ตอนที่ 366 ลับลมคมใน
เมื่อได้ยินถังฉีกล่าวว่าเป็นเจิ้นกั๋วกง ทั้งสองพี่น้องก็มีสีหน้าตกใจเล็กน้อย
“พี่ใหญ่ เขามาที่นี่เพื่อ...” ถังเหอกำลังจะถามว่าเจิ้นกั๋วกงมาหารือเรื่องการแต่งงานระหว่างนางและจ้าวไป่จือ แต่ถังฉีรีบขัดจังหวะ
“เสี่ยวเหอ... กั๋วกงมาที่นี่เพราะอาการป่วยของลูกชาย!”
เมื่อนั้น ทั้งถังเหอและเฉียวอวี๋จึงเข้าใจในสถานการณ์
“วันนี้เราผู้เฒ่าถือวิสาสะมาเยี่ยมเยือนและขอร้องด้วยความลำบากใจ หวังว่าท่านหมอน้อยทั้งสองจะช่วยข้าได้!”
จ้าวชางกล่าวจบและกำลังจะโค้งคำนับพวกเขาอย่างนอบน้อม
ถังเหอและเฉียวอวี๋รีบวิ่งเข้าไปห้ามปรามเขาไว้
นี่มิใช่เรื่องล้อเล่น อย่างไรเสีย เขาคือบิดาของจ้าวไป่จือ ซึ่งถือเป็นผู้อาวุโสของพวกเขาด้วย จะยอมรับการคำนับจากเขาได้อย่างไร?
หากยอมรับการคำนับ เช่นนั้นเมื่อพี่ใหญ่ของพวกเขาแต่งเข้าไปในตระกูล...
ถังเหอตระหนักทันทีว่าการกระทำของพวกเขาถือว่ามีไหวพริบไม่น้อย!
“ท่านทราบหรือไม่ว่าคุณชายป่วยเป็นโรคอะไร?”
แม้ต้องแสร้งทำเป็นไม่รู้จัก พวกเขาก็ต้องแสดงออกอย่างแนบเนียน
“กล่าวตามตรง ลูกชายของข้าร่างกายอ่อนแอมาตั้งแต่เยาว์วัย ไม่นานมานี้ เขาถูกพิษระหว่างการลอบสังหารและหมดสติมานับแต่นั้น แม้แต่หมอหลวงยังช่วยอะไรไม่ได้ ด้วยความสิ้นหวัง ข้าจึงมาที่นี่ หวังว่าพวกท่านทั้งสองจะยินดีมาที่จวนเพื่อรักษาเขา”
น้ำเสียงของจ้าวชางเต็มไปด้วยคำวิงวอนอย่างจริงใจ
จ้าวไป่จือเป็นบุตรชายในสมรส และเป็นผู้ที่เขาห่วงใยมากที่สุดในเวลานี้รองจากเหล่าฮูหยินจ้าว หากเกิดอะไรขึ้นกับจ้าวไป่จือ เจิ้นกั๋วกงคงไม่อาจจินตนาการได้ว่าตนเองจะอยู่ในสภาพใด
“นี่...”
ถังเหอหันไปมองถังฉี และนางก็ผงกศีรษะเล็กน้อย
แม้การโต้ตอบของพวกเขาจะละเอียดอ่อน แต่จ้าวชางก็สังเกตเห็นอย่างชัดเจน
เขาไม่ได้คาดคิดว่าหมอน้อยผู้มีพรสวรรค์ทั้งสองจากหุบเขาร้อยพิษจะเชื่อฟังนางมากถึงเพียงนี้
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกโล่งใจที่วันนี้ตนเองไม่ได้มาพร้อมการอวดอ้างบารมี ไม่เช่นนั้น...
“ท่านกั๋วกง อย่างนี้ก็แล้วกัน หลังจากกินอาหารเย็นแล้ว เราค่อยไปที่จวนกั๋วกงเพื่อดูอาการให้คุณชาย” เฉียวอวี๋ยิ้มขณะตอบรับกั๋วกง
“ตกลง! ข้ารู้ว่าพวกท่านทั้งสองเหน็ดเหนื่อยมาทั้งวัน เชิญกินข้าวเย็นก่อนแล้วค่อยไปเถอะ!”
ใบหน้าของเจิ้นกั๋วกงเปล่งประกายอย่างยินดี การที่พวกเขาตอบตกลงนับเป็นเรื่องที่น่าประหลาดใจอย่างที่สุด กระทั่งตัวเขาเองที่มักสำรวมกิริยาเยือกเย็นอยู่เสมอ ยังอดไม่ได้ที่จะเผยสีหน้าตื่นเต้นออกมา
“เชิญเถอะ เชิญเถอะ ข้าจะรอพวกท่านอยู่ข้างนอก” เจิ้นกั๋วกงยิ้มกล่าวและกำลังจะเดินออกไปที่ประตู
“ท่านกั๋วกง หากท่านไม่รังเกียจ ไยท่านไม่มาร่วมรับประทานอาหารเย็นกับพวกเรา?” ถังฉีเชื้อเชิญ
“ต้อนรับขับสู้เช่นนี้ยากจะปฏิเสธ ข้าย่อมยินดีรับไว้!”
จ้าวชางจะไม่พลาดโอกาสสานไมตรีกับพวกเขา!
หากคนอื่นๆในเมืองหลวงทราบว่าเจิ้นกั๋วกงได้รับเชิญมาร่วมรับประทานอาหารกับพวกเขาอย่างง่ายดาย พวกเขาคงตกใจสุดขีด
ขณะที่พวกถังฉีไม่ได้ใส่ใจ นางเพียงรู้สึกว่าไม่เหมาะสมหากจะปล่อยให้ผู้อาวุโสนั่งรออยู่ข้างนอก
“พี่ใหญ่ วันนี้ท่านไม่ได้ลงมือทำอาหารเองหรือ?”
ทั้งถังเหอและเฉียวอวี๋ดูผิดหวังเล็กน้อย
“อืม ข้าต้องต้อนรับท่านกั๋วกง จึงต้องขอให้เยว่เหนียงเตรียมอาหารแทน” ถังฉีผงกศีรษะ
“อาหารที่ข้าทำย่อมไม่อาจเทียบกับอาหารของเสี้ยนจู่ คุณชายโปรดอภัย”
ตู้เยว่เหนียงกล่าวด้วยสีหน้าจนใจ นางพยายามอย่างสุดความสามารถแล้ว แต่ฝีมือการทำอาหารของนางก็ยังไม่เทียบเท่าถังฉี
“เอาล่ะ พวกเจ้าสองคนหยุดเรื่องมากได้แล้ว เยว่เหนียงอุตส่าห์ทุ่มเทเตรียมอาหารมื้อนี้อย่างสุดฝีมือ และอีกอย่าง อาหารที่นางทำก็รสชาติไม่เลว อย่าลืมว่าตอนเราเป็นเด็ก เราไม่เคยได้กินอิ่มท้องเลยสักมื้อ!”
ถังฉีจ้องมองพวกเขาสองคนอย่างตำหนิ นางไม่คิดว่าพวกเขาจะเรื่องมากถึงเพียงนี้
“ฮาๆ พี่ใหญ่อย่าโมโหไปเลย รสมือของท่านอาจทำให้พวกเราเสียนิสัย แต่เราก็หาอาหารอร่อยๆเช่นนี้กินในหุบเขาร้อยพิษไม่ได้จริงๆ!”
