singsing ep11-20

บทที่ 11: ไม่กลัวฟ้าผ่าหรืออย่างไร

   

   อวี้หย่งกุ้ยวิ่งหอบหายใจแรง เขาพาครอบครัวของหลัวเชียหนิวมาถึง

   

   อายุแค่เจ็ดขวบ ระยะทางไปกลับไม่ได้ใกล้เลย อวี้หย่งกุ้ยกลัวว่าจะช่วยชีวิตไม่ทัน จึงวิ่งเร็วมาก แต่พอพาคนมาถึง เขาก็ทรุดลงกับพื้น หมดแรงที่จะวิ่งต่อ แม่ของหลัวเชียหนิวเห็นลูกชายนอนสลบอยู่บนพื้นหญ้าโดยไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ก็ถึงกับสติแตก รีบวิ่งเข้าไปหาทันที

   

   “เชียหนิว! เชียหนิวลูกแม่!” แม่ของหลัวเชียหนิวตาแดงก่ำ คุกเข่าลงข้างๆตัวลูกชาย และเขย่าตัวเขาด้วยความตื่นตระหนก “เชียหนิว เป็นอะไรไป! ตื่นสิลูก เชียหนิว!”

   

   หลัวเชียหนิวนอนไม่ได้สติ ใบหน้าซีดเซียว ไม่ขยับเขยื้อน

   

   หัวสมองของแม่หลัวเชียหนิวราวกับจะระเบิด

   

   พ่อของหลัวเชียหนิวหน้าตาเคร่งเครียด ดึงตัวคนเป็นภรรยาออก “ยังไม่รู้เลยว่าเชียหนิวเป็นอะไร อย่าเพิ่งไปเขย่าเขา”

   

   แม่ของหลัวเชียหนิวรู้สึกสิ้นหวัง สายตาก็พลันเหลือบไปเห็นอวี้หย่งหลิ่วที่ยืนอยู่ข้างๆ ที่ทำท่าเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง นางจึงหันขวับไปหาเด็กชาย จับไหล่เขาเขย่าอย่างแรงแล้วตะคอกใส่ด้วยความโกรธ “เจ้าทำอะไรลูกข้า! เจ้าทำอะไรลงไป!”

   

   อวี้หย่งหลิ่วไม่คิดว่าแม่ของหลัวเชียหนิวจะพุ่งเป้ามาที่เขากะทันหัน จึงยังไม่ทันได้ตั้งตัว

   

   “ไม่ใช่ข้านะขอรับ”

   

   ยังไม่ทันพูดจบ ก็โดนแม่ของหลัวเชียหนิวขัดจังหวะด้วยความโกรธ นางตะคอกใส่อวี้หย่งหลิ่วเสียงดังลั่น "ไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นผู้ใดได้อีก! พวกเจ้าตระกูลอวี้นี่มันน่ารังเกียจที่สุด! ครั้งที่แล้วพวกเจ้าก็รุมทำร้ายลูกชายข้า เขาต้องมาห้ามพวกเราไม่ให้ไปหาเรื่องตระกูลอวี้ บอกว่าเป็นเรื่องทะเลาะกันธรรมดา! ครานี้พวกเจ้ายังมาทำร้ายลูกข้าจนสลบอีก! นี่มันเกินไปแล้ว! ... เมื่อครู่น้องเจ้ายังบอกไม่รู้ว่าลูกชายข้าเป็นลมไปได้อย่างไร ข้าก็เดาไว้แล้วล่ะว่าต้องเป็นเพราะพวกเจ้าตีกันอีกแน่ๆ! แต่นึกไม่ถึงว่าจะทำกันขนาดนี้! ดูสิว่าลูกชายข้าหน้าซีดเป็นไก่ต้มขนาดนี้! พวกเจ้าลงมือหนักเกินไปแล้ว!"

   

   แม่ของหลัวเชียหนิวพูดเร็วรัวด้วยความโมโห พูดไปก็ยิ่งรู้สึกเสียใจและโกรธแค้น มือที่จับไหล่อวี้หย่งหลิ่วก็ยิ่งแน่นขึ้น

   

   ถึงแม้ว่าผู้หญิงกับผู้ชายจะมีกำลังต่างกัน แต่อวี้หย่งหลิ่วนั้นเป็นเด็กค่อนข้างผอมอยู่แล้ว ทั้งยังอายุแค่สิบขวบ ส่วนแม่ของหลัวเชียหนิวเป็นแม่บ้านทำไร่ทำนา กำลังวังชาก็ไม่น้อย ทำให้อวี้หย่งหลิ่วถูกเขย่าจนแทบจะเป็นลม

   

   ซิ่งซิ่งเห็นดังนั้นก็รีบเข้ามา นางออกแรงผลักแม่ของหลัวเชียหนิวสุดแรงเกิด "นี่! ปล่อยท่านพี่สามของข้านะ! ปล่อย!"

   

   แม่ของหลัวเชียหนิวกำลังโมโห จึงสะบัดมือปัดซิ่งซิ่งออกไปอย่างแรงด้วยความหงุดหงิด

   

   ด้วยแรงของแม่ของหลัวเชียหนิว การจะเขย่าอวี้หย่งหลิ่วจนแทบปลิวยังทำได้สบายๆ แล้วซิ่งซิ่งตัวเล็กๆจะไปเหลืออะไร ถูกปัดจนตัวลอยไปทั้งร่าง ก่อนจะล้มลงไปกองกับพื้นหญ้า

   

   "ซิ่งซิ่ง!" อวี้หย่งหลิ่วกับอวี้หย่งกุ้ยเห็นดังนั้นก็รีบวิ่งเข้าไปหาด้วยความเป็นห่วง!

   

   ไม่รู้อวี้หย่งหลิ่วเอาเรี่ยวแรงมาจากไหน เขาผลักแม่ของหลัวเชียหนิวออกไป ก่อนจะรีบวิ่งไปประคองน้องสาวที่นอนอยู่บนพื้นพร้อมกับอวี้หย่งกุ้ย

   

   ซิ่งซิ่งล้มลงไปค่อนข้างแรง แม้พื้นจะเป็นหญ้า แต่ฝ่ามือที่ยันพื้นไว้ก็ถูกหินก้อนเล็กๆบาดจนเป็นแผลเลือดซิบ

      

   ดวงตากลมโตของเด็กหญิงมีน้ำตาคลอหน่วย ราวกับลูกแก้วที่รอวันร่วงหล่น ใบหน้าบ่งบอกความน้อยใจได้อย่างชัดเจน

   

   แต่เด็กน้อยก็กลัวว่าพี่ชายทั้งสองจะต้องเป็นกังวล จึงฝืนยิ้มกลบเกลื่อนความเจ็บปวดพร้อมกับเอ่ยว่า "ท่านพี่สาม ท่านพี่สี่ ซิ่งซิ่งไม่เป็นไรเจ้าค่ะ!"

   

   ภาพเด็กน้อยที่พยายามรวบรวมความเข้มแข็งทั้งน้ำตา ทำเอาหัวใจของพี่ชายทั้งสองแหลกสลาย น้องสาวของพวกเขานี่ช่างทั้งน่าเอ็นดูและน่าสงสารเสียจริง!

   

   ดวงตาของพี่สามนั้นพลันลุกโชนไปด้วยเพลิงโทสะ เขาหันขวับไปมองหญิงวัยกลางคนด้วยแววตาดุดัน

   

   ก่อนหน้านี้เขาพยายามจะอธิบาย แต่อีกฝ่ายก็ไม่เปิดโอกาสให้เขาพูดเลยแม้แต่น้อย

   

   "หลัวเชียหนิวไม่ได้โดนพวกเรารังแก เขาโดนงูกัดต่างหาก!"

   

   สีหน้าของหญิงวัยกลางคนพลันแปรเปลี่ยน "โดนงูกัดกระนั้นรึ! เจ้าโกหก!"

   

   การถูกงูกัดเป็นเรื่องใหญ่ถึงชีวิตเชียวนะ!

   

   แน่นอนว่าสัญชาตญาณความเป็นแม่ย่อมไม่เชื่อคำพูดนั้นโดยง่าย!

   

   "เรื่องเหล่านี้มันต้องเป็นเรื่องโกหกที่พวกคนสกุลอวี้เช่ยเจ้ากุขึ้นมาเพื่อหนีความรับผิดชอบเป็นแน่!"

   

   ทว่าในตอนนั้นเอง พ่อของหลัวเชียนหนิวก็สังเกตเห็นว่าที่เท้าของเด็กหนุ่มมีสมุนไพรพอกอยู่ พอเขี่ยดูก็เห็นรอยแผลที่ถูกงูกัดอยู่สองรอย เขาจึงรีบพอกสมุนไพรที่เท้าลูกชายให้เรียบร้อย แล้วดึงแขนภรรยาให้มาดู

   

   แม่ของหลัวเชียนหนิวเห็นสมุนไพรที่เท้าของลูก แล้วยังมีเลือดสีดำไหลซึมออกมาอีก มองอย่างไรก็เป็นแผลถูกงูกัด หญิงคนนั้นจึงได้อึ้งไป

   

   อวี้หย่งหลิ่วโกรธมาก พูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า "...หลัวเชียนหนิวถูกงูกัดสลบอยู่ในกองฟาง ซิ่งซิ่งเห็นเขาเป็นคนแรก! ตอนนั้นพวกข้าก็ไม่รู้ว่าหลัวเชียนหนิวเป็นอะไร ไม่กล้าแตะต้องเขา ได้แต่ให้อวี้หย่งกุ้ยรีบไปตามพวกท่านมา! หลังจากนั้นไม่นาน ซิ่งซิ่งก็เห็นว่างูกัดหลัวเชียนหนิว! นางไปหาสมุนไพรแก้พิษงูมาให้เขา! ถ้าให้พูดอย่างไม่เกรงใจ ซิ่งซิ่งเป็นผู้มีพระคุณ ที่ช่วยชีวิตหลัวเชียนหนิวเอาไว้เชียวนะ!"

   

   อวี้หย่งหลิ่วโกรธจนยกมือเล็กของน้องสาวขึ้นมา ปรากฏรอยแดงที่ดูน่าตกใจ "พวกท่านทำกับผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตลูกชายแบบนี้เนี่ยนะ?! ไม่กลัวฟ้าผ่าหรืออย่างไร!"

   

   คำพูดนี้ ทำให้พ่อและแม่ของหลัวเชียนหนิวถึงกับหน้าหงาย

   

   ซิ่งซิ่งเองก็รู้สึกเขินอาย รีบหดมือกลับ นางไม่อยากเอาความดีความชอบไว้คนเดียว จึงพูดเสียงดังว่า "ท่านพี่สามก็ช่วยดูดพิษงูด้วย พี่สี่ก็วิ่งไปตามพวกท่านทั้งสองมานะเจ้าคะ!"

   

   พี่สามบอกว่านางเป็นผู้มีพระคุณของคนคนนั้น แต่ในความคิดของนาง พี่สามและพี่สี่ก็เป็นผู้มีพระคุณของพวกเขาเหมือนกัน!

   

   ทันใดนั้น หลัวเชียหนิวก็รู้สึกตัว ลืมตาขึ้นมาอย่างอ่อนแรง และไอออกมาเบาๆ

   

   คราวนี้พ่อและแม่ของหลัวเชียหนิวตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก ลืมเรื่องอื่นไปหมด รุมล้อมลูกชาย "เชียหนิว ลูกเป็นอย่างไรบ้าง?"

   

   หลัวเชียหนิวมึนหัวอย่างหนัก พูดสิ่งใดมิออกชั่วขณะ

   

   ถึงอย่างนั้นพ่อและแม่ของเขาก็ดีใจจนเกือบจะร้องไห้

   

   คนที่ถูกงูกัด ส่วนใหญ่จะเป็นลมหมดสติไป แล้วก็มิได้สติขึ้นมาอีกเลย

   

   ตอนนี้ลูกชายของพวกเขาฟื้นแล้ว หมายความว่าลูกชายของพวกเขาไม่เป็นอะไรแล้วใช่หรือไม่?

   

   พ่อและแม่รุมล้อมหลัวเชียหนิวโดยไม่สนใจคนที่อยู่รอบข้าง พออวี้หย่งหลิ่วเห็นดังนั้น เขาก็ขี้เกียจต่อว่าครอบครัวของอีกฝ่าย หันไปจับข้อมือของซิ่งซิ่งอย่างระมัดระวัง "ไปเถอะ ข้าจะพาเจ้าไปทำแผล"

   

   ซิ่งซิ่งพยักหน้าอย่างว่าง่าย "เจ้าค่ะ"

   

   อวี้หย่งกุ้ยถือตะกร้าผักป่าครึ่งตะกร้าเดินตามหลังมา

   

   พี่น้องทั้งสามคนเดินจากไปไม่สนใจครอบครัวของหลัวเชียหนิวอีก

   

   อวี้หย่งหลิ่วพาซิ่งซิ่งไปที่ริมลำธาร มือเล็กๆของซิ่งซิ่งเปื้อนน้ำจากผักเต็มไปหมดเพราะเพิ่งไปถอนผักป่ามา หลังจากล้างออกแล้ว อวี้หย่งหลิ่วก็ทำความสะอาดแผลที่มือของเด็กหญิง ซึ่งโดนหินบาดอย่างระมัดระวัง

   

   อวี้หย่งกุ้ยซึ่งมีอายุเจ็ดปี ยืนดูอยู่ข้างๆด้วยความเป็นห่วงอย่างมาก

   

   ปกติแล้วเวลาพี่น้องของพวกเขาทะเลาะกันจนบาดเจ็บเล็กน้อยก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่เมื่อน้องสาวตัวน้อยอย่างซิ่งซิ่งเจ็บตัว มันทำให้เขารู้สึกเสียใจอย่างมาก

   

   อวี้หย่งกุ้ยอดไม่ได้ที่จะหยิบมือเล็กๆของซิ่งซิ่งขึ้นมา แล้วเป่าเบาๆที่แผล "ซิ่งซิ่ง เจ้ายังเจ็บอยู่หรือไม่?"

   

   ซิ่งซิ่งเงยหน้าขึ้นและพูด "ท่านพี่สี่ ซิ่งซิ่งไม่เจ็บแล้ว! ขอบคุณท่านพี่สาม ขอบคุณท่านพี่สี่มากนะเจ้าคะ!"

   

   ความน่ารักของนางทำให้ใจของทุกคนแทบจะละลาย!

   

   หลังจากจัดการแผลเสร็จแล้ว พี่น้องสามคนก็นำผักป่าที่เก็บมาได้จากริมลำธาร แล้วจึงกลับบ้านของตระกูลอวี้

   

   พอกลับถึงบ้านไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็ชวนอวี้หย่งหลิ่วและอวี้หย่งกุ้ยไปช่วยงานในบ้าน ส่วนซิ่งซิ่งเองกลับไปยังบ้านหลัก

   

   ตอนนี้ในหมู่บ้านมีการจัดงานแต่งงาน แม่เฒ่าเว่ยไปช่วยจัดงาน ส่วนพ่อเฒ่าอวี้อยู่ยังคงอยู่ที่ทุ่งนา ในบ้านหลักไม่มีใครอยู่ ซิ่งซิ่งจึงเทน้ำครึ่งชามดื่มอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ถอดรองเท้าและปีนขึ้นเตียง จากนั้นก็หลับไปบนเตียงด้วยความง่วงงุน



บทที่ 12: ใครว่าบ้านเราไม่มีเด็กผู้หญิง? 


   

   เสียงร้องตกใจของแม่เฒ่าเว่ยที่หน้าประตู ทำเอาซิ่งซิ่งที่กำลังนอนหลับอยู่สะดุ้งตื่น

   

   “ของที่ข้าตากไว้ตรงหน้าต่างไปอยู่ที่ใด?!”

   

   ได้ยินเสียงแม่เฒ่าเว่ยโหวกเหวกโวยวายเข้า ลูกสะใภ้ใหญ่หลี่ชุนฮวา กับลูกสะใภ้รองไป๋เสี่ยวเฟิ่งและพี่หลิ่วกับพี่กุ้ยต่างก็รีบวิ่งออกมาจากห้องของตัวเอง เพื่อดูว่าเกิดเรื่องสิ่งใดขึ้น

   

   “ท่านแม่ เกิดสิ่งใดขึ้นเจ้าคะ?” หลี่ชุนฮวาถามเสียงดัง

   

   แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้วแน่นจนดูเหมือนจะฆ่าหมูด้วยมือเปล่าได้ นางยืนอยู่หน้าต่างห้องใหญ่ ก้มๆเงยๆ มองหาของที่พื้นใกล้ขอบหน้าต่าง เมื่อเห็นลูกสะใภ้ทั้งสองออกมาแล้ว ก็ยิ่งขมวดคิ้วแน่น ถามพวกนางว่า “ของที่ข้าตากไว้บนขอบหน้าต่าง พวกเจ้าเอาไปที่ใดหรือไม่?”

   

   หลี่ชุนฮวายังคงมึนงงกับสิ่งที่แม่เฒ่าเว่ยพูด แต่ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรีบออกตัวก่อน “ท่านแม่ ท่านเคยบอกแล้วว่าห้ามพวกเราไปยุ่งกับของในบ้านหลังใหญ่ ข้าไม่เคยกล้าแตะต้องเลยสักครั้ง”

   

   หลี่ชุนฮวานึกขึ้นได้ จึงรีบพยักหน้าเห็นด้วย “ใช่ๆๆ ข้าเองก็ไม่กล้ายุ่งเช่นกัน”

   

   ลูกสะใภ้ทั้งสองพูดเป็นเสียงเดียวกัน สายตาของแม่เฒ่าเว่ยจึงหันไปที่หลานชายทั้งสอง

   

   หลานชายทั้งสองของหลี่ชุนฮวาเข้าไปในป่า ยังไม่กลับมา เหลือแค่พี่หลิ่วกับพี่กุ้ย ผู้เป็นลูกชายของไป๋เสี่ยวเฟิ่ง

   

   ทันใดนั้นไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็พูดขึ้นว่า "ท่านแม่เจ้าคะ หลานสองคนเพิ่งกลับมาจากเก็บผัก พอดีข้าเรียกให้พวกเขาเข้ามาช่วยแยกด้ายในบ้าน เพิ่งจะออกมาเองเจ้าค่ะ"

   

   อวี้หย่งหลิ่วกับอวี้หย่งกุ้ยพยักหน้าแล้วพูดว่า "ท่านย่าขอรับ พวกข้ามิได้ทำสิ่งใดเลยนะขอรับ" แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้วแน่น ไม่พูดอะไร

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งถามอย่างกระตือรือร้น "ท่านแม่ ของอันใดหรือเจ้าคะ? หรือว่าถูกลมพัดปลิวไป พวกเราช่วยตามหาดีหรือไม่?" แม่เฒ่าเว่ยเหลือบมองไป๋เสี่ยวเฟิ่งอย่างไม่สบอารมณ์

   

   สมุนไพรจัวซินต้นนั้น นางแอบเอากระเบื้องทับไว้ตรงโคนต้นแล้ว!

   

   อีกอย่าง วันนี้ก็ไม่มีลมแรงเลยสักนิด!

   

   หลี่ชุนฮวาไม่ยอมน้อยหน้า รีบพยักหน้าตาม "ใช่แล้วท่านแม่ ของอะไรหรือ? บอกพวกเรามาสิ จะได้ช่วยกันหาในบ้าน"

   

   แม่เฒ่าเว่ยรู้สึกหงุดหงิด เอาแต่ก้มหน้าก้มตาหา ไม่สนใจลูกสะใภ้ทั้งสองคน

   

   ลานบ้านด้านนอกเสียงดังจอแจ ซูโหรวเอ๋อร์แห่งบ้านสามไม่อยากออกจากห้อง แต่ก็ยืนฟังอยู่ข้างหน้าต่างอยู่พักหนึ่ง

   

   ครั้งก่อนนางทะเลาะกับแม่สามี พอสามีกินข้าวเสร็จก็อดไม่ได้ที่จะว่านางและลูกชาย ทำให้นางรู้สึกหงุดหงิดใจ หลายวันมานี้ นอกจากเวลากินข้าวแล้ว นางก็พยายามหลบหน้าคนอื่นๆ

   

   ตอนนี้ในลานบ้านเสียงดังวุ่นวาย นางจึงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คิกว่าควรจะออกไปดูหน่อยดีหรือไม่

   

   แต่พอหันหลังกลับ นางก็เห็นอวี้หย่งจวี๋ที่กำลังนั่งเล่นตุ๊กตาไม้บนเตียง มีสีหน้าเลิ่กลั่ก ดูท่าทางแปลกๆ

   

   นางรู้สึกใจหายแวบหนึ่ง จึงลองถามลูกชายว่า "จวี๋เอ๋อร์ ลูกรู้เรื่องนี้หรือไม่?"

