ตอนที่ 205: หงส์ทอง
น้องชายของถังฉีต่างพยักหน้า ทว่าบรรยากาศในห้องครัวดูมีชีวิตชีวาน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
“พวกเราก็อ่านจดหมายของน้องห้าเมื่อสองสามวันก่อนแล้วไม่ใช่หรือ? เขากำลังไปได้สวยในหุบเขาร้อยพิษ และยาที่เขาปรุงก็ได้ผลดีทีเดียว”
ถังฉีกล่าวถึงถังเหอด้วยสีหน้าภาคภูมิใจ
แม้แต่ในชีวิตก่อน นางก็ชื่นชมเทวดาในชุดกาวน์ที่สามารถเยียวยาและช่วยชีวิตผู้คนอย่างสุดหัวใจ
ในโลกนี้ น้องชายของนางกำลังก้าวไปสู่เส้นทางของหมอเทวดา นางย่อมรู้สึกอิ่มเอิบใจไปกับความรุ่งโรจน์ของเขา
ในไม่ช้า ถังฉีก็ทำอาหารกลางวันเสร็จ และน้องชายของนางก็ช่วยจัดโต๊ะอย่างรวดเร็ว
“หลังจากวันนี้ พวกเจ้าทุกคนจะมีอายุครบสิบสามปีแล้ว”
ถังฉีมองน้องชายแฝดสามด้วยสีหน้าอ่อนโยน
เมื่อครั้นที่เพิ่งมาถึงโลกนี้ น้องชายแต่ละคนของนางทั้งซูบผอมและอ่อนแอกว่าผู้ใด ทว่าเวลานี้ ทุกคนล้วนเติบโตเป็นเด็กหนุ่มที่สง่างาม
“พี่ใหญ่ ปีหน้าท่านก็จะอายุสิบเจ็ดปี เด็กสาวในหมู่บ้านในวัยเดียวกับท่านออกเรือนกันหมดแล้ว เมื่อไรท่านจะแต่งงานกับพี่ไป่จือเสียที?”
ถังเฟิงล้อเลียนพี่สาว
แต่ก่อนที่เขาจะได้กล่าวต่อ ถังสุ่ยและถังซานต่างยัดเนื้อติดมันชิ้นใหญ่เข้าไปในปากของเขาเต็มคำ!
“น้องสี่ เจ้าอยากให้พี่ใหญ่รีบแต่งงานจริงๆหรือ?”
ถังซานวางตะเกียบลง และวางท่าจริงจังประหนึ่งพี่ชายคนโต
“ใช่ แม้พี่ไป่จือจะเป็นคนดี แต่เราจะไม่ปล่อยให้เขาแต่งงานกับพี่ใหญ่ง่ายๆ จนกว่าเราทุกคนจะยอมรับ!”
ถังสุ่ยกล่าวต่อจากถังซานทันที ก่อนจะหันไปมองถังอู่ซึ่งยังคงนิ่งเงียบ
แม้จะไม่เคยกล่าวออกมาตรงๆ แต่พวกน้องชายก็เก็บงำความไม่พอใจต่อถังอู่เอาไว้ และเป็นเพราะในตอนนั้น พี่สาวก็ไม่ได้ตอบปฏิเสธ พวกเขาจึงไม่ได้เอ่ยปากคัดค้าน
“เอาละ เอาละ พวกเจ้าทุกคนพอได้แล้ว ข้าเองไม่อยากแต่งงานเร็วนัก ข้าอยากอยู่บ้านอีกสองสามปี”
ถังฉีรีบส่ายศีรษะ
ร่างกายของนางอายุเพียงสิบเจ็ดปี ซึ่งหากเทียบกับโลกเดิม นางเพิ่งจะเข้าโรงเรียนมัธยมปลายเท่านั้น!
นางไม่อยากแต่งงานเร็วเกินไป การคลอดบุตรตั้งแต่อายุยังน้อยย่อมเป็นอันตรายต่อสุขภาพของนาง
"ใช่ๆ! ยังไม่ต้องรีบแต่งงาน!”