ถังเหอกล่าวพลางมองถังฉีด้วยสีหน้าน่าสงสาร
เมื่อเห็นเช่นนี้ ถังฉีก็โกรธไม่ลงเลยจริงๆ
“เอาล่ะๆ รีบไปกินข้าวเถอะ เราจะไปที่จวนท่านกั๋วกงด้วยกัน”
ถังฉีลูบศีรษะพวกเขาด้วยความเอ็นดู และทั้งสามคนก็หัวเราะด้วยกันอย่างมีความสุข
เมื่อเห็นความสัมพันธ์อันกลมเกลียวของพวกเขา จ้าวชางก็คิดถึงลูกๆของเขาขึ้นมาทันที
หากทุกคนเข้ากันได้ดีเช่นเดียวกับสามพี่น้อง จวนกั๋วกงของเขาก็คงไม่มีปัญหามากมายถึงเพียงนี้
“กลิ่นหอมอะไรนี่? ข้าไม่เคยสัมผัสมาก่อน ท่าทางน่าอร่อย!”
แม้แต่เจิ้นกั๋วกงที่เคยลิ้มลองอาหารรสเลิศมาแล้วทุกประเภทยังรู้สึกประหลาดใจ
“นี่คือหมูผัดเปรี้ยวหวาน เป็นอาหารจานเด็ดของเยว่เหนียง น้องชายของนางก็ชอบมากเช่นกัน!” ถังฉีตอบยิ้มๆ
อาหารจานนี้มีทั้งหน้าตาและรสชาติน่ารับประทานและชวนให้น้ำลายสอ เป็นที่ชื่นชอบของทั้งผู้ใหญ่และเด็กๆ
“ไม่คิดเลยว่าคนรับใช้ของเจ้าจะทำอาหารได้อร่อยถึงเพียงนี้ เทียบชั้นหัวหน้าพ่อครัวที่จวนของข้าเลยทีเดียว!”
เจิ้นกั๋วกงรู้สึกประหลาดใจ เขาไม่คิดว่าเรือนเล็กๆแห่งนี้จะเต็มไปด้วยคนที่มีความสามารถ!
นับประสาอะไรกับหมอน้อยทั้งสองจากหุบเขาร้อยพิษ แม้แต่เสี้ยนจู่ยังเป็นสตรีที่โดดเด่นจนประสบการณ์หลายปีของเขาก็ไม่อาจมองนางได้ทะลุปรุโปร่ง
แม้แต่หญิงรับใช้ คนหนึ่งมีวรยุทธ์สูงส่ง ขณะที่อีกคนหนึ่งก็มีฝีมือปรุงอาหารอันล้ำเลิศ!
ในเรือนเล็กๆแห่งนี้มีคนธรรมดาอยู่บ้างหรือไม่?
ทันใดนั้น เขาก็นึกขึ้นได้ถึงวาจาของหนุ่มน้อยทั้งสอง คล้ายจะบอกว่าอาหารของหญิงรับใช้ผู้นี้ยังไม่อร่อยถูกปาก
พลันนั้น ความคิดหนึ่งแวบเข้ามาในหัว เขาเพิ่งพบกับองค์หญิงอันหยางเมื่อช่วงเช้า และทุกอย่างก็ลงตัวพอดิบพอดี
ในที่สุด เขาก็เข้าใจว่าเหตุใดองค์หญิงอันหยางถึงโปรดปรานเสี้ยนจู่ผู้นี้มาก! คงเป็นเพราะนางปรุงอาหารได้อร่อยเลิศ!
มิฉะนั้น นักกินตัวยงเช่นนางคงไม่คอยวนเวียนอยู่ใกล้ถังฉีไม่ห่าง
ฟังว่าไม่ว่าองค์หญิงอันหยางจะไปที่ใด นางจะพาถังฉีติดสอยห้อยตามไปด้วยเสมอ
ไม่นาน จานอาหารบนโต๊ะก็หมดเกลี้ยง
“พี่ใหญ่ วันนี้ท่านพ่อคงไม่กลับบ้านอีกตามเคย ช่วงหลังๆมานี้ข้าไม่รู้เลยว่าท่านพ่อมัวแต่ยุ่งกับเรื่องอะไรอยู่ มีลับลมคมในตลอด”
“เขาคงมีสิ่งที่อยากทำ เมื่อเสร็จธุระแล้ว ข้ามั่นใจว่าเขาจะบอกพวกเรา” ถังฉีปลอบใจเขา
ถังเหอผงกศีรษะ ทราบดีว่าบิดาเป็นทหารมาหลายปี และเขาก็มีทักษะเพียงพอที่จะดูแลตัวเองได้
ทว่าในความเป็นจริงแล้ว ถังฉีคอยจับตาดูรัศมีของถังอู่เป็นประจำทุกวัน และทราบว่าวันนี้เขาจะไม่ประสบอันตรายใดๆอีกแล้ว
“เอาล่ะ สหายน้อยของข้า เราจะไปที่จวนกั๋วกงกันเลยหรือไม่?”
ดังคำกล่าวที่ว่า ‘ไม่มีความรักใดยิ่งใหญ่ไปกว่าความรักของพ่อแม่’ ความคิดของเจิ้นกั๋วกงมุ่งไปที่บุตรชายของเขาเท่านั้น
“ไปกันเถอะ เดี๋ยวจะมืดเสียก่อน!”
ตอนที่ 367 ชมชอบเจ้าตั้งแต่แรกพบ
ถังฉีผงกศีรษะ
ใบหน้าของเจิ้นกั๋วกงเปล่งประกายอย่างยินดี ตระหนักแล้วว่าครอบครัวนี้คล้ายจะอยู่ภายใต้การควบคุมของหญิงสาวตรงหน้า
“อย่างไรก็ตาม ท่านกั๋วกง เราหวังว่าข้อตกลงในการรักษาลูกชายของท่านจะต้องเก็บเป็นความลับ”
“แน่นอน! ข้าจะไม่แพร่งพรายเรื่องนี้กับใครแม้แต่คนเดียว!”
จ้าวชางรีบรับปาก เขาทราบดีว่าหมอจากหุบเขาร้อยพิษขึ้นชื่อเรื่องนิสัยที่แปลกประหลาด แม้พวกเขาจะตอบรับในทีแรก แต่ก็อาจเปลี่ยนใจได้ในอึดใจให้หลัง และเขาจะไม่อาจทำอะไรได้เลย
คราวนี้ เขามาเพื่อขอความช่วยเหลือจากถังเหอและเฉียวอวี๋โดยถือเป็นทางเลือกสุดท้าย
เมื่อได้รับการยืนยัน ถังฉีและคนอื่นๆจึงค่อยโล่งใจ
“เยว่เหนียง เจ้ารออยู่ที่บ้าน หากท่านพ่อข้ากลับมา ฝากบอกด้วยว่าพวกเราไปที่จวนกั๋วกง เขาจะได้ไม่ต้องกังวล”
“เสี้ยนจู่ ข้าเข้าใจแล้ว!” ตู้เยว่เหนียงตอบรับอย่างนอบน้อม
นางไม่ทราบเลยว่าบุตรชายของเจิ้นกั๋วกงที่พวกเขากล่าวถึงคือจ้าวไป่จือ
เมื่อพวกถังฉีก้าวออกมานอกเรือน พวกเขาก็พบรถม้าหลายคันรออยู่แล้ว
“นี่คือรถม้าที่ข้าจัดเตรียมไว้ให้พวกเจ้า” เจิ้นกั๋วกงกล่าวอย่างใส่ใจ
ในแผ่นดินเป่ยโจว น้อยคนนักจะได้รับการปฏิบัติอย่างสุภาพเช่นนี้จากเจิ้นกั๋วกง
“ขอบคุณท่านกั๋วกง”
ถังฉีแสดงความเคารพต่อเจิ้นกั๋วกง
“เป็นหน้าที่ของข้า เชิญแม่นางถังและท่านหมอน้อยทั้งสอง”
ในไม่ช้า พวกเขาก็ขึ้นไปบนรถม้าและมุ่งหน้าไปยังจวนเจิ้นกั๋วกงอย่างรวดเร็ว
ภายในรถม้า พ่อบ้านมองกั๋วกงอย่างสับสนงุนงง
“นายท่าน มีเรื่องที่ข้าไม่เข้าใจ แม้คนเหล่านี้จะมาจากหุบเขาร้อยพิษ ท่านก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความเคารพอย่างเท่าเทียมกัน เฉียวอวี๋เป็นบุตรชายของท่านจ้าวหุบเขา ดังนั้นการเอาใจใส่เขาก็นับว่าสมเหตุสมผล แต่คนอื่นๆกลับมีภูมิหลังที่ต่ำต้อย ท่านไม่จำเป็นต้องสุภาพกับพวกเขาถึงเพียงนั้น!”
