพึงพอใจมาก
“อีกเจ็ดแปดวันบ้านก็จะสร้างเสร็จแล้ว พวกเราจะมีชีวิตที่ดีขึ้นและมีความหวังมากขึ้น!”
ลู่เหอหรงเอ่ยขึ้นด้วยความดีใจ ทุกคนจึงพูดคุยเรื่องบ้านกันต่อ มาอยู่ที่นี่นานแล้ว ในที่สุดก็มีบ้านเป็นของตัวเองเสียที
ทุกคนล้วนอยู่ในอารมณ์เปรมปรีดิ์ ทว่าเหอจิ่วเหนียงกลับเห็นบุตรชายในอ้อมแขนทำสีหน้าท่าทางกลัดกลุ้มใจ
นางลุกขึ้นอุ้มบุตรชายกลับเข้าไปในกระท่อมมุงจาก และเอ่ยถาม “แม่ไปเรียนวิชาแพทย์ โก่วเอ๋อร์ไม่ดีใจหรือ?”
“ดีใจขอรับ”
โก่วเอ๋อร์พยักหน้าช้าๆ แต่ใบหน้ายังคงไร้รอยยิ้ม
“แล้วเหตุใดถึงไม่ยิ้มล่ะ?”
โก่วเอ๋อร์ไม่ได้ตอบกลับในทันที เขาซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดมารดา ผ่านไปครู่ใหญ่กว่าจะเอ่ยออกมาด้วยความกลัดกลุ้มใจ “ท่านแม่ไปเรียนวิชาแพทย์ ไปนานหรือไม่ขอรับ?”
เหอจิ่วเหนียงเข้าใจได้ทันที ที่แท้ก็เรื่องนี้นี่เอง
นางคลี่ยิ้มบางๆ พลางลูบหลังบุตรชายช้าๆก่อนตอบ “ไม่หรอก แม่กลับมาทุกวัน นอกจากว่าต้องไปตรวจโรคนอกสถานที่กับท่านอาจารย์ แต่หากถึงตอนนั้นแม่ก็จะพาเจ้าไปด้วย เช่นนี้ดีหรือไม่?”
โก่วเอ๋อร์อายุยังน้อยทั้งยังติดแม่ ตอนนี้ยอมอยู่บ้านรอนางกลับมาอย่างเชื่อฟังก็นับว่ารู้ประสามากแล้ว อีกอย่าง ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงก็เห็นว่าโก่วเอ๋อร์เป็นบุตรชายแท้ๆของตนไปแล้ว ด้วยความรักความผูกพันที่มี ย่อมทำใจทิ้งเขาไปนานๆไม่ได้แน่.นอน
“จริงหรือขอรับ? แล้วท่านอาจารย์ของท่านแม่จะไม่ว่าหรือขอรับ?”
เด็กน้อยมองผู้เป็นแม่ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความหวัง
“จริงสิ อ้อ วันนี้แม่มีของขวัญให้เจ้าด้วยนะ”
เอ่ยจบเหอจิ่วเหนียงก็นำตำราสำหรับเด็กเล่มหนาเล่มหนึ่งออกมาจากห้วงมิติ รูปลักษณ์ดูเหมือนเป็นของในยุคสมัยนี้ เปิดออกมาด้านในมีสีสันสวยงาม ฝีมือการระบายสีค่อนข้างดีกว่ายุคสมัยนี้ ถึงอย่างนั้นต่อให้คนอื่นเห็นก็คงไม่สงสัย
ห้วงมิติก็ดีเช่นนี้ ให้ของตามที่นางต้องการได้ทุกอย่าง!
โก่วเอ๋อร์เปิดดู เห็นภาพคนทำท่าทางชวนทึ่งมากมายหลายท่า เขาเงยหน้ามองเหอจิ่วเหนียงด้วยความตื่นเต้นระคนงุนงงเล็กน้อย “ท่านแม่…”
“เจ้าอยากเป็นวีรบุรุษเหมือนพ่อเจ้าไม่ใช่หรือ นี่คือตำราฝึกยุทธ์สำหรับเด็ก เจ้าสามารถฝึกการเคลื่อนไหวตามคนที่อยู่ในภาพได้เลย เริ่มฝึกจากพื้นฐานก่อน ส่วนภาพกระบวนท่าเหล่านี้ยังไม่เหมาะกับเจ้า แต่เจ้าเปิดดูทำความรู้จักก่อนได้”
วันนี้ตอนที่ได้ยินเด็กชายบอกว่าอยากฝึกยุทธ์ เหอจิ่วเหนียงก็เตรียมของสิ่งนี้ทันที เดิมตั้งใจว่าอีกสองสามวันค่อยเอาให้เขา แต่ตอนนี้เห็นท่าทางหดหู่เช่นนี้แล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงไม่อาจทนได้ ต้องนำออกมาให้เขาเพื่อช่วยเบี่ยงเบนความสนใจ
“การฝึกพื้นฐานคืออะไรหรือขอรับท่านแม่?”
เด็กน้อยถามด้วยความตื่นเต้น แทบอยากเริ่มฝึกเสียแต่ตอนนี้ เขาอยากเป็นวีรบุรุษเหมือนท่านพ่อ!
“ก็คือการวิ่ง กระบวนท่าหม่าปู้หรือท่าก้าวเท้าขี่ม้านั่นเอง ทำร่างกายให้แข็งแรงก่อนถึงจะเริ่มฝึกยุทธ์ได้ หากเจ้าอยากทำก็ให้ท่านปู่เริ่มสอนเจ้าตั้งแต่พรุ่งนี้เลย”
“ดีขอรับ ตกลงขอรับ!”
เด็กน้อยพยักหน้าหงึกหงัก มองตำราในมือด้วยความชื่นชอบอย่างมาก
เหอจิ่วเหนียงกลัวเขาจะใจร้อนข้ามขั้นตอน จึงเน้นย้ำ “ใจร้อนจะทำให้เสียการใหญ่ได้ ตำราสำหรับเด็กเล่มนี้แม่แค่ให้เจ้าดูเฉยๆ เจ้าสามารถดูได้ทุกวัน จำกระบวนท่าทั้งหมดนี้ไว้ในสมอง ห้ามแอบฝึกเด็ดขาด ไม่อย่างนั้นจะทำให้บาดเจ็บ จะเป็นวีรบุรุษไม่ได้ เข้าใจหรือไม่?”
“ขอรับ โก่วเอ๋อร์จะจำไว้ โก่วเอ๋อร์แค่ดูเท่านั้น ไม่ฝึกเด็ดขาดขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์ตัวน้อยเชื่อฟังคำพูดมารดาอย่างขันแข็ง ในหัวคิดเอาไว้แล้วว่าพรุ่งนี้เช้าจะให้ท่านปู่สอนทักษะขั้นพื้นฐานให้ หากเหนื่อยก็ไปเล่นตัวต่อ ท่านแม่บอกเอาไว้ว่า เล่นต่อตัวต่อเยอะๆ จะทำให้ฉลาด เขาอยากฉลาด จะได้เป็นวีรบุรุษเหมือนท่านพ่อ!
เหอจิ่วเหนียงหอมแก้มนุ่มๆของบุตรชายฟอดใหญ่ จากนั้นเอ่ยขึ้น “เก่งมาก อีกสองสามวันแม่จะซื้อตำรากระบี่มาให้เจ้านะ”
โก่วเอ๋อร์ทิ้งความเศร้าไว้ข้างหลัง พยักหน้าหงึกหงัก “ข้าเชื่อฟังอยู่แล้วขอรับ ท่านแม่วางใจได้!”
“เด็กดี เช่นนั้นเจ้าก็นอนได้แล้วนะ พรุ่งนี้จะได้มีแรงฝึก แม่เล่านิทานให้ฟังดีหรือไม่?”
“ดีขอรับ!”
โก่วเอ๋อร์นอนลงอย่างว่าง่าย หลับตาฟังเหอจิ่วเหนียงเล่านิทานเกี่ยวกับจอมยุทธ์ ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
โก่วเอ๋อร์เพิ่งหลับได้ไม่นาน ลุ่กุ้ยหลานก็เข้ามา
ตอนที่ 97: ความในใจของลู่กุ้ยหลาน
“พี่สะใภ้สาม โก่วเอ๋อร์หลับแล้วหรือเจ้าคะ?”
