ตอนที่ 341 สะใภ้ตระกูลจ้าว
จ้าวไป่จือไม่แม้แต่จะปรายตามองลวี่ชิงชิงที่อยู่ในสระ
ในฐานะที่พวกเขาเติบโตมาด้วยกันตั้งแต่เด็ก ลงโทษเพียงเท่านี้ก็เหมาะสมแล้ว หากเป็นคนอื่น จ้าวไป่จือคงทำให้พวกเขาต้องชดใช้เป็นร้อยเท่าพันเท่า!
ลวี่ชิงชิงที่อยู่ในสระน้ำหนาวสั่นจนมือและเท้าของนางไร้ความรู้สึก แต่ถึงกระนั้นก็ไม่กล้าส่งเสียง นางทำได้เพียงรอให้คนรับใช้ที่อยู่ไม่ไกลจากไปเสียก่อน
ในเรือนซงหรง ถังฉีนั่งตรงข้ามเหล่าฮูหยินจ้าวด้วยท่าทางสงบเสงี่ยม
ไม่นาน สาวใช้ก็ยกชาที่เพิ่งชงใหม่ๆมาวางข้างๆ กลิ่นหอมอบอวลไปทั่วห้อง
“นี่คือชาเหมาเฟิง** ที่เก็บเกี่ยวได้ในปีนี้ ไป่จือรู้ว่าข้าชอบ ก็เลยให้คนไปหามาให้ เจ้าลองชิมดูสิ”
** ชาเหมาเฟิง (毛峰) เป็นหนึ่งในสิบชาดังของประเทศจีน จัดอยู่ในหมวดของชาเขียว มีสรรพคุณช่วยในเรื่องสุขภาพ ชะลอวัยชรา และบำรุงผิวพรรณ
เมื่อเหล่าฮูหยินจ้าวเอ่ยถึงจ้าวไป่จือ แววตาของนางเป็นประกายด้วยความปีติ
สดับวาจา ถังฉีก็ผงกศีรษะและยกถ้วยชาขึ้นมาจิบ
ไอน้ำลอยกรุ่นขึ้นจากถ้วย น้ำชาใสๆสีเหลืองแกมเขียว ใบชาที่อยู่ด้านล่างแลดูมีชีวิตชีวา รสชาติกลมกล่อมหอมหวาน และยังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมอ่อนๆคล้ายกล้วยไม้…
ในโลกเดิม นางเองก็ชอบดื่มชาเหมาเฟิงเช่นกัน
อย่างไรก็ตาม ชาเหมาเฟิงที่สาวใช้ของเหล่าฮูหยินจ้าวเป็นคนชงนั้นมีรสชาติที่บริสุทธิ์กว่า
“ไม่คิดเลยว่าเด็กสาวอย่างเจ้าจะมีความรู้ความสามารถมากมายเช่นนี้ ตอนที่ข้าอายุเท่านี้ ข้ายังไม่เก่งกล้าและเฉลียวฉลาดได้อย่างเจ้าเลย”
เหล่าฮูหยินจ้าวมองถังฉีด้วยความพึงพอใจที่เพิ่มขึ้น
“ข้ายังรู้เรื่องที่เจ้าประชันกับจวิ้นจู่เมื่อไม่กี่วันก่อน ฉีเอ๋อร์ ข้าอิจฉาเจ้าจริงๆ ไป่จือของพวกเราสายตาแหลมคมนัก!”
เมื่อพูดจบ เหล่าฮูหยินจ้าวก็หยิบถ้วยชาขึ้นจิบด้วยความพึงพอใจ
“ฉีเอ๋อร์ ข้าหวังว่าเจ้าจะไม่รังเกียจที่ข้าเรียกเจ้าเช่นนี้นะ” เหล่าฮูหยินจ้าวเอ่ยพร้อมรอยยิ้มอบอุ่น
“เหล่าฮูหยิน ท่านพ่อและคนอื่นๆก็เรียกข้าเช่นนี้ ดังนั้นท่านก็ย่อมเรียกได้”
น้ำเสียงของถังฉีมิได้อ่อนน้อมหรือเย่อหยิ่ง ทว่าแววตาของนางอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อย
“ดี ดีมาก”
มิอาจรู้ได้ว่านางเอ่ยปากชมรสชาติของชาหรือคู่สนทนาฝั่งตรงข้าม
“พี่จ้าวเคยเอ่ยถึงข้าให้ท่านฟัง?”
ตอนนั้นเอง ถังฉีจึงตระหนักถึงสิ่งที่เหล่าฮูหยินจ้าวเพิ่งกล่าวออกไป
“เด็กคนนั้นเอาแต่พูดถึงเจ้าไม่หยุด ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันว่าเจ้าร่ายมนตร์อะไรใส่เขา”
เหล่าฮูหยินจ้าวหยอกเย้าด้วยรอยยิ้ม
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ใบหน้าของถังฉีพลันแดงเรื่อ
แม้จะเป็นครั้งแรกที่นางได้พบเหล่าฮูหยินจ้าว แต่นางก็สัมผัสได้ถึงความรักใคร่เอ็นดูที่ผู้อาวุโสมีต่อบุตรหลาน
ยิ่งไปกว่านั้น เหล่าฮูหยินจ้าวยังมองนางด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความรัก ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่สามารถเสแสร้งได้
“เหล่าฮูหยิน ความจริงแล้ว ระหว่างพี่จ้าวกับข้า…”
ถังฉีกำลังจะอธิบายเมื่อจู่ๆเหล่าฮูหยินจ้าวขัดขึ้น
“คิกคิก… ข้าไม่อยากรู้เรื่องของพวกคนหนุ่มสาวหรอก ตราบใดที่พวกเจ้ามีความสุข ข้าก็พอใจแล้ว ข้ายังหวังด้วยว่าจะได้อุ้มหลานเร็วๆนี้…”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ถังฉีถึงกับหน้าแดงราวกับกุ้งต้ม
“ท่านย่า!”
ตอนนั้นเอง จ้าวไป่จือเดินเข้ามาจากด้านข้าง เขาเหลือบมองเหล่าฮูหยินจ้าวด้วยแววตาจนใจ
“ท่านย่า หากข้ารู้ว่าท่านจะพูดเช่นนี้ ข้าคงไม่เล่าเรื่องฉีฉีให้ท่านฟังตั้งแต่แรก”
จ้าวไป่จือหันไปมองหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างๆด้วยใบหน้าแดงเรื่อ
“ฉีฉี ข้าไม่ได้เล่าอะไรให้ท่านย่าฟังมากนักหรอก มันเป็นการคาดเดาของท่านทั้งนั้น”
ถังฉีกลอกตา “.....”
“ในเมื่อพวกเจ้าสองคนอยู่ที่นี่แล้ว พวกเราก็หารือเรื่องการแต่งงานเสียเลยดีไหม? ฉีเอ๋อร์อายุเกือบจะสิบแปดปีเต็มแล้วสินะ ถึงเวลาที่ควรออกเรือนได้แล้ว เจ้าก็แต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงของพวกเรา ย่าจะได้ดูแลเจ้าได้”
เหล่าฮูหยินจ้าวมองถังฉีด้วยความคาดหวัง
“เหล่าฮูหยิน…”
ถังฉีรู้สึกอึดอัดใจเล็กน้อย นางมองเหล่าฮูหยินเจ้าด้วยสีหน้าลำบากใจ
“ฮ่าฮ่า… ย่ารู้นะว่าพวกเด็กหนุ่มสาวน่ะขี้อาย ก็ได้ ก็ได้ ย่าไม่พูดเรื่องแต่งงานกับพวกเจ้าแล้ว แต่อีกไม่กี่ปีข้างหน้า ย่าต้องได้อุ้มหลาน หลานสาวก็น่าจะดี ฉีเอ๋อร์ เจ้างดงามเช่นนี้ ลูกๆของเจ้าก็คงงดงามไม่แพ้กัน”
เหล่าฮูหยินจ้าวเริ่มวาดฝันว่าหลานของตนจะมีหน้าตาเช่นไร
สดับวาจา ถังฉีก็ยิ่งรู้สึกจนปัญญา แต่ถึงกระนั้น นางก็ไม่สามารถพูดอะไรทำร้ายจิตใจหญิงชราได้ เพราะนางสัมผัสได้ว่าคำพูดของเหล่าฮูหยินจ้าวล้วนออกมาจากใจ
“ท่านย่า พวกเราค่อยหารือเรื่องนี้กันตามลำพังเถอะ มิเช่นนั้นท่านจะทำให้ฉีฉีตกใจกลัวจนเตลิดหนีไปจนได้!”
จ้าวไป่จือทำได้เพียงขัดจังหวะเหล่าฮูหยินจ้าว
“ก็ได้ ก็ได้ ข้าจะไม่ยุ่งเรื่องของหนุ่มสาวแล้ว แต่เจ้าต้องพยายามให้มากและรีบแต่งงานกับฉีเอ๋อร์นะ”
เมื่อพูดจบ เหล่าฮูหยินจ้าวก็ยืนขึ้นพลางโบกมือ
“เอาล่ะ ข้าแก่แล้ว อยู่ข้างนอกทั้งวันรู้สึกเพลียไม่น้อย พวกเจ้าสองคนนั่งคุยกันไปเถอะ อย่างไรเสีย คนอื่นต่างคิดว่าไป่จือป่วยหนัก หากจะพบกันวันหน้าคงไม่ใช่เรื่องง่าย”
จากนั้น เหล่าฮูหยินจ้าวก็เดินเข้ามาหาถังฉีอย่างช้าๆ นางถอดกำไลข้อมือออกมาและสวมให้ถังฉีอย่างระมัดระวัง
“นี่คือมรดกตกทอดของตระกูลจ้าว หลังจากที่แม่ของไป่จือจากไป ข้าก็เก็บรักษาไว้อย่างดี เวลานี้ได้พบเจ้าแล้ว ข้าจะมอบมันให้เจ้าเพื่อสานต่อเจตนารมณ์นั้น”
กล่าวจบ เหล่าฮูหยินจ้าวก็มีสีหน้าโล่งใจ
กำไลวงนี้อยู่กับนางมานับทศวรรษ สิ่งที่อยู่กับเราเป็นเวลานาน มักชวนให้ระลึกถึงอดีต
ถังฉีไม่คาดคิดว่ากำไลบนข้อมือของนางจะล้ำค่ามากเพียงนี้ นางกำลังจะถอดมันออกแต่เหล่าฮูหยินจ้าวห้ามนางไว้
“ฉีเอ๋อร์ ข้ามอบกำไลให้เจ้าในวันนี้ เพราะในใจของข้า เจ้าเป็นหลานสะใภ้เพียงคนเดียวของตระกูลจ้าว แต่อย่าให้ใครเห็นกำไลวงนี้เข้าล่ะ จะได้หลีกเลี่ยงปัญหาที่ไม่จำเป็น หากจำเป็นต้องถอด เจ้าก็สามารถถอดได้!”
เหล่าฮูหยินจ้าวลูบหลังมือของถังฉีเบาๆ เมื่อกล่าวจบ นางก็เดินจากไป
“พี่จ้าว กำไลวงนี้มีค่ามากเกินไป ท่านรีบรับคืนไปเถอะ!”
ถังฉีกล่าวและพยายามถอดสร้อยข้อมือออก แต่จ้าวไป่จือหยุดนางไว้
“ฉีฉี ในเมื่อท่านย่ามอบกำไลวงนี้ให้เจ้า นั่นหมายความว่าท่านยอมรับเจ้าแล้ว และบรรพชนตระกูลจ้าวก็ยอมรับเจ้าเช่นกัน”
จ้าวไป่จือมองถังฉีด้วยสายตาจริงจัง
“แต่กำไลวงนี้มีค่าเกินไป หากข้าทำหายขึ้นมาจะว่าอย่างไร?”
“ต่อให้เจ้าทำมันหาย เจ้าก็ยังเป็นสะใภ้ของตระกูลจ้าวของข้าอยู่ดี เรื่องนี้จะไม่มีวันเปลี่ยนแปลง เพราะฉะนั้น ฉีฉี เจ้าสวมกำไลวงนี้อย่างสบายใจเถอะ”
เมื่อจ้าวไป่จือกล่าวจบ เขาก็เผยรอยยิ้มจางๆ
ถังฉีถึงกับเลิกคิ้ว เหตุใดนางถึงรู้สึกว่าการมายังจวนเจิ้นกั๋วกงในวันนี้เหมือนกับการขึ้นเรือโจรสลัดก็มิปาน
“ฉีฉี เกือบลืมไป ข้ามีเรื่องสำคัญที่ต้องบอกเจ้า!”
สีหน้าของจ้าวไป่จือจริงจังขึ้นมา
ตอนที่ 342 ไม่เห็นองค์หญิงใหญ่ในสายตา
“เรื่องอะไรหรือ?”
ถังฉีผงะไปเล็กน้อย ไม่คิดว่าจู่ๆ สีหน้าของจ้าวไป่จือจะดูจริงจังขึ้นมา
“ข้ารู้แล้วว่าใครเป็นคนผลักเจ้าตกลงไปในแม่น้ำ และข้าก็เพิ่งลงโทษนางไป”
เมื่อกล่าวจบ สีหน้าของจ้าวไป่จือก็เจือความรู้สึกผิด
“เป็นลวี่ชิงชิงใช่หรือไม่?”
ถังฉีเอ่ยเสียงเรียบ สีหน้าไร้ซึ่งอารมณ์ใดๆ ราวกับนางรู้คำตอบอยู่แล้ว
“ใช่ เป็นนางจริงๆ เมื่อครู่ข้าก็เลยผลักนางตกลงไปในสระ และสั่งให้องครักษ์คนสนิทได้เดินวนอยู่รอบๆ นางจะได้ไม่กล้าร้องขอความช่วยเหลือหรือปีนขึ้นมา”
จ้าวไป่จือเอ่ยด้วยสีหน้าไม่แยแส
“พี่จ้าว ไม่คิดเลยว่าท่านจะโหดร้ายกับอดีตคู่หมั้นเช่นนี้”
“ฉีฉี แต่ไหนแต่ไรมา ข้าคิดกับนางเพียงแค่น้องสาว ยิ่งไปกว่านั้น นางแต่งงานกับคนอื่นโดยไม่คำนึงถึงความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล จึงมิอาจเรียกนางว่าคู่หมั้นได้อีกต่อไป”
จ้าวไป่จือเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้ารู้ แต่ข้าก็ไม่คิดว่าท่านจะผลักนางลงไปในสระเพราะเรื่องของข้า”
หากตระกูลลวี่รู้เข้า ต่อให้บิดาของจ้าวไป่จือเข้ามาแทรกแซงก็คงหนีไม่พ้นปัญหา
“ข้าเพียงลงโทษนางเล็กๆน้อยๆ ผลักนางลงสระบัว มิได้เป็นอันตรายร้ายแรงถึงชีวิต แต่เจ้าถูกทิ้งให้อยู่เพียงลำพังในแม่น้ำที่ทั้งเชี่ยวกรากและหนาวเหน็บถึงหนึ่งชั่วยาม เคราะห์ดีที่เจ้าไม่เป็นอะไร มิเช่นนั้นผลที่ตามมาคงยากที่จะจินตนาการ”
จ้าวไป่จือไม่กล้าคิดว่าจะเกิดอะไรขึ้นหากถังฉีไม่โชคดีเช่นนี้
ถังฉีเผยอปากเพื่ออธิบายว่านางไม่ได้ตกอยู่ในอันตราย แต่สุดท้ายก็ได้แต่ปิดปากเงียบ
แม้ว่านางจะเชื่อใจจ้าวไป่จือ แต่ก็มิวายกังวลว่าจะเกิดเรื่องมิคาดฝันขึ้นจริงๆ
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ถังฉีจึงไม่โต้แย้งอะไรอีก
“ข้าไม่เป็นไร ข้าว่ายน้ำเก่ง ไม่จมน้ำง่ายๆหรอก ท่านไม่ต้องเป็นห่วง แต่ครั้งหน้า หากจะทำอะไรเช่นนี้อีก ท่านควรบอกข้าก่อน”
“ฉีฉี ข้าก็แค่อยากเตือนนางเท่านั้น วันหน้า เจ้าทำตามที่เห็นสมควรโดยไม่ต้องคำนึงถึงความรู้สึกข้าได้เลย หลังจากเหตุการณ์นี้ จะไม่หลงเหลือไมตรีระหว่างตระกูลลวี่และตระกูลจ้าวอีกต่อไป”
ความเย็นชาฉายแววในดวงตาของจ้าวไป่จือ
“พี่จ้าว ข้ากลับไปที่งานเลี้ยงได้แล้วกระมัง?”
