ตอนที่ 386: ขับไล่ไสส่ง
“ข้าเห็นว่ากุ้งมังกรน้อยก็มีก้ามใหญ่เหมือนปู ดังนั้นวิธีการเลี้ยงกุ้งมังกรน้อยก็น่าจะคล้ายๆกัน เจ้ายังไม่ต้องกังวลเรื่องรายละเอียด แค่บอกข้ามาว่าเจ้ารู้จักคนเลี้ยงปูบ้างหรือไม่ ไม่เช่นนั้น ข้าจะได้ถามพี่ฉีเมื่อเขากลับมา”
“ข้าพอรู้จักอยู่บ้าง!”
ถังเฟิงรีบตอบ
ช่วงนี้เขาต้องดูแลกิจการของครอบครัวในเมืองหลวง ดังนั้น เขาจึงได้พบปะผู้คนจากทุกสาขาอาชีพ
แน่นอนว่าเขาได้เรียนรู้มากมายเช่นกัน
ถังเฟิงปรารถนาจะเรียนรู้ทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อที่เขาจะสามารถช่วยเหลือพี่ใหญ่ของเขาได้ดีขึ้น
“อืม เช่นนั้นก็ฝากเรื่องนี้กับเจ้าด้วย หาคนเลี้ยงปูที่มีประสบการณ์ให้ได้สักคนสองคน!”
ถังฉีกำชับอีกครั้ง
“อย่ากังวลเลยพี่ใหญ่ ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเอง ข้าจะจัดการไม่ให้ขาดตกบกพร่อง!”
ถังเฟิงกล่าวอย่างจริงจัง
“เอาล่ะ เช่นนั้นข้าจะลองดูว่ามีที่ดินตรงไหนเหมาะสำหรับการเลี้ยงกุ้งมังกรน้อย”
ถังฉีกล่าว ก่อนจะหันไปสนใจการออกแบบในกระดาษอีกครั้ง ส่วนถังเฟิงซึ่งเห็นว่าใกล้จะค่ำแล้วก็รีบออกไปทันที
ในฐานะผู้ดูแลกิจการ เขาเข้าใจว่าโอกาสมีอยู่เสมอ และหากไม่รีบคว้าเอาไว้ อาจทำให้พลาดโอกาสดีๆมากมาย
ฉีเซิ่งมาถึงจวนเจิ้นกั๋วกงพร้อมกับกล่องอาหาร และเดินตรงไปยังเรือนของเหล่าฮูหยินจ้าว
ในเวลานี้ สุขภาพของจ้าวไป่จือถือว่าฟื้นตัวเต็มที่แล้ว ตามหลักแล้ว เขาควรจะกลับไปที่เรือนของตัวเอง แต่ด้วยเป็นห่วงความปลอดภัยของผู้เป็นย่า เขาจึงเลือกที่จะอยู่ที่นี่
เมื่อฉีเซิ่งมาถึง จ้าวไป่จือกำลังรับประทานอาหารเย็นกับเจิ้นกั๋วกงและเหล่าฮูหยินจ้าว
“ฉีเซิ่ง? ช่างบังเอิญจริงๆ! มาๆๆ! มาร่วมโต๊ะกับเรา เรากำลังจะกินข้าวพอดี!”
เหล่าฮูหยินจ้าวยิ้มอย่างอบอุ่นเมื่อเห็นฉีเซิ่ง
“เหล่าฮูหยิน ข้ามาที่นี่ตามคำร้องขอของใครบางคน!” ฉีเซิ่งกล่าวพลางวางกล่องอาหารลงตรงหน้าจ้าวไป่จือ
“นี่คืออะไร?”
เหล่าฮูหยินจ้าวเหลือบมองกล่องอาหารบนโต๊ะ สีหน้าสงสัยใคร่รู้
อย่างไรก็ตาม จ้าวไป่จือทราบแล้วว่ามันมาจากผู้ใดเมื่อได้ยินคำกล่าวของฉีเซิ่ง
“เหล่าฮูหยิน ข้างในคืออาหารจานใหม่ของโรงเตี๊ยม เพิ่งทำสดใหม่จากครัว จึงเอามาให้พวกท่านได้ลองชิม”
เมื่อมีจ้าวชางอยู่ด้วย เรื่องบางอย่างจึงไม่ควรกล่าวออกไป
แต่เหล่าฮูหยินจ้าวและจ้าวไป่จือต่างเข้าใจถึงเจตนาและยิ้มให้กันอย่างรู้ใจ
“ฮาฮา...ช่างเป็นเด็กที่เอาใจใส่จริงๆ สักวันข้าต้องไปโรงเตี๊ยมของเจ้าแน่นอน!”
เหล่าฮูหยินจ้าวกล่าวพลางเปิดกล่องอาหารด้วยตัวเอง
“อืม...กลิ่นหอมดีจริง!”
แม้แต่จ้าวชางที่นั่งเงียบมาตลอดยังอดสูดกลิ่นมิได้
“นี่คืออะไร?”
เมื่อเห็น 'แมลง' ตัวใหญ่ในจาน สีหน้าของเหล่าฮูหยินจ้าวก็ดูประหลาดใจเล็กน้อย แม้นางจะเคยพบเห็นสิ่งต่างๆมานักต่อนัก
“เหล่าฮูหยิน นี่คืออาหารจานใหม่ที่ที่กำลังจะวางขายในโรงเตี๊ยม! วันนี้เราเพิ่งให้แขกทดลองชิม และทุกคนก็ชื่นชอบมันมาก”
ฉีเซิ่งเกรงว่าเหล่าฮูหยินจ้าวจะคิดมากเกินไป จึงรีบอธิบาย
“ฮาฮา...อย่าคิดมากไปเลย ข้ารู้ดีว่าอาหารจานนี้ต้องไม่ธรรมดา! เอาล่ะ บอกมาเถอะว่าเราต้องกิน 'แมลง' ตัวใหญ่พวกนี้อย่างไร?”
ท่าทีของเหล่าฮูหยินจ้าวดูกระตือรือร้นขึ้นมา
จ้าวชางเผยอปากคล้ายจะกล่าว แต่เมื่อเห็นความยินดีที่หาได้ยากบนสีหน้าของมารดา เขาจึงกลืนคำพูดของตนเองลงไป
จ้าวไป่จือหยิบกุ้งมังกรน้อยตัวหนึ่งขึ้นมาและวางลงในชามของตนเอง
จากนั้น เขาก็มองไปยังฉีเซิ่ง
“ใครก็ได้ เอาชามกับตะเกียบอีกชุดมาให้คุณชายฉีหน่อย”
ในไม่ช้า คนรับใช้ก็วางชามและตะเกียบชุดใหม่ตรงหน้าของฉีเซิ่ง
แม้ฉีเซิ่งจะอิ่มท้องจากโรงเตี๊ยมเยว่ไหลแล้ว แต่หลังจากเดินทางมาที่นี่ การกินกุ้งมังกรน้อยเพิ่มอีกสักสองสามตัวก็ไม่ถือเป็นปัญหาสำหรับเขา
“กุ้งมังกรน้อยมีวิธีกินเช่นนี้...”
ฉีเซิ่งกล่าวและสาธิต
จ้าวไป่จือเฝ้าสังเกตอย่างใจเย็น ขณะที่ฉีเซิ่งหยิบกุ้งมังกรน้อยตัวหนึ่งเข้าปาก เขาจึงค่อยๆแกะตัวที่อยู่ชาม
“เพื่อให้กุ้งมังกรน้อยมีรสชาติจัดจ้านยิ่งขึ้น ต้องกินพร้อมกับน้ำผัด”
ฉีเซิ่งกล่าวเสริม พลางตักน้ำผัดลงในชามของตนเอง ก่อนจะเริ่มแกะเปลือกอีกตัวหนึ่ง
ไม่นาน เขาก็เริ่มรับประทานอาหารด้วยความเปรมปรีดิ์
“ท่านย่า กุ้งมังกรน้อยนี้อร่อยมากจริงๆ” จ้าวไป่จือยิ้มกล่าว
เขาบอกได้ว่าเป็นถังฉีที่เป็นคนทำกุ้งมังกรน้อยจานนี้
"โอ้ จริงหรือ?"
