ตอนที่ 125: ราวกับติดปีก
“ให้พวกเขาใช้อีกครึ่งชีวิตที่เหลือด้วยความคลุ้มคลั่ง สาสมกับความผิดที่ก่อไว้”
เฉียวไป๋จับมืออวิ๋นโหรว สังเกตว่าแม้จะผ่านความยากลำบากมาหลายปี แต่ภรรยาของเขาก็ยังสามารถรักษารูปลักษณ์อันอ่อนเยาว์ได้ไม่เสื่อมคลาย
“พี่ไป๋ ชาตินี้พวกเราจะไม่มีวันได้พบอวี๋เอ๋อร์อีกแล้วจริงๆหรือ? เราไม่ได้ยินข่าวจากเขามาหลายปี ท่านคิดว่าเขาจะ…”
อวิ๋นโหรวปิดปากของตนเอง กลัวที่จะกล่าวจนจบประโยค
"ไม่หรอก อวี๋เอ๋อร์มีพรสวรรค์และความจำเป็นเลิศ ทั้งยังมีภูมิคุ้มกันต่อพิษทุกชนิด จะเกิดเรื่องร้ายกับเขาได้อย่างไร? บางที นี่อาจเป็นเพียงบททดสอบจากสวรรค์ ผู้ที่เฉลียวฉลาดเกินไปมักเผชิญอุปสรรคเสมอ…”
ในความเป็นจริง เฉียวไป๋เองก็รู้สึกคาใจ
ตามที่เขาอธิบาย เฉียวอวี๋มีพรสวรรค์อย่างมาก ต่อให้เวลาผ่านไปนาน หรือไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ใด เขาก็ควรจะพบหนทางกลับหรือทิ้งเบาะแสไว้บ้าง...
ทว่าผ่านมาสามปีแล้ว พวกเขากลับไม่พบหลักฐานแม้แต่น้อย!
อย่างไรก็ตาม เขาจะนิ่งดูดายต่อความรักและความห่วงหาอาทรของภรรยาที่รักได้อย่างไร?
หลายปีที่ผ่านมา เฉียวอวี๋เป็นบุตรเพียงคนเดียวของพวกเขา
“จริงสิ! ชายผู้นั้นเพิ่งบอกว่ามีสาวน้อยคนหนึ่งพาเขาไป แปลว่าพวกเขาต้องอยู่ไม่ไกลแน่!”
อวิ๋นโหรวกล่าว แววแห่งความหวังฉายวาบบนใบหน้า
ทั้งคู่ค้นหาในเมืองต่อไปอีกหนึ่งวันแต่ก็ไม่พบวี่แววใดๆจนเริ่มรู้สึกท้อแท้
"ทั่วทั้งแผ่นดินแห่งราชวงศ์เป่ยโจว หลายปีมานี้พวกเราเดินทางข้ามแว่นแคว้นมานักต่อนัก นับประสาอะไรหากต้องค้นหาเพิ่มอีกสักวันสองวัน ในเมื่อตามหาในเมืองไม่พบ เราลองค้นหาตามหมู่บ้านโดยรอบกันดีกว่า..."
ทั้งคู่ใช้ความพยายามครั้งสุดท้าย
"เจ้าค่ะ..."
หลังจากหาร้านอาหารในเมืองเพื่อรับประทานอาหาร พวกเขาก็เตรียมเสบียงอาหารแห้งด้วย เนื่องจากอาหารข้างนอกหาได้ยากยิ่ง
หุบเขาร้อยพิษมักเก็บตัวปลิกวิเวก และพัฒนาฝีมือเฉพาะภายในอาณาเขตของตนเอง จึงไม่มีอิทธิพลภายนอกมากนัก
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ทั้งคู่ตระหนักถึงข้อเสียนี้ จึงเริ่มอนุญาตให้ผู้คนจากหุบเขาร้อยพิษออกไปเปิดโรงหมอของตัวเองในเมืองต่างๆ
แม้แผ่นดินแห่งราชวงศ์เป่ยโจวจะกว้างใหญ่ แต่สิ่งที่หุบเขาร้อยพิษมีมากมายยิ่งกว่าก็คือหมอ!
…..................