ราวกับถังฉีนึกอะไรดีๆออก จู่ๆแววตาของนางก็เป็นประกายขึ้นทันที ลวี่ชิงชิงต้องการเห็นนางอับอายต่อหน้าผู้คนและเสื่อมเสียชื่อเสียงนักใช่หรือไม่?
เช่นนั้น นางควรตอบแทนเสียหน่อยจะเป็นไร
“ไปเถอะ เจ้าอยากทำอะไรก็ทำได้เลย ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น จวนเจิ้นกั๋วกงย่อมแบกรับไหว ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”
จ้าวไป่จือยื่นมือไปลูบศีรษะของถังฉีด้วยความรักใคร่
“เข้าใจแล้ว พี่จ้าว ข้าขอตัวก่อน หากมีอะไร ท่านก็มาหาข้าได้”
เมื่อกล่าวจบ ถังฉีก็โบกมือและจากไปพร้อมรอยยิ้ม
หากคนอื่นทำได้ นางก็ย่อมทำให้เป็นเรื่องที่ใหญ่กว่าได้
วิถีของโลกก็เป็นเช่นนี้ หากทำตัวอ่อนแอและยอมจำนน ย่อมถูกผู้อื่นข่มเหงรังแกได้ง่าย จึงเป็นเหตุผลที่คนสมัยก่อนมีคำกล่าวที่ว่า ‘ใช้ไฟสู้กับไฟ’
ถังฉีไม่เคยคิดว่าตนเองเป็นคนร้ายกาจ แต่นางไม่ใช่นักบุญเช่นกัน การแก้แค้นจึงเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับนาง
จ้าวไป่จือเฝ้ามองร่างของถังฉีลับสายตาไป ใบหน้าฉายแววชื่นชม
ในสระบัว ลวี่ชิงชิงยังคงซ่อนตัวอยู่ในจุดที่มิดชิดที่สุด หากนางไม่ส่งเสียงดัง คนรับใช้ก็จะไม่เห็นนางอย่างแน่นอน
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ลวี่ชิงชิงก็ยิ่งรู้สึกเดือดดาล
อย่างไรก็ตาม สิ่งต่างๆกลับไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ คนรับใช้เริ่มขนย้ายกระถางดอกไม้มาใกล้สระบัว
กล้ายว่าพวกเขากำลังจะปลูกดอกไม้
นางแช่อยู่ในน้ำหนาวเย็นเกือบหนึ่งชั่วยามแล้ว
เวลานี้ขาของนางเริ่มไร้ความรู้สึก
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้กลิ่นโคลนจากบ่อน้ำโชยมาเป็นครั้งคราว ทำให้นางอยากจะอาเจียนแต่ก็ทำไม่ได้
“หึ หากข้ารู้ว่าใครอยู่เบื้องหลังเรื่องนี้ ข้าจะไม่มีวันปล่อยให้หนีรอดไปได้เด็ดขาด ต่อให้ต้องไล่ล่าไปสุดหล้าฟ้าเขียว ข้าก็จะทำให้มันต้องชดใช้อย่างสาสม”
ลวี่ชิงชิงตกอยู่ในสภาพที่น่าเวทนา ทว่าจิตใจของนางยังคงเต็มไปด้วยความชั่วร้าย
ในอุทยาน สตรีสูงศักดิ์บางคนสังเกตเห็นว่าลวี่ชิงชิงหายไปนาน พวกนางจึงเริ่มมีสีหน้าครุ่นคิด
“เจ้าคิดว่าลวี่ชิงชิงกลัวจนหนีเตลิดไปแล้ว? เหตุใดนางถึงหายไปนานเช่นนี้?”
“อย่าด่วนสรุปนักเลย ตระกูลลวี่และตระกูลจ้าวสนิทสนมกันมาก บางทีนางอาจจะไปเยี่ยมเหล่าฮูหยินจ้าวก็เป็นได้”
สตรีสูงศักดิ์บางคนที่ทราบความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองตระกูลกระซิบ
โจวเจี๋ยขมวดคิ้วมุ่นเมื่อได้ยินการถกเถียงของคนเหล่านั้น
นางมัวแต่คิดถึงท่าทีของเหล่าฮูหยินจ้าว จึงไม่ได้สนใจลวี่ชิงชิงและไม่ทราบว่านางหายไปนานเพียงนี้
“เลิกคาดเดาไปเรื่อยเปื่อยได้แล้ว ลวี่ชิงชิงเคยแต่งงานแล้ว จวนเจิ้นกั๋วกงจะรับคนที่มีมลทินมาเป็นลูกสะใภ้ได้อย่างไร?”
ผู้พูดคือบุตรสาวของเจ้ากรมพิธีการ
นางไม่พอใจอย่างมากที่ลวี่ชิงชิงมาร่วมงานของสตรีสูงศักดิ์เช่นนี้
“หึ… ข่าวของพวกเจ้าล้าสมัยไปแล้ว ข้าได้ยินมาว่าแม่ของนางเพิ่งไปรับนางออกมาจากจวนองค์หญิงใหญ่ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่านี่หมายความว่าอย่างไร?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เหล่าสตรีสูงศักดิ์จึงเริ่มครุ่นคิด
“ไม่คิดเลยว่าตระกูลลวี่จะมีเจตนาเช่นนี้ ช่างไร้ยางอายจริงๆ”
“พวกนางไม่เห็นองค์หญิงใหญ่ในสายตาเลยหรืออย่างไร?”
โจวเจี๋ยที่ยืนอยู่ข้างๆ ได้ยินบนสนทนาของพวกนาง สีหน้าพลันหม่นหมอง
ก่อนหน้านี้ นางคิดว่าคงเป็นไปไม่ได้ที่ลวี่ชิงชิงจะแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง และคิดว่าอีกฝ่ายเพียงพุ่งเป้าไปที่ถังฉีด้วยความอิจฉาริษยา
แต่เมื่อได้ยินบทสนทนาของเหล่าสตรีสูงศักดิ์ นางก็ตระหนักได้ว่าลวี่ชิงชิงผู้นี้จะต้องมีเจตนาแอบแฝงและมั่นใจในแผนการของตนเองไม่น้อย
เวลานี้ นางรู้สึกเสียใจที่ผูกมิตรกับตัวปัญหา
‘หึ ลวี่ชิงชิง เจ้าคิดว่าข้าไม่รู้หรือว่าเจ้าวางแผนชั่วร้ายอะไรไว้!’
โจวเจี๋ยเย้ยหยัน
ดูเหมือนว่าในภายภาคหน้า เป้าหมายของนางจะไม่ได้มีเพียงถังฉี แต่นางก็ตระหนักดีว่าเวลานี้ไม่ควรจะทำให้ศัตรูรู้ตัว
‘ถังฉี ถือเป็นโชคร้ายของเจ้าแล้ว ข้าจะจัดการกับเจ้าเป็นคนแรก จากนั้นก็ค่อยถึงคราวลวี่ชิงชิง หากนางคิดจะแต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงละก็ นางจะต้องได้รับอนุญาตจากข้าก่อน’
เมื่อคิดเช่นนี้ ความวิตกกังวลพลันฉายแววบนดวงหน้าของโจวเจี๋ย
“สงสัยจริงว่าลวี่ชิงชิงกำลังทำอะไรอยู่ หากเกิดอะไรขึ้นกับนางในจวนเจิ้นกั๋วกงจะต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่”
คำพูดของโจวเจี๋ยเป็นดั่งสัญญาณเตือนที่ดังขึ้นในหูของเหล่าสตรีสูงศักดิ์
“รีบตามหาลวี่ชิงชิงกันเถอะ พวกเราจะปล่อยให้นางเป็นอะไรไปไม่ได้!”
ตอนที่ 343 อย่าเรียกพวกบ่าว
“เกิดอะไรขึ้น?”
ไม่นาน จี้ซื่อเฉินก็เห็นเหล่าสตรีสูงศักดิ์เดินไปมาทั่วบริเวณ พวกนางจับกลุ่มกันสองสามคน ดูราวกับกำลังมองหาอะไรบางอย่าง
“เฉินฮูหยิน พวกเราไม่เห็นลวี่ชิงชิงนานแล้ว พวกเราเป็นห่วงนางมาก”
โจวเจี๋ยกระซิบข้างหูจี้ซื่อเฉิน สีหน้าของนางพลันฉายแวววิตกกังวล
“นางอาจจะนั่งเล่นอยู่ที่ไหนสักแห่งในจวน ไม่น่าจะมีอะไรร้ายแรง มิเช่นนั้น พวกบ่าวคงจะรายงานเรื่องนี้มาแล้ว”
จี้ซื่อเฉินเอ่ยเสียงเรียบ
โจวเจี๋ยต้องการจะแย้ง แต่เมื่อเห็นสีหน้าไม่ทุกข์ร้อนของจี้ซื่อเฉิน นางจำต้องกลืนคำพูดของตัวเองลงไป
“จวิ้นจู่ ปล่อยให้ข้าจัดการเรื่องนี้เองเถอะ ในเมื่อสาวๆอุตส่าห์อยู่กันพร้อมหน้าในวันนี้ พวกเจ้าก็ควรจะเพลิดเพลินให้เต็มที่”
จี้ซื่อเฉินเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน แม้ในใจจะสบถสาปแช่งบรรดาหญิงสูงศักดิ์นับครั้งไม่ถ้วน
ความตั้งใจของนางคือการหาภรรยาที่ ‘ไม่คู่ควร’ ให้กับจ้าวไป่จือ
และเวลานี้ นางก็มีเป้าหมายในใจแล้ว
ดังนั้น เมื่อนางมองไปยังบรรดาหญิงสูงศักดิ์เหล่านี้ ความอ่อนโยนบนใบหน้าจึงพลันหายไป
อย่างไรเสีย พวกนางส่วนมากก็เป็นเพียงบุตรสาวของอนุภรรยาเท่านั้น
หากบุตรสาวที่เกิดจากอนุภรรยาแต่งงานกับผู้ที่มีสถานะทัดเทียมกัน อย่างมากนางก็เป็นได้เพียงอนุภรรยา
หากโชคดีก็อาจถูกยกให้มีฐานะสูงขึ้นเล็กน้อย
แต่การเป็นอนุภรรยานั้น ถือได้ว่าเป็นสถานะที่ต่ำต้อย
จี้ซื่อเฉินไม่เห็นบุตรสาวอนุภรรยาเหล่านี้อยู่ในสายตา
นางเองก็เป็นบุตรที่เกิดจากอนุภรรยา และตระหนักดีว่าเป็นเรื่องยากที่บุตรสาวอนุภรรยาจะนำมาซึ่งเกียรติยศศักดิ์ศรี
โชคดีที่ได้แต่งงานเข้าจวนเจิ้นกั๋วกงในฐานะจี้ซื่อ** และได้ใช้ชีวิตที่มั่งคั่งและสุขสบาย
** ตามธรรมเนียมจีนโบราณ หากภรรยาเอกเสียชีวิตไปแล้วจึงจะสามารถแต่งภรรยาเอกเข้ามาใหม่ได้อีกคน ภรรยาทดแทนผู้นี้จะเรียกว่า ‘จี้ซื่อ’
แม้แต่พี่น้องของนางซึ่งเป็นบุตรในสมรสยังไม่มีชีวิตที่รุ่งโรจน์ถึงเพียงนี้!
แน่นอนว่าโจวเจี๋ยมิอาจล่วงรู้ความคิดของจี้ซื่อเฉิน เวลานี้ นางต้องการเพียงรีบหาลวี่ชิงชิงให้พบเพื่อป้องกันไม่ให้นางสร้างปัญหาต่อไป
“เช่นนั้นคงต้องรบกวนเฉินฮูหยินแล้ว ลวี่ชิงชิงอาจจะกำลังอารมณ์ไม่ดี อย่างไรเสีย นางก็เพิ่งกลายเป็นหม้าย ข้าได้ยินว่านางและจ้าวซื่อจื่อเคยหมั้นหมายกัน หรือว่านางคิดจะสานต่อเจตนารมณ์นั้น?”
วาจาเรียบง่ายของโจวเจี๋ยเป็นดั่งระฆังเตือนที่ดังขึ้นในใจของจี้ซื่อเฉิน
แม้ลวี่ชิงชิงจะเป็นหม้าย ทว่านางมีตระกูลที่ทรงอำนาจคอยหนุนหลัง หากจ้าวไป่จือได้รับการสนับสนุนจากนาง คงไม่ต่างจากการติดปีกให้พยัคฆ์
ดังนั้น จี้ซื่อเฉินจะต้องไม่ยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นเป็นอันขาด!
“อย่าห่วงไปเลย ข้าจะรีบหาแม่นางลวี่ให้เจอโดยเร็ว”
เมื่อพูดจบ จี้ซื่อเฉินก็สั่งบ่าวให้ไปตามหาลวี่ชิงชิงโดยเร็วที่สุด
“เฉินฮูหยิน ท่านน่าจะไปตรวจดูที่เรือนของเหล่าฮูหยินจ้าว ข้าได้ยินว่าจ้าวซื่อจื่อพักฟื้นอยู่ที่นั่น เป็นไปได้หรือไม่ว่าลวี่ชิงชิงจะไปที่นั่นเพื่อเยี่ยมเขา?”
โจวเจี๋ยชี้แนะ
เมื่อได้ยินดังนั้น ดวงตาของจี้ซื่อเฉินพลันฉายแววเย็นเยียบ
นางจะไม่ยอมให้ใครหน้าไหนมาทำลายแผนการของนางเด็ดขาด
นางเลือกคนที่เหมาะสมให้จ้าวไป่จือแล้ว --- เด็กสาวบ้านนอกจากเฟิงโจว ช่างสมกันราวสวรรค์สร้าง
“เข้าใจแล้ว จวิ้นจู่ หากมีความคืบหน้า ข้าจะบอกให้เจ้ารู้”
จี้ซื่อเฉินยังคงมีสีหน้าอ่อนโยน ทว่าโจวเจี๋ยสัมผัสได้ถึงความเย็นชาในแววตาของนาง
ตระกูลใหญ่มักมีความขัดแย้งภายในมากมาย และทุกคนก็มีแผนการของตัวเอง
ชั่วครู่หนึ่งพวกเขาอาจพูดคุยด้วยอย่างเป็นกันเอง ทว่าครู่ต่อมาอาจแทงหลังอีกฝ่ายก็เป็นได้
ไม่นาน พวกบ่าวในจวนก็เริ่มออกตามหาลวี่ชิงชิง
แม้แต่เส้นทางที่ตรงไปยังเรือนของเหล่าฮูหยินจ้าวก็ค้นหาไปแล้วหลายครั้ง แต่ก็ยังไม่พบเบาะแสใดๆ
ลวี่ชิงชิงซ่อนตัวอยู่ในมุมที่มิดชิด ตั้งใจจะลอบออกไปเมื่อไม่มีคนอยู่ แต่แล้วก็ต้องพบกับความประหลาดใจ
เมื่อผู้คนมากมายมารวมตัวกัน ดูราวกับกำลังเร่งรีบค้นหาบางสิ่ง
หรือว่าเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นในจวนแห่งนี้?