ทันทีที่พ่อบ้านกล่าวจบ สีหน้าของจ้าวชางก็เปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
“เจ้าอยู่กับข้ามาก็หลายสิบปีแล้ว ข้าไว้วางใจในความภักดีของเจ้า ดังนั้นข้าจึงไม่รังเกียจที่จะบอกอะไรเจ้าสักอย่าง”
เจิ้นกั๋วกงลูบเคราสีเทาของตนเองขณะกล่าว
“แม้ภูมิหลังของพวกเขาจะต่ำต้อย และการที่แม่นางถังได้รับพระราชทานตำแหน่งเสี้ยนจู่จากองค์ฮ่องเต้ เหตุผลเบื้องหลังนั้น มีหญิงสาวสูงศักดิ์ในเมืองหลวงสักกี่คนที่สามารถทำได้เช่นนาง?”
จ้าวชางชื่นชมหญิงสาวที่เพิ่งพบหน้าไม่หยุดปาก
บางคนอาจกล่าวว่านี่คือความกล้าหาญของความไม่รู้ แต่เขาก็เห็นว่าถังฉีไม่ใช่เด็กสาวชาวบ้านธรรมดาธรรมดา
“จริงอยู่… นางต้องมีความสามารถบางอย่าง ไม่เช่นนั้น น้องชายของเด็กสาวชาวบ้านผู้ต่ำต้อยจะกลายเป็นที่สนใจของจ้าวหุบเขาร้อยพิษได้อย่างไร?”
พ่อบ้านมีท่าทีเห็นด้วย
“และจากข้อมูลที่เชื่อถือได้ เฉียวไป๋ไม่ได้รับศิษย์คนสุดท้ายเพียงคนเดียว แต่ยังลือกันว่าเขารับลูกบุญธรรมอีกคนหนึ่ง ทั้งยังให้ความสำคัญประหนึ่งลูกสาวแท้ๆของตนเอง!”
วาจาของเจิ้นกั๋วกงประหนึ่งสายฟ้าฟาดลงกลางศีรษะของพ่อบ้าน
“ท่านจะบอกว่า ผู้ที่จ้าวหุบเขาเฉียวรับเป็นลูกบุญธรรม คือแม่นางถัง?”
“ใช่แล้ว ก่อนหน้านี้ ข้าสังเกตเห็นป้ายหยกที่เอวของนาง บนนั้นมีสัญลักษณ์ของหุบเขาร้อยพิษสลักอยู่ชัดเจน แม้ข้าจะไม่ทราบที่มาที่ไป แต่ที่แน่ชัดก็คือนางมีความเชื่อมโยงกับหุบเขาอย่างลึกซึ้ง และไม่ใช่เพียงเพราะน้องชายของนางเท่านั้น!”
เมื่อถึงจุดนี้ เจิ้นกั๋วกงตัดสินใจไม่เอ่ยถึงส่วนที่เหลือ
อีกสิ่งหนึ่งที่ยืนยันความสงสัยของเขา คือตอนที่เจ้าของหุบเขาน้อยเรียกนางว่า ‘พี่ใหญ่’
นอกจวนกั๋วกง จี้ซื่อเฉินในเครื่องแต่งกายสมฐานะ ยืนรออยู่ที่ประตูพร้อมกับคนรับใช้กลุ่มหนึ่ง
แม้นางจะดูมีสง่าราศี แต่ไม่มีผู้ใดทราบว่าหัวใจของนางเคลือบด้วยพิษร้ายแรงปานใด ภายใต้หน้ากากแห่งความเมตตาอารี
“ฮูหยิน รถม้าของท่านกั๋วกงกลับมาแล้วเจ้าค่ะ!”
ขณะที่จี้ซื่อเฉินเริ่มหมดความอดทน สาวใช้คนหนึ่งก็รีบเข้ามารายงาน
“ดีมาก!”
จี้ซื่อเฉินผงกศีรษะเบาๆ สายตาจับจ้องไปยังทิศทางนั้น
ไม่กี่อึดใจต่อมา รถม้าก็ค่อยๆหยุดลงตรงหน้าจวน
เจิ้นกั๋วกงเป็นคนแรกที่ก้าวออกจากรถม้า
ถังฉีตามออกมาพร้อมกับน้องชายทั้งสอง ขณะเดียวกัน นางก็สังเกตเห็นจี้ซื่อเฉินยืนอยู่ที่ประตู
นางหรี่ตาลงเล็กน้อย
“ท่านพี่ ท่านกลับมาแล้ว! การตามหมอมารักษาไป่จือเป็นเรื่องสำคัญมาก แต่ท่านก็กลับออกไปเพียงลำพัง!”
น้ำเสียงของจี้ซื่อเฉินเจือความตำหนิเล็กน้อย
“ฮูหยิน นี่เป็นการตัดสินใจในชั่วอึดใจสุดท้าย และนี่ก็สายมากแล้ว ข้าจึงไม่ได้กลับมาบอกเจ้าก่อน”
จ้าวชางอธิบายอย่างไม่ใส่ใจ การที่จี้ซื่อเฉินทราบเรื่องที่เขาออกไปตามหมอ เขาไม่รู้สึกไม่แปลกใจสักนิด
อย่างไรเสีย ในฐานะนายหญิงของจวนกั๋วกง จึงเป็นเรื่องปกติที่นางจะได้รับแจ้งเรื่องดังกล่าว
“ช่างเถอะ ข้าเพียงคิดว่าคงจะดีกว่านี้หากข้าได้ติดสอยห้อยตามไปด้วย! แต่เพราะท่านพาหมอมาแล้ว นั่นต่างหากที่สำคัญ”
กล่าวจบ จี้ซื่อเฉินก็หันไปมองรถม้าอย่างไม่ใส่ใจ
เมื่อถังฉีก้าวออกมา ก็รู้สึกได้ทันทีว่ามีคนจ้องมองมาที่นาง
“นี่แม่นางถังไม่ใช่หรือ? ใครจะคิดว่าน้องชายของเจ้าคือศิษย์สายตรงของจ้าวหุบเขาร้อยพิษ ช่างโชคดีอะไรเช่นนี้!”
จี้ซื่อเฉินเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น จับมือของถังฉีด้วยท่าทางเป็นมิตร
“ฮูหยิน ข้าเองก็ไม่คิดว่าเราจะได้พบกันอีกเร็วถึงเพียงนี้!”
ถังฉีถอนมือออกอย่างนุ่มนวล สีหน้าของจี้ซื่อเฉินหม่นหมองไปชั่วขณะ แต่นางก็รีบอำพรางความไม่พอใจเอาไว้
“แหม ช่างเป็นเด็กสาวที่น่ารักน่าชังนัก! ตั้งแต่แรกพบ ข้าก็ชมชอบเจ้ามาก!”
จี้ซื่อเฉินยังคงชื่นชมนางด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
“เจ้าสองคนรู้จักกันหรือ?”