   

   เมื่อเด็กชายถูกแม่ถามแบบนี้ จึงพูดอึกอักออกมาว่า "ท่านแม่ วันนี้ข้าเห็นว่าที่หน้าต่างท่านย่ามีต้นหญ้าตากอยู่ ข้าก็เลยเอาไปโยนทิ้งในเล้าไก่ขอรับ"

   

   พอนางได้ยินดังนั้น ก็เบาใจไปครึ่งหนึ่ง นึกว่าเรื่องอะไร ที่แท้ก็แค่ต้นหญ้า มีอะไรน่าตื่นเต้น ลูกชายจะทิ้งก็ทิ้งไปเถิด

   

   แต่นางก็ครุ่นคิดอีกครา เหตุใดแม่สามีถึงได้ทำเป็นเรื่องใหญ่โตขนาดนี้ ต่อให้เป็นแค่ต้นหญ้า ก็น่าจะมีประโยชน์อะไรสักอย่างมิใช่หรือ?

   

   อวี้หย่งจวี๋เห็นมารดาของตนเงียบไป ความเฉียบแหลมของเด็กทำให้เขารู้สึกว่าเรื่องนี้น่าจะไม่ใช่เรื่องเล็ก

   

   เขาจึงพูดอย่างลังเลว่า "ท่านแม่ เช่นนั้นข้าออกไปบอกท่านย่าดีหรือไม่?"

   

   นางรีบดึงลูกชายไว้ "อย่าออกไปเลย แม่จัดการเอง จำไว้นะ ลูกไม่ได้ไปยุ่งของบนหน้าต่างของท่านย่า เข้าใจที่แม่พูดใช่หรือไม่?"

   

   อวี้หย่งจวี๋ยังคงไม่ค่อยเข้าใจ ซูโหรวเอ๋อร์จึงใช้นิ้วจิ้มไปที่หน้าผากเขาเบาๆ แล้วพูดเร่งว่า "ข้าบอกอะไรก็ฟังแล้วทำตาม! เข้าใจแล้วหรือไม่?"

   

   อวี้หย่งจวี๋เบะปากปัดมือแม่ของเขาออก พูดอย่างเบื่อหน่ายว่า "รู้แล้ว! รู้แล้ว!"

   

   …

   

   แม่เฒ่าเว่ยกำลังหงุดหงิดใจ หลี่ชุนฮวากับไป๋เสี่ยวเฟิ่งที่เป็นลูกสะใภ้ก็ไม่กล้าพูดสิ่งใดมาก อวี้หย่งหลิ่วกับอวี้หย่งกุ้ยยิ่งมองหน้ากันเลิ่กลั่ก ไม่รู้ว่าควรทำอย่างไรดี

   

   ซิ่งซิ่งลงจากเตียงดินแล้วนั่งบนม้านั่งตัวเล็ก สวมรองเท้าผ้าเอง จากนั้นจึงเดินออกจากห้อง เด็กน้อยยังคงงัวเงียอยู่เล็กน้อย

   

   "ท่านย่า เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?" แม่เฒ่าเว่ยถอนหายใจลูบหัวทุยเล็กของซิ่งซิ่งเบาๆ

   

   "ไม่มีสิ่งใดหรอก แค่ของที่ย่าตากไว้บนขอบหน้าต่างหายไปน่ะ" ซูโหรวเอ๋อร์เปิดม่านขึ้นแสร้งทำเป็นเพิ่งได้ยินเสียง เดินมาที่ลานบ้านด้วยท่าทางเป็นห่วงเป็นใย

   

   "ท่านแม่ ข้าได้ยินมาว่าข้างนั้นของหาย เป็นอย่างไรบ้างเจ้าคะ หาเจอแล้วหรือ?"

   

   แม่เฒ่าเว่ยเหลือบมองซูโหรวเอ๋อร์อย่างเฉยเมย "ก็ไม่มีอะไร ยังหาไม่เจอ"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์เดินไปที่ขอบหน้าต่าง ร้อง "อ๊ะ" เหมือนนึกอะไรบางอย่างออก จึงหันไปมองซิ่งซิ่ง "หรือว่าตอนที่ซิ่งซิ่งอยู่ในห้องเผลอเปิดหน้าต่างจนทำของหล่นออกไปรึ?"

   

   นี่ก็เป็นการคาดเดาที่มีเหตุผล หลี่ชุนฮวากับไป๋เสี่ยวเฟิ่งอดไม่ได้ที่จะแอบมองสีหน้าแม่เฒ่าเว่ย

   

   แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้วแน่น

   

   ซิ่งซิ่งดูจะงุนงง นางเกาหัวแก้ตัวเสียงเบา "แต่ข้ามิได้เปิดหน้าต่างนะเจ้าคะ"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์รีบพูดขึ้นทันที "ซิ่งซิ่ง หากว่าอยากเด็กดีเจ้าต้องห้ามโกหกนะ ดูสิ ทำท่านย่าใจเสียหมดแล้ว ท่านย่ารักเจ้ามาก เจ้าจะพูดโกหกท่านมิได้นะ หน้าต่างมันเปิดก็คือเปิด จะบอกว่าเจ้าไม่ได้ตั้งใจก็มิได้"

   

   ซิ่งซิ่งได้ยินดังนั้นก็ยิ่งร้อนรน "ข้ามิได้โกหกนะเจ้าคะ ข้ากับท่านพี่สามและท่านพี่สี่ขุดผักกลับมาแล้วก็เข้านอนเลย ไม่ได้เปิดหน้าต่างจริงๆเจ้าค่ะ!"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์หัวเราะในลำคอ "เมื่อครู่นี้ป้าได้ยินสะใภ้รองพูดว่า พี่หลิ่วกับพี่กุ้ยถูกเรียกตัวไปแบ่งเส้นด้ายในห้องทันทีที่กลับมา ก็เหลือแค่เจ้าที่อยู่ในห้องโถง ไม่ใช่เจ้าแล้วจะเป็นใครล่ะ เจ้าเด็กดื้อ"

   

   ซิ่งซิ่งร้อนใจจนทำอะไรไม่ถูก น้ำตาไหลพราก "ข้า ข้ามิได้ทำจริงๆ" นางมองท่านย่าด้วยสายตาพร่าเลือน "ท่านย่าเจ้าขา ข้าไม่ใช่เด็กดื้อนะเจ้าคะ"

   

   แม่เฒ่าเว่ยสงสารหลานสาวจับใจ โอบกอดซิ่งซิ่ง ก่อนจะปลอบโยน "ย่าเชื่อว่าเจ้าไม่ได้ทำ ไม่ร้องนะคนดี"

   

   นางกลับหันไปต่อว่าซูโหรวเอ๋อร์ "แบบนี้จะเรียกว่าเป็นป้าคนได้อย่างไร เรื่องอะไรยังไม่รู้ได้ ปากก็รีบหาว่าเด็กผิดแล้วรึ? ทั้งยังมาตราหน้านางอีก"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์เบะปาก "ก็มีแค่นางที่อยู่ในห้องโถงนี่เจ้าคะ"

   

   แม่เฒ่าเว่ยรำคาญใจเต็มที ตวาดกร้าวว่า "หุบปาก เจ้าจงเร่งไปให้พ้นหน้าข้าได้แล้ว!"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์พยักหน้ารับคำ แล้วไม่พูดอะไรต่อ

   

   ทันใดนั้นเอง หน้าบ้านตระกูลอวี้ก็พลุกพล่านขึ้นมา เสียงใครบางคนตะโกนดังลั่น "ลุงอวี้ ป้าเว่ย อยู่บ้านหรือไม่?"

   

   แม่เฒ่าเว่ยร้องตอบ "อยู่ ประตูมิได้ลงกลอน เข้ามาได้เลย"

   

   ไม่นานนัก พ่อหลัวก็เดินถือไก่เข้ามาในบ้าน

   

   ชาวบ้านที่มามุงดูเหตุการณ์ต่างพากันเดินตามหลังพ่อหลัวเข้ามาพลางส่งเสียงแซว "อยู่ดีๆน้องหลัวเอาของมีค่าขนาดนี้มาให้ถึงบ้าน ถ้าพวกเราไม่ได้รู้อยู่แล้วว่าบ้านนี้มีแต่ลูกชาย พวกเราคงคิดว่าเจ้าพาลูกชายมาสู่ขอเด็กสาวบ้านนี้แล้วกระมัง! "

   

   แม่เฒ่าเว่ยเถียงกลับอย่างลืมตัว "ใครบอกว่าบ้านข้าไม่มีเด็ก" นางโอบกอดซิ่งซิ่งที่อยู่ในอ้อมแขนเอาไว้แน่น "นี่ไง นางเป็นหลานสาวของบ้านข้า!"

   

   ซิ่งซิ่งอายุยังไม่ถึงสี่ขวบ แน่นอนว่าพ่อหลัวคงไม่ใช่พาลูกชายมาสู่ขอ แต่แม่เฒ่าเว่ยก็ไม่อยากให้คนอื่นมาพูดต่อหน้าซิ่งซิ่งว่าบ้านตระกูลอวี้ไม่มีลูกสาว เพราะบ้านตระกูลอวี้มีลูกสาวที่น่ารักที่สุดในโลก!

   

   เรื่องที่ตระกูลอวี้รับเด็กหญิงกำพร้ามาเลี้ยงดูในปีที่แห้งแล้งเช่นนี้ แพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านหนานถัวตั้งแต่สองวันก่อน

   

   แม้หลายคนไม่ได้พูดอะไรออกมา แต่ลับหลังต่างก็หัวเราะเยาะเย้ยว่าตระกูลอวี้คงเป็นบ้าไปแล้วกระมัง ขนาดคนในบ้านตัวเองยังจะเลี้ยงไม่รอด ยังจะเอาเด็กน้อยเข้าบ้านอีกหรือ!



บทที่ 13: มิเช่นนั้นโชคลาภของเด็กๆในบ้านของพวกเขาจะถูกทำลาย


   

   พ่อหลัวหัวเราะเบาๆ แล้วเดินไปข้างหน้าแม่เฒ่าเว่ย ยกมือขึ้นคำนับ "แม่เฒ่าเว่ย ข้ามาขอบคุณถึงหน้าประตูบ้านเลยนะขอรับ! เด็กๆบ้านท่านช่วยชีวิตหลัวเชียหนิวลูกชายข้าไว้!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยยังไม่รู้ว่าเกิดสิ่งใดขึ้น นางขมวดคิ้วมุ่น เงยหน้าขึ้นก็เห็นไก่แก่ตัวหนึ่งถูกพ่อหลัวยัดใส่มือมาแล้ว พ่อหลัวนั้นพลันหันไปหาซิ่งซิ่งที่ขนตายังคงมีหยดน้ำตาเกาะอยู่ พูดว่า

   

   "หนูน้อย อย่าโกรธที่ก่อนหน้านี้ภรรยาลุงผลักเจ้าเลยนะ ตอนนั้นนางเพียงแต่กังวลจนทำอะไรไม่ถูก โชคดีที่เจ้าไม่เป็นอะไรมาก!"

   

   ซิ่งซิ่งเขินอายเล็กน้อย ซุกตัวเข้าไปในอ้อมกอดของแม่เฒ่าเว่ย แต่ในใจของเด็กหญิงตัวน้อยยังคงเป็นห่วงหลัวเชียหนิวอยู่ ท้ายที่สุดนางกับท่านพี่สามและท่านพี่สี่ก็พยายามช่วยเขาไว้!

   

   ซิ่งซิ่งรวบรวมความกล้าถามพ่อของหลัวเชียหนิวด้วยเสียงเบาๆว่า "คนคนนั้นเขา… เขาไม่เป็นไรแล้วหรือเจ้าคะ?"

   

   เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ พ่อของหลัวเชียหนิวก็ยิ้มร่าออกมาทันที "ไม่เป็นไรแล้ว พวกข้ากลับมาแล้วยังไม่วางใจ ก็เลยเชิญท่านผู้เฒ่าต๋าซีซือมาดูให้! นางบอกว่า เพราะพิษงูได้รับการรักษาอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม หลัวเชียหนิวก็เลยไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง กลับไปกินยาสมุนไพรสองสามถ้วยและพักผ่อนอีกหน่อยก็หายแล้ว!"

   

   ท่านผู้เฒ่าต๋าซีซือเป็นหมอจากหมู่บ้านปาเจี่ยวไจ่ใกล้ๆ แม้ว่าปกติจะดูเพี้ยนๆบ้าง แต่ฝีมือการรักษาของนางก็ได้ผลจริง ชาวบ้านละแวกนั้นมักจะขอให้นางมาดูอาการป่วยที่รักษาไม่หาย

   

   ท่านผู้เฒ่าต๋าซีซือยังบอกกับครอบครัวหลัวอีกว่า ในช่วงเวลานี้ สมุนไพรที่เด็กๆเอามาแปะไว้ที่เท้าเป็นของดีที่ช่วยชีวิตคนได้และมีค่ามาก มันเป็นสิ่งที่ช่วยชีวิตลูกของพวกเขา พวกเขาต้องตอบแทนบุญคุณนี้ มิฉะนั้นโชคลาภของเด็กๆในบ้านของพวกเขาจะถูกทำลาย ในอนาคตอาจจะมีภัยพิบัติมาเยือน

   

   ดังนั้น แม้จะรู้สึกเสียดายอยู่บ้าง แม่หลัวก็บ่นไม่หยุด แต่พ่อหลัวก็กัดฟันทน พาไก่แก่ตัวหนึ่งมาส่งให้ที่บ้านของครอบครัวอวี๋

      

   พ่อหลังชื่นชมไม่หยุดปาก ทั้งชมซิ่งซิ่งว่าน่ารัก ชมหลิ่วเอ๋อร์กับกุ้ยเอ๋อร์ว่าพึ่งพาได้ ชมบ้านสกุลอวี้ว่าเลี้ยงลูกหลานได้ดี

   

   ทุกคำล้วนเป็นคำพูดไพเราะเสนาะหู แต่ยกเว้นแต่เด็กทั้งสาม ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็งุนงงไปตามๆกัน

   

   ตอนที่พ่อหลัวเชียหนิวกำลังจะกลับ แม่เฒ่าเว่ยกลับคว้าไก่แก่อีกมือหนึ่งไว้ ส่วนอีกมือก็คว้าแขนพ่อหลัว นางกล่าวอย่างหนักแน่นว่า “เจ้าใหญ่ตระกูลหลัว พวกข้ายังไม่รู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้น เรื่องที่ว่าช่วยชีวิตคืออะไรกัน? ถ้ายังไม่เข้าใจเรื่องราว อย่างนั้นพวกข้าก็ไม่กล้ารับไก่ตัวนี้หรอก”

   

   พูดจบ ก็จะยัดไก่แก่ที่กำลังกระพือปีกใส่ในมือพ่อหลัวเชียหนิว

   

   พ่อหลัวเชียหนิวค่อนข้างประหลาดใจ มองไปที่อวี้หย่งหลิ่วและอวี้หย่งกุ้ย “พวกเจ้ายังไม่ได้บอกที่บ้านอีกหรือ?”

   

   อวี้หย่งกุ้ยตอบอย่างรวดเร็ว “ยังไม่ทันได้บอกเลยครับ!”

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งร้อนใจจนทนไม่ไหว นางจิ้มไปที่หัวลูกชายคนเล็ก “นี่มันอย่างไรกันแน่ เรื่องมันคืออะไร?”

   

   อวี้หย่งกุ้ยกุมหัวตัวเอง ทำหน้าตาใสซื่อ “ท่านแม่ พวกข้าเพิ่งกลับถึงบ้าน ท่านก็ลากพวกข้าไปทำงานแบ่งเส้นด้าย แล้วยังบ่นพวกข้าอยู่นาน จะเอาเวลาที่ไหนไปบอกเล่า”

   

   จริงๆแล้ว อวี้หย่งกุ้ยอยากจะเล่าให้ฟังตั้งแต่แรก ทว่าในขณะที่กำลังจะเอ่ยปาก ก็ได้ยินเสียงท่านย่ากำลังหัวเสียอยู่ข้างนอก ทำให้เขาตกใจรีบวิ่งออกมาดูพร้อมกับแม่และพี่ชายว่าเกิดอะไรขึ้น

   

   เลยยังไม่มีเวลาบอกจริงๆ!

   

   ไป๋เซี่ยวเฟิ่งโกรธจนตวัดสายตามองลูกชายทั้งสองคน

   

   ชาวบ้านคนหนึ่งกล่าวว่า "สะใภ้รอง เจ้าอย่าโกรธเลย นี่แสดงว่าลูกๆของเจ้าทำความดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน! แสดงว่าตระกูลอวี้ของพวกเจ้าอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี สอนลูกๆได้ดีมิน้อย!"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งชอบฟังคำพูดแบบนี้ นางจึงหายโกรธในทันที มุมปากเกือบจะยกขึ้นไปถึงท้องฟ้า!

   

   โอ้ ก็ต้องเป็นอย่างนั้นมิใช่หรือ!

   

   พี่หลิ่วกับพี่กุ้ยล้วนเป็นลูกของบ้านรอง พวกเขาทำให้นางได้หน้าอย่างมาก!

   

   เมื่อพ่อหลัวได้ยินชาวบ้านพูดเรื่องตอบแทนหรือไม่ตอบแทน เขารีบพูดว่า "ไม่ได้ ไม่ตอบแทนไม่ได้! ท่านผู้เฒ่าต๋าซีซือบอกว่าไม่ต้องพูดถึงเรื่องอื่น แค่พระจันทร์ครึ่งซีกที่หลานสาวของตระกูลอวี้ใช้รักษาลูกชายของข้านั้น ก็นับว่ามีราคาแพงยิ่งแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลหลัวของพวกข้าก็ไม่ใช่คนที่ไม่รู้จักบุญคุณ!"

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็ยิ่งงุนงง พวกเขารีบขอให้พ่อหลัวอธิบายให้ชัดเจน ชายวัยกลางคนเกาหัวแล้วพูดว่า "คืออย่างนี้ เชียหนิวลูกชายของข้าถูกงูกันกัดจนสลบไป โชคดีที่หลานสาวตระกูลอวี้ไปพบเขาเข้าที่ทุ่งหญ้า พี่หลิ่วก็ช่วยดูดพิษงูให้ ข้ายังได้ยินพี่หลิ่วพูดอีกว่า หลานสาวคนนี้เป็นคนช่วยหาพระจันทร์ครึ่งซีกมารักษาเชียหนิวด้วย... พูดง่ายๆก็คือ หลานสาวคนนี้ พี่หลิ่วและพี่กุ้ยที่วิ่งไปส่งข่าวให้พวกเรา ทั้งสามคนนี้ ช่วยชีวิตเชียหนิวลูกชายของข้าไว้!"

   

   เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนก็เข้าใจอย่างถ่องแท้ นี่มันเรื่องใหญ่ทีเดียว นี่มันช่วยชีวิตคนไว้จริงๆ!

   

   พวกเขาต่างก็พากันชื่นชมตระกูลอวี้ที่อบรมสั่งสอนลูกหลานได้ดี เด็กเหล่านี้ช่างยอดเยี่ยมยิ่งนัก!

   

   ใบหน้าของไป๋เสี่ยวเฟิ่งเปล่งประกาย มีความสุขจนอกตั้งตระหง่าน เชิดหน้าขึ้นอย่างหยิ่งผยอง!

   

   ส่วนหลี่ชุนฮวาได้แต่ขบคิดในใจ เหตุใดเรื่องดีๆเช่นนี้บุตรชายของนางอย่างอวี้หย่งไหวและอวี้หย่งไป๋จึงไม่ได้พบเจอบ้าง? ทั้งที่บุตรชายทั้งสองของนางก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าใคร!

   

   แม่เฒ่าเว่ยเองก็รู้สึกภาคภูมิใจจนตัวลอย!

   

   ความรู้สึกหงุดหงิดกังวลใจจากการที่สมุนไพรจัวซินที่ตากแดดไว้บนขอบหน้าต่างหายไป ก็พลันมลายหายไปในทันที

   

   แม่เฒ่าเว่ยเอ่ยเสียงดังกับพ่อหลัวว่า "เช่นนั้น ไก่แก่ตัวนี้ข้าคงรับไว้มิได้หรอก เจ้านำกลับไปเถอะ! เชียหนิวลูกชายของเจ้าเพิ่งถูกงูกัด แม้ว่าหลานของข้าจะช่วยชีวิตเขาไว้ได้ แต่ตอนนี้ร่างกายของเชียหนิวกำลังอ่อนแอ ควรบำรุงร่างกายเสียหน่อย!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยอดไม่ได้ที่จะย้ำอีกครั้งว่าหลานของตนได้ช่วยชีวิตของหลัวเชียหนิวเอาไว้

   

   จริงอยู่ที่พ่อหลัวเองก็อยากเก็บไก่แก่ตัวนี้ไว้บำรุงร่างกายให้กับลูกชายของตน แต่เขายังคงจดจำคำพูดอันน่าขนลุกของท่านผู้เฒ่าต๋าซีซือได้เป็นอย่างดี นางพูดจาน่ากลัว ในเมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว เขาก็ไม่อาจปล่อยให้บุตรชายคนเดียวของตนต้องสูญเสียโชคลาภไปได้!