ความวิตกกังวลเริ่มผุดขึ้นในใจ
“ลวี่ชิงชิงหายไปไหนนะ? พวกเราตามหาทั่วจวนแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นวี่แววของนางเลย”
“นั่นสิ พวกเราถึงกับเกณฑ์คนจากเรือนของเหล่าฮูหยินจ้าว แต่ก็ไม่ยังไม่พบนาง”
สาวใช้หลายคนเดินข้ามสะพาน เสียงไม้ลั่นเอี๊ยดอ๊าด
ลวี่ชิงชิงไม่คิดว่าทั่วทั้งจวนจะตกอยู่ในความวุ่นวายเพราะตามหาตัวนาง สีหน้าของนางแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
เมื่อตระหนักได้ว่าหากอยู่ในสระนานกว่านี้ ผู้คนก็จะยิ่งออกตามหา หากเป็นเช่นนั้น…
นางกำลังจะร้องเรียกสาวใช้ทั้งสองคน ก่อนจะได้ยินเสียงที่คุ้นเคยดังขึ้น
“ดูตรงนั้นสิ เหตุใดถึงมีผ้าโผล่ออกมา? หรือว่ามีคนตกน้ำ?”
ถังฉีชี้ไปยังจุดที่ลวี่ชิงชิงซ่อนตัวอยู่
สีหน้าของลวี่ชิงชิงเปลี่ยนไปทันที
“ใช่จริงๆด้วย มีผ้าโผล่ออกมาตรงนั้น ใครก็ได้ รีบส่งพวกบ่าวลงไปดูสิว่าเกิดอะไรขึ้น!”
แม่บ้านจากจวนจี้ซื่อเฉินร้องตะโกนด้วยความตื่นตระหนก
หากลวี่ชิงชิงเกิดพลัดตกลงไปในสระจริง เช่นนั้นจวนเจิ้นกั๋วกงก็ต้องออกหน้ารับผิดชอบ
“ช้าก่อน นี่ข้าเอง อย่าเรียกพวกบ่าวนะ!”
แม่บ้านแทบพูดไม่ออกเมื่อได้ยินเสียงแผ่วเบาของหญิงสาวดังมาจากใต้สะพาน
ลวี่ชิงชิงกัดฟันและสะกดกลั้นโทสะ
เดิมที นางวางแผนที่จะแอบออกมาตอนที่ไม่มีคน แต่กลับกลายเป็นว่าผู้คนมากมายออกตามหานางอย่างอลหม่าน
หากพวกบ่าวกรูกันเข้ามา นางคงไม่มีไม่สามารถสู้หน้าใครได้อีก
“คุณหนูลวี่หรือเจ้าคะ? ท่านลงไปทำอะไรตรงนั้น? รีบขึ้นมาเร็วเข้า”
เมื่อได้ยินเสียงของลวี่ชิงชิง แม่บ้านจึงโผล่หน้าออกมาด้วยความตื่นเต้น หากนางไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของจี้ซื่อเฉิน ต่อให้เป็นแม่บ้านก็คงไม่พ้นการถูกลงโทษ
“ใช่ ข้าเอง อย่าเรียกพวกบ่าวมานะ แล้วก็… เจ้าช่วยไปเตรียมเสื้อผ้าสะอาดแล้วก็ต้มน้ำให้ข้าด้วยได้หรือไม่? ข้าต้องอาบน้ำ”
ลวี่ชิงชิงพยายามรักษาน้ำเสียงให้สงบนิ่ง
“คุณหนูลวี่ ท่านรอก่อน ข้าจะให้คนเตรียมน้ำอาบไว้ให้เดี๋ยวนี้ ใครก็ได้ รีบไปเอาเสื้อคลุมมาที คุณหนูลวี่พลัดตกน้ำ”
ทันทีที่กล่าวจบ สาวใช้อีกคนก็รีบนำเสื้อคลุมตัวโคร่งมาให้
ลวี่ชิงชิงที่มีสภาพน่าเวทนาโผล่ออกมาจากมุมมืด
ร่างกายของนางเปรอะเปื้อนไปด้วยโคลนตม
ไร้ซึ่งสง่าราศีของสตรีสูงศักดิ์โดยสิ้นเชิง
หากใครไม่ทราบว่านางเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์ จะต้องคิดว่านางเป็นขโมยขโจรที่ลอบเข้ามา
เทียบกับถังฉีที่ยืนอยู่อย่างสง่างามแล้ว นางดูราวกับเทพธิดาจากสวรรค์ชั้นฟ้า ในขณะที่ลวี่ชิงชิงมีสภาพไม่ต่างจากยาจกผู้ยากไร้
ทันทีที่นางออกจากที่ซ่อน ลวี่ชิงชิงก็เห็นถังฉียืนอยู่ไม่ไกล สีหน้าของนางพลันเคร่งขรึม
“เป็นเจ้า... เจ้านี่เอง เจ้าเป็นคนผลักข้าตกน้ำ ไม่คิดเลยว่าหญิงบ้านนอกอย่างเจ้าจะชั่วร้ายได้ถึงเพียงนี้!”
ลวี่ชิงชิงสวมเสื้อคลุมตัวโคร่งยืนอยู่ตรงหน้าถังฉี หยกน้ำสกปรกไหลลงมาจากปอยผม
ตอนที่ 344 ไม่เห็นฮ่องเต้อยู่ในสายตา
ได้ยินเสียงโกลาหล สตรีสูงศักดิ์ในบริเวณนั้นก็รีบวิ่งกรูกันเข้ามา เห็นเหตุการณ์นี้พอดิบพอดี
“อี๋... น่าขยะแขยงเหลือเกิน นั่นอะไรอยู่บนหน้าของลวี่ชิงชิง!”
สตรีสูงศักดิ์คนหนึ่งถึงกับผงะ ใบหน้าของนางเผยความรังเกียจโดยไม่ปิดบัง
“น่ารังเกียจจริงๆ หากรู้มาก่อนข้าก็คงไม่มา ไม่นึกว่าจะเจอภาพระคายสายตาเช่นนี้!
“จริงด้วย เป็นถึงบุตรีในสมรสของจวนฝู่กั๋วกง แต่กิริยามารยาทของนางกลับไม่งามเท่าพวกเราที่เป็นบุตรีของอนุภรรยาด้วยซ้ำ!”
พวกนางแต่ละคนต่างออกความเห็น
“จุๆจุ... เบาเสียงลงหน่อย ไม่ว่าอย่างไร นางก็ยังเป็นสะใภ้ขององค์หญิงใหญ่ แม้เวลานี้นางจะเป็นหม้าย แต่มาถากถางนางเสียงดังเช่นนี้ ไม่กลัวองค์หญิงใหญ่จะพิโรธบ้างหรือ?”
หลานสาวของอัครเสนาบดีฝ่ายขวากล่าว สตรีสูงศักดิ์คนอื่นๆ จึงเงียบเสียงทันที
ส่วนใหญ่แล้ว พวกนางล้วนเป็นบุตรีที่เกิดจากอนุภรรยา และไม่สามารถเทียบกับลวี่ชิงชิงได้
หากพวกนางล่วงเกินจวนฝู่กั๋วกงและจวนองค์หญิงใหญ่จริงๆ แม้แต่ตระกูลของพวกนางก็ไม่อาจปกป้อง
“คุณหนูลวี่ ท่านมีหลักฐานว่าข้าผลักท่านหรือไม่?”
ถังฉีรู้สึกว่าตนเองกำลังถูกใส่ร้าย!
นางเพียงต้องการเยาะเย้ยความโชคร้าย ของลวี่ชิงชิง ไม่คาดคิดว่าจะโดนโต้กลับเช่นนี้
“ฮึ่ม นอกจากเจ้าแล้ว ใครจะผลักข้าตกน้ำได้อีก! เจ้าคงรู้แล้วว่า…”
พลันนั้นเอง ลวี่ชิงชิงก็เงียบเสียงไป
“รู้ว่าอะไรหรือ?”
ถังฉีแสดงสีหน้าอยากรู้อยากเห็น
“ฮึ่ม รู้ว่าอะไร? เจ้าย่อมรู้อยู่แก่ใจ!”
ลวี่ชิงชิงรู้ตัวว่านางเกือบหลุดปากเปิดเผยความจริงบางอย่าง
“คุณหนูลวี่ ข้าไม่เข้าใจท่านเลย เหตุใดท่านไม่พูดออกมาตรงๆเล่า?”
ถังฉียืนอยู่เบื้องหน้าลวี่ชิงชิงด้วยรอยยิ้ม
ลวี่ชิงชิงกำลังจะอ้าปาก แต่แล้วก็คิดว่าอีกฝ่ายเป็นเพียงหญิงบ้านนอก และนางก็ไม่รู้ว่าใครเป็นคนผลักนางจริงๆ
“เมื่อไม่กี่วันก่อน เจ้าตกลงไปในแม่น้ำ วันนี้เจ้าก็เลยผลักข้าตกน้ำบ้าง!”
ลวี่ชิงชิงกล่าวอย่างมั่นใจ
“แม้ข้าจะตกลงไปในแม่น้ำจริง แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้าจะจงใจผลักท่านให้ตกน้ำ คุณหนูลวี่ สิ่งที่ท่านกล่าวไม่สมเหตุสมผลไปหน่อยหรือ?”
“เหล่าสตรีสูงศักดิ์ที่อยู่ที่นี่คงไม่มีใครกล้าคิดเรื่องชั่วร้าย ดังนั้นคงมีเพียงเจ้าเท่านั้น!”
ลวี่ชิงชิงยืนกรานตำหนิถังฉี ทั้งยังดึงสตรีสูงศักดิ์คนอื่นๆเข้ามาเกี่ยวพัน
“ใช่แล้ว พวกเราไม่ทำเรื่องชั่วร้ายเช่นนั้นเด็ดขาด”
สตรีสูงศักดิ์ที่ไม่ต้องการติดร่างแหรีบเอ่ยขึ้นทันที
“อย่างไรก็ตาม แม่นางถังผู้นี้ดูไม่เหมือนคนร้ายกาจ อาจเป็นความเข้าใจผิดก็เป็นได้ มิใช่ว่าเหล่าฮูหยินจ้าวเพิ่งเรียกนางไปพบหรอกหรือ?”
เมื่อหญิงสาวบางคนได้ยินวาจาของลวี่ชิงชิงพวกนางก็รู้สึกว่านี่เป็นเพียงการเข้าใจผิด
“จริงด้วยๆ!”
คำกล่าวนี้ทำให้คุณหนูคนอื่นๆเห็นพ้องทันที
“เหล่าฮูหยินจ้าวจะพูดคุยอะไรกับนางได้? แล้วนางจะอยู่ที่เรือนของเหล่าฮูหยินจ้าวนานสักแค่ไหนกัน? พูดมาสิ เหตุใดเจ้าถึงคิดร้ายและผลักข้า!”
ลวี่ชิงชิงลืมสภาพที่ยุ่งเหยิงของตนเองไปโดยสิ้นเชิง นางเพียงต้องการโยนความผิดให้ถังฉีเท่านั้น
“คุณหนูลวี่ ท่านประเมินข้าต่ำเกินไปแล้ว เหล่าฮูหยินจ้าวเรียกข้าไปสนทนาเรื่องบ้านเมือง ย่อมเป็นเรื่องปกติหากข้าจะรั้งอยู่นานสักหน่อย!”
ท่าทีของถังฉีเปลี่ยนไปเป็นเย็นชา
ย้อนกลับไปที่หมู่บ้านตระกูลถัง นางอดทนกับถ้าต้าสี่และคนอื่นๆ เพียงเพราะพวกเขาเป็นผู้อาวุโสของพี่น้องตระกูลถัง
ต่อให้นางจะมีเหตุผลให้เล่นงานถ้าต้าสี่ แต่ผู้คนในโลกนี้ก็มักจะเห็นอกเห็นใจผู้อ่อนแอเสมอ
แม้เวลานี้ทุกคนจะยังไม่พูดอะไร แต่ใครจะรู้ว่าข่าวลือใดจะสะพัดออกไปในภายภาคหน้า?
ต่อให้ตัวนางเองไม่สนใจ แต่พี่น้องตระกูลถังก็ไม่สามารถเพิกเฉยได้
เวลานี้ สตรีที่ไม่เคยรู้จักมักคุ้นผู้นี้กลับพยายามทำร้ายนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า ถังฉีย่อมไม่อาจนิ่งเฉย
“ฮึ่ม นั่นเป็นเพียงความข้างเดียวของเจ้า!”
ลวี่ชิงชิงขมวดคิ้ว ง้างมือเตรียมจะตบหน้าถังฉี ตั้งใจฉวยโอกาสนี้ข่วนหน้านางให้เสียโฉม
ด้วยวิธีนี้ ถังฉีจะไม่สามารถใช้ใบหน้านั้นยั่วยวนพี่จ้าวของนางได้อีกต่อไป!
ขณะที่ลวี่ชิงชิงกำลังง้างมือ จู่ๆ ข้อมือของนางก็ถูกถังฉีคว้าไว้แน่น
จวบจนวันนี้ การฝึกฝนวรยุทธ์ของนางไม่ได้สูญเปล่า! เมื่อเผชิญหน้ากับหญิงสาวสูงศักดิ์ผู้บอบบางเช่นลวี่ชิงชิง นางย่อมป้องกันตัวเองได้ไม่ยาก!
เวลานี้ ต่อให้คนร้ายจะเป็นบุรุษถึงสองคน ถังฉีก็ยังสามารถโค่นพวกเขาได้อย่างง่ายดาย!
“โอ๊ย...”
ลวี่ชิงชิงไม่คาดคิดว่าถังฉีจะตอบสนองได้รวดเร็วนัก ก่อนที่นางจะทันได้ออกแรงแขน มือของนางก็ถูกอีกฝ่ายคว้าไว้เสียแล้ว
“ขอโทษด้วย คุณหนูลวี่ ท่านรู้ว่าคราวก่อนข้าตกลงไปในแม่น้ำเพราะมีคนผลักข้าจากด้านหลัง โชคดีที่ข้ารอดมาได้ ไม่เช่นนั้นข้าคงกลายเป็นอาหารปลาไปแล้ว เวลานี้ข้าจึงระมัดระวังตัวยิ่งขึ้นเมื่ออยู่ใกล้คนที่มีเจตนาร้าน ท่านยกมือขึ้นเช่นนี้ ท่านจะตบข้าหน้าข้าหรือ? ข้ากลัวมากจริงๆ!”
ถังฉีแสดงสีหน้าหวาดกลัว
จากนั้น ราวกับนึกขึ้นได้ว่าสัมผัสสิ่งสกปรก นางจึงสะบัดมือของลวี่ชิงชิงออกไป
“ขออภัยด้วย คุณหนูลวี่ แม้ข้าจะเติบโตมาในชนบท แต่ข้าก็มีนิสัยรักความสะอาด ไม่ชอบอยู่ใกล้สิ่งสกปรก!”
ถังฉีกล่าวจบก็รีบถอยหลังสองก้าว หยิบผ้าเช็ดหน้าที่สะอาดออกมาและเช็ดมืออย่างต่อเนื่อง
สีหน้าของลวี่ชิงชิงยิ่งบิดเบี้ยวจนไม่น่ามอง
เหล่าสตรีสูงศักดิ์ที่ยืนอยู่โดยรอบต่างก็แสดงสีหน้ารังเกียจและผงะถอยไปสองก้าวเช่นเดียวกัน
“พี่ลวี่ ไว้ค่อยคุยกันทีหลังเถอะ ท่านรีบไปเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อน ไม่เช่นนั้นจะเป็นหวัดเอาได้!”
