sister ep103

 ตอนที่ 103: ไม่อาจปล่อยวาง



“รูปลักษณ์อะไร?”

จ้าวไป่จือคล้ายจะนึกบางอย่างขึ้นได้จึงเดินย้อนกลับมา ประจวบเหมาะกับได้ยินฉีเซิ่งนินทาว่าร้าย

ฉีเซิ่งยื่นหน้ามาใกล้ถังฉีอีกนิด จนศีรษะของทั้งสองแทบจะแนบชิดกัน

สีหน้าของจ้าวไป่จือพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม ฉายแววไม่เป็นมิตร รู้สึกราวกับว่ามีบางสิ่งอัดแน่นอยู่ในอก

“ข้ารู้จักคนผู้นี้มาตั้งแต่เด็ก เจ้าไม่รู้อะไร เขาเป็นพวกปากปราศรัยใจเชือดคอ...”

ฉีเซิ่งชะงักไปกลางประโยค รู้สึกว่ามีบางอย่างไม่ชอบมาพากล ก่อนจะค่อยๆหันกลับไปมอง และเห็นร่างสูงสง่ายืนอยู่ไม่ไกล

“ฮ่ะๆ เอ่อ… ไป่จือ ข้ากับฉีเอ๋อร์กำลังคุยกันถึงเสี่ยวเอ้อร์ที่ร้านน่ะ เขากำลังเกี้ยวพาราสีหญิงสาวผู้หนึ่ง…”

ฉีเซิ่งดิ้นรนอย่างสิ้นหวัง…

“อ้อ ไม่ยักรู้ว่าเจ้ามีเสี่ยวเอ้อร์ที่สนิทกันมากและรู้จักกันมาตั้งแต่เด็ก?”

เมื่อกล่าวจบ ดวงตาของจ้าวไป่จือหรี่ลงเล็กน้อย ผู้ที่คุ้นเคยกับเขาต่างรู้ดีว่าท่าทีเช่นนี้หมายความว่า เขากำลังสะกดกลั้นโทสะ!

ฉีเซิ่งเองก็ย่อมรู้ บัดนี้เขารู้สึกหนาวสะท้านไปทั้งแผ่นหลัง และนึกเสียใจที่นินทาจ้าวไป่จือใต้จมูกเจ้าตัวเช่นนี้

บนโลกนี้ไม่ยาแก้รักษาโรคเสียใจภายหลัง*!

* สำนวน 世界上没有后悔药 ใช้เตือนสติว่า ก่อนทำอะไรควรคิดให้ดีก่อน

“ใช่แล้วใช่แล้ว เจ้าก็รู้มาตลอดนี่ว่าข้าเป็นผู้มีความคิดลึกซึ้ง”

ฉีเซิ่งแก้ตัวด้วยสีหน้ากระดาก

“อืม ข้ารู้มาตลอดว่าคุณชายฉีของเรายุ่งกับการจัดการงานมากมายไม่เว้นแต่ละวัน ในเมื่อวันนี้เจ้าอุตส่าห์มีเวลาว่าง เหตุใดไม่ไปช่วยพวกท่านป้าท่านน้าทำงานเหล่านี้เสียเลย? ฉีฉีบอกว่าไหสุราเหล่านี้ต้องผ่านการฆ่าเชื้อ บางทีงานที่ต้องอาศัยแรงกายเช่นนี้ เจ้าน่าจะรับมือไหว ร่างกายจะได้ไม่หย่อนยาน”

จ้าวไป่จือชะงักไปครู่หนึ่ง สายตาเยือกเย็นมองฉีเซิ่งที่เวลานี้ปรารถนาจะแทรกแผ่นดินหนีเสียให้ได้

“สหายฉี เจ้าคงไม่คิดว่าลำบากเกินไปกระมัง?”

“ไม่ลำบาก ไม่ลำบากเลย! วันนี้ข้ามาที่นี่เพื่อช่วยฉีเอ๋อร์ทำงานอยู่แล้ว ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”

ฉีเซิ่งไหนเลยจะกล้าปฏิเสธ เขารีบวิ่งออกไปสุดชีวิต

“ในเมื่อเสี่ยวเอ้อร์มัวแต่ไปไล่เกี้ยวพาราสีหญิงสาว งานนี้เจ้าคงต้องรับหน้าที่หนักเพียงคนเดียวเสียแล้ว แต่ถึงอย่างไร การส่งเสริมผู้อื่นย่อมเป็นเรื่องดีเสมอ”

มองดูฉีเซิ่งกุลีกุจอวิ่งออกไป จ้าวไป่จือกล่าวอย่างผ่อนคลาย

"ข้าเข้าใจแล้ว!"

