ตอนที่ 361 ทรัพย์สินครึ่งหนึ่ง
ได้ยินคำตอบ ถังฉีก็รู้สึกตะลึงพรึงเพริด!
อยู่ในโลกนี้มาหลายปี นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นคนกระทำทารุณกับบุพการีของตนเอง
นางมองฉินทงด้วยสายตารังเกียจ
“เหตุใดถึงพาบิดาของท่านมาหาพวกเรา?” เฉียวอวี๋เอ่ยถาม
“ตอนที่ข้าอยู่ที่โรงหมอหย่งอัน ข้าพบแม่นางที่งดงามมากคนหนึ่ง นางบอกว่าจะให้เงินข้าห้าสิบตำลึงเงินหากข้าพาพ่อมารักษาที่นี่ นางยังบอกด้วยว่าพ่อข้าไม่มีทางรอดแล้ว แต่ตราบใดที่ข้าพาเขามา สินบนห้าสิบตำลึงเงินก็จะเป็นของข้า”
“เช่นนั้น... หญิงสาวที่เขาพบคงต้องการทำให้ท่านหมอน้อยจากหุบเขาร้อยพิษเสื่อมเสียชื่อเสียง ช่างน่ารังเกียจจริงๆ”
“ใช่แล้ว ท่านหมอน้อยทั้งสองยังเด็กนัก หากมีข่าวลือสะพัดออกไปว่าเขารักษาคนจนตาย วันหน้าใครจะกล้ามารักษากับพวกเขา?”
ทุกคนต่างแสดงความเห็นด้วยความขุ่นเคือง
“ทุกท่านได้ยินคำพูดของฉินทงแล้วใช่หรือไม่? ข้าหวังว่าพวกท่านจะช่วยเป็นพยานให้พวกเราจากหุบเขาร้อยพิษ” ถังฉีก้าวออกมา
นางทราบว่าความเห็นของผู้คนสำคัญมากเพียงใด หากคนเหล่านี้เต็มใจเป็นพยานให้พวกนาง ต่อให้ชายชราในห้องจะไม่รอดชีวิต แต่อนาคตของน้องชายทั้งสองก็จะไม่สั่นคลอน
พวกเขาทำดีที่สุดแล้ว ที่เหลือล้วนขึ้นอยู่กับชะตาฟ้าลิขิต
“แม่นางไม่ต้องเป็นห่วง คนชั่วช้าเช่นนี้สมควรตาย เมื่อคนของทางการมาถึง พวกเราจะเป็นพยานให้กับท่านหมอน้อยทั้งสองอย่างแน่นอน”
“ถูกต้อง! หมอจากหุบเขาร้อยพิษจิตใจดีมีเมตตามาโดยตลอด แม้จะรู้ว่าพ่อของเขาเหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้าย พวกเขาก็ยังพยายามช่วยเหลืออย่างเต็มที่!”
ทุกคนต่างให้กำลังใจเพื่อแสดงความขอบคุณต่อเด็กชายทั้งสอง
หลายคนเคยได้รับความช่วยเหลือจากหุบเขาร้อยพิษมาก่อน
แต่ไหนแต่ไรมา หุบเขาร้อยพิษมักจะพยายามช่วยเหลือผู้คน ทำให้พวกเขาผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้
“ว่าแต่… ท่านหมอน้อยสามารถช่วยชีวิตพ่อของเขาได้จริงหรือ? ตาแก่คนนั้นแทบสิ้นลมเต็มที”
“เขายังไม่พ้นอันตราย คืนนี้อาจมีไข้ ถ้าเขาแข็งใจผ่านไปได้ โอกาสรอดจะสูงขึ้นมาก”
ถังฉีเริ่มเข้าใจสถานการณ์ได้มากขึ้น
“เฮ้อ ดูแล้วไม่น่าจะเป็นไปได้ อย่างไรเสีย หมอจากหุบเขาร้อยพิษก็ไม่ใช่เทพเซียน ต่อให้รักษาชีวิตเขาไม่ได้ พวกเราก็ไม่โทษพวกท่านหรอก”
ถังฉีรู้สึกซาบซึ้งในคำพูดของพวกเขา
โดยทั่วไปแล้วผู้คนมักจะมีจิตใจดี มีเพียงไม่กี่คนเท่านั้นที่มีจิตใจชั่วร้าย
ขณะที่พวกเขาพูดคุยกัน เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านนอก เจ้าหน้าที่ของศาลต้าหลี่มาถึงอย่างรวดเร็ว
** ศาลต้าหลี่ : เป็นศาลยุติธรรมตั้งอยู่ในเมืองหลวง หนึ่งในเก้าสำนักใหญ่แห่งราชสำนัก ทำหน้าที่ดูแลรับผิดชอบเกี่ยวกับคดีอาญา
ถังฉีไม่จำเป็นต้องพูดอะไร ผู้ป่วยรอบข้างต่างช่วยกันเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นโดยละเอียด
“นี่มันอุกอาจเกินไปแล้ว! ฉินทง เจ้าถึงกับทำร้ายพ่อของตัวเองและรับสินบนห้าสิบตำลึงเชียวหรือ?”
เจ้าหน้าที่จากศาลต้าหลี่สอบปากคำฉินทงด้วยท่าทีเคร่งขรึม
“ใช่แล้ว อย่างไรเสีย ตาแก่ก็ต้องตายอยู่ดี ข้าได้สินบนห้าสิบตำลึงมาก็ถือว่าคุ้มค่าแล้ว”
ฤทธิ์ยายังไม่หมดลง ดังนั้นฉินทงจึงตอบทุกคำถามของพวกเขา
“เจ้านี่มันเลวกว่าสัตว์เดรัจฉานจริงๆ จับเขาใส่กรงและแห่ไปตามถนน ให้คนทั้งเมืองได้รู้ถึงความชั่วของเขา”
ไม่นานหลังจากนั้น ฉินทงก็ถูกพาตัวไป สวมชุดนักโทษและถูกขังอยู่บนเกวียน
“จ้าวหุบเขาน้อย ศพของชายชราอยู่ที่ไหน? ข้าจะนำไปฝังให้เหมาะสม”
“ศพหรือ?”
เฉียวอวี๋เลิกคิ้ว
“เขายังไม่ตาย ดังนั้นจึงไม่มีศพ”
“อะไรนะ? เขายังมีชีวิตอยู่หรือ? เป็นไปได้อย่างไร?” หัวหน้าศาลต้าหลี่มีสีหน้าตกตะลึง
“ใช่แล้ว ใต้เท้า ท่านหมอน้อยทั้งสองกำลังรักษาเขาอยู่ในห้องด้านใน”
“ท่านหมายถึงชายชราอาจจะรอดชีวิตอย่างนั้นหรือ?”
“ตอนนี้พวกเรายังไม่ทราบ ต้องรอดูว่าเขาจะผ่านคืนนี้ไปได้หรือไม่” เฉียวอวี๋ไม่คิดจะปิดบัง
ถังฉียืนอยู่ในห้อง และท่ามกลางฝูงชน นางสังเกตเห็นชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนจะไม่โดดเด่น แต่หลังจากได้ยินคำพูดของเฉียวอวี๋ ชายคนนั้นก็มองไปรอบ ๆ และจากไปอย่างรวดเร็ว
“องครักษ์อี่!”
ถังฉีทราบว่าโจวเจาสั่งให้องครักษ์เงาอี่เว่ย ซึ่งแท้จริงแล้วคือองครักษ์เสื้อแพร** มาคอยอารักขานาง
** องครักษ์เสื้อแพร : เป็นหน่วยทหารพิเศษขึ้นตรงกับองค์จักรพรรดิ ทำหน้าที่อารักขาขบวนเสด็จ ตรวจสอบและจัดการขุนนางรวมถึงกลุ่มอำนาจซึ่งอาจเป็นภัยต่อราชบัลลังก์
แม้จะไม่ได้พบหน้านางมาระยะหนึ่งแล้ว แต่นางก็มั่นใจว่าองครักษ์อี่คอยคุ้มกันอยู่ไม่ไกล
“เสี้ยนจู่!”
