sister ep172

 ตอนที่ 172: คารวะท่านย่า


“แต่... ท่านแม่ ข้าไม่ใช่สตรีพรหมจรรย์อีกแล้ว พี่ไป่จือจะไม่ถือสาเรื่องนี้หรือเจ้าคะ?”

แม้ผ่านการแต่งงาน ลวี่ชิงชิงก็ยังสะสวยและมีเสน่ห์

“ฮึ่ม นั่นก็ขึ้นอยู่กับฝีมือของเจ้า! อีกอย่าง ใครจะรู้ว่าเจ้าจะได้ลงเอยกับเจ้าคนขี้โรคผู้นั้นหรือไม่ ตราบใดที่จ้าวไป่จือเชื่อว่าเจ้ายังบริสุทธิ์ เขาอาจจะยิ่งรักเจ้ามากขึ้น!”

นางอวี๋กล่าวพลางลูบศีรษะบุตรสาว ก่อนจะสั่งให้คนขับรถม้ามุ่งหน้าไปยังจวนองค์หญิงใหญ่

ไม่มีใครทราบว่าพวกนางหารือกับองค์หญิงใหญ่ในเรื่องใด

อย่างไรก็ตาม ผู้คนในเมืองหลวงก็ได้เห็นฮูหยินจวนโสวฝู่และบุตรสาวม่ายของนางออกจากจวนองค์หญิงใหญ่พร้อมข้าวของนับสิบเล่มเกวียน

แต่นั่นเป็นเรื่องราวที่เกิดขึ้นในภายหลัง

…..................

ด้านนอกจวนเจิ้นกั๋วกง 

จ้าวไป่จือใบหน้าซีดเผือด ร่างกายโงนเงนคล้ายจะล้มได้ทุกเมื่อ เขาเดินด้วยความยากลำบากอย่างยิ่ง

บ่าวรับใช้รีบวิ่งเข้ามาประคองเขาทันที

"ซื่อจื่อ!"

เมื่อเห็นสภาพป่วยหนักของจ้าวไป่จือ บ่าวรับใช้ก็ระมัดระวังมาก

“เตรียมเกี้ยวแล้วพาซื่อจื่อไปที่ห้องหนังสือ!”

บ่าวรับใช้ประคองจ้าวไป่จือพลางออกคำสั่งคนอื่นๆ

แต่ก่อนที่เกี้ยวจะมาถึง เจิ้นกั๋วกงก็รีบวิ่งเข้ามาในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง

“ไป่จือ!”

เมื่อได้พบหน้าบุตรชายหลังจากผ่านไปหลายปี ดวงตาของเจิ้นกั๋วกงก็เต็มไปด้วยน้ำตา

"ท่านพ่อ!"

ดวงตาของจ้าวไป่จือเผยแววโหยหาเมื่อเห็นหน้าบิดา

นานมากแล้วที่สองพ่อลูกไม่ได้พบหน้ากัน

“ประเสริฐ! ประเสริฐนัก ดีเหลือเกินที่เจ้ากลับมา! เตรียมเกี้ยว!”

เจิ้นกั๋วกงรู้สึกปวดร้าวลึกๆ เมื่อเห็นใบหน้าซีดเซียวของบุตรชาย

“ท่านพ่อ… เราต้องรีบเข้าวัง… ต้องกราบทูลฮ่องเต้”

เมื่อได้ยินดังนั้น เจิ้นกั๋วกงก็ตั้งสติได้

"แต่สุขภาพของเจ้า..."

เจิ้นกั๋วกงกังวลเรื่องอาการของจ้าวไป่จืออย่างมาก

“ท่านพ่อไม่ต้องเป็นห่วง ข้ารู้จักร่างกายของตัวเองดี”

จ้าวไป่จือยืนยันหนักแน่น

“เฮ้อ… ถ้าอย่างนั้นก็เตรียมรถม้าเข้าวัง!”