เจิ้นกั๋วกงมีสีหน้าประหลาดใจ
“เราพบกันตอนที่ข้ามาร่วมงานเลี้ยงที่จวนพร้อมกับองค์หญิงอันหยางเมื่อไม่นานมานี้”
ถังฉีอธิบายความสัมพันธ์ของพวกนางอย่างชัดเจนด้วยถ้อยคำสั้นๆ
ได้ยินเช่นนี้ ความกังวลของจ้าวชางก็คลายลง
“โชคชะตาคงนำพาเจ้าและครอบครัวของข้ามาพบกัน เวลานี้สายมากแล้ว แม่นางถัง ท่านหมอน้อย เชิญตามข้ามา”
จ้าวชางกล่าวและนำทางไปยังเรือนของเหล่าฮูหยินจ้าว
ขณะที่ถังฉีกำลังจะก้าวตามไป จู่ๆแขนเสื้อของนางก็ถูกจี้ซื่อเฉินดึงรั้งไว้
“ฮูหยิน?”
หัวใจของถังฉีส่งสัญญาณเตือนทันที แต่นางยังคงแสดงสีหน้าเรียบเฉยและแสร้งทำเป็นประหลาดใจ
“แม่นางถังอย่าเพิ่งรีบไป ข้ามีเรื่องที่อยากคุยกับเจ้าเป็นการส่วนตัว”
เมื่อเห็นท่าทีของจี้ซื่อเฉิน ถังฉีก็รู้สึกได้ทันทีว่ามีบางอย่างผิดปกติ แต่ก็ยังคงมีสีหน้าอ่อนโยน
“ฮูหยินมีเรื่องอะไรหรือ?” ถังฉีถามด้วยใบหน้าใสซื่อ
“คือว่า... แม่นางถัง มันเกี่ยวกับเรื่องภายในของจวนกั๋วกงของเรา ไยเจ้าไม่มานั่งคุยกับข้าในห้องข้างๆ? ข้าจะได้อธิบายทุกอย่างให้ฟัง”
ตอนที่ 368 หนึ่งแสนตำลึง
เมื่อถึงจุดนี้ การจะกลับไปยังเรือนของตนเองดูจะเป็นไปไม่ได้แล้ว
ในไม่ช้า จี้ซื่อเฉินก็พาถังฉีเข้าไปยังเรือนเล็กๆที่เงียบสงบ คล้ายจะมีคนกลุ่มหนึ่งยืนเฝ้าอยู่ใกล้ๆ
ถังฉีสังเกตเห็นทุกอย่าง แต่ยังคงแสดงสีหน้านิ่งเฉยราวกับไม่สนใจสิ่งใด
“ฮูหยิน ข้าขอถามได้หรือไม่ว่าเหตุใดท่านจึงพาข้ามาในที่เงียบสงบเช่นนี้? ท่านต้องการจะพูดคุยอะไรกับข้าหรือ?”
ถังฉีเอ่ยถาม ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน
หากนางมีท่าทีระแวดระวัง จี้ซื่อเฉินอาจเกิดความสงสัยได้
“เฮ้อ เรื่องนี้เป็นความลับของจวนกั๋วกงของเรา หากไม่จำเป็นจริงๆ ข้าคงไม่เปิดเผยกับผู้ใดง่ายๆ”
ถังฉีชื่นชมการแสดงอันน่าทึ่งของจี้ซื่อเฉิน และปรบมือให้กับทักษะการแสดงของนางอยู่ในใจ
“ฮูหยิน หากไม่สะดวกใจ เช่นนั้นท่านอย่ากล่าวอะไรเลยจะดีกว่า” ถังฉีตอบด้วยสีหน้าใสซื่อ
เมื่อเห็นนางไร้เดียงสาเช่นนี้ จี้ซื่อเฉินก็ดูถูกและด่าทอนางในใจว่าเป็นสตรีที่โง่งมและไร้ประโยชน์ อย่างไรก็ตาม จุดประสงค์ในการพบกับหญิงสาวผู้นี้คือการหลอกใช้นาง
“เฮ้อ เจ้าช่างเข้าอกเข้าใจข้าดีจริงๆเช่นนั้น ข้าจะไม่กล่าวถึงความลับที่ว่า แต่เจ้าต้องรู้ว่าในจวนกั๋วกงแห่งนี้ไม่ต่างจากน้ำนิ่งไหลลึก ความปรารถนาสูงสุดของเหล่าฮูหยินคือให้ไป่จือสืบทอดตำแหน่งกั๋วกง แต่สิ่งที่นางไม่รู้ก็คือ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ลูกชายของข้าถูกวางยาพิษซ้ำแล้วซ้ำเล่า โชคดีที่เราสืบทราบได้ทันเวลา ไม่เช่นนั้นผลลัพธ์คงเลวร้ายกว่านี้มาก!”
กล่าวจบ จี้ซื่อเฉินเช็ดน้ำตาที่ไม่มีอยู่จริงของนางด้วยผ้าเช็ดหน้า
นางปั้นเรื่องโกหกทั้งหมดนี้ขึ้นมา เพื่อหวังจะได้รับความเห็นอกเห็นใจจากถังฉี
“ฮูหยิน ท่านบอกข้าเรื่องนี้ ท่านต้องการให้ข้าช่วยเหลือสิ่งใด?” ถังฉีเอ่ยถาม
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของนาง จี้ซื่อเฉินก็อดนึกหยันในใจมิได้ หญิงบ้านนอกผู้นี้ตกหลุมพรางง่ายๆด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ
“ที่ข้าพูดเช่นนี้ เพราะข้าต้องการปกป้องลูกชายของข้า”
จี้ซื่อเฉินถอนหายใจ
“ข้ารู้ว่าเจ้าเองก็ไม่มีแม่ และหากแม่ของเจ้ายังมีชีวิตอยู่ นางก็คงจะปกป้องเจ้าเช่นเดียวกับที่ข้าปกป้องลูกๆของข้า”
สดับวาจา ถังฉีก็ก้มศีรษะลงและผงกศีรษะเงียบๆ
“แม่นางถัง ข้าไม่ได้เรียกเจ้ามาที่นี่ด้วยเจตนาร้าย ข้ารู้ว่าตอนนี้ไป่จือป่วยหนักและอาการก็ทรุดลงเรื่อยๆ เหตุผลที่ข้าเรียกเจ้ามาที่นี่ก็เพราะความเห็นแก่ตัวของผู้เป็นแม่ หากเจ้ารักษาเขา ลูกชายของข้าอาจจะ...”
จี้ซื่อเฉินเงียบไปและเริ่มร่ำไห้อีกครั้ง แสดงบทบาทของมารดาผู้อ่อนแอและไร้ทางสู้
ถังฉีมองการแสดงของนางและอดชื่นชมมิได้ หากนางไม่ทราบเรื่องจริงจากจ้าวไป่จือมาก่อน นางอาจหลงเชื่อคำกล่าวของจี้ซื่อเฉินจริงๆ
จี้ซื่อเฉินกำลังรอให้ถังฉีถามว่านางควรทำอย่างไรต่อไป แต่สังเกตเห็นว่าหญิงสาวเพียงยืนนิ่งอยู่เฉยๆ ราวกับทำตัวไม่ถูก
“แม่นางถัง ข้าไม่ต้องการให้เจ้ารักษาไป่จือ ข้าเกรงว่าหากเขาหายดี เขาจะทำให้ลูกชายของข้าเดือดร้อน นี่เป็นเพียงความปรารถนาที่เห็นแก่ตัวของแม่ที่ต้องการปกป้องลูกในไส้ของตัวเอง”
ได้ยินดังนั้น ถังฉีก็คิดในใจว่าจี้ซื่อเฉินมิได้เพียงเห็นแก่ตัว แต่นางต้องการให้จ้าวไป่จือตายไปเสีย
เมื่อเห็นท่าทีไม่ตอบสนองของถังฉี จี้ซื่อเฉินจึงกัดริมฝีปาก หยิบตั๋วเงินมูลค่าสองหมื่นตำลึงจากแขนเสื้อของนางและยื่นให้ถังฉี
“แม่นางถัง ข้ารู้ว่าคำขอของข้าเป็นสิ่งที่เห็นแก่ตัวมาก แต่ข้าไม่มีทางเลือกอื่นจริงๆ นี่ถือเป็นการแสดงความขอบคุณจากข้า”
รอยยิ้มผุดบนใบหน้าของถังฉีทันที ขณะที่นางรับตั๋วเงินจากมือของจี้ซื่อเฉินอย่างใจเย็น
“ฮูหยิน ข้าเข้าใจสิ่งที่ท่านร้องขอ ท่านเพียงไม่ต้องการให้เขาหายจากอาการป่วยใช่หรือไม่?”
