ตอนที่ 376 ทำหน้าที่ได้ดี
โจวเจี๋ยรู้สึกดีขึ้นมากหลังจากได้ยินคำมั่นจากปากของบิดา
“ท่านอ๋อง พิษงูในร่างกายจวิ้นจู่แพร่ไปทั่วแล้ว หากไม่รีบรักษา อีกไม่นานพิษจะต้องแล่นสู่หัวใจ”
“เร็วเข้า ท่านหมอ ได้โปรดรักษาลูกสาวข้าด้วย ข้าจะไม่ลืมบุญคุณเลย” เป่ยจิ้งอ๋องรีบหลีกทางด้วยความร้อนใจ
“มันเป็นหน้าที่ของข้า” หมอหลวงเอ่ยตอบพลางพยักหน้าและเปิดล่วมยา จากนั้นก็นำเข็มเงินและยาเม็ดหนึ่งออกมา
“ให้จวิ้นจู่กินยาเม็ดนี้กับน้ำอุ่น มันมีรสขมมากทีเดียว และข้าจะฝังเข็มให้ในภายหลัง”
“ได้ๆ” มารดาของโจวเจี๋ยรีบเตรียมน้ำอุ่นและป้อนยาให้บุตรสาวด้วยความระมัดระวัง
“ท่านแม่ ขมเหลือเกิน!” แม้แต่โจวเจี๋ยที่หลงเหลือสติสัมปชัญญะเพียงน้อยนิดยังขมวดคิ้วและพยายามคายยาออกมา
“จวิ้นจู่ ท่านจะคายยาออกมาไม่ได้ นี่เป็นยาแก้พิษเม็ดสุดท้ายที่ข้ามี หากท่านไม่กินเข้าไปละก็ พิษก็ไม่มีทางรักษาได้!”
เมื่อได้ยินคำพูดของหมอหลวง โจวเจี๋ยก็รีบปิดปาก แม้ว่าสีหน้าของนางจะบิดเบี้ยวก็ตาม
“ลูกแม่ กลืนลงไปนะ เมื่อเจ้ากินยาเข้าไป พิษร้ายก็จะถูกขับออกมา เจ้าต้องเข้มแข็งเอาไว้ ข้าคงทนไม่ไหวหากต้องมีอายุยืนยาวกว่าลูกสาวตัวเอง” มารดาของโจวเจี๋ยเริ่มร่ำไห้อีกครั้งก่อนจะใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตา
แต่ไหนแต่ไรมา บุตรสาวของนางไม่เคยต้องทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวดเช่นนี้
“น้องหญิง มีหมอหลวงอยู่ที่นี่ ลูกสาวเราจะต้องไม่เป็นไร อย่ากังวลไปเลย” เป่ยจิ้งอ๋องรู้สึกปวดใจเมื่อเห็นอนุภรรยาของตนร่ำไห้
“จริงด้วย หากหมอหลวงบอกว่านางจะหายดี เช่นนั้นนางก็ต้องหาย ทว่าเจี๋ยเอ๋อร์ไม่เคยทุกข์ทรมานเช่นนี้มาก่อน คนเป็นแม่อย่างข้ารู้สึกปวดใจนัก”
“ลูกพ่อ ข้าสั่งให้สืบสวนเรื่องนี้แล้ว เมื่อพบว่าใครเป็นคนปล่อยงูพิษ คนพวกนั้นหนีไม่พ้นแน่” เป่ยจิ้งอ๋องหวงแหนบุตรสาวผู้นี้มาก ถึงขนาดขอพระราชทานตำแหน่งจวิ้นจู่ให้นางด้วยตัวเอง
“ขมเหลือเกิน ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าทนไม่ไหวแล้ว” ใบหน้าของโจวเจี๋ยบิดเบี้ยวด้วยความทรมาน
“ข้าทนไม่ไหวแล้ว ข้ายอมตายเสียยังดีกว่าต้องกลืนมันลงไป!” โจวเจี๋ยพยายามคายยาออกมา
เมื่อเห็นเช่นนี้ เป่ยจิ้งอ๋องจึงรีบเข้าไปและใช้สันมือทำให้นางหมดสติ
มารดาของโจวเจี๋ยร้องไห้หนักกว่าเดิม และแม้แต่เป่ยจิ้งอ๋องที่มักจะเอ็นดูบุตรสาวของยังต้องเลิกคิ้วด้วยความหงุดหงิด
“กล่าวกันว่าหวานเป็นลม ขมเป็นยา และพิษงูนี้…ไม่มีใครในเมืองหลวงที่สามารถรักษาได้ ยาเม็ดนี้เป็นของกำนัลจากจ้าวหุบเขาร้อยพิษที่มอบให้เพียงเพราะเขามองเห็นศักยภาพในตัวข้า ปกติแล้ว ข้าไม่เอาออกมาให้ใครง่ายๆ”
“ท่านหมอ ข้าจะไม่ลืมความเมตตาของท่านเลย หากวันหน้าท่านต้องการสิ่งใดก็บอกข้า อย่าได้ลังเล ไม่ว่าจะมีราคาสักเพียงใด ข้าก็จะหามาให้ และหากข้ากลับคำ ขอให้ตายในสามวันเจ็ดวัน!”