   

   พ่อหลัวโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว "แม่เฒ่าเว่ย นี่นับเป็นบุญคุณที่ท่านสั่งสอนหลานเป็นอย่างดี แม้ไม่กล่าวถึงเรื่องช่วยชีวิต เพียงแค่ต้นพระจันทร์ครึ่งซีกหากนำไปขายในเมืองก็ได้ราคาไม่น้อยแล้ว! ไก่แก่ตัวนี้ ท่านควรจะรับเอาไว้ นี่เป็นสิ่งที่สมควรแล้ว!"

   

   ชาวบ้านที่มามุงดูต่างก็พากันเอ่ยปากสนับสนุน แม่เฒ่าเว่ยไม่สามารถปฏิเสธได้ จึงจำใจรับไก่แก่ตัวนั้นไว้

   

   ส่วนพ่อหลัวก็ได้รับคำชื่นชมจากชาวบ้านมากมายว่าเป็นคนรู้จักบุญคุณความดี กลับออกจากประตูบ้านของตระกูลอวี้ไปด้วยความยินดี

   

   หลังจากชาวบ้านแยกย้ายกันกลับไปหมดแล้ว แม่เฒ่าเว่ยมองไก่แก่ที่กระพือปีกอยู่ในมืออย่างยินดี นางยิ้มร่าแล้วพูดว่า "เลี้ยงมันไว้สักสองสามวันก่อน ดูว่ามันยังออกไข่ได้อีกหรือไม่? ถ้ามันยังออกไข่ ก็ให้ซิ่งซิ่ง พี่หลิ่ว และพี่กุ้ยกินไข่ไก่บำรุงร่างกายก่อนเลย! "

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งได้ยินดังนั้นก็ยิ้มจนปากจะฉีกถึงใบหูอยู่แล้ว

   

   กินไข่ไก่อย่างนั้นหรือ ดีเลย!

   

   ครั้งนี้ลูกชายทั้งสองได้สร้างชื่อเสียงให้กับนางในหมู่บ้าน แล้วยังได้ผลประโยชน์ที่จับต้องได้อีก ตัวนางซึ่งเป็นแม่จะไม่ให้ดีใจจนเนื้อเต้นได้อย่างไรกัน!

   

   ตอนนี้พอนางมองดูซิ่งซิ่ง ยิ่งมองก็ยิ่งรู้สึกว่าเด็กน้อยคนนี้น่ารักที่สุดในโลก!

   

   และเป็นดาวนำโชคของลูกชายอย่างที่พวกเขาเคยพูดถึงจริงๆด้วย!

   

   แม้ว่าหลี่ชุนฮวาจะรู้สึกอิจฉาตาร้อนอยู่บ้าง แต่นางก็รู้ดีว่าด้วยนิสัยของแม่สามี ถึงเวลาที่ต้องแบ่งไข่ไก่ยังไงก็ต้องมีส่วนของลูกชายทั้งสองของนางด้วยอยู่แล้ว

   

   ได้กินไข่ไก่นับว่าเป็นเรื่องดีมาก!

   

   ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขาทั้งหมดล้วนเป็นคนตระกูลอวี้ เรื่องดีๆอย่างการช่วยชีวิตคนเอาไว้ คนอื่นพูดถึงก็ต้องบอกว่าตระกูลอวี้สั่งสอนลูกหลานได้ดี!

   

   แบบนี้พวกนางซึ่งเป็นครอบครัวใหญ่ก็พลอยได้รับแสงไปด้วย!

   

   พอถึงเวลาที่ลูกชายคนโตของนางจะต้องแต่งงาน นี่ก็ถือเป็นชื่อเสียงที่ดีไม่ใช่หรือ?

   

   เมื่อคิดเช่นนี้ หลี่ชุนฮวาก็รู้สึกดีใจไม่น้อย

   

   มีเพียงซูโหรวเอ๋อร์เท่านั้นที่ไม่ค่อยพอใจ ริมฝีปากเม้มเข้าหากันเป็นเส้นตรง

   

   จากคำพูดของคนบ้านหลัว พระจันทร์ครึ่งซีกนั้นเป็นของดี นำไปขายไม่รู้ว่าจะซื้อแม่ไก่ได้กี่ตัว!

   

   มองดูทุกคนในครอบครัวที่กำลังดีใจ ซูโหรวเอ๋อร์รู้สึกขมขื่นใจอยู่ลึกๆ

   

   แม่เฒ่าเว่ยหัวเราะเบาๆ เดินนำแม่ไก่แก่ที่บ้านหลัวส่งมาไปยังเล้าไก่ในลานบ้านด้วยตัวเอง

   

   แม่ไก่แก่กระพือปีกเข้าไปในเล้าไก่ แม่เฒ่าเว่ยก็หรี่ตาลงทันที พบว่าในฟางแห้งในรังไก่ มีต้นหญ้าต้นหนึ่งนอนอยู่ตรงนั้น ดูคุ้นตาอย่างประหลาด

   

   แม่เฒ่าเว่ยจึงรวบชายกระโปรงขึ้นผูกไว้กับเอว แล้วเข้าไปในเล้าไก่ หลบมูลไก่ที่อยู่บนพื้น หยิบต้นหญ้าต้นนั้นในรังไก่ขึ้นมา

   

   แน่นอน มันคือต้นสมุนไพรจัวซินที่หายไปจากขอบหน้าต่างนั่นเอง!

   

   ต้นสมุนไพรจัวซินต้นนี้ถูกไก่จิกไปหลายส่วนแล้ว แต่เนื่องจากต้นสมุนไพรจัวซินมีพิษเล็กน้อย หากว่ารับประทานเข้าไปโดยตรงอาจมิดีเท่าใดนัก เหตุนี้ไก่จึงไม่ชอบกิน มันจึงยังคงอยู่รอดมาได้

   

   แม่เฒ่าเว่ยรู้สึกเจ็บปวดใจอย่างมาก สมุนไพรจัวซินนี้มีความเสียหายไปบ้าง ทำให้คุณภาพไม่ค่อยดีนัก แต่น่าจะยังขายได้ราคาบ้าง

   

   นางค่อยๆวางสมุนไพรจัวซินลงในอ้อมอกอย่างทะนุถนอม แล้วถอนหายใจอย่างโล่งอก

   

   ซูโหรวเอ่อร์เห็นดังนั้น ก็พอเดาได้ว่านี่คือต้นหญ้าที่ลูกชายของตนโยนลงไปในคอกไก่ นางรีบพูดว่า "ท่านแม่ ดูสิ ข้าบอกแล้วไงว่ามีคนเปิดหน้าต่างโดยไม่ได้ตั้งใจ ทำให้ต้นหญ้านี่ร่วงหล่นลงไป พอลมพัดมา ต้นหญ้านี่ก็ปลิวไปอยู่ในคอกไก่ได้ ก็เป็นเรื่องปกติมาก"

   

   เสียงของนางเพิ่งจะจบลง สายตาคมกริบของแม่เฒ่าเว่ยก็จ้องมาที่นางทันควัน



บทที่ 14: เป็นเพียงการคาดเดาของข้า


   

   ซูโหรวเอ๋อร์ตกใจจนสะดุ้ง นางยังไม่รู้ว่าตัวเองพูดอะไรผิดไป อีกทั้งยังรู้สึกกระวนกระวายใจ ทันใดนั้นก็ได้ยินแม่เฒ่าเว่ยเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำว่า "สะใภ้สาม ข้าไม่เคยพูดเลยนะว่าสิ่งที่หายไปจากขอบหน้าต่างของข้าคืออะไร เจ้ารู้ได้อย่างไรว่า ต้นหญ้านี่คือสิ่งที่ข้าทำหาย"

   

   หลี่ชุนฮวาและไป๋เสี่ยวเฟิ่งต่างก็มองมาเป็นตาเดียว

   

   ใช่แล้ว แม่สามีไม่เคยพูดเลยว่าสิ่งที่หายไปคือสิ่งใด!

   

   แม้กระทั่งเมื่อครู่นี้ พวกนางถามว่าทำอะไรหาย จะได้ช่วยกันหา แม่เฒ่าเว่ยก็แค่ขมวดคิ้ว ไม่ตอบอะไรออกมา

   

   แล้วสะใภ้สามรู้ได้อย่างไรว่า สิ่งที่แม่เฒ่าเว่ยกำลังตามหาคือต้นหญ้า

   

   สมองของซูโหรวเอ๋อร์เย็นเยียบ โชคดีที่นางยังพอมีสติ จึงร้องออกมา แล้วพูดว่า "ก..ก็… ก็ตอนเช้าข้าเหลือบไปเห็นที่ขอบหน้าต่างพอดี เหมือนกับว่าจะเป็นต้นหญ้าอะไรสักอย่าง"

   

   เช่นนี้ก็น่าจะฟังขึ้นอยู่บ้าง

   

   แม่เฒ่าเว่ยมองหน้าลูกสะใภ้ด้วยสีหน้าเรียบเฉย ไม่พูดอะไรออกมา

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ถอนหายใจด้วยความโล่งอก นางรู้ดีว่า ด้วยนิสัยของแม่สามี ถ้าหากคิดว่าเป็นนางจริงๆ ตอนนี้คงด่าออกมาตรงๆแล้ว

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ไม่สนใจสิ่งใด รีบหาข้ออ้างกลับไปยังบ้านสาม

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งมองซูโหรวเอ๋อร์ที่จากไปอย่างลับๆ เหมือนกับหนีอะไรบางอย่าง นางดูราวกับกำลังคิดอะไรอยู่ในใจ


   กลับมาถึงบ้านรอง มองดูลูกชายทั้งสองที่กำลังรินน้ำชาใส่ถ้วยดื่ม ไป๋เสี่ยวเฟิ่งอดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมาจากหัวใจ

   

   ลูกชายทั้งสองของนางช่างยอดเยี่ยมเหลือเกิน ช่วงนี้แม่สามีก็ยิ้มให้นางมากขึ้นเรื่อยๆ บางครั้งยังได้ยินคำชม คิดไปถึงตรงนี้ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกฮึกเหิมขึ้นมาทันที!

   

   ความฮึกเหิมนี้ ทำให้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกเหมือนบ่าของตนหนักขึ้นเล็กน้อย นางต้องรับผิดชอบต่อเกียรติและชื่อเสียงของตระกูลอวี้!

   

   เมื่อคิดได้เช่นนี้ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็นั่งไม่ติด

   

   นางอดไม่ได้ที่จะถามลูกชายทั้งสองว่า "ก่อนหน้านี้ที่พวกลูกไปขุดผัก เหตุใดไม่พาพี่จวี๋ไปด้วยเล่า?"

   

   อวี้หย่งหลิ่วเช็ดปาก "ท่านแม่ พวกข้าถามพี่จวี๋ก่อนไปแล้วขอรับ แต่เขายังเด็กอยู่ แถมยังเอาแต่ใจ ไม่ยอมไปกับพวกข้า"

   

   "อย่างนั้นหรือ?" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งพยักหน้า รู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวข้องอะไรกับลูกชายทั้งสองของนาง จึงตัดสินใจแน่วแน่

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งหยิบเข็มกับด้ายจากตะกร้าเย็บผ้า เดินไปยังเรือนใหญ่ โดยอ้างเรื่องนี้

   

   ในห้องโถง แม่เฒ่าเว่ยกำลังกอดซิ่งซิ่งไว้แนบอก พลางมองแผลที่ฝ่ามือของหลานสาวด้วยแววตาเจ็บปวด หัวใจของคนแก่อย่างนางแทบแตกสลาย อดไม่ได้ที่จะเอ่ยปากต่อว่าแม่ของหลัวเชียหนิว “วันๆเอาแต่เลี้ยงลูกแบบตามใจจนนิสัยเสีย ทุบตีเด็กตัวแค่นี้ได้ลงคอ!”

   

   พอดีกับที่ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเปิดประตูเข้ามาได้ยินพอดี เท้าของนางชะงัก คิดว่าแม่เฒ่าเว่ยรู้เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว!

   

   โชคดีที่ซิ่งซิ่งพูดปลอบแม่เฒ่าเว่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านย่าเจ้าขา อย่าโกรธเลย พวกเขาเอาไก่แก่มาให้พวกเราแล้วนะเจ้าคะ!”

   

   เห็นหลานสาวรู้ความคิดความอ่าน แม่เฒ่าเว่ยยิ่งสงสารจับใจ และยิ่งโกรธแม่ของหลัวเชียนหนิวมากขึ้นไปอีก “มันคนละเรื่องกัน! ไก่แก่นั่นพวกเขาเอามาขอบคุณที่พวกเราช่วยชีวิตเขา มันไม่เกี่ยวอะไรกับที่แม่ของหลัวเชียนหนิวทำร้ายเจ้า! ตอนแรกย่าไม่รู้เรื่องนี้ เลยปล่อยให้คนตระกูลหลัวไปแล้ว มิอย่างนั้น ย่าต้องลากตัวพวกเขามาคุยให้รู้เรื่องไปเลย คิดว่าตัวเองเป็นใครกัน!”

   

   ซิ่งซิ่งรู้สึกกังวล

   

   นางจำได้ลางๆว่าการโกรธเป็นสิ่งที่บั่นทอนร่างกาย นางไม่อยากให้ท่านย่าโกรธ จึงรีบมองไปรอบๆ เพื่อหาวิธีแก้ปัญหา ทันใดนั้นก็เห็นไป๋เสี่ยวเฟิ่งยืนอยู่ที่ประตู

   

   ดวงตากลมโตของเด็กหญิงเป็นประกายในทันที!

   

   “ป้าสะใภ้รอง!”

   

   ซิ่งซิ่งดึงชายเสื้อแม่เฒ่าเว่ยเบาๆ แล้วพูดว่า “ท่านย่าเจ้าขา ป้าสะใภ้รองมาแล้ว!”

   

   ด้วยเรื่องของอวี้หย่งหลิ่วและอวี้หย่งกุ้ย ตอนนี้แม่เฒ่าเว่ยจึงมองไป๋เสี่ยวเฟิ่งด้วยแววตาอ่อนโยนลง นางค่อยๆปรับอารมณ์ ก่อนจะเอ่ยถาม “มีอันใดหรือ?”

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเดินเข้ามาพร้อมรอยยิ้ม นางให้แม่เฒ่าเว่ยดูกระเป๋าเย็บปักในมือ “ท่านแม่เจ้าคะ ข้าเพิ่งเย็บผ้าเสร็จ อีกสองวันจะมีตลาดที่ในตัวเมือง หากว่าท่านจะไป ข้าขอไปด้วยคนได้ไหมเจ้าคะ?”

   

   "ได้สิ เรื่องเล็กน้อยแค่นี้เอง" แม่เฒ่าเว่ยรับคำพลางเอ่ยต่อ "พี่หลิ่วผอมไปหน่อยนะ หากว่าแม่ไก่แก่ตัวนั้นมันไม่ออกไข่ ข้าจะเชือดเอาขามาตุ๋นให้พี่หลิ่วบำรุงร่างกายก็แล้วกัน"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกตื้นตันใจยิ่งนัก รีบรับคำ พลางคิดในใจอย่างปลื้มปิติ

   

   นางตัดสินใจครั้งสุดท้าย ลดเสียงลงเอ่ยกับแม่เฒ่าเว่ย "ท่านแม่ เดินมาทางนี้หน่อยสิเจ้าคะ ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษาน่ะเจ้าค่ะ ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกมิแน่ใจ"

   

   แม่เฒ่าเว่ยมองลูกสะใภ้รองอย่างฉงน ก่อนจะพึมพำ "จะพูดอะไรกัน ถึงต้องหลบมาคุยกันเช่นนี้"

   

   แม้ปากจะบ่น แต่นางก็ลุกขึ้นยืน สั่งซิ่งซิ่งที่นั่งอยู่บนเตียงว่า "หลานรัก นั่งอยู่บนเตียงก่อนนะ"

   

   ซิ่งซิ่งเชื่อฟังอย่างน่าเอ็นดู พยักหน้ายิ้มแย้ม ท่านย่าไม่โกรธก็ดีแล้ว

   

   แม่เฒ่าเว่ยเดินตามไป๋เสี่ยวเฟิ่งไปที่ห้องโถงด้านนอก ขมวดคิ้วถาม "เรื่องอันใดกัน เหตุใดถึงทำหน้าลึกลับเช่นนี้"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งยิ้มแห้งๆ ก่อนจะกระซิบ "ท่านแม่ ท่านก็รู้จักข้าดีว่าข้าไม่ใช่คนชอบนินทาว่าร้ายใครต่อหน้าท่าน..."

   

   แม่เฒ่าเว่ยไม่ได้แย้งลูกสะใภ้คนที่สองแต่อย่างใด

   

   ใช่ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งไม่เคยใส่ร้ายใครต่อหน้านาง เพราะรู้ดีว่าทำไปก็ไม่มีประโยชน์ เคยโดนนางพูดสวนกลับมาหลายครั้งแล้ว

   

   แต่นางแอบไปพูดจาลับหลังไม่น้อยเลยนะ!

   

   ทว่ามันก็ใช่เรื่องใหญ่หลวงอะไรมาก แม่เฒ่าเว่ยก็ขี้เกียจที่จะโกรธไป๋เสี่ยวเฟิ่งเพราะเรื่องเพียงเท่านี้

   

   นางเลิกคิ้ว ยิ้มด้วยรอยยิ้มที่ไปไม่ถึงดวงตา เป็นเชิงบอกให้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งพูดต่อ

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งถูกรอยยิ้มของแม่สามีทำให้รู้สึกอึดอัด แต่อุตส่าห์มาถึงขั้นนี้ นางไม่สามารถถอยกลับไปได้แล้ว

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งกัดฟันพูดต่อ "...แต่เมื่อครู่ข้ากลับไปคิด ว่ามันไม่ถูกต้อง คิดว่าท่านกินเกลือมากกว่าข้ากินข้าว ต้องมองเห็นทะลุปรุโปร่งกว่าข้าเป็นแน่ ก็เลยคิดจะมาบอกท่านแม่ ให้ท่านได้ฟังด้วย..."

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งชมแม่เฒ่าเว่ยเป็นชุด แต่หญิงชรากลับรู้สึกรำคาญเล็กน้อย "พูดอ้อมค้อมอันใดมากมาย? มีสิ่งใดก็พูดตรงๆสิ!"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกอึดอัด แต่ในที่สุดก็พูดออกมา "ก็คือ...ก่อนหน้านี้ เรื่องที่ท่านทำหญ้าหาย ถึงแม้ข้าจะไม่รู้จัก แต่ท่านให้ความสำคัญขนาดนี้ ข้าก็รู้ว่าหญ้านี่ต้องไม่ธรรมดาแน่ๆ เลยคิดจะมาบอกท่าน"

   

   แม่เฒ่าเว่ยได้ยินว่าเป็นเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพรจัวซินก็เปลี่ยนสีหน้าไปเล็กน้อย "พูดมา"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งแอบมองสีหน้าของแม่เฒ่าเว่ย พูดอย่างระมัดระวัง "...ท่านแม่ คือข้านึกขึ้นมาได้ว่า เช้านี้ตอนที่ข้ากลับมาจากข้างนอก เห็นพี่จวี๋ยืนหันหลังให้ข้าอยู่หน้าเล้าไก่ ข้าก็เห็นไม่ชัดว่าเขากำลังทำอะไรอยู่..."

   

   สีหน้าของแม่เฒ่าเว่ยเปลี่ยนไปทันที "เจ้ามิได้มองผิดใช่หรือไม่?"