จ้าวชางทราบดีว่า เมื่อใดที่จ้าวไป่จือกลับมาจากชายแดน หากไม่ไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้ อาจทำให้เกิดปัญหาได้

ดังนั้น เมื่อจี้ซื่อเฉินมาถึงประตูใหญ่ นางก็ได้ยินจากบ่าวรับใช้ว่าสองพ่อลูกเดินทางไปยังวังหลวงแล้ว

จี้ซื่อเฉินไม่อาจอำพรางสีหน้าซีดเผือดจนแทบสิ้นสติของตนเองได้

“ดีจริงที่ไป่จือกลับมาแล้ว ดีเหลือเกิน! เตรียมเกี้ยว เราต้องรีบไปบอกข่าวดีกับท่านแม่!”

ในไม่ช้า จี้ซื่อเฉินก็มาถึงหอสักการะ

ภายในหอเงียบสงบ บ่งบอกว่าเหล่าฮูหยินจ้าวกำลังสวดมนต์อยู่ข้างใน

จี้ซื่อเฉินสงบสติอารมณ์ แสร้งทำน้ำตารื้นแล้วรีบเข้าไป

"ท่านแม่!"

เมื่อเห็นเหล่าฮูหยินจ้าวกำลังสวดมนต์ จี้ซื่อเฉินตะโกนดังลั่น

"หืม?"

ในช่วงหกเดือนที่ผ่านมา ไม่เคยมีใครขัดจังหวะเหล่าฮูหยินจ้าวในขณะที่กำลังสวดมนต์ แม้จะไม่พอใจเล็กน้อย แต่นางก็ไม่ได้ตำหนิให้ลูกสะใภ้อับอายต่อหน้าบ่าวรับใช้

“ท่านแม่ โปรดอภัยที่ข้าเสียมารยาท แต่ข้ามาแจ้งข่าวดีเจ้าค่ะ!”

จี้ซื่อเฉินคุกเข่าและคำนับเบื้องหน้ารูปปั้นเจ้าแม่กวนอิม

เมื่อยืนขึ้น หน้าผากของนางก็มีรอยสีแดง บ่งบอกว่านางโขกศีรษะแรงเพียงใด

“เด็กโง่ ทำอะไรของเจ้า รีบลุกขึ้นเถอะ!”

เหล่าฮูหยินจ้าวรีบประคองจี้ซื่อเฉินให้ลุกขึ้น ดวงตาของนางฉายแววตำหนิ

“ท่านแม่ ข้าเพียงรู้สึกยินดีเหลือเกิน! ไป่จือกลับมาอย่างปลอดภัยแล้วเจ้าค่ะ! เขาและกั๋วกงกำลังเดินทางเข้าวัง!”

จี้ซื่อเฉินปาดน้ำตา

“อะไรนะ! ไป่จือกลับมาแล้วหรือ? นึกแล้วเชียว นึกแล้วเชียวว่าเขาต้องอยู่รอดปลอดภัย!”

ใบหน้าของเหล่าฮูหยินจ้าวเปล่งประกายความตื่นเต้น จากนั้นนางคุกเข่าลงอีกครั้ง คำนับรูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมด้วยความซาบซึ้ง

“ขอบคุณเจ้าแม่กวนอิม! ในที่สุดหลานชายของข้าก็กลับมาแล้ว!”

เมื่อทราบว่าจ้าวไป่จือกลับมาแล้ว เหล่าฮูหยินจ้าวจึงเริ่มร้อนรน

“เร็วเข้า พวกเขาน่าจะกลับมากันแล้ว เจวียนเหนียง รีบไปชงชาที่ซื่อจื่อโปรดปราน และให้ครัวเตรียมอาหารจานโปรดของเขาด้วย!”

เหล่าฮูหยินจ้าวสั่งสาวใช้คนสนิท

จี้ซื่อเฉินเพียงมองดู นึกเย้ยหยันอยู่ภายในใจ

‘ดูยายแก่ผู้นี้สิ ลำเอียงอย่างเห็นได้ชัด ตอนกินข้าวมื้อกลางวันแทบไม่สนใจหลานชายคนอื่นๆ แต่ตอนนี้นางกลับกุลีกุจอเตรียมชาและอาหารจานโปรดให้จ้าวไป่จือ!’

อย่างไรก็ตาม นางไม่ได้แสดงสีหน้าไม่พอใจแต่อย่างใด

“ท่านแม่ไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ ข้าสั่งในครัวเรียบร้อยแล้ว พวกเขากำลังเตรียมอาหารจานโปรดของไป่จือ และยังเรียกพ่อครัวจากโรงเตี๊ยมเยว่ไหลเค่อมาทำหม้อไฟด้วยเจ้าค่ะ!”