ใบหน้าของเหล่าฮูหยินจ้าวมีแววเคลือบแคลงสงสัย นางกำลังจะขอให้คนรับใช้ช่วยแกะเปลือกให้ แต่จ้าวไป่จือกลับห้ามนางไว้
“ท่านย่า การกินกุ้งมังกรน้อยจะดีที่สุดหากท่านได้ลงมือเอง ความพึงพอใจยากจะอธิบาย — และยากจะต้านทานอย่างยิ่ง!”
แม้เขาจะกินไปเพียงไม่กี่คำ แต่จ้าวไป่จือก็ถูกรสชาติของกุ้งมังกรน้อยครอบงำเสียแล้ว
“ตกลง! เช่นนั้นข้าจะลองแกะเอง แต่หากเจ้ากล่าวเกินจริง ข้าไม่ให้อภัยเจ้าแน่!”
เหล่าฮูหยินจ้าวมองจ้าวไป่จืออย่างรักใคร่
เมื่อนางหยิบกุ้งมังกรน้อยเข้าปาก ดวงตาของนางก็เป็นประกายขึ้นมาทันที
“ชางเอ๋อร์ เจ้าต้องลองกิน! รสชาติของกุ้งมังกรน้อยไม่ธรรมดาเลย”
แม้แต่เหล่าฮูหยินจ้าวซึ่งคุ้นเคยกับอาหารรสเลิศทุกประเภทก็อดชื่นชมกุ้งมังกรน้อยมิได้
เมื่อจ้าวชางได้ยินมารดาเรียกเขาเช่นนี้ต่อหน้าผู้น้อย เขาก็กระแอมไอสองครั้งด้วยความขัดเขิน
แต่เขาก็หยิบกุ้งมังกรน้อยตัวหนึ่งมาใส่ไว้ในชามอย่างว่าง่าย
ภายใต้สายตาคาดหวังของมารดา เขาจึงแกะเปลือกและหยิบกุ้งมังกรน้อยเข้าปาก ดวงตาของเขาเป็นประกายไม่แพ้กัน
“รสชาติทั้งหอมและเผ็ดร้อน --- กินกับข้าวยิ่งอร่อย!”
จ้าวชางกินกุ้งมังกรน้อยตัวนั้นอย่างรวดเร็ว
“ท่านลุงจ้าว ยังมีรสอื่นอีก ไม่ใช่แค่รสเผ็ดเท่านั้น”
ขณะที่ฉีเซิ่งกล่าว เขาก็หยิบกุ้งมังกรน้อยรสชาติอื่นออกมาเพิ่มขึ้น
จากนั้นก็ตักกุ้งมังกรน้อยผัดกระเทียมใส่ชามของตนเองและกินอย่างเพลิดเพลิน
จ้าวไป่จือมองฉีเซิ่งที่กินกุ้งมังกรน้อยอย่างเอร็ดอร่อย คิ้วของเขาขมวดมุ่นเล็กน้อย
ขณะกำลังเพลิดเพลินกับอาหาร จู่ๆ ฉีเซิ่งก็สัมผัสได้ถึงสายตาเย็นชาที่จับจ้องมองมา เขาวางตะเกียบลงช้าๆ และหันไปสบตากับจ้าวไป่จือที่จ้องเขาตาเขม็ง
“สหายไป่จือ ไยจึงมองข้าเช่นนั้น? มีอะไรติดหน้าข้าหรือ?”
“ข้าเพียงคิดว่าเจ้าคงกินข้าวมาแล้วก่อนจะมาที่นี่”
จ้าวไป่จือกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“แค่กแค่กแค่ก...”
ฉีเซิ่งไม่คาดคิดว่าจ้าวไป่จือจะใจแคบถึงเพียงนี้ ราวกับกล่าวหาว่าเขาฉวยโอกาสและใช้จังหวะนี้เล่นงานเขา
“ข้ากินมาจากโรงเตี๊ยมแล้วจริงๆ”
ฉีเซิ่งกระแอมไอ สีหน้ากระอักกระอ่วน
“เอาล่ะ ในเมื่อเจ้ากินอาหารมาแล้ว และเราก็รู้วิธีกินกุ้งมังกรน้อยแล้วด้วย เจ้าก็ควรกลับได้แล้ว”
โดยไม่ลังเล จ้าวไป่จือขับไล่ไสส่งเขาทันที เพราะเกรงว่าหากฉีเซิ่งรั้งอยู่ต่อนานกว่านี้ เขาจะกินกุ้งมังกรน้อยจนหมด
สดับวาจา มือของฉีเซิ่งที่ถือตะเกียบก็หยุดชะงัก เขาเงยหน้าขึ้นมองจ้าวไป่จือด้วยสีหน้าขุ่นเคือง
ตอนที่ 387: ความโดดเดี่ยวเดียวดาย
“จ้าวไป่จือ เช่นนี้ไม่ต่างจากข้ามแม่น้ำได้ก็ทุบสะพานทิ้ง! ข้าอุตส่าห์ดั้นด้นเดินทางมาไกลเพื่อนำอาหารมาให้เจ้า แต่เจ้ากลับทำกับข้าเช่นนี้?”
หลังจากระบายโทสะ ฉีเซิ่งก็หันไปหาเหล่าฮูหยินจ้าวด้วยสีหน้าน่าสงสาร
“เหล่าฮูหยิน ท่านดูสิว่าสหายไป่จือปฏิบัติต่อข้าอย่างไร! ข้าอุตส่าห์แบกกุ้งมังกรน้อยมาให้ แม้จะไม่ได้ประโยชน์อะไร แต่ข้าก็ทุ่มเทอย่างเต็มที่ มาตอนนี้ หลังจากกินไปแค่ไม่กี่ตัว เขาก็ขับไล่ไสส่งข้า!”
ใบหน้าของฉีเซิ่งเต็มไปด้วยความคับข้องใจ
เขาทราบว่าถึงแม้เหล่าฮูหยินจ้าวจะเข้มงวด แต่นางก็ให้ความเป็นธรรมกับผู้คนเสมอ
“แค่ก…”
ในขณะที่ฉีเซิ่งคิดว่าเหล่าฮูหยินจ้าวจะช่วยพูดเข้าข้างเขา นางกลับกล่าวขึ้นอย่างใจเย็น
“ฉีเซิ่ง ข้าคิดว่าสิ่งที่ไป่จือกล่าวนั้นสมเหตุสมผลแล้ว เจ้าเดินทางมาไกล ควรรีบกลับจะดีกว่า ได้ยินมาว่าช่วงนี้โรงเตี๊ยมเยว่ไหลยุ่งมาก ต้องต้อนรับลูกค้ามากมายไม่เว้นแต่ละวัน ในฐานะเจ้าของ เจ้ารีบกลับไปดูแลเถอะ พวกคนงานจะได้ไม่เข้าใจผิดว่าเจ้าปล่อยปละละเลย”
วาจาของเหล่าฮูหยินจ้าวเป็นการขอให้เขาจากไปด้วยความสุภาพอย่างยิ่ง
ฉีเซิ่งรู้สึกขมขื่นเมื่อได้ยิน แต่ก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากยืนขึ้นและบอกลาทุกคน
อย่างไรก็ตาม เหล่าฮูหยินจ้าวเรียกเขาไว้อย่างมีน้ำใจ และบอกให้คนรับใช้เอาผ้าอุ่นๆมาให้เขาเช็ดมือก่อนออกไป
ได้ยินดังนั้น ฉีเซิ่งก็รู้สึกว่าหัวใจของเขาแตกเป็นเสี่ยงๆอีกครั้ง
ด้วยความคับข้องใจที่อัดแน่นเต็มอก เขาทำได้เพียงจากไปแต่โดยดี
“ไป่จือ สิ่งที่เรียกว่ากุ้งมังกรน้อยช่างอร่อยจริงๆ!”