ชั่วครู่ต่อมา องครักษ์อี่ก็ปรากฏตัวขึ้นด้านหลัง ราวกับว่านางอยู่ที่นั่นมาโดยตลอด
“รบกวนท่านช่วยตามชายคนนั้นไป อย่าให้เขารู้ตัว ข้าอยากรู้ว่าเขาไปพบใครและทำอะไร!”
“เข้าใจแล้ว ทว่าท่านต้องอยู่ในร้านจนกว่าข้าจะกลับมา หากเกิดอะไรขึ้นกับท่าน ข้าคงไม่ทราบจะตอบคำถามองค์หญิงอย่างไร”
“ตกลง ข้าสัญญาว่าจะไม่ออกไปไหน ท่านเองก็ระวังตัวด้วย”
ความเป็นห่วงเป็นใยของถังฉีทำให้นางรู้สึกอุ่นวาบในหัวใจ ก่อนที่ครู่ต่อมานางจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย
เฉียวอวี๋และถังเหอต่างเห็นเหตุการณ์นี้ ทว่าพวกเขาตระหนักดีว่านี่ไม่ใช่เวลาที่จะซักไซ้
คนของศาลต้าหลี่ไม่ทันสังเกตว่าเกิดอะไรขึ้น
“หากชายคนนั้นรอดมาได้ พวกเราคงได้เป็นพยานให้กับปาฏิหาริย์ในครั้งนี้”
เจ้าหน้าที่ศาลต้าหลี่ต่างตกตะลึง หากหมอน้อยทั้งสองไม่ได้มาจากหุบเขาร้อยพิษ พวกเขาคงถูกกล่าวหาว่าเป็นนักต้มตุ๋น
“พวกท่านจะทำเช่นไรกับฉินทง?” หัวหน้าศาลต้าหลี่เอ่ยถามความเห็นจากถังเหอและเฉียวอวี๋
“จะจัดการอย่างไรก็สุดแล้วแต่พวกท่าน ทว่าเรารักษาพ่อของเขา เช่นนั้นเขาก็ควรมอบทรัพย์สินครึ่งหนึ่งให้พวกเรา”
เฉียวอวี๋เอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง นี่เป็นเงื่อนไขหลักในการรักษาของหุบเขาร้อยพิษ
“โปรดวางใจ ค่ารักษาจะนำส่งให้พวกท่านในวันพรุ่งนี้” หัวหน้าศาลต้าหลี่เอ่ยตอบ
การช่วยเหลือคนของหุบเขาร้อยพิษย่อมเอื้อประโยชน์ต่อตัวเขาเอง ท้ายที่สุดแล้ว เด็กชายที่อยู่ตรงหน้าก็เป็นถึงจ้าวหุบเขาคนต่อไป
“เช่นนั้นพวกเราจะปล่อยให้เป็นหน้าที่ของท่าน ข้าขอตัวไปรักษาผู้ป่วยต่อ ไม่รบกวนท่านแล้ว”
“ข้าเองก็มีหน้าที่ต้องทำ ดังนั้นคงไม่รบกวนพวกท่านเช่นกัน ข้าจะจัดคนมาเฝ้ายามที่นี่เพื่อให้แน่ใจว่าจะไม่มีใครก่อเรื่องวุ่นวายอีก”
กล่าวจบ เขาก็จากไปพร้อมกับผู้ใต้บัญชา
“จ้าวหุบเขาน้อย เหตุใดท่านถึงรักษาพวกเราโดยไม่คิดเงิน แต่กลับคิดเงินค่ารักษาพ่อของเขาสูงลิ่วปานนั้น? นี่ไม่ใช่การรักษาของหุบเขาร้อยพิษหรือ?”
“การรักษาของพวกเรากำหนดช่วงเวลาตายตัว ทว่านี่คือช่วงพักผ่อนของพวกเรา ดังนั้นจึงต้องคิดค่ารักษา”
เฉียวอวี๋อธิบาย
ได้ยินดังนั้น คนไข้ก็เข้าใจและเริ่มเข้าแถวอย่างเป็นระเบียบ
“เสี่ยวเหอ อย่าลืมให้ผู้ช่วยคอยดูแลเขาอย่างใกล้ชิด หากคืนนี้เขามีไข้ พวกเราจะต้องทำให้ร่างกายเขาเย็นลงทันที มิเช่นนั้นเขาคงผ่านคืนนี้ไปไม่ได้”
ถังฉีเดินเข้าไปหาถังเหอพร้อมคำชี้แนะ
“พี่ใหญ่ ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะรักษาผู้ป่วยต่อ ท่านก็เปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วรีบกลับไปพักเถอะ”
ถังฉีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงหาข้ออ้างที่จะกลับไปดูอาการของชายชรา นางบดยาแก้อักเสบและยาลดไข้ ผสมกับน้ำและค่อยๆป้อนใส่ปากของชายชรา
จากนั้นก็เตรียมของจำเป็นอีกสองสามอย่างแล้วมอบให้ถังเหอ
“ถ้าเขามีไข้ก็ให้กินยาพวกนี้ ข้าจะอยู่ที่นี่อีกสักพัก ไม่ต้องห่วงข้า”
ถังเหอคุ้นเคยกับสิ่งของแปลกตาของพี่สาวมานานแล้ว จึงเก็บของเหล่านั้นเข้าไปในแขนเสื้อด้วยท่าทางผ่อนคลาย
เขาตระหนักได้ว่าการที่พี่สาวยังไม่จากไปเป็นเพราะสตรีลึกลับที่เพิ่งปรากฏตัวเมื่อครู่
เมื่อถังฉีเห็นว่าพวกเขาเก็บของเรียบร้อยดีแล้ว นางจึงผงกศีรษะและเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าในห้องด้านหลัง
เมื่อนางปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง แถวของผู้ป่วยด้านนอกก็ยาวมากแล้ว ถังเหอและเฉียวอวี๋ต่างช่วยกันรักษาพวกเขาอย่างแข็งขัน
“เสี้ยนจู่ ข้ากลับมาแล้ว!”
ตอนที่ 362 ให้องครักษ์อี่อยู่กับท่าน
ไม่ทราบว่าองครักษ์อี่ปรากฏตัวขึ้นด้านหลังถังฉีตั้งแต่เมื่อไร
“ได้ความหรือไม่?” ถังฉีหันกลับมามอง
“เขาไปที่จวนเป่ยจิ้งอ๋อง” องครักษ์อี่ยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง
“เป็นนางจริงๆ ไม่คิดเลยว่านางจะยังผูกใจเจ็บและคิดร้ายกับข้า” สีหน้าของถังฉีแปรเปลี่ยนเป็นเย็นชา
“เสี้ยนจู่ หากไม่มีอะไรแล้ว ข้าขอตัว” เมื่อกล่าวจบ ถังฉีก็พยักหน้า จากนั้นร่างของนางก็อันตรธานหายไป
ถังฉีมองไปยังทิศทางที่องครักษ์อี่หายตัวไป ในใจพลันนึกอิจฉาโจวเจาที่มีองครักษ์ฝีมือดีคอยอารักขา
อย่างไรก็ตาม นางทราบดีว่าความเก่งกาจขององครักษ์เงาหาใช่สิ่งที่สามารถฝึกฝนได้ในชั่วข้ามคืน
ยิ่งไปกว่านั้น การมีผู้อื่นคอยอยู่เป็นเงาตามตัวตลอดเวลาอาจไม่ใช่เรื่องดี
ระยะหลังๆนี้ ถังฉีไม่กล้าหยิบของออกมาจากห้วงมิติอย่างเปิดเผย
เมื่อเข้าใจเรื่องทั้งหมด นางก็รู้สึกโล่งใจ
หลังจากได้คำตอบที่ต้องการ ถังฉีก็ไม่รั้งอยู่ที่ร้านโอสถหลวงอีกต่อไป
นางนั่งรถม้ากลับไปที่เรือนรับรอง
เมื่อกลับมาถึง ถังฉีก็ได้พบโจวเจาผู้ซึ่งไม่ควรมาอยู่ที่นี่
“เจาเอ๋อร์ ไยวันนี้ถึงออกจากวังมาได้?”