“ท่านอ๋อง ช่วยชีวิตคนได้กุศลยิ่งกว่าสร้างเจดีย์เจ็ดชั้น” หมอหลวงเอ่ยพลางฝังเข็มไปตามจุดชีพจรของโจวเจี๋ยผ่านเสื้อผ้าของนาง
หลังจากเวลาผ่านไปครึ่งก้านธูป เขาก็ดึงเข็มออก
“ท่านหมอ พิษงูในร่างกายลูกสาวข้าถูกขับออกแล้วหรือ?” เป่ยจิ้งอ๋องเอ่ยถามด้วยแววตาเป็นกังวล
“ท่านอ๋องโปรดวางใจ พิษในร่างถูกขับออกแล้ว อีกสักพักให้สาวใช้มาชำระล้างร่างกายและเช็ดคราบเลือดที่สกปรกออก” หมอหลวงเอ่ยตอบพลางพยักหน้า
“อนิจจา ดีจริง ตราบใดที่ลูกสาวข้าปลอดภัย เรื่องอื่นก็ไม่สำคัญอีกแล้ว” มารดาของโจวเจี๋ยเอ่ยด้วยน้ำเสียงเจือความเคียดแค้น
การเห็นบุตรสาวต้องทนทุกข์เช่นนี้เป็นสิ่งที่มารดาคนใดก็ทนไม่ได้
“ข้าจะเขียนใบสั่งยาให้ จวิ้นจู่จะต้องกินยาเป็นเวลาเจ็ดวันติดต่อกัน” หมอหลวงเอ่ยโดยไม่สนใจคำพูดก่อนหน้านี้
ครู่ต่อมาเขาก็มอบใบสั่งยาให้เป่ยจิ้งอ๋อง
“ขอบคุณท่านหมอ นี่เป็นค่าตอบแทนเล็กน้อยเพื่อเป็นการแสดงความขอบคุณ!” เป่ยจิ้งอ๋องมอบตั๋วเงินจำนวนหนึ่งให้เขา
“นี่อาจจะเทียบไม่ได้กับยาอันล้ำค่าของท่าน แต่หากท่านต้องการความช่วยเหลือ ข้าจะไม่รอช้า!” เขากล่าวเสริม
“ข้าจะจำคำพูดของท่านไว้ พิษยังถูกขับออกไปไม่หมด หลังจากผ่านไปหกหรือเจ็ดวัน หากจวิ้นจู่ไม่รู้สึกขมในปากอีก แสดงว่าไม่มีพิษหลงเหลืออยู่แล้ว”
หมอหลวงอธิบายก่อนจะจากไปพร้อมกับล่วมยาของเขา
เมื่อเดินไปถึงประตู เขาก็เห็นบุตรชายของเป่ยจิ้งอ๋องยืนอยู่
“ขอบคุณท่านหมอ” โจวเฉิงกวงเอ่ยด้วยความนอบน้อม
“ซื่อจื่อไม่ต้องเกรงใจ ท่านมีอะไรให้ข้าช่วยหรือ?” หมอหลวงเอ่ยถาม
“พิษงูในร่างกายน้องสาวข้าถูกขับออกมาแล้วหรือ?” โจวเฉิงกวงกังวลใจ
“วางใจเถอะ พิษหลงเหลืออยู่ไม่มากแล้ว ตราบใดที่กินยาตามที่ข้าบอก นางก็จะรอดพ้นอันตราย” หมอหลวงเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม
“ขอบคุณท่านหมออีกครั้ง” โจวเฉิงกวงค้อมกายก่อนจะเดินเข้าไปในห้อง
หมอหลวงมองส่งเขาก่อนที่ตนเองจะจากไปอย่างรวดเร็ว
ไม่นานเขาก็มาถึงเรือนของถังฉี
เวลานี้ หมอหลวงยืนอยู่เบื้องหน้าเฉียวอวี๋ด้วยความเคารพ ราวกับผู้น้อยที่อยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสก็มิปาน
“จ้าวหุบเขาน้อย ข้าทำตามคำสั่งเรียบร้อยแล้ว” หมอหลวงเอ่ย แม้เขาจะยังไม่เข้าใจว่าเหตุใดจ้าวหุบเขาน้อยต้องการมอบยาให้จวิ้นจู่
“ดีมาก ท่านทำหน้าที่ได้ดี นี่คือตำราที่ข้าศึกษาในช่วงสองปีที่ผ่านมา รับไปและศึกษาให้ดี” เฉียวอวี๋เอ่ยพลางยื่นตำราให้เขา
“ขอบคุณ จ้าวหุบเขาน้อย” ใบหน้าของหมอหลวงเป็นประกายด้วยความตื่นเต้นดีใจ แม้จะอาวุโสกว่า แต่เขาก็เป็นเพียงศิษย์สายนอก ในขณะที่เฉียวอวี๋ แม้จะยังเยาว์วัย แต่ก็มีทักษะวิชาหมอที่เหนือกว่าเขามาก
จ้าวหุบเขาร้อยพิษได้ถ่ายทอดความรู้ทั้งหมดของเขาให้เฉียวอวี๋ ทำให้เขามีความรู้มากกว่าผู้ใด
“นี่เป็นสิ่งที่ท่านสมควรได้รับ ศึกษาให้ถี่ถ้วน ให้แน่ใจว่าไม่มีใครเห็น เมื่อศึกษาทั้งหมดแล้วก็ทำลายทิ้งเสีย” เฉียวอวี๋สั่ง
ตอนที่ 377 ไปอาบน้ำ
“จ้าวหุบเขาน้อย ข้าเข้าใจแล้ว หากตาเฒ่าฟางทราบว่าข้ามีตำราดีเช่นนี้อยู่ในมือ เขาจะต้องมาฉกฉวยเอาไปแน่!”
หมอหลวงหวังรีบเก็บตำราไว้ในอกเสื้อราวกับสมบัติล้ำค่า
“หากไม่มีอะไรแล้ว ท่านก็กลับไปพักผ่อนเถอะ ช่วงนี้ก็อย่าเพิ่งติดต่อข้า เลี่ยงไม่ให้ราชสำนักผิดสังเกต”
“จ้าวหุบเขาน้อยไม่ต้องห่วง พวกเขาไม่สงสัยข้าแน่ ข้าจะรีบกลับไปเดี๋ยวนี้” เมื่อพูดจบ หมอหลวงหวังก็ประกบมือด้วยความเคารพต่อเฉียวอวี๋และจากไป
ทันทีที่หมอหลวงหวังกลับไป ถังเหอก็เดินเข้ามา
“เจ้าได้ยินหมดแล้วสินะ?” เฉียวอวี๋เอ่ย สีหน้ามิได้ฉายแววประหลาดใจ
“ใช่แล้ว พี่เฉียวอวี๋ พี่ใหญ่รู้เรื่องนี้หรือไม่?” ถังเหอเอ่ยถามพลางนั่งลงข้างๆ
“ไม่จำเป็นต้องให้นางรู้หรอก ข้าแค่ทำลงไปเพื่อระบายความคับข้องใจของนาง” เฉียวอวี๋เอ่ยก่อนจะดื่มชาที่วางอยู่ตรงหน้า
“หลังจากที่พวกเราออกจากเมืองหลวง โจวเจี๋ยผู้นั้นจะต้องทุกข์ทรมานเพราะสิ่งที่นางก่อ!” รอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นที่มุมปาก
“หรือว่าสิ่งที่ท่านให้หมอหลวงหวังจะเป็น…” ในที่สุดถังเหอก็มีสีหน้าประหลาดใจ
“ชู่ว…บางสิ่งก็หมดความหมายเมื่อพูดออกมา ใครรังแกพี่ใหญ่ ชีวิตของคนผู้นั้นจะไม่มีวันสงบสุข!”
เมื่อกล่าวจบ เฉียวอวี๋ก็ลุกขึ้นยืนและสะบัดแขนเสื้อ แม้ว่าโดยปกติแล้วเขาจะเป็นคนจิตใจดี แต่ก็มีข้อจำกัด
“เสี่ยวเหอ เจ้าคิดว่าข้าทำผิดหรือไม่?”
ขณะที่เฉียวอวี๋ก้าวไปได้เพียงสองก้าว เขาก็หยุดชะงักและหันกลับมามองถังเหอโดยไม่กะพริบตา
“พี่เฉียวอวี๋ เรื่องนี้ท่านทำผิดไปจริงๆ” ถังเหอถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเอ่ยต่อ
“ท่านน่าจะบอกข้าก่อน ข้าจะได้ร่วมมือกับท่าน เช่นนี้พวกเราสองคนก็สามารถยืนหยัดเพื่อพี่ใหญ่ได้”
เมื่อได้ยินคำพูดของถังเหอ ในที่สุดเฉียวอวี๋ก็ยิ้มออกมา
“เสี่ยวเหอ จำไว้นะ หากไม่มีพี่ใหญ่ พวกเราก็คงไม่ได้มาอยู่ที่นี่ในวันนี้ ในภายภาคหน้า ต่อให้พวกเราต้องทุกข์ทรมานเพียงใด พวกเราจะต้องไม่ปล่อยให้พี่ใหญ่ต้องพบกับความคับข้องใจแม้แต่นิดเดียว นี่คือความตั้งใจของพวกเรา!”