ก่อนที่นางจะรู้ตัว เปลือกกุ้งก็กองอยู่ตรงหน้าเหล่าฮูหยินจ้าว สีหน้าของนางพึงพอใจยิ่ง
นานมากแล้วที่นางไม่ได้กินอาหารอย่างเอร็ดอร่อยเช่นนี้
“ท่านย่า หากชอบก็กินเยอะๆเถอะ อาหารจานนี้เต็มไปด้วยสมุนไพร ในเมื่อตั้งใจทำมาให้ท่าน คงจะเหมาะกับสุขภาพของท่านด้วย”
จ้าวไป่จือยิ้มกล่าว เหล่าฮูหยินจ้าวเข้าใจความหมายเบื้องหลังจึงผงกศีรษะอย่างเห็นพ้อง
“ช่างเป็นเด็กที่มีน้ำใจจริงๆ”
การนึกถึงถังฉีทำให้เหล่าฮูหยินจ้าวยิ้มแย้ม
ขณะที่จ้าวชางยังคงกินกุ้งมังกรน้อยต่อไป ยิ่งได้ยินบทสนทนาของมารดาและจ้าวไป่จือก็ยิ่งรู้สึกสับสน
“หากท่านคิดว่าฉีเซิ่งเป็นเด็กที่มีน้ำใจ ทำไมท่านถึงไล่เขาไป?”
“ไม่เกี่ยวกับเจ้า! อย่าถามอะไรไม่เข้าท่า!”
เหล่าฮูหยินจ้าวมองลูกชายอย่างตำหนิ ก่อนจะกินกุ้งมังกรน้อยต่อไปอย่างมีความสุข
จ้าวชางยังคงเต็มไปด้วยคำถาม แต่รสชาติอันแสนอร่อยของกุ้งมังกรน้อยก็ดึงดูดความสนใจของเขาจนยากจะสนใจสิ่งอื่น
ได้ยินดังนั้น เขาก็ก้มหน้าก้มตารับประทานอาหารต่ออย่างกระตือรือร้น
ณ วังหลวง
โจวเจาถือกล่องอาหารที่เต็มไปด้วยกุ้งมังกรน้อย เดินอย่างมีความสุขไปยังห้องของพระบิดา
“แค่กแค่กแค่ก…”
เสียงไอแผ่วเบาของฮ่องเต้ดังขึ้นเมื่อนางก้าวเข้าไปในห้อง
“เสด็จพ่อ เหตุใดท่านถึงไออีกแล้ว? ตามหมอหลวงดีหรือไม่?”
โจวเจาเดินเข้าไปหาฮ่องเต้พร้อมกับกล่องอาหาร ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยความกังวล
“ไม่เป็นไร แค่โรคเก่ากำเริบ ว่าแต่ทำไมวันนี้ถึงออกจากวังอีก? ทั้งยังไม่พาองครักษ์ไปด้วย หากเกิดอะไรขึ้น ข้าจะทำอย่างไร?”
ฮ่องเต้มองพระธิดาด้วยสีหน้าตำหนิ แต่น้ำเสียงกลับเต็มไปด้วยความห่วงหาอาทร
“เสด็จพ่อ อย่าคิดว่าข้าไม่รู้เรื่องที่ท่านส่งองครักษ์เงาไปคอยติดตามข้า!”
ได้ยินวาจาของพระบิดา โจวเจาก็แก้มป่องด้วยความไม่พอใจ
“ฮาฮา...เด็กโง่ เสด็จพ่อของเจ้าเพียงเป็นห่วงความปลอดภัยของเจ้าเท่านั้น! เจ้าก็รู้ตัวดีว่าเจ้าคืออัญมณีล้ำค่าเพียงหนึ่งเดียวของข้า!”
ฮ่องเต้หัวเราะเบาๆ ยื่นมือไปลูบศีรษะนางอย่างอ่อนโยน
แม้จะเป็นโอรสสวรรค์ แต่ก็ทราบดีว่าโอรสทุกคนปรารถนาให้ฮ่องเต้สวรรคตในเร็ววัน
มีเพียงธิดาผู้นี้เท่านั้นที่รักเขาอย่างจริงใจในฐานะบิดา และพระองค์ไม่เคยเสียใจเลยกับเวลาหลายปีที่คอยพะเน้าพะนอและเอาใจใส่นาง
“ฮาฮา เสด็จพ่อก็ทราบดีว่าข้าชอบกินมากแค่ไหน วันนี้ข้าเอาของอร่อยๆมาฝากท่านโดยเฉพาะ พี่สาวคนสวยของข้าเป็นคนทำเอง!”
โจวเจากล่าวด้วยความตื่นเต้น วางกล่องอาหารไว้บนโต๊ะราวกับเป็นบรรณาการอันล้ำค่า
“ฮ่าๆๆ... พี่สาวคนสวยของเจ้าทำอาหารอีกแล้วหรือ? เช่นนั้นข้าคงต้องชิมเสียแล้ว!”
ฮ่องเต้ยิ้มกล่าวขณะยื่นมือไปเปิดกล่องอาหาร
“ฝ่าบาท ให้บ่าวทดสอบพิษก่อนเถอะพ่ะย่ะค่ะ!”
ขันทีข้างกายฮ่องเต้เดินเข้ามาอย่างนอบน้อมพร้อมเข็มเงินเพื่อทดสอบกุ้งมังกรน้อยว่ามีพิษหรือไม่
“ไสหัวไป!”
ฮ่องเต้ผู้แสนอ่อนโยนเมื่อครู่ กลับคำรามอย่างกราดเกรี้ยวต่อการกระทำของขันที
ในสายตาของเขา นี่เป็นช่วงเวลาของเขาและพระธิดา และเขาไม่ต้องการให้ใครก็ตามมารบกวน
“พ่ะย่ะค่ะ บ่าวจะรีบออกไปเดี๋ยวนี้”
ขันทีสัมผัสได้ถึงความไม่พอพระทัยของฮ่องเต้ จึงรีบถอยออกมา
“ฮึ่ม หากทุกคนในใต้หล้าต้องการทำร้ายข้า คงมีแต่เจาเอ๋อร์เท่านั้นที่จะไม่ทำเช่นนั้น!”
ฮ่องเต้กล่าวด้วยรอยยิ้มขณะมองโจวเจาสอนให้เขากินกุ้งมังกรน้อย
“เสด็จพ่อ ข้าหวังว่าท่านจะมีอายุยืนเป็นหมื่นปี อยู่เคียงข้างข้าตลอดไป ไม่ว่าเราจะเป็นองค์หญิงและฮ่องเต้ หรือแค่พ่อและลูกสาวก็ตาม”
โจวเจามองพระบิดาด้วยดวงหน้าน้ำตารื้น
“เด็กดี กล่าวกันว่าลูกสาวคือความอบอุ่นเล็กๆน้อยๆของพ่อ และนั่นก็เป็นความจริงอย่างที่สุด!”
ฮ่องเต้ทรงยิ้ม มองดูธิดาของพระองค์ซึ่งเวลานี้เริ่มโตเป็นสาวแล้ว
“เสด็จพ่อ ตรัสพอแล้ว ลองเสวยกุ้งมังกรน้อยดูเถอะเพคะ ข้ากินไปหลายตัวแล้วที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหล!”
โจวเจาทำไม้ทำมืออย่างน่ารัก
“ฮ่าฮ่าฮ่า... เจาเอ๋อร์ เจ้านี่ช่างเป็นนักกินจริงๆ โชคดีที่ครอบครัวเรามั่งคั่งร่ำรวย ไม่เช่นนั้นหากเจ้าเกิดในครอบครัวธรรมดา เจ้าคงอดตายเป็นแน่!”