“พี่สาวคนสวย เรื่องใหญ่เช่นนี้ ท่านกลับไม่ยอมเล่าให้ข้าฟัง” โจวเจาทำหน้าบูดบึ้ง
“เรื่องอะไร? เกิดอะไรขึ้นหรือ?” ความสับสนฉายแววบนดวงหน้าของถังฉี
“พี่สาวคนสวย น้องชายของท่านได้เป็นศิษย์สายตรงของจ้าวหุบเขาร้อยพิษ แต่ท่านกลับไม่บอกข้า!” โจวเจามีสีหน้าน้อยใจ
“หากข้าไม่ได้ยินเรื่องนี้จากคนอื่น ข้าก็คงไม่มีวันรู้!”
“คงเป็นโจวเจี๋ยที่บอกเจ้า” ถังฉีไม่จำเป็นต้องคาดเดา นางทราบว่าโจวเจี๋ยเป็นคนแพร่งพรายเรื่องนี้ ในเวลานั้น มีเพียงนางที่ทราบตัวตนของถังฉีในร้านโอสถหลวง
“ใช่แล้ว พี่สาวคนสวย ข้าไม่คิดเลยว่าท่านมีเรื่องปิดบังข้ามากมายเช่นนี้ แม้แต่เสด็จพ่อยังชื่นชมท่านมาก และคิดจะเรียกท่านเข้าวังเมื่อมีเวลาว่าง”
“ฮ่องเต้ต้องการพบข้าหรือ?” ถังฉีรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อย นางอยู่ในเมืองหลวงมาสักพักแล้ว และเวลานี้ฮ่องเต้ก็ทราบว่าน้องชายของนางเป็นศิษย์สายตรงของจ้าวหุบเขาเฉียวและต้องการเรียกนางเข้าวัง
“พี่สาวคนสวยไม่ต้องกังวล ข้าจะอยู่ข้างๆท่านเอง เสด็จพ่อใจดีมีเมตตาที่สุดเลย” โจวเจาเกรงว่าถังฉีจะรู้สึกหวาดกลัว จึงรีบปลอบประโลมให้นางสบายใจ
“.....” ถังฉีคิดในใจ ‘นั่นเป็นเพราะเขาคือพ่อของเจ้าอย่างไรล่ะ’
“ฮ่องเต้ทรงพระกรุณายิ่งนัก” ถังฉีพยักหน้า
“พี่สาวคนสวย รีบบอกข้าเร็วเข้าว่าเสี่ยวเหอได้เป็นศิษย์สายตรงของจ้าวหุบเขาร้อยพิษได้อย่างไร?” โจวเจาทำท่าทางราวกับเด็กน้อยอยากรู้อยากเห็น นางรีบดึงถังฉีเข้าไปในเรือน
“เรื่องมันยาว น่าจะเริ่มตั้งแต่ตอนที่เกิดโรคระบาดเมื่อปีที่แล้ว…” จากนั้น ถังฉีจึงเล่าเรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้น รวมถึงเรื่องที่นางช่วยเฉียวอวี๋เอาไว้ กระทั่งนางกลายเป็นบุตรสาวบุญธรรมของจ้าวหุบเขาร้อยพิษ
“โอ้โฮ พี่สาวคนสวย ท่านรู้หรือไม่ว่าการเป็นลูกบุญธรรมของจ้าวหุบเขาร้อยพิษนั้นแทบจะเทียบได้กับการเป็นองค์หญิงเช่นเดียวกับข้า!” โจวเจาตกตะลึง ไม่คิดว่าพี่สาวคนสวยของนางจะมีเรื่องราวที่ปิดบังไว้มากมายเช่นนี้
หากเป็นโจวเจี๋ยหรือคนอื่นๆ ถูกรับเป็นบุตรสาวบุญธรรมของจ้าวหุบเขาร้อยพิษ พวกนางคงอยากจะป่าวประกาศไปทั่วสารทิศ
“พี่สาวคนสวย หากโจวเจี๋ยรู้ว่าท่านเป็นใคร นางคงไม่กล้ารังแกท่านอีก!”
“ชีวิตคนเราย่อมดำเนินไปตามวิถีของตนเอง หากคนอื่นมองข้าแตกต่างออกไปเพียงเพราะบารมีของพ่อบุญธรรม ชีวิตนั้นก็ไร้ความหมาย” ถังฉีส่ายศีรษะ
“เจาเอ๋อร์ ข้าเล่าให้ฟังแล้ว ดังนั้นเจ้าช่วยเก็บเรื่องนี้เป็นความลับได้หรือไม่!” ถังฉีมีสีหน้าจนใจ
มีบางอย่างที่นางยังไม่ได้พูดออกไป มิใช่เพราะนางไม่ต้องการ แต่เพราะมันไม่จำเป็น
“รู้แล้ว รู้แล้ว พี่สาวคนสวย แต่หากวันหน้ามีคนพยายามจะก่อเรื่อง ท่านต้องแสดงป้ายหยกของจ้าวหุบเขา จะได้ไม่มีใครกล้ารังแกท่านอีก” โจวเจาเอ่ยด้วยน้ำเสียงจริงจัง
เมื่อเอ่ยถึงเรื่องนี้ ดูเหมือนนางจะนึกอะไรขึ้นได้จึงปรบมือครั้งหนึ่ง
ครู่ต่อมา องครักษ์อี่ก็ปรากฏตัวขึ้นพร้อมกับคุกเข่าลงตรงหน้าด้วยความนอบน้อม
“องค์หญิง!”
“องครักษ์อี่ ท่านได้ยินทุกอย่างที่ข้าเพิ่งคุยกับพี่สาวคนสวยใช่หรือไม่?”
“เพคะ องค์หญิง” องครักษ์อี่ลุกขึ้นและยืดตัวตรง
“ดีล่ะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ท่านจะไม่ใช่องครักษ์เงาของราชวงศ์อีกต่อไป และท่านไม่จำเป็นต้องอารักขาข้าแล้ว!”
“องค์หญิง หากหม่อมฉันทำอะไรผิดไป ได้โปรดลงโทษด้วย!” องครักษ์อี่ไม่คาดคิดว่าองค์หญิงจะเรียกนางมาด้วยเหตุนี้
“ท่านไม่ได้ทำอะไรผิดหรอก แต่สถานการณ์ในเมืองหลวงซับซ้อนยิ่งนัก หลังจากที่ข้ากลับเข้าวัง ข้าจะหาทางโยกย้ายชื่อของท่านออกจากสำนักเงา ท่านไม่จำเป็นต้องรับใช้ราชวงศ์อีกต่อไปแล้ว แต่ทว่า…”
เมื่อมาถึงจุดนี้ โจวเจาได้แต่มองไปที่ถังฉี
“จากนี้ไป พี่สาวคนสวยก็คือนายคนใหม่ของท่าน และท่านจะต้องจงรักภักดีต่อนางเช่นเดียวกับข้า”
“เจาเอ๋อร์ ไม่ได้นะ นางเป็นองครักษ์เงาของเจ้า!” ถังฉีไม่คิดว่าโจวเจาจะทำเช่นนี้จึงรีบปฏิเสธ
องครักษ์อี่คุกเข่าอยู่ตรงนั้น จ้องมองหญิงสาวทั้งสอง ไม่อาจล่วงรู้เลยว่านางกำลังคิดอะไรอยู่
“พี่สาวคนสวย ข้ามีองครักษ์เงามากมายอยู่ในวัง แต่ท่านไม่มีคนคอยอารักขาอยู่ข้างกาย ข้าจะมอบองครักษ์อี่ให้ท่าน และจากนี้ไป พวกเราก็เหมือนคนในครอบครัวเดียวกัน”
โจวเจากล่าวด้วยท่าทีจริงจัง
“อีกอย่าง การที่ข้ามอบหมายให้นางคอยปกป้องท่านก็ไม่ใช่เรื่องเลวร้ายสำหรับนางเช่นกัน การรับใช้ราชวงศ์เช่นนี้ ไม่ว่าเคราะห์ดีหรือเคราะห์ร้าย ใครจะรู้ว่าสิ่งใดจะมาถึงก่อนกัน!”
