ตอนที่ 136: รีบร้อนเกินไป
ไม่ว่าอย่างไร ถังอู่ก็ไม่ยอมยกเลิกการแต่งงานของพวกเขาทั้งสองเด็ดขาด
“หากเจ้าต้องการยกเลิกการแต่งงานกับฉีเอ๋อร์จริงๆ เจ้าก็ต้องไปบอกนางด้วยตัวเอง!”
ท้ายที่สุด ถังอู่ยื่นคำขาดอย่างรุนแรง
หากเป็นก่อนหน้านี้ จ้าวไป่จือคงไปพูดคุยกับถังฉีโดยไม่ลังเล แต่ในยามนี้ เมื่อทุกสิ่งเกิดขึ้นแล้ว เขาจึงไม่มีความกล้า
ตอนนั้นเอง บุรุษทั้งสองได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาจากนอกห้อง
*แปะ แปะ แปะ*
จ้าวไป่จืออดทนต่อความเจ็บปวดที่ทิ่มแทงในร่าง และตบมือเป็นจังหวะ
ครู่ต่อมา ร่างในชุดสีดำร่างหนึ่งเหาะเข้ามาจากเหนือกำแพง
เมื่อเห็นอาการของจ้าวไป่จือ ร่างในชุดดำก็เข้ามาประคองเขาไว้ทันที
“ท่านอาถัง ข้าจะไปที่บ้านของฉีเซิ่ง แล้วจะกลับมาหลังจากพิษในร่างของข้าทุเลาลง”
จ้าวไป่จือกล่าวจบก็เผยสีหน้าลำบากใจ มองไปยังประตูซึ่งมีร่างบางยืนอยู่เบื้องหลังประตูบานนั้น
ก่อนที่ถังฉีจะผลักประตูเข้ามาอีกครั้ง บุรุษชุดดำก็อุ้มเขาออกไปนอกหน้าต่าง และหายตัวไปตรงมุมถนนแล้ว
“ท่านพ่อ โชคดีที่ท่านเตือนข้าทันเวลา ไม่อย่างนั้นห่านที่ข้าตุ๋นไว้ในหม้อคงจะไหม้หมดแล้ว”
ถังฉีเข้ามาและมองไปรอบๆ แต่ไม่พบร่างอันน่าเวทนาที่นางเห็นเมื่อครู่ก่อน
“ท่านพ่อ คนผู้นั้นหายไปไหนแล้วเจ้าคะ?”
"เขาไปแล้ว หนีออกไปนอกหน้าต่าง เห็นที พ่อคงต้องทำกำแพงลานบ้านให้สูงขึ้นอีก"
ถังอู่กล่าว ไม่กล้าสบตาบุตรสาว
"อ้อ?"
ถังฉีมองผู้เป็นบิดาด้วยความสงสัย แต่สุดท้ายก็ยอมเชื่อในสิ่งที่เขากล่าว
ท้ายที่สุดแล้ว บิดาผู้อุทิศตนให้กับครอบครัวอย่างสุดหัวใจ จะโกหกนางได้อย่างไร
อย่างไรก็ตาม คนเถื่อนผู้น่าเกลียดน่ากลัวผู้นั้นมาจากที่ใดกัน?
“ว่าแต่ พี่จ้าวอยู่ไหนหรือเจ้าคะ?”
ตอนนั้นเองที่ถังฉีนึกขึ้นได้ว่า นางไม่เห็นเจ้าของห้องซึ่งพำนักอยู่ที่นี่มาระยะหนึ่งแล้ว
“เขาไปอยู่กับฉีเซิ่งได้สองสามวันแล้ว คงอยากเปลี่ยนบรรยากาศบ้างกระมัง”
ถังอู่กล่าวโดยไม่แม้แต่กะพริบตา เพราะจ้าวไป่จือไปหาฉีเซิ่งจริงๆ
เพียงแต่ไม่ใช่เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศ แต่เพื่อรับการรักษา!
ถังฉีไม่สงสัยอะไรอีก
ทันใดนั้น พวกเขาได้ยินเสียงเคาะประตูอย่างเร่งด่วนหลายต่อหลายครั้ง
ถังฉีและถังอู่ต่างสบตากัน เห็นความประหลาดใจในดวงตาของอีกฝ่าย ก่อนจะรีบสืบเท้าไปยังทางเข้าบ้าน
“อู่จือ ข้าได้ยินมาว่าฉีเอ๋อร์ติดโรคระบาด?”