“ถูกต้อง!”
ดวงตาของจี้ซื่อเฉินเป็นประกายเมื่อได้ยินคำตอบของนาง
หญิงสาวไร้เดียงสาผู้นี้ช่างหลอกล่อได้ง่ายเหลือเกิน หากเป็นคนอื่น ราคาต่อรองคงสูงกว่าสองหมื่นตำลึงมาก
“นั่นก็เป็นไปได้ แต่ตั๋วเงินนี้ออกจะน้อยเกินไปหรือไม่? ตอนที่ข้ามาถึง ข้าได้ยินท่านกั๋วกงบอกว่าหากน้องชายของข้าและจ้าวหุบเขาน้อยไม่อาจรักษาซื่อจื่อได้ พวกเขาจะไปที่หุบเขาร้อยพิษเพื่อขอให้จ้าวหุบเขาช่วย”
ถ้อยคำของถังฉีจู่โจมจี้ซื่อเฉินราวกับสายฟ้าฟาด
“อะไรนะ? กั๋วกงกล่าวเช่นนั้นจริงหรือ?”
น้ำเสียงของจี้ซื่อเฉินเริ่มร้อนรน แต่นางก็รีบตั้งสติอย่างรวดเร็ว
“ใช่แล้ว น้องชายของข้าบอกว่าจ้าวหุบเขาเฉียวอยู่ที่หุบเขาร้อยพิษ หากพวกเขาไม่อาจรักษาซื่อจื่อได้ พวกเขาจะพาท่านกั๋วกงไปที่หุบเขา”
ถ้อยคำของถังฉีทิ่มแทงหัวใจของจี้ซื่อเฉินราวกับหนาม
นางไม่อาจยอมให้เรื่องเช่นนั้นเกิดขึ้นเด็ดขาด
“แม่นางถัง เจ้าคงไม่บอกข้าเรื่องนี้ เว้นแต่เจ้าจะมีวิธีป้องกันไม่ให้พวกเขาไปที่หุบเขาร้อยพิษ?”
จี้ซื่อเฉินไม่ใช่คนโง่
“ใช่แล้ว ครั้งหนึ่งข้าเคยได้ยินพวกเขาพูดคุยกันถึงยาวิเศษในหุบเขาร้อยพิษ มันเป็นยาปลอมที่ทำให้ผู้ป่วยดูเหมือนหายดีหลังจากกินยาเข้าไป แต่ยาตัวนี้มีราคาแพงมากทีเดียว”
ความจริงครึ่งๆกลางๆของถังฉีฟังดูน่าเชื่อถืออย่างยิ่ง และหุบเขาร้อยพิษก็มียาชนิดนี้จริงๆ
ถังเหอเคยมอบให้กับนางระหว่างการทดลองยา และคราวนี้นางก็นำติดตัวมาด้วย
“กล่าวได้ว่าเราแสร้งทำเป็นรักษาพิษในร่างกายของเขา และด้วยวิธีนี้ ท่านกั๋วกงก็ไม่จำเป็นต้องไปเยือนหุบเขาร้อยพิษอีกต่อไป”
ดวงตาของจี้ซื่อเฉินเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
“นี่อีกแปดหมื่นตำลึง แม่นางถัง น่าจะพอสำหรับซื้อโสมพันปี!”
หัวใจของจี้ซื่อเฉินราวกับถูกกรีดขณะยื่นตั๋วเงินให้
นางไม่ได้สงสัยในเจตนาของถังฉีแม้แต่น้อย เพราะหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาธรรมดาคนหนึ่งจะมีเล่ห์เหลี่ยมมากเพียงไรกัน?
ถังฉีรับเงินเพิ่มอีกแปดหมื่นตำลึง และรอยยิ้มก็ปรากฏบนริมฝีปากของนางในที่สุด
หนึ่งแสนตำลึง --- แทบจะเทียบเท่ารายได้ของนางตลอดฤดูกาล!
ไม่คาดคิดว่าจี้ซื่อเฉินจะร่ำรวยถึงเพียงนี้ ยอมมอบเงินหนึ่งแสนตำลึงโดยไม่แม้แต่จะยั้งคิด
หรือบางที ผู้คนในเมืองหลวงที่ร่ำรวยระดับนี้ถือเป็นเรื่องปกติ
เมื่อคิดเช่นนี้ ดวงตาของถังฉีพลันเปล่งประกาย แม้นางจะไม่อาจผลิตแก้วเจียระไนหรือกระเบื้องเคลือบอันงดงาม แต่นางก็มีขวดและภาชนะใส่ยาอยู่มากมายในห้วงมิติ
หากนางนำยาเหล่านั้นมาขายที่เมืองหลวง คงล่อตาล่อใจเหล่าขุนนางและคนร่ำรวยได้อย่างแน่นอน
ใคร่ครวญเรื่องนี้ นางแทบนั่งไม่ติดและพุ่งไปหาฉีเซิ่งเดี๋ยวนั้น
ท้ายที่สุดแล้ว ใครบ้างจะเคยบ่นว่ามีเงินมากเกินไป?
“เฉินฮูหยินโปรดวางใจ ข้าจะจัดการเรื่องนี้เอง น้องชายของข้าและจ้าวหุบเขาน้อยใกล้ชิดสนิทสนมกันมาก พึงทราบว่าไม่กี่วันมานี้ จ้าวหุบเขาน้อยจะมากินอาหารเย็นที่บ้านของข้าเสมอ”
จี้ซื่อเฉินผงกศีรษะ นางเคยได้ยินเรื่องนี้มาบ้าง
มิฉะนั้น นางคงไม่ใจป้ำถึงขนาดมอบเงินถังฉีหนึ่งแสนตำลึง
“เด็กโง่ เหตุใดข้าจะไม่ไว้ใจเจ้า ข้ารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของเจ้ามากที่ยอมช่วยข้าในเรื่องนี้”
ตอนที่ 369 ทุกอย่างคงสูญเปล่า
แม้ตั๋วเงินหนึ่งแสนตำลึงจะเป็นเพียงส่วนน้อยของเงินเก็บทั้งหมดของนางก็ตาม
“ฮูหยิน ข้าคงต้องรีบไปตรวจดูที่เรือนของเหล่าฮูหยินก่อน เพื่อให้ไม่มีสิ่งใดผิดพลาด!”
ถังฉีซึ่งไม่อยากรั้งอยู่ที่นี่อีก ด้วยเกรงว่าหากจี้ซื่อเฉินทราบว่ามีบางอย่างผิดปกติ ตั๋วเงินหนึ่งแสนตำลึงจะหลุดมือไป
“จริงด้วย รีบไปเถอะ อย่าให้มีอะไรผิดพลาด ชีวิตของลูกชายข้าอยู่ในมือเจ้าแล้ว!”