เมื่อพูดจบ เฉียวอวี๋ก็ตบไหล่ถังเหอเบาๆ
ถังเหอพยักหน้า
สองพี่น้องสบตากันจากนั้นก็คลี่ยิ้มอย่างรู้ใจกัน
ถังฉีไม่ทราบเลยว่าน้องชายทั้งสองทำเพื่อนางมากมายถึงเพียงนี้ ในตอนนั้น นางนั่งอยู่ในห้องหนังสือกับถังอู่
บิดาและบุตรสาวนั่งหันหน้าเข้าหากัน
“ท่านพ่อ…” ในที่สุดถังฉีก็เอ่ยขึ้นหลังจากนิ่งเงียบไปนาน
“ฉีเอ๋อร์ ข้ารู้ว่าสิ่งที่ทำลงไปนั้นน่าสมเพช แต่นางส่งคนมาลอบสังหารเจ้าอย่างเปิดเผย จะให้ข้าทนดูอยู่เฉยๆ และปล่อยให้มันเกิดขึ้นอย่างนั้นหรือ? ข้าจะไม่ปล่อยคนของนางไปแม้แต่คนเดียว” ทุกคำพูดของถังอู่เต็มไปด้วยความเด็ดเดี่ยว
“ในอดีต ตอนที่ข้าอยู่ในสนามรบ ข้าไม่สามารถปกป้องเจ้าได้ และนั่นเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดเรื่องเลวร้ายขึ้น ตอนนี้ข้าจะไม่ยอมให้ใครทำร้ายเจ้าอีก” เมื่อได้ยินเช่นนี้ ถังฉีพลันรู้สึกถึงความอบอุ่นที่แผ่ซ่านไปทั่วร่าง
“ท่านพ่อ ข้าไม่โทษท่านหรอก ข้าหวังเพียงวันหน้าท่านจะปรึกษาพวกเราบ้าง หากเกิดอะไรขึ้นกับท่านจะทำอย่างไร?”
ถังฉีรู้สึกเป็นห่วงความปลอดภัยของบิดา
ถังอู่กลับมาจากชายแดนในสภาพเจียนตาย และแม้ว่าร่างกายของเขาจะหายดีแล้ว แต่เขาก็ยังคงทำภารกิจที่อันตรายต่อไป
“ฉีเอ๋อร์ ข้าเข้าใจแล้ว วันหน้า ข้าจะต้องหารือกับพวกเจ้าก่อน” ถังอู่เอ่ย ตระหนักได้ว่าครั้งนี้ตนทำผิดไปจริงๆ
“ท่านพ่อโปรดจำไว้ พวกเราคือครอบครัวเดียวกัน ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น พวกเราจะเผชิญหน้าไปด้วยกัน”
เมื่อได้ยินถังอู่ยอมรับ ในที่สุดถังฉีก็รู้สึกราวกับได้ยกภูเขาออกจากอก
แม้ว่าครั้งนี้จะไม่มีใครจับได้ ทว่าเมืองหลวงนั้นเต็มไปด้วยอันตราย หากมีครั้งต่อไป และพวกเขาต้องเผชิญหน้ากับใครบางคนที่เกินความสามารถของตนคงมิอาจหลีกเลี่ยงหายนะ!
“ฉีเอ๋อร์ ข้าเข้าป่าไปหลายวัน รู้สึกอยากกินปลาต้มผักกาดดองของเจ้ามาก” ถังอู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเมื่อเห็นสีหน้าของถังฉีผ่อนคลายลง
เขาคุ้นชินกับรสมือของถังฉีมานาน จนต่อมรับรสเริ่มกินอาหารอื่นไม่อร่อยแล้ว
“ตกลง ท่านพ่อไปอาบน้ำเถอะ ข้าจะไปทำอาหารจานโปรดให้ท่าน” ถังฉีกล่าว
แม้จะดึกแล้ว แต่ถังฉีก็รู้สึกว่าบิดาของตนไม่ค่อยเจริญอาหาร และเขาอาจจะกำลังหิว นอกจากนี้ นางเองก็รู้สึกหิวเช่นกันหลังจากที่ผ่านเรื่องมากมายมา นี่อาจเรียกได้ว่าเป็นอาหารมื้อดึก
เมื่อคิดเรื่องอาหารมื้อดึกทำให้ถังฉีนึกสงสัยเกี่ยวกับกุ้งมังกรน้อย** นางไม่ทราบว่ายุคนี้มีกุ้งมังกรน้อยหรือไม่ และนางก็ตัดสินใจจะออกสำรวจในอีกไม่กี่วันข้างหน้า หากมีก็ยอดเยี่ยม แต่หากไม่มี…นางก็หวังว่ามันจะมี
** หน้าตาละม้ายกุ้งมังกร แต่ตัวเล็กกว่ามาก จำพวกเดียวกันกับกุ้งเครย์ฟิชหรือกุ้งแดง
ถังฉีและตู้เยว่เหนียงเข้าไปในครัวและจุดเทียน
“เสี้ยนจู่ ข้าอิจฉาท่านจริงๆ” ตู้เยว่เหนียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนเมื่อเห็นครอบครัวที่รักและหวงแหนถังฉี
เป็นเรื่องยากที่จะได้เห็นครอบครัวที่อบอุ่นเช่นนี้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ยินดีจะทำร้ายแม้แต่ญาติสนิทมิตรสหายของตนเองเพื่อผลประโยชน์ส่วนตัว
“เยว่เหนียง เจ้ากับเยว่เฉิงก็สนิทสนมกันดี ดังนั้นเจ้าไม่ต้องมาอิจฉาข้าหรอก หากไม่ใช่เพราะเจ้า เยว่เฉิงก็คงไม่รอดชีวิตมาถึงวันนี้ สายสัมพันธ์ระหว่างพี่น้องของพวกเจ้าไม่สามารถแทนที่ได้จริงๆ” ถังฉีเอ่ยขณะทำอาหาร
“เสี้ยนจู่ ตอนนี้ข้าเข้าใจแล้ว ข้าจะไม่คิดเช่นนั้นอีก” ตู้เยว่เหนียงยิ้มละมุนขณะคิดถึงน้องชาย
“ดีมาก ไม่จำเป็นต้องอิจฉาคนอื่นเพราะสิ่งที่เจ้าไม่มี คนอีกหลายคนก็อาจจะไม่มีเช่นกัน ใช้ชีวิตให้ดีที่สุดก็พอ” ถังฉีเอ่ยอย่างจริงจัง
“เจ้าค่ะ เสี้ยนจู่ ข้าจะจำไว้”
เมื่อนึกถึงน้องชาย ตู้เยว่เหนียงก็มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้า นางจับปลาสีดำตัวใหญ่ออกมาจากถังไม้ จากนั้นก็ทุบหัวปลาและแล่เนื้อเป็นชิ้นๆด้วยการเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลและสง่างาม
“เยว่เหนียง ไม่ต้องพิถีพิถันมากนักหรอก วันนี้พวกเราไม่มีแขก” ถังฉีเอ่ย
“เจ้าค่ะ เสี้ยนจู่” ตู้เยว่เหนียงเอ่ยตอบ นางไม่สามารถเก็บซ่อนความรู้สึกปลื้มปีติของตนได้
ไม่นาน อาหารก็เสร็จเรียบร้อย ตู้เยว่เหนียงยกอาหารมาวางบนโต๊ะในห้องโถงด้านหน้า
ถังเหอและคนอื่นๆนั่งอยู่ข้างๆถังอู่ ดังนั้นจึงไม่จำเป็นต้องเรียกพวกเขา
ตอนที่ 378 แมลงยักษ์
“พี่ใหญ่ ท่านทำอาหารอร่อยๆกลางดึกเช่นนี้ได้อย่างไรกัน?”