ทั้งสองเดินไปถึงประตู คนข้างนอกก็ได้ยินเสียงฝีเท้าจากข้างใน จึงถามด้วยน้ำเสียงร้อนรนทันที
ถังฉีจำเสียงนี้ได้ เป็นเสียงของผู้นำตระกูล ถังฟู่กุ้ย
บิดาและบุตรสาวมองหน้ากัน ก่อนที่ถังฉีจะหันหลังกลับ และขึ้นไปนอนบนเตียงของตนเองอย่างรวดเร็ว
จากนั้น ถังอู่จึงเปิดประตู
ภายนอก นอกจากผู้นำตระกูลแล้ว กลุ่มชาวบ้านจากหมู่บ้านตระกูลถังก็ยืนอยู่ด้วย พยายามยืดคอมองเข้ามาข้างในบ้าน แต่ละคนถืออาหารหลากหลายประเภท
"นี่..."
ถังอู่ไม่คาดคิด ว่าเพียงช่วงเวลาสั้นๆในหมู่บ้านจะวุ่นวายถึงเพียงนี้!
แม้แต่นางฉินมารดาของเขาที่ยืนอยู่วงนอกสุด ก็ยังพยายามมองเข้ามาข้างใน
เห็นดังนั้น ถังอู่ก็สัมผัสถึงกระแสน้ำอุ่นที่ไหลอาบหัวใจ
ไม่ว่าจะขัดแย้งกันอย่างไร นางฉินก็ยังคงเป็นมารดาของเขา
และเวลานี้ นางคงเริ่มเป็นห่วงเป็นใยถังฉีอีกครั้ง...
ถังอู่คิดได้ดังนั้นจึงตะโกนเรียกนางฉินซึ่งอยู่ด้านหลัง "ท่านแม่!"
"อา..."
นางฉินไม่คาดคิดว่าถังอู่จะสังเกตเห็นทันทีที่นางมาถึง นางจึงเผยสีหน้าสับสน
“อู่จือ แม่ได้ยินเรื่องของฉีเอ๋อร์ จึงรีบมาเยี่ยมด้วยความเป็นห่วง”
เมื่อไม่มีที่ให้หลบซ่อน นางฉินจึงเดินมาข้างหน้าด้วยสีหน้ากังวล บางครั้งก็ลอบมองเข้าไปข้างในบ้าน ราวกับกังวลเรื่องสุขภาพของถังฉี
"ท่านแม่ ฉีเอ๋อร์นาง..."
ถังอู่กำลังจะบอกมารดาของตนว่า ถังฉีไม่ได้ป่วย แต่เมื่อเห็นชาวบ้านหลายคนยืนอออยู่ข้างนอก จึงเปลี่ยนคำตอบทันที
“ช่วงนี้ฉีเอ๋อร์ไอบ่อยๆ อาจจะเป็นหวัดกระมัง”
สีหน้าของถังอู่เผยความกังวลไม่น้อย
ได้ยินคำตอบเช่นนี้ สีหน้าของนางฉินฉายประกายบางอย่างอย่างเห็นได้ชัด
“แค่ก แค่ก แค่ก…”
ทว่าจู่ๆนางก็เริ่มไอเสียงดัง
เห็นดังนั้น ชาวบ้านก็เริ่มมองนางฉินต่างไปจากเดิม ชื่นชมที่นางยังคิดมาเยี่ยมเยียนถังฉี แม้ว่าตัวเองจะป่วยก็ตาม
ดูเหมือนว่าหญิงชราผู้นี้จะสำนึกแล้วว่าในอดีตตนเองเคยทำผิด จึงมาที่นี่เพื่อปรับความเข้าใจระหว่างทั้งสองครอบครัว
โชคดีที่ผู้คนในยุคนี้เชื่อว่า เลือดข้นกว่าน้ำ และในเมื่อผู้อาวุโสจากบ้านเก่ายอมสำนึกผิด ก็ย่อมเป็นเรื่องดีต่อลูกหลาน
"บ้านของอู่จือมีหมออยู่ทั้งคน ในเมื่อฉีเอ๋อร์ไม่ได้ติดโรคระบาด ทุกคนก็วางใจแล้ว!"