องครักษ์อี่รู้สึกซาบซึ้งกับคำพูดของโจวเจา
องครักษ์เงาได้รับการฝึกฝนให้เป็นนักรบเดนตายมาตั้งแต่เยาว์วัย และชีวิตก็ไม่ได้เป็นของพวกเขาอีกต่อไป
หากพวกเขาต้องการละทิ้งราชวงศ์มีทางเดียวเท่านั้น นั่นคือความตาย ทว่าเวลานี้ องค์หญิงได้ให้โอกาสนางมีชีวิตใหม่แล้ว
“เอาล่ะ พี่สาวคนสวย อย่าลังเลอีกเลย เชื่อใจข้าเถอะ นี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องแล้ว เพราะไม่มีใครเป็นห่วงความปลอดภัยของท่านเท่ากับข้า หากมีคนรู้ว่าท่านคือลูกสาวบุญธรรมของจ้าวหุบเขาร้อยพิษ พวกที่มีเจตนาร้ายจะต้องใช้วิธีสกปรกต่างๆนานาทำร้ายท่าน มีองครักษ์อี่อยู่ข้างๆข้าจึงจะวางใจ”
“เมืองหลวงเต็มไปด้วยเรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อน ท่านไม่มีทางรู้เลยว่าคนที่ระบายยิ้มอยู่เบื้องหน้าท่านในวันนี้ จะแทงข้างหลังท่านในวันถัดไป”
“พี่สาวคนสวย การที่องครักษ์อี่อยู่กับท่านปลอดภัยกว่าการรับใช้วังหลวงมาก เป็นเรื่องดีสำหรับนางจริงๆ”
“องค์หญิง…” สีหน้าขององครักษ์อี่เต็มไปด้วยความซาบซึ้งใจอย่างหาที่สุดมิได้
“องค์หญิง หม่อมฉันปรารถนาจะอยู่เคียงข้างและปกป้องท่าน!”
ถังฉีรู้สึกประทับใจกับความผูกพันระหว่างคนทั้งสอง
อย่างไรเสีย ถังฉีตระหนักดีว่านางต้องการใครสักคนที่สามารถปกป้องนางได้ แม้ว่านางจะสามารถจัดการกับคนไร้วรยุทธ์ด้วยทักษะการต่อสู้อันน้อยนิดของตน แต่ก็ไม่เพียงพอสำหรับสภาพแวดล้อมที่ซับซ้อนและอันตรายเช่นนี้
ตอนที่ 363 ถังซัน
“องครักษ์อี่ ในเมื่อท่านเป็นสตรี ข้าย่อมรู้สึกเห็นใจท่าน ดังนั้นครั้งนี้จงเชื่อฟังคำข้า ข้าจะไม่ผลักท่านเข้ากองไฟอย่างแน่นอน เวลานี้ท่านก็น่าจะรู้แล้วว่าพี่สาวคนสวยเป็นคนเช่นไร!”
“แต่ว่า…”
“ไม่มีแต่ นี่คือคำสั่ง!” โจวเจาเสียงแข็ง
จากนั้นก็หันกลับมาและทำหน้าตาออดอ้อนมองถังฉี
“พี่สาวคนสวย นางเป็นสตรี แต่กลับรู้จักเพียงการจับกระบี่ต่อสู้ ไยท่านไม่สงสารนางและมอบโอกาสให้นางได้ใช้ชีวิตภายใต้ตัวตนใหม่?”
เมื่อกล่าวเช่นนี้ โจวเจาก็รีบเดินมาหาถังฉีและดึงแขนเสื้อนาง
“พี่สาวคนสวย ได้โปรดเถอะ! เห็นแก่ความหวังดีของข้า หากท่านไม่ยอมตกลง ข้าก็จะไม่ไปไหน!”
เมื่อเห็นความมุ่งมั่นของโจวเจา ถังฉีก็ตระหนักว่านางตั้งใจที่จะมอบองครักษ์เงาผู้นี้ให้คอยอยู่เคียงข้างและปกป้องนางจริงๆ
“ให้นางอยู่กับข้าไม่ใช่เรื่องที่เป็นไปไม่ได้ แต่จากนี้ไป นางจะต้องภักดีต่อข้าเพียงคนเดียวเท่านั้น จะต้องลืมเรื่องในอดีตให้หมดสิ้น นางทำได้หรือไม่?”
เมื่อกล่าวเช่นนี้ ถังฉีก็เหลือบมององครักษ์อี่ที่กำลังคุกเข่าอยู่บนพื้น
“ทำได้สิ! พี่สาวคนสวย นางจะต้องทำได้อย่างแน่นอน ใช่หรือไม่ องครักษ์อี่?”
“เพคะ”
องครักษ์อี่เงยหน้าขึ้น ความมุ่งมั่นฉายแววบนดวงหน้า นางตระหนักดีว่าองค์หญิงต้องการพานางออกจากสำนักเงาและมอบชีวิตที่ดีกว่าให้กับนาง
“ดี หากท่านทำได้ ข้าก็จะให้ท่านอยู่ข้างกาย แต่หากท่านทรยศข้าละก็ ข้าจะให้ท่านชดใช้เป็นร้อยเท่า สิ่งที่ข้าเกลียดมากที่สุดคือการทรยศหักหลัง!”
ถังฉีกล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่มีวันทรยศเสี้ยนจู่ หากข้าทำเช่นนั้น ข้าจะจบชีวิตตนเองโดยที่ท่านไม่จำเป็นต้องลงมือ!”
องครักษ์อี่เดินเข้ามาหาถังฉีและคุกเข่าลงพร้อมทำความเคารพ
เมื่อเห็นเช่นนี้ โจวเจาจึงคลี่ยิ้มจางๆ
“เวลานี้เจ้าถือเป็นคนของข้าแล้ว เจ้าจะไม่ใช้ชื่อองครักษ์อี่อีกต่อไป ต่อจากนี้ เจ้าจะมีชื่อว่าถังซัน”
“ถังซันขอบคุณเสี้ยนจู่”
ใบหน้าของถังซันฉายแววตื่นเต้นดีใจ การที่ถังฉีอนุญาตให้นางใช้แซ่ถัง นั่นก็หมายความว่านางได้รับความไว้วางใจและให้ความสำคัญ
“อืม จากนี้ไปให้เจ้าคอยอยู่ข้างๆเยว่เหนียง ข้าจะบอกให้นางคอยสอนงานเจ้า หากไม่จำเป็นละก็ ห้ามใช้วรยุทธ์เด็ดขาด”
ถังฉีกล่าวขณะมองถังซัน
“ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะทำตามคำสั่งของเสี้ยนจู่มิให้ขาดตกบกพร่อง”
“ดีมาก เจ้าไปหาเยว่เหนียงและบอกนางว่าเจ้าเป็นคนรับใช้คนใหม่ที่ข้าซื้อมา”
ถังฉีพยักหน้า
ตอนนั้นเอง ถังซันก็เดินเข้าไปหาองค์หญิง คุกเข่าคำนับ จากนั้นก็ลุกขึ้นยืน
“ขอบคุณองค์หญิงที่มอบชีวิตใหม่ให้หม่อมฉัน!”
ก่อนจะเดินเข้าไปในลานบ้านเพื่อตามหาตู้เยว่เหนียง
“เจาเอ๋อร์ ทีนี้เจ้าก็วางใจได้แล้วสินะ เจ้าไม่ต้องเป็นห่วงข้าเวลาที่ข้าออกไปข้างนอกแล้ว”
“อืม พี่สาวคนสวย ฝีมือของนางถือได้ว่ายอดเยี่ยมที่สุดในสำนักเงา มีนางคอยปกป้องท่าน ข้าเองก็วางใจ และนางกฌคุ้นเคยกับสถานการณ์ในเมืองหลวงด้วย”
ในที่สุดโจวเจาก็ยิ้มอย่างมีความสุข รู้สึกภูมิใจที่ได้ทำเพื่อพี่สาวคนสวยของนาง
“ที่แท้... การที่เจ้ามาในวันนี้ไม่ใช่เพราะโกรธที่ข้าไม่ได้บอกเจ้าเรื่องลูกสาวบุญธรรมของจ้าวหุบเขา แต่เพียงเพื่อมอบถังซันให้อยู่เคียงข้างข้า?”