โจวเจี๋ยยืนอยู่ไม่ไกลนัก มองดูความโกลาหลวุ่นวาย เวลานี้ นางแสร้งทำเป็นเดินเข้ามาอย่างมีน้ำใจ โดยขวางทางลวี่ชิงชิงไว้
“ไม่นึกเลยว่าจวิ้นจู่จะน้ำใจงามถึงเพียงนี้ คุณหนูลวี่สกปรกมากจนแม้แต่สาวใช้บ้านข้ายังรังเกียจนาง...”
“ใช่แล้ว วันข้างหน้าเรามาอยู่ให้ห่างจากนางกันเถอะ หญิงสาวที่ได้รับเชิญจากจวนเจิ้นกั๋วกงล้วนเป็นสตรีในวัยออกเรือน แต่กลับมีหญิงหม้ายมาที่นี่อย่างหน้าไม่อาย...”
บทสนทนานั้นแผ่วเบาทว่าดังถึงหูของทุกคน แม้แต่สีหน้าของลวี่ชิงชิงก็บิดเบี้ยวจนอัปลักษณ์
นางเงยหน้าขึ้นมองหญิงสาวที่เพิ่งกล่าวด้วยสายตามาดร้าย
ทันใดนั้น ทุกคนก็เงียบเสียง
“หญิงบ้านนอกช่างไร้มารยาทจริงๆ อย่ามายืนขวางทางข้า ไม่เห็นหรือว่าเสื้อผ้าของพี่ลวี่สกปรกไปหมดแล้ว หากรอช้าไปกว่านี้ นางป่วยขึ้นมาจะว่าอย่างไร!”
โจวเจี๋ยรู้สึกโมโหที่นางไม่ได้พกแส้มาในงานเลี้ยงด้วย ไม่เช่นนั้น การเฆี่ยนตีเพียงครั้งเดียวก็ทำให้ใบหน้าของถังฉีมีรอยแผลเป็นที่จะทำให้ทุกคนพากันรังเกียจ
“จวิ้นจู่... ท่านไม่ทราบหรือว่าคุณหนูลวี่คอยหาเรื่องใส่ร้ายข้ามาโดยตลอด ทุกสิ่งที่ข้าพูดล้วนเป็นความจริง ข้ารู้ว่าท่านทั้งสองสนิทสนมกันมาก แต่นั่นก็ไม่ใช่เหตุผลที่ท่านต้องมาใส่ร้ายข้าอีกคน! ไม่ว่าข้าจะเกิดมาต่ำต้อยเพียงใด ข้าก็เป็นถึงเสี้ยนจู่ที่ฮ่องเต้ทรงแต่งตั้ง การดูหมิ่นข้าเช่นนี้ หรือว่าท่านไม่เห็นฮ่องเต้อยู่ในสายตา?”
ตอนที่ 345 คำขอโทษ
โจวเจี๋ยและลวี่ชิงชิงไม่คาดคิดว่าถังฉีจะกล่าววาจารุนแรงเช่นนี้ ทั้งยังอ้างถึงฮ่องเต้
“ฮึ่ม หยุดพูดจาไร้สาระได้แล้ว หลีกไป! ข้าต้องพาพี่ลวี่ไปอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า ไว้เราค่อยมาสะสางเรื่องที่พี่ลวี่ตกน้ำกันทีหลัง!”
เมื่อกล่าวจบ โจวเจี๋ยก็ดึงลวี่ชิงชิงและตามสาวใช้ของจวนเจิ้นกั๋วกงไปยังเรือนใกล้เคียงเพื่ออาบน้ำและเปลี่ยนเสื้อผ้า
ผ่านไปประมาณสองก้านธูป ลวี่ชิงชิงก็ออกมาจากห้องหลังอาบน้ำเสร็จ
“พี่ลวี่ ถังฉีตอกกลับท่านเช่นนี้ ช่างน่ารังเกียจจริงๆ!”
โจวเจี๋ยมีสีหน้าขุ่นเคืองขณะเอื้อมมือไปจับแขนของลวี่ชิงชิง
“ถอยไปนะ!”
ลวี่ชิงชิงสะบัดแขน โจวเจี๋ยไม่คาดคิดว่าลวี่ชิงชิงจะตอบสนองรุนแรงเช่นนี้ นางถึงกับเซไปด้านหลัง
“พี่ลวี่...”
โจวเจี๋ยร้องเรียกด้วยสีหน้าเจ็บปวด
“อย่าแสร้งทำเป็นใจดีต่อหน้าข้า อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องที่เจ้าจับตามองทุกอย่างที่เกิดขึ้นมาตลอด!”
ลวี่ชิงชิงไม่ใช่คนโง่
“เจ้าเล่าให้ข้าฟังเรื่องถังฉีกับพี่จ้าวก็เพื่อยุยงให้ข้าคอยกลั่นแกล้งนางไม่ใช่หรือ? เวลานี้เจ้าบรรลุเป้าหมายแล้ว หยุดเสแสร้งต่อหน้าข้าเสียที น่ารังเกียจที่สุด!”
สิ้นประโยค ลวี่ชิงชิงก็รีบเดินออกไป
โจวเจี๋ยมองดูนางคล้อยหลังไป ใบหน้าของนางก็เผยอารมณ์เศร้าหมอง
“ลวี่ชิงชิงทำเกินไปแล้ว เจ้าเพิ่งช่วยนางแท้ๆ แต่นางกลับปฏิบัติต่อเจ้าเช่นนี้!”
หลานสาวของอัครเสนาบดีฝ่ายขวาบังเอิญเดินผ่านมาและเห็นจังหวะที่ลวี่ชิงชิงสะบัดมือพอดี นางจึงเดินมาหาโจวเจี๋ยด้วยสีหน้าไม่พอใจ
“ไม่เป็นไร บางทีพี่ลวี่อาจจะรู้สึกอัดอั้นตันใจ ดีแล้วที่นางได้ระบายออกมา ตราบใดที่มันทำให้นางรู้สึกดีขึ้น”
โจวเจี๋ยแทบจะฝืนปั้นหน้าโศกเศร้าต่อไปไม่ได้ นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มหดหู่
ท่าทางน่าสงสารของนางทำให้หลานสาวอัครเสนาบดีฝ่ายขวารู้สึกเคืองแค้นแทนนางมากยิ่งขึ้น
“เมื่อก่อนข้าเคยคิดว่าเจ้าเป็นคนหัวรั้น แต่หารู้ไม่ว่าเจ้าจะใส่ใจผู้อื่นมากถึงเพียงนี้ ดูท่าข่าวลือจะเชื่อถือไม่ได้เสียแล้ว เชื่อเถอะว่าจากนี้ไปข้าจะอยู่ข้างเจ้าเสมอ!”
โจวเจี๋ยมองดูสีหน้าจริงจังของหลานสาวอัครเสนาบดีฝ่ายขวา สาปแช่ง 'นังโง่' อยู่ในใจ เบื้องหน้ายังคงสนทนากับนางอย่างอบอุ่น
หลังจากเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้ว ลวี่ชิงชิงก็มาถึงห้องโถงใหญ่ในเรือนด้านหน้า
เวลานี้ จี้ซื่อเฉินนั่งอยู่ที่เก้าอี้ประธาน โดยมีหญิงสาวจากตระกูลต่างๆ นั่งเรียงรายอยู่ด้านล่าง
ถังฉีนั่งอยู่ข้างๆโจวเจา
เวลานี้โจวเจารับรู้สิ่งที่เกิดขึ้นแล้ว ใบหน้าเล็กๆของนางเต็มไปด้วยความกราดเกรี้ยว
“คุณหนูลวี่ เกิดเรื่องเข้าใจผิดอะไรขึ้นหรือ?”
จี้ซื่อเฉินเหลือบมองลวี่ชิงชิงที่เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แล้ว
นางตั้งใจจะเผยด้านอ่อนโยนและใจกว้างของตนเองต่อหน้าถังฉี เพื่อที่นางจะได้ยอมรับนางให้แต่งเข้าจวนเจิ้นกั๋วกง
อย่างไรก็ตาม นางเพิ่งได้ยินจากคนรับใช้ถึงสิ่งที่เกิดขึ้นริมน้ำ และทราบว่าหญิงสาวนามถังฉีผู้นี้มิได้โง่เขลา
นอกจากนี้ ความสัมพันธ์ของนางกับองค์หญิงอันหยางก็ดูสนิทสนมกลมเกลียวไม่น้อย
อย่างไรก็ตาม ในสายตาของนาง หญิงบ้านนอกมีไหวพริบเพียงเล็กน้อย แม้จะแต่งเข้ามาในจวนเจิ้นกั๋วกง ก็ใช่ว่าจะรอดพ้นเงื้อมมือนางไปได้
จี้ซื่อเฉินตัดสินใจแล้ว
ท่านหญิง หากไม่ใช่นางแล้วเป็นใครกัน หวังว่าจวนเจิ้นกั๋วกงคงอธิบายให้ข้าเข้าใจได้นะ!
ลวี่ชิงชิงเองก็ตระหนักแล้วว่าจี้ซื่อเฉินเลือกเข้าข้างถังฉี
“ลวี่ชิงชิง เจ้าพูดไม่หยุดปากว่าพี่สาวคนสวยของข้าผลักเจ้าตกน้ำ ข้าขอถามสักหลายประโยค เจ้ามีหลักฐานหรือพยานรู้เห็นหรือไม่? น้ำในสระตื้นถึงเพียงนี้ ผลักเจ้าลงไปจะมีประโยชน์อะไร? เพื่อให้เจ้าจมน้ำตายหรือ?”
โจวเจาอดหัวเราะมิได้หลังจากกล่าวเช่นนี้
“น้ำในสระตื้นมากจริงๆ ไม่มีทางที่จะทำให้ใครจมน้ำได้”
“องค์หญิงกล่าวได้ถูกต้องแล้วเพคะ น้ำในสระตื้นมาก ต่อให้แม่นางถังผลักนางลงไป ก็คงไม่เป็นอะไรมากอยู่ดี!”
“นางต้องการทำให้ข้าอับอายขายหน้า!”
ลวี่ชิงชิงทราบดีว่าสิ่งที่นางกล่าวนั้นยากจะเชื่อ แต่ก็ยังยืนกรานว่าถังฉีเป็นคนทำ
“คุณหนูลวี่ ท่านกล่าวหาข้าว่าใส่ร้าย เป็นเพราะท่านรู้ตัวว่าเคยทำอะไรให้ข้าเสียหายงั้นหรือ? ไม่เช่นนั้น เหตุใดท่านถึงคิดว่าจู่ๆ ข้าก็ต้องการทำให้ท่านขายหน้า?”
ตอนนั้นเอง ถังฉียืนขึ้นอย่างช้าๆ สีหน้าของนางสุขุมและหนักแน่น วาจาสมเหตุสมผลไร้ข้อโต้แย้ง
“ข้าจะรู้ได้อย่างไรว่าหญิงบ้านนอกอย่างเจ้าคิดอะไรอยู่? หากไม่ใช่เจ้า แล้วใครจะทำตัวป่าเถื่อนเช่นนี้ได้!”
ชั่วขณะนั้น ลวี่ชิงชิงคิดข้อแก้ตัวไม่ออก
“คุณหนูลวี่ นี่เป็นเพียงการคาดเดาโดยไร้พยานหลักฐานมิใช่หรือ? ท่านไม่มี แต่ข้ามี! เมื่อครู่ขณะที่ท่านกำลังอาบน้ำ เฉินฮูหยินส่งคนไปที่เรือนของเหล่าฮูหยินเพื่อพาสาวใช้ของที่นั่นมา นางสามารถพิสูจน์ได้ว่าช่วงเวลานั้นข้าอยู่ที่เรือนของเหล่าฮูหยินมาโดยตลอด!”
“ฮึ่ม คำให้การของสาวใช้คนหนึ่งจะเชื่อถือได้อย่างไร!”
ลวี่ชิงชิงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ นางไม่เชื่อว่าถังฉีเป็นผู้บริสุทธิ์
“หรือท่านคิดว่าเหล่าฮูหยินนั้นจะโกหกแทนข้า?”
ถังฉีกล่าวอย่างเย็นชา
“จริงด้วย แม่นางถังไม่มีความผูกพันกับจวนเจิ้นกั๋วกง และเหล่าฮูหยินจ้าวก็ยึดมั่นในความซื่อสัตย์เสมอมา นางจะโกหกได้อย่างไร?”
“ใช่แล้ว แม่สามีของข้าเป็นคนมีคุณธรรม และสาวใช้ในจวนทุกคนก็สามารถยืนยันเรื่องนี้ได้!”
จี้ซื่อเฉินกล่าวอย่างใจเย็น
ลวี่ชิงชิงหน้าซีดเผือด นางไม่คาดคิดว่าคนที่ผลักนางจะไม่ใช่ถังฉี
“คุณหนูลวี่ ตกน้ำไม่ใช่เรื่องใหญ่ เจ้าอย่าโยนความผิดให้ผู้บริสุทธิ์เลย!”
นอกจากนี้ จี้ซื่อเฉินยังได้สอบถามสาวใช้และคนรับใช้หลายคนในจวนระหว่างช่วงเวลานั้น
นางจึงทราบว่าถังฉีเป็นผู้บริสุทธิ์จริงๆ
“ขอโทษสิ!”
โจวเจาข่มขู่ ใครก็ตามที่กล้ารังแกพี่สาวคนสวยของนางจะปล่อยผ่านไปเฉยๆไม่ได้
“อย่าคิดว่าผู้ใดจะข่มเหงรังแกนางได้เพียงเพราะพี่สาวคนสวยของข้ามาจากเฟิงโจว รังแกนาง ก็เท่ากับรังแกข้าเช่นกัน!”
สายตาของโจวเจากวาดมองฝูงชนโดยรอบอย่างเย็นชา
ศักดิ์ศรีของราชวงศ์ย่อมสำคัญเหนือสิ่งอื่นใด
“เพคะ!”
เหล่าสตรีสูงศักดิ์ต่างผงกศีรษะ พวกนางไม่คาดคิดว่าสตรีจากเฟิงโจวจะเป็นที่โปรดปรานขององค์หญิงถึงเพียงนี้
ใบหน้าลวี่ชิงชิงยิ่งอัปลักษณ์ นางไม่คาดคิดว่าองค์หญิงอันหยางจะปกป้องหญิงบ้านนอกต่อหน้าทุกคนอย่างเปิดเผย
ในฐานะสะใภ้ของราชวงศ์ นางทราบดีว่าฮ่องเต้ทรงโปรดปรานองค์หญิงอันหยางมากเพียงใด
“องค์หญิงอันหยาง เราเป็นครอบครัวเดียวกัน เหตุใดต้องทำให้ข้าเดือดร้อนที่นี่ด้วย?”
“แม้พี่น้องยังตกลงทุกอย่างให้ชัดเจน นับประสาอะไรกับเจ้าที่เป็นคนใส่ร้ายพี่สาวคนสวยของข้า”
โจวเจากล่าวอย่างเย็นชา
ในอดีตนางเคยรู้สึกสงสารสะใภ้คนใหม่ของเสด็จป้าอยู่บ้าง แต่หลังจากได้ใช้เวลาร่วมกันหลายวัน จึงรู้ว่านางทำตัวเองทั้งนั้น
ถังฉีเหลือบมองโจวเจาซึ่งยืนปกป้องนางอยู่ตรงหน้า ความอบอุ่นแผ่ซ่านไปทั้งหัวใจ
“แม่นางถัง วันนี้ข้าใช้น้ำใจคนต่ำไปประเมินวิญญูชน หวังว่าเจ้าคงไม่ถือโทษโกรธข้า!”