ฮ่องเต้ล้อเลียนขณะรับประทานกุ้งมังกรน้อย
“เสด็จพ่อ หากยังแกล้งข้าอีก ข้าจะกินกุ้งมังกรน้อยให้หมดและจะไม่เอามาให้ท่านอีกแล้ว!”
ใบหน้าของโจวเจาแดงด้วยความเขินอาย
“ฮ่าฮ่าฮ่า... ตกลง ตกลง ข้าจะไม่พูดจาเลอะเทอะอีกแล้ว ต่อไปนี้เจ้าต้องนำอาหารอร่อยๆที่หาได้มาให้ข้าด้วย ข้าเบื่ออาหารที่ของห้องเครื่องเต็มที”
สีหน้าของฮ่องเต้พลันเศร้าโศก
ในฐานะฮ่องเต้ เขาไม่สามารถออกจากวังหลวงได้ง่ายๆ และโลกภายนอกก็เป็นเพียงสิ่งที่เขาได้ยินจากคนอื่นเท่านั้น
ผู้คนต่างคิดว่าฮ่องเต้อยู่เหนือกว่าราษฎรทุกคนในแผ่นดิน แต่พวกเขาไม่มีทางล่วงรู้ถึงความโดดเดี่ยวภายในใจ พระโอรสทุกคนต่างปรารถนาในราชบัลลังก์ โดยไม่เคยเข้าใจถึงความโดดเดี่ยวเดียวดายบนความสูงที่เขาเคยไปถึง
ยิ่งฮ่องเต้มองดูพระธิดา พระองค์ก็ยิ่งรู้สึกปลาบปลื้มใจ น่าเสียดายที่นางเป็นสตรี ไม่เช่นนั้น หากพระองค์สามารถมอบบัลลังก์ให้นางได้...
เมื่อใคร่ครวญเรื่องนี้ ฮ่องเต้ก็ได้แต่ทอดถอนใจ
“เสด็จพ่อ กุ้งมังกรน้อยไม่ถูกปากท่านหรือ เสด็จพ่อถอนหายใจทำไม?”
“เปล่าหรอก กุ้งมังกรน้อยอร่อยมาก ข้าเพียงคิดว่าออกไปกินข้าวกับเจ้าแบบคู่พ่อลูกทั่วไปไม่ได้ จึงรู้สึกเสียดายไม่น้อย”
ตอนที่ 388: ไม่ต้องกังวล
“เสด็จพ่อ จะออกไปด้วยกันหรือข้าเอามาฝากท่านก็ไม่ต่างกัน! เพียงได้อยู่กับเสด็จพ่อ นี่ต่างหากที่เรียกว่าความสุขของครอบครัว”
ความเสียใจฉายชัดในแววตาของโจวเจา
อย่างไรก็ตาม นางทราบว่าสุขภาพของพระบิดาทรุดลงเรื่อยๆ ดังนั้นนางจึงเลี่ยงการกล่าวถึงเรื่องที่อาจทำให้พระบิดาไม่สบายใจ
“ใช่แล้ว ความสุขของครอบครัว”
ฮ่องเต้ทรงมองดูพระธิดาด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
จากนั้น เขาก็แกะกุ้งมังกรน้อยอย่างชำนาญและรับประทานด้วยรอยยิ้ม
โจวเจาไม่ได้นิ่งเฉย แม้นางยังคงปรารถนาจะกินกุ้งมังกรน้อยอีกก็ตาม
นางแกะเปลือกอย่างขยันขันแข็งใส่ชามให้ฮ่องเต้ สร้างบรรยากาศที่กลมกลืนระหว่างบิดาและบุตรสาว
“เจาเอ๋อร์ ไม่คิดเลยว่าเจ้าจะเป็นคนเอาใจใส่ถึงเพียงนี้ ถึงขนาดแกะเปลือกกุ้งมังกรน้อยให้ข้า!”
ฮ่องเต้เห็นมือของพระธิดาสุดที่รักเปื้อนน้ำมันก็รู้สึกปวดใจอย่างยิ่ง
เขาเกือบเรียกขันทีคนสนิทมาช่วย แต่ยั้งใจไว้
ท้ายที่สุดแล้ว ช่วงเวลาอบอุ่นอันแสนหายากระหว่างบิดาและบุตรสาวเหล่านี้ก็ล้ำค่าเกินกว่าจะให้สิ่งใดมารบกวน
“เสด็จพ่อ การเอาใจใส่ท่านคือสิ่งที่ข้าควรทำ!” โจวเจามองค้อน
“แม้ข้าจะเกิดในราชวงศ์ แต่ท่านก็รักใคร่เอ็นดูข้าไม่ต่างจากพ่อสามัญชนคนอื่นๆ ข้ารู้สึกขอบคุณท่านมาก เสด็จพ่อ การแกะกุ้งเพียงไม่กี่ตัวไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย!”
หลังจากกล่าวจบ โจวเจาก็ทำหน้าทะเล้นใส่ฮ่องเต้
“ฮ่าฮ่าฮ่า...ใครจะคิดว่าลูกสาวข้าจะมีจิตใจโอบอ้อมอารีถึงเพียงนี้! ดี ดีมาก! เจาเอ๋อร์ของข้าโตขึ้นแล้วจริงๆ!”
ฮ่องเต้สังเกตว่าโจวเจาเปลี่ยนไปมากนับตั้งแต่ออกจากวัง --- นางดูเป็นผู้ใหญ่มากขึ้น
เขาทราบว่า 'พี่สาวคนสวย' ที่นางมักเอ่ยถึงบ่อยๆ คงมีส่วนสำคัญในการเปลี่ยนแปลงนี้
ฮ่องเต้จึงปรารถนาจะพบหญิงสาวผู้นี้มากยิ่งขึ้น
“เสด็จพ่อ กุ้งมังกรน้อยน่ากินหรือไม่เพคะ?”
ไม่นาน กุ้งมังกรน้อยที่โจวเจานำกลับมาก็ถูกแกะเปลือกเรียบร้อย
บัดนี้ เบื้องหน้าองค์ฮ่องเต้มีจานเล็กๆสี่ใบ ซึ่งแต่ละใบเป็นผัดกุ้งมังกรน้อยรสชาติต่างกัน
“อืม น่ากินมาก ข้าไม่ได้กินอะไรที่น่ารื่นรมย์เช่นนี้มานานมากแล้ว ลำบากเจ้าแท้ๆ!”
ฮ่องเต้มองดูพระธิดาด้วยความรักใคร่ ทราบว่าเมื่อเจาเอ๋อร์โตขึ้น ขุนนางทั้งหลายจะเริ่มกดดันเรื่องการแต่งงานของนางในไม่ช้า
เขานึกถึงเจาเอ๋อร์ผู้สดใสไร้เดียงสา และสุขภาพที่เสื่อมถอยของตนเอง เมื่อเวลานั้นมาถึง และเขาไม่ได้อยู่ดูแลนางอีกต่อไป...
ความคิดดังกล่าวทำให้การเคลื่อนไหวของเขาเชื่องช้าลง
“เสด็จพ่อ เป็นอะไรไปเพคะ? หรือว่ากุ้งมังกรน้อยไม่ถูกปาก”
โจวเจามองพระบิดาด้วยสีหน้ากังวล
“อ้อ ไม่เป็นไร ข้าเพียงคิดอะไรไปเรื่อย หลังจากกินกุ้งมังกรน้อยเสร็จแล้ว ข้ามีของกำนัลให้เจ้าด้วย!”