ถังฉีตระหนักถึงแผนการเจ้าเล่ห์ของโจวเจา
“ฮิฮิ… พี่สาวคนสวย ท่านปิดบังข้าไม่ได้หรอก ข้ารู้สึกเสียใจตั้งแต่มีคนผลักท่านตกลงไปในแม่น้ำทั้งๆที่มีองครักษ์เงาอยู่บนเรือ ทว่าถังซันกลับไม่สามารถช่วยเหลือท่านได้ เวลานี้ต่างไปแล้ว เมื่อมีนางเป็นสาวใช้ ก็เป็นเหตุผลที่สมบูรณ์แบบที่สุดที่นางจะคอยอยู่เคียงข้างท่านไม่ว่าท่านจะไปที่ไหน”
“ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าคิดอะไรอยู่”
ถังฉีถอนหายใจ แต่ก็รู้สึกซาบซึ้งใจอย่างยิ่งที่โจวเจาเป็นห่วงเรื่องความปลอดภัยของนางอย่างแท้จริง
“เอาล่ะ พี่สาวคนสวย พักเรื่องนี้เอาไว้ก่อน ข้ามารอท่านที่นี่ทั้งวัน หิวจะแย่แล้ว! ท่านช่วยทำอะไรให้ข้ากินหน่อยได้หรือไม่?”
“ตกลง ตกลง เจ้าเด็กจอมตะกละ ข้าจะทำเนื้อย่างให้เจ้าก็แล้วกัน เมื่อกินเสร็จก็รีบกลับวัง เจ้าจะได้กินอาหารชั้นเลิศ”
ถังฉีคาดการณ์ว่าอีกไม่นานก็จะถึงเวลาอาหารอันโอชะแล้ว
“พี่สาวคนสวย ท่านกำลังพูดถึงอะไรหรือ?” โจวเจามีสีหน้าสงสัย
“ตอนนี้ยังเป็นความลับ อีกไม่นานเจ้าก็จะรู้เอง ข้ารับรองได้เลยว่าเจ้าต้องชอบแน่”
เมื่อกล่าวจบ ถังฉีก็ทิ้งโจวเจาที่กำลังงุนงงไว้และมุ่งหน้าไปยังห้องครัว
ไม่นานนางก็ยกจานเนื้อย่างออกมา และโจวเจาก็ลืมเรื่องอื่นจนหมดสิ้น
“พี่สาวคนสวย เนื้อย่างนี้สุดยอดไปเลย! แม้แต่พ่อครัวในวังก็ทำรสชาติเช่นนี้ไม่ได้”
โจวเจากินไปก็เอ่ยชมไป
“โดยเฉพาะกระดูกอ่อนที่กรุบกรอบนี่! เหลือเชื่อจริงๆ!” โจวเจากล่าวพลางใส่กระดูกอ่อนอีกชิ้นเข้าไปในปากเล็กๆของนาง สีหน้าเต็มไปด้วยความเพลิดเพลิน
“สิ่งสำคัญในการทำเนื้อย่างให้อร่อยคือการปรุงรส ข้าจะห่อเนื้อที่หมักไว้แล้วให้เจ้าเอากลับวัง เมื่อพ่อครัวนำไปย่าง รสชาติก็จะอร่อยเหมือนกัน”
“เยี่ยมไปเลย เช่นนี้ข้าจะได้ไม่ต้องเอาแต่คิดถึงอาหารของท่านเวลาที่ข้าอยู่ในวัง”
ได้ยินเช่นนี้ แววตาของโจวเจาพลันเป็นประกาย
“เอาล่ะ กินให้หมดเถอะ อีกไม่นานก็จะมืดแล้ว หากเจ้ายังไม่กลับวังเสียที ฮ่องเต้จะทรงเป็นกังวล”
เมื่อได้ยินถังฉีพูดเช่นนี้ โจวเจาก็ไม่ลังเลและรีบจัดการเนื้อย่างทั้งหมดบนโต๊ะอย่างรวดเร็ว
เมื่อกินเสร็จ ตู้เยว่เหนียงก็ยกน้ำแกงบ๊วยสมุนไพร** เข้ามา
** ซวนเหมยทัง (น้ำบ๊วยสมุนไพร) เป็นเครื่องดื่มดับร้อนที่อยู่คู่ประวัติศาสตร์จีนมาอย่างยาวนาน โดยการนำบ๊วยมาต้มกับสมุนไพรหลากหลายชนิด มีสรรพคุณมากมาย ทั้งคลายร้อน แก้ไอ ช่วยระบบย่อยอาหาร ช่วยการระบาย ล้างสารพิษ บำรุงตับ แก้เหนื่อยล้าฯลฯ รสชาติเปรี้ยวอมหวานแต่ไม่แหลม บวกกับรสสัมผัสที่เข้มข้นจัดจ้าน ดื่มแล้วรู้สึกตื่นและสดชื่นชุ่มคอ
“ฤดูนี้เจ้าหาบ๊วยมาจากไหนกัน?” โจวเจาเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจ
“องค์หญิง น้ำแกงนี้ทำมาจากบ๊วยตากแห้งที่เสี้ยนจู่เตรียมไว้เมื่อปีที่แล้วเพคะ เหมาะสำหรับกินหลังอาหารมื้อหนักๆอย่างเนื้อย่าง หากปีนี้บ๊วยสุกพร้อม เราก็จะนำมาตากแห้งได้อีก”
“รสชาติน่าทึ่งจริงๆ หวานอมเปรี้ยว ดื่มแล้วสดชื่นมากเลย เยว่เหนียง แบ่งให้ข้าเอากลับวังด้วยสิ”
โจวเจาเอ่ยพลางซดน้ำแกง
“เอาสิ ห่อบ๊วยตากแห้งทั้งหมดที่ข้าเอามาให้เจาเอ๋อร์” ถังฉีเอ่ยเบาๆ
“เจ้าค่ะ เสี้ยนจู่ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ไม่นาน ตู้เยว่เหนียงก็นำบ๊วยตากแห้งที่ห่อด้วยกระดาษน้ำมันเข้ามา
“พี่สาวคนสวย ข้ารู้ว่าท่านยอดเยี่ยมที่สุด ครั้งหน้า ข้าจะเอาอาหารจานโปรดที่ท่านชอบมาให้บ้าง”
ตอนที่ 364 ขอความช่วยเหลือ
“ตะกละจริงๆเลยเจ้านี่ ในหัวคิดแต่เรื่องกินเท่านั้น!”
ถังฉีมองโจวเจาด้วยสีหน้าจนใจ ทว่าดวงตายังคงบอกชัดถึงความรักใคร่เอ็นดู
ไม่นาน ทั้งสองก็ดื่มน้ำแกงบ๊วยสมุนไพรจนหมดถ้วย
สีหน้าของโจวเจาบ่งบอกว่าอยากดื่มมากกว่านี้
“เจาเอ๋อร์ น้ำแกงบ๊วยสมุนไพรดื่มมากเกินไปไม่ได้ ไม่อย่างนั้นเจ้าจะปวดท้อง!”
เห็นความคาดหวังในดวงตาของโจวเจา ถังฉีจึงอดเตือนนางมิได้
“รู้แล้ว พี่สาวคนสวย! เจาเอ๋อร์ก็ไม่ได้อยากดื่มมากเกินไป แต่น้ำแกงบ๊วยสมุนไพรนี่อร่อยมากจริงๆ แม้แต่พ่อครัวของห้องเครื่องยังเทียบฝีมือของท่านไม่ได้!”
“คุณหนู เจิ้นกั๋วกงมาขอพบท่าน!”
ตอนนั้นเอง ถังซันก็เดินเข้ามาหาถังฉี
“เจิ้นกั๋วกง? เหตุใดเขาถึงมาที่นี่?” ถังฉีและโจวเจาสบตากัน สีหน้าประหลาดใจ
ขณะนั้น ถังฉีก็เริ่มคาดเดาเหตุผลในใจ
“เจาเอ๋อร์ ไปรอเราอยู่ในห้องโถงใหญ่ก่อน ข้าจะไปต้อนรับท่านกั๋วกง” ถังฉียิ้มกล่าว
ช่วยไม่ได้ คนที่อยู่ด้านนอกผู้นี้อาจจะเป็นว่าที่พ่อสามีของนางในอนาคต ดังนั้นนางจึงต้องสร้างความประทับใจแรกพบ
ขณะใคร่ครวญเรื่องนี้ ถังฉีก็อดรู้สึกประหม่ามิได้
“อื้ม พี่สาวคนสวย เช่นนั้นก็ให้เยว่เหนียงทำขนมให้ข้ากินอีกเถอะ ข้าหิวอีกแล้ว!”