ลวี่ชิงชิงกัดฟันจนแทบบดเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ตอนที่ 346 หากอาจารย์สิ้นชื่อ
“คุณหนูลวี่ เพียงท่านตระหนักถึงความผิดของตนเองและแก้ไขก็ถือว่าเพียงพอแล้ว!”
ถังฉีกล่าวอย่างมีเมตตา ลวี่ชิงชิงไม่ทราบจะแก้ตัวอย่างไร รู้เพียงตนเองเป็นฝ่ายผิดจึงไม่กล้าพูดอะไรอีก
“เอาละ เอาละ เรื่องในวันนี้ก็ให้มันแล้วกันไป นี่ก็สายมากแล้ว ข้าจะไม่รั้งพวกเจ้าทุกคนไว้ที่นี่แล้ว”
เมื่อเห็นดังนั้น จี้ซื่อเฉินเผยยิ้มออกมาในที่สุด
สตรีสูงศักดิ์ทั้งหลายจึงลุกขึ้นยืนและแยกย้ายกันไป
“องค์หญิงอันหยาง ขอบคุณที่ท่านช่วยเรียกร้องความเป็นธรรมในวันนี้!” จี้ซื่อเฉินเดินมาหาโจวเจาด้วยรอยยิ้มกว้าง
“ไม่ต้องขอบคุณ มันเป็นสิ่งที่ข้าควรทำ”
ในเมื่อจี้ซื่อเฉินเคยออกหน้าแทนถังฉี โจวเจาจึงไม่ได้เย็นชาต่อนางมากนัก
“องค์หญิงช่างมีน้ำใจนัก!”
จี้ซื่อเฉินยังคงยิ้มอย่างอบอุ่น จากนั้นจึงหันสายตาไปทางถังฉี
“แม่นางถัง ข้ารู้สึกถูกชะตากับเจ้าตั้งแต่แรกพบ ข้าขอถามหน่อยได้หรือไม่ว่าเจ้าหมั้นหมายกับผู้ใดแล้วหรือยัง?”
“เฉินฮูหยิน ท่านพ่อของข้าจัดการเรื่องการแต่งงานให้แล้ว”
ถังฉีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางไม่คิดว่าจี้ซื่อเฉินจะถามถึงสถานการณ์สมรสของนาง
“อย่างนั้นหรือ? ช่างน่าเสียดาย เจ้าเองก็ได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์จากฮ่องเต้ และครอบครัวของเจ้าก็ทำประโยชน์มากมายเพื่อบ้านเมืองและราษฎร ลูกชายคนโตของตระกูลข้าก็ถึงวัยแต่งงานแล้ว น่าเสียดายจริงๆ...”
จี้ซื่อเฉินแสดงสีหน้าเสียใจ อย่างไรก็ตาม ด้วยความสัมพันธ์ระหว่างถังฉีกับองค์หญิงอันหยาง นางรู้สึกว่าการช่วยเหลือถังฉีในวันนี้ก็ทำให้องค์หญิงรู้สึกพอใจไม่น้อย
“จวนเจิ้นกั๋วกงเป็นตระกูลสูงศักดิ์ หญิงสาวมากมายนับไม่ถ้วนล้วนใฝ่ฝันจะแต่งเข้ามาเป็นสะใภ้ของตระกูลท่าน ส่วนข้าก็เป็นเพียงหญิงบ้านนอกจากเฟิงโจวเท่านั้น”
ถังฉีกล่าวอย่างนบนอบ
นางเกือบจะเชื่อแล้วว่าจี้ซื่อเฉินผู้นี้จริงใจและมีเมตตา ตรงกันข้ามกับสิ่งที่จ้าวไป่จือเคยบอกนางอย่างสิ้นเชิง
“ลูกชายคนโตของตระกูล ต่อให้ไม่ใช่ลูกแท้ๆ แต่เขาก็ถึงวัยที่สามารถแต่งงานได้แล้ว แม้การแต่งงานจะเป็น 'คำสั่งของพ่อแม่ คำพูดของแม่สื่อ' ข้าก็ต้องหาคู่ครองที่เหมาะสมกับเขาให้ได้”
** เปรียบเปรยการแต่งงานที่เจ้าบ่าวเจ้าสาวไม่ได้รักใคร่ชอบพอหรือแม้แต่รู้จักกันมาก่อน แต่มีพ่อแม่เป็นคนจัดการ แม่สื่อเป็นคนแนะนำ
จี้ซื่อเฉินกล่าวจบก็ทอดถอนใจ ราวกับกำลังนึกถึงอะไรบางอย่าง
แน่นอนว่าถังฉีไม่ได้ถามอะไรต่อ นางหันไปสบตาโจวเจา และทั้งสองก็อำลาจี้ซื่อเฉินก่อนจะออกจากจวนเจิ้นกั๋วกง
วันต่อมาแม้ไม่มีเหตุการณ์ใดๆให้เดือดเนื้อร้อนใจ แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกับลวี่ชิงชิงในจวนเจิ้นกั๋วกงก็แพร่สะพัดไปยังเหล่าสตรีสูงศักดิ์ในเมืองหลวง
บางคนนึกเสียดายที่ไม่ได้ไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนเจิ้นกั๋วกง ไม่เช่นนั้น พวกนางคงได้ร่วมชมภาพเหตุการณ์อันน่าตื่นตาตื่นใจนั้นด้วยตาตนเอง!
แน่นอนว่าถังฉีไม่ทราบเรื่องข่าวลือเหล่านี้ และนางก็ไม่สนใจด้วยเช่นกัน ระหว่างนั้น นางมัวแต่เที่ยวชมร้านขายไข่มุกและร้านขายเครื่องประดับต่างๆ
นางซื้ออาหารท้องถิ่นหลายอย่างจากเมืองหลวง โดยตั้งใจจะนำกลับไปฝากอาสะใภ้สามของนางและถังหยา
วันหนึ่งขณะที่นางกำลังซื้ออาหารท้องถิ่นและให้เสี่ยวเอ้อไปส่งที่เรือน นางก็ได้ยินเสียงพูดคุยของคนที่เดินผ่านไปมา
“เจ้าได้ยินหรือไม่? ศิษย์สายตรงคนสุดท้ายของจ้าวหุบเขาร้อยพิษมาถึงเมืองหลวงแล้ว”
“ใช่ๆๆ ข้าได้ยินมาว่าแม้ศิษย์ของจ้าวหุบเขาเฉียวจะยังอายุน้อย แต่วิชาหมอของเขาล้ำเลิศยิ่งนัก ครั้งนี้เขามาที่เมืองหลวงเพื่อให้คำปรึกษากับคนป่วยที่ไม่มีเงินจ่ายโรงหมอ!”
“สวรรค์โปรดแท้ๆ! หมอจากหุบเขาร้อยพิษช่างเมตตานัก ข้าต้องรีบกลับไปบอกข่าวดีกับครอบครัวของข้าเสียแล้ว!”
สดับวาจา หัวใจของถังฉีพลันเต้นรัวแรง
ศิษย์ที่พวกเขากล่าวถึงอาจจะเป็นถังเหอ!
นางไม่ได้พบหน้าน้องชายมานานกว่าครึ่งปีแล้ว เสี่ยวเหอคงตัวสูงขึ้นมากทีเดียว!
เมื่อคิดได้ดังนั้น นางก็ไม่สนใจการจับจ่ายซื้อของอีกต่อไปและเดินกลับไปที่เรือนทันที
“ท่านพ่อ ข้าเพิ่งได้ยินคนพูดกันว่าศิษย์คนสุดท้ายของท่านอาเฉียวจากหุบเขาร้อยพิษมาถึงเมืองหลวงแล้ว! หรือจะเป็นเสี่ยวเหอ? ท่านได้ยินข่าวมาบ้างหรือไม่...?”
ทันทีที่กล่าวจบ นางก็เห็นร่างสองร่าง --- ร่างหนึ่งสูง ร่างหนึ่งเตี้ยกว่า --- ยืนอยู่ในลานบ้าน
“พี่ใหญ่!”
“พี่ใหญ่ ข้าคิดถึงท่านเหลือเกิน!”
ถังเหอและเฉียวอวี๋เอ่ยพร้อมกันและรีบเดินมาหาถังฉี
“เสี่ยวเหอ เฉียวอวี๋!”
เมื่อเห็นร่างทั้งสองที่สูงกว่าเดิมมาก ใบหน้าของถังฉีก็เปล่งประกายด้วยความตื่นเต้น นางอ้าแขนและกอดพวกเขาไว้แน่น
กลิ่นสมุนไพรจางๆ โชยเข้าจมูกของนางทันที
ผ่านไปกว่าครึ่งปีแล้ว ไม่คิดว่าทั้งสองคนจะโตขึ้นถึงเพียงนี้!
ถังฉีรู้สึกปลาบปลื้มดีใจจนน้ำตาแทบไหลออกมา
“พี่ใหญ่ ท่านผอมลงกว่าเดิมอีก!”
เฉียวอวี๋ซึ่งอายุมากกว่าถังเหอ กล่าวเสียงดังฟังชัด
“พี่สาว! เสี่ยวเหอคิดถึงท่านมาก!” เสียงกังวานใสของเด็กน้อยก้องดังอยู่ในหูของนาง
“เช่นนั้นเจ้าก็ไม่ต้องกลับไปที่หุบเขาร้อยพิษแล้วอยู่กับพี่สาวตลอดไปดีหรือไม่?”
ถังฉีแกล้งหยอกเย้าเด็กน้อย
โดยไม่คาดคิด เมื่อได้ยินคำกล่าวของนาง ใบหน้าของถังเหอก็ดูจริงจังออกมา
“ไม่ได้หรอก พี่ใหญ่ วิชาหมอที่ข้าเรียนรู้มาจนถึงตอนนี้ยังไม่ถึงหนึ่งในสิบของอาจารย์ด้วยซ้ำ หากวันหนึ่งอาจารย์แก่ตัวลงและสิ้นชื่อไป วิชาหมอของข้าคงไร้ค่า หากท่านป่วยและข้าไม่สามารถรักษาท่านได้จะทำอย่างไร?”
ถังเหอส่ายศีรษะอย่างหนักแน่น
พรืด...
เฉียวอวี๋รู้สึกขบขันกับวาจาของเขา
“โชคดีที่ท่านพ่อไม่ได้มาที่นี่ ไม่เช่นนั้นเขาต้องตีเจ้าแน่”
เฉียวอวี๋กล่าวด้วยสีหน้าเยาะเย้ย
ถังฉีบอกได้จากคำกล่าวของเขาว่าเฉียวไป๋ก็อยู่ในเมืองหลวงด้วยเช่นกัน
“เฉียวอวี๋ พ่อของเจ้าก็อยู่ที่เมืองหลวงด้วยหรือ?”
“ไม่เพียงแต่ท่านพ่อเท่านั้น แม่ของข้าก็อยู่ที่นี่ด้วย นางอยากมาเที่ยวชมเมืองหลวง แต่ทั้งท่านพ่อ เสี่ยวเหอ และข้าไม่อาจรั้งอยู่นานเพราะต้องเลี่ยงการถูกพวกขุนนางหลอกใช้”
แม้จะรู้สึกไม่เต็มใจนัก แต่ถังฉีก็เข้าใจดีถึงสถานะอันสูงส่งของเฉียวไป๋ในแผ่นดินเป่ยโจว
“พี่ใหญ่ ท่านไม่ต้องห่วง เราจะแอบย่องมาหาตอนเย็นๆ ข้าไม่ได้ลิ้มรสอาหารที่ท่านทำมานานมากแล้ว!”
ถังเหอกล่าวด้วยสีหน้าน่าสงสาร
เมื่อเห็นดังนั้น ถังฉีก็อดเอื้อมมือไปบีบแก้มของเขามิได้ ผ่านมาเพียงครึ่งปี ถังเหอไม่ได้มีแก้มยุ้ยๆเหมือนเมื่อก่อนอีกแล้ว มองดูใบหน้าเล็กๆของเขาในเวลานี้ ไม่ว่าใครก็คาดเดาได้ว่าเขาจะต้องเติบโตขึ้นมาเป็นบุรุษหนุ่มรูปงามอย่างแน่นอน
“เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าจะไปทำอะไรอร่อยๆให้พวกเจ้าเดี๋ยวนี้”
ถังฉีปล่อยพวกเขาทั้งสอง ตบมือ และรีบไปที่ห้องครัว
เวลานั้นเกือบเที่ยงแล้ว
ห้องครัวเต็มไปด้วยวัตถุดิบมากมาย เพราะมีคนของจ้าวไป่จือคอยส่งมาให้
ถังฉีตัดสินใจทำอาหารกลางวันมื้อใหญ่เพื่อเอาใจน้องชายทั้งสอง
โชคดีที่มีสาวใช้และคนรับใช้ในเรือนมาคอยช่วย
“เสี้ยนจู่ ใครจะคิดว่าคุณชายทั้งสองจะมีสถานะที่สูงส่งเช่นนี้!”
ตู้เยว่เหนียงซึ่งคอยช่วยอยู่ใกล้ๆ เอ่ยด้วยสีหน้าร่าเริง
“ใช่ว่าพวกเขามีสถานะสูงส่ง แต่เป็นเพราะชื่อเสียงของหุบเขาร้อยพิษต่างหาก เจ้าสังเกตหรือไม่ว่าหมอหลวงที่รักษาพี่จ้าวเมื่อไม่นานนี้ประสบความสำเร็จในเมืองหลวงได้เพียงเพราะสถานะของเขาที่เป็นศิษย์สายนอกของหุบเขาร้อยพิษ?”
ถังฉีรู้สึกอัศจรรย์ใจกับสถานะของหุบเขาร้อยพิษในใจของผู้คนไม่น้อย
ตอนที่ 347 ใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อปกป้องเจ้า
ถังฉีเดินเข้ามาในครัวเพื่อเตรียมอาหารให้กับน้องชายทั้งสอง
เรื่องวุ่นวายที่จวนเจิ้นกั๋วกงทำให้นางเริ่มหิวเล็กน้อย
“เสี้ยนจู่ ให้ข้าทำอะไรต่อดีเจ้าคะ?”
ตู้เยว่เหนียงเดินเข้ามาพร้อมกับรอยยิ้ม
นางเพิ่งได้ยินเรื่องของหุบเขาแห่งร้อยพิษจากคนเดินถนน
เมื่อทราบว่าสถานะของถังเหอและเฉียวอวี๋สูงส่งเหนือธรรมดา นางจึงรู้สึกยินดีกับตู้เยว่เฉิงน้องชายของนางด้วยเช่นกัน
ได้ติดตามเจ้านายเช่นนี้ ทั้งนางและน้องชายย่อมมีชีวิตที่ดีขึ้นตามไปด้วย
“ข้าเตรียมวัตถุดิบไว้แล้ว เจ้าเอาไปล้างให้สะอาด ส่วนข้าจะแล่ปลา วันนี้เรามาทำปลาต้มผักกาดดองกันเถอะ! แล้วก็พวกอาหารจานโปรดของเสี่ยวเหอ หม้อไฟก็ขาดไม่ได้เช่นกัน!”