เมื่อเห็นถังฉีเดินเข้ามา ถังเหอก็รีบเดินเข้าไปหา
“พวกเจ้าได้เพลิดเพลินกับอาหารอร่อยก็เพราะท่านพ่อ” ถังฉีเอ่ยด้วยรอยยิ้มขณะวางจานสุดท้ายลงบนโต๊ะ
“ท่านพ่อ ช่วงนี้ท่านหักโหมเกินไปจริงๆ อยู่ในสถานที่ที่ไม่คุ้นเคยอย่างเมืองหลวง และยังพยายามหาตัวผู้บงการที่อยู่เบื้องหลังการลอบทำร้ายพี่ใหญ่อีก!”
สีหน้าของถังเหอแสดงถึงความซาบซึ้งใจ
“เอาล่ะ นี่ก็ดึกมากแล้ว กินเสร็จ ทุกคนก็รีบไปพักผ่อนเถอะ มีอะไรไว้ค่อยคุยกันพรุ่งนี้”
หลังจากผ่านเรื่องราวมากมายในวันนี้ ถังฉีเองก็รู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย
ไม่นาน ทุกคนก็กินอิ่มและแยกย้ายกันไปพักผ่อน
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ทุกคนตื่นนอน ผู้ที่ฝึกวรยุทธ์ก็ง่วนอยู่กับการฝึก และผู้ที่เตรียมอาหารก็ยุ่งอยู่กับงานครัว
วันนี้ถังอู่มิได้ออกไปข้างนอก เขาอยู่ในเรือนและสอนวรยุทธ์พวกเด็กๆ
หลังจากทำอาหารเสร็จ ถังฉีก็เดินออกมาที่ลานบ้านและได้เห็นภาพที่อบอุ่น
“พี่ใหญ่!”
ไม่นานหลังจากถังฉียืนอยู่ที่นั่น ถังเหอและคนอื่นๆก็สังเกตเห็นนาง
“ท่านพ่อ เสี่ยวเหอ เฉียวอวี๋ ข้าวเช้าพร้อมแล้ว รีบมากินเร็วเข้า”
“ตกลง พวกเราจะไปเดี๋ยวนี้” ถังอู่เอ่ยด้วยรอยยิ้ม จากนี้ไป เขาไม่ต้องรีบออกจากบ้านและกลับมาตอนดึกหรือกินนอนในที่โล่งอีกแล้ว การได้เฝ้าดูลูกๆเติบโตทำให้เขามีความสุขมากเหลือเกิน
หลังจากกินอาหารเช้าเสร็จแล้ว พวกเด็กๆก็ไปที่ร้านโอสถหลวงตามปกติเพื่อรักษาคนป่วย
ถังฉีที่ยังหมกมุ่นอยู่กับกุ้งมังกรน้อยเปลี่ยนเสื้อผ้าที่เรียบง่ายและสวมใส่สบายก่อนจะออกไปพร้อมกับตู้เยว่เหนียง
“ฉีเอ๋อร์ เจ้าจะไปไหน?” ขณะที่ทั้งสองกำลังเดินออกจากประตู พวกนางก็พบถังอู่โดยบังเอิญ
“ท่านพ่อ ข้าสัญญากับเจาเอ๋อร์เอาไว้ว่าจะทำอาหารอร่อยๆให้นางกิน วันนี้ข้าก็เลยจะออกไปหาวัตถุดิบดีๆสักหน่อย”
ถังฉีไม่ได้ตั้งใจจะปิดบังบิดา
“หากเจ้าจะออกไปข้างนอก เช่นนั้นข้าจะไปเป็นเพื่อน อย่างไรเสีย ข้าอยู่บ้านไปก็ไม่มีอะไรทำอยู่ดี”
ถังอู่ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดสินใจตามถังฉีและตู้เยว่เหนียงไป
เดิมที ถังฉีต้องการให้บิดาขอนางพักผ่อนอยู่ที่เรือน แต่เมื่อไตร่ตรองดูแล้ว หากพวกนางเจอกุ้งมังกรน้อยเข้าจริงๆ หญิงสาวสองคนอาจจะรับมือได้ยาก
ดังนั้นทั้งสามจึงออกเดินทางไปยังชานเมือง
“ฉีเอ๋อร์ เจ้าอยากทำอาหารแบบไหนกัน? เหตุใดพวกเราต้องออกมาถึงชานเมืองด้วย? เมืองหลวงก็มีแต่ของดีๆไม่ใช่หรือ?”
ถังอู่สังเกตเห็นว่าถนนเริ่มทุรกันดารขึ้นทุกที ความประหลาดใจพลันปรากฏบนใบหน้า
“ท่านพ่อ ข้ากำลังมองหาสัตว์น้ำและดูเหมือนแมลงยักษ์”
ถังฉีพยายามอย่างดีที่สุดในการอธิบายลักษณะของกุ้งมังกรน้อย
“ดูเหมือนแมลงยักษ์หรือ? ฉีเอ๋อร์ เจ้าจะกินของพรรค์นั้นได้หรือ?” ถังอู่แคลงใจ
แม้แต่ตู้เยว่เหนียงยังเหลือบมองถังฉีด้วยสายตาอยากรู้อยากเห็น
“พูดไปตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์ หากหาพบ ท่านก็จะได้รู้ว่ากินได้หรือไม่”
ถังฉีไม่ได้ตั้งใจจะเปิดเผยรสชาติของกุ้งมังกรน้อย
เนื่องจากพวกเขายังไม่พบสิ่งใด จึงไม่สมเหตุสมผลที่จะพูดอะไรมากไปกว่านี้
“อืม มีสระน้ำเล็กๆอยู่ข้างหน้า พวกเราไปดูกันเถอะ”
ถังอู่ซึ่งออกไปข้างนอกบ่อยๆ เริ่มคุ้นเคยกับสภาพแวดล้อมของเมืองหลวงแล้ว
ไม่นานหลังจากนั้น พวกเขาก็มาถึงสระน้ำเล็กๆที่ถังอู่พูดถึง
อย่างไรก็ตาม ทั้งสามคนค้นหาอยู่นาน แต่ก็ไม่พบกุ้งมังกรน้อย
‘แปลกจริง! ดูจากคุณภาพน้ำที่นี่แล้ว น่าจะเหมาะสำหรับกุ้งมังกรน้อย หรือพวกมันจะไม่มีในยุคนี้?’
ความคิดนี้ทำให้ถังฉีรู้สึกผิดหวังไม่น้อย
ทว่านางไม่ท้อแท้ หากหากุ้งมังกรน้อยไม่เจอ ก็ยังมีอาหารอื่นๆที่พวกเขาหาได้
แม้จะคิดเช่นนี้ แต่พวกเขาทั้งสามยังคงค้นหาต่อไปอีกสักพัก ถึงขนาดสำรวจแม่น้ำใกล้เคียง แต่แล้วก็ไม่ประสบความสำเร็จ
สุดท้ายแล้ว พวกเขาก็พบเพียงหอยทาก
“ท่านพ่อ ไม่ต้องหาแล้ว น้ำนี้เหมาะสำหรับกุ้งมังกรน้อยมาก แต่ถ้าหาไม่พบก็แสดงว่าไม่มีจริงๆ!”