ใบหน้าของจี้ซื่อเฉินพลันลนลาน หากพวกเขาสามารถรักษาอาการป่วยของจ้าวไป่จือได้ ทุกอย่างก็คงสูญเปล่า
นางเคยได้ยินมาว่าท่านหมอน้อยสองคนนี้เคยรักษาผู้บาดเจ็บที่มีไส้ทะลักออกมา
ดังนั้น ต้องไม่ให้มีอะไรผิดพลาดเด็ดขาด!
“ฮูหยินอย่ากังวลไป ข้าแน่ใจว่าน้องชายของข้าจะโน้มน้าวซื่อจื่อได้” ถังฉีกล่าวและรีบออกไปพร้อมกับตั๋วเงินที่ซ่อนอยู่ในแขนเสื้อ
ในเรือนของเหล่าฮูหยินจ้าว เฉียวอวี๋และถังเหอกำลังแสร้งทำเป็นตรวจชีพจรของจ้าวไป่จือ
เจิ้นกั๋วกงยืนอยู่ใกล้ๆ สีหน้าเต็มไปด้วยความกังวล กลัวจับใจว่าพวกเขาจะกล่าวสิ่งที่ไม่คาดคิดออกมา
เมื่อเห็นว่าบุตรชายเป็นห่วงเป็นใยหลานของนางมากเพียงใด เหล่าฮูหยินจ้าวก็ระบายยิ้มจางๆ
อย่างไรก็ตาม นางจำได้ถึงสิ่งที่จ้าวไป่จือย้ำเตือนก่อนหน้านี้ จึงระงับความรู้สึกไว้ ไม่บอกความจริงกับจ้าวชาง
จ้าวไป่จือเองก็ไม่คาดคิดว่าบิดาที่เขาแทบไม่ได้พบและจงใจหลบหน้า จะเป็นห่วงเป็นใยเขามากถึงเพียงนี้
“ท่านหมอเทวดาน้อย มีวิธีรักษาลูกชายข้าหรือไม่?”
ขณะที่เฉียวอวี๋และถังเหอถอนมือจากจุดชีพจรของจ้าวไป่จือ จ้าวชางก็รีบวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าเป็นกังวล
“ก็... คงต้องลองดูก่อนว่าเราจะรักษาอาการของคุณชายจ้าวได้หรือไม่!” เฉียวอวี๋ลังเลเล็กน้อย แต่ไม่ได้ให้คำตอบที่ชัดเจน
ในขณะเดียวกัน สายตาของเหล่าฮูหยินจ้าวก็จ้องมองถังเหอด้วยความรักใคร่เอ็นดู
“เช่นนั้น...ท่านมั่นใจว่าจะรักษาลูกชายข้าได้?” ใบหน้าของเจิ้นกั๋วกงลิงโลดด้วยความยินดี
“ท่านกั๋วกง พิษในร่างกายของจ้าวซื่อจื่อสั่งสมอยู่มากเกินไป คล้ายว่าเขาจะได้รับพิษมาหลายต่อหลายครั้ง แม้เราจะรักษาเขา ก็ใช่ว่าอาการจะดีขึ้นในช่วงเวลาสั้นๆ” เฉียวอวี๋กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
หากไม่ได้พบกับเฉียวไป๋ จ้าวไป่จือคงตายเพราะพิษที่กัดกินร่างกายของเขาไปนานแล้ว
โชคดีที่เขาได้รับยาถอนพิษแสนวิเศษที่หลอมกลั่นจากเลือดของเฉียวอวี๋ซึ่งสามารถต้านทานพิษได้ทุกชนิด จึงขับพิษออกจากร่างกายของเขาได้อย่างหมดจด
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา พิษธรรมดาไม่ส่งผลกระทบต่อเขาอีกต่อไป
แน่นอนว่าภูมิคุ้มกันพิเศษนี้มีเพียงไม่กี่คนที่ล่วงรู้ ไม่เช่นนั้น เด็กน้อยผู้นี้คงถูกมองเป็นสมบัติล้ำค่าในคราบมนุษย์
“แล้วไม่มีวิธีอื่นอีกหรือ? ไม่ว่าต้องแลกด้วยอะไรก็ตาม ตราบใดที่ท่านรักษาเขาได้ ข้าก็ยินดีทำทุกอย่าง!” จ้าวชางในฐานะบิดาไม่อาจทนเห็นบุตรชายต้องทนทุกข์ทรมานต่อไปได้อีก หัวใจของเขาแตกสลาย เต็มไปด้วยความรู้สึกผิดที่ไม่อาจปกป้องบุตรชายที่รักมากที่สุด เขาคิดว่าการทำตัวห่างเหินจะทำให้บุตรชายของเขามีชีวิตที่ดีขึ้น แต่ศัตรูกลับไม่เคยปล่อยให้เขาเป็นเช่นนั้น
“นี่...”
เฉียวอวี๋ไม่แน่ใจว่าจะกล่าวอะไร ดังนั้นเขาจึงมองไปยังจ้าวไป่จือ
“จ้าวหุบเขาน้อยลืมไปแล้วหรือ? ท่านยังมียาที่รักษาพิษได้ทุกชนิดอยู่ เม็ดหนึ่งที่ท่านเคยมอบให้ข้า” เสียงหนึ่งดังขึ้นขณะที่ถังฉีเข้ามาในห้องด้วยรอยยิ้มแฝงเลศนัย
เมื่อเห็นนาง ตาของเหล่าฮูหยินจ้าวก็เป็นประกายทันที
อย่างไรก็ตาม เมื่อคำนึงถึงบุตรชาย นางจึงไม่ได้ทักทายถังฉีอย่างเปิดเผย
ทั้งถังเหอ เฉียวอวี๋ และแม้แต่จ้าวไป่จือต่างมองถังฉีด้วยความประหลาดใจ
แน่นอนว่าพวกเขาเข้าใจความหมายที่แฝงอยู่อย่างรวดเร็ว ถังฉีขยิบตาให้พวกเขา ก่อนจะหยิบกล่องที่ดูประณีตงดงามออกมาจากแขนเสื้อ เผยเห็นเม็ดยาสีม่วงข้างใน
แค่ก...แค่ก...
เฉียวอวี๋อดกระแอมไอมิได้เมื่อเห็นเม็ดยา เขาทราบดีว่ายานี้มีไว้ทำอะไร
เขาไม่คาดคิดว่าพี่สาวจะเอามันออกมาในเวลานี้ --- นางตั้งใจจะทำอะไรกันแน่?
“จริงหรือ?” จ้าวชางมองไปยังเม็ดยาในมือของถังฉี ใบหน้าเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
“จริงด้วย! ข้าลืมเรื่องนี้ไปเสียสนิท พ่อของข้าเป็นคนคิดค้นยาตัวนี้ก่อนที่ข้าจะออกจากหุบเขา ว่ากันว่าสิ่งนี้จะทำให้ข้าต้านทานพิษได้ทุกชนิด” เฉียวอวี๋อธิบายพลางรับยาจากมือของถังฉี
“วิเศษมาก! สวรรค์คงทราบว่าลูกชายของข้าเป็นคนดีและไม่ต้องการให้เขาต้องทนทุกข์อีกต่อไป” จ้าวชางถึงกับหลั่งน้ำตา
“แค่กแค่ก...ท่านกั๋วกง จ้าวหุบเขาน้อยต่างหากเป็นผู้รักษาลูกชายของท่าน หาใช่สวรรค์” ถังฉีกล่าวพร้อมกับกระแอมไอเล็กน้อย
สดับวาจา เจิ้นกั๋วกงก็รู้สึกละอายใจเล็กน้อย
“เช่นนั้นก็เอายามาให้ข้ากินเถอะ” จ้าวไป่จือ ไว้วางใจถังฉีอย่างไม่มีเงื่อนไข ไม่ว่านางจะพูดอะไร เขาก็เชื่อทั้งนั้น
“ใช่ๆๆ รีบให้ยาเขาเถอะ! อาการของเขาจะได้หายดี” จ้าวชางกล่าวด้วยความตื่นเต้น แม้แต่ตอนที่ฮ่องเต้ทรงเลื่อนตำแหน่งให้เขาเป็นกั๋วกง เขาก็ไม่ได้มีความสุขถึงเพียงนี้
เฉียวอวี๋เหลือบมองถังฉีและยื่นยาเม็ดสีม่วงให้กับจ้าวไป่จือ
“ซื่อจื่อ หลังจากที่ท่านกินยาเม็ดนี้แล้ว ท่านจะหลับสนิทไปหนึ่งวันเต็มๆ เมื่อท่านตื่นขึ้นมา ร่างกายของท่านจะรู้สึกราวกับหายเป็นปลิดทิ้ง”
“ขอบคุณมาก”
โดยไม่ลังเล จ้าวไป่จือกลืนยาเม็ดนั้นและจิบชาตามลงไป
“ดีๆๆ!”