บรรดาผู้ลี้ภัยที่ไม่ได้รับผลกระทบจากโรคระบาดตั้งค่ายพักแรมนอกเมืองชิงเหลียง
เมื่ออากาศเริ่มเย็นลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลากลางคืนที่อุณหภูมิลดลงอย่างมาก พวกเขาก็จำเป็นต้องหาวิธีรักษาความอบอุ่นเพื่อหลีกเลี่ยงการเจ็บป่วย ซึ่งเสมือนกับการเข้าใกล้ความตายอีกก้าวหนึ่ง
นายอำเภอมีเมตตาและไม่ได้ขัดขวางให้คนเหล่านี้ตั้งค่ายพักแรมบริเวณชานเมือง ตราบใดที่พวกเขาเว้นพื้นที่เพียงพอให้รถม้าผ่านไปได้
แน่นอนว่าที่พักพิงชั่วคราวเหล่านี้จัดตั้งขึ้นภายใต้คำแนะนำของถังฉีเช่นกัน
“เอ๊ะ หรือว่ามีคนจากหุบเขาร้อยพิษอยู่ใกล้ๆ? มิเช่นนั้นพวกเขาจะรู้จักน้ำแกงล้างพิษของหุบเขาร้อยพิษได้อย่างไร?”
“ไม่ หากมีคนจากหุบเขาร้อยพิษอยู่จริง พวกเขาต้องเห็นร่องรอยที่เราสองคนทิ้งไว้อย่างแน่นอน…”
เมื่อถึงจุดนี้ เฉียวไป๋ก็ครุ่นคิด ด้วยสงสัยว่าสูตรยานี้รั่วไหลหรือหมอเหล่านี้คิดขึ้นมาได้เอง
ทั้งสองต่างเห็นความสับสนในดวงตาของกันและกัน
"คอยดูกันต่อไป หากสูตรยารั่วไหลจริง คงเป็นเรื่องร้ายแรงสำหรับมรดกของหุบเขาร้อยพิษ!"
หลังจากพูดคุยกันสั้นๆ พวกเขาตัดสินใจอยู่ต่อและสืบสวนเรื่องนี้อย่างละเอียด
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อเห็นผู้ลี้ภัยแล้ว ในฐานะหมอ พวกเขาก็อดไม่ได้ที่จะรู้สึกเห็นใจคนเหล่านี้
จากนั้น เฉียวไป๋ก็เข้าหาหมอหลวงหวังอย่างแนบเนียน แม้จะไม่เปิดเผยตัวตน แต่ทักษะวิชาหมอขั้นสูงของเขาก็ทำให้หมอหลวงหวังประทับใจไม่น้อย!
เมื่อถูกทาบทามอย่างหนัก ทั้งคู่ก็ยอมอยู่ต่อ
ทั้งสามต่างเก็บงำความคิดและบรรลุวัตถุประสงค์ของตน
…...............
ในหมู่บ้านตระกูลถัง
ถังฉีตระหนักดีว่ายามนี้ยาที่ผู้ลี้ภัยมีเหลือน้อยมากแล้ว
นางจึงขับเกวียนเทียมวัวไปพบซื่อจื่อ
แม้นางจะไม่ชอบเข้าหาผู้สูงศักดิ์เช่นนี้ แต่นางก็มาเพราะเห็นแก่ผู้ลี้ภัย
“แม่นางถัง?”
โจวเฉิงกวงรู้สึกประหลาดใจมากเมื่อทราบว่าถังฉีต้องการพบตน
“ซื่อจื่อ ทราบหรือไม่ว่ายาชุดใหม่จากเมืองอื่นจะมาถึงเมื่อใด?”
ถังฉีถามอย่างตรงไปตรงมา
“ไม่มีสิ่งใดซ่อนเร้นจากแม่นางถังได้จริงๆ”
โจวเฉิงกวงมองถังฉีด้วยสายตาลึกซึ้ง ด้วยตระหนักว่าใครก็ตามที่สนใจเรื่องภัยพิบัติแม้เพียงเล็กน้อย ย่อมตระหนักถึงปัญหาการขาดแคลนสมุนไพร
“คงใช้เวลามากกว่าสิบวัน นั่นเป็นวิธีที่เร็วที่สุดที่เราจัดการได้แล้ว”
โจวเฉิงกวงกล่าวพลางเลิกคิ้ว
“ซื่อจื่อ ข้าขอยืมแผนที่และป้ายคำสั่งของท่านได้หรือไม่? ข้าสามารถนำสมุนไพรเหล่านั้นกลับมาได้ภายในสี่วัน!”