   

   “ท่านแม่ พี่จวี๋ตัวอ้วนกลมแบบนั้น หนาอย่างนี้ ข้าจะดูผิดไปได้อย่างไรกันเจ้าคะ... เพียงแต่ตอนนั้นข้ามิได้คิดสิ่งใดมาก ก็เลยรีบกลับเข้าห้องไปจัดการงานต่อ พอเมื่อครู่เห็นน้องสะใภ้สามทำท่าแปลกๆ แถมยังไปเจอหญ้าแบบนั้นอยู่ในเล้าไก่ เลยทำให้นึกถึงเรื่องเมื่อเช้านี้ขึ้นมาได้ ... ยิ่งคิดก็ยิ่งรู้สึกแปลกๆ ปกติพี่จวี๋ไม่ชอบกลิ่นเล้าไก่เลยนะท่านแม่ ทุกครั้งที่ผ่านก็จะเดินเลี่ยงไปไกลๆ จะไปยืนอยู่หน้าเล้าไก่ได้อย่างไรกัน”

   

   พอเห็นสีหน้าของแม่เฒ่าเว่ยเริ่มแย่ลงไปทุกที ไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็รีบพูดต่อว่า “…แน่นอนเจ้าค่ะท่านแม่ นี่เป็นแค่การคาดเดาของข้าเท่านั้น ไม่สามารถยึดถือได้จริงจังหรอกเจ้าค่ะ”



 บทที่ 15: พวกเรามีลูกสาวกันอีกสักคนเถอะ 

   


   "ข้าว่าเจ้าคิดถูกแล้ว! ไม่แปลกใจเลยที่สะใภ้สามพูดจาเช่นนั้น คอยแต่จะโยนความผิดมาที่ซิ่งซิ่งตลอด คงเป็นเพราะเห็นว่านางไม่มีพ่อแม่เป็นแน่ จึงอยากจะสาดโคลนใส่ซิ่งซิ่ง คิดว่าทำอย่างนั้นแล้วพี่จวี๋ก็จะหลุดพ้นไปได้อย่างนั้นหรือ?" แม่เฒ่าเว่ยโกรธจนตัวสั่น

   

   ยิ่งพูดแม่เฒ่าเว่ยก็ยิ่งโมโห ตบโต๊ะเสียงดัง "แบบนี้สะใภ้สามจะสั่งสอนพี่จวี๋ได้อย่างไร!"

   

   ซิ่งซิ่งได้ยินเสียงแม่เฒ่าเว่ยโมโหและเสียงตบโต๊ะดังลั่นจากในห้อง เด็กน้อยก็หน้าซีดเผือดด้วยความกลัว

   

   นางไม่สนใจอะไรทั้งนั้น รีบลงจากเตียงในห้อง แล้ววิ่งเท้าเปล่าออกมาอย่างรวดเร็ว

   

   ซิ่งซิ่งกอดมือแม่เฒ่าเว่ย น้ำตาคลอด้วยความสงสาร "ท่านย่าเจ้าขา ท่านย่าเจ็บมือไหม ซิ่งซิ่งจะเป่าให้หายนะ"

   

   ความโกรธของแม่เฒ่าเว่ยพลันมลายหายไปในพริบตา น้ำเสียงอ่อนลงเล็กน้อย "ไม่เป็นไร ย่ามิเจ็บหรอก"

   

   ซิ่งซิ่งกอดมือแม่เฒ่าเว่ย เงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอเบ้ามองหญิงชราด้วยความน่าสงสาร "ท่านย่าเจ้าขาอย่าโกรธเลยนะเจ้าคะ โกรธแล้วไม่ดีต่อสุขภาพ"

   

   หลานสาวตัวน้อยแสนน่ารักเช่นนี้ แม่เฒ่าเว่ยจะโกรธลงได้อย่างไร!

   

   แม่เฒ่าเว่ยโอบกอดซิ่งซิ่ง แล้วถอนหายใจ "ตกลง ตกลง เด็กดี ย่าไม่โกรธแล้ว"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งซึ่งยืนอ้าปากค้างอยู่ข้างๆ มองดูแม่สามีที่ขึ้นชื่อเรื่องอารมณ์ร้ายซึ่งตอนนี้กลับถูกหลานสาวอย่างซิ่งซิ่ง ปลอบจนใจเย็นลงอย่างน่าอัศจรรย์

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งมองซิ่งซิ่งด้วยแววตาอิจฉา

   

   มีเด็กน้อยน่ารัก อ่อนหวาน และกตัญญูแบบนี้คอยอยู่ข้างกาย คอยเอาใจใส่ดูแล นางคงจะมีความสุขทุกวันเป็นแน่!

   

   ยิ่งคิด ไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็ยิ่งร้อนใจ นางตัดสินใจแล้ว คืนนี้ต้องรอให้ลูกชายที่อยู่ข้างห้องเข้านอนก่อน แล้วนางจะลากสามีมา ‘หว่านเมล็ด’ สักหน่อย!

   

   นางอยากได้ลูกสาวอีกคน!

   

   ตกบ่าย ผู้ชายบ้านตระกูลอวี้ก็ทยอยกลับมา

   

   อวี้ต้าหนิวพาลูกชายทั้งสองเข้าไปวางกับดักสัตว์ในภูเขา ต้องรออีกหลายวันกว่าจะมีอะไรติดกับ แต่พวกเขาก็ไม่ได้กลับมามือเปล่า เพราะในตะกร้าที่แบกมา มีหน่อไม้บรรจุอยู่เต็ม

   

   หลี่ชุนฮวาอดใจไว้มิไหว รีบดึงสามีไปคุยเป็นการส่วนตัว แล้วเล่าเรื่องที่ซิ่งซิ่งกับอวี้หย่งหลิ่วและอวี้หย่งกุ้ยช่วยชีวิตหลัวเชียหนิวให้เขาฟัง

   

   อวี้ต้าหนิวร้องเสียงดังด้วยความยินดี "เด็กๆทำได้ดียิ่งนัก!"

   

   หลี่ชุนฮวายิ้มแก้มปริ "ใช่แล้วล่ะ ตอนนี้คนในหมู่บ้านต่างก็ชมบ้านเราไม่หยุด พอดีเมื่อครู่นี้ข้าไปซักผ้าที่ลำธาร ทุกคนก็รุมล้อมชมมิหยุดปาก ทั้งยังมีคนมาถามข้าด้วยว่า พี่ไหวลูกชายข้ามีคนรักหรือยัง บอกว่าถ้าสาวคนไหนได้แต่งเข้าบ้านเรา คงจะสบายใจได้เป็นแน่"

   

   อวี้ต้าหนิวรีบกำชับ "เจ้าอย่าไปรับปากใครเขาเลอะเทอะนะ เรื่องของพี่ไหว ข้าว่าท่านย่าของเขาคงจะหาให้เอง"

   

   หลี่ชุนฮวาพูดรัวเร็วว่า "รู้แล้ว รู้แล้ว ข้าแค่พูดให้เจ้าฟังเฉยๆ... เฮ้อ แต่เรื่องที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเรายิ่งดีขึ้นไปอีกนะ!"

   

   อวี้ต้าหนิวพยักหน้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง

   

   ส่วนทางด้านอวี้เอ้อร์หู่ของบ้านรอง เมื่อรู้เรื่องจากไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็ยิ่งดีใจจนเนื้อเต้น ยิ้มกริ่มแล้วพูดว่า

   

   "ภรรยา เจ้านี่สอนลูกได้ดีจริงๆ!"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเหลือบมองสามีตนแวบหนึ่ง แต่แววตากลับเป็นประกายระยับ ดูไม่เหมือนทุกที

   

   อวี้เอ้อร์หู่เห็นแล้วใจก็ร้อนรุ่ม พลันได้ยินไป๋เสี่ยวเฟิ่งกระซิบว่า "สามี พวกเรามีลูกชายสองคนแล้ว มีลูกสาวอีกสักคนดีหรือไม่?"

   

   อวี้เอ้อร์หู่ได้ยินดังนั้นก็ตื่นเต้นจนแทบคลั่ง รีบตอบรับเสียงดัง "ตกลง พวกเรามีลูกสาวกันเถอะ!"

   

   เสียงดังเสียจนลูกชายสองคนที่อยู่นอกบ้านได้ยิน

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่ง "..."

   

   นางโมโหจนตบแขนสามีฉาดใหญ่!

   

   "ใครจะอยากมีลูกสาวกับคนโง่เง่าแบบนี้อีกเล่า!"

   

   บ้านใหญ่และบ้านรองต่างก็เต็มไปด้วยบรรยากาศแห่งความสุข มีเพียงบ้านสามที่เงียบสงัด

   

   ซูโหรวเอ๋อร์นั่งหันหลังให้อวี้ซานเป้าพร้อมกับเย็บปักผ้าอย่างเฉยเมย ปล่อยให้เขาไปรินน้ำเอง อวี้ซานเป้าส่งเสียงออกมาเบาๆ โดยไม่ใส่ใจอะไรและไม่ได้พูดอะไรต่อ

   

   เมื่อถึงเวลาอาหารเย็น บนโต๊ะมีแป้งทอดใส่ผักที่หลี่ชุนฮวาทำ รวมถึงหน่อไม้ผัดเห็ด ถือว่าอุดมสมบูรณ์กว่าปกติ ประกอบกับฝีมือการทำอาหารของนางนั้นยอดเยี่ยม เพียงแค่ได้กลิ่นก็รู้ว่าอร่อย

   

   อวี้ซื่อหยาง บุตรชายคนที่สี่ของตระกูลอวี้ ตอนเด็กๆ เขาเคยป่วยหนัก ทำให้สมองได้รับความกระทบกระเทือน แม้จะไม่ถึงขั้นโง่เขลา แต่จิตใจก็บริสุทธิ์และเรียบง่ายกว่าคนทั่วไปมาก

   

   เขาเอ่ยปากชมเสียงดังว่า "พี่สะใภ้ทำกับข้าวอร่อยจริงๆนะขอรับ!"

   

   ใบหน้าของหลี่ชุนฮวาเต็มไปด้วยรอยยิ้ม "พวกเจ้าทานให้อร่อยก็พอแล้ว!"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งกระแอมออกมาเบาๆ ใบหน้ายังคงเปื้อนยิ้ม "ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกนี้เป็นผักที่พี่หลิ่ว พี่กุ้ย และซิ่งซิ่งเพิ่งไปขุดมาเมื่อเช้านี้ สดมากๆเลยนะเจ้าคะ"

   

   หลี่ชุนฮวารีบพูดเสริมด้วยความไม่ยอมแพ้ "ส่วนเห็ดกับหน่อไม้นี่ พี่ไหวกับพี่ไป๋ เพิ่งเข้าไปขุดมาจากภูเขา สดมากๆเช่นกันเจ้าค่ะ"

   

   พ่อเฒ่าอวี้พยักหน้าหงึกๆ “ดี ดี เด็กๆรู้จักช่วยงานที่บ้าน นี่สิถึงเรียกว่าเก่ง!” ชายชราเอ่ยอย่างอารมณ์ดี “พวกเขาก็เล่าให้ข้าฟังเหมือนกัน ว่าหลานๆบ้านเราช่วยชีวิตเจ้าเด็กบ้านสกุลหลัวไว้ ไม่เลวเลยนะ สมแล้วที่เป็นเป็นเด็กดีของตระกูลอวี้!”

   

   ทุกคนต่างพากันหัวเราะ

   

   เดิมที ไป๋เสี่ยวเฟิ่งอยากจะพูดอะไรต่ออีกสองสามประโยค แต่เห็นว่าแม่เฒ่าเว่ยยังคงนิ่งเงียบ ใบหน้าเรียบเฉย จึงคิดบางสิ่งขึ้นมาได้ นางเหลือบมองซูโหรวเอ๋อร์แวบหนึ่ง ก็ไม่กล้าพูดอะไรต่ออีก ได้แต่นั่งเงียบเป็นเป่าสาก

   

   บนใบหน้าของแม่เฒ่าเว่ยดูไร้อารมณ์ ไม่อาจคาดเดาได้

   

   เมื่อทานอาหารเสร็จ อวี้หย่งจวี๋ก็ทนไม่ไหว ร้องงอแงอยากออกไปเล่น แม่เฒ่าเว่ยจึงเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบๆว่า “พี่จวี๋ยังไม่ต้องไปไหน หลานกับสะใภ้สามอยู่ก่อน ข้ามีเรื่องจะคุยด้วย”

   

   สีหน้าของซูโหรวเอ๋อร์เปลี่ยนไปเล็กน้อย รู้สึกกระวนกระวายใจยิ่งรัก

   

   แม้อวี้ซานเป้าจะรู้สึกสงสัย ผู้เป็นแม่เรียกหลานชายเอาไว้พูดคุยเช่นนี้ จะมีอะไรแปลกประหลาดหรือไม่? เขาคิดเช่นนั้นจึงไม่ได้โต้แย้งอะไร ตอบรับคำหนึ่ง พร้อมกับคว้าตัวอวี้หย่งจวี๋เข้ามาไว้ในอ้อมแขน ตบก้นของลูกชายเบาๆ เป็นเชิงบอกให้ลูกชายอย่าซน

   

   พี่จวี๋ดิ้นไปดิ้นมาในอ้อมกอดของผู้เป็นพ่อ เตะขาอ้วนป้อมไปมา เมื่อเห็นว่าดิ้นไม่หลุดก็ทำได้เพียงยอมแพ้แต่โดยดี นั่งนิ่งๆอยู่ในอ้อมกอด

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งตื่นเต้นขึ้นมาทันที คิดในใจว่าอยากอยู่ต่ออีกหน่อย จึงแกล้งล้างจานชามอย่างเชื่องช้า

   

   หลี่ชุนฮวามองน้องสะใภ้รองด้วยสายตาแปลกๆ

   

   เวลาน้องสะใภ้รองอยู่ต่อหน้าท่านพ่อท่านแม่ก็ทำตัวใสซื่อเป็นคนดีตลอด วันนี้เป็นอะไรไป เหตุใดถึงอืดอาดยืดยาดแบบนี้? เช่นนี้จะไม่ทำให้ท่านแม่เสียงานหรอกหรือ?

   

   หรือว่าป่วยตรงที่ใดรึเปล่า?

   

   หรือว่าเป็นวันนั้นของเดือนรึ?

   

   หลี่ชุนฮวาเดาไม่ออก จึงเดินเข้าไปจัดการเก็บโต๊ะอย่างรวดเร็ว พร้อมกับพูดกับไป๋เสี่ยวเฟิ่งอย่างเห็นอกเห็นใจว่า "น้องสะใภ้รอง ถ้าไม่สบายก็พักก่อนเถอะ เดี๋ยวข้าจะทำให้เอง"

   

   พูดจบก็รีบถือชามออกไปจากห้อง

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่ง "..."

   

   พี่สะใภ้คนนี้ช่างซื่อตรงเสียจริง!

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งไม่มีข้ออ้าง จึงได้แต่ถือชามที่เหลือ เดินตามหลี่ชุนฮวาออกไปอย่างเซ็งๆ

   

   รอจนคนอื่นๆในห้องออกไปหมดแล้ว แม้แต่ซิ่งซิ่งก็ถูกพ่อเฒ่าอวี้พาออกไปเดินเล่น ตอนนี้ในห้องจึงเหลือแค่แม่เฒ่าเว่ย อวี้ซานเป้า ซูโหรวเอ๋อร์ และจวี๋เอ๋อร์

   

   "ท่านแม่ มีเรื่องอะไรหรือขอรับ?" อวี้ซานเป้าถามอย่างไม่คิดอะไรมาก

   

   แม่เฒ่าเว่ยนั่งอยู่ที่หัวโต๊ะ สีหน้าเรียบเฉย นางเมินคำถามของลูกชายคนที่สามและเอ่ยถามกับอวี้หย่งจวี๋ก่อนว่า “พี่จวี๋ ย่าขอถามหน่อยว่าหลานได้แตะต้องอะไรในบ้านย่าหรือไม่?”

   

   เมื่ออวี่ซานเป้าได้ยินสิ่งนี้ก็หันไปจ้องลูกชายตาเขม็ง เขาก็นึกสงสัยอยู่ว่าเหตุใดท่านแม่ถึงได้เรียกพวกเขาเอาไว้ ที่แท้ก็เป็นเพราะเจ้าตัวแสบก่อเรื่องอีกแล้วนี่เอง!

   

   แต่ก่อนที่เขาจะได้ได้พูดอะไรออกไป อวี้หย่งจวี๋ก็ร้องตะโกนเสียงดัง “ข้ามิได้ทำ ข้าไม่ได้แตะหญ้าที่อยู่บนขอบหน้าต่างห้องท่านย่าเลยนะ!” เขาวิ่งไปหลบหลังแม่ของตนเองแล้วกอดเอวไว้แน่น และซุกหัวลงไปที่ตัวนาง

   

   อวี้ซานเป้า “...”

   

   ‘เจ้าเด็กนี่ แบบนี้มันก็ไม่ต่างอะไรกับสารภาพของมาโต้งๆเลยมิใช่รึ!’

   

   แม่เฒ่าเว่ยจ้องมองไปที่ซูโหรวเอ๋อร์ด้วยดวงตาคมกริบราวกับคมดาบ



บทที่ 16: อย่าบังคับข้าให้ตบเจ้า


   

   หน้าตาของซูโหรวเอ๋อร์ในยามนี้ดูไม่ค่อยสบายใจนัก แต่นางก็ใจดีสู้เสือพูดกับแม่เฒ่าเว่ยว่า "ท่านแม่ พี่จวี๋มิรู้เรื่องอันใดหรอกเจ้าค่ะ ท่านแม่อย่าไปฟังที่เขาพูดพล่อยๆนะเจ้าคะ"

   

   แม่เฒ่าเว่ยเห็นซูโหรวเอ๋อร์ยังคงโต้เถียง ใจของนางที่เพิ่งสงบลงไปเล็กน้อยก็กลับปะทุขึ้นมาอีกครั้ง!

   

   "สะใภ้สาม! พี่จวี๋มิรู้ เจ้าก็มิรู้ด้วยรึ?!" แม่เฒ่าเว่ยตะโกนด้วยความโกรธ

   

   แม้ว่าแม่เฒ่าเว่ยจะมีอารมณ์ร้อนเป็นปกติ แต่นางก็ไม่ได้ด่าว่าคนอื่นไปทั่วโดยไร้เหตุผล คราวนี้ที่นางโมโหใส่ซูโหรวเอ๋อร์ หญิงสาวถึงกับตกตะลึงจนตัวแข็งทื่อ

   

   อวี้ซานเป้าอ้าปาก อยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่แม่เฒ่าเว่ยก็ไม่สนใจ นางหันไปมองอวี้หย่งจวี๋ด้วยความโกรธ "พี่จวี๋ ย่ารู้ว่าหลานเป็นคนโยนของที่วางไว้ที่ขอบหน้าต่างลงไปในเล้าไก่ เหตุใดหลานถึงโกหกเช่นนี้เล่า?"

   

   เด็กชายได้แต่ตกใจกลัวกับท่าทางดุร้ายของย่า พอตั้งสติได้ก็เริ่มร้องไห้ด้วยความน้อยใจ "ฮือๆ ไม่ใช่นะขอรับ! ท่านย่า ข้าไม่ได้อยากโกหก! ท่านแม่บอกข้าว่าอย่าบอกท่าน… ท่านย่าดุมากเลย ฮือๆๆ!"

   

   จากมุมมองของอวี้หย่งจวี๋ การโยนหญ้าบนขอบหน้าต่างของย่าลงไปไม่มีอะไรสำคัญ มันก็แค่หญ้าต้นเดียวเองไม่ใช่หรือ?

   

   ‘แต่ท่านย่าดุมากเลย!’

   

   ซูโหรวเอ๋อร์รีบคว้าตัวลูกชายมากอด และพูดด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความตำหนิ "ท่านแม่ มีอะไรท่านก็พูดกับเด็กดีๆไม่ได้หรืออย่างไร!"

   

   อวี้ซานเป้าขมวดคิ้วทันที ใบหน้าเริ่มแสดงอาการไม่พอใจ

   

   กล้าบ่นแม่เสียด้วย!

   

   แม่เฒ่าเว่ยโกรธจนไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ หายใจหอบด้วยความเกรี้ยวกราด

   

   อวี้ซานเป้ารู้สึกเป็นกังวลจึงเข้ามาประคองแม่เฒ่าเว่ยไว้

   

   “ท่านแม่ อย่าโกรธนะขอรับ! เดี๋ยวข้าไปสั่งสอนผู้หญิงคนนี้เอง ท่านใจเย็นๆ แล้วค่อยๆคุยกันเถิดขอรับ”

   

   ซูโหรวเอ๋อร์กอดลูกชาย ทั้งแม่ลูกมีใบหน้าที่ดูเศร้าเหมือนกัน

   

   แม่เฒ่าเว่ยผลักอวี้ซานเป้าออกไป ตั้งตัวให้ตรงเหมือนเดิม และพูดด้วยอารมณ์โกรธ


   “ซูโหรวเอ๋อร์ไม่เคารพข้าในฐานะแม่สามี เรื่องนี้ข้าก็พอทำใจได้ แต่สิ่งที่ข้าโกรธจริงๆก็คือ นางสอนพี่จวี๋ให้พูดโกหก หลอกลวงผู้ใหญ่ตั้งแต่ตอนที่ยังเป็นเด็กเช่นนี้!”

   

   ใบหน้าแม่เฒ่าเว่ยซีดลง พูดต่อว่า

   

   “เมื่อครู่ข้าหาของในสวน สะใภ้ใหญ่กับสะใภ้รองก็พาเด็กๆออกมาช่วยหาจนวุ่นไปหมด ข้าไม่เชื่อว่าซูโหรวเอ๋อร์จะมิรู้เห็น และนางยังสอนให้พี่จวี๋โกหกข้า ยิ่งไปกว่านั้นนางยังพยายามโยนความผิดนี้ไปให้ซิ่งซิ่ง ทำให้ซิ่งซิ่งต้องยอมรับว่าเป็นคนทำของหาย!”

