sister ep331-340

 ตอนที่ 331 มิตรในยามยากคือมิตรแท้


โจวเจี๋ยมีสีหน้าดูถูกดูแคลน


อันที่จริง นางไม่ชอบท่าทางหยิ่งยโสของตู้เยว่เหนียงมานานแล้ว เมื่อมีถังฉีคอยหนุนหลัง ตู้เยว่เหนียงก็ไม่เคยยำเกรงนาง ดังนั้น ที่โจวเจี๋ยต้องการให้นางมาอยู่ข้างกายก็เพื่อลงโทษอย่างสาสม


“เฮอะๆ… สาวใช้ของข้าจะเป็นอย่างไรก็หาใช่กงการของท่านไม่ จวิ้นจู่ ในเมื่อท่านยังอยู่ที่นี่ ก็แปลว่าท่านเตรียมตำลึงทองและเอกสารสิทธิ์ของร้านค้าไว้เรียบร้อยแล้วกระมัง?”


น้ำเสียงราบเรียบของถังฉีดังจนได้ยินกันทั่ว


โจวเจี๋ยและลวี่ชิงชิงต่างตะลึงพรึงเพริด พวกนางตั้งใจจะรอดูคนมาเก็บศพของถังฉี ทว่าหญิงสาวผู้นั้นกลับมายืนอยู่ตรงหน้าในสภาพไร้รอยขีดข่วน ไม่มีแม้แต่บาดแผลใดๆที่มองเห็นได้


ถังฉีมองพวกนางอย่างเย็นชา


สองคนนี้มีเวลาว่างมากเกินไปจริงๆ!


“เจ้า! ข้า… ข้า…”


โจวเจี๋ยไม่คาดคิดว่าความตื่นเต้นจะมลายหายไปในเวลาเพียงไม่กี่อึดใจ สีหน้าของนางฉายแววสิ้นหวังอีกครั้ง


เมื่อเห็นหญิงสาวยืนอย่างเยือกเย็นตรงหน้า ความรู้สึกพ่ายแพ้เกาะกุมหัวใจของโจวเจี๋ยจนนางทำอะไรไม่ถูก


“เสี้ยนจู่ ดีเหลือเกินที่เจ้ากลับมาอย่างปลอดภัย ผู้ที่ช่วยชีวิตท่านไว้คือใครหรือ? เราอยากขอบคุณพวกเขาจริงๆ”


ลวี่ชิงชิงยังคงแย้มยิ้มอย่างใสซื่อ ทว่าวาจาของนางกลับแฝงไปด้วยความรู้สึกอาฆาตพยาบาท


ในยุคสมัยนี้ การรักษาระยะห่างระหว่างชายหญิงถือเป็นจารีต หากบุรุษคนใดช่วยถังฉีขึ้นมาจากแม่น้ำ นางก็ต้องเลือกระหว่างแต่งงานกับเขาหรือบวชชีชั่วชีวิต


“ไม่มีใครช่วยข้า ข้ารอดมาได้ด้วยตัวเอง”


ถังฉีกล่าวอย่างใจเย็น


เวลานี้ นางยังคงมีพลังเหลือเฟือ จึงสามารถต่อปากต่อคำกับทั้งสองคนได้อย่างเต็มที่


แม้ถังฉีจะไม่รู้จักลวี่ชิงชิง แต่ใครก็ตามที่ยืนอยู่ข้างโจวเจี๋ยก็คงมิใช่คนน่าคบหานัก นอกจากนี้ สัญชาตญาณของนางในฐานะสตรียังบอกด้วยว่าลวี่ชิงชิงมีนิสัยเจ้าเล่ห์เพทุบาย


“เจ้าคิดว่ากำลังหลอกใครอยู่? ทุกคนทุ่มกำลังตามหาเจ้านานกว่าหนึ่งชั่วยามแต่ก็ไม่พบ แต่เจ้ากลับบอกว่าเจ้ารอดมาได้ด้วยตัวเอง?”


โจวเจี๋ยแสดงสีหน้าเหลือเชื่อ พยายามโน้มน้าวให้ทุกคนเชื่อว่าถังฉีได้รับการช่วยเหลือจากบุรุษแปลกหน้า เมื่อชื่อเสียงของถังฉีเสียหาย เหล่าขุนนางในเมืองหลวงคงไม่มีใครอยากแต่งงานกับนาง


ที่สำคัญยิ่งไปกว่านั้น ตระกูลจ้าวจะไม่มีวันยอมรับลูกสะใภ้ที่มีมลทินเช่นนี้ โจวเจี๋ยเชื่อว่าตนเองเล่นงานถังฉีได้ตรงจุด


“โจวเจี๋ย เจ้าหมายความว่าอย่างไร? พี่สาวคนสวยของข้ารอดมาได้ด้วยตัวเองจริงๆ ข้านี่แหละที่เป็นคนดึงนางขึ้นมาจากแม่น้ำเป่ยเหวย! และก่อนหน้านั้นข้าก็ส่งบุรุษทุกคนบนเรือให้เข้าไปอยู่ในห้องโดยสารหมดแล้ว”


โจวเจาซึ่งเติบโตมาในสภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยคนหน้าไหว้หลังหลอก จึงคาดเดาเจตนาของโจวเจี๋ยได้แม่นยำ


นางไม่อยากเชื่อว่าโจวเจี๋ยจะร้ายกาจถึงเพียงนี้ จ้องเล่นงานพี่สาวคนสวยของนางเพียงเพราะพ่ายแพ้การแข่งขัน!


หากโจวเฉิงกวงไม่ได้ยืนยันว่าโจวเจี๋ยอยู่ในสายตาของเขาตลอดเวลา โจวเจาอาจเชื่อว่าโจวเจี๋ยเป็นคนผลักถังฉีตกน้ำ!


“องค์หญิง ข้าไม่ได้ตั้งใจจะว่าร้ายผู้ใด ข้าเพียงเป็นห่วงความปลอดภัยของแม่นางถังเท่านั้น”


โจวเจี๋ยไม่คาดคิดว่าโจวเจาถึงกับตอบโต้นางโดยตรง ความจองหองพองขนของนางลดลงอย่างรวดเร็ว


นางไม่ได้ลืมสถานะของตนเองและโจวเจา


“ฮึ่ม! ไม่ว่าจะอย่างไร ข้าแนะนำให้เจ้าล้มเลิกแผนการที่วางไว้เสียเถอะ! พี่สาวคนสวยของข้าไม่ใช่คนที่เจ้าจะขัดใจได้!”


ระหว่างทาง โจวเจาได้ทราบถึงภูมิหลังของถังฉีเพิ่มเติมเล็กน้อย รวมถึงความสัมพันธ์ลึกลับระหว่างนางกับหุบเขาร้อยพิษ


โจวเจี๋ยทำได้เพียงก้มศีรษะเพื่อซ่อนความขุ่นข้องหมองใจในดวงตา


ลวี่ชิงชิงเองก็ค้อมศีรษะเล็กน้อยเพื่อหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับโจวเจา


“เสี้ยนจู่ ตอนที่เรือลำแรกกลับมาถึง ทุกคนล้วนบอกว่าท่าน... ท่าน...”


ตู้เยว่เหนียงหวาดกลัวจนไม่กล้าจบประโยค นางไม่อาจจินตนาการได้ว่าทุกคนจะทำอย่างไรหากเกิดอะไรขึ้นกับถังฉี


“ไม่มีอะไร แค่ข่าวลวงเท่านั้น นายหญิงของเจ้าว่ายน้ำเก่งมาก!”


ถังฉีตอบอย่างไม่ใส่ใจ


ดังคำกล่าว ‘มิตรในยามยากคือมิตรแท้’ ถังฉีสัมผัสถึงความห่วงหาอาทรที่ตู้เยว่เหนียงและโจวเจามีต่อนางได้อย่างชัดเจน


แม้แต่โจวเฉิงกวง นางก็ไม่คาดคิดว่าเขาจะกระโดดลงไปในแม่น้ำเพื่อค้นหานาง


แม้นางจะไม่ชอบน้องสาวของโจวเฉิงกวง แต่นางก็ไม่อาจปล่อยความคิดนี้กระทบต่อความคิดเห็นของนางที่มีต่อผู้อื่น


สตรีสูงศักดิ์คนอื่นๆ ต่างก็สั่งให้สาวใช้ของตนรั้งรออยู่ เมื่อเห็นว่าถังฉีกลับมาอย่างปลอดภัยแล้ว พวกนางก็ทยอยกันกลับไปเพื่อไปแจ้งให้คุณชายหรือคุณหนูของตนทราบ


รวมทั้งเรื่องความตึงเครียดระหว่างองค์หญิงและจวิ้นจู่ ในเมืองหลวง การเลือกข้างเป็นเรื่องที่ไม่อาจทำผิดพลาดได้


“เวลานี้ข้าดีขึ้นมากแล้ว ขอบคุณเจาเอ๋อร์และทุกท่านที่ยังรอข้ ไม่เช่นนั้น ต่อให้บังเอิญพบไม้กระดานให้เกาะ ข้าก็คงไม่อาจกลับมาถึงที่นี่ได้ก่อนค่ำ ใครจะรู้ว่าข้าต้องเผชิญกับอันตรายใดบ้างในแม่น้ำยามกลางคืน...”


ถังฉีกล่าวด้วยความหวาดกลัว


“เยว่เหนียง มอบเงินหนึ่งพันตำลึงให้พวกคนเรือ ถือเป็นน้ำใจตอบแทนที่พวกเขาทุ่มเทกำลังตามหาข้าอย่างสุดความสามารถ”


“เจ้าค่ะ!”


ตู้เยว่เหนียงตอบรับด้วยความยินดี


ตราบใดที่นายหญิงของนางปลอดภัย ต่อให้ต้องจ่ายเงินมากเท่าไรนางก็ไม่อิดออด


ไม่นานหลังจากนั้น นางก็ยื่นเงินหนึ่งพันตำลึงให้คนขับเรือ พร้อมกับบอกให้เขาแบ่งเงินให้ทุกคนที่ลงไปค้นหานาง


“ตกรางวัล!”


โจวเทียนฉี่กล่าวอย่างเฉยเมย


อย่างไรก็ตาม เขาไม่ได้มองไปยังถังฉี เขาเพียงคิดว่าหญิงสาวผู้นี้โชคดีที่ยังมีชีวิตอยู่


อย่างไรก็ตาม เขายังคงมีน้ำใจตกรางวัลแก่ผู้ช่วยเหลือ


ส่วนพวกองครักษ์ที่ลงไปช่วยนาง ถังฉีจะไม่ตกรางวัลพวกเขาเป็นรายคน นางตั้งใจว่าจะตอบแทนเจ้านายของพวกเขาผ่านการเลี้ยงอาหารหรือมอบเป็นของกำนัลอย่างอื่น


เวลานี้ โจวเจี๋ยก็ค่อยๆล่าถอยออกไปโดยไม่มีผู้ใดสังเกตเห็น


ลวี่ชิงชิงเองก็พยายามเงียบให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้


ถังฉีอยากกลับไปพักผ่อนเสียที ดังนั้นนางจึงไม่ได้สนใจลวี่ชิงชิง


“พี่สาวคนสวยไม่ต้องกังวล ข้าจะตามหาคนชุดเหลืองที่ผลักท่านให้เจอ!”


โจวเจาเดินเคียงข้างถังฉี โดยยังคงกล่าวถึงหญิงสาวลึกลับในชุดสีเหลือง


ขณะที่ลวี่ชิงชิงกำลังจะจากไป นางก็บังเอิญได้ยินบทสนทนาของทั้งสองเข้าพอดี นางหรี่ตาลงอย่างรวดเร็ว ก่อนจะรีบเดินจากไป


ทันใดนั้น ถังฉีก็หยุดมองร่างที่เร่งรีบของลวี่ชิงชิงด้วยแววตาสงสัย


“เสี้ยนจู่ พวกเรารีบกลับกันเถอะ ท่านพ่อกับน้องชายของท่านที่ทราบข่าวก่อนหน้านี้คงเป็นห่วงกันมาก!”


ตู้เยว่เหนียงกระซิบเบา ๆที่หูของถังฉี


“อืม รีบกลับกันเถอะ!”


ถังฉีผงกศีรษะ นางรู้ว่าบิดาและน้องชายของนางเป็นห่วงเป็นใยนางมากเพียงใด


หลังจากขอบคุณโจวเทียนฉี่และโจวเฉิงกวงแล้ว นางก็บอกลาพวกเขา


ไม่นานหลังจากนั้น นางก็ขึ้นรถม้าของโจวเจาและมุ่งหน้าไปยังที่พำนัก



ตอนที่ 332 ไม่ใช่สตรีพรหมจรรย์


“พี่ลวี่...”


หลังจากที่พวกถังฉีจากไปแล้ว โจวเจี๋ยก็พบกับลวี่ชิงชิง ‘โดยบังเอิญ’ ระหว่างทางกลับ


“เจี๋ยเอ๋อร์?”


ลวี่ชิงชิงมองโจวเจี๋ยด้วยสีหน้าเฉยเมย ไม่ยินดียินร้าย


“พี่ลวี่ ท่านทำราวกับไม่ต้องการเจอข้าอีกแล้ว เจี๋ยเอ๋อร์เสียใจยิ่งนัก”


โจวเจี๋ยแสดงสีหน้าเจ็บปวด ทว่าดวงตายังคงพินิจพิจารณาลวี่ชิงชิงอย่างเงียบๆ


ลวี่ชิงชิงถึงกับเลิกคิ้ว


“เจี๋ยเอ๋อร์ เจ้ามองอะไร? มีอะไรอยู่เปื้อนอยู่บนหน้าข้าหรือ?”


“เปล่าเลย พี่ลวี่ ข้าเพียงนึกขึ้นได้ว่าตอนที่ท่านอยู่บนเรือ ท่านเปลี่ยนชุดเป็นสีเหลืองหลังจากที่สุราหกใส่เสื้อผ้าชุดเดิม”


สีหน้าของลวี่ชิงชิงเปลี่ยนไปทันที


“พี่ลวี่ อย่ากังวลหรือโกรธไปเลย เจี๋ยเอ๋อร์มาที่นี่เพื่อบอกให้ท่านรู้ว่าเราอยู่ฝ่ายเดียวกัน!”


โจวเจี๋ยคลี่ยิ้มและเดินไปจับมือลวี่ชิงชิง


สีหน้าของลวี่ชิงชิงค่อยๆอ่อนลง หากเวลานี้นางยังไม่ตระหนักว่าโจวเจี๋ยก็สนใจจ้าวไป่จือ นางก็คงไม่ใช่ลวี่ชิงชิง!


อย่างไรก็ตาม นางคิดว่าการจัดการกับถังฉีนั้นยากกว่าโจวเจี๋ย


“เจี๋ยเอ๋อร์ อันที่จริง ข้าก็ทำผิดเหมือนกัน แต่เพื่อมิให้เรื่องบานปลายยิ่งไปกว่านี้... จึงไม่กล้าที่จะพูดออกมา”


ลวี่ชิงชิงมีสีหน้าเสียใจ


โจวเจี๋ยยิ้มเย็นเยียบในใจ เหตุผลที่นางมาที่นี่ก็เพื่อให้ลวี่ชิงชิงทราบว่านางรู้ทุกอย่างแล้ว


ท้ายที่สุดแล้ว หากถังฉีจะมีศัตรูเพิ่มขึ้นอีกสักคน ย่อมเป็นผลดีสำหรับนาง!


