ตอนที่ 131: ราชโองการ
ทันทีที่สิ้นเสียงของหมอหลวงฉิน ถ้วยชาถ้วยหนึ่งก็ถูกเขวี้ยงลงบนพื้นข้างๆเท้าของเขาจนแตกกระจาย!
"บังอาจนัก! ในฐานะหมอ ท่านกล้ากล่าวคำนี้ออกมาได้อย่างไร! หากมีครั้งหน้าอีกละก็ ถ้วยชาใบนี้ไม่ได้ลอยใส่แค่เท้าแน่!"
โจวเฉิงกวงเขม็งมองหมอหลวงฉินด้วยสายตาเย็นเยียบ
คนเหล่านี้เสพสุขมานานจนห่วงแต่ตนเอง ช่างเลือดเย็นนัก!
"หมอหลวงฉิน ท่านจำสับสนแล้ว! พวกผู้ลี้ภัยเริ่มมีอาการดีขึ้น หากเราอดทนอีกสักหน่อย คนอีกมากก็จะฟื้นตัวอย่างสมบูรณ์ เราอาจส่งคนเข้าไปหาสมุนไพรในป่าและภูเขาให้ลึกขึ้นอีก..."
หมอหลวงหวังเองก็ค่อนข้างตกใจขณะมองไปยังผู้อาวุโสที่เขาร่วมทำงานมาหลายปี
“ข้าสับสนจริงๆ!”
หมอหลวงฉินเมื่อเห็นสีหน้าของโจวเฉิงกวง ก็ทิ้งตัวคุกเข่าลงกับพื้นเสียงดังลั่น ตัวสั่นเทิ้ม
“พอได้แล้ว เห็นแก่ที่ท่านทำงานหนักมามาก ข้าจะไม่ถือสาหาความ แต่หากท่านยังกล้าคิดเรื่องชั่วร้ายเช่นนี้อีก อย่าหาว่าข้าไม่ปรานีก็แล้วกัน”
โจวเฉิงกวงกล่าวด้วยสายตาขึงขัง
แม้หมอหลวงฉินยังคงคุกเข่าและไม่เห็นสีหน้าของเขา แต่ก็สัมผัสได้ถึงไอเย็นยะเยือกในบรรยากาศรอบกาย
“ทำตามที่หมอหลวงหวังแนะนำ ส่งคนไปหาสมุนไพรมาเพิ่ม ให้ทหารพาผู้ลี้ภัยและชาวบ้านขึ้นเขา และทุกคนต้องพกอาวุธ!”
เวลานี้ โจวเฉิงกวงปรารถนาจะหยิบธนูคู่ใจขึ้นเขาไปด้วย เพื่อค้นหาสมุนไพรมาช่วยชีวิตผู้คน
แต่เขาต้องอยู่ที่นี่เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย ไม่เช่นนั้นปัญหาอื่นอาจเกิดขึ้นได้!
ยิ่งไปกว่านั้น เขาต้องอยู่ที่นี่ เพื่อรอให้หญิงสาวผู้นั้นกลับมา
“เช่นนั้นข้าขอลา...”
สดับวาจา หมอหลวงฉินโค้งคำนับและถอยกลับออกไปด้วยความหวาดกลัว
หมอหลวงหวังก็กำลังจะจากไป แต่เขากลับชะงักฝีเท้า
“ซื่อจื่อ เวลานี้พวกเราขาดแคลนยาจริงๆ... หากวันนี้เราหยุดต้มยาสมุนไพรให้ผู้ลี้ภัย ไม่รู้จะมีกี่คนที่ติดโรคระบาด…”
หมอหลวงหวังพยายามแก้ต่างให้หมอหลวงฉิน
"เช่นนั้นก็ส่งคนไปเพิ่ม และให้พวกเขานำสมุนไพรที่หามาได้กลับมาภายในเที่ยงวัน และเริ่มต้มให้ผู้ลี้ภัยทันที!"
ใบหน้าของโจวเฉิงกวงฉายแววสิ้นหวังเช่นกัน
หากไร้วัตถุดิบ มีหรือแม่ครัวจะปรุงอาหารได้? เขาตระหนักดีว่าหมอหลวงทั้งสองไม่มีเจตนาร้าย
“น้อมรับบัญชา!”