ถังฉีจำได้ว่าทั้งเฉียวอวี๋และถังเหอเคยชอบอาหารเหล่านี้ นางจึงอยากทำอาหารให้พวกเขาได้กินหลากหลายอย่าง
“คิกคิก... เสี้ยนจู่ ท่านช่างมีน้ำใจจริงๆ! พวกคุณชายเสี่ยวเหอกลับมาแล้วเช่นนี้ ท่านคงดีใจมากแน่ๆ!” ตู้เยว่เหนียงกล่าวอย่างร่าเริงในขณะคอยช่วยถังฉีมือเป็นระวิง
“ใช่แล้ว ไม่คิดเลยว่าเวลาเพียงครึ่งปี เสี่ยวเหอจะตัวสูงขึ้นมาก ทั้งยังดูสุขุมลุ่มลึกราวกับผู้ใหญ่ตัวเล็กๆคนหนึ่ง!”
ถังฉีเล่าถึงช่วงเวลาที่พี่น้องเคยอยู่ด้วยกันก่อนหน้านี้ และถังเหอก็ทั้งอ่อนโยนและน่ารักน่าเอ็นดูจนทำให้หัวใจของนางอ่อนยวบอยู่หลายครา
“พี่ใหญ่!”
ขณะที่กำลังเล่า เสียงฝีเท้าจากข้างนอกก็ดังให้ได้ยิน
ในไม่ช้า ถังเหอและเฉียวอวี๋ก็เดินเข้ามา ตรงไปหาถังฉีเพื่อช่วยนางในครัว
“เอ๊ะ? เสี่ยวเหอ เฉียวอวี๋ เข้าไปพักผ่อนข้างในเถอะ ข้าจะจัดการทุกอย่างในครัวเอง!”
ถังฉีกล่าวและพยายามผลักพวกเขาออกไป
“ไม่เป็นไรหรอก พี่ใหญ่ ตอนเด็กๆ พวกเราก็มักจะช่วยงานบ้านเช่นนี้เสมอ!”
ถังเหอส่ายศีรษะ ใบหน้าเล็กๆของเขาเต็มไปด้วยความมุ่งมั่น ขณะเริ่มจัดการกับผักอย่างจริงจัง
ตู้เยว่เหนียงยืนดูอย่างอิจฉา นางเริ่มคิดถึงน้องชายของตนเอง
อย่างไรก็ตาม นางรู้ว่าวันที่นางจะได้พบกับน้องชายใกล้เข้ามาแล้ว
“พี่ใหญ่ ข้าจะพับแขนเสื้อให้ท่านเอง!” เฉียวอวี๋ยังคงปฏิบัติตัวเหมือนคนในครอบครัวและกล่าวด้วยรอยยิ้มร่าเริง
ในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมา เฉียวอวี๋เองก็ดูจริงจังและเยือกเย็นยิ่งกว่าเดิม
“ทำไมพวกเจ้าถึงมากะทันหันนัก? ไม่ส่งข่าวบอกข้าล่วงหน้าด้วยซ้ำ ข้าจะได้มีเวลาเตรียมตัว”
ถังฉีบ่นอุบ
“พี่ใหญ่ ทุกๆปี ศิษย์ของหุบเขาร้อยพิษต้องออกมาหาประสบการณ์ ตอนแรกข้าคิดว่าอาจารย์จะยังไม่ให้ข้ามาเสียแล้ว แต่เพราะเวลามีจำกัด ดังนั้นแม้ข้าจะเขียนจดหมาย จดหมายก็คงไม่ถึงมือท่านเร็วเท่าเรามาด้วยตัวเอง”
ได้ยินดังนั้น ถังฉีก็ผงกศีรษะ นางรู้ว่าถังเหอพูดความจริง
ในยุคที่การขนส่งยังล่าช้า การส่งจดหมายให้ถึงจุดหมายปลายทางยังถือเป็นเรื่องที่กินเวลานานมาก
“พี่สาว หลังจากกินอาหารกลางวันแล้ว พวกเราต้องเข้าวัง ทุกปีฮ่องเต้จะเรียกศิษย์จากหุบเขาร้อยพิษที่ออกมาฝึกฝนให้ไปเข้าเฝ้า”
“เข้าวังเพื่อไปเข้าเฝ้าฮ่องเต้? เช่นนั้นพวกเจ้าก็ต้องระวังตัวให้มาก ข้าน่าจะขอให้เจาเอ๋อร์ มาช่วยสอนพวกเจ้าว่าต้องระวังอะไรบ้างเมื่อเข้าไปในวัง!”
“จริงสิ ข้าให้คนไปตามพี่จ้าว...”
“เจ้ากำลังตามหาข้าหรือ?”
ก่อนที่ถังฉีจะทันได้กล่าวจบประโยค ร่างที่คุ้นเคยร่างหนึ่งก็เดินเข้ามา
“พี่จ้าว ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร?”
เมื่อเห็นจ้าวไป่จือเดินเข้ามา สีหน้าของถังฉีก็ฉายแววประหลาดใจ
“ข้าติดตามข่าวคราวของเสี่ยวเหอมาโดยตลอด เมื่อได้ยินว่าเขามาถึงเมืองหลวง ข้าก็รีบมาที่นี่ทันที ไม่คิดเลยว่าพวกเขาจะมาถึงก่อนแล้ว”
“พี่จ้าว ท่านรู้หรือไม่ว่าพวกเขาต้องระวังอะไรบ้างเมื่อต้องเข้าไปในวังหลวง?”
เมื่อเห็นจ้าวไป่จือ ถังฉีก็เอ่ยถามทันที
“ไม่ต้องกังวลเรื่องพวกนี้หรอก ฮ่องเต้ทรงเมตตาต่อคนของหุบเขาร้อยพิษมากเป็นพิเศษ ตราบใดที่พวกเขาไม่กล่าววาจาที่บ่งบอกว่าคิดกบฏ ก็ไม่มีปัญหา”
จ้าวไป่จือสังเกตเห็นความตึงเครียดของถังฉี
“ใช่แล้ว พี่ใหญ่! ตอนที่พวกเราออกมา ท่านพ่อก็กำชับพวกเราว่าไม่ต้องกังวลกับวาจาของฮ่องเต้ เพียงแค่ตอบอย่างเหมาะสมก็พอ”
เฉียวอวี๋กล่าวด้วยรอยยิ้ม
“ท่านอาเฉียวไม่ได้เข้าวังไปกับพวกเจ้าด้วยหรือ?” ถังฉีคาดเดาจากคำกล่าวของเฉียวอวี๋
“พ่อของข้าจะไม่เข้าวัง หุบเขาร้อยพิษมีสถานะเหนือธรรมดาทั้งในราชสำนักและยุทธภพ แม้แต่ฮ่องเต้ก็ไม่กล้ายั่วโทสะของท่านพ่อข้า!”
เฉียวอวี๋กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
ถังฉีใคร่ครวญ ในยุคสมัยนี้ ผู้คนยังหวาดกลัวความตาย โดยเฉพาะฮ่องเต้ซึ่งแสวงหาศาสตร์แห่งยาอายุวัฒนะ จึงเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะเคารพนับถือผู้มีทักษะวิชาหมอ
“เอาล่ะ เอาล่ะ ไม่จำเป็นต้องอยู่ในครัวแล้ว ออกไปอยู่เป็นเพื่อนพี่จ้าวเถอะ!”
ถังฉีกล่าวในขณะที่พยายามไล่พวกเขาออกไปอีกครั้ง
คราวนี้ ถังเหอและเฉียวอวี๋ไม่ได้ปฏิเสธ สำหรับพวกเขาแล้วจ้าวไป่จือไม่ใช่แขก แต่เป็นว่าที่พี่เขยของพวกเขา ดังนั้นพวกเขาจึงต้องมีความเคารพต่อเขาส่วนหนึ่ง
ในไม่ช้า เหลือเพียงถังฉีและตู้เยว่เหนียงอยู่ในครัว แม้แต่คนรับใช้ในเรือนก็ไม่ได้ถูกเรียกให้มาช่วยในครัว หลังจากผ่านไปเกือบครึ่งชั่วยาม อาหารกลางวันก็เสร็จสรรพ
“กลิ่นหอมเหลือเกิน ไม่คิดเลยว่าเสี้ยนจู่จะมีฝีมือทำอาหารล้ำเลิศถึงเพียงนี้ แม้แต่พ่อครัวของโรงเตี๊ยมเยว่ไหลในเมืองหลวงก็อาจไม่เทียบเท่า!”
คนรับใช้ในเรือนรวมตัวกันอยู่ข้างนอก ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความชื่นชม
“หากข้าเรียนรู้ทักษะจากเสี้ยนจู่มาได้บ้าง ข้าคงเปิดโรงเตี๊ยมในเมืองหลวงได้!”
ในขณะที่ทุกคนกำลังพูดคุยกัน พวกเขาก็เห็นตู้เยว่เหนียงถือหม้อใบใหญ่ออกมาจากด้านใน
“หม้อไฟ? แต่กลิ่นหอมกว่าหม้อไฟของโรงเตี๊ยมเสียอีก เสี้ยนจู่ทำออกมาได้อย่างไร?”
หลังจากกล่าวเช่นนี้ พวกเขาก็เข้ามาช่วยถือ
“วางหม้อไว้ตรงกลางโต๊ะ จากนั้นวางจานพวกนี้ไว้ข้างๆ ระวังอย่าให้หก น้ำแกงร้อนมาก!”
ตู้เยว่เหนียงเตือนพวกเขาอย่างอ่อนโยน พวกคนรับใช้ต่างผงกศีรษะหงึกหงัก
หลังจากนั้นไม่นาน ถังฉีก็เปลี่ยนชุดใหม่และเดินเข้าไปในห้องโถง
นางต้องเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะกลิ่นน้ำมันปรุงอาหารแรงเกินไป
หากมีเวลา นางคงอยากจะอาบน้ำก่อนกินข้าว
อย่างไรก็ตาม เมื่อนางเดินเข้ามาในห้องโถง นางสัมผัสได้ว่าบรรยากาศแปลกไปเล็กน้อย
“ทุกคนเป็นอะไรไป?”
ถังฉีเอ่ยถามด้วยสีหน้าสงสัย
“พี่ใหญ่ พี่จ้าวเล่าให้พวกเราฟังว่าวันนี้เกิดอะไรขึ้นที่จวนเจิ้นกั๋วกง ลวี่ชิงชิงช่างน่ารังเกียจจริงๆ! ข้าจะปกป้องท่านเอง!”
เฉียวอวี๋กล่าวด้วยใบหน้าเคร่งขรึม
ถังเหอที่ยืนอยู่ข้างๆ ผงกศีรษะเห็นพ้อง
“พี่ใหญ่ พวกเราจะทำให้ลวี่ชิงชิงต้องชดใช้!”
สุ้มเสียงอ่อนใสของเด็กน้อยที่กล่าววาจาเช่นนี้ ไม่เข้ากับวัยของเขาเสียเลย
เมื่อเห็นดังนั้น ถังฉีไม่รู้ว่าควรจะซาบซึ้งใจหรือขบขันดี
อย่างไรก็ตาม การมีคนในครอบครัวที่คอยเป็นห่วงเป็นใยช่างเป็นเรื่องที่วิเศษจริงๆ
“ฉีเอ๋อร์ อยู่ในเมืองหลวงเจ้าไม่ต้องสงบเสงี่ยมเจียมตัว หากเกิดอะไรขึ้น พ่อจะปกป้องเจ้าเอง แม้พ่อจะไม่มีตำแหน่งขุนนาง แต่พ่อจะใช้เวลาทั้งชีวิตนี้เพื่อปกป้องเจ้า!”
ถังอู่มองถังฉีด้วยสายตาลึกซึ้ง ดวงตาของเขาแฝงความรู้สึกผิด
“ท่านพ่อ อย่ากังวลไปเลย ข้าดูแลตัวเองได้!”
ถังฉีกล่าวด้วยรอยยิ้มแล้วนั่งลง เมื่อเห็นดังนั้น ถังเหอจึงนั่งลงข้างๆนางทันที
ตอนที่ 348 สตรีที่โดดเด่น
“เสี่ยวเหอ เฉียวอวี๋ อย่ามัวแต่นั่งนิ่งสิ! เจ้าไม่ได้กินอาหารฝีมือข้ามาตั้งครึ่งค่อนปี รีบกินตอนที่ยังร้อนๆเถอะ”
ถังฉีกล่าวพลางคีบอาหารใส่ชามของทั้งคู่
สองพี่น้องยิ้มอย่างยินดีและเริ่มกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
เมื่อเห็นดังนั้น จ้าวไป่จือที่ยืนอยู่ใกล้ๆ ก็รู้สึกอิจฉาเล็กน้อย
ทุกคนเพลิดเพลินกับมื้ออาหารอย่างเต็มที่ ระหว่างรับประทานอาหาร ถังฉียังนำสุราที่นางหมักเองในหมู่บ้านตระกูลถังออกมาด้วย
แน่นอนว่าสิ่งที่พวกถังเหอดื่มนั้นเหมือนน้ำองุ่นที่แทบไม่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่เลย
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จแล้ว พวกถังเหอยังคงนั่งอยู่ที่โต๊ะ ขณะที่คนรับใช้เข้ามาเก็บถ้วยชามและทำความสะอาด
ในไม่ช้า เหลือเพียงครอบครัวของพวกเขาและจ้าวไป่จือเท่านั้น ในห้อง ตู้เยว่เหนียงมีไหวพริบมากพอจึงหาข้ออ้างออกไปจากห้อง
“พี่ใหญ่ นี่คือยาที่ข้าเพิ่งคิดค้นขึ้นใหม่ ท่านเก็บไว้ใช้ป้องกันตัว!”
เฉียวอวี๋หยิบกล่องขนาดใหญ่ออกมา
เขาวางลงตรงหน้าถังฉี ราวกับกำลังอวดสมบัติ
“ขวดนี้คือยาระบาย นี่คือผงคันคะเยอ ส่วนขวดนี้...”
เฉียวอวี๋แนะนำสรรพคุณของแต่ละขวด
โชคดีที่ทุกขวดมีฉลากกำกับไว้ มิฉะนั้น แม้แต่ถังฉีเองก็คงไม่สามารถจดจำสรรพคุณได้ครบทุกขวด
“เยี่ยมไปเลย มีแต่ของดีทั้งนั้น ข้าจะเก็บไว้อย่างดี วันข้างหน้าต้องได้ใช้ประโยชน์แน่!”
กวาดตามองขวดที่กลาดเกลื่อนตรงหน้า ดวงตาของถังฉีแทบเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
การมีคนในครอบครัวเชี่ยวชาญวิชาหมอถือเป็นพรอันประเสริฐ! ยาเหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ใครๆจะหาซื้อได้ตามร้านขายยา!
“พี่ใหญ่ ข้าก็มีของมาฝากท่านเหมือนกัน ยาพวกนี้เอาไว้รักษาอาการปวดหัว ของพวกนี้อาจารย์แม่บอกว่าช่วยให้ผิวผุดผ่องขึ้นและเนียนนุ่มขึ้นด้วย สบู่พวกนี้ทำจากสมุนไพรชั้นดี ส่วนนี่...”
ของฝากของถังเหอทำให้แม้แต่ถังฉีก็ยังตกตะลึง
นางไม่คาดคิดมาก่อนว่าน้องชายของนางจะรู้วิธีเอาใจสตรีตั้งแต่อายุยังน้อยเช่นนี้
“แค่กแค่กแค่ก...”
ถังอู่ที่ยืนอยู่ข้างๆ กระแอมไอออกมา อดรู้สึกอิจฉาบุตรสาวของตนเองมิได้
“ท่านพ่อ นี่คือของที่อาจารย์ขอให้ข้านำมาให้ ว่ากันว่ามันคือกระบี่ชั้นยอด!”
ถังเหอยื่นกระบี่ยาวแวววาวให้ถังอู่ทันที
“เป็นกระบี่ที่งามจริงๆ ตัวกระบี่น่าจะหล่อจากเหล็กนิล ราคาแพงมากทีเดียว!”