“ไม่เป็นไร พี่ลวี่ ข้าจะไม่บอกใครทั้งนั้น! อย่างไรเสีย ข้าก็ทนถังฉีไม่ได้เช่นกัน หากนางตายในแม่น้ำเป่ยเหวยวันนี้ไปเสียคงจะดีกว่า!”


โจวเจี๋ยไม่ได้อำพรางจิตสังหารที่เจือในน้ำเสียง


ลวี่ชิงชิงก็หัวเราะเยาะในใจ นางเข้าใจแล้วว่าเหตุใดโจวเจี๋ยถึงเปิดเผยความสัมพันธ์ระหว่างถังฉีและจ้าวไป่จือนั่นก็เพราะมองนางเป็นหมากตัวหนึ่ง!


“พี่ลวี่ ท่านคิดอะไรของท่าน? นี่ก็ค่ำมากแล้ว เราควรกลับแยกย้ายกลับจวนจริงๆเสียที!”


โจวเจี๋ยไม่คาดคิดว่าลวี่ชิงชิงจะยังคงสงบได้ถึงเพียงนี้ ซึ่งทำให้นางรู้สึกสับสนเล็กน้อย


“โอ้ ข้าเพียงคิดว่าแม่นางถังช่างโชคดีนักที่รอดชีวิตมาได้ พรุ่งนี้ข้าจะไปที่วัดเพื่อจุดธูปขอพรสักหน่อย!”


ลวี่ชิงชิงกล่าว ก่อนจะบอกลาโจวเจี๋ยและเดินไปที่รถม้าของตนเองอย่างช้าๆ


ขณะที่ถังฉีและโจวเจากำลังเดินทางกลับ สีหน้าของพวกนางก็สงบลงอย่างมาก


ระหว่างทาง ถังฉีงีบหลับไปครู่หนึ่ง


“พี่สาวคนสวย พวกเราถึงบ้านแล้ว!”


แม้ลังเลที่จะปลุกถังฉี แต่โจวเจาก็กังวลว่านางจะเป็นหวัดหากนางนอนในรถม้านานเกินไป


“หืม? อืม!”


ถังฉีตื่นขึ้นมาอย่างมึนงง จากนั้นก็ก้าวลงจากรถม้าอย่างช้าๆ


เมื่อถังเฟิงได้ยินเสียงอึกทึกด้านนอก เขาก็รีบออกมาอย่างรวดเร็ว


“เฟิงจือ รีบไปเตรียมน้ำร้อนในครัว วันนี้พี่สาวคนสวยตกลงไปในแม่น้ำ กว่าจะหานางเจอก็ผ่านไปกว่าหนึ่งชั่วยามแล้ว!”


ก่อนที่ถังฉีจะทันได้กล่าว โจวเจาก็เอ่ยขึ้นอย่างรีบร้อน


“พี่ใหญ่ ท่านตกลงไปในแม่น้ำงั้นหรือ!”


ถังเฟิงตกใจทันที หลังจากตรวจดูถังฉีและแน่ใจว่านางปลอดภัยดี เขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก


“ตอนนี้ไม่เป็นไรแล้ว พักผ่อนสักคืนก็คงจะดีขึ้น”


ถังฉีกล่าวอย่างใจเย็น นางแช่อยู่ในน้ำไม่นาน และหลังจากดื่มชาขิงและกินยาแก้หวัดแล้ว นางก็คิดว่าตนเองคงไม่เป็นอะไร


“ไม่ได้การ ไปบอกในครัวให้เตรียมน้ำร้อนเพิ่ม เราต้องรีบไปตามหมอเดี๋ยวนี้!”


ถังเฟิงเพิกเฉยต่อคำคัดค้านของถังฉีและรีบสั่งคนรับใช้ให้เตรียมน้ำร้อน


“เสี้ยนจู่ ข้าจะไปเตรียมน้ำอาบและเสื้อผ้าชุดใหม่ให้ท่าน! องค์หญิง ฝากดูแลเสี้ยนจู่สักครู่นะเพคะ!”


ตู้เยว่เหนียงกล่าวอย่างรีบร้อน


หลังจากใช้เวลาร่วมกันในหมู่บ้านตระกูลถัง นางก็มองโจวเจาเหมือนน้องสาวคนหนึ่ง แม้เวลานี้นางจะทราบตัวตนที่แท้จริงของโจวเจา แต่ตู้เยว่เหนียงก็ไม่ใส่ใจกับพิธีการใดๆ


“รีบไปเถอะ คืนนี้ข้าจะพักที่นี่ด้วย เมื่อมั่นใจว่าพี่สาวคนสวยไม่ได้ล้มป่วย ข้าค่อยกลับวัง”


โจวเจาผงกศีรษะ เร่งเร้าให้ตู้เยว่เหนียงรีบไป


หลังจากนั้นไม่นาน ถังอู่ก็ออกมาจากเรือน สีหน้าของเขาเต็มไปด้วยความร้อนใจขณะมองไปยังถังฉี


“ท่านอาถัง รอให้พี่สาวคนสวยอาบน้ำเสร็จก่อนค่อยคุยกันเถอะ! แต่หากท่านอยากถามอะไรก็ถามข้ามาได้เลย”


“เอ่อ รบกวนท่านแล้ว”


ถังอู่ผงกศีรษะและปล่อยให้ถังฉีอาบน้ำก่อน


ไม่นานหลังจากนั้น เขาและโจวเจาก็นั่งลงในห้องโถง


“ท่านว่าอย่างไรนะ? ฉีเอ๋อร์ถูกคนผลักลงไปในแม่น้ำ?” ใบหน้าของถังอู่เต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว


ไม่น่าเชื่อว่าทั้งๆ ที่อยู่ในสายพระเนตรพระกรรณของฮ่องเต้ สตรีสูงศักดิ์เหล่านี้กลับกล้าทำเรื่องชั่วร้ายถึงเพียงนี้!


ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย นี่เป็นครั้งแรกที่ฉีเอ๋อร์มาเมืองหลวง เหตุใดใครๆถึงอยากทำร้ายนางนัก?


ถังอู่รู้สึกสับสนอย่างมาก


“ใช่แล้ว พวกเขาพึงทราบว่าข้าใส่ใจพี่สาวคนสวยมากเพียงใด แต่เหตุใดพวกเขายังกล้าทำเช่นนี้?”


สีหน้าของโจวเจาก็ประหลาดใจเช่นกัน


“องค์หญิง มันคือเรือลำใดหรือ? พวกคุณชายและคุณหนูที่ร่วมงานเรือบุปผาครั้งนี้มีใครบ้าง?”


ถังอู่คิดว่าควรจะสืบสวนเรื่องนี้ด้วยตัวเอง


ใครก็ตามที่กล้าทำร้ายฉีเอ๋อร์ของเขาจะต้องได้รับผลกรรม ไม่ว่าพวกนางจะมีสถานะอะไรก็ตาม!


“หากนึกย้อนกลับไป… ผู้คนบนเรือบุปผาก็มีทั้งบุตรสาวของเจ้ากรมอาญาและ…”


โจวเจาเริ่มเขียนรายชื่อคนที่นางเห็นบนเรือในวันนี้


“แต่แปลกที่หลานสาวของสมุหราชเลขาธิการมาร่วมงานด้วยทั้งๆที่นางแต่งงานแล้ว และแม้นางจะเป็นม่าย แต่นางก็ไม่ใช่สตรีพรหมจรรย์อีกต่อไป! บางที หลานสาวของอัครเสนาบดีฝ่ายขวาอาจเชิญนางมาเพื่อปลอบใจกระมัง?”


คำกล่าวอย่างไม่ใส่ใจของโจวเจาดึงดูดความสนใจของถังอู่


“นอกจากนี้ บุตรสาวของเป่ยจิ้งอ๋องก็ดูมีพิรุธอย่างมาก ในช่วงบ่าย นางแข่งขันกับพี่สาวคนสวยแต่ก็แพ้ทุกครั้ง นางโกรธเพราะความอับอายนี้หรือ?”


โจวเจาเติบโตมาในวังหลัง แม้ฮ่องเต้จะทรงเอาใจใส่นางเป็นพิเศษและฮองเฮาก็รักใคร่เอ็นดูนางประหนึ่งพระธิดาร่วมสายโลหิต แต่นางก็ตระหนักดีถึงความซับซ้อนและเรื่องราวลับลมคมในของวังหลัง


“หากไม่สืบสวนให้ถี่ถ้วน เราก็ไม่อาจระบุเบาะแสได้ เมื่อฉีเอ๋อร์อาบน้ำเสร็จ ข้าจะถามนางให้ละเอียดกว่านี้”


แม้ถังอู่จะโกรธมากที่มีคนพยายามทำร้ายบุตรสาว แต่การสืบหาเบาะแสเพื่อระบุตัวคนร้ายถือเป็นเรื่องสำคัญยิ่งยวด


“ใช่แล้ว! บนเรือมีคนเยอะเกินไป ข้าจึงไม่มีโอกาสไถ่ถามพี่สาวคนสวยมากนัก”


โจวเจานั่งลงข้างๆถังอู่ รอให้ถังฉีอาบน้ำเสร็จ


ในไม่ช้า ถังเฟิงก็กลับมาพร้อมหมอคนหนึ่งที่รีบรุดเข้ามาจากด้านนอก


“ท่านพ่อ ข้าพาหมอมาแล้ว พี่ใหญ่อยู่ที่ไหน?”



ตอนที่ 333 ยิ่งกังวลยิ่งสับสน


“น้องสี่!”


ทันทีที่ถังเฟิงกล่าวจบ ถังฉีก็เดินเข้ามา หลังจากอาบน้ำ ผิวของนางก็ดูมีสีเลือดฝาดมากขึ้น


“พี่ใหญ่ รีบนั่งลงเร็วเถอะ จะได้ให้ท่านหมอตรวจชีพจรให้ท่าน!”


ไม่ให้นางมีโอกาสปฏิเสธ ถังเฟิงลากถังฉีมาที่เก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆแล้วนั่งลง พร้อมกับเร่งเร้าให้หมอชราตรวจชีพจรของนาง


“ชีพจรของแม่นางสงบมาก ไม่มีอาการป่วยไข้แม้แต่น้อย...”


หมอชรามีสีหน้าประหลาดใจ เขาเพิ่งได้ยินจากถังเฟิงว่าถังฉีตกลงไปในแม่น้ำนานกว่าหนึ่งชั่วยาม


“บางที อาจเป็นเพราะข้าว่ายน้ำจนชินแล้ว”


ถังฉีหาข้อแก้ตัว และหมอชราก็ผงกศีรษะเมื่อได้ยินเช่นนั้น


“แม้ชีพจรของแม่นางจะคงที่ แต่การอยู่ในน้ำเป็นเวลานานอาจทำให้ป่วยได้ ข้าจะจ่ายยารักษาอาการหวัดให้ ต้มสมุนไพรในน้ำปริมาณสามชามจนงวดลงเหลือชามเดียว แล้วดื่มให้หมด!”


หมอสังเกตสีหน้าของถังฉีครู่หนึ่ง เมื่อเห็นว่าไม่มีปัญหาสำคัญใดๆ จึงเขียนใบสั่งยา และถังเฟิงก็ตามเขาไปเอายา


เดิมที ถังฉีต้องการปฏิเสธ แต่เมื่อพิจารณาว่านางตกลงไปในแม่น้ำจริงๆ นางจึงคิดว่าป้องกันไว้ก่อนดีกว่า เพราะหากนางไม่กินยา บิดาของนางและถังเฟิงก็คงจะต้องกังวลอย่างแน่นอน


“ฉีเอ๋อร์ เล่าให้พ่อฟังหน่อยเถอะว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้น? เจ้าเห็นหรือไม่ว่าใครผลักเจ้าตกเรือ?”


ใบหน้าของถังอู่เผยความจริงจังที่หาได้ยาก


“ครั้งนี้ ข้ามองเห็นหน้าคนได้ไม่ชัดนัก รู้เพียงนางสวมชุดสีเหลือง และข้าก็สังเกตเห็นไฝแดงที่นิ้วก้อยข้างซ้ายของนาง”


ถังฉีพยายามจดจำรายละเอียด


“เอาล่ะ ข้าจะไปสืบหาความจริงต่อเอง เจ้าก็พักผ่อนให้เต็มที่ ข้าสัญญาว่าจะหาตัวคนที่พยายามทำร้ายเจ้าให้ได้!”


กล่าวดังนั้น ถังอู่ก็หมุนกายและจากไป


มองดูร่างที่ห่างออกไป ถังฉีสัมผัสถึงความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั่วร่าง


“ท่านพ่อ รักษาตัวด้วย! ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นโปรดจำไว้ ความปลอดภัยต้องมาก่อน!”


ถังฉีร้องบอกตามหลังเขาอย่างจริงจัง


“ไม่ต้องห่วง ข้าจะระวัง หลังจากกินข้าวกินยาแล้ว เจ้าก็พักผ่อนให้มาก”


เมื่อได้ยินความกังวลของถังฉี ถังอู่ก็รู้สึกอุ่นใจอย่างมาก คิดในใจว่าความรักทั้งหมดที่เขาทุ่มเทให้บุตรสาวผู้นี้คงไม่สูญเปล่า


“ท่านพ่อ ข้าอยากไปด้วย! ใครกล้าทำร้ายพี่ใหญ่ ข้าจะให้พวกมันชดใช้!”


ถังเฟิงตั้งใจจะติดตามถังอู่


“น้องสี่ ถ้าเจ้าไปแล้วใครจะปกป้องข้า?”


ถังฉีรีบแทรกแซงโดยไม่ได้ล้อเล่น ท้ายที่สุดแล้ว ถังอู่ก็เชี่ยวชาญในวรยุทธ์ แต่ถังเฟิงทราบกระบวนท่าพื้นฐานเพียงไม่กี่ท่าเท่านั้น หากเขาไป เขาอาจกลายเป็นภาระได้


“อืม”


ถังเฟิงคล้ายจะเข้าใจความร้ายแรงของสถานการณ์


ถังอู่เข้าใจความคิดของบุตรสาว และทราบว่าเรือนหลังนี้เป็นของจ้าวไป่จือ จะต้องมีองครักษ์คอยลาดตระเวนอยู่แถวนี้อย่างแน่นอน ถังฉีจะปลอดภัยที่สุดหากอยู่หลังกำแพงนี้


หลังจากให้คำแนะนำเล็กน้อย ถังอู่ก็ออกเดินทางอย่างรวดเร็ว ความคุ้นเคยกับเมืองหลวงปรากฏชัดจากก้าวเดินที่มั่นใจของเขา


ถังฉีไม่ได้พยายามสืบอะไรต่อ เพราะทราบดีว่าทุกคนต่างก็มีความลับของตัวเอง ซึ่งเป็นเรื่องที่พวกเขาไม่คิดจะแบ่งปันกับผู้ใด


“พี่ใหญ่ องค์หญิง เยว่เหนียงเตรียมอาหารเสร็จแล้ว ไปกินข้าวกันเถอะ!”


ถังเฟิงกล่าวพลางดึงถังฉีไปที่ห้องอาหาร


ณ จวนเจิ้นกั๋วกง จ้าวไป่จือนั่งอยู่บนเก้าอี้ โดยมีองครักษ์คนสนิทยืนอยู่ตรงหน้า


“ว่าไงนะ? มีคนผลักฉีเอ๋อร์ตกเรือ?”