หมอหลวงหวังโค้งคำนับซื่อจื่อด้วยความเคารพและเดินออกไปอย่างช้าๆ
เวลานี้เขารู้สึกสะเทือนใจไม่น้อย หากเป็นขุนนางคนอื่น พวกเขาอาจเห็นด้วยกับข้อเสนอของหมอหลวงฉิน
ท้ายที่สุดแล้ว ชีวิตของสามัญชนมักถูกมองข้ามเสมอ...
…..................
ทางด้านถังฉีก็วางสมุนไพรทั้งหมดจากห้วงมิติไว้ที่ลานบ้านเรียบร้อยแล้ว
มองดูสมุนไพรที่มีอยู่มากมาย นางก็รู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง
จากนั้นไม่รอช้า ไม่แม้แต่จะเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่ นางรีบมุ่งหน้าไปยังค่ายพักแรมทันที
….................
ในขณะเดียวกัน
บนถนนสายหลัก
ม้าตัวหนึ่งกำลังห้อตะบึงมายังเมืองชิงเหลียง
คนบนหลังม้าสวมอาภรณ์สีเหลืองภายใต้ชุดเกราะ ซึ่งในยุคสมัยนี้ มีเพียงราชองครักษ์หรือกองทหารอารักขาฮ่องเต้เท่านั้นที่สามารถสวมใส่สีนี้ได้
อาชาห้อตะบึงอย่างเร็วรี่ และในไม่ช้าก็มาถึงประตูเมืองชิงเหลียง
ไม่ว่าจะเป็นทหารยามบนกำแพงเมืองหรือสามัญชนบนท้องถนน เมื่อเห็นการแต่งกายของคนบนหลังม้า พวกเขาต่างก็รีบเคลื่อนตัวหลบโดยไม่กล้าขัดขวาง
“ราชโองการมาถึงแล้ว...”
ผู้อัญเชิญราชโองการควบม้าไปตลอดทาง และในไม่ช้าก็มาถึงทางเข้าค่ายพักแรม
เขาถือราชโองการสีเหลืองอร่ามอยู่ในมือ
ภายในค่ายพักแรม ทหารคนสนิทของโจวเฉิงกวงรีบเข้ามารายงานว่าราชองครักษ์รออยู่ข้างนอก
โจวเฉิงกวงรู้สึกประหลาดใจยิ่ง แต่ก็รีบออกไปทันที
“โจวเฉิงกวง โจวซื่อจื่อ รับราชโองการ!”
เมื่อชายคนนั้นเห็นโจวเฉิงกวงก็ไม่รอช้า คลี่ราชโองการทันที
ขณะที่โจวเฉิงกวงคุกเข่าลงกับพื้น ในหัวของเขาปะทุด้วยความคิดมากมาย
ในยุคสมัยนี้ หากมีการประกาศราชโองการ ปกติจะมีการแจ้งให้ทราบล่วงหน้า ขุนนางจะต้องอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า จุดเครื่องหอมบูชา และตั้งโต๊ะธูปที่ลานบ้าน
ถือเป็นความเคารพสูงสุดต่อผู้ครองอำนาจแห่งจักรวรรดิ แต่ราชโองการของวันนี้กลับมาถึงอย่างกะทันหันจนเขาไม่มีโอกาสเตรียมตัว
โจวเฉิงกวงรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ดีเอาเสียเลย
แต่เขาก็จะทราบเนื้อหาของราชโองการในอีกไม่ช้า
เช่นเดียวกับที่หมอหลวงฉินกล่าว สถานการณ์ของโรคระบาดทราบไปถึงฮ่องเต้ ใครบางคนคงกราบทูลเกินจริงถึงความรุนแรงของโรคระบาดในเขตเฟิงโจว!
เมื่อฮ่องเต้ทรงทราบ จึงประกาศราชโองการทันทีว่า แม้จำเป็นต้องใช้มาตรการขั้นรุนแรง ก็ต้องป้องกันการแพร่ระบาดของโรคร้ายในเขตเฟิงโจวอย่างถึงที่สุด...