โจวเจามองถังฉีด้วยสีหน้าน่าสงสาร ยิ่งทำให้นางดูน่ารักน่าชังมากขึ้นไปอีก
“เอาล่ะ เอาล่ะ ข้ารู้แล้ว ข้าจะให้เยว่เหนียงทำขนมซูปิ่ง** แสนอร่อยของนางให้เดี๋ยวนี้!”
** ขนมซูปิ่ง : เป็นขนมแป้งอบที่คลุกด้วยน้ำมันสูตรพิเศษ อบแล้วโดดเด่นด้วยสีเหลืองทอง รสชาติมันแต่ไม่เลี่ยน กรอบอร่อย คล้ายๆเซาปิ่ง แต่ต่างกันที่เซาปิ่งจะใช้วิธีการทอดในน้ำมัน
หลังจากที่ถังฉีรับปาก โจวเจาก็ฉีกยิ้มกว้างและมุ่งหน้าไปยังห้องโถงใหญ่
จากนั้น ถังฉีจึงปรับสีหน้าท่าทางของตนเองให้สุขุมเยือกเย็นและเดินไปที่ประตู
ถังซันเดินตามหลังนางไปติดๆ เพราะจากนี้ไป ถังฉีคือคนที่นางจะคอยปกป้องไปชั่วชีวิต
ชั่วพริบตา ทั้งสองก็มาถึงประตูหน้า
เวลานี้ คนกลุ่มหนึ่งยืนอยู่นอกเรือน ผู้ที่อยู่ด้านหน้าสุดคือชายวัยกลางคนอายุเกือบห้าสิบปี สีหน้าของเขาดูอ่อนเพลียเล็กน้อย
เขาไม่ได้สวมชุดเต็มยศ หากแต่สวมชุดธรรมดาที่ดูเรียบง่าย ทว่ากลิ่นอายอันสูงส่งที่แผ่ออกมายังคงเด่นชัด คนไม่กี่คนที่อยู่ข้างหลังน่าจะเป็นคนรับใช้จากจวนกั๋วกง
“คารวะท่านกั๋วกง!”
ถังฉีคารวะจ้าวชางด้วยความเคารพ
“แม่นางถังไม่ต้องมากพิธี วันนี้แม้กะทันหันไปสักหน่อย แต่ข้าก็จำเป็นต้องมาเยี่ยมเยือน!”
จ้าวชางกล่าวด้วยสีหน้าจนใจ แต่ภายในใจกลับตะลึงลานกับความงดงามของหญิงสาวผู้นี้
“บังอาจนัก! ท่านกั๋วกงอุตส่าห์มาเยี่ยมเยือนด้วยตนเอง แต่กลับส่งสตรีมาต้อนรับ! ไม่ให้เกียรติกั๋วกงของเราเสียเลย!”
ขณะที่ถังฉีกำลังจะเชิญพวกเขาเข้าไป คนรับใช้ที่อยู่ด้านหลังจ้าวชางกลับโวยวายอย่างกราดเกรี้ยว
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของถังฉีพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา
แม้แต่เจิ้นกั๋วกงเองยังไม่คาดคิดว่าคนรับใช้ของเขาจะกำแหงถึงเพียงนี้!
“เจ้าโง่! เจ้ามีสิทธิ์อะไรมากล่าววาจาสามหาว? ไสหัวกลับไปที่จวน ริบเบี้ยรายเดือน... หกเดือนต่อจากนี้!”
เจิ้นกั๋วกงตวาดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
วันนี้เขามาเพื่อขอความช่วยเหลือ แต่คนรับใช้ผู้นี้กลับทำให้หญิงสาวขุ่นเคือง ทำให้การหารือยุ่งยากขึ้นไปอีก!
คนรับใช้คุกเข่าลงทันทีเมื่อได้ยิน พยายามอำพรางสีหน้าของตนเอง
“ขออภัยนายท่าน ข้าเพียงรู้สึกว่าคนในบ้านไม่ให้เกียรติท่านเท่าที่ควร มีที่ไหน สตรีออกมาต้อนรับแขกบุรุษ?”
คนรับใช้ก้มศีรษะ แต่รอยยิ้มเย็นชากลับปรากฏที่มุมปาก
หากเขาสามารถขัดใจคนตระกูลนี้ จุดประสงค์ที่วันนี้กั๋วกงมาเยี่ยมเยือนก็คงไม่สำเร็จ และเมื่อเขากลับไป เขาก็สามารถอวดอ้างความดีความชอบกับนายของเขาได้!
ส่วนเบี้ยรายเดือนจำนวนหกเดือนจากจวนกั๋วกงนั้นนับว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับค่าตอบแทนจากนายของเขา!
เขาย่อมกระจ่างชัดว่าสิ่งใดสำคัญยิ่งกว่า
“ไสหัวไปได้แล้ว หากกล้าพูดอีกแม้แต่คำเดียว ข้าจะไล่เจ้าออกจากจวนกั๋วกงอย่างถาวร เราไม่ต้องการคนรับใช้ที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงเช่นเจ้า!”
สีหน้าของเจิ้นกั๋วกงดูเดือดดาลไม่น้อย
“ท่านกั๋วกงอย่าใส่ใจ ใช่ว่าข้ายืนกรานจะออกมาต้อนรับท่านให้ได้ เพียงแต่ว่าภายในบ้านไม่มีผู้อาวุโสท่านอื่น และข้าก็ปล่อยให้ท่านยืนรออยู่ข้างนอกไม่ได้เช่นกัน ดังนั้นหากข้าทำให้ท่านขุ่นเคือง โปรดอภัยด้วย!”
ถังฉีกล่าวจบก็โค้งคำนับกั๋วกงอีกครั้งด้วยน้ำเสียงจริงใจ
นางมองออกว่าวาจาของเจิ้นกั๋วกงที่ตำหนิคนรับใช้นั้นมาจากความจริงใจ และจากรัศมีของเขา ก็ชัดเจนว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์และมีคุณธรรม
“การที่ข้ามาในวันนี้คงเป็นการรบกวนพวกเจ้าไม่น้อย หวังว่าเสี้ยนจู่คงไม่ใส่ใจ แต่เพราะมีเรื่องเร่งด่วน ข้าจึงไม่มีทางเลือก”
จ้าวชางกล่าวอย่างจริงจัง
“เชิญท่านกั๋วกงมาหารือกันข้างในเถอะ”
ถังฉีผายมือ ขณะที่ใบหน้าของกั๋วกงเป็นประกายด้วยความยินดี โล่งใจที่หญิงสาวคล้ายจะไม่ถือโทษโกรธเคือง
“ตกลง!”
จากนั้น ทั้งกลุ่มก็เดินเข้ามาภายในเรือน
เห็นดังนั้น คนรับใช้ก็รีบลุกขึ้นและเตรียมตัวกลับจวนเพื่อรายงานต่อนายของตน
เมื่อจ้าวชางเดินตามถังฉีไปยังห้องโถงใหญ่ เขาก็เห็นร่างที่คุ้นเคยอย่างมากนั่งอยู่ข้างใน
“องค์หญิงอันหยาง!”
ใบหน้าของจ้าวชางฉายแววประหลาดใจ ไม่คาดคิดว่าจะได้พบองค์หญิงในเรือนแห่งนี้
“ท่านลุงจ้าว บังเอิญจริง! ท่านก็มาหาพี่สาวคนสวยเหมือนกันหรือ?”
โจวเจานั่งอยู่ที่หัวโต๊ะพร้อมอาหารที่เรียงรายอยู่ตรงหน้า และหลังจากกลืนอาหารเข้าปาก นางจึงกล่าวได้จบประโยค
จ้าวชางไม่แปลกใจกับพฤติกรรมของโจวเจา
ในเมืองหลวง ใครบ้างที่ไม่ทราบว่าองค์หญิงรักการกินอาหารมากเพียงใด? แต่สิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจก็คือ องค์หญิงดูสนิทสนมกับเสี้ยนจู่ผู้นี้มากเป็นพิเศษ
“เชิญท่านกั๋วกงนั่งลงเถอะ!”