ใบหน้าของจ้าวไป่จือเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว โชคดีที่ฉีเอ๋อร์ว่ายน้ำเป็น และโชคดีที่ไม่เกิดเรื่องร้ายแรง


“สตรีบนเรือวันนั้นล้วนมาจากตระกูลขุนนาง ดังนั้นการสืบสวนจึงนับว่าท้าทายไม่น้อย แม่นางถังบอกว่าคนที่ผลักนางมีไฝแดงที่นิ้วก้อยข้างซ้าย”


“ไฝแดง?”


ความทรงจำผุดขึ้นมาในใจของจ้าวไป่จือ


จากนั้น สีหน้าเย็นชาก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า เขาทราบแล้วว่าใครเป็นคนผลักถังฉีตกลงไปในแม่น้ำ


“ข้ารู้แล้วว่าเป็นใคร ไม่จำเป็นต้องสืบหาหลักฐานเพิ่ม”


จ้าวไป่จือไม่คาดคิดมาก่อนว่าสาวน้อยที่เคยเดินตามเขาไปทุกที่และเรียกเขาว่า 'พี่จ้าว' ตลอดเวลา จะกลายเป็นคนใจดำอำมหิตได้ถึงเพียงนี้


“ขอรับ”


องครักษ์คนสนิทของเขาถอยออกไปเงียบๆ


“ลวี่ชิงชิง ใครคิดว่าเจ้าจะโหดร้ายได้ถึงเพียงนี้…”


ใบหน้าของจ้าวไป่จือเริ่มเย็นชา


เขาลั่นวาจาว่าใครก็ตามที่ทำร้ายฉีฉีของเขาจะต้องชดใช้อย่างสาสม ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตาม


เช้าวันรุ่งขึ้น ถังฉีตื่นขึ้นมาด้วยความรู้สึกสดชื่น ไม่แสดงอาการเจ็บป่วยใดๆ ทั้งยังกินโจ๊กมากกว่าปกติถึงครึ่งชาม


เมื่อเห็นดังนั้น ถังเฟิงและโจวเจาก็วางใจในที่สุด


“ท่านพ่อไม่ได้กลับมาทั้งคืนเลยหรือ?”


ถังฉีสังเกตเห็นที่นั่งว่างและดูเป็นกังวล


“พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวล ท่านพ่อไม่เคยประมาททั้งยังแข็งแกร่ง ในเมืองนี้จะมีสักกี่คนที่สามารถทำร้ายเขาได้”


ถังฉีทราบว่าตนเองกังวลมากเกินไป หากเกิดอะไรขึ้นกับถังอู่เพราะนาง นางคงไม่มีวันให้อภัยตนเอง


“อืม คอยฟังข่าวของเขาไว้ด้วย”


ถังเฟิงผงกศีรษะ เขาเองก็ต้องการให้บิดากลับมาโดยเร็ว เพราะในเมืองที่ไม่คุ้นเคยแห่งนี้ พวกเขาจำเป็นต้องระมัดระวังมากเป็นพิเศษ


“พี่สาวคนสวย ท่านไม่ต้องกังวลไปหรอก ท่านอาถังไม่ได้เจออันตรายใดๆ หากมีข่าวว่าท่านอาถังไปบุกรุกจวนหรือห้องของสตรีชั้นสูงสักคน ข้าคงได้ยินอะไรมาบ้างแล้ว”


เมื่อได้ยินวาจาของโจวเจา ถังฉีค่อยคลายใจ เพราะหากมัวพะวงจะทำให้ตัดสินใจได้ไม่เด็ดขาด


แต่จะอย่างไรก็ไม่อาจสลัดความรู้สึกไม่สบายใจออกไปได้


“เอาล่ะ ท่านอย่าคิดมากเลย กินให้เยอะๆก็พอ”


ถังเฟิงและโจวเจาพูดคุยกัน


พวกเขาไม่ต้องการสิ่งใดนอกจากให้ถังฉีพักผ่อนเต็มที่


“อืม พวกเจ้าสองคนก็เลิกกังวลได้แล้ว ข้าเชื่อในความสามารถของท่านพ่อ และข้าแน่ใจว่าเขาจะไม่ทำอะไรหุนหันพลันแล่น”


กล่าวจบ ถังฉีก็ตักโจ๊กลงในชามของตนเองอีกครึ่งหนึ่ง


หลังจากคารวะผู้อาวุโสในตระกูลและรับประทานอาหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว ลวี่ชิงชิงก็กลับเข้าห้อง จิตใจของนางหมกมุ่นอยู่กับความคิดว่าจะจัดการถังฉีอย่างไรไม่ให้ถูกจับได้


สองสามวันมานี้นางรู้สึกกังวล แต่เนื่องจากไม่มีอะไรเกิดขึ้น ความกล้าของนางจึงค่อยๆเพิ่มขึ้น


“ชิงชิง ช่วงนี้เจ้าดูเหม่อลอยนัก คิดอะไรอยู่หรือ?”


มารดาของลวี่ชิงชิงเห็นสีหน้าหนักใจของบุตรสาวจึงถามด้วยความกังวล


“ท่านแม่ ข้าได้ยินมาว่าพี่จ้าวเพิ่งจะหมั้นหมายกับหญิงบ้านนอกคนหนึ่ง”


ลวี่ชิงชิงสูดหายใจเข้าเฮือกใหญ่ ตัดสินใจเล่าเรื่องนี้ให้มารดาของนางฟัง


“หมั้นหมายแล้วอย่างไร? ข้ามีหลายวิธีที่รับประกันได้ว่าเขาจะไม่แต่งงานกับสตรีผู้นั้น!”



ตอนที่ 334 ตามที่ท่านแม่ปรารถนา


ลวี่ฮูหยินกล่าวด้วยสีหน้าเฉยเมย


“ข้าไม่ทราบว่าเหตุใดถังฉีถึงได้หมั้นหมายกับเขา แต่จวนเจิ้นกั๋วกงจะยอมรับการแต่งงานของพวกเขาหรือ? นางเป็นเพียงหญิงบ้านนอกไร้หัวนอนปลายเท้าคนหนึ่ง เด็กโง่ เจ้าอย่าคิดมากไปเลย!”


ลวี่ฮูหยินมองบุตรสาวอย่างรักใคร่


“ส่วนโจวเจี๋ย เด็กร้อยเล่ห์มารยาเช่นนั้นเจ้าต้องอยู่ให้ห่างเข้าไว้ ไม่เช่นนั้น เจ้าอาจตกหลุมพรางและกลายเป็นบันไดให้นางเหยียบย่ำขึ้นไป!”


“ท่านแม่ ข้าเข้าใจดี ข้าไม่ใช่เด็กสามขวบอีกต่อไปแล้ว...”


แม้ลวี่ชิงชิงจะกล่าวเช่นนี้ แต่นางก็ยังเอนกายซุกในอ้อมแขนของมารดาราวกับเด็กน้อย


สองแม่ลูกดูจะเพลิดเพลินกับช่วงเวลาแห่งความอบอุ่นในครอบครัว


“ฮูหยิน คุณหนู ฮูหยินเจิ้นกั๋วกงเชิญไปงานชมบุปผาในอุทยานวันมะรืนนี้! นี่คือเทียบเชิญเจ้าค่ะ”


สาวใช้เดินเข้ามาจากด้านนอกแล้ววางเทียบเชิญไว้ตรงหน้าพวกนาง


“ฮ่าๆๆๆ ... ลูกแม่ เช่นนี้ก็เหมือนมีคนยื่นหมอนให้ยามง่วงนอนไม่มีผิด!”


สีหน้าพึงพอใจอาบใบหน้าของลวี่ฮูหยิน ในอดีต หากจี้ซื่อเฉินส่งเทียบเชิญมาให้ นางคงรู้สึกรังเกียจเดียดฉันท์


ท้ายที่สุดแล้ว ‘จี้ซื่อ’ หรือภรรยาเอกที่แต่งเข้ามาใหม่ ก็ไม่อาจเทียบได้กับภรรยาเอกที่แท้จริงเช่นนาง


ทว่าเวลาเปลี่ยนไปแล้ว เวลานี้นางตั้งใจจะไปดูสถานการณ์ที่จวนเจิ้นกั๋วกง เพื่อดูว่าพวกเขารู้สึกอย่างไรกับสตรีแซ่ถังผู้นี้


“สาวใช้ที่นำเทียบเชิญมาส่งยังอยู่หรือไม่? บอกนางไปว่ามะรืนนี้ข้าจะพาลูกสาวไปเยือนที่จวนอย่างแน่นอน ให้สินน้ำใจแก่สาวใช้ผู้นั้นสักเล็กน้อย จะได้เรียกนางมาถามว่าเหตุใดจู่ๆ จวนเจิ้นกั๋วกงถึงเชิญหญิงสาวมากมายไปงานชมบุปผา?”


ไม่นานหลังจากนั้น สาวใช้ผู้นั้นก็เดินมาจากลานด้านหน้า


“ฮูหยิน ข้าได้ยินมาว่าบุตรชายของเจิ้นกั๋วกงป่วยหนัก ต้องมองหาหญิงสาวมาแต่งงานเพื่อแก้เคล็ดและปัดเป่าเคราะห์ร้าย จึงเชิญเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงมาร่วมงานเจ้าค่ะ”


สาวใช้คุกเข่าลงบนพื้นด้วยท่าทางหวาดกลัวและกล่าวอย่างระมัดระวัง


“เอาล่ะ เจ้าออกไปได้ แต่อย่าบอกใครเกี่ยวกับเรื่องนี้ ไม่อย่างนั้น...”


แม้ลวี่ฮูหยินจะกล่าวไม่จบประโยค แต่สาวใช้ก็เข้าใจและผงกศีรษะซ้ำแล้วซ้ำเล่า


“เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว จำให้ขึ้นใจว่าสิ่งใดควรพูด สิ่งใดไม่ควรพูด!”


สดับวาจา สาวใช้ก็ก้มศีรษะลง เผยสีหน้าโล่งใจ นางโค้งคำนับและเดินออกจากห้องไปอย่างช้าๆ


“ชิงชิง เจ้าคิดดีแล้วหรือ จ้าวไป่จือป่วยหนัก หากเจ้าแต่งงานแล้วเขาเกิดตายขึ้นมา ชื่อเสียงของเจ้าจะพลอยเสียไปด้วย”


“ท่านแม่ ข้าไม่คิดว่าเรื่องราวจะง่ายดายถึงเพียงนั้น หากเขาป่วยหนักจริง ท่านคิดว่าเหล่าฮูหยินจ้าวจะอยู่ในจวนอย่างสงบสุขได้หรือ? ด้วยความรักที่นางมีต่อจ้าวไป่จือ นางคงพลิกแผ่นดินตามหาหมอที่เก่งที่สุดในใต้หล้า หรือแม้แต่ติดต่อคนของหุบเขาร้อยพิษแล้วก็ได้”


ลวี่ชิงชิงซึ่งใช้ชีวิตวัยเด็กส่วนใหญ่อยู่ในจวนของเหล่าฮูหยินจ้าว จึงพอทราบอุปนิสัยของนางอยู่บ้าง


“ตายจริง ลูกสาวของข้าช่างมองได้ทะลุปรุโปร่งนัก! ข้าเกือบจะหลงกลอุบายของยายแก่นั่นเสียแล้ว หากจ้าวไป่จือตกอยู่ในอันตรายจริงๆ นางคงถึงขั้นเสียสติ!”


เป็นครั้งแรกที่ลวี่ฮูหยินมีสีหน้ายินดี


“ลูกสาวแม่จะทำอะไรก็ทำเถอะ แม่จะคอยสนับสนุนเจ้าเสมอ! แม้เหล่าฮูหยินจ้าวจะไม่ยอม แม่จะไม่ยอมให้นางมาทำลายความสุขของลูกสาวข้าเด็ดขาด!”


ลวี่ฮูหยินมองบุตรสาวของนางด้วยความรัก


“ท่านแม่ ข้ารู้ว่าท่านดีกับข้าเสมอ ไว้เรามารอดูท่าทีของเหล่าฮูหยินจ้าวกันวันมะรืนนี้ดีหรือไม่? แต่หากนางยอมรับเรื่องของถังฉี ข้าจะยอมประนีประนอมให้ก็ได้”


ลวี่ชิงชิงเผยสีหน้าเย็นชา


“ใช่แล้วลูกแม่ หากจ้าวไป่จือต้องการแต่งงานกับหญิงบ้านนอกคนนั้นจริงๆก็ช่างเขาเถอะ เก็บนางไว้ใกล้ตัวดีกว่าปล่อยให้นางเป็นหอกข้างแคร่อยู่ข้างนอก”


“อืม แล้วแต่ท่านแม่จะปรารถนา!”


ลวี่ชิงชิงทำท่าใจกว้างราวกับว่านางได้กลายเป็นนายหญิงของจวนเจิ้นกั๋วกงแล้ว


“ฮ่าๆ ลูกสาวข้าช่างว่านอนสอนง่ายนัก! เมื่อวานนี้ พ่อของเจ้าเพิ่งนำผ้าไหมชั้นดีมาให้ ข้าจะให้ช่างเย็บผ้าตัดชุดให้เจ้า ที่จวนเจิ้นกั๋วกง เจ้าจะต้องโดดเด่นกว่าใครอย่างแน่นอน!”


ลวี่ฮูหยินจินตนาการว่าบุตรสาวของนางจะทำให้ทุกคนในจวนเจิ้นกั๋วกงตะลึงด้วยอาภรณ์ชุดใหม่ของนาง


“ซื่อจื่อ เทียบเชิญถูกส่งไปแล้วเจ้าค่ะ”


ณ จวนเจิ้นกั๋วกง สาวใช้ร่างเล็กคุกเข่าเบื้องหน้าจ้าวไป่จือด้วยความเคารพ


“อืม คนที่จวนราชเลขาธิการว่าอย่างไรบ้าง?”


จ้าวไป่จือจิบชาและเลิกคิ้วเล็กน้อย รสชาไม่ละมุนลิ้นเท่ากับที่ฉีฉีเคยชง


“ลวี่ฮูหยินตอบรับว่านางจะเข้าร่วมงานในวันมะรืนนี้แน่นอนเจ้าค่ะ”


สาวใช้กล่าวตอบอย่างสุภาพ ไม่กล้าเงยหน้ามองบุรุษหนุ่มที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธาน


“อืม เจ้าออกไปได้แล้ว อย่ากลับมาโดยไม่ได้รับคำสั่งจากข้า”


จ้าวไป่จือวางถ้วยชาลงและโบกมือ สาวใช้ก็ถอยกลับไปอย่างรวดเร็ว


“ซื่อจื่อ ท่านจะทำเช่นนี้จริงๆหรือ?” หมิงรื่อ คนรับใช้คนสนิทเอ่ยถามด้วยสีหน้ากังวล


“ตาต่อตา ฟันต่อฟัน พวกเขาปฏิบัติต่อฉีฉีอย่างไร ข้าก็จะปฏิบัติต่อพวกเขาเช่นนั้น”


จ้าวไป่จือกล่าวอย่างใจเย็น และหมิงรื่อก็ค่อยๆก้มศีรษะลง ก่อนจะถอยกลับไปอีกครั้ง


เขาทราบดีว่าเมื่อซื่อจื่อตัดสินใจแล้ว จะไม่มีการเปลี่ยนแปลงอีก


อีกด้านหนึ่ง ผู้ที่มีความสุขเช่นเดียวกับลวี่ชิงชิงก็คือโจวเจี๋ย


“เอาผ้าที่ดีที่สุดจากห้องเก็บของมาให้ข้า ตัดชุดสักสองสามชุด ข้าจะใส่ไปร่วมงานเลี้ยงพรุ่งนี้!”


