singsing ep1-10

ในช่วงเวลาที่ต้องเผชิญกับความแห้งแล้งและความข้นแค้นมาอย่างยาวนาน  เด็กน้อย 'ซิ่งซิ่ง'  วัยสามขวบที่ถูกทิ้งอยู่ตรงกองดินริมแม่น้ำก็ถูกสามีภรรยาเฒ่าจากตระกูลอวี้รับเลี้ยงเอาไว้ 


แม้บางคนในครอบครัวจะคัดค้าน  แต่ซิ่งซิ่งก็พยายามอย่างมากที่จะเอาชนะใจทุกคนด้วยความน่ารักและสดใสของเธอ  และแม่เฒ่าเว่ยก็เชื่ออย่างสุดหัวใจว่าเธอคือ 'ดาวนำโชค' ที่สวรรค์ประทานมาให้!


บทที่ 1: เก็บเด็กหญิงตัวน้อยได้คนหนึ่ง


   

   ลมพายุพัดกระหน่ำ หมุนวนอยู่บริเวณเชิงเขาที่รกร้าง

   

   ปีแห่งความอดอยากเช่นนี้ คงจะตัดหนทางรอดของผู้คนไปโดยสิ้นเชิง!

   

   ท่ามกลางลมและฝุ่นทราย แม่เฒ่าเว่ย ภรรยาของผู้เฒ่าอวี้ ใช้แขนหนีบห่อผ้าเก่าๆไว้ข้างกายอย่างยากลำบาก จึงจะผ่านเข้าประตูบ้านที่กำลังปะทะกับแรงลมจากด้านนอกได้

   

   ผู้เฒ่าอวี้รีบใช้ไหล่ยันประตูไม้ที่ส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดจากแรงลมอย่างสุดกำลัง กว่าจะปิดกลอนประตูได้ก็ทำเอายากเข็ญทีเดียว

   

   เขาหันกลับมามอง เห็นภรรยาของตนกำลังแกะห่อผ้าเก่าๆที่อยู่บนเตียงออกมา สิ่งที่อยู่ภายในคือเด็กหญิงตัวน้อยๆที่มีแต่คราบสกปรกเต็มตัว

   

   เด็กหญิงตัวน้อยดูขัดเขิน นางพลิกตัวลุกขึ้นนั่งอย่างรวดเร็ว เนื่องจากทำอะไรไม่ถูก

   

   ผู้เฒ่าอวี้สูดหายใจเข้าลึกๆ “เด็กผู้หญิงนี่มาจากไหน?”

   

   แม่เฒ่าเว่ยนั่งลงข้างเตียง ใบหน้าฉายแววขุ่นมัวปนความกังวล “ข้าเก็บมาได้จากกองหินที่เชิงเขาน่ะ ปีนี้ลำบากยากเข็ญ ไม่รู้ว่าครอบครัวไหนใจร้ายทิ้งลูกไว้ ดูจากสภาพแล้ว เด็กคนนี้น่าจะลอยตามแม่น้ำมา เสื้อผ้าขาดวิ่นเพราะครูดกับโขดหิน นอนหมดสติน่าสงสารอยู่บนโขดหินริมน้ำ น่าสงสารจริงๆ!”

   

   ลมนอกบ้านยังคงโหมกระหน่ำ แสงเทียนสลัวภายในบ้านไหววูบวาบ

   

   ผู้เฒ่าอวี้มองเด็กหญิงตัวน้อยที่อยู่บนเตียงท่ามกลางแสงเทียนที่สั่นไหว

   

   เด็กหญิงตัวน้อยวัยสามสี่ขวบ ผอมกะหร่อง ใบหน้าเล็กๆแม้เต็มไปด้วยรอยข่วนจากหินโสโครก แต่ก็ไม่อาจปิดบังความน่ารักน่าเอ็นดูของดวงตา คิ้ว และคางได้ เด็กน้อยสวมเสื้อผ้าขาดวิ่น ท่าทางทำอะไรไม่ถูก เหมือนไม่รู้จะวางมือวางเท้าไว้ตรงไหน ยิ่งทำให้ผู้พบเห็นอดสงสารไม่ได้

   

   ผู้เฒ่าอวี้นึกสงสัย จึงเอ่ยถามขึ้น "หนูน้อย เจ้าชื่ออะไร อายุเท่าไหร่ แล้วบ้านอยู่ที่ใด?"

   

   ดวงตากลมโตของเด็กน้อยน้ำตาคลอ ราวกับเขื่อนกำลังจะแตก

   

   นางจำอะไรไม่ได้เลย รู้แต่ว่าปวดหัวมึนงง จำได้รางๆว่าเหมือนมีคนผลักตัวเองตกจากเรือลงไปในน้ำ

   

   เด็กน้อยสูดน้ำมูก สะกดกลั้นอาการสะอื้น พูดเสียงเบา "ท่านปู่ ข้าจำได้แค่ว่าข้าชื่อ ‘ซิ่งซิ่ง’ อายุสามขวบเจ้าค่ะ"

   

   เด็กน้อยพูดพลางทุบศีรษะตัวเองเบาๆ

   

   ทำอย่างไรดีหนอ นางนึกไม่ออกจริงๆ

   

   เสียงนางสั่นเครือ "ท่านปู่ นอกจากนี้ซิ่งซิ่งก็นึกอะไรไม่ออกแล้วเจ้าค่ะ เหมือนมีคนผลักซิ่งซิ่งตกจากเรือลงไปในน้ำ..."

   

   แม้จะยังเด็ก แต่เด็กหญิงคนนี้ก็พูดจาฉะฉานชัดเจน น้ำเสียงอ่อนหวานน่าฟัง ยิ่งพยายามกลั้นสะอื้น ยิ่งชวนเวทนาสงสาร

   

   แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้วแน่น

   

   ผู้เฒ่าอวี้ถอนหายใจเฮือกใหญ่ "จำอะไรไม่ได้เลยหรือ เด็กคนนี้ต้องหัวโขกอะไรเข้าตอนตกน้ำแน่ ๆ!... เฮ้อ ชีวิตแบบไหนกันหนอ ได้ยินมาว่าเหล่าเจิ้งเจอเด็กตายอยู่ในป่าบนเขาวันก่อน ครึ่งตัวโดนหมาป่าแทะไปแล้ว... ปีนี้แย่จริงๆ หลายบ้านต้องทิ้งลูกตัวเองไปแบบนี้ไม่เท่ากับส่งให้ไปตายหรอกหรือ?"

   

   เด็กน้อยพยายามกลั้นน้ำตาไม่ให้ไหลออกมา

   

   เช่นนั้นเองหรือ นางเป็นเด็กที่ไม่มีใครต้องการสินะ?

   

   เด็กหญิงคิดว่าตนจะไม่ร้องไห้ เหมือนเคยมีคนบอกนางว่าคนขี้แงมันน่ารำคาญ

   

   นางจะไม่ร้องไห้ จะไม่ร้อง... ฮือๆ

   

   แม่เฒ่าเว่ยจ้องเด็กน้อยเนื้อตัวมอมแมมที่นั่งตัวเกร็งอยู่บนเตียง น้ำตาคลอเบ้า มือไม้ก็ไม่รู้จะวางตรงไหนด้วยคิ้วขมวดมุ่น

   

   ทันใดนั้น ท้องของเจ้าตัวน้อยก็ร้องขึ้นดังจ๊อกๆ

   

   แม้แต่เสียงลมกระโชกข้างนอกก็กลบเสียงนี้ไม่มิด

   

   ทั้งสามคนได้ยินอย่างชัดเจน

   

   ใบหน้าเล็กๆที่มอมแมมของเด็กน้อยพลันแดงก่ำขึ้นมาทันที!

   

   นางโอบกอดท้องน้อยๆที่แฟบแบนของตัวเองจนศีรษะแทบจะแนบไปกับหน้าท้องอยู่แล้ว!

   

   แม่เฒ่าเว่ยมองแวบหนึ่ง ก่อนจะหันหลังไปเปิดตู้ หยิบขนมโก๋ที่เหลืออยู่ครึ่งก้อนออกมา แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แต่หญิงชราก็ยังคงทำสีหน้าบึ้งตึงยื่นขนมโก๋ให้เด็กน้อยที่เนื้อตัวมอมแมมพลางพูดเสียงแข็งว่า "กินสิ!"

   

   เด็กหญิงตัวน้อยมองแม่เฒ่าเว่ยด้วยดวงตากลมโตที่เอ่อคลอไปด้วยน้ำตา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเบา ใบหน้าแดงก่ำว่า "ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านย่า"

   

   แม่เฒ่าเว่ยเบือนหน้าหนี ไม่พูดอะไรออกมา

   

   ผู้เฒ่าอวี้แอบหัวเราะเบาๆขณะนั่งอยู่ตรงขอบเตียง มองเด็กหญิงตัวน้อยที่กำลังถือขนมโก๋ ค่อยๆกัดกินทีละคำเล็กๆด้วยความรู้สึกแปลกใจ

   

   "เทียบกับเจ้าหลานชายตัวแสบทั้งหลายของเราแล้ว ท่าทางการกินของเจ้าหนูนี่ช่างดูเรียบร้อยน่าเอ็นดูจริงๆ!" ผู้เฒ่าอวี้เอ่ยชมออกมาอย่างอดไม่ได้ หลังจากนั้นก็เกิดกังวลขึ้นมา "... เพียงแต่เจ้าหนูนี่ไม่มีญาติพี่น้อง ไม่อาจจำอะไรได้เลย แล้วแบบนี้ต่อไปจะทำอย่างไรดีล่ะ?"

   

   เด็กตัวแค่นี้ ถ้าปล่อยให้อยู่ข้างนอก คาดว่าคงไม่ต่างอะไรกับเด็กที่เหล่าเจิ้งไปเจอ คงจะต้องตกเป็นอาหารของหมาป่าแน่

   

   ผู้เฒ่าอวี้ได้แต่ถอนหายใจ เขาเองก็อยากจะเลี้ยงดูเด็กคนนี้อยู่หรอก แต่ในช่วงปีที่แห้งแล้งเช่นนี้ ครอบครัวของเขาก็ลำบากมากเช่นกัน แม้พวกเขาจะเก็บสะสมเสบียงอาหารไว้ได้บ้างในช่วงหลายปีที่ผ่านมา แต่ตอนนี้เสบียงอาหารเหล่านั้นก็ใกล้จะหมดแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น พืชผลในไร่นาก็ต้องเผชิญกับความแห้งแล้งในตอนแรก ก่อนจะตามมาด้วยลมพายุที่โหมแรงตลอดทั้งคืน พอเป็นแบบนี้ …ไม่รู้ว่าจะมีพืชผลเหลือรอดมาได้มากน้อยเพียงใด

   

   เสบียงอาหารสำหรับช่วงครึ่งปีหลัง คงจะหายากแล้วละ!

   

   แม่เฒ่าเว่ยไม่ตอบ มองเด็กน้อยที่กำลังกัดกินขนมโก๋อย่างเอร็ดอร่อย

   

   สักครู่ นางก็ค่อยๆหยิบบางอย่างที่อยู่ในอกเสื้อออกมาวางลงบนโต๊ะ

   

   มันคือไม้เลื้อยที่ดูค่อนข้างเหี่ยวเฉาต้นหนึ่ง

   

   แม่เฒ่าเว่ยมักเข้าไปในป่าอยู่บ่อยครั้ง ดังนั้นจึงค่อนข้างรู้เรื่องสมุนไพรเป็นอย่างดี ผู้เฒ่าอวี้เบิกตากว้างแล้วพูดเสียงดังขึ้นเล็กน้อย “นี่มันสมุนไพร 'จัวซิน' หรือเปล่า?! เจ้าไปเอามันมาจากไหน?”

   

   สมุนไพร 'จัวซิน' นี้ เป็นส่วนผสมของยารักษาโรคหลายชนิด มีฤทธิ์ที่โดดเด่นในการรักษาอาการบาดเจ็บจากการหกล้มและฟกช้ำ แต่เนื่องจากหายาก ราคาจึงค่อนข้างแพง แม้สมุนไพรที่แม่เฒ่าเว่ยหยิบออกมานี้ จะดูเหี่ยวเฉาไปหน่อย แต่ถ้าตากให้แห้งแล้ว นำไปขายที่ร้านขายยาในเมือง อย่างน้อยก็น่าจะได้เงินมาสักสี่ตำลึงเงิน

   

   เงินสี่ตำลึงเงิน สามารถแลกข้าวสารได้ถึงสิบถัง!

   

   ถ้าเติมผักป่าลงไปอีกหน่อย ก็น่าจะเพียงพอให้ทั้งครอบครัวกินได้ทั้งเดือน!

   

   ผู้เฒ่าอวี้รู้สึกดีใจจนเห็นได้ชัด

   

   แม่เฒ่าเว่ยจึงพูดขึ้นว่า “ตอนที่ข้าไปเจอเจ้าหนูนั่น เด็กน้อยนอนสลบอยู่บนก้อนหินสองก้อน ข้าอุ้มนางขึ้นมา ก็เห็นสมุนไพรนี้ขึ้นอยู่ตามซอกหิน ข้าเดาว่านี่อาจเป็น ‘พรจากสวรรค์’ เด็กน้อยคนนี้ต้องนำโชคมาให้เราเป็นแน่”

   

   ผู้เฒ่าอวี้คาดเดาความคิดของแม่เฒ่าเว่ยได้ จึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งโดยไม่เอ่ยอะไร

   

   ครู่ใหญ่ แม่เฒ่าเว่ยก็ตัดสินใจได้แล้ว จึงพูดกับเด็กหญิงตัวน้อยที่เนื้อตัวมอมแมมด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "ในเมื่อที่บ้านไม่ต้องการเจ้าแล้ว ต่อไปนี้เจ้าก็มาอยู่กับข้าก่อน! ข้ากินอะไรเจ้าก็กินอย่างนั้น!"

   

   "หา?" เด็กหญิงตัวน้อยเงยหน้าขึ้นอย่างงุนงง มุมปากยังเปื้อนเศษขนมโก๋อยู่เลย ดูท่าทางใสซื่อมาก

   

   นางใช้เวลานานกว่าจะหายตกใจ

   

   ท่านย่าที่ช่วยชีวิตนางไว้ กำลังบอกว่าจะเลี้ยงดูนางอย่างนั้นหรือ?

   

   ผู้เฒ่าอวี้รู้สึกทั้งดีใจและกังวล ถอนหายใจแล้วพูดว่า "หวังว่าจะเลี้ยงรอดนะ"

   

   แม่เฒ่าเว่ยทำสีหน้าไม่พอใจ "เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆแค่นี้ จะกินข้าวสักเท่าไหร่กันเชียว? ข้ากินน้อยลงหน่อยก็เลี้ยงนางได้แล้ว!"

   

   ผู้เฒ่าอวี้คิดตามก็เห็นด้วย พยักหน้าแล้วพูดพึมพำว่า "เจ้าพูดถูก ข้าก็จะกินให้น้อยลงหน่อย เด็กตัวแค่นี้ เราจะปล่อยให้ไปตายได้อย่างไร..."

   

   ดวงตาของเด็กหญิงยังคงมีน้ำตาคลอเบ้า มองผู้เฒ่าอวี้อย่างน่าสงสาร สลับกับมองแม่เฒ่าเว่ยที่ทำหน้าบูดบึ้ง ก่อนที่อีกฝ่ายจะรินน้ำให้นางครึ่งถ้วย แล้วพูดกับนางด้วยสีหน้าจริงจังว่า "ตอนนี้ปีนี้แห้งแล้ง น้ำเป็นของหายาก ดื่มอย่างประหยัดหน่อย... ค่อยๆกินล่ะ เดี๋ยวสำลักเอา!"

   

   น้ำตาของนางแทบจะไหลรินออกมาอยู่แล้ว!

   

   แม้นางจะอายุยังน้อย แต่ก็รู้จักผิดชอบชั่วดี

   

   เด็กหญิงตัวน้อยกลืนขนมโก๋คำสุดท้ายลงคอ แล้วไถลลงจากเตียง นางก้มลงคำนับท่านปู่กับท่านย่าสามครั้ง น้ำตาคลอเบ้า พยายามกลั้นสะอื้น และกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า “ท่านปู่ ท่านย่า”

   

   ผู้เฒ่าอวี้รีบเข้าไปประคองเด็กหญิงตัวน้อยขึ้นมา “เด็กดี พื้นเย็นมากนะ ตัวเจ้าก็ผอมบาง คุกเข่าแบบนี้ ไม่สบายขึ้นมาจะทำอย่างไร?!”

   

   แม่เฒ่าเว่ยแม้ไม่ได้เอ่ยปาก แต่แววตาก็อ่อนโยนลงเล็กน้อย

   

   ทันใดนั้น สายฟ้าก็ผ่าลงมาจากฟากฟ้า สว่างไปครึ่งนภา

   

   เสียงฟ้าคำรามลั่น แผ่นดินสะเทือน

   

   ทั้งผู้เฒ่าอวี้และแม่เฒ่าเว่ยต่างก็ตกตะลึง

   

   ฝนตกลงมาอย่างหนัก รวดเร็วและรุนแรง เสียงฝนกระทบหลังคาดังสนั่นหวั่นไหว

   

   ผู้เฒ่าอวี้ดีใจจนลืมตัว คว้ากะละมังในบ้านแล้วรีบวิ่งออกไปตะโกนเรียกคนที่อยู่ในห้องคนอื่นๆ “ฝนตกแล้ว! รีบออกมารองน้ำกันเร็วเข้า!”

   

   ท่ามกลางสายฝนที่โปรยปราย ไม่ใช่แค่ครอบครัวของผู้เฒ่าอวี้เท่านั้น แต่เกือบทุกคนในหมู่บ้านต่างวิ่งออกมาจากบ้านอย่างบ้าคลั่ง หาภาชนะที่ใช้บรรจุน้ำได้มาวางไว้ในลานบ้านเพื่อรองน้ำฝน

   

   แม้เสียงฝนจะดังกระหน่ำ แต่เสียงโห่ร้องดีใจของชาวบ้านจากทุกสารทิศกลับดังกลบเสียงฝนเสียมิด

   

   “ฝนตกแล้ว! ฝนตกแล้ว!”

   

   ใบหน้าเหี่ยวย่นของแม่เฒ่าเว่ยคลี่ออกจนหมดสิ้น นางยืนอยู่ใต้ชายคา มองดูผู้เฒ่าอวี้กับคนในครอบครัวช่วยกันรองน้ำฝนด้วยทุกอย่างที่หาได้ รอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าจนไม่อาจปิดไว้ได้

   

   ทันใดนั้น มีมือเล็กๆยื่นออกมาจากด้านข้าง รองน้ำฝนที่ไหลลงมาจากชายคา

   

   มือเล็กๆนั้นรองน้ำฝนไว้เต็มอุ้งมือ ก่อนจะหดกลับไป แล้วป้ายลงบนใบหน้าอย่างรวดเร็ว ดูเหมือนจะใช้ประโยชน์จากน้ำฝนเพื่อล้างหน้า

   

   เด็กหญิงตัวน้อยพยายามอย่างมากที่จะล้างหน้าด้วยน้ำฝน จนชายเสื้อด้านหน้าเปียกไปหมด

   

   แม่เฒ่าเว่ยมองดูอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะหันหลังกลับเข้าไปหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนหนึ่งออกมา นางชุบน้ำฝนจนผ้าเปียกชุ่ม แล้วดึงเด็กหญิงตัวน้อยเข้ามาใกล้ เช็ดใบหน้าให้อย่างเบามือหลายครั้ง

   

   เด็กหญิงก็น่ารักเชื่อฟัง ไม่ได้หลบหลีกแต่อย่างใด ยอมให้แม่เฒ่าเว่ยเช็ดหน้าให้แต่โดยดี

   

   เมื่อเช็ดเสร็จ ใบหน้าที่เคยมอมแมมก็หายไป เผยให้เห็นใบหน้าที่สะอาดและแดงระเรื่อ ปรากฏขึ้นภายใต้ผ้าเช็ดหน้า

   

   ดวงตากลมโตสีดำขลับ จมูกโด่งเป็นสัน แก้มยุ้ยน่ารัก น่าเอ็นดู

   

   เด็กหญิงตัวน้อยที่แสนสกปรก ตอนนี้กลายเป็นเด็กน้อยแก้มยุ้ยน่ารัก ทว่ายังมีรอยแผลอยู่เต็มตัว

   

   เด็กน้อยเอียงคออย่างอ่อนโยนและน่าเอ็นดู เอ่ยเรียกว่า "ท่านย่า..."

   

   หัวใจของแม่เฒ่าเว่ยสั่นไหว ความรู้สึกที่ไม่สามารถอธิบายได้ปรากฏขึ้นในใจ นางเพิ่งตัดสินใจกับตาแก่ว่าจะรับเด็กหญิงตัวน้อยมาเลี้ยงดู ทันใดนั้นสวรรค์ก็ประทานฝนตกลงมาอย่างหนัก คลายความแห้งแล้งในท้องทุ่ง หรือว่า...นี่คือความโชคดีที่ ‘ซิ่งซิ่ง’ นำพามาให้?

   

   หรือว่าเด็กหญิงตัวน้อยคนนี้คือ ‘ดาวนำโชค’ งั้นหรือ?



  บทที่ 2: จะเลี้ยงอีกคนหรือไร


   

   ฝนที่ตกหนักราวกับทองคำเมื่อคืนนี้ ตกลงมาครึ่งค่อนคืนกว่าจะหยุด

   

   รุ่งเช้า ฝนและลมสงบลง ดวงอาทิตย์เริ่มส่องแสง วันนี้น่าจะเป็นวันที่อากาศดี ท้องฟ้าดูสดชื่นอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

   

   ‘หลี่ชุนฮวา’ สะใภ้ใหญ่ของตระกูลอวี้ตื่นตั้งแต่เช้าตรู่ นางผิวปากอย่างอารมณ์ดี รีบพันผ้าโพกหัวอย่างคล่องแคล่ว จากนั้นก็ถือตะกร้าไม้ไผ่เตรียมไปตัดหญ้าเลี้ยงหมู

   

   เมื่อคืนนี้ฝนตก หญ้าเลี้ยงหมูน่าจะงอกขึ้นเยอะ นางเลยต้องรีบไปตัดมาให้หมูกิน ทว่าในยามนี้ ทุ่งนาแห้งแล้งมานาน หญ้าเลี้ยงหมูก็แทบจะไม่มีอยู่รอมร่อ หมูที่บ้านก็กินไม่อิ่ม น้ำหนักจึงไม่ค่อยขึ้น น่าสงสารจริงๆ

   

   “พี่สะใภ้!”

   

   ‘ไป๋เสี่ยวเฟิ่ง’ สะใภ้คนที่สองของบ้านโผล่หน้าออกมาจากห้องครัว นางขยิบตาให้หลี่ชุนฮวาพร้อมกับทำท่าทางให้เงียบไว้ แล้วเรียกนางเข้าไป

   

   หลี่ชุนฮวาไม่ได้คิดอะไรมาก จึงเดินเข้าไปในครัว “น้องสะใภ้ มีอะไรหรือ?”