คนที่เพิ่งเข้ามากล่าวถามเสียงเบา เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าตอบ
ลู่กุ้ยหลานลากอีกฝ่ายมาทางด้านหนึ่ง จากนั้นเอ่ยเสียงเบา “จิ่วเหนียง ขอบคุณมาก”
นางกล่าวคำขอบคุณไปหลายครั้งแล้ว แต่ก็ยังอยากมาขอบคุณเป็นการส่วนตัวอีกครั้งอยู่ดี
“ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นคนมีความสามารถ พี่สามจากบ้านไปหลายปีไม่ส่งข่าวกลับมา ไม่ว่าครอบครัวจะปฏิเสธอย่างไร แต่ก็รู้ว่ามีแนวโน้มในทางที่ร้ายมากกว่าดี ความจริงเจ้าจะไปจากครอบครัวเราก็ได้ แต่เจ้าก็ยังยินดีพาทุกคนในครอบครัวผ่านคืนวันที่ยากลำบากเหล่านั้นมา และยังทำให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น ขอบคุณมากจริงๆ หลายปีมานี้เจ้าดูแลลูกคนเดียว ลำบากเจ้าแล้ว”
ลู่กุ้ยหลานจับมือเหอจิ่วเหนียง พรั่งพรูความในใจจนกลั้นน้ำตาไว้ไม่อยู่
“กุ้ยหลาน…”
“อย่าเพิ่งพูดอะไรตอนนี้ ให้ข้าพูดให้หมดก่อน”
คนสะอื้นไห้ปรับอารมณ์ให้สงบลงเล็กน้อย จากนั้นเอ่ยต่อ “เรื่องเมื่อครู่ด้วย เจ้ายินดีให้พวกเรายืมเงิน ทั้งๆที่เจ้าสามารถร่วมลงทุนไปหมดเลยได้ แต่เจ้ายังเก็บเอาไว้ให้พวกเรา จิ่วเหนียง เจ้าเป็นคนดีที่สุดที่ข้าเคยเจอมาเลย พี่สามได้แต่งงานกับเจ้านับว่าเป็นความโชคดีของครอบครัวเราจริงๆ
เจ้าอาจไม่รู้ ท่านแม่อาจดูเหมือนดุ แต่ความจริงท่านเป็นคนจิตใจดีมาก ยิ่งเจ้าดีเช่นนี้ ในใจท่านแม่ก็ยิ่งรู้สึกผิดต่อเจ้า คิดว่าครอบครัวลู่ทำให้เจ้าต้องลำบาก เพียงแต่ท่านแม่แก่แล้ว และเป็นคนไม่ชอบเสียหน้า จึงมักดุด่าเจ้าแบบนั้น
จิ่วเหนียง ที่ข้ามาพูดเรื่องพวกนี้ไม่ได้มีเจตนาใด เพียงแค่… แค่อยากบอกว่า หากเจ้าต้องการทำสิ่งใดก็ทำเลย หากวันข้างหน้าเจ้าเจอคนที่ถูกใจก็ไม่ต้องกังวลว่าครอบครัวจะต่อว่า นี่เป็น… นี่เป็นสิ่งที่ท่านพ่อกับท่านแม่คิดเอาไว้ หากตอนนั้นมาถึงจริงๆ พวกเราจะไม่ทำให้เจ้าลำบากใจ พวกเราจะเป็นครอบครัวฝ่ายหญิงให้เจ้า เป็นที่พึ่งพิงให้เจ้า ส่วนโก่วเอ๋อร์ พวกเราจะดูแลเป็นอย่างดี เจ้าวางใจได้”
ลู่กุ้ยหลานสมกับเป็นบุตรสาวของนางซุนจริงๆ เรื่องเหล่านี้ในฐานะผู้อาวุโส สองสามีภรรยาเฒ่าจึงไม่อาจพูดตรงๆได้ ทำได้เพียงให้บุตรสาวมาพูดแทน
เหอจิ่วเหนียงมักจะวิ่งวุ่นอยู่กับเรื่องงาน นางซุนจึงมีจังหวะพูดคุยกับลู่กุ้ยหลาน ไหว้วานให้บุตรสาวหาโอกาสเหมาะสมบอกเรื่องเหล่านี้กับสะใภ้สาม ลู่กุ้ยหลานจึงใช้โอกาสในค่ำคืนนี้ บอกสิ่งที่นางเก็บไว้มานานออกไป
ตอนแรกเหอจิ่วเหนียงคิดว่าน้องสามีเพียงอยากมาขอบคุณเรื่องเมื่อครู่ด้วยตัวเองเท่านั้น นึกไม่ถึงว่าจะมีเรื่องเหล่านี้ด้วย นางรู้สึกซาบซึ้งยิ่งนัก
เรื่องนี้นางเป็นกังวลมาตลอด ไม่รู้ว่าอนาคตหากตนได้พบกับคนที่ตรงใจเข้าจริงครอบครัวลู่จะยอมรับหรือไม่ ไม่นึกไม่ฝันว่าจะได้ยินคำตอบเช่นนี้ ครอบครัวลู่สนับสนุนนางทุกเรื่อง ถึงขึ้นยอมให้นางแต่งงานใหม่
คำพูดเรียบง่ายเพียงไม่กี่คำ ทำให้สตรีผู้เข้มแข็งน้ำตาคลอ
แต่ที่นางตื้นตันใจมากเช่นนี้ไม่ใช่เพราะครอบครัวลู่ให้อิสระนาง แต่เป็นเพราะได้รับรู้ว่าครอบครัวคิดถึงนางมาตลอด นางจึงรู้สึกอบอุ่นหัวใจมากถึงเพียงนี้
ครอบครัวเข้าใจนางถึงขั้นนี้ เรื่องทั้งหมดที่นางทำเพื่อครอบครัวนับว่าคุ้มค่าแล้ว
สตรีม่ายสูดลมหายใจลึกเข้าปอด ยิ้มพลางกล่าว “กุ้ยหลาน ขอบใจเจ้ามากที่บอกเรื่องนี้กับข้า ข้าจะจำเอาไว้”
หากมีวันนั้นขึ้นมาจริงๆ นางจะต้องพาโก่วเอ๋อร์ไปด้วยแน่.นอน เด็กคนนี้ขาดพ่อไปคนหนึ่งแล้ว จะขาดแม่อีกได้อย่างไร
ลู่กุ้ยหลานยิ้มรับ ทั้งสองจับมือกันแน่นอยู่นานกว่าจะปล่อย
เช้าวันต่อมา รถม้าทั้งสองคันของครอบครัวลู่ออกจากหมู่บ้านพร้อมกัน คันหนึ่งจางซงกับจางหย่งนำไปรับขนสัตว์ ส่วนอีกคันเหอจิ่วเหนียงใช้ไปส่งเด็กๆที่สำนักศึกษา ก่อนจะไปหาช่างปัก
จะหาช่างฝีมือก็ต้องไปหาผู้เชี่ยวชาญ ดังนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงไปที่ร้านขายผ้าเฟิงเฉิน
และเรื่องที่บังเอิญที่สุดก็คือ วันนี้หยูเทาอยู่ที่ร้านพอดี
“ผู้มีพระคุณมาแล้ว! วันนี้ต้องการผ้าแบบไหนหรือ?”
ตั้งแต่ที่เจรจาการค้ากันคราวนั้น หยูเทาก็ยิ่งมีไมตรีต่อเหอจิ่วเหนียงมากขึ้น แม้ทุกครั้งจะลดราคาให้นางแต่เขาก็ยังได้กำไร อย่างไรเสียเหอจิ่วเหนียงก็ซื้อสินค้าแต่ละครั้งไปจำนวนมาก
“เถ้าแก่หยูไม่ต้องเกรงใจกันถึงขั้นนี้ หากไม่ถือสา เรียกข้าว่าแม่นางเหอก็ได้”
เหอจิ่วเหนียงยิ้มพลางเดินเข้าไปหาหยูเทาด้านใน อีกฝ่ายตอบรับด้วยความยินดี “ตกลง เช่นนั้นเรียกแม่นางเหอก็แล้วกัน ได้ยินนางหลินบอกว่าเมื่อวานท่านเพิ่งมาซื้อผ้าไป นี่จะมาซื้อผ้าอีกหรือ?”
“เปล่าหรอก ที่มาวันนี้พอดีมีเรื่องให้เถ้าแก่หยูช่วยนิดหน่อย”
“รีบบอกมาได้เลย ขอเพียงช่วยได้ ข้าย่อมช่วยอย่างสุดความสามารถ!”