ถังฉีกล่าวด้วยน้ำเสียงสุขุมและนบนอบ
เห็นดังนั้น เจิ้นกั๋วกงก็อดมองหญิงสาวอย่างชื่นชมมิได้
เขาทราบว่าถังฉีมาจากหมู่บ้านตระกูลถังซึ่งอยู่ในชนบทอันแสนห่างไกล แต่นางกลับสามารถพูดคุยกับเขาด้วยกิริยามารยาทอันสง่างาม แม้แต่บุตรหลานของสหายขุนนางในเมืองหลวงยังมักเหนียมอายเมื่อต้องเผชิญหน้ากับเขา
ทันทีที่เจิ้นกั๋วกงนั่งลงบนเก้าอี้ถัดลงมาจากองค์หญิง ตู้เยว่เหนียงก็ยกชาร้อนมาให้
“ชาชั้นเยี่ยม!”
แม้จะยังไม่ได้ดื่ม แต่เพียงได้กลิ่น เจิ้นกั๋วกงก็ทราบว่านี่คือชารสเลิศ
“เสี้ยนจู่ กล่าวตามตรง ข้ามาที่นี่ในวันนี้ก็เพื่อขอความช่วยเหลือ” หลังจากจิบชาแล้ว กั๋วกงก็มองไปยังถังฉี
“ท่านกั๋วกงเชิญว่ามาเถอะ หากเป็นสิ่งที่ข้าสามารถทำได้ ข้ายินดีช่วยเต็มที่”
ถังฉีคาดเดาไว้แล้วว่าเหตุใดเจิ้นกั๋วกงถึงมาที่นี่
“เหตุผลที่ข้ามาที่นี่ ก็เพื่อลูกชายคนโตของข้า เขาร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เยาว์วัย มาตอนนี้ก็ป่วยหนักเพราะถูกพิษร้ายแรง หมอหลวงบอกว่าเขาอาจจะอยู่ได้อีกไม่นาน ในฐานะพ่อ ข่าวนี้ประหนึ่งโทษประหารก็มิปาน! ข้าจึงจำต้องมาที่นี่อย่างกะทันหัน หวังว่าน้องชายของเจ้าจะยอมมาที่จวนเพื่อรักษาเขา”
น้ำเสียงของจ้าวชางหนักแน่นจริงใจ ไร้สิ่งใดแอบแฝง
ถังฉีมองออกว่าเขาเป็นพ่อที่ดี และความอิดโรยบนใบหน้าย่อมไม่อาจปลอมแปลงได้
หากนางไม่ได้หารือเรื่องนี้กับจ้าวไป่จือมาก่อน นางคงใจอ่อนยอมเปิดเผยความจริงให้บิดาของเขารู้เสียเดี๋ยวนั้น!
ตอนที่ 365 เจิ้นกั๋วกง
โจวเจายังคงนั่งรับประทานขนมจานโปรดของตนเองต่อไปราวกับว่าเรื่องทุกอย่างไม่เกี่ยวข้องกับตนเอง
“ไม่คาดคิดเลยว่าทุกคนในเมืองหลวงจะรู้แล้วว่าน้องชายของข้าเป็นศิษย์ของจ้าวหุบเขาร้อยพิษ”
ถังฉีกล่าวอย่างจนใจ นางไม่เคยตั้งใจจะเป็นที่รู้จักถึงเพียงนี้
อย่างไรก็ตาม นางไม่อาจควบคุมได้แล้ว
“น้องชายของเจ้าช่างน่าอิจฉานัก! คนส่วนใหญ่ยังไม่กล้าฝันถึงการเป็นศิษย์สายในของจ้าวหุบเขาเฉียว แม้แต่จะเข้าไปในหุบเขาร้อยพิษยังเป็นไปไม่ได้!”
จ้าวชางถอนหายใจด้วยความชื่นชม เขาบอกได้ว่าพี่น้องตระกูลนี้โชคดีอย่างมาก
มิฉะนั้น พวกเขาซึ่งมาจากหมู่บ้านเล็กๆ อย่างหมู่บ้านตระกูลถังมีหรือจะมาไกลได้ถึงเพียงนี้ นับประสาอะไรกับที่พวกเขาเป็นที่โปรดปรานขององค์หญิง
“ข้าทราบดีถึงกฎระเบียบของหุบเขาร้อยพิษที่มีมาอย่างยาวนาน วันนี้ข้าจึงไม่ได้ไปที่ร้านโอสถหลวงโดยตรง และโปรดอภัยที่ข้าถือวิสาสะมาที่นี่โดยพลการ”
ถังฉีผงกศีรษะ จ้าวชางใส่ใจจ้าวไป่จือจากใจจริง ไม่เช่นนั้น เขาคงไม่บากบั่นมาที่นี่ด้วยตนเอง
แต่ถ้าหากจ้าวชางสามารถเข้าหาพวกนางได้ แล้วคนอื่นเล่า?
ขณะใคร่ครวญเรื่องนี้ ถังฉีก็ขมวดคิ้วมุ่น นางไม่ต้องการให้ชีวิตอันสงบสุขของนางต้องถูกผู้อื่นคอยรบกวน
จ้าวชางคล้ายจะสังเกตเห็นความกังวลที่แฝงในสีหน้าของนาง
“แม่นางถังอย่ากังวลไปเลย ไม่มีใครรู้หรอกว่าเจ้าอาศัยอยู่ที่เรือนหลังนี้”
สดับวาจา ถังฉีทำได้เพียงผงกศีรษะด้วยสีหน้าอ่อนใจ
ตัวตนของนางและถังเหอถูกเปิดเผยต่อสาธารณะแล้ว หากเจิ้นกั๋วกงสามารถค้นหาพวกนางพบในวันนี้ คงไม่ใช่เรื่องแปลกหากคนอื่นๆ จะค้นพบพวกนางในวันต่อๆไป
ท้ายที่สุดแล้ว ไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะปกปิดตัวตนทุกครั้งที่นางออกไปข้างนอก
“บางที เจ้าอาจขอให้น้องชายช่วยยกเว้นให้เป็นกรณีพิเศษ? หรือข้าควรรอที่นี่ต่อไปดี?”
เจิ้นกั๋วกงยอมอ่อนน้อมเพื่อบุตรชาย ทั้งยังสุภาพและรักษากิริยามารยาทอย่างดี
ถังฉีอดรู้สึกชื่นชมบุรุษผู้นี้มิได้ และวันหนึ่งเขาอาจเป็นพ่อสามีของนางในอนาคต
“ท่านกั๋วกง กฎของหุบเขาร้อยพิษไม่อาจละเมิด อย่างไรก็ตาม ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของน้องชายข้าเมื่อเขากลับมา”
ขณะนั้น ถังฉีก็ต้องการไปที่จวนเจิ้นกั๋วกงเพื่อพบจ้าวไป่จือเช่นกัน
ขณะที่นางกำลังใคร่ครวญ ความกังวลแม้ฉายชัดในหัวใจ แต่นางก็สงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็ว
นางไม่มีวันยอมรับว่าตนเองเป็นห่วงเป็นใยจ้าวไป่จือ!
แม้จะไม่ถูกพิษร้ายแรง แต่เขาจะรับรองความปลอดภัยของตนเองในสถานที่อันตรายแห่งนั้นได้อย่างไร?
“ตกลง!”