ถังเจียงคอยรักษาผู้ลี้ภัยตลอดหลายวันที่ผ่านมา เขาย่อมไม่ละเลยต่อคนในบ้านของตนเอง
ดังนั้น ผู้นำตระกูลจึงเชื่อว่า ถังฉีไม่ได้ติดโรคระบาดด้วยเช่นกัน
เมื่อได้ยินผู้นำตระกูลกล่าวเช่นนี้ ชาวบ้านก็วางใจ พร้อมกับนำของเยี่ยมที่นำมาด้วยวางไว้ข้างๆ
นางฉินยืนอย่างกระอักกระอ่วน เพราะนางสำราญใจกับความโชคร้ายของถังฉีมากเกินไป จึงไม่ได้นำอะไรติดตัวมา
อย่างไรก็ตาม เมื่อมองบนพื้นที่เต็มไปด้วยไข่ไก่ ไก่สด และอาหารอื่นๆ ดวงตาของสตรีเฒ่าก็เผยความโลภอย่างไม่อาจอำพราง
ช่วงนี้คู่สามีภรรยาผู้เฒ่ามีรายได้ไม่มากนัก ชีวิตของพวกเขาจึงลำบากกว่าเดิมมาก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเวลานี้ที่ชาวบ้านในหมู่บ้านตระกูลถังมีชีวิตที่ดีขึ้นจนแทบจะกินเนื้อสัตว์ได้ทุกมื้อ กลับกลายเป็นว่าพวกเขามีชีวิตที่แย่ลงกว่าเดิม...
การเปรียบเทียบเช่นนี้ ทำให้นางฉินรู้สึกไม่ยุติธรรมเอาเสียเลย
“แม่... แม่รีบร้อนเกินไป จะกลับไปเอาไข่มาให้ฉีเอ๋อร์กินบำรุงร่างกายเดี๋ยวนี้...”
กล่าวจบ นางฉินก็หันหลังและเดินจากไป
"ท่านแม่ ไม่จำเป็นหรอก ชาวบ้านนำของมาให้เยอะแล้ว ภายในสิบวันหรือครึ่งเดือนอาจกินไม่หมดด้วยซ้ำ เก็บไข่เหล่านั้นไว้ให้ลูกของถังฝูกินเถอะ! เสี่ยวเฉวียนเพิ่งอายุได้ห้าขวบ ต้องกินเยอะๆ จะได้โตไวๆ”
วาจาที่จริงใจของถังอู่ฟังดูแตกต่างจากนางฉิน
“ใช่สิ คนแก่อย่างข้าแค่มาเยี่ยมครู่เดียวก็เพียงพอแล้ว!”
นางฉินเผยสีหน้าหมดความอดทน จากนั้นเท้าเล็กๆของนางก็ก้าวฉับๆจากไป
ชาวบ้านเองก็แยกย้ายกันกลับบ้านของตนเอง
ในไม่ช้า ถังอู่เก็บอาหารทั้งหมดมาไว้ในครัว หยิบกระดาษออกมาแผ่นหนึ่งเพื่อจดทุกสิ่งที่ชาวบ้านนำมามอบให้
เริ่มตั้งแต่ครอบครัวของถังหม่านกุ้ย ไข่ไก่ยี่สิบฟองและแม่ไก่แก่หนึ่งตัว... ครอบครัวของถังซานจาง ไข่ไก่ห้าสิบฟอง แม่ไก่แก่สองตัว เนื้อหมูหนึ่งชั่ง...
เมื่อเขาจดบันทึกเสร็จ เนื้อหาในกระดาษก็แทบจะเต็มแผ่น
ประจวบเหมาะกับถังฉีทำอาหารเสร็จแล้ว
“ท่านพ่อ พวกชาวบ้านใจดีเหลือเกิน”
นางอดไม่ได้ที่จะรู้สึกซาบซึ้งใจ ทันทีที่มีข่าวออกไป คนเหล่านี้ก็รีบรุดมาเยี่ยมพร้อมสิ่งของติดไม้ติดมือ
“ใช่แล้ว ฉีเอ๋อร์ ย่าของเจ้าก็มาด้วย นางเป็นห่วงเจ้ามาก”
ถังอู่ต้องการยกย่องมารดาของตนต่อหน้าบุตรสาว
แต่หลังจากได้ยินคำกล่าวของบิดา คิ้วของถังฉีกลับขมวดมุ่น
Comments
Post a Comment