หยูเทาสมกับที่เป็นพ่อค้าจริงๆ วาจาฉะฉาน เหอจิ่วเหนียงเห็นท่าทางของเขาก็ไม่เกรงใจ “ช่วงนี้ที่บ้านข้ากำลังตัดเย็บเสื้อผ้า แต่สตรีในบ้านไม่ค่อยชำนาญเรื่องงานปัก ข้าจึงอยากเชิญช่างปักฝีมือสักสองคนไปสอนงานปักพื้นฐานให้พวกนาง เถ้าแก่หยูเปิดร้านขายผ้า คงรู้จักช่างปักฝีมืออยู่บ้างกระมัง”
“ฮ่าๆ ท่านมาหาถูกคนแล้ว!”
หยูเทาหัวเราะเล็กน้อย “ขอบอกแม่นางเหอตามตรง ครอบครัวข้าไม่เพียงเปิดร้านขายผ้าเท่านั้น ยังเปิดร้านเย็บปักด้วย! มีช่างปักฝีมือเกือบๆสามสิบคน หากท่านต้องการ ข้าจะส่งคนไปให้ตอนนี้เลย!”
“โอ้ เยี่ยมไปเลย! แล้วค่าแรงควรให้อย่างไรหรือ?”
หยูเทาโบกมือด้วยท่าทางไม่ใส่ใจ “ท่านพูดเช่นนี้กับข้าดูห่างเหินเกินไปแล้ว ช่างปักฝีมือล้วนเป็นคนที่ครอบครัวข้าฝึกมาเอง ลงนามในสัญญากันไว้แล้ว ท่านอยากได้คนก็แค่พากลับไปก็พอ ทางนี้ข้าจะจัดการให้เอง หรือท่านอยากซื้อตัวไปเลยล่ะ?”
เหอจิ่วเหนียงกะพริบตาปริบๆด้วยความประหลาดใจ นึกไม่ถึงว่าในยุคสมัยนี้ การค้ามนุษย์จะถูกกฎหมายด้วย
โชคดีที่นางเรียกสติกลับมาได้ไว จึงส่ายหน้าพลางเอ่ยตอบ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร แค่เชิญกลับไปสอนวิธีการปักเล็กๆน้อยๆสักเดือนหนึ่งก็พอแล้ว ระหว่างนี้ครอบครัวเราจะดูแลเรื่องอาหารให้ แต่ตอนนี้บ้านข้ายังสร้างไม่เสร็จ พลบค่ำจึงต้องให้พวกนางกลับมานอนในอำเภอ รออีกสักเจ็ดแปดวันบ้านสร้างเสร็จจึงจะให้พวกนางพักอยู่ที่นั่นได้”
“ตกลง ข้าจะให้คนไปรับส่งเอง!”
หยูเทาตอบตกลงด้วยความยินดี เหอจิ่วเหนียงรีบเอ่ยต่อ “ไม่เป็นไร ข้ามีรถม้า พี่ใหญ่ของข้าจะทำหน้าที่รับส่งพวกนางเอง ส่วนเรื่องค่าแรงครอบครัวข้าจะเป็นคนจ่ายเอง ไม่ทราบว่าค่าตอบแทนเดือนละหนึ่งตำลึงเพียงพอหรือไม่?”
เห็นความจริงใจของนางเช่นนี้ หยูเทาก็พยักหน้าหงึกหงัก “ย่อมได้ ค่าตอบแทนของร้านปักผ้าข้าก็อยู่ประมาณนี้ แต่ไม่ได้รวมอาหาร”
เหอจิ่วเหนียงพึงพอใจ จากนั้นหยูเทาจึงพานางไปที่ร้านปักผ้า ให้นางเลือกช่างด้วยตัวเอง สตรีผู้ถนัดเรื่องใช้แรงไหนเลยจะเข้าใจเรื่องละเอียดอ่อนเหล่านี้ จึงให้หยูเทาแนะนำมาสองคน และพาพวกนางกลับไปทันที
“เถ้าแก่หยู ขอบใจท่านมาก รอกิจการข้าทำเงินได้แล้วจะมาเลี้ยงข้าวขอบคุณท่าน!”
เหอจิ่วเหนียงขอตัวลา ก่อนจะดึงเชือกบังเหียนม้า หงหมู่ตันออกเดินอย่างช้าๆ
ช่างปักทั้งสองรู้มาว่าครอบครัวของสตรีผู้นี้อาศัยอยู่ในหมู่บ้านนอกเมือง แต่พวกนางไม่ได้นึกรังเกียจ ดูจากรถม้าใหม่เอี่ยมเช่นนี้ ต้องเป็นครอบครัวมีฐานะในหมู่บ้านเป็นแน่
“แม่นางเหอบังคับรถม้าเป็นด้วย เก่งยิ่งนัก!”
ผู้ที่เอ่ยคำชื่นชมออกมาเป็นสตรีวัยสามสิบกว่าปี รู้เพียงว่าสามีนางแซ่หลัว จึงเรียกนางว่าช่างปักหลัว หน้าตาละมุนละม่อม ยามยกยิ้มพวงแก้มทั้งสองจะปรากฏลักยิ้มขึ้น ชวนให้คนรู้สึกเข้าหาได้ง่าย
อาจเป็นเพราะนางทำงานที่ละเอียดและประณีต ไม่ว่าจะเป็นมือหรือใบหน้าล้วนได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ภายนอกดูเหมือนอายุยี่สิบกว่า ทว่าความจริงจะเป็นย่าคนได้แล้ว
ตอนที่ 98: น้ำแข็งหนาสามฉื่อมิใช่เกิดจากความหนาวเพียงวันเดียว
เหอจิ่วเหนียงนิสัยเป็นกันเอง คนอื่นปฏิบัติต่อนางอย่างมีมารยาท นางย่อมไม่ปฏิบัติตอบด้วยความเย็นชาแน่.นอน จึงตอบกลับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม “ช่วยไม่ได้นี่เจ้าคะ ข้ามีธุระให้ต้องออกมาข้างนอกบ่อยๆ บังคับรถม้าเองเป็นเช่นนี้สะดวกไม่น้อย”
“เก่งมากจริงๆ!”
ช่างปักอีกคนเอ่ยชื่นชมออกมาเช่นกัน สตรีผู้นี้นามว่าจวนเอ๋อร์ อายุประมาณสิบเจ็ดสิบแปดปี รูปลักษณ์ธรรมดา แต่สิ่งที่น่าสนใจก็คือ น้ำเสียงของนางชัดใสและไพเราะอย่างมาก มีเอกลักษณ์ยิ่งนัก
เหอจิ่วเหนียงยิ้มรับ จากนั้นบอกเล่ารายละเอียดเรื่องงานที่บ้านให้พวกนางฟังระหว่างทาง
จากการพูดคุยทำให้ช่างปักทั้งสองได้รู้จักครอบครัวลู่มากขึ้น ในใจรู้สึกว่าช่างเป็นครอบครัวที่สงบสุขและเข้ากับคนอื่นได้ง่าย แม้ช่วงหลายวันนี้จะต้องเดินทางไปกลับระหว่างอำเภอและหมู่บ้านอันผิงพวกนางก็ไม่ได้รู้สึกลำบาก เพราะครอบครัวลู่อำนวยความสะดวกให้ทุกอย่าง
เมื่อกลับมาถึงบ้าน เหอจิ่วเหนียงก็พบว่าถิงยาโถวยืนรออยู่หน้าบ้านด้วยความตื่นเต้น
สตรีขับรถม้านึกขึ้นได้ในทันใด …ระหว่างทางลี้ภัย นางเคยถามทุกคนว่ามีสิ่งใดที่อยากทำหรือไม่
โยวยาโถวอยากเรียนเขียนอ่านเหมือนเด็กผู้ชาย แต่ถิงยาโถวในวัยหกขวบกลับตอบอย่างฉะฉานว่า…ตนอยากเรียนการเย็บปักถักร้อย
ก่อนหน้านี้ไม่มีโอกาส เพิ่งลงหลักปักฐานก็รีบจัดการเรื่องสร้างบ้านถางที่ดิน หาเงินต่างๆนานา เหอจิ่วเหนียงลืมเรื่องเหล่านี้ไปเสียสนิท ตอนนี้เห็นท่าทางเปี่ยมความหวังของเด็กหญิงแล้ว เหอจิ่วเหนียงจึงตระหนักได้ว่า การเชิญช่างปักฝีมือมาในครั้งนี้ตนคิดถูกแล้ว
“ท่านอาสะใภ้สาม พี่สาวสองท่านนี้คือช่างปักที่เชิญมาใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
รถม้าหยุดปุ๊บ ถิงยาโถวก็พุ่งตัวเข้ามาอย่างอดใจไม่ไหว จับมือเหอจิ่วเหนียง และมองช่างปักทั้งสองด้วยความตื่นเต้นระคนประหม่าเล็กน้อย
“ใช่แล้ว ต่อไปทั้งสองท่านจะสอนงานเย็บปักถักร้อยให้พวกเรา!”