แม้ว่านางจะพูดเช่นนี้ ถังฉีก็ยังรู้สึกผิดหวังเล็กๆอยู่ในใจ
“ไม่เป็นไร! วันนี้ถือเสียว่าออกมาพักผ่อนก็แล้วกัน ใครจะคิดว่าชานเมืองจะสวยงามถึงเพียงนี้!”
ถังอู่กล่าวด้วยสีหน้าร่าเริง
เขาไม่ได้พาถังฉีออกมาข้างนอกนานแล้ว และมันก็ทำให้เขารู้สึกดีมาก
เวลานี้ถังฉีหมดหวังแล้ว
หากยุคนี้มีกุ้งมังกรน้อยอยู่จริง บิดาของนางคงจะรู้เรื่องพวกนี้แน่
“เอาล่ะ เช่นนั้นพวกเราก็เพลิดเพลินกับทิวทัศน์ให้เต็มที่เถอะ”
ถังฉีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม เวลานี้ นางไม่คาดหวังว่าจะได้พบวัตถุดิบชั้นดีในแถบชานเมืองแล้ว
เนื่องจากสถานที่แห่งนี้อยู่ใกล้กับเมืองหลวงมาก หากมีวัตถุดิบชั้นดีจริง พวกมันคงถูกส่งเข้าไปยังเมืองหลวงแล้ว
ขณะที่พวกเขานั่งรถม้าซึ่งเคลื่อนตัวไปอย่างช้าๆ ไม่นานก็เข้าใกล้เรือกสวนไร่นาของชาวบ้าน
“ตายจริง นี่มันหายนะชัดๆ หากปีนี้เก็บเกี่ยวได้ไม่ดีเพราะพืชผลถูกทำลาย พวกเราทุกคนจะต้องลำบากมากแน่!”
“ใช่แล้ว แมลงยักษ์พวกนี้มาจากไหนกันนะ พวกมันแพร่พันธุ์และออกลูกออกหลานได้รวดเร็วเหลือเกิน!”
ชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้นด้วยสีหน้าขมขื่น
พวกเขาทั้งสองคนมีหน้าที่ดูแลหมู่บ้านแห่งนี้ และหากการเก็บเกี่ยวปีนี้ล้มเหลว พวกเขาอาจต้องเสียตำแหน่งไป
“เฮ้อ มันคงเป็นโชคชะตา พวกเราไม่เคยเห็นแมลงเช่นนี้มาก่อน จู่ๆ พวกมันก็กรูกันเข้ามาจากทุกทิศทาง สวรรค์กลั่นแกล้งพวกเราแล้ว!”
ชายที่ใบหน้าเต็มไปด้วยความสิ้นหวังเอ่ยขึ้น
“แมลงชั่วช้าพวกนี้มีก้ามใหญ่โตไว้ขุดโคลนบนตลิ่ง! หากเอามือไปจับก็โดนหนีบเข้าให้!”
รถม้าของถังฉีเคลื่อนผ่านและได้ยินคนทั้งสองพูดคุยกัน ดวงตาขอถังฉีพลันเป็นประกายขึ้นทันที
“หรือพวกเราจะค้นหาผิดที่ ทั้งยังมาพบด้วยความบังเอิญ?”
ถังฉีบอกให้รถม้าหยุด
ชายสองคนยังคงพูดคุยกัน ไม่คิดว่าจู่ๆจะมีสาวงามก้าวลงมาจากรถม้า
“พี่ชายทั้งสอง พวกท่านบอกข้าหน่อยได้หรือไม่ว่าแมลงพวกนั้นอยู่ที่ไหน?”
ถังฉีสังหรณ์ใจว่า ‘แมลงยักษ์’ ที่พวกเขาเอ่ยถึงอาจเป็นกุ้งมังกรน้อยที่นางตามหา
“แม่นาง แมลงพวกนี้ดุร้ายมาก หากไม่ระวังมันจะหนีบเจ้าจนเลือดไหลเลยทีเดียว”
ชายคนหนึ่งออกปากเตือน
“ไม่เป็นไร พี่ชาย หากพวกท่านพอมีเวลา ช่วยพาข้าไปดูแมลงพวกนั้นหน่อยจะได้หรือไม่? ข้าอาจพอมีวิธีจัดการกับพวกมัน”
ขณะที่ถังฉีพูดอยู่นั้น นางอดไม่ได้ที่จะกลืนน้ำลายอึกใหญ่
นางมักจะนึกถึงอาหารที่ทำจากกุ้งมังกรน้อย ไม่ว่าจะเป็นกุ้งมังกรน้อยทอดกระเทียม...กุ้งมังกรน้อยผัดพริก...กุ้งมังกรน้อยผัดเครื่องเทศสิบสามชนิด... แค่คิดก็น้ำลายสอแล้ว
“พี่ชาย เหตุใดไม่พาพวกเราไปดูสักหน่อย? บางทีลูกสาวข้าอาจจะมีทางออกให้พวกท่านก็เป็นได้”
ตอนที่ 379 ตั้งชื่อกุ้ง
ถังอู่เห็นว่าชายทั้งสองคล้ายจะไม่เชื่อว่าถังฉีสามารถหาวิธีจัดการกับแมลงเหล่านี้ได้
“โอ้? จริงหรือ? หากเป็นเช่นนั้นก็วิเศษเลย แม่นาง เชิญตามพวกเรามา”
ในตอนแรก ชายทั้งสองรู้สึกแคลงใจในตัวถังฉีที่เป็นเพียงเด็กสาว แต่เมื่อชายวัยกลางคนที่มากับนางเอ่ยขึ้น พวกเขาจึงสังเกตเห็นท่าทางไม่ธรรมดาของเขาและไม่ลังเลอีกต่อไป
นี่ไม่ใช่เรื่องตลก หากถูกแมลงพวกนั้นรุกรานเพียงวันเดียว พืชผลในปีนี้คงลดลงไปมาก
“ตกลง พี่ชาย โปรดนำทาง!”
ถังอู่ประกบมือด้วยความสุภาพ จากนั้นพวกเขาก็มุ่งหน้าไปยังไร่นาที่อยู่ใกล้ๆ
ถังฉีอดไม่ได้ที่จะตระหนักว่าสตรีในยุคนี้ไร้ซึ่งความน่าเชื่อถือ
หากวันนี้บิดาของนางไม่ได้อยู่ด้วยและช่วยโน้มน้าวคนทั้งสอง นางอาจต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการพูดคุยกับชายสองคนนี้
หลังจากเดินไปได้ไม่นาน พวกเขาก็มาถึงไร่นาแห่งหนึ่ง
ระหว่างทาง เมื่อได้ฟังพวกเขาพูดคุยกัน ถังฉีจึงทราบว่าชายที่รูปร่างผอมกว่ามีชื่อว่าเฝิงลิ่ว และชายที่มีรูปร่างท้วมกว่ามีชื่อว่าเถียนชิง
“ท่านเฝิงลิ่ว ท่านไม่ได้ไปหาทางรับมือกับแมลงพวกนี้หรือ? เหตุใดถึงกลับมาพร้อมเด็กสาวล่ะ?”