ใบหน้าของถังอู่ดูอิ่มเอิบใจขณะลูบกระบี่อย่างอ่อนโยน
“พี่จ้าว เรามีของมาฝากท่านเช่นกัน นี่คือยารักษาบาดแผลและยาแก้พิษที่ดีที่สุด ส่วนยาเม็ดนี้สามารถทำให้คนพูดความจริงได้ วันข้างหน้าท่านอาจได้ใช้ประโยชน์!”
ถังเหอหยิบกล่องใบหนึ่งออกมาแล้ววางลงตรงหน้าจ้าวไป่จือ
“เสี่ยวเหอ เจ้าช่างมีน้ำใจจริงๆ”
จ้าวไป่จือเอื้อมมือไปลูบศีรษะของถังเหอ
ห้องนั้นเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อบอุ่นและสนุกสนาน แม้แต่ถังอู่ที่มักจะเคร่งขรึมยังมีรอยยิ้มแต่งแต้มใบหน้า
“คุณชาย มีคนจากวังหลวงมาส่งข่าว ฮ่องเต้ทรงเรียกท่านไปเข้าเฝ้าขอรับ!”
ตอนนั้นเอง เด็กชายคนหนึ่งในชุดผู้ช่วยรีบเดินเข้ามาจากด้านนอก
ทุกคนในห้องล้วนได้ยินการรายงานของเขา
“พวกเจ้ารีบไปเถอะ หากพบเจออันตราย ให้ไปหาเจาเอ๋อร์ นางเป็นองค์หญิงเพียงองค์เดียวของราชวงศ์เป่ยโจว บอกนางว่าเจ้าคือน้องชายของข้า”
ถังฉีกล่าวพลางหยิบของบางอย่างจากอกเสื้อและส่งให้ถังเหอ
“เอาสิ่งนี้ติดตัวไปด้วย นางจะเชื่อคำพูดของเจ้า”
แม้พวกเขาเพิ่งกล่าวไปหมาดๆว่าจะไม่มีอันตรายใดๆ กล้ำกรายคนของหุบเขาร้อยพิษที่เข้ามาในวังหลวง แต่ถังฉีก็ตัดสินใจว่าควรระวังตัวไว้ก่อน
“เข้าใจแล้ว พี่ใหญ่!”
ถังเหอรับสร้อยข้อมือไข่มุกจากถังฉีอย่างระมัดระวัง
จากนั้น ทั้งสองก็รีบออกไป
เมื่อมองดูร่างของทั้งสองที่ลับตา ถังฉีก็รู้สึกไม่สบายใจเอาเสียเลย
“อย่ากังวลไปเลย ข้าจะส่งคนไปคอยเป็นหูเป็นตาอยู่ในวัง หากเกิดเรื่องอะไรขึ้น พวกเขาจะรีบไปรายงานเจาเอ๋อร์ทันที และข้าก็จะไปที่นั่นด้วยตัวเอง”
วาจาของจ้าวไป่จือเปรียบเสมือนการตอกย้ำความมั่นใจให้ถังฉี
“พี่จ้าว ขอบคุณท่านมาก”
รอยยิ้มจางๆปรากฏบนใบหน้าของถังฉี
“กับข้าเจ้าไม่ต้องเกรงใจ มันเป็นสิ่งที่ข้าควรทำ เอาล่ะ นี่ก็สายมากแล้ว ข้าควรกลับเสียที ท่านย่าจะเป็นห่วงเอาได้”
ถังฉีผงกศีรษะ
เวลานี้ จ้าวไป่จือเป็น 'คนป่วย' หากเขาอยู่ข้างนอกนานเกินไป อาจทำให้เกิดความสงสัยได้
ในวังหลวง ถังเหอและเฉียวอวี๋มาถึงห้องทรงอักษรของฮ่องเต้แล้ว
บุรุษผู้หนึ่งวัยใกล้จะห้าสิบนั่งอยู่บนบัลลังก์มังกร ใบหน้าของเขาเปี่ยมด้วยความเมตตา
“ถวายบังคมฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปี หมื่นปี หมื่นหมื่นปี...”
ถังเหอและเฉียวอวี๋คุกเข่าเบื้องหน้าฮ่องเต้
“ลุกขึ้นเถอะ ไม่ต้องมากพิธี” ฮ่องเต้เอ่ยด้วยความปีติยินดี
มองดูทั้งสองคน ดวงตาของพระองค์ฉายแววประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่าพวกเขาจะยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้!
ถังเหอและเฉียวอวี๋ค่อยๆยืนขึ้น ยังคงยืนตรงด้วยความเคารพ
“นั่งลงเถอะ!”
สดับวาจาของฮ่องเต้ ทั้งสองก็นั่งลงบนเก้าอี้ที่อยู่ใกล้ๆ
ขันทีที่เฝ้าดูจากภายนอกมีสีหน้าประหลาดใจ
ในอดีต ฮ่องเต้ไม่เคยปฏิบัติต่อศิษย์ของหุบเขาร้อยพิษเช่นนี้มาก่อน
ยิ่งไปกว่านั้น ทั้งสองคนยังเยาว์วัยนัก
“เจ้าคงเป็นเฉียวอวี๋กระมัง?”
ฮ่องเต้มองดูเฉียวอวี๋ซึ่งดูมีอายุมากกว่าเล็กน้อยด้วยสายตาอบอุ่น
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมมีนามว่าเฉียวอวี๋พ่ะย่ะค่ะ” เฉียวอวี๋ตอบด้วยสีหน้าสุขุม
“ดี ดี ข้าเคยได้ยินพ่อของเจ้าเอ่ยถึงเจ้ามาก่อน เวลานี้มีโอกาสได้พบหน้า ช่างเป็นเด็กที่ประเสริฐนัก แม้เยาว์วัยแต่เป็นศิษย์เหนืออาจารย์เสียแล้ว”
สีหน้าของฮ่องเต้เต็มไปด้วยความสรรเสริญ
ทว่าเพิ่งกล่าวได้ไม่กี่คำ ฮ่องเต้ก็เริ่มไอเบาๆ
“เมื่อคืนนี้ข้าน่าจะเป็นหวัด”
ฮ่องเต้กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ ก่อนจะมองไปยังเด็กน้อยถังเหอ
“เจ้าคงเป็นศิษย์คนสุดท้ายที่จ้าวหุบเขาเฉียวยอมรับกระมัง? ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้! ได้ยินมาว่าเจ้ายังมีส่วนช่วยรักษาโรคระบาดในเฟิงโจวครั้งนี้ด้วย!”
ใบหน้าของฮ่องเต้เผยความเหลือเชื่อ
“ทูลฝ่าบาท กระหม่อมโชคดีมากที่มีโอกาสได้ช่วยเหลือราษฎรเป่ยโจวพ่ะย่ะค่ะ!”
“โอ้? อายุเพียงเท่านี้ กลับมีวิสัยทัศน์และกล้าหาญยิ่งนัก น่าทึ่งจริงๆ! หากคนรุ่นเยาว์ของแผ่นดินเป่ยโจวโดดเด่นได้มากเท่าพวกเจ้าสองคน ไยเราต้องเกรงกลัวพวกคนเถื่อนจากต่างแดน! การที่เด็กอายุเท่าเจ้าทุ่มเทกายใจท่ามกลางผู้ที่ป่วยด้วยโรคระบาด ช่างหาได้ยากจริงๆ!”
“ฝ่าบาท ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นเพราะคำสั่งสอนของพี่สาวกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
ใบหน้าเล็กๆของถังเหอขมวดมุ่นเล็กน้อย
“โอ้ พี่สาวของเจ้า? มีสตรีที่โดดเด่นเช่นนี้ด้วยหรือ?”
ฮ่องเต้รู้สึกสนใจ ในรายงานเกี่ยวกับการรักษาโรคระบาด ความดีความชอบทั้งหมดล้วนยกให้หุบเขาร้อยพิษ
ตอนที่ 349 แผ่นดินมั่งคั่ง ราษฎรเข้มแข็ง
“พี่สาวคนโตของกระหม่อมคือเสี้ยนจู่ที่ฝ่าบาททรงแต่งตั้ง ชื่อของนางคือถังฉี และชื่อของกระหม่อมคือถังเหอ พี่ใหญ่บอกว่าพวกเราทุกคน ต่อให้เป็นเพียงคนธรรมดาก็ควรมีความเห็นอกเห็นใจและช่วยเหลือซึ่งกันและกัน แผ่นดินจึงจะมั่งคั่ง ราษฎรเข้มแข็ง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า… ช่างเป็นปณิธานที่สูงส่งนัก ไม่คิดเลยว่าพี่สาวของเจ้าจะเป็นสตรีที่มีความคิดลึกซึ้งปานนี้ น่าเสียดาย หากนางเป็นบุรุษ คงช่วยข้าบริหารบ้านเมืองได้ดีเป็นแน่”
ฮ่องเต้เอ่ยด้วยสีหน้าผิดหวัง
“ฝ่าบาท พี่สาวของกระหม่อมยังบอกด้วยว่าต่อให้เป็นสตรี นางก็สามารถทำเพื่อแผ่นดินเป่ยโจวและนำความสงบสุขมาสู่ราษฏรได้ นางเพียงทำในสิ่งที่อยู่ภายใต้อำนาจของตนเองเท่านั้น” ถังเหอเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไพเราะและไร้เดียงสา
สดับวาจา ฮ่องเต้ถึงกับตกตะลึงไปชั่วขณะ “ไม่คิดเลยว่าจะมีสตรีที่มีวิสัยทัศน์เช่นนี้ในแผ่นดินของข้า พี่สาวของเจ้ามีคู่หมั้นหรือยัง? นางสามารถเลือกองค์ชายองค์ไหนก็ได้ในราชวงศ์ของข้าเป็นสามีโดยชอบธรรม!”
คำกล่าวนี้ชวนให้ตกตะลึงอย่างยิ่ง
ได้ยินดังนั้น เฉียวอวี๋ก็ได้แต่ขมวดคิ้วมุ่น
อย่างไรเสีย ไม่ว่าถังฉีจะทำความดีความชอบให้แก่ราษฎรในแผ่นดินเป่ยโจวมากเพียงใด นางก็เป็นเพียงเสี้ยนจู่
การเสกสมรสกับองค์ชาย อย่างมากก็เป็นได้เพียงอนุภรรยา การจะได้เป็นชายาเอกดูจะไกลเกินเอื้อม โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อนางไร้ซึ่งภูมิหลังที่แข็งแกร่ง
และต่อให้ได้เป็นชายาเอก ก็คงถูกเหล่าอนุภรรยาคนอื่นๆกดขี่ข่มเหง
“ทูลฝ่าบาท พี่สาวของกระหม่อมหมั้นหมายแล้ว และทั้งสองก็กำลังรอเวลาที่เหมาะสมเพื่อเข้าพิธีแต่งงาน”
“โอ้? ใครกันคือชายหนุ่มผู้โชคดีคนนั้น? บอกข้าสิ ข้าจะพระราชทานสมรสแก่พวกเขา!”
“เสด็จพ่อ ข้าได้ยินมาว่าน้องชายของพี่สาวคนสวยอยู่ในวังด้วย ข้าอยากเห็นว่าเขาหน้าตาเป็นอย่างไร...!”
เสียงเจื้อยแจ้วของโจวเจาดังมาจากด้านนอก
เมื่อได้ยินเสียงของพระธิดาผู้เป็นที่รัก ฮ่องเต้จึงมองไปทางประตูด้วยใบหน้าแย้มยิ้ม
“เจาเอ๋อร์ เด็กน้อยผู้นี้ก็คือน้องชายของพี่สาวคนสวยที่เจ้าพูดถึง ชื่อว่าถังเหอ”
ฮ่องเต้เอ่ยด้วยรอยยิ้มเป็นประกาย
“โอ้โฮ… ช่างเป็นเด็กน้อยที่น่ารักน่าชังนัก หน้าตาละม้ายคล้ายพี่สาวคนสวยอยู่บ้าง คนตระกูลถังรูปงามทั้งตระกูลจริงๆ ช่างน่าอิจฉานัก!”
โจวเจามองเห็นเงาของถังสุ่ยบนดวงหน้าของถังเหออย่างคลุมเครือ
“องค์หญิง กระหม่อมเองก็เป็นน้องชายของพี่ถังฉี นางเป็นลูกบุญธรรมของท่านพ่อข้า เช่นนั้นพวกเราก็เป็นเหมือนครอบครัวเดียวกัน”
เฉียวอวี๋ไตร่ตรองคำพูดของตนอย่างถี่ถ้วนก่อนจะกล่าวออกไป
เขากังวลว่าฮ่องเต้จะกล่าวถึงการแต่งงานของถังฉี ดังนั้นจึงตัดสินใจเปิดเผยความสัมพันธ์ของนางและหุบเขาร้อยพิษ
“โอ้ ไม่คิดเลยว่านางจะโชคดีถึงขนาดได้รับความเอ็นดูจากจ้าวหุบเขาร้อยพิษ ช่างเป็นเด็กสาวที่มีวาสนาจริงๆ”
ฮ่องเต้มีสีหน้าประหลาดใจ
“ใช่แล้ว พี่สาวคนสวยยอดเยี่ยมมากจริงๆ นางทั้งงดงาม จิตใจดี แล้วยังทำอาหารได้อร่อยมาก”
โจวเจาเริ่มกล่าวชมถังฉีไปเสียทุกเรื่อง
ฮ่องเต้ที่เอ็นดูองค์หญิงเป็นพิเศษอดไม่ได้ที่จะรู้สึกชื่นชมหญิงสาวที่ไม่เคยพบหน้าผู้นี้
เมื่อทราบว่าองค์หญิงสนิทสนมกับถังฉีมาก ฮ่องเต้ก็ยิ่งปลาบปลื้มใจ
“ฮ่าฮ่าฮ่า… เมื่อข้ามีโอกาส ข้าก็อยากจะพบพี่สาวคนสวยของเจ้าสักครั้ง”
ฮ่องเต้กล่าวอย่างอารมณ์ดี
“ฝ่าบาท นี่คือสิ่งที่ท่านพ่อสั่งให้กระหม่อมนำมามอบให้พระองค์พ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเฉียวอวี๋กล่าวจบ เขาก็นำกล่องไม้กล่องหนึ่งออกมา
ใบหน้าของฮ่องเต้เปล่งประกายด้วยรอยยิ้ม “ดูท่าจ้าวหุบเขาเฉียวจะจดจำคำพูดของข้าได้ขึ้นใจ”
โจวเจาไม่ทราบว่ามีอะไรอยู่ในกล่องไม้ แต่เมื่อเห็นพระบิดามีความสุข นางจึงรับกล่องไม้และส่งให้เขา
“ท่านพ่อใช้เวลากว่าครึ่งปีในการพัฒนายาลูกกลอนเหล่านี้ มันสามารถฟื้นฟูร่างกายได้โดยไม่มีผลข้างเคียง!”
เฉียวอวี๋มั่นใจในสรรพคุณยาของหุบเขาร้อยพิษ
“ฝากความขอบคุณถึงจ้าวหุบเขาเฉียวด้วย” ฮ่องเต้หยิบขวดหยกออกมาจากกล่องไม้ ใบหน้าเต็มไปด้วยความพึงพอใจ
“นี่เป็นสิ่งที่พวกเราควรทำพ่ะย่ะค่ะ”
เฉียวอวี๋กล่าวอย่างถ่อมตัว
“เสด็จพ่อ ท่านไม่สบายหรือ? เหตุใดพักหลังนี้ถึงเสวยยาบ่อยนักล่ะเพคะ?”