   

   อวี้ซานเป้านิ่งไป ไม่รู้เลยว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น

   

   เขามองซูโหรวเอ๋อร์ด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ

   

   ซูโหรวเอ๋อร์โดนแม่เฒ่าเว่ยต่อว่าจนหน้าแดงก่ำ แต่ท่าทางไม่อยากเชื่อของคนเป็นสามียิ่งแทงใจนางเข้าไปอีก!

   

   นางพูดเสียงดังตอบโต้ว่า "พี่จวี๋ไม่ได้ตั้งใจทำ ข้าแค่คิดว่านั่นก็แค่ต้นหญ้า! ท่านแม่ก็ด้วย ต้องโมโหถึงขนาดนี้เลยหรือ!"

   

   "มันก็แค่ต้นหญ้าหรือ?" แม่เฒ่าเว่ยมองซูโหรวเอ๋อร์ที่ไม่สำนึกในความผิดของตัวเอง แล้วยังแก้ตัวอีก นางมองอีกฝ่ายด้วยสายตาผิดหวังอย่างยิ่ง แล้วเยาะเย้ยว่า "มันไม่เกี่ยวกับว่าของนั่นเป็นแค่ต้นหญ้าหรือเปล่า เจ้าสอนให้ลูกโกหกก่อน หลังจากนั้นก็กล่าวใส่ความซิ่งซิ่ง และตอนนี้ยังไม่สำนึก ต้องบอกว่านิสัยของเจ้ามันแย่มาก ไม่มีคุณธรรม! พี่จวี๋จะเป็นคนดีได้อย่างไรถ้ามีแม่แบบเจ้าคอยสอนเช่นนี้!"

   

   คำพูดของแม่เฒ่าเว่ยรุนแรงมาก ตั้งแต่ซูโหรวเอ๋อร์มาอยู่บ้านสามี นางไม่เคยได้ยินคำพูดรุนแรงแบบนี้มาก่อน

   

   ร่างกายนางสั่นเพราะความไม่อยากเชื่อและอับอายจนเข้าขั้นโกรธ

   

   ไม่ต้องพูดถึงอวี้ซานเป้าที่อยู่ในห้องก็ตกตะลึงจนพูดไม่ออก แม้แต่หลี่ชุนฮวาและไป๋เสี่ยวเฟิ่งที่ซุ่มฟังอยู่ข้างนอกหน้าต่างก็ยังตาค้าง

   

   ทั้งสองแอบมองกัน แล้วก็รู้สึกว่าแม่เฒ่าเว่ยที่ปฏิบัติต่อพวกนางเป็นอย่างดี อย่างน้อยต่อให้พวกนางทำผิดพลาดไปบ้าง แต่ก็ไม่เคยดุด่าว่าร้ายพวกนางแบบนี้เลย!

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ร้องไห้และตะโกนกราดไปโดยไม่สนใจอะไร "ดีเลย ที่แท้ท่านดูถูกข้าแบบนี้! ท่านดีพอที่จะดูถูกข้าหรือ ข้าเป็นคนในเมือง ท่านก็แค่แม่เฒ่าที่อยู่บ้านนอก—"

   

   คำพูดของนางยังไม่ทันจบ อวี้ซานเป้าก็เปลี่ยนสีหน้าและตะโกนด้วยความโกรธ "ซูโหรวเอ๋อร์! เจ้าเงียบปากเดี๋ยวนี้! อย่าบังคับให้ข้าตบเจ้านะ!"

   

   ตั้งแต่ซูโหรวเอ๋อร์แต่งงานกับอวี้ซานเป้า เขาไม่เคยพูดคำรุนแรงกับนางเลย ตอนนี้กลับตะโกนใส่หน้า แล้วยังขู่จะตบนางอีก!

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ถึงกับช็อก และในที่สุดนางก็โกรธจนสติแตก "ดีเลย พวกท่านทั้งสองร่วมมือกันรังแกข้าหรือ! พวกท่านทั้งสองคนไม่ชอบข้ากับลูกของข้า งั้นเราจะไปเอง!"

   

   นางคลุ้มคลั่งดึงอวี้หย่งจวี๋ออกไปข้างนอก พูดว่า "ไป อวี้หย่งจวี๋ กลับบ้านท่านตาไปกับแม่! พวกเราจะไม่กลับมาอีกแล้ว!"

   

   อวี้หย่งจวี๋ตกใจมากเลยปล่อยให้แม่ของเขาดึงออกไปข้างนอก

   

   ตอนนี้ฟ้ายังไม่มืด แต่การออกไปแบบนี้ก็ไม่ปลอดภัย

   

   แม่เฒ่าเว่ยขมวดคิ้ว แม้ว่าจะโกรธและอับอาย แต่ก็ยังสั่งให้อวี้ซานเป้าออกไปดูหน่อย

   

   อวี้ซานเป้ายังโกรธอยู่ ใบหน้ามืดมัวและพูดด้วยความโกรธ "ท่านแม่ อย่าห้ามข้า ฟังสิว่านางพูดอะไร! คำพูดของนางแสดงว่าไม่เห็นคุณค่าของครอบครัวเราเลย! ถ้านางอยากกลับบ้านพ่อแม่ตัวเองก็กลับไปเลย!"

   

   พูดจบ อวี้ซานเป้าก็เดินออกจากบ้านหลักด้วยใบหน้าที่เย็นชา

   

   หลี่ชุนฮวาและไป๋เสี่ยวเฟิ่งที่กำลังฟังอยู่ข้างนอกก็ลุกขึ้นอย่างลนลานและเขินอาย

   

   โชคดีที่อวี้ซานเป้ากำลังโกรธอยู่ เลยไม่สนใจพวกนางทั้งสอง

   

   สองสะใภ้มองหน้ากัน แล้วแลกเปลี่ยนสายตา ก่อนจะทำท่าไม่สนใจอะไรและไปล้างจานในครัวด้วยกัน

   

   เมื่อเข้าไปในครัว หลี่ชุนฮวาก็ทนไม่ไหว เอามือจับหน้าอกตัวเองและพูดด้วยความตกใจ "น้องสะใภ้สามบ้าหรือเปล่า? ทำไมพูดกับท่านแม่แบบนั้น! แถมยังด่าทอท่านแม่อีก…”

   

   นางพูดไม่ออกแล้ว คำพูดนี้มันเกินไปจริงๆ!

   

   "จะเป็นแบบนั้นก็ไม่แปลกหรอก" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเบ้ปาก รู้สึกไม่พอใจเช่นกัน "ก็เพราะปกติท่านแม่ดีกับนางเกินไป! ดูสิว่านางทำอะไรลงไป พูดอะไรออกมา ถ้าเป็นบ้านอื่น ป่านนี้โดนตีหรือหย่าไปแล้ว! แต่นางกลับกล้าทำหน้าบึ้งใส่ท่านแม่ แล้วยังจะกลับบ้านเกิดอีก!"

   

   สองพี่สะใภ้สบตากัน รู้สึกลึกๆว่าซูโหรวเอ๋อร์นี่ทำเกินไปจริงๆ

   

   ในลานบ้าน ซูโหรวเอ๋อร์เก็บเสื้อผ้าสองสามชิ้นอย่างลวกๆ แล้วจูงลูกชายทำท่าจะออกไป

   

   อวี้หย่งจวี๋เพิ่งโดนย่าต่อว่ามา แล้วเห็นว่าบรรยากาศไม่ค่อยดี จึงอยากจะตามแม่กลับไปอยู่บ้านตายายสักพัก

   

   อวี้ซานเป้าหน้าบึ้งเดินเข้ามาในห้อง "เจ้าด่าแม่ข้าแล้ว ข้าแค่พูดอะไรไม่กี่คำ เจ้าก็จะกลับบ้านเกิดแล้วหรือ?"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์เช็ดน้ำตา ตะโกนอย่างน้อยใจ "ก็เห็นอยู่ไม่ใช่หรือว่าแม่ของเจ้าด่าข้าก่อน! เจ้าก็ดีเหลือเกิน ขู่ว่าจะตบข้าอีก! เจ้ายังกล้าพูดอีกหรือ?!"

   

   อวี้ซานเป้ามองซูโหรวเอ๋อร์อย่างไม่อยากเชื่อ รู้สึกว่านางช่างไร้เหตุผลสิ้นดี

   

   นั่นมันแค่คำเตือนต่างหาก! เขาได้ลงมือจริงๆที่ไหนกัน?

   

   ซูโหรวเอ๋อร์รออยู่ครู่หนึ่ง เห็นว่าอวี้ซานเป้าไม่ยอมอ่อนข้อหรือปลอบนาง ทั้งยังไม่ห้ามไว้ จึงกัดฟัน มือหนึ่งถือห่อผ้า อีกมือหนึ่งลากลูกชาย แล้วเดินออกไปเลย

   

   อวี้ซานเป้าสูดหายใจเข้าปอดหนึ่งครั้ง เขาปิดประตูดังโครมไล่หลังภรรยา

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ได้ยินเสียงดัง ก็หันหลังกลับอย่างรวดเร็ว ไม่อยากจะเชื่อสายตาที่เห็นประตูด้านหลังปิดอยู่ นางโมโหจนตัวสั่น คราวนี้นางจึงใจกล้ากระชากอวี้หย่งจวี๋ออกจากบ้านตระกูลอวี้ไปอย่างรวดเร็ว

   

   สองสะใภ้ที่อยู่ในห้องครัวมองฟ้าข้างนอกและรู้สึกประหลาดใจอย่างมาก

   

   ซูโหรวเอ๋อร์กล้าทำจริงๆ!

   

   ลูกสะใภ้กล้าว่ากล่าวแม่สามี แล้วยังกล้าทำหน้าบึ้งตึง ต่อมาเย็นย่ำ นางยังพาลูกกลับบ้านไปหาครอบครัวเดิมของตัวเองอีก

   

   ถึงแม้มันจะค่อนข้างเย็นแล้ว หลี่ชุนฮวารู้สึกว่าซูโหรวเอ๋อร์คงประสาทกลับไปแล้ว แต่ในฐานะพี่สะใภ้ใหญ่ นางยังรู้สึกไม่สบายใจ และรู้สึกว่าควรห่วงใยน้องสะใภ้เป็นธรรมดา

   

   หลี่ชุนฮวาลังเลเล็กน้อย แต่สุดท้ายก็ตัดสินใจไปเคาะประตูบ้านสาม "น้องสาม"

   

   อวี้ซานเป้ายังไม่หายโกรธ แต่เมื่อเห็นว่าหลี่ชุนฮวามา เขาก็เช็ดหน้าให้ใจเย็นลง แล้วเปิดประตู "พี่สะใภ้ใหญ่"

   

   หลี่ชุนฮวาลังเลใจครู่หนึ่งแล้วพูดว่า "น้องสาม อย่าโกรธพี่สะใภ้ใหญ่ที่ต้องมามายุ่งเรื่องในบ้านของเจ้าเลย เพียงแต่ว่า ตอนนี้ฟ้าก็มืดค่ำแล้ว น้องสะใภ้สามพาพี่จวี๋เดินทางภูเขากลับบ้านเดิมของนางมันค่อนข้างอันตรายมิใช่หรือ เจ้าไม่ไปตามพวกนางหน่อยหรือ?"

   

   อวี้ซานเป้ารู้ว่าพี่สะใภ้ใหญ่มีเจตนาดี ทำให้เขารู้สึกว่าภรรยาของตนเองเป็นบ้าไปแล้ว

   

   ปกติแล้วภรรยาของเขามักจะบ่นไม่เคยหยุดปากว่าพี่สะใภ้คนนั้นไม่ดีอย่างนี้ พี่สะใภ้คนนี้ไม่ดีอย่างนั้น

   

   แต่พอมีปัญหาจริงๆ แม่ของเขาก็บอกให้เขาไปตามนางกลับมา พี่สะใภ้คนโตของเขาก็หวังดีเป็นห่วงนางจากใจจริง แล้วคำพูดแย่ๆที่นางเอามาพูดลับหลังให้เขาฟังมันคืออะไร มีความจริงเจืออยู่บ้างหรือไม่?

   

   อวี้ซานเป้าเช็ดหน้าตัวเองอีกครั้ง พร้อมคิดมุ่งมั่นในใจว่า “พี่สะใภ้ไม่ต้องห่วงนางหรอก! ด้วยนิสัยของนางแล้ว ไม่มีทางยอมเดินกลับเองหรอก คงจะไปเช่ารถล่อของลุงสวีแล้วกลับไปที่เมืองแล้วกระมัง! รถล่อมีความเร็วมาก คงถึงตัวเมืองก่อนจะมืดค่ำเป็นแน่!”

   

   หลี่ชุนฮวาฟังแล้วก็โล่งใจขึ้นเล็กน้อย “ดี งั้นข้าไม่พูดมากแล้ว แค่น้องสามรู้ความเป็นไปของนางก็พอ”

   

   อวี้ซานเป้าขอบคุณหลี่ชุนฮวาแล้วก็ไปที่บ้านหลัก และบอกเรื่องนี้ให้แม่เฒ่าเว่ยรู้

   

   เมื่อหญิงชราได้ยินแบบนั้นก็รู้แล้วว่าซูโหรวเอ๋อร์ดื้อมากขนาดนี้ นางก็ขี้เกียจจะสนใจอะไรอีก



 บทที่ 17: ใครจะต้อนรับสะใภ้เช่นนี้


   

   ซูโหรวเอ๋อร์พาลูกชายกลับไปยังตัวเมือง จนถึงวันตลาด นางก็ยังไม่กลับมา

   

   แม่เฒ่าเว่ยไม่สนใจ เมื่อวานนางตากสมุนไพรจัวซินอย่างระมัดระวังอีกครั้ง สมุนไพรจัวซินจะมีสภาพไม่ค่อยดีนัก ทำให้แม่เฒ่าเว่ยรู้สึกเจ็บปวดใจยิ่ง แต่อย่างน้อยก็ยังขายได้เงินบ้าง ประกอบกับก่อนหน้านี้ ไป๋เสี่ยวเฟิ่งบอกว่าจะไปขายงานเย็บปักถักร้อยในเมืองด้วย ดังนั้น ในวันที่มีตลาดในเมือง แม่เฒ่าเว่ยจึงตื่นแต่เช้าตรู่ ปลุกซิ่งซิ่งให้ตื่น พาเด็กหญิงตัวน้อยเตรียมออกไปตลาดด้วยกัน

   

   ตอนนี้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งแต่งตัวเรียบร้อยแล้ว ถือห่อผ้าเล็กๆสองห่อ ดูสดชื่นกระปรี้กระเปร่า รออยู่ที่นั่นแต่เช้า

   

   "ท่านแม่" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งยิ้มให้แม่เฒ่าเว่ยอย่างกระตือรือร้น "เมื่อวานพี่สะใภ้ใหญ่ได้ยินว่าข้าจะไปเมืองกับท่านแม่ นางยังเอางานปักที่ตนเองทำมาให้ข้าสองสามชิ้นด้วยนะเจ้าคะ ข้าจะช่วยพี่สะใภ้ใหญ่ขายด้วย"

   

   "อืม" แม่เฒ่าเว่ยตอบรับเบาๆ นางไม่ใช่แม่สามีที่เข้มงวด ปกติเมื่อลูกสะใภ้ทั้งสามคนทำงานเย็บปักถักร้อยเพื่อหารายได้เสริม เงินที่หาได้ส่วนนี้นางไม่เคยเรียกร้องให้ส่งมอบ ปล่อยให้ลูกสะใภ้ทั้งสามเก็บไว้เองทั้งหมด

   

   แต่ลูกสะใภ้ทั้งสามก็รู้ความ แม้ว่าแม่สามีจะไม่เรียกร้อง พวกนางส่วนใหญ่ก็จะส่งมอบเอาไว้ให้แม่เฒ่าเว่ยครึ่งหนึ่งเพื่อใช้จ่ายในครอบครัว

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกพอใจมากแล้ว บ้านไหนบ้างที่จะมีแม่สามีแสนดีแบบนี้!

   

   สายตาของไป๋เสี่ยวเฟิ่งตกอยู่ที่ซิ่งซิ่ง ดวงตาเป็นประกาย เอ่ยปากชื่นชมว่า "แหม… วันนี้ซิ่งซิ่งของเราแต่งตัวสวยจังเลยนะ"

   

   วันนี้ซิ่งซิ่งถักเปียสองข้าง ผูกด้วยเชือกป่านเส้นเล็กๆ ดูสดใสเป็นพิเศษ เด็กหญิงสวมชุดใหม่ที่ไป๋เสี่ยวเฟิ่งตัดเย็บให้เมื่อไม่กี่วันก่อน ขนาดของมันพอดีกับตัวนาง ช่างน่ารักน่าเอ็นดูยิ่งนัก

   

   ซิ่งซิ่งเบิกตาโต ก่อนจะตรงเข้าไปกอดขาไป๋เสี่ยวเฟิ่งไว้แน่นพลางเอ่ยว่า “ป้าสะใภ้รองเจ้าขา ท่านย่าบอกว่าชุดนี้ป้าสะใภ้รองเป็นคนทำให้ข้า สวยมากเลยเจ้าค่ะ ใส่สบายด้วย ขอบคุณป้าสะใภ้รองมากนะเจ้าคะ”

   

   “โอ้! ป้ายังคิดอยู่เลยว่าถ้าตรงไหนไม่พอดี ป้าจะแก้ให้เสียหน่อย ไม่นึกเลยว่าซิ่งซิ่งของป้าจะใส่ได้พอดี ดีจริงๆเลยนะ” ไป๋เสี่ยวเฟิ่งเอ่ยพร้อมรอยยิ้ม

   

   ซิ่งซิ่งกล่าวอย่างจริงจัง “ก็ฝีมือการตัดเย็บของป้าสะใภ้รองยอดเยี่ยมนี่เจ้าคะ ป้าสะใภ้รองคงลำบากแย่เลย”

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งยิ้มจนแก้มแทบปริ หัวใจแทบละลายหายไปกับคำพูดของเด็กน้อย

   

   นางลูบท้องตัวเองอย่างลืมตัว ไม่รู้ว่าที่พยายามชวนอวี้เอ้อร์หู่ขยันทำการบ้านกันทุกคืนนั้นจะได้ผลบ้างหรือไม่ นางจะสมหวังได้ลูกสาวกับเขาบ้างหรือเปล่าหนอ?

   

   ถ้าได้ลูกสาว แล้วน่ารักน่าเอ็นดูอย่างซิ่งซิ่งแบบนี้ นางก็คงโชคดีมาก!

   

   แม่เฒ่าเว่ยเห็นชุดใหม่ของซิ่งซิ่งเข้า ก็ยิ่งเอ็นดูไป๋เสี่ยวเฟิ่งเป็นพิเศษ ยิ่งทำให้หญิงสาวรู้สึกดีใจจนแทบเต้น พอออกจากบ้านไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็พูดจาฉะฉาน คำพูดคำจาช่างออดอ้อนเอาใจแม่สามีจนหญิงชราอารมณ์ดียิ่งนัก ซิ่งซิ่งก็หัวเราะจนตัวงอ ดวงตาใสซื่อจ้องมองป้าสะใภ้รอง ทำเอาไป๋เสี่ยวเฟิ่งหลงรักจนโงหัวไม่ขึ้น ถึงขั้นแอบคิดเลยว่า ถ้าครอบครัวที่แท้จริงของเด็กหญิงไม่อยากเลี้ยงซิ่งซิ่งขึ้นมาจริงๆ พวกนางรับมาเลี้ยงเองก็ไม่เลว!

   

   แม่เฒ่าเว่ยอารมณ์ดี จึงตัดสินใจทันทีว่าวันนี้จะนั่งรถล่อเข้าเมือง!