ทันทีที่พวกเขามาถึงไร่นา ชาวบ้านคนหนึ่งสังเกตเห็นเฝิงลิ่วที่มาพร้อมคนกลุ่มหนึ่ง พวกเขารีบเดินเข้ามาพร้อมตะกร้าใบใหญ่ที่ส่งเสียงกรอบแกรบเป็นครั้งคราว
ถังฉีทำตาโตเมื่อได้ยินเสียง หัวใจของนางพลันมีชีวิตชีวาด้วยการคาดเดา
ถังฉีไม่สามารถระงับความตื่นเต้นของนางได้ นางรีบเดินเข้าไปและก้มลงมองในตะกร้า
มันเต็มไปด้วยกุ้งมังกรน้อย!
เมื่อเห็นกุ้งมังกรน้อยที่คุ้นเคย ความเหนื่อยล้าจากการเดินทางอันยาวนานก็หายไปทันที!
“แม่นาง ผิวพรรณบอบบางอย่างเจ้าควรอยู่ให้ห่างพวกมันเอาไว้ หากไม่ระวังจะถูกหนีบมือเอาได้!”
ชายสองคนที่ถือตะกร้าทำราวกับกุ้งมังกรน้อยเหล่านี้เป็นงูพิษหรือแมงป่องก็มิปาน
“พี่ชาย ท่านจะเอาแมลงพวกนี้ไปไหนหรือ?”
ถังฉีรีบเก็บอาการและสำรวมกิริยา
นางได้เจอกุ้งมังกรน้อยแล้ว และอีกไม่นานพวกมันก็จะมาลงเอยบนโต๊ะอาหารของนาง
“ก็เหมือนอย่างที่เคยทำ พวกเราจะเอากลับไปที่บ้าน บดด้วยครกหินแล้วโยนทิ้งแม่น้ำ แมลงพวกนี้แพร่พันธุ์เร็วเหลือเกิน ปีนี้เก็บเกี่ยวได้น้อย พวกเราคงต้องอดอยากแล้ว!”
ชายสองคนมองกุ้งมังกรน้อยในตะกร้าด้วยความจนใจ
ถังฉีรู้สึกเสียดาย!
กุ้งมังกรน้อยมีรสชาติอร่อยมาก แต่กลับถูกทิ้งขว้างเช่นนี้
“ท่านลุงเฝิง ข้าขอซื้อแมลงพวกนี้ในราคาสิบอีแปะต่อหนึ่งชั่ง ท่านจะว่าอย่างไร?”
ถังฉีตระหนักดีว่าหากมีกุ้งมังกรน้อยอยู่รอบๆไร่นาเช่นนี้ การเก็บเกี่ยวของชาวบ้านคงไม่ดีเหมือนปีก่อนๆแน่ การเสนอราคาที่สูงจึงสามารถชดเชยความสูญเสียของพวกชาวบ้านได้อย่างเต็มที่
“แม่นาง เจ้าอยากจะจ่ายเงินให้พวกเราด้วยราคานี้จริงหรือ? เจ้ากำลังหลอกพวกเราอยู่หรือเปล่า?”
สีหน้าของเฝิงลิ่วเผยความตื่นเต้น ทว่าเขายังรู้สึกแคลงใจในคำพูดของถังฉี ดังนั้นจึงหันไปมองถังอู่ที่ยังคงนิ่งเงียบ
“พี่ชาย ในครอบครัวของเรา ลูกสาวข้าถือเป็นสิทธิ์ขาด นางกล่าวอะไรก็ย่อมเป็นไปตามนั้น”
ถังอู่มองเห็นความเคลือบแคลงในหัวใจของเฝิงลิ่ว จึงเอ่ยขึ้นด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“อะไรนะ? ครอบครัวของเจ้าให้เด็กสาวเป็นคนรับผิดชอบหรือ?”
ผู้ชายคนอื่นๆที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึง แต่เมื่อเห็นถังฉีลั่นวาจาด้วยความมั่นใจ และด้วยรูปลักษณ์ที่สง่างาม พวกเขาจึงยอมรับความจริงในข้อนี้ได้มากขึ้น
“แม่นางถัง เจ้ายินดีจะซื้อแมลงพวกนี้เป็นเงินสิบอีกแปะต่อหนึ่งชั่งจริงๆหรือ?”
เถียนชิงประหลาดใจ
“ใช่แล้ว หากท่านไม่เชื่อก็ร่างสัญญามาได้เลย พวกท่านมีเท่าไร ข้าจะรับซื้อทั้งหมด”
ถังฉีเอ่ยด้วยสีหน้าจริงจัง กลัวแต่พวกเขาจะมีกุ้งมังกรไม่พอขายในภายหลังเสียมากกว่า
“แม่นาง หากเจ้ามาก่อนหน้านี้สักสองสามวันคงจะดี หลายวันมานี้ พวกเราโยนทิ้งไปเยอะทีเดียว”
ชายสองคนที่ถือตะกร้ามีสีหน้าเศร้า หากพวกเขารู้เช่นนี้คงจะเก็บแมลงทั้งหมดไว้ที่บ้าน
สิบอีแปะสามารถซื้อไข่ไก่ได้สิบฟอง ลูกๆของพวกเขาจะได้กินไข่ไก่มากเพียงใด?
“จะว่าไป…ซวินหม่าจือเพิ่งจะเก็บไปเยอะทีเดียว ข้าไปดูหน่อยดีกว่า”
ชายคนหนึ่งรีบวางตะกร้าลงทันที จากนั้นก็วิ่งออกไปราวกับถูกไฟไหม้
“แม่นาง เจ้าคิดจะทำอะไรกับแมลงพวกนี้หรือ? หากเจ้าทำอะไรผิดศีลธรรมละก็ ต่อให้เสนอเงินมากแค่ไหน ข้าก็ไม่เอาด้วยหรอกนะ”
เฝิงลิ่วและบรรพชนของเขาเป็นชาวนา และหากถังฉีคิดจะใช้กุ้งมังกรน้อยไปทำลายไร่นาของคนอื่น พวกเขาคงยอมรับไม่ได้
“ท่านลุงเฝิงไม่ต้องกังวล ข้าซื้อแมลงเหล่านี้ไปทดลองดูว่ามันจะกลายเป็นอาหารอันโอชะได้หรือไม่ ท่านคงรู้จักโรงเตี๊ยมเยว่ไหลในเมืองหลวงกระมัง? ข้าเป็นคู่ค้าของที่นั่น หน้าที่ของข้าคือตามหาวัตถุดิบใหม่ๆ แมลงเหล่านี้น่าสนใจทีเดียว ข้าจึงอยากนำกลับไปให้พ่อครัวลองปรุงดู”
ถังฉีรู้ดีว่าพวกเขายังไม่ปักใจเชื่อเสียทีเดียว ดังนั้นนางจึงต้องอ้างชื่อโรงเตี๊ยมเยว่ไหล
“เจ้าบอกว่าตัวเองเป็นคู่ค้าของโรงเตี๊ยมเยว่ไหล เจ้ามีหลักฐานหรือไม่?”