ถังฉีใคร่ครวญเรื่องนี้ที่บ้าน เมื่อเทียบกับเรื่องอื่นแล้ว ความเป็นความตายของผู้ลี้ภัยสำคัญที่สุด!
“หืม? แม่นางถัง เจ้าบินได้อย่างนั้นหรือ? การเดินทางด้วยรถม้ายังใช้เวลามากกว่าสิบวัน แต่เจ้ากลับบอกว่าเจ้าใช้เวลาเพียงสี่วันทั้งไปและกลับ ราวกับติดปีก?”
ดวงตาของโจวเฉิงกวงเต็มไปด้วยความสงสัย
“นั่นเป็นเรื่องส่วนตัวของข้า ซื่อจื่อ หากไม่เชื่อก็คิดเสียว่าข้าไม่เคยมาที่นี่ก็แล้วกัน"
กล่าวจบ ถังฉีโค้งคำนับโจวเฉิงกวงแล้วหมุนกายจากไป
นางทำดีที่สุดแล้ว และความเชื่อของผู้อื่นก็ไม่ใช่สิ่งที่นางสามารถควบคุมได้
ยิ่งไปกว่านั้น ในยุคที่อำนาจของฮ่องเต้สูงสุดในใต้หล้า นางไม่ต้องการให้ผู้อื่นล่วงรู้ความลับของนาง
"ข้าเชื่อเจ้า! รับแผนที่และป้ายคำสั่งของข้าไปเถอะ หวังว่าเจ้าจะกลับมาโดยเร็ว เจ้าคือผู้กอบกู้ชีวิตของผู้คนในเขตเฟิงโจว!"
โจวเฉิงกวงมองถังฉีด้วยสีหน้าจริงจัง
นับตั้งแต่ที่เขาพบกับหญิงสาวผู้นี้ นางก็เปี่ยมไปด้วยเสน่ห์ชวนให้เขาหลงใหลมาโดยตลอด
แม้จะไม่อาจหยั่งรู้ว่าเหตุใดนางถึงมั่นใจนักว่าจะสามารถขนส่งสมุนไพรตั้งมากมายได้ภายในสามสี่วัน แต่โจวเฉิงกวงก็ยังเชื่อใจนางโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย!
"รอก่อน ข้าจะเขียนสารคำสั่งให้เจ้า!"
เมื่อเห็นถังฉีกำลังจะจากไปพร้อมป้ายคำสั่ง โจวเฉิงกวงจึงรีบหยุดนาง จากนั้นเขาเดินไปที่โต๊ะ เขียนสารฉบับหนึ่ง ปิดผนึกด้วยตราประทับของตนเอง และมอบให้ถังฉีด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“ซื่อจื่อ ในหนึ่งวันพวกเขาจะอยู่ที่ใด?”
ถังฉีรับสารนั้นไว้ รู้สึกว่ามันมีน้ำหนักไม่น้อย
"ในหนึ่งวัน?"
โจวเฉิงกวงมองไปยังถังฉีและพบว่า หญิงสาวผู้นี้ช่างน่าฉงนสนเท่ห์ยิ่งนัก
"ในหนึ่งวัน พวกเขาควรจะไปถึงจุดพักม้า*เมืองเทียนเฟิง และสองวันหลังจากนั้น..."
* 驿站 yì zhàn อี้จ้าน หมายถึง จุดพักม้า/จุดเปลี่ยนม้าระหว่างเดินทาง ในสมัยโบราณที่ใช้ม้าเร็วในการส่งข่าว ทุกๆ 20-30 กิโลเมตร จะมีอี้จ้านตั้งอยู่หนึ่งจุด เพื่อให้ผู้เดินทางได้หยุดพักให้อาหารม้า ให้ม้าได้พักผ่อน
โจวเฉิงกวงให้ข้อมูลอย่างจริงจัง ด้านถังฉีก็จดบันทึกสถานที่ทั้งหมดที่อีกฝ่ายกล่าวถึงอย่างรอบคอบ
จากนั้น นางก็กล่าวลาโจวเฉิงกวง
นางต้องกลับมาก่อนจะไม่เหลือสมุนไพรไว้รักษาเหล่าผู้ลี้ภัย!
Comments
Post a Comment