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งยิ้มจนปากฉีกถึงหู

   

   ทุกครั้งที่มีตลาดนัด รถล่อในหมู่บ้านก็จะเป็นที่ต้องการมากเป็นพิเศษ แต่ก่อนที่หนานถัวแห่งนี้ก็มีอยู่หลายครอบครัวที่เลี้ยงล่อ แต่ด้วยภัยพิบัติและเรื่องเลวร้ายในช่วงหลายปีมานี้ ทำให้ผู้คนอดอยากแทบตาย ใครจะไปเลี้ยงล่อไหว หลายครอบครัวจึงฆ่าล่อกินจนหมด สุดท้ายก็เหลือเพียงครอบครัวเดียวเท่านั้นที่มีล่อเหลืออยู่

   

   คนที่เลี้ยงล่อคือชายชราแซ่ซวีที่เป็นหม้ายภรรยา เขาอยู่ตัวคนเดียวมากว่าหลายปีแล้ว กินคนเดียว อิ่มท้องคนเดียว ปกติก็หาเลี้ยงชีพด้วยการใช้ล่อตัวนี้หาเงิน

   

   อย่างไรก็ตาม ตาแก่แซ่ซวีคนนี้มีข้อเสียอยู่อย่าง คือ ปากมากไปหน่อย

   

   แต่เพราะแถวนี้ไม่มีรถล่อคันอื่นแล้ว จึงไม่มีตัวเลือกอื่น

   

   พอถึงทางเข้าหมู่บ้านหนานถัว ผู้เฒ่าสวีก็เอาล่อมาเทียมเกวียนรออยู่แล้ว

   

   ถึงแม้คนที่จะไปตลาดในเมืองจะมีไม่น้อย แต่คนที่เลือกนั่งเกวียนกลับก็ไม่ได้มีมาก เพราะตอนนี้เป็นช่วงปีที่ข้าวยากหมากแพง ชาวบ้านแถบนี้ส่วนใหญ่ถ้าจะเข้าเมืองไปทำธุระ ก็จะเลือกเดินข้ามเขาไปมากกว่า ใครจะยอมเสียเงินมากมาย

   

   แม้ว่าเมื่อหลายวันก่อนฝนจะตก ทำให้ความแห้งแล้งในนาคลี่คลายลงบ้าง ปีนี้อาจจะดีขึ้น แต่พืชผลในนายังไม่ทันได้เก็บเกี่ยว ผู้ใดจะไปมีเงินนั่งเกวียนเล่า?

   

   ดังนั้น ถึงแม้ตอนนี้จะไม่เช้าแล้ว แต่คนที่นั่งเกวียนเข้าเมือง นอกจากแม่เฒ่าเว่ยกับพวกอีกสองคนแล้ว ก็มีคนอื่นอีกแค่สองคนเท่านั้น

   

   แม่เฒ่าเว่ยควักเงินเจ็ดอีแปะออกมาอย่างน่าเสียดาย

   

   นางและไป๋เสี่ยวเฟิ่งจ่ายคนละสามอีแปะ ส่วนซิ่งซิ่งอายุยังน้อย จ่ายแค่หนึ่งอีแปะ

   

   ผู้เฒ่าสวีนั่งอยู่หน้าเกวียน เหลียวหลังมามองซิ่งซิ่ง พลางพูดชมว่า "นี่หรือเด็กน้อยที่พวกเจ้าเก็บมาเลี้ยง น่ารักจริงๆนะ"

   

   แม่เฒ่าเว่ยตอบรับเสียงเรียบ

   

   "โอ้โห ดูเหมือนว่าบ้านของพวกเจ้ายังมีอาหารเหลืออยู่นะ" ผู้เฒ่าสวีพูดไม่หยุด "ข้าเห็นว่าเด็กหญิงคนนี้ยังใส่เสื้อผ้าใหม่อยู่เลย โอ้โห โอ้โห"

   

   ซิ่งซิ่งเขินอายเล็กน้อย ไม่รู้จะวางมือวางเท้าไว้ที่ไหน ได้แต่เกาะติดแม่เฒ่าเว่ย

   

   แม่เฒ่าเว่ยจ้องผู้เฒ่าสวีอย่างไม่พอใจ

   

   ผู้เฒ่าสวีกลับไม่รู้สึกอึดอัดเลย หัวเราะเสียงดังแล้วสะบัดแส้ เรียกชาวบ้านอีกสองคนขึ้นรถ

   

   คนไม่เยอะ นั่งบนรถล่อได้อย่างสบาย

   

   ชาวบ้านอีกสองคนขึ้นรถแล้วก็เอนตัวนอนหลับ ผู้เฒ่าสวีพูดจ้อไม่หยุด ขณะขับรถก็คุยกับแม่เฒ่าเว่ยไปด้วย "น้องสาว สองสามวันก่อนลูกสะใภ้คนที่สามของเจ้าเป็นอะไรไป? อยู่ๆก็มาขอเช่ารถของข้าให้ไปส่งที่เมืองเมื่อตอนเย็น แถมยังร้องไห้ตาแดงก่ำอีกต่างหาก"

   

   แม่เฒ่าเว่ยหรี่ตาลง ไม่อยากตอบ

   

   ผู้เฒ่าสวีไม่ได้สนใจ เพียงจิ๊ปากแล้วพูดต่อไปว่า "ถึงเจ้าไม่พูดข้าก็รู้น่า… ตอนที่ลูกสะใภ้คนที่สามของเจ้านั่งรถก็บ่นกับข้ายกใหญ่ บอกว่าเจ้าด่านางเพียงเพราะหญ้าหนึ่งกำมือ คนเป็นสามีก็ยังจะตบนางอีก... โอ้โฮ โอ้โฮ ข้าว่าพวกเจ้ารังแกนางเกินไปหรือเปล่า ถึงขนาดทำให้สะใภ้จากในเมืองต้องพาลูกกลับบ้านเกิดกลางดึกแบบนี้เชียวรึ?"

   

   ตอนนั้นพอดีกินข้าวเย็นเสร็จ ชาวบ้านหลายคนกำลังนั่งเล่นคุยกันอยู่ที่ลานบ้าน ชาวบ้านหนานถัวหลายคนเห็นว่าซูโหรวเอ๋อร์ร้องไห้ตาแดงก่ำ ถือห่อผ้า จูงลูกจะกลับบ้านเกิด

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ไม่รู้เลยว่า สิ่งที่นางรู้สึกว่ามันไม่ยุติธรรมนั้น ชาวบ้านส่วนใหญ่กลับคิดว่านางไม่กตัญญู ไม่รู้จักสัมมาคารวะ! กลางดึกพาลูกกลับบ้านเกิด นี่มันไม่ใช่การทำให้สามีเสียหน้าหรอกหรือ?

   

   ใครจะอยากต้อนรับลูกสะใภ้แบบนี้?

   

   ที่จริงแล้ว ผู้เฒ่าสวีเองก็คิดแบบนั้น

   

   เพียงแต่ซูโหรวเอ๋อร์พร่ำบ่นกับเขาตลอดทาง เขาฟังจนหูชา ตอนนี้ก็เลยนำมาแกล้งหยอกล้อแม่เฒ่าเว่ยเล่นก็แค่นั้น

   

   ทว่าซิ่งซิ่งได้ยินผู้เฒ่าสวีพูดแบบนั้นก็ไม่พอใจ นางขมวดคิ้วเล็กน้อย พูดเสียงดังปกป้องท่านย่าของตัวเอง “ท่านตาพูดไม่ถูกนะเจ้าคะ! ท่านย่าของข้าไม่เคยรังแกผู้ใดเลย!”

   

   ท่านย่าใจดีจะตายไป! จะไปรังแกคนอื่นได้อย่างไร?

   

   ผู้เฒ่าสวีรู้สึกประหลาดใจ จงใจแกล้งนางต่อ “แต่สะใภ้สามร้องไห้ตาแดงเลยนะ หรือเจ้าหมายความว่าสะใภ้สามแกล้งร้องไห้หรือ?”

   

   ซิ่งซิ่งชะงักไป ตอนนั้นนางถูกปู่พาออกไปเดินเล่น ไม่ได้เห็นกับตา จึงไม่รู้ว่าสถานการณ์ตอนนั้นเป็นอย่างไร

   

   นางครุ่นคิดอย่างหนัก ทันใดนั้นดวงตาก็เป็นประกาย พูดอย่างระมัดระวัง “ต้องเป็นเพราะป้าสะใภ้สามเข้าใจผิดแน่ๆ!”

   

   ใช่แล้ว! ต้องเป็นแบบนั้นแน่ๆ!

   

   ซิ่งซิ่งพยักหน้าหงึกหงัก

   

   แม่เฒ่าเว่ยแย้มยิ้มออกมา

   

   การปกป้องอย่างไม่มีเงื่อนไขของซิ่งซิ่ง เป็นเหมือนกระแสน้ำอุ่นที่ทำให้ทั่วร่าง นางรู้สึกสบายใจอย่างบอกไม่ถูก

   

   ผู้เฒ่าสวีก็รู้สึกว่าเด็กคนนี้น่าสนใจ จึงแกล้งถามต่อว่า "หนูน้อย เจ้าลองถามท่านย่าของเจ้าสิ ว่าเหตุใดป้าสะใภ้สามของเจ้าถึงได้ร้องไห้น้ำตาแดงก่ำ พาลูกกลับบ้านแม่ไปเช่นนั้น เรื่องมันเป็นมาอย่างไรกันแน่?"

   

   แม่เฒ่าเว่ยปรายตาใส่ผู้เฒ่าสวี แล้วถ่มน้ำลายลงพื้น "เด็กสามขวบ เจ้ายังจะไปแหย่เล่นอีก ข้าว่าเจ้านี่มันยิ่งแก่ยิ่งเลอะเลือนไปทุกทีๆแล้วนะ!"

   

   ผู้เฒ่าสวีหัวเราะแห้งๆ แล้วพูดว่า "น้องสาว เจ้าเล่ามาเถิด สะใภ้สามของเจ้าเอาตาไปขยี้จนแดงแล้ววิ่งออกไปกระนั้นรึ? นางต้องการให้คนข้างนอกเห็นแล้วเอาไปพูดต่อไม่ใช่รึไร? ระหว่างทางหล่อนก็พร่ำบ่นกับข้าตั้งมากมาย บอกว่าเจ้าไม่ดีกับหล่อนอย่างไรบ้าง นี่ถ้าไม่ใช่ข้าแต่เป็นคนอื่นล่ะก็ ข่าวลือคงแพร่สะพัดไปทั่วแล้ว เจ้าไม่คิดจะแก้ต่างบ้างหรืออย่างไร"

   

   แม่เฒ่าเว่ยแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชา ขี้เกียจจะใส่ใจ

   

   เรื่องน่าอายในบ้าน จะเอาไปป่าวประกาศให้คนอื่นรู้ได้อย่างไร!

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งกลับแสดงสีหน้าไม่พอใจ พูดอย่างองอาจว่า "ท่านแม่ไม่จำเป็นต้องแก้ต่าง ในหมู่บ้านนี้มีใครบ้างที่ไม่รู้จักนิสัยใจคอของท่าน"

   

   แม่เฒ่าเว่ยมองไป๋เสี่ยวเฟิ่งด้วยความประหลาดใจเล็กน้อย

   

   อย่างไรก็ตาม คำพูดของไป๋เสี่ยวเฟิ่งก็ได้รับการยืนยันจากผู้เฒ่าสวี เขานึกถึงบางอย่างขึ้นมา พยักหน้าและรู้สึกซาบซึ้งใจ "แม่ของเจ้าน่ะ ดูเหมือนจะอารมณ์ร้าย แต่จิตใจของนางก็ดีจริงๆ... ไม่อย่างนั้น ในช่วงที่ขาดแคลนอาหาร แม้แต่ลูกในบ้านยังเลี้ยงไม่รอด ใครจะกล้าเอาปากมาเพิ่มในบ้านอีก มีแต่นางเท่านั้นแหละ!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยพูดแทรกอย่างหงุดหงิด "พอแล้ว พอแล้ว หุบปากเสียที! เอาแต่พูดมากทั้งวันทั้งคืน จะให้คนได้นอนหลับพักผ่อนบ้างไม่ได้หรือไร!"

   

   ผู้เฒ่าสวีหัวเราะเสียงดังแล้วทำท่าตบปาก "ได้ๆ เจ้านอนเถอะ! ข้าจะไม่พูดแล้วก็ได้! โอ้โห ข้าบอกแล้วว่าคนนี้อารมณ์ร้าย ข้าพูดแค่สองสามคำ ก็บ่นว่าข้าเสียงดังแล้ว! ไม่พูดแล้ว ไม่พูดแล้ว!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยกลอกตา ไม่สนใจผู้เฒ่าสวีอีกต่อไป



   บทที่ 18: ท่านย่าไม่ต้องการเจ้าแล้ว!


   

   ไม่นานนัก รถล่อก็แล่นมาถึงตัวเมือง แม่เฒ่าเว่ยอุ้มซิ่งซิ่งลงจากรถม้า โดยไม่หันกลับไปมองหรือสนใจผู้เฒ่าสวีแม้แต่น้อย

   

   "ท่านย่าเจ้าขา ซิ่งซิ่งเดินเองได้เจ้าค่ะ" ซิ่งซิ่งเอ่ยขึ้นอย่างว่าง่าย ขณะที่อยู่ในอ้อมกอดท่านย่าของนาง หลังจากนั่งรถล่อมาเป็นเวลานาน นางรู้สึกวิงเวียนเล็กน้อย ท่านย่าเองก็คงจะรู้สึกไม่สบายเช่นกัน ซิ่งซิ่งไม่อยากให้ท่านย่าต้องลำบากไปมากกว่านี้

   

   แม่เฒ่าเว่ยลูบแก้มเล็กๆของซิ่งซิ่งเบาๆ ก่อนจะวางนางลง

   

   "ท่านแม่" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แม่เฒ่าเว่ยก็รู้ทันทีว่าสะใภ้รองของตนจะพูดอะไร จึงพยักหน้ารับ "เจ้าไปที่ร้านขายผ้าเถิด ข้าจะพาซิ่งซิ่งไปเดินเล่น"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกตกใจปนดีใจเล็กน้อย นางถือห่อผ้าสองห่ออยู่ในมือชั่วครู่หนึ่ง โดยไม่รู้ว่าจะพูดอะไรดี

   

   ท่านแม่ให้นางไปคนเดียว นี่แสดงว่าท่านเชื่อใจว่านางจะไม่โกงเงินแน่นอน!

   

   เมื่อเทียบกับสิ่งอื่นๆแล้ว ความไว้วางใจเช่นนี้ทำให้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรู้สึกตื้นตันใจจนพูดไม่ออก "ท่านแม่ ท่านวางใจได้เลยเจ้าค่ะ ข้า..."

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งตื่นเต้นจนพูดไม่ออก

   

   "ไปได้แล้ว" แม่เฒ่าเว่ยโบกมืออย่างรำคาญใจ แต่ในใจกลับคิดว่า ลูกสะใภ้ทั้งสองคนของนาง แม้จะมีข้อบกพร่องต่างกันไป และนางก็มักจะรู้สึกว่าพวกลูกสะใภ้น่ารำคาญและไม่ถูกใจ แต่โดยพื้นฐานแล้วทั้งสองคนก็มีนิสัยไม่เลว

   

   ส่วนลูกสะใภ้คนที่สาม...

   

   แม่เฒ่าเว่ยถอนหายใจหนัก

   

   ถึงแม้ว่านางจะมิได้เป็นคนไม่ดี แต่มนุษย์ไม่สามารถตัดสินได้ง่ายๆว่าดีหรือไม่ดี ยังต้องฝึกจิตใจอีกมาก

   

   ไม่รู้ว่าลูกชายคนเล็กของนางจะแต่งงานกับผู้หญิงแบบใด

   

   เมื่อนึกถึงลูกชายคนเล็ก แม่เฒ่าเว่ยก็เอามือลูบหญ้าจัวซินในอ้อมอกโดยไม่รู้ตัว

   

   ลูกชายคนเล็กของนางมีสถานการณ์พิเศษ หลังจากผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากนี้ไปแล้ว เมื่อชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวดีขึ้น นางต้องเก็บเงินไว้ให้ลูกชายแต่งงาน...

   

   แม่เฒ่าเว่ยจูงมือซิ่งซิ่งเข้าเมือง

   

   เด็กหญิงตัวน้อยเบิกตากว้าง มองไปรอบๆด้วยความอยากรู้อยากเห็น

   

   ตั้งแต่นางฟื้นขึ้น นางก็อาศัยอยู่ที่หมู่บ้านหนานถัวเล็กๆแห่งนี้

   

   การมาถึงตัวเมืองในครั้งนี้ ถือเป็นโลกใบใหม่สำหรับนางโดยแท้

   

   ถนนหนทางตรงสลับกับบางช่วงที่ปูด้วยหิน บ้านแต่ละหลังสูงตระหง่าน แถมยังมีป้ายแขวนอยู่ ดูคึกคักไปหมด!

   

   แถมยังมีท่านลุงท่านป้ามากมายมาตั้งร้านขายของอยู่ริมทางด้วย!

   

   ซิ่งซิ่งมองจนตาเป็นประกาย

   

   หัวใจของแม่เฒ่าเว่ยอ่อนยวบ ยื่นมือไปลูบผมเปียเล็กๆบนหัวของหลานสาวตัวน้อย "ซิ่งซิ่ง อยากกินอะไรหรือไม่?"

   

   ซิ่งซิ่งลังเล นัยน์ตาเหลือบมองไปที่ลูกอมที่อยู่ข้างๆ แต่ยังไม่ทันได้พูด เด็กน้อยก็อดคิดถึงท่าทางเจ็บปวดของท่านย่าที่ยอมควักเงินจ่ายค่ารถตอนแรกไม่ได้ นางจึงกัดริมฝีปาก ก้มหัวส่ายไปมาเหมือนลูกตุ้ม

   

   "ไม่ ไม่กินเจ้าค่ะท่านย่า ซิ่งซิ่งกินขนมปังบนรถแล้ว ไม่หิวเลยเจ้าค่ะ"

   

   หญิงชราอดไม่ได้ที่จะลูบผมเปียของซิ่งซิ่งอีกครั้ง

   

   บางครั้งนางก็อยากให้เด็กคนนี้ไม่ต้องทำตัวน่าสงสารขนาดนี้ เพราะเห็นแล้วมันทำให้รู้สึกใจหาย

   

   แม่เฒ่าเว่ยเหลือบมองลูกอมที่อยู่ไม่ไกล "หลานสาวคนดีของย่า อย่ากลัวว่าย่าจะไม่มีเงินเลยนะ เดี๋ยวย่าไปขายสมุนไพรจัวซินที่ร้านยาก่อน เดี๋ยวก็มีเงินแล้ว… ตอนนี้ย่าอยากกินถังหูลู่ แต่ย่ากินไม่หมดหรอก หลานช่วยย่ากินหน่อยได้หรือไม่?”

   

   ซิ่งซิ่งพยักหน้าอย่างจริงจัง ราวกับได้รับมอบหมายหน้าที่สำคัญยิ่ง

   

   "ได้เจ้าค่ะท่านย่า!"

   

   หญิงชราจูงมือซิ่งซิ่ง ทั้งสองเดินไปยังร้านขายถังหูลู่ของชายชราด้วยกัน

   

   ...

   

   เมืองนี้มีชื่อว่าเมืองหม่าพัว ขนาดไม่ใหญ่โตนัก นั่งรถล่อจากหัวเมืองไปท้ายเมืองก็ใช้เวลาไม่ถึงครึ่งชั่วยาม

   

   บ้านตระกูลซูตั้งอยู่ที่ตรอกซูจี๋ ชานเมืองหม่าพัว ล้อมรอบไปด้วยบ้านเรือนราษฎรธรรมดา

   

   หลานชายตัวน้อยของบ้านวิ่งดุ๊กดิ๊กเข้าประตูรั้ว ตะโกนเสียงดัง "พี่หย่งจวี๋ ข้าเห็นย่าของเจ้าแล้ว!"

   

   อวี้หย่งจวี๋นั่งกลุ้มใจเล่นใบไม้อยู่บนม้านั่งตัวเล็กในลานบ้าน พอได้ยินก็เงยหน้าขึ้นทันที ใบหน้าเต็มไปด้วยความยินดี "ท่านย่ามารับข้าแล้วหรือ?"

   

   หลานชายบ้านตระกูลซูทำหน้าทะเล้นใส่เขา "ไม่ใช่สักหน่อย ท่านย่าของเจ้าพาเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆไปซื้อถังหูลู่ต่างหาก! ย่าทอดทิ้งเจ้าแล้ว!"

   

   อวี้หย่งจวี๋จากดีใจพลันเปลี่ยนเป็นโกรธ ถึงเขาจะเอาแต่ใจ อย่างไรก็เพิ่งอายุสี่ขวบ ได้ยินคำพูดทำนองนี้ก็ทนไม่ไหวอยู่แล้ว!

   

   "เจ้าพูดโกหก!" อวี้หย่งจวี๋ตวาดเสียงดัง

   

   หลานชายตัวน้อยของตระกูลซูแลบลิ้นออกมาอย่างภาคภูมิใจ พร้อมกับส่ายหัวไปมา "ข้าเห็นกับตา! ท่านย่าไม่ได้พูดถึงเจ้าแม้แต่คำเดียว แล้วยังซื้อถังหูลู่ให้เด็กผู้หญิงคนนั้นด้วย นางไม่ต้องการเจ้าแล้ว!"

   

   ทันใดนั้น อวี้หย่งจวี๋ก็พุ่งเข้าหาหลานชายของตระกูลซูด้วยดวงตาแดงก่ำ และถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะอายุมากกว่าเขาสองปี แต่ก็ถูกอวี้หย่งจวี๋ผลักล้มลงในคราวเดียว

   

   อวี้หย่งจวี๋นั่งทับร่างของหลานชายตระกูลซู ยกกำปั้นขึ้นพร้อมกับดวงตาแดงก่ำ "ท่านย่าไม่มีทางทอดทิ้งข้า!"