เห็นได้ชัดว่าเฝิงลิ่วไม่ยอมเชื่อง่ายๆ
“หากท่านไม่แน่ใจก็กลับไปพร้อมกับข้า และนำแมลงพวกนั้นมาด้วย เมื่อได้เห็นด้วยตาตัวเอง ท่านก็จะเชื่อ”
ถังฉียังคงรักษากิริยาสง่างาม
หากพวกเขาช่วยนำกุ้งมังกรน้อยมาที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล มันจะช่วยประหยัดเวลาให้นางได้มากทีเดียว และนางยังสามารถสอนพ่อครัวให้เตรียมกุ้งอย่างถูกวิธี
แน่นอนว่าสิ่งสำคัญที่สุดของนางคือนำกุ้งมังกรน้อยที่มีไข่เต็มท้องไปเลี้ยงไว้ในบ่ออื่นเพื่อขยายพันธุ์
“ตกลง แม่นางโปรดรออยู่ตรงนี้ก่อน ข้าจะส่งคนไปจับแมลงมาให้ จากนั้นข้าจะไปที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลพร้อมกับเจ้า”
เฝิงลิ่วยังเคลือบแคลงใจและตัดสินใจจะไปเห็นกับตาตัวเอง
“เยี่ยมไปเลย!”
ถังฉีพยักหน้า การที่นางได้รู้ว่ามีกุ้งมังกรน้อยในยุคนี้ก็เพียงพอแล้ว
ไม่นานหลังจากนั้น พวกนางก็นั่งรออยู่ในห้องซึ่งมีหญิงชาวบ้านต้มชามาให้
“ท่านพ่อ เหตุใดพวกเราไม่ซื้อที่แถบชานเมืองและจ้างคนมาเพาะเลี้ยงกุ้งมังกรน้อยพวกนี้?”
ถังฉีเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
นางอยู่ที่นี่มากี่ปีแล้ว? จำไม่ได้เลยว่านานเพียงใดที่ไม่ได้กินกุ้งมังกรน้อย!
“กุ้งมังกรน้อยหรือ?”
ถังอู่มีสีหน้าสับสน “พวกเขาเรียกมันว่าแมลงไม่ใช่หรือ เหตุใดจู่ๆถึงกลายเป็นกุ้งมังกรน้อยได้?”
“ท่านพ่อ ข้าก็แค่ตั้งชื่อให้พวกมัน เรียกพวกมันว่าแมลงออกจะน่าขยะแขยงไปหน่อย ต่อให้มีคนอยากกินก็คงไม่กล้า!”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ถังอู่จึงได้แต่พยักหน้า
“ก็จริง ‘กุ้งมังกรน้อย’ ก็ฟังดูเข้าท่าทีเดียว”
ตอนที่ 380 การเก็บเกี่ยว
หลังจากดื่มชาไปได้สักพัก เฝิงลิ่วก็เดินเข้ามาจากด้านนอก โคลนยังติดอยู่ที่ขากางเกง
“แม่นาง พวกเราจับแมลงได้เยอะทีเดียว รีบไปที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลกันก่อนเถอะ หากพวกเขารับซื้อจริง พรุ่งนี้พวกเราจะส่งไปเพิ่ม”
เมื่อเฝิงลิ่วพูดจบ เขาก็มองมาที่ถังฉี
“ได้สิ แต่…ท่านอยากเปลี่ยนเสื้อผ้าก่อนที่พวกเราจะเดินทางเข้าเมืองหรือไม่?”
ถังฉีมองเสื้อผ้าที่เปรอะเปื้อนของเขา
ในเมืองหลวง หากต้องการผ่านประตูเมืองเข้าไป จำต้องแต่งกายให้สุภาพและสะอาดสะอ้าน มิเช่นนั้น ทหารยามอาจไม่อนุญาตให้เข้า
“แม่นางถังพูดถูก โปรดรอสักครู่ ข้าจะไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเดี๋ยวนี้”
เมื่อสิ้นประโยค เฝิงลิ่วก็จากไปด้วยความรีบร้อน
หลังจากนั้นไม่นาน เขาก็กลับมา เวลานี้เขาสวมเสื้อผ้าสะอาดเรียบร้อย
“แม่นางถัง ไปกันเถอะ”
“ตกลง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ถังฉีก็ลุกขึ้นยืน ในใจพลันคิดว่าจะนำกุ้งมังกรน้อยไปทำอะไรดีเพื่อให้รางวัลตัวเองในเย็นวันนี้
ขณะที่ถังฉีและถังอู่ก้าวออกมาด้านนอก พวกเขาก็เห็นเกวียนเทียมวัวหลายเล่มจอดอยู่พร้อมบรรทุกกุ้งมังกรน้อยจำนวนมาก
“ท่านพ่อ กลับบ้านกันเถอะ”
ถังฉีอารมณ์ดีเป็นพิเศษ นางรู้สึกประหลาดใจกับเหตุการณ์ไม่คาดฝันที่เกิดขึ้นในวันนี้
“ตกลง!”
เมื่อเห็นรอยยิ้มหวานละมุนบนใบหน้าบุตรสาว ถังอู่ก็รู้สึกมีความสุขมาก
ขณะที่พวกเขามาถึงประตูรั้วก็เจอเข้ากับคนกลุ่มหนึ่ง
ลวี่ชิงชิงนั่งอยู่ในรถม้าและกำลังเดินทางไปยังที่นาแถบชานเมืองเพื่อพักร้อน แต่กลับถูกคนกลุ่มหนึ่งขวางทางไว้
“เกิดอะไรขึ้น?”
วันนี้นางอารมณ์ไม่ดี และเวลานี้ยังถูกขัดขวางในที่นาของตัวเองอีก
“คุณหนู พวกชาวบ้านกำลังจูงเกวียนเทียมวัวที่บรรทุกบางอย่างออกมา ดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะขนพวกมันออกไป!”
สาวใช้ของลวี่ชิงชิงกระซิบ
“ให้ตายเถอะ! ไม่มีใครบอกพวกเขาหรือว่าข้าจะมาที่นี่ในวันนี้? กล้าดีอย่างไรมาขวางทาง!”
ลวี่ชิงชิงยกม่านขึ้นและมองออกไปด้านนอก
นางกวาดตามองและในที่สุดก็เห็นใบหน้าที่นางเกลียดชัง
“ถังฉี!”
เมื่อเห็นถังฉี ลวี่ชิงชิงก็กระโดดลงจากรถม้าทันที
“ลวี่ชิงชิง?”
ถังฉีไม่คาดคิดว่าจะได้พบลวี่ชิงชิงที่นี่ แต่แล้วนางก็นึกขึ้นได้ สีหน้าจึงแปรเปลี่ยนเป็นขมขื่น
“หืม แม่นางถัง ไม่คิดว่าจะได้เจอเจ้าในที่นาของข้า บอกข้ามาสิ เจ้ามาทำอะไรที่นี่?”
“แล้วพวกเจ้าปล่อยให้คนนอกเข้ามาได้อย่างไร?” ลวี่ชิงชิงเสริม พลางส่งสายตาเกรี้ยวกราดให้เฝิงลิ่วและคนอื่นๆที่อยู่ข้างหลังถังฉี
“คุณหนู!”