สีหน้าของฮ่องเต้สดใสขึ้น ราวกับตัดสินใจบางอย่างได้จึงฉีกยิ้มกว้าง
“เอ๊ะ เสด็จพ่อมีอะไรจะให้ข้าหรือ?” ใบหน้าของโจวเจาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
ในอดีต เมื่อใดก็ตามที่พระบิดาของนางกล่าวเช่นนี้ นั่นหมายความว่าเขาเตรียมของกำนัลชั้นเลิศให้นางเสมอ
“ฮ่าฮ่าฮ่า... ข้าจะเก็บเรื่องนี้เป็นความลับก่อน ไว้ค่อยคุยกันหลังจากกินกุ้งมังกรน้อยเสร็จแล้ว ส่วนเจ้าก็รีบแกะกุ้งมังกรน้อยเร็วเข้าเถอะ เจ้าเกือบตามข้าไม่ทันแล้ว!”
ฮ่องเต้หยอกล้อพระธิดา
“เพคะ! ข้าจะเร่งมือ!” โจวเจาแลบลิ้น
หลังจากนั้นไม่นาน นางก็แกะกุ้งมังกรน้อยที่นำกลับมาครบทุกตัว
ฮ่องเต้กินอาหารด้วยความยินดี และไม่นานชามของพระองค์ก็ว่างเปล่า
ขณะนั้น เขาดีใจที่ไม่ได้เรียกให้บ่าวรับใช้มาช่วยแกะกุ้งตั้งแต่แรก มิเช่นนั้น เขาก็คงกินได้ไม่มากเท่านี้
นับเป็นครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขารับประทานอาหารอย่างเพลิดเพลินจําเริญใจเช่นนี้
“เสด็จพ่อ ของกำนัลที่ท่านเอ่ยถึงเมื่อครู่ — มันคืออะไรหรือเพคะ?”
โจวเจาไม่อาจระงับความอยากทราบของนางได้อีกต่อไป และมองดูฮ่องเต้อย่างกระตือรือร้น
“ฮ่าๆๆ... เด็กน้อยคนนี้จำเก่งจริงๆ ไม่ต้องห่วง พ่อรักษาสัญญาเสมอ!”
ฮ่องเต้เรียกบ่าวรับใช้ให้นำผ้าชุบน้ำอุ่นมาถวาย หลังจากทำความสะอาดมือแล้ว พระองค์ก็มองพระธิดาด้วยรอยยิ้ม
“เจาเอ๋อร์ มาที่ห้องทรงพระอักษรกับข้าเถอะ ข้ามีบางอย่างจะมอบให้เจ้า!” ฮ่องเต้กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง
โจวเจารีบเดินตามพระบิดาไปยังห้องทรงพระอักษร
เมื่อทั้งสองพระองค์เดินออกไป ขันทีก็ออกมาความสะอาดโต๊ะ เหลือบไปเห็นกองเปลือกกุ้งมังกรน้อยและสบตากัน
“นี่มันอาหารอะไรกัน? ข้าไม่เคยเห็นมาก่อน กลิ่นหอมน่ากินเหลือเกิน แต่ฮ่องเต้เสวยไปเยอะถึงเพียงนี้ พระองค์จะไม่เป็นอะไรหรือ?”
“เงียบเถอะ! เราจะวิจารณ์สิ่งที่ฮ่องเต้ทรงกระทำได้อย่างไร? จำไว้ว่าอยู่ในวัง พูดให้น้อยลง ขยันทำงานให้มาก!”
คำกล่าวของขันทีหนุ่มถูกขันทีผู้เฒ่าตำหนิทันที
“รีบจัดการให้เรียบร้อย พรุ่งนี้ข้าจะชิมอาหารจานนี้เอง!”
ขันทีผู้เฒ่าที่เพิ่งจะตำหนิผู้น้อยเมื่อครู่ คล้ายจะถูกความคิดนั้นครอบงำอย่างสิ้นเชิง
หากฮ่องเต้ทรงโปรดอาหารจานนี้ เราผู้เป็นบ่าวรับใช้ของพระองค์ก็ต้องได้ชิม!
ในไม่ช้า พ่อลูกมาถึงทางเข้าห้องทรงพระอักษรภายใต้แสงจันทร์
“เสด็จพ่อ เรามาถึงแล้วเพคะ!”
เมื่อมาถึงห้องทรงพระอักษร ขันทีก็เปิดประตูทันที
ฮ่องเต้เดินไปที่โต๊ะ หยิบพู่กันขึ้นมาและลงมือเขียน ก่อนจะหยิบตราประทับส่วนพระองค์ขึ้นมา ประทับลงบนกระดาษ
ก่อนจะยื่นให้โจวเจาด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“เสด็จพ่อ นี่คืออะไร?” โจวเจามองราชโองการสีเหลืองสดในมือของนางด้วยความสงสัยใคร่รู้
“ฮาฮา… เจาเอ๋อร์ เปิดอ่านดูเองเถอะ!”
ฮ่องเต้มองพระธิดาด้วยรอยยิ้มอบอุ่น
โจวเจารีบกางพระราชโองการออกอย่างรวดเร็ว เมื่ออ่านเนื้อหาจบแล้ว นางก็มองฮ่องเต้สีหน้าซาบซึ้ง
"เสด็จพ่อ..."
โจวเจาตกตะลึง!
นางไม่คาดคิดว่าราชโองการฉบับนี้ จะเป็นการประกาศว่าในภายหน้าเมื่อนางแต่งงาน ไม่ว่าใครก็ไม่มีสิทธิ์เข้ามายุ่งเกี่ยว!
“เจาเอ๋อร์ เจ้าเป็นลูกสาวคนเดียวของข้า ข้าจะทนเห็นเจ้าแต่งงานกับคนที่เจ้าไม่ได้รักได้อย่างไร ดังนั้นรักษาราชโองการฉบับนี้ไว้ให้ดี หากวันหนึ่งข้าไม่อยู่แล้ว เจ้าก็ไม่ต้องกังวลเรื่องการแต่งงานอีกต่อไป”
ฮ่องเต้เอ่ยเบาๆ จากนั้นก็เริ่มไออีกครั้ง
เขาเตรียมการไว้ล่วงหน้า ในฐานะบิดาและฮ่องเต้ นี่คือสิ่งที่ดีที่สุดที่เขาทำได้ เพื่อให้แน่ใจว่าพระธิดาของเขาจะมีความสุข
“เสด็จพ่อ ข้ารู้มาตลอดว่าเสด็จพ่อคือคนที่รักข้ามากที่สุด!”
โจวเจาที่เต็มตื้นไปด้วยอารมณ์ก็โผเข้าสู่อ้อมแขนของพระบิดา
ตอนที่ 389: เลี้ยงกุ้งมังกรน้อย
นางไม่สามารถสรรหาคำพูดใดมาอธิบายความตื้นตันภายในใจ นอกจากนี้ บิดาและบุตรสาวต่างรู้สึกเจ็บปวดเกินกว่าจะพูดคำเหล่านี้ออกมา
“ตราบใดที่ลูกสาวข้าร่าเริงและมีความสุข แค่นี้ข้าก็พอใจแล้ว” ฮ่องเต้เอ่ย ยื่นมือออกไปลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยน
เมื่อได้ยินเช่นนี้ โจวเจาก็ยิ่งรู้สึกโศกเศร้า
-----------------------
เป็นไปดังคาด กุ้งมังกรน้อยของโรงเตี๊ยมเยว่ไหลเป็นที่นิยมไปทั่วเมืองหลวงในเวลาอันรวดเร็ว
แขกที่ไม่ได้มาที่โรงเตี๊ยมเยว่ไหลเมื่อวานนี้ต่างพากันมารวมตัวที่ทางเข้าตั้งแต่เช้าตรู่
เมื่อคนงานเตรียมตัวเปิดร้าน พวกเขาก็ต้องตกตะลึงเมื่อเห็นภาพดังกล่าว
“ไม่แปลกใจเลยจริงๆ วันนี้พวกเจ้าตั้งใจจะขายกุ้งมังกรน้อยกี่ชั่ง? เมื่อวานข้าได้กินไปแค่นิดเดียว ยังไม่สมใจอยากเลย!”