โจวเจี๋ยมองดูสาวใช้ที่กำลังโค้งคำนับตรงหน้านางอย่างเย่อหยิ่ง


นางตั้งใจจะเอาชนะคนอื่นๆในงานเลี้ยง และจะทำให้สตรีสูงศักดิ์ทุกคนในเมืองหลวงต้องก้มศีรษะเมื่ออยู่ต่อหน้านาง


ส่วนลวี่ชิงชิงก็เป็นเพียงดอกไม้เหี่ยวเฉา หญิงหม้ายที่ริอ่านอยากแต่งงานเข้าตระกูลกั๋วกง ช่างไร้สาระสิ้นดี!


เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากได้รับข่าว โจวเจาก็ไปที่เรือนของพวกถังฉี


“พี่สาวคนสวย พรุ่งนี้เป็นวันที่เจิ้นกั๋วกงฮูหยินเชิญเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงไปร่วมงานเลี้ยง ท่านรู้หรือไม่ว่าเพราะเหตุใด? พวกเขาต้องการหาเจ้าสาวให้กับจ้าวไป่จือ!”


เมื่อกล่าวจบ โจวเจาก็หยิบถ้วยชาบนโต๊ะขึ้นมา เทน้ำอุ่นใส่ถ้วยแล้วดื่มเข้าไป


“อย่างไรก็ตาม ข้าเดาว่าคงไม่มีตระกูลขุนนางใดยอมส่งลูกสาวของตัวเองมางานนี้แน่”


สิ้นเสียงหวานใส สีหน้าของโจวเจาบ่งบอกถึงความสะใจ


“เพราะอะไรหรือ?”


ถังฉีก็มีสีหน้าประหลาดใจเช่นกัน


“เพราะมีข่าวลือว่าจ้าวไป่จือบุตรชายของเจิ้นกั๋วกงป่วยหนักและใกล้จะเสียชีวิตเต็มที! พวกเขากำลังพยายามหาเจ้าสาวมาแต่งงานแก้เคล็ดเพื่อปัดเป่าเคราะห์ร้าย ผู้ที่ต้องการประจบเอาใจจวนเจิ้นกั๋วกงอาจไม่พาบุตรสาวในสมรสมาด้วย คงมีเพียงลูกอนุฯ เท่านั้น!”



ตอนที่ 335 พาท่านกลับวังด้วยกัน


“พี่สาวคนสวย ท่านอยากไปดูเรื่องน่าตื่นเต้นหรือไม่?” โจวเจากะพริบตาอย่างซุกซน


“ไปสิ!”


ถังฉีคิดครู่หนึ่งแล้วผงกศีรษะ นางต้องการเห็นว่าจวนเจิ้นกั๋วกงเป็นอย่างไร และนี่คือโอกาสที่ดี


“คิกคิก... นึกแล้วเชียว! พี่สาวคนสวย ข้ารู้ว่าท่านจะไป! ครั้งนี้ไม่ต้องกังวล ข้าจะปกป้องท่านเอง!” โจวเจาตบหน้าอกอย่างมั่นใจ


“เจาเอ๋อร์ เจ้าช่างเป็นเด็กน่ารักจริงๆ!”


มองดูดวงหน้าเล็กๆที่จริงจังของโจวเจา ถังฉีคลี่ยิ้มพลางยื่นมือไปลูบศีรษะของนาง


ช่างรู้สึกดีจริงๆ!


ในขณะที่พวกนางกำลังพูดคุยกัน ถังอู่ก็เดินเข้ามาจากด้านนอกพร้อมดาบยาวในมือ


“ท่านพ่อ ท่านกลับมาแล้ว!”


“ท่านอาถัง!”


ถังฉีรีบเดินไปหา เมื่อเห็นบุตรสาวยืนอยู่ตรงหน้าอย่างปลอดภัย ใบหน้าของถังอู่ก็แย้มยิ้มออกมา


“ฉีเอ๋อร์ ข้าได้ยินมาเมื่อครู่ เจ้าจะไปที่จวนเจิ้นกั๋วกงงั้นหรือ?”


“ใช่แล้ว ท่านพ่อ ข้าอยากเห็นด้วยตาตัวเองว่าที่นั่นเป็นสถานที่แบบไหน จะเป็นถ้ำมังกรหรือถ้ำเสือ”


ถังฉีผงกศีรษะ


“เฮ้อ หากข้ารู้ว่าสถานะของไป่จือสูงส่งถึงเพียงนี้ ข้าคงไม่จัดการหมั้นหมายให้พวกเจ้าตั้งแต่แรก!”


ถังอู่ดูเสียใจเล็กน้อย


ในตอนนั้น เขาคิดไปว่าจ้าวไป่จือเพียงมาจากตระกูลที่ร่ำรวย แต่นึกไม่ถึงว่าเขาจะเป็นถึงซื่อจื่อของเจิ้นกั๋วกง


“ท่านอาถัง จวนเจิ้นกั๋วกงแล้วอย่างไร? หากพวกเขากล้ารังแกพี่สาวคนสวยของข้า ข้าจะให้เสด็จพ่อจัดการพวกเขาทั้งตระกูล!”


โจวเจาทำแก้มป่องด้วยความโกรธ


“หากใครรังแกพี่สาวคนสวยของข้า ก็เท่ากับรังแกข้า! พรุ่งนี้ข้าจะทำให้คุณหนูเหล่านั้นจำไปจนตาย!”


โจวเจายังคงรู้สึกผิดที่ไม่ได้ปกป้องถังฉีครั้งที่แล้ว


“ท่านพ่ออย่ากังวลไปเลย ลูกสาวของท่านดูแลตัวเองได้”


ถังฉียิ้มจางๆ


นางรู้สึกประทับใจกับข้อเสนอของจ้าวไป่จืออยู่บ้าง หลังจากใช้เวลาอยู่ร่วมกับเขามานาน นางจึงรู้ว่าเขาเป็นคนที่รักษาคำพูดเสมอ


“แล้วข้าจะตามเจ้าไปทีหลัง ต่อให้อยู่ได้เพียงข้างนอกและคอยให้กำลังใจก็ตาม”


หลังจากกล่าวจบ ถังอู่ก็กลับไปที่ห้องเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า อยู่ข้างนอกมานาน ตัวเขาก็เริ่มมีกลิ่นแปลกๆ แล้วครั้งนี้ถังฉีไม่ปฏิเสธ


นางไม่ทราบว่าสถานการณ์ที่จวนเจิ้นกั๋วกงจะเป็นอย่างไร แต่การมีครอบครัวของนางคอยปกป้อง ก็ทำให้นางรู้สึกสบายใจมากขึ้น


“คราวนี้เยว่เหนียงจะคอยอยู่เคียงข้างท่านด้วย!”


ตู้เยว่เหนียงกล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น


หากไม่ใช่เพราะโชคดีของคุณหนูของนาง ผลที่ตามมาคงไม่อาจจินตนาการได้!


“ได้เลย! ข้าอยากรู้นักว่าใครจะกล้าทำร้ายข้าอีก!”


ทันใดนั้น ท่าทีของถังฉีก็เปลี่ยนไปเป็นเย็นชา


“ไปกันเถอะพี่สาวคนสวย! ข้าเอาชุดผ้าไหมสวยๆมาให้ท่านด้วย!”


โจวเจากล่าวด้วยความตื่นเต้นและลากถังฉีเข้ามาในห้อง


“พี่สาวคนสวยรีบใส่ให้ข้าดูเร็วเข้า!”


โจวเจาชี้ไปยังเสื้อผ้าที่วางไว้ ดวงตาของนางเต็มไปด้วยความคาดหวัง


ถังฉีปฏิเสธไม่ได้ ดังนั้นนางจึงเดินเข้าไปข้างในและเปลี่ยนชุด


ไม่นาน นางก็เดินออกมาในชุดกระโปรงสีฟ้าอ่อน


ชายเสื้อปักลายดอกโบตั๋นสีขาว เครื่องประดับหยกอันประณีตประดับผมพร้อมพู่ไหมสีเงินห้อยปรกลงมา เอวของนางรัดด้วยสายคาดไหมสีขาว ขับเน้นรูปร่างที่เพรียวบางของนางให้ยิ่งโดดเด่นล ไม่มีการตกแต่งอื่นๆ และถึงแม้จะดูเรียบง่าย แต่ชุดนี้ก็ดูสง่างามและอ่อนช้อย


ดวงหน้าไร้ที่ติของนางแม้ปราศจากเครื่องสำอางใดๆ ทว่าขณะที่นางเดินย่างกรายออกมา ความงามตามธรรมชาติของนางก็เปล่งประกายออกมา


“โอ้โฮ พี่สาวคนสวย ท่านดู... งดงามสะกดใจจริงๆ พรุ่งนี้ท่านต้องทำให้คุณหนูพวกนั้นรู้สึกละอายใจแน่ๆ!”


โจวเจาอุทานด้วยความชื่นชม


ไม่มีใครปฏิเสธได้เลยว่าถังฉีช่างงามหยาดเยิ้ม แม้โดยปกติแล้วนางจะไม่ค่อยใส่ใจเรื่องการแต่งกายมากนัก แต่ก็บอกได้ว่านางเป็นสตรีที่งดงามโดยธรรมชาติ


เวลานี้ นางสวมชุดที่ทำจากผ้าไหมชั้นเลิศ ดูอ่อนช้อยและสง่างาม สมกับสง่าราศีของผู้สูงศักดิ์ที่ไม่อาจบรรยายได้


“เจาเอ๋อร์ สตรีสูงศักดิ์เหล่านั้นมาจากตระกูลที่มีเกียรติและรุ่งเรืองมาหลายชั่วอายุคน อย่าเอาข้าไปเปรียบเทียบกับพวกนางเลย อีกอย่าง การพึ่งพาความงดงามเพียงอย่างเดียว ยากที่จะได้รับความเคารพจากผู้อื่น”


ถังฉีถอนหายใจเบาๆ


เมื่อนางอยู่หมู่บ้านตระกูลถัง นางไม่เคยคิดเรื่องพวกนี้เลย แต่นางก็ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเองด้อยกว่าผู้ใดด้วยเช่นกัน


เหมือนกับครอบครัวร่ำรวยที่นางเคยรู้จักในโลกเดิม เนื่องจากนางไม่ได้เกิดมาในครอบครัวที่มั่งมี นางจึงต้องทำงานหนักเพื่อให้แน่ใจว่าลูกๆของนางจะสุขสบาย


เมื่อคิดถึงเรื่องนี้ ความสงบก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของถังฉี


ใครจะคิดว่าด้วยโชคชะตาที่พลิกผัน นางจะได้มาถึงเมืองหลวงและได้พบปะกับเหล่าสตรีสูงศักดิ์?


สิ่งเดียวที่นางตั้งใจคือการมาดูร้านของตนเอง...


“ฮึ่ม! แม้เวลานี้ท่านอาถังจะไม่ได้ดำรงตำแหน่งขุนนาง แล้วอย่างไร? ข้าเชื่อว่าในภายภาคหน้า เขาและพี่ซานจะประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่!”


โจวเจากล่าวอย่างจริงจัง


ถังฉีอดหัวเราะกับความจริงจังของนางไม่ได้ โจวเจาช่างน่ารักจริงๆ!


จ๊อก...


จู่ๆ เสียงท้องของใครบางคนก็ร้องขัดจังหวะการสนทนา


ใบหน้าของโจวเจาเปลี่ยนเป็นสีแดง


นางรีบไปเอาเสื้อผ้ามาให้ถังฉีตั้งแต่เช้า ดังนั้นนางจึงไม่ได้กินอะไรเลยก่อนมาถึง


“หิวใช่หรือไม่?”


ถังฉีมองโจวเจาอย่างหมดหนทาง เด็กน้อยผู้นี้ช่างน่าเอ็นดูจริงๆ!


“อืม ข้าเพิ่งได้ชุดนี้มาเมื่อวาน และให้ช่างเย็บผ้ารีบมาทำให้เสร็จภายในคืนเดียว แล้วข้าก็รีบมาที่นี่ตั้งแต่เช้า!”


โจวเจาอธิบายโดยมองไปยังถังฉีด้วยความคาดหวัง


“เอาล่ะ เจ้าอยากกินอะไร ข้าจะทำให้เจ้าเอง”


“ข้าอยากกินขนมจีบกับนมถั่วเหลือง!” โจวเจากล่าวด้วยใบหน้าที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง


“องค์หญิง ท่านมาได้ถูกจังหวะทีเดียว ห้องครัวมีถั่วเหลืองแช่น้ำเตรียมไว้แล้ว!”


ตู้เยว่เหนียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม


“เอาล่ะ ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน เยว่เหนียง ช่วยข้าเตรียมแป้งหน่อย”


“เจ้าค่ะ คุณหนู! ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”


ตู้เยว่เหนียงรีบออกไป


แม้การทำอาหารของนางจะไม่เก่งเท่าถังฉี แต่นางก็เป็นลูกมือในครัวที่เยี่ยมมาก!


ถังฉีเปลี่ยนเป็นชุดที่เรียบง่ายและผูกผ้ากันเปื้อน ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ห้องครัว


ครั้นผ่านไปประมาณหนึ่งก้านธูป นางก็นำถาดขนมจีบและเกี๊ยวออกมาวางไว้ตรงหน้าโจวเจา


“พี่สาวคนสวย หลังจากที่กลับไปที่วัง ข้ารู้สึกไม่ชินกับอาหารที่ห้องเครื่องทำเลย!”


โจวเจาบ่นเบาๆ ในขณะที่กินอาหาร


ทั้งหมดนี้เป็นเพราะพี่สาวคนสวยของนางทำอาหารได้อร่อยเกินไป นางจึงคิดรายการอาหารใหม่ๆออกมาเสมอจนพ่อครัวในวังไม่อาจจินตนาการได้!


“ฮึ่ม ข้าหวังเหลือเกินว่าจะพาท่านกลับวังไปด้วยกันได้!”


โจวเจากล่าวจบแล้วก็มุ่งความสนใจไปที่การรับประทานอาหารอย่างเต็มที่ ถังฉียิ้มอย่างอบอุ่น


ไม่นาน โจวเจาก็กินอาหารเช้าที่ถังฉีทำเกือบหมด และหลังจากดื่มนมถั่วเหลืองไปหนึ่งถ้วยเล็กๆ นางก็ดูอิ่มอกอิ่มใจอย่างมาก


นางอ้อยอิ่งอยู่ที่เรือนตลอดบ่ายก่อนจะออกไปอย่างไม่เต็มใจในที่สุด


ถังฉีอารมณ์ดีมาก ดังนั้นหลังจากอาบน้ำในตอนเย็นแล้ว นางจึงเข้านอนเร็วกว่าปกติ


เช้าวันรุ่งขึ้น ตู้เยว่เหนียงก็ปลุกนาง


สีหน้านางยังคงดูง่วงนอนและมึนงง


นางฝันถึงซานจือและคนอื่นๆ ที่เดินทางมาถึงเมืองหลวง และครอบครัวก็ได้อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง


“คุณหนู พระอาทิตย์กำลังจะขึ้นแล้ว ท่านต้องตื่นแล้วเจ้าค่ะ วันนี้ข้าจะแปลงโฉมท่านให้สมศักดิ์ศรี ท่านเป็นถึงเสี้ยนจู่ จะปล่อยให้สตรีสูงศักดิ์เหล่านั้นเปล่งประกายเหนือท่านไม่ได้!”