เมื่อเห็นลูกชายของตนกินยา เจิ้นกั๋วกงก็ไม่อาจระงับความตื่นเต้นของตนเองไว้ได้อีกต่อไป
ขณะนั้น เขาไม่ทันสังเกตเห็นสีหน้าที่เยือกเย็นของเหล่าฮูหยินจ้าว
“แค่ก...ชางเอ๋อร์ ในเมื่อไป่จือกินยาแล้ว เจ้าก็ออกไปก่อนเถอะ อย่ารบกวนการพักผ่อนของเขาเลย ไว้ข้าจะส่งคนไปเรียกเมื่อเขาตื่นแล้ว” เหล่าฮูหยินจ้าวกล่าว สังเกตเห็นว่าสามพี่น้องมีเรื่องต้องหารือกัน
“ท่านแม่ ข้าเป็นห่วงเรื่องยาที่ไป่จือเพิ่งกินเข้าไป!”
จ้าวชางลังเล ความกังวลปรากฏชัดบนใบหน้า
ได้ยินดังนั้น สีหน้าของเหล่าฮูหยินจ้าวก็เปลี่ยนไปเป็นเย็นชา
“เจ้าแคลงใจในฝีมือของท่านหมอน้อยจากหุบเขาร้อยพิษ หรือเจ้าแคลงใจในตัวข้ากันแน่?”
“ท่านแม่ ท่านก็รู้ว่าข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้น! ข้า...”
“พอแล้ว ไป่จือกินยาถอนพิษแล้ว อีกไม่นานเขาก็จะหลับ เจ้าออกไปเถอะ ข้าจะจัดการทุกอย่างที่นี่เอง”
เหล่าฮูหยินจ้าวออกคำสั่งอีกครั้งอย่างไม่ลังเล
ตอนที่ 370 พบเหล่าฮูหยิน
“เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน!”
แม้จ้าวชางจะเปี่ยมด้วยอำนาจบารมีในหมู่สหายขุนนาง แต่ในสายตาของเหล่าฮูหยินจ้าว เขาเป็นเพียงบุตรชายคนหนึ่งเท่านั้น
“อืม ไปเถอะ พวกท่านหมอน้อยอยู่ที่นี่ ข้ามั่นใจว่าไป่จือจะหายดีในไม่ช้า!”
เหล่าฮูหยินจ้าวโบกมือ และจ้าวชางก็ออกไปอย่างไม่เต็มใจนัก
“ฉีฉี เจ้ามีเหตุผลอะไรถึงทำเช่นนี้?”
ทันทีที่จ้าวชางออกไป จ้าวไป่จือก็ลุกขึ้นนั่งบนเตียงและคายเม็ดยาที่เขาเพิ่งกินเข้าไปออกมา
เมื่อถังฉีแน่ใจว่าไม่มีคนอื่นอยู่ในห้อง นางจึงหยิบตั๋วเงินหลายใบออกมาจากแขนเสื้อ
“มีคนเสนอเงินหนึ่งแสนตำลึงเพื่อให้แน่ใจว่าอาการป่วยของท่านจะไม่หายขาด!”
ถังฉีกล่าวพลางวางตั๋วเงินบนมือของจ้าวไป่จือ
“เงินทั้งหมดนี้ แลกกับชีวิตของท่าน”
“น่าเหลือเชื่อจริงๆ! คนใจทมิฬผู้นี้เป็นใครกัน ถึงกับยอมจ่ายเงินหนึ่งแสนตำลึงเพื่อให้ไป่จือตาย!”
ใบหน้าของเหล่าฮูหยินจ้าวเผยความกราดเกรี้ยวไร้ที่สิ้นสุด
“ท่านย่า อย่าให้คนเช่นนี้ทำให้ท่านโกรธเลย แผนของนางจะไม่มีวันสำเร็จ”
จ้าวไป่จือกล่าวพลางยื่นตั๋วเงินหนึ่งแสนตำลึงคืนให้ถังฉี
“เอ๊ะ?”
ถังฉีดูสับสน
“นี่เป็นเงินที่ใครบางคนยอมจ่ายเพื่อซื้อชีวิตว่าที่สามีของเจ้า ดังนั้นเจ้าเก็บไว้เองเถอะ จะได้เอาไปซื้อของที่เจ้าชอบในเมืองหลวง!”
จ้าวไป่จือยิ้มให้ถังฉีอย่างซุกซน
ถังฉีเข้าใจการล้อเลียนที่แฝงในน้ำเสียง จึงหน้าแดงเรื่อทันที
อย่างไรก็ตาม เหล่าฮูหยินจ้าวยังคงเดือดดาลด้วยความโกรธ
“ที่แท้ก็อนุฯ ผู้นั้น! นอกจากชาติกำเนิดจะต่ำต้อย ดูวิธีที่นางเลี้ยงดูลูกๆของนางสิ --- ตอนนี้นางยังพยายามทำร้ายเจ้าอีก!”
ทุกครั้งที่เอ่ยถึงจี้ซื่อเฉิน เหล่าฮูหยินจ้าวก็โกรธจัด เหตุใดนางถึงร้ายกาจยิ่งกว่าอสรพิษ?
“ไม่ได้การ! ข้าทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้ว ข้าจะไปเผชิญหน้ากับนาง และสั่งให้พ่อของเจ้าหย่าขาดจากนางให้รู้แล้วรู้รอด!”
เหล่าฮูหยินจ้าวคว้าไม้เท้าและเตรียมจะพุ่งตัวออกไป
“ท่านย่า หากไปตอนนี้ ท่านจะทำให้นางไหวตัวทัน! อีกอย่าง ยังมีเรื่องน่าสงสัยเกี่ยวกับพิษในร่างกายของข้า แม้นางจะเป็นนายหญิงของจวนกั๋วกง แต่ก็เป็นบุตรสาวอนุภรรยาที่ไม่ได้มีเส้นสายมากพอจะได้มาซึ่งพิษที่หายากเช่นนี้ หากจวนของท่านโหวเกี่ยวข้องด้วยจริงๆ เรื่องราวคงไม่ง่ายอย่างที่คิด”
เหล่าฮูหยินจ้าวไม่ได้โง่เขลา เมื่อได้ยินเหตุผลของหลานชาย นางจึงระงับโทสะทันที
“ไป่จือ เช่นนั้นเจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
“ท่านย่า ข้าคิดว่าเราควรเล่นไปตามแผนของนาง แสร้งทำเป็นว่าข้าหายดีแล้ว เลี่ยงการไปที่หุบเขาร้อยพิษเพื่อตามหาจ้าวหุบเขาเฉียว นางจะได้ตายใจ และใครก็ตามที่อยู่เบื้องหลังนาง ข้าจะเปิดโปงพวกมันให้หมด!”