แขกที่มาเมื่อวานมีสีหน้าผิดหวัง
ส่วนพวกที่ยังไม่เคยลิ้มรสกุ้งมังกรน้อยอาจยังไม่รู้สึกอะไร แต่หากพวกเขาได้ลองชิมสักครั้ง คงกลายเป็นความต้องการที่มิอาจต้านทาน
ดังนั้น เช้าตรู่ในวันนี้ พวกเขาจึงรีบกลับมา
“ทุกท่าน เมื่อวานคุณชายฉีแจ้งแล้วมิใช่หรือว่าต้องเข้าแถวให้เป็นระเบียบ? หลีกเลี่ยงเหตุการณ์วุ่นวาย”
ถังฉียืนอยู่ใกล้ๆ ไม่คาดคิดว่าวันนี้จะมีลูกค้ามากมายเพียงนี้
โชคดีที่นางมาถึงเร็วและสามารถดูแลทุกอย่างได้ งานที่เหลือจึงตกเป็นหน้าที่ของเสี่ยวเอ้อ
“คนพวกนั้นนำกุ้งมังกรน้อยมาส่งหรือยังนะ?”
ถังฉีพึมพำกับตัวเองขณะมุ่งหน้าไปยังห้องครัว
เมื่อเดินเข้าไปข้างใน นางก็เห็นกลุ่มคนคุ้นตาที่ขายกุ้งมังกรน้อยให้นางเมื่อวันก่อน
“แม่นาง ในที่สุดท่านก็มา พวกเรารอมาพักหนึ่งแล้ว และพวกเรายังมีงานในไร่นาที่ต้องกลับไปทำ”
“ไม่ต้องห่วง ข้าจะซื้อกุ้งมังกรน้อยทั้งหมดที่พวกท่านนำมา”
จากนั้น นางก็สั่งให้นำกุ้งมังกรน้อยไปชั่ง
“วันนี้พวกเราได้กุ้งมังกรน้อยมาทั้งหมดหนึ่งร้อยชั่ง!”
คนของโรงเตี๊ยมเยว่ไหลเอ่ยด้วยความตื่นเต้น
“เยี่ยมไปเลย อีกสักครู่ พวกท่านไปรับเงินที่เถ้าแก่ได้เลย”
ถังฉีไม่คิดว่าพวกเขาจะนำกุ้งมังกรน้อยมามากมายถึงเพียงนี้ แม้ว่ามันจะเป็นเพียงหยดน้ำในมหาสมุทรสำหรับโรงเตี๊ยมเยว่ไหลก็ตาม
ทันใดนั้น นางสังเกตเห็นว่ากุ้งมังกรน้อยหลายตัวมีไข่อยู่เต็มท้อง ดวงตาของนางเป็นประกายทันที
ชาวบ้านตรงไปหาเถ้าแก่ด้วยความดีใจ หารู้ไม่ว่าถังฉีกำลังคิดอะไรอยู่
“แม่นาง วันนี้พวกเราได้กุ้งมาเยอะกว่าเมื่อวาน หากใช้ไม่หมดแล้วเก็บไว้ที่นี่ มันจะไม่เน่าเสียหรือ?”
ทันทีที่พวกชาวบ้านจากไป เถ้าแก่ก็เดินเข้ามาหาถังฉีด้วยความตื่นเต้น
“ไม่หรอก แค่ให้คนมาคัดแยกตัวที่มีไข่เต็มท้องออกอย่างระมัดระวังก็พอ”
ถังฉีจับกุ้งมังกรน้อยที่มีไข่ติดอยู่ที่ท้องออกมาให้เขาดู
“ได้เลยขอรับ ข้าจะให้คนมาจัดการทันที” เถ้าแก่พยักหน้าด้วยความกระตือรือร้นเมื่อได้เห็นกุ้งมังกรน้อยในมือของนาง
ไม่นาน เสี่ยวเอ้อก็คัดแยกตัวที่มีไข่ออกมาจนหมด
“เสี้ยนจู่ พวกเราจะทำอะไรกับกุ้งมังกรน้อยพวกนี้หรือ?” เถ้าแก่เอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ซื้อกุ้งมังกรน้อยจากคนอื่นทุกวัน หากวันหนึ่งพวกเขาไม่ยอมขายให้เราจะทำอย่างไร? พวกเรามิต้องสูญเสียแหล่งรายได้หรอกหรือ?”
ถังฉีมองเถ้าแก่อย่างรู้ทัน
นางตระหนักดีว่าผู้คนที่ทรยศนั้นเป็นอย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อกุ้งมังกรน้อยเหล่านี้มาจากที่ดินของลวี่ชิงชิง นางจึงควรเตรียมตัวให้พร้อม
“ก็จริง เวลานี้มีกุ้งมังกรน้อยอยู่มากมาย แต่หากวันหนึ่งพวกเขาไม่ยอมขายให้กับเรา หรือคู่แข่งเกิดรู้สึกอิจฉาขึ้นมา…”
เถ้าแก่รู้สึกขนลุกขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงเรื่องนี้
“เอากุ้งมังกรน้อยพวกนี้ไปใส่ถังไม้ไว้ก่อน เมื่อหาสถานที่ที่เหมาะสมได้ค่อยจัดการกับพวกมัน”
ถังฉีรู้ดีว่ากุ้งมังกรน้อยพวกนี้มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมมากเพียงใด
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เถ้าแก่ก็รีบพยักหน้าและสั่งให้คนนำกุ้งมังกรน้อยใส่ลงไปในถังน้ำอย่างระมัดระวัง
เมื่อเห็นเช่นนี้ ถังฉีก็ได้แต่อมยิ้ม ต่อไปก็ไม่ต้องกังวลว่าจะไม่มีกุ้งมังกรน้อยอีกแล้ว
ชาวบ้านที่นำกุ้งมังกรมาส่งพากันกลับออกไปอย่างมีความสุข พวกเขาไม่ได้คาดคิดว่าการทำงานเพียงครึ่งวันจะได้เงินมากกว่าการทำงานในไร่นาทั้งเดือน
“แม่นางถังผู้นี้เป็นคนดีมีเมตตาเหลือเกิน นางบอกวิธีหาเงินให้พวกเราโดยไม่ลังเลใจเลย”
ระหว่างทางกลับ ชาวบ้านต่างยิ้มแย้มแจ่มใส หลายคนแวะตลาดเพื่อซื้อข้าวของกลับไปฝากครอบครัวของตน
แน่นอนว่าการกระทำของพวกเขาอยู่ในสายตาของจ้าวไป่จือ
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ถังเฟิงพบชาวบ้านที่เชี่ยวชาญในการเลี้ยงปู พวกเขาขุดบ่อขึ้นอีกแห่งเพื่อให้เหมาะสมกับการเพาะเลี้ยงกุ้งมังกรน้อย
“แม่นางถัง อีกไม่นานก็จะมีกุ้งมังกรน้อยเต็มไปหมด ไม่คิดเลยว่าท่านจะมองการณ์ไกลถึงขนาดคิดเลี้ยงกุ้งมังกรน้อยด้วยตัวเอง”
ลุงซวิน ชาวบ้านที่เชี่ยวชาญในการเลี้ยงปูเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
“ท่านลุงซวิน กุ้งมังกรน้อยเหล่านี้แพร่พันธุ์เร็วมาก หากเราขุดบ่อเพิ่มอีกสักสองสามบ่อ พวกเราก็น่าจะมีกุ้งมังกรน้อยมากพอที่จะส่งให้โรงเตี๊ยมเยว่ไหล”
ถังฉียิ้มกว้าง
นางไม่คิดว่าถังเฟิงจะได้เจอคนเลี้ยงปูเร็วถึงเพียงนี้
“ใช่ ใช่ ข้าได้ลองชิมเนื้อของมันแล้ว อร่อยมากจริงๆ ใครจะคิดว่าสิ่งมีชีวิตหน้าตาน่ากลัวจะกลายเป็นที่ต้องการถึงเพียงนี้?”