เหอจิ่วเหนียงลูบศีรษะเด็กหญิงเบาๆ วันนี้สาวน้อยมัดมวยผมสองข้าง ตัวเล็กน่ารักขับให้นางดูสดใส
“พี่สาวทั้งสอง…สอนงานเย็บปักถักร้อยให้ข้าได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
ปกติแล้วถิงยาโถวเป็นเด็กไม่ค่อยพูด ไม่ได้กล้าแสดงออกเหมือนโยวยาโถว แต่ตอนนี้มีเหอจิ่วเหนียงอยู่ตรงหน้า นางกลับมีความกล้าไม่น้อย
“ต้องได้อยู่แล้ว!” จวนเอ๋อร์ตอบกลับด้วยรอยยิ้มและย่อตัวลงในท่าคุกเข่า “ขอเพียงแม่นางไม่รังเกียจเจ้าค่ะ”
ช่างปักหลัวเองก็ประหลาดใจมากที่เห็นเด็กน้อยมีความแน่วแน่ถึงเพียงนี้ รอยยิ้มบนใบหน้าก็ยิ่งกว้างขึ้น ดูเหมือนว่าจะเป็นครอบครัวที่จิตใจดีมาก
นางหยูและคนอื่นๆ กำลังง่วนกับการตัดเย็บเสื้อผ้าอยู่ในกระท่อมเปิดโล่ง เมื่อเห็นเหอจิ่วเหนียงพาคนมาถึงแล้วจึงวางงานในมือลงและเดินออกมาต้อนรับ เหอจิ่วเหนียงแนะนำให้นางซุนรู้จัก ช่างปักทั้งสองทักทายหญิงชราด้วยความเคารพ “คารวะเหล่าฮูหยิน”
แม้จะเป็นช่างปักฝีมือ แต่พวกนางก็คือบ่าวของครอบครัวหยู ดังนั้นแม้ครอบครัวลู่ซึ่งเป็นสหายของผู้เป็นนายจะไม่มีศักดินาใด และไม่ได้เป็นตระกูลเศรษฐี พวกนางก็ต้องปฏิบัติต่ออีกฝ่ายเสมือนเจ้านาย
นางซุนที่เป็นเพียงชาวนาย่อมรับการปฏิบัติเช่นนี้ไม่ไหว จึงยิ้มและรีบพูดออกมา “เจ้าทั้งสองเกรงใจกันเกินไปแล้ว ครอบครัวเราเป็นเพียงชาวนายากจน ไม่จำเป็นต้องมากพิธีหรอก พวกเจ้าอายุยังน้อย เรียกข้าว่าท่านป้าก็แล้วกัน คนนี้เป็นสะใภ้ใหญ่ของข้า คนนี้สะใภ้รอง ส่วนคนอื่นๆก็เป็นหลานสะใภ้ในตระกูล ล้วนเป็นคนกันเองทั้งนั้น ไม่ต้องเกรงใจนะ”
อยู่ต่อหน้าคนนอกเช่นนี้ นางซุนใช้วาจาอ่อนโยนกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด เหอจิ่วเหนียงรู้สึกราวกับค้นพบสิ่งใหม่ ที่แท้ท่านสุภาพสตรีซุนก็มีความอ่อนโยนเหมือนกันนะเนี่ย เพียงแต่ความอ่อนโยนนั้นไม่มีไว้ใช้กับนางเท่านั้น
ช่างปักทั้งสองหันสบตากันวูบหนึ่ง ครอบครัวนี้เป็นกันเองมากจริงๆด้วย จากนั้นจึงเอ่ยขึ้นพร้อมรอยยิ้ม “เช่นนั้นพวกเราขอเสียมารยาทเรียกท่านป้าก็แล้วกันเจ้าค่ะ ท่านป้าวางใจได้ พวกเราจะสอนทักษะต่างๆให้ทุกท่านอย่างสุดความสามารถ”
ทุกคนรู้สึกพอใจมาก จากนั้นพากันเข้าไปในกระท่อม นางหยูยิ้มขัดเขิน “ขายหน้าพวกท่านแล้ว ครอบครัวเราเพิ่งมาอยู่ที่นี่ได้ไม่นาน บ้านกำลังสร้าง ต้องขอโทษท่านทั้งสองด้วยที่ต้องเดินทางไปมาในช่วงนี้”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”
ช่างปักหลัวระบายยิ้มอ่อนโยน เรื่องเหล่านี้เหอจิ่วเหนียงบอกพวกนางระหว่างทางแล้ว พวกนางเข้าใจ
พวกนางเห็นบ้านที่กำลังสร้างอยู่ไม่ไกลนั่นแล้ว ใครๆก็มองออกว่าเป็นบ้านที่สร้างด้วยอิฐและกระเบื้อง ทั้งยังหลังใหญ่โต นี่ไม่ใช่บ้านครอบครัวชาวนาธรรมดา อีกอย่าง ครอบครัวชาวนาที่ไหนทำการค้าใหญ่โตเช่นนี้กัน
ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันครู่หนึ่งจึงจะเริ่มทำงาน ช่างปักหลัวมีประสบการณ์มากกว่า ดังนั้นจึงเป็นผู้สอนความรู้เกี่ยวกับการเย็บปักถักร้อยให้ทุกคน ส่วนจวนเอ๋อร์อยู่ข้างๆ พร้อมถือเข็มและด้ายทำเป็นตัวอย่างไปพร้อมกัน ทั้งสองประสานงานกันเป็นอย่างดี ทำให้ผู้เรียนเรียนรู้ได้อย่างรวดเร็ว
โยวยาโถวและถิงยาโถวก็เรียนด้วย ส่วนเหอจิ่วเหนียงไม่มีความสนใจในเรื่องนี้แม้แต่น้อย ดังนั้นนางจึงพาซานยาโถววัยสามขวบกับชิ่วยาวัยสองขวบไปหาโก่วเอ๋อร์
ขณะนี้โก่วเอ๋อร์กำลังฝึกความแข็งแรงของร่างกายอยู่ใต้ต้นไม้กับผู้เฒ่าลู่ วันนี้เขาออดอ้อนให้ผู้เป็นปู่สอนแต่เช้าตรู่
ครั้นยังหนุ่ม ชายชราเคยเป็นทหารมาก่อน เข้าใจทักษะกังฟูมาบ้าง สอนอย่างอื่นไม่ได้ แต่ดูแลเด็กๆให้ฝึกกระบวนท่าพื้นฐานนั้นไม่ใช่ปัญหา
แต่เห็นเสี่ยวโก่วเอ๋อร์ฝึกฝนคนเดียวไม่สนุก ดังนั้นจึงเรียกเสี่ยวจวี๋จื่อ เสี่ยวเลี่ยงจื่อ และเด็กคนอื่นๆมาฝึกด้วยกัน
สวรรค์รู้ดีว่าสิ่งที่น่าเบื่อที่สุดในการฝึกยุทธ์ก็คือ การฝึกกระบวนท่าพื้นฐาน ทั้งเหน็ดเหนื่อยและทรมาน อีกทั้งใช้เวลาเพียงสั้นๆก็ไม่อาจเห็นผล
โก่วเอ๋อร์เป็นคนเอ่ยขอเอง ดังนั้นไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใดเด็กน้อยก็กัดฟันสู้ เตือนตัวเองในใจตลอดว่าต้องอดทนให้ได้ วันข้างหน้าจะได้เป็นวีรบุรุษเหมือนท่านพ่อ
ส่วนเด็กอีกสองคนไม่เหมือนกัน พวกเขาถูกจับมาฝึก เพียงไม่นานก็รู้สึกท้อแท้จนร้องไห้จ้า
ผู้เฒ่าลู่ไม่ชอบเห็นน้ำตาผู้ชายเป็นที่สุด เมื่อหลานชายร้องไห้เช่นนี้ ไม่เพียงเขาจะไม่ใจอ่อน ยังลงโทษด้วยความเข้มงวดอีกด้วย!