โจวเจาเพิ่งกลับเข้าวัง ดังนั้นนางจึงไม่ทราบเรื่องอาการป่วยของพระบิดา
ฮ่องเต้ไม่ต้องการให้องค์หญิงเป็นกังวล จึงสั่งให้ทุกคนในวังปิดเรื่องนี้เป็นความลับ
“นี่เป็นเพียงยาบำรุงร่างกาย เจาเอ๋อร์ อย่ากังวลไปเลย!”
“เป็นยาบำรุงนี่เอง เสด็จพ่อจะต้องมีพระชนมายุยืนยาวแน่ๆเลยเพคะ”
โจวเจากล่าวด้วยรอยยิ้มกว้าง
มองดูองค์หญิงที่ไร้เดียงสาและไร้กังวล อารมณ์ของฮ่องเต้ก็ผ่อนคลายลงอย่างมาก
“เอาล่ะ เอาล่ะ มีราษฎรที่รอการรักษาจากพวกเจ้าอยู่ ข้าจะไม่ถ่วงเวลาพวกเจ้าแล้ว”
“กระหม่อมขอทูลลา”
หลังจากโค้งคำนับ เฉียวอวี๋จึงรีบพาถังเหอออกไป
“เสด็จพ่อ ทรงคิดอะไรอยู่หรือเพคะ? เหตุใดถึงดูใจลอยเช่นนี้”
โจวเจามองพระบิดาด้วยสีหน้าฉงน
“ข้ากำลังคิดถึงตระกูลถัง ในภายภาคหน้า พวกเขาจะต้องสร้างคนดีมีความสามารถได้อย่างแน่นอน อายุเพียงเท่านี้ก็มีทักษะวิชาแพทย์ที่ไม่ธรรมดา ทั้งยังทำให้จ้าวหุบเขาเฉียวประทับใจ ชะตาในวันข้างหน้าของพวกเขาคงรุ่งเรืองไร้ที่สิ้นสุด!”
ในที่สุด ฮ่องเต้ก็กลับมาสนใจองค์หญิงและมองนางด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“เจาเอ๋อร์ แม้ว่าเจ้าจะเป็นองค์หญิง แต่เจ้าก็มีทัศนคติต่อผู้คนที่ไม่เลว สนิทสนมกับพี่สาวคนสวยของเจ้าไว้ให้มากๆ”
“แน่นอน นางทำอาหารอร่อยมาก ข้าอยากอยู่กับนางทุกวันเลย แต่ข้าไม่อยากทิ้งท่านกับเสด็จแม่ฮองเฮาให้อยู่ลำพัง เสด็จพ่อ เหตุใดพวกเราไม่หาเวลาไปเยี่ยมนางบ้าง? นางจะได้ทำอาหารให้พวกเรากิน?”
“ตกลง ทว่าเจ้าต้องรอจนกว่าข้าจะว่าราชการเสร็จ ข้าเองก็อยากจะพบพี่สาวคนสวยของเจ้าเช่นกัน ดูสิว่าสตรีเช่นไรที่สามารถเลี้ยงดูน้องชายจนมีความสามารถโดดเด่นเช่นนี้”
สีหน้าของฮ่องเต้ฉายแววครุ่นคิด
ในขณะเดียวกัน ณ ใจกลางเมืองที่พลุกพล่าน ที่ประตูร้านโอสถหลวงซึ่งเตรียมไว้ให้คนของหุบเขาร้อยพิษมาถ่ายทอดความรู้ในทุกๆปี เวลานี้มีชาวบ้านมากมายมารวมตัวกันอย่างหนาแน่น
“เฮ้! เลิกผลักเสียที คนของหุบเขาร้อยพิษยังไม่มาเลย”
“ใช่แล้ว หากเอาแต่ผลักกันอยู่เช่นนี้ พวกเราคงถูกอัดจนหายใจไม่ออก พวกเขาจะมาอยู่ที่นี่ตั้งครึ่งเดือน ไม่ต้องรีบร้อนนักหรอก”
เสียงโอดครวญเริ่มดังขึ้นจากฝูงชน
แต่ถึงกระนั้น ไม่มีใครยอมลดราวาศอก
ในทุกๆปี คนของหุบเขาร้อยพิษจะมาที่นี่เพื่อแบ่งปันความรู้และแก้ไขปัญหาสุขภาพมากมายนับไม่ถ้วนแก่พวกชาวบ้าน
ถัดไปจากฝูงชนที่แออัด ถังเหอขมวดคิ้วมุ่นพลางมองดูฝูงชนที่คลาคล่ำ
“ก็แค่ฝูงชนกลุ่มเล็กๆ เจ้าถึงกับเป็นกังวลแล้วหรือ? ไม่ต้องห่วง พวกเราสองคนจะต้องรับมือได้แน่”
เฉียวอวี๋ลูบศีรษะของถังเหออย่างแผ่วเบา
ตอนที่ 350 หากไร้ซึ่งความหวัง
“ข้าไม่ได้กังวล ทักษะวิชาแพทย์ของข้าก็มิได้ด้อยไปกว่าท่านมากนักหรอก”
ถังเหอโอ้อวดเสียงเย็น รู้สึกว่าเฉียวอวี๋กำลังดูแคลนตนอยู่
“เช่นนั้นก็มารอดูกันว่าวันนี้ใครจะรักษาคนไข้ได้มากกว่ากัน!” เฉียวอวี๋ท้าทาย
“ได้เลย ใครแพ้อดกินอาหารที่พี่ใหญ่ทำ!”
เมื่อกล่าวจบ ถังเหอก็เดินฝ่าฝูงชนเข้าไปเป็นคนแรก
“เฮ้… เจ้าเด็กนี่มาจากไหนกัน? ไม่มีมารยาทเอาเสียเลย ไม่เห็นหรือว่าพวกเรายืนต่อแถวอยู่ตรงนี้? ไปให้พ้นนะ อย่าคิดมาตัดหน้าคนอื่นเชียว”
ถังเหอเพิ่งก้าวไปข้างหน้าได้เพียงไม่กี่ก้าวเมื่อสตรีวัยสี่สิบขวางทางเขาไว้
เฉียวอวี๋ที่ยืนอยู่ด้านหลังกระตุกยิ้มมุมปาก
“เสี่ยวเหอ ท่านพ่อไม่ได้บอกเจ้าก่อนที่พวกเราจะออกเดินทางหรือว่ามีทางเข้าอีกทาง?”
เฉียวอวี๋ยิ้มกริ่ม
เวลานี้ ทุกคนเพิ่งสังเกตว่าทั้งสองคนสวมเครื่องแบบของหุบเขาร้อยพิษ
“ใครจะคิดว่าเด็กสองคนนี้จะมาจากหุบเขาร้อยพิษ? พวกเขายังเด็กนัก แต่กลับได้เป็นศิษย์ของหมอมากฝีมือเหล่านั้น ช่างน่าประทับใจจริงๆ”
ฝูงชนเริ่มพึมพำด้วยความประหลาดใจ
ถังเหอได้ยินคำพูดของพวกชาวบ้าน มุมปากของเขากระตุกเล็กน้อย แต่ก็ไม่ได้อธิบายอะไร
เขานิ่งเงียบและติดตามเฉียวอวี๋ไป
เมื่อคนไข้กลุ่มแรกเข้ามาในร้านโอสถหลวงและเห็นเด็กชายทั้งสอง ทุกคนต่างมีสีหน้าตะลึงพรึงเพริด
“ให้ตายสิ เด็กสองคนนี้ถูกส่งมาจากหุบเขาร้อยพิษเพื่อให้ความรู้และรักษาคนจริงๆหรือ?”
“นี่ข้าไม่ได้ตาฝาดไปใช่หรือไม่? ก่อนหน้านี้ข้าไม่ได้สังเกต ทว่าพวกเขาสวมเครื่องแบบของศิษย์สายตรงของหุบเขาร้อยพิษ!”
“นี่มันเกินไปแล้ว! พวกเขาปล่อยให้เด็กสองคนนี้มารักษาพวกเรา หากเกิดอะไรผิดพลาดขึ้นมา ใครจะเป็นคนรับผิดชอบ?”
กลุ่มคนเริ่มโวยวาย ไม่มีใครกล้าสืบเท้าขึ้นหน้าเพื่อรับการรักษาจากเด็กชายทั้งสอง
“เหตุใดพวกเจ้าถึงยังเบียดเสียดกันอยู่ตรงนี้? รีบเข้าไปรักษาเร็วเข้า ยังมีคนรออยู่ด้านนอกอีกมาก!”
คนไข้ที่ยืนรออยู่ด้านนอกเริ่มวิตกกังวล แต่เมื่อได้ยินว่าเกิดอะไรขึ้น พวกเขาก็เริ่มมีสีหน้าลังเลใจ
“ใครจะตรวจชีพจรเป็นคนแรก?”
เสียงที่อ่อนเยาว์ของถังเหอดังขึ้น
“ไม่เอา ไม่เอา พวกเราต้องการศิษย์ของหุบเขาร้อยพิษที่โตกว่านี้ ไม่ใช่เด็กอมมือไร้ซึ่งประสบการณ์อย่างพวกเจ้า พวกเจ้ากลับไปเรียนอีกสักสี่ห้าปีเถอะนะ…”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สีหน้าของเฉียวอวี๋พลันเคร่งขรึม
“หากจ้าวหุบเขาส่งพวกเรามา นั่นก็หมายความว่าเขามั่นใจในฝีมือของพวกเรา”
เฉียวอวี๋เอ่ยเสียงเย็นโดยไม่เปิดเผยตัวตน
“ใครจะรู้? พวกเราได้ยินมาว่าหลายปีมานี้ จ้าวหุบเขามัวแต่ตามหาลูกชายที่หายตัวไป จึงไม่มีเวลาดูแลหุบเขาร้อยพิษ นอกจากนี้ยังมีข่าวลือเรื่องการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในหุบเขาร้อยพิษ ศิษย์หลายคนและผู้อาวุโสต่างล้มหายตายจาก พวกเราจะแน่ใจได้อย่างไรว่าพวกเจ้ามีฝีมือจริง?”
“หากพวกท่านไม่ไว้ใจ เช่นนั้นพวกเราจะกลับเดี๋ยวนี้!”
เฉียวอวี๋เอ่ยด้วยสีหน้าเย็นชา แต่ไหนแต่ไรมา ไม่มีหมอคนใดอยากจะรักษาคนไข้ที่แคลงใจในทักษะของตน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฝูงชนจึงถอยกรูดออกไปด้านนอก แต่ก็ยังไม่ยอมจากไป พวกเขายืนเบียดกันอยู่หน้าร้านโอสถหลวง รอดูว่าจะมีใครโง่เขลาพอที่จะให้เด็กชายทั้งสองรักษา
ถังเหอและเฉียวอวี๋ตระหนักดีว่าตนเองกำลังทำสิ่งใดอยู่
แม้ยังเยาว์วัยนัก แต่ทั้งคู่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีไม่พอใจแต่อย่างใด
เวลาผ่านไปอย่างช้า ๆ และในที่สุด ผู้คนก็มารวมตัวกันเพื่อเฝ้าดูเหตุการณ์มากขึ้น
“หลีกทางหน่อย หลีกทาง!”
ทันใดนั้น เสียงที่ฟังดูร้อนใจดังขึ้นท่ามกลางฝูงชน
ชายวัยกลางคนสวมชุดขาดรุ่งริ่งรีบวิ่งเข้ามาโดยแบกหญิงชราไว้บนหลัง
“นี่คือที่ที่คนของหุบเขาร้อยพิษมารักษาคนโดยไม่คิดเงินใช่หรือไม่?”
ใบหน้าของชายคนนั้นเต็มไปด้วยความเหนื่อยล้า ราวกับว่าเขาเดินทางมาหลายวันโดยไม่ได้พักผ่อน
“ใช่แล้ว ทว่าหมอที่หุบเขาร้อยพิษส่งมาคราวนี้ก็คือเด็กน้อยสองคนนั้น เจ้าแน่ใจหรือว่าจะให้พวกเขารักษาแม่ของเจ้า?”
ใครบางคนในฝูงชนออกปากเตือนด้วยความมีน้ำใจ
“ใช่แล้ว หากเกิดอะไรขึ้นมา ระวังจะเสียใจภายหลัง”
ผู้คนต่างเข้ามาแนะนำเขา
“ข้ารอไม่ได้แล้ว อาการป่วยของแม่ข้ารอช้าไม่ได้ ข้าใช้เงินทั้งหมดที่มีเพื่อรักษานาง แต่หมอกลับบอกให้ข้ากลับไปเตรียมโลงศพ ข้าก็เลยพานางมาที่นี่ในฐานะที่พึ่งสุดท้าย!”
แม้ชายคนนั้นจะเห็นว่าหมอเป็นเพียงเด็กชายสองคน แต่ใบหน้าของเขายังคงฉายแววมุ่งมั่น
หุบเขาร้อยพิษได้รับความไว้วางใจจากผู้คนมาช้านาน
เมื่อเห็นชายผู้นั้นอุ้มมารดาของตนเข้าไปข้างใน ฝูงชนจึงรวมตัวกันอย่างรวดเร็วเพื่อเฝ้าดูสถานการณ์
“หากพวกเขาทำให้นางตาย? นั่นคือหนึ่งชีวิตที่ต้องเสี่ยงเชียวนะ!”
“เจ้าโง่หรืออย่างไร? ไม่ได้ยินหรือว่าแม่ของเขาใกล้จะตายอยู่รอมร่อ เขามาที่นี่ด้วยความหวังที่ริบหรี่เต็มที!”
ถังเหอและเฉียวอวี๋ได้ยินเสียงพูดคุยของฝูงชน เมื่อเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นชายร่างมอมแมมกำลังอุ้มหญิงชราเข้ามาข้างใน
“เสี่ยวเหอ ตรวจอาการของนางด้วยกันเถอะ”
สีหน้าของเฉียวอวี๋เริ่มจริงจัง ตามตำราแพทย์แผนจีน การวินิจฉัยขึ้นอยู่กับการสังเกต การฟัง การซักถาม และการตรวจชีพจร เมื่อชายคนนั้นเข้ามา พวกเขาก็สังเกตอาการของหญิงชราจากสีหน้าของนางแล้ว
“ตกลง!”
ถังเหอไม่ลังเล สีหน้าพลันเคร่งขรึม
“วางคนไข้ไว้บนเตียง”
เฉียวอวี๋ชี้ไปยังเตียงที่อยู่ไม่ไกล
ในตอนนั้นเองที่ฝูงชนสังเกตเห็นว่าขาเตียงมีล้อเลื่อนอยู่ข้างใต้
“ได้โปรดเถอะ ท่านหมอ ช่วยดูอาการแม่ข้าหน่อย หากไม่มีหวัง ข้าก็พอจะยอมรับได้…”
เสียงของชายคนนั้นสั่นเครือด้วยความโศกเศร้า
“ไม่ต้องห่วง พวกเราต้องตรวจอาการนางก่อนถึงจะทราบ”
เฉียวอวี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจังขณะจับเสื้อผ้าเปรอะเปื้อนของหญิงชราโดยไม่แสดงท่าทีรังเกียจฝูงชนกลั้นหายใจ
ถังเหอและเฉียวอวี๋จับมือของหญิงชราคนละข้างและมุ่งความสนใจไปที่การตรวจชีพจรของนาง
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองก็เงยหน้าขึ้นและสบตากัน
พวกเขาสลับตำแหน่งและตรวจชีพจรที่มืออีกข้างโดยไม่จำเป็นต้องพูดอะไร
เมื่อเห็นสีหน้าจริงจังของพวกเขา ฝูงชนก็เริ่มวิตกกังวล
“ข้ารู้ดีว่าแม่ข้าอาการหนัก หากท่านทั้งสองรักษานางไม่ได้ ข้าก็เข้าใจดี”
จบตอน
Comments
Post a Comment