ตอนที่ 336 เพื่อพี่สาวคนสวยของข้า


ทันทีที่สิ้นประโยค ตู้เยว่เหนียงก็ลากถังฉีออกจากเตียง


อาบน้ำแต่งตัว ประแป้ง แต้มสีชาด ของเหล่านี้ล้วนเป็นสิ่งที่โจวเจานำมาจากวังเมื่อวันก่อน


“หยุดๆหยุด!”


เวลานี้ ถังฉีตื่นเต็มตาแล้ว จึงปรามตู้เยว่เหนียงทันที นางไม่อาจชื่นชมรูปแบบการแต่งหน้าของยุคสมัยนี้ได้


“ข้าจะทำเอง!”


หลังจากพูดคุยกันแล้ว ถังฉีก็หาอุปกรณ์เขียนคิ้ว ทาปาก และแต่งหน้าด้วยตัวเอง


ทันใดนั้น หญิงสาวในกระจกก็ดูสดชื่นขึ้นมาก!


ถังฉีมีผิวขาวอย่างเป็นธรรมชาติ เพียงการแต้มชาดสีแดง ก็ดูมีสง่าราศีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด


“โอ้โฮ เสี้ยนจู่ ท่านเพียงเขียนคิ้วและทาปากเท่านั้น แต่ท่านดูเปล่งปลั่งกว่าปกติเสียอีก ข้าเป็นสตรียังละสายตาจากท่านไม่ได้!”


ตู้เยว่เหนียงกล่าวด้วยความชื่นชม


“เอาล่ะ เยินยอพอแล้ว อาหารเช้าพร้อมแล้วหรือยัง? ข้าเริ่มหิวแล้ว ใครจะรู้ว่าเราจะได้กินข้าวที่งานเลี้ยงเวลาใด?”


ถังฉีลูบท้อง


“คุณหนู อาหารเช้าพร้อมนานแล้ว นายน้อยเฟิงจือและคนอื่นๆ กำลังรอท่านอยู่ในห้องอาหาร!”


“ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!”


ถังฉียกชายกระโปรงขึ้นและมุ่งหน้าสู่บริเวณรับประทานอาหาร เมื่อถังเฟิงเห็นนาง เขาก็อดไม่ได้ที่จะชมนางอีกครั้ง


ถังอู่ยังมีสีหน้าภาคภูมิใจ เป็นสายตาของบิดาที่เห็นบุตรสาวเติบโตมาอย่างดี 


ขณะที่พวกเขากำลังกินอาหารเช้า โจวเจาก็มาถึงแล้ว


อย่างไรก็ตาม นางกินอาหารในวังมาเรียบร้อย และโชคดีที่ถังฉีและคนอื่นๆกินเสร็จพอดี


“พี่ใหญ่ ระวังตัวด้วย!”


ถังเฟิงเตือนถังฉีขณะที่นางขึ้นรถม้า


“น้องสี่อย่ากังวลไปเลย วันนี้ท่านพ่อก็ไปกับข้าด้วย หากเกิดอะไรขึ้น ข้าจะรีบบอกเขาทันที แต่วันนี้เจ้าก็ห้ามออกมาเดินเตร่ข้างนอก เมืองนี้ไม่เหมือนหมู่บ้านตระกูลถัง”


“เข้าใจแล้ว พี่ใหญ่ ตราบใดที่ท่านไม่กลับมา ข้าจะไม่ออกไปไหนทั้งนั้น”


“อืม ข้าจะทำของอร่อยๆให้เจ้ากินตอนที่ข้ากลับมา” ถังฉีกล่าวด้วยรอยยิ้ม


“เฟิงจือ อยู่บ้านดีๆ อีกไม่กี่วัน ข้าจะพาท่านกับพี่สาวคนสวยไปเที่ยวเล่น!”


โจวเจากล่าวด้วยน้ำเสียงเจ้ากี้เจ้าการแต่ก็แสนน่ารัก


“เอาละ เอาละ ทั้งสองคนรีบกลับมา ข้าจะรอ”


จากนั้น ถังฉีก็กวักมือเรียกโจวเจา


โจวเจาเดินมาหาอย่างรวดเร็ว และพวกนางกำนัลก็รีบเข้าไปช่วยนางขึ้นรถม้า


เพียงไม่นาน รถม้าก็หายไปจากสายตาของถังเฟิง


ที่ประตูจวนเจิ้นกั๋วกง มีรถม้าจำนวนมากมาถึงแล้ว


“องค์หญิงอันหยางมาถึงแล้ว!”


ทันทีที่รถม้าของโจวเจาหยุดที่ประตูจวนเจิ้นกั๋วกง คนรับใช้ที่มีดวงตาแหลมคมก็สังเกตเห็นนาง


สาวใช้จากจวนเจิ้นกั๋วกงรีบให้คนแบกเกี้ยวมารับทันที


โจวเจาเป็นคนแรกที่ก้าวออกจากรถม้า และทันทีที่สาวใช้จวนเจิ้นกั๋วกงกำลังสืบเท้าเข้ามาต้อนรับ พวกเขาก็เห็นนางส่งยิ้มและร้องเรียกคนในรถม้าว่า “พี่สาวคนสวย เรามาถึงแล้ว!”


โจวเจายื่นมือออกไป


“เจาเอ๋อร์…”


ถังฉีถอนหายใจอย่างจนใจ นางมัวแต่สังเกตสภาพแวดล้อมโดยไม่รู้ว่าพวกตนเดินทางมาถึงแล้ว ส่วนโจวเจาก็ชิงลงจากรถม้าไปก่อน


เสียงอ่อนโยนดังมาจากภายในรถม้า และในไม่ช้า ถังฉีก็ค่อยๆยกม่านขึ้น พร้อมกับยื่นมือที่เรียวสวยข้างหนึ่งออกมา


เหล่าสตรีสูงศักดิ์ที่เคยขึ้นเรือบุปผาเมื่อครั้งก่อนต่างคาดเดาได้ว่าใครอยู่ในรถม้า


ส่วนผู้ที่พลาดโอกาส ต่างก็จ้องมองไปยังรถม้าด้วยความสงสัยใคร่รู้


ทุกคนต่างตกตะลึง ใครกันที่สามารถทำให้องค์หญิงอันหยางแสดงท่าทีอบอุ่นเช่นนี้ได้?


จากนั้น ใบหน้าที่งดงามน่าทึ่งก็ปรากฏให้เห็น


“โอ้โฮ ช่างเป็นสตรีที่งดงามจริงๆ!”


สตรีสูงศักดิ์หลายคนเผยสีหน้าตะลึงพรึงเพริด


แม้เมืองหลวงมิเคยสิ้นสตรีงดงาม แต่หญิงสาวที่งดงามหมดจดเช่นถังฉีนับว่าหาได้ยากยิ่ง


โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เอกลักษณ์ความบริสุทธิ์ ความเย้ายวน และความสง่างามที่ผสมผสานกันอย่างลงตัว ประหนึ่งดอกบัวที่โผล่พ้นจากดินโคลน มิใช่สิ่งที่ใครๆสามารถลอกเลียนได้


ถังฉีถอนหายใจ นางตั้งใจที่จะเก็บตัวเงียบๆ แต่โจวเจากลับทำให้การมาของนางดูโดดเด่นขึ้นมา


“องค์หญิงอันหยาง ถวายบังคมเพคะ!”


สาวงามจากตระกูลชั้นสูงต่างโค้งคำนับโจวเจาด้วยความนอบน้อม แต่สายตาของพวกนางยังคงจับจ้องไปยังถังฉี ราวกับพยายามคาดเดาตัวตนของหญิงสาวผู้นี้


“ลุกขึ้นเถอะ”


โจวเจาตอบรับเหล่าสตรีสูงศักดิ์ด้วยความสง่าสุขุม แต่เมื่อนางหันกลับไปหาถังฉี สีหน้าของนางก็อ่อนลงและเผยรอยยิ้มที่อ่อนโยน


“พี่สาวคนสวยเข้าไป ข้างในกันเถอะ”


ไม่ไกลนัก โจวเจี๋ยและลวี่ชิงชิงเฝ้าดูฉากนี้ด้วยสายตาเย็นชา


พวกนางไม่คิดว่าถังฉีจะมาที่จวนเจิ้นกั๋วกง!


“พี่ลวี่ สตรีผู้นี้ช่างไร้ยางอายนัก! บังอาจนั่งรถม้าคันเดียวกับองค์หญิง! นางคิดว่าตัวเองสูงส่งถึงเพียงนั้นเชียวหรือ?”


โจวเจี๋ยยิ้มเยาะอย่างเย็นชา


“เจี๋ยเอ๋อร์ อย่าเพิ่งร้อนใจไป!” ลวี่ชิงชิงรีบปลอบโจวเจี๋ย นางเห็นแววอิจฉาริษยาที่ลึกซึ้งในดวงตาของโจวเจี๋ยอย่างชัดเจน


“เหตุใดหญิงบ้านนอกอย่างนางถึงได้รับความสนใจนักนะ?”


“เฮ้อ… คงเป็นโชคดีของนาง ถึงได้รับความโปรดปรานจากองค์หญิงอันหยาง!”


ลวี่ชิงชิงกล่าวอย่างเย็นชา


“โชคดีหรือ? นางควรเตรียมใจไว้ดีกว่า!”


โจวเจี๋ยผงะถอยอย่างเย็นชาและก้าวเข้าไปข้างใน


ในอุทยาน เหล่าฮูหยินจ้าวกำลังคุกเข่าเบื้องหน้ารูปปั้นเจ้าแม่กวนอิมเพื่อขอพรให้กับจ้าวไป่จือ


“เหล่าฮูหยิน ข้าเพิ่งได้ยินมาว่าเสี้ยนจู่จากหมู่บ้านตระกูลถังมาถึงจวนแล้วเจ้าค่ะ!”


สาวใช้รีบวิ่งเข้ามาและคุกเข่าลงข้างๆเหล่าฮูหยินจ้าว พร้อมรายงานอย่างระมัดระวัง


“ถังฉี?”


มือของเหล่าฮูหยินจ้าวที่กำลังนับลูกประคำพลันหยุดชะงัก นางเงยหน้าขึ้นมองสาวใช้


“เจ้าค่ะ เหล่าฮูหยิน เสี้ยนจู่คล้ายจะสนิทสนมกับองค์หญิงอันหยางมาก พวกนางมาถึงในรถม้าคันเดียวกัน และองค์หญิงอันหยางก็คอยดูแลนางด้วยตนเอง”


สาวใช้ผู้นี้เป็นหนึ่งในสาวใช้คนสนิทของเหล่าฮูหยินจ้าว


“อืม เตรียมตัวให้ดี ข้าอยากรู้ว่าถังฉีผู้นี้เป็นคนแบบใด ไป่จือถึงได้ถูกอกถูกใจในตัวนางนัก”


เหล่าฮูหยินจ้าวค่อยๆยืนขึ้น และสาวใช้ก็รีบเข้าไปประคองนาง


ในอุทยาน เหล่าสตรีสูงศักดิ์รวมตัวกันเป็นกลุ่มเล็กๆ เสียงหัวร่อต่อกระซิกดังให้ได้ยินเป็นครั้งคราว


ถังฉีและโจวเจาเดินเคียงข้างกัน และสตรีสูงศักดิ์ที่เห็นพวกนางก็คารวะโจวเจาด้วยความเคารพ


“ทุกคนไม่ต้องมากพิธี งานเลี้ยงวันนี้จวนเจิ้นกั๋วกงเป็นเจ้าภาพ ดังนั้นก็ปฏิบัติกับข้าเหมือนสตรีคนอื่นๆเถอะ”


โจวเจากล่าวอย่างสง่างาม


“เพคะ องค์หญิง!”


สตรีสูงศักดิ์โค้งคำนับและยิ้มด้วยความยินดี


“พี่สาวคนสวย ให้ข้าพาท่านชมจวนเจิ้นกั๋วกงเถอะ!”


โจวเจากล่าวด้วยรอยยิ้มและมองไปยังถังฉี


“เช่นนี้แล้ว วันข้างหน้าเมื่อท่านย้ายเข้ามาในจวนเจิ้นกั๋วกง ท่านจะได้ไม่หลงทาง!”


โจวเจากล่าวเสริม กะพริบตาให้ถังฉีและยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์


“เจาเอ๋อร์ หากเจ้ายังพูดเช่นนี้อีก ข้าจะจั๊กจี้เจ้าเสียให้เข็ด!” ถังฉีแสร้งทำเป็นมีสีหน้าเคร่งขรึม


“ฮาๆ เจาเอ๋อร์ไม่กลัวหรอก เจาเอ๋อร์แค่พูดความจริงเท่านั้นเอง ข้ายอมทุกอย่างเพื่อพี่สาวคนสวยของข้าคนเดียว!”



ตอนที่ 337 เลือกปฏิบัติ


“เอาล่ะ เลิกล้อเล่นได้แล้ว มาเดินเล่นรอบอุทยานกันดีกว่า!”


ถังฉียิ่งตอบไม่ถูก โจวเจาก็ยิ่งหยอกเย้า ดังนั้นนางจึงตัดสินใจปล่อยให้โจวเจาพานางเดินชมอุทยาน


“ข้าเคยมาที่จวนเจิ้นกั๋วกงหลายครั้งแล้ว ข้าคุ้นเคยกับที่ทางของที่นี่ดี”


เมื่อกล่าวจบ โจวเจาก็พาถังฉีเดินชมรอบๆอุทยานของจวนเจิ้นกั๋วกง


หลังจากเดินมาได้ไกลพอสมควร ทั้งสองก็เริ่มรู้สึกเหนื่อย จึงนั่งพักที่ศาลาแห่งหนึ่ง


สาวใช้จวนเจิ้นกั๋วกงเข้ามาหาพวกนางทันทีและยกน้ำชาอุ่นๆมาให้


“จวนเจิ้นกั๋วกงแห่งนี้ใหญ่โตโอ่อ่าไม่น้อย คนที่ไม่คุ้นเคยอาจหลงทางได้ง่ายๆ”


ถังฉีเอื้อมมือไปนวดขาที่เริ่มปวดของนาง


“แน่นอน! เสด็จพ่อของข้าสั่งให้ช่างฝีมือที่ฝีมือล้ำเลิศที่สุดสร้างที่แห่งนี้ขึ้นมา เป็นจวนที่ใหญ่ที่สุดในเมืองหลวง รองจากวังหลวง!”


โจวเจากล่าวด้วยรอยยิ้มร่าเริง


ถังฉีผงกศีรษะ ด้วยตระหนักว่าจวนเจิ้นกั๋วกงมีคุณูปการต่อแผ่นดินเป่ยโจวมากเพียงใด


นางกวาดสายตาพลางจินตนาการว่าจะเป็นอย่างไรหากนางเอารถยนต์ออกจากห้วงมิติแล้วขับวนไปรอบๆ


ความคิดนั้นทำให้นางรู้สึกตื่นเต้น แต่นางก็ทราบดีว่ามันเป็นไปไม่ได้


“องค์หญิง เสี้ยนจู่ ฮูหยินกำลังตามหาท่านทั้งสองอยู่เจ้าค่ะ!”