ตอนที่เหอจิ่วเหนียงพาเด็กทั้งสองมาถึงก็เห็นชายชรากำลังเดินทอดน่องไปมาท่ามกลางเสียงร้องไห้ของเด็กๆ พร้อมเอ่ย “เป็นผู้ชายเสียน้ำตาง่ายๆเช่นนี้ได้อย่างไร ดูซิ ร้องไห้จนดูไม่ได้แล้ว พวกเจ้าลองหันไปดูโก่วเอ๋อร์ อายุน้อยกว่าพวกเจ้า ร่างกายก็อ่อนแอกว่าพวกเจ้า แต่มาฝึกเป็นคนแรก ตอนนี้เขาส่งเสียงร้องสักแอะหรือยัง!”
ตอนที่ผู้เฒ่าลู่เรียกเด็กทั้งสองมาฝึก โก่วเอ๋อร์วิ่งรอบที่ดินสร้างบ้านไปรอบหนึ่งแล้ว แม้จะวิ่งช้า แต่พื้นที่วิ่งก็กว้างมาก เด็กทั่วไปไม่อาจ.อดทนถึงเพียงนี้ได้
เด็กทั้งสองกล้ำกลืนจนไม่กล้าพูดอะไร กลัวว่าหากเอ่ยออกไปจะกลั้นร้องไห้ไม่อยู่
“ท่านพ่อเจ้าคะ พวกเขายังเด็ก ไม่จำเป็นต้องจริงจังมากก็ได้เจ้าค่ะ”
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกขำขันปนเอ็นดู สิ่งที่ชายชราทำอยู่ตอนนี้หากคนอื่นไม่รู้คงคิดว่าเขากำลังทรมานเด็กเป็นแน่
“การฝึกยุทธ์ก็ต้องเริ่มตั้งแต่เด็กนี่แหละ เจ้าดูโก่วเอ๋อร์สิ ไม่ว่าจะยากเย็นเพียงใดก็ยัง.อดทนได้ถึงตอนนี้ ส่วนสองคนนี่เอาแต่ร้องไห้ ใช้ได้ที่ไหนกัน!”
โก่วเอ๋อร์เป็นหลานชายแท้ๆของผู้เฒ่าลู่ เขาภาคภูมิใจมากเพียงใดนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่จวี๋จื่อเป็นหลานชายของผู้เป็นพี่ชาย ส่วนเลี่ยงจื่อตอนนี้ก็เป็นเด็กที่ครอบครัวเขาเลี้ยงดู จึงไม่ต่างอะไรกับหลานแท้ๆ เขาจึงอยากฝึกฝนความ.อดทนให้เด็กพวกนี้
เหอจิ่วเหนียงถอนหายใจเบาๆ “น้ำแข็งหนาสามฉื่อมิใช่เกิดจากความหนาวเพียงวันเดียว พวกเขายังเด็ก ยังมีเวลาอีกยาวนาน เวลาในการฝึกแต่ละวันไม่ควรนานเกินไป ไม่อย่างนั้นจะกลับกลายเป็นว่าลัดขั้นตอนจนเกิดผลเสียเอาได้นะเจ้าคะ”
อันที่จริงนางอยากพูดแรงกว่านี้ แต่กลัวว่าจะกระทบจิตใจผู้อาวุโสมากเกินไป
แม้ผู้เฒ่าลู่จะรู้ตัวหนังสือเพียงไม่กี่ตัว แต่ก็สามารถเข้าใจคำว่า ‘ลัดขั้นตอนจนเกิดผลเสีย’ ทันใดนั้นก็รู้สึกเห็นด้วย จึงโบกมือพลางออกคำสั่ง “ก็ได้ วันนี้พอเท่านี้ก่อน!”
เด็กทั้งสองได้ยินดังนั้นก็ทิ้งตัวลงนอนราบกับพื้นทันที
โก่วเอ๋อร์เหนื่อยจนเหงื่อโชก ยืดตัวสะบัดแขนขาที่ปวดไปมา ก่อนจะเรียก “ท่านแม่” ออกมาน้ำเสียงแหบแห้ง
ตอนที่ 99: ความอ่อนโยนของท่านสุภาพสตรีซุนมอบให้ผิดคนแล้ว
เหอจิ่วเหนียงรู้สึกสงสารบุตรชายมากจึงช่วยนวดแขนขาให้เขาผ่อนคลายและเอ่ยถาม “เหนื่อยหรือไม่?”
“เหนื่อยขอรับ…” เด็กชายเม้มปากเล็กๆ คล้าย.จมลงไปในอารมณ์บางอย่าง “ท่านแม่ เป็นวีรบุรุษนี่เหนื่อยมากเลย ท่านพ่อคงลำบากมากเป็นแน่…”
หากตรงนี้มีแค่เหอจิ่วเหนียง บางทีโก่วเอ๋อร์อาจร้องไห้ออกมาแล้ว แต่ยังมีคนอื่นอยู่ด้วย เขาจึงต้อง.กดข่มเอาไว้
วันนี้เขายกย่องต่อหน้าผู้เป็นปู่หลายครั้งว่าท่านพ่อคือวีรบุรุษผู้ยิ่งใหญ่ ผู้เฒ่าลู่เพียงยิ้มรับด้วยความขมขื่น นี่คงเป็นสิ่งที่ลูกสะใภ้สามสั่งสอนมา เขาจึงไม่ได้พูดอะไรกับหลานชาย
เมื่อเห็นท่าทางเศร้าสร้อยของบุตรชาย เหอจิ่วเหนียงรู้สึกสงสารจับใจ อยากบอกเขาว่าไม่ต้องฝึกแล้ว อย่างไรเสียตอนนี้เขาก็ยังเด็กมาก
ทว่าเมื่อไตร่ตรองอีกด้าน เช่นนี้อาจทำให้บุตรชายยอมแพ้ได้ง่ายๆ เมื่อประสบกับความลำบาก ดังนั้นคนเป็นแม่จึงได้แต่ให้กำลังใจอย่างแน่นหนัก
“ไม่ว่าจะทำอะไร ขอให้อย่ายอมแพ้ง่ายๆ มีคำพูดหนึ่งบอกเอาไว้ว่า ลำบากวันนี้สบายวันหน้า ตอนนี้เจ้าลำบากแล้ว วันข้างหน้าจะสบายแน่.นอน เมื่อก่อนพ่อของเจ้าก็ผ่านความลำบากเช่นนี้เหมือนกัน”
วาจานี้ได้ผลกับโก่วเอ๋อร์อย่างเห็นได้ชัด อาการที่คล้ายจะร้องไห้มลายหายไปจากใบหน้าของเด็กน้อยทันที
หญิงสาวลูบศีรษะบุตรชายพลางมองเขาด้วยความรักของแม่ และลอบหยิบส้มสองสามลูกออกมาจากอกเสื้อเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจของเขา
แน่นอนว่าส้มเหล่านี้ถูกนำออกมาจากห้วงมิติ แต่นางต้องโกหกคำโตด้วยรอยยิ้ม “ข้าเห็นคนขายส้มตามริมทางก็เลยซื้อมา พวกเจ้านำไปแบ่งกันเถอะ”
ส้มในยุคสมัยใหม่ผ่านการปรับปรุงสายพันธุ์นับครั้งไม่ถ้วน รสชาติย่อมหอมหวานกว่าส้มในยุคนี้ เด็กๆกินอย่างมีความสุขจนแสดงออกทางสีหน้าอย่างเห็นได้ชัด พวกเขาไม่เคยกินส้มรสชาติอร่อยเพียงนี้มาก่อน
ต่อให้โก่วเอ๋อร์ฉลาดเพียงใดเขาก็เป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ถูกเหอจิ่วเหนียงหลอกล่อเช่นนี้เขาก็ลืมคิดเรื่องบิดาไปแล้ว
วันนี้ฝึกมามากพอสมควร หลังจากกินส้มเสร็จ เด็กๆก็ไปเล่นต่อตัวต่อกัน
ช่วงนี้ผู้เฒ่าลู่ศึกษาการต่อตัวต่อในรูปแบบต่างๆได้หลายรูปแบบ ทำให้เด็กๆมีวิธีการเล่นใหม่ๆ โก่วเอ๋อร์หลงใหลอยู่กับสิ่งนี้ทันที ไม่สนใจผู้เป็นแม่อีกแล้ว
ตอนนี้เหอจิ่วเหนียงจึงว่างไม่มีอะไรทำ ส่วนงานเย็บปักถักร้อย… อืม ชีวิตนี้นางไม่สามารถทำได้จริงๆ
นางมอบส้มผลสุดท้ายให้ชายชรา ก่อนจะไปเดินสำรวจบริเวณสถานที่สร้างบ้าน
ตอนนี้ขั้นตอนการสร้างบ้านกำลังอยู่ในช่วงสุดท้ายแล้ว นั่นคือเตรียมสร้างกำแพงและปูพื้นลานบ้าน
รั้วบ้านของชาวหมู่บ้านอันผิงล้วนสร้างจากดิน มีเพียงบ้านครอบครัวลู่เท่านั้นที่แม้แต่กำแพงก็ใช้อิฐสร้าง
“พี่ใหญ่ ข้าว่ากำแพงต่ำเกินไปจะไม่ปลอดภัย สร้างให้สูงอีกหน่อยดีกว่าเจ้าค่ะ”
สตรีสองภพยืนมองกำแพงตรงหน้าแล้วรู้สึกไม่พอใจนัก กำแพงนี้สูงกว่านางเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โจรขโมยคงสามารถปีนเข้ามาได้อย่างง่ายดาย
วันข้างหน้าครอบครัวขยับขยายกิจการ หากโจรบุกเข้ามาได้เพราะเหตุผลที่ว่ากำแพงต่ำเกินไป เช่นนั้นคงน่าโมโห
ลู่จิ้งซวนไม่เข้าใจ “กำแพงบ้านของชาวบ้านที่นี่ก็ไม่สูงนักนะ”
“ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ เราสร้างให้สูงหน่อย จะได้มั่นใจว่าปลอดภัย”
จะไม่ให้เหอจิ่วเหนียงคำนึงถึงความปลอดภัยของครอบครัวได้อย่างไร ในเมื่อด้านนอกยังมีผู้ลี้ภัยอีกมากมายที่อยู่อย่างสิ้นเนื้อประดาตัว
ไม่กี่วันก่อนนางได้ยินมาว่า จนถึงตอนนี้ฮ่องเต้ก็ยังไม่ส่งขุนนางไปแก้ไขปัญหาภัยแล้งที่ชางโจว ขืนเป็นเช่นนี้ต่อไปแผ่นดินจะเกิดความไม่สงบไม่ช้าก็เร็วเป็นแน่
ดังนั้น นางจำเป็นต้องเตรียมการป้องกันเอาไว้
หากไม่ใช่เพราะรู้สึกได้ว่าเรื่องที่ได้ยินมาน่าจะเป็นความจริง เหอจิ่วเหนียงก็อยากทำกำแพงให้สูงเท่ากับชาวบ้านเหมือนกัน
หญิงสาวส่ายหน้าไปมา เฮ้อ นางเป็นห่วงทุกคนในครอบครัวมาก!