ถังอู่รีบพยักหน้าอย่างเห็นพ้อง
ในตอนนั้น เขาคิดว่าจ้าวไป่จือเป็นคนที่ไว้ใจได้ แต่ก็เชื่อว่าเขาอาจอยู่ได้อีกไม่นาน
ดังนั้น เขาจึงรีบจัดการให้แต่งงานกับถังฉี ด้วยหวังว่าบารมีของชายหนุ่มจะทำให้บุตรสาวมีชีวิตที่ดีขึ้นแม้ว่าผู้เป็นสามีจะเสียชีวิตไปแล้วก็ตาม
หลังจากใช้เวลาหลายปีกับจ้าวไป่จือ ถังอู่ก็คาดเดาได้นานแล้วว่าตัวตนของเขาเหนือธรรมดายิ่ง
นอกจากนี้ อุปนิสัยและความประพฤติของเขายังน่ายกย่อง จึงเป็นสาเหตุที่ถังอู่ตัดสินใจเช่นนั้น
กล่าวกันว่า หัวอกพ่อแม่ล้วนเต็มไปด้วยความปรารถนาดีต่อลูก เขาไม่คาดคิดว่าถังฉีจะสามารถแบกภาระเลี้ยงดูครอบครัวด้วยเรือนร่างอันเพรียวบางของนาง!
“รีบกินก่อนที่อาหารจะเย็นเถอะ เรายังต้องไปเคารพหลุมศพในช่วงบ่ายกันอีก”
สิ้นวาจาของถังฉี บรรยากาศพลันอึมครึม
ธรรมเนียมของหมู่บ้านตระกูลถังในวันส่งท้ายปีเก่าคือ การไปเคารพหลุมศพหลังงานเลี้ยงอาหาร พร้อมเผากระดาษเงินกระดาษทองเพื่อเซ่นไหว้บรรพบุรุษและญาติผู้ล่วงลับ
"กินเถอะ กินเถอะ!"
ในที่สุด ถังเฟิงก็กลืนเนื้อติดมันชิ้นใหญ่ในปาก และรีบใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาต้มผักกาดดอง
ถังซานและถังสุ่ยไม่เคยปล่อยให้ถังเฟิงสวาปามอยู่คนเดียว ดังนั้นทุกคนจึงร่วมรับประทานอาหารอย่างกระตือรือร้น
ถังฉีหยิบไหสุราองุ่นออกมาแล้วรินให้ถังอู่
กรุ่นกลิ่นผลไม้จางๆ อบอวลในอากาศทันที พวกถังซานถึงกับหยุดรับประทานอาหารเพื่อสูดดมกลิ่นหอมนั้น
“พี่ใหญ่ เหล้าองุ่นนี้กลิ่นหอมมากกว่าเมื่อก่อนเสียอีก ข้าอยากลองจิบสักครั้ง”
ถังเฟิงกล่าวทั้งๆที่ปลาต้มผักกาดดองยังเต็มปาก
“ไม่ใช่แค่เหล้าองุ่นเท่านั้น เรายังสามารถหมักเหล้าบ๊วยและสุราดอกท้อได้อีกด้วย ฤดูใบไม้ผลิปีหน้า ข้าจะหมักสุราดอกท้อให้เจ้า รสชาติบางกว่ามาก ดื่มเป็นไหก็ไม่เมาง่ายๆ”
ถังฉีอดไม่ได้ที่จะหัวเราะกับท่าทางตะกละตะกลามของน้องชาย
ในยุคสมัยนี้ ไม่ใช่เรื่องแปลกที่เด็กอายุสิบสี่หรือสิบห้าปีจะแต่งงานกัน นางได้ยินมาว่า นางอู๋เตรียมการแต่งงานให้กับถังจี๋แล้ว
ถังฉียังคงจำเหตุการณ์เมื่อไม่กี่ปีก่อนได้แม่นยำ ครั้นที่ถังจี๋ไปตกปลาในแม่น้ำกับถังซาน
หลังจากมื้ออาหาร ถังฉีนำกระดาษเงินกระดาษทองและของอื่นๆที่เตรียมไว้ออกมา
กฎในหมู่บ้านตระกูลถังคือ สตรีไม่สามารถไปที่หลุมศพของบรรพบุรุษเพื่อเผากระดาษได้
ทันใดนั้นเอง ผู้นำตระกูล หลี่เจิ้ง และผู้อาวุโสบางคนก็เดินเข้ามา
“ท่านปู่ผู้นำตระกูล ท่านหลี่เจิ้ง?”
ถังฉีรีบวางของและคารวะพวกเขา
“ฉีเอ๋อร์ พวกเราผู้เฒ่าปรึกษากันมาสองสามวันแล้ว และตัดสินใจว่าอนุญาตให้เจ้าสามารถเข้าไปในโถงบรรพชนของหมู่บ้านตระกูลถังได้!”