สาวใช้จวนเจิ้นกั๋วกงรีบเข้ามาหาและถอนหายใจด้วยความโล่งใจเมื่อพบทั้งสอง


“เสี้ยนจู่ พวกเราจะไปกันเลยหรือไม่เจ้าคะ?”


ตู้เยว่เหนียงก็ก้าวออกมาเช่นกัน


“อืม ไปกันเถอะ”


ถังฉีสนใจแม่เลี้ยงของจ้าวไป่จืออยู่บ้าง


“ดีละ ข้าจะแนะนำนางให้ท่านรู้จัก!”


โจวเจายิ้ม จับมือของถังฉีและเริ่มเดินย้อนกลับไปทางเดิม


ในความเป็นจริง ถังฉีทราบแล้วว่าจี้ซื่อเฉินผู้นี้คือใคร


อย่างไรก็ตาม นางยังคงฟังอย่างตั้งใจในขณะที่โจวเจาอธิบายถึงความสัมพันธ์และบทบาทของผู้คนในจวนเจิ้นกั๋วกง


“เหล่าฮูหยินเคร่งในทางธรรมมากจนไม่ค่อยยุ่งเกี่ยวกับเรื่องภายในจวนเจิ้นกั๋วกง ดังนั้นจี้ซื่อเฉินจึงเป็นผู้ดูแลทุกอย่างที่นี่…”


ขณะกำลังเดินพูดคุยกันไปเรื่อยๆ โจวเจาก็เล่าเรื่องราวภายในจวนให้ถังฉีฟัง


สาวใช้ที่เดินอยู่ข้างหน้าได้ยินบทสนทนาแต่ไม่กล้าพูดโต้แย้ง


ไม่นาน พวกนางก็มาถึงอุทยาน


เวลานี้ ดอกไม้ในอุทยานของจวนเจิ้นกั๋วกงกำลังออกดอกบานสะพรั่ง ทำให้จวนเต็มไปด้วยความมีชีวิตชีวา ผีเสื้อหลากสีบินว่อนไปมา บางครั้งก็บินผ่านกลุ่มคน


ถังฉีรู้สึกราวกับว่านางได้ก้าวเข้ามาในดินแดนของเหล่าภูต ความรู้สึกเกรงขามผุดขึ้นมาภายในใจ


“พี่สาวคนสวย อุทยานหลวงในวังกว้างขวางกว่านี้อีก หากมีเวลาข้าจะพาท่านไปเที่ยวชมในวัง”


โจวเจากำลังนึกถึงวิธีหลอกล่อพี่สาวคนสวยของนางไปที่วัง


“เจาเอ๋อร์ หากมีเวลาก็พาข้าไปได้ แต่เราต้องทำตัวให้เงียบๆเข้าไว้ ข้าไม่ต้องการให้เหตุการณ์ในวันนี้เกิดขึ้นซ้ำรอย...”


ถังฉีถอนหายใจพลางกล่าว


“อืม พี่สาวคนสวย เจาเอ๋อร์เพียงพยายามปกป้องท่าน ข้าทนไม่ได้ที่เห็นโจวเจี๋ยทำตัวเย่อหยิ่งเช่นนั้น!”


โจวเจาห่อปาก


“เจาเอ๋อร์ของข้าเป็นคนเอาใจใส่เสมอ แต่หากเจ้ามีความคิดเช่นนี้อีก ช่วยบอกข้าก่อนได้หรือไม่? ข้าจะได้เตรียมใจไว้ก่อน”


“พี่สาวคนสวย เจาเอ๋อร์เข้าใจแล้ว!”


โจวเจาผงกศีรษะอย่างจริงจัง หลังจากเหตุการณ์ในวันนี้ สตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวงทุกคนควรจะได้รู้จักกับพี่สาวคนสวยของนาง


จากนี้ไป เมื่อพวกนางเห็นถังฉี ก็จะไม่มีใครกล้าทำให้นางเดือดร้อนอีก


“องค์หญิงอันหยาง!”


จี้ซื่อเฉินมองเห็นโจวเจามาแต่ไกล จึงรีบเข้าไปหาด้วยใบหน้าเปี่ยมเมตตา


“กั๋วกงฮูหยิน!”


โจวเจารีบสำรวมกิริยาและยืนนิ่ง รอให้จี้ซื่อเฉินเข้ามาใกล้


“องค์หญิง เชิญนั่งลงเถอะ!”


จี้ซื่อเฉินยิ้มแย้มและกล่าวด้วยความเคารพ


“ฮูหยินไม่จำเป็นต้องมากพิธี ปฏิบัติกับข้าเหมือนแขกทั่วไปเถอะ อย่าให้ทุกคนต้องลำบากเลย”


โจวเจากล่าววาจาสุภาพทว่าเป็นกันเอง นางไม่คิดจะยุ่งเกี่ยวกับกั๋วกงฮูหยิน นางอยากใช้เวลาเดินเล่นไปรอบๆจวนกับพี่สาวคนสวยของนางมากกว่า


จี้ซื่อเฉินผงกศีรษะ แต่ก็อดมองถังฉีด้วยความสงสัยใคร่รู้มิได้ นางมีท่าทีสุขุมและสง่างามมากทีเดียว


ถังฉีทราบว่าจี้ซื่อเฉินผู้นี้คือแม่เลี้ยงของจ้าวไป่จือและมิใช่คนที่น่าไว้ใจ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องสุภาพมากเกินไป เพียงทำตามมารยาทเท่านั้น


“กั๋วกงฮูหยิน!”


ถังฉียืนขึ้นและโค้งคำนับอย่างสุภาพ สีหน้าของนางดูเย็นชาและห่างเหิน


“เจ้าคงเป็นเสี้ยนจู่จากเฟิงโจว ไม่คิดเลยว่าจะเป็นสตรีที่งดงามปานนี้!”


จี้ซื่อเฉินดูประหลาดใจ แต่ภายในใจยังคงเฉยเมย


สุดท้ายแล้ว ความงามก็เป็นเพียงเปลือกนอกเท่านั้น!


แม้การที่นางได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เสี้ยนจู่จากองค์ฮ่องเต้ อาจมีเหตุผลมากมายอยู่เบื้องหลัง


ถังฉีไม่ทราบความคิดของจี้ซื่อเฉิน เพียงแต่ทักทายนางและกลับไปนั่งข้างโจวเจา


ณ จุดนี้ สตรีสูงศักดิ์ที่ไม่เคยรู้จักตัวตนของถังฉีมาก่อน ต่างก็มองนางด้วยความประหลาดใจ


เสี้ยนจู่ถือเป็นบรรดาศักดิ์ที่ทรงเกียรติอย่างมาก


ขณะที่หญิงสูงศักดิ์ไม่มีสถานะที่โดดเด่นเช่นนั้น ไม่อาจเทียบได้กับถังฉี


อย่างไรก็ตาม เนื่องจากถังฉีไร้ซึ่งภูมิหลังที่แข็งแกร่ง ความประหลาดใจของพวกนางจึงเกิดขึ้นเพียงช่วงสั้นๆ ก่อนจะเบนความสนใจไปยังหญิงสูงศักดิ์คนอื่นๆ


“พี่สาวคนสวยอย่าไปสนใจคนพวกนี้เลย!”


โจวเจารีบปลอบโยนถังฉี เพราะกังวลว่านางอาจจะรู้สึกด้อยกว่า


“เจาเอ๋อร์ เจ้าไม่ต้องปลอบใจข้าหรอก ข้าไม่ใช่เด็กอีกต่อไปแล้ว”


ถังฉียิ้มเล็กน้อย


โจวเจาเมื่อเห็นดังนั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก


“ไม่คิดว่าองค์หญิงจะใกล้ชิดกับเสี้ยนจู่จากเฟิงโจวถึงเพียงนี้”


ในฐานะเจ้าภาพงานเลี้ยงในวันนี้ จี้ซื่อเฉินยิ้มขณะเห็นทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนิทสนม


“กั๋วกงฮูหยิน ท่านเคยได้ยินคำกล่าวที่ว่า ‘พบกันครั้งแรก เหมือนเป็นสหายกันมานาน’ หรือไม่?”


ท่าทีของโจวเจาเฉยเมยขณะที่ตอบคำถาม


นางจดจำคำสอนของมารดาได้แม่นยำ ว่าให้ปลูกฝังความยำเกรงในใจผู้อื่น อย่าเผยรอยยิ้มให้เห็น อย่าปล่อยให้ใครคาดเดาความคิด


“องค์หญิง เสี้ยนจู่ท่านนี้ช่างโชคดีนักที่ได้เป็นที่โปรดปรานของท่าน หญิงสาวคนอื่นๆคงจะอิจฉาไม่น้อย”


“ข้าไม่ได้เลือกปฏิบัติ หากพวกนางสามารถทำอะไรเพื่อราษฎรเป่ยโจวได้เท่าที่นางทำ ก็คงเป็นที่โปรดปรานของข้าได้ไม่ยาก”


น้ำเสียงของโจวเจาเย็นชา สีหน้าฉายแววเด็ดขาด


ใบหน้าของจี้ซื่อเฉินบิดเบี้ยวจนอัปลักษณ์



ตอนที่ 338 เหลือบไร


“ฮูหยิน เหล่าฮูหยินมาถึงแล้วเจ้าค่ะ!”


ตอนนั้นเอง แม่บ้านชรารีบเข้ามาและกระซิบเบาๆที่หูของนาง


อย่างไรก็ตาม โจวเจาและถังฉีซึ่งยืนอยู่ไม่ไกลจากจี้ซื่อเฉินก็ได้ยินสิ่งที่แม่บ้านชรากล่าวเช่นกัน


“เหล่าฮูหยิน? นางมาที่นี่ทำไม?”


ใบหน้าของจี้ซื่อเฉินเผยความประหลาดใจเพียงชั่วครู่ ก่อนจะอำพรางไว้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ


ถังฉีได้ยินคำกล่าวของแม่บ้านชราจึงเงยหน้าขึ้นมา


จี้ซื่อเฉินตอบสนองอย่างรวดเร็ว ทันทีที่แม่บ้านชรากล่าวจบ นางก็ออกไปต้อนรับ


“ท่านแม่ สุขภาพของท่านดีขึ้นแล้วหรือ? ท่านไม่ควรฝืนตัวเองเช่นนี้”


เพียงไม่กี่ก้าว จี้ซื่อเฉินก็เข้าไปประคองเหล่าฮูหยินจ้าว


“สองสามวันมานี้ข้ารู้สึกดีขึ้นบ้างแล้ว ก็เลยออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์สักหน่อย ไม่คิดว่าเจ้าจะจัดงานเลี้ยงที่นี่”


ใบหน้าของเหล่าฮูหยินจ้าวเผยความประหลาดใจ


“ท่านแม่ ไหนๆท่านก็มาแล้ว เหตุใดไม่อยู่ชมสาวๆเหล่านี้ด้วยกัน ท่านจะได้รู้สึกสดชื่น?”


ขณะกล่าว จี้ซื่อเฉินก็ประคองเหล่าฮูหยินจ้าวไปยังเก้าอี้หวายที่อยู่ใกล้ๆ


“อืม ใบหน้าของเด็กสาวเหล่านี้ช่างเหมือนกับบุปผาที่บอบบาง” เหล่าฮูหยินจ้าวมองไปยังหญิงสาวที่สวมชุดกระโปรงสีทอง เงิน และหลากสีสัน ร่องรอยหวนคำนึงปรากฏบนใบหน้าของนาง


แม่บ้านชรารีบยกถ้วยชามาวางไว้ตรงหน้าเหล่าฮูหยินจ้าวด้วยความเคารพ


ถังฉียืนอยู่ไกลๆ เฝ้าดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น


เหล่าฮูหยินจ้าวน่าจะเป็นครอบครัวแท้ๆของจ้าวไป่จือ และนางก็มีหน้าตาเปี่ยมเมตตาและอ่อนโยน


เหนือศีรษะของนางมีรัศมีสีม่วงแดงเปล่งประกาย บ่งบอกถึงความสูงศักดิ์และโชคลาภที่กำลังจะมาถึง 


ในทางกลับกัน จี้ซื่อเฉินกลับมีรัศมีสีม่วงอ่อนผสมกับสีดำ


แม้เกิดมาในตระกูลที่ร่ำรวย แต่กลับเป็นคนร้ายกาจ


เห็นดังนั้น ถังฉีก็อดไม่ได้ที่จะระแวดระวังจี้ซื่อเฉินมากยิ่งขึ้น


“หญิงสาวที่ประดับปิ่นหยกสีขาวตรงนั้นคือใครหรือ?” เหล่าฮูหยินจ้าวชี้ไปยังหญิงสาวงดงามผู้หนึ่งที่อยู่ไกลออกไป


“ท่านแม่ นั่นคือคุณหนูรองของเสนาบดีกรมธรรมการ ส่วนคนข้างๆ เป็นบุตรสาวของอนุภรรยา”


จี้ซื่อเฉินตอบอย่างสุภาพ


“โอ้ คุณหนูรอง... แล้วเด็กสาวที่สวมเครื่องประดับผมรูปดอกโบตั๋นคนนั้น?”


หญิงชราชี้ไปยังหญิงสาวอีกคนที่มีดวงตากลมโตและพวงแก้มสีชมพู


“นั่นคือบุตรสาวอนุภรรยาของแม่ทัพกู้ อย่าหลงกลรูปลักษณ์ละมุนละไมของนางเชียว นางเชี่ยวชาญวิชากระบี่และฝึกวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็ก! นางคงมีเรื่องพูดคุยกับไป่จือได้ไม่รู้จบ”


จี้ซื่อเฉินกล่าวอย่างสบายๆ จากนั้นก็ชี้ไปยังหญิงสาวหน้าตาสะสวยคนอื่นๆ


อย่างไรก็ตาม หญิงสาวเหล่านี้ส่วนใหญ่มักเป็นบุตรสาวอนุภรรยาตระกูลขุนนาง


ท่าทีของเหล่าฮูหยินจ้าวยังคงสงบนิ่ง แม้สิ่งที่นางคิดจริงๆ จะมีเพียงนางเท่านั้นที่รู้


“เอ๊ะ นั่นเจาเอ๋อร์นี่นา! ไม่คิดเลยว่านางจะเติบโตถึงเพียงนี้แล้ว เหมือนพระบิดาของนางไม่มีผิด”


ใบหน้าของเหล่าฮูหยินจ้าวดูประหลาดใจเมื่อบังเอิญเห็นโจวเจาในฝูงชน


“ท่านแม่ กล่าวกันว่าลูกชายเหมือนแม่ ลูกสาวเหมือนพ่อ บางทีนั่นอาจเป็นสาเหตุที่ฮ่องเต้ทรงรักใคร่เอ็นดูนางนัก เพราะรูปลักษณ์ของนางนี่เอง”


น้ำเสียงของจี้ซื่อเฉินแฝงไปด้วยความอิจฉา


“อืม เจ้าพูดถูก แต่หญิงสาวที่อยู่ข้างๆนางเป็นใครกัน ดูไม่คุ้นตาเลย”


เหล่าฮูหยินจ้าวชี้ไปยังถังฉีซึ่งยืนอยู่ข้างๆโจวเจา


“หญิงสาวผู้นี้ช่างงดงามนัก ทั้งรูปร่างหน้าตามีเสน่ห์ชวนหลงใหล หากข้าตอนสาวๆมีรูปลักษณ์เช่นนาง กั๋วกงผู้เฒ่าคงไม่รับอนุภรรยากระมัง”


เมื่อถึงจุดนี้ เหล่าฮูหยินจ้าวก็ถอนหายใจ ราวกับหวนนึกถึงเรื่องราวในอดีต


“ท่านแม่ นั่นคือเสี้ยนจู่ที่ฮ่องเต้เพิ่งทรงแต่งตั้งได้ไม่นาน ดูเหมือนว่านางจะสนิทสนมกับองค์หญิงอันหยางมากทีเดียว จึงเป็นเหตุผลที่นางมีโอกาสมาที่นี่ ครอบครัวของนางมาจากหมู่บ้านตระกูลถังในเฟิงโจว”


จี้ซื่อเฉินอธิบายช้าๆ


ทันใดนั้น ดวงตาของนางก็เป็นประกาย เหตุผลที่นางจัดงานเลี้ยงในวันนี้ก็เพื่อหาหญิงสาวที่เหมาะสมให้กับจ้าวไป่จือผู้เจียนตายเต็มที ใครสักคนที่จะนำโชคลาภมาให้


แม้ถังฉีจะได้รับยศเป็นขุนนางชั้นสูง แต่ก็ไม่มีอำนาจที่แท้จริง และครอบครัวของนางก็เป็นเพียงชาวบ้านที่ทำงานหามรุ่งหามค่ำในทุ่งนา หากนางแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงเพื่อนำโชคลาภมาให้ ตราบใดที่สุขภาพของจ้าวไป่จือดีขึ้น แม้ไร้การสนับสนุนจากครอบครัว นางก็ไม่ถือเป็นภัยคุกคาม


“โอ้? เสี้ยนจู่ที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้งด้วยพระองค์เอง...?”