ลู่จิ้งซวนมองน้องสะใภ้ส่ายหน้าและเดินไปทางอื่นตาปริบๆ หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาจึงบอกกับคนงาน “กำแพงฝั่งนั้นเพิ่มความสูงขึ้นอีกหน่อย!”
ทุกคำพูดและการกระทำของน้องสะใภ้สามต้องมีเหตุผลแน่.นอน เขาอาจจะไม่เข้าใจ แต่เขาไม่สามารถดึงดันได้!
หลังจากเดินดูหนึ่งรอบ เหอจิ่วเหนียงก็ให้คำแนะนำบางอย่างเล็กน้อย ลู่จิ้งซวนแสดงให้นางเห็นว่า จะให้คนงานจัดการตามคำแนะนำของนางแน่.นอน นางจึงเดินจากไปด้วยความเบิกบานใจ
วันต่อมา
วันนี้เหอจิ่วเหนียงต้องแสร้งออกไปรายงานตัวที่โรงหมออวี้หยวน
ทว่านางกลับเผลอหลับยาว จนป่านนี้ก็ยังไม่ตื่น
นางซุนรู้สึกสงสาร เห็นว่าสะใภ้สามวิ่งวุ่นจัดการงานต่างๆข้างนอกมาหลายวันแล้วจึงไม่อยากรบกวน อยากให้นางนอนพักผ่อนต่ออีกหน่อย
แต่สุดท้ายกระทั่งโก่วเอ๋อร์กลับมาจากฝึกร่างกายกับผู้เฒ่าลู่ มานั่งเปิดตำราสำหรับเด็กเงียบๆอยู่ในกระท่อม จดจำท่วงท่าในตำรา และนางซุนเดินเข้ามาดูหลายรอบแล้วพบว่าเหอจิ่วเหนียงยังนอนหลับสนิทไร้ทีท่าจะตื่นเช่นนี้ ในที่สุดหญิงชราก็ทนไม่ไหว ระเบิดอารมณ์ออกมา
นางเดินพรวดเข้าไปดึงผ้าห่ม ตีก้นคนขี้เซาอย่างไม่ปรานี และตะคอกดังลั่น “สะใภ้สาม เจ้าต้องไปเรียนวิชาแพทย์ที่โรงหมอไม่ใช่หรือ สายตะวันโด่งแล้วยังไม่ไปอีก!”
นางซุนโมโหเหอจิ่วเหนียงแล้วจริงๆ ปกตินางเอาการเอางานมาก เหตุใดถึงมาไม่เอาถ่านตอนเวลาสำคัญเช่นนี้!
เหอจิ่วเหนียงถูกปลุกจนสะดุ้งตื่น ก่อนจะกล่าวด้วยเสียงอู้อี้เล็กน้อย “ท่านแม่ เรื่องนี้ไม่รีบเจ้าค่ะ ยามอู่ค่อยไปเจ้าค่ะ”
กล่าวจบนางก็พลิกตัวจะนอนต่อ
นางซุนร้อนใจขึ้น เรียนวิชาแพทย์จะไม่รีบได้อย่างไรกัน ผู้ดูแลเหรินอุตส่าห์มีใจเมตตารับนางเป็นศิษย์ ทั้งยังให้เงินเดือนละห้าตำลึงอีก นี่เป็นเรื่องดีที่ยากจะได้รับ จะทำเสียเรื่องไม่ได้เด็ดขาด!
อีกอย่าง นางบอกเองไม่ใช่หรือว่าชื่นชอบวิชาแพทย์
นี่เรียกว่าชื่นชอบอย่างนั้นหรือ!
เหอจิ่วเหนียงลอบถอนหายใจ โกหกเพียงครั้งเดียวไม่จบ ต้องโกหกต่อไปเพื่อปิดบังคำโกหกในครั้งแรก
แต่นางก็ไม่อาจบอกใครได้ว่าทักษะทางการแพทย์ของนางยอดเยี่ยมถึงขั้นไม่จำเป็นต้องมีใครสอน ผู้ดูแลเหรินเป็นเพียงทางผ่านช่วยนางเปิดเผยเรื่องนี้อย่างช้าๆเท่านั้น…
คิดไปคิดมาหญิงสาวผู้มีความลับจึงหาข้ออ้างอธิบาย “ช่วงเช้าเช่นนี้ที่โรงหมอมีคนมารอรักษาเยอะเจ้าค่ะ ผู้ดูแลไม่มีเวลาสอนข้าหรอก สู้รอยามอู่คนน้อยๆค่อยไปเจ้าค่ะ”
แต่เหอจิ่วเหนียงหารู้ไม่…คำอธิบายของตนเองนั้นกลับกลายเป็นการจุดประกายไฟโทสะของนางซุนขึ้น “เขายอมสอนให้เจ้าก็นับเป็นความโชคดีของเจ้าแล้ว ต่อให้ตอนนี้เขาไม่มีเวลาสอน เจ้าก็ไปช่วยงานที่โรงหมอก็ได้! ช่วยเหลือเขา เขาจะได้เอ็นดู ไม่แน่เขาอาจจะสอนทักษะพิเศษที่เขาเชี่ยวชาญให้กับเจ้าก็ได้ ปกติเจ้าเป็นคนฉลาดมาก เหตุใดตอนนี้ถึงกลับกลายเป็นเช่นนี้แล้ว!”
นางซุนโมโหเช่นนี้ ทำให้เหอจิ่วเหนียงลุกขึ้นมาได้สำเร็จ
หญิงชราผู้นี้สนิทสนมกับนางมากกว่าแม่แท้ๆของนางเสียอีก ทุกอย่างล้วนคิดเผื่อแทนนางเสมอ
จังหวะนี้แม้จะอยากนอนต่อก็ต้องลุกแล้ว แต่การเคลื่อนไหวยังคงเชื่องช้าไม่ต่างกับเต่า
หลังจากล้างหน้าเสร็จ กลิ่นหอมของอาหารก็โชยมาปะทะจมูก เหอจิ่วเหนียงจึงไปหาของกินที่ห้องครัวอย่างเริงร่า
นางซุนกลอกตามองบน เฮอะ พูดออกมาได้ว่าตัวเองชอบวิชาแพทย์ คิดว่านางตาบอดหรืออย่างไร!