การกระทำของจี้ซื่อเฉินนับว่าไร้ที่ติ ทำให้เหล่าฮูหยินจ้าวไม่อาจวิพากษ์วิจารณ์

"ดี ดี!"

เหล่าฮูหยินจ้าวมองลูกสะใภ้ด้วยความพึงพอใจ

หลายปีที่ผ่านมา หม้อไฟได้รับความนิยมอย่างมากในเมืองหลวง และโรงเตี๊ยมเยว่ไหลเค่อก็ขยายสาขาถึงสองแห่ง

ร้านนี้ผู้คนพากันอุดหนุนจนแน่นขนัด ถึงขั้นต่อแถวหน้าร้านเพื่อรอกินหม้อไฟ

ผู้คนมากมายแนะนำให้เปิดสาขาเพิ่ม แต่เจ้าของกลับปฏิเสธ โดยอ้างถึงความยากลำบากในการจัดหาวัตถุดิบ ซึ่งต้องขนส่งจากเมืองเฟิงโจวอันห่างไกล

แม้ตระกูลขุนนางในเมืองหลวงพยายามสืบหาเกี่ยวกับส่วนผสมของหม้อไฟ พวกเค้าก็ไม่เคยพบเบาะแสใดๆ

ทุกคนทราบเพียงว่า ผู้ที่รับผิดชอบเรื่องการขนย้ายส่วนผสมคือฉีเซิ่ง บุตรชายอนุภรรยาของโหวเฉิงเอิน

ดังนั้น ตระกูลขุนนางจึงมุ่งความสนใจไปที่จวนของเขา

ท่านโหวผู้เฒ่าอนุญาตให้ฉีเซิ่งกลับมายังเมืองหลวงในช่วงปีใหม่มาโดยตลอด ธุรกิจที่เฟื่องฟูย่อมหมายความว่า เขาทำเงินได้เป็นกอบเป็นกำ

นอกจากนี้ ยังเป็นการยกระดับสถานะมารดาของฉีเซิ่งภายในจวนโหวอีกด้วย

สำหรับตระกูลใหญ่ ทุกสิ่งล้วนขึ้นอยู่กับผลประโยชน์

เมื่อห้องครัวเตรียมอาหารเสร็จก็เป็นเวลาพลบค่ำ กระทั่งเจิ้นกั๋วกงและจ้าวไป่จือกลับมา

พร้อมด้วยหมอหลวงผู้หนึ่ง

ฮ่องเต้ทรงทราบถึงสุขภาพที่ย่ำแย่ของจ้าวไป่จือ จึงรับสั่งให้หมอหลวงมาพำนักและคอยดูอาการอยู่ที่จวนเจิ้นกั๋วกง

บ่งบอกว่าฮ่องเต้ทรงห่วงใยต่อจ้าวไป่จือมากเพียงใด

“หลานไป่จือคารวะท่านย่า”

“ดี ดี ไป่จือ ลุกขึ้นเถอะ ให้ย่าดูหน่อยว่าเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง!”

เหล่าฮูหยินจ้าวประคองหลานชายขึ้นมาพิจารณา

“หลานย่า เจ้าซูบลงมากเทียบกับตอนที่เจ้าออกจากบ้าน...”

หัวใจของเหล่าฮูหยินจ้าวเต็มไปด้วยความเจ็บปวด ขณะที่นางพร่ำบ่นไม่หยุด

ดวงตาของจ้าวไป่จืออ่อนลงขณะมองท่านย่าของตน

"ไป่จือ ย่าเตรียมชาที่เจ้าชอบไว้ให้ด้วย ลองดื่มดูสิ!"

จี้ซื่อเฉินรู้สึกถูกครอบครัวเมินเฉย จึงอดไม่ได้ที่จะเดินเข้ามาสมทบ

“...ฮูหยินใหญ่”

จ้าวไป่จือคารวะจี้ซื่อเฉิน รอยยิ้มที่เคยมีจางหายไปทันที


 

--- จบตอน ---

Comments