ตอนที่ 114: บุตรนอกสมรส
นายอำเภออุทานด้วยความประหลาดใจ
“พวกเรารู้จักกันตั้งแต่เด็ก”
โจวเฉิงกวงกล่าวด้วยสีหน้าหยอกเย้า
“ซื่อจื่อยกยอข้าเกินไปแล้ว” ฉีเซิ่งกล่าวอย่างสุขุม
“ดูเหมือนนายอำเภอจะไม่ทราบว่า เจ้าเป็นบุตรนอกสมรสของท่านโหว*เฉิงเอิน"
โจวเฉิงกวงมองไปยังฉีเซิ่งพลางยิ้มกล่าว
* บรรดาศักดิ์ชั้น ‘โหว’ (侯) ได้รับยศจากการสืบสกุล หรือได้รับพระราชทานจากฮ่องเต้ เนื่องจากมีความดีความชอบ
เมื่อได้ยินดังนั้น นายอำเภอถึงกับตะลึงพรึงเพริด!
ทั้งเชื้อพระวงศ์และขุนนางชั้นสูงเหตุใดจึงมาอยู่ในเมืองชิงเหลียงเล็กๆของเขา!
แม้ฉีเซิ่งจะเป็นบุตรนอกสมรสของท่านโหวเฉิงเอิน แต่ขุนนางชั้นผู้น้อยอย่างเขาก็ไม่อาจล่วงเกินได้!
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ในฐานะนายอำเภอเมืองชิงเหลียง เขามีปฏิสัมพันธ์กับฉีเซิ่งในโอกาสต่างๆนับครั้งไม่ถ้วน
นายอำเภอใคร่ครวญอย่างรวดเร็ว ว่าตนเคยสร้างความบาดหมางต่อเขาหรือไม่...
“เฮอะๆ ข้าก็ไม่คาดคิดว่าซื่อจื่อจะเป็นที่โปรดปรานขององค์ฮ่องเต้ ทั้งยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นราชทูตในการบรรเทาภัยพิบัติครั้งนี้”
ฉีเซิ่งกล่าว คล้ายว่าชมเชยโจวเฉิงกวง แต่จริงๆแล้ว ทั้งคู่ต่างก็ชี้ให้เห็นถึงข้อบกพร่องของกันและกัน
ฟังบทสนทนาของพวกเขา นายอำเภอก็อดไม่ได้ที่จะมีเหงื่อเย็นๆผุดพราย เขาขยับตัวอย่างเงียบๆ และพยายามจะออกไปจากตรงนี้
เพราะการสนทนาระหว่างทั้งสอง ไม่ใช่สิ่งที่นายอำเภอผู้ต่ำต้อยอย่างเขาควรรับรู้!
“ท่านนายอำเภอ วันนี้ท่านคงขวัญเสียมาก กลับจวนไปพักผ่อนก่อนเถอะ”
โจวเฉิงกวงโบกมือ นายอำเภอจึงรู้สึกโล่งใจทันที รีบโค้งคำนับแล้วจากไป
ราวกับถูกสุนัขดุร้ายไล่ล่า
“ข้าก็คงต้องขอตัวเช่นกัน” ฉีเซิ่งโค้งคำนับให้โจวเฉิงกวง สีหน้าเยือกเย็น
แม้พวกเขาจะไม่ใช่ศัตรูทางการเมือง แต่ก็ไม่มีความขัดแย้งระหว่างคนทั้งสองในเมืองหลวง
พวกเขาพบกันเป็นครั้งคราวในงานเลี้ยงเพียงไม่กี่ครั้ง แน่นอนว่าเขาเป็นเพียงบุตรนอกสมรสที่ตระกูลของท่านโหวเฉิงเอินไม่ได้ให้ความสำคัญ โดยเข้าร่วมงานเลี้ยงเพื่อเติมเต็มความครึกครื้นเท่านั้น
เหตุผลที่พวกเขายังจำกันได้ ก็เนื่องมาจากเรื่องหนึ่ง…
ครั้งหนึ่ง ฉีเซิ่งเชื่อว่าความรู้อันกว้างขวางของเขาไม่ควรถูกละเลยโดยท่านโหวผู้เป็นบิดา ดังนั้นเขาจึงพยายามทำตัวโดดเด่นในงานเลี้ยงต่างๆ เพื่อแสดงความสามารถและพรสวรรค์ที่แท้จริงของตนเอง
แน่นอนว่าเรื่องเช่นนี้ทำให้ฮูหยินใหญ่ไม่พอใจ!