หญิงชราคร้านจะพูดอะไรต่อแล้ว นางอยากเห็นนักว่าตกลงเหอจิ่วเหนียงคิดจะทำอะไร!
วันนี้เหอจิ่วเหนียงเพียงแค่อยากนอนขี้เกียจนิดหน่อยก็เท่านั้น
นางกินวอโถวสองลูกและเดินออกมา เห็นเหล่าสตรีกำลังทำงานกันอยู่ พลันนั้นจึงรู้สึกผิดเล็กน้อย
แต่โชคดีที่ช่วงนี้นางทำประโยชน์ให้ครอบครัวมากมาย บรรดาพี่สะใภ้และสตรีเหล่านี้จึงไม่ถือโทษโกรธนางแต่อย่างใด
หลังจากคิดๆดูแล้ว… ช่างเถอะ ออกไปทำตัวขี้เกียจข้างนอกก็ได้
สตรีว่างงานจึงเดินเข้าไปทักทายทุกคน ก่อนเดินไปลากรถม้า ตอนค่ำจะได้รับพวกเด็กๆที่สำนักศึกษากลับมาด้วย
ขณะเหอจิ่วเหนียงจูงรถม้าออกมาถึงหน้าบ้าน ก็บังเอิญพบกับ ‘แขกไม่ได้รับเชิญ’ คนหนึ่ง
ตอนที่ 100: กรรมตามสนองเฉียนต้าหนิว
เหอจิ่วเหนียงเพ่งมอง…
ก็นึกว่าใคร ครอบครัวเฉียนเถี่ยซู่ที่ช่วงนี้ไม่ได้ออกมาเที่ยวหาเรื่องคนอื่นนานแล้วนั่นเอง
โอ้ ที่บังเอิญยิ่งกว่าก็คือ เฉียนต้าหนิวถูกปล่อยตัวออกมาแล้ว
พลันนั้นเหอจิ่วเหนียงจึงจะตระหนักได้ว่า ครอบครัวของตนมาอยู่ที่เมืองจิงโจวหนึ่งเดือนแล้ว
จากสภาพของเฉียนต้าหนิวในตอนนี้ดูก็รู้ว่าช่วงเวลาหนึ่งเดือนในตะรางคงลำบากไม่น้อย เดินกะโผลกกะเผลกจนต้องให้พ่อแม่ช่วยพยุง เห็นได้ชัดว่าชีวิตข้างในนั้นไม่เป็นดั่งใจสักเท่าไร
ร่างกายเขายังซูบผอมลงไปมากราวกับเหลือแค่หนังหุ้มกระดูก
นางหลี่เห็นเหอจิ่วเหนียงออกมาก็พุ่งตัวเข้าไปหมายสั่งสอน แต่อีกฝ่ายสามารถหลบทันนางจึงคว้าได้เพียงอากาศ
คนเสียหลักจึงใช้โอกาสนี้ล้มกลิ้งไปกับพื้น เสมือนตัวเองเป็นผู้ถูกกระทำ จากนั้นก็เริ่มตีอกชกหัวและร้องตะโกน
“ทุกคนมาดูเร็ว รีบมาดูคนใจร้ายใจดำเร็วเข้า! คนครอบครัวนี้ทำร้ายลูกชายข้าจนเป็นแบบนี้ ฮือๆๆ!”
เช้าตรู่เช่นนี้ก็มีคนมาหาเรื่องแล้ว สีหน้านางซุนพลันเขียวคล้ำด้วยความโกรธ พุ่งตัวออกมาด่ากราดอย่างไม่ไว้หน้า “สกุลเฉียนยังไม่หลาบจำใช่หรือไม่ ลูกชายเจ้าสันดานต่ำช้า ยังมีหน้ามาโยนความผิดให้ครอบครัวข้าอีก! ผู้หญิงโง่เง่า เชื่อหรือไม่ว่าวันนี้ข้าจะจับเจ้าส่งทางให้ลงโทษเจ้าอีกครั้ง!”
หากเป็นเมื่อก่อน เวลามีเรื่องอะไรนางซุนจะไม่ไปร้องให้ทางการช่วยเหลือ แต่ตอนนี้ตระหนักได้ว่า สตรีปากร้ายไร้เหตุผลเกินเยียวยาเช่นนี้จำต้องพึ่งพาทางการแล้ว
กลุ่มสตรีที่มาทำงานที่บ้านมักพูดคุยเรื่องในชีวิตประจำวันกัน นางซุนจึงได้รู้จากพวกนางว่า เฉียนต้าหนิวกลับมาแล้วตั้งแต่เมื่อวาน สหายเขาอีกสองคนแม้จะซูบผอมไปมาก แต่ก็ไม่ถึงขั้นเฉียนต้าหนิวที่สภาพเหมือนจะคนก็ไม่ใช่จะผีก็ไม่เชิง
ฟังจากที่ทุกคนเล่ามาจึงได้รู้ว่า เฉียนต้าหนิวผู้นี้อยู่ข้างนอกมักมีพฤติกรรมป่าเถื่อนจนเคยชิน ตอนถูกตัดสินให้จำคุกเขายังนึกลำพองใจว่า คนที่อยู่ข้างในนั้นจะต้องเชื่อฟังเขา สุดท้ายเข้าไปได้สองวันก็ถูกคนในคุกรุมทำร้ายจนอาการสาหัส โชคดีแค่ไหนที่ตลอดหนึ่งเดือนที่ผ่านมาเขายังสามารถประคองชีวิตให้รอดมาได้ ถึงอย่างนั้นก็นับว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลย
ตอนที่นางซุนได้ยินเรื่องนี้ก็หัวเราะชอบใจยกใหญ่ คนอวดดีปานนี้ในเมื่อพ่อแม่ไม่สั่งสอน คนอื่นย่อมช่วยสั่งสอนเอง
แต่หญิงชรานึกไม่ถึงจริงๆ ว่าในตอนนี้พวกเขาจะยังมีหน้ากล้ามาหาเรื่องครอบครัวนางถึงที่อีก!
เหอจิ่วเหนียงไม่อยากออกไปไหนขึ้นมาทันที และไม่รู้ว่านางเอาเมล็ดแตงโมกำมือหนึ่งมาจากไหนออกมาแทะระหว่างยืนดู อยากรู้เหมือนกันว่าครอบครัวเฉียนจะแสดงละครอะไร
นางซุนเห็นท่าทางไม่ยี่หระของเหอจิ่วเหนียงก็นึกโมโห ราวกับสะใภ้สามรู้อยู่แล้วว่าคนสกุลเฉียนจะมาก่อเรื่อง ที่มัวยืดยาดไม่ยอมไปโรงหมอเสียทีก็เพื่อรอดูความครึกครื้นในตอนนี้สินะ!
“ไม่ยุติธรรมเลยจริงๆ! พวกเจ้าสกุลลู่ทำร้ายลูกข้าจนมีสภาพอนาถเช่นนี้ เขาเป็นลูกชายเพียงคนเดียวของข้า ตอนนี้ขาพิการไปข้างหนึ่งแล้ว วันข้างหน้าเขาจะใช้ชีวิตอย่างไร!!
ไม่รู้แหละ ครอบครัวพวกเจ้าต้องจ่ายเงินค่ารักษาให้ลูกข้า ไม่อย่างนั้นข้าก็จะอยู่ที่นี่ไม่ไปไหนทั้งนั้น!”
นางหลี่เกลือกกลิ้งบนพื้นพร้อมตะโกนเสียงดังจนร่างกายเปื้อนฝุ่น นางออกแรงอย่างสุดกำลังโดยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย
เหอจิ่วเหนียงพยักหน้าด้วยความสนใจ นางหลี่ผู้นี้ช่างแสดงละครเก่งจริงๆ!
เฉียนต้าหนิวกัดฟันกรอด มองเหล่าสตรีตระกูลลู่ดวงตาแข็งกร้าว ตะคอกถามด้วยสีหน้าโหดเหี้ยม “เจ้าสุนัขลู่เสี่ยวหยางญาติพวกเจ้าล่ะ? บอกมันให้โผล่หัวออกมาเจอข้าเดี๋ยวนี้!”