   

   จากนั้นไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็ดึงหลี่ชุนฮวาเข้ามาในครัว แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเบาๆอย่างลึกลับว่า “พี่สะใภ้ ท่านรู้หรือไม่? ว่าเมื่อคืนท่านแม่พาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งกลับมา บอกว่าจะรับเลี้ยงนาง!”

   

   หลี่ชุนฮวาตกใจ “น้องสะใภ้ นี่เจ้าพูดอะไรออกมา? เหตุใดพูดเล่นเช่นนี้เล่า!”

   

   "แถวนี้แล้งมาสามปีแล้ว แค่น้ำดื่มยังต้องเดินไปตักที่แม่น้ำไกลๆโน่นเลย บ้านเราก็มีแต่เด็กกินจุอยู่ตั้งหลายคน แค่อาหารของตัวเองยังต้องรัดเข็มขัด จะเอาอะไรมาเลี้ยงเด็กผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้กัน"

   

   "ต่อให้ตอนนี้ฝนจะตก แต่อนาคตจะเป็นอย่างไรก็ยังไม่รู้เลย"

   

   "เลี้ยง? แล้วจะเอาอะไรมาเลี้ยงเล่า?"

   

   "ข้าไม่ได้โกหกนะ" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเบ้ปาก "เมื่อคืนท่านแม่ยังขึ้นไปที่ห้องข้า เอาเสื้อผ้าเล็กๆของพี่กุ้ยที่ใส่ไม่ได้แล้วไปด้วย"

   

   นางอดบ่นไม่ได้ "ไม่ใช่ว่าข้ามีลูกไม่ได้เสียหน่อย ถ้ามีลูกคนที่สาม เสื้อผ้าที่พี่กุ้ยใส่ไม่ได้แล้ว ข้าก็ยังเก็บไว้ให้ลูกคนที่สามใส่ได้..."

   

   หลี่ชุนฮวาไม่ได้สนใจคำพูดนั้น ทว่าเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึงและถามขึ้น "จริงหรือ? ท่านแม่ไปเจอเด็กผู้หญิงที่ใดหรือ? แล้วเหตุใดจะเอามาเลี้ยงที่บ้าน?"

   

   "พวกเจ้าสองคน ไม่ทำงานทำการ มายืนกระซิบกระซาบอะไรกัน!"

   

   ลูกชายคนโตของตระกูลอวี้ ‘อวี้ต้าหนิว’ สะพายจอบผ่านหน้าต่างห้องครัว เห็นภรรยาตัวเองกับน้องสะใภ้จอมเจ้าเล่ห์ยืนคุยกันงุบงิบ เขาจึงมองเข้ามาในห้องครัวด้วยความไม่พอใจ "อีกสักพักท่านพ่อกับท่านแม่ก็จะตื่นแล้ว ยังมัวโอ้เอ้กันอยู่ได้! หมูก็ยังไม่ได้ให้อาหาร ข้าวก็ยังไม่ได้ทำ!"

   

   หลี่ชุนฮวาไม่สนใจสีหน้าบึ้งตึงของสามี ลดเสียงต่ำถามเขาผ่านหน้าต่างห้องครัวที่เปิดแง้มไว้ "นี่เจ้ารู้เรื่องรึเปล่า? ท่านแม่ไปเจอเด็กผู้หญิงที่ไหนไม่รู้ จะเอามาเลี้ยงที่บ้านเรา!"

   

   เรื่องนี้อวี้ต้าหนิวก็เพิ่งได้ยิน เขาชะงักไปครู่หนึ่งพลางขมวดคิ้ว จากนั้นก็ทำหน้าบึ้งตึง "ท่านแม่อยากเลี้ยงก็ปล่อยให้เลี้ยงไปเถอะ! พวกเจ้าเป็นแค่ลูกสะใภ้ คิดจะขัดคำสั่งท่านหรืออย่างไร? รีบๆไปทำงานได้แล้ว อย่ามัวยืนอู้งานอยู่แบบนี้!"

   

   หลังจากที่ดุหลี่ชุนฮวากับไป๋เสี่ยวเฟิ่งเสร็จ แล้วไล่ทั้งสองคนไปทำงาน อวี้ต้าหนิวก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่ห้องโถง

   

   บ้านของตระกูลอวี้นั้นขนาดไม่ใหญ่ มีห้องอิฐดินอยู่หกห้อง ห้องที่อยู่ตรงกลางมีขนาดใหญ่กว่าเล็กน้อย ถือเป็นห้องโถง พ่อเฒ่าอวี้กับแม่เฒ่าเว่ยอาศัยอยู่ที่นั่น

   

   สุดท้ายอวี้ต้าหนิวก็ไม่ได้ถามอะไร คลุมศีรษะแล้วแบกจอบไปซ่อมกำแพงดินและรั้วที่ถูกลมพัดจนเอียง

   

   ผ่านไปครู่หนึ่ง แม่เฒ่าเว่ยก็ลุกขึ้นแต่งตัวแล้วตรงไปที่ห้องครัว

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งที่กำลังต้มข้าวต้มผักป่า รีบพูดขึ้นว่า "ท่านแม่ เมื่อคืนฝนตกหนัก น้ำรั่วเข้ามาเยอะ ฟืนก็เปียกหมดเลย คงจะทำอาหารช้าหน่อยนะเจ้าคะ"

   

   จู่ๆ แม่เฒ่าเว่ยก็ขัดจังหวะคำอธิบายของไป๋เสี่ยวเฟิ่ง "วันก่อนไปตลาดขายไข่ได้สามสิบฟอง ตอนนี้ที่บ้านเหลือไข่กี่ฟองแล้ว"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรีบตอบว่า "เช้านี้เก็บได้จากเล้าไก่หนึ่งฟอง รวมกันแล้วเหลือเจ็ดฟองเจ้าค่ะ"

   

   แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้ว "เจ็ดฟอง?" นางพูดอย่างหนักแน่น "เอาไข่เจ็ดฟองนี้ไปต้มให้หมด ให้เด็กๆกินบำรุงร่างกายซะ"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งดีใจมาก พี่สะใภ้คลอดลูกชายสองคน ตัวนางก็มีลูกชายสองคน ส่วนบ้านของน้องสามี มีลูกชายอายุสี่ขวบหนึ่งคน

   

   ลูกชายของนางอย่างน้อยก็กินไข่ได้สองฟอง คุ้มค่าจริงๆ!

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งพูดจ้ออย่างกระตือรือร้นว่า “ท่านแม่ วางใจเถอะ ข้าทำให้เรียบร้อยแน่นอน ลูกชายบ้านพี่ใหญ่ ชอบกินแบบไส้เยิ้มๆ ข้าค่อยต้มแล้วรีบตักขึ้นมา...”

   

   แม่เฒ่าเว่ยส่งเสียง “อืม” อย่างไม่ค่อยใส่ใจ แล้วเดินออกจากครัวไป

   

   พอถึงเวลา ครอบครัวใหญ่ของตระกูลอวี้ทานอาหารเช้า โต๊ะไม้ที่พ่อเฒ่าอวี้จ้างคนมาทำให้โดยเฉพาะ ก็เต็มไปด้วยผู้คน

   

   ครอบครัวอวี้คนเยอะ แม่เฒ่าเว่ยให้กำเนิดลูกชายสี่คน นอกจากลูกชายคนเล็กที่ยังไม่ได้แต่งงาน ลูกชายสามคนแรกก็มีหลานชายให้นางรวมห้าคนแล้ว

   

   ครอบครัวใหญ่สิบกว่าคน นั่งล้อมโต๊ะกันอย่างคึกคัก

   

   เนื่องจากฝนตก ผลผลิตในไร่นาปีนี้จึงมีหลักประกัน การใช้น้ำในภายหลังก็ผ่อนคลายขึ้นบ้าง ชีวิตความเป็นอยู่จะต้องดีขึ้นกว่าเดิมอย่างแน่นอน ใบหน้าของทุกคนในตระกูลอวี้ต่างก็เต็มไปด้วยรอยยิ้ม

   

   ต้มผักป่าสองหม้อใหญ่ วางอยู่บนโต๊ะ ข้างๆ

   

   เป็นผักกาดดองเค็มที่ทำเองสองจาน

   

   ที่ต่างจากทุกวัน คือ ข้างๆซุปผักป่ายังมีชามใบใหญ่วางอยู่ ข้างในบรรจุไข่ต้มสุกเจ็ดฟองเต็มๆ

   

   แม้ว่าที่บ้านของพวกเขาจะเลี้ยงไก่และหมู แต่สองสามปีมานี้เกิดภัยพิบัติและเรื่องร้ายๆไม่หยุดหย่อน ผลผลิตก็ไม่ค่อยดี ผู้คนต่างก็กินไม่อิ่ม อย่าพูดถึงไก่หรือหมูเลย เดิมทีที่บ้านก็มีไก่ห้าตัว ตอนนี้เหลือแค่สองตัวที่ยังออกไข่อยู่ และนานๆทีถึงจะออกไข่มาฟองหนึ่ง ถึงอย่างนั้น ไข่ที่นานๆทีออกมาก็ถูกเก็บรวบรวมไว้รอเอาไปขายตอนถึงวันที่มีตลาด ส่วนหมูที่เลี้ยงไว้ก็ผอมแห้ง ไม่ว่าจะขุนอย่างไรก็ไม่อ้วนขึ้นมาได้

   

   ด้วยเหตุนี้ไข่ไก่จึงกลายเป็นของหายากบนโต๊ะอาหารของบ้านตระกูลอวี้

   

   "ท่านแม่ ฝนตกแค่นี้ท่านดีใจถึงขนาดต้มไข่เลยหรือ?" อวี้เอ้อร์หู่ลูกชายคนที่สองของตระกูลอวี้ ยิ้มโง่ๆแล้วเอื้อมมือไปหยิบไข่ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งจึงตีมือสามีตัวเองดังผัวะ! แล้วเบ้ปากใส่เขาทันที "เจ้าจะทำอะไร ที่บ้านเหลือไข่แค่นี้ ท่านแม่สั่งให้ข้าต้มให้เด็กๆกิน"

   

   อวี้เอ้อร์หู่เป็นคนใจเย็น เขาร้อง ‘โอ๊ย’ สองครั้งแล้วรีบชักมือกลับ ตัวเขาไม่ได้กินก็ไม่เป็นไร ขอแค่ลูกๆได้กิน เขาก็ดีใจมากแล้ว

   

   "ให้เด็กๆกิน ให้เด็กๆกิน" แม่เฒ่าเว่ยหัวเราะเบาๆ เห็นได้ชัดว่าอารมณ์ดี นางก้มลงอุ้มใครบางคนขึ้นมาไว้ข้างกาย

   

   สายตาทุกคนจ้องมองไปยังแม่เฒ่าเว่ย ปรากฏว่าในอ้อมแขนของนางกำลังอุ้มเด็กหญิงตัวเล็กๆคนหนึ่งที่พวกเขาไม่เคยเห็นมาก่อน!

   

   เด็กหญิงตัวเล็กๆคนนี้อายุยังน้อยมาก ถูกโต๊ะบังมิดชิด พวกเขาเพิ่งเห็นหล่อนก็ตอนนี้เอง

   

   อย่างไรก็ตาม เด็กหญิงตัวเล็กๆคนนี้เกิดมาน่ารักมาก ดวงตากลมโตเป็นประกายราวกับพูดได้ แต่เห็นได้ชัดว่าเด็กคนนี้มีภาวะทุพโภชนาการเล็กน้อย ผมของนางค่อนข้างบางและเหลือง

   

   ซิ่งซิ่งเห็นทุกคนจ้องมองมาที่ตนเอง เด็กหญิงรู้สึกประหม่าอย่างมาก จับชายเสื้อตัวเองแน่น ไม่รู้จะพูดอะไรดี

   

   เมื่อเห็นว่าทุกคนได้เจอเด็กน้อยแล้ว แม่เฒ่าเว่ยจึงวางซิ่งซิ่งลงบนม้านั่งระหว่างนางกับพ่อเฒ่าอวี้

   

   เด็กคนนี้ตัวเล็กอยู่แล้ว แม้จะนั่งบนม้านั่งก็ตาม ก็โผล่พ้นโต๊ะมาเพียงแค่ส่วนหัวเท่านั้น

   

   “นี่ นี่คือ...” อวี้ต้าหนิวพูดตะกุกตะกัก

   

   “เมื่อวานข้าเก็บเด็กคนนี้ได้จากโขดหินเชิงเขา” แม่เฒ่าเว่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจโต้แย้งได้ “หนูน้อยคนนี้ชื่อ ‘อวี้ซิ่งซิ่ง’ จากนี้ไปจะมาอยู่กับพวกเราที่บ้านนี้”

   

   ผู้ใหญ่บนโต๊ะต่างเงียบกันไปครู่หนึ่ง

   

   ไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น เรื่องเล็กๆน้อยๆเพียงแค่ จู่ๆในบ้านก็จะมีปากท้องเพิ่มมาอีกคน แล้วอาหารการกินที่ขัดสนอยู่แล้วจะทำอย่างไร?!

   

   เช้านี้หลี่ชุนฮวาเอาแต่ครุ่นคิดเรื่องนี้ พอเห็นเป็นอย่างที่สะใภ้รองพูดจริงๆนางก็ตกตะลึง ไม่ได้คิดอะไรมากรีบพูดขึ้นว่า “ท่านแม่ ท่านก็รู้สถานการณ์ที่บ้านเรา ช่วงก่อนก็มีทั้งภัยสงคราม ทั้งตั๊กแตน ทั้งแผ่นดินไหว ทั้งภัยแล้ง ทุ่งนาก็รกร้างมาหลายปีแล้ว พวกเราก็กินแต่เสบียงมาตลอด...ถึงแม้เมื่อกลางคืนฝนจะตก แต่ก็แค่ช่วยให้ข้าวสาลีในนาได้น้ำเพิ่มขึ้นมาอีกหน่อย อาหารยังขาดแคลนอยู่เลย จะเอาที่ไหนไปเลี้ยงดูคนเพิ่มอีกคน?”

   

   สีหน้าของหลี่ชุนฮวาดูลำบากใจมาก

   

   แต่แม่เฒ่าเว่ยกลับโกรธ ตบโต๊ะดังปัง!

   

   เรื่องสมุนไพรจัวซิน นางในตอนนี้ยังไม่คิดที่จะพูดออกมา เพียงแค่เอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชาว่า "ข้าไปขอข้าวพวกเจ้ากินรึ! ต่อไปนี้ซิ่งซิ่งจะมาอยู่กับข้า เด็กตัวแค่นี้จะกินสักเท่าไหร่เชียว ข้ากินให้น้อยลงหน่อยก็เลี้ยงหลานได้แล้ว! ถ้าไม่ได้จริงๆ เราทั้งคู่ก็คงต้องอดตายไปด้วยกัน!"

   

   ลูกชายทั้งสี่คนได้ยินดังนั้นก็รีบพูดด้วยความร้อนใจ "ท่านแม่! พวกเรายอมอดตายดีกว่าปล่อยให้ท่านต้องท้องกิ่วนะขอรับ!"

   

   "ท่านแม่ วางใจเถอะ ต่อให้พวกเราต้องอด ก็ไม่มีทางให้ท่านแม่อดแม้แต่คำเดียว!"

   

   "ใช่ๆ เด็กคนหนึ่งจะกินอะไรได้สักเท่าไหร่ ถ้าท่านแม่จะเลี้ยง พวกเราก็ยินดี!"

   

   "ใช่ๆ ถูกต้อง!"

   

   ลูกชายทั้งสี่ล้วนกตัญญู พูดปลอบมารดาเป็นเสียงเดียวกัน

   

   ขณะนั้นอวี้ต้าหนิว ลูกชายคนโตของตระกูลอวี้ ก็หันไปมองภรรยาตัวเองด้วยสายตาตำหนิ จนหลี่ชุนฮวาต้องก้มหน้าด้วยความรู้สึกผิด

   

   เรื่องแบบนี้ใครอยากจะพูด

   

   ตัวนางเองไม่เท่าไหร่ แต่อย่าลืมว่าลูกชายสองคนของนางกำลังอยู่ในวัยกำลังโต ข้าวในบ้านก็ไม่พอ ลูกๆตัวซีดเซียวเพราะขาดสารอาหาร นางเป็นแม่เห็นแล้วจะไม่ให้ทุกข์ใจได้อย่างไร

   

   ตอนนี้ในบ้านต้องมีปากท้องเพิ่มมาอีกคน ตนเป็นถึงสะใภ้ใหญ่ พูดอะไรหน่อยไม่ได้รึไง?

   

   แต่ท่าทางแบบนี้ของแม่สามี เห็นได้ชัดว่าตัดสินใจไปแล้ว ไม่ว่าใครจะพูดอะไรก็คงไม่ฟัง หลี่ชุนฮวาจึงรู้สึกเศร้าใจมาก

   

   พ่อเฒ่าอวี้ไอออกมาทีหนึ่ง แสร้งทำท่าทางเป็นหัวหน้าครอบครัวเพื่อกลบเกลื่อนสถานการณ์ตรงหน้า “ยืนนิ่งกันทำไม รีบตักข้าวสิ ตักข้าว!”

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่ง ภรรยาของลูกชายคนที่สองของตระกูลอวี้ รีบลุกขึ้นยืนทันที หยิบช้อนตักข้าวแจกจ่ายให้ทุกคนคนละชาม เป็นข้าวต้มผักที่นางทำ

   

   เมื่อไป๋เสี่ยวเฟิ่งตักข้าวให้ทุกคนจนครบ จนมาถึงของซิ่งซิ่ง

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งแอบมองสีหน้าของแม่สามี กลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก พูดด้วยรอยยิ้มว่า "ซิ่งซิ่ง ชื่อนี้ใช่ไหมจ๊ะ ป้าตักให้เจ้าครึ่งชามก่อนนะ เจ้ากินก่อนไหม ถ้าไม่อิ่มก็เติมได้"

   

   

   [1] รัดเข็มขัด มาจากรัดเข็มขัดกางเกงให้แน่นๆ หมายถึง ประหยัด ไม่ฟุ่มเฟือย



บทที่ 3: ข้ากินไข่ไก่ได้ด้วยหรือ?


   

   เด็กน้อยเกาะขอบโต๊ะ พยายามเงยหน้าขึ้น พร้อมกับส่งรอยยิ้มหวานๆให้กับป้าสะใภ้

   

   "ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านป้าสะใภ้"

   

   ‘เด็กคนนี้น่ารักยิ่งนัก’ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะออกมา นางหันไปพูดกับแม่สามีว่า

   

   "ท่านแม่เจ้าคะ ดูสิ! ซิ่งซิ่งนี่ช่างน่ารักจริงๆนะเจ้าคะ" พูดจบ นางก็ตักข้าวต้มจากหม้อ โดยตั้งใจตักส่วนที่มีเนื้อเยอะๆให้

   

   แม่สามีมองเห็นทุกอย่าง สายตาที่มองไป๋เสี่ยวเฟิ่งเต็มไปด้วยความพึงพอใจ

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกตื่นเต้นมากที่ได้รับคำชมจากแม่สามี กำลังจะเอ่ยปากพูดอะไรบางอย่าง ทันใดนั้นก็ได้ยินแม่สามีสั่งว่า "เอาไข่ต้มให้ซิ่งซิ่งด้วย"

   

   หะ!

   

   คราวนี้ต้องแย่แน่

   

   รอยยิ้มบนใบหน้าของไป๋เสี่ยวเฟิ่งหายวับไปในทันที!

   

   ข้าวต้มผักที่ทุกคนกินได้นั่นก็ว่าไปอย่าง เพราะไม่ใช่เสบียงของนางคนเดียว นางใจกว้างแบ่งปันสักหน่อยก็ไม่เป็นไร และยังเป็นการเอาใจแม่สามีไปในตัว แต่ไข่ไก่นี่สิ มันจะไปเหมือนกันได้อย่างไร!

   

   ไข่ไก่เป็นของมีค่าขนาดไหน! นางอยากกินยังไม่มีให้กินเลย!

   

   ไม่ใช่แค่ไป๋เสี่ยวเฟิ่งที่ตักข้าวอยู่ถึงกับพูดไม่ออก คนอื่นๆในห้องก็ต่างตกตะลึงไปตามๆกัน

   

   หลี่ชุนฮวาพูดติดๆขัดๆออกมาว่า "ท่านแม่... นี่... นี่มันไข่ไก่นะเจ้าคะ..."

   

   แม่เฒ่าเว่ยจ้องเขม็ง "ไข่ไก่แล้วอย่างไร! ไข่ไก่ตั้งเจ็ดฟอง ลูกชายบ้านเจ้าสองคน คนละฟอง ก็เอาไปสองฟองสิ ส่วนลูกชายบ้านเจ้ารอง มีสองคน ก็เอาไปสองฟอง บ้านเจ้าสามมีลูกชายคนเดียว เอาไปหนึ่งฟองพอ ที่เหลือสองฟอง ข้ากับพ่อเจ้าคนละฟองไม่ได้รึ?"

   

   หลี่ชุนฮวาโดนถามจนพูดติดอ่าง "แต่... แต่ว่า..."

   

   "ข้าบอกแล้ว ข้าจะประหยัดมาจากข้าวของข้าเองเพื่อเลี้ยงเด็กคนนี้!" แม่เฒ่าเว่ยขัดหลี่ชุนฮวาอย่างหงุดหงิด แล้วหันไปจ้องลูกชายคนโตอย่างโกรธเคือง "เจ้าใหญ่ ตอนนี้แม้แต่ไข่ไก่ฟองเดียวก็จัดการเองไม่ได้แล้วใช่หรือไม่?!"

   

   แม้ว่าอวี้ต้าหนิวจะเสียดายไข่ไก่ แต่คำพูดของแม่คือเรื่องใหญ่สำหรับเขา ไม่สามารถขัดขืนได้

   

   อวี้ต้าหนิวรีบพูดออกมาว่า "ท่านแม่ แน่นอนว่าท่านแม่จัดการได้แน่ขอรับ! ในบ้านนี้ ท่านแม่จัดการได้ทุกอย่าง!" เขาต่อว่าหลี่ชุนฮวา

   

   "ข้าว่าเจ้าลืมตัวแล้วนะ! กินข้าวของเจ้าไปเถอะ!"

   

   หลี่ชุนฮวาไม่กล้าพูดอะไรอีก ก้มหน้ายอมรับแต่โดยดี

   

   แม่เฒ่าเว่ยอารมณ์เสียเพราะไข่ไก่ต้ม บนโต๊ะอาหารจึงไม่มีใครกล้าพูดอะไรอีก

   

   แล้วไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็รีบทำตัวประจบ นางฉีกยิ้มกว้าง รีบหยิบไข่ต้มมาวางไว้ตรงหน้าซิ่งซิ่ง "ซิ่งซิ่ง กินไข่เร็ว"

   

   ซิ่งซิ่งมีท่าทีหวาดกลัวเล็กน้อย เด็กหญิงเอามือจับขอบโต๊ะ พลางเงยหน้ามองคนนั้นทีคนนี้ที ดูลังเลและค่อนข้างเก้ๆกังๆ ขณะรับไข่ต้มมาปอกอย่างระมัดระวัง

   

   สีหน้าของแม่เฒ่าเว่ยถึงได้ผ่อนคลายลงเล็กน้อย

   

   พ่อเฒ่าอวี้ไอออกมาหนึ่งครั้ง แล้วพูดว่า "รีบกินข้าวกันได้แล้ว เมื่อคืนฝนตก วันนี้มีงานต้องทำอีกเยอะ! กินข้าวเสร็จ พวกเจ้าพี่น้องไปที่นาพร้อมข้า"

   

   พวกผู้ชายตระกูลอวี้ขานรับเป็นเสียงเดียวกัน

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเห็นว่าบรรยากาศบนโต๊ะอาหารไม่ค่อยดีนัก จึงรีบเรียกให้เด็กๆมากินไข่ "มากินกันเร็ว เด็กๆ พี่ไหว เจ้าก็ลองชิมเร็วสิ ชอบกินไข่แดงเยิ้มๆมิใช่หรือ? อาสะใภ้รองต้มแบบไข่แดงเยิ้มๆให้หลานโดยเฉพาะเลยนะ..."

   

   บรรยากาศบนโต๊ะอาหารก็ดูผ่อนคลายลงบ้าง

   

   ทุกคนรีบตักผักดองเข้าปาก ก้มหน้าก้มตากินข้าวต้มผักข้นๆอย่างเอร็ดอร่อย

   

   ไม่นานบนโต๊ะก็มีแต่เสียงคนกินข้าวดังซู้ดๆ

   

   ซิ่งซิ่งจดจ่ออยู่กับการต่อสู้กับเปลือกไข่อย่างขะมักเขม้น

   

   เด็กน้อยค่อยๆแกะมันอย่างระมัดระวัง พยายามอยู่นาน โชคดีที่ไข่ขาวเนียนนุ่มไม่ได้รับความเสียหายแม้แต่น้อย

   

   เมื่อแกะไข่ต้มอันล้ำค่าเสร็จแล้ว ซิ่งซิ่งก็ค่อยๆวางไข่ขาวเนียนนั้นลงในชามของแม่เฒ่าเว่ย และตอนนั้นแม่เฒ่าเว่ยกำลังคีบหัวไชเท้าดองอยู่ นางเหลือบมองชามโดยไม่รู้ตัว เห็นไข่สีขาวสะอาดวางอยู่ในชามของตน แม่เฒ่าเว่ยถึงกับพูดไม่ออก

   

   ซิ่งซิ่งเงยหน้าขึ้นมองแม่เฒ่าเว่ย และยิ้มอย่างอ่อนหวาน "ท่านย่า ทานสิเจ้าคะ ซิ่งซิ่งไม่ทาน" เด็กหญิงตัวน้อยพูดพลางกลืนน้ำลาย

   

   หัวใจของแม่เฒ่าเว่ย เหมือนโดนอะไรบางอย่างทิ่มแทงอย่างแรงจนตะเกียบในมือสั่น

   

   นางไม่ได้พูดอะไร สีหน้าก็ดูไม่ค่อยดี

   

   ซิ่งซิ่งรู้สึกกังวล ว่าเหตุใดท่านย่าของนางจึงย่าไม่ทานเล่า?

   

   เด็กน้อยรีบพูดขึ้นว่า "ท่านย่า ซิ่งซิ่งล้างมือแล้วนะเจ้าคะ มือไม่สกปรกจริงๆ ดูสิ!" ซิ่งซิ่งแบมือออกอย่างร้อนรนให้แม่เฒ่าเว่ยดู

   

   มือของนางไม่ได้สกปรกจริงๆ

   

    "ท่านย่ารีบกินเถิด กินอันนี้ อันนี้กินแล้วไม่ป่วย แถมร่างกายยังแข็งแรงอีกด้วย!"

   

   นางครุ่นคิดอย่างหนัก พยายามนึกถึงข้อดีของไข่เท่าที่ตนเองรู้ ร้อนใจอยากจะโน้มน้าวให้แม่เฒ่าเว่ยกินให้ได้

   

   แม่เฒ่าเว่ยรู้สึกสะเทือนใจยิ่งกว่าเดิม

   

   พ่อเฒ่าอวี้ยื่นปากไปทางแม่เฒ่าเว่ยแล้วพูดว่า "ไข่ต้มนี่น่ะ ซิ่งซิ่งตั้งใจปอกให้นะ กินๆเข้าไปเถอะ"

   

   พูดจบ พ่อเฒ่าอวี้ก็รีบปอกไข่ต้มที่อยู่ตรงหน้าเขาอย่างรวดเร็ว แล้ววางลงในชามของซิ่งซิ่ง

   

   ซิ่งซิ่งตกใจ รีบพูดว่า "ท่านปู่ กินเถอะ... ข้าไม่ควรกิน"

   

   พ่อเฒ่าอวี้อมยิ้มแล้วพูดว่า "ทำไมจะกินไม่ได้ล่ะ เด็กดี นี่ปู่ปอกให้เจ้าแล้วนะ"

   

   ในความทรงจำอันเลือนรางของนาง ไข่นั้นมีค่ามาก มีประโยชน์ต่อร่างกายมาก เสียงของใครบางคนที่หน้าตาไม่กระจ่างชัดพลันปรากฏขึ้นในความทรงจำ หญิงผู้นั้นมักจะตะคอกใส่นางเสมอ บอกว่าเด็กไร้ค่าอย่างนางไม่คู่ควรที่จะได้กินไข่

   

   น้ำตาค่อยๆเอ่อล้นขึ้นมาในตาของซิ่งซิ่ง

   

   ไข่ไก่เนี่ยนะ นางกำลังจะได้กินมันจริงๆหรือ?

   

   พ่อเฒ่าอวี้นั่งมองเด็กหญิงตัวน้อยอย่างเหม่อลอย ดวงตากลมโตคลอไปด้วยหยาดน้ำตา เห็นแล้วน่าสงสารจับใจ

   

   "โอ๋ๆ" พ่อเฒ่าอวี้รีบปลอบ "เด็กดี ไข่ต้มฟองเดียวเอง เจ้าจะไม่กินหรือ? รึว่าเจ้ารังเกียจมือสกปรกของปู่"

   

   พูดจบ พ่อเฒ่าอวี้ยังแกล้งยื่นมือออกมาตรงหน้าซิ่งซิ่งอย่างตั้งใจ

   

   ซิ่งซิ่งรีบปฏิเสธ "ไม่ใช่เจ้าค่ะ ข้าไม่ได้รังเกียจ ข้า... ข้ากินค่ะ"

   

   เด็กหญิงน้อยเพื่อพิสูจน์ว่านางไม่ได้รังเกียจพ่อเฒ่าอวี้ จึงรีบใช้ตะเกียบคีบไข่ต้มสีขาวสวยเข้าปาก แต่ด้วยความที่กินเร็วเกินไป ทำให้ติดคอ หน้าแดงก่ำ ตาเหลือกขึ้นมา

   

   แม่เฒ่าเว่ยที่เห็นก็รีบเข้าไปลูบหลังช่วยให้หายติดคอ พร้อมกับพูดว่า "ค่อยๆกินสิ ค่อยๆกิน"

   

   พ่อเฒ่าอวี้ก็ตกใจ รีบเข้าไปถามซิ่งซิ่งด้วยความเป็นห่วงเป็นใย "ดีขึ้นรึยัง หายติดคอรึยัง ปู่ไปรินน้ำให้ไหม?"

   

   ซิ่งซิ่งเคี้ยวไข่ต้มที่ไม่เคยกินมาก่อนในชีวิต แผ่นหลังได้รับการลูบอย่างอ่อนโยนจากแม่เฒ่าเว่ย เสียงที่แม่เฒ่าเว่ยกับปู่อวี้พูดด้วยความเป็นห่วงเป็นใยดังอยู่ข้างหู

   

   ในที่สุด น้ำตาที่นางพยายามกลั้นก็ไหลรินอาบแก้ม

   

   เมื่อทานอาหารเสร็จ ใจของหลี่ชุนฮวาก็รู้สึกสับสนปนเปไปหมด

   

   นางเห็นไป๋เสี่ยวเฟิ่งกำลังเก็บโต๊ะ ก็เลยส่งสายตาเป็นสัญญาณให้ออกไปคุยกันข้างนอก

   

   ทั้งสองคนเลยพากันยกถ้วยชามไปที่ห้องครัว คืนนี้โชคดีที่ฝนตกหนักทั้งคืน ภาชนะทุกใบในบ้านที่ใส่น้ำได้ก็เลยเต็มไปด้วยน้ำ ทำให้ล้างจานได้สะดวกขึ้น ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเอาผ้าจุ่มน้ำเช็ดถ้วยพลางพูดกับหลี่ชุนฮวาด้วยน้ำเสียงเบาว่า "พี่สะใภ้ ข้าดูท่าทางแม่กับพ่อแล้ว พวกเขาคงจะอยากเลี้ยงเด็กคนนั้นจริงๆ"

   

   หลี่ชุนฮวาโดนแม่สามีดุไปสองครั้งตอนอยู่ที่โต๊ะอาหาร ทำเอาหมดแรงไปเลย พอได้ยินแบบนั้นก็เลยพูดเสียงเศร้าๆว่า "ก็แค่เด็กผู้หญิงคนหนึ่ง ข้าดูๆแล้วนางก็เรียบร้อยดี หากท่านแม่อยากเลี้ยงก็ให้นางเลี้ยงไปเถอะ พวกเราเป็นลูกสะใภ้จะไปพูดอะไรได้"

   

   พูดจบ หลี่ชุนฮวาก็เปิดม่านออกไปข้างนอก

   

   ทว่าไป๋เสี่ยวเฟิ่งดูเหมือนจะยังไม่ยอมแพ้ คิดจะกลับไปถามสามีตัวเองทีหลัง

   

   แต่ตอนนั้นเอง แม่สามีก็ยืนอยู่ที่หน้าประตูห้องแล้วเรียกหลานชายทั้งสี่คนให้เข้าไปหา

   

   ไม่นานนัก หลานชายทั้งสี่คนของแม่สามีก็ยืนเรียงกันอยู่ตรงหน้า มีทั้งคนตัวสูงและตัวเตี้ย

   

   แม่สามีขมวดคิ้ว มองออกไปข้างนอกแล้วถามว่า "แล้วเจ้าจวี๋ล่ะ อยู่ไหน?"

   

   ก่อนที่ซิ่งซิ่งจะมา ‘อวี้หย่งจวี๋’ เป็นเด็กผู้ชายที่อายุน้อยที่สุดในบ้านตระกูลอวี้ เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านสาม ปีนี้เพิ่งจะสี่ขวบ

   

   พี่ใหญ่ ‘อวี้หย่งไหว’ รีบตอบกลับไปว่า "ท่านย่า เมื่อครู่สะใภ้สามบอกว่า น้องจวี๋อาหารไม่ค่อยย่อย เลยพาออกไปเดินเล่นข้างนอกขอรับ"

   

   แม่เฒ่าเว่ยทำท่าไม่ค่อยพอใจ บ่นพึมพำว่า "ตอนกินข้าวก็ไม่เห็นว่า เจ้าจวี๋จะมีอาการอาหารไม่ย่อยตรงไหนเลยนะ สะใภ้สามเลี้ยงลูกแบบประคบประหงมเกินไปแล้วกระมัง"

   

   ‘อวี้หย่งจวี๋’ เป็นลูกชายคนเดียวของบ้านสาม แม่ของเขาก็คือ ‘ซูโหรวเอ๋อร์’ เป็นหญิงสาวที่แต่งงานเจ้ามาจากในเมือง ท่าทางการวางตัวในชีวิตประจำวันจึงค่อนข้างต่างจากคนในชนบท อวี้หย่งจวี๋อายุสี่ขวบ ถูกแม่เลี้ยงดูมาแบบเอาใจพอสมควร ส่วนพ่อของเขาก็ตามใจภรรยา ไม่ค่อยใส่ใจเรื่องนี้เท่าไหร่นัก แม่เฒ่าเว่ยจึงอดไม่ได้ที่จะบ่นออกมาบ้าง

   

   อย่างไรก็ตาม แม่เฒ่าเว่ยก็เพียงบ่นออกมาประโยคเดียว จากนั้นก็ไม่ได้พูดอะไรต่อ เพียงแต่พูดกับหลานชายอีกสี่คนด้วยน้ำเสียงค่อนข้างจริงจังว่า "พวกหลานก็ได้เจอกับซิ่งซิ่งแล้ว ต่อไปนี้ ซิ่งซิ่งคือน้องสาวของพวกหลาน พวกหลานต้องรักและเอ็นดูนางเหมือนน้องสาวแท้ๆ ห้ามรังแกน้องเด็ดขาด ถ้าคนอื่นมารังแกน้อง พวกหลานต้องปกป้องน้อง เข้าใจหรือไม่?"



  บทที่ 4: ดาวนำโชคของพี่ชาย 


   

   ตระกูลอวี้นั้นมีหลานชายทั้งหมดห้าคน

   

   นอกจากอวี้หย่งจวี๋ บุตรชายของซูโหรวเอ๋อร์ สะใภ้สามของบ้าน หลี่ชุนฮวา สะใภ้ใหญ่ให้กำเนิดบุตรชายสองคน คนโตชื่อ ‘อวี้หย่งไหว’ อายุสิบสามปี และคนรองชื่อ ‘อวี้หย่งไป่’ อายุสิบเอ็ดปี ส่วนไป๋เสี่ยวเฟิ่ง สะใภ้รอง ก็ให้กำเนิดบุตรชายสองคน ชื่อ ‘อวี้หย่งหลิ่ว’ อายุสิบปีและ ‘อวี้หย่งกุ้ย’ อายุเจ็ดปี

   

   ในบรรดาหลานชาย อวี้หย่งจวี๋ที่อายุน้อยที่สุดไม่อยู่ หลานชายทั้งสี่คนที่มีอายุต่างกันก็ยืนอยู่ตรงหน้าแม่เฒ่าเว่ยอย่างเรียบร้อยและตอบรับเสียงดังว่า “ขอรับ!” เหมือนว่าทุกคนจะมีท่าทีกระตือรือร้นมาก

   

   โดยเฉพาะอวี้หย่งไหว หลานชายคนโตของตระกูลอวี้ เขาหวังมาตลอดว่าตัวเองจะมีน้องสาวคนหนึ่ง ความหวังนี้เขาก็เฝ้ารอมาสิบกว่าปีแล้ว แต่น่าเสียดาย ไม่ว่าจะเป็นแม่ของเขา หรือจะเป็นอาสะใภ้คนที่สองและสาม ทุกคนก็ให้กำเนิดแต่ลูกชายกันหมด

   

   ไม่มีน้องสาวเลยแม้แต่คนเดียว!

   

   คนข้างนอกต่างพากันอิจฉาตระกูลอวี้ที่ครอบครัวอบอุ่น มีเด็กผู้ชายเต็มบ้าน

   

   แต่ใครจะรู้ว่าในใจของอวี้หย่งไหวนั้นมันช่างขมขื่น

   

   ในที่สุดตอนนี้ก็มีน้องสาว เขาจึงมีความสุขมาก

   

   ตอนที่ทานอาหาร เขาก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่ซิ่งซิ่งอยู่ตลอดเวลา รู้สึกว่าน้องสาวของเขานั้นน่ารักมากจริงๆ ยกเว้นแต่ว่าผอมไปหน่อย

   

   "เด็กคนนี้ก็น่ารักมาก ท่านย่าให้ไข่ต้มของตัวเองกับนาง นางก็ปอกเปลือกแล้วส่งคืนให้ท่านย่า เห็นได้ชัดเลยว่าเป็นเด็กดียิ่งนัก!"

   

   เวลานี้ แม่เฒ่าเว่ยกำชับให้พวกเขาดูแลซิ่งซิ่ง อวี้หย่งไหวก็รีบตบอกตัวเองเสียงดัง บอกกับท่านย่าว่า "ท่านย่าไม่ต้องห่วงนะขอรับ ตอนที่ข้าไม่ต้องทำงาน ข้าจะพาซิ่งซิ่งไปเล่น ข้าจะไม่ให้ใครมารังแกน้องเด็ดขาด!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยพยักหน้าให้หลานชายคนโตด้วยความพอใจ พูดชมออกมาคำหนึ่งว่า "พี่ไหวของพวกเราเก่งมาก เป็นพี่ชายที่ดีมาตลอด"

   

   อวี้หย่งไหวที่ถูกท่านย่าชม แก้มก็แดงก่ำด้วยความดีใจ!

   

   หลานชายอีกสามคนรีบพูดขึ้นว่า "ท่านย่า พวกข้าก็จะพาน้องไปเล่นด้วย!"

   

   "ใช่ๆ!" ทุกคนเริ่มส่งเสียงตอบรับ

   

   แม่เฒ่าเว่ยพอใจมาก และกำชับหลานชายทั้งสี่อีกครั้ง

   

   ซิ่งซิ่งซ่อนตัวอยู่ทางด้านหลังของท่านย่า มองไปที่พี่ชายที่สูงกว่านางมากด้วยความระมัดระวัง อวี้หย่งไหวยิ้มอย่างกระตือรือร้นให้กับซิ่งซิ่ง

   

   ซิ่งซิ่งตกตะลึงครู่หนึ่ง แล้วก็ยิ้มอย่างเขินอายตอบกลับไป

   

   อวี้หย่งไหวตัวร้อนผ่าวไปหมด

   

   ‘อ๊ะ! น้องสาว ยิ้มให้เขาด้วย!’

   

   ‘อ๊ะ! น้องสาวของข้า น่ารักยิ่ง!’

   

   ‘อ๊ะ! น้องสาวของข้า!’

   

   "ไปเล่นกับพี่ๆสิ" แม่เฒ่าเว่ยค่อยๆผลักหลังเล็กๆของซิ่งซิ่งพร้อมกับให้กำลังใจ

   

   ซิ่งซิ่งค่อยๆเดินออกมาจากด้านหลังแม่เฒ่าเว่ยอย่างลังเล

   

   นางสวมชุดเก่าของอวี้หย่งกุ้ยที่ถูกตัดให้เล็กลง เพราะเสื้อผ้าตัวใหญ่เกินไป แม่เฒ่าเว่ยต้องอดหลับอดนอนเย็บตะเข็บใหม่ทั้งคืนกว่าจะใส่ได้ แม้แขนเสื้อจะร่นขึ้นเผยให้เห็นข้อมือเล็กๆ แต่โชคดีที่อากาศไม่หนาวมาก

   

   ผมสีเหลืองบางๆของซิ่งซิ่งที่พันกันยุ่งเหยิงเหมือนรังนก ตัดให้สั้นลงแล้วถักเป็นจุกเล็กๆสองข้าง ดูน่ารักยิ่งนัก

   

   อวี้หย่งไหวเดินเข้ามาหานาง แล้วจับมือน้องสาวอย่างเป็นมิตร

   

   "ไปกันเถิด ไปกับข้า เดี๋ยวข้าจะพาไปดูรอบๆหมู่บ้านเองนะ"

   

   ซิ่งซิ่งถูกพาเดินไปข้างหน้าสองสามก้าว เหลียวหลังกลับมามองแม่เฒ่าเว่ยอย่างอดไม่ได้

   

   เมื่อแม่เฒ่าเว่ยเห็นแววตาอาวรณ์เหมือนลูกนกไม่อยากจากรังของซิ่งซิ่ง หัวใจก็พลันสั่นไหว โบกมือพลางพูดว่า "ไปเถอะ"

   

   เด็กหญิงตัวน้อยจึงค่อยๆก้าวเท้า เดินตามพี่ใหญ่ออกจากประตูบ้านตระกูลอวี้ไป

   

   จากนั้นเด็กๆอีกสามคนของตระกูลอวี้ก็รีบตามไป

   

   อวี้หย่งไหวเป็นพี่ชายที่ทำหน้าที่ของตนอย่างเต็มที่ เขาจูงมือซิ่งซิ่ง อธิบายเรื่องราวของหมู่บ้านให้นางฟังอย่างอดทน

   

   หมู่บ้านนี้มีชื่อว่า ‘หมู่บ้านหนานถัว’ เป็นหมู่บ้านเล็กๆบริเวณเชิงเขาหลางเสิน ในอดีตตอนที่ยังมีน้ำมาก หากเดินไปทางใต้ของหมู่บ้านอีกประมาณหนึ่งลี้ จะเห็นลำธารเล็กๆช่วงฤดูร้อน พวกเขาสามารถไปตกกุ้ง จับปลา และจับปูที่ลำธารนั้นได้ เพียงแต่สามปีมานี้ภัยพิบัติและเภทภัยเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ลำธารสายนั้นก็เหือดแห้งไปนานแล้ว กลายเป็นพื้นดินที่แห้งแตกระแหง

   

   นางตั้งใจฟังพี่ใหญ่เล่า

   

   เรื่องราวสนุกสนานข้างลำธาร ทำให้ซิ่งซิ่งที่ฟังอย่างตั้งอกตั้งใจอดไม่ได้ที่จะเผยแววตาผิดหวังออกมา

   

   ลำธารเหือดแห้งไปแล้วหรือ? น่าเสียดายจริงๆ

   

   ‘ซิ่งซิ่งอยากไปตกกุ้งจับปลาจับปูกับพี่ใหญ่ยิ่งนัก’

   

   ‘แค่ฟังพี่ใหญ่เล่า ซิ่งซิ่งก็รู้สึกเศร้าขึ้นมา พี่ใหญ่เคยมีความสุขที่ริมลำธารมานานขนาดนั้น ลำธารแห้งเหือดไป พี่ใหญ่ต้องเสียใจมากแน่ๆ’

   

   เด็กหญิงเม้มริมฝีปากกะทันหัน หยุดเดินแล้วเอื้อมมือทั้งสองข้างไปจับมือของอวี้หย่งไหว พลางปลอบโยนด้วยน้ำเสียงเบา "พี่ใหญ่ อย่าเสียใจไปเลยนะเจ้าคะ เมื่อคืนฝนตก ลำธารต้องมีน้ำขึ้นมาแน่ๆเจ้าค่ะ!"

   

   อวี้หย่งไหวถึงกับอึ้งไป

   

   หลายปีมานี้ น้องชายก็เอาแต่เล่นซนกับเขา เขาไม่เคยได้ยินคำพูดที่อ่อนหวานเอาใจใส่ขนาดนี้จากปากของพวกน้องชายเลย

   

   โดยเฉพาะคำว่า ‘พี่ใหญ่’ ที่แสนอ่อนหวานและไพเราะ ทำให้เขารู้สึกสดชื่นราวกับได้กินน้ำแข็งในวันที่อากาศร้อน

   

   น้องสาวนี่ดีที่สุดในโลกจริงๆ!

   

   อวี้หย่งไหวตื่นเต้นมากจนเผลอกอดซิ่งซิ่ง "น้องสาวของข้าช่างแสนดีจริงๆ!"

   

   เด็กหญิงอายจนหน้าแดง

   

   จู่ๆ พี่ชายอีกสามคนของตระกูลอวี้ก็ล้อมรอบซิ่งซิ่งไว้ พวกเขาร้องเรียกด้วยความกระตือรือร้นว่า "น้องหญิง น้องหญิง เรียกข้าว่าพี่ชายด้วยสิ! ข้าเป็นพี่ชายคนรองของเจ้านะ!"

   

   "ข้าคือพี่สามของเจ้า!"

   

   "ข้าคือพี่สี่ของเจ้าเอง!"

   

   พี่ชายหลายคนต่างแข่งกันแนะนำตัวเอง

   

   ตั้งแต่เกิด เด็กหญิงมีชีวิตอยู่บนโลกมาสามปีกว่าแล้ว แต่ไม่เคยได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นเช่นนี้มาก่อน เมื่อเห็นพี่ชายหลายคนที่กระตือรือร้นมาก นางก็ทำอะไรไม่ถูก

   

   พี่ใหญ่ผลักน้องชายทั้งสามออกไปแล้วพูดอย่างโมโหว่า "พวกเจ้าทำให้ซิ่งซิ่งตกใจหมดแล้ว!"

   

   จากนั้นเขาก็หันกลับมาหาซิ่งซิ่ง พูดด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนราวกับกลัวว่าจะทำให้น้องสาวตัวน้อยๆตกใจ “น้องหญิง เจ้าอย่ากลัวไปเลย พี่ใหญ่อยู่ตรงนี้แล้ว"

   

   พี่ชายทั้งสามของบ้านตระกูลอวี้ต่างก็ผลักกันไปมาอยู่ด้านหลังพี่ใหญ่ พยายามที่จะให้น้องสาวคนใหม่จำตัวเองได้ก่อน

   

   ใบหน้าเล็กๆของซิ่งซิ่งแดงก่ำ นางมองไปที่พี่ชายหลายคนที่อยู่ตรงหน้าและเรียกพวกเขาตามลำดับว่า

   

   "พี่รอง พี่สาม พี่สี่"

   

   น้ำเสียงของเด็กหญิงตัวน้อยนั้นทั้งนุ่มนวลและไพเราะ ทำให้พี่ชายทั้งสามของบ้านตระกูลอวี้ตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก ได้แต่ตอบรับเป็นเสียงเดียวกันว่า "อืมๆๆ!"

   

   ราวกับกลัวว่าคำว่า ‘พี่ชาย’ ของซิ่งซิ่งจะร่วงหล่นลงพื้น

   

   ขณะที่พวกเขากำลังตื่นเต้นกันอยู่ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงใครบางคนตะโกนมาแต่ไกลว่า

   

   “สวรรค์! ลำธารมีน้ำแล้ว!” อวี้หย่งไหวนึกว่าตัวเองหูฝาดไป จึงหันไปมองน้องชายทั้งสามคนโดยไม่รู้ตัว น้องชายทั้งสามคนก็มีสีหน้าเหมือนคนงงๆ

   

   “หา? มีน้ำแล้วหรือ?!”

   

   หลังจากที่พี่น้องตระกูลอวี้ตั้งสติได้ ทุกคนก็ดีใจอย่างสุดขีด พี่ใหญ่อุ้มเสี่ยวซิ่งขึ้นมาทันที แล้ววิ่งสุดกำลัง

   

   ลำธารแห่งนั้นไม่ได้อยู่ใกล้หมู่บ้าน ไกลออกไปเกือบหนึ่งลี้ได้ เด็กชายอีกสามคนที่วิ่งตามหลังต่างก็หอบกันหมด มีเพียงพี่ใหญ่ที่แม้จะอุ้มน้องสาวอยู่ แต่ก็ยังวิ่งได้เร็วมาก วิ่งเหมือนลมพัดไปถึงริมลำธารโดยที่ไม่ต้องเหนื่อยหอบแม้แต่น้อย

   

   ผ่านไปครู่หนึ่ง น้องชายทั้งสามคนก็วิ่งตามมาถึง พวกเขาหอบหายใจแรง ยังไม่ทันได้อิจฉาร่างกายที่แข็งแรงของพี่ชาย ก็ถูกความตื่นเต้นของลำธารที่มีน้ำไหลผ่านอีกครั้ง จนทำให้เหล่าเด็กชายร้องออกมา

   

   ลำธารเปรียบเสมือนแถบหยกที่ส่องประกาย ไหลคดเคี้ยวมาจากภูเขา สายน้ำไหลเอื่อยๆ ดูงดงามยิ่งนัก

   

   "ว้าว!"

   

   ลำธารมีน้ำแล้ว!

   

   พวกเขามีที่อาบน้ำ จับปลา และจับปูได้อีกครั้งแล้ว!

   

   ซิ่งซิ่งก็ส่งเสียงร้องอย่างดีใจ "ว้าว~!"

   

   พี่ใหญ่ดีใจจนเนื้อเต้น หันไป ‘หอมแก้ม’ น้องสาวฟอดใหญ่ “น้องหญิงของพี่! น้องช่างเป็นดาวนำโชคของพี่จริงๆเลย พูดปุ๊บก็มีน้ำในลำธารปั๊บ! ดูท่าทางอีกไม่นาน พวกเราก็คงได้จับปลาจับปูกันอีกครั้งแล้วล่ะ!”

   

   ส่วนพี่ชายอีกสามคนก็รีบอวยน้องสาวคนเล็กกันยกใหญ่ “ใช่ๆๆ ซิ่งซิ่งของพวกเราเป็น ‘ดาวนำโชค’ จริงๆ!”

   

   เด็กหญิงตัวน้อยตาโตเป็นประกาย เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสี่ดีใจก็อดเขินอายไม่ได้ยิ้มจนแก้มปริ



 บทที่ 5: แค่ข้าใช้มือเดียวก็อัดเจ้าเด็กนั่นได้อยู่หมัด 


   

   ริมธารน้ำไม่ได้มีเพียงแค่ซิ่งซิ่งกับพี่ชายทั้งสี่ของนางเท่านั้น แต่ยังมีเด็กหนุ่มจากหมู่บ้านอื่นอีกสองสามคน

   

   "เด็กผู้หญิงตัวน้อยๆนี่มาจากไหนกัน? ดูผอมแห้งอย่างกับไม้เสียบผีเลย"

   

   ในตอนแรกเด็กหนุ่มที่เป็นหัวโจกคนนั้น กำลังนั่งยองๆตักน้ำเล่นอยู่ริมธาร แต่เมื่อเห็นครอบครัวของอวี้หย่งไหวคุยกันเสียงดังครื้นเครง เขาก็อดไม่ได้ที่จะหันไปมอง

   

   เขารู้สึกไม่ถูกชะตากับอวี้หย่งไหว พอเห็นว่าเป็นครอบครัวของอวี้หย่งไหว เขาก็เบะปากอย่างดูแคลน สายตากวาดมองไปที่พี่ชายของนางทั้งสี่คน ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ซิ่งซิ่ง และจ้องมองเด็กน้อยด้วยสายตาที่เหยียดหยาม

   

   หลัวเชียหนิวมีคิ้วหนา ตาโต และดูเผินๆเหมือนคนดุร้าย ซิ่งซิ่งรู้สึกกลัวเล็กน้อยที่ถูกเขามอง นางจึงกอดคอพี่ใหญ่ ซุกหน้าลงกับไหล่ของเขา

   

   อวี้หย่งไหวรู้สึกสงสารน้องสาวมาก เขาจ้องไปที่เด็กหนุ่มที่เป็นหัวโจก "หลัวเชียหนิว เก็บสีหน้าแบบนั้นไปเถอะ นี่น้องสาวข้า!"

   

   "น้องสาว?" หลัวเชียหนิวทำท่าเหมือนได้ยินเรื่องตลก "บ้านเจ้ามีแต่เด็กผู้ชายไม่ใช่หรือ? อยู่ๆจะมีน้องสาวได้อย่างไร"

   

   เขายิ้มเยาะ อย่างเห็นได้ชัดว่ากำลังเยาะเย้ยอวี้หย่งไหว

   

   ถึงแม้ว่าซิ่งซิ่งจะอายุยังน้อย แต่นางก็สามารถแยกแยะอารมณ์จากน้ำเสียงของคนอื่นได้

   

   ผู้ชายคนนี้กำลังหัวเราะเยาะพี่ชายของนาง!

   

   ซิ่งซิ่งกำกำปั้นเล็กๆของตนแน่น พยายามทำใจกล้า นางกล้าเงยหน้าขึ้นจากไหล่ของพี่ชาย พยายามพูดกับเด็กหนุ่มที่ชื่อหลัวเชียหนิวอย่างแข็งกร้าวว่า “ข้าชื่อซิ่งซิ่ง ข้าเป็นน้องสาวของพี่ไหว!”

   

   ถึงแม้จะพยายามทำใจกล้าแล้ว แต่เสียงของนางยังคงสั่นเล็กน้อย

   

   หลัวเชียหนิวถึงกับอึ้งไป

   

   ถึงแม้ว่าซิ่งซิ่งจะผอมแห้ง แต่นางก็เกิดมาหน้าตาน่ารัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อนางพยายามเบิกตากว้างเพื่อแสดงให้เห็นว่านางไม่กลัวเลย ดวงตากลมโตสีดำขลับของนางก็ยิ่งดูกลมโตขึ้น

   

   แถมน้ำเสียงเล็กๆที่สั่นเทานั่น ทั้งที่ขวัญเสียจนตัวสั่น แต่ก็ยังแสร้งทำเป็นกล้าหาญ ทำเอาเขาไม่รู้จะพูดอะไรเลยจริงๆ

   

   หลัวเชียหนิวรู้สึกเหมือนโดนความน่ารักเล่นงานเข้าให้ เขาถึงกับต้องสูดหายใจเข้าลึกๆ

   

   น้องสาวตัวแสบที่บ้านรู้จักแค่ปาโคลนใส่เขา แล้วก็ร้องไห้แย่งขนมเขา!

   

   ทำไมไอ้บื้ออวี้หย่งไหวถึงมีน้องสาวน่ารักแบบนี้ได้?! เขาไม่ยอมหรอก!

   

   ทว่าอวี้หย่งไหวกับน้องชายทั้งสามคนยังคงจ้องเขาอย่างไม่วางตา หลัวเชียหนิวจึงไม่ยอมแพ้ เขาตอบกลับไปอย่างไม่สะทกสะท้านตามคำพูดของซิ่งซิ่งว่า

   

   “ชิ หน้าโง่!”

   

   พูดจบ เขาก็รู้สึกเสียใจขึ้นมาทันที

   

   เขาพูดแรงเกินไปรึเปล่านะ จะทำให้เด็กขี้ขลาดคนนี้กลัวเข้าหรือเปล่า?

   

   หลังจากตะโกนประโยคนั้น ซิ่งซิ่งก็รีบเอาหัวซุกไหล่พี่ใหญ่ทันที หัวใจของนางเต้นแรงจนไม่ได้ยินสิ่งที่หลัวเชียหนิวพูด

   

   แต่บรรดาพี่ชายตระกูลอวี้ไม่ยอม พวกเขาโกรธราวกับฟ้าผ่า!

   

   ‘เจ้าหลัวเชียหนิว กล้าดียังไงมาด่าน้องสาวข้า!’

   

   อวี้หย่งไหวที่อุ้มซิ่งซิ่งอยู่ รีบส่งนางให้น้องชายอย่างอวี้หย่งหลิ่วที่มีร่างกายค่อนข้างบอบบาง จากนั้นก็ตะโกนเรียกอวี้หย่งไป่อายุสิบเอ็ดปี และ อวี้หย่งกุ้ยอายุเจ็ดขวบ สองน้องชาย พับแขนเสื้อแล้วพุ่งเข้าไปหาหลัวเชียหนิว

   

   ข้างกายหลัวเชียหนิวก็มีเพื่อนที่เล่นด้วยกัน เขาสาปแช่งออกมาคำหนึ่งโดยที่ไม่คิดจะถอยหนี แต่พาพวกพุ่งเข้าใส่เช่นกัน

   

   แต่... อวี้หย่งไหววัยสิบสามปี มีพละกำลังมหาศาล การต่อสู้กับพวกเขาเป็นเหมือนการตีไก่ตัวเล็ก ๆ ส่วนอีกสองคน อวี้หย่งไป่มีไหวพริบดี และ อวี้หย่งกุ้ยก็มีร่างกายแข็งแรง พวกเขาไม่เคยกลัวเลย!

   

   มีเพียงอวี้หย่งหลิ่ว เด็กหนุ่มวัยสิบขวบร่างกายผอมบาง ที่อุ้มซิ่งซิ่งแล้วเดินออกไป

   

   จะปล่อยให้น้องสาวเห็นเรื่องรุนแรงแบบนี้ไม่ได้!

   

   ซิ่งซิ่งยังคงมึนงง นางอยากจะเงยหน้าขึ้นไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น แต่อวี้หย่งหลิ่วก็กดหัวเล็กๆของนางลงบนไหล่เบาๆ "เด็กดี อย่ามองเลย เรื่องแบบนี้เด็กๆดูไม่ได้"

   

   ซิ่งซิ่งเป็นเด็กที่เชื่อฟังมาก นางเพียงตอบรับว่า “โอ้” แล้วก็ไม่ได้ขัดขืนอะไรอีก แต่แล้วความคิดหนึ่งก็แวบเข้ามาในหัวของนาง พี่ชายทั้งสี่ของนางเองก็อายุยังน้อย พวกเขาก็เป็นเด็กเหมือนกันไม่ใช่หรือ?

   

   หรือเป็นเพราะว่าพี่ชายทั้งสี่ของนางเป็นเด็กที่อายุมากกว่า ส่วนนางเป็นเด็กที่เพิ่งจะสามขวบเมื่อไม่นานมานี้?

   

   ความคิดในหัวของเด็กน้อยตีกันมั่วมุน จนนางลืมเรื่องอื่นๆไปหมดแล้ว

   

   อวี้หย่งหลิ่วอุ้มซิ่งซิ่งกลับไปยังถนนหมู่บ้าน พร้อมกับหอบหายใจหนักหน่วงเพราะความเหนื่อยล้า

   

   ซิ่งซิ่งรีบกระโดดลงจากอ้อมแขนของผู้เป็นพี่ชาย ใบหน้าเล็กแสดงถึงความรู้สึกผิด “พี่สาม ซิ่งซิ่งคงจะตัวหนักเกินไป พี่เหนื่อยหรือเปล่า? ซิ่งซิ่งจะทำให้พี่รู้สึกดีขึ้นเอง”

   

   ระหว่างที่พูด เด็กหญิงก็เงื้อกำปั้นน้อยๆขึ้น บอกเป็นนัยให้พี่ชายย่อตัวลง

   

   แม้ว่าอวี้หย่งหลิ่วจะไม่ได้เหนื่อยถึงขนาดที่ต้องให้ซิ่งซิ่งช่วยทุบหลัง แต่เขาก็ยังทำตามคำบอกของน้องสาวแล้วย่อตัวลง ให้เด็กน้อยใช้กำปั้นเล็กทุบหลังให้เขาสองสามครั้ง จากนั้นก็ลุกขึ้นแล้วหันมาตามเดิม เขากระโดดขึ้นลงสองครั้ง สีหน้าดูประหลาดใจเป็นอย่างยิ่ง “ว้าว ซิ่งซิ่งสุดยอดไปเลย พี่ชายไม่รู้สึกเหนื่อยแล้ว!”

   

   ซิ่งซิ่งรู้สึกดีใจจนฉีกยิ้มกว้าง

   

   ดีใจจังเลย นางได้ช่วยพี่ชายแล้ว!

   

   อวี้หย่งหลิ่วจูงมือน้องสาวตัวน้อยยืนรอพี่ชายอยู่ริมทางเล็กๆในหมู่บ้าน ไม่นาน พี่ใหญ่ก็พาพี่ชายอีกสองคนกลับมา อวี้หย่งไหวทำท่าทางราวกับเป็นผู้พิชิต ข้างๆกันคืออวี้หย่งไป่กับอวี้หย่งกุ้ยที่ตัวเปรอะเปื้อนไปด้วยดิน แต่พวกเขายังคงดูภูมิใจ เชิดหน้าเหมือนนายพลที่กลับมาจากชัยชนะ

   

   ซิ่งซิ่งรีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง "พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สี่ พวกพี่ไม่เป็นไรใช่ไหม"

   

   พี่ชายทั้งสามที่เพิ่งผ่านการต่อสู้มาหมาดๆ ได้ยินน้องสาวคนเล็กเอ่ยถามเช่นนี้ ก็รู้สึกฮึกเหิมขึ้นมา

   

   อวี้หย่งไหวหัวเราะเสียงดัง พยายามทำท่าทางโอ้อวด "ไม่ต้องห่วงนะซิ่งซิ่ง พี่ใช้มือเดียวก็จัดการเจ้าเด็กเวรนั่นได้อยู่หมัดแล้ว!"

   

   อวี้หย่งไป่กับอวี้หย่งกุ้ยรีบเสริม พรรณนาถึงสถานการณ์ "ใช่แล้ว พวกข้ากดเจ้าพวกนั้นจนต้องหมอบลงกับพื้นเลยล่ะ!"

   

   "แล้วก็อัดจนพวกนั้นต้องร้องขอชีวิตอีกด้วยนะ!"

   

   ดวงตากลมโตของน้องสาวฉายแววชื่นชม "ว้าว! พวกท่านพี่เก่งกันจังเลยนะเจ้าคะ!"

   

   เด็กหญิงตัวน้อยปรบมือเสียงดัง เพื่อแสดงความชื่นชมพี่ชายทั้งสามอย่างที่สุด

   

   พี่ชายทั้งสามที่เพิ่งกลับจากการวิวาท ต่างก็รู้สึกว่า พวกเขาควรจะลากกลุ่มของหลัวเชียหนิวกลับมาซ้อมอีกสักรอบดีไหม?

   

   ( หลัวเชียหนิว : นี่พวกเจ้ามีมารยาทบ้างไหม? )

   

   "..." มองดูบรรดาพี่น้องของเขาที่ต่างก็ฮึกเหิม อยากจะไปตะลุมบอนอีกครั้ง ร่างกายที่ค่อนข้างผอมบางของอวี้หย่งหลิ่วก็ผุดความคิดขึ้นมาเป็นครั้งแรกว่า เขาต้องฝึกฝนร่างกายให้แข็งแรงมากกว่านี้เสียแล้ว

   

   ...

   

   สายฝนในยามค่ำคืน ทำให้พื้นดินชุ่มฉ่ำ ชายฉกรรจ์ตระกูลอวี้ต่างก็ถือโอกาสนี้ไปที่นา แบกจอบเดินไปตามคันนา ซ่อมแซมคันนา กักเก็บน้ำ

   

   ส่วนผู้หญิงตระกูลอวี้ต่างก็มีงานของตนเอง ทุกคนล้วนยุ่งอยู่กับงาน

   

   เสียงหัวเราะและพูดคุยดังมาจากประตูบ้าน เป็นพี่ชายตระกูลอวี้พาน้องสาวคนเล็กกลับมา

   

   อวี้หย่งไหวใช้ชายเสื้อห่อผลไม้ป่ามาเต็มอก ร้องเรียกไปทางห้องโถงด้วยความตื่นเต้น "ท่านย่า พวกข้าเจอผลไม้ป่าตรงพุ่มไม้เชิงเขาเยอะแยะเลย!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยออกมาจากห้อง เห็นว่าเด็กๆใบหน้าเปื้อนรอยยิ้ม น้องสาวคนเล็กเดินตามหลังหลานชาย ใบหน้าเล็กๆเบิกบานราวกับดอกไม้ พูดอย่างร่าเริง "ท่านย่า ข้าก็ช่วยเก็บด้วยนะเจ้าคะ เก็บได้ตั้งสิบลูกแหน่ะ!"

   

   ซิ่งซิ่งกางมือเล็กๆสองข้างออก ให้แม่เฒ่าเว่ยดูจำนวนผลไม้ที่เก็บได้

   

   แม่เฒ่าเว่ยอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา "โอ้ ซิ่งซิ่งของย่าเก่งขนาดนี้เชียวหรือ? มาให้ย่าดูหน่อยว่าไปเก็บลูกไม้มีพิษมาหรือเปล่า"

   

   "ไม่มีทางหรอกขอรับท่านย่า น้องสามรู้จักพืชพรรณดี เขาช่วยพวกข้าดูอยู่ครับ!"

   

   "ใช่แล้ว ใช่แล้ว พี่สามเก่งที่สุด!" ซิ่งซิ่งก็รีบเสริมอย่างร่าเริง

   

   ได้ยินน้องสาวชมแบบนี้ จิตใจของอวี้หย่งหลิ่วที่ไม่ได้ไปร่วมวงเก็บลูกไม้ด้วย จึงรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง ก็พลอยได้รับการปลอบใจไปด้วย

   

   เด็กๆพูดคุยกันเจื้อยแจ้ว ทำให้ลานบ้านครึกครื้นไปหมด

   

   หน้าต่างห้องของบ้านหลังที่สามขยับเล็กน้อย ก่อนจะถูกปิดลงอย่างแน่นหนา

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ ภรรยาคนที่สามของตระกูลอวี้กำลังนั่งขุ่นเคืองอยู่ในห้อง

   

   ‘มันอะไรกันเนี่ย!’

   

   นางรู้สึกว่าพ่อแม่สามีของตนกำลังมีปัญหา

   

   ช่วงเทศกาลปีใหม่ นางเองก็ไม่ได้เอาของไปให้ที่บ้านพ่อแม่ตัวเองนานแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้พ่อกับแม่สามีคิดอะไรกันอยู่ ถึงได้พาเด็กผู้หญิงคนนั้นมาเลี้ยงดูที่บ้าน!

   

   แล้วไข่ไก่เป็นของมีค่าขนาดนั้น ถ้าพวกเขาทั้งสองไม่กินก็ควรจะให้ลูกชายนาง อวี้หย่งจวี๋กินสิ ให้ลูกชายนางกินเพิ่มอีกฟองจะเป็นอะไรไป! ทำไมถึงเอาไข่ไก่ไปให้เด็กผู้หญิงที่ไหนก็ไม่รู้ง่ายๆแบบนั้น!

   

   นี่มันสิ้นเปลืองชัดๆ!

   

   อ้อจริงสิ! พวกลูกชายทั้งสี่คนของบ้านนี้ก็น่าโมโห! อวี้หย่งจวี๋เป็นน้องชายแท้ๆของพวกเขา เด็กผู้หญิงคนนั้นเป็นใครกัน พวกเขากลับทำตัวสนิทสนมกับนาง เห็นแล้วน่าโมโหจริงๆ!

   

   ตอนนั้นเอง อวี้หย่งจวี๋ที่นอนหลับอยู่บนเตียงก็ตื่นขึ้นมา เขาขยี้ตาปรือๆแล้วลุกขึ้นนั่ง เรียกนางเสียงงัวเงียว่า "ท่านแม่"

   

   นางกดลูกชายลงไปนอนใหม่ "เด็กดี นอนต่ออีกหน่อยเถอะ เมื่อคืนฝนตกหนัก ลมก็แรง ฟ้าร้องฟ้าผ่าด้วย กลัวหรือเปล่าลูก?"

   

   อวี้หย่งจวี๋นอนต่ออีกนิดหน่อยก็ตื่น ดูท่าน่าจะหายง่วงแล้ว เขาเบะปาก บอกนางว่า "ท่านแม่ ข้าไม่อยากนอนแล้ว! ข้าอยากออกไปเล่น!"

   

   พูดจบ เขาก็พยายามจะลงจากเตียง



  บทที่ 6: เจ้าสอนลูกอย่างไรกัน! 


   

   ซูโหรวเอ๋อร์เผลอปล่อยมือโดยพลัน ทำให้อวี้หย่งจวี๋วิ่งออกไปข้างนอก

   

   พอเปิดประตู อวี้หย่งจวี๋ก็เห็นท่านย่ากับพี่ชายหลายคนอยู่ในลานบ้าน เขาจึงวิ่งตรงไปหาทันที

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ได้แต่หยุดเดิน เบะปาก แล้วเดินกลับไปนั่งเย็บเสื้อผ้าต่อ

   

   “โถ่! เหตุใดท่านพี่ออกไปเล่นกันไม่ชวนข้าเลย!”

   

   อวี้หย่งจวี๋เห็นผลไม้ป่าที่พี่ใหญ่เก็บไว้ในชายเสื้อก็โวยวายขึ้นมาทันที ทั้งกระทืบเท้าทั้งคร่ำครวญอย่างเอาแต่ใจ

   

   อวี้หย่งไหวก็ได้แต่ปวดหัว

   

   น้องชายคนเล็กวัยสี่ขวบของเขาผู้นี้ ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจเสมอ ทั้งยังเป็นน้องเล็กที่สุดในบ้าน ปีนี้เขาก็เพิ่งจะอายุสี่ขวบเท่านั้น ทุกคนเลยตามใจเขามาก แม้แต่แม่เฒ่าเว่ยที่ปกติแล้วแม้นางจะรำคาญ แต่ก็แค่บ่นหลานชายคนนี้สองสามคำเท่านั้น ไม่เคยลงมือตีเลยแม้แต่ครั้งเดียว

   

   ด้วยเหตุนี้ อวี้หย่งจวี๋จึงยิ่งโตก็ยิ่งเอาแต่ใจ

   

   “ตอนนั้นอาสะใภ้สามพาเจ้าออกไปเดินย่อยอาหาร เจ้าไม่อยู่บ้าน” อวี้หย่งไหวในฐานะพี่ใหญ่อธิบาย

   

   “พวกเราเลยออกเที่ยวใกล้ๆนี้”

   

   “ไม่เอา ไม่เอา ไม่เอา ท่านพี่ไม่ยอมพาข้าไปด้วย!” อวี้หย่งจวี๋วัยสี่ขวบโวยวายกางแขนสะบัดไปมา “พี่ใหญ่ไม่ดี พี่รองไม่ดี พี่สามไม่ดี พี่สี่ไม่ดี!”

   

   แม่เฒ่าเว่ยทำหน้าบึ้งตึง

   

   เดิมทีนางกำลังอารมณ์ดี แต่หลานชายตัวน้อยกลับมาอาละวาดจนความสงบในบ้านนั้นพลันหายไป ใครเล่าจะไม่หงุดหงิด?

   

   แม้จะรู้สึกมาตลอดว่าหลานชายคนเล็กนั้นเอาแต่ใจไปบ้าง แต่แม่เฒ่าเว่ยก็ได้แต่ปล่อยไป เพราะเขาก็แค่เด็กน้อยวัยสี่ขวบเท่านั้น ซุกซนไปบ้างก็เป็นเรื่องธรรมดา ตัวเองก็ใกล้จะห้าสิบปีแล้ว จะไปฉุดกระชาก ลากถูหลานชายวัยสี่ขวบมาตีได้อย่างไรกัน?

   

   ‘เด็กสี่ขวบจะไปรู้อะไร!’

   

   แม้แต่หลานชายคนโตที่ตอนนี้ดูเป็นผู้ใหญ่และพึ่งพาได้ ตอนอายุสี่ขวบก็ยังเคยเอาน้ำปัสสาวะมาผสมดินปั้นเป็นก้อน ทั้งยังบอกว่าจะเอาไปต้มกินอีกด้วย!

   

   ด้วยเหตุนี้ แม้ว่าแม่เฒ่าเว่ยจะปวดหัวกับความซุกซนของหลานชายคนเล็กมานานเท่าใด ทว่านางก็ไม่เคยลงโทษเขาอย่างจริงจัง

   

   และตอนนี้ที่บ้านก็ยังมีซิ่งซิ่งเพิ่มมาอีกคน

   

   ซิ่งซิ่งอายุเพียงสามขวบกว่า เกือบสี่ขวบเท่านั้น!

   

   พอมีซิ่งซิ่งที่เรียบร้อยน่ารักมาเปรียบเทียบ อวี้หย่งจวี๋ซึ่งอายุมากกว่าก็ยิ่งดูซุกซนจนน่ากลัว เหมือนปีศาจแห่งความวุ่นวายมาจุติ!

   

   เด็กชายยังคงเอาแต่ใจ ยืนกรานจะให้พี่ๆพาไปเก็บผลไม้อีกเดี๋ยวนี้

   

   อวี้หย่งไหวพยายามพูดปลอบ "น้องเล็ก เจ้าก็อย่าได้โวยวายไปเลย พวกเราก็แค่พาซิ่งซิ่งไปด้วย เลยโชคดีเจอผลไม้ป่าพวกนี้ ก่อนหน้านี้ไปตั้งหลายครั้งหลายครา ข้ายังมิเคยเห็นพุ่มไม้ตรงนั้นมีผลไม้อันใดเลย"

   

   อวี้หย่งจวี๋ไม่ฟังแม้แต่น้อย บิดตัวไปมาพร้อมกับกระทืบเท้า "ไม่สน ไม่สน! อย่างไรข้าก็ไม่สน"

   

   อวี้หย่งกุ้ยที่อายุเจ็ดขวบ เอ่ยปากพูดอย่างจริงจัง "น้องเล็ก บอกตรงๆเลยนะ เจ้าน่ะอายุมากกว่าซิ่งซิ่งตั้งมากมาย เหตุใดยังทำตัวเป็นเด็กไม่รู้จักโตอีกเล่า"

   

   เหตุใดถึงไม่ทำตัวให้โตเป็นผู้ใหญ่เหมือนเขาที่อายุเจ็ดขวบบ้าง!

   

   "ซิ่งซิ่ง ซิ่งซิ่ง พวกท่านพี่ก็เอาแต่พูดถึงซิ่งซิ่ง!" อวี้หย่งจวี๋ทั้งตกใจทั้งโมโห "ข้าแค่เผลอหลับไปครู่เดียว พวกท่านไปสนิทกับนางตั้งแต่เมื่อไหร่!"

   

   เด็กน้อยอายุสี่ขวบ ร้องไห้จ้า ปากก็ร้องไห้ไป มือก็ปัดผลไม้ป่าที่อวี้หย่งไหวเก็บไว้จนตกกระจายเต็มพื้น!

   

   ผลไม้ป่ากลิ้งไปทั่ว!

   

   ทุกคนต่างตกตะลึง ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก อวี้หย่งจวี๋ก็หันไปผลักซิ่งซิ่งล้มลงกับพื้น!

   

   เด็กชายวัยสี่ขวบโมโหจนตัวสั่น ทั้งยังแรงเยอะเหมือนลูกวัว!

   

   ซิ่งซิ่งเซถลาไปหลายก้าว ก้นกระแทกพื้นอย่างแรง แล้วก็ล้มหงายหลังไป ถ้าอวี้หย่งไป่ที่อยู่ใกล้ๆ คว้าปกเสื้อของนางไว้ไม่ทัน ท้ายทอยของนางคงจะกระแทกกับถังรองน้ำฝนใบโตเข้าให้แล้ว!

   

   บรรดาพี่น้องของอวี้หย่งไหวต่างก็ยืนอึ้งกันเป็นแถว!

   

   แม่เฒ่าเว่ยตวาดเสียงดังว่า “อวี้หย่งจวี๋!”

   

   เสียงตะโกนนี้ทำลายความสงบสุขในลานบ้านของตระกูลอวี้ลงโดยสิ้นเชิง

   

   ลูกสะใภ้หลายคนที่กำลังทำงานบ้านอยู่ต่างก็พากันสะดุ้งตกใจ

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ซูโหรวเอ๋อร์ ภรรยาคนที่สามและแม่ของอวี้หย่งจวี๋ นางตกใจจนเผลอแทงเข็มเย็บผ้าเข้าเนื้อตัวเอง เลือดไหลทะลุรูเข็มออกมาเป็นหยดโต

   

   แต่นางก็ไม่สนใจ รีบเอาผ้าเช็ดเลือดที่นิ้ว แล้วรีบวิ่งไปที่ลานบ้านโดยพลัน

   

   อวี้หย่งจวี๋เป็นเด็กที่ถูกเลี้ยงดูมาอย่างตามใจมาตลอด ไม่เคยถูกใครตะคอกใส่แบบนี้มาก่อน ทันใดนั้นร่างกายเขาก็สั่นสะท้าน ก่อนจะแหกปากร้องไห้เสียงดังลั่น

   

   พอซูโหรวเอ๋อร์ได้ยินเสียงลูกชายร้องไห้ นางก็ยิ่งรีบร้อนเร่งฝีเท้าเข้าไปคว้าลูกชายเข้ามาไว้ในอ้อมแขน “อวี้หย่งจวี๋ เกิดอะไรขึ้นลูก?”

   

   เด็กชายยังคงร้องไห้ไม่หยุด ซูโหรวเอ๋อร์ใจแทบสลาย กอดลูกชายไว้ สายตามองไปที่พี่ชายคนโตและคนอื่นๆด้วยความโกรธเกรี้ยวยิ่ง แม้จะไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น แต่ในใจนั้นก็ตัดสินพวกเขาไปแล้วว่า เด็กๆเหล่านี้ต้องทำตัวไม่น่ารักเป็นแน่!

   

   “ท่านแม่ ท่านดูสิ...” ซูโหรวเอ๋อร์มองไปที่แม่เฒ่าเว่ยเตรียมฟ้อง

   

   แต่ไม่คิดว่าแม่เฒ่าเว่ยกำลังขมวดคิ้ว ปัดฝุ่นบนตัวเด็กหญิงที่ชื่อว่าซิ่งซิ่ง โดยไม่แม้แต่จะเหลียวมาที่นางเลย!

   

   ซูโหรวเอ๋อร์รู้สึกตกตะลึง จากนั้นความตกใจและไม่พอใจอย่างรุนแรงก็พลุ่งพล่านขึ้นมา นี่นางตาบอดไปแล้วหรือไร? หลานชายแท้ๆร้องไห้ขนาดนี้ไม่สนใจ กลับไปสนใจคนนอกเช่นนั้นได้อย่างไร!

   

   “เจ็บตรงไหนหรือไม่?” แม่เฒ่าเว่ยถามพลางดึงซิ่งซิ่งขึ้นมาดู บอกให้เด็กน้อยหันไปมา ดูว่ามีบาดแผลตรงไหนหรือไม่

   

   เด็กหญิงตัวผอมบาง ราวกับเพียงลมพัด ร่างของนางจะปลิวไปติดต้นไม้ได้ แม่เฒ่าเว่ยกังวลว่าหลานชายตัวอ้วนจะทำเด็กหญิงตัวน้อยบาดเจ็บ

   

   ดวงตากลมโตของซิ่งซิ่งเต็มไปด้วยน้ำตา

   

   แน่นอนว่าเจ็บ เมื่อกี้ล้มลงก้นกระแทกพื้น แน่นอนว่าเจ็บมาก!

   

   แต่ซิ่งซิ่งก็กัดฟันทนความเจ็บปวด พยายามยิ้มให้แม่เฒ่าเว่ย “ท่านย่าเจ้าขา ซิ่งซิ่งไม่เจ็บ ซิ่งซิ่งไม่เป็นไรเจ้าค่ะ”

   

   นางกลัวว่าแม่เฒ่าเว่ยจะไม่เชื่อ จึงย้ำอีกครั้งด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ “จริงเจ้าค่ะ ท่านย่า ซิ่งซิ่งไม่เป็นไรจริงๆ!”

   

   แม่เฒ่าเว่ยถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง รู้สึกสะท้อนใจกับชะตากรรมของเด็กน้อยคนนี้เหลือเกิน เด็กน้อยผู้นี้เป็นกำพร้า ไร้ทั้งบิดาและมารดา แม้แต่เวลาเจ็บปวดก็ไม่อาจร้องไห้ ไม่อาจส่งเสียง เกรงว่าคนอื่นจะรำคาญ

   

   โดยเฉพาะอย่างยิ่งอวี้หย่งจวี๋ที่เห็นๆอยู่ว่าเป็นคนผลัก แต่ตอนนี้กลับร้องห่มร้องไห้ ปั้นปึ่งอยู่ข้างๆคนเป็นแม่ก็ดูแลเอาใจใส่ราวกับไข่ในหิน!

   

   เมื่อลองเปรียบเทียบกันแล้ว แม่เฒ่าเว่ยยิ่งรู้สึกปวดร้าวหัวใจยิ่ง

   

   เด็กหญิงตัวน้อยช่างเรียบร้อยและรู้ความเกินไป จนทำให้หัวใจของผู้พบเห็นรู้สึกเจ็บปวดยิ่งนัก!

   

   แม่เฒ่าเว่ยพยายามขจัดความรู้สึกปวดร้าวในใจนั้น แล้วตรวจดูร่างกายของซิ่งซิ่งอย่างละเอียด เพื่อให้แน่ใจว่ากระดูกไม่หัก จึงค่อยถอนหายใจด้วยความโล่งใจ

   

   "ดูเหมือนเจ้าจะไม่เป็นไรนะ" ซิ่งซิ่งรีบพยักหน้าทันที

   

   "ใช่เจ้าค่ะ ซิ่งซิ่งไม่เป็นไรเลยเจ้าค่ะ ไม่เจ็บเลยสักนิด"

   

   นางย้ำอีกครั้ง "ไม่เจ็บเลย!"

   

   ถ้าไม่ติดว่าแม่เฒ่าเว่ยยังจับตัวอยู่ ซิ่งซิ่งแทบอยากจะกระโดดโลดเต้นอยู่ตรงนั้น เพื่อแสดงให้ท่านย่าและพี่ชายของนางเห็นว่า นางไม่เจ็บเลยจริงๆ!

   

   เมื่อเหล่าพี่ชายเห็นว่าซิ่งซิ่งไม่เป็นอะไร ก็พากันถอนหายใจด้วยความโล่งอกเช่นกัน

   

   เมื่อซูโหรวเอ๋อร์เห็นว่าแม่เฒ่าเว่ยไม่สนใจตนและลูกชายเลยสักนิด ราวกับว่าในสายตาของนางนั้นมีเพียงซิ่งซิ่งอยู่คนเดียว นางจึงทนไม่ไหว โอบกอดอวี้หย่งจวี๋พร้อมกับเรียกแม่สามีเสียงยานยาว

   

   "ท่านแม่!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยแสยะยิ้มเย็น นางกำลังคิดจะสั่งสอนใครสักคนอยู่พอดี ตอนนี้สะใภ้สามคนนี้ก็เข้ามาหาเรื่องเอง!

   

   "สะใภ้สาม เจ้าอยากจะพูดกระไร?" แม่เฒ่าเว่ยถามตรงไปตรงมา

   

   ซูโหรวเอ๋อร์รู้สึกโกรธเล็กน้อย "ท่านแม่ ข้าแค่อยากจะถามว่า อวี้หย่งจวี๋เป็นเด็กดี เหตุใดถึงได้ร้องไห้แบบนี้ล่ะเจ้าคะ?"

   

   แม่เฒ่าเว่ยหัวเราะ "แล้วเหตุใดเจ้าไม่ลองถามลูกชายตัวดีของเจ้าดูล่ะ?"

   

   เมื่อเห็นแม่ของตนอยู่ด้วย อวี้หย่งจวี๋ก็ยิ่งรู้สึกมั่นใจ เขาตะโกนเสียงดังพร้อมกับชี้ไปที่ซิ่งซิ่ง "ท่านแม่ นางเด็กนั่นล่อลวงพี่ชายไปหมด พี่ๆเล่นกับนาง ไม่เล่นกับข้า!" น้ำเสียงของเขาเต็มไปด้วยความคับข้องใจ

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น ซูโหรวเอ๋อร์ก็โกรธจนหัวแทบระเบิด นางหันไปหาอวี้หย่งไหวและพี่น้องคนอื่นๆ "อวี้หย่งไหว พวกเจ้าเป็นพี่ชายมิใช่หรือ? เหตุใดถึงทำแบบนี้!"

   

   อวี้หย่งไหวและพี่น้องคนอื่นๆมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าจะตอบคำถามของอาสะใภ้สามว่าอย่างไรดี

   

   แล้วพวกเขาไปเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้ด้วย!

   

   แม่เฒ่าเว่ยรู้สึกทนไม่ไหวอีกต่อไป!

   

   นางทำหน้าบึ้ง พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "พวกเขาเห็นว่าเจ้าเป็นอา ก็เลยไม่อยากพูดสิ่งใดให้มากความ ถ้าอย่างนั้นข้าจะขอพูดเองก็แล้วกัน ที่จริงแล้วทั้งหมดนี้ มิใช่เพราะเจ้าตามใจลูกชายจนเสียคนหรอกหรือ! เจ้าบอกว่าจะพาอวี้หย่งจวี๋ไปเดินเล่น และนอนพักชั่วครู่ หลานชายคนอื่นๆเลยพาซิ่งซิ่งไปเล่น พอมิได้พาอวี้หย่งจวี๋ไปด้วยก็มาโวยวาย แบบนี้มันผิดรึไร?! แล้วอีกอย่าง อวี้หย่งจวี๋คว่ำตะกร้าผลไม้ที่พวกพี่ชายเขาอุตส่าห์เด็ดมา แล้วยังผลักซิ่งซิ่งจนล้ม ยังจะมีหน้ามาโกหกพลิกลิ้น หน้าไม่อายจริงๆ! สะใภ้สาม เจ้าดูลูกชายที่เจ้าสอนมาสิ!"



 บทที่ 7: ห้ามแบ่งให้เจ้าห้าเด็ดขาด!


   

   ซูโหรวเอ๋อร์ไม่คิดว่าเรื่องจะเป็นเช่นนี้ พอถูกถามนางก็พูดไม่ออก ยิ่งไปกว่านั้น แม่เฒ่าเว่ยถามเสียงดังต่อหน้าหลานชายหลายคนเช่นนี้ นางที่เป็นผู้ใหญ่ก็รู้สึกเสียหน้าอยู่มิน้อย จึงเป็นธรรมดาที่นางจะรู้สึกตะขิดตะขวงอยู่ภายในใจ!

   

   แม่สามีถามนางว่าเลี้ยงดูอวี้หย่งจวี๋อย่างไรงั้นหรือ?

   

   นางว่าตนเองเลี้ยงดูลูกชายมาเป็นอย่างดีแล้ว!

   

   ซูโหรวเอ๋อร์พยายามทำท่าทางมั่นใจเพื่อแก้ต่างให้ตัวเอง "ท่านแม่ ข้ามิได้หมายความเช่นนั้น อวี้หย่งจวี๋ร้องไห้เสียใจขนาดนี้ ข้าเป็นแม่ของเขา จะไม่ให้กระวนกระวายใจได้อย่างไร..."

   

   แม่เฒ่าเว่ยมองซูโหรวเอ๋อร์ด้วยความผิดหวังอย่างปิดไม่มิด

   

   ลูกสะใภ้คนที่สามเป็นสาวจากในเมืองที่แต่งเข้ามาในหมู่บ้านหนานถัวของพวกเขา ตระกูลอวี้นั้นเห็นว่าหญิงสาวจากในเมืองยอมแต่งงานกับคนในหมู่บ้านเล็กๆเช่นนี้คงต้องรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ แถมซูโหรวเอ๋อร์ยังอายุน้อย ยังมีพี่สะใภ้อีกสองคนที่คอยช่วยเหลือ ปกติก็ตามใจให้ทำงานบ้านน้อยหน่อย ทว่าทุกคนก็รู้สึกว่าก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด

   

   ปกติแม่เฒ่าเว่ยมักจะทำเป็นไม่สนใจเรื่องพวกนี้

   

   แต่สะใภ้สามคนนี้ พออวี้หย่งจวี๋ก่อเรื่องขึ้นมา สิ่งแรกที่นางทำคือโทษคนอื่น จากนั้นก็แก้ตัวให้ตัวเอง น่ารำคาญยิ่งนัก!

      

   "แล้วอีกอย่าง อวี้หย่งจวี๋อายุยังน้อย..."

   

   ซูโหรวเอ๋อร์พยายามแก้ต่างไม่หยุด แต่ก็ไม่ยอมเอ่ยปากให้ลูกชายตนขอโทษสักคำ!

   

   แม่เฒ่าเว่ยยิ่งผิดหวัง จึงไม่สนใจนางอีกต่อไป บอกกับอวี้หย่งไหวว่า "พวกหลานเก็บผลไม้ที่อยู่บนพื้นไปล้างเสีย"

   

   "ขอรับ" อวี้หย่งไหวรับคำพร้อมกับน้องชาย

   

   "เจ้าค่ะ" ซิ่งซิ่งก็รีบตอบรับด้วยน้ำเสียงน่ารัก

   

   แต่แม่เฒ่าเว่ยกลับยกมือขึ้นลูบผมน้อยๆของซิ่งซิ่ง แล้วพูดด้วยน้ำเสียงที่ไม่อาจปฏิเสธได้ว่า

   

   "ซิ่งซิ่งเข้าไปในบ้านกับย่านะ"

   

   ซิ่งซิ่งชะงักไปเล็กน้อย แต่ก็ยังคงเชื่อฟัง "เจ้าค่ะ" จากนั้นนางก็ยื่นมือไปจับมือของแม่เฒ่าเว่ยอย่างว่าง่าย

   

   แม่เฒ่าเว่ยพูดสิ่งเหล่านี้โดยที่ไม่แม้แต่จะเหลือบมองซูโหรวเอ๋อร์กับอวี้หย่งจวี๋เสียด้วยซ้ำ นางเดินจูงมือซิ่งซิ่งไปยังห้องโถงใหญ่

   

   เรื่องยังไม่ทันที่จะจัดการจนแล้วเสร็จ แม่เฒ่าเว่ยก็เดินจากไป เห็นได้ชัดว่าตอนนี้นางก็ไม่อยากสนใจซูโหรวเอ๋อร์อีกแล้ว! สู้ทิ้งให้นางคิดทบทวนอย่างมีสติคนเดียวดีกว่า!

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ถูกแม่สามีทิ้งไว้แบบนั้น ยิ่งทำให้รู้สึกเหมือนถูกไฟเผา รู้สึกอับอายขายหน้าอย่างที่สุด!

      

   "สมน้ำหน้า!" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งผู้แอบดูเหตุการณ์อยู่หลังม่านในห้องของตัวเอง แอบเยาะเย้ยอยู่ในใจ เมื่อเห็นแม่เฒ่าเว่ยเข้าไปในห้องแล้ว นางก็ได้แต่ชื่นชมท่าทีอับจนหนทางของซูโหรวเอ๋อร์ ก่อนจะปล่อยม่านลงอย่างพอใจ และกลับไปถักต่อผ้าเช็ดหน้าของตัวเองต่อ

   

   ท่าทางของน้องสะใภ้สามผู้นี้ นางทนดูมิได้มานานแล้ว!

   

   มาจากเมืองแล้วอย่างไรเล่า? ก็ไม่ใช่คุณหนูอันใดเสียหน่อย แค่บุตรสาวที่ทางบ้านขายเต้าหู้อยู่ในเมืองก็เท่านั้น แต่งเข้ามาอยู่ในหมู่บ้านกับพวกเขา ยังทำท่าทางเป็นคุณหนูอยู่ทุกวี่ทุกวัน!

   

   วันๆเอาแต่บอกว่าตนทำอาหารไม่เป็น พ่อกับแม่สามีก็พลอยตามใจนาง ไม่ให้สะใภ้สามจัดการทำอาหารให้ทุกคนในบ้าน และสุดท้ายหน้าที่นี้จึงตกเป็นหน้าที่ของนางกับพี่สะใภ้ผลัดกันทำ

   

   ซูโหรวเอ๋อร์วันๆเอาแต่ให้อาหารไก่ ส่งข้าวส่งน้ำให้ผู้ชายที่ทำงานในไร่นา ในสายตาของไป๋เสี่ยวเฟิ่ง แบบนั้นเรียกว่าสบายจะตายไป!

   

   ตอนนี้เห็นซูโหรวเอ๋อร์โดนแม่เฒ่าเว่ยดุเช่นนี้ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกสะใจยิ่งนัก!

   

   แล้วก็ยังมีเรื่องของอวี้หย่งจวี๋อีก

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งอดไม่ได้ที่จะเบ้ปาก

   

   เด็กคนไหนบ้างที่ไม่เคยเป็นเด็กเล็กมาก่อน?

   

   แต่ตอนที่เด็กๆในบ้านยังเล็ก พวกเขาไม่ได้ซุกซนเหมือนกับอวี้หย่งจวี๋สักหน่อย!

   

   "สมควรโดนสั่งสอนเสียให้เข็ด!"

   

   ขณะที่ไป๋เสี่ยวเฟิ่งฮัมเพลงอย่างอารมณ์ดี หยิบงานปักขึ้นมา ทันใดนั้นก็นึกถึงท่าทางของแม่เฒ่าเว่ยที่มีต่อซิ่งซิ่ง ไป๋เสี่ยวเฟิ่งลังเลไปครู่หนึ่ง แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจ เอาผ้าผืนหนึ่งที่ค่อนข้างนุ่มจากในหีบออกมา

   

   นี่เป็นเศษผ้าที่นางเคยใช้เย็บเสื้อผ้าให้ลูกชายของนาง ในยามนี้ผ้าเหลือ จึงสามารถนำมาทำผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กๆให้เด็กหญิงในบ้านได้

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งร้อยด้ายเข้าเข็ม คิดในใจว่า การมีซิ่งซิ่งคนนี้ ดูเหมือนตระกูลอวี้จะเกิดการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เสียแล้ว

   

   ...

   

   แม่เฒ่าเว่ยพาซิ่งซิ่งเข้าไปในห้อง ก่อนจะหันหลังปิดประตู

   

   ซิ่งซิ่งยืนอยู่ตรงนั้นด้วยความหวาดกลัว เด็กหญิงยังคงกลัวว่าแม่เฒ่าเว่ยจะโกรธ

   

   "ถอดเสื้อผ้าออก" แม่เฒ่าเว่ยอุ้มซิ่งซิ่งขึ้นไปบนเตียง "เมื่อครู่ย่าเห็นแผลถลอกบนตัวเจ้า... มาให้ย่าดูหน่อยเถิด"

   

   ซิ่งซิ่งรู้สึกงุนงง

   

   เมื่อเห็นเด็กหญิงทำหน้าตาเลื่อนลอย ในใจของแม่เฒ่าเว่ยก็อดสงสารไม่ได้

   

   นางถอดเสื้อผ้าของซิ่งซิ่งออก ร่างกายผอมบางของเด็กหญิงตัวน้อยเต็มไปด้วยรอยขีดข่วน น่าสงสารนัก ก้นน้อยๆของซิ่งซิ่งก็แดงก่ำ เห็นได้ชัดว่าล้มลงอย่างแรง โชคดีที่ไม่มีเลือดออก น่าจะไม่เป็นอันใดมาก

   

   ซิ่งซิ่งเห็นแม่เฒ่าเว่ยเงียบอยู่นาน นางไม่กล้าหันกลับไปมองสีหน้าของหญิงชรา จึงถามอย่างกังวลเล็กน้อยว่า "ท่านย่าเจ้าขา ซิ่งซิ่งทำอันใดผิดหรือเปล่าเจ้าคะ?"

   

   แม่เฒ่าเว่ยช่วยซิ่งซิ่งสวมเสื้อผ้าอีกครั้ง ลูบหัวนางเบาๆ "ไม่มีอันใด ซิ่งซิ่งเป็นเด็กดีนะ"

   

   ซิ่งซิ่งเม้มปากเล็กน้อย ปรากฏรอยบุ๋มเล็กๆสองรอยบนแก้ม เห็นได้ชัดว่าคำชมของหญิงชราทำให้นางมีความสุขมาก เด็กหญิงยิ้มให้กับแม่เฒ่าเว่ยอย่างเขินอาย

   

   "ท่านย่าเจ้าขา ซิ่งซิ่งจะเป็นเด็กดีตลอดไปนะเจ้าคะ"

   

   หัวใจของแม่เฒ่าเว่ยแทบละลาย!

   

   "ท่านย่า ผลไม้ล้างหมดแล้วขอรับ”

   

   อวี้หย่งไหวผลักประตูเข้ามา ในมือถือตะกร้าไม้ไผ่ใบหนึ่งที่นำมาจากครัว บนตะกร้าเต็มไปด้วยผลไม้ป่า เขายังย้ำเป็นพิเศษว่า

   

   "ข้าใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดผลไม้ ไม่ได้เปลืองน้ำเลยขอรับ"

   

   แต่แม่เฒ่าเว่ยกลับจ้องมองเขาแวบหนึ่ง "ต่อไปนี้ซิ่งซิ่ง จะมาอยู่กับย่าในห้องนี้ นางเป็นเด็กผู้หญิง เวลาเจ้าเข้ามาในห้องย่าต้องขออนุญาตก่อน เข้าใจหรือไม่!"

   

   อวี้หย่งไหวรับคำอย่างว่าง่าย พยักหน้ารัวๆ "ขอรับ ท่านย่า"

   

   เขาถือตะกร้าไม้ไผ่ใบนั้น ยื่นไปข้างหน้าเพื่อให้แม่เฒ่าเว่ยเห็นผลไม้ป่าเหล่านั้น

   

   "ท่านย่า อยาหลองชิมหรือไม่ขอรับ?"

   

   ก่อนหน้านี้ตอนที่แม่เฒ่าเว่ยกำลังโมโหในลานบ้าน พี่น้องทั้งสามคนของอวี้หย่งไหวไม่มีใครกล้าเข้ามาเลยสักคน

   

   ในฐานะพี่ชายคนโต อวี้หย่งไหวจึงได้แต่ต้องยอมเข้ามาคนเดียว

   

   แม่เฒ่าเว่ยเหลือบมองผลไม้ป่าที่อยู่ในตะกร้าไม้ไผ่

   

   มันคือผลไม้เล็กๆที่ขึ้นอยู่บนพุ่มไม้ ขนาดไม่ใหญ่ รสหวานไม่มาก ออกเปรี้ยวเล็กน้อย แต่ใช้แก้กระหายและคลายความอยากได้ดียิ่ง

   

   แม่เฒ่าเว่ยหยิบผลไม้จากตะกร้าไม้ไผ่มาวางไว้บนโต๊ะหนึ่งกำมือ แล้วหยิบอีกหลายลูกใส่ลงในมือของซิ่งซิ่ง "ที่เหลือในตะกร้า เอาไปแบ่งกับพี่หลิ่วและพี่กุ้ยนะ"

   

   อวี้หย่งไหวอุทานออกมาอย่างไม่ได้ตั้งใจว่า "อ๊ะ" แล้วก็ยืนนิ่ง

   

   อวี้หย่งไป๋กับเขาต่างก็เป็นลูกชายของบ้านใหญ่ ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอันใดที่ท่านย่าจะไม่พูดถึงน้องรอง และพูดถึงแต่อวี้หย่งหลิ่วกับอวี้หย่งกุ้ยที่เป็นน้องชายของบ้านรอง แต่ปัญหาคือที่บ้านไม่ได้มีแค่พวกเขาสี่คน ยังมีอวี้หย่งจวี๋ลูกชายของอาสะใภ้สามอีกคน!

   

   ดูเหมือนแม่เฒ่าเว่ยจะมองออกว่าหลานชายคนโตลังเล นางจึงทำเสียงฮึดฮัดในลำคอ ดวงตายังคงฉายแววโกรธ "ไม่ต้องไปสนใจเจ้าห้าหรอก!"

   

   พูดจบ แม่เฒ่าเว่ยก็เปลี่ยนคำพูดแล้วเน้นย้ำว่า "ห้ามแบ่งให้เจ้าห้า! แบ่งกันแค่พวกเจ้าสี่คน! เอาไปซะ จะกินเองก็กิน จะให้พ่อแม่พวกเจ้าก็ให้ แต่มีข้อแม้ว่า ห้ามให้เจ้าห้า! ให้สะใภ้สามก็มิได้เด็ดขาด!"

   

   อวี้หย่งไหวตอบรับคำอย่างว่าง่ายว่า "ขอรับ" ไม่กล้าพูดอันใดมาก รีบถือตะกร้าไม้ไผ่ออกไป

   

   ในลานบ้าน อวี้หย่งจวี๋ไม่ร้องไห้แล้ว ซูโหรวเอ๋อร์ตักน้ำมาหนึ่งกะละมัง เช็ดคราบน้ำตาบนใบหน้าให้ลูกชายของตน

   

   ตอนที่อวี้หย่งไหวออกมา เห็นน้ำในกะละมังแล้วก็รู้สึกเสียดายไม่น้อย

   

   เพราะตอนที่เขาล้างผลไม้ ไม่กล้าใช้น้ำเยอะเลยด้วยซ้ำ!

   

   กลัวว่าวันไหนจะไม่มีน้ำใช้

   

   เด็กๆพากันกลับเข้าไปในห้องของตัวเองแล้ว ในฐานะที่เป็นเด็ก อวี้หย่งไหวก็ไม่อาจพูดอันใดได้ จึงถือผลไม้ป่าไปที่บ้านรอง ตั้งใจว่าจะแบ่งให้กับน้องชายสองคนที่บ้านรองก่อน

   

   "ท่านแม่ขอรับ" อวี้หย่งจวี๋จ้องมองผลไม้ป่าในตะกร้าไม้ไผ่ที่อวี้หย่งไหวถืออยู่ด้วยแววตาเว้าวอน "ข้าอยากกิน…"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์หันไปมองอวี้หย่งไหวทันที "พี่ไหว มานี่ซิ"

   

   อวี้หย่งไหวรู้สึกอึดอัดใจอย่างมาก เด็กหนุ่มยืนถือตะกร้าไม้ไผ่อยู่ตรงนั้น นิ่งเงียบ ไม่รู้จะพูดอันใดดี

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ขมวดคิ้ว "พี่ไหว ยืนนิ่งด้วยเหตุใด ข้าเรียกให้มานี่ไง เจ้ามิได้ยินที่น้องชายบอกว่าอยากกินผลไม้หรือ"

   

   อวี้หย่งไหวตอบอย่างกล้าๆกลัวๆ "อาสะใภ้สาม... ท่านย่าบอกว่า ห้ามข้าแบ่งให้น้องห้ากินขอรับ"

   

   "อันใดนะ!" ซูโหรวเอ๋อร์ขึ้นเสียงอย่างไม่อยากจะเชื่อ "ท่านย่าของเจ้าพูดแบบนั้นจริงๆหรือ?"

   

   อวี้หย่งไหวพยักหน้า ไม่กล้าพูดอันใดมาก

   

   ซูโหรวเอ๋อร์รู้ดีว่า ด้วยนิสัยของอวี้หย่งไหวแล้ว คำพูดนี้คงเป็นคำพูดของแม่สามีนางจริงๆ แต่อีกฝ่ายจะทำเช่นนี้ได้อย่างไรกัน

   

   นี่มันตบหน้านางกับลูกชายชัดๆ!

   

   ซูโหรวเอ๋อร์โกรธจนเลือดขึ้นหน้า ถึงจะไม่กล้าไปหาเรื่องหรือต่อว่าแม่สามี แต่นางกล้าต่อว่าอวี้หย่งไหว

   

   นางเอ็ดเสียงดัง "อวี้หย่งไหว มานี่!"

   

   อวี้หย่งไหวลังเล ไม่กล้าขยับแม้เพียงนิด

   

   "เจ้ายังเห็นข้าเป็นอาสะใภ้สามอยู่หรือไม่?" ซูโหรวเอ๋อร์ยิ่งฉุนเฉียวขึ้นไปอีก

   

   หลี่ชุนฮวาที่กำลังแอบฟังอยู่ในห้องตัวเอง ได้ยินดังนั้นก็ทนไม่ไหว รีบเปิดม่านออกมา จ้องเขม็งไปที่ซูโหรวเอ๋อร์อย่างไม่เกรงกลัวเอ่ยว่า "น้องสะใภ้สาม เจ้าเป็นอาแท้ๆ ท่านแม่โกรธจะลงโทษอันใด มันเกี่ยวอันใดกับหลานชายเจ้า ไม่ต้องไปทำให้หลานลำบากหรอก!"

   

   พูดจบก็ไม่สนใจอีกฝ่าย ดึงอวี้หย่งไหวออกไปทันที

   

   ซูโหรวเอ๋อร์โมโหจนพูดไม่ออก เหลือบไปเห็นพี่สะใภ้รองไป๋เสี่ยวเฟิ่ง กำลังแอบมองเหตุการณ์อยู่ จึงรีบหาเรื่องชวนคุย แต่ไป๋เสี่ยวเฟิ่งกลับปล่อยม่านลง แสดงท่าทีไม่อยากยุ่งเกี่ยวด้วย!

   

   ทำให้ซูโหรวเอ๋อร์ที่ยืนอยู่กลางลาน โมโหจนแทบคลั่ง!

   

   นางเริ่มรู้สึกว่า ปกติแม่สามีที่ไม่ค่อยว่าอันใด พี่สะใภ้ทั้งสองก็ทำดีด้วย แต่พอแม่สามีพูดจาแรงๆกับนางหน่อย พี่สะใภ้ทั้งสองก็กล้าตีตัวออกห่างทันที!

   

   และทั้งหมดนี้ เป็นเพราะเด็กที่ชื่อซิ่งซิ่งคนนั้น!



บทที่ 8: คงจะยังโกรธข้าอยู่


   

   เรื่องราวยังไม่จบแค่นั้น

   

   ซูโหรวเอ๋อร์กัดฟันทน กลับไปที่เรือนของตนเองพร้อมกับลูกชายที่ยังคงร้องไห้งอแงไม่หยุดปาก พอปลอบจนเด็กชายหยุดร้องได้ไม่นาน แม่เฒ่าเว่ยก็มาถึง

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ยังไม่ทันคิดหาวิธีรับมือกับแม่เฒ่าเว่ย หญิงชราก็เอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าเย็นชาว่า

   

   "ก่อนหน้านี้ ข้ากลับไปเยี่ยมบ้านเกิดแล้วได้ผ้าผืนหนึ่งมา พวกเด็กคนอื่นไม่มี มีแต่พี่จวี๋ที่ได้ ข้าก็เลยคิดว่าพี่จวี๋กำลังอยู่ในช่วงวัยที่กำลังโต เลยจะให้เจ้าเอาไปตัดเสื้อให้พี่จวี๋สักสองตัว"

   

   อวี้หย่งจวี๋ยังคงโกรธเรื่องผลไม้ป่า จึงพูดสวนขึ้นด้วยความน้อยใจว่า "ท่านย่า ข้าไม่เอาผ้าของท่านหรอก ข้าไม่เอา!!!"

   

   เขาหันหลังให้ แล้ววิ่งจากไป หวังว่าท่านย่าจะรู้ว่าตอนนี้เขาโกรธมาก และต้องรีบมาง้อเขา!

   

   แม่เฒ่าเว่ยพูดซ้ำช้าๆว่า "เจ้าไม่เอาผ้าของย่างั้นหรือ?"

   

   เด็กชายหันหลังให้แม่เฒ่าเว่ย ตอบอย่างองอาจว่า "ไม่เอา ไม่เอา ไม่เอา!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยกลับหัวเราะออกมา

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ยังไม่ทันได้ตอบสนอง สายตาของแม่เฒ่าเว่ยก็จับจ้องไปที่ตะกร้าเย็บผ้าที่วางอยู่บนเตียงของนาง แล้วพูดอย่างชอบธรรมว่า "หากเป็นเช่นนั้น ก็ย่อมได้ ในเมื่อพี่จวี๋บอกว่าไม่เอาของข้า ผ้าผืนนี้ที่ตัดเป็นเสื้อแล้ว ข้าก็จะเอาไปแล้วกัน"

   

   นางพูดอย่างช้าๆ แต่ซูโหรวเอ๋อร์กลับรู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่า

   

   ‘เดี๋ยวสิ นี่ท่านแม่หมายความว่าอย่างไรกัน!’

   

   ซูโหรวเอ๋อร์มองดูแม่เฒ่าเว่ยหยิบผ้าที่นางเพิ่งเย็บเป็นเสื้อผ้าตัวใหม่ในตะกร้าออกมา พลิกไปมาดูอย่างไม่พอใจสักเท่าไหร่ ก่อนจะพยักหน้าเบาๆแล้วหยิบไป

   

   "ท่านแม่" ซูโหรวเอ๋อร์ตกใจ "ประเดี๋ยวสิเจ้าคะท่านแม่!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยหันกลับมามองด้วยแววตาเย็นชา "มีสิ่งใด? เจ้าจะบอกว่าข้าเอาไปมิได้แล้วหรือ? ผ้าผืนนี้ข้าเป็นคนเอามาให้เจ้า ถึงแม้จะเป็นของของเจ้า แต่ข้าเป็นแม่สามี เอาผ้าจากเจ้าไปผืนเดียวก็มิได้เลยหรือ?"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ถึงกับพูดไม่ออก รู้สึกถึงแรงกดดันจากแววตาของแม่เฒ่าเว่ย "เอ่อ มิใช่อย่างนั้นนะเจ้าคะ เพียงแต่ เพียงแต่ ผ้าผืนนี้..." นางพูดติดๆขัดๆอยู่นาน ในที่สุดนางก็นึกเหตุผลออก แล้วก็พูดอย่างลื่นไหลว่า

   

   "ท่านแม่ ผ้าผืนนี้ ข้าตัดตามขนาดตัวของพี่จวี๋แล้วเจ้าค่ะ"

   

   แม่เฒ่าเว่ยหัวเราะในลำคออย่างเยาะเย้ยเล็กน้อย "เมื่อครู่เจ้าก็ได้ยินแล้ว พี่จวี๋บอกเองว่าไม่เอา ดังนั้นข้ายังสามารถเอาไปแก้ให้พอดีกับซิ่งซิ่งได้"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์รู้สึกเหมือนถูกฟ้าผ่าลงมารอบที่สอง!

   

   นางไม่คิดเลยว่า แม่สามีจะเอาผ้าผืนนั้นไปทำเสื้อผ้าให้ซิ่งซิ่ง!

   

   นางโกรธจนตัวสั่น ทว่ากลับพูดไม่ออก

   

   แม่เฒ่าเว่ยก็เหมือนนึกเรื่องบางอย่างขึ้นมาได้ จึงพูดด้วยน้ำเสียงเรียบเฉยว่า "จริงสิ ผ้าชิ้นก่อนที่ข้าให้เจ้าทำเสื้อผ้าให้พี่จวี๋ เห็นว่าสองชุดก็ยังเหลือเฟือมิใช่รึ? ผืนนี้พอทำแค่ตัวเดียว เจ้าน่าจะยังมีผ้าเหลือ ไปหาให้ดีๆ แล้วเอามาคืนข้าที่ห้องด้วย"

   

   พูดจบ แม่เฒ่าเว่ยก็ไม่แม้แต่จะมองใบหน้าอันซีดเซียวราวกับคนหมดอาลัยของซูโหรวเอ๋อร์ นางถือผ้าผืนนั้นแล้วเดินจากไป

   

   ระหว่างที่แม่เฒ่าเว่ยเดินจากทางเดินหินกลางลานไปยังห้องโถง ก็ได้ยินเสียงเก้าอี้ล้มดังโครมครามมาจากเรือนสาม

   

   นางไม่สนใจว่าซูโหรวเอ๋อร์ทำล้มโดยไม่ได้ตั้งใจ หรือตั้งใจให้ตนได้ยิน มุมปากของนางยกยิ้มเย็นชา ไม่หันกลับไปมอง กอดผ้าที่ตัดไว้ในอ้อมแขน ก่อนจะเดินตรงไปยังห้องโถง เห็นหนูน้อยซิ่งซิ่งกำลังนั่งกินลูกไม้ป่าอยู่บนเตียงอย่างว่าง่าย นางก็ดึงตัวหนูน้อยให้ลุกขึ้นยืน กางแขนทั้งสองข้างออกเพื่อวัดขนาดตัว

   

   ซิ่งซิ่งรู้สึกงุนงง ปล่อยให้แม่เฒ่าเว่ยพลิกตัวไปมาเพื่อวัดอะไรบางอย่าง

   

   จนกระทั่งแม่เฒ่าเว่ยวัดตัวเสร็จด้วยความพอใจ เหมือนกับทำงานเสร็จแล้ว ซิ่งซิ่งจึงกลืนผลไม้ป่าในปากลงไป แล้วถามด้วยความสงสัยว่า "ท่านย่าเจ้าขา ท่านย่าจะทำอะไรหรือเจ้าคะ?"

   

   แม่เฒ่าเว่ยวางกรรไกรลง เริ่มตัดผ้า เอ่ยตอบโดยไม่เงยหน้าขึ้นว่า "ย่าจะทำเสื้อผ้าชุดใหม่ให้เจ้า ชุดที่เจ้าใส่อยู่ตอนนี้ เป็นชุดเก่าของพี่กุ้ยที่เอามาแก้ให้ อย่างไรก็ไม่ค่อยพอดีตัวมิใช่หรือ?"

   

   ซิ่งซิ่งได้ยินแบบนั้น นางก็ยืนนิ่ง

   

   แม่เฒ่าเว่ยเห็นซิ่งซิ่งยืนเงียบอยู่ด้านหลัง ก็รู้สึกแปลกใจ จึงหันกลับไปมอง เห็นเจ้าตัวน้อยกำลังยืนเช็ดน้ำตาอยู่ ตรงปลายจมูกแดงก่ำ

   

   "เกิดอะไรขึ้นหรือซิ่งซิ่ง?" แม่เฒ่าเว่ยถามด้วยความตกใจ

   

   ดวงตากลมโตของซิ่งซิ่งเอ่อล้นไปด้วยหยาดน้ำตาใสใส นางสะอื้นไห้พลางกล่าวว่า

   

   "ท่านย่าเจ้าขา ท่านย่าดีกับซิ่งซิ่งเหลือเกิน ซิ่งซิ่งจะต้องตอบแทนท่านย่าอย่างดีที่สุดนะเจ้าคะ"

   

   คำพูดที่จริงจังและเปี่ยมล้นด้วยความกตัญญูของเด็กน้อยคนนี้ เป็นคำมั่นสัญญาที่นางจะทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อตอบแทนบุญคุณ

   

   "ดี ย่าจะรอนะ" แม่เฒ่าเว่ยตอบด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนและเอ็นดูยิ่ง

   

   ...

   

   เดิมทีครอบครัวนี้รับประทานอาหารวันละสามมื้อ แต่เนื่องจากภัยแล้งติดต่อกันหลายปี ข้าวปลาอาหารจึงกลายเป็นของหายากยิ่ง พวกเขาจึงต้องประหยัด ลดมื้ออาหารลงเหลือเพียงเช้าและเย็น

   

   แต่ในช่วงเวลาเร่งทำนาซึ่งต้องใช้แรงงานมาก ในตอนเที่ยง แม่เฒ่าเว่ยจะให้ลูกสะใภ้ทำอาหารที่อยู่ท้อง แล้วไปส่งให้ที่ทุ่งนา

   

   ช่วงนี้เป็นคราวที่ไป๋เสี่ยวเฟิ่งต้องทำอาหาร

   

   ส่วนหน้าที่สบายๆ อย่างการไปส่งอาหารที่ทุ่งนาเป็นของซูโหรวเอ๋อร์

   

   แต่วันนี้แม่เฒ่าเว่ยจัดการสั่งสอนซูโหรวเอ๋อร์ไปชุดใหญ่ ประตูห้องของบ้านหลังที่สามจึงปิดเงียบ ไร้แม้แต่เงาของลูกสะใภ้สาม

   

   ใกล้เวลาต้องไปส่งข้าวกลางวันที่ทุ่งแล้ว แต่ประตูห้องของบ้านสามก็ยังคงปิดสนิท

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเริ่มรู้สึกไม่พอใจ นางเป็นห่วงว่าสามีที่รออยู่กลางทุ่งจะหิว จึงทำอาหารเตรียมไว้แต่เช้า แต่นี่ซูโหรวเอ๋อร์กลับมางอแงอยู่ในห้อง ไม่สงสารสามีตัวเองบ้างรึไรกัน

   

   หลี่ชุนฮวาแห่งบ้านใหญ่ก็ร้อนใจมิต่างกัน รีบเดินไปที่หน้าห้องเคาะประตูเรียกอยู่หลายครั้ง

   

   แต่ภายในห้องกลับไม่มีเสียงตอบรับใดๆเลย หลี่ชุนฮวานำหูแนบประตู ได้ยินเพียงเสียงอู้อี้ของอวี้หย่งจวี๋ ราวกับว่าเจ้าตัวน้อยกำลังถูกปิดปากอยู่ภายในห้อง

   

   ชัดแล้วว่าซูโหรวเอ๋อร์ไม่ยอมให้ลูกชายออกมาเปิดประตู

   

   หลี่ชุนฮวาทนไม่ไหว กำลังจะเอ่ยปากด่า ทันใดนั้นไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็คว้าแขนนางไว้ "พี่สะใภ้ใหญ่ หรือว่าสะใภ้สามจะไม่สบาย ปล่อยให้นางพักไปก่อนเถิด ข้าพึ่งทำกับข้าวเสร็จ ตัวเต็มไปด้วยกลิ่นควันไฟ ยังไม่ได้เก็บครัวเลย พี่สะใภ้ใหญ่ช่วยไปส่งข้าวให้หน่อยได้หรือไม่ จะได้ไม่ต้องให้ผู้ชายที่รออยู่กลางทุ่งต้องหิว"

   

   หลี่ชุนฮวาก็เป็นห่วงสามีตัวเอง จึงไม่ได้คิดอะไรมาก รีบตอบตกลงแล้วถือห่อข้าวออกไป

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเหลือบมองประตูของบ้านสามแวบหนึ่ง แล้วแอบมองไปทางบ้านใหญ่ จากนั้นก็หันหลังเดินเข้าครัวไป

   

   มีเพียงบ้านสามเท่านั้นที่ยังคงเงียบสงัดไร้วี่แววของผู้คน

   

   เวลาโพล้เพล้มาเยือน พ่อเฒ่าอวี้กับลูกชายทั้งสี่คนเร่งแบกเครื่องมือทำนาเดินกลับบ้าน

   

   เมื่อครู่พวกเขาทั้งหมดพากันไปอาบน้ำที่ลำธารเล็ก นับว่าเป็นการอาบน้ำที่สดชื่นหายเหนื่อยอย่างแท้จริง บนโต๊ะนั้น อาหารเย็นได้ถูกจัดเตรียมจนสำเร็จเรียบร้อยแล้ว ช่วงบ่ายแม่เฒ่าเว่ยได้นำเหรียญทองแดงห้าเหรียญไปซื้อหมูสามชั้นมาหนึ่งชิ้น นับเป็นเวลานานแล้วที่บ้านหลังนี้มิได้ทานเนื้อสัตว์ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งตื่นเต้นดีใจเป็นอย่างมาก ถึงกับงัดฝีมือทั้งหมดที่มี นำหมูสามชั้นชิ้นนั้นมาผัดกับผักป่าจนได้กลิ่นหอมฟุ้งไปทั่วบ้าน

   

   พวกผู้ชายบ้านตระกูลอวี้ได้กลิ่นน้ำมันหมูอันเป็นเอกลักษณ์ต่างก็รู้สึกตื่นเต้นดีใจยิ่ง รีบพากันมานั่งที่โต๊ะอาหาร

   

   อวี้ซานเป้า ลูกชายคนที่สามของบ้านตระกูลอวี้ เพิ่งสังเกตเห็นว่าพี่สะใภ้ทั้งสองคนกำลังวุ่นอยู่กับการจัดจานชาม แต่กลับไม่เห็นเงาของภรรยาตัวเอง

   

   เขานึกขึ้นได้ว่าตอนกลางวันเป็นพี่สะใภ้ใหญ่ที่นำอาหารกลางวันมาส่ง และในยามนั้นก็ไม่เห็นภรรยาของเขาเช่นกัน ตอนนั้นที่เขาถามพี่สะใภ้ใหญ่ อีกฝ่ายก็ตอบเพียงว่าไม่ค่อยแน่ใจ มิแน่ว่านางอาจจะมีธุระอย่างอื่น

   

   มีธุระอย่างอื่นกระนั้นหรือ? ตอนนี้ถึงเวลาอาหารแล้ว เหตุใดจึงยังไม่เห็นเงาของนางออกมาอีกเล่า?

   

   "ท่านแม่ขอรับ เกิดเรื่องอะไรกับโหรวเอ๋อร์หรือขอรับ เหตุใดนางยังไม่มาอีก?" เดิมทีอวี้ซานเป้าตั้งใจถามแม่เฒ่าเว่ยด้วยน้ำเสียงปกติ แต่ไม่คาดคิดว่าคำถามนี้ราวกับไปกระทบอะไรเข้า เสียงของแม่เฒ่าเว่ยพลันเปลี่ยนไปทันที วางตะเกียบลงบนโต๊ะเสียงดัง พร้อมกับแสยะยิ้มเยาะ

   

   "สะใภ้สามน่ะหรือ ตอนกลางวันไม่ยอมไปส่งข้าวที่ทุ่งนาให้พวกเจ้า ตอนนี้ก็ไม่ยอมออกมา ข้าว่านางคงโกรธข้าอยู่กระมัง!"

   

   คำพูดนี้ทำเอาอวี้ซานเป้าเกือบกระโดดออกจากเก้าอี้ด้วยความตกใจ!



บทที่ 9: หลานแท้ๆยังต้องหลีกทางให้ 


   

   เมื่อเห็นว่าผู้เป็นมารดาโกรธเช่นนั้น อวี้ซานเป้าก็ไม่กล้าซักไซ้สิ่งใดต่อไป เพียงแต่รีบเดินออกจากโต๊ะอาหารตรงไปยังห้องของตน และยังไม่ทันได้ก้าวขาเข้าห้อง ก็ได้ยินเสียงลูกชายร้องไห้งอแงว่า "ข้าหิวข้าว ข้าอยากกินข้าว!"

   

   ตามมาด้วยเสียงสะใภ้สามเอ่ยดุด้วยน้ำเสียงตัดพ้อ "ยังจะกินอีกหรือ เดี๋ยวแม่สามีก็ไม่ให้พวกเรากินข้าวอีก แม่ทนอับอายขายหน้าไม่ไหวหรอกนะ"

   

   อวี้ซานเป้ารีบเปิดประตูผางเข้าไปพลางขมวดคิ้ว "หมายความว่าอย่างไร"

   

   "ท่านพ่อ!" อวี้หย่งจวี๋วิ่งเข้ามาซุกตัวในอ้อมกอดของพ่อตนเอง

   

   อวี้ซานเป้าอุ้มลูกชายขึ้นมาทันที

   

   พอเห็นคนเป็นสามี ซูโหรวเอ๋อร์ก็หันหลังให้ น้ำเสียงเริ่มสั่นเครือเหมือนจะร้องไห้ "เจ้าไม่รู้หรอกว่าท่านแม่ของเจ้าทำสิ่งใดลงไป!"

   

   คิ้วของอวี้ซานเป้าขมวดเข้าหากันแน่น "พูดเรื่องอะไรกัน? แม่ข้าแม่เจ้าอะไรกัน! แม่ของข้ามิใช่แม่ของเจ้าหรือไร?"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ยิ่งเศร้าโศกเสียใจหนักกว่าเดิม "เจ้าไม่รู้หรอกว่าวันนี้ท่านแม่ของเจ้าทำสิ่งใดลงไป! ท่านพูดจาดูถูกข้าต่อหน้าหลานชายฝั่งบ้านใหญ่และบ้านรอง ทำเอาข้าเสียหน้ายิ่ง ทั้งยังเสียศักดิ์ศรี แล้วยังตามมาที่ห้อง เอาเสื้อผ้าที่ข้าอุตส่าห์ตัดไว้ให้อวี้หย่งจวี๋ไปครึ่งหนึ่งด้วย!"

   

   ยิ่งพูดน้ำตาก็ยิ่งไหลพราก ซูโหรวเอ๋อร์ยกมือขึ้นปิดใบหน้าร้องไห้ออกมา

   

   อวี้ซานเป้าขมวดคิ้วมุ่น ก่อนจะค่อยๆคลายออก

   

   ‘เรื่องแค่นี้เองหรือ?’

   

   อวี้หย่งจวี๋ไม่เข้าใจเรื่องราวความคับข้องใจของผู้ใหญ่ เขาเอาแต่เอาตัวถูไถอวี้ซานเป้าให้พาไปกินข้าว

   

   อวี้ซานเป้าตีเบาๆที่ก้นของลูกชาย "ลูกไปก่อนเถิด อีกสักพักพ่อกับแม่จะตามไป"

   

   เขาวางอวี้หย่งจวี๋ลง เด็กน้อยก็รีบวิ่งออกไปทันที

   

   อวี้ซานเป้าจึงหันกลับมาโอบกอดซูโหรวเอ๋อร์ แล้วปลอบโยนว่า "โธ่เอ๋ย เรื่องแค่นี้เองหรือ? ท่านแม่เป็นผู้ใหญ่ พูดกับเจ้าสักสองสามคำก็ไม่เห็นจะเป็นอะไร นี่ก็แค่ผ้าผืนเดียว ท่านแม่อยากได้ก็ให้ท่านไปเถิด เดี๋ยวข้าพาเจ้าไปซื้อผืนใหม่ที่สวยกว่าเดิมที่ในเมืองก็ได้"

   

   อวี้ซานเป้านั้นหน้าตาดี แถมยังคารมคมคาย ซูโหรวเอ๋อร์ที่เป็นสาวเมืองจึงยอมแต่งงานมาอยู่บ้านนอกก็เพราะเหตุนี้ ทั้งสองคนรักใคร่กันดี ยิ่งอวี้ซานเป้ามาโอบกอดปลอบประโลม ซูโหรวเอ๋อร์จึงยอมหยุดร้องไห้ กลับมายิ้มได้อีกครั้ง

   

   อวี้ซานเป้าจึงถือโอกาสพูดขึ้นว่า "เดี๋ยวเข้าไปในห้อง ยามเมื่อพบท่านแม่แล้ว เจ้าก็ขอโทษท่านซะ ท่านแม่ไม่เคยทำไม่ดีกับเจ้าสักครั้งมิใช่หรือ เจ้าจะมาชักสีหน้าใส่ท่านเพราะเรื่องแค่นี้ก็ไม่ถูก"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์เม้มปาก แม้จะไม่เต็มใจนัก แต่ก็รู้ดีว่าสามีนั้นเป็นคนกตัญญู เห็นแก่ความกตัญญูของเขา นางจึงยอมตกลงแต่โดยดี

   

   เพียงแต่สุดท้ายแล้ว ซูโหรวเอ๋อร์ก็ยังอดไม่ได้ พึมพำออกมาว่า “เด็กน้อยชื่อซิ่งซิ่งนั่น ไม่รู้ว่าทำเสน่ห์อะไรให้ท่านแม่ ท่านถึงได้หลงหัวปักหัวปำขนาดนี้... ข้าว่าแม้แต่หลานชายแท้ๆอย่างจวี๋เอ๋อร์ของเรายังเทียบไม่ติดเลย”

   

   อวี้ซานเป้าอดพูดไม่ได้ “ข้าได้ยินที่ท่านพ่อพูด เด็กคนนั้นก็น่าสงสาร ตอนนี้ท่านพ่อกับท่านแม่รับเลี้ยงนางมาแล้ว ต่อไปเจ้าก็ถือเสียว่านางเป็นเหมือนพี่ไหว พี่ไป๋ที่เป็นหลานเถิด”

   

   ซูโหรวเอ๋อร์เบ้ปาก นางไม่พอใจยิ่งนัก แต่พอเห็นสีหน้าของสามี สุดท้ายก็ไม่ได้พูดสิ่งใดออกมา

   

   สามีภรรยาเดินไปที่ห้องอาหาร คนอื่นๆกำลังกินข้าวกันอยู่แล้ว อวี้หย่งจวี๋ก็นั่งอยู่ตรงนั้น ก้มหน้าก้มตากินข้าวอย่างเอร็ดอร่อย

   

   บนโต๊ะมีข้าวสองชาม เห็นได้ชัดว่าเตรียมไว้ให้อวี้ซานเป้ากับซูโหรวเอ๋อร์

   

   อวี้ซานเป้ารู้สึกซาบซึ้งใจ เห็นได้ชัดว่าถึงแม้ท่านแม่ของเขาจะปากร้าย แต่จริงๆแล้วก็กลัวว่าเขาและภรรยาจะหิว

   

   “ท่านแม่ ข้าดุโหรวเอ๋อร์ไปแล้ว” อวี้ซานเป้ารีบพูด “เป็นโหรวเอ๋อร์ที่งี่เง่าเอง คราวหน้านางจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วขอรับ”

   

   พูดจบ อวี้ซานเป้าก็ดึงแขนเสื้อภรรยาตนเบาๆ

   

   ซูโหรวเอ๋อร์จึงก้มหน้าลง พูดอย่างฝืนใจว่า “ท่านแม่ ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นความผิดของข้าเอง คราวหน้าข้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้วขอรับ”

   

   แม่เฒ่าเว่ยกล่าว “แล้วอย่างไรต่อ”

   

   ซูโหรวเอ๋อร์จวนจะทนไม่ไหว

   

   ‘อะไรกัน ยังมีอีกหรือ!’

   

   อวี้ซานเป้าก็งง มองไปทางแม่ของตนอย่างไม่เข้าใจ

   

   เห็นได้ชัดว่าแม่เฒ่าเว่ยไม่พอใจ "พี่จวี๋ทำผิดก่อน ยังมาลงที่น้องสาวอีก ผลักจนน้องล้ม เกือบหัวแตก แบบนี้จะว่าอย่างไร"

   

   เด็กอ้วนเงยหน้าขึ้นมองแม่เฒ่าเว่ยอย่างไม่เชื่อสายตา "ท่านย่า!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยทำหน้าบึ้ง

   

   เด็กชายรู้สึกน้อยใจอย่างที่สุด จึงพูดอย่างโมโหว่า "ข้ามิได้ทำ!"

   

   อวี้ซานเป้าขมวดคิ้ว ยกมือขึ้นพร้อมกับทำหน้าถมึงทึง แล้วตะคอก "เจ้าจวี๋! พูดกับท่านย่าแบบนี้ได้อย่างไร?!"

   

   อวี้หย่งจวี๋ถูกพ่อทำหน้าดุใส่จนตกใจ ตัวซีดเผือด ไม่กล้าพูดอะไรออกมา

   

   "ไปขอโทษท่านย่ากับซิ่งซิ่งประเดี๋ยวนี้!" อวี้ซานเป้าคำรามเสียงดัง

   

   เห็นลูกชายตัวซีดเผือดเพราะความกลัว ซูโหรวเอ๋อร์ก็ใจจะขาด แต่นางจะมาขัดสามีต่อหน้าคนมากมายแบบนี้ไม่ได้ ได้แต่กำมือแน่น น้ำตาคลอมองลูกชาย

   

   พ่อเฒ่าอวี้เองก็อดสงสารหลานไม่ได้ อยากจะพูดอะไรสักอย่าง แต่สุดท้ายก็มิได้พูดออกไป

   

   แม่เฒ่าเว่ยทำหน้าบึ้งมองหลานชายคนที่ห้าของตน

   

   อวี้หย่งจวี๋ร้องไห้สะอึกสะอื้น ทำหน้าสำนึกผิดขอโทษแม่เฒ่าเว่ยว่า "ท่านย่าขอรับ ข้าจะไม่ทำอีกแล้วขอรับ"

   

   แล้วก็ฝืนใจหันไปมองซิ่งซิ่งที่ยังคงมึนงง พูดเสียงอ่อนลงว่า "ข้าไม่น่าผลักเจ้าเลย ขอโทษนะ"

   

   เมื่อซิ่งซิ่งได้สติ นางก็ดูตกใจ รีบโบกมือปฏิเสธทันีท "ไม่เป็นไรเจ้าค่ะ ไม่เป็นไร ซิ่งซิ่งไม่เป็นไรเจ้าค่ะ!"

   

   ซิ่งซิ่งดูประหม่า ถ้าไม่ติดว่าแม่เฒ่าเว่ยจับตัวไว้ นางคงวิ่งแจ้นเข้าห้องไปหลบแล้ว

   

   สุดท้าย อวี้หย่งจวี๋ก็ทนไม่ไหว โผเข้าไปซุกอกซูโหรวเอ๋อร์แล้วร้องไห้จ้า

   

   ซูโหรวเอ๋อร์รู้สึกเจ็บปวดหัวใจยิ่งนัก!

   

   อวี๋ซานเป้าไม่สนใจลูกชาย เขาพูดกับแม่เฒ่าเว่ยว่า "ท่านแม่ ต่อไปถ้าพี่จวี๋ยังดื้อด้านอีก ท่านบอกข้านะขอรับ ข้าจะจัดการเขาเอง!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยไม่ได้ใจร้ายอะไร อีกอย่างลูกชายคนที่สามก็ทำงานหนักมาทั้งวัน นางไม่อยากให้ลูกชายต้องท้องว่างอีก จึงทำสีหน้าเย็นชาก่อนตอบรับในลำคอเสียงหนึ่ง แล้วพูดว่า "กินข้าวกันเถอะ เรื่องนี้ถือว่าจบไป”

   

   หลังจากกินข้าวเสร็จ แม่เฒ่าเว่ยก็เรียกไป๋เสี่ยวเฟิ่ง "สะใภ้รอง ตามข้ามาในห้องหน่อย ข้ามีเรื่องให้เจ้าช่วย"

   

   "ได้เลยเจ้าค่ะ" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเหมือนแม่ทัพที่ได้รับชัยชนะ มองหลี่ชุนฮวาและซูโหรวเอ๋อร์ด้วยความภาคภูมิใจ "ข้าเข้าไปในห้องกับท่านแม่ พี่สะใภ้ใหญ่กับน้องสะใภ้สามช่วยกันเก็บโต๊ะด้วยนะ"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเดินตามแม่เฒ่าเว่ยเข้าไปในห้องด้วยท่าทางกระตือรือร้นและภาคภูมิใจ

   

   หลี่ชุนฮวาก็เก็บโต๊ะด้วยความหดหู่ใจ

   

   เหตุใดน้องสะใภ้รองถึงได้ถูกแม่สามีให้ความสำคัญกว่านางล่ะ?

   

   ส่วนซูโหรวเอ๋อร์นั้นพอจะเดาเรื่องราวได้บ้างแล้ว

   

   ในบ้านหลังนี้ ฝีมือการเย็บปักถักร้อยของไป๋เสี่ยวเฟิ่งนั้นดีที่สุด คาดว่าแม่สามีคงจะให้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเอาผ้าของพี่จวี๋ไปแก้เป็นเสื้อผ้าให้เด็กหญิงคนนั้นเป็นแน่!

   

   ‘อาหารบนโต๊ะหกเลอะเทอะเช่นนี้จะให้ข้าเก็บกวาดลงได้อย่างไร!’

   

   นางพูดทิ้งท้ายไว้ว่า "ข้ารู้สึกไม่ค่อยสบาย" แล้วก็หน้าซีดเดินจากไป

   

   หลี่ชุนฮวามองตาค้าง แต่ก็ไม่กล้าโวยวายในห้องโถงใหญ่ ได้แต่กัดฟันกรอดเก็บกวาดข้าวของอยู่คนเดียว

   

   ภายในห้อง ไป๋เซียวเฟิ่งเห็นแม่เฒ่าเว่ยหยิบเสื้อผ้าที่ตัดเย็บเตรียมเอาไว้แล้วยื่นให้ "ข้าตัดตามขนาดตัวของซิงซิงเรียบร้อยแล้ว ฝีเข็มเจ้าปราณีตอยู่แล้ว ว่างๆก็ทำให้ซิ่งซิ่งสักชุดเถิด"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งตาดี จำได้ทันทีว่าเมื่อก่อนแม่สามีมอบผ้าผืนนี้ให้ซูโหรวเอ๋อร์เอาไปทำเสื้อผ้าให้พี่จวี๋ทั้งผืน

   

   เหตุใดตอนนี้ถึงกลับมาอยู่ในมือแม่สามีได้อีกล่ะ?

   

   ถึงไป๋เสี่ยวเฟิ่งจะรู้สึกขัดเคืองใจอยู่บ้าง แต่พอนึกถึงสภาพของซูโหรวเอ๋อร์ก็รู้สึกสะใจขึ้นมาทันที จึงยิ้มแล้วกล่าวว่า "ไม่มีปัญหาเจ้าค่ะท่านแม่ วันสองวันนี้ข้าจะพักงานอื่นไว้ก่อน แล้วรีบทำให้เสร็จทันที"

   

   นางยังหยิบผ้าเช็ดหน้าในอ้อมกอดออกมาให้แม่เฒ่าเว่ยดูอย่างเอาใจ พร้อมกับพูดว่า "ท่านแม่ ข้าทำผ้าเช็ดหน้าผืนนี้ให้ซิ่งซิ่ง ท่านช่วยดูหน่อยสิว่าใช้ได้หรือไม่"

   

   งานเย็บปักถักร้อยของไป๋เสี่ยวเฟิ่งนั้นไม่เป็นสองรองใคร พอแม่เฒ่าเว่ยเห็นผ้าเช็ดหน้าผืนเล็ก ก็พบว่าสะใภ้รองทำออกมาได้สวยงามประณีต ขอบผ้าเย็บเรียบร้อย มุมผ้าเช็ดหน้ายังปักเป็นรูปผลหวงซิ่งเล็ก ๆ ดูน่ารักยิ่งนัก

   

   แม่เฒ่าเว่ยเอ่ยปากชมไม่หยุด "ดี! ดีมาก! ในบรรดาสามสะใภ้ของข้า เจ้าใส่ใจที่สุดแล้ว!"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งได้รับคำชมจากแม่เฒ่าเว่ยแล้วเดินตัวลอยกลับมายังบ้าน พร้อมถือผลการเย็บผ้ากลับมาด้วย จากนั้นเริ่มต้นทำชุดให้ซิ่งซิ่งด้วยแรงใจเต็มที่

   

   ยังไปคุยโอ้อวดกับอวี้เอ้อร์หู่ว่า “ท่านแม่เพิ่งชมข้า ว่าข้าเป็นสะใภ้ที่ใส่ใจที่สุด!”

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งมีความสุขมาก

   

   พรุ่งนี้ต้องไปบอกกับพี่สะใภ้ใหญ่ และน้องสะใภ้สาม คุยให้ทุกคนรู้!

   

   ต้องพูดให้ข่าวนี้เล็ดลอดออกไป!



  บทที่ 10: พบเข้ากับเท้าคน 


   

   สองวันมานี้ท้องฟ้าแจ่มใส แสงแดดอบอุ่น แม่เฒ่าเว่ยพลิกสมุนไพรจัวซินที่ตากอยู่บนระเบียงด้วยสีหน้ายิ้มแย้มแจ่มใส

   

   ดูจากสีแล้ว อีกวันเดียวก็คงจะตากสมุนไพรจัวซินเสร็จได้ที่

   

   พอดีพรุ่งนี้ต้องเข้าเมืองไปขายของ เอาสมุนไพรจัวซินไปขาย คงได้ข้าวกลับมามิน้อย

   

   แม่เฒ่าเว่ยคิดแล้วก็อดหัวเราะมิได้ จึงออกจากบ้านไปด้วยความอารมณ์ดี

   

   วันนี้งานในไร่นามิค่อยมีอันใดมาก บรรดาบุรุษในบ้านตระกูลอวี้มิจำเป็นต้องลงไปช่วยกันทั้งหมด อวี้ต้าหนิวนั้น เดิมทีก็ตั้งใจจะไปดูที่เขาหลางเฉินหลังหมู่บ้าน เผื่อจะวางกับดักสัตว์ไว้สักสองสามอัน หวังว่าจะโชคดีได้กระต่ายหรือไก่ป่ากลับบ้านมาบ้าง

   

   ส่วนอวี้หย่งไหวกับอวี้หย่งไป่ก็โตเป็นหนุ่มแล้ว จึงตามบิดาของพวกเขาเข้าไปในป่าด้วยกัน

   

   อวี้หย่งหลิ่วนั้นร่างกายมิค่อยแข็งแรง มิค่อยได้เข้าป่าเท่าใดนัก ส่วนอวี้หย่งกุ้ยนั้นยังเด็ก การเดินเข้าไปในป่าลึกอาจมิปลอดภัยสำหรับเขาเท่าใดนัก ทั้งสองคนอยู่บ้านก็มิมีสิ่งใดทำ จึงชวนซิ่งซิ่งไปตามอวี้หย่งจวี๋ พากันไปเก็บผักป่าแถวๆนั้นมาเป็นกับข้าว

   

   ปรากฏว่าพอออกจากบ้าน อวี้หย่งจวี๋เห็นหน้าซิ่งซิ่งก็มิพอใจอย่างมาก หันหน้าหนีแล้วพูดด้วยน้ำเสียงเอาแต่ใจว่ามิไป

   

   อวี้หย่งหลิ่วจึงพูดว่า “มิไปจริงๆหรือ?”

   

   "มิไป มิไป มิไป!"

   

   อวี้หย่งกุ้ยนั้นเอ่ยถามต่อทันที "เจ้าพูดว่ามิไปแบบนี้ เดี๋ยวก็ไปฟ้องอาสะใภ้สาม บอกว่าพวกเรามิพาเจ้าไปเล่นด้วยอีก เช่นนั้นจะทำอย่างไรเล่า?"

   

   อวี้หย่งจวี๋รู้สึกเสียหน้ายิ่ง เขาโมโหจนตาแทบถลนออกมาจากเบ้า เขาจ้องมองพี่ชายทั้งสองคนเขม็ง จากนั้นก็จ้องไปที่ซิ่งซิ่ง ก่อนจะสะบัดหน้าวิ่งหนีไป รูปร่างอ้วนกลมแสดงถึงความดื้อรั้นออกมาอย่างชัดเจน

   

   ซิ่งซิ่งยังคงงุนงง นางเอียงศีรษะน้อยๆอย่างมิเข้าใจ

   

   อวี้หย่งหลิ่วกับอวี้หย่งกุ้ยเห็นดังนั้นก็ได้แต่ยักไหล่ มิคิดจะวิ่งตามน้องห้าไป พวกเขานำซิ่งซิ่งออกจากประตูบ้าน

   

   อวี้หย่งกุ้ยนั้นเห็นว่าซิ่งซิ่งถือตะกร้าสานที่สูงกว่าขาอวบๆของนาง เตรียมจะไปเก็บผัก เขาก็หลุดหัวเราะออกมา ชี้ไปที่ตัวของเด็กหญิง พร้อมกับพูดว่า

   

   "ซิ่งซิ่ง ตัวเล็กจริงๆนะ"

   

   ซิ่งซิ่งได้ยินดังนั้นก็พูดอย่างจริงจังว่า "แต่ว่า ท่านย่าบอกว่าซิ่งซิ่งยังเด็กอยู่ ยังโตได้อีกเยอะเลยนะ!"

   

   นางชี้ที่ศีรษะเล็กๆเพื่อยืนยันความคิดของตนเอง จากนั้นพยายามยกตะกร้าขึ้น "ซิ่งซิ่งจะต้องสูงเท่าพี่ใหญ่ให้ได้เลย!"

   

   ทว่า ซิ่งซิ่งนั้นตัวเล็กและอ่อนแรงเกินไป ยกตะกร้าได้เพียงครู่เดียวก็หมดแรง นางร้อง "อ๊ะ" แล้วล้มลงไปกองกับพื้นพร้อมกับตะกร้านั้นเอง

   

   อวี้หย่งหลิ่วกับอวี้หย่งกุ้ยรีบเข้าไปพยุงซิ่งซิ่งขึ้นทันที

   

   เด็กหญิงตัวน้อยยิ้มแบบซื่อๆบนหัวมีใบหญ้าติดอยู่ ทำให้ใบหน้าเล็กๆยิ่งดูไร้เดียงสาเข้าไปใหญ่ พี่ชายทั้งสองอดขำมิได้ พากันหัวเราะลั่น

   

   …

   

   ผักป่าใกล้ๆหมู่บ้านถูกถอนไปจนหมดแล้ว เหลือแต่หญ้ารกๆ พี่น้องทั้งสามจึงเดินลึกเข้าไปในป่าอย่างมิย่อท้อ

   

   ตีนเขาหลางเฉินนั้นมีพื้นที่กว้างใหญ่ แต่เนื่องจากภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นติดต่อกันหลายปี ผักป่าจึงขึ้นเบาบางและปะปนกับวัชพืชที่กินมิได้มากมาย พี่น้องทั้งสามขุดไปทางทิศตะวันออกต้นหนึ่ง แล้วเหไปขุดทางทิศตะวันตกต้นหนึ่ง ในมิช้าก็เหงื่อไหลท่วมตัว

   

   อวี้หย่งหลิ่วนั้นเหลือบมองตะกร้าไม้ไผ่ในมือ เห็นว่าผักป่ากองสูงจนเกือบเต็มแล้ว ก็อดประหลาดใจมิได้ "ปกติผักป่าขุดเจอยากมาก แต่วันนี้กลับเจอเยอะเป็นพิเศษเลยนะ"

   

   อวี้หย่งกุ้ยยังเด็ก เขาจึงอดมิได้ที่จะเลียริมฝีปาก "แป้งทอดใส่ผักที่ป้าใหญ่ทำอร่อยมากเลยนะ!"

   

   ทั้งอวี้หย่งหลิ่วและอวี้หย่งกุ้ยเป็นลูกของไป๋เสี่ยวเฟิ่ง ซึ่งนางเป็นลูกสะใภ้รอง ถ้าให้พูดอย่างยุติธรรม แม่ของพวกเขาทำอาหารก็พอใช้ได้ แต่ก็เทียบกับฝีมือของป้าสะใภ้ใหญ่อย่างหลี่ชุนฮวามิได้อยู่ดี

   

   ทั้งสองอดมิได้ที่จะสบตากัน "พวกเรามาขุดอีกหน่อยเถิด ให้ป้าสะใภ้ใหญ่ทำแป้งทอดผักเยอะๆ!"

   

   ทั้งสองกำลังฮึกเหิม และเตรียมจะพับแขนเสื้อขึ้นมาทำงานต่อ ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงร้องของซิ่งซิ่งดังมาจากที่ไกลๆ

   

   อวี้หย่งหลิ่วและอวี้หย่งกุ้ยตกใจสุดขีด รีบเร่งฝีเท้าวิ่งไปหานาง เห็นซิ่งซิ่งนั่งกองอยู่บนพื้นหญ้า นิ้วมือเล็กๆชี้ไปข้างหน้า ตัวสั่นเทาด้วยความกลัว เด็กชายทั้งสองมองตามนิ้วของซิ่งซิ่ง ไปแต่กลับมิเห็นสิ่งใดเลย

   

   มีแต่ทุ่งหญ้ารกๆ!

   

   ทั้งสองคนงุนงง ช่วยกันพยุงน้องสาวขึ้นมา แล้วถามว่า "มีอันใดหรือ?"

   

   ซิ่งซิ่งชี้ไปที่จุดๆหนึ่งอย่างลนลาน "ท่านพี่ ตรงนั้น ตรงนั้น!"

   

   ทั้งสองคนชะโงกหน้าไปมองยังจุดนั้น เป็นทุ่งหญ้ารกทึบ หลังจากที่มองดูอย่างละเอียดก็เห็นว่ามีเท้าคนอยู่!

   

   ถึงแม้ว่าอวี้หย่งหลิ่วจะอายุสิบขวบแล้ว แต่ก็ยังอดตกใจมิได้!

   

   พี่น้องทั้งสามคนกอดกันแน่นด้วยความกลัว!

   

   ผ่านไปครู่หนึ่ง อวี้หย่งหลิ่วก็ตั้งสติได้ คิดว่าตัวเองเป็นพี่ชายอายุสิบขวบแล้ว ต้องปกป้องน้องๆ

   

   อวี้หย่งกุ้ยและซิ่งซิ่งยังเด็กอยู่มาก!

   

   อวี้หย่งหลิ่วจึงได้รวบรวมความกล้าทั้งหมดที่มี พยายามกลืนน้ำลายลงคออย่างยากลำบาก ก่อนจะก้มลงแหวกพงหญ้ารกทึบออก แล้วก็ต้องผงะ เมื่อพบว่า...

   

   ...มีร่างของเด็กหนุ่มนอนอยู่!

   

   เด็กหนุ่มคนนั้นสวมรองเท้าเพียงข้างเดียว ใบหน้าซีดเซียว เห็นทีคงจะหมดสติไปแล้ว

   

   เมื่อสังเกตดูดีๆแล้ว อวี้หย่งหลิ่วก็จำได้ว่านี่คือหลัวเชียหนิว เด็กหนุ่มที่เพิ่งถูกพี่ชายของเขาและคนอื่นๆรุมทำร้ายเมื่อไม่กี่วันก่อน!

   

   เมื่อเห็นว่าเป็นคนที่รู้จัก อวี้หย่งหลิ่วก็หายกลัว รีบเข้าไปดูอย่างละเอียด

   

   เขาพบว่าแม้ใบหน้าของหลัวเชียหนิวจะซีดเผือดเหมือนคนตาย แต่ก็ยังหายใจรวยริน แสดงว่ายังมีชีวิตอยู่

   

   อวี้หย่งกุ้ยกับซิ่งซิ่งยังคงกอดกันตัวสั่นด้วยความกลัว เห็นพี่ชายหันกลับมาตะโกนว่า

   

   "อย่ากลัว นั่นหลัวเชียหนิว! ดูเหมือนเขาจะบาดเจ็บจนสลบไป!"

   

   เมื่อได้ยินว่าเป็นหลัวเชียหนิว คนที่พวกเขาเพิ่งรุมทำร้ายไปเมื่อไม่กี่วันก่อน แถมยังมิตาย แค่บาดเจ็บสลบไป อวี้หย่งกุ้ยก็หายกลัวทันที แล้วจูงมือซิ่งซิ่งเดินเข้าไปดูอย่างกล้าๆกลัวๆ

   

   อวี้หย่งหลิ่วขมวดคิ้วแน่น บอกกับน้องชายตนว่า "ข้าเคยได้ยินมาว่า คนที่ได้รับบาดเจ็บบางคนก็มิควรเคลื่อนย้าย เราเองก็มิรู้ว่าหลัวเชียหนิวบาดเจ็บตรงที่ใด งั้นข้ากับซิ่งซิ่ง จะอยู่เฝ้าตรงนี้ เจ้าวิ่งกลับไปที่หมู่บ้าน ไปบอกครอบครัวของเขาว่าหลัวเชียหนิวบาดเจ็บจนสลบไป ให้พวกเขารีบมาที่นี่"

   

   อวี้หย่งกุ้ยพยักหน้า ตบบอกตัวเองแล้วพูดว่า “ไว้ใจข้าได้เลย!”

   

   พูดจบเขาก็วิ่งออกไปทันที

   

   ส่วนซิ่งซิ่งก็ยังคงหวาดกลัว นางขยับเข้าไปใกล้อวี้หย่งหลิ่วอย่างหวาดระแวง โผล่เพียงศีรษะเล็ก ๆ ออกมา มองไปที่หลัวเชียหนิวที่นอนสลบอยู่บนพื้นอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยถามอวี้หย่งหลิ่วเสียงเบาว่า “ท่านพี่สาม เขา… เขามิเป็นไรใช่หรือไม่?”

   

   ข้างกายของหลัวเชียหนิวมีตะกร้าหวายใบหนึ่งตกอยู่ ข้างในมีผักป่าอยู่ประปราย ดูแล้วเขาคงได้รับบาดเจ็บระหว่างที่กำลังขุดผักป่า

   

   ส่วนเรื่องที่ว่าได้รับบาดเจ็บอันใดนั้น...

   

   อวี้หย่งหลิ่วส่ายหน้าอย่างครุ่นคิด “พูดยาก”

   

   ซิ่งซิ่งได้ยินดังนั้น ก็ลืมเรื่องที่หลัวเชียหนิวเคยทำหน้าดุใส่ตนเองไปชั่วขณะ ในใจอดเป็นห่วงมิได้

   

   ถึงแม้ว่าคนผู้นี้จะหน้าตาดุดัน แถมยังเคยโดนพี่ๆของนางสั่งสอนมาแล้ว… แต่อย่างไรเขาก็เป็นคนคนหนึ่งเหมือนกัน

   

   ซิ่งซิ่งก้าวออกมาจากด้านหลังของอวี้หย่งหลิ่ว ย่อตัวลงข้างๆหลัวเชียหนิว ใบหน้าเล็กๆเผยความกังวลออกมา “อย่าเป็นอันใดไปนะ หายไวๆนะเจ้าคะ”

   

   ดวงตาของอวี้หย่งหลิ่วเป็นประกายขึ้นเล็กน้อย ว่ากันว่าเด็กๆมักจะมีจิตใจบริสุทธิ์ และซิ่งซิ่งน้องสาวของเขาก็เป็นเช่นนั้น นางช่างอ่อนโยนเหลือเกิน เป็นน้องสาวที่ดีที่สุดในโลก! เห็นทีคำนี้คงจะมิเกินจริงแล้วกระมัง

   

   ขณะที่อวี้หย่งหลิ่วกำลังเหม่อลอยอยู่นั้น จู่ๆก็ได้ยินเสียงซิ่งซิ่งร้องขึ้นมาว่า "อ๊ะ! ท่านพี่สาม ดูตรงนี้สิ!"

   

   อวี้หย่งหลิ่วจ้องมองไปยังทิศทางที่นางบอก แต่ก็มิพบสิ่งผิดปกติแต่อย่างใด

   

   ด้วยความที่เป็นคนช่างสังเกตและรอบคอบ อวี้หย่งหลิ่วครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็เข้าใจได้ในทันที

   

   เขาเดินไปนั่งยองๆข้างซิ่งซิ่ง พยายามปรับมุมมองให้เหมือนกับที่น้องมอง และมองตามทิศทางที่นางนิ้วชี้ไป จึงได้พบว่าบริเวณข้อเท้าของหลัวเชียหนิว ตรงจุดที่แนบชิดกับพื้นหญ้า มีบาดแผลเล็กๆสองรอย ซึ่งเริ่มมีรอยเขียวช้ำแล้ว!

   

   คงโดนงูกัดเข้าแล้วล่ะ!

   

   อวี้หย่งหลิ่วนั้นตัดสินใจทันที เขาออกแรงบีบบริเวณน่องของหลัวเชียหนิว ให้เลือดตรงแผลเล็กๆนั้นออกมา เพื่อรีดเอาพิษงูออก

   

   ซิ่งซิ่งเบิกตากว้างมองดูการกระทำนั้น

   

   ตอนแรกเลือดที่ไหลออกมาจากแผลเป็นสีคล้ำ แต่หลังจากนั้นก็ค่อยๆกลายเป็นสีแดงปกติ

   

   อวี้หย่งหลิ่วถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก

   

   เขาเคยได้ยินผู้เฒ่าผู้แก่ในหมู่บ้านเล่าให้ฟังถึงวิธีการรักาาอาการบาดเจ็บเมื่อโดนงูกัด หวังว่าคงมิมีสิ่งใดผิดพลาดนะ!

   

   แต่หลัวเชียนหนิวก็ยังมิฟื้น เขารู้ว่าแค่การกดและบีบเลือดออกมายังมิพอ

   

   เด็กชายจึงลุกขึ้นยืนทันที แล้วมองไปรอบๆ

   

   "ท่านพี่กำลังมองหาสิ่งใดอยู่หรือ" ซิ่งซิ่งถามด้วยความสงสัย

   

   "หลัวเชียนหนิวน่าจะถูกงูกัด พี่กำลังมองหาสมุนไพรแก้พิษงูอยู่แถวนี้" เขาตอบพลางมองหา

   

   "ซิ่งซิ่งขอช่วยท่านพี่สามหาด้วย!" ซิ่งซิ่งลุกขึ้นยืน

   

   อวี้หย่งหลิ่วอธิบายลักษณะสมุนไพรแก้พิษงูให้ซิ่งซิ่งฟังสองสามชนิด ถึงแม้เขาจะรู้ว่าความหวังริบหรี่ สมุนไพรแถวหมู่บ้านนี้ที่ขายได้ราคา ต่างถูกคนขุดไปจนหมดสิ้น โอกาสที่จะเจอสมุนไพรแก้พิษงูนั้นน้อยมาก แต่... อย่างน้อยก็คิดว่ายังดีกว่ารอเฉยๆ!

   

   ซิ่งซิ่งกำมือเล็กๆหน้าตาจริงจัง มองหาอย่างตั้งใจไปทั่วบริเวณโดยรอบ เพื่อตามหาสมุนไพรที่ช่วยชีวิตอย่างพวกสมุนไพรแก้พิษงู

   

   ในตอนนี้ แสงแดดค่อนข้างร้อนแรง ซิ่งซิ่งวิ่งไปมาเพื่อขุดผักป่านานครึ่งค่อนวันจนเหนื่อยหอบ

   

   ร่างเล็กๆเริ่มมองเห็นภาพมิชัด เกือบจะล้มลงกับพื้น

   

   ซิ่งซิ่งส่ายหัวแรงๆ ใช้มือเล็กตบหน้าเบาๆเพื่อให้ตัวเองรู้สึกตัว

   

   นางต้องหาต่อ นางต้องช่วยพี่ชายรักษาคน!

   

   เวลาผ่านไปทีละน้อย เหงื่อเริ่มผุดบนหน้าผากของอวี้หย่งหลิ่ว แต่หลัวเชียนหนิวก็ยังมิฟื้น ขณะที่เขากำลังสิ้นหวัง ก็ได้ยินเสียงตะโกนของซิ่งซิ่ง "ท่านพี่สาม ท่านพี่มาดูสิ่งนี้สิ ใช่อันนี้หรือเปล่าเจ้าคะ"

   

   อวี้หย่งหลิ่วหันกลับไปอย่างรวดเร็ว เขาเห็นซิงซิงที่เหงื่อท่วมตัว กำลังถือสมุนไพรขนาดเล็กอยู่ในมือ มันคือสมุนไพรที่สามารถรักษาพิษงูได้ นั่นก็คือ พระจันทร์ครึ่งซีก!

   

   

   [1] พระจันทร์ครึ่งซีก เป็นหนึ่งในสมุนไพรพื้นฐาน50ชนิดในการแพทย์แผนจีนโดยมีชื่อเรียกว่า ป้านเปียนเหลียน ช่วยแก้พิษงู ใช้พอกแผลที่ถูกงูกัด



จบตอน

Comments