ท้ายที่สุดแล้ว ความเป็นเลิศของเขาก็สามารถขโมยความรุ่งโรจน์ที่ควรเป็นของบุตรชายผู้เป็นทายาทสืบสกุล ทำให้สถานะของเขาในตระกูลเต็มไปด้วยความยากลำบาก
ในที่สุด เขาก็ถูกบีบให้ออกจากจวน ก่อนออกเดินทาง เขาสาบานว่าจะทำให้บิดาตระหนักถึงคุณค่าของเขา!
ดังนั้น เรื่องราวของฉีเซิ่งจึงเป็นที่กล่าวถึงในแวดวงนั้น
และในฐานะบุตรชายผู้เป็นที่โปรดปรานที่สุดของอ๋องแห่งแดนเหนือ โจวเฉิงกวงจึงเป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวาง ดังนั้นเมื่อพบหน้ากัน พวกเขาจึงจำตัวตนของกันและกันได้ทันที
"อา สหายฉี สุดท้ายแล้ว เราทั้งคู่อุตส่าห์มีวาสนาได้มาพบกันในเมืองชิงเหลียงอันห่างไกล เหตุใดไม่มาร่ำสุราด้วยกันสักหน่อยล่ะ?"
การเสนอมิตรภาพอย่างกะทันหันของโจวเฉิงกวงยังทำให้ฉีเซิ่งประหลาดใจนัก
"ขอบคุณสำหรับน้ำใจของซื่อจื่อ แต่เพราะมีผู้ลี้ภัยที่หิวโหยอยู่นอกเมือง รอจนกว่าภัยแล้งจะสิ้นสุด ค่อยร่ำสุราด้วยกันยังไม่สาย"
ฉีเซิ่งผ่านพ้นยุคสมัยแห่งการแข่งขันอย่างเปิดเผยมานาน จึงกลายเป็นผู้ที่ยับยั้งชั่งใจได้ดีเป็นพิเศษ
ยิ่งไปกว่านั้น หลังจากใช้เวลาสั่งสอนถังเจียงมาหลายปี บุคลิกของเขาก็สุขุมยิ่งขึ้น
ความสัมพันธ์ของทั้งสองเป็นทั้งอาจารย์และสหาย
“ดี ไม่คิดว่าเจ้าจะมีจิตใจเมตตาถึงเพียงนี้ ไว้พบกันใหม่หลังภัยแล้งสิ้นสุด”
โจวเฉิงกวงไม่ได้ทำให้ฉีเซิ่งลำบากใจ
ท้ายที่สุดแล้ว ด้วยวิกฤตภัยแล้งที่มาเยือน ผู้ลี้ภัยมากมายต้องพเนจรพลัดถิ่น เวลานี้จึงไม่เหมาะจะร่ำสุราเพื่อความสำราญ
แม้จะไกลจากองค์ฮ่องเต้ แต่เขาเชื่อว่ามีสายตามากมายคอยเฝ้าดูทุกการเคลื่อนไหวของเขา!
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
หลังจากกล่าวเช่นนี้ ฉีเซิ่งก็ถือล่วมยา**เดินจากไปอย่างช้าๆ และครั้งนี้โจวเฉิงกวงไม่ได้รั้งเขาไว้
** ล่วมยา เป็นของใช้โบราณ ใช้ใส่ยาหรือเครื่องมือสำหรับรักษาโรค มีทั้งทำด้วยผ้า ไม้ และโลหะ
….............
แสงอาทิตย์อัสดงค่อยๆสาดลงมาบนเกวียนเทียมวัว
ถังฉีและถังเจียงนั่งบนเกวียนเทียมวัว มุ่งหน้าไปยังหมู่บ้านตระกูลถัง ดวงตากึ่งหลับกึ่งตื่น
ถังหม่านกุ้ยที่กำลังขับเกวียนเทียมวัวก็ดูเหนื่อยล้ามากเช่นกัน
พวกเขาปรุงและแจกจ่ายโจ๊กอย่างต่อเนื่องตลอดบ่ายโดยไม่ได้หยุดพัก
“เฮ้อ เห็นผู้ลี้ภัยได้กินอาหารแล้ว รู้สึกเบาใจขึ้นเยอะ”
ถังหม่านกุ้ยกล่าวพลางถอนหายใจ
"ท่านลุงหม่านกุ้ย วันพรุ่งเมื่อเราไปเราต้องเอาผ้าปิดหน้าไว้! ทางที่ดีก็ใส่ขี้เถ้าลงไปด้วย!"