ถูกต้อง ที่ครอบครัวเฉียนพากันมาตั้งแต่เช้าตรู่วันนี้ ประการแรกก็คือ มาเรียกร้องค่าชดเชยให้เฉียนต้าหนิว และประการที่สอง มาหาเจ้าสารเลวลู่เสี่ยวหยางนั่นเอง
เฉียนต้าหนิวไม่คิดเลยว่าจะครอบครัวจะกลายเป็นเช่นนี้ เขาได้รับความทุกข์ทรมานจากในคุก เมื่อได้กลับบ้านก็หวังจะนอนพักรักษาตัวดีๆ ทว่าครั้นกลับมาถึงบ้านกลับพบว่า แม้แต่แม่ไก่สักตัวก็ไม่มีแล้ว ทรัพย์สินเงินทองแทบไม่เหลือ จะซื้อเนื้อสัตว์ให้เขากินรักษาตัวก็ไม่มีปัญญา
ช่างอัปยศยิ่งนัก!
อันธพาลแซ่เฉียนจึงเดือดดาลเป็นอย่างมาก ครอบครัวเขายากจนก็จริงแต่ไม่ถึงขั้นอับจนเช่นนี้ อีกอย่าง ท่านพ่อท่านแม่ก็รักเขามากมาโดยตลอด ไม่มีทางตระหนี่กับเขาเป็นแน่ ดังนั้นเมื่อมีปากเสียงกันอยู่ครู่ใหญ่ บิดามารดาก็เล่าเรื่องลู่เสี่ยวหยางออกมา
เมื่อก่อนเฉียนต้าหนิวเองก็ทำตัวเสเพลหลอกกินข้าวบ้านคนอื่นบ่อยครั้ง กลอุบายตื้นๆของลู่เสี่ยวหยางนั้นเขาคุ้นเคยอย่างดี ดังนั้นตอนที่มารดาร้องไห้บอกว่าบิดาของเขาทำไปเพราะจะช่วยแก้แค้นให้เขา แต่กลับทำไม่สำเร็จ ทั้งยังเล่าเรื่องที่นำของดีในบ้านไปเลี้ยงดูลู่เสี่ยวหยาง เขาจึงโกรธจนแทบกระอักเลือด!
นึกไม่ถึงว่าเขา--เฉียนต้าหนิวชายเสเพลที่หลอกคนอื่นมาทั้งชีวิต จะมีวันที่ถูกคนนอกอย่างลู่เสี่ยวหยางเข้ามาจุดไฟเผาบ้านตัวเอง!
ความแค้นนี้จะยอมปล่อยไปง่ายๆได้อย่างไร!!!
ผู้เฒ่าลู่และบุตรชายคนโตยืนคุมคนงานสร้างบ้านอยู่ไม่ไกล เห็นคนแซ่เฉียนมาหาเรื่องอยู่หน้าบ้านจึงเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“พวกเจ้ามาทำอะไรอีก?”
ชายชราจับจ้องเฉียนต้าหนิวด้วยสีหน้าถมึงทึง และค่อนแคะด้วยความรังเกียจ “สภาพเช่นนี้แล้วยังไม่เจียมตัวอีกรึ เจ้าคิดว่าตัวเจ้ามีกี่ชีวิตกันฮะ!”
คำพูดเพียงประโยคเดียวของชายชราทำให้คนถูกต่อว่าหวนนึกถึงวันคืนที่ทุกข์ทรมานในคุก พลันนั้นใจก็กระตุกด้วยความหวาดกลัว แต่เมื่อนึกอีกทีก็ตระหนักได้ว่า ความทรมานที่เขาต้องประสบพบเจอเหล่านั้นล้วนเป็นเพราะครอบครัวลู่!
อารมณ์ของเด็กหนุ่มพลันเดือดพล่าน อยากพุ่งตัวเข้าไปชกคนสมควรตายพวกนี้สักหมัด!
“ไม่มีอะไรมาก ที่พวกเรามาวันนี้ก็มีแค่สองเรื่อง!”
เฉียนต้าหนิวมั่นใจว่าครั้งนี้ตนจะจัดการครอบครัวลู่ได้ จึงวางท่าดุดัน “เรื่องแรก ชดเชยเงินค่ารักษาขามาให้ข้ายี่สิบตำลึง เรื่องที่สอง ส่งตัวเจ้าลู่เสี่ยวหยางนั่นมา!”
ลู่เสี่ยวหยางผู้นั้นกล้าล้วงคองูเห่า ฉกชิงข้าวของของเขาตอนที่เขาไม่อยู่ บัญชีนี้จะต้องชำระให้สาสม!
ได้ยินมาว่าเจ้าหัวขโมยนั่นก็ขาพิการเหมือนกัน ไม่ต้องคิดก็เห็นชัดว่าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
…ยี่สิบตำลึงไม่เยอะหรอก แต่เหตุใดต้องให้ด้วยล่ะ?
เหอจิ่วเหนียงแค่นเสียงหัวเราะออกมาหนึ่งที เปลือกเมล็ดแตงโมในปากพุ่งออกมาติดบนใบหน้าเฉียนต้าหนิว
ทุกคนเห็นดังนั้นก็อยากส่งเสียหัวเราะดังๆ
เหอจิ่วเหนียงแสร้งเอ่ยอย่างขอลุแก่โทษ “โอ๊ะ ขอโทษนะ บังเอิญว่าเจ้าอยู่ใกล้ข้ามากเกินไปน่ะ”
เฉียนต้าหนิวกดเก็บโทสะเอาไว้ในใจ ไม่รู้เพราะเหตุใดเขาถึงไม่กล้าต่อกรสตรีผู้นี้ เขาสัมผัสได้ว่านางไม่ธรรมดา
ยังไม่ทันได้คิดว่าจะตอบโต้เช่นไร จู่ๆ เปลือกเมล็ดแตงโมชิ้นใหม่ก็พุ่งเข้ามาแปะบนหน้าผากเขาอีก
เฉียนต้าหนิวอึ้งงัน…
เมื่อเห็นบุตรชายถูกเหยียดหยามเช่นนี้ นางหลี่ก็ทนไม่ได้ ลุกพรวดขึ้นหมายโผเข้าไปหาเหอจิ่วเหนียง “เจ้ามันผู้หญิงโคมเขียว! เป็นเพราะผู้หญิงโคมเขียวอย่างเจ้ามีความสัมพันธ์กับนายอำเภอ ถึงทำให้ลูกข้าต้องทนทุกข์ทรมาน! วันนี้ข้าจะฉีกเนื้อเจ้าเป็นชิ้นๆ!”
ขณะที่สาดวาจากราดเกรี้ยวนางหลี่ก็ก้มศีรษะพร้อมพุ่งชนเหอจิ่วเหนียง ราวกับวัวตัวหนึ่งก็มิปาน
นางซุนเป็นกังวลเล็กน้อย กลัวว่าเหอจิ่วเหนียงที่เป็นเพียงสตรีร่างบางจะไม่สามารถรับมือกับแรงของสตรีบ้าคลั่งอย่างนางหลี่ได้ แต่ใครเลยจะคิดว่าสะใภ้สามจะค่อยๆกลืนเมล็ดแตงโม.ลงคออย่างสบายๆ จากนั้นพ่นเปลือกเมล็ดแตงโมติดหน้าผากเฉียนต้าหนิวอย่างแม่นยำอีกครั้ง ก่อนจะยื่นมือข้างหนึ่งหยุดนางหลี่ที่พุ่งตัวเข้ามาได้
อืม… คว้าผมนางหลี่อย่างแม่นยำ และกระชากอย่างแรง
นางหลี่ส่งเสียงโอดครวญราวกับหมูถูกเชือด ผมของนางถูกกระชากจนหลุดออกมากระจุกหนึ่ง!
เหอจิ่วเหนียงเหวี่ยงตัวน่ารำคาญออกไปอีกด้านหนึ่ง ก่อนปัดมือด้วยความรังเกียจ “เป็นผู้ยุ่งผู้หญิงแต่เหตุใดไม่รักษาความสะอาดเอาซะเลย เจ้าไม่ได้สระผมมานานเพียงใดแล้วถึงทำมือข้าสกปรกเช่นนี้”
เมื่อเห็นการรับมือของเหอจิ่วเหนียง นางซุนและคนอื่นๆ ต่างก็ถอนหายใจด้วยความโล่ง.อก
…จริงสินะ คนที่สามารถบุกเข้าไปในรังโจรคนเดียว และจัดการโจรเร่ร่อนทั้งค่ายได้อย่างนาง จะกลัวสตรีเก่งแต่ปากคนหนึ่งได้อย่างไร
นางหลี่ทั้งอับอายทั้งโกรธแค้น ไม่รู้จะทำอย่างไรต่อจึงหันขวับจับจ้องเฉียนเถี่ยซู่และก่นด่า “เจ้าตายๆไปซะก็ดี!!!”
จบตอน
Comments
Post a Comment