เหล่าฮูหยินจ้าวมีสีหน้าสงบนิ่ง แม้นางจะประเมินถังฉีอย่างละเอียดก็ตาม


“ใช่แล้ว ท่านแม่ ข้านึกไม่ออกจริงๆว่าหญิงสาวผู้นี้มีอะไรโดดเด่นนัก นางสามารถช่วยเหลือผู้ลี้ภัยได้มากมาย!”


จี้ซื่อเฉินกล่าว ความฉลาดเพียงเล็กน้อยจะสำคัญอะไร ที่นี่คือเมืองหลวง สถานที่ที่กลอุบายเพียงอย่างเดียวก็ไม่อาจรับประกันความอยู่รอด


“นางดูเป็นเด็กดีทีเดียว เรียกนางมาเถอะ ข้าอยากถามว่าเรื่องที่นางช่วยผู้ลี้ภัยเหล่านั้น”


ใบหน้าของเหล่าฮูหยินจ้าวบ่งบอกความสงสัยใคร่รู้ ราวกับว่าด้วยอายุอานามทำให้นางอยากฟังเรื่องราวที่น่าสนใจ


“อืม ข้าจะเรียกนางมาเดี๋ยวนี้”


จี้ซื่อเฉินยิ้มจางๆ หันไปสั่งสาวใช้ให้พาถังฉีมา


“พี่สาวคนสวย อยากให้ข้าไปด้วยหรือไม่?”


ใบหน้าของโจวเจาฉายแววกังวล นางกลัวว่าถังฉีจะถูกข่มเหงรังแกหากนางไม่คอยอยู่ใกล้ๆ


“เจาเอ๋อร์อย่ากังวลไปเลย ข้ารู้ว่าเหล่าฮูหยินจ้าวมีจิตใจดีและจะไม่ทำให้ข้าเดือดเนื้อร้อนใจ หากเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝัน เจ้าค่อยมาช่วยข้าก็ได้”


ถังฉีลูบมือของโจวเจาอย่างปลอบโยน จากนั้นนางก็เดินตามสาวใช้ไปหาเหล่าฮูหยินจ้าวอย่างช้าๆ


ไม่นาน เหตุการณ์นั้นก็ดึงดูดความสนใจของคนอื่นๆ


“เป็นนางอีกแล้วหรือ!”


ใบหน้าของโจวเจี๋ยแสดงความรังเกียจโดยไม่ปิดบัง


“ฮึ่ม นางเหมือนเหลือบไรที่โผล่ออกมาทุกที่ น่าขยะแขยงจริงๆ!”


โจวเจี๋ยจ้องมองถังฉีด้วยความเกลียดชัง ขณะที่นางเดินย่างกรายไปหาเหล่าฮูหยินจ้าว


“เจียเอ๋อร์ สงบใจไว้ก่อน ระวังคนแอบฟัง หากมีอะไรจะพูดก็ไปหาที่เงียบๆเถอะ ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะคิดว่าเจ้าอิจฉานาง”


ลวี่ชิงชิงเตือนนางอย่างอ่อนโยน ท่าทางราวกับมีเจตนาดี


“พี่ลวี่ เจี๋ยเอ๋อร์เข้าใจแล้ว!”


โจวเจี๋ยตั้งสติอีกครั้ง แม้ใบหน้าของนางยังคงเต็มไปด้วยความอาฆาตพยาบาทขณะมองไปทางถังฉี


“ถังฉีคารวะเหล่าฮูหยิน! คารวะเจิ้นกั๋วกงฮูหยิน!”


ถังฉีเดินไปหาทั้งสองอย่างอาจหาญทว่าสงบนิ่ง


นางโค้งคำนับสตรีทั้งสองอย่างเคารพ กิริยามารยาทไม่ได้ถ่อมตัวหรือหยิ่งยโส สุภาพเรียบร้อยอย่างไร้ที่ติ


“อืม ช่างเป็นเด็กสาวที่น่ารักจริงๆ ลุกขึ้นเถอะ เจ้าชื่อว่าถังฉีสินะ?”


เหล่าฮูหยินจ้าวยื่นมือออกไป จับข้อมืออันบอบบางของถังฉีไว้แน่น


สีหน้าของถังฉีมีแววไม่สบายใจผุดวาบขึ้นมา แต่เมื่อนางมองไปยังมือที่จับมือของนางไว้ นางก็รู้ว่านางไม่อาจหลุดพ้น


“เจ้าค่ะ เหล่าฮูหยิน”


แม้จะมีการสัมผัสที่ไม่คาดคิด แต่ถังฉีก็ไม่ได้รู้สึกรังเกียจเหล่าฮูหยินจ้าวแม้แต่น้อย



ตอนที่ 339 การเชิญครั้งที่สอง


“ข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้านัก แม่หนู มาเถอะ มานั่งตรงนี้ และอย่าเรียกข้าว่า ‘เหล่าฮูหยินจ้าว’ เลย มันออกจะห่างเหินไปสักหน่อย หากเจ้าไม่ว่าอะไรก็เรียกข้าว่า ‘ท่านย่า’ ก็แล้วกัน”


เหล่าฮูหยินจ้าวจ้องมองเด็กสาวอย่างพินิจพิเคราะห์


ถึงอย่างไร นางก็พอจะเห็นได้ว่าถังฉีเป็นเด็กดี อีกทั้งยังเป็นคนที่หลานชายของตนชมชอบ แล้วนางจะรังแกเด็กสาวผู้นี้ได้อย่างไร?


“ท่านแม่ คงไม่เหมาะสมกระมัง อย่างไรเสีย สถานะของนางเป็นเพียง…”


“สถานะหรือ? สถานะอะไรกัน? นางมาจากครอบครัวที่น่ายกย่อง และฮ่องเต้ก็ทรงแต่งตั้งให้นางเป็นเสี้ยนจู่เพราะความสามารถที่โดดเด่น นางมีความดีความชอบยิ่งกว่าสตรีสูงศักดิ์หลายคนในที่แห่งนี้เสียอีก!”


ขณะกล่าว เหล่าฮูหยินจ้าวลดเสียงลงเพราะไม่ต้องการให้ใครมีอคติกับถังฉีเพราะคำพูดของตนเอง


“ท่านแม่ ท่านพูดถูก ข้าไม่ไตร่ตรองให้ดีเอง!”


จี้ซื่อเฉินรู้สึกไม่พอใจอยู่ลึกๆ แต่เมื่อเห็นว่าหญิงชราชื่นชอบหญิงบ้านนอกคนนี้มากเพียงใด นางก็อารมณ์ดีขึ้นทันที 


“แม่หนู ครั้งนี้เจ้าเข้าเมืองหลวงมากับใครหรือ?”


เหล่าฮูหยินจ้าวมองถังฉีด้วยรอยยิ้มจางๆ


“เรียนเหล่าฮูหยิน ข้ามากับท่านพ่อและน้องชาย ได้ยินว่าเมืองหลวงเป็นสถานที่ที่เต็มไปด้วยโอกาสมากมาย ข้าจึงอยากมาเห็นด้วยตาตัวเองสักครั้ง”


ถังฉีรักษากิริยาสงบเสงี่ยม ทว่านางมิได้เรียกเหล่าฮูหยินจ้าวว่า ‘ท่านย่า’ ดังที่อีกฝ่ายต้องการ 


ช่างเป็นเด็กที่หัวแข็งจริงๆ


ด้วยเหตุนี้ เหล่าฮูหยินจ้าวจึงไม่ฝืนใจ


ตราบใดที่จ้าวไป่จือชมชอบนาง จะต้องมีสักวันที่นางเรียก ‘ท่านย่า’ ด้วยความเต็มใจ


“หากเจ้าต้องการความช่วยเหลืออะไรก็มาหาข้าได้ ไม่ต้องเกรงใจ!”


เหล่าฮูหยินจ้าวมองถังฉีด้วยความเอ็นดู


สำหรับเด็กสาวตัวเล็กๆที่ต้องหาเลี้ยงชีพและเลี้ยงดูครอบครัว มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยจริงๆ


“ข้าเชื่อว่าหากบุรุษหาเลี้ยงครอบครัวได้ สตรีเช่นเราก็ทำได้เช่นกัน ข้าเองก็ไม่ต้องการเป็นเพียงนกในกรง ข้าปรารถนาจะโบยบินเหมือนอินทรีบนท้องฟ้า”


ถังฉีค้อมกายเล็กน้อย ทว่าแผ่นหลังของนางยังเหยียดตรง


เมื่อได้ยินเช่นนี้ จี้ซื่อเฉินถึงกับแสดงสีหน้าดูแคลน


นางไม่คิดว่าความทะเยอทะยานของเด็กสาวผู้นี้จะเป็นเรื่องยิ่งใหญ่ ในฐานะสตรี ใครเล่าจะอยากโบยบินบนท้องฟ้าดั่งนกอินทรี


อย่างไรก็ตาม ยิ่งถังฉีมีความทะเยอทะยานมากเท่าไร จี้ซื่อเฉินก็ยิ่งมีความสุขมากขึ้นเท่านั้น


“ท่านแม่ ไม่คิดเลยว่าแม่นางถังจะมีแรงบันดาลใจสูงส่งเพียงนี้ เด็กหนุ่มทั่วไปเทียบชั้นกับนางไม่ได้เลยจริงๆ”


จี้ซื่อเฉินแสร้งทำสีหน้าประหลาดใจ


เวลานี้ นางรู้สึกพอใจในตัวถังฉีมากยิ่งขึ้น หากเด็กสาวผู้นี้แต่งงานเข้าตระกูลจ้าว จวนเจิ้นกั๋วกงคงมีชีวิตชีวาไม่น้อย


ใช่แล้ว ต้องเป็นเช่นนั้น...


น่าแปลกใจที่ครั้งนี้เหล่าฮูหยินจ้าวมิได้ขัดนางเช่นเคย แต่กลับมองถังฉีด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจ


เมื่อเห็นเช่นนี้ จี้ซื่อเฉินก็รู้สึกพอใจ หากหญิงชราอนุญาตให้เด็กสาวผู้นี้แต่งงานกับจ้าวไป่จือ จี้ซื่อเฉินคงจะมีความสุขมากทีเดียว


แต่ถึงกระนั้น หลังจากที่พูดคุยกันอยู่นาน เหล่าฮูหยินจ้าวก็ยังไม่หยิบยกเรื่องแต่งงานมาหารือ


นางยังคงพูดคุยกับถังฉีอย่างสนุกสนาน ราวกับหลงลืมผู้คนที่อยู่รอบตัวไปเสียสิ้น


“ท่านแม่ ข้าไม่คิดเลยว่าท่านกับแม่นางถังจะเข้ากันได้ดีเพียงนี้ ลองชวนนางไปเยี่ยมท่านที่เรือนดีหรือไม่?”


จี้ซื่อเฉินแนะนำ แสร้งทำเป็นใจดี


“จริงสิ เป็นความคิดที่ดี ข้าเองก็รู้สึกอ่อนเพลียอยู่บ้าง แม่นางถัง ไปดื่มชากับข้าที่เรือนดีหรือไม่?”


เหล่าฮูหยินจ้าวมองถังฉีด้วยความคาดหวัง


“ข้า…”


“เหล่าฮูหยิน ข้าด้อยกว่านางตรงไหน? เหตุใดพอมาถึง ท่านก็เอาแต่คุยแต่กับหญิงบ้านนอกผู้นี้?”


โจวเจี๋ยเฝ้ามองเหตุการณ์อย่างใกล้ชิด เมื่อได้ยินว่าเหล่าฮูหยินจ้าวต้องการเชิญถังฉีไปที่เรือน นางก็เริ่มร้อนรนจนอยู่ไม่สุข


จี้ซื่อเฉินมีสีหน้าประหลาดใจขณะมองโจวเจี๋ย


ลวี่ชิงชิงที่ยืนอยู่ท่ามกลางฝูงชนพึมพำเสียงเย็น “โง่เง่านัก”


“จวิ้นจู่…”


เหล่าฮูหยินจ้าวมองโจวเจี๋ยที่กำลังเกรี้ยวกราด ทว่าสีหน้าของนางยังคงสงบนิ่ง ยากจะคาดเดาว่านางกำลังคิดอะไรอยู่


“เหล่าฮูหยิน ข้าคิดว่าไม่มีใครในแผ่นดินเป่ยโจวที่คู่ควรกับพี่จ้าวมากไปกว่าข้าอีกแล้ว”


โจวเจี๋ยตัดสินใจเปิดเผยความรู้สึกของตนต่อหน้าหญิงสูงศักดิ์คนอื่นๆ


ทุกคนต่างก็พากันตกตะลึง พวกนางไม่คาดคิดว่าจวิ้นจู่จะเปิดเผยและตรงไปตรงมาถึงเพียงนี้


คิ้วของจี้ซื่อเฉินเริ่มขมวดมุ่น


หากจ้าวไป่จือแต่งงานกับบุตรสาวของเป่ยจิ้งอ๋อง มิเท่ากับเป็นการติดปีกให้พยัคฆ์หรอกหรือ?


ไม่ได้... นางจะยอมให้เกิดเรื่องเช่นนั้นไม่ได้เด็ดขาด!