เฝิงลิ่วไม่คิดว่าเจ้านายจะมาที่นี่ในวันนี้ ที่ผ่านมา นางไม่เคยมาในช่วงเวลานี้เลย และครั้งนี้ก็ไม่มีการแจ้งใดๆ
“ตอบข้ามาสิ เหตุใดนางถึงมาอยู่ในที่นาของข้า?” ลวี่ชิงชิงรู้ว่าคนที่ต้องรับผิดชอบเรื่องนี้ก็คือผู้ดูแล
“แม่นาง ที่นาของท่านถูกแมลงร้ายรุกรานพืชผล แม่นางผู้นี้มาเพื่อช่วยพวกเราหาทางออก”
เฝิงลิ่วไม่ได้พูดถึงเงินสิบอีแปะสำหรับกุ้งมังกรน้อยหนึ่งชั่ง เกรงว่าเจ้านายจะคิดว่าเขาทรยศ
“หึ ต่อให้พืชผลจะได้รับความเสียหายก็ไม่จำเป็นต้องให้คนนอกเข้ามายุ่ง!” ลวี่ชิงชิงพูดอย่างเย็นชา
เมื่อเห็นตะกร้าที่เรียงรายอยู่บนเกวียน นางก็ชี้นิ้วเรียวยาวไปที่ตะกร้าเหล่านั้น
“นั่นอะไร? พวกเจ้าจะเอาตะกร้าพวกนั้นไปไหน?”
เวลานี้ เฝิงลิ่วและเถียนชิงต่างมีเหงื่อผุดพรายที่หน้าผาก
“คุณหนู แม่นางผู้นี้รู้ว่าจะนำแมลงไปขายได้ที่ไหน พวกเราก็เลยจับแมลงส่วนหนึ่งให้นางนำกลับไป”
เฝิงลิ่วพูดจบก็สั่งให้ชาวบ้านนำตะกร้าลงมาจากเกวียน เผยให้เห็นกุ้งมังกรน้อยสีแดงที่คลานยั้วเยี้ยอยู่ด้านใน
เมื่อเห็นเช่นนี้ ลวี่ชิงชิงก็รู้สึกขยะแขยงจนหน้าซีด
“เจ้ากล้าดีอย่างไรถึงนำสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัวเช่นนี้มาให้คุณหนูดู อยากหัวหลุดจากบ่าหรือ?”
สาวใช้เท้าสะเอวและส่งสายตามาดร้ายให้พวกชาวบ้าน
“เปล่าเลย เปล่าเลย!”
ชาวบ้านรีบยกตะกร้ากลับขึ้นไปบนเกวียนทันที
“แม่นางถัง ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะมีจิตใจเมตตาเช่นนี้ ถึงได้ช่วยชาวบ้านในที่นาของข้าจัดการกับแมลง”
ลวี่ชิงชิงมีสีหน้าคลุมเครือ
“ฮูหยินลวี่ ข้าไม่คิดเลยว่านี่จะเป็นที่นาของท่าน!”
ถังฉีคลี่ยิ้มจางๆมีเพียงนางเท่านั้นที่รู้ว่ารอยยิ้มนี้แท้จริงแล้วขมขื่นเพียงใด
หากรู้ว่าที่นาเป็นของลวี่ชิงชิง นางคงจะนำกุ้งมังกรน้อยออกไปโดยเร็ว และไม่คิดที่จะอยากได้เพิ่ม
สุดท้ายแล้ว เราไม่ควรจะโลภมากจนเกินไป
เมื่อได้ยินคำของถังฉี สีหน้าของลวี่ชิงชิงพลันเคร่งขรึม
“แม่นางถัง เจ้าไม่จำเป็นต้องตอกย้ำว่าข้าเป็นหม้ายหรอก” ลวี่ชิงชิงสะกดกลั้นโทสะที่ปะทุขึ้นในใจ
ถังฉี “.....” นางไม่ได้หมายความเช่นนั้นสักหน่อย
“แม่…แม่นางลวี่ ท่านเข้าใจข้าผิดแล้ว ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น การมาที่นี่ในวันนี้ก็เป็นเพียงเรื่องบังเอิญ”
ถังฉีรู้สึกเหนื่อยหน่ายใจ
“ฮาฮา...ช่างเป็นความบังเอิญที่โชคร้ายจริงๆ ช่วงนี้ข้าอารมณ์ไม่ดี ก็เลยมาพักผ่อนแถบชานเมืองและไม่อยากจะพบเจอคนนอก แม่นางถัง ช่วยออกไปโดยเร็วที่สุดด้วย!”
ลวี่ชิงชิงไม่ลังเลและออกปากขับไล่ไสส่ง
เวลานี้ นางสังเกตเห็นว่าถังฉีรู้สึกกังวลเกี่ยวกับแมลงบนเกวียนเหล่านั้น
“ส่วนพืชผลที่ลดลงในที่นาของข้า คงไม่ต้องลำบากเจ้าไปมากกว่านี้ คนของข้าจะจัดการกับแมลงพวกนั้นเอง!”
“แม่นางลวี่ อย่างที่ข้าได้พูดไปแล้ว ข้ามาที่นี่ด้วยความบังเอิญ และอยากจะจ่ายเงินซื้อแมลงเหล่านี้ ท่านลองพิจารณาดูหน่อยเถอะ”
ถังฉีรู้ดีว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นไร ทว่านางยังพอมีความหวังริบหรี่
“ไม่ได้ แม่นางถัง ข้าทำเช่นนี้ก็เพราะเห็นแก่เจ้า แมลงเหล่านี้น่ารังเกียจนัก เหตุใดเสี้ยนจู่เช่นเจ้าต้องมาเสียเงินมากมายเพื่อซื้อพวกมันด้วย? เป็นข้อตกลงที่ไม่เข้าท่าเอาเสียเลย ตระกูลลวี่ไม่ต้องการมีส่วนเกี่ยวข้องกับข้อตกลงที่โง่เขลาเช่นนี้!”
ลวี่ชิงชิงปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
“คุณหนู หากปล่อยทิ้งไว้ แมลงเหล่านี้จะทำลายพืชผลจนหมดสิ้น ขายให้แม่นางผู้นี้น่าจะดีกว่า อย่างน้อยก็ยังพอเก็บเกี่ยวได้บ้าง”
เถียนชิงและเฝิงลิ่วเป็นคนฉลาด เมื่อฟังจากการสนทนาสั้นๆของหญิงสาวทั้งสอง พวกเขาก็พอจะอนุมานได้ว่าเจ้านายของตนและแม่นางผู้นี้อาจมีเรื่องขุ่นข้องหมองใจกันมาก่อน
และดูเหมือนว่าหญิงสาวใจดีและมีเมตตาผู้นี้ แท้จริงแล้วเป็นเสี้ยนจู่! ทำให้พวกเขากระตือรือร้นที่จะขายแมลงให้กับนางมากยิ่งขึ้น
“เฮอะๆ ตระกูลลวี่จำต้องพึ่งพาพืชผลจากไร่นาพวกนี้เสียที่ไหน?”
ลวี่ชิงชิงเย้ยหยัน รู้สึกพอใจที่ได้แก้แค้นอยู่บ้าง
หลังจากได้ยินเช่นนั้น ถังฉีก็ตระหนักได้ว่านางคงไม่สามารถนำกุ้งมังกรน้อยออกไปได้ ความผิดหวังฉายแววบนดวงหน้า
จบตอน
Comments
Post a Comment