ฉีเซิ่งเกรงว่าหากยังชักช้า จ้าวไป่จือจะเพิ่มเงื่อนไขที่ไม่เป็นธรรม เขาจึงรีบหลบลี้หนีหน้า

เขาไม่ได้กล่าวลาถังฉีด้วยซ้ำ

“พี่ใหญ่ฉีช่างกระตือรือร้นดีจริง”

ใบหน้าของถังฉีเผยแววประหลาดใจ นางเห็นการแข่งขันระหว่างบุรุษทั้งสองอย่างชัดเจน

และฉีเซิ่งก็แพ้ราบคาบ!

“ข้าไปกินข้าวก่อน จะตามช่วยทีหลัง”

จ้าวไป่จือหันมาบอกถังฉี ก่อนจะกลับเข้าไปในบ้านอีกครั้ง

ตลอดช่วงเช้า ถังฉีเฝ้าดูหญิงสาวชาวบ้านล้างองุ่นและตากให้แห้ง

ส่วนนางเองก็คัดองุ่นที่ไม่ได้คุณภาพออก

ขณะที่ฉีเซิ่งใช้สุราเข้มข้นฆ่าเชื้อไหสุรา ไหแล้วไหเล่าจนหมดสิ้นเรี่ยวแรง

แต่กระนั้นเขาก็ไม่กล้าหยุดทำงาน รู้สึกราวกับมีดวงตาคู่หนึ่งจับจ้องมาที่เขาเป็นครั้งคราว

เมื่อถึงเที่ยงวัน องุ่นที่ล้างเสร็จเรียบร้อยก็แห้งดีแล้ว  ถังฉีจึงให้หญิงสาวชาวบ้านช่วยกันบดองุ่นแล้วใส่ลงในไหสุราที่ผ่านการฆ่าเชื้อ

แม้เหล่าคนงานสตรีจะไม่เข้าใจถึงเจตนารมณ์ของถังฉี แต่พวกนางก็ปฏิบัติตามอย่างแข็งขัน

ในที่สุดฉีเซิ่งก็มีเวลาให้ยืดเหยียดร่างกายและพักผ่อนได้สักพัก

องุ่นทั้งหมดถูกบรรจุลงในไหสุรา พร้อมกับที่ดวงอาทิตย์ค่อยๆลาลับขอบฟ้าทางทิศตะวันตก

บรรดาแรงงานสตรีได้รับค่าจ้างแล้ว พวกนางก็พร้อมจะแยกย้ายกันกลับ แต่ถังฉีเรียกรั้งทุกคนไว้

“ท่านป้าและท่านน้า ตามที่พวกท่านอาจคาดเดาได้ สิ่งที่ข้าทำในวันนี้คือการหมักสุราผลไม้ชนิดหนึ่ง แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่ากระบวนการยังไม่เสร็จสมบูรณ์ ยังมีขั้นตอนอีกนับไม่ถ้วน หากพวกท่านนำวิธีนี้ไปลองทำที่บ้านและเกิดผิดพลาดขึ้นมา พวกท่านจะมาตำหนิข้าไม่ได้” ถังฉีกล่าวอย่างจริงจัง

“อา... สุราผลไม้อย่างนั้นหรือ? เครื่องดื่มชั้นเลิศเช่นนี้ไม่ใช่สิ่งที่สาวชาวบ้านอย่างเราอาจเอื้อมได้ง่ายๆอยู่แล้ว!” เหล่าหญิงสาวชาวบ้านกล่าวพลางส่ายศีรษะ  บ่งบอกว่าพวกนางไม่คิดจะลอบกลั่นเองหรือแบ่งปันกระบวนการผลิตสุรากับผู้ใด

ถังฉีจึงพยักหน้าด้วยความพึงพอใจ

นางไม่กลัวว่าสตรีเหล่านี้จะพยายามกลั่นสุราเอง ไม่ว่าพวกนางจะกลั่นได้สำเร็จหรือไม่ก็เรื่องหนึ่ง แต่หากปราศจากขั้นตอนต่อๆมา ต่อให้กลั่นสำเร็จ ก็จะมีอายุการเก็บรักษาได้ไม่นานอยู่ดี

ดังสำนวนโบราณว่าไว้ 'เรื่องที่ฟังไม่เข้าหูให้พูดก่อน**' ถือว่านางได้บอกกับชาวบ้านแล้ว หากพวกนางยังดันทุรังกลั่นสุราด้วยตนเองแล้วประสบปัญหา ก็ไม่เกี่ยวอะไรกับนาง!