   

   ซูเสี่ยวเป่าหลานชายของตระกูลซู ปีนี้อายุได้หกขวบ เป็นวัยซุกซนจนน่าตี พอเจ้าน้องชายตระกูลอวี้พุ่งใส่ เขาจึงตอบโต้และต่อสู้กับอวี้หย่งจวี๋ทันที

   

   เมื่อครอบครัวของซูและซูโหรวเอ๋อร์ได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งออกมา ซูเสี่ยวเป่ากับอวี้หย่งจวี๋ก็เต็มไปด้วยฝุ่นดินแล้ว

   

   แม่ของซูเสี่ยวเป่ากรีดร้องออกมา ก่อนจะตรงเข้าไปฉุดกระชากอวี้หย่งจวี๋! เด็กชายตัวน้อยจะไปสู้แรงผู้ใหญ่ได้อย่างไร เขาถูกกระชากจนเซถอยหลังไปหลายก้าว แล้วยังถูกซูเสี่ยวเป่าฉวยโอกาสชกเข้าไปอีกหลายครั้ง จนอวี้หย่งจวี๋ร้องไห้ออกมา

   

   ดวงตาของซูโหรวเอ๋อร์แทบจะทะลักออกมา!

   

   ลูกชายที่นางเลี้ยงดูอย่างทะนุถนอม กลับถูกกลั่นแกล้งเช่นนี้!

   

   ซูโหรวเอ๋อร์โอบกอดอวี้หย่งจวี๋ไว้ในอ้อมแขนด้วยดวงตาแดงก่ำ เสียงของนางสั่นเทา "ลูกแม่ ลูกเจ็บตรงไหนหรือเปล่า"

   

   อวี้หย่งจวี๋ยังไม่ทันได้พูดอะไร ซูเสี่ยวเป่าก็ร้องไห้โฮฟ้องแม่ของเขาเสียงดังลั่นว่า "เขาตีข้า!"

   

   สะใภ้เฉียนผู้เป็นมารดาของซูเสี่ยวเป่า พยายามเก็บกดความโกรธที่พลุ่งพล่านอยู่ในใจ นางมองไปที่ซูโหรวเอ๋อร์ ไม่รอให้อีกฝ่ายได้พูดอะไร นางก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อนด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน "น้องสะใภ้ เจ้านี่สอนลูกได้ดีจริงๆเลยนะ เก่งจริงๆ กลับมาเยี่ยมบ้านแม่แท้ๆยังมาหาเรื่องตีพี่ชายเขาอีก! มิน่าล่ะ บ้านสามีถึงได้ไม่มีที่ให้เขายืนอยู่แล้ว!"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์โกรธจนแทบจะระเบิดออกมา

   

   นี่พี่สะใภ้พูดอะไรออกมา?

   

   ซูโหรวเอ๋อร์กำลังจะโต้ตอบกลับไป แต่แม่ของนางก็ออกมาจากบ้านพอดี และพูดขึ้นเพื่อไกล่เกลี่ย "พอได้แล้ว เด็กๆเล่นกันก็แบบนี้แหละ ไม่เป็นไรหรอก!"

   

   สะใภ้เฉียนกล้าขึ้นเสียงใส่ซูโหรวเอ๋อร์ แต่ไม่กล้าขึ้นเสียงใส่แม่สามี จึงได้แต่พาลูกชายเดินกลับเข้าห้องไปด้วยความโมโห

   

   ซูโหรวเอ๋อร์กอดลูกชายร้องไห้น้ำตาไหลพราก

   

   ทำไมทั้งคนในครอบครัวสามี หรือแม้แต่คนในครอบครัวของนางเองก็ยังรังแกนางอีก?

   

   อวี้หย่งจวี๋ใช้มือปาดน้ำตาบนใบหน้า บอกเล่าเรื่องราวทั้งหมดกับซูโหรวเอ๋อร์อย่างน่าสงสาร "ท่านแม่ครับ ซูเสี่ยวเป่าบอกข้าว่าเห็นท่านย่ามาในเมือง แล้วยังซื้อถังหูลู่ให้เด็กผู้หญิงคนนั้นด้วย ทั้งยังพูดอีกว่าท่านย่าไม่ต้องการข้าแล้ว!"

   

   แม่ซูเบิกตากว้างด้วยความตกใจ "เสี่ยวเป่าเห็นแม่สามีของเจ้ามาที่เมืองอย่างนั้นหรือ?"

   

   อวี้หย่งจวี๋ไม่รู้ว่าทำไมยายของเขาถึงดูมีความสุขขึ้นมาทันที เด็กชายงุนงงเล็กน้อย แต่ก็ยังคงตอบรับอย่างเชื่อฟังว่า "เขาพูดแบบนั้นจริงๆนะขอรับ!"

   

   แม่ของซูโหรวเอ๋อร์จับแขนลูกสาวไว้ด้วยความดีใจ "แม่บอกแล้วใช่หรือไม่ ว่าทางบ้านสามีเจ้าต้องมารับแน่ๆ! เห็นไหม ผ่านไปแค่สองวัน แม่สามีก็มาหาถึงที่แบบนี้ แสดงว่าพวกเขายังให้ความสำคัญกับเจ้ามาก ปกป้องหน้าตาให้เจ้าเต็มที่!"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์รู้สึกพอใจมากที่ได้ยินแบบนั้น นางพึมพำในลำคอ ดวงตาฉายแววพึงพอใจ แต่ก็ยังทำเป็นเล่นตัว "ท่านแม่เจ้าคะ ข้าไม่ใช่คนที่จะใจอ่อนยอมกลับไปกับพวกเขาง่ายๆนะเจ้าคะ!"

   

   แม่ของซูโหรวเอ๋อร์พยักหน้าเห็นด้วยกับลูกสาว "ใช่ ถูกต้อง! แม่จะบอกอะไรให้นะ ในเมื่อแม่สามีของเจ้ามารับด้วยตัวเอง เจ้าต้องวางท่าให้ดี! ไม่เช่นนั้นต่อไปใครๆก็จะมาดุด่ากดขี่ข่มเหงเจ้า ชีวิตของเจ้าในบ้านสามีจะลำบาก"

   

   ซูโหรวเอ๋อร์พยักหน้ารัวๆ "ท่านแม่พูดถูกเจ้าค่ะ!"

   

   แม่ลูกคุยกันต่ออย่างออกรสอีกพักหนึ่ง

   

   อวี้หย่งจวี๋นั่งฟังอยู่ข้างๆ รู้สึกเบื่อหน่ายเหลือเกิน

   

   เขาฟังที่แม่กับท่านยายคุยกันไม่ค่อยรู้เรื่อง แต่ดูจากท่าทางของทั้งสองแล้ว ท่านย่าคงจะมารับพวกเรากลับไปแล้วสินะ?

   

   จู่ๆ อารมณ์ของเด็กชายก็ดีขึ้นทันที อาศัยจังหวะที่ไม่มีใครทันสังเกตปัดฝุ่นบนตัวแล้ววิ่งออกไป



 บทที่ 19: พวกเรารวยแล้ว!


   

   เวลาเดียวกันนั้น แม่เฒ่าเว่ยกับซิ่งซิ่งไม่รู้เรื่องราวที่เกิดขึ้นในบ้านสกุลซูเลยแม้แต่น้อย

   

   ย่าหลานคู่นี้กำลังกินถังหูลู่อย่างเอร็ดอร่อย ทั้งสองเดินไปตามทางมุ่งหน้าไปยังร้านยา

   

   บังเอิญว่าบนถนนสายนี้มีร้านยาอยู่สองร้าน ตั้งอยู่ตรงข้ามกันพอดี เป็นร้านยาที่ใหญ่ที่สุดสองร้านในเมืองแล้วกระมัง และร้านยาทั้งสองร้านก็มีขนาดใกล้เคียงกัน แม้แต่สิ่งที่หมอประจำร้านถนัด ก็ยังบังเอิญใกล้เคียงกันอีก นั่นก็คือการรักษาอาการบาดเจ็บจากการหกล้มและการฟกช้ำ

   

   แม่เฒ่าเว่ยอดลังเลไม่ได้ มองไปทางซ้ายและขวา พึมพำกับตัวเองว่า "จะไปถามราคาที่ร้านใดก่อนดี"

   

   ซิ่งซิ่งรู้แล้วว่าแม่เฒ่าเว่ยจะมาขายสมุนไพร นางก็เลยทำตามแม่เฒ่าเว่ย มองไปทางซ้ายแล้วมองไปทางขวา

   

   ดูเหมือนซิ่งซิ่งจะรู้สึกอะไรบางอย่าง นางจึงชี้ไปที่ร้านยาแห่งหนึ่งที่มีป้ายเขียนว่า

   

   ‘เหรินฮุ่ยถัง’

   

   "ท่านย่าเจ้าขา ไปร้านนั้นกันก่อนดีไหมเจ้าคะ?"

   

   แม่เฒ่าเว่ยได้ยินหลานสาวสุดที่รักพูดแบบนี้ ก็ย่อมไม่ขัด "ตกลง เช่นนั้นก็ไปร้านนี้แหละ"

   

   ก่อนเข้าไปในร้านเหรินฮุ่ยถัง เด็กหญิงตัวน้อยพูดกับแม่เฒ่าเว่ยด้วยท่าทีจริงจังว่า

   

   "ท่านย่าเจ้าขา สมุนไพรของเราต้องขายได้ราคาดีแน่นอนเจ้าค่ะ"

   

   ซิ่งซิ่งยื่นแขนน้อยๆออกไปสุดแขน พยายามอ้าให้กว้างที่สุด เทียบกับแม่เฒ่าเว่ย

   

   แม่เฒ่าเว่ยหัวเราะเบาๆ ก่อนจะลูบผมเปียเล็กของซิ่งซิ่ง

   

   แม้ว่าสมุนไพรจัวซินนี้จะเป็นพันธุ์ที่ดีที่สุด แต่ราคาสูงสุดก็แค่ไม่กี่ตำลึงเท่านั้น ยิ่งต้นนี้โดนไก่จิกจนดูไม่งามดังเดิมแล้ว ราคาจะสูงไปกว่านี้ได้อย่างไร?

   

   ใครจะไปรู้ว่า พอแม่เฒ่าเว่ยกับซิ่งซิ่งก้าวเข้าไปในร้านยาเหรินฮุ่ยถังได้ไม่นาน ก็มีชายคนหนึ่งวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามา

   

   เขาตะโกนด้วยน้ำเสียงร้อนรน "เจ้านายของข้าตกจากหลังม้า บาดเจ็บสาหัส เลือดไหลไม่หยุด! เถ้าแก่ รีบเอาตัวยาห้ามเลือดที่ดีที่สุดในร้านออกมาเร็วเถิด!"

   

   เถ้าแก่ร้านเหรินฮุ่ยถัง จำได้ว่าชายคนนี้เป็นคนรับใช้ของบ้านตระกูลหูซึ่งอยู่ในตัวเมือง ส่วนเจ้านายที่เขาพูดถึงก็คือคุณชายใหญ่ตระกูลหู ผู้ดูแลธุรกิจผ้าของครอบครัว

   

   เถ้าแก่ร้านเหรินฮุ่ยถังไม่กล้าละเลย รีบไปหยิบยาสมุนไพรห้ามเลือดที่เตรียมไว้ในร้านออกมาให้คนรับใช้บ้านตระกูลหูโดยพลัน

   

   คนรับใช้ผู้นั้นดูเหมือนจะอ่านหนังสือออก เขาเหลือบมองฉลากยาที่แปะอยู่บนขวดยา แล้วขมวดคิ้ว "พวกนี้มันก็แค่ยาสมุนไพรห้ามเลือดธรรมดา ธรรมดามิใช่หรือ? เจ้านายข้ามีอยู่แล้ว ลองใช้แล้ว ได้ผลไม่ดีเท่าไหร่เลย! ท่านไม่มีอย่างอื่นที่ดีกว่านี้แล้วหรือ"

   

   เมื่อเถ้าแก่ร้านเหรินฮุ่ยถัง ได้ยินว่ายาพวกนี้ไม่ได้ผล เขาก็กังวลใจเป็นอย่างมาก "พ่อหนุ่ม เจ้าก็น่าจะรู้ว่าเมืองหม่าพัวของเราเป็นเพียงชนบทเล็กๆ หากว่าที่ร้านข้าไม่มี ที่ร้านอื่นก็ไม่มีเหมือนกันนั่นแหละ"

   

   ทันใดนั้น เขาก็นึกอะไรขึ้นได้อย่างหนึ่ง จึงพูดเสริมอย่างระมัดระวัง "เว้นแต่ว่า ร้านอื่นจะมีสมุนไพรจัวซิน! สมุนไพรจัวซินเป็นยาสมุนไพรชั้นดีในการรักษาอาการบาดเจ็บจากการตกจากที่สูง มีสรรพคุณวิเศษในการห้ามเลือด!"

   

   คนรับใช้ตระกูลหูตะคอกเสียงดัง

   

   "แล้วเจ้ายังมัวพูดอะไรอยู่อีก เร่งเอาสมุนไพรจัวซินออกมาประเดี๋ยวนี้!"

   

   เถ้าแก่ร้านเหรินฮุ่ยถังมีใบหน้าเคร่งเครียดขึ้นมา "พ่อหนุ่ม ช่วงปีนี้เป็นอย่างไรเจ้าก็น่าจะรู้อยู่แก่ใจ สมุนไพรจัวซินหาได้ยากยิ่งนัก เดือนหนึ่งจะเจอสักต้นก็นับว่าเป็นบุญแล้ว! ร้านเราน่ะไม่มีแน่นอน ร้านตรงข้ามก็ไม่มีเช่นกัน เจ้าไม่ต้องไปหรอก เสียเวลาเปล่า!"

   

   คนรับใช้ตระกูลหูโกรธจัดจนตะโกนด่าออกมาว่า "ถ้าอย่างนั้นก็อย่าพูดมากเสียเวลาสิ! หากว่าเจ้าทำให้การรักษาคุณชายของข้าล่าช้า ข้าจะทุบร้านเจ้าเสียให้แหลกคามือ!"

   

   พูดจบก็ทำท่าจะเดินออกไป

   

   แม่เฒ่าเว่ยยังไม่ทันได้ตอบ ซิ่งซิ่งก็ร้องเสียงดังขึ้นมาเสียก่อน "สมุนไพรจัวซิน! ย่าของข้ามีสมุนไพรจัวซินนะ!"

   

   ทันใดนั้นเอง ทั้งเถ้าแก่ร้านยาและคนรับใช้ตระกูลหูก็หันขวับมามองเป็นตาเดียว ดวงตาเต็มไปด้วยความเคลือบแคลงสงสัย "เด็กน้อย เจ้าพูดจริงหรือ? เจ้ามีจริงๆหรือ?"

   

   ซิ่งซิ่งพยายามรวบรวมความกล้า เขย่ามือของแม่เฒ่าเว่ยที่ยังคงตกตะลึง "ท่านย่าเจ้าขา พวกเรามีมิใช่หรือเจ้าคะ?"

   

   แม่เฒ่าเว่ยรู้สึกตัว รีบควานหาสมุนไพรจัวซินที่ห่ออย่างมิดชิดออกมาจากอกเสื้อ

   

   เถ้าแก่ร้านเหรินฮุ่ยถังรีบเดินเข้ามาดูอย่างละเอียด พอเห็นดังนั้นก็รู้สึกดีใจอย่างมาก "ใช่แล้ว! นี่แหละสมุนไพรจัวซิน!"

   

   คนรับใช้ตระกูลหูก็รู้สึกดีใจไม่ต่างกัน มองแม่เฒ่าเว่ยด้วยสายตาเปี่ยมไปด้วยความหวัง

   

   "ท่านป้าจะขายสมุนไพรจัวซินต้นนี้หรือขอรับ?"

   

   แม่เฒ่าเว่ยได้สติ พยักหน้ารัว "ขาย ขายสิ!"

   

   สักพักต่อมา แม่เฒ่าเว่ยก็จูงมือซิ่งซิ่งออกมาจากร้านยาเหรินฮุ่ยถังด้วยท่าทางเลื่อนลอยราวกับคนหมดอาลัยตายอยาก และทันทีที่ย่าหลานเดินมาถึงตรอกเปลี่ยวที่ไร้ผู้คน แม่เฒ่าเว่ยก็ระเบิดเสียงหัวเราะออกมาอย่างกะทันหัน นางอุ้มซิ่งซิ่งขึ้นด้วยความดีใจ

   

   "โอ้โห หลานสุดที่รักของย่า! พวกเรารวยแล้ว!"

   

   เดิมทีแม่เฒ่าเว่ยคิดว่าสมุนไพรจัวซินที่หน้าตาไม่ค่อยดีนัก ขายได้แค่ไม่กี่ตำลึงก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่ใครจะไปคิดว่า พอมาถึงร้านยาเหรินฮุ่ยถัง กลับบังเอิญเจอว่าคุณชายใหญ่บ้านหูได้รับบาดเจ็บสาหัสพอดี คนรับใช้บ้านหูจึงจ่ายเกินก้อนโตให้นางโดยไม่ลังเล นางชั่งน้ำหนักดูแล้ว น่าจะไม่ต่ำกว่าสองตำลึงเงินเสียด้วยซ้ำ!

   

   แค่สมุนไพรจัวซินต้นเดียว ขายได้ตั้งสองตำลึงเงินเชียวนะ!

   

   สองตำลึงเงิน!

   

   แม่เฒ่าเว่ยคิดถึงจำนวนเงินนี้ทีไรก็รู้สึกตัวสั่นทุกที!

   

   ซิ่งซิ่งได้รับอิทธิพลจากความสุขของย่า นางก็ดีใจจนหัวเราะคิกคักไม่หยุด!

   

   ย่าหลานกอดกันหัวเราะอยู่ครึ่งค่อนวันเห็นจะได้

   

   ในปีที่อดอยากเช่นนี้ สองตำลึงไม่ใช่จำนวนเงินน้อยๆเลยนะ!

   

   ถ้าเอาไปซื้อข้าวซ้อมมือ ผสมกับผักป่า ก็น่าจะพอกินกันได้ทั้งครอบครัวเป็นเวลาครึ่งปีเชียวล่ะ! และพอถึงยามนั้นข้าวในนาก็จะเก็บเกี่ยวได้ พวกเขาเอาข้าวใหม่ไปขาย ก็มีเงินมาซื้อข้าวซ้อมมือกินอีกมิใช่รึ!

   

   แม่เฒ่าเว่ยดีใจจนหุบปากแทบจะมิลง

   

   ซิ่งซิ่งก็ยิ่งทะเยอทะยานขึ้นไปอีก นางจำลักษณะของสมุนไพรเมื่อครู่ได้แล้ว รอให้กลับไปถึงบ้าน นางก็จะไปหาสมุนไพรจัวซินแถวๆหมู่บ้าน เพื่อให้ท่านย่าดีใจ!

   

   “ซิ่งซิ่งเก่งมาก ตอนนั้นย่ายังตกใจอยู่เลย ถ้าเจ้าไม่ร้องบอก พวกเราก็คงต้องพลาดเงินพวกนี้ไปเป็นแน่!” แม่เฒ่าเว่ยพูดอย่างมีความสุข โบกมืออย่างใจกว้าง “ซิ่งซิ่ง หลานอยากได้อะไร ย่าจะซื้อให้หมดเลย!”

   

   แม่เฒ่าเว่ยรู้สึกว่าซิ่งซิ่งเป็นดาวนำโชคของบ้านอวี้พวกเขาจริงๆ!

   

   ซิ่งซิ่งส่ายหัว “ซิ่งซิ่งเพิ่งกินถังหูลู่ไป ตอนนี้จึงมิอยากได้สิ่งใดแล้วเจ้าค่ะ!” นางเกาะนิ้วก้อยของแม่เฒ่าเว่ย ยิ้มอย่างพอใจ

   

   “เห็นท่านย่าดีใจ ซิ่งซิ่งก็ดีใจเจ้าค่ะ!”

   

   หัวใจของแม่เฒ่าเว่ยแทบละลาย!

   

   นางลองคิดดูแล้วก็ตัดสินใจ “วันนี้ที่สมุนไพรจัวซินขายได้ราคาดีก็เพราะซิ่งซิ่งเลย อย่างนั้น ย่าจะซื้อหวีสวยๆให้ซิ่งซิ่งหนึ่งอัน! ดีหรือไม่?”

   

   ดวงตากลมโตของซิ่งซิ่งเป็นประกายขึ้นมาทันที แต่พอคิดไปคิดมา นางก็ลังเล ถามแม่เฒ่าเว่ยอย่างไม่มั่นใจว่า

   

   “ท่านย่าเจ้าขา หวีแพงมากไหมเจ้าคะ?”