จ้าวไป่จือกล่าวด้วยความมั่นใจ
เขาตั้งใจจะกำจัดภัยคุกคามที่ซ่อนเร้นอยู่ทั้งหมด และแต่งงานกับถังฉีอย่างยิ่งใหญ่อลังการ ทำให้แน่ใจว่านางจะไม่มีเรื่องใดให้กังวล
“เฮ้อ ลำบากเจ้าแล้วจริงๆ ดีที่เจ้ายังมีสติยั้งคิด หากอ่อนต่อโลกมากกว่านี้ นางคงทำร้ายเจ้าสำเร็จไปนานแล้ว!”
ใบหน้าของหญิงชราอ่อนลงด้วยความรู้สึกผิด หลายปีที่ผ่านมา หากนางปกป้องจ้าวไป่จือได้ดีกว่านี้ เรื่องทั้งหมดก็คงไม่เกิดขึ้น
“ท่านย่า ท่านไม่จำเป็นต้องกังวลเรื่องข้าเลย ข้าหายดีแล้ว และข้าก็ได้พบกับฉีฉี หากข้าไม่ถูกวางยาพิษมาตั้งแต่แรก ชั่วชีวิตนี้ ข้าคงไม่มีวาสนาได้พบกับนางเป็นแน่!”
ขณะกล่าว จ้าวไป่จือก็จ้องมองถังฉีด้วยสายตาอ่อนโยนที่ชวนให้ใจละลาย
หัวใจของถังฉีเต้นระรัวภายใต้สายตาคู่นั้น ใบหน้าของนางแดงก่ำจนต้องรีบเบือนหน้าหลบสายตาของทุกคน
สิ่งที่จ้าวไป่จือกล่าวนั้นมิได้เป็นการต่อเสริมเติมแต่ง หากแต่เป็นความจริงจากก้นบึ้งในจิตใจของเขา
แม้แต่ผู้ที่มักสำรวมกิริยาอาการอย่างถังฉียังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกว่าใบหน้าของตนเองเริ่มร้อนผ่าว
“แค่กแค่ก...”
เฉียวอวี๋กระแอมไอ เมื่อสัมผัสได้ถึงบรรยากาศกระอักกระอ่วน
“พี่ใหญ่ ไม่คิดเลยว่าว่าที่สามีของท่านจะทุ่มเทเพื่อท่านมากถึงเพียงนี้! แต่หากเขาดีแต่ใช้คำพูดสวยหรูละก็ ต่อให้ต้องใช้ทรัพยากรทั้งหมดของหุบเขาร้อยพิษ ข้าจะไม่ปล่อยให้เขาหนีรอดไปได้!”
คำกล่าวสุดท้ายของเฉียวอวี๋พุ่งเป้าไปที่จ้าวไป่จือโดยเฉพาะ
จ้าวไป่จือเพียงยิ้ม ไม่สะทกสะท้านกับคำเตือน
อย่างไรเสีย ไม่มีสิ่งใดให้กังวล --- เพราะภัยคุกคามจากเฉียวอวี๋จะไม่มีวันเกิดขึ้นเด็ดขาด
ถังเหอก็รู้สึกสบายใจเช่นกัน ตราบใดที่พี่จ้าวปฏิบัติต่อพี่สาวของเขาด้วยความจริงใจ เขาก็จะสนับสนุนความสัมพันธ์ของทั้งสองอย่างเต็มที่
ถังฉีรู้สึกกระดากอายที่ตกเป็นเป้าสายตา
“เหล่าฮูหยิน ดูพวกเขาสิ! เรายังไม่ได้เริ่มคุยเรื่องแต่งงานด้วยซ้ำ พวกเขากลับล้อข้าไม่หยุดเลย!” ถังฉีเผลอกล่าวด้วยน้ำเสียงเง้างอนโดยไม่รู้ตัว
“ฮาฮา...”
เหล่าฮูหยินจ้าวหัวเราะเบาๆ อารมณ์ของนางดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
“ไยเจ้ายังเรียกข้าว่าเหล่าฮูหยินอยู่อีก เรียกข้าว่าท่านย่าเหมือนไป่จือได้แล้ว ข้าจะได้รู้สึกใกล้ชิดกับเจ้ามากขึ้น”
เหล่าฮูหยินจ้าวตบมือของถังฉีเบาๆอย่างรักใคร่
สดับวาจา ใบหน้าของถังฉียิ่งแดงก่ำ หากแทรกแผ่นดินหนีได้ นางคงหายตัวไปเสียเดี๋ยวนั้น
“ฮาฮา... เอาล่ะ เอาล่ะ ข้าไม่หยอกล้อเจ้าแล้ว! แต่จำไว้ว่าหากไป่จือทำให้เจ้าต้องเดือดเนื้อร้อนใจ ไม่ต้องถึงมือน้องชายของเจ้าหรอก ข้านี่แหละจะเล่นงานเขาเอง! ข้าเฝ้ามองเขาเติบโตมาแต่อ้อนแต่ออก รู้จักนิสัยใจคอของเขาดี เขาจะไม่ทำให้เจ้าผิดหวัง!”
เหล่าฮูหยินจ้าวได้ยอมรับถังฉีเป็นครอบครัวเดียวกัน และนางก็กล่าววาจาอย่างเปิดเผยโดยไม่สงวนท่าที “ตกลง...”
ถังฉีตอบอย่างนุ่มนวล
ระหว่างพำนักอยู่ในเมืองหลวง ถังฉีพบเห็นสิ่งต่างๆมากมายและเข้าใจดีว่าสถานะของสตรีในยุคนี้ต่ำต้อยเพียงใด
นางใช้เวลาอยู่กับจ้าวไป่จือมานานและทราบดีว่าเขาไม่ใช่คนที่ให้สัญญาเพียงเลื่อนลอย เมื่อรับปากแล้ว เขาจะรักษาคำพูดเสมอ
“ฉีฉี นี่น้องชายของเจ้าใช่หรือไม่? ไม่คาดคิดเลยว่าเด็กน้อยผู้นี้จะถูกชะตากับจ้าวหุบเขาร้อยพิษ!”
ดวงตาของเหล่าฮูหยินจ้าวเต็มไปด้วยความอบอุ่นขณะมองถังเหอ
แม้ครอบครัวของถังฉีจะมาจากหมู่บ้านเล็กๆ แต่พี่น้องแต่ละคนล้วนโดดเด่นด้วยรูปโฉมที่สง่างาม แฝงด้วยเอกลักษณ์ที่ไม่เหมือนผู้ใด
“ใช่แล้ว นี่คือถังเหอน้องชายของข้า เสี่ยวเหอ รีบมาคารวะเหล่าฮูหยินสิ!”
ถังฉีร้องเรียกน้องชาย
“ถังเหอคารวะเหล่าฮูหยิน!”
ถังเหอเดินเข้ามาและโค้งคำนับเหล่าฮูหยินจ้าวด้วยความเคารพ
“ประเสริฐนัก! ยังเยาว์วัย แต่กลับประสบความสำเร็จถึงเพียงนี้!”
เหล่าฮูหยินจ้าวจ้องมองเด็กชายที่อายุเพียงไม่กี่ขวบ ความชื่นชมฉายวาบผ่านแววตา
“ส่วนนี่คือเฉียวอวี๋ น้องชายอีกคนของข้า พ่อของเขาคือพ่อบุญธรรมของข้า”
ถังฉีกล่าวเสริมด้วยรอยยิ้มอ่อนโยน และชี้ไปยังเฉียวอวี๋
“เขาคือลูกชายของจ้าวหุบเขามิใช่หรือ? หมายความว่า...พ่อบุญธรรมของเจ้าคือเฉียวไป๋?”
จบตอน
Comments
Post a Comment