ลุงซวินหัวเราะชอบใจ
เขาเองก็รู้สึกพอใจที่ได้เพาะเลี้ยงกุ้งมังกรน้อย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้ค่าตอบแทนงามๆ และได้กินของอร่อยบ่อยๆ
“ข้าบังเอิญอ่านเจอในตำรา ตัวข้าเองก็ไม่คาดคิดว่าจะมีสิ่งนี้อยู่จริงๆ จนได้ไปเห็นด้วยตาตัวเอง ข้าไม่รู้มาก่อนว่าเมื่อนำมาปรุงอาหารแล้ว พวกมันจะมีรสชาติดีเช่นนี้ ข้าก็เลยตัดสินใจนำมาขายในโรงเตี๊ยมเยว่ไหล”
เมื่อคิดถึงเงินที่นางจะหาได้ ถังฉีก็อดไม่ได้ที่จะยิ้มออกมา
“แม่นางไม่ต้องเป็นห่วง ปล่อยให้เป็นหน้าที่ข้าเถอะ ข้าคุ้นเคยกับการเพาะเลี้ยงปู แต่จำต้องเลิกไปเพราะแก่แล้วและคิดถึงบ้าน”
ลุงซวินยิ้มกล่าว
“วันหน้า ข้าคงต้องพึ่งพาท่านลุงแล้ว”
ตอนที่ 390: ร้านขายเครื่องประดับ
หลังจากจัดการเรื่องเพาะเลี้ยงกุ้งมังกรน้อยเรียบร้อยแล้ว ถังฉีก็รู้สึกพอใจมาก
นางเพิ่งสังเกตเห็นรัศมีของลุงซวิน และตระหนักได้ว่าเขาเป็นคนซื่อสัตย์และตรงไปตรงมาทีเดียว
ดังนั้น ถังฉีจึงรู้สึกไว้วางใจให้เขารับผิดชอบเรื่องการเพาะเลี้ยงกุ้งมังกรน้อย
และเหนือสิ่งอื่นใด คือเวลานี้ถังเฟิงได้เรียนรู้วิธีจ้างงานคนอย่างชาญฉลาดและได้พบคนที่น่าเชื่อถือ
“พี่ใหญ่ รอก่อน”
ขณะที่ถังฉีกำลังกลับไปทำมื้อเที่ยงให้ถังเหอและคนอื่นๆ ถังเฟิงก็รั้งนางไว้
“น้องสี่ มีอะไรหรือ? มีอะไรที่เจ้าไม่เข้าใจหรือเปล่า?”
ถังฉีหยุดชะงักและหันกลับมามองถังเฟิงด้วยสีหน้าฉงน
“พี่ใหญ่ ข้าอยากจะเปิดร้านขายเครื่องประดับในเมืองหลวง” ถังเฟิงเอ่ยด้วยแววตาคาดหวัง
“เอ๊ะ? ไม่คิดเลยว่าเฟิงจือของเราจะเริ่มวิเคราะห์ตลาดเป็นแล้ว ไหนบอกข้าสิ เจ้าคิดเห็นเช่นไร?” ถังฉีมองน้องชายด้วยความสนใจ
“ช่วงนี้ข้ามักจะตระเวนไปทั่วเมืองหลวงและสังเกตเห็นว่าร้านขายเครื่องประดับกำลังเป็นที่นิยมมาก โดยเฉพาะพวกลูกสาวขุนนางและสตรีสูงศักดิ์ พวกนางมักจะไปที่ร้านเหล่านี้เพื่อซื้อเครื่องประดับทุกๆสองหรือสามวัน”
ถังเฟิงมองเห็นโอกาสทางการค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อครอบครัวของเขาสามารถผลิตไข่มุกได้อย่างต่อเนื่อง
แม้ว่าพี่สาวของเขาจะเป็นคู่ค้าของฉีเซิ่ง แต่ก็ไม่ยังมีกิจการที่เป็นของครอบครัวอย่างแท้จริง
“ตกลง หากเจ้าอยากจะเปิดร้านขายเครื่องประดับจริง เช่นนั้นก็รองร่างแผนมาให้ข้า หากเหมาะสม ข้าย่อมสนับสนุนเจ้าแน่” ถังฉีเอ่ยด้วยความปีติยินดี
“ไม่ต้องห่วง พี่ใหญ่! ข้ามีความคิดมากมายอยู่ในหัว ข้าจะร่างทุกอย่างให้ท่านดูภายในคืนนี้!” ถังเฟิงไม่ได้คาดหวังว่าพี่สาวจะเห็นด้วยกับข้อเสนอของเขา ความตื่นเต้นดีใจพลันปรากฏบนใบหน้า
“แต่ว่า…พี่ใหญ่ ข้าเองก็เก็บตั๋วเงินมาหลายปี ดังนั้นข้าไม่ต้องการเงินทุนจากท่านหรอก” ถังเฟิงตบที่อกตนเอง ราวกับเป็นลูกผู้ชายเต็มตัว
“โอ้ ไม่คิดเลยว่าน้องชายของข้าจะใจถึงพึ่งได้ปานนี้ เช่นนั้นก็ตกลง เจ้านำไข่มุกมาใช้ได้ตามสบายเลย แต่เจ้าต้องทำบัญชีเอาไว้ด้วย แม้แต่พวกเราพี่น้อง การทำบัญชีให้โปร่งใสก็ถือเป็นเรื่องจำเป็น อย่างไรเสีย ไข่มุกของที่บ้านก็เป็นของคนอื่นๆด้วยเช่นกัน”
ถังฉีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม ในใจของนาง น้องๆทุกคนล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน
ยิ่งไปกว่านั้น สิ่งนี้จะทำให้ถังเฟิงระมัดระวังมากขึ้น ท้ายที่สุดแล้ว ความสำเร็จหรือความล้มเหลวจะไม่ใช่ของเขาเพียงคนเดียว
“พี่ใหญ่ ข้าเข้าใจแล้ว!”
ถังเฟิงตระหนักดีว่าถังฉีหมายความว่าอย่างไร และใบหน้าอ่อนใสของเขาก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น
“เยี่ยมจริงๆ ไม่คิดว่าเฟิงจือของเราจะมีหัวการค้าถึงเพียงนี้!” ฉีเซิ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆ เดินเข้ามาพร้อมใบหน้าเปื้อนยิ้ม
“พี่ฉี!”
เมื่อเห็นว่าฉีเซิ่งล่วงรู้แผนของตน รอยยิ้มจางๆจึงปรากฏ
“พี่ฉี ข้าไม่เคยดูแลร้านมาก่อน คงต้องรบกวนให้ท่านช่วยชี้แนะแล้ว” ถังเฟิงประกบมือและคำนับด้วยความนอบน้อม
“ฮ่าฮ่าฮ่า…ได้เลย ข้าเองก็ไม่คิดว่าเจ้าจะมีความกล้าหาญและความมุ่งมั่นตั้งแต่อายุยังน้อย! ตอนที่ข้าอายุเท่าเจ้า ข้ายังเรียนในสำนักศึกษาอยู่เลย”
ฉีเซิ่งเอ่ยพลางถอนหายใจ
ชื่อเสียงของเขาเริ่มเป็นที่รู้จักในเมืองหลวง และในแผ่นดินเป่ยโจว การค้าขายมิใช่เรื่องที่น่าดูแคลน ดังนั้นลูกหลานขุนนางชั้นสูงจึงหันมาทำการค้ามากขึ้น
“เฟิงจือมีความสนใจในวิชาคำนวณมาโดยตลอด และในช่วงหลายปีที่ผ่านมา เขาก็สัมผัสกับประสบการณ์มากมาย จึงไม่น่าแปลกใจที่เขาอยากริเริ่มทำการค้า”
ถังฉีเอ่ยด้วยรอยยิ้มภาคภูมิใจ
นางคาดเดาเอาเองว่าถังเฟิงอาจได้รับอิทธิพลจากถังเหอที่อายุน้อยกว่าแต่กลับมีทักษะวิชาหมอที่น่าเหลือเชื่อ ในฐานะพี่ชาย เขามิอาจยอมให้ตนเองด้อยกว่า
“ในเมื่อเจ้าตัดสินใจจะเปิดร้านขายเครื่องประดับ เจ้าเลือกสถานที่แล้วหรือยัง?”