ถังฉีพยายามแข็งใจกล่าวออกมา
แม้นางจะไม่เข้าใจเรื่องการแพทย์มากนัก แต่นางก็เห็นผู้ลี้ภัยบางคนป่วย และหลายคนมีอาการไอ
“เพราะอะไรหรือ? งานทั้งวันก็หนักพออยู่แล้ว เอาผ้ามาปิดหน้าไว้คงอึดอัดแย่”
ถังฉีมองไปยังถังหม่านกุ้ย ตั้งใจจะให้หมอตัวน้อยถังเจียงเป็นผู้อธิบาย แต่เมื่อก้มลงมองก็พบว่า เด็กชายในอ้อมแขนของนางหลับสนิทไปแล้ว
“ไม่ว่าจะฉลาดเพียงใด อย่างไรเขาก็เป็นแค่เด็กน้อยคนหนึ่ง”
ถังฉีกล่าวด้วยสีหน้าเจ็บปวด ก่อนจะปรับวงแขนเพื่อให้เจ้าตัวเล็กหลับในท่าที่สบายที่สุดในอ้อมกอดของตน
"ไม่คิดเลยว่าทักษะการรักษาของเสี่ยวเจียงจะก้าวหน้าถึงเพียงนี้ คนป่วยเหล่านั้นเพียงให้เขาฝังเข็มแค่ไม่กี่เข็ม สีหน้าของพวกเขาก็ผ่อนคลายลงมาก!"
ถังหม่านกุ้ยกล่าวอย่างตื่นเต้น
“เมื่อมีหมออัจฉริยะตัวน้อยอย่างเขาอยู่ด้วย วันข้างหน้าหมู่บ้านตระกูลถังของเราก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการเจ็บป่วยอีกแล้ว”
ถังฉีฟังและยิ้มโดยไม่กล่าวอะไร เพราะนางมักจะรู้สึกว่า ที่นี่ไม่ใช่ที่ของถังเจียง และสักวันหนึ่งเขาจะกลับไปยังที่ที่เหมาะสำหรับเขา
เกวียนเทียมวัวส่งเสียงเอี๊ยดอ๊าดไปตลอดทาง ทิ้งเงาทอดยาวไว้ใต้แสงอาทิตย์ยามอัสดง
ไม่นานนัก ทั้งกลุ่มก็มาถึงทางเข้าหมู่บ้านตระกูลถัง
ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลถังเมื่อเห็นคนเข้ามาใกล้ก็แสดงท่าทางระแวดระวังทันที แต่เมื่อเห็นใบหน้าที่คุ้นเคยของถังหม่านกุ้ย พวกเขาก็ผ่อนคลายลง
ถังฉีสังเกตเห็นสีหน้าของคนเหล่านี้และมองไปรอบๆ คล้ายจะค้นหาร่างสูงที่คุ้นเคย
“ฉีฉี เจ้ากลับมาแล้ว”
ร่างอ่อนแรงของจ้าวไป่จือปรากฏขึ้นในสายตาของหญิงสาว
“พี่จ้าว? เกิดอะไรขึ้น?”
เมื่อเห็นสีหน้าเหนื่อยล้าผิดปกติของชายหนุ่ม ถังฉีก็รู้สึกไม่สบายใจทันที
"แม่หนูฉี ดีที่เจ้าเตือนพวกเราทันเวลา หลังจากที่เจ้าจากไป พวกผู้ลี้ภัยก็พยายามบุกเข้ามาในหมู่บ้านตระกูลถัง!"
ชาวบ้านกล่าวเป็นเสียงเดียวกัน และหลังจากฟังไปสักพัก ถังฉีก็เข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้น
โดยปกติแล้ว ผู้ลี้ภัยจะมาที่หมู่บ้านตระกูลถังเพื่อขออาหารก็ไม่ใช่เรื่องแปลก อย่างไรก็ตาม ในบรรดาผู้ลี้ภัยเหล่านี้ มีเพียงไม่กี่คนที่มีท่าทางผิดปกติ
ต่างจากผู้ลี้ภัยคนอื่นๆที่มีรูปร่างผอมเพรียว คนเหล่านี้กลับมีร่างกายแข็งแรงกำยำ
แม้เสื้อผ้าของพวกเขาจะขาดรุ่งริ่งเหมือนผู้ลี้ภัย แต่ท่าทางการพูดและการเดินของพวกเขากลับไม่เหมือนกัน
จ้าวไป่จือเป็นคนแรกที่สังเกตเห็นความผิดปกติของคนเหล่านี้
เขาจึงคัดค้านไม่ให้คนกลุ่มนี้เข้ามาในหมู่บ้าน
ทีแรกนั้น ผู้ลี้ภัยรู้สึกหวาดกลัวอาวุธของพวกชาวบ้าน แต่ภายใต้การยุยงของคนไม่กี่คนเหล่านั้น พวกเขาก็ลุกฮืออย่างรวดเร็ว!
Comments
Post a Comment