โจวเฉิงกวงเข้าใจความนัยที่ซ่อนอยู่โดยไม่ต้องมีคำอธิบายเพิ่มเติม ใบหน้าของเขาเผยแววเศร้าโศกทันที
เวลานี้ เขาคาดเดาว่าสารจากม้าเร็วที่เขาส่งไป คงยังไม่ถึงพระหัตถ์ของฮ่องเต้ด้วยซ้ำ!
“จบราชโองการ...!”
หลังจากอ่านราชโองการแล้ว ราชองครักษ์ก็เผยสีหน้าเหนื่อยล้า เขาขี่ม้าจนม้าตายไปหลายตัวกว่าจะมาถึงที่นี่
"กระหม่อมน้อมรับราชโองการ... ขอบพระทัยฝ่าบาท..."
โจวเฉิงกวงรับราชโองการด้วยความลำบากใจอย่างยิ่ง
“ซื่อจื่อ ข้าหวังว่าท่านจะตัดสินใจอย่างเด็ดขาด และไม่ทำให้ฮ่องเต้ทรงผิดหวัง!”
ราชองครักษ์มองโจวเฉิงกวงอย่างเย็นชา
"ฮ่องเต้ไม่ทรงทราบหรือว่าโรคระบาดในเขตเฟิงโจวมีวิธีรักษาแล้ว?"
โจวเฉิงกวงมองราชองครักษ์ด้วยสายตาหยั่งเชิง
“ระหว่างทางมาที่นี่ ข้ายังได้ยินว่าสมุนไพรกำลังขาดแคลน... ดังนั้น ต่อให้ไม่มีท่าน ซื่อจื่อ ก็จำเป็นต้องจัดการขั้นเด็ดขาด!”
ราชองครักษ์กล่าวอย่างเย็นชา
เขาเป็นองครักษ์คนสนิทของฮ่องเต้ จึงไม่จำเป็นต้องหวั่นเกรงขุนนางเหล่านี้
และโจวเฉิงกวง ซื่อจื่อผู้ถูกส่งมาเป็นตัวประกันอาจสามารถทำสิ่งใดได้ตามใจ แต่ในสายตาของราชองครักษ์ เขาไม่มีความหมายใดเลยสักนิด!
"คนที่ข้าส่งไปขนสมุนไพรจะกลับมาเร็วๆนี้ อีกเพียงสองวันเท่านั้น ผู้ลี้ภัยทุกคนก็จะรอด --- นับพันชีวิต!"
โจวเฉิงกวงกำม้วนผ้ามันวาวในมือแน่น
เพียงไม่กี่คำที่ราชองครักษ์กล่าว ราวกับเห็นชีวิตคนนับไม่ถ้วนเป็นเพียงผักปลา อำมหิตเกินกว่าที่เขาจะรับไหว!
"ซื่อจื่อ สมุนไพรแทบทั้งหมดในเมืองใกล้เคียงถูกท่านกว้านซื้อไปหมดแล้ว ไม่แน่ว่าจะใช้เวลานานเพียงใดกว่าจะขนสมุนไพรจากที่อื่นมาถึงที่นี่ หากมีอะไรผิดพลาด ท่านรับผลที่ตามมาไหวหรือ? แม้แต่บิดาของท่านซึ่งเป็นอ๋องแห่งแคว้นทางเหนือยังไม่กล้าฝ่าฝืนพระบัญชาของฮ่องเต้!
...หรือว่าทางเหนือคิดจะกบฏ โดยเริ่มจากท่านที่มาสร้างความวุ่นวายในเขตเฟิงโจว!"
จู่ๆ ราชองครักษ์ก็ตั้งข้อหากบฏต่อโจวเฉิงกวง!
ซึ่งเป็นความผิดร้ายแรงที่มีโทษประหารถึงเก้าชั่วโคตร!
เพียงแค่คิดก็ถือเป็นอาญาแผ่นดิน!
เมื่อได้ยินดังนั้น สีหน้าของโจวเฉิงกวงก็เย็นชาทันที
"ท่านคิดจะกดดันให้แดนเหนือของข้า..."
ก่อนที่เขาจะจบคำว่า 'ก่อกบฏ' เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก
"ซื่อจื่อ! ข้านำสมุนไพรกลับมาแล้ว รีบให้คนของท่านขนสมุนไพรเหล่านั้นไปที่วัดศาลหลักเมืองเถอะ!"
Comments
Post a Comment