จ้าวชางไม่คาดคิดว่าจะได้รับคำตอบที่น่าชื่นใจเช่นนี้ ถังฉีไม่ได้ปฏิเสธเขาโดยตรง ซึ่งหมายความว่ายังพอมีความหวังอยู่บ้าง
“เยว่เหนียง ไปทำขนมซูปิ่งแสนอร่อยของเจ้ามาสักหน่อย เจาเอ๋อร์อยากกินมาก! ทำเผื่อให้ท่านกั๋วกงได้ชิมด้วย”
ถังฉีหันไปบอกตู้เยว่เหนียง เนื่องจากรับปากโจวเจาไว้แล้ว และนางก็ไม่อาจละเลยท่านกั๋วกงได้
แน่นอนว่าเมื่อโจวเจาได้ยิน ดวงตากลมโตของนางก็เป็นประกายทันที
ณ จวนเจิ้นกั๋วกง คนรับใช้ที่คอยสอดส่องอยู่นอกเรือนของถังฉีกลับมาถึงเรือนของจี้ซื่อเฉิน
“เจ้าว่าอย่างไรนะ? ท่านกั๋วกงไปขอร้องศิษย์คนสุดท้ายของจ้าวหุบเขาร้อยพิษ?”
ใบหน้าของจี้ซื่อเฉินฉายแววขุ่นเคือง นางไม่อาจเชื่อได้ว่าชายที่นางร่วมเรียงเคียงหมอนมานานหลายปี จะยอมลดตัวลงไปทำอะไรเช่นนี้ด้วยตัวเอง ทั้งยังทำลับหลังนาง!
“ขอรับ ฮูหยิน ข้าเห็นเต็มสองตา พี่สาวของท่านหมอน้อยก็คือสตรีคนเดียวกับที่มาพร้อมองค์หญิงอันหยางในวันนั้น!”
“เป็นนาง?”
จี้ซื่อเฉินยังคงจำถังฉีได้แม่นยำ ประหลาดใจไม่น้อยเมื่อทราบว่านางมีน้องชายที่มีสถานะสูงส่งถึงเพียงนี้
โชคดีที่นางไม่ยอมจับคู่ถังฉีกับจ้าวไป่จือ มิฉะนั้น จ้าวไป่จือคงแข็งแกร่งยิ่งขึ้น!
“ฮูหยินอย่าได้กังวล ข้าจงใจทำให้เสี้ยนจู่โกรธเพื่อเป็นอุบายให้สามารถกลับมารายงานท่านที่จวน กั๋วกงจึงหักเบี้ยรายเดือนของข้าเป็นเวลาหกเดือน แต่ข้าแน่ใจว่าเวลานี้เรื่องคงจะคลี่คลายแล้ว”
คนรับใช้มีสีหน้าภาคภูมิใจ และเมื่อจี้ซื่อเฉินได้ยินดังนั้น นางก็ยิ้มด้วยความพึงพอใจเช่นกัน
“นี่คือตั๋วเงินสองร้อยตำลึง เจ้ารับไปเถอะ ข้าดูแลคนของข้าด้วยความเป็นธรรมเสมอ!”
จี้ซื่อเฉินยื่นตั๋วเงินให้คนรับใช้ด้วยความเมตตา
“ขอบคุณฮูหยิน! ขอบคุณฮูหยิน! เป็นเกียรติของข้าที่ได้รับใช้ท่านขอรับ!”
คนรับใช้มีสีหน้าตื่นเต้นยินดี ออกไปจากห้องพร้อมตั๋วเงินอย่างลิงโลด
ต่อให้ไม่อาจอยู่รอดในเมืองหลวง แต่ด้วยเงินสองร้อยตำลึงเงิน เขาก็สามารถสุขสบายไปได้ทั้งชีวิต!
“เฮอะ คิดว่าหมอจากหุบเขาร้อยพิษจะมาช่วยลูกชายใกล้ตายของท่านได้หรือ? ปล่อยให้เขาอยู่รอดมานานถึงเพียงนี้ก็ถือว่าปรานีแค่ไหนแล้ว!”
จี้ซื่อเฉินกล่าวอย่างเย็นชา
“ไม่ว่าใครก็ห้ามฉกฉวยสิ่งที่ควรจะเป็นของลูกชายข้าโดยชอบธรรม ก้อนหินอย่างพวกเจ้าต้องถูกเหยียบย่ำอยู่ใต้เท้าของข้าเท่านั้น”
รอยยิ้มชั่วร้ายผุดขึ้นที่มุมปากของนาง
ณ เรือนของถังฉี โจวเจากลับวังไปแล้ว
ถังฉีนั่งอยู่กับจ้าวชาง ขณะที่ถังซันยืนอยู่ใกล้ๆเคียงข้างนางไม่เคยห่าง
ส่วนตู้เยว่เหนียงกำลังง่วนอยู่กับการเตรียมอาหารในห้องครัว เพราะถึงอย่างไร พวกถังเหอก็ต้องกลับมารับประทานอาหารเย็น
จ้าวชางสนทนากับถังฉีอย่างเป็นกันเอง ค่อยๆตระหนักว่าไม่ว่าเขาจะกล่าวถึงเรื่องใด เด็กสาวผู้นี้ก็ตอบสนองอย่างเหมาะสมเสมอ
นอกจากนี้ นางยังสามารถสรุปความจากรายละเอียดเล็กๆน้อยๆได้มากมาย ทำให้เขาประทับใจอย่างมาก หากไม่ทราบภูมิหลังของนางมาก่อน เขาคงคิดว่านางคงเป็นบุตรสาวตระกูลขุนนางสักตระกูลหนึ่ง
เจิ้นกั๋วกงมีเวลาช่วงบ่ายที่น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง
ระหว่างนั่งสนทนากัน สายตาของเขามองถังฉีอย่างเป็นธรรมชาติ หากสุขภาพของบุตรชายไม่ใช่ปัญหา เขาคงยินดีอย่างยิ่งหากได้หญิงสาวผู้นี้เป็นสะใภ้
ขณะเดียวกัน ดวงตาของเขาเหลือบไปเห็นหญิงรับใช้ที่ยืนอยู่ข้างหลังถังฉี
ดวงตาของเจิ้นกั๋วกงหรี่เล็กลง เมื่อเขาตระหนักว่าหญิงรับใช้ผู้นี้ไม่ใช่คนธรรมดา หากแต่เป็นผู้มีวรยุทธ์ และชัดเจนว่าทักษะของนางคงสูงส่งไม่น้อย
ครอบครัวธรรมดาไม่อาจฝึกฝนคนระดับนี้ได้!
ยิ่งไปกว่านั้น วิธีที่นางปฏิบัติต่อถังฉีด้วยความเคารพสูงสุด แสดงให้เห็นว่านางมีความจงรักภักดีต่อนายหญิงของนางอย่างสุดหัวใจ
“พี่ใหญ่!”
“พี่ใหญ่! พวกเรากลับมาแล้ว!”
ทันใดนั้น เสียงเริงร่าสองเสียงก็ดังมาจากด้านนอก
“พวกเขากลับมาแล้ว!”
จ้าวชางตื่นเต้นมากกว่าถังฉีจนผุดลุกขึ้นจากเก้าอี้
“ใช่แล้ว ท่านกั๋วกง”
ถังฉีกล่าวและเดินนำออกไปก่อน โดยมีจ้าวชางเดินตามหลังมาติดๆ
“พี่ใหญ่!”
ถังเหอเข้ามาพร้อมล่วมยาในมือ ใบหน้าเปี่ยมด้วยความสุข
การได้พบกับพี่สาวทุกเย็นเป็นสิ่งที่ทำให้เขามีความสุขมากที่สุดในเวลานี้
“พี่ใหญ่ เย็นนี้มีอะไรอร่อยๆให้กินบ้าง?”
เฉียวอวี๋ก็ไม่น้อยหน้าเช่นกัน
จ้าวชางที่เพิ่งเดินออกมาได้ยินทั้งสองเรียกถังฉีว่า ‘พี่ใหญ่’ จึงแสดงสีหน้าประหลาดใจอีกครั้ง
ไม่ต้องคาดเดาอีกต่อไป เขาทราบแล้วว่าสาวน้อยผู้นี้ต้องมีอะไรพิเศษบางอย่าง มิเช่นนั้นแล้ว เหตุใดว่าที่จ้าวหุบเขาร้อยพิษถึงเรียกนางว่าพี่ใหญ่?
ทันใดนั้น ทั้งสองก็เงยหน้าขึ้นพร้อมกันและมองเห็นชายวัยกลางคนที่ไม่คุ้นตายืนอยู่ตรงหน้า
“เขาเป็นใครหรือ?”
“ท่านนี้คือเจิ้นกั๋วกง”
จบตอน
Comments
Post a Comment