วาจาของหลี่เจิ้งทำให้ถังฉีตกตะลึง
นางทราบมาว่า โถงบรรพชนเป็นสถานที่สักการะป้ายวิญญาณของบรรพบุรุษ
โดยปกติแล้ว ชาวบ้านจะรวมตัวกันนอกโถงบรรพชนเพื่อประชุมเรื่องต่างๆเท่านั้น
ยิ่งกว่านั้น โถงบรรพชนดำรงอยู่มานานหลายร้อยปี และไม่มีสตรีคนใดเคยได้รับอนุญาตให้เข้าไปข้างใน
"เอ่อ..."
ไม่เพียงถังฉี แม้แต่ถังอู่และคนอื่นๆก็ประหลาดใจ
“ฉีเอ๋อร์ ไม่ต้องแปลกใจเลย ในประวัติศาสตร์หลายร้อยปีของหมู่บ้านตระกูลถัง น้อยคนนักจะได้รับพระเมตตาจากฮ่องเต้ แต่พระองค์กลับเป็นผู้พระราชทานตำแหน่งเสี้ยนจู่แก่เจ้าด้วยพระองค์เอง นี่ถือเป็นเกียรติอย่างสูงแก่บรรพบุรุษของเรา! หากแม้แต่เจ้ายังไม่สามารถเข้าไปในโถงบรรพชนได้ กระดูกชราของเราคงไม่อาจไปสู้หน้าบรรพบุรุษแล้ว!”
ผู้นำตระกูลกล่าวอย่างซาบซึ้ง
สายตามองไปยังถังฉีเต็มไปด้วยอารมณ์ซับซ้อนแฝงความเคารพ
เขาเฝ้ามองสาวน้อยผู้นี้เติบโตมาโดยตลอด
เวลานี้ สถานะของถังฉีสูงส่งมากแล้ว และเขายังสัมผัสได้ว่า ในภายภาคหน้า สถานะของนางจะรุ่งเรืองยิ่งๆขึ้นไป!
ถังฉีเปรียบประหนึ่งหงส์ทองที่สยายปีกโผบินออกมาจากหมู่บ้านตระกูลถัง
“ฉีเอ๋อร์ อย่าได้ปฏิเสธ พวกเราผู้เฒ่าใช้เวลาหลายวันในการตัดสินใจครั้งนี้!”
หลี่เจิ้งก็แสดงสีหน้าเคร่งขรึมเช่นกัน
ถังฉีพยักหน้ารับในที่สุด นางเข้าใจถึงอำนาจตัดสินใจของบุรุษในยุคนี้
จึงยอมรับข้อเสนอของผู้อาวุโสอย่างใจเย็น
“เอาละ ในเมื่อเจ้ายอมตกลงแล้ว เราจะไม่อยู่รบกวนอีก”
หลี่เจิ้งและเหล่าผู้อาวุโสจากไปพร้อมกับรอยยิ้มบนใบหน้า
ในเวลานี้ ทุกครัวเรือนต่างเตรียมตัวไปเคารพหลุมศพ ทุกคนล้วนกลับบ้านเร็วเพื่อจัดเตรียมทุกอย่างให้พร้อม
“ไปกันเถอะ ฉีเอ๋อร์ ไปเคารพหลุมศพแม่ของเจ้ากัน!”
ใบหน้าของถังอู่เผยความรู้สึกซาบซึ้งเช่นกัน
จากนั้น เขานำถังฉีและบุตรชายทั้งสามออกจากบ้าน ก่อนจะลงกลอนประตูด้านหลัง
ถังฉีถือถุงซึ่งทำจากผ้าหยาบ บรรจุกระดาษเงินกระดาษทองไว้จนเต็ม
ระหว่างทาง ผู้คนที่พบเห็นพวกเขาต่างประหลาดใจ
“ถังอู่ นี่เจ้าคิดจะพาถังฉีไปเคารพหลุมศพอย่างนั้นหรือ?”
ชาวบ้านที่เพิ่งออกจากบ้านได้ยินเสียงกราดเกรี้ยวของถังต้าสี่จากด้านหลัง
เมื่อได้ยินเสียงของบิดา ถังอู่หยุดชะงัก
พวกถังฉีหยุดฝีเท้าเช่นกัน ในมือถือถุงใส่กระดาษเงินกระดาษทองไว้
“ท่านอารอง การเอาใจใส่ลูกสาวก็เป็นเรื่องหนึ่ง แต่พึงตระหนักด้วยว่าวันนี้เราจะไปที่หลุมศพเพื่อเป็นเกียรติแก่บรรพบุรุษของเรา!”
Comments
Post a Comment