ฉีเซิ่งหันไปถามถังเฟิง
“ไม่กี่วันมานี้ ข้าสำรวจพื้นที่หลายแห่งในเมืองหลวงแล้ว พี่ฉี ถนนที่ท่านและพี่ใหญ่ขายไข่มุกนั้นมีสตรีชั้นสูงแวะเวียนมามากกว่าที่อื่นๆ ถ้าข้าเช่าร้านที่นั่นและมุ่งเน้นไปที่สินค้าคุณภาพสูงย่อมมีกำไรแน่นอน"
เขาวางแผนไว้หมดแล้ว
“พี่ฉี ข้าไม่ได้มีเจตนาที่จะแข่งขันกับกิจการของท่าน อย่างไรเสีย คนที่จะอุดหนุนเครื่องประดับเหล่านี้ได้ก็มีแต่พวกชนชั้นสูงและขุนนางเท่านั้น พื้นที่บริเวณอื่นมีความหลากหลายมากเกินไป”
ถังเฟิงกล่าวจบก็ยกมือขึ้นเกาศีรษะเบาๆ
“ไม่ต้องห่วง แค่ขายไข่มุกในร้านก็ทำกำไรได้ทุกปี! ในเมื่อเจ้าต้องการเปิดกิจการ ข้าจะต้องหารือเรื่องสัญญากับพี่สาวของเจ้าใหม่อีกครั้ง”
ฉีเซิ่งเอ่ย
ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา การเป็นหุ้นส่วนกับถังฉีทำให้เขาทำเงินได้มากมาย แม้แต่องค์ชายสามยังประทับใจกับกิจการของพวกเขามาก
ต่อให้ถังฉีจะไม่ได้ทำการค้ากับเขาแล้ว แต่กำไรจากการขายเกลือคุณภาพดีเพียงอย่างเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้เขามีฐานะมั่งคั่ง
เขาหาใช่คนโลภมาก
“ไม่จำเป็นต้องเจรจาเรื่องสัญญาใหม่หรอก เพราะเขาตั้งใจจะขายเครื่องประดับ ไข่มุกจะเป็นสินค้าที่มีความสำคัญอย่างแน่นอน แต่ก็ไม่ใช่ในปริมาณมาก แค่เน้นไปที่สินค้าคุณภาพดีก็เพียงพอแล้ว”
ถังฉีเอ่ยด้วยรอยยิ้ม
ถังฉีรู้ดีว่าการทำการค้า สิ่งต่างๆ ย่อมต้องเป็นไปตามขั้นตอน
ยิ่งกว่านั้น การเป็นคู่ค้ากับฉีเซิ่งต่อไปก็เป็นประโยชน์สำหรับนาง
“เยี่ยมไปเลย ข้าเองก็ไม่มีข้อโต้แย้งในสิ่งที่เจ้าพูดมา” ฉีเซิ่งยิ้มกว้าง
“เอาล่ะ พวกเราค่อยหารือเรื่องร้านขายเครื่องประดับกันวันหลังเถอะ ข้าจะกลับไปทำอาหารมื้อเที่ยงให้พวกเสี่ยวเหอแล้ว พวกเขาคงหิวจนไส้กิ่วเมื่อกลับมา”
“ตกลง พี่ใหญ่ ท่านกลับไปเถอะ พี่ฉี ท่านช่วยพาข้าไปดูร้านค้าเหล่านั้นหน่อยได้หรือไม่? มีหลายร้านที่พร้อมจะปล่อยขาย!”
ถังเฟิงมุ่งมั่นกับการหาร้านค้า
“ได้เลย ข้าจะพาเจ้าไปเอง ข้าคุ้นเคยกับถนนสายนี้ดี”
ฉีเซิ่งไม่ปฏิเสธ
ด้วยเหตุนี้ ทั้งสองจึงออกไปพร้อมกันด้วยใบหน้าเปี่ยมสุข
ถังฉีเฝ้ามองพวกเขาจากไป รอยยิ้มพลันปรากฏบนใบหน้า
“น้องชายข้าเติบโตกันหมดแล้ว” ถังฉีปลาบปลื้มใจ และรู้สึกว่าทุกสิ่งที่นางทุ่มเททำงานหนักมานานหลายปีนั้นคุ้มค่ายิ่ง
“เสี้ยนจู่ ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายเฟิงจือจะมองการณ์ไกลถึงเพียงนี้” ตู้เยว่เหนียงเอ่ยด้วยความอิจฉา
“เยว่เหนียง ดังสุภาษิตโบราณที่ว่า ‘มารดาเมิ่งจื่อย้ายบ้านสามครา**’ การที่พวกเฟิงจือก้าวหน้าได้มากถึงเพียงนี้ล้วนเป็นเพราะสภาพแวดล้อมที่ดี เวลานี้น้องชายของเจ้าก็อยู่กับพวกซานจือแล้ว”
**มารดาเมิ่งจื่อย้ายบ้านสามครา มาจากประวัติของปราชญ์ขงจื๊อนามเมิ่งจื่อ ในอดีต มารดาของเมิ่งจื่อย้ายบ้านถึงสามครั้ง เพียรแสวงหาสถานที่ที่ดี สภาพแวดล้อมเหมาะสมในการสั่งสอนบุตร กระทั่งพบและขัดเกลาจนเติบใหญ่เป็นคนดีมีคุณธรรม ใช้เพื่อเปรียบเปรยว่า คนเราควรเลือกอยู่ใกล้คนดี เรื่องดี และสิ่งที่ดีงาม
ถังฉีเข้าใจการต่อสู้ดิ้นรนของคนเช่นตู้เยว่เหนียงที่ตกเป็นทาสในยุคสมัยนี้ และไม่สามารถควบคุมชีวิตของตัวเองได้
นางจึงปฏิบัติต่อพวกเขาอย่างมีมโนธรรม
อย่างไรเสีย แม้นางเองก็ไม่ใช่คนดีอะไรมากมาย แต่ตราบใดที่ทำดีกับคนรอบตัวด้วยความจริงใจ คนเหล่านั้นก็จะมีความจริงใจต่อนางเช่นกัน
“เสี้ยนจู่ เยว่เหนียงเข้าใจแล้ว ครั้งหน้าที่ท่านเขียนจดหมายถึงคุณชายทั้งสอง ท่านช่วยส่งจดหมายให้น้องชายข้าด้วยได้หรือไม่?”
“ได้สิ แล้วข้าจะบอกเจ้า”
ถังฉีพยักหน้า ไม่เพียงแต่ตู้เยว่เหนียงจะคิดถึงน้องชาย แต่ตัวนางเองก็คิดถึงถังซานและถังสุ่ยมากเช่นกัน
“ขอบคุณเจ้าค่ะ เสี้ยนจู่”
ตู้เยว่เหนียงรู้สึกโชคดีที่นางและน้องชายได้พบกับคนใจดีมีเมตตา หากพวกเขาถูกขายให้กับครอบครัวอื่น มีหรือเจ้านายจะสนใจความรู้สึกของพวกเขาเช่นนี้?
Comments
Post a Comment