โชคดีที่วันนี้นางได้รับรู้ว่าจวิ้นจู่มีใจให้จ้าวไป่จือ ดังนั้นจึงยังพอมีเวลา


“จวิ้นจู่ ข้าเกรงว่าเจ้าจะเข้าใจผิดไป ข้าเพียงต้องการเชิญแม่นางถังไปที่เรือนเพื่อพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องราวในเขตเฟิงโจว หรือว่าเจ้าเองก็ได้ช่วยเหลือผู้คนในเขตอื่นด้วยเช่นกัน? หากเป็นเช่นนั้น เจ้าก็มาเล่าให้ยายแก่อย่างข้าฟังได้”


เหล่าฮูหยินจ้าวเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ทว่าวาจาของนางนั้นเชือดเฉือนและเต็มไปด้วยหนามแหลมคม


“อีกอย่าง…การแต่งงานเป็นเรื่องของพ่อแม่และแม่สื่อ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่พูดจาไม่ยั้งคิดต่อหน้าผู้คนเช่นนี้อีก เลี่ยงการพาดพิงถึงคนที่ไม่เกี่ยวข้อง”


วาจาของเหล่าฮูหยินจ้าวนั้นตรงไปตรงมา ราวกับจะบอกเป็นนัยว่านางไม่มีความตั้งใจจะดองกับจวนเป่ยจิ้งอ๋อง


โจวเจี๋ยหน้าซีดเผือด นางไม่มีเรื่องราวมาเล่าให้เหล่าฮูหยินจ้าวฟัง


แต่ถึงกระนั้น ในเมื่อหญิงชราเป็นย่าของชายที่นางหมายปอง โจวเจี๋ยจึงไม่ได้รู้สึกความแค้นเคืองใดๆ ส่วนถังฉีที่อยู่ข้างๆหญิงชรา เวลานี้นางก็ไม่ต่างกับหอกข้างแคร่


ถังฉีไม่คิดว่าโจวเจี๋ยจะเป็นคนเปิดเผยและกล้าหาญถึงเพียงนี้ ในสมัยโบราณ สตรีมักจะสงบเสงี่ยมเจียมตัว ต่อให้มีคนที่ชมชอบ พวกนางก็ไม่กล้าพูดออกมาต่อหน้าผู้คน


“จวิ้นจู่ ท่านกล่าวได้ถูกต้องแล้ว ข้าไม่ใช่คนกล้าหาญและเปิดเผยเช่นท่านจริงๆ”


ถังฉีมองโจวเจี๋ยที่เวลานี้มีสีหน้าไม่พอใจ และกล่าวเสริมเบาๆ


“เอาล่ะ นี่ข้าก็ออกมานานแล้ว รู้สึกเพลียไม่น้อย แม่นางถังอยากไปดื่มชาที่เรือนด้านหลังกับข้าหรือไม่? พวกเราจะได้พูดคุยกันเรื่องเขตเฟิงโจวต่อ”


เมื่อได้รับคำเชิญจากเหล่าฮูหยินจ้าวเป็นครั้งที่สอง ถังฉีจึงมิอาจปฏิเสธ


“เป็นเกียรติของข้าที่ได้แบ่งปันเรื่องราวของเขตเฟิงโจวกับท่าน เหล่าฮูหยิน” ถังฉีพยักหน้า


นางมิได้สัมผัสถึงความพยาบาทจากหญิงชรา


“พี่สาวคนสวย เหล่าฮูหยิน ข้าก็อยากไปด้วย! ข้าได้ยินมาว่าขนมที่เรือนของท่านอร่อยมาก ครั้งนี้ ข้าจะกินให้หนำใจเลย!”


โจวเจารีบเอ่ยขึ้น นางกังวลว่าหากถังฉีตามเหล่าฮูหยินจ้าวไป หญิงชราอาจทำให้นางลำบากใจก็เป็นได้


“ฮ่าฮ่าฮ่า… เจ้าเด็กตะกละ โตป่านนี้แล้ว นิสัยก็ยังไม่เปลี่ยน ข้าจำได้ว่าตอนเด็กๆ ทุกครั้งที่เจ้าเห็นข้า เจ้าก็จะตั้งตารอแต่จะได้กินขนม!”


เหล่าฮูหยินจ้าวอดหัวเราะมิได้ ถึงกับใช้ผ้าเช็ดหน้าปิดปาก


รอยยิ้มของโจวเจาจางหายไปทันที นางไม่คิดว่าหญิงชราจะเปิดเผยจุดอ่อนของนางต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้!


แต่จะมีใครในเมืองหลวงที่ไม่รู้ว่าองค์หญิงอันหยางเป็นนักกินตัวยง?



ตอนที่ 340 ลงโทษเพื่อเป็นการเตือน


ไม่นาน ทั้งสามก็ลับไปจากสายตา


โจวเจี๋ยได้แต่มองจนอีกฝ่ายคล้อยหลังไป ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความโกรธ!


อย่างไรก็ตาม  เวลานี้นางเพิ่งทำให้ตัวเองอับอายต่อหน้าสตรีสูงศักดิ์ ดังนั้นจึงไม่อาจทำอะไรหุนหันพลันแล่น


มิเช่นนั้น ต่อให้บิดารักใคร่เอ็นดูนางมากเพียงใด ครั้งนี้คงไม่พ้นถูกกักบริเวณ


ณ เรือนซงหรง จ้าวไป่จือเพิ่งรับฟังรายงานจากหมิงรื่อ


“ท่านย่าไปที่โถงด้านหน้าเพื่อพบฉีฉีอย่างนั้นหรือ?”


แววประหลาดใจอาบดวงหน้าของจ้าวไป่จือ


“ขอรับ ข้าได้ยินมาจากสาวใช้คนสนิทของเหล่าฮูหยิน”


เมื่อทราบข่าว หมิงรื่อก็รีบกลับมารายงานผู้เป็นนายทันที


“อืม ข้ารู้แล้ว”


จ้าวไป่จือผงกศีรษะ แน่ใจว่าย่าของตนจะไม่ทำให้ถังฉีลำบากใจ ดังนั้นใบหน้าของเขาจึงไร้ซึ่งความวิตกกังวล


“หมิงรื่อ ข้าอยากออกไปข้างนอกสักพัก หากท่านพ่อหรือคนในวังมาเยี่ยมเยียน เจ้าก็หาข้ออ้างให้ข้าด้วย”


เมื่อกล่าวจบ จ้าวไป่จือก็กระโดดออกไปทางหน้าต่าง และอันตรธานหายไปจากสายตาของหมิงรื่ออย่างรวดเร็ว


อย่างไรก็ตาม เมื่อเขามาถึงบริเวณที่จัดงานเลี้ยง ถังฉีและเหล่าฮูหยินจ้าวก็จากไปแล้ว


“หึ… ข้าอยากรู้นักว่าเหตุใดหญิงบ้านนอกผู้นั้นถึงได้โชคดีนัก เอาชนะใจเหล่าฮูหยินจ้าวได้ ถึงขนาดอนุญาตให้นางเรียกว่าท่านย่า”


ที่มุมหนึ่ง หญิงสาวสองคนกำลังกระซิบกระซาบ แววตาเต็มไปด้วยความริษยา


จ้าวไป่จือยืนอยู่ไม่ไกลและได้ยินบทสนทนาของพวกนาง มุมปากของเขายกยิ้มเล็กน้อย


นึกถึงท่านย่าที่เอ็นดูถังฉีถึงขั้นอนุญาตให้นางเรียกว่า ‘ท่านย่า’ ในการพบกันเพียงครั้งแรก รอยยิ้มของเขาก็ยิ่งแจ่มชัด


แน่นอนว่าเรื่องนี้ทำให้โจวเจี๋ยไม่พอใจอย่างมาก ใครจะรู้ว่านางกระเหี้ยนกระหือรืออยากแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงมากถึงเพียงนี้…


จ้าวไป่จือไม่สนใจเสียงซุบซิบนินทาของบรรดาหญิงสาว


ขณะที่เขาหันหลังกลับ บังเอิญเห็นเงาร่างหนึ่งโดยไม่ได้ตั้งใจ คิ้วของเขาขมวดมุ่น


ครู่ต่อมา ริมฝีปากก็เผยยิ้มเย็นชา


ลวี่ชิงชิงเพิ่งผละจากโจวเจี๋ย เวลานี้นางกำลังเดินไปยังสระบัวที่อยู่ห่างออกไป


เวลานี้อากาศเริ่มอุ่นขึ้นแล้ว และใบบัวในสระก็เป็นสีเขียวชอุ่ม


ผีเสื้อและแมลงปอบินไปมาบนใบบัวเป็นครั้งคราว เกิดเป็นภาพที่งดงามราวปรากฏในบทกวี


ไม่นาน ลวี่ชิงชิงก็มาถึง นางยืนอยู่ข้างราวบันได ทอดสายตามองดอกบัวที่เบ่งบานอยู่ในสระ ความคับข้องใจจึงเริ่มผ่อนคลาย


“โจวเจี๋ยช่างโง่เขลานัก เป่ยจิ้งอ๋องคงเลี้ยงดูนางให้เอาแต่ใจจนเสียคน แต่จะว่าไป… คนเช่นนี้ช่างชักจูงได้ง่ายนัก”


ลวี่ชิงชิงพึมพำกับตัวเอง แววตาเป็นประกายด้วยความมาดร้าย


แม้จะอิจฉาริษยาถังฉีที่จากไปพร้อมเหล่าฮูหยินจ้าว ทว่านางยังคงสำรวมกิริยาได้อย่างสมบูรณ์แบบ


ขณะที่โจวเจี๋ยทำให้ตัวเองขายหน้าต่อหน้าผู้คน นางก็ประจักษ์ถึงทัศนคติของเหล่าฮูหยินจ้าวเช่นกัน


“เดาว่าคนเฒ่าคนแก่คงชอบฟังเรื่องราวแปลกๆ และน่าสนใจกระมัง”


ลวี่ชิงชิงใคร่ครวญถึงวาจาของเหล่าฮูหยินจ้าว


‘ต่อให้จ้าวไป่จือชมชอบถังฉี ทว่าเหล่าฮูหยินจ้าวคงไม่ยอมรับหญิงบ้านนอกจากบ้านป่าเมืองเถื่อนอย่างนางแน่’


ลวี่ชิงชิงคิดในใจ


เหล่าฮูหยินจ้าวสืบเชื้อสายจากตระกูลขุนนางใหญ่ ทั้งยังเป็นมารดาของเจิ้นกั๋วกง ดังนั้นสถานะของนางย่อมสูงส่ง


ลวี่ชิงชิงไม่เชื่อว่าเหล่าฮูหยินจ้าวจะเต็มใจยอมรับถังฉี แต่หากรับนางเข้ามาเป็นอนุภรรยาก็คงจะพอเป็นไปได้


‘อนุอย่างนั้นหรือ? บางที… ข้าอาจจะยอมให้เจ้าได้เป็นอนุฯ แต่นั่นก็ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าจะยอมรับชะตากรรมได้หรือไม่…’


ความชั่วร้ายฉายแววบนใบหน้าของลวี่ชิงชิงขณะวาดฝันถึงชีวิตหลังแต่งงานกับจ้าวไป่จือ รอยยิ้มจางๆปรากฏบนริมฝีปาก


ในตอนนั้นเอง ลวี่ชิงชิงรู้สึกว่ามีใครบางคนผลักนางจากด้านหลัง ก่อนที่นางตกลงไปในสระ เสียงน้ำสาดกระเซ็นดังลั่นทั่วบริเวณ


ซ่า… ซ่า…


ลวี่ชิงชิงตื่นตระหนก ขณะที่นางอ้าปากร้องเรียกให้คนช่วย นางก็สำลักน้ำเข้าไปเต็มปาก


นางดิ้นรนเอาตัวรอดอยู่กลางสระอยู่หลายอึดใจ


หลังจากกลืนน้ำเข้าไปหลายอึก จึงค่อยตระหนักได้ว่าน้ำในสระลึกเพียงเอวเท่านั้น…


สีหน้าของนางเคร่งขรึม


หากจะบรรยายสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเวลานี้ด้วยคำว่า ‘น่าเวทนา’ ยังน้อยไป


ผมของนางเปียกโชกและเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตม


ดินโคลนไหลย้อยลงมาจากหน้าผาก หายเข้าไปในคอเสื้อ


ทั่วทั้งร่างของลวี่ชิงชิงสั่นเทิ้ม นางไม่คิดว่าจะถูกผลักจนตกลงมาในสระบัวเช่นนี้


ใช่แล้ว นางถูกใครบางคนผลัก...


ห่างออกไปไม่ไกล เสียงคนรับใช้ดังอึงอลให้ได้ยิน


ลวี่ชิงชิงกำลังจะร้องขอความช่วยเหลือ แต่เมื่อเห็นสภาพของตนเองในเวลานี้ นางจึงรีบยกมือปิดปาก


นางตระหนักได้ว่าเวลานี้ไม่ควรดึงดูดผู้คนให้เข้ามาใกล้ โดยเฉพาะบุรุษ


เสื้อผ้าของนางชุ่มโชก เผยให้เห็นชุดที่สวมใส่อยู่ข้างใน


หากบุรุษคนใดมาเห็นและเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ชื่อเสียงของนางคงย่อยยับไม่เหลือดี


ทางเลือกเดียวคือนางต้องแต่งงานกับบุรุษผู้นั้น หรือไม่ก็ใช้ชีวิตที่เหลือในสำนักนางชี


เวลานี้ บุรุษที่เดินอยู่รอบๆ เป็นเพียงคนรับใช้เท่านั้น


ดังนั้น นางจึงไม่เลือกทั้งสองทาง เมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าเข้ามาใกล้ นางก็รีบซ่อนตัวอยู่หลังใบบัวในสระ


หัวใจของนางเต้นรัวด้วยความวิตกกังวลขณะอำพรางตนเองและหาวิธีปีนขึ้นจากสระ


และยังต้องตามหาคนที่ผลักนางอีกด้วย!


อย่างไรก็ตาม นางหันศีรษะมองไปรอบ ๆ เป็นพัลวัน แต่ก็ไม่พบคนที่น่าสงสัยแม้แต่คนเดียว


“บ้าจริง หากรู้ว่าเป็นฝีมือใคร ข้าจะทำให้คนผู้นั้นชดใช้เป็นร้อยเท่าพันเท่า”


สีหน้าของลวี่ชิงชิงบิดเบี้ยวอย่างชั่วร้าย


ในมุมมืด นางไม่เห็นว่าจ้าวไป่จือนั่งอยู่เงียบๆ เฝ้ามองสภาพน่าเวทนาของนางด้วยสีหน้าเรียบเฉย


“ลวี่ชิงชิง ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะชั่วร้ายปานนี้ เจ้าบังอาจผลักฉีฉีตกจากเรือบุปผา วันนี้เป็นเพียงการลงโทษเล็กน้อยแทนคำเตือน ฉีฉีต้องทนหนาวอยู่ในแม่น้ำถึงหนึ่งชั่วยาม ดังนั้นเจ้าก็อยู่ในสระไปสักหนึ่งชั่วยามก็แล้วกัน...”


จ้าวไป่จือพึมพำแผ่วเบา


จากนั้นเขาก็เรียกองครักษ์คนสนิท


“เฝ้านางไว้ อย่าให้นางออกมาก่อนจะครบเวลาหนึ่งชั่วยาม หากนางพยายามขึ้นมาก็ทำให้นางกลัวจนกลับลงไป”


จ้าวไป่จือออกคำสั่งด้วยท่าทีเย็นชา


“ซื่อจื่อโปรดวางใจ เราจะทำตามคำสั่ง มิให้บกพร่อง”


องครักษ์ค้อมศีรษะด้วยความเคารพ


แม้ว่าเขาจะไม่ทราบว่าหญิงสาวผู้นี้เคยล่วงเกินนายของตนอย่างไร แต่เขาก็รับคำสั่งจากจ้าวไป่จือโดยไม่ลังเล


“ทำให้นางรู้ว่าเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าจะกลับไปพัก”



จบตอน

Comments