** 丑话说在前头 หมายถึง ก่อนพูดคุยกันให้เอาเรื่องที่ไม่ดี หรือเรื่องที่อาจทำให้ไม่สบายใจมาพูดคุยกันก่อนเป็นเรื่องแรก เพื่อป้องกันการเกิดความขัดแย้งหรือเข้าใจผิด

จากนั้น พวกสาวชาวบ้านก็ถามถังฉีเผื่อว่านางจะให้คำแนะนำใดเพิ่มเติม ก่อนจะกลับบ้านพร้อมค่าจ้างอย่างมีความสุข

ไม่นานหลังจากที่ชาวบ้านจากไป พี่น้องตระกูลถังก็กลับมาจากสำนักศึกษา

ทว่าถังเจียงยังไม่กลับ เพราะเศรษฐีในเมืองชิงเหลียงผู้หนึ่งล้มป่วยกะทันหัน

เสมียนจากร้านขายยาจี้ซื่อกลับมารายงานต่อถังฉี

หลังจากวันที่วุ่นวาย ถังฉีก็ทำอาหารเย็นโดยเน้นว่าสารอาหารต้องสมดุล

หลังอาหารเย็น ถังฉีนำน้ำตาลที่นางเตรียมไว้ออกมาและโรยองุ่นเป็นชั้นๆ

เมื่อทำทั้งหมดเสร็จเรียบร้อย พระจันทร์เสี้ยวก็แขวนดวงสูงขึ้นไปกลางท้องฟ้า

ถังฉีลากร่างกายที่เหนื่อยล้ากลับไปยังห้องของตนเอง หลังจากชำระล้างร่างกายและกำลังจะเข้านอน จู่ๆ เสียงเคาะประตูก็ดังขึ้น

“ฉีเอ๋อร์ พ่อเอง” เสียงที่ค่อนข้างอ่อนแรงของถังอู่ดังมาจากนอกห้อง

"มาแล้วเจ้าค่ะ!" ถังฉีรีบตอบแล้วเดินไปเปิดประตู

“ท่านพ่อ ดึกป่านนี้แล้ว เกิดอะไรขึ้น...?” ทีแรกนั้น ถังฉีคิดว่ามีบางอย่างเกิดขึ้นจนบิดาต้องเรียกหา

ก่อนจะทันได้จบประโยค นางก็เห็นว่าถังอู่ถือปิ่นปักผมไม้สองสามอันอยู่ในมือ

ปลายปิ่นประดับด้วยไข่มุกและด้ายสีทองห้อยเป็นพู่ ส่องแสงเรืองรองภายใต้แสงจันทร์

แม้แต่ถังฉีที่คุ้นเคยกับการเห็นสินค้าหรูหราจนชินตา ยังรู้สึกว่าปิ่นปักผมไม้ท้อฝีมือถังอู่งดงามเป็นพิเศษ

“โอ้โฮ ท่านพ่อ ท่านแกะสลักปิ่นปักผมเหล่านี้ด้วยตัวเองหรือ? ช่างสวยเหลือเกิน!” ดวงตาของโฉมงามเป็นประกายทันที หยิบปิ่นปักผมไม้จากมือของบิดาขึ้นมาเชยชม

เสียงไม้กระทบกันคมชัดและดังก้องในค่ำคืนอันเงียบสงบ

“ใช่แล้ว วันนี้พวกเจ้ายุ่งกันอยู่ที่ลานบ้าน ข้าเองก็ช่วยอะไรไม่ได้มาก จึงเอาเวลามาแกะสลักปิ่นปักผมเหล่านี้” ถังอู่กล่าวพลางเกาศีรษะอย่างเคอะเขินเมื่อเห็นรอยยิ้มกว้างบนใบหน้าของบุตรสาว

ขอเพียงบุตรของเขาพอใจ ถังอู่ก็ไม่อาจมีสิ่งใดภาคภูมิใจไปมากกว่านี้!

“ท่านพ่อ หากท่านบอกว่าครั้งหนึ่งท่านเคยเรียนรู้มาจากร้านขายเครื่องประดับ ข้าก็คงเชื่อสนิทใจ!” ถังฉีหมุนปิ่นปักผมไม้พลางยกขึ้นเหนือศีรษะเป็นครั้งคราว เพื่อสำรวจลักษณะของมัน

ถังอู่มองออกว่าถังฉีถูกอกถูกใจปิ่นปักผมไม้ที่เขาแกะสลักมากเพียงใด

มองดูพู่ไข่มุกที่ห้อยระย้า ดวงตาของบุรุษวัยกลางคนก็ฉายแววเศร้าโศก 

ถังฉีหันกลับมาพอดีจึงสังเกตเห็นอย่างชัดเจน


 

--- จบตอน ---

Comments