   

   พี่หญิงข้างบ้านเคยออกไปเที่ยวข้างนอก มารดาของนางจะติดหวีสวยๆอันหนึ่งไว้บนผม มันดูสวยมาก

   

   วันนั้นที่ซิ่งซิ่งเห็นก็รู้สึกชอบมาก นางจะแอบมองผ่านรั้วเป็นครั้งคราวตอนที่พี่หญิงคนนั้นกำลังทำงานอยู่ที่ลานบ้าน

   

   นางไม่คิดเลยว่าท่านย่าจะรู้ใจตนแบบนี้!

   

   ท่านย่าจูบแก้มเล็กๆของซิ่งซิ่งอย่างแรง “ไม่แพงหรอก! มันเป็นสิ่งที่ซิ่งซิ่งสมควรจะได้!”

   

   เด็กหญิงดีใจมาก ดวงตากลมโตของนางดูเหมือนจะประดับประดาไปด้วยดวงดาวทั้งจักรวาล แม่เฒ่าเว่ยจูงมือซิ่งซิ่งไปที่ร้านขายหวี ซื้อหวีที่ประดับดอกไม้สีแดงอันหนึ่งมาในราคายี่สิบอีแปะ

   

   หวีชิ้นนั้นทำจากไม้หุ้มทองแดง ไม่ใช่วัสดุราคาแพงอันใดเลย แต่ทำออกมาได้สวยและประณีตยิ่งนัก ขนาดเล็กกะทัดรัด พออยู่ในมือก็รู้สึกถึงคุณภาพที่แม่เฒ่าเว่ยคัดเลือกมาอย่างดี

   

   ท่านย่าแกะผมและจัดการหวีใหม่ จากนั้นจึงได้ติดหวีลงบนผมของซิ่งซิ่งอย่างประณีต

   

   แต่ผมของซิ่งซิ่งบางมาก หวีก็เลยติดผมไม่ค่อยอยู่จึงร่วงตกลงมา

   

   ท่านย่ากลัวว่าซิ่งซิ่งจะเสียใจ แต่ไม่คิดเลยว่าเด็กหญิงตัวน้อยจะหยิบหวีอันนั้นขึ้นมาแล้วหัวเราะออกมาอย่างงุนงง “รอซิ่งซิ่งโตขึ้นมีผมเยอะๆก่อน ค่อยติดก็ได้เจ้าค่ะ!”

   

   แม่เฒ่าเว่ยรู้สึกโล่งใจ รีบพูดว่า "ใช่แล้ว รอให้ผมของซิ่งซิ่งยาวกว่านี้ ค่อยติดนะลูก!"

   

   ย่าหลานมองหน้ากัน แล้วต่างก็หัวเราะอย่างมีความสุข

   

   ทั้งหมดนี้ อวี้หย่งจวี๋ที่ยืนอยู่มุมหนึ่งของตรอกมองเห็นทุกอย่าง

   

   เมื่อครู่ตอนที่อยู่บนถนน เขาเห็นแม่เฒ่าเว่ยแวบหนึ่งและคิดว่าท่านย่าคงมารับเขาเป็นแน่ อวี้หย่งจวี๋นั้นลืมตัววิ่งเข้าหาแม่เฒ่าเว่ยอย่างตื่นเต้น

   

   แม้เด็กๆจะยังแค้นเคืองอยู่บ้าง แต่ก็ลืมง่ายยิ่งนัก เขาอยู่บ้านตายายแค่สองสามวัน ก็ลืมเรื่องที่แม่เฒ่าเว่ยดุเขาไปจนหมดสิ้นแล้ว ตอนนี้พอเห็นนางมาก็อยากจะเข้าไปอ้อนในอ้อมกอดของผู้เป็นย่า

   

   แต่เด็กชายยังไม่ทันวิ่งเข้าไป ก็เห็นว่าท่านย่าดูเหมือนจะชอบซิ่งซิ่งมาก

   

   อวี้หย่งจวี๋ยืนงงอยู่กับที่

   

   ส่วนซิ่งซิ่ง แม้จะกำหวีเล็กๆของตัวเองไว้แน่น แต่ก็รู้สึกเหมือนมีคนกำลังมองพวกนางอยู่

   

   ซิ่งซิ่งมองซ้ายมองขวาอย่างสงสัย แล้วก็เห็นอวี้หย่งจวี๋ที่ยืนอยู่หลังแผงขายของเล็กๆกำลังมองมาทางตนกับท่านย่าอย่างเหม่อลอย

   

   ซิ่งซิ่งไม่ได้คิดอะไรมาก ร้องเสียงดังด้วยความดีใจว่า

   

   "ท่านย่า นั่นพี่จวี๋เจ้าค่ะ!"



 บทที่ 20: เก็บมันไว้เองเถอะ


   

   ยิ่งคิด แม่เฒ่าเว่ยก็ยิ่งโมโห นางจึงก้าวยาวๆไปหาอวี้หย่งจวี๋โดยพลัน และเมื่อเด็กชายเห็นท่านย่าของตนเป็นเช่นนั้น ก็รู้สึกน้อยใจยิ่ง จึงหันหลังกลับวิ่งหนีไป

   

   แม่เฒ่าเว่ยถึงกับอึ้งไป “อวี้หย่งจวี๋!”

   

   หญิงชราไม่กล้าชะล่าใจ จึงรีบดึงซิ่งซิ่งวิ่งไล่ตามไป พวกเขาไล่ตามอยู่นาน ในที่สุดก็ตามอวี้หย่งจวี๋ได้ทัน แม่เฒ่าเว่ยจึงคว้าแขนของหลานชายไว้

   

   แม่เฒ่าเว่ยอายุมากแล้ว วิ่งเหนื่อยหอบจนพูดไม่ออก ได้แต่จับแขนอวี้หย่งจวี๋ไว้ก่อน

   

   ซิ่งซิ่งเองก็หอบจนตัวโยนเช่นกัน จึงทรุดตัวลงนั่งกับพื้น หายใจถี่รัว

   

   อวี้หย่งจวี๋นั้นเริ่มรู้สึกผิดขึ้นมาเล็กน้อย ขณะที่กำลังจะเปิดปาก ท่าทางราวกับจะพูดอะไรออกไป ทันใดนั้น แม่ซูกับซูโหรวเอ๋อร์ ผู้เป็นยายและแม่ของเขาซึ่งออกตามหาก็มาพบเข้าพอดี

   

   ซูโหรวเอ๋อร์เห็นแม่เฒ่าเว่ยจับแขนลูกชายตนเองก็เข้าใจผิดในทันที นางคิดว่าแม่สามีกำลังจะพาอวี้หย่งจวี๋ไป

   

   ทันใดนั้น นางก็โกรธจัด "ท่านแม่ นี่ท่านกำลังจะทำอันใดกันแน่! จะขโมยลูกชายข้าไปหรือไร!"

   

   พูดจบ นางก็ดึงอวี้หย่งจวี๋จากอ้อมแขนของแม่เฒ่าเว่ยอย่างแรง แล้วดึงมาไว้ข้างหลังตัวเอง

   

   เนื่องจากตอนนี้ซูโหรวเอ๋อร์อยู่ที่บ้านแม่ของตัวเอง นางจึงกล้าพูดมากขึ้น บวกกับที่สะสมความไม่พอใจที่มีต่อแม่เฒ่าเว่ยไว้ในใจอยู่แล้ว จะให้นางวางตัวเป็นลูกสะใภ้ที่ดีต่อได้อย่างไร?

   

   แม้แม่ซูจะรู้สึกว่าท่าทีของลูกสาวไม่ค่อยเหมาะสมนัก แต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าลูกสาวของตนเป็นคนในเมือง การที่ต้องแต่งงานกับอวี้ซานเป้าก็ถือว่าเป็นการแต่งงานต่ำกว่าฐานะยิ่ง!

   

   แบบนี้แล้ว คนตระกูลอวี้ยังกล้าทำไม่ดีกับลูกสาวของนางอีกหรือ!

   

   สมน้ำหน้า!

   

   ดังนั้น แม่ของซูโหรวเอ๋อร์จึงไม่พูดอันใด เพียงยืนกอดอกมองเฉยๆ

   

   สีหน้าของแม่เฒ่าเว่ยเย็นชาลง นางยืดตัวขึ้น หายใจเข้าออกให้เป็นปกติ แล้วพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า

   

   "ข้ายังมิได้ถามพวกเจ้าเลย วันนี้คนเยอะขนาดนี้ อวี้หย่งจวี๋เป็นเด็กอายุแค่สี่ขวบ พวกเจ้าปล่อยให้เขาวิ่งเล่นในตลาดคนเดียวได้อย่างไร?! ไม่กลัวเขาถูกคนอื่นลักพาตัวไปหรือไร?!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยพูดจาไม่ไว้หน้า ซูโหรวเอ๋อร์ถึงกับชะงักไปชั่วขณะ ในใจของนางนั้นพลันเต็มไปด้วยความรู็สึกเหลือเชื่อยิ่ง

   

   ‘ไม่ใช่ว่าท่านแม่จะมาขอร้องให้นางกลับไปหรอกหรือ?!’

   

   เหตุใดยังกล้าดุด่านางเช่นนี้อีก!

   

   แม่ซูไม่พอใจเท่าใดนัก "ท่านแม่เฒ่า พูดแบบนี้ไม่ถูกนะเจ้าคะ พวกข้าจะเอาเชือกผูกลูกหลานไว้กับเอวได้อย่างไร เด็กอยากเล่น อยากวิ่งออกไปข้างนอก มันก็เรื่องธรรมดาไม่ใช่หรือ? พอพวกข้ารู้ว่าเด็กหายก็รีบออกมาตามแล้วนี่ไง"

   

   แม่เฒ่าเว่ยพูดเสียงเย็นชา "ข้ายอมพูดจาไม่น่าฟัง ดีกว่าปล่อยให้เด็กหายแล้วมาร้องไห้ทีหลัง!"

   

   แม่ของซูโหร่วเอ๋อร์โกรธจนมองนางตาขวาง

   

   ซิ่งซิ่งซ่อนอยู่ข้างหลังแม่เฒ่าเว่ยด้วยความกลัว

   

   สายตาของซูโหรวเอ๋อร์นั้นเฉียบคม นางเห็นเสื้อที่ซิ่งซิ่งสวมใส่อยู่ ผ้านั้นเป็นผืนเดียวกับที่ตนเคยได้จากแม่สามี ตั้งใจจะเอาไว้ตัดเสื้อให้ลูกชาย!

   

   แถมในมือซิ่งซิ่งยังกำหวีอันใหม่อยู่ เห็นได้ชัดว่าเป็นของที่เพิ่งซื้อ!

   

   ซูโหรวเอ๋อร์โกรธขึ้นมาทันที

   

   "ท่านแม่!" นางร้องเสียงดังเรียกแม่ของตน "ท่านแม่เห็นแล้วหรือไม่?! เสื้อที่เด็กนั่นใส่คือเสื้อใหม่ของลูกชายข้า ยังทำไม่เสร็จด้วยซ้ำ!"

   

   แม่ซูขมวดคิ้ว นางเคยได้ยินลูกสาวเล่าให้ฟังว่า แม่สามีลำเอียงเข้าข้างเด็กที่เก็บมาเลี้ยงคนหนึ่ง ถึงขั้นเอาเสื้อใหม่ของหลานชายไปแก้ให้เด็กคนนั้นใส่!

   

   ตอนนี้นางได้เห็นกับตาตัวเองแล้ว!

   

   "ท่านแม่เฒ่า นี่มันมากเกินไปแล้วนะกระมัง! เอาเสื้อผ้าของพี่จวี๋ไปให้คนอื่นใส่ เช่นนี้จะเรียกว่าเป็นย่าคนได้อย่างไร!" แม่ซูพูดอย่างไม่พอใจ

   

   ซิ่งซิ่งเห็นว่าตอนนี้ทุกคนหันมาสนใจตนเอง จึงรู้สึกประหม่า มือเล็กๆเผลอไปดึงชายเสื้อโดยไม่รู้ตัว

   

   "แม่เฒ่าซู" แม่เฒ่าเว่ยหัวเราะเย็นชา "ตอนนั้นข้าถามพี่จวี๋แล้ว เขาก็บอกว่าเขาไม่เอาแล้ว นี่มันก็ผ้าของข้า พอพี่จวี๋ไม่เอา ข้าจะเอาไปให้หลานสาวข้าใส่บ้างมิได้หรืออย่างไร ยิ่งกว่านั้น เรื่องเล็กน้อยอย่างเรื่องเสื้อผ้านี่มันก็เรื่องของบ้านข้า เจ้าไม่มีสิทธิ์มายุ่งเกี่ยวเสียหน่อย บ้านซูมายุ่งวุ่นวายที่นี่ทำไม อยากให้บ้านตระกูลเฉียนมาวุ่นวายกับธุระโกงการของบ้านตระกูลซูบ้างหรือ?"

   

   แม่ซูถึงกับพูดไม่ออก

   

   บ้านตระกูลเฉียนคือบ้านเดิมของลูกสะใภ้ตนโต ก็ไม่ใช่บ้านที่ควรจะเข้าไปยุ่งด้วยเหมือนกัน เพราะคนพวกนั้นช่างน่ารำคาญเกินจะกล่าว

   

   ซูโหรวเอ๋อร์ร้องเรียก "ท่านแม่" อย่างไม่พอใจ แต่คำนี้กลับเป็นการเรียกแม่เฒ่าเว่ย

   

   นางกอดลูกชายตนพร้อมกับเบะปาก "หากว่าท่านจะมาทะเลาะกับแม่ข้าเช่นนี้ ข้าจะไม่กลับไปกับท่านหรอก"

   

   "ใช่แล้ว!" แม่ซูตั้งสติได้แล้วจึงพยักหน้าเห็นด้วย "ข้าไม่ได้จะว่าอะไรนะ แต่เรื่องก่อนหน้านี้ที่เจ้าด่าลูกสาวข้ามันมากเกินไป! แล้วยังมีลูกชายคนที่สามของเจ้าอีก ที่คิดจะลงมือกับลูกสาวข้า! นี่เจ้าบ้าไปแล้วหรือ! เรื่องนี้บ้านตระกูลซูของเราไม่ยอมแน่ๆ จะให้โหรวเอ๋อร์กลับไปกับเจ้าง่ายๆแบบนี้มิได้!"

   

   แม่เฒ่าเว่ยได้ยินดังนั้นก็รู้ทันทีว่า ซูโหรวเอ๋อร์และแม่ของนางกำลังเข้าใจผิด

   

   นางแค่นหัวเราะเบาๆ แล้วจูงมือซิ่งซิ่งพลางพูดว่า “ไม่กลับก็ไม่กลับสิ คิดว่าข้าอยากอยู่มากนักหรือ! อยากจะอยู่ที่นี่นานแค่ไหนก็เชิญ พวกเจ้ามันคนเมือง ส่วนพวกข้าเป็นแค่ชาวบ้านบนเขา จะไปคู่ควรกับสาวเมืองอย่างพวกเจ้าได้อย่างไรกัน!”

   

   พูดจบ นางก็จูงมือซิ่งซิ่งหันหลังเดินจากไปอย่างไม่ไยดี ทำให้แม่ซูกับซูโหรวเอ๋อร์ยืนงงเป็นไก่ตาแตกอยู่ตรงนั้น

   

   พอตกเที่ยง แม่เฒ่าเว่ยก็ยืนรอไป๋เสี่ยวเฟิ่งอยู่ที่หน้าประตูเมือง

   

   ไม่นานก็เห็นไป๋เสี่ยวเฟิ่งเดินหอบเล็กน้อยตรงเข้ามา แต่ดวงตากลับเป็นประกาย ชัดเจนว่างานปักของนางน่าจะขายได้ราคาดี

   

   ส่วนขายได้เท่าไหร่นั้น แม่เฒ่าเว่ยไม่คิดจะถาม

   

   สายตาของไป๋เสี่ยวเฟิ่งมองไปเห็นถุงข้าวสารที่แม่เฒ่าเว่ยถืออยู่ก็เบิกกว้างขึ้นทันที ไม่คิดเลยว่าแม่ของนางจะซื้อข้าวสารมาด้วย

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรีบพูดขึ้นว่า “ท่านแม่ ถือถุงข้าวสารแบบนี้มันหนัก ให้ข้าถือให้เถิดเจ้าค่ะ”

   

   ว่าจบ นางก็รีบเข้าไปรับถุงข้าวสารหยาบมาถือไว้ แม่เฒ่าเว่ยปล่อยให้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งถือไปโดยดี

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งรายงานกับแม่สามีโดยไม่รอให้ถาม "ท่านแม่ ครั้งนี้ข้าเอาผ้าปักมาสี่ชิ้น พี่สะใภ้ฝากมาอีกสามชิ้น... แต่ท่านก็น่าจะรู้ว่าร้านผ้าเขาให้ราคาดีงานปักของข้าดีกว่า เลยขายได้สี่สิบแปดอีแปะ ส่วนของพี่สะใภ้ได้แค่สามสิบ"

   

   แม่เฒ่าเว่ยพยักหน้า "งานปักของเจ้าดีกว่า ได้เงินมากกว่าพี่สะใภ้ก็สมควรแล้ว"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งได้ยินแม่สามียกย่องก็ยิ้มแก้มปริ รีบควักเงินส่วนหนึ่งยื่นให้ตามธรรมเนียม

   

   แต่แม่สามีมองหน้าไป๋เสี่ยวเฟิ่งแวบหนึ่งแล้วเอ่ย "ช่างเถอะ ช่วงนี้พวกเจ้ากำลังลำบาก เก็บไว้ใช้เองเถอะ"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งถึงกับตะลึง พอตั้งสติได้หัวใจก็เต้นระรัวแทบจะหลุดออกมา!

   

   แม่สามี... ให้นางเก็บไว้ใช้เองทั้งหมดเลยหรือ?

   

   นี่แกล้งทดสอบนาง หรือว่าพูดจริง?

   

   มือของไป๋เสี่ยวเฟิ่งสั่นเทา

   

   แม่สามีเหลือบมองอย่างขุ่นเคืองใจ "ถ้าเจ้าถือกระสอบข้าวมิไหว ข้าจะถือเอง ระวังอย่าทำข้าวสารหกเลอะเทอะล่ะ!"

   

   เสียงบ่นอันคุ้นเคยของแม่สามีทำให้ไป๋เสี่ยวเฟิ่งสะดุ้ง รีบตอบไปว่า "ท่านแม่ ข้าถือไหว ข้าจะถือเองเจ้าค่ะ!"

   

   ไป๋เสี่ยวเฟิ่งกำปากถุงแน่นด้วยความตื่นเต้นจนทำอะไรไม่ถูก!

   

   แบบนี้แสดงว่าแม่สามียอมให้นางเก็บเงินที่ขายงานปักได้ไว้กับตัวจริงๆ!

   

   “เอ่อ ท่านแม่ นี่...นี่...” ไป๋เสี่ยวเฟิ่งพูดติดขัดด้วยความตื่นเต้น

   

   งานปักนี้ ในหนึ่งเดือนนางสามารถทำได้สี่ชิ้น สามารถทำเงินได้สี่สิบอีแปะเศษ หนึ่งปีก็ปาเข้าไปเกือบครึ่งตำลึงเงิน นี่มันเงินเก็บส่วนตัวชัดๆ!

   

   ถ้าเก็บสะสมไปอีกหลายปี นี่ไม่ใช่เงินจำนวนน้อยๆแน่นอน!

   

   แม่สามีเข้าใจความตื่นเต้นของลูกสะใภ้คนรองดี

   

   ลูกชายหลายคนก็ค่อยๆโตเป็นหนุ่มขึ้นมาแล้ว ในฐานะแม่ ถ้าไม่มีเงินเก็บส่วนตัวไว้บ้าง ในใจคงรู้สึกไม่ดีนัก

   

   หลายปีก่อน ช่วงนั้นลำบากกันทั้งบ้าน ทุกคนต้องสามัคคีกัน ร่วมแรงร่วมใจกัน ใช้จ่ายเงินทองร่วมกัน ถึงจะผ่านช่วงเวลาลำบากมาได้

   

   ตอนนี้ ชีวิตก็เริ่มดีขึ้นแล้ว นางก็ไม่ใช่แม่สามีใจร้าย อะไรที่เป็นรายได้เสริมจากงานฝีมือของลูกสะใภ้ นางจะไปยึดไว้กับตัวได้อย่างไร

   

   “เอาล่ะ เรากลับบ้านกันเถอะ” แม่เฒ่าเว่ยเอ่ยปากด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย

   

   "ได้เจ้าค่ะ!" ไป๋เสี่ยวเฟิ่งในตอนนี้รู้สึกคิดถึงบ้านใจจะขาด อยากรีบกลับบ้านไปเก็บเงินสี่สิบแปดอีแปะที่อยู่ในอ้อมอกให้